Category: สูตรอาหาร

  • สูตรวิธีทำถั่วตัด พร้อมคำแนะนำในการขายถั่วตัด

    สูตรถั่วตัด สูตรที่ 1

    ส่วนผสมถั่วตัด

    – ถั่วลิสงอบ 200 กรัม
    – น้ำตาลทราย 350 กรัม
    – น้ำ 1/4 ถ้วยตวง
    – แบะแซ 60 กรัม
    – งาขาวคั่ว 1/4 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

    วิธีการทำถั่วตัด

    – เริ่มขั้นตอนของการทำถั่วตัด ด้วยการนำหม้อมาจากนั้นก็ผสมน้ำตาล น้ำเปล่า แล้วคนให้ละลายเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ติดก้นหม้อ จึงยกขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ สักประมาณ 5 นาทีก็จะได้น้ำเชื่อม พอน้ำเชื่อมเริ่มเดือดก็ให้ใส่แบะแซและเติมเกลือป่นแล้วคนให้เข้ากัน
    – ต่อจากนั้นเราจะเคี่ยวน้ำเชื่อมต่อจนได้น้ำเชื่อมเหนียวได้ที่ ซึ่งจะใช้เวลาไม่นานนัก อาจจะพอสังเกตได้จากฟองหยาบ ๆ ในน้ำเชื่อม จะเริ่มกลายเป็นฟองละเอียดเล็กลงและฟูขึ้นมา แสดงว่าน้ำเชื่อมนั้นเหนียวได้ที่แล้ว
    – แล้วให้ใส่ถั่ว งาขาว จะใส่ทั้งหมดหมดหรือจะเก็บบางส่วนไว้โรยหน้าก็ได้ จากนั้นก็คนถั่ว งาขาวให้เข้ากันกับน้ำเชื่อม
    – เสร็จแล้วให้นำถั่วที่กวนเข้ากับน้ำเชื่อมดีแล้วมาเทลงบนแผ่นฟอยล์ทาน้ำมัน แนะนำว่าควรใช้แผ่นฟอยล์แบบหนา
    – จากนั้นก็ให้เทถั่วลงบนถาด ซึ่งขั้นตอนต่อไปนี้เน้นให้ทำเร็วที่สุดก่อนที่น้ำตาลจะแข็งตัว
    – จากนั้นก็ให้รีบเกลี่ยถั่วอย่างเร็วโดยจะใช้ระยะเวลาสั้น ๆ ทิ้งไว้ให้ถั่วแข็งตัวดี แล้วก็สามารถตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมได้
    – เมื่อเรียบร้อย ก็นำถั่วตัดมาใส่โหลมีฝาปิดสนิท สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน

    สูตรถั่วตัด สูตรที่ 2

    ส่วนผสมถั่วตัด

    – ถั่วลิสงคั่ว ๑ ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย ๒/๓ ถ้วยตวง
    – น้ำสะอาด ๑/๔ ถ้วยตวง
    – light corn syrup ๓ ช้อนโต๊ะ
    – งาขาวคั่ว ๑/๒ ถ้วยตวง อาจน้อยกว่านี้นิดหน่อยได้

    วิธีการทำถั่วตัด

    – ขั้นตอนแรกให้เริ่มทำด้วยการตวงน้ำใส่หม้อ แล้วใส่ light corn syrup ลงไป และให้ตวงน้ำตาลทรายใส่ลงไปด้วย คนให้เข้ากันแล้ว พักไว้
    – ถั่วนั้นให้ล้างให้สะอาด จากนั้นก็นำไปแช่น้ำทิ้งไว้สักคืน พอวันรุ่งขึ้น ก็นำถั่วมาล้างให้สะอาดอีกครั้ง แล้วค่อยนำมาคั่ว รวมทั้งงาด้วย การคั่วนั้นให้แยกกันคั่ว เนื่องจาก ถั่วและงา มีระยะการสุกที่ไม่เท่ากัน
    – จากนั้นให้เตรียมถาดไว้ แล้วให้ใช้ฟอยล์ปูรองถาดไว้ เพื่อเวลาแซะออกจะได้ง่ายหน่อย แล้วเอาน้ำมันพืชทาฟอยล์บนถาด
    – จากนั้นก็ให้ยกหม้อที่ใส่ light corn syrupและน้ำตาลที่เตรียมไว้ มาตั้งไฟโดยให้ใช้ไฟปานกลางแล้วทำการเคี่ยว เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนได้น้ำเชื่อมแห้งมากๆ สามารถทดสอบว่าใช้ได้หรือไม่ โดยให้ใช้ช้อนตักน้ำเชื่อมสัก ๑/๒ ช้อนชงกาแฟแล้วมาเทใส่ถ้วยน้าเย็น ถ้าน้ำเชื่อมตกตะกอนเป็นเส้นแข็งๆก็แสดงว่าใช้ได้แล้ว
    – เมื่อได้น้ำเชื่อมแล้ว ก็ให้ปิดไฟได้ จากนั้นให้รีบใส่ถั่วลิสงคั่ว และงาขาวคั่วลงไป
    – แล้วจัดการคนส่วนผสมให้ทุกอย่างเข้ากันดีโดยใช้ระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นก็เทใส่ฟอยล์ที่เราเตรียมไว้ แล้วใช้ส้อมสองคันมาช่วยเกลี่ยให้กระจายออกไปให้แผ่นสี่เหลี่ยมบางๆ โดยเร็วหรืออาจจะใช้กระดาษไข แล้วทาน้ำมันพืชปิดทับบนขนม จากนั้นก็ใช้ไม้ช่วยคลึงให้ขนมออกลักษณะแบนๆ
    – สำหรับถั่วกระจกนั้น แนะนำให้คลึงให้บางมากๆ หน่อย จากนั้นก็ให้ลอกกระดาษไขออกไป แล้วค่อยทิ้งให้ขนมเย็น
    – เมื่อขนมเย็นแล้วก็สามารถตัดแบ่งเป็นชิ้นๆได้ หรือจะทำตอนขนมยังร้อนอยู่ โดยก่อนจะตัดขนมนั้นให้นำมีดมาทาน้ำมันพืช แล้วค่อยใช้มีดกรีดแบ่งไว้เบาๆก่อน เมื่อขนมเย็นก็หักตามรอยกรีดไว้ได้
    – เสร็จเรียบร้อยก็สามารถเก็บขนมถั่วตัดไว้ในโหลแล้วฝาปิดให้สนิทเอาไว้รับประทานเป็นอาหารว่างได้

    สูตรถั่วตัด สูตรที่ 3

    ส่วนผสมถั่วตัด

    – ถั่วลิสงคั่ว 7 ขีด
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – แบะแซ 1 ช้อนโต๊ะ
    – งาขาวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำถั่วตัด

    – ขั้นตอนแรกจะทำความสะอาดถั่วลิสงก่อน โดยนำถั่วลิสงมาล้างให้สะอาด ให้คัดถั่วที่เสียดออก จากนั้นนำมาล้างแล้วสะเด็ดน้ำสัก 2 น้ำ
    – จากนั้นเราจะทำการคั่วถั่วลิสง โดยใช้กระทะแนะนำให้ใช้เทพล่อนมาตั้งไฟโดยให้ใช้ไฟอ่อน โดยจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที จากนั้นก็พักไว้ให้เย็น จากนั้นก็นำเปลือกที่หุ้มอยู่ออก
    – จากนั้นก็นำส่วนผสมทั้งถั่วคั่วแล้ว น้ำตาลทราย มาคลุกให้เข้ากัน แล้วเริ่มต้นเคี่ยวเพื่อที่จะได้น้ำเชื่อม โดยจะใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที แล้วใส่แบะแซลงไปจากนั้น คนให้ส่วนผสมเข้ากัน อาจจะเบาไฟให้เหลือไฟฉบับเต็ม ช่วงที่กวนแบะแซคอยระวังอย่าให้ส่วนผสมแต่ละอัน ไหม้ติดกระทะ
    – ต่อมาเราจะเทขนมลงบนพิมพ์ที่ได้เตรียมเอาไว้ โดยให้ทาน้ำมันลงบนฟอยล์ บทเม่พิมพ์แล้วให้โรยงาไว้ให้ทั่ว จากนั้นให้คลึงให้ทั่วแผ่น จนเต็มแม่พิมพ์ จนเต็มแม่พิมพ์ที่เตรียมไว้ จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ 5 นาทที จากนั้นก็สามาถตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมเป็นชิ้น ๆ ได้
    – ถั่วตัดนี้สามารถเก็บไว้ในโหลหรือภาชนะใดก็ได้ ที่มีฝาปิดสนิท ไม่ต้องนำไปแช่ตู้เย็นก็ได้ และนำออกมารับประทาน เป็นของว่างยามบ่ายได้

  • สูตรวิธีทำขนมถังทอง พร้อมคำแนะนำในการขายขนมถังทอง

    ขนมถังทอง

     

    สูตรวิธีการทำขนมถังทอง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมถังทอง

    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ ½ ถ้วย
    – ยีสต์ ½ ช้อนชา
    – น้ำสะอาด 1 ½ ถ้วยตวง
    – เบกกิ้งโซดา ¼ ช้อนชา
    – น้ำตาล ½ ถ้วย
    – ผงฟู ¼ ช้อนชา
    – น้ำมันพืช หรือเนยสด สำหรับทากระทะ

    ส่วนผสมไส้ขนม

    – น้ำตาลทราย
    – เกลือป่น
    – งาขาว
    – งาดำคั่ว
    – มะพร้าวอ่อน หรือมะพร้าวทึนทึกขูด

    วิธีการทำขนมถังทอง

    – ขั้นตอนแรกเริ่มทำกันที่ตัวแป้งขนมกันก่อน นำเอาแป้งสาลีอเนกประสงค์ แป้งข้าวเจ้า ยีสต์ น้ำตาลทราย เทลงในอ่างผสม ค่อยเติมน้ำลงไป แล้วตีหรือคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ดูให้น้ำตาลทรายละลายดี และแป้งต้องไม่จับตัวเป็นเม็ด เมื่อเห็นว่าแป้งเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้เทแป้งลงในภาชนะที่มีฝาปิด จัดการปิดฝาให้เรียบร้อย วางไว้ในอุณหภูมิห้อง ประมาณ 30 นาที
    – หันมาทำตัวไส้ง่ายๆ ด้วยการผสม น้ำตาล เกลือป่น งาขาว งาดำ ให้เข้าด้วยกัน พักเตรียมไว้สำหรับเป็นไส้
    – เมื่อครบเวลา 30 นาทีแล้ว ให้นำแป้งออกมาเปิดฝา ใส่เบกกิ้งโซดาและผงฟูลงไป ตีหรือคนส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้ง แต่คราวนี้สังเกตได้เลยว่าถ้ามีฟองขึ้นมา แปลว่าแป้งได้ที่แล้ว
    – ตั้งกระทะบนไฟปานกลาง เมื่อเห็นว่ากระทะเริ่มร้อนให้หรี่ไฟลงเล็กน้อย ทาน้ำมันพืชหรือเนยบางๆ ลงในกระทะ แล้วจัดการเตรียกแป้งที่เราทำไว้ลงไป แล้วปิดฝา ทิ้งไว้ไม่นาน เปิดฝาดูเมื่อแป้งสุกจะฟู่ขึ้น ให้ใส่มะพร้าวขูด และน้ำตาลที่เราผสมไว้ลงไป ชอบหวานขนาดไหนก็ใส่ได้ตามใจชอบ แล้วจัดการพับครึ่งตัวขนม แล้วใช่จานเสิร์ฟได้ทันที
    – สำหรับขนมถังทองสามารถทำได้หลายไส้ ไม่ว่าจะเป็น ไส้เผือก ไส้ข้าวโพด ไส้ครีม ไส้ฝอยทอง และอื่นๆ ได้อีกมากมาย นอกจากนี้การใส่ไส้ในขณะที่ขนมยังอยู่ในเตา ความร้อนจะทำให้น้ำตาลละลาย หากใครที่ไม่ชอบให้น้ำตาลละลาย สามาระตักขนมขึ้นมาแล้วรอให้เย็นก่อน ค่อยใส่ไส้ก็ได้

    สูตรวิธีการทำขนมถังทอง สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมถังทอง

    – แป้งข้าวเจ้า 2 กิโลกรัม
    – โซดาไบคาร์บอเนต 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำต้มสุด 1-2 ถ้วย
    – แป้งเชื้อที่หมักไว้
    – น้ำตาลเคี่ยว ½ ถ้วย (น้ำตาลปี๊บ 2 กิโลกรัม, น้ำ 1 ถ้วย, ใบเตย 8 ใบ)
    – ส่วนผสมของไส้ มะพร้าวทึนทึกขูด 6 ถ้วย, งานดำบุบพอแตก 1 ถ้วย, น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน

    วิธีการทำขนมถังทอง

    – ก่อนจะได้ทำขนมถังทอง ต้องทำแป้งเชื้อไว้ล่วงหน้า 2 วันเลยทีเดียว สำหรับสูตรนี้ โดยการผสมแป้งข้าวเจ้า 500 กรัม กับน้ำ ½ ถ้วย เข้าด้วยกัน แล้วปิดฝาหมักทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน
    – ทำน้ำตาลเคี่ยว ด้วยการนำน้ำตาลปี๊บ กับน้ำ 1 ถ้วย มาเทลงบนกระทะ ยกตั้งขึ้นไฟ โดยต้องใช้ไฟอ่อน ใส่ใบเตย เคี่ยวและคนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเหนี่ยวเป็นยางมะตูม แล้วค่อยตักใบเตยทิ้ง แล้วจัดการกรองอีกครั้งด้วยผ้าขาวบาง วางทิ้งไว้ให้เย็น
    – ถึงเวลาที่จะมาทำตัวแป้งขนมกันแล้ว ใส่แป้งเชื้อที่หมักไว้ลงในอ่างผสม แล้วเทแป้งข้าวเจ้า น้ำ แล้วคนให้เข้ากัน แป้งที่จะมีลักษณะเหนี่ยวข้น ให้ปิดฝาหมักทิ้งไว้อีก 6-10 ชั่วโมง
    – เมื่อแป้งได้ที่ให้ผสมแบ่งตามอัตราส่วน แป้งที่หมักไว้ 4 ถ้วย น้ำตาลเคี่ยว ½ ถ้วย โซดาไบคาร์บอเนต ¼ ช้อนชา คนให้ทุกอย่างเข้ากัน ควรใช้เวลา 5-10 นาที
    – ตั้งกระทะพิมพ์ให้ร้อน เช็ดพิมพ์ด้วยน้ำมันให้ทั่วพิมพ์ แล้วตักแป้งใส่ ปิดฝาประมาณ 2 นาที แล้วโรยด้วยมะพร้าวขูด และน้ำตาลที่เราผสมงาเอาไว้ แซะด้านข้างแล้วพักครึ่งเป็นรูปวงกลม เป็นอันว่าเสร็จ
    – เคล็ดลับการเทแป้งลงพิมพ์ ควรจะใส่จากขอบพิมพ์ก่อน ให้ตัวแป้งจับขอบพิมพ์บางๆ ตรงหน้าหนาได้ เวลาทำเสร็จช่วยขอบจะได้กรอบ ซึ่งสูตรนี้ทำได้ประมาณ 100-150 ชิ้นเลยทีเดียว หากทำน้อยๆ ให้ลดทอนส่วนผสมลง นอกจากนี้ในการหมักแป้งเชื้อ หากอากาศร้อนๆ แป้งจะขึ้นเร็วกว่าอากาศเย็น หากแป้งมีกลิ่นเปรี้ยวๆ แสดงว่าใช้ได้แล้ว

    สูตรวิธีการทำขนมถังทอง สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมถังทอง

    – แป้งสาลี 500 กรัม
    – แป้งข้าวเจ้า 1500 กรัม
    – กะทิ 3 ถ้วยตวง
    – น้ำ 6 ถ้วยตวง
    – ยีสต์ 2 ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 800 กรัม และน้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    – เกลือป่น
    – ส่วนผสมไส้ งาดำคั่วพอสุก 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับ น้ำตาลทราย และเตรียมมะพร้าวแก่ขูด 2 ½ ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมถังทอง

    – อย่างแรกเลยเราต้องผสมแป้งสาลี แป้งข้าวเจ้า และน้ำตาล 800 กรัม และเกลือเล็กน้อย คนให้เข้ากัน แล้วเติมกะทิและน้ำ กวนส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน
    – นำภาชนะที่ปิดฝาได้ มาใส่ ยีสต์ที่เตรียมมา มาผสมกับน้ำตาล 2 ช้อนชา และน้ำอุ่นอีกเล็กน้อย คนๆ ให้ส่วนผสมเข้ากันดี แล้วปิดฝาภาชนะ นำไปตั้งตากแดดไว้ประมาณ 8-10 นาที เมื่อครบเวลาแล้ว ให้นำยีสต์ที่ได้ไปผสมกับแป้งในขั้นตอนที่ 1 กวนๆ คนๆ ให้แป้งเข้ากัน แล้วปิดฝาอีกครั้ง ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 3 ชั่วโมง สังเกตว่ามีกลิ่นเปรี้ยวๆ และมีฟองขึ้น แปลว่าใช้ได้
    – ตั้งกระทะ ทาน้ำมัน ใช้ไฟกลางๆ ค่อนไปทางอ่อน เมื่อกระทะร้อนได้ที ก็เทแป้งลงในกระทะ พอแป้งสุกให้ใส่มะพร้าว โรยน้ำตาลที่เราผสมไว้ แซะออกจากพิมพ์พับครึ่ง จัดลงจานเสิร์ฟร้อนๆ อร่อยมาก

    การขายขนมถังทอง

  • สูตรวิธีทำพุทราเชื่อม พร้อมคำแนะนำในการขายพุทราเชื่อม

    สูตรวิธีการทำพุทราเชื่อม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมต่าง

    – พุทราจีนแห้ง 300 กรัม
    – น้ำตาลทราย 500 กรัม
    – น้ำสะอาด 2 ถ้วยตวง
    – ใบเตย 3 ใบ

    วิธีการทำพุทราเชื่อม

    – นำพุทราอบแห้งมาเตรียมไว้ แนะนำว่าให้เลือกพุทราอบแห้งที่ผลิตจากประเทศจีน เพราะได้แกะเมล็ดออกเรียบร้อยแล้ว
    – นำพุทราที่เตรียมไว้ไปล้างน้ำให้สะอาด ต้องเป็นพุทราจีนเท่านั้น เพราะจะได้พุทราลูกเล็ก ขนาดพอดี เสร็จแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 15 นาที เพื่อให้เนื้อพุทราอบแห้ง นิ่มและคืนรูป
    – เสร็จแล้วยกขึ้นสะเด็ดน้ำ แล้วพักไว้ รอทำส่วนผสมของน้ำเชื่อมพุทรา
    – นำน้ำสะอาดปริมาณ 2 ถ้วยตวง ไปตั้งในหม้อ เปิดไฟร้อนปานกลาง ใส่น้ำตาล คนให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย แล้วรอจนน้ำเดือด จนเห็นว่าน้ำตาลละลายดีแล้ว
    – นำใบเตยใส่จนไปขณะที่น้ำเดือด เพื่อให้เกิดกลิ่นหอม ใส่ลงไปจนใบเตยเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม จึงนำออกจากหม้อ
    – ใส่พุทราลงไปในหม้อ เชื่อมจนผิวพุทราเป็นเงา และพองสวยดี จึงปิดไฟ ยกลงจากเตา
    – จะได้พุทราเชื่อมที่มีเนื้อฉ่ำๆ รสหวานอร่อย สามารถเก็บไว้ทานได้เป็นเวลาหลายวัน
    – ตักพุทราเชื่อมใส่ถ้วย เสิร์ฟเป็นของว่างทานเล่น หรือเก็บใส่ภาชนะมีฝามิดชิด แช่ตู้เย็น

    สูตรวิธีการทำพุทราเชื่อม สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    – พุทราจีนแห้ง 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 1-1/2 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร

    วิธีการทำพุทราจีนเชื่อม

    – นำพุทราอบแห้งที่เตรียมไว้ แกะออกจากห่อ แล้วล้างน้ำให้พุทราคืนตัว แล้วยกขึ้นให้สะเด็ดน้ำ
    – นำพุทราที่สะเด็ดน้ำแล้วมาคว้านเอาเมล็ดออก แล้วทำการแช่น้ำประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้เนื้อพุทรานิ่ม แล้วพักไว้เตรียมเคี่ยวส่วนผสมอื่นๆ
    – นำน้ำเปล่าใส่หม้อ ตั้งบนเตาไฟเร่งไฟปานกลาง พอน้ำเริ่มเดือด ใส่น้ำตาลทรายลงไปตามความชอบ ใส่มากหวานมากน้อยตามชอบ คนให้น้ำตาลละลาย รอให้น้ำเดือด ยกลงจากเตา
    – กรองน้ำเชื่อมลงผ้าขาวบาง เอาสิ่งสกปรกและตะกอนออก
    – เตรียมตั้งหม้อใหม่ นำน้ำเชื่อมที่เคี่ยวเสร็จแล้วเทลงไป เคี่ยวต่ออีก 10 นาที ในระหว่างเคี่ยว หากน้ำเชื่อมเริ่มข้นคล้ายๆว่ากำลังจะไหม้ สามารถนำน้ำเปล่ามาเทใส่ลงไปทีละนิด ไม่ให้น้ำเชื่อมแห้งจนไหม้ เคี่ยวจนน้ำเชื่อมข้นหนืด
    – นำพุทราที่พักไว้ใส่ลงในหม้อน้ำเชื่อม เคี่ยวจนเนื้อพุทราพอง ผิวพุทราเป็นเงาสวย
    – จัดใส่จาน สามารถราดน้ำเชื่อมลงบนพุทราได้อีก เพื่อเพิ่มความอร่อย
    – สามารถเก็บพุทราเชื่อมไว้ในกระปุกที่มีฝาปิด เพื่อนำมารับประทานในครั้งต่อๆไปได้อีก

    สูตรวิธีการทำพุทราเชื่อม สูตรที่ 3

    ส่วนผสม

    – พุทราจีนแห้งหรือพุทราจีนสด 1 กิโลกรัม
    – น้ำปูนใส 4 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 5 ถ้วยตวง
    – ใบเตยมัด 1 กำ
    – เกลือป่น ½ ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำพุทราเชื่อม

    – หากนำพุทราจีนสดมาทำ ขั้นตอนแรก นำพุทราสดมาคัดเลือก แล้วล้างน้ำให้สะอาด รอให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำไปไปตากแดดให้เนื้อพุทราเหนียวแล้วพักไว้
    – หากนำพุทราจีนแห้งมาทำ สามารถนำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วพักให้สะเด็ดน้ำ
    – จากนั้นนำพุทราแห้งที่ได้จากการตากแดดหรือพุทราจีนแห้งสำเร็จรูปมาแช่ในน้ำปูนใสประมาณ 30 นาที เพื่อให้พุทราเนื้อนิ่ม นำไปแช่ต่อด้วยน้ำเย็นอีก 5 นาที เพื่อให้ได้เนื้อกรอบ แล้วพักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ
    – นำพุทราที่ได้มาคว้านเอาเมล็ดออก
    – เตรียมทำน้ำเชื่อมพุทรา โดยตั้งกระทะใส่น้ำเปล่าลงไป แล้วใส่น้ำตาลทรายและเกลือป่นเล็กน้อยลงไป เคี่ยวจนส่วนผสมงวดดีบวกกับน้ำเดือด จึงยกลง
    – นำน้ำเชื่อมที่เคียวงวดดีแล้วมาใส่กระทะอีกใบไว้ เพื่อทำการนำพุทราลงไปเคี่ยว
    – ตั้งน้ำเชื่อมให้เดือดอีก 10 นาที พร้อมกับน้ำใบเตยมัด 1 กำ ลงไปเคียวเพื่อให้ได้กลิ่นหอม แล้วจึงนำพุทราลงไปเคี่ยวต่อให้น้ำเชื่อมซึมเข้าเนื้อพุทรา
    – เคี่ยวจนพุทราพอง ขึ้นรูป จนเกิดเงาบนผิวพุทรา เท่านี้ก็จะได้พุทราจีนเชื่อมแสนอร่อย
    – สามารถนำพุทราเชื่อมที่ได้ ทานเป็นของว่างหรือนำไปเป็นส่วนผสมในขนมหวานอื่นๆได้ เช่น เฉาก๊วย

  • สูตรวิธีทำข้าวจี่ พร้อมคำแนะนำในการขายข้าวจี่

    ข้าวจี่
     

    สำหรับบทความนี้ เราก็จะมาทำข้าวจี่กันนะครับ เมื่อทำเสร็จแล้ว ใครจะเอาไว้ทานเล่น หรือใครจะนำไปทำขายเพื่อสร้างรายได้ก็ดีมากๆ ครับ การทำข้าวจี่ต้องลงมือฝึกทำบ่อยๆ นะครับ อร่อยหรือไม่อร่อยค่อยว่ากัน ทำไปหลายๆ ครั้ง เราก็จะจับจุดในรายละเอียดปลีกย่อย ว่าทำอย่างนี้อร่อย ทำอย่างนี้ไม่อร่อย ก็ฝึกมือทดลองกันไปครับ

    ประวัติข้าวจี่

    ผมก็จะขอเกริ่นถึงประวัติข้าวจี่สักเล็กน้อยนะครับ ข้าวจี่เนี่ยจริงๆ เป็นขนมพื้นบ้านของทางภาคอีสานนะครับ ข้าวจี่นิยมทำกันมากในช่วงเดือนสามของทุกปีนะครับ ซึ่งช่วงเดือนสามนี้ จะมีการทำข้าวจี่ไปทำบุญในงานบุญ ซึ่งเรียกว่า ประเพณีบุญข้าวจี่

    ส่วนทางภาคเหนือ ก็มีข้าวจี่เช่นเดียวกับภาคอีสาน เพียงแต่ส่วนผสมจะเพิ่มกะทิเข้ามาด้วย เมื่อถึงเวลาเดือนสี่ของทางภาคเหนือ ซึ่งจะตรงกับราวๆ เดือนมกราคมของภาคกลาง ก็จะมีการนำข้าวจี่กับข้าวหลามไปทำบุญตักบาตร เรียกกันว่า บุญข้าวจี่ข้าวหลาม

    และที่ประเทศลาว ก็มีอาหารที่เรียกว่าข้าวจี่ เหมือนกันนะครับ ที่ลาวจะนิยมทานข้าวจี่กันที่เมืองหลวงพระบาง ข้าวจี่ของลาวก็จะมีลักษณะเป็นขนมปังแท่งยาวๆ แบบฝรั่งเศส แล้วนำมาผ่าซีก เสร็จแล้วก็นำไปใส่เครื่องเคียงต่างๆ เช่น ไข่เจียวตัดเป็นเส้นๆ แตงกวา หมูยอ หมูหยอง (คนลาวเรียกหมูฝอย) และปิดท้ายปรุงรสด้วยซอสมะเขือเทศ ซึ่งตัวข่าวจี่ของลาว ลักษณะ และรสชาด จะต่างจากข้าวจี่ของทางภาคเหนือ และภาคอีสานของไทยครับ

    และอาจเป็นเพราะข้าวเหนียวจะเสียเร็วในตอนกลางวัน สมัยก่อนข้าวเหนียวจึงถูกทำเป็นข้าวจี่ แล้วห่อใบตองไปกินเป็นอาหารตอนทำนา หรือเดินทางไกล เพราะสามารถเก็บได้นานขึ้นครับ

    ข้าวจี่ทำจากอะไร

    ข้าวจี่ทำจากข้าวเหนียวนึ่งทาเกลือ และปั้นเป็นรูปกลมๆ หรือรีๆ เสียบไม้นำไปย่างบนเตาถ่าน ใช้ไฟอ่อให้พอเกรียม แล้วก็นำมาชุบไข่ และก็นำไปย่างใหม่จนเหลือง และดึงไม้ที่เสียบไว้ออก ยัดน้ำตาลอ้อยเข้าไปแทน น้ำตาลก็จะละลายเป็นไส้

    เอาหล่ะครับ มาเข้าสู่สูตรวิธีการทำข้าวจี่กันดีกว่า ว่ามีส่วนผสม และวิธีการทำกันอย่างไรบ้าง

    สูตรวิธีการทำข้าวจี่ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมข้าวจี่

    – ข้าวเหนียวนึ่ง 500 กรัม
    – กะทิ 1/2 ถ้วย
    – ไข่ไก่ 2 ฟอง
    – เกลือ 1/2 ช้อนชา

    วิธีการทำข้าวจี่

    – ให้ผสมกะทิและเกลือก่อนคนให้เกลือละลายหลังจากนั้นให้เทใส่ชามข้าวเหนียวนึ่งที่เตรียมไว้ แล้วนวดให้กะทิและข้าวเหนียวเข้ากันดีแนะนำให้เททีละครึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้แฉะเกินไป
    – ปั้นข้าวเหนียวที่ผสมกะทิแล้วให้แผ่นๆหนาประมาณ 1นิ้วแผ่นขนาดปานกลางไม่ต้องใหญ่มากแล้วเสียบไม้หรือจะย่างแบบไม่เสียบไม้ก็ได้
    – ตีไข่ไก่ที่เตรียมไว้ปรุงรสเล็กน้อย (ไม่ต้องเข้มข้นเหมือนทำไข่เจียว)
    – นำข้าวเหนียวที่ปั้นแล้วไปย่างบนไฟอ่อนๆพอสีเริ่มเหลืองให้นำมาชุบไข่และนำไปย่างอีกครั้งจนสีเหลืองสวยก็สามารถรับประทานได้แล้ว

    สูตรวิธีการทำข้าวจี่ สูตรที่ 2 (ข้าวจี่ประยุกต์)

    ส่วนผสมข้าวจี่

    – ข้าวเหนียว จะซื้อหุงใหม่ ซื้อมาร้อนๆ หรือเอาข้าวเหนียวเก่าค้างคืนก็ได้
    – ไข่ มากน้อยขึ้นกับข้าวเหนียวค่ะ
    – เกลือ หรือซีอิ้วก็ได้
    – น้ำมัน นิดหน่อย

    วิธีการทำข้าวจี่

    – หากใช้ข้าวเหนียวค้างคืนที่แช่เย็นไว้ แนะนำให้อุ่นข้าวเหนียวก่อนเพื่อให้ข้าวเหนียวมีความนุ่ม แต่หากเป็นข้าวเหนียวที่ซื้อมาไม่จำเป็นต้องอุ่น
    – ผสมข้าวเหนียวกับไข่โดยดูจากปริมาณข้าวเหนียวที่เตรียมไว้ โดยตีไข่ทีละฟองแล้วเทใส่ข้าวเหนียวแล้วปรุงรสด้วยเกลือหรือซีอิ๊วนวดไข่กับข้าวให้เข้ากัน
    – ปั้นข้าวเหนียวที่ผสมไว้แล้วเป็นแผ่นๆหนาพอประมาณ หรือจะใช้พิมพ์กดขนมมากดทำเป็นรูปต่างๆก็ได้
    – ตั้งกระทะใส่น้ำมันนิดหน่อยเพื่อไม่ให้ติดกระทะรอให้ร้อน เมื่อร้อนได้ที่ให้นำข้าวเหนียวที่ปั้นไว้ชุบไข่แล้วนำไปจี่ในกระทะใช้เวลาด้านละ 2-3 นาทีแนะนำให้ใช้ไฟอ่อนๆหรือดูว่าเหลืองได้ที่หรือไม่พลิกไปมาจนเหลืองสวยทั้งสองด้าน แค่นี้ก็รับประทานได้แล้ว

    สูตรวิธีการทำข้าวจี่ สูตรที่ 3 (ข้าวจี่ทรงเครื่อง)

    ส่วนผสมข้าวจี่

    – ข้าวเหนียวนึ่งสุก 2 ถ้วยตวง
    – ผงปรุงรสคนอร์ 1 ช้อนโต๊ะ
    – ไข่ไก่สองฟอง
    – หอมใหญ่หั่น 1 ลูก
    – ต้นหอมซอย
    – น้ำมันพืช

    วิธีการทำข้าวจี่

    – ปรุงส่วนเครื่องก่อนโดยผัดหอมใหญ่ใสกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อยผัดและปรุงรสกลางๆ ผัดให้มีกลิ่นหอม
    – นำเครื่องที่ผัดเสร็จแล้วมาใส่ในข้าวเหนียวแล้วคลุกให้เข้ากันชิมรสให้พอดี
    – ปั้นข้าวเหนียวที่ปรุงเสร็จแล้วเป็นแผ่นขนาดตามต้องการ
    – ตอกไข่และตีให้แตกแบบไข่เจียว หลังจากนั้นนำข้าวเหนียวที่ปั้นแล้วมาชุบให้ทั่ว
    – นำข้าวเหนียวที่ชุบไข่แล้วขึ้นย่างไฟอ่อนๆสลับกับชุบไข่ประมาณ 2-3 รอบย่างให้เหลืองสวยหรือจะนำไปจี่ในกระทะก็ได้ เมื่อเสร็จแล้วรับประทานได้ทันที

    สูตรวิธีการทำข้าวจี่ สูตรที่ 4 (ข้าวจี่หวาน)

    ส่วนผสมข้าวจี่

    – ข้าวเหนียวมูลปริมาณตามชอบจะใช้ข้าวเหนียวมูลที่ค้างคืนก็ได้ (หากซื้อมาแล้วรับประทานไม่หมด)
    – ไข่ไก่

    วิธีการทำข้าวจี่

    – นำข้าวเหนียวมูลมาปั้นให้แผ่นๆหนาตามชอบโดยไม่ต้องปรุงรสเพราะรสชาติข้าวเหนียวหวานมันอยู่แล้ว
    – ตอกไข่และตีให้แตก
    – นำข้าวเหนียวที่ปั้นไว้มาชุบไข่ให้ทั่ว
    – นำข้าวเหนียวที่ชุบไข่แล้วมาย่างให้เหลือง หรือจะจี่ในกระทะก็ได้หากชอบไข่หนาๆหรือสีเหลืองเข้มๆให้ชุบไข่ย่างซ้ำหลายครั้ง ย่างเสร็จแล้วรับประทานได้ทันที

    เคล็ดลับการทำข้าวจี่ให้อร่อย

    – ข้าวจี่สามารถดัดแปลงได้หลายแบบสามารถเติมเครื่องและปรุงรสได้ตามชอบ
    – ข้าวจี่สามารถทานคู่กับของแกล้มได้เช่น หมูย่าง เนื้อทอด เพื่อเพิ่มรสชาติและดัดแปลงเป็นอาหารฟิวชั่นได้
    – ควรใช้ข้าวเหนียวที่มีความนุ่มจะทำให้รสชาติอร่อยมากยิ่งขึ้น
    – การชุบไข่และย่างหลายๆครั้งจะทำให้ข้าวเหนียวมีสีสันที่สวยน่ารับประทานและมีความหอมของไข่

    การขายข้าวจี่

    การขายข้าวจี่

    เนื่องจากข้าวจี่เป็นขนมที่มีความอร่อย และคนอีสาน หรือคนเหนือ ส่วนใหญ่จะทานข้าวจี่เป็นอยู่แล้ว ดังนั้นการทำข้าวจี่จึงเป็นธุรกิจที่สามารถทำได้เรื่อยๆ ซึ่งข้อดีของการทำข้าวจี่ขายก็คือ ลงทุนน้อย ใช้เพียงเตาถ่าน กับตะแกรงย่างข้าวจี่

    และที่สำคัญทำเลดีๆ สักที่หนึ่ง ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องอยู่ในย่านชุมชน ที่มีคนเดินสัญจรไปมา ซึ่งถ้าบ้านเราอยู่ในจุดนนั้นๆ จะดีมากๆ เพราะไม่ต้องไปเสียค่าเช่าที่เพิ่ม แต่ถ้าบ้านเราไม่ได้อยู่ในเขตชุมชน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จำเป็นต้องเสียเงินค่าเช่าเพิ่ม เพื่อให้ได้อยู่ในจุดดีๆ

    ช่วงเวลาในการขายข้าวจี่ ผมแนะนำว่าควรจะเป็นช่วงเช้าก่อนเข้างาน คือ 6 โมงเช้าถึง 8 โมงเช้า และช่วงพักเที่ยง และช่วงเย็นหลังเลิกงานคือตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป เพื่อขายข้าวจี่ให้กับนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ที่เดินผ่านไปในบริเวณนั้น ซึ่งบางคนก็อาจจะกลายมาเป็นลูกค้าประจำ ซื้อข้าวจี่ร้านเราทานบ่อยๆ เนื่องจากติดใจในรสชาดของข้าวจี่ฝีมือเรา

    และเราควรใช้สื่อออนไลน์ ให้เป็นประโยชน์ เช่น เมื่อมีคนมาซื้อข้าวจี่ที่ร้านเรา ก็อาจจะทำนามบัตรแจก ในนามบัตรจะเป็นลิ้งค์ fanpage ของเรา เพื่อคอยติดตามโปรโมชั่นของทางร้านเรา เช่น ช่วงนี้จัดโปรซื้อ 3 แถม 1 และไว้คอยให้ลูกค้าติดต่อกับเรา เวลาเค้าจะเหมาข้าวจี่ในร้านเรา เพื่อไว้ไปงานเลี้ยงต่างๆ หรือจะจ้างเราไปทำข้าวจี่นอกสถานที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นโอกาสของเราที่จะได้จากทางสื่อออนไลน์ต่างๆ

    และเมื่อร้านเราดังแล้วหล่ะ? แน่นอนว่า ถ้าเราจะก้าวไปข้างหน้าอีก ก็ต้องสาขา 2 สาขา 3 ตามมา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกำลังของเราว่าจะไหวมั้ย ซึ่งช่วงแรกๆ เราอาจจะคือผู้ทำข้าวจี่ ไม่มีลูกน้อง ทำเองขายเอง ทำการตลาดเอง แต่เมื่อร้านเราเริ่มดังแล้ว เราต้องการขยายสาขา เราก็ต้องจ้างลูกน้องมาทำแทนเรา ตัวเราไปคิดเรื่องการตลาดแทน ว่าจะต่อยอดทางธุรกิจได้อย่างไร

    การทำธุรกิจเป็นสิ่งที่ค่อยๆ โต อาศัยระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวชื่อเสียง และได้รับความน่าเชื่อถือ จากคนในละแวกนั้น ซึ่งผมก็อยากให้ท่านที่อยากขายข้าวจี่ ได้เป็นเบอร์ต้นๆ ในแถบทำเลที่ท่านขาย เมื่อพูดถึงข้าวจี่ในย่านนั้น คนในละแวกนั้นต้องนึกถึงร้านเรา เป็นอันดับต้นๆ

    ผมก็ขอให้ท่านที่จะเปิดร้านขายข้าวจี่ ได้ร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • สูตรวิธีทำขนมจาก พร้อมคำแนะนำในการขายขนมจาก

    สูตรวิธีการทำขนมจาก สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมจาก (สูตรดั้งเดิม)

    -แป้งข้าวเหนียวดำ 1 กิโลกรัม
    -แป้งข้าวเจ้า ครึ่งกิโลกรัม
    -น้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวง
    -น้ำตาลโตนด ครึ่งถ้วยตวง
    -เกลือ 2 ช้อนชา
    -หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
    -มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นยาว ครึ่งถ้วยตวง
    -มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 5 ช้อนโต๊ะ
    -ใบจาก 30 ใบ
    -ไม้กลัด จากทางมะพร้าว

    วิธีการทำขนมจาก

    – สำหรับขั้นตอนแรก ให้ตักแป้งทั้งสองชนิด แล้วชั่งน้ำหนักให้ได้ตามสูตร
    – จากนั้นให้เทแป้งใส่กระชอนตาถี่ แล้วทำการร่อนแป้งทั้งสองชนิด 1 รอบ พักใส่ภาชนะผสมรอไว้
    – ยกกระทะหรือหม้อใบเล็กๆ ขึ้นตั้งไฟความร้อนปานกลาง เทกะทิลงไป ตามด้วยน้ำตาลทราย น้ำตาลโตนด และเกลือป่น
    – ต้มส่วนผสมทั้งหมดให้เดือด แล้วใช้ทัพพีคนให้เข้ากัน คนจะกว่าน้ำตาลทรายและน้ำตาลโตนดจะละลายจนหมด
    – เมื่อส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันเรียบร้อยดีแล้ว ยกลงจากเตา แล้วพักไว้ให้เย็นตัวลงเล็กน้อยประมาณ 10 นาที
    – นำส่วนผสมกะทิ น้ำตาลและเกลือป่น คนให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วค่อยตักใส่ในภาชนะที่มีแป้งข้าวเหนียวดำกับแป้งข้าวเจ้า
    – ค่อยๆ นวดให้แป้งกับน้ำกะทิเข้ากัน ตักน้ำกะทิเติมลงไป แล้วนวดแป้งต่อจนส่วนผสมกะทิหมด จนได้เนื้อแป้งขนมจากที่มีความเข้มข้น เมื่อเอานิ้วเตะเนื้อแป้งจะหนึบติดมือ
    – จากนั้นให้เติมมะพร้าวขูดฝอย และมะพร้าวทึนทึกขูดเส้นยาวๆ ลงไปในเนื้อแป้ง
    – นวดและคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง
    – เอาผ้าขาวบางคลุมภาชนะแล้วพักเนื้อขนมจากทิ้งไว้ ให้ส่วนผสมเข้ากัน และมีความเข้มข้นอีกประมาณ 30 นาที
    – ระหว่างรอ ให้เตรียมทำไม้กลัด โดยใช้ทางมะพร้าว เหลาเอาใบออกให้หมด จนเหลือแต่ก้านมะพร้าว ซึ่งจำเป็นต้องทำเตรียมไว้ก่อนที่จะทำขนมจากประมาณ 2 วันค่ะ เมื่อได้ก้านมะพร้าวสดมาแล้ว เราต้องเอาไปตากแดด 2 วัน จนก้านมีความแห้ง พอเอามาตัดทำไม้กลัด จะมีความคม และกลัดลงบนใบจากได้มิดชิด
    – ตัดก้านมะพร้าวแบบเฉียง ให้ได้ความยาว 2 นิ้ว
    – ต่อมาก็เตรียมเช็ดใบจาก ตัดความยาวหัวและท้ายใบให้เป็นระเบียบ แล้วตัดให้ได้ความยาวประมาณ 12 นิ้ว
    – นำส่วนผสมที่พักไว้ มาคนให้เข้ากันอีกครั้ง
    – ใช้ช้อนตักเนื้อขนมหยอดลงตรงกลางใบจาก ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ เกลี่ยให้เนื้อขนมกระจายออกเล็กน้อย
    – แล้วใช้ไม้กลัด กลัดบริเวณหัวและท้ายใบก่อน และกลัดตรงกลางใบ เพื่อไม่ให้ส่วนผสมล้นทะลักออกมาด้านนอก
    – เท่ากับว่าขนมจาก 1 ชิ้น หรือ 1 ใบจากนั้น ใช้ไม้กลัด 3 อัน กลัดทั้งหมด 3 บริเวณของใบจากค่ะ
    – ตักเนื้อขนมใส่ใบจากแล้วกลัดด้วยไม้ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนเนื้อขนมหมด
    – จากนั้นก็จุดเตาถ่าน แล้วรอให้ได้ไฟร้อนปานกลาง
    – นำตะแกรงเหล็กตาถี่ มาวางลงบนเตา
    – เรียงขนมจากลงบนตะแกรง แล้วปิ้งไฟร้อนปานกลางข้างละ 5-7 นาที สังเกตว่าใบจากเริ่มเปลี่ยนสี และขนมเริ่มส่งกลิ่นหอม ก็พลิกขนมอีกด้านมาปิ้งอีกประมาณ 5-7 นาที จนขนมสุกทั้งชิ้น
    – ยกขนมจากลงจากเตา แล้วพักไว้ให้เย็นตัวลง จนค่อยแกะไม้กลัดออกแล้วรับประทานค่ะ

    สูตรวิธีการทำขนมจาก สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมจาก (สูตรประยุกต์)

    -แป้งข้าวเหนียวดำ 1 กิโลกรัม
    -แป้งข้าวเจ้า ครึ่งกิโลกรัม
    -น้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวง
    -น้ำตาลโตนด ครึ่งถ้วยตวง
    -เกลือ 2 ช้อนชา
    -หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
    -ใบเตย 3-4 ใบ
    -มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นยาว ครึ่งถ้วยตวง
    -มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 5 ช้อนโต๊ะ
    -แห้วต้มสุกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 5 ช้อนโต๊ะ
    -ใบจาก 30 ใบ
    -ไม้กลัด จากทางมะพร้าว

    วิธีการทำขนมจาก

    – ตวงแป้งให้ได้ตามสัดส่วน ทั้งแป้งข้าวเหนียวดำ และแป้งข้าวเจ้า
    – จากนั้นให้ร่อนแป้งทั้งสองชนิด 1 รอบ แล้วพักใส่ภาชนะไว้ คนให้แป้งทั้งสองชนิดเข้ากัน
    – เทกะทิ น้ำตาลทราย น้ำตาลโตนดและเกลือป่นลงในหม้อใบเล็ก ยกตั้งไฟความร้อนปานกลาง
    – เมื่อส่วนผสมในหม้อเริ่มเดือดเบาๆ ให้นำใบเตย 3-4 ใบ มัดเป็นก้อนกลมๆ รวมกัน ใส่ลงไปต้ม
    – รอจนใบเตยส่งกลิ่นหอม และเริ่มมีสีซีด ให้ตักออกจากหม้อ คนให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน จนน้ำตาลทรายและน้ำตาลโตนดละลาย
    – ยกหม้อลงจากเตา แล้วพักให้ส่วนผสมคลายความร้อนประมาณ 10-15 นาที
    – เมื่อส่วนผสมเย็นตัวลงแล้ว ให้ตักใส่ในแป้งที่พักรอไว้ทีละน้อย แล้วจึงค่อยนวดให้เข้ากัน ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมกะทิหมด
    – ใส่เนื้อมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย มะพร้าวทึนทึกขูดเส้นยาวและแห้วต้มสุกหั่นชิ้นเล็กๆ ลงไปให้หมด
    – ผสมและคลุกเคล้าให้ส่วนผสมตัวแป้ง และเนื้อมะพร้าวกับแห้วเข้ากัน
    – ใช้ผ้าขาวบางคลุมภาชนะไว้ป้องกันฝุ่นลงมาในขนม แล้วพักรอไว้อีก 30 นาที
    – จากนั้นใช้ผ้าเช็ดใบจากให้สะอาด แล้วตัดหัวและท้ายใบให้มีความเรียบร้อย และตัดให้ได้ความยาวที่ 12 นิ้ว
    – ทำไม้กลัดขนมจาก โดยเหลาทางมะพร้าว แล้วนำก้านมะพร้าวไปตากแห้งประมาณ 2 วัน มาใช้
    – ตัดก้านมะพร้าวแบบเฉียง ประมาณความยาวที่ 2 นิ้ว
    – ต่อมาก็ตักเนื้อขนมจาก 2 ช้อนโต๊ะลงในใบขนมจาก วางตรงกลางใบ ละเลงให้เนื้อขนมกระจายออกไปเล็กน้อย
    – ใช้ไม้กลัด กลัดบริเวณหัวและท้ายของใบจาก และกลัดบริเวณตรงกลางใบที่มีขนมอยู่อีกครั้ง รวมเป็นใช้ไม้กลัดทั้งหมด 3 บริเวณต่อขนมจาก 1 ชิ้น
    – จุดเตาถ่านให้ได้ไฟร้อนปานกลาง แล้วนำตะแกรงเหล็กตาถี่มาวาง
    – นำขนมจากวางแล้วปิ้งข้างละ 5-7 นาที จากนั้นค่อยพลิกอีกด้านปิ้ง 5-7 นาทีเช่นกัน จนขนมสุก
    – เอาขนมลงจากเตาแล้วพักให้ขนมหายร้อน จึงค่อยแกะไม้กลัดออก แล้วรับประทานได้

  • สูตรวิธีทำเฉาก๊วย พร้อมคำแนะนำในการขายเฉาก๊วย

    เฉาก๊วย
     

    สำหรับในบทความนี้ ผมก็จะขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับการทำเฉาก๊วย และการนำเฉาก๊วยไปขายนะครับ ว่าเค้าทำกันอย่างไรบ้าง ซึ่งเฉาก๊วยนั้น ไม่ว่าผมจะไปตลาดไหน ก็มีร้านขายเฉาก๊วยกันอยู่ทุกตลาด แสดงว่ามีคนทานเฉาก๊วยอยู่เยอะ ทำให้พ่อค้าแม่ค้าขายเฉาก๊วยได้เรื่อยๆ ได้กำไรเลี้ยงชีพ บางคนก็ตั้งตัวได้จนรวยไปเลยก็มีให้เห็นอยู่หลายราย

    ก่อนอื่นก็ขอกล่าวถึงประวัติของเฉาก๊วยสั้นๆ นะครับ เฉาก๊วยเนี่ยสมัยก่อนนู้นนานมาแล้ว จะอยู่ที่ประเทศจีนนะครับ เป็นของหวานของประเทศจีนนี่เอง เฉาก๊วยมาจากคำว่า 草粿 (เฉากว่อ) ซึ่งคำในภาษาจีนฮกเกี้ยน ในภาษาจีนกลางจะเรียกว่า เหลียงเฝิ่น หรือ เซียนเฉ่า แปลว่า หญ้าเทวดา ในขณะที่ชาวมาเลย์จะเรียกเฉาก๊วยว่า จินเจา

    แรกเริ่มเดิมที เฉาก๊วยมาจากคนจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย และได้นำเฉาก๊วยเข้ามาขายด้วย เริ่มแรกขายเป็นเฉาก๊วยนิ่มแบบดั้งเดิมจากประเทศจีน เวลาจะทานใส่น้ำตาลทรายแบบของจีน โดยจะขายคู่กับเต้าฮวย และเนื่องจากประเทศไทยมีอากาศค่อนข้างร้อน ในระยะต่อมาจึงได้มีการใส่น้ำแข็งใสลงไปด้วย กลายเป็นเฉาก๊วยแบบเย็นอร่อย และกาลเวลาผ่านมาไม่นานนักเฉาก๊วยก็เป็นที่นิยม และเริ่มขยายวงกว้างเป็นที่รู้จักของคนไทยจนมาถึงปัจจุบันนี้

    ต้นเฉาก๊วยซึ่งเป็นพืชในตระกูล Lamiaceae (ตระกูลมิ้นท์) ตระกูลเดียวกับ สะระแหน่ กะเพรา โหระพา แมงลัก และยี่หร่า

    เอาหล่ะอารัมภบทมาแล้ว ก็มาเข้าสู่เนื้อหาหลักๆ กันดีกว่าครับ มาเริ่มกันเลยครับ

    สูตรวิธีการทำเฉาก๊วย สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    1. เฉาก๊วยสำเร็จรูป 1 ซอง
    2. น้ำเปล่า 1 ลิตร
    3. น้ำตาลทองธรรมชาติ
    4. น้ำเปล่า (สำหรับทำน้ำเชื่อม)
    5. น้ำแข็ง สำหรับเสิร์ฟ
    6. นมสด

    วิธีการทำเฉาก๊วย

    1. ในอ่างผสม เติม น้ำ 200 มิลลิลิตร และตามด้วยผงเฉาก๊วย ลงไป ใช้พายคนให้ส่วนผสมทั้งสองอย่างเข้ากันเป็นอย่างดี แล้วพักไว้ก่อนครับ
    2. นำหม้อมาใส่น้ำสะอาด 800 มิลลิลิตร นำขึ้นตั้งไฟแรง พอเดือดแล้วให้ปรับลดระดับไฟลง
    3. เปลี่ยนระดับความแรงของไฟเป็นไฟอ่อน แล้วนำผงเฉาก๊วยที่ละลายน้ำเอาไว้มาเทใส่หม้อน้ำร้อนที่เดือดแล้วนั้น
    แล้วใช้พายกวนต่อ กวนผสมจนเนื้อของสวนผสมเข้ากัน และมีลักษณะเป็นเนื้อที่เนียนสวย ปิดไฟยกลง ตักใส่ภาชนะ รอให้จับตัวแข็งเป็นเนื้อแน่นๆ กว่านี้
    ต่อไปมาทำน้ำเชื่อมนะครับ น้ำ 1 ลิตร และน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม หรือจะเยอะหรือน้อยกว่านั้นก็ได้ครับ ใช้สัดส่วน 1:1 เทผสมลงในหม้อ ตั้งไฟอ่อน เคี่ยวให้น้ำตาลละลาย ปิดไฟยกลงครับ
    4. ตักเฉาก๊วยด้วยช้อน หรือหั่นเป็นสี่เหลี่ยมพอคำ หรือใช้ที่ตักไอศกรีม ค่อยๆ ตักเป็นลูกกลม (ใช้ลูกเล่นนิดหน่อย เพื่อความน่ารักครับ แต่ขณะตักระวังเนื้อเฉาก๊วยแตกด้วยนะครับ) จัดใส่ถ้วย น้ำแข็งป่นโปะลงไป ราดน้ำเชื่อม ตามด้วยนมสด จัดเสิร์ฟ หอมกลิ่นนมสดรับประทาน อร่อยและเย็นชื่นใจมากครับ

    สูตรวิธีการทำเฉาก๊วย สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    1. เฉาก๊วยสำเร็จรูป 1 ซอง
    3. น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี
    4. นมสด 1 ลิตร
    5. ผงชาไทย
    6. น้ำแข็ง สำหรับเสิร์ฟ
    7. น้ำสะอาด

    วิธีการทำเฉาก๊วย

    1. น้ำ 150 มิลลิตร ผสมผงเฉาก๊วย คนให้เข้ากัน พักรอสักครู่
    2. น้ำสะอาด 750 มิลลิลิตร ในหม้อต้ม ตั้งไฟกลาง เมื่อเดือดปรับเป็นไฟอ่อน เทผลเฉาก๊วยที่ผสมน้ำลงไป คนผสมให้เนื้อเนียนเข้ากันดีแล้ว ปิดไฟยกลง เทใส่ภาชนะสะอาด รอให้แข็งตัว
    3. เทผงชาไทยลงในถุงกรองชาให้เต็ม ยกถุงกรองชาไว้บนภาชนะ หรือหม้อ หรือเหยือก ที่ทนความร้อน ขนาดที่ใส่น้ำได้สัก 1 ลิตร เทน้ำร้อนลงในถุงชา แช่ถุงชาไว้ 1 นาที ให้ได้เนื้อชาเข้มข้น แล้วเต็มน้ำตาล 1 ½ กิโลกรัม คนผสมให้ละลาย
    4. หั่นเฉาก๊วยเป็น สี่เหลี่ยมกว้างสักชิ้นละ 1 นิ้ว ตักใส่ถ้วย ตามด้วยน้ำแข็งป่น ราดน้ำเชื่อมชาไทยลงไป ตามด้วยนมสด หอมกลิ่นชาไทยผสมนมสด รสชาติละมุนลิ้น เย็นชื่นใจมากเลยครับ
    สำหรับเมนูนี้ ถ้าหากต้องการเปลี่ยนจากชาไทยเป็นชาเขียวก็สามารถทำได้เช่นกันนะครับ โดยใช้วิธีทำและสูตรเดียวกัน แค่เปลี่ยนผงชาเท่านั้นครับ

    เคล็ดลับการทำเฉาก๊วยให้เหนียวอร่อย

    – วิธีทำให้เฉาก๊วยเหนียวนั้น เราไม่จำเป็นต้องใช้เวลากวนเฉาก๊วยหลังใส่แป้ง เป็นเวลามากเกินไป บางท่านอาจจะกวนเฉาก๊วยถึง 30 นาที การทำเช่นนี้นั้นจะทำให้น้ำในเฉาก๊วยระเหยไปเรื่อยๆ นะครับ ทำให้เฉาก๊วยไม่ค่อยเหนียวนะครับ
    – หากเอาเฉาก๊วยแช่น้ำเชื่อมไว้ค้างคืน เฉาก๊วยจะรัดตัว จะทำให้เหนียวเด้งขึ้นอีกด้วย
    – แต่เคล็ดลับที่ทำให้เหนียวจริงๆ จะอยู่ที่แป้งที่เราใส่ลงไป จะต้องเป็นแป้งที่เหนียวเป็นพิเศษ อาจจะต้องใช้แป้งมันละลายพิเศษสำหรับเฉาก๊วยนะครับ ซึ่งในส่วนนี้ก็ได้มีบริษัทผลิตออกมาจำหน่ายตามท้องตลาดอยู่ เราต้องไปซอกแซกตามตลาด หาความรู้ใหม่ๆ อยู่บ่อยๆ นะครับ เก็บเล็กผสมน้อย หรือจะแอบถามพ่อค้าแม่ค้าขายเฉาก๊วยก็ได้ครับว่าเฉาก๊วยเหียวๆ อร่อยๆ แบบนี้ใช้แป้งอะไร จะไปลองทำดูบ้าง

    วิธีทำน้ำเชื่อมใส่เฉาก๊วย

    – ส่วนการทำน้ำเชื่อมนั้นก็ไม่ยากเลยนะครับ ให้ใช้น้ำสะอาดนะครับ ต้มน้ำให้เดือดก่อนแล้วใส่น้ำตาลทรายลงไป ในอัตราส่วน 50/50 คนเรื่อยๆ จนกว่าจะละลาย หากยังไม่ละลายให้เปิดไฟอ่อนๆ ไว้ คนไปเรื่อยๆ และเราอาจจะเติมใบเตยหอมลงไปต้มด้วยนิดหน่อย กลิ่นก็จะหอมขึ้นนะครับ

     

    การขายเฉาก๊วย
     

    การบรรจุซองพลาสติกใส่เฉาก๊วย

    – ให้บรรจุเฉาก๊วยในซองพลาสติก หรือภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของเฉาก๊วยในแต่ละซองพลาสติก หรือหรือภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากของเฉาก๊วย

    ที่ซองพลาสติกใส่เฉาก๊วย หรือภาชนะบรรจุเฉาก๊วยทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น เฉาก๊วยสุดหวาน เฉาก๊วยเย็นเจี๊ยบ เฉาก๊วยอร่อยดี หรืออื่นๆ
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายเฉาก๊วย

    สำหรับการทำเฉาก๊วยขาย ทุกอย่างก็ต้องมีจุดเริ่มต้นนะครับ ส่วนใหญ่แล้วเฉาก๊วยจะขายกันตามตลาดต่างๆ เป็นร้านเล็กๆ ขายร่วมกับขนมหวานอื่นๆ มีทานที่ร้านบ้าง มีใส่แก้วกลับบ้านบ้าง ซึ่งถ้าเราทำแบบธรรมดา รายได้ของเราก็จะธรรมดา

    ผมแนะนำให้ทำเป็นร้านที่ขายแต่เฉาก๊วยอย่างเดียวเลยครับ เมื่อนึกถึงเฉาก๊วย ต้องนึกถึงร้านเรา เอาให้ได้อย่างนั้นเลยครับ ให้ร้านของเราเป็นร้านที่มีบรรยากาศของเฉาก๊วย อาจจะเริ่มจากเช่าห้องเล็กๆ ก่อน แต่เราขายบรรยากาศ ไม่ได้ขายเฉาก๊วยอย่างเดียว ข้างฝาผนังเราก็จะติดรูปเฉาก๊วย เมนูของเราก็จะมีแต่เมนูเฉาก๊วย เช่น เฉาก๊วยนมสด เฉาก๊วยคาราเมล เฉาก๊วยทรงเครื่อง เฉาก๊วยธัญพืช รวมไปจนถึงน้ำเฉาก๊วย และเราก็โปรโมทร้านของเราด้วยช่องทางการตลาดออนไลน์ หรือการตลาดแบบท้องถิ่นตามความเหมาะสม แต่ผมแนะนำให้โปรโมทร้านแบบใช้การตลาดออนไลน์จะประหยัดงบมากกว่า เข้าถึงคนได้เยอะกว่าครับ

    เมื่อร้านเฉาก๊วยของเรา คนเริ่มเข้ามาทานกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องต่อคิว จองโต๊ะกัน เมื่อนั้นเราก็ต้องทำการขยายร้านครับให้ร้านใหญ่ขึ้น หรือถ้าขยายร้านไม่ได้ เนื่องจากข้างๆ ร้านเค้าไม่ให้เช่าเพิ่ม หรือไม่ขายที่ให้ เราก็ต้องเบนไปทางขยายสาขาแทนครับ เป็นร้านเฉาก๊วยสาขา 1 สาขา 2 สาขา 3 เรื่อยไปตามกำลังของเราจะทำไหว หรือถ้าเราจะเปิดขายแฟรนไชส์ก็ดี เมื่อเราดังแล้ว เงินก็เริ่มมาเรื่อยๆ ครับ

    เฉาก๊วยอร่อย บริการดี ทำเลดี บรรยากาศสวย การตลาดเยี่ยม ถ้าทำได้ดังนี้ โอกาสรุ่งมีมากครับ

    ก็ลองดูนะครับ สาหรับธุรกิจสายนี้ ยังไปได้อีกไกลครับ สำหรับร้านขายเฉาก๊วยโดยตรง คู่แข่งยังมีไม่มากเท่าไหร่ มีแต่เจ้าใหญ่ครองตลาดอยู่ เรายังสามารถเข้าไปแบ่งชิ้นเค้กได้ ถ้าเราเตรียมตัวมาดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ ขอให้ประสบความสำเร็จกับการขายเฉาก๊วย และร่ำรวยครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำเสาวรส พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำเสาวรส

    น้ำเสาวรส
     

    สูตรน้ำเสาวรส สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำเสาวรส

    – ลูกเสาวรสสุก 2 ลูก
    – น้ำเชื่อม 3 ถ้วยตวง
    – น้ำต้มสุก 2 ถ้วยตวง
    – เกลือป่นเล็กน้อยสำหรับเพิ่มรสชาติ

    วิธีการทำน้ำเสาวรส

    – นำลูกเสาวรสสุกมาผ่าครึ่งเป็น 2 ซีก ใช้ช้อนขูดเอาส่วนที่เป็นเนื้อในสีส้มๆออกมา แล้วพักไว้
    – นำน้ำต้มสุกที่กำลังอุ่นๆมาเตรียมไว้ แล้วนำเนื้อเสาวรสที่ขูดมาผสมกับน้ำต้มที่เตรียมแล้วนำไปคั้นกับกระชอน เพื่อเอาเมล็ดออก
    – เมื่อได้น้ำเสาวรสแล้ว ปรุงรสชาติด้วยน้ำเชื่อมและเกลือป่นเล็กน้อย ชิมรสตามที่ชอบ
    – เทใส่แก้วหรือบรรจุขวดไว้สำหรับแช่เย็น
    – ยิ่งเย็น ยิ่งน่ารับประทาน รสชาติของเสาวรสจะออกเปรี้ยวๆ อมหวาน เป็นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพที่อร่อย

    สูตรน้ำเสาวรส สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำเสาวรส

    – ลูกเสาวรส 3 ลูก
    – น้ำตาลทราย 200 กรัม
    – น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำเสาวรส

    – ผ่าเสาวรส 3 ลูก ออกเป็นครึ่ง คว้านเอาส่วนที่เป็นเนื้อสีส้มข้างในออกมาใส่ไว้บนกระชอน
    – ทำการคั้นน้ำเสาวรสบนกระชอนให้ได้ส่วนที่เป็นน้ำเสาวรสออกจากเมล็ด จากนั้นพักไว้
    – เตรียมต้มน้ำโดยใช้ไฟปานกลาง ต้มน้ำให้เดือด เทน้ำเสาวรสลงในหม้อ ใส่น้ำตาลลงไป คนให้น้ำตาลละลายผสมเข้ากับน้ำเสาวรส ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย ชิมรสชาติ
    – เมื่อได้รสชาติที่ชอบแล้ว ทิ้งน้ำเสาวรสที่ได้ไว้ให้เย็น
    – นำน้ำเสาวรสใส่ขวด แช่ตู้เย็นไว้ให้เย็น
    – เสิร์ฟใส่แก้ว ทานแบบเย็น จะให้ความสดชื่นตามแบบผลไม้ไทยที่แสนอร่อย

    สูตรน้ำเสาวรส สูตรที่ 3 (น้ำเสาวรสปั่น)

    ส่วนผสมน้ำเสาวรสปั่น

    – ลูกเสาวรส 2 ผล
    – น้ำเชื่อม 3 ถ้วยตวง
    – น้ำแข็ง ½ แก้ว
    – เกลือป่น 1 หยิบมือ

    วิธีการทำน้ำเสาวรสปั่น

    – ผ่าเสาวรสออกเป็นครึ่ง คว้านเอาส่วนที่เป็นเนื้อข้างในออก ใส่แก้วทิ้งไว้สักครู่
    – กรองเนื้อเสาวรสบนกระชอนโดยคั้นให้น้ำเสาวรสออกมาและเหลือส่วนเมล็ดไว้เล็กน้อย
    – เตรียมทุบน้ำแข็งให้ละเอียด แล้วเทลงในโถปั่น ตามด้วยน้ำเชื่อมและเกลือป่นเล็กน้อย จากนั้นนำน้ำเสาวรสเทใส่โถปั่น
    – ทำการปั่นส่วนผสมต่างๆ ให้ละเอียด ชิมรสชาติแล้วเทน้ำเสาวรสลงในแก้ว
    – นำเมล็ดเสาวรสที่แยกออกลงในน้ำเสาวรสปั่น คนเมล็ดกับน้ำเสาวรสให้เข้ากัน ไม่แนะนำให้ปั่นเมล็ดเสาวรสลงไปในโถปั่น เพราะจะทำให้ได้รสชาติขม ไม่น่าทาน
    – จัดตกแต่งน้ำเสาวรสปั่นที่ทำเสร็จแล้วให้สวยงาม พร้อมสำหรับเสิร์ฟ
    – ได้น้ำเสาวรสปั่นที่น่ารับประทานพร้อมกับเนื้อเสาวรสที่แสนอร่อย

    การขายน้ำเสาวรส

  • สูตรวิธีทำสละลอยแก้ว พร้อมคำแนะนำในการขายสละลอยแก้ว

    สละลอยแก้ว

     

    สูตรวิธีการทำสละลอยแก้ว สูตรที่ 1

    ส่วนผสมสละลอยแก้ว

    – สละ 1 กิโล ครึ่ง
    – น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1-2 ช้อนชา

    วิธีการทำสละลอยแก้ว

    – ทำการแกะลูกสละออกจะพวง โดยการนำใส่ตะกร้าไว้ แล้วทำการเขย่าๆ เพื่อให้หนามสละหลุดออกจากช่องว่างของตะกร้าให้หมด
    – จัดการปอกเปลือกลูกสละ การปลอกโดยที่เขย่าเอาหนามออก จะทำให้หนามไม่ตำมือ และปอกได้ง่ายๆ
    – เมื่อปลอกเปลือกเสร็จ ใช้ปลายมีดแหลมๆเสียบเข้าด้านขั้วของลูกสละก่อน เริ่มจากด้านแบนที่เนื้อบางติดเมล็ด ให้ปลายมีดลึกประมาณครึ่ง เลยกึ่งกลางเมล็ดไปเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ หมุนมีดแล้วเลาะเนื้อออกจากเมล็ด จนครบรอบ ทำทั้ง 2 ด้าน
    – นำปลายมีดแหลมๆ ดันเข้าทางขั้วของลูกสละ เพื่อเอาเมล็ดออก เป็นอันเสร็จเรียบร้อย จะได้ลูกสละกลวงๆไร้เมล็ดพร้อมสำหรับการทำสละลอยแก้ว
    – นำลูกสละที่ปอกแล้ว ไปแช่น้ำทิ้งไว้ จากนั้นก็พักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ
    – เตรียมผสมน้ำตาลทรายแดงกับน้ำสะอาด ตั้งไฟรอให้น้ำเดือด พอเดือดทำการยกลง
    – พอน้ำเชื่อมเดือดใส่สละที่เตรียมไว้พร้อมด้วยเกลือป่นเล็กน้อย ชิมรสให้ได้รสชาติที่ต้องการ จากนั้นต้มให้เดือดอีกเล็กน้อย แล้วยกลง
    – รอทิ้งไว้ให้เย็นสักครู่ จะได้สละลอยแก้วที่ทำได้อย่างง่ายๆ
    – สามารรถนำเข้าตู้เย็นได้หรือใส่น้ำแข็งทานก็อร่อยได้ง่ายๆไปอีกแบบ

    สูตรวิธีการทำสละลอยแก้ว สูตรที่ 2

    ส่วนผสมสละลอยแก้ว

    – สละยังไม่ปอกเปลือก 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วย
    – เกลือ 1 ½ ช้อนชา

    วิธีการทำสละลอยแก้ว

    – สละปอกเปลือก คว้านเอาเมล็ดออก ใช้มีดสำหรับคว้านที่มีปลายโค้งหรือมีดแกะสลักก็ได้ จากนั้นค่อยๆ เลาะเนื้อสละให้หลุดออกจากเมล็ด โดยเลาะและดันเมล็ดสละออกมาทางด้านใดด้านหนึ่ง
    – ได้สละลูกกลวงๆ ไร้เมล็ด
    – นำสละไปล้างด้วยน้ำเปล่าหนึ่งครั้ง เพื่อให้หนามที่อาจติดอยู่บนลูกสละหลุดออก
    – ทำการล้างสละโดยนำ น้ำเปล่าครึ่งถ้วยผสมกับเกลือ 1ช้อนชา สำหรับใช้ล้างลูกสละ เพื่อไม่ให้ลูกสละ แล้วนำขึ้นให้สะเด็ดน้ำ
    – น้ำสะอาด 1 ถ้วยตวง ผสมกับน้ำตาลทราย ตั้งไฟกลางๆ แล้วคนให้น้ำตาลละกับน้ำละลายเข้ากันดี รอจนน้ำเดือด
    – กรองส่วนผสมที่เดือดด้วยผ้าขาวบาง ยกขึ้นตั้งไฟอีกครั้ง รอน้ำเดือดอีกเล็กน้อย จากนั้นใส่ลูกสละล้างแล้วลงไป เติมเกลือป่นเล็กน้อย ชิมรสชาติจนได้ที่
    – เมื่อได้น้ำสละลอยแก้วแล้ว นำน้ำสละส่วนหนึ่งตักแยกไว้ แล้วนำเข้าตู้เย็นช่องแช่แข็ง เมื่อแข็งแล้ว นำน้ำสละแข็งมาปั่นให้เป็นเกล็ดหิมะ
    – เนื้อเอาเนื้อและน้ำสละลอยแก้วที่ไม่ได้แช่เย็นใส่ชาม ราดด้วยน้ำสละเกล็ดหิมะลงไป
    – เสร็จขั้นตอน จะได้สละลอยแก้ว สูตรเกล็ดหิมะที่หวาน เย็น ชื่นใจ สามารถทานได้กับน้ำแข็งทุบหรือน้ำแข็งก้อนเล็กๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ

    สูตรวิธีการทำสละลอยแก้ว สูตรที่ 3

    ส่วนผสมสละลอยแก้ว

    – ผลสละ 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย (หรือมากกว่านี้ก็ได้ หากชอบหวาน)
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำร้อน 1 ถ้วย
    – น้ำดอกไม้สด 1/2 ถ้วย
    – ใบเตย 1 มัด

    วิธีการทำสละลอยแก้ว

    – เริ่มจากผสมน้ำร้อนกับเกลือป่นให้ละลายเข้ากัน ทำการกรองผงออก แล้วทิ้งไว้ให้เย็น
    – นำผลสละที่ยังไม่ปอกเปลือกมาขูดหนามออก เพื่อให้ง่ายต่อการปอก แล้วนำไปร่อนในตะกร้าเพื่อไม่ให้เศษหนามติดอยู่ตามเปลือก
    – ปอกเปลือกผลสละ ใช้มีดคว้านเอาเมล็ดออก โดยตัดเนื้อส่วนหัวทีละด้าน ใช้ปลายมีดแหลมดันเมล็ดออก ให้ได้ลูกสละกลวงๆ จากนั้นนำไปแช่ในน้ำเกลือเพื่อไม่ให้ผลสละดำ พักทิ้งไว้
    – ทำน้ำเชื่อมลอยแก้ว โดยตั้งไฟร้อนปานกลาง ใส่น้ำดอกไม้สดเพื่อความหอม น้ำตาลอาจจะใส่เยอะหน่อย หากชอบรสหวานและใบเตยทุบเล็กน้อยลงไป คนให้น้ำตาลละลายจนหมด จากนั้นจึงนำไปกรองเอาเศษใบเตยและสิ่งสกปรกออก
    – นำไปเคี่ยวต่อจนเดือด ให้ได้เป็นน้ำเชื่อมข้นเหนียว ทำการปิดไฟ แล้วทิ้งไว้ให้เย็น
    – ตักผลสละใส่หม้อที่เคี่ยวน้ำเชื่อม ตามด้วยเกลือลงไปเล็กน้อย คนให้เข้ากัน ชิมรสชาติให้มีรสเค็มนิดๆ ปนกับรสหวาน พักไว้ให้เย็น
    – นำแช่ในตู้เย็นเพื่อเพิ่มความอร่อย
    – นำออกจากตู้เย็น ตักผลสละและน้ำเชื่อมลงในถ้วยที่เตรียมไว้ สามารถทานแบบเย็นๆโดยนำออกจากตู้เย็นหรือจะทานแบบใส่น้ำแข็งทุบละเอียดก็ได้เช่นกัน หากรสชาติสละลอยแล้วยังหวานไม่ถูกใจ สามารถเติมน้ำตาลทรายแดงหรือน้ำเชื่อมได้
    – เป็นของหวานแก้ร้อน ในช่วงหน้าร้อนที่จะถึงนี้

    การขายสละลอยแก้ว

  • สูตรวิธีทำน้ำมะพร้าว พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำมะพร้าว

    สูตรน้ำมะพร้าว สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำมะพร้าว

    มะพร้าวน้ำหอม 5 ลูก
    น้ำเปล่าสะอาดครึ่งลิตร
    น้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวง
    ใบเตยสด 5 ใบ

    วิธีการทำน้ำมะพร้าว

    – นำมะพร้าวน้ำหอม 5 ลูก มาทำความสะอาด ด้วยการล้างน้ำเปล่า 2-3 รอบ
    – จากนั้นใช้มีดขนาดใหญ่เฉาะส่วนบนของหัวมะพร้าวน้ำหอมเล็กน้อย แล้วเปิดส่วนที่เฉาะออก
    – ขูดเนื้อมะพร้าวอ่อนที่ติดอยู่ออกมา แล้วตักใส่ชามรอไว้ก่อน
    – เทน้ำมะพร้าวที่อยู่ข้างในออกมาใส่หม้อ ทำเช่นนี้จะได้น้ำมะพร้าวครบทั้ง 5 ลูก
    – หลังจากนั้นให้เติมน้ำเปล่าสะอาดครึ่งลิตร แล้วตามด้วยน้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวง คนให้เข้ากัน
    – คนส่วนผสมน้ำตาลทรายขาวให้เข้ากับน้ำมะพร้าว รอจนกระทั่งน้ำตาลทรายขาวละลายจนหมด
    – ยกหม้อน้ำมะพร้าวขึ้นตั้งไฟที่ความร้อนปานกลาง
    – พอน้ำเริ่มเดือด ให้มัดใบเตยสด 5 ใบ รวมกัน แล้วใส่ลงไปต้มจนสีของใบเตยซีดลง ก็ค่อยตักทิ้งไป
    – หลังจากนั้นก็ต้มน้ำมะพร้าวต่อไปให้น้ำเดือดทั่วทั้งหม้อ โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที
    – เมื่อน้ำมะพร้าวเดือดทั่วแล้ว จึงค่อยปิดไฟ แล้วยกหม้อลงมาพักไว้ รอให้น้ำมะพร้าวเย็นตัวลงประมาณ 30 นาที
    – ระหว่างที่รอ ก็มาเฉาะมะพร้าวที่เทน้ำออกไปแล้วนั้น แบ่งเป็น 2 ส่วน และใช้ช้อนกาแฟขูดเอาเนื้อมะพร้าวทั้งหมดมาใส่ลงในหม้อน้ำมะพร้าว
    – คนส่วนผสมของเนื้อ และน้ำมะพร้าวให้เข้ากัน แล้วเตรียมกรอกใส่ในขวดเพื่อไปแช่ตู้เย็น
    – หรือจะจัดเสิร์ฟด้วยการใส่น้ำแข็งป่นลงในแก้ว แล้วตักน้ำมะพร้าวใส่ลงไป โดยตักตัวเนื้อมะพร้าวตกแต่งบนแก้วให้ดูน่ารับประทาน
    – ทั้งนี้สามารถเก็บน้ำมะพร้าวใส่ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก เพื่อนำไปแช่เย็นไว้รับประทาน ซึ่งควรจะดื่มน้ำมะพร้าวภายในระยะเวลา 3-5 วัน หลังจากที่ทำการต้มน้ำมะพร้าว

    สูตรน้ำมะพร้าว สูตรที่ 2 (น้ำมะพร้าว+วุ้นมะพร้าว)

    ส่วนผสมน้ำมะพร้าว+วุ้นมะพร้าว

    มะพร้าวน้ำหอม 5 ลูก
    น้ำเปล่าสะอาดครึ่งลิตร
    น้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวง
    วุ้นมะพร้าวหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

    วิธีการทำน้ำมะพร้าว+วุ้นมะพร้าว

    – ขั้นตอนแรกให้นำมะพร้าวน้ำหอม 5 ลูก ไปล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า 2-3 รอบ
    – ใช้มีดเฉาะที่ด้านบนตรงบริเวณขั้วลูกมะพร้าวเล็กน้อย แล้วรินเอาน้ำออกมาจนหมด
    – แล้วเติมน้ำเปล่าสะอาดครึ่งลิตรและน้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวงลงไป
    – คนน้ำตาลทรายขาวให้ละลายไปกับน้ำมะพร้าว และน้ำเปล่า
    – พอน้ำตาลทรายขาวละลายจนหมดแล้ว ให้ยกหม้อขึ้นตั้งไฟที่ความร้อนระดับปานกลาง
    – รอจนน้ำมะพร้าวเดือดทั่วทั้งหม้อประมาณ 15 นาที
    – และเมื่อน้ำมะพร้าวเดือดจนทั่วแล้ว ก็ปิดไฟ และยกหม้อลงมาพักไว้ให้น้ำมะพร้าวเย็นตัวลงก่อนประมาณ 30 นาที
    – โดยระหว่างที่รอให้ผ่ามะพร้าวออกเป็น 2 ซีก แล้วใช้ช้อนชงกาแฟ ขูดเนื้อมะพร้าวทั้งหมดออกมาใส่ในหม้อน้ำมะพร้าว
    – ขูดเนื้อมะพร้าวทั้งหมดจากมะพร้าวทั้ง 5 ลูก แล้วตักเนื้อใส่ลงไปในหม้อจนครบตามจำนวนมะพร้าว
    – นำวุ้นมะพร้าวหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ตามลงไปในหม้อ แล้วคนให้เนื้อมะพร้าว และวุ้นมะพร้าวเข้ากันกับน้ำมะพร้าว
    – ส่วนการจัดเสิร์ฟนั้น ให้ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้วให้เต็ม จากนั้นก็ตักน้ำมะพร้าวใส่ลงไป ตกแต่งบริเวณด้านบนของแก้วด้วยเนื้อมะพร้าวและวุ้นมะพร้าว หรือจะกรอกใส่ขวดพลาสติกแล้วแช่เย็นก็ได้เช่นกัน

  • สูตรวิธีทำเผือกเชื่อม และคำแนะนำในการขายเผือกเชื่อม

    เผือกเชื่อม

     

    สูตรวิธีการทำเผือกเชื่อม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมต่างๆที่ใช้ในการทำเผือกเชื่อม

    – เผือก 2 หัว ให้น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม (หรือใช้มากกกว่า 2 หัวก็ได้)
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
    – เกลือป่นเล็กน้อย
    – แป้งข้าวโพด 2 ถ้วยตวง
    – กะทิสำเร็จรูป 1 สด (กะทิสดก็ใช้ได้หากสะดวกคั้นเอง)
    – น้ำปูนใส 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำเผือกเชื่อม

    – ทำการปอกเปลือกเผือกที่เตรียมไว้ ปอกจนเห็นเนื้อสีออกม่วงๆ จากนั้นก็หั่นเป็นชิ้นใหญ่ๆ อย่าหั่นชิ้นเล็กเกินไป เพราะจะทำให้เนื้อเละ ไม่น่าทาน
    – นำเผือกที่ปอกแล้วแช่น้ำปูนใส เพื่อให้เนื้อเผือกกรอบ หากใครชอบแบบเนื้อนิ่มๆก็ไม่ต้องแช่
    – ล้างเผือกออกจากน้ำปูนใสให้สะอาด พักทิ้งไว้
    – เทน้ำใส่หม้อ ใส่เผือกและน้ำตาลทรายลงไป ดูว่าน้ำที่ใส่ท่วมเนื้อเผือกไหม จากนั้นเปิดไฟ รอน้ำเดือด
    – เคี่ยวเผือกกับน้ำตาลไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมเริ่มงวด แต่น้ำตาลยังไม่ซึมเข้าไปในเนื้อเผือกดี
    – เคี่ยวน้ำเชื่อมต่อไปเรื่อยๆจนน้ำเชื่อมเข้าเนื้อเผือก สังเกตได้จากเนื้อเผือกจะแตกออก
    – ลงเผือกเชื่อมที่ได้ลงจากเตา เตรียมทำกะทิสำหรับราด
    – นำกะทิใส่หม้อ ตั้งไฟปานกลาง ใส่เกลือเพิ่มรสชาติ และคนกะทิเรื่อยๆอย่าให้แตกมัน
    – พอกะทิเริ่มเดือด ก็ใส่แป้งข้าวโพดลงไปทีละน้อยๆ เมื่อกะทิข้นแล้วจึงปิดไฟ ยกลงจากเตา
    – ตักเผือกเชื่อมใส่จานให้มีน้ำเชื่อมอยู่เล็กน้อย จากนั้นนำกะทิมาราดลงไป
    – จะได้เผือกเชื่อมราดกะทิที่สามารถทำได้ง่ายๆ ไว้ทานเล่นกัน

    สูตรวิธีการทำเผือกเชื่อม สูตรที่ 2

    ส่วนผสมต่างๆที่ต้องใช้ในการทำเผือกเชื่อม

    – เผือก 800 กรัม
    – น้ำตาลทราย 3 ถ้วย
    – น้ำลอยดอกมะลิ 4 ถ้วย
    – มะพร้าวขูดขาว 200 กรัม
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนชา
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีการทำเผือกเชื่อม

    – ล้างทำความสะอาดเผือก ปอกเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นใหญ่พอควรเพื่อเวลาทานจะได้ตักเนื้อเผือกได้ แต่ถ้าหั่นเผือกชิ้นเล็กและบางเกินไป จะทำให้เผือกเละ เมื่อนำมาเชื่อม
    – ตั้งน้ำลอยดอกมะลิในหม้อ ผสมกับน้ำตาลทราย คนให้ส่วนผสมพอละลาย แล้วนำไปกรองกับผ้าขาวบาง เพื่อนำตะกอนและสิ่งสกปรกออก
    – นำน้ำลอยดอกมะลิที่ได้ ไปตั้งบนเตาไฟอีกรอบ รอสักครู่จนน้ำเดือด จึงใส่เผือกที่หั่นไว้ ลงไปแล้วเชื่อมโดยการเคี่ยวเผือกไปเรื่อยๆ ระยะเวลาเคี่ยวขึ้นอยู่กับเนื้อเผือกที่มากน้อย
    – เคี่ยวเผือกเชื่อมให้งวดจนน้ำเชื่อมเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล เหนียวข้น จึงยกลงจากเตา พักไว้สักครู่ เพื่อทำน้ำกะทิ
    – เตรียมทำน้ำกะทิราด นำมะพร้าวขูดไปคั้นกับน้ำและน้ำลอยดอกมะลิ เพื่อให้ได้น้ำปริมาณน้ำกะทิที่เพียงพอกับเผือกเชื่อม
    – จากนั้นนำน้ำกะทิขึ้นไปตั้งบนไฟอ่อน ใส่เกลือและแป้งข้าวเจ้า ลงไป รอจนกะทิเดือด ปิดไฟ ยกลงจากเตา
    – ตักเผือกเชื่อมใส่จานแยกน้ำกะทิไว้ราดที่หลัง หรือจะราดลงไปบนเผือกเชื่อมเลยก็ได้ ตามความชอบ
    – ได้เผือกเชื่อมหวานอร่อย เหมาะกับการทานเป็นขนมหวานๆยามว่างหรือทำขายก็ได้

    สูตรวิธีการทำเผือกเชื่อม สูตรที่ 3

    ส่วนผสมต่างๆที่ต้องใช้ในการทำเผือกเชื่อม

    – หัวเผือก ½ กิโลกรัม
    – น้ำตาลปีบ ½ กิโลกรัม
    – น้ำดอกไม้สด 3 กรัม
    – กะทิกล่อง 1 กล่อง
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – แป้งข้าวโพด 1 ถ้วย

    วิธีการทำเผือกเชื่อม

    – เลือกหัวเผือกหัวใหญ่ๆ มาปอกเปลือกออกให้หมด ล้างน้ำให้สะอาดหลายๆรอบ แล้วทำการหั่นให้เป็นชิ้นใหญ่ๆ หรือหั่นเผือกเป็นแว่นๆก็ได้
    – ตั้งกระทะในเตาไฟ ใส่น้ำดอกไม้สดลงไป ใส่น้ำเปล่าเล็กน้อย แล้วตามด้วยน้ำตาลปีบ ใช้น้ำตาลปีบเชื่อมเผือกจะทำให้ได้ความหวานหอมที่มากกว่าใช้น้ำตาลทราย
    – คนส่วนผสมทั้งหมดในกระทะให้ละลาย รอจนน้ำเดือด ใส่ชิ้นเผือกลงไป เคี่ยวไปจนกว่าจะเห็นว่าเผือกเริ่มเปลี่ยนสี และน้ำตาลเริ่มข้น
    – เมื่อเผือกเริ่มสุก น้ำเชื่อมเข้าเนื้อแล้ว เนื้อเผือกจะแตกออกมา น้ำตาลเริ่มข้นหนืด หากเห็นว่าน้ำตาลในกระทะอาจจะแห้งเกินไป สามารถใส่น้ำเปล่าลงไปได้เล็กน้อย แล้วเคี่ยวอีกสักพัก ก่อนยกลงจากเตา
    – ทำน้ำกะทิราดเผือก โดยตั้งไฟ ใส่กะทิลงในกระทะ ขนจะเริ่มแตกมัน ใส่แป้งข้าวโพดเล็กน้อย เพื่อความข้นของน้ำราด ใส่เกลือให้ได้รสชาติเค็มๆเล็กน้อย คนไปอีกสักครู่ แล้วยกน้ำกะทิที่ได้ลงจากเตา
    – เตรียมเผือกเชื่อมที่ได้ ตักใส่จาน โดยไม่เอาน้ำเชื่อม จากนั้นนำกะทิที่ได้ เทราดลงไปในเนื้อเผือกเชื่อม
    – หากใครไม่ชอบแบบราดกะทิก็สามารถนำกะทิตักแยกไว้ราดที่หลังได้เลย หรือจะทานแบบเผือกเชื่อมไม่มีน้ำกะทิก็ได้
    – ก็จะได้เผือกเชื่อมที่ทำเอง รสชาติอร่อย แถมยังทำง่ายอีกด้วย

    การขายเผือกเชื่อม

  • สูตรวิธีทำน้ำเก๊กฮวย พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำเก๊กฮวย

    น้ำเก๊กฮวย

     

    สูตรน้ำเก๊กฮวย สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำเก๊กฮวย

    – ดอกเก๊กฮวย 1 กำมือ
    – น้ำ 2 ลิตร
    – น้ำตาลทราย 500 กรัม
    – ใบเตย 10 ใบ

    วิธีการทำน้ำเก๊กฮวย

    – นำหม้อมาเทน้ำใส่ลงไป แล้วตั้งน้ำกับใบเตยจนกว่าจะเดือด เมื่อน้ำเดือดแล้วให้ใส่ดอกเก๊กฮวยลงไป แล้วเคี่ยวสักพัก
    – ใส่น้ำตาลทรายลงไป คนให้น้ำตาลละลาย แล้วรอจนน้ำเดือดอีกครั้ง ให้ปิดไป ยกลงจากเตาพักไว้ให้เย็นก่อน
    – เมื่อน้ำเก๊กฮวยเย็นลงให้กรองใส่ขวดตามที่ต้องการ

    สูตรน้ำเก๊กฮวย สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำเก๊กฮวย

    – ดอกเก๊กฮวยอบแห้ง ½ ถ้วย
    – ฝักเก๊กฮวยตากแห้ง 4 ฝัก
    – น้ำเปล่า 5 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 5 ถ้วย

    วิธีการทำน้ำเก๊กฮวย

    – นำดอกเก๊กฮวยและฝักเก๊กฮวยมาล้างให้สะอาดผึ่งลมเตรียมไว้
    – ตั้งน้ำในหม้อให้เดือด แล้วใส่ดอกเก๊กฮวยและฝักเก๊กฮวยลงไป ใช้ไฟระดับปานกลาง ต้มต่อไปอีกประมาณ 2-3 นาที
    – เมื่อเห็นว่าน้ำเก๊กฮวยที่ต้มเริ่มมีสีเหลืองสวยให้ใส่น้ำตาล คนเล็กน้อยพอให้น้ำตาลละลาย แล้วปิดไฟ จากนั้นนำน้ำเก๊กฮวยที่ได้มากรองด้วยกระชอนหรือผ้าขาวบางให้สะอาด
    – เทใส่เหยือกเก็บไว้ เมื่อจะกินให้ใส่น้ำแข็งทานได้เลย

    สูตรน้ำเก๊กฮวย สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำเก๊กฮวย

    – น้ำสะอาด 12 ลิตร
    – ใบเตย 20 ใบ
    – ดอกเก๊กฮวยอบแห้ง 3 ขีด
    – เม็ดเก๊กฮวย 3 เม็ด
    – น้ำตาลทรายขาว 2 กิโลกรัม

    วิธีการทำน้ำเก๊กฮวย

    – นำน้ำสะอาดที่เตรียมไว้มาใส่หม้อขึ้นตั้งไฟค่อนข้างแรง โดยควรใช้หม้อเบอร์ 32 ขึ้นไป
    – นำใบเตยไปล้างให้สะอาด แล้วบิดพอประมาณเพื่อให้น้ำใบเตยออกกลิ่น จากนั้นใส่ลงในหม้อต้มน้ำ
    – นำใส่ดอกเก๊กฮวยอบแห้งที่เตรียมไว้ ใส่ไว้ในผ้าขาวบาง แต่สำหรับเม็ดเก๊กฮวยนั้น ให้ทุบพอหยาบก่อนแล้วค่อนใส่ลงในผ้า จากนั้นให้ใส่ลงในน้ำที่กำลังเดือด แช่ทิ้งไว้ในหม้อต้มน้ำและให้ใช้ไฟแรงต่อไป
    – เมื่อเห็นว่าน้ำเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองทอง ให้ใส่น้ำตาลทรายขาวลงไป คนให้น้ำตาลละลายดี
    – ปิดฝาให้น้ำเดือดต่อไปอีกเล่นน้อย แล้วจึงยกลงจากเตา กรองลงขวดตามที่ต้องการ

    สูตรน้ำเก๊กฮวย สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำเก๊กฮวย

    – น้ำสะอาด 15 ลิตร
    – น้ำตาลทราย 3 กิโลกรัม
    – ดอกเก๊กฮวย 150 กรัม
    – เมล็ดพุดจีน 4 เมล็ด
    – ชะเอมเทศ 3 ใบ
    – ใบเตย 5 ใบ

    วิธีการทำน้ำเก๊กฮวย

    – ใส่น้ำลงหม้อขนาดใหญ่ โดยควรเป็นหม้อเบอร์ 40 ขึ้นไป ใส่ใบเตยที่มัดปม ชะเอมเทศ และเมล็ดพุดจีนลงไป แล้วเปิดไฟต้มจนเดือด ซึ่งน้ำจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
    – นำดอกเก๊กฮวยมาล้างในตะกร้า ตัดพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
    – เมื่อน้ำเดือดให้เติมน้ำตาลทรายลงไป แล้วรอจนเดือดอีกครั้ง เมื่อน้ำเดือดอีกครั้งให้โรยดอกเก๊กฮวยลงไป คนเบาๆ แล้วรอให้เดือดอีกครั้ง เมื่อเดือดแล้วให้ปิดไฟ ปิดฝาหม้อ ตั้งทิ้งไว้ให้อุ่น อย่าลืมผิดฝาหม้อเพื่อให้ความหอมกระจายตัว
    – ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที เมื่อน้ำเก๊กฮวยเริ่มเย็น ให้กรองด้วยกระชอนตาถี่ๆ หรือผ้าขาวบางให้สะอาด แล้วบรรจุลงขวดหรือภาชนะที่ต้องการได้เลย

    สูตรน้ำเก๊กฮวย สูตรที่ 5

    ส่วนผสมน้ำเก๊กฮวย

    – ดอกเก๊กฮวยแห้ง 30 กรัม
    – น้ำตาลทราย 200 กรัม
    – น้ำ 3 ลิตร
    – ใบเตย 5 ใบ
    – เมล็ดพุดจีน 3 เมล็ด

    วิธีการทำน้ำเก๊กฮวย

    – เริ่มต้นด้วยการเทดอกเก๊กฮวยลงในตะแกรง แล้วเทน้ำลงล้างให้สะอาด จากนั้นนำไปผึ่งไว้ก่อน ให้สะเด็ดน้ำ หรือจะใช้แบบสำเร็จรูปเลยก็ได้
    – นำหม้อสแตนเลสใส่น้ำที่เตรียมไว้ ตั้งบนเตาเปิดไฟแรงได้เลย
    – ระหว่างน้ำเดือด ให้ล้างใบเตยที่เตรียมไว้ ให้สะอาด แล้วนำมาตัดท่อนสั้นๆ เมื่อน้ำเดือดก็นำใบเตยใส่ลงไป แล้วปิดฝาหม้อทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที อย่าลืมที่จะปิดฝาเพราะหากเปอดฝาไว้จะทำให้กลิ่นใบเตยหายไป
    – เมื่อน้ำใบเตยเดือดดี ให้นำเมล็ดพุดจีนมาทุบพอแตก แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง แล้วชงลงในน้ำเดือดให้ได้สีตามที่ต้องการ ซึ่งตอนนี้ให้เปิดฝาหม้อทิ้งไว้ ไม่ต้องนำเมล็ดพุดจีนใส่ลงไปทั้งหมด ให้ชงในน้ำตานบนพอ เพราะแค่นั้นสีก็ออกเยอะแล้ว
    – ตักใบเตยทิ้งไป แล้วใส่น้ำตาลทรายลงในหม้อ คนให้น้ำตาลละลาย ชิมให้ได้ความหวานตามที่ต้องการ แต่ต้องระวังในการชิม เพราะขณะที่น้ำเก๊กฮวยร้อนอยู่อาจจะไม่ค่อยออกรสหวาน และหากเมื่อได้รสหวานตามที่ต้องการแล้วให้ปิดไฟยกหม้อลงจาเตาได้
    – จากนั้นจึงใส่ดอกเก๊กฮวยที่เตรียมไว้ลงในหม้อที่เรายกลงแล้ว ใช้ทัพพีคนเบาๆ ประมาณ 1 รอบ เพื่อให้ดอกเก๊กฮวยกระจายตัวให้ทั่วทั้งหม้อ แล้วรีบปิดฝาหม้อ เพื่อให้กลิ่นเก๊กฮวยอบอวลอยู่ในน้ำ
    – ตั้งไว้จนกว่าน้ำเก๊กฮวยจะเย็น จากนั้นให้กรองเอาดอกเก๊กฮวย แล้วกรอกลงขวดตามที่ต้องการ

    การขายน้ำเก๊กฮวย

error: Content is protected !!