Category: เกษตร

  • วิธีปลูกฝรั่ง พร้อมคำแนะนำในการขายฝรั่ง

    ฝรั่งขาวเมืองชล

    เมื่อได้ยินชื่อ ฝรั่งขาวเมืองชล หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไหร่ แต่ฝรั่งขาวเมืองชลเป็นฝรั่งพันธุ์ไทยแท้ ๆ เลยนะครับ ซึ่งเดาจากชื่อก็พอจะบอกได้ว่ามีถิ่นที่ปลูกกันอยู่แถวไหน ซึ่งก็คือจังหวัดชลบุรีนั่นเอง ซึ่งเค้ามีการปลูกไว้ทานกันมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว

    ข้อดีของฝรั่งขาวเมืองชล คือ ปลูกง่าย และโตเร็ว มีผลดกเกือบตลอดทั้งปี เนื้อข้างในจะเป็นสีขาวเหมือนฝรั่งทั่วไป แต่เนื้อแน่น และจะมีเม็ดน้อย ส่วนเรื่องความอร่อยเมื่อทานตอนแก่จัด จะมีรสหวานบวกเปรี้ยวนิดหน่อย โดยรวมแล้วรสชาติถือว่าอร่อย คนชลให้ผ่าน จะมีวางขายกันในเฉพาะพื้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งก็ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวในการซื้อไปทาน รวมไปถึงได้มีการตอนกิ่งขยายพันธุ์วางขายอีกด้วย มีคนสนใจซื้อไปปลูกต่ออย่างมากมาย จนบางครั้งถึงกับทำให้กิ่งตอนขาดตลาดไปเลยก็มี ในปัจจุบันนี้ได้มีการนำกิ่งตอนฝรั่งขาวเมืองชลออกมาขายกันอีกที ถ้าใครไม่อยากพลาดต้องรีบบึ่งไปที่้เมืองชลเลยนะครับ เดี๋ยวหมดแล้วจะอดกันพอดี

    เอาหล่ะครับ มาดูข้อมูลในเชิงวิทยาศาสตร์ของฝรั่งขาวเมืองชลกันครับ ฝรั่งขาวเมืองชลมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Psidium Guajava Linn เป็นพืชอยู่ในตะกูล Myrtaceae เป็นตะกลูลของพืชใบเลี้ยงคู่ เป็นไม้ยืนต้นสูง 2-4 เมตร เนื้อไม้จะค่อนข้างแข็ง เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลเทา ใบจะเป็นใบเดี่ยวรูปรี มีปลายแหลม แต่โคนมา เมื่อจับใบดูจะสาก ๆ มือ ส่วนดอกจะออกเป็นดอกสีขาว ส่วนผลของฝรั่งขาวเมืองชลเมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดเท่าส้มเขียวหวาน ผิวเปลือกเมื่อจับจะขรุขระเล็กน้อย

    ในปัจุบันนี้วางขายกันกิโลกรัมละหลายบาท เป็นของฝากที่ทำรายได้ให้กับชาวบ้านท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน

    ท่านผู้อ่านเริ่มที่จะสนใจเจ้าฝรั่งขาวเมืองชลนี้แล้วใช่มั้ยหล่ะครับ กิ่งตอนของฝรั่งขาวเมืองชลในกรุงเทพก็มีขายนะครับที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ ที่สวนจตุจักร ทุกวันพุธและพฤหัส ที่โครงการ 21 แผงของคุณพร้อมพันธุ์ ส่วนราคาสามารถถามเจ้าของร้านได้เลยครับ เมื่อซื้อกิ่งตอนไปแล้ว สามารถนำไปปลูกได้ในดินทั่วไป ถ้าจะปลูกไว้ทานเองก็อร่อย หรือถ้าจะปลูกไว้เพื่อขายก็น่าลองดูนะครับ ดีไม่ดีขายแล้วเกิดรวยขึ้นมาใครจะไปรู้หล่ะครับ

  • การเพาะเห็ดฟางขาย

    ใครจะเชื่อบ้างว่าเจ้าเห็ดฟางลูกกลมๆ นิ่มๆ น่ารักที่ใส่ในต้มยำกุ้งจนอร่อยเหาะ จะสามารถสร้างรายได้และปลดหนี้ให้หลายๆ คนมานักต่อนักแล้ว การเพาะเห็ดฟางนั้นคนปลูกอาจได้รายได้ไม่เฉพาะแต่การขายเห็ดที่ปลูกมากับมือ แต่สามารถเพิ่มทางเลือกขายเชื้อเห็ด หรือหมักจนเป็นปุ๋ยเอาไว้ปลูกพืชพันธุ์อื่นๆ ต่อยอดต่อไปก็ได้ เรียกว่าขยันมากก็ได้รายได้มากไปเลย แถมงานเพาะเห็ดฟางนั้นเราทำได้ตลอดปีเลยเชียวนะ แล้วคุณล่ะเลือกเห็ดฟางเป็นคำตอบสุดท้ายเพื่อสร้างความรวยแล้วหรือยัง

    พร้อมทั้งบู๊และบุ๋น ก่อนวาดฝันรวยจากเห็ดฟาง

    บุ๋น คือ ก่อนที่จะตัดสินใจร่วมทางเดินไปกับการเพาะเห็ดฟาง ก็ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการเพาะเห็ดฟางแบบถึงลึกถึงแก่น ความเข้าใจว่าการเพาะจะต้องทำอย่างไร, เตรียมอะไรบ้าง, ดูแลเห็ดอย่างไรเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง, ไม่รดน้ำตอนไหนถึงจะดี ฯลฯ แหล่งรวมความรู้ที่อยากแนะนำคือหนังสือที่เว้าด้วยเรื่องการเพาะเห็ดฟาง หรือถ้าบ้านใครอยู่ใกล้สำนักงานเกษตรจังหวัดหรืออำเภอ ก็สามารถขอคำปรึกษาได้

    บู๊ คือ ใช้พลังออกแรงกันเหงื่อแตกแน่นอน เพราะก่อนเพาะเห็ด ต้องรวบรวมพลังกายทั้งหมดเตรียมที่เตรียมดิน แถมต้องดูแลเอาใจใส่กับลูกเห็ดทั้งหลายเสมือนมันคือลูกของเราที่กำลังเติบใหญ่

    อย่างไรก็ตาม เราอาจต้องใช้พลังบู๊และบุ๋น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สำคัญในการขายเห็ดฟางให้มีรายได้ นั่นคือ ตลาดรับซื้อเห็ดฟาง โดยไล่หาว่ามีที่ไหนบ้างที่ต้องการรับซื้อเห็ดฟาง ซื้อเยอะหรือไม่ เช่น ภายในหมู่บ้าน, ตามตลาดสด, โรงงาน, ร้านอาหาร/ภัตตาคาร, ร้านขายของสด, ซุปเปอร์มาร์เก็ต, ฯลฯ สำรวจราคาที่แต่ละที่จะรับซื้อเห็ดฟาง ไว้ด้วยจะดีมาก แล้วคิดเป็นอัตราส่วนว่าจะมีคนรับซื้อเรากี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์

    การเพาะเห็ดฟางมีกี่แบบกัน

    ขอบอกว่ามีให้เลือกหลากแบบแล้วแต่ท่านว่าถนัดจะเพาะแบบไหน การเพาะเห็ดฟางที่รู้จักกันดี คือ แบบปลูกในโรงเรือน, แบบกองสูง, แบบกองเตี้ย, ในตะกร้า, ปลูกจากเปลือกพืช เช่น ปลูกจากเปลือกมันสำปะหลัง หรือเปลือกฝักถั่ว ส่วนอุปกรณ์ที่จำเป็นและขาดไม่ได้ คือ

    เชื้อเห็ดฟาง : (ถ้าจะเพาะเห็ดฟางแล้วอย่าหลวมตัวไปซื้อเชื้อเห็ดหูหนูมานะ) มีหลายสายพันธุ์ให้ท่านได้เลือกสรร ตั้งแต่สายพันธุ์ TBKH 1 ถึง TBKH 3 (ชื่อสายพันธุ์อย่างกะยี่ห้อกับรุ่นปืน)
    ฟาง : เห็ดฟางเป็นชื่อเห็ดที่โตมาจากดินและฟาง ดังนั้นฟางจึงจำเป็นสำหรับเพาะเห็ดดังกล่าวด้วย
    อื่นๆ เช่น อุปกรณ์สำหรับการเกษตร, พลาสติกใส, ถุงพลาสติก, ตะกร้า, อาหารเสริม, ฯลฯ

    สินค้าจากการเพาะเห็ดฟางมีอะไรบ้าง

    อยากเลือกขายเห็ดแบบไหนมาดูกัน

    เห็ดฟางสด : เห็นกันบ่อยอยู่แล้วตามตลาดสดและในอาหารจานที่มีเห็ดฟางเป็นส่วนผสม แต่ได้ชื่อว่าเห็ดสด พ่อค้าแม่ค้าที่จะขายเห็ดสดต้องเร่งทำเวลาเอาไปขายอย่างรวดเร็วในตอนเช้า ไม่งั้นความสดจะค่อยๆ หายไป คนไทยโชคดีนะเนี่ยที่ได้ทานเห็ดฟางสด
    เห็ดฟางแห้ง : โดยส่วนตัวไม่ค่อยได้เห็นเห็ดแบบนี้ เพราะบ้านเรามีเห็ดฟางสดให้ได้ทานกันอยู่แล้ว เห็ดฟางแห้งจะเป็นสินค้าที่ผ่านการแปลงร่าง เอ๊ย แปรรูปโดยการอบในตู้อบของโรงงานอุตสาหกรรม แล้วส่งออกไปยังต่างประเทศเพราะมีความต้องการซื้อมากกว่า โดยเฉพาะประเทศในฝั่งทวีปยุโรปที่ชอบทำกับข้าวด้วยเห็ดกันอยู่แล้ว ก็พอเข้าใจได้เพราะเห็ดบ้านเรามันอร่อยเกินไป
    เห็ดกระป๋อง : ตามชื่อเลยก็คือเห็ดบรรจุกระป๋อง ใครที่กำลังจะขายเห็ดฟางให้ทางโรงงานไปผลิตเป็นสินค้าบรรจุกระป๋องอีกที ต้องรู้สเป็คและคุณภาพที่ทางโรงงานอยากได้ด้วยนะ เพราะเจ้าหน้าที่จะคัดอย่างละเอียดเลยทีเดียว

    เพาะเสร็จแล้วก็ได้เวลาขาย

    รายได้จากการขายเห็ดฟางจะแตกต่างไป แล้วแต่ว่าคุณจะเป็นคนเพาะและขายปลีกในตัวคนๆ เดียวกัน หรือจะขายส่ง หรือจะเสนอให้โรงงานไปผลิตอีกที ราคาของเห็ดฟางจะแตกต่างไปด้วยแล้วแต่ตลาดและแล้วแต่ฤดูกาล นอกจากนี้ถ้าคุณเพาะเห็ดได้ดอกใหญ่ ราคาก็เพิ่มขึ้นด้วย

    – เห็ดฟางเป็นเห็ดที่ปลูกง่ายและปลูกได้ตลอดทั้งปี แรงดีไม่มีตก แต่ฤดูหนาวเป็นช่วงของปีที่เห็ดฟางจะมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับฤดูอื่น ดังนั้นราคาเห็ดฟางช่วงนี้จะขยับราคาสูงขึ้น ตรงข้ามถ้านอกเหนือจากช่วงนี้แล้ว ราคาเห็ดจะลดลง
    – ขายปลีก/ขายส่ง : ถ้าตัดสินใจเลือกเส้นทางขายปลีก งานนี้เราทำหน้าที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าเอง ส่วนเวลาขายก็แล้วแต่ว่าจะแบ่งขายเป็นกิโลกรัมหรือแบ่งเป็นขีด แต่ถ้าคุณเลือกวิถีแห่งการขายส่ง ราคาเห็ดจะลดลงจากราคาขายปลีกประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่ซื้อต่อจากเราจะเอาไปขายลูกค้าต่อ
    – ถ้าเพาะเห็ดฟางจนชำนาญและมีเชื้อเห็ดฟางเป็นของตัวเอง เราก็จะขายเชื้อเห็ดเป็นถุงให้ใครก็ตามที่สนใจจะเพาะเห็ดเหมือนกันกับเราด้วยได้เลย
    – อย่าลืมนะว่าปุ๋ยหมักจากการเพาะเห็ดฟางก็ทำรายได้ได้อีกนะเออ โดยปุ๋ยหมักที่ว่านี้จะนำวัสดุที่เหลือจากการเพาะเห็ดมาผสมกับมูลสัตว์มาหมักด้วยวิธีง่ายๆ และเสียค่าใช้จ่ายน้อย

    การเพาะเห็ดฟางเป็นอาชีพที่ทำอย่างเดียวแต่สร้างรายได้ได้หลายช่องทาง ขอให้คุณที่สนใจทำอาชีพนี้ รักเห็ดมากๆ มันจะรักคุณตอบและส่งรายได้ให้คุณแบบรายวัน

  • การเพาะเห็ดโคนขาย

    สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพ วันนี้ขอแนะนำช่องทางหารายได้ที่น่าสนใจอีกทางช่องหนึ่งนะครับ โดยท่านอาจจะเลือกทำเป็นอาชีพเสริมก็ได้ หรือเป็นรายได้หลักไปเลยก็ดีเช่นกันครับ เพียงแค่ขยันและเอาใจใส่ ก็สามารถหาเงินได้แล้ว โดยสิ่งที่เราจะแนะนำกันวันนี้ก็คือ การเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นขายครับ ท่านๆที่เคยซื้อมาประกอบอาหาร มารับประทานกัน ก็คงจะทราบกันดีว่า เห็ดโคนตัวนี้มีราคาแพงมาก แถมยังขายดีมีคนซื้อตลอด ก็เพราะว่าอร่อย สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย และดีต่อสุขภาพนั่นเองครับ

    ทั้งนี้วิธีเพาะนั้นไม่ยากเย็นอะไรเลย ตอนเริ่มแรกเพียงแค่มีพื้นที่เล็กๆน้อยๆ เช่นบริเวณหน้าบ้าน หรือระเบียงหอพัก ก็สามารถเลือกซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเพาะได้แล้ว ด้วยการให้น้ำแบบสเปร์ย หรือพรมน้ำเอา ผ่านไป 15 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวเห็ดเอาไปขายได้เลยครับ

    ถ้าหากท่านสนใจทำเล่นๆ เป็นอาชีพเสริม ก็อาจจะซื้อก้อนเชื้อจากแหล่งผลิตที่เค้ารับซื้อเห็ดโคนแบบขายส่งด้วยเลย เอามาเพาะที่บ้านแล้วขาย ก็จะสะดวกตรงที่ไม่ต้องไปขายเอง มีพื้นที่เยอะก็เพาะเยอะ พื้นที่น้อยก็เพาะน้อยหน่อย แทบไม่ต้องทำอะไรมากครับ

    แต่ถ้าหากอยากจะทำเป็นงานหลัก อาจจะต้องมีการลงทุนสร้างเรือนเพาะขึ้นมา ทำการศึกษาวิธีการเพาะเลี้ยงอย่างละเอียด แล้วซื้อก้อนเชื้อมาเพาะขายเอง โดยก้อนเชื้อหนึ่งก้อนสามารถเก็บเกี่ยวเห็ดไปได้ถึง 15 รุ่นทีเดียวครับ ซึ่งการเลือกซื้อก้อนเชื้อในระยะแรกที่เริ่มปลูกนั้นควรซื้อแบบที่เชื้อเดินเต็มแล้ว สามารถรอระยะเวลาแล้วเก็บดอกเห็ดได้เลย โอกาสที่ก้อนเชื้อจะเสียก็น้อยกว่าครับ

    เสร็จแล้วอาจจะหาแหล่งส่งของ ระบายผลผลิตตามตลาดใกล้ๆบ้านได้ ถ้าหากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านก็สามารถหาลูกค้าได้ไม่ยาก แบบนี้ก็จะได้กำไรดีกว่าครับ ซึ่งการเพาะเป็นอาชีพจะต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาดของเรือนเพาะให้มาก นั่นคือต้องหมั่นทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคโดยการโรยปูนขาวอยู่เสมอด้วยนะครับ โดยโรคควรระวังที่มีมากับเห็ดก็ได้แก่เชื้อราครับ

    เมื่อเริ่มมีความชำนาญแล้วต่อไปก็สามารถทำก้อนเชื้อเห็ดสำหรับเพาะขึ้นมาเอง แล้วซื้อหัวเชื้อมาใส่ก็ได้ จะยิ่งลดต้นทุนได้มาก โดยส่วนผสมของก้อนเพาะก็ได้แก่ ขี้เลื่อย รำอ่่อน ปูนขาว ดีเกลือ พูไมท์ และแป้งข้าวเหนียวครับ ให้นำส่วนผสมมาคลุกเข้าด้วยกันกับน้ำ แล้วบรรจุใส่ถุง อัดให้แน่นเต็ม ใส่คอขวดพลาสติคเอาไว้แล้วรัดด้วยหนังยาง ก่อนนำไปนึ่งที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส

    ต่อมาจึงทำการเขี่ยเชื้อ เริ่มจากนำขวดเชื้อมาลนไฟเพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วบี้หัวเชื่อให้ละเอียดก่อนจะเขี่ยเชื้อลงถุงเพาะที่เตรียมไว้ แล้วรีบปิดปากถุงให้สนิท จากนั้นก็สามารถนำถุงก้อนเชื้อไปตั้งเรียงให้ในโรงเพาะเพื่อทำการบ่มประมาณ 45-60 วัน ก็จะเริ่มเก็บดอกเห็ดได้ครับ

    ทั้งนี้การเพาะเลี้ยง และเก็บเกี่ยวเห็ดโคนสามารถทำได้ง่ายและสะดวกกว่าพืชผลอย่างอื่นมาก แถมตลาดผู้บริโภคก็มีความต้องการสูง และยังขายได้อยู่เรื่อยๆไม่มีตก การเก็บเห็ดจะทำตอนเช้าหรือตอนกลางคืนก็ได้ แล้วนำไปใส่ตู้เย็นเอาไว้เพื่อไม่ให้เห็ดบาน ก่อนจะนำไปขายครับ ยิ่งถ้าหากมีขาประจำคอยรับซื้อ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแม่บ้านหรือร้านอาหาร ก็จะยิ่งช่วยให้สะดวกมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลามาขายเองอีกด้วย

    เอาล่ะครับ ขอจบเรื่องเครื่องมือทำกินกันวันนี้ขอลาทุกท่านไปก่อน สวัสดีครับ

  • วิธีปลูกถั่วงอก พร้อมคำแนะนำในการขายถั่วงอก

    ถั่วงอกเป็นผักที่เราสามารถได้จากต้นอ่อนของเมล็ดถั่วเขียว ที่มีการเพาะโดยไม่ให้ถูกแสงแดด ซึ่งคนส่วนใหญ่แล้วนิยมนำมาประกอบอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยว ผัดถัวงอก ยำถัวงอก รวมถึงใช้เป็นผักเพื่อรับประทานควบคู่ไปกับอาหาร บอกเลยว่ารับประทานแบบสดๆ หวานกรอบ ฟินเวอร์

    แต่ที่ถั่วงอกไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไหร่นั้น ส่วนหนึ่งมาจากแหล่งจำหน่ายบางที่มีการใช้สารฟอกขาว และสารรักษาความสดอย่างฟอร์มาลีน ก่อนที่จะมีการจำหน่ายออกสู่ผู้บริโภค ซึ่งสารเหล่านี้เองนะคะจะคอยสะสมและเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคอย่างมาก อาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้หากได้รับในปริมาณมาก

    ในการเพาะถั่วงอก ถือว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับเกษตรกรยุคใหม่ เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการเพาะปลูกสั้นๆ รวดเร็ว รวมไปถึงมีขั้นตอนในการเพาะ และดูแลรักษาที่ง่าย ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายสักเท่าไหร่ เพียงแค่ 4 วันก็สามารถเก็บผลผลิตรับประทาน หรือจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้แล้ว

    พันธุ์ที่นิยม

    ปัจจุบันนี้นิยมใช้เมล็ดถั่วเขียวในการเพาะถัวงอก 2 สายพันธ์ได้แก่ ถัวเขียวผิวมันและถัวเขียวผิวดำ ซึ่งถัวเขียวผิวดำจะเป็นที่นิยมมากที่สุด มีอัตราการงอกและให้ผลผลิตที่ดีกว่า อายุการเก็บเกี่ยวสั้น มีลักษณะที่แตกต่างไปตามสายพันธุ์

    การเพาะถั่วงอก

    การเลือกซื้อเมล็ดพันธ์ที่จะนำมาทำการเพาะถัวงอก
    1.พันธุ์ถั่วเขียวผิวดำ ให้เกษตรกรเลือกใช้ พันธุ์กำแพงแสน 1 และ2 หรือจะเป็นพันธุ์ชัยนาท 36 และ72
    2.พันธุ์ถั่วเขียวผิวมัน จะต้องเป็นพันธุ์พิษณุโลก 2 และพันธุ์ KABA

    อุปกรณ์ และวัสดุที่ใช้สำหรับการเพาะปลูกถั่วงอก

    1.ตะกร้าพลาสติก ถ้าไม่สะดวก อาจใช้เป็นตะกร้าไม้ไผ่ตาถี่dhwfh8jt
    2.ถังน้ำหรือกะละมัง
    3.ถังเพาะพลาสติก ขนาด หรือปริมาณตามที่เกษตรกรต้องการเพาะปลูกเลย ง่ายๆ ในการเตรียม เพียงแค่ทำการเจาะรูที่ก้นถัง 0.5-1 เซนติเมตร โดยให้เว้นระยะห่างต่อรูประมาณ 1 นิ้ว ทั่วทั้งก้นถัง
    4.ตาข่ายพลาสติกตาถี่
    5.อิฐก้อน หรืออาจใช้เป็นท่อนไม้

    อุปกรณ์การให้น้ำ

    กระด้ง รูขนาด 0.5 เซนติเมตร สามารถหาซื้อได้จากแหล่งขายอุปกรณ์การเกษตร

    ขั้นตอนในการเตรียมเมล็ดพันธุ์

    เมล็ดพันที่จะนำมาเพาะปลูกนั้น จะต้องมีความสมบูรณ์ และมีการจัดเก็บไม่นานกว่า 2-3 เดือน จะสามารถให้ผลผลิตได้เยอะ และปริมาณมาก
    1.ในการเลือกซื้อเมล็ดพันธ์สำหรับการเพาะปลูก จะต้องนำมาเก็บในพื้นที่ที่ปราศจากความชื้น อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อบอ้าว และจะต้องเป็นพื้นที่ไม่โดนละออกฝน หรือน้ำฝนอย่างเด็ดขาด
    2.เริ่มต้นด้วยการนำเมล็ดพันธ์ใส่ในตะกร้าที่จัดเตรียมไว้ จากนั้นนำลงร่อนในน้ำ เพื่อคัดเลือกเมล็ดพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์ออก สังเกตเห็นว่าเมล็ดพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์เหล่านั้นจะลอยน้ำขึ้นมา

    การเพาะเมล็ด

    1.นำเมล็ดพันธ์ที่สมบูรณ์แช่น้ำนาน 6-12 ชั่วโมง
    2.จัดเตรียมสถานที่เพาะปลูกด้วยการนำท่อนไม้ หรืออิฐวางบริเวณก้นถัง ตามด้วยการวางตาข่ายทาบลงไป ตามด้วยเมล็ดพันธุ์ 1 ใน 4 ส่วนของถัง
    3.ให้น้ำทุก 2-3 ชั่วโมง ในแต่ละครั้งนาน 2-5 นาที ในช่วงที่มีการเพาะปลูกแนะนำว่าอุณหภูมิของโรงเรือนควรอยู่ที่ 20-25 องศา เพื่อที่ถั่วงอกจะได้เจริญเติบโตได้เต็มที่ และรวดเร็ว

    การเก็บถั่วงอก

    หลังจากที่มีการเพาะปลูก จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ ประมาณ 4 วัน โดยเมล็ด 1 กิโลกรัม สามารถเพิ่มน้ำหนักและให้ผลิตประมาณ 5-7 เท่า
    การ จำหน่ายสามารถจำหน่ายให้พ่อค้าคนกลางหรือส่งขายให้แม่ค้าโดยตรง โดยอาจขายขณะที่ถั่งอกยังอยู่ในถังด้วยการชั่งกิโลหรือนำถั่วงอกมาคัดแยก และบรรจุถุงจำหน่าย

    ตลาดรองรับการเพาะปลูก

    ก่อนที่จะมีการเพาะปลูกนั้นจะต้องหาแหล่ง หรือสถานที่รองรับผลผลิตของคุณด้วย เพราะไม่อย่างนั้นเมื่อมีผลผลิตออกมาแล้ว ไม่มีที่ระบายอาจนำไปสู่การสูญเสีย ทั้งเวลา และเงินทุน ก่อนที่จะมีการจำหน่าย ถัวงอกที่ได้จะต้องมีการคัดแยกเปลือกเมล็ดออก โดยเบื้องต้นกาก หรือเปลือกถัวจะหลุดออกตกลงตามรูของตะแกรง

    ข้อแนะนำสำหรับโรงเรือน น้ำ และอุปกรณ์ให้น้ำ

    1. โรงเรือน
    – ลักษณะของโรงเรือนเบื้องต้นต้องไม่ให้แสงสว่างส่องถึง อาจใช้เป็นผ้าทึบ หรือก่ออิฐก็ได้
    – การสร้างโรงเรือนจะต้องเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อการระบายน้ำที่ดีเนื่องจากการเพาะปลูกถั่วงอกจะต้องอาศัยการรดน้ำอยู่ตลอดอยู่ตลอดเวลา
    – ด้านหน้าต้องมีประตูปิดหรือปิดด้วยพลาสติกกันแมลง เพื่อป้องกันแมลงเข้าไปรบกวน
    2. อุปกรณ์การให้น้ำแบบรดมือ
    – ส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรนิยมรดน้ำด้วยรดน้ำ รูเล็ก เพื่อเป็นการประหยัดน้ำ และสามารถรดน้ำได้อย่างทั่วถึง ด้วยการตักน้ำจากบ่อและรดด้วยมือ
    – กรณีที่เป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ อาจดัดแปลงโดยการน้ำหัวบัวรดน้ำมาทำการต่อกับปั๊มสายยาง เพื่อง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น
    3. อุปกรณ์การให้น้ำแบบอัตโนมัติ
    – สำหรับโรงเรือนบางที่อาจมีการเครื่องให้น้ำอัตโนมัติ เพื่อประหยัดแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ทั้งนี้จะต้องมีบ่อพักน้ำ พร้อมกับปั๊มแรงดัน
    – จากนั้นทำการต่อท่อ และสายส่งน้ำจากปั๊มแรงดันดังกล่าว โดยการใช้ระบบหัวสเปรย์ในการกระจายน้ำ เพียงเท่านี้ก็สามารถกระจายน้ำได้ครอบคลุมทั่วทั้งปากถังเพาะแล้วล่ะจ้า
    แต่สิ่งที่ไม่ควรพลาดในสิ่งเล็กสิ่งน้อย สำหรับการเพาะปลูกคือคุณภาพของน้ำ หากเป็นน้ำคลอง หรือน้ำจากบ่อจะต้องมีการนำมาปรับปรุง ด้วยการกร่อนให้ตกตะกอย ฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนไปสู่ผู้บริโภค

    วิธีปลูกแบบที่ 2

    ถั่วงอกสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายชนิด การเพาะถั่วงอกแบบปกติจะทำให้ถั่วงอกมีรากฝอยมาก มีสีคล้ำ ทำให้ไม่น่ารับประทาน ผมขอแนะนำการเพาะถั่วงอกแบบไร้รากฝอยและไร้สารพิษด้วยครับ วิธีดังกล่าวจะช่วยให้ถั่วงอกที่ได้สวยงามน่ารับประทาน และมีมูลค่ามากขึ้นด้วย จึงทำให้ การเพาะถั่วงอกเป็นอาชีพที่น่าสนใจอีกอาชีพหนึ่งที่ทำได้ไม่ยาก ลงทุนน้อย ได้ผลกำไรมาก

    อันดับแรกก็หาภาชนะที่ใช้ใส่ถั่วงอกกันก่อนครับ ต้องเป็นภาชนะต้องทึบแสงนะครับ มีการระบายน้ำดี เช่น การเพาะถั่วงอกในตะกร้า ก็เอาถุงดำมาคลุมแล้วไว้ในห้องที่มืด หรือ เพาะในวงบ่อซีเมนต์ที่ปิดปากบ่อให้มืด เป็นต้น ถั่วงอกที่นำมาเพาะควรเป็นถั่วงอกพันธุ์ดี ให้น้ำอย่างเหมาะสมและเพียงพอที่จะทำให้ถั่วงอกที่เพาะ เพราะจะทำให้ไม่เกิดความร้อนที่สะสมมากเกินไปครับ หากตะกร้าหรือวงบ่อที่เพาะถั่วงอกมีความร้อนสะสมมากเกินไป ก็จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของถั่วงอกจะทำให้ลำต้นเล็ก ไม่อวบอ้วน จะทำให้ถั่วงอกมีรากฝอยมาก ทำให้ไม่น่ารับประทาน และขายได้ในราคาต่ำครับ

    การผลิตถั่วงอกแบบไร้รากฝอย 1 วงบ่อปูน จะใช้เมล็ดถั่วเขียวประมาณ 1.8 กิโลกรัมต่อวงบ่อ เมื่อเพาะแล้วจะได้ถั่วงอก 10-12 กิโลกรัม ผลที่ได้จากการเพาะถั่วงอกแบบไร้รากฝอยคือ ต้นยาว ขาว มีรสชาติหวาน กรอบ ไม่เหม็นเขียว และที่สำคัญยังปลอดสารพิษอีกด้วยครับ ส่วนการเก็บ ก็สามารถเก็บไว้ได้นาน หากใส่ถุงมัดปากถุงแล้วเก็บในอุณหภูมิปกติจะไว้ได้นานราว 3 วัน แต่หากเก็บไว้ในตู้เย็น จะเก็บไว้ได้นานถึง 7-10 วันเลยครับ จะเห็นได้ว่าการเพาะถั่วงอกนั้น ทำได้ไม่ยาก และยังให้ผลตอบแทนที่สูงมาก

    ขอให้ร่ำรวยกันทุกคนนะครับ

  • วิธีปลูกลำไย พร้อมคำแนะนำในการขายลำไย

    ต้นลำไย
     

    ในบทความนี้ผมก็จะพาท่านผู้อ่าน ไปพบกับสาระน่ารู้เกี่ยวกับผลไม้ไทย ที่มีชื่อเรียกว่า ลำไย ว่าลำไยมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีวิธีปลูกอย่างไร รวมไปถึงการทำธุรกิจขายลำไย เอาหล่ะครับ มาเริ่มต้นอ่านเรื่องราวของลำไยกันเลยดีกว่าครับ

    ข้อมูลทั่วไปของลำไย

    – ลำไย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Dimocarpus longan
    – และชื่อภาษาอังกฤษว่า Longan (ลองแกน)
    – และมีชื่อเรียกทางพื้นบ้านว่า บ่าลำไย
    – เป็นผลไม้ในตะกูล Sapindaceae
    – เป็นพืชพื้นเมืองในพื้นที่ราบต่ำของลังกา และอินเดียตอนใต้ บังกลาเทศ พม่า รวมไปถึงจีนภาคใต้
    – เป็นพืชไม้ผลเขตร้อน และกึ่งร้อน
    – เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นจะมีสีน้ำตาล ออกดอกเป็นช่อ มีสีขาวครีม
    – ผลมีลักษณะทรงกลมเป็นช่อ ผลดิบจะมีเปลือกสีน้ำตาลอมเขียว ผลสุกจะมีสีน้ำตาลล้วน
    – เนื้อลำไยจะมีสีขาว หรือสีชมพูอ่อน
    – เมล็ดจะมีสีดำเป็นมัน เนื้อล่อนเม็ด

    ประวัติลำไย

    ถิ่นกำเนิดของลำไย สันนิษฐานว่าอยู่ในประเทศจีนตอนใต้ เนื่องจากในหรังสือ RuYa ของจีนที่ได้เขียนไว้เมื่อ 110 ปีก่อนคริสตกาล ได้มีการกล่าวถึงผลไม้ที่มีชื่อว่าลำไยไว้แล้ว และชาวยุโรปก็ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับลำไยไว้ในปี พ.ศ. 1585 แสดงว่าลำไยมีการปลูกในจีนที่มณฑลกวางตุ้งเสฉวน มีศูนย์กลางอยู่ที่มณฑลฟูเกียน และลำไยได้กระจายตัวเข้าสู่ประเทศอินเดีย พม่า ฟิลิปปินส์ จนไปถึงฝั่งยุโรป และฮาวาย ฟลอริดาในสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงประเทศคิวบา หมู่เกาะอินเดียตะวันตก และเกาะมาดากัสการ์ เรียกได้ว่าไปไกลหลายทวีปเลยนะครับ ส่วนในประเทศไทยนั้น สันนิษฐานว่าลำไย ได้ถูกเข้ามามาจากทางประเทศจีนตอนใต้เช่นกัน โดยมาที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นที่แรก จากนั้นก็ได้กระจายตัวไปตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย โดยใช้การเพาะเมล็ดจนเกิดการกลายพันธุ์ขึ้น เกิดลำไยพันธุ์ใหม่ตามสภาพพื้นที่ และภูมิอากาศในสถานที่นั้นๆ

    พันธุ์ลำไย

    ลำไยกะโหลก เป็นพันธุ์ลำไยที่ให้ผลขนาดใหญ่มีเนื้อหนา รสหวานมีหลายสายพันธุ์ คือ
    – สายพันธุ์สีชมพู จะมีผลใหญ่ มีเนื้อหนา เมล็ดจะมีขนาดเล็ก เนื้อจะมีสีชมพูเรื่อๆ รสชาติจัดว่าดีที่สุด ออกดอกประมาณปลายเดือนธันวาคมถึงต้นมกราคม เก็บเกี่ยวได้ประมาณกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม
    – สายพันธุ์ตลับนาค จะมีผลใหญ่ เนื้อหนา เมล็ดจะมีขนาดเล็ก หวานกรอบแห้ง เปลือกบาง
    – สายพันธุ์เบี้ยวเขียว หรือเรียกอีกย่างว่าอีเขียว เป็นพันธุ์หนัก จะมีผลใหญ่กลมเบี้ยว เนื้อหนา เมล็ดจะมีขนาดเล็ก รสชาติหวานกรอบ เนื้อล่อน ออกดอกปลายเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน
    – สายพันธุ์อีดอ เป็นพันธุ์เบา จะมีผลขนาดปานกลาง เมล็ดเล็ก รสขาติออกไปทางหวาน แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ อีดอยอดแดง ใบอ่อนจะมีสีแดง และอีดอยอดเขียว ใบอ่อนจะมีสีเขียว ออกดอกประมาณเดือนธันวาคม เก็บเกี่ยวประมาณเดือนมิถุนายน หรือกรกฎาคม
    – สายพันธุ์อีแดง จะสีเปลือกของผลค่อนข้างแดง เป็นพันธุ์กลาง กิ่งเปราะทำให้หักง่าย ผลกลมใหญ่ เมล็ดจะมีขนาดใหญ่ รสชาติหวานแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ อีแดงเปลือกหนา จะมีใบป้อมใหญ่ผลใหญ่ กับอีแดงเปลือกบาง จะมีใบยาว ผลจะมีขนาดเล็กกว่าอีแดงเปลือกหนา
    – สายพันธุ์อีดำ จะมีผลใหญ่ ใบดำ เนื้อหนา เมล็ดจะมีขนาดเล็ก รสชาติหวานกรอบ แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ อีแห้วยอดแดง จะมีเมล็ดขนาดปานกลาง และอีแห้วยอดขาว จะมีผลกลมใหญ่ หัวเบี้ยว เนื้อกรอบ รสชาติไม่หวาน
    ลำไยกระดูก เป็นพันธุ์พื้นเมือง ทรงพุ่มกว้างใบหนาทึบ ผลเล็กมีน้ำมาก เนื้อน้อยไม่หวาน มีน้ำตาลประมาณ 13.75% ขึ้นได้ทั่วไปปลูกง่าย เหลือให้เห็นน้อย เพราะไม่นิยมปลูก ไม่มีราคา
    ลำไยธรรมดา ผลจะมีขนาดปานกลาง เนื้อจะออกหนากว่าลำไยพันธุ์กระดูก เนื้อกรอบบางมีน้ำมาก และให้ผลดก
    ลำไยสายน้ำผึ้ง ลักษณะภานอกดูคล้ายลำไยธรรมดา แต่เนื้อลำไยมีสีเหลืองอ่อน รสชาติดี หอมกรอบ เมล็ดจะมีขนาดเล็ก
    ลำไยเถา หรือลำไยเครือ เป็นไม้ต้นรอเลื้อย ลำต้นจะไม่มีแก่น จึงสามารถพันเข้ากับรั้วหรือหลักได้ ผลเล็ก และเมล็ดจะมีขนาดโตกว่าลำไยบ้าน เนื้อหุ้มเมล็ดบาง ลำไยพันธุ์นี้นิยมปลูกไว้ประดับมากกว่าปลูกไว้ทาน ส่วนใหญ่จะชอบขึ้นตามป่าเขา
    ลำไยขาว ผลจะมีขนาดเล็กกว่าลำไยทั่วไป เปลือกออกสีน้ำตาลอ่อนเกือบขาว เนื้อลำไยเป็นสีขาวใส เมล็ดลีบ รสชาติหวาน

    วิธีการปลูกลำไย

    พื้นที่สำหรับปลูกลำไย

    หากเคยเป็นพื้นที่ ที่เคยปลูกพืชอย่างอื่นมาก่อน ให้ไถดินลึกลงไปประมาณ 30 เซนติเมตร และตากดินไว้ประมาณ 20 วัน และพรวนย่อยดินอีกสัก 2 ครั้ง และปรับระดับดินให้สม่ำเสมอตามแนวลาดเอียง ดินที่จะปลูกลำไยได้ดี จะต้องมีความอุดมสมบูรณ์สูง สามารถระบายน้ำได้ดี และมีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ที่ประมาณ 5.5 – 6.5 และการปลูกลำไยต้องปลูกในที่โล่งแจ้ง ที่มีแสงแดดส่อง

    การเตรียมพันธุ์ลำไย

    เตรียมพันธุ์ลำไยโดยวิธีการตอนกิ่ง ซึ่งเราควรจะเตรียมล่วงหน้าไว้ 1 ปี เพื่อที่จะได้ต้นกล้าลำไยที่มีความแข็งแรง

    ระยะปลูกลำไย

    ระยะปลูกลำไยที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่างแถวและต้นขนาด 8×8 เมตร หรือขนาด 10×8 เมตร ตามสภาพพื้นที่ หรือขนาด 7×5 เมตร ในกรณีที่มีการควบคุมทรงพุ่ม

    วิธีการปลูกลำไย

    – เริ่มจากขุดหลุมปลูกขนาดกว้าง ยาว ลึก ขนาด 80x80x80 เซนติเมตร
    – รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ที่ย่อยสลายแล้ว อัตราที่ 3-5 กิโลกรัมต่อหลุม โดยผสมกับหน้าดิน และใส่ลงหลุม พูนดินสูงจากปากหลุมประมาณ 15 เซนติเมตร
    – ก่อนปลูกทำหลุมเท่าถุง เพื่อวางชำต้นกล้า ตัดรากที่ขดงอรอบๆ ถุงชำต้นกล้าทิ้งไป โดยเฉพาะบริเวณก้นถุงให้ใช้มีดกรีดจากก้นถุงขึ้นมาปากถุงทั้งสองด้าน แล้วดึงถุงพลาสติกออก ระวังอย่าให้ดินแตก และกลบดินลงให้แน่น
    – ปักไม้หลัก และผูกเชือกยึดต้น เพื่อป้องกันต้นกล้าโยกคลอน
    – รดน้ำให้ชุ่ม พรางแสงให้จนกระทั่งแตกยอดอ่อน 1 ครั้ง จึงงดการพรางแสง
    – ฤดูปลูกลำไย สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ช่วงที่เหมาะที่สุด คือ ปลายฤดูฝน ประมาณเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม) ซึ่งความชื้นในดินและอากาศเหมาะสม ลำไยจะเจริญเติบโตได้ดี

    การดูแลรักษาลำไยในระยะที่ยังไม่ให้ผล

    – การทำร่มเงาต้นลำไย ควรจะทำร่มเงาให้กับต้นลำไยที่ได้ปลูกใหม่ เมื่อต้นลำไยตั้งตัวได้ดีแล้ว จึงค่อยเอาที่บังออก
    – การให้น้ำต้นลำไย ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอประมาณสัปดาห์ละ
    หนึ่งครั้ง จนต้นลำไยตั้งตัวได้ดีแล้วก็ให้น้ำตามความจำเป็น
    – การคลุมดินต้นลำไย วัสดุใช้คลุมดิน เช่น ฟางข้าว เศษหญ้า หรือพืชตระกูลถั่วต่างๆ ปลูกคลุมดิน ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน
    – การสร้างทรงพุ่มของต้นลำไย จะสร้างทรงพุ่มของลำไยให้เป็นต้นเดี่ยวขึ้นไปก่อน และต่อมาจึงค่อยปล่อยให้แตกกิ่งก้าน เมื่อต้นลำไยมีความสูงจากดินประมาณ 1 เมตร สักประมาณ 3 กิ่ง
    – การให้ปุ๋ยต้นลำไย เมื่อต้นลำไยตั้งตัวได้แล้ว ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไป เช่น ปุ๋ยคอก และปุ๋ยวิทยาศาสตร์สูตร 15-15-15 อัตรา 100 – 150 กรัม/ครั้ง/ต้น

    การดูแลรักษาลำไยในระยะที่ให้ผลผลิต

    เดือนกันยายน ระยะหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต

    – การตัดแต่งกิ่ง ควรตัดแต่งกิ่งที่ถูกโรคแมลงเข้าทำลาย กิ่งฉีกหัก กิ่งน้ำค้าง กิ่งไขว้ซ้อนกัน เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งขึ้น
    – ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 10 – 20 กก./ต้น
    – ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 1 – 2 กก./ต้น
    – ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยในการแตกใบอ่อนได้เร็วขึ้น
    เดือนตุลาคม ระยะแตกใบอ่อน
    – พ่นปุ๋ยทางใบสูตร 30-20-10 อัตรา 20 – 30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
    – ควรกำจัดวัชพืชให้หมด

    เดือนพฤศจิกายน ระยะใบแก่

    – ควรมีการแต่งกิ่งอีกครั้ง ตัดเฉพาะกิ่งที่แตกออกมาเป็นกระจุก กิ่งน้ำค้าง กิ่งซ้อนกัน
    – การใส่ปุ๋ยเคมีตัวกลางและตัวหลังสูง เช่น สูตร 9-24-24 ประมาณ 1 – 2 กก./ต้น เพื่อบำรุงให้มีการสะสมอาหารและการสร้างตาดอก
    – ควรงดให้น้ำเพื่อให้ต้นพักตัวเร็วขึ้น

    เดือนธันวาคม ระยะใบแก่

    $11. ควรกำจัดวัชพืช ทำความสะอาดสวนและใต้ทรงพุ่ม
    $12. ควรพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อบำรุงต้นและกระตุ้นการสร้างตาดอก เช่น ปุ๋ย 10-45-10 อัตรา 20 – 30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
    $13. ควรงดการให้น้ำเพื่อให้ต้นลำไยมีการสร้างตาดอก

    เดือนมกราคม ระยะแทงช่อดอก

    $11. ควรมีการให้น้ำเล็กน้อย และเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ
    $12. ควรมีการพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อบำรุงช่อดอก และการติดผลที่ดี เช่น ปุ๋ยสูตร 10-45-10 อัตรา 20 – 30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

    เดือนกุมภาพันธ์ ระยะดอกบาน

    – ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
    – ควรนำผึ้งมาเลี้ยงในระยะนี้เพื่อช่วยในการผสมเกสร
    – ควรงดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคแมลงทุกชนิด

    เดือนมีนาคม – เมษายน ระยะติดผลขนาดเล็ก

    – ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
    – ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 ประมาณ 1 – 2 กก./ต้น เพื่อบำรุงให้ผลโตอย่างสม่ำเสมอ

    เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม ระยะผลกำลังเจริญเติบโต

    – ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
    – ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 30 วัน ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21

    เดือนสิงหาคม ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต

    – ควรงดการให้น้ำก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 7 – 10 วัน
    – การเก็บเกี่ยว ควรใช้ บันได หรือ พะอง พาดกิ่งขึ้นไปใช้กรรไกรตัดข้อผลให้ลึกเข้าไปประมาณ 1 ฟุต จากปลายช่อ

    ลำไย

    การขายลำไยนอกฤดู

    ลำไยถือเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่มีความสำคัญชนิดหนึ่งของไทย ซึ่งแต่ละปีสามารถส่งออกและสร้างรายได้ให้กับประเทศ ทั้งในรูปของการส่งออกลำไยสด ลำไยอบแห้ง และผลิตภัณฑ์รวมกันปีละกว่า 5,000 ล้านบาท โดยผลผลิตส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 อยู่ในภาคเหนือ แต่เมื่อถึงช่วงฤดูกาลที่ลำไยให้ผลผลิตคือ ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เกษตรกรมักประสบกับปัญหาราคาตกต่ำจนภาครัฐต้องมีมาตรการเข้าไปช่วยเหลือเป็นประจำทุกปี ในขณะที่ความต้องการของตลาดจีนที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่มีเกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์และงานฉลองวันชาติจีน และในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งอยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน ดังนั้น หากเกษตรกรสามารถกระจายผลผลิตให้ออกในช่วงเวลาที่ตลาดต้องการแล้ว ก็จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาราคาลำไยตกต่ำได้อย่างยั่งยืน

    การวิเคราะห์โครงการทางการเงินเพื่อศึกษาความคุ้มค่าในการผลิตลำไยนอกฤดู พบว่า เกษตรกรควรมีงบลงทุนเริ่มแรกแปลงละประมาณ 70,000-90,000 บาท (ประมาณ 5 ไร่) เพื่อใช้ในการวางระบบน้ำ การขุดบ่อน้ำบาดาล รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายต่อไร่? ในการปลูกลำไย และจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องฉีดพ่นวัชพืชและกำจัดแมลง โดยมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาปีที่ 1-4 เฉลี่ยปีละ 3,000-4,000 บาท ปีที่ 5-10 เฉลี่ยตั้งแต่ไร่ละ 7,000- 13,000 บาท และปีที่ 11-20 เฉลี่ยตั้งแต่ไร่ละ 15,000-18,000 บาท

    มีอัตราผลตอบแทนจากโครงการ ร้อยละ 16 มีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อทุน 1.25 มีระยะเวลาคืนทุน 9 ปี และเมื่อวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการ โดยกำหนดให้ราคาที่เกษตรกรขายได้ลดลงร้อยละ 10 และกำหนดให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากที่คาดการณ์ไว้ การลงทุนผลิตลำไยนอกฤดูของเกษตรกรถือว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุน

    ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ลำไยเป็นผลไม้ที่เป็นที่นิยมบริโภคของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ สามารถบริโภคได้ทั้งในรูปผลสด และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้หลายชนิด ผลผลิตลำไยนอกจากมีการขายในตลาดใน ประเทศแล้ว ยังมีการส่งออกไปขายยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย

  • วิธีขายพันธุ์ไม้ยืนต้นให้ประสบความสำเร็จ

    พันธุ์ไม้ยืนต้น

     

    ปัจจุบันนี้การจัดสวนในบ้าน กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงเพราะสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่นของไม้นานาพันธุ์ช่วยให้บ้านของคนในเมืองมีความรื่นรมย์ ร่มรื่น และเป็นการเพิ่มบรรยากาศของบ้านให้มีความน่าอยู่มากขึ้น โดยสมัยก่อนมักนิยมจัดสวนด้วยต้นไม้ล้มลุก หรือไม้ดอก ที่เรียกว่าสวนหย่อม หรือสวนณี่ปุน แต่ปัจจุบันนี้แนวคิดเริ่มเปลี่ยนไป นิยมความรวดเร็วปรูดปร๊าดทันใจ เรื่องต้นไม้ก็เช่นกัน หันมาสนใจพันธุ์ไม้ที่ให้ความร่มรื่น หรือให้ดอกออกผลได้ทันที ประเภทโตไวทันใจ ธุรกิจขายพันธุ์ไม้ยืนต้นจึงขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว

    ในทางธุรกิจ ต้นไม้ยืนต้นขายได้กำไรดีมาก เพราะมีคุณภาพใช้งานได้ทันที แต่ถ้าเจ้าของบ้านจะเลือกวิธีปลูกตั้งแต่ต้นเล็กๆ ให้โตเองก็ต้องใช้เวลานานหลายปีทีเดียว พันธุ์ไม้ยืนต้นบางชนิดจึงมีราคาตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่น หรือบางต้นขอบอกเลยว่าถึงหลักแสนก็มี

    และแน่นอนว่าการทำธุรกิจประเภทนี้คุณต้องมีความชำนาญ และต้องฝ่าฟันอุปสรรคความลำบากอยู่มาก โดยเฉพาะการเคลื่อนย้าย และสถานที่เก็บ สถานที่ปลูกแปลงเพาะชำ แต่มีข้อดีคือมีสต็อคเป็นของตัวเอง เก็บไป โตไป หรืออธิบายสั้นๆ ว่ายิ่งเก็บพันธุ์ไม้ใว้นานให้ไม้เหล่านั้นเจริญเติบโต และยิ่งโตมากขึ้นเท่าใดราคาก็เพิ่มตามอายุ ตามความสวยงามของต้นไม้ชนิดนั้นๆ ด้วย

    ดังนั้นหากคุณลังเกตให้ดีจะเห็นว่าขณะนี้มีผู้ทำธุรกิจจัดสวน และขายต้นไม้อยู่มากมาย แต่ส่วนใหญ่ให้บริการครอบจักรวาล ไม่ได้เน้นความชำนาญเฉพาะต้นไม้ยืนด้นขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดทำเงิน และเป็นธุรกิจที่คุณสนใจจะทำเป็นอาชีพ น่าจะลองทำออกมาให้ลูกค้านึกถึงจุดยืนพิเศษนี้ได้ก่อนใคร ว่ามั้ยครับ

    ระดับของลูกค้า

    ถ้าคุณมีความชำนาญเฉพาะด้านต้นไม้ยืนด้นขนาดใหญ่ เพียงอย่างเดียว คุณจะเสียเปรียบทางการค้า เพราะลูกค้ามีจะหลายระดับ ตั้งแต่ลูกค้าระด้บต้น คือ ลูกค้าที่แวะมาชื้อที่จุดขายเพื่อนำไปปลูกที่บ้าน ส่วนมากจะเป็นผลไม้ เช่น มะม่วง ชมพู่ น้อยหน่าพันธุออสเตรเลีย ฝรั่งพันธุ์ไร้เมล็ด พุทราพันธุ์อินเดีย เป็นต้น บางครั้งอาจมีต้นไม้ยืนต้นอื่นๆ ที่รักษาดูแลง่าย เช่น ตระกูลปาล์มต่างๆ มะพร้าวไม้ ดอกไม้ยืนต้น เช่น ตาเบบูย่า ตะแบก พิกุล จนถึงต้นไม้ในนวรรณคดีบางพันธุ์ เช่น จันทน์กะพ้อ สายหยุด หรือต้นไม้เนื้อ ไม้มีค่า หรือพันธุ์ไม้ที่มีรูปทรงสวยสง่า เช่น กระจง หอมหมื่นลี้ มะฮอกกานี ไทร ไผ่ดง ฯลฯ โดยลูกค้าส่วนใหญ่อาจมีความต้องการให้ส่งถึง บ้าน หรืออาจต้องการให้คนขายปลูกให้ด้วย แต่จะไม่มีภาระต่อเนื่องอย่างอื่น เช่น ออกแบบหรือดูแลสวนให้

    ลูกค้าระด้บกลาง คือ ผู้รับเหมาจัดสวน ออกแบบตกแต่ง สิ่งแวดล้อม สำหรับบ้านขนาดใหญ่ใหญ่ โรงแรม หรือสถานที่สาธารณะ ลูกค้ากลุ่มนี้มักจะถือว่าตนเองเป็นผู้รู้ และขายไอเดีย แต่คุณจะเป็นผู้ผลิตและขายของตามความต้องการ คือเป็น SUPPLIERS ซึ่งควรจะบริการได้มากกว่าการขายต้นไม้ และเอาเงินมาแบบระดับต้น คือ ควรมีการบริการเสาะแสวงหาพันธุ์ไม้ต่างๆ รับขนส่งรวมถึงปลูก และดูแลชั่วระยะเวลาหนึ่ง ลูกค้าประเภทนี้มักจะซื้อครั้งละหลาย ๆ ต้น แต่ราคาแบบขายส่ง หรือขายเหมาจะไม่ค่อยไต้กำไรมากเท่าไหร่ เพราะเขาต้องเอาไปขายเอากำไรอีกต่อหนึ่ง ลูกค้าประเภทนี้ถ้ารู้จริงจะไม่จู้จี้ และเคารพความรู้ความชำนาญกัน ไว้ใจกัน แต่พวกที่รู้ครึ่งๆ กลางๆ จะกดราคา จะต่อรองจนคุณอาจเบื่อหน่าย ทั้งตัวสินค้า และเงื่อนไขในการชำระเงิน

    ลูกค้าระดับโปร คือ กลุ่มลูกค้าที่มีแผนในการรับเหมาจัดสวนในโครงการขนาดค่อนข้างใหญ่ ทุกอย่างจึงทำอะไรตามหลักการ (ตาม SPEC) ถ้าคุณมีบริการตรงราคายอมรับได้ ก็แปลว่าได้งานไม่มีปัญหาจุกจิก แต่คุณต้องเป็นมือโปร คือรับผิดชอบเบ็ดเตล็ด ตั้งแต่ความต้องการทั้งด้านคุณภาพ ปริมาณ และ DEAD LINE เพราะต้องทำงานสัมพันธ์กับส่วนรับเหมาอื่น ๆ เช่น งานตกแต่งสวนสาธารณะ บ้านจัดสรรชั้นดีหรือสนามกอล์ฟ ลูกค้าประเภทนี้อาจต้องการบริการสนับสนุนไปพร้อมกันด้วยทั้งงานดิน ปุ๋ย และต้นไม้ล้มลุกอื่น ๆ ซึ่งคุณต้องแสวงหาประสบการณ์ และควรจะ SUBCONTRACT ดี หรือเพิ่มไปสู่การบริการจัดสวนแบบครอบจักรวาลด้วย

    ปัญหาในการปลูก

    ปัญหาก็คือคุณต้องรู้จักพันธุ์ไม้ต่างๆ ดีพอควร เช่นเดียวกับการเลี้ยงสัตว์ คือ สามารถรู้ถึงอุปนิสัยใจคอ และความต้องการของสัตว์เลี้ยงแต่ละสายพันธุ์ โรคภัยไข้เจ็บ การดูแลรักษาเมื่อยามสัตว์ป่วยไข้ ความต้องการของพืชก็เช่นเดียวกัน ปัจจัยพื้นฐานที่พืชต้องการ ได้แก่ น้ำ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง แสงแดด รวมถึง ความใส่ใจ การเอาใจใส่ดูแลอย่างสมาเสมอ นอกจากนั้นยังต้องรู้จักภูมิอากาศของต้นไม้ว่าพืชแต่ละชนิด แต่ละสายพันธุ์ เหมาะกับสภาพอากาศแบบไหน เช่น ต้นสน 2 ใบ และต้นสน 3 ใบ ซึ่งอาจต้องขึ้นในเฉพาะภาคเหนือ

    ปัญหาต่อมา คือ สถานที่ต้องกว้างขวางพอสำหรับเก็บพันธุ์ไม้ต่างๆ และปัญหาเครื่องมือยก และขนส่งที่จะต้องถึงมือลูกค้าอย่างนิ่มนวล ไม่ให้กระทบกระแทกต้นไม้เกินไป เพราะมิฉะนั้นจะมีปัญหากับระบบรากซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของต้นไม้ สำหรับในการเจริญเติบโตยืนต้น

    แต่คุณอาจจะเลือกตลาดแคบลงไปอีก จะไต้ทำให้คุณค่าบริการสูงขึ้น และไม่ต้องลงแรงศึกษากว้างขวางเกินไป เช่น เลือกเป็นผู้ชำนาญด้านต้นปาล์ม หรือด้านต้นไม้ในวรรณคดีไทย หรือสมุนไพร เป็นต้น ดังนั้นคุณอาจจะเข้ามาทำธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นด้วยตามแรงกำลัง และความสามารถ (รวมไปถึงกำลังเงินและ กำลังคน) ตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้พลาดในธุรกิจไม้ยืนต้นนี้ และเพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับตนเองไต้ง่ายขึ้น

  • วิธีปลูกมะละกอ พร้อมคำแนะนำในการขายมะละกอ

    การขายมะละกอสามารถทำเงินได้มากมายเลย คุณเชื่อมั้ยครับ

    มะละกอนั้นเป็นพืชเศรษฐกิจมาแรงอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย ที่มาแรงแบบเงียบๆ ในชีวิตประจำวันของใครหลายคนมีมะละกอมาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน กับเรื่องอาหารการกิน อย่างส้มตำ ที่ต้องพึ่งพามะละกอเป็นหลัก มะละกอไม่ใช่แค่ทานดิบเท่านั้น ยังมีมะละกอทานสุกที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่นดังชาวสวน อ.แม่สอด โกยเงินกับมะละกอ 50 ไร่ วางแผนปลูกให้เก็บได้ในช่วงแพงรับเนื้อๆ เดือนละละ 50,000 บาท

    ลักษณะของมะละกอ

    มะละกอเป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ถูกนำเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม นิยมนำมารับประทานทั้งสดและนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ ฯลฯ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็ได้

    มะละกอเป็นไม้ล้มลุก ซึ่งในบางครั้งอาจเข้าใจผิดว่ามะละกอเป็นไม้ยืนต้น เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยู่ภายในกินไม่ได้

    ประโยชน์ของมะละกอ

    นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสดๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ฯลฯ หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้

    การขายมะละกอ

    มะละกอเป็นไม้ผลกระแสแรงด้วยผลตอบแทนที่น่าทึ่งอย่างมาก ปลูกมะละกอพื้นที่เพียง 10 ไร่ สามารถขายทำเงินล้านได้ไม่ยากเลย เพราะมะละกอจะสามารถเก็บผลผลิตได้ทุก 3-4 วัน หรือประมาณอาทิตย์ละ 2 ครั้งๆ ละ 2-3 ตัน รายได้ต่อครั้งประมาณ 2-4 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับราคามะละกอ ยิ่งถ้าวางแผนให้มีผลผลิตเก็บได้ในช่วงมะละกอขาดตลาดด้วยแล้วล่ะก็ เรียกว่าโกยเงินกระเป๋าตุงกันเลยทีเดียวเช่นเดียวกับชาวสวนหัวก้าวหน้ารายนี้ คุณเล็ก แห่งไร่กอทอง ที่ประสบความสำเร็จกับมะละกอ 50 ไร่ ที่กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตในวันที่มะละกอขาดตลาดหรือขาดคอ โกยเงินอยู่ตอนนี้จนสามารถตั้งราคาขายได้เลย แม่ค้ามะละกอวิ่งเข้าไปซื้อผลผลิตกันจนต้องต่อคิว เพราะช่วงนี้มะละกอทั่วไปมีผลผลิตน้อย ขณะที่ตลาดมีความต้องการสูง

    ปกติมะละกอจะขาดตลาดตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมของทุกปี ช่วงดังกล่าวราคาจะสูงถึง 18-30 บาทต่อกิโลกรัม ถ้ามาจากจากสวน ถ้าจะปลูกให้เก็บในช่วงนี้ได้ก็นับย้อนไป 8 เดือนแล้วปลูก อีกอย่างมะละกอที่จะเก็บได้ในช่วงนั้นจะต้องออก ดอกและติดผลในช่วง มีนาคมถึงเมษายน ซึ่งอากาศค่อนข้างร้อน จึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการติดผล มะละกอดอกจะร่วงและติดผลน้อย ต้องมีตัวช่วย คือ การให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้ขาดน้ำ โชยน้ำช่วยเพื่อเพิ่มความชื้นพร้อมกับให้ปุ๋ยอย่างเพียงพอ ตรงกับความต้องการ โดยคุณเล็กจะให้ปุ๋ยเดือนละครั้ง ต้นละประมาณ 400 กรัม ช่วงมะละกอต้นเล็กใช้ 15-15-15 พอมะละกอเริ่มออกดอกเปลี่ยนมาใช้สูตร 8-24-24 เพื่อเตรียมความพร้อมในการออกดอกและติดผล จากนั้นใช้สูตรนี้อย่างต่อเนื่องจะทำให้มะละกอออกดอกติดผลต่อเนื่อง ส่วนทางใบพ่นปุ๋ยน้ำสูตร 13-3-43 พร้อมกับแคลเซียมโบรอน จะช่วยส่งเสริมให้มะละกอมีผลผลิตตลอด

    การปลูกมะละกอดูเหมือนง่าย แต่ถ้าใครปลูกทิ้งๆ ขว้างๆ มะละกอจะไม่มีลูกเหมือนกัน เคล็ดลับของการปลูกดูแลรักษามะละกอ ประการแรกต้องดินดีอุดมสมบูรณ์ ประการที่สอง นอกจากต้องใส่ปุ๋ยตามระยะเวลาแล้ว ที่สำคัญต้องให้น้ำทุกวันโดยเฉพาะฤดูแล้ง ยกเว้นมีฝนตก มะละกอชอบน้ำแต่ไม่ชอบที่ดินที่มีน้ำขัง ปรการที่สามปัญหาที่ต้องระวังในช่วงฤดูฝนอากาศชื้น จะมี่เชื้อราและต้นจะมีสีเหลือง ปัญหาฝนชุกนี้ทำให้บางจังหวัดไม่สามารถปลูกมะละกอได้มากเท่ากับที่ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรีได้ ทำให้มีปัญหาเรื่องตลาดรับซื้อที่จะมารับซื้อถึงสวน เพราะผู้รับซื้อเห็นว่าไม่คุ้มกัน

    การเก็บผลมะละกอไปจำหน่าย ตลาดรับซื้อมะละกอจะมี 2 อย่าง คือมะละกอดิบและมะละกอสุก ตลาดรับซื้อมะละกอดิบมีมากกว่าตลาดมะละกอสุก เพราะมะละกอดิบจำนวนมากสามารถส่งไปจำหน่ายในจังหวัดต่าง ๆ รวมทั้งตลาดสี่มุมเมืองในกรุงเทพได้ ในขณะที่มะละกอสุกจะขายได้เฉพาะภายในจังหวัดเท่านั้น เพราะต้องขายให้หมดภายใน 1 – 2 วัน สำหรับมะละกอดิบจะเก็บได้เรื่อยๆ โดยดูขนาดของลูก ถ้าเป็นมะละกอลูกยาวจะได้ราคาดีกว่าลูกกลม ส่วนมะละกอสุกนั้นมีเทคนิคเป็นพิเศษ คือ ต้องเริ่มเก็บเมื่อเห็นผลมะละกอมีสีเหลืองเรื่อๆ ลักษณะเป็นแต้มๆ จากนั้นห่อกระดาษบ่มในตุ่มปิดผาให้มิดชิด 2 คืน นำออกไปขายจะเป็นมะละกอสุกสีเหลืองสวยน่ารับประทาน ทั้งนี้ ต้องไม่ให้เกิน 2 วัน ไม่เช่นนั้นจะสุกเนื้อเละไม่น่ารับประทาน

    ตลาดรับซื้อมะละกอดิบ ถ้าสวนของท่านเริ่มมีพ่อค้าแม่ค้าขายส่งรู้จัก เค้าจะมารับซื้อถึงที่สวนของท่านเพื่อนำไปขายยังตลาดต่างๆ ถ้าเป็นในกรุงเทพก็อาจจะไปขายที่ตลาดสี่มุมเมือง การมีขาประจำมาซื้อทำให้หาตลาดลงได้ง่าย แต่อาจจะมีปัญหาไม่สามารถเก็บขายได้ทุกวัน เพราะมีผลผลิตไม่เพียงพอเที่ยวบรรทุก สัปดาห์หนึ่งจึงเก็บขายได้ครั้งหนึ่งครั้งละ 2,000 – 3,000 กิโลกรัม ได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 2 – 2.50 บาท ที่ไม่ตรงช่วงเก็บขายส่งจะเหลือไว้เก็บเป็นมะละกอสุกขาย ราคาจะขึ้นลงตามตลาด เช่น ปีนี้ราเริ่มต้นที่ 15 บาทต่อกิโลกรัม และลดลงเรื่อยๆ 10 บาท จนกระทั่ง 7 – 8 บาท ถ้าคิดเฉลี่ยมะละกอสุก ตกกิโลกรัมละ 10 บาท คิดแล้วราคาดีกว่ามะละกอดิบ แต่ตลาดแคบจำหน่ายได้เฉพาะในตัวเมือง ซึ่งมีมะละกอที่ส่งมาขายจากจังหวัดอื่นแข่งขันด้วย

    มะละกอเป็นไม้ผลที่น่าขาย น่าลงทุนที่สุดชิดหนึ่ง เพราะดูแลไม่ยากจนเกินไปนะครับ ขอเพียงเข้าใจ และดูแลอย่างถูกต้องเท่านั้น มะละกอไม่กี่ไร่ก็สามารถสร้างเงินล้านได้ไม่ยากเลย ว้าว…

  • วิธีปลูกทุเรียน พร้อมคำแนะนำในการขายทุเรียน

    ประเทศไทยเป็นประเทศที่ขายทุเรียนได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนถือว่าเป็นช่วงกอบโกยของพ่อค้าแม่ค้าขายทุเรียนเลยทีเดียว ด้วยรสชาดอร่อย หวาน ที่ใครๆ ที่ได้ลิ้มลองก็ต้องติดใจ ซึ่งทุเรียนก็มีให้เลือกขายได้หลายสายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความอร่ยมากที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้น ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ที่หลายๆ คนยอมรับว่ามันอร่อยจริงๆ แต่พันธุ์ก็ไม่ได้น้อยหน้านะครับ แล้วแต่ตลาด แล้วแต่คนชอบครับ

    ประวัติทุเรียนในไทย

    ในหนังสือเกี่ยวกับประเทศไทยสมัยอยุธยา ที่เขียนขึ้นโดย เมอร์ซิเออร์ เดอลาลูแบร์ นักบวชนิกายเยซูอิต หัวหน้าคณะราชทูตจากประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้น ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2336 ตอนหนึ่งได้ระบุเรื่องเกี่ยวกับทุเรียนไว้ว่า “ดูเรียน” (Durion) หรือที่ชาวสยามในสมัยนั้นเรียกว่า “ทูลเรียน” (Tourrion) เป็นผลไม้ที่นิยมกันมากในแถบนี้

    จากหลักฐานดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า มีการปลูกทุเรียนในภาคกลางของประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนจะเข้ามาจากที่ไหน และโดยวิธีใด ไม่ปรากฏหลักฐาน แต่น่าเชื่อถือได้ว่า เป็นการนำมาจากภาคใต้ของประเทศไทยนั่นเอง

    จนมาถึงในสมัยรัตนโกสินทร์ พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) ได้กล่าวถึงการกระจายพันธุ์ของทุเรียนจากจังหวัดนครศรีธรรมราช มายังกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2318 ในระยะต้นเป็นการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและพัฒนามาเป็นการปลูกด้วยกิ่งตอน จากพันธุ์ดี 3 พันธุ์ คือ อีบาตร ทองสุก และการะเกด สำหรับผู้ที่หากิ่งตอนจากพันธุ์ดีทั้ง 3 พันธุ์ไม่ได้ จึงใช้เมล็ดจากทั้ง 3 พันธุ์นั้นปลูก ทำให้เกิดทุเรียนลูกผสมขึ้นมากมาย ซึ่งรายชื่อพันธุ์ทุเรียนเท่าที่รวบรวมได้จากเอกสารได้ มีถึง 227 พันธุ์

    วิธีสังเกตทุเรียนสุก

    – สังเกตก้านผล ก้านผลจะแข็งและมีสีเข้มขึ้น เมื่อลูบจะรู้สึกสากมือ เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียน จะรู้สึกว่าก้านผลทุเรียนยืดหยุ่นมากขึ้น ก้านผลบริเวณปากปลิงจะบวมโต เห็นรอยต่อชัดเจน
    – สังเกตหนาม ปลายหนามแห้ง มีสีน้ำตาลเข้ม เปราะและหักง่าย ดังนั้น เมื่อมองจากด้านบนของผลจะเห็นหนามเป็นสีเข้ม หนามมีลักษณะกว้างออก ร่องหนามห่าง เวลาบีบปลายหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่ายืดหยุ่น
    – สังเกตรอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกบนพูได้อย่างชัดเจน ยกเว้นบางพันธุ์ที่ปรากฏไม่เด่นชัด เช่น พันธุ์ก้านยาว
    – การชิมปลิง ผลทุเรียนที่แก่จัด เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิงออก จะพบน้ำใสซึ่งไม่ข้นเหนียวเหมือนในทุเรียนอ่อน และเมื่อใช้ลิ้นแตะชิมดูจะมีรสหวาน
    – การเคาะเปลือกหรือกรีดหนาม เมื่อเคาะเปลือก ผลทุเรียนที่แก่จัดจะมีเสียงดังหลวม ๆ เนื่องจากมีช่องว่างระหว่างเปลือกและ เนื้อภายในผล เสียงหนักหรือเบาแตกต่าง กันไป ขึ้นอยู่กับพันธุ์และอายุของต้นทุเรียน
    – การปล่อยให้ทุเรียนร่วง ปกติดอกทุเรียนแต่ละรุ่นในแต่ละต้นจะบานไม่พร้อมกัน และมีช่วงต่างกันไม่เกิน 10 วัน ดังนั้น เมื่อมีผลทุเรียนในต้นเริ่มแก่ สุก และร่วง ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า ผลทุเรียนที่เหลือในรุ่นนั้นแก่แล้วสามารถเก็บเกี่ยวได้
    – การนับอายุ โดยนับอายุผลเป็นจำนวนวันหลังดอกบาน เช่น พันธุ์ชะนี ใช้เวลา 100 – 105 วัน เป็นต้น การนับวันหรืออายุของผลจะแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละปี และในแต่ละท้องถิ่น ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ เช่น ถ้าปีใดมีอุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างสูง ผลทุเรียนจะแก่เร็วกว่าปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า

    การขายทุเรียนแบบทั่วๆ ไป

    ทุเรียนปัจจุบันที่เอามาขายมักจะเป็นทุเรียนอ่อน แล้วป้ายยาเร่งสุก ผลคือจะได้รสจืดๆ หรือหวานน้อย ผลข้างเคียงคือกินแล้ว ถ้าคนแพ้ง่ายๆ อาจทำให้เกิดผมไม่แน่ใจว่ากินแล้วเป็นทุกคนรึเปล่า แต่บอกเพื่อให้ระวังตัว ให้หลีกเลี่ยงการกินทุเรียนอ่อน สังเกตว่าถ้าที่ก้านตรงปลายมีสีเหลืองคือป้ายยาเร่งสุก อนุมานได้ว่าทุเรียนอ่อน วิธีดูทุเรียนแก่ผมใช้หลักการของสมัยก่อน ทุเรียนนนท์ พ่อค้าแม่ค้าจะถนอมปลิง คือ ก้านทุเรียนมาก ทุเรียนแก่ปลิงจะเปราะมาก ถ้าเราไปงอจะหัก หรือบางทีไปจับตรงปลิงแล้วยกก็หักแล้ว เวลาเลือกทุเรียนปัจจุบันผมจะลองหักปลิง ถ้าหักแล้วงอ จะเป็นทุเรียนอ่อน

    ทุเรียนสวนจะนิยมยกขายกันเป็นลูกๆ ตามคุณภาพของผล ไม่ได้ชั่งกิโลขายตามน้ำหนักเหมือนทุเรียนทั่วไป แต่ก็พอจะเทียบเคียงราคาหาค่าเฉลี่ยตามน้ำหนักได้อยู่ เช่น ทุเรียนพันธุ์หมอนทองโดยมากถ้าคิดเป็นน้ำหนักจะตกกิโลกรัมละ 200-250 บาท หรือถ้าเป็นพันธุ์ก้านยาวแท้ ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่กิโลกรัมละตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป

    ทุเรียนก้านยาวบางลูก ผลมีขนาดใหญ่สมบูรณ์มาก น้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัม บางปีให้ผลผลิตออกมาสวนละไม่ถึง 10 ลูก มีคนจับจองกันตั้งแต่อยู่บนต้น ฉะนั้นจะขายให้เหล่าเศรษฐีกินลูกละ 10,000 บาท จึงไม่ใช่เรื่องแปลก

    หาทุเรียนของแท้สังเกตได้ไม่ยาก ส่วนใหญ่จะมีฉลากหรือสติกเกอร์ติดอยู่ที่ขั้วผลหรือปลิง ที่ฉลากจะระบุชื่อเจ้าของสวน สายพันธุ์ทุเรียน และเบอร์โทรศัพท์เจ้าของสวน เพื่อเป็นการรับประกันคุณภาพ หรือคืนสินค้าเมื่อไม่พอใจ เช่น หากซื้อทุเรียนอ่อนไป มีลักษณะเมล็ดสีซีด เนื้อไม่เหลือง สุกแล้วเละ รสชาติไม่หวานมัน เจ้าของสวนที่มีฉลากติดอยู่ที่ขั้ว ยินดีคืนเงิน หรือเปลี่ยนลูกใหม่ให้ หรือกรณีที่ซื้อทุเรียนเสีย แกลบ ห้าว เน่า หรือถูกหนอนเจาะไปแล้ว รับประทานไม่ได้เป็นบางพู เจ้าของสวนยินดีคืนเงินให้ตามสัดส่วนพูที่เสียหาย แต่ทั้งนี้ การเน่าเสียต้องไม่เกิดจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้อง เช่น นำทุเรียนดิบไปใส่ไว้ในรถยนต์ที่จอดตากแดด หรือวางไว้บนพื้นซีเมนต์ โดยไม่มีกระดาษหรือผ้ารอง ทำให้สุกช้า

    นอกจากนี้ การคืนยังต้องนำทุเรียนทั้งลูก พร้อมฉลากที่ขั้วผล ติดแสดงไปด้วย

    ทุเรียนที่จะขายได้ราคาแบบนี้ เจ้าของสวนจะต้องเป็นสมาชิกชมรมทุเรียนประจำจังหวัดด้วยนะครับ เพราะทางชมรมจะดูแลและควบคุมคุณภาพการปลูกตั้งแต่การเตรียมดิน และหากเป็นสวนใหม่ที่แจ้งความประสงค์จะทำสวนทุเรียน ทางชมรมจะจัดหาต้นพันธุ์ทุเรียนแท้ให้ และแนะนำพร้อมเชิญชวนไปศึกษาเทคนิคจากสวนเก่าแก่ชื่อดังประจำจังหวัด เมื่อทุเรียนออกผล ทางชมรมจะตรวจคัด และลงทะเบียนมีเลขรหัสทุกลูกที่คุณภาพได้มาตราฐาน หากจะจองทุเรียนก็จองกันตอนนี้แหล่ะครับ

    การจะซื้อทุเรียนแท้ของประจำจังหวัดมีสองวีธี คือดูฉลากกำกับรายละเอียดสวนที่ปลูกที่ติดที่ขั้วก้านผลทุเรียน หรืออาจโทรสอบถามก่อนก็ได้ หรืออีกวิธีคือ ผมขอแนะนำให้ซื้อกับชาวสวนครับ แบบซื้อถึงสวนเลย

    ทุเรียนถ้ากินตรงฤดูอร่อยทั้งนั้นครับ ถูกหรือแพง คงขึ้นอยูกับผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งถ้าเราได้ปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตของท้องถิ่นให้ดีที่สุดในแต่ละพื้นที่ผลิต เช่น มะพร้าวน้ำหอมสามพราน มะยงชิดนครนายก ส้มโอขาวแตงกวาชัยนาท ลองกองตันหยงมัสนราธิวาส เป็นต้น น่าจะทำให้มูลค่าผลผลิตนั้นๆ ดีขึ้นได้มากขึ้นครับ

  • วิธีปลูกมะนาว พร้อมคำแนะนำในการขายมะนาว

    สำหรับในบทความนี้ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับมะนาวครับ ว่ามะนาวปลูกยังไง และเอาไปขายเป็นอาชีพอย่างไรได้บ้าง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่จะเอามะนาวไปขายนะครับ เพราะในประเทศไทยมีการขายมะนาวกันแทบจะทุกตลาดนัดก็ว่าได้ ด้วยเหตุผลนี้การขายมะนาวจึงยังขายได้เรื่อยๆ ไม่ค่อยขาดทุนครับ

    ข้อมูลทั่วไปของมะนาว

    มะนาวเป็นพืชพื้นเมืองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลของมะนาวโดยทั่วไปแล้ว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ประมาณ 4 เซนติเมตร ต้นมะนาวเป็นต้นไม้พุ่มเตี้ย เมื่อสูงเต็มที่จะสูงประมาณ 4-5 เมตร ทั้งนี้แล้วแต่พันธุ์ด้วย ก้านของต้นมะนาวจะมีหนามเล็กน้อย ก้านมีขนดก ใบจะออกไปทางยาวเรียวคล้ายใบส้ม ส่วนดอกจะมีสีขาวอมเหลือง ปกติมะนาวจะมีดอกผลตลอดทั้งปี เว้นแต่ในช่วงหน้าหนาว จะออกผลน้อย และให้น้ำน้อย

    สำหรับชื่อในภาษาอังกฤษของมะนาวคือ Lime และมะนาวมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Citrus Aurantifolia Swingle หรือ Citrus Aurantifolia Swing

    พันธุ์มะนาวที่นิยมปลูกในประเทศไทย

    พันธุ์มะนาวที่นิยมปลูกในประเทศไทย มีดังต่อไปนี้คือ

    มะนาวแป้น ผลจะมีตั้งแต่ขนาดกลางถึงค่อนข้างใหญ่ กลมแป้น เปลือกจะบาง และมีน้ำมาก นิยมใช้บริโภคมากกว่าพันธุ์อื่นๆ เพราะเป็นมะนาวที่สามารถให้ดอกออกผลตลอดทั้งปี สามารถปลูกให้ออกผลในฤดูแล้งได้ง่ายใน มะนาวแป้นจะนิยมปลูกกันสองชนิด คือ พันธุ์แป้นรำไพ และพันธุ์แป้นดก
    มะนาวหนัง ผลอ่อนจะกลมยาว และหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างยาว มีกลมมนบ้างเล็กน้อย ด้านหัวจะมีจุกเล็กๆ และมีเปลือกหนา ทำให้สามารถเก็บรักษาได้นาน
    มะนาวไข่ ผลอ่อนกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ผลจะค่อนข้างกลมมน สีจะอ่อนๆ คล้ายกับไข่เป็ด เปลือกบาง ขนาดประมาณสองถึงสามเซนติเมตร จะใหญ่กว่ามะนาวหนัง
    มะนาวทราย จะเป็นทรงพุ่มสวย สามารถให้ผลได้ตลอดปี แต่ไม่ค่อยนิยมบริโภค เพราะว่าน้ำมีรสขมเจือปน
    มะนาวพันธุ์อื่นๆ เช่น มะนาวตาฮิติ มะนาวหวาน มะนาวปีนัง มะนาวโมฬี มะนาวพม่า มะนาวเตี้ย เป็นต้น ซึ่งมะนาวในบางพันธุ์อาจมีชื่อเรียกได้หลายชื่อได้

    วิธีการปลูกมะนาวลงดิน

    สภาพแวดล้อมในการปลูกมะนาวลงดิน

    สำหรับสภาพแวดล้อมในการปลูกมะนาวลงดินนั้นไม่ยากเลยครับ ต้องบอกก่อนว่ามะนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ดีในดินแทบทุกชนิต ไม่ว่าจะเป็น ดินเหนียว หรือว่าดินทราย แต่ถ้าเราต้องการจะปลูกมะนาวให้งอกงามดี มีผลดก และมีคุณภาพดี เราก็ควรจะปลูกในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบายน้ำที่ดี มีอินทรียวัตถุผสมอยู่มาก และควรเลือกพื้นที่ที่อยูใกล้แหล่งน้ำ

    ก่อนที่เราจะปลูกมะนาวนั้น ให้เราจัดเตรียมกิ่งพันธุ์เอาไว้ก่อน เราต้องกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์ และไม่มีโรคที่ติดมากับกิ่งพันธุ์ และให้นำกิ่งตอนมาชำ วัสดุในการชำให้ใช้ดินผสมแกลบ หรือขุยมะพร้าว ชำลงถุงเบอร์ 3×7 หรือเบอร์ 4×8 นิ้ว ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน และให้รอจนรากต้นมะนาวมีความแข็งแรงก่อน แล้วค่อยนำไปปลูก

    การเตรียมพื้นที่ปลูกมะนาวลงดิน

    – พื้นที่ลุ่ม สำหรับพื้นที่ลุ่มให้เราเตรียมพื้นที่โดยทำคันดินใหัมีขนาดความกว้างประมาณ 6-8 เมตร สำหรับส่วนสูง ให้เราสังเกตจากปริมาณน้ำที่เคยท่วมสูง โดยให้พื้นที่ที่ปลูกมะนาวอยู่สูงกว่าแนวระดับน้ำท่วมประมาณ 50 เซนติเมตร และให้ซอยร่องทำประตูน้ำเพื่อเป็นการระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้างประมาณ 1.5 เมตร และลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร และใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร
    – พื้นที่ดอน สำหรับพื้นที่ดอน เราควรจะไถพรวนเพื่อทำให้ดินร่วนซุย และเพื่อเป็นการกำจัดวัชพืช ใช้ระยะปลูกประมาณ 4×4 – 6×6 เมตร ระยะปลูกจะขื้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน หรืออาจจะทำการวัดตำแหน่งหลุมปลูก โดยนำไม่ไผ่มาเหลาเป็นแท่งเล็กๆ เพื่อปักไว้ตามตำแหน่งที่เราจะทำการขุดหลุม

    การเตรียมหลุมปลูกมะนาวลงดิน

    – การปลูกมะนาวลงดินนั้นถ้าจะให้ดีที่สุด ควรจะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
    – ให้เราขุดหลุมปลูกให้หลุมมีขนาดกว้าง 50×50 เซนติเมตร ส่วนความลึกของหลุมจะอยู่ระหว่าง 30-50 เซนติเมตร แล้วแต่เจ้าของสวน จะ 30 เซนติเมตร 40 เซนติเมตร หรือ 50 เซนติเมตรก็ได้ ใช้ได้ตามความเหมาะสม
    – ทำการรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยมูลวัวตากแห้ง หรือถ้าหาไม่ได้ก็ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 หรือ 25-7-7 โรดรองก้นหลุมบางๆ ประมาณครึ่งกำมือ
    – การใส่ดินในหลุมให้วางสูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม
    – ให้เรารวางกิ่งพันธุ์ที่เตรียมมาลงไปในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย
    – ใช้มีด หรือกรรไกรที่คม กรีดถุงจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน ทั้งช้ายและขวา
    – ให้เราดึงถุงพลาสติกออก โดยต้องระวังอย่าให้ดินแตก และกลบดินที่ขุดขึ้นมาลงในหลุม
    – ต่อมาให้กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น และทำการปักไม้หลัก ซึ่งก็คือไม้ไผ่ที่ใช้ปักตำแหน่งเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรก และผูกเชือกยึดเอาไว้ เพื่อป้องกันลมแรงพัดโยกต้นไม้
    – หาวัตถุเพื่อนำมาคลุมดินบริเวณโคนต้น ทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสงแดด ยกตัวอย่างเช่น หญ้าแห้ง หรือฟางข้าว

    การดูแลรักษาต้นมะนาว

    การรดน้ำ

    เจ้าของสวนต้องมีการให้น้ำกับต้นมะนาวอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ปลูกใหม่ๆ ควรรดน้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย แต่ถ้ากรณีที่ฝนตกก็ไม่ต้องให้รดน้ำเพิ่ม หลังจากผ่านไปประมาณ 15 วัน ต้นมะนาวก้จะสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้เราเปลี่ยนเป็นรดน้ำเดือนละ 2-3 ครั้งพอ และควรหาวัสดุมาคลุมดินบริเวณโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชื้นให้ต้นมะนาว

    และควรจะงดการรดน้ำ ในช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นไป จนไปถึงกระทั่งช่วงที่ออกดอก เพื่อให้มะนาวสะสมอาหารให้มากพอ จนสามารถสร้างตาดอกได้ ซึ่งปกติแล้ว ต้นมะนาวจะออกดอกในช่วงเดือนเมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งหลังจากมะนาวออกดอก และกำลังติดผลอ่อน จะเป็นช่วงที่มะนาวต้องการน้ำมาก เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของผล ช่วงนี้ก็ให้รดน้ำได้ตามปกติ

    การใส่ปุ๋ย

    – หลังจากปลูกมะนาวไปได้ 3-4 เดือน ควรใส่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ใส่ในปริมาณต้นละครึ่งกิโลกรัม ในกรณีใส่ปุ๋ยเคมีควรใส่หลังจากพรวนดิน และกำจัดวัชพืชแล้ว ให้ใส่ปุ๋ยบริเวณรอบทรงพุ่ม แล้วก็ค่อยรดน้ำตาม เพื่อให้ปุ๋ยละลาย
    – เมื่อปลูกมะนาวไปได้ 1 ปี ให้เจ้าของสวนใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในประมาณต้นละ 300 กรัม
    – และเมื่อปลูกมะนาวไปได้ 2 ปี ก็ให้เพิ่มปริมาณปุ๋ย โดยให้ใส่ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ก็ขี้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของต้นมะนาว
    – เมื่อปลูกต้นมะนาวย่างเข้าปีที่ 3 ต้นมะนาวจะเริ่มให้ผลผลิตเป็นลูกมะนาว
    – สำหรับในช่วงระยะก่อนมะนาวออกดอกประมาณ 1-2 เดือน ให้เราใส่ปุ๋ยที่มีสูตรที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น สูตร 12-24-12 หรือปุ๋ยสูตร 3-10-10 เพื่อเป็นการเร่งการเจริญเติบโต ในระยะที่มะนาวยังไม่ออกดอก และให้ใช้สูตร 0-52-34 ในระยะที่เร่งการออกดอกประมาณไม่เกิน 1 กิโลกรัมต่อต้น ซึ่งปริมาณที่ใช้ ขึ้นอยู่กับอายุของต้นมะนาว โดยให้ใส่ในปริมาณครึ่งหนึ่งของอายุต้นมะนาว

    การกำจัดวัชพืช

    – สำหรับการกำจัดวัชพืชในสวนมะนาว สามารถทำได้หลายวิธี เช่น ถอน ถาง หรือจะใช้เครื่องตัดหญ้าก็ได้ แต่เราก็ต้องระวังไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนตามโคนต้น หรือไปกระทบกระเทือนราก
    – วิธีกำจัดวัชพืชวิธีหนึ่งที่นิยมกันมาก คือ การใช้สารเคมี เช่น ไกลโฟเสท พาราชวิท และดาวพอน เป็นตัน
    โดยการใช้สารเคมี เราจะต้องระวังไม่ให้สารเคมีปลิวไปถูกใบมะนาว เพราะอาจจะทำให้ใบไหม้เหลืองเป็นจุดๆ หรือไหม้ทั้งใบ ดังนั้นเวลาพ่น ควรพ่นตอนลมสงบ ไม่ควรพ่นตอนลมพัดแรง

    การตัดแต่งกิ่ง

    – การตัดแต่งกิ่งก็เพื่อให้ต้นมะนาวมีทรงพุ่มดูสวย และให้ผลดกปราศจากโรค และแมลง
    – สำหรับการตัดแต่งกิ่ง ให้เจ้าของสวนทำหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว โดยตัดกิ่งที่เป็นโรค กิ่งแห้ง หรือกิ่งที่ไม่มีประโยชน์ออกจากต้นมะนาวให้หมด และนำกิ่งที่ตัดแล้วไปเผาทำลาย อย่าปล่อยทิ้งไว้ตามโคนต้น เพราะจะทำให้เป็นแหล่งสะสมโรคได้

    การค้ำกิ่ง

    – เมื่อต้นมะนาวใกล้จะออกผล เจ้าของสวนจะต้องมีการค้ำกิ่งให้กับต้นมะนาวด้วย เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหัก หรือฉีกขาด โดยในเฉพาะช่วงติดผล และการค้ำกิ่งยังช่วยลดความเสียหายเนื่องจากโรค และแมลงได้ โดยวิธีการค้ำกิ่งสามารถทำได้ 2 วิธี คือ
    – การค้ำกิ่งโดยใช้ไม้รวก หรือไม้ไผ่ทำเป็นง่าม สอดเขัาไปกับกิ่งมะนาว โดยให้ปลายอีกข้างหนึ่งวางตั้งรับน้ำหนักของกิ่งอยู่บนพื้นดิน และใช้เชือกผูกมัดกิ่งไว้
    – การค้ำกิ่งแบบคอกหรือนั่งร้าน ทำได้โดยเอาไม้มาทำเป็นนั่งร้านในแบบรูปสี่เหลี่ยมรอบๆ ต้นมะนาว เพื่อให้สามารถรองรับกิ่งใหญ่ๆ ของมะนาวได้ โดยอาจจะทำเป็น 2-3 ชั้น และให้กิ่งพาดอยู่ที่ชั้นใดก็ได้ สำหรับวิธีนื้จะค้ำกิ่งมั่นคงแข็งแรงกว่าวิธีแรก

    การเก็บเกี่ยวมะนาว

    สำหรับการเก็บเกี่ยวมะนาว ถ้าต้นมะนาวไม่สูงมากนัก สามารถเก็บมะนาวด้วยมือ แต่ถ้าต้นมะนาวสูง เราก็ต้องใช้ตะขอผูกติดกับด้ามไม้รวกยาวๆ คล้อง และกระตุกผลมะนาวลงมา แต่วืธีนี้อาจจะทำให้มะนาวช้ำได้ แต่ถ้าเราไม่ต้องการให้มะนาวช้ำ เพื่อให้ได้มะนาวเกร็ดเอมีคุณภาพ เราก็ควรจะใช้ตะกร้อหวายในการเก็บเกี่ยวมะนาว

    การเก็บเกี่ยวมะนาว ควรเก็บในขณะที่ผลเริ่มแก่ โดยให้เราสังเกตจากทางด้านขั้วของผลที่เริ่มจะมีสีเหลืองเล็กน้อย ผิวเปลือกจะเป็นลักษณะเรียบบางใส และมีสีเขียวอ่อนกว่าผลมะนาวที่ยังไม่แก่ และลองบีบดูจะรู้สึกค่อนข้างนุ่มมือ ในการเก็บเกี่ยวมะนาว ข้อควรระวัง คือ ไม่ควรเก็บมะนาวที่แก่จนเกินไป เพราะเปลือกมะนาวจะบางมาก อาจจะทำให้มะนาวช้ำเสียหายในระหว่างการขนส่งได้ และเมื่อนำไปขาย จะทำให้วางขายได้ไม่นาน ผลมะนาวก็เน่าเสียได้เร็ว

    การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวมะนาว

    สำหรับวิธีการเก็บรักษามะนาวให้เก็บไว้ได้นาน ก็คือว่า ให้เราคัดผลมะนาวเสียก่อน ให้เราเลือกเอาผลมะนาวที่ดูแก่พอเหมาะ สังเกตได้จากมีสีเขียวจัด ไม่มีสีเหลืองเจือปน ไม่มีรอยช้ำหรือเน่า และที่สำคัญควรมีขั้วผลติดอยู่ด้วย นำมะนาวมาล้างทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น คลอรอกซ์ สำหรับการผสมให้ทำการผสมน้ำในอัตรา 1 ต่อ 15 ส่วน และแช่ผลมะนาวไว้ประมาณ 5 นาที ต่อจากนั้นให้นำผลมะนาวมาผึ่งลมไว้บนตะแกรง เพื่อให้มะนาวสะเด็ดน้ำ และสุดท้ายก็เป็นการคัดขนาดใส่เข่ง หรือภาชนะอื่นๆ เพื่อส่งตลาด หรือร้านค้าต่างๆ

    วิธีทำให้มะนาวออกดอกนอกฤดู

    สำหรับในช่วงหน้าหนาว มะนาวจะออกผลน้อย ทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่ขายมะนาว อาจจะมีรายได้ลดลงในช่วงนี้ แต่ปัญหานี้จะหมดไป ถ้าเราสามารถทำให้มะนาวออกดอกนอกฤดูได้ ซึ่งวิธีการมีอยู่หลายวิธี แต่วิธีที่นำเสนอนี้จะทำให้ต้นมะนาวไม่โทรมเร็วเกินไป วิธีปฏิบัติมีดังนี้

    – เดือนกันยายน ให้ใส่ปุ๋ยเคมีในอัตราส่วน 1:3:3 เช่น ปุ๋ยสูตร 8:24:24 เพื่อเป็นการบำรุงให้ใบแก่เร็วขื้น และสามารถเก็บอาหารไว้บำรุงดอกต่อไป
    – เดือนตุลาคม สำหรับเดือนนี้ควรจะงดการให้น้ำ เพื่อทำให้ต้นมะนาวมีการเก็บสะสมอาหาร เมื่อถึงปลายเดือนจึงให้น้ำเต็มที่
    – เดือนพฤศจิกายน เป็นช้วงที่มะนาวเริ่มออกดอก จึงควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกัน และกำจัดแมลง ประมาณปลายเดือนนี้ ดอกจะเริ่มบาน และเริ่มติดผล
    – เดือนธันวาคม ให้ใส่ปุ๋ยเคมีในอัตราส่วน 1:1:1 เช่น ปุ๋ยสูตร 15:15:15 หรือ 16:16:16 เพื่อเป็นการบำรุงต้นมะนาวให้แข็งแรงสมบูรณ์
    – เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป สำหรับช่วงนี้ผลมะนาวจะเริ่มโตพอที่จะเก็บเกี่ยวได้บ้างแล้ว จนมาถึงต้นเตือนเมษายน ผลมะนาวก็จะโตพอที่จะเก็บเกี่ยวได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็จะอยู่ในช่วงที่มะนาวมีราคาแพงพอดี ซึ่งหลังจากที่เราได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตจนหมดแล้ว ประมาณเดือนพฤษภาคม เจ้าของสวนควรจะทำการตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมีสูตร 15:15:15 เพื่อบำรุงต้นมะนาวให้สมบูรณ์ และเพื่อความพร้อมสำหรับการผลิตมะนาวนอกฤดูในปีต่อๆ ไป

    แนวทางการขายมะนาวในท้องถิ่น

    จะเห็นได้ว่าการปลูกมะนาวก็ไม่ได้ยากจนเกินไปนะครับ ดูแลรักษาให้ได้ผลผลิต เมื่อได้ผลผลิตมาได้ต่อมาก็จะเข้าสู่กระบวนการขายครับ ซึ่งในบางครั้ง การที่เราเป็นผู้ขายมะนาวหน้าใหม่ การที่เราจะรอพ่อค้าแม่ค้าจะมาซื้อที่สวนนั้น มีโอกาสจะเป็นไปได้น้อย เป็นเพราะปริมาณมะนาวไม่เพียงพอกับความต้องการของพ่อค้าแม่ค้าที่จะมารับซื้อ

    ดังนั้นปัญหานี้ จึงเป็นปัญหาหลักๆ ของผู้ปลูกมะนาวว่าจะไปขายผลผลิตที่ไหน กรณีนี้ผู้ปลูกมะนาวหน้าใหม่ใหม่ก็ควรศึกษาไว้ด้วยก็จะดีมาก ซึ่งสำหรับแนวทางการขายมะนาวในท้องถิ่นนั้นมีหลายวิธี แต่ผมจะขอนำเสนอวิธีขายมะนาวแบบลองก่อนแล้วซื้อทีหลัง โดยหลักการมีดังนี้ครับ

    – ในชุมชนที่คุณปลูกมะนาวจะต้องมีร้านอาหารตามสั่ง หรือน้ำปั่น หรือตลาดนัดที่มีพ่อค้าแม่ค้าขายมะนาวรายย่อยๆ รวมไปถึงรถเร่ขายกับข้าวทั่วๆ ไป เป็นต้น วิธีการก็คือเราจะทำอย่างไรที่จะสอดแทรกเข้าไปเพื่อกินส่วนแบ่งทางตลาดในบริเวณนั้นได้ ซึ่งในทางการตลาด การที่ทำธุรกิจเหมือนกัน แต่ทำทีหลังย่อมต้องออกแรง หรือลงทุนมากกว่าเจ้าเดิมที่มีอยู่แล้ว จึงจะสามารถแทรกตัวเข้าไปในตลาดนั้นๆ ได้
    – ดังนั้นเราต้องลงทุนโดยการแจกให้ลองก่อนแล้วค่อยซื้อทีหลัง ขั้นแรกเราต้องแนะนำตัว และแจกมะนาวให้พ่อค้าแม่ค้ากลุ่มเป้าหมายได้ลองเช่นเจ้าละ 5 ลูก พร้อมทั้งแนบนามบัตรของเรา ที่ระบุเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่สวนมะนาวของเราให้ทราบ เพื่อที่จะสามารถติดต่อกับเราได้และบอกราคาขายมะนาวของเราไว้ด้วย เพียงเท่านี้คุณก็สามารถจำหน่ายมะนาวได้แล้ว แต่ที่สำคัญเราต้องมีมะนาวส่งให้พ่อค้าแม่ค้าได้ตลอดทั้งปี ถ้ามะนาวเราดี เป็นที่ต้องการของเค้า เราก็รอพ่อค้าแม่ค้ามาเหมาสวนแบบประจำไปเลยครับ ยิ่งถ้าไม่มีใครปลูกแถวนั้นด้วย ยิ่งไม่ต้องห่วงเรื่องตลาดครับ การตลาดแบบง่ายๆ แบบนี้ ให้เราลองเอาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้เลย

  • วิธีปลูกสะเดา พร้อมคำแนะนำในการขายสะเดา

    บทความนี้ก็ว่าด้วยเรื่องวิธีรวยด้วยการขายสะเดา ก็เป็นอีกหนึ่งพืชที่สร้างรายได้ ขายได้เรื่อยๆ ถ้าใครสนใจจะขายสะเดาก็ลองอ่านบทความนี้ดูก่อนนะครับ

    จากเมล็ดสะเดาสู่การปลูกพืชอย่างยั่งยืน

    สะเดาเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรไทยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ และเป็นพืชที่เคยได้รับการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เพื่อป้องกันกำจัดแมลงเพื่อทดแทนการใช้สารเคมี แต่เนื่องจากเกษตรกรยังขาดความความเข้าใจในการใช้สารสกัดจากสะเดาที่ถูกต้อง อีกทั้งการใช้เมล็ดสะเดาเป็นวัตถุดิบในการสกัดสารยังไม่ได้มาตรฐานทำให้การใช้สารสกัดจากสะเดาไม่ได้ผลเท่าที่ควร เกษตรกรจึงขาดความเชื่อมั่นในการใช้สารสกัดธรรมชาติ อย่างไรก็ดีปัจจุบันนี้สารสกัดจากสะเดายังคงได้รับความสนใจอยู่มากเนื่องจากกระแสการบริโภคที่เปลี่ยนเป็นการบริโภคเพื่อสุขภาพอนามัย การผลิตพืชอาหารเลี้ยงประชากรจึงต้องใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น เคหการเกษตรจึงขอนำเสนอเรื่องราวของสะเดาเพื่อเป็นข้อมูลเผยแพร่ให้ผู้ที่สนใจสามารถใช้สารสกัดสะเดาอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชอย่างยั่งยืนในอนาคต

    สิ่งสำคัญที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ คือ การปรุงแต่งสารสกัดสะเดาโดยใช้สารสกัดสะเดาผสมกับขิง ข่า ตะไคร้หอม เพราะเข้าใจว่าจะได้ผลดี แต่การทำอย่างนั้นกลับทำให้สารอะซาดิแรคตินออกฤทธิ์ป้องกันกำจัดแมลงได้น้อยลง

    สะเดาในประเทศไทย

    สะเดาที่ปลูกในบ้านเรามีอยู่ 3 ชนิดได้แก่

    สะเดาไทย

    สะเดาไทย เป็นชนิดที่ปลูกง่ายและโตเร็วจึงมีปลูกอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทยและนิยมนำยอดและดอกมารับประทาน สะเดาไทยจะมีการเจริญเติบโตในพื้นที่แห้งแล้งและไม่ชอบดินที่มีน้ำท่วมขัง

    สะเดาอินเดีย

    สะเดาอินเดีย มักพบมากบริเวณชายทะเลและภาคเหนือ ซึ่งมีรูปร่างลักษณะภายนอกคล้ายกับสะเดาไทยและมีขนาดต้นตั้งแต่ระดับกลางจนถึงระดับเล็ก

    สะเดาเทียม

    สะเดาเทียมหรือสะเดาช้าง นั้นเป็นชนิดที่นิยมปลูกกันมากในภาคใต้ตั้งแต่ จ.ชุมพร, สุราษฎร์ธานีลงไปจนถึงสงขลาและพัทลุง เพราะสะเดาพันธุ์นี้สามารถจะเจริญเติบโตได้ดีในเขตที่มีปริมาณน้ำฝนสูงประมาณ 1,600-2,000 มิลลิเมตรต่อปี และชอบดินร่วนปนทรายมีการระบายน้ำดี สะเดาเทียมเป็นไม้ยืนต้นชนิดไม่ผลัดใบและจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม

    สะเดาได้ชื่อว่าเป็นไม้เอนกประสงค์เพราะทุกส่วนของสะเดาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นใบ ดอก ผล ลำต้น กิ่งไปจนถึงราก ซึ่งลักษณะการใช้ประโยชน์โดยทั่วไปของสะเดาแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ การใช้ประโยชน์จากลำต้นและการใช้ประโยชน์จากส่วนที่ไม่ใช่ลำต้น สำหรับส่วนของลำต้นจะนิยมเป็นไม้ก่อสร้างบ้านเรือนเนื่องจากไม้สะเดา มีการบิดแตกหรือหกตัวน้อย มีความคงทนสูง ขัดชักเงาได้ดี จึงนิยมใช้ทำไม้ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์และไม้เผาถ่าย ส่วนการใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นนอกจากลำต้นได้แก่ ใบสะเดานิยมนำมาลวกจิ้มน้ำพริกเพื่อบำรุง สุขภาพให้แข็งแรง กิ่งสะเดาสามารถใช้ทำแปรงสีฟันได้ นอกจากนี้สะเดายังมีประโยชน์ในการปลูกเป็นไม้บังแดดหรือใช้จัดสวนได้อีกด้วย

    สำหรับประโยชน์ของสะเดาในด้านเกษตร คือ การใช้สารสกัดจากสะเดาในการป้องกันกำจัดแมลง ซึ่งทุกส่วนของสะเดามีสารที่มีคุณสมบัติทางยามากกว่า 60 ชนิด โดยมีสารอะซาดิแรคติน (Azadirachtin : aza) เป็นสารที่มีฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดแมลงที่พบมากในส่วนของเมล็ดสะเดา โดยผลจากการศึกษาพบว่าเมล็ดของสะเดาอินเดียเป็นพันธุ์ที่มีสารอะซาดิแรคตินสูงกว่าทุกพันธุ์โดยมีปริมาณสาร 4.7-4.8 มิลลิลิตรต่อกรัม เนื้อเมล็ด ส่วนเมล็ดสะเดาไทยมีสารอะซาดิแรคตินอยู่ 0.5-4.6 มิลลิลิตรต่อกรัม จะสังเกตได้ว่าปริมาณสารอะซาดิแรคตินของสะเดาไทยมีปริมาณแตกต่างกันมากเนื่องจากสะเดาไทยเป็นพันธุ์ที่มีความหลากหลายสูงจึงมีความแตกต่างทางพันธุกรรมมาก ส่วนสะเดาช้างมีปริมาณสารอะซาดิแรคตินในเมล็ด 0.3-3.57 มิลลิลิตรต่อกรัม สารอะซาดิแรคตินนี้เป็นสารที่สลายตัวได้ง่ายจึงเป็นข้อจำกัดของสารสกัดจากสะเดา

    สารอะซาดิแรคตินนี้จะมีผลต่อแมลงหลายลักษณะ เช่น ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนที่แมลงใช้ในการลอกคราบ ทำให้ระบบกระเพาะอาหารของแมลงทำงานได้น้อยลงแมลงจึงไม่สามารถกินอาหารได้ตามปกติ เป็นสารไล่แมลง ยับยั้งการวางไข่จึงทำให้ประชากรของแมลงลดลงในที่สุด

    สารสกัดจากสะเดากับการป้องกันกำจัดแมลง

    สารสกัดจากสะเดาสามารถใช้ป้องกันกำจัดแมลงได้มากกว่า 200 ชนิด โดยส่วนใหญ่จะได้ผลมากกับแมลงประเภทปากกัดกินใบมากกว่าแมลงปากดูด เนื่องจากสารสกัดจากสะเดาจะได้ผลกับแมลงที่สัมผัสหรือกินสารนี้เข้าไปแต่แมลงปากดูดจะใช้ปากเจาะท่อน้ำท่ออาหารของพืชจึงมีโอกาสได้รับสารอะซาดิแรคตินของสะเดาได้น้อยมาก จากการศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดสะเดาในการป้องกันกำจัดแมลงพบว่า สารสกัดจากสะเดาใช้ได้ผลดีกับหนอนต่างๆ เช่น หนอนหนังเหนียว หนอนใยผัก หนอนชอนใบ หนอนม้วนใบ หนอนบุ้ง หนอนแก้ว หนอนหัวกะโหลกและเพลี้ยอ่อน เพลี้ยไกแจ้ ดังนั้นในการใช้สารสกัดสะเดาเพื่อกำจัดแมลงเหล่านี้จึงไม่จำเป็นต้อนพ่นสลับกับสารเคมีสังเคราะห์ยกเว้นแต่ในบางพื้นที่ที่หนอนใยผักมีความต้านทานต่อสารเคมีสังเคราะห์จึงควรใช้สารสกัดจากสะเดาพ่นสลับกับสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง

    ส่วนแมลงพวกหนอนเจาะต่างๆ และแมลงวันทอง เพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง สามารถใช้สารสกัดสะเดากำจักได้ผลปานกลาง ซึ่งในช่วงที่เกิดการระบาดควรพ่นสารเคมีกำจัดแมลง 1-2 ครั้ง หลังจากนั้นจึงใช้สารสกัดสะเดาต่อไป

    สารสกัดสะเดาจะใช้ไม่ได้ผลกับแมลงพวกด้วงปีกแข็ง หมัดกระโดด มวนแดง มวนเขียว จึงอาจเลือกใช้พืชสมุนไพรชนิดอื่นหรือสารป้องกันกำจัดแมลงเข้ามาช่วย สารสกัดสะเดาสามารถใช้ได้อย่างกว้างขวางกับพืชหลายชนิด เช่น พืชตระกูลส้ม มะม่วง พืชผักตระกูลกะหล่ำ อย่างไรก็ตามสะเดาสามารถใช้ได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ปลูกและระยะเวลาที่แมลงระบาดด้วย หากใช้สะเดาในพื้นที่ปลูกที่มีแมลงระบาดด้วย หากใช้สะเดาในพื้นที่ปลูกที่มีแมลงระบาดหนักในช่วงนั้นการใช้สะเดาเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ผลจึงควรใช้สารเคมีพ่น 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อลดการระบาดของแมลงในระดับหนึ่งก่อน ต่อจากนั้นจะใช้สารสกัดสะเดาพ่นหรือถ้าแมลงบางชนิดที่สะเดาใช้ได้ผลไม่ดีนักผู้ปลูกอาจทำการใช้สารเคมีพ่นสลับกับสารสกัดจากสะเดาด้วยก็ได้เพราะการใช้สะเดาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ผลเสมอไป แต่การใช้สารเคมีก็ควรเลือกชนิดของสารที่ไม่ทำลายศัตรูธรรมชาติด้วย

    วิธีการเก็บเมล็ดให้สารอะซาดิแรคตินคงคุณภาพ

    คุณภาพเมล็ดสะเดาจะมีผลโดยตรงต่อปริมาณของสารอะซาดิแรคตินซึ่งสูญสลายได้ง่าย ดังนั้นวิธีเก็บและการเก็บรักษาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเป็นอันดับแรก จากการศึกษาของกรมวิชาการเกษตรพบว่าเมล็ดสะเดาในระยะสุกจะมีปริมาณสารอะซาดิแรคตินสูงกว่าเมล็ดในผลอ่อน การเก็บเมล็ดสะเดาจึงควรเลือกเก็บผลที่มีสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียวและไม่ควรเก็บเมล็ดสะเดาที่ร่วงอยู่ใต้ต้นเพราะเมล็ดที่ปนเปื้อนสิ่งสกปรกบนพื้นดินจะมีโอกาสเกิดเชื้อราเข้าทำลายได้ง่ายทำให้สารอะซาดิแรคตินมีประสิทธิภาพต่ำ สำหรับการเก็บเมล็ดสะเดาไว้ใช้เองควรจะนำเมล็ดตากแดดประมาณ 2-3 อาทิตย์ต่อจากนั้นจึงนำมาผึ่งในที่ร่ม 2-4 สัปดาห์จนเมล็ดแห้งสนิทจึงนำไปเก็บไว้ในตาข่ายที่โปร่งแสง แต่สำหรับการเก็บเมล็ดเพื่อนไไปผลิตเป็นการค้าจะต้องทำการแยกเนื้อออกจากเมล็ดก่อนแล้วจึงนำเมล็ดไปตากแดดผึ่งลม ซึ่งโรงงานบางแห่งจะนำเมล็ดเข้าเครื่องอบแห้งโดยใช้อุณหภูมิ 70-80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6 ชั่วโมง จนเหลือความชื้น 10% จึงเก็บใส่ถุงตาข่ายและเก็บไว้ในห้องเย็น การเก็บเมล็ดสะเดาสามารถเก็บไว้ได้นาน 1 ปี โดยจะต้องเก็บให้ห่างจากอุณหภูมิและความชื้นสูงซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สารอะซาดิแรคตินเสื่อมสภาพได้ง่าย สำหรับการเก็บในรูปสะเดาผงจะมีการสูญสลายได้ง่ายมากกว่าการเก็บเมล็ด เนื่องจากการเก็บในรูปแบบผงจะมีโอกาสที่สารอะซาดิแรคตินสัมผัสกับความชื้นอากาศและแสงได้มากจึงเกิดปฏิกิริยาเคมีที่ทำให้สารอะซาดิแรคตินเสื่อมสภาพได้ง่าย

    การสกัดสารจากสะเดาแบบง่ายๆ ทำเองได้

    การสกัดสารจากสะเดาสามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายและสามารถทำใช้เองในสวนได้คือ การสกัดด้วยน้ำโดยนำผงสะเดาแห้ง 1 กิโลกรัม แช่น้ำ 20 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วกรองเอาน้ำที่สกัดได้ผสมกับสารจับใบพ่นให้กับต้นพืชแต่เนื่องจากสารสกัดสะเดาสลายตัวได้ง่ายจึงเก็บไว้ใช้ได้เพียง 2-3 วันเท่านั้น การสกัดสะเดาด้วยวิธีนี้จึงเหมาะสำหรับการสกัดเพื่อใช้งานทันที ดังนั้นเกษตรกรจึงควรวางแผนการปลูกพืชเพื่อเตรียมสารสกัดจากสะเดาให้เพียงพอสำหรับการปลูกพืชในฤดูนั้น

    รูปแบบการสกัดสะเดาทางอุตสาหกรรม

    การสกัดสะเดาอีกวิธีหนึ่งเป็นการสกัดด้วยสารเคมีโดยนำเมล็ดสะเดาที่กระเทาะเปลือกออกแล้วมาบดละเอียดเพื่อนำมาสกัดน้ำมันออกโดยใช้เฮกเซนเป็นตัวสกัด หลังจากนั้นจะทำการสกัดสารอะซาดิแรคตินโดยใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวสกัดซึ่งการสกัดโดยทั่วไปจะใช้เมทธิลแอลกอฮอล์ คุณภาพของสารสกัดที่ได้อาจจะด้อยกว่าการใช้เอทธิลแอลกอฮอล์บ้างเล็กน้อย แต่คุ้มค่ามากกว่าเพราะเอทธิลแอลกอฮอล์มีราคาแพงเนื่องจากถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมผลิตสุราจึงมีอัตราภาษีศุลกากรสูง ทำให้ราคาสูงตามไปด้วย ดังนั้นในการสกัดสารจากสะเดาจึงเลือกใช้เอทธิลแอลกอฮอล์ซึ่งราคาไม่แพงและหาซื้อได้ไม่ยากหลังจากผ่านกรรมวิธีการสกัดสารอะซาดิแรคตินแล้วจะถูกนำมาเติมสารปรุงแต่งเพื่อให้เหมาะสมในการใช้งาน

    สารสกัดสะเดาไม่ได้มีการผลิตใช้กันแต่เฉพาะในบ้านเราเท่านั้น ต่างประเทศก็มีเหมือนกันซึ่งเขาได้มีการศึกษาวิจัยกันมานานร่วม 20 ปีมาแล้วจนสามารถผลิตเป็นการค้าในชื่อว่า “ไตรแอ็ด” ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนกับองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งอเมริกา (EPA) พร้อมกับจดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นผู้ที่สนใจคิดจะผลิตสารสกัดเป็นการค้าก็จะต้องไปขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรด้วย

    ข้อดีและข้อเสียของสารสกัดสะเดา

    สารสกัดจากสะเดาเป็นสารธรรมชาติจึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และไม่มีสารตกค้างในธรรมชาติเนื่องจากสารสกัดจากสะเดามีการสลายตัวค่อนข้างเร็วเพียง 5-7 วัน จะเกิดการสลายตัวหมด ซึ่งเป็นผลดีทำให้แมลงไม่สามารถสร้างความต้านทานได้ทัน โอกาสที่แมลงจะเกิดการดื้อยาจึงน้อยกว่าการใช้สารเคมี ข้อดีที่สำคัญคือ สารสกัดจากสะเดาไม่ทำลายศัตรูธรรมชาติ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียนและแมลงผสมเกสาร ทำให้ระบบนิเวศน์ไม่ถูกทำลาย นอกจากนี้การใช้สารสกัดจากสะเดาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจะช่วยให้ระบบนิเวศน์สมดุลทำให้การพ่นสารสกัดสะเดาจะเริ่มห่างมากขึ้นต่างจากการใช้สารเคมีสังเคราะห์ที่ยิ่งใช้มากยิ่งเกิดปัญหาแมลงระบาดหนักมากขึ้น อย่างไรก็ตามการพ่นสารสกัดสะเดาในบางครั้งอาจไม่ทำให้แมลงตายในทันทีเนื่องจากแมลงอาจได้รับสารที่มีความเข้มข้นไม่มากพอทำให้แมลงไม่ตาย แต่เมื่อแมลงโตเต็มวัยแมลงเพศเมียจะสร้างไข่ได้น้อยและฟักไข่ได้น้อยลง ทำให้ประชากรแมลงลดปริมาณลงในที่สุด

    แม้การใช้สารสกัดจากสะเดาจะมีข้อดีหลายประการแต่ต้องไม่ลืมว่าสารสกัดจากสะเดาไม่ใช่ยาวิเศษที่สามารถกำจัดแมลงได้ทุกชนิด เพราะจากที่กล่าวมาแล้วว่าสารสกัดจากสะเดาใช้ได้ผลดีกับแมลงบางกลุ่มเท่านั้นและมีแมลงบางกลุ่มที่ใช้ไม่ได้ผล ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องศึกษาคุณสมบัติของสารสกัดสะเดาให้ละเอียดก่อน เริ่มต้นใช้และเนื่องจากสะเดามีการสลายตัวเร็วทำให้ต้องพ่นสารบ่อยครั้ง แต่เมื่อสภาพแวดล้อมสมดุลย์แล้วระยะการพ่นสารสะเดาก็จะเริ่มห่างมากขึ้น

    กากสะเดา วัสดุใช้ทำปุ๋ยได้ดี

    กากสะเดาเป็นวัสดุที่ได้จากขบวนการสกัดสารจากสะเดาโดยส่วนของกากจะสามารถนำมาใช้ทำปุ๋ยบำรุงดิน ซึ่งการศึกษาคุณสมบัติของกากสะเดาโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยพบว่ากากสะเดามีปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน 5.18% ฟอสฟอรัส 0.46% โปแตสเซียม 0.88% และทำการทดสอบประสิทธิภาพของกากสะเดากับข้าว มันเทศและผักคะน้า โดยทำการทดลองที่ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม พบว่าการใช้กากสะเดาในอัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชได้ดีและผลผลิตที่ได้ก็ดีด้วย นอกจากนี้กากสะเดายังยับยั้งการเจริญของเชื้อ Penicillium citrinum แต่ไม่มีผลในการป้องกันกำจัดแมลง

    ปลูกสะเดาไม่ใช่เรื่องยาก

    สำหรับท่านที่สนใจคิดจะปลูกสะเดาคงต้องบอกว่าการปลูกสะเดาไม่ใช่เรื่องยากเพราะสะเดาเป็นไม้ที่ปลูกง่าย โตเร็ว วิธีการปลูกก็ไม่ยุ่งยากนักเพียงแต่ผู้ปลูกจะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์เป็นหลักว่าต้องการปลูกสะเดาเป็นพืชหลัก พืชรอง หรือต้องการปลูกสะเดาเป็นพืชหลัก พืชรองหรือต้องการปลูกเป็นไม้กันลม เพื่อกำหนดระยะปลูกให้เหมาะสม ระยะปลูกสะเดาที่กรมวิชาการเกษตรได้แนะนำไว้คือ 2×4 เมตร ซึ่งสามารถปรับระยะให้ห่างหรือถี่ตามความต้องการ โดยในช่วงแรกอาจจะปลูกระยะถี่ 1×2 เมตร หลังจากนั้น 3 ปี จึงทำการตัดสางต้น (ตัดต้นเว้นต้น) เพื่อปรับระยะปลูกให้ห่างมากขึ้น สำหรับการปลูกสะเดาไว้เก็บเมล็ดเพื่อทำสารกำจัดแมลงควรใช้ระยะห่างเพื่อให้สะเดาสามารถเจริญเติบโตเร็วและติดผลมากเพราะการปลูกสะเดาในระยะถี่จะทำให้สะเดามีการเจริญเติบโตทางด้านความสูงมากกว่าการขยายทางด้านกว้าง การปลูกระยะถี่จึงเหมาะกับการปลูกไว้เพื่อขายลำต้นเป็นไม้ก่อสร้างบ้านเรือน

    ส่วนเรื่องของการดูแลรักษานั้นเพียงแต่ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอสักปีละ 2 ครั้งก็พอ ซึ่งสะเดานั้นไม่จำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่มากเหมือนพืชชนิดอื่น แต่ในช่วงที่เป็นต้นกล้ามักจะมีแมลงมากัดกินใบจะต้องกำจัดแมลงด้วยการพ่นสารกำจัดแมลงชนิดดูดซึม

    สำหรับวิธีการขยายพันธุ์สะเดานั้น สามารถเลือกได้หลายวิธีเพราะสะเดาขยายพันธุ์ได้ง่ายทั้งวิธีการเพราะเมล็ด ติดตา ต่อกิ่ง ปักชำ แต่ส่วนใหญ่มักจะนิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดมากว่าเพราะสะดวกรวดเร็วได้จำนวนต้นมากและมีระบบรากแก้วทนแล้งได้ดีกว่า

    การให้ผลผลิตของสะเดา

    โดยธรรมชาติแล้วสะเดาจะมีการติดผลเพียงปีละหนเท่านั้น ซึ่งสะเดาที่ปลูกด้วยการเพาะเมล็ดจะเริ่มติดผลเมื่ออายุ 5 ปีขึ้นไป แต่สะเดาที่ขยายพันธุ์ด้วยการติดตาต่อกิ่งจะเริ่มติดผลเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุสูงขึ้น สะเดาที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไปจะมีผลผลิตประมาณ 10-50 กิโลกรัมต่อต้น แยกเป็นส่วนของเมล็ดได้ 5-8 กิโลกรัมต่อต้น ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยหลายประการประกอบกัน

    สะเดาแนวสวน ยั่งยืนในอนาคต

    ปีหนึ่งๆ ประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีสำหรับป้องกันกำจัดแมลงมีมูลค่าไม่น้อย การใช้สารสกัดสะเดาจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยทำให้ลดการใช้สารเคมีและยังช่วยให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง การปลูกสะเดาร่วมกับพืชปลูกจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับการปลูกพืชและทำสวนในยุคนี้เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์ในการป้องกันแมลงแล้วส่วนอื่นของสะเดายังสามารถสร้างรายได้ได้อีกด้วย หรือถ้าใครคิดอยากจะปลูกสะเดาเป็นพืชเดี่ยวเพื่อผลิตสารสกัดสะเดาเป็นการค้าก็สามารถทำได้ แต่ถ้าไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับปลูกสะเดา การรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อใช้พื้นที่ปลูกร่วมกันแล้วผลิตสารสกัดสะเดาก็น่าจะเป็นวิธีที่แก้ปัญหาตรงนี้ได้ ทั้งนี้การใช้สารสกัดสะเดาให้ได้ผลนั้นเกษตรกรควรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงวิธีการใช้ก่อนเพราะสารสกัดธรรมชาติมีจุดอ่อนในเรื่องของการสลายตัวได้ง่าย จึงต้องศึกษาวิธีใช้ให้เข้าใจเพื่อให้สารสกัดสะเดามีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดแมลงได้มากที่สุด

  • วิธีปลูกเงาะ พร้อมคำแนะนำในการขายเงาะ

    ต้นเงาะ
     

    เมื่อพูดถึงเงาะแล้วสิ่งที่เรานึกถึงคงเป็นรสชาติที่หวานชุ่มคอเนื้อกรอบนุ่มราคาไม่แพง รับประทานก็ง่ายไม่ยุ่งยาก ยิ่งถ้าได้แช่ให้เย็นฉ่ำด้วยล่ะก็ แค่คิดก็ชื่นใจแล้วใช่ไหมครับ และถ้าเอาไปขายก็ทำกำไรได้เรื่อยๆ ในวันนี้เรามาทำความรู้จักกับเงาะ และวิธีการปลูกเงาะกันให้ละเอียด จะได้รู้ถึงที่มาที่ไปว่ากว่าจะมาเป็นผลไม้ที่มีเปลือกสีแดง เนื้อในสีขาวรสหวานฉ่ำนี้ มีวิธีการปลูกอย่างไรกันบ้าง

    ก่อนอื่นก็ขอเกริ่นถึงเรื่องเงาะสักเล็กน้อย เงาะมีชื่อในภาษาอังกฤษคือ Rambutan และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Nephelium lappaceum Linn เงาะเป็นไม้ยืนต้น เป็นผลไม้เมืองร้อน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย และแพร่ขยายมาปลูกมาในประเทศไทยในภายหลัง เป็นผลไม้ที่สามารถเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีความชื้นสูง เงาะในประเทศไทยจึงนิยมปลูกในภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งสายพันธุ์ที่นิยมเพาะปลูกมากที่สุดก็ได้แก่ พันธุ์โรงเรียน หรือชื่อเรียกว่าอีกอย่าง คือ เงาะโรงเรียน และพันธุ์สีทอง พันธุ์สีชมพู เป็นต้น ส่วนสายพันธุ์อื่นๆ ก็มีปลูกกันอยู่บ้างตามพื้นที่ต่างๆ

    พันธุ์เงาะในปัจจุบัน มี 2 ชนิด คือ เงาะติดกับเงาะล่อน เงาะติดคือเงาะที่มีเนื้อติดกับส่วนของเมล็ด มักมีรสเปรี้ยวไม่นิยมรับประทานหรือปลูกเพื่อจำหน่าย อีกชนิดหนึ่งคือเงาะล่อน ซึ่งเนื้อของเงาะจะล่อนสามารถแยกออกจากเมล็ดโดยง่าย เงาะล่อนจะมีหลายสายพันธุ์ส่วนมากจะมีรสหวานอร่อย คนจะนิยมรับประทานเงาะล่อนมากกว่าเงาะติด

    ลักษณะ และคุณสมบัติของเงาะสายพันธุ์ที่นิยมปลูก

    1. เงาะโรงเรียน ปลูกง่ายผลดกเมื่อสุกเปลือกจะมีสีแดงเข้มปลายขนจะมีสีเขียว เปลือกบางเนื้อหนาแห้ง เม็ดล่อน เนื้อกรอบรสหวานแหลม สามารถเก็บได้นาน เป็นเงาะที่นิยมรับประทาน และปลูกกันมาก เป็นที่ต้องการของตลาด ที่ขึ้นชื่อที่สุดก็คือเงาะโรงเรียนของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

    2. เงาะเจ๊ะมง ใบจะใหญ่ปลูกยากแต่ผลจะงามมาก สีแดงสดสวย เนื้อหวานกรอบไม่แฉะ มีลูกน้อยผลไม่ดก นิยมปลูกกันมากทางภาคใต้

    3. เงาะสีชมพู เป็นพันธุ์ที่มีขนาดผลใหญ่ เมื่อสุกจะมีเปลือกและขนเป็นสีชมพูสด เนื้อผลจะเหนียวหนาฉ่ำน้ำ แต่เปลือกบางช้ำง่ายไม่ทนต่อการขนส่ง ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ นิยมปลูกกันมากในภาคตะวันออก

    นอกจากนั้นก็ยังมีพันธุ์สีทอง พันธุ์น้ำตาลกรวด พันธุ์ปีนัง พันธุ์ตาวี เงาะบางยี่ขัน ซึ่งไม่นิยมปลูกทำเลที่เหมาะในการทำสวนเงาะคือที่มีดินร่วนปนทราย และที่สำคัญคือมีปริมาณน้ำฝนมาก เพราะเงาะเป็นพืชที่ต้องการความชื้นในอากาศมากเป็นพิเศษ ซึ่งจะช่วยในการออกดอกติดผล ทำให้เงาะมีผลผลิตมาก

    วิธีการปลูกเงาะทำอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ

    1. วิธีการขุดหลุมปลูก การปลูกวิธีนี้เหมาะกับพื้นที่ซึ่งไม่มีการวางระบบน้ำไว้ก่อนปลูก วิธีนี้จะให้ดินในหลุมเป็นตัวเก็บกักความชื้น ควรขุดหลุมกว้างประมาณ 80 เซนติเมตร ลึก 60 เซนติเมตร ตากแดดทิ้งไว้หนึ่งสัปดาห์ ใช้หญ้าแห้งรองก้นหลุมใส่ปุ๋ยแล้วนำเงาะลงได้ หากมีปุ๋ยคอก เช่น มูลโค กระบือ หรือปุ๋ยดินฟอสเฟต ให้ใส่รองก้นหลุมก็จะดียิ่งขึ้น

    2. ปลูกแบบไม่ต้องขุดหลุม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การปลูกแบบนั่งแท่น หรือยกโคก วิธีนี้เหมาะกับพื้นที่มีฝนตกชุก วิธีนี้จะสามารถทำการระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ขังโคนต้นแต่ต้องมีการวางระบบน้ำไว้ก่อน เงาะจะเจริญเติบโตได้เร็วกว่าการปลูกในหลุม

    ทั้งนี้จุดเน้นที่สำคัญในการปลูกเงาะ คือ ควรใช้ต้นกล้าที่มีระบบรากดี ไม่ขดงอในถุง แต่ถ้าจะใช้ต้นกล้าขนาดใหญ่ก็ให้ตัดดิน และรากที่ขดหรือพันตรงก้นถุงออก

    ระยะห่างการปลูกเงาะ

    ระยะห่างการปลูกเงาะเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี ควรมีระยะห่างระหว่างต้นอย่างน้อยที่สุดคือ 12 เมตร แต่ระยะที่เหมาะสมจริงๆ ควรอยู่ที่ 16 เมตร เพราะเงาะจะได้แผ่กิ่งก้านสาขาได้อย่างเต็มที่ ในสวนหนึ่งไร่จะปลูกเงาะได้ราว 9-16 ต้นเท่านั้น และต้องคอยตัดแต่งกิ่งไม่ให้ทรงพุ่มชนและบังแสงกัน สำหรับสวนที่ใช้เครื่องจักรกลแทนแรงงาน ควรเว้นระยะระหว่างแถวให้ห่างพอที่เครื่องจักรกลจะเข้าไปทำงาน แต่ให้ระยะระหว่างต้นชิดขึ้น

    การดูแลรักษา

    การดูแลรักษา ต้องให้น้ำเงาะสม่ำเสมอ แล้วงดน้ำในช่วงปลายฝน เงาะที่ต้นสมบูรณ์เมื่อผ่านสภาพขาดน้ำติดต่อกัน ประมาณ 20-30 วัน จะแสดงอาการขาดน้ำโดยใบจะห่อ ให้กระตุ้นการออกดอกด้วยการให้น้ำในปริมาณมากเต็มที่ ก่อนหยุดให้น้ำอีกประมาณ 10 วัน เมื่อพบว่าตายอดเริ่มพัฒนาเป็นดอก ก็เริ่มให้น้ำอีกครั้งเพื่อเร่งการพัฒนาของดอก

    แต่ถ้าหลังจากให้น้ำแล้วตายอดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเขียว แสดงว่าให้น้ำมากเกินไป ถ้าตายอดพัฒนากลายเป็นใบ ต้องหยุดให้น้ำปล่อยให้ต้นเงาะขาดน้ำอีกครั้ง ถ้าตาดอกเปลี่ยนสีจากสีน้ำตาลอมเขียวกลายเป็นสีน้ำตาลทองก็เริ่มให้น้ำอีกครั้ง จากนั้นเมื่อต้นเงาะแทงช่อดอกและติดผลแล้ว ให้รดน้ำอย่างสม่ำเสมอ

    การบำรุงรักษาต้องคอยกำจัดหญ้า และใส่ปุ๋ย โดยเฉพาะเมื่อเงาะออกดอกแล้ว และหลังจากการเก็บเกี่ยว และเมื่อทำการเก็บเกี่ยวแล้วต้องมีการตัดแต่งกิ่งเงาะทุกครั้ง โดยตัดกิ่งเล็กๆ ออกทิ้ง เหลือไว้แต่กิ่งใหญ่

    สรุปการปลูกเงาะ

    จะเห็นได้ว่าการปลูก และวิธีการดูแลเงาะนั้นไม่ได้ยากอย่างที่หลายๆ ท่านคิดเลยครับ สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแต่เราหมั่นขยันดูแลเอาใจใส่ในงานของเราเพียงเท่านี้ ไม่ว่าการจะลงมือทำ หรือปลูกพืชชนิดใดก็แล้วแต่จะต้องสำเร็จได้อย่างแน่นอนครับ

    เงาะ

    การขายเงาะ

    สำหรับเงาะเนี่ยจะให้ผลผลิตปีละครั้ง เริ่มเก็บผลผลิตได้ช่วงปลายเดือนมีนาคม การปลูกเงาะมีเยอะในจังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด สำหรับในภาคใต้ต้องรอเดือนกรกฎาคมถึงจะเริ่มเก็บผลผลิตได้

    ราคาเงาะตอนออกจากสวนจะเป็นราคาที่ถูกที่สุด พอออกจากสวนแล้วก็มาวางขายที่ตลาดขายส่ง ราคาก็เขยิบขึ้นมานิดหน่อย และราคาจะแพงสุดเมื่อนำไปวางขายปลีก ซึ่งราคาเงาะที่ขายก็แล้วแต่พื้นที่ครับ

    สำหรับการขายเงาะนั้นนะครับ เงาะก็ถือได้ว่าเป็นผลไม้ที่มีคนทานเยอะ เรียกได้ว่าเอาไปวางขาย ยังไงก็ต้องมีคนซื้อ แต่การขายเงาะจะเหนื่อยหน่อย เพราะเราต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปขายเงาะ เพราะส่วนใหญ่คนจะมาซื้อเงาะที่ตลาดตอนเช้าๆ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็ทำให้เรามีเงินได้ครับ ชีวิตขายผลไม้ของพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ขายแบบสบายๆ ส่วนใหญ่จะเหน็ดเหนื่อย เหมาะสำหรับคนขยัน ไม่เกี่ยงความลำบาก แต่อาชีพขายเงาะก็ทำให้หลายๆ คนมีเงินจำนวนมากเข้าขั้นคนรวยมาแล้ว

error: Content is protected !!