Category: การงาน

  • Clickbank คืออะไร และวิธีการสมัคร Clickbank

    หลายท่านอาจจะยังไม่รู้จักเว็บไซด์ชื่อดังอย่าง clickbank.com ว่าเว็บ Clickbank คืออะไร แต่กับท่านที่หาเงินออนไลน์อยู่ส่วนใหญ่แล้วจะรู้จักกับเว็บ Clickbank ได้เป็นอย่างดี แต่ถ้ายังไม่รู้จัก ไม่เป็นไรครับ วันนี้ผมจะมาแนะนำการหารายได้กับเว็บไซด์ Clickbank ที่มีมูลค่าการซื้อขายสินค้ากันถึงปีละ 1,800 ล้านบาท นี้อย่างหมดเปลือก

    เว็บไซด์ Clickbank เป็นเว็บไซด์ที่รวบรวมสินค้าประเภท E-Book (หนังสือออนไลน์) ที่สามารถ Download ไปอ่านได้ทันทีหลังจากที่จ่ายเงินครับ สินค้าที่ซื้อไปอ่านกันส่วนใหญ่จะเป็นแนว ๆ how to ครับ เช่น ทำอย่างไรถึงจะทำอย่างงั้นอย่างนี้ได้ ทำอย่างไรถึงจะรวย ทำอย่างไรถึงจะลดความอ้วน และอื่น ๆ และเราจะสร้างรายได้กับมันได้อย่างไร แล้วท่านจะรู้ว่ามันง่ายมาก ๆ

    ก่อนอื่นท่านต้องสมัครเป็นตัวแทนการขายสินค้ากับทาง Clickbank ก่อน จากนั้นท่านจึงจะสามารถนำสินค้าใน Clickbank มาโปรโมท และรับค่าคอมมิชชั่นได้ครับ ท่านไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าจาก Clickbank มาทำการสต็อกไว้ที่บ้าน หน้าที่ของท่านแค่เอาสินค้าไปโปรโมท หากมีคนคลิกลิ้งค์ที่ท่านโปรโมท และทำการซื้อสินค้านั้นท่านก็จะได้รับค่าคอมมิชชั่น ซึ่งลิ้งค์นี้สามารถเก็บข้อมูลลูกค้าได้ถึง 90 วัน ฉะนั้นแม้ว่าลูกค้าคนนั้น ๆ จะกดซื้อทีหลังภายใน 90 วัน ค่าคอมมิชชั่นก็ยังเป็นของเราครับ

    ตัวเลขเงินดอลล่าร์ด้านขวาของเว็บที่มันวิ่งอยู่ตลอดเวลาที่เขียนว่า Client Earnings Paid Out อันนี้คือเงินที่เค้าจ่ายให้กับทางสมาชิกที่ขายสินค้าได้ครับ

    Clickbank จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกค้าที่ซื้อสินค้ามาจากเรา

    เป็นคำถามที่ดีครับ ทาง Clickbank จะมีลิงค์ที่มี ID ของท่านอยู่ในลิงค์นั้น จึงทำให้ Clickbank รู้ว่าลูกค้ามาจากการโปรโมทของท่าน และจ่ายเงินให้ถูกคน ลิงค์นี้เรียกว่า Affiliate Link ส่วนข้อดีของ Clickbank ก็คือ ท่านจะได้รับค่าคอมมิชชั่นมากถึง 75% ของราคาที่ขาย มากสุดเลยใช่มั้ยครับ สินค้าตัวหนึ่งราคาประมาณ $10 – $100 หรือบางตัวราคามากกว่านั้น หากขายได้วันละชิ้นสองชิ้นก็พอกินอยู่ครับ

    สินค้าของ Clickbank มีคุณภาพมากครับ ตัวอย่างเช่น Ebook ต่าง ๆ ที่มักจะสอนเรื่องที่น่าสนใจ และเป็นความรู้ที่ดีมากเลยทีเดียว และยังมีพวกการสอนต่าง ๆ เช่น สอนการเล่นกีต้าร์ เปียโน ไวโอลิน นับว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจมาก ๆ เลยนะครับ สำหรับท่านที่กำลังมองหาช่องทางการเพิ่มรายได้อยู่ และไม่มีต้นทุนพอที่จะลงทุน ผมแนะนำว่าให้ท่าน เปิด Blog free ที่มีบริการเยอะแยะ และนำเอาสินค้าจาก Clickbank มาโปรโมท อันนี้ก็เป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจนะครับ

    Clickbank จะจ่ายเงินเป็นเช็คใน 3 ใบแรกครับ แต่หากเป็นการจ่ายเงินครั้งที่ 4 ขึ้นไป ท่านสามารถเลือกรับแบบโอนเข้าบัญชีโดยตรงได้เลย มันสุดยอดจริง ๆ ครับ การจ่ายเงินของ Clickbank จะจ่ายทุกวันที่ 1 และ 16 ของแต่ละเดือนครับ ใครที่อยากได้รายได้เพิ่ม ลองทำดูก็ไม่เสียหายอะไรครับ

    การสมัคร Clickbank

    1.ไปที่เว็บ www.clickbank.com
    2.เมื่อเข้ามาแล้ว จะพบกับตัวอย่างดังรูป และคลิ้กที่ปุ่ม Sign Up ด้านบน เพื่อทำการสมัครสมาชิก
    3.กรอกรายละเอียดดังต่อไปนี้ (กรอกเป็นภาษาอังกฤษนะครับ)

    Country เลือกประเทศ ใครอยู่ประเทศไหนใส่ลงไปเลยนะครับ
    Payee Name ชื่อผู้รับเช็ค กรอกชื่อและนามสกุลของเรา
    Street ที่อยู่เราครับ บ้านเลขที่ ถนน ตรอกซอย
    Suite or Apt หากไม่มีไม่ต้องกรอกครับ ช่องนี้ไม่จำเป็นต้องกรอกก็ได้ครับ
    City ใส่อำเภอ หรือเขตลงไปครับ
    State/Province ใส่ชื่อจังหวัดครับ
    Zip/Post Code รหัสไปรษณีย์ครับ

    How can we contact you? แปลได้ว่า พวกเราจะสามารถติดต่อคุณได้อย่างไร
    Your first name ชื่อจริง
    Your last name นามสกุล
    Your email address (example: joe@aol.com) ใส่อีเมลล์ที่ติดต่อได้ของคุณ
    Email address confirmation ใสอีเมลล์อันเดิมไปอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำการยืนยัน
    Email Format ให้ติ้กเลือก HTML
    Your preferred language เลือก English หรือบางท่านมีทักษะภาษาอื่นมากกว่าภาษาอังกฤษก็เลือกในช่องนั้นครับ
    Your phone number ใส่เบอร์โทรของคุณครับ เช่น 089-999-9999
    Address of your Web site ใส่เว็บไซต์ของคุณ ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่ก็ได้ครับ

    Select an account nickname for your new account ตั้งชื่อ account ของคุณ ชื่อที่ตั้งประกอบด้วย 5-10 ตัวมีอักษรและตัวเลขปนกันได้ครับ

    Check here to receive targeted, account specific promotions from ClickBank via email ติ้กเลือกที่ช่องว่างหากต้องการรับข้อมูลข่าวสารจากทาง ClickBank

    อ่านเงื่อนไขและข้อตกลงทั้งหมดของทาง ClickBank แล้วติ้กที่ช่อง
    I have read and agree to the terms and conditions แล้วกด Submit

    4.เมื่อสมัครเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีอีเมล์ส่งมาถึงเรา ให้เปิดอีเมล์เพื่อทำการยืนยัน Confirmation Code แล้วคลิกลิ้งค์ที่ทางเว็บ ClickBank ส่งมาให้เพื่อที่จะทำการกรอก Confirmation Code
    5.ตอนนี้ก็ถือได้ว่าเราเป็นสมาชิกเต็มตัวแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็กลับมา Log in ที่เว็บ clickbank.com เพื่อเข้าไปตั้งค่าการรับเงิน เมื่อ Log in เข้าไปแล้ว ให้เข้าไปที่ Account Settings และเลือก Payment Information เป็นการเลือกว่าจะรับเงินเมื่อยอดเงินคุณถึงเท่าไหร่

    แนะนำว่าให้เลือกตั้งแต่ 100$ ขึ้นไปดีกว่าครับ เผื่อค่าธรรมเนียมอีกราว ๆ 200 บาท ในการรับเงินที่จะได้รับเป็นเช็คครับ

    ก็เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนสำหรับการสมัคร Clickbank แล้วนะครับ

    Affiliates กับ Vendors ต่างกันอย่างไร

    เมื่อเราเข้าไปในหน้าเว็บของ clickbank.com เราจะพบกับคำว่า Affiliates และคำว่า Vendors อาจจะยังมีหลายท่านที่ยังสงสัยอยู่ว่า 2 คำนี้ ความหมายจริง ๆ คืออะไร หรือต่างกันอย่างไร เรามาเริ่มกันเลยนะครับ

    Vendors คือ ผู้ที่นำสินค้ามาขาย โดยอาศัย Clickbank เป็นเว็บกลางที่นำสินค้ามาวางขายเท่านั้น เหมือนเราไปขอเช่าที่ขายเสื้อผ้าที่สวนจตุจักรน่ะครับ เราก็จ่ยค่าที่ให้เค้าไป ความหมายใกล้เคียงกัน ซึ่งผู้ที่จะนำสินค้ามาวางขายที่ clickbank ได้ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมประมาณ $49.95 หรือประมาณ 1,500 บาท ข้อดีของการเป็น Vendors ก็คือ คุณเพียงแค่นำสินค้ามาวางขายที่ Clickbank ต่อจากนั้นจะมีคนนำสินค้าของคุณไปโปรโมตให้ครับ เมื่อเค้าขายได้ เค้าจะได้เงินตามเปอร์เซ็นต์ที่คุณกำหนดไป ส่วนคุณก็รับเงินส่วนที่เหลือมา win-win ทั้งคู่ เท่านั้นเองไม่ยากครับ แต่จะมีผู้นำสินค้าของคุณไปโปรโมตมากหรือน้อย ก็ต้องขึ้นอยู่กับสินค้าของคุณว่าดูน่าสนใจแค่ไหน หรือสามารถทำประโยชน์ให้กับที่ซื้อไปมากแค่ไหน ถ้าองค์ประกอบอะไร ๆ ลงตัว ก็จะมีคนแห่กันไปช่วยโปรโมตสินค้าตัวนั้น ๆ ตามกันไป จนสินค้าของคุณถึงขั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยครับ

    Affiliates คือ ผู้ที่นำสินค้าที่มีผู้นำมาวางขายที่ Clickbank ไปโปรโมตอีกที ตัวอย่างก็อย่างพวกเราที่ได้ไปสมัครไว้เพื่อที่จะหาเงินกับทาง Clickbank ซึ่งค่าคอมมิชชั่นที่เราจะได้รับก็ล่อตาล่อใจมากทีเดียว ซึ่งทาง Vendors ของสินค้าบางตัวใจดีให้ค่าคอมมิชชั่นถึง 75% นั่นคือถ้าสินค้าราคา $50 เราจะได้รับเงินกลับมาถึง $40 เลยทีเดียว วันนึงขายได้ 1 ชิ้นก็สบายไปทั้งวันเลยครับ แต่ค่าคอมมิชชั่นที่เราจะได้รับจากทาง Vendors แต่ละสินค้าจะจ่ายเปอร์เซ็นต์ไม่เท่ากัน ซึ่งเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะนำสินค้าตัวใดไปขาย โดยอาจจะเลือกจากทาง Vendors ที่ให้ค่าคอมมิชชั่นเราสูง ๆ ไว้ก่อนครับ

  • การเตรียมตัวไปสมัครงาน

    แน่นอนว่าในสังคม ย่อมมีทั้งองค์กรที่ดีและไม่ดี ซึ่งเราก็ต้องเลือกทำงานในองค์กรที่ดีและมีความมั่นคง ซึ่งการที่จะเลือกทำงานในองค์กรเล็ก หรือใหญ่ก็แตกต่างกันไปตามความชอบของ แต่ละคน

    แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องเลือกองค์กรที่ดูดีและมีอนาคต เพราะเราเองก็ไม่ใช่คนรวยมาจากไหน จะมานั่งทำงานงก ๆ ให้กับบริษัทที่ไม่มีอนาคตก็กะไรอยู่ ลักษณะขององค์กรที่ดูดีและมีอนาคต ก็อย่างเช่น มีโบนัส สวัสดิการ มีการเลื่อนตำแหน่งมากกว่าที่จะประกาศรับสมัครคนใหม่ มีการขึ้นเงินเดือนทุกปี ผลประกอบ การของบริษัทดี อยู่ในเชิงบวกทุกปี ซึ่งบริษัทดังที่กล่าวมานี้ เรียกได้ว่า เป็นบริษัทที่ควรค่าแก่การทำงาน

    บริษัทที่เราควรจะหลีกเลี่ยงก็อย่างเช่น บริษัทที่ไม่มีสวัสดิการ จ่ายโบนัสน้อย ผลประกอบการรายปียํ่าแย่ เจ้านายไม่มีเหตุผล ทำงานไม่เป็นระบบระเบียบ ซึ่งหากว่าเราเจอบริษัทประเภทนี้ก็ควร จะหลีกหนีให้ไกล

    ดังนั้นก่อนที่จะสมัครงาน ควรจะศึกษาให้ดีว่าบริษัทที่เรากำลังจะเข้าทำงานเป็นอย่างไร ซึ่งอาจจะสอบถามจากบุคคลใกล้เคียง หรือค้นหาจากทางเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ต

    ลักษณะขององค์กรแบบต่าง ๆ

    ก่อนที่จะเลือกสมัครงาน เราควรที่จะรู้ลักษณะขององค์กร ก่อนว่ามีลักษณะอย่างไรบ้าง ซึ่งองค์กรหรือว่าบริษัทต่าง ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่หนีไปจากลักษณะทั้ง 4 ประเภทนี้

    1. แบบดั้งเติม องค์กรเป็นแบบล้าสมัย องค์กรแบบนี้เป็นองค์กรที่เราจะต้องทำงานให้เขาเจริญรุ่งเรืองจริง ๆ เพราะว่าเขามักจะคิดว่าเขาให้เงินเดือนเราพอแล้ว เลยไม่ค่อยให้อะไรมากนัก

    2. แบบใหม่ เป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อองค์กรอย่างแท้จริง ซึ่งเราอาจจะต้องทำงานหนัก เพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าตอบแทนสูง ซึ่งจะใช้เงินตามผลงานของเรา แน่นอนว่าหากว่าเราทำผลงานได้ดี ทำงานเก่งก็ย่อมจะได้เงินตอบแทนที่ค่อนข้างคุ้มค่า

    3. แบบครอบครัว การบริหารแบบนี้อาจจะทำให้เรารู้สืกอึดอัด เพราะเป็นการทำธุรกิจแบบพ่อปกครองลูก เราอาจจะรู้สึกมีอิสระในการทำงานได้อย่างไม่เต็มที่ เท่าไหร่นัก

    4. แบบพวกไฟแรง เป็นองค์กรหรือบริษัฑที่มีการแข่งขันสูง เราจะต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากว่าเราไม่กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา เราอาจจะอยู่ไม่ได้ แต่หากว่าเราเป็นคนไม่ค่อยอยู่นิ่ง องค์กรแบบนี้ก็น่าจะเหมาะสมกับเรา

    แต่ละคนก็ชอบองค์กรหรือว่าบริษัทในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งหากว่าเราค้นหาเจอว่าเราชอบแบบไหน ก็สามารถที่จะเลือกสมัครงานได้ตามองค์กรที่เราต้องการ

    ความเขัากันไดัระหว่างองค์กรกับตัวเรา

    แน่นอนว่าเมื่อเราเข้าไปทำงานในบริษัทใหม่ ๆ เราจำเป็นจะต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานดังกล่าว เพื่อที่เราจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยิ่งเราปรับตัวได้เร็วเท่าไหร่ จะยิ่งทำให้ เราสามารถแสดงความสามารถที่แท้จริงของเราออกได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น

    เมื่อเราเข้ามาทำงานแล้ว เราจะต้องทราบว่าองค์กรที่เราทำงานด้วยนั้นมีเป้าหมาย และการดำเนินงานอย่างไร งานของเราจะต้องติดต่อสื่อสารกับใครบ้าง ขอบข่ายงานของเรามีแค่ไหน หากมีปัญหาเกิดขึ้นใครจะเป็นคนที่ให้คำปรึกษาเราได้เป็นคนแรก แน่นอนว่าเราจะต้องรู้ลำดับขั้นตอนการทำงาน และการบริหารด้วย ซึ่งเมื่อเรารู้คร่าวๆ แล้ว เราก็สามารถที่จะปรับตัวเข้ากับการทำงาน ซึ่งเราจะทำได้ดีแค่ไหน เราก็ต้องถามตัวเองว่า เรามีความสามารถแค่ไหน

    ความเหมาะสมของบริษัท ตัวเรา และตำแหน่งงาน

    ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นจะไม่มีความหมายเลย หากว่าเราไม่มีความเหมาะสมกับงานและบริษัท ซึ่งแน่นอนว่าธรรมชาติของแต่ละคนย่อมจะแตกต่างกัน เราอาจจะแปลกใจว่าทำไมคุณสมรศรีถึงมีความอดทนในการทำงานในองค์กรแบบโบรํ่าโบราณ ในตำแหน่งงานที่น่าเบื่อ ซึ่งหากมองในมุมของคุณสมรศรีเขาอาจจะชอบความเรียบง่าย แต่มั่นคงนี้ก็เป็นได้

  • วิธีการเป็นนักเขียนให้ประสบความสำเร็จ

    รวยด้วยการเป็นนักเขียน
     

    ไม่ยากถ้าอยากเป็นนักเขียน

    เพื่อนๆ หลายๆ คนอาจจะเคยมีความคิดอยากจะเขียนหนังสือขึ้นมาสักเล่มแบบที่วางขายกันทั่วไป แต่ก็มีคำถามว่าไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไง แบบไหน และเขียนแล้วจะเอาไปขายใคร และเราเป็นเพียงแค่นักเขียนอิสระคนหนึ่ง ยังไม่มีชื่อเสียงอะไร และที่สำคัญงานเขียนหนังสือนั้นจะสามารถทำให้เรารวยได้หรือเปล่า? ถ้าอย่างงั้น ลองอ่านบทความเกี่ยวกับ “รวยด้วยงานเขียน” ในเว็บ Millionaire Academy นี้ดู แล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิดไว้ครับ

    ถ้ามองถึงการทำอาชีพนักเขียนที่ทำหนังสือขาย หลายคนอาจจะมองว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ยากกว่าอาชีพอื่นๆ เนื่องจากต้องมีความรัก มีทักษะ ความชำนาญในการเขียน จึงจะสามารถทำได้ โดยเชื่อว่าเป็นอาชีพเฉพาะทาง แต่ในความเป็นจริง ถ้าเรามองอย่างง่ายๆ ว่า เพียงแค่คุณรู้จริงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และคุณสามารถพูดให้คนทั่วไปฟังแล้วสื่อสารกันเข้าใจได้ คุณก็เพียงเปลี่ยนการเล่าจากการส่งเสียง เปลี่ยนเป็นตัวอักษร จัดองค์ประกอบเนื้อหา เขียนให้คำสะกดให้ถูกต้อง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเขียนหนังสือเป็นเล่มออกมาขายได้แล้ว

    งานเขียนนั้นก็ถือได้ว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยศาสตร์และศิลป์ (บางครั้งคนเขียนหนังสือส่วนใหญ่ออกจะดูติสๆ หน่อยครับ) เราต้องเรียนรู้สองสิ่งนี้ไปควบคู่กัน แต่นอกจากสองสิ่งที่กล่าวมาแล้วนั้น พื้นฐานสำคัญในการเขียนหนังสือก็คือ “การอ่าน” ยิ่งเราได้มีโอกาสอ่านหนังสือมากเท่าไร เราก็สามารถที่จะเขียนได้ดีเท่านั้น เพราะอะไร เพราะเราจะไเด้มีข้อมูลที่กลั่นกรองออกมาที่จะเขียน และการอ่านนี้แหล่ะเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้หลายๆ คนปรารถนาอยากเป็นนักเขียน

    ยกตัวอย่างเช่น พี่จุ้ย (ศุ บุญเลี้ยง) เค้าเป็นนักร้องชื่อดังระดับประเทศที่น้อยคนไม่รู้จัก และในอีกมุมหนึ่งเค้าก็เป็นนักเขียนชื่อดัง ซึ่งก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รวยด้วยงานเขียน จริงๆ ไม่ว่าหนังสือจะออกมากี่เล่มต่อกี่เล่ม ก็มีแฟน ๆ ของเค้าตามซื้อตามอ่านกันจนต้องพิมพ์เพิ่มอีกหลายๆ ครั้ง พี่จุ้ยเคยเขียนบทความไว้ชิ้นหนึ่งที่นิตยสารไรเตอร์ฯ เมื่อนานมาแล้วว่า “นักเขียนไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนเขียนเก่ง แต่จำเป็นจะต้องเป็นนักอ่านที่ดี” เพียงเท่านี้ก็พอจะมองภาพรวมในการเป็นนักเขียนออกแล้วว่าการอ่านนั้นมีประโยชน์มากมายขนาดไหน

    แล้วขั้นแรกเราจะต้องเริ่มอย่างไรละ? โดยพื้นฐานของนักเขียนเกือบจะทุกคนนั้นมักจะมีนิสัยที่ชอบเขียน และชอบจดบันทึกอยู่แล้วเวลาไปเจอเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต หรือท่องเที่ยวเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ อาจจะเขียนทุกวันหรือเขียนวันเว้นวัน หรือตามที่ใจอยากเขียนก็แล้วแต่ แต่อย่างไงก็ต้องเขียน ถ้าใครอยากเป็นนักเขียนอย่าละเลยกับการเขียนบันทึกประจำวันเสียละครับ เพราะการเขียนบันทึกประจำวันนั้นนอกจากจะทำให้เราฝึกเขียนแล้ว ยังฝึกให้เราสามารถจดจำสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย และตรงนี้นี่เองเมื่อเวลาผ่านไป หากเราจะหาข้อมูลหรืออยากจะหาเรื่องมาเขียน ไม่ว่ากำลังเขียนอะไรอยู่ เราสามารถย้อนกลับมาอ่านสิ่งที่เราเขียนบันทึกเอาไว้เป็นไอเดีย หรือเนื้อเรื่องประกอบการเขียนได้

    อาชีพไหนเหมาะแก่การเขียนหนังสือขาย

    หลายคนอาจตั้งคำถามอีกว่า แล้วจะเขียนเรื่องอะไร หรือออกตัวก่อนว่าเขียนไม่เป็นหรอก นิยาย เรื่องสั้น บทละคร ซึ่งจริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลยครับ งานประจำที่คุณทำอยู่ เช่น ครู ทหาร ตำรวจ หมอ พยาบาล พนักงานธนาคาร พนักงานบริษัท คนงานโรงงาน คนรับจ้างทั่วไป เกษตรกร และอาชีพอื่นๆ คุณสามารถเอาอาชีพของคุณนั้น มาเขียนหนังสือเพื่อสร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้ทั้งนั้น

    เช่น ถ้าคุณเป็นพนักงานบริษัทแผนกบุคคล คุณก็สามารถเขียนเรื่องเทคนิคการสมัคร และสอบสัมภาษณ์ได้ หรือถ้าคุณทำสวน ทำไร่ คุณก็สามารถเอาเคล็ดลับ เช่น วิธีการปลูกพืช การเพิ่มผลผลิตให้ดก การใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ หรือถ้าคุณทำอาชีพอสังหาริมทรัพย์ คุณก็เอาประสบการณ์มาเขียนเล่าเรื่องเทคนิคต่างๆ เช่น การเลือกทำเล การหาผู้รับเหมา การตรวจงาน หรืออีกตัวอย่างที่กำลังฮอตฮิตในตลาดหนังสือขณะนี้ คือถ้าคุณเป็นนักลงทุน คุณก็เอาเทคนิคการลงทุนมาเขียนได้ หนังสือขายดีในร้านหนังสือขนาดใหญ่ ล้วนเป็นหนังสือแนวประเภทนี้ทั้งนั้น ยิ่งเกิดจากประสบการณ์ที่ในสายงานนั้นๆ หรือในเรื่องราวนั้นๆ ยิ่งจะมีคนติดตามอ่านมาก

    เพียงคุณรู้เคล็ดลับ หรือเทคนิคบางประการว่า ก่อนที่จะเขียนหนังสือ คุณแค่ลองตั้งคำถามกับตัวคุณก่อนว่า เขียนเพื่อให้ใครอ่าน ทำไมเขาถึงต้องการอ่านเรื่องที่คุณเขียน ถ้าคุณตอบโจทย์ทั้ง 2 ข้อนี้ได้ชัดเจนในสาระสำคัญ เพียงแค่ปรับการดำเนินเรื่องให้กลุ่มคนอ่านที่คุณประเมิน หรือวิเคราะห์จากหลักการทั้งสองประการข้างต้น ให้เขียนออกมาให้น่าอ่าน ให้น่าสนใจ เพียงเท่านี้หนังสือของคุณก็สามารถโลดแล่นอยู่ในชั้นวางหนังสือ หรืออาจขึ้นชั้นหนังสือขายดีก็ได้ใครจะไปรู้ ถึงตรงนี้ สรุปได้เลยว่า ทุกสาขาอาชีพสามารถเอาความรู้ และประสบการณ์มาเขียนเป็นหนังสือได้ทั้งนั้น

    คุณสมบัติที่นักเขียนควรมี

    ถ้าคุณต้องการสร้างรายได้จากการเขียนหนังสือขาย เป็นช่องทางเป็นรายได้เสริม หรือต้องการที่จะพัฒนาเป็นรายได้ประจำในอนาคต คุณสมบัติหลัก และสำคัญมากที่นักเขียนต้องมีก็คือ ชอบบันทึก ค้นคว้า สังเกต วิเคราะห์ และชอบอ่าน นอกจากนั้น คุณสมบัติที่เรียกว่ามีความเป็นมืออาชีพ คุณต้องมีไหวพริบในการมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เพราะงานเขียนของคุณจะมีเสน่ห์มาก ถ้าคุณเขียนเรื่องธรรมดาๆ ในสิ่งที่ทุกคนมองข้าม หรือไม่ฉุกคิด ออกมานำเสนอได้ เรื่องแบบนี้โดยธรรมชาติผู้คนทั่วไปส่วนใหญ่จะชอบกัน เพราะใกล้ตัวแต่ลืมคิด

    คุณสมบัติเด่นๆ ที่ควรเตรียมตัวกับการเป็นนักเขียน คือ ควรพกสมุด ปากกา อยู่ใกล้มือตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่เจอประเด็นที่น่าสนใจ หรือไอเดียที่น่าวนใจ ก็ให้รีบจดบันทึกทันที เพราะถ้าปล่อยให้เนิ่นนานไปเราจะลืมเสียก่อน หรือเห็นชีวิตผู้คนนึกอะไรดีๆ ก็บันทึกเอาไว้ เข้าประชุมงานแล้วมีเรื่องน่าสนใจ ก็จดเอาไว้ เข้าไปในโลก Social Network แล้วมีเรื่องน่าสนใจ ก็จดเอาไว้ หรือแม้กระทั่งอ่านหนังสือ แล้วเจอประโยคเด็ดๆ ก็ควรจดเอาไว้ เพื่อไปประยุกต์ใช้ในงานเขียนของเรา หรือเอาไปต่อยอดกับงานเขียนของเรา

    ในโลกที่เทคโนโลยีล้ำสมัยบางครั้งโทรศัพท์มือถือของเราก็อาจทำหน้าที่แทนสมุด และปากกาได้ ทั้งถ่ายภาพ จดบันทึก หรือบันทึกเสียง เก็บไว้ได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ที่เราจะพลิกแพลงใช้ประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เช่นกัน

    สรุปนะครับว่าการเขียนบันทึกประจำวันนั้นมันไม่ได้เป็นการสูญเสียเวลาในชีวิตไปเปล่าๆ เลย ตรงกันข้ามกลับเป็นการฝึกเขียนชั้นดีเลยหล่ะครับ เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่ในหัวออกมาแปรเป็นตัวหนังสือ อาจจะลองเขียนแบบทำเป็นไดอารี่ออนไลน์ก็ได้ครับ หรือทำเป็น blog ที่ bloggang.com หรือที่ oknation.nationtv.tv/blog ก็ได้ เป็นการพิสูจน์ฝีมือในการเขียน โดยวัดจากผู้ที่ติดตามอ่านไดอารี่ออนไลน์ของเรา บางคนเขียนไดอารี่เล่นๆ แต่ปรากฎว่ามีคนเข้ามาอ่านมาก จนกระทั่งมีโฆษณามาขอลง ซึ่งบางคนก็สร้างเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากงานเขียนนี้ไป

    ครับ ก็ไม่ยากนะครับ ถ้าจะเริ่มต้นฝึกฝนงานเขียน ถ้าอยากเริ่ม ต้องลองดูเสียตั้งแต่วันนี้ครับ เวลาไม่เคยรอใครครับ

    ประเภทของงานเขียนมีอะไรบ้าง

    เมื่อเราเรียนรู้การเริ่มต้นที่จะเป็นนักเขียนแล้ว ขั้นต่อไปเราต้องเรียนรู้ก่อนว่าประเภทของงานเขียนนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นเรียกว่าอะไร และจะทำให้เรารู้ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งว่าเราถนัดอะไร

    มีนักเขียนหลายคนที่สามารถเขียนงานได้หลายประเภท ซึ่งนักเขียนเหล่านั้นมีความชำนาญกับการใช้ภาษาเป็นอย่างมาก เช่น ประชาคม ลุนาชัย นักเขียนอีกคนหนึ่งที่สามารถรวยด้วยงานเขียนของตน จากการเขียนหนังสือหลายแนว ทั้งเรื่องสั้น บทกวี นิยาย สารคดี บทความ และอัตชีวประวัติ

    ถ้าถามว่านักเขียนทั่วไปทำได้ไหม? ตอบได้ง่ายๆ เลยว่า ทำได้ ถ้าเราเรียนรู้ที่จะใช้ภาษามากพอ เคยมีคนถามนักต่อนักว่า งานเขียนประเภทไหนเขียนง่ายที่สุด ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะงานเขียนแต่ละประเภทก็มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภท คือ

    งานเขียนเรื่องสั้น เรื่องสั้นนั้นเป็นงานเขียน ที่นักเขียนหลายคนใช้เป็นก้าวแรกของการเป็นนักเขียน เพราะสั้นกระชับ วางพล๊อต หรือโครงเรื่องได้ง่ายกว่าแบบอื่น ทำให้สามารถควบคุมตัวละคร โครงเรื่อง แก่นเรื่องได้ง่าย

    งานเขียนนิยาย หรือนวนิยาย เป็นงานเขียนที่ยาว ต้องใช้เวลา และพลังในการเขียนค่อนข้างมาก ที่สำคัญต้องรู้จักที่จะวางพล๊อตเรื่อง หรือโครงเรื่องที่รัดกุมไม่ให้หลุดจากกรอบ หรือถึงหลุดจากกรอบ ก็สามารถควบคุมมันได้ ไม่ให้ไปไกลเกินกว่าที่วางพล๊อตไว้ตั้งแต่แรก

    งานเขียนบทกวี หรือบทกลอน จัดเป็นงานเขียนที่เรียกว่าง่ายก็ได้ หรือยากก็ได้ เพราะกลอน หรือกวีนั้นแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ กลอนเปล่า และกลอนฉันทลักษณ์ กลอนเปล่านั้นเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะไม่ต้องเกรง หรือกังวัลกับสัมผัสตามแบบแผนแบบกลอนฉันทลักษ์ที่เคยเล่าเรียนมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ต้องมีความชำนาญการใช้ภาษาคือ ต้องกระชับ รัดกุม

    งานเขียนบทความ,สารคดี,อัตชีวประวัติ งานเขียนทั้งสามประเภทนี้ เป็นงานเขียนที่นอกจากจะต้องใช้ความชำนาญในการใช้ภาษาแล้ว ยังต้องรู้จริงในสิ่งที่เขียนด้วย งานเขียนทั้งสามประเภทนี้ เป็นงานเขียนที่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งต่างจากงานเขียนข้อข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว

    นอกจากงานเขียนที่กล่าวมาแล้วนั้น แต่ละประเภทยังสามารถแยกย่อยลงไปได้อีก แต่ในเบื้องต้นยังไม่มีความจำเป็นต้องรู้ลึกเช่นนั้น เพียงแต่รู้ว่าหลักใหญ่ๆ ของประเภทงานเขียนนั้นมีอะไรบ้าง การชำนาญในการใช้ภาษานั้น สามารถทำให้เราเขียนงานได้หลายอย่าง และเมื่อเราชำนาญแล้ว เราก็สามารถรวยด้วยงานเขียนได้ไม่ต่างกับนักเขียนดังๆ เลย

    คำแนะนำในการเป็นนักเขียน

    สุจิปุลิ หัวใจของการเขียน

    คุณประภัสสร เสวิกุล นักเขียนอีกท่านที่รวยด้วยงานเขียน งานเขียนของท่านที่รู้จักกันดี คือ เวลาในขวดแก้ว,ลอดลายมังกร ฯลฯ นั้น ท่านเคยกล่าวไว้ว่า หัวใจหลักของการเป็นนักเขียนนั้น คือ สุ จิ ปุ ลิ คำทั้ง 4 คำนี้หมายถึง

    สุ ย่อมาจาก สุตตะ แปลว่า การฟัง
    จิ ย่อมาจาก จิตตะ แปลว่า การคิด
    ปุ ย่อมาจาก ปุจฉา แปลว่า การถาม
    ลิ ย่อมาจาก ลิขิต แปลว่า การเขียน

    กล่าวโดยสรุปแล้วคือ การจะเป็นนักเขียนที่ดีให้ได้นั้นต้องเป็นนักทั้ง 4 ที่ดีคือ นักฟังที่ดี ต้องตั้งใจฟังในสิ่งที่คนอื่นพูด เพราะการฟังมากก็ไม่ต่างกับการอ่าน แถมมีประโยชน์ต่องานเขียนเราเสียอีก มีประโยชน์อย่างไร? มีประโยชน์ตรงที่เราได้รับรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ เราได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสิ่งที่คนอื่นพบเจอมา (ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเท็จจริงหรือไม่ก็ตาม เพราะแน่นอนเมื่อฟังแล้วเราจะต้องไปสังเคาระห์กรองเอาความจริงเท็จออกจากกัน)

    นักคิดที่ดี ต้องคิดวิเคาะห์แยกแยะสิ่งที่ฟังนั้นออกมา กลั่นกรองว่าอะไรเป็นอะไรจริง ลวง เท็จ เราต้องแยกแยะออกให้ได้ ซึ่งตรงนี้ต่อไปจะเข้าสู่กระบวนการคิดพล๊อตเรื่อง ซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไปอีกที

    นักถามที่ดี แน่นอนสิ่งที่ได้ฟังมานั้น หลายสิ่งหลายอย่างเราไม่เคยพบเจอเลย เมื่อเราสงสัยในสิ่งนั้นๆ ควรจะถาม เพื่อให้รู้แจ้งในสิ่งที่ฟัง และการเป็นนักถามที่ดีนั้น มีประโยชน์ต่องานเขียนประเภทเขียนสารคดี เขียนบทความ หรือเขียนชีวประวัติบุคคล เพราะเราสามารถฝึกการตั้งคำถามที่ดี ที่ตรงจุด ที่ตรงประเด็นได้ นักเขียนที่ดี อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อเราผ่านทั้งสามคำมาเราก็เอามาเขียน ไม่ว่าจะเขียนบันทึก หรือสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ

    นักเขียนที่รวยด้วยงานเขียนหลายคนนั้นมีคำ 4 คำนี้คือ สุ จิ ปุ ลิ อยู่ในใจและใช้อยู่ในชีวิตประจำวันเสมอ ถ้าหากอยากจะเป็นนักเขียนที่ดีต้องเอาคำ 4 คำนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันครับ

    จินตนาการคือสิ่งสำคัญที่สุด

    นอกจากสำนวนของนักเขียนที่เคยกล่าวไปแล้วว่าทำให้ผู้อ่านติดใจจนซื้อหาหนังสือของนักเขียนนั้นๆ มาอ่าน จนนักเขียนคนนั้นรวยด้วยงานเขียน ซึ่งสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือ “จินตนาการ” ซึ่งจินตนาการนี้ละที่เป็นบ่อเกิดโครงเรื่องต่างๆ ตัวละครต่างๆ ที่โลดแล่นอยู่ในบรรณพิภพ จินตนาการกับงานเขียนนั้นเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง สำคัญมากกว่าความรู้เสียอีก ดั่งเช่นที่นักฟิสิกส์ทฤษฎี ชาวเยอรมันนี เจ้าของรางวัลเบล พ.ศ. 2464 นามว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าววว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”

    เมื่อจินตนาการสำคัญเพียงนี้เราจะหาจินตนาการได้จากที่ใด อันที่จริงจินตนาการนั้นมีอยู่รอบๆ ตัวเรานั้นเอง เราต้องฝึกมองเห็นอย่างที่คนอื่นไม่เคยเห็น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเดินไปถนนเห็นคนชรานั่งขอทานริมถนน เราจะต้องไม่คิดว่านั้นเป็นเพียงขอทานชราคนหนึ่งเท่านั้น แต่เราจะต้องเอาขอทานชรานั้นมาผูกเป็นเรื่อง โดยอาศัยจินตนาการของเราเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน ให้เป็นเรื่องเป็นราว อาจจะให้ขอทานนั้นเมื่อก่อนเป็นคนรวยแต่ติดการพนันจนล้มละลาย ลูกเต้าเลยไม่เหลียวแล เพราะแค้นที่ขอทานคนนั้นเอาแต่เล่นการพนันไม่สนใจคนในบ้าน สุดท้ายเลยต้องมานั่งขอทาน อะไรทำนองนี้

    เห็นไหมเพียงขอทานริมถนนคนหนึ่งซึ่งคนอื่นๆ อาจจะเห็นเพียงแค่ขอทานลูกหลานไม่มี แต่เมื่อเราเอาจินตนาการของเราใส่เข้าไปผูกโยงเป็นเรื่อง ก็จะได้เรื่องๆ หนึ่งขึ้นมา

    นักเขียนดังๆ หลายคนนั้นเป็นคนที่มีจินตนาการสูง เพราะพวกเขามองไม่เหมือนคนทั่วไป มองอะไรแต่ละอย่างก็ผูกเป็นเรื่องเป็นราวได้ร้อยแปด แล้วเขียนมันออกมา สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่อยากให้ฝึกไว้คือ พยายามสังเกตหรือมองสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว เก็บเกี่ยวรายละเอียดต่างๆ เอาไว้ในใจ หรือจดบันทึกเอาไว้ เพราะสิ่งเหล่านี้นั้นมันจะช่วยงานเขียนของเราในอนาคตได้ ยามเมื่อเราจะเขียนถึงมัน สิ่งดังกล่าวที่กล่าวมานั้นเป็นองค์สำคัญในการเขียนหนังสือ เพราะหากยากจะ รวยด้วยงานเขียน แล้วจะต้องหมั่นฝึกฝนอยู่เสมอ

    แรงบันดาลใจในการเขียนผลงาน

    นักเขียนหลายๆ คนไม่ว่าคนนั้นจะเป็นนักเขียนที่มีชื่อหรือมีชื่อเสียงน้อย ก็ล้วนแต่เคยไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเขียนด้วยกันทั้งสิ้น การไร้แรงบันดาลใจนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เหมือนมนุษย์เรานั้นละ ทำอะไรไปนาน ๆ ก็รู้สึกเบื่อ เมื้อยล้าบ้าง ฉะนั้นการหาแรงบันดาลใจนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อเราคิดจะเขียนอะไรแล้วอยู่ๆ ไม่มีแรงบันดาลใจเขียนขึ้นมาดื้อ ๆ ลองหยุดเขียนดูซักพัก ทางที่ดีที่สุดคือการออกท่องเที่ยว “การเดินทางเป็นหนทางของนักเขียน” นักเขียนต้องเดินทางอยู่เสมอ ไม่ว่าการเดินทางนั้นใกล้หรือไกล เดินทางไปหาสิ่งใหม่ๆ หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ แต่ระหว่างเดินทางนั้นอย่าเพิ่งไปคิดว่าจะเขียน ให้หยุดพักเรื่องการเขียนไว้ชั่วคราว อย่าไปคิดถึงมัน ปล่อยมันไว้เลยได้เป็นดี แล้วเราจะพบว่าระหว่างทางนั้นเราอาจจะพบเจอสิ่งอะไรใหม่ ๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เราเขียนต่อก็เป็นได้

    อีกวิธีหนึ่งเมื่อเราเขียนหนังสือหรือเรื่องอะไรซักเรื่องที่ยังไม่จบ แล้วหมดแรงบันดาลใจเสียดื้อๆ ให้เราหยุดเขียนเรื่องนั้นไปเลย ลองหันไปเขียนเรื่องอื่นๆ ดู แล้วค่อยกลับมาเขียนเรื่องเดิมที่เขียนค้างไว้ไม่จบก็ได้

    นักเขียนที่รวยด้วยงานเขียน หลายท่านก็ใช้วิธีนี้ นวนิยายบางเรื่องกว่าจะเขียนจบก็ใช้เวลาเป็นแรมปี เพราะเหตุผลเดียวกันนี้คือ ไม่มีแรงบันดาลใจเขียนต่อ จึงหยุดไปทำอย่างอื่นก่อน แล้วกลับมาเขียนใหม่ อย่าไปกลัวว่าจะทำไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรพล๊อตก็อยู่กับเรา ตัวละครที่เราสร้างขึ้นมาก็ยังอยู่กับเรา ไม่แน่ช่วงที่หยุดไปนั้นอาจจะได้ตัวละคร หรือสร้างพล๊อตใหม่ที่ต่อเนื่องจากเรื่องเดิมที่ดีก็อาจจะเป็นได้

    อยากเก่งต้องกล้าเขียน

    หลายคนที่ฝันอยากจะเป็นนักเขียน แต่ไม่ลงมือเขียนซักทีก็คงต้องบอกว่า ก็คงได้แต่ “ฝัน” ไปวันๆ นั้นล่ะครับ และไม่เพียงแต่การเขียนหนังสือเท่านั้น อะไรก็ตามถ้าเราอยากเป็นอยากจะทำแล้ว แต่ยังไม่กล้าที่จะลงมือทำ ก็คงไม่มีพระเจ้าที่ไหนมาบันดาลให้ฝันเป็นจริงได้หรอกครับ นอกจากตัวเราเอง ฉะนั้นการลงมือเขียนเสียแต่เดี๋ยวนี้คือ สิ่งแรกที่คนอยากเป็นนักเขียนควรทำครับ

    และเมื่อเราเขียนออกมาแล้ว เราจะต้องกล้าที่จะให้คนอื่นๆ อ่านผลงานของเรา และเราต้องกล้าที่จะยอมรับคำวิจารย์จากคนอ่าน พูดง่าย ๆ ก็คือต้องมีใจกว้างนั้นเอง ไม่ว่าคนอ่านคนนั้นจะเป็นพี่เรา น้องเรา เพื่อนเรา หรือแม้กระทั้งพ่อแม่ของเราเอง เพราะคำวิจารย์เหล่านั้นเป็นเสมือนกระจกเงาของงานเขียนของเรา ถ้อยคำวิจารย์นั้นเราสามารถนำมาปรับปรุงงานเขียนของเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

    ไม่มีนักเขียนที่ประสบความสำเร็จคนไหนที่ไม่เคยผ่านการวิจารณ์งานเขียนมา นักเขียนหลายๆ คน ที่ดังๆ สามารถสร้างรายได้ รวยจากงานเขียน ก็เคยผ่านการวิจารณ์งานเขียนมาทั้งสิ้น ท่านเหล่านี้โน้มรับคำวิจารย์อย่างยินดี ก่อนจะนำมาวิเคราะห์ปรับปรุงในชิ้นงานของตน

    แต่ถ้าหากคุณอายที่จะส่งงานของตนให้คนรอบตัวอ่านแล้วละก็ สมัยนี้โลกทางอินเตอร์เน็ทนั้นสามารถทำให้เราเผยแพร่งานเขียนของเราให้คนอื่นๆ อ่านได้อย่างสบายๆ มีเว็บไซต์มากมายที่เราสามารถนำเอางานเขียนของตัวเองไปลงให้คนอื่นอ่าน และมาวิจารย์งานของเรา และก็มีนักเขียนอีกมากมายเช่นกันที่ รวยด้วยงานเขียนของตนจากการนำผลงานของตนมาเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ท แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นการเป็นนักเขียนนั้นจะต้องมีใจเป็นกลาง ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และยอมรับที่จะรับฟังคำวิจารย์ ไม่ว่าคำวิจารย์นั้นจะดีหรือร้ายก็ตาม การจะเป็นนักเขียนนั้นต้องกล้า กล้าที่จะเขียน

  • เทคนิคการเจรจาต่อรองเงินเดือน

    หากย้อนไปประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว การได้รับเงินเดือนสมัยก่อนสำหรับคนที่จบปริญญาตรี แต่ละบริษัทจะสตาร์ทเงินเดือนเพียงแค่ประมาณ 7,500 บาท เท่านั้น และกว่าจะไต่เต้า หรือรอเวลาเพื่อให้เจ้านายขึ้นเงินเดือนในแต่ละปี ก็ดูเหมือนเป็นการรอคอยที่แสนยาวนาน หรือบางทีก็ไม่ขึ้นเงินเดือนให้ ซึ่งถือว่าต่างจากสมัยนี้ที่เริ่มสตาร์ทด้วยเงินเดือน 15,000 นั่นอาจเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิต รวมถึงค่าครองชีพต่างๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะค่าอาหารการกิน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ที่มีราคาสูงขึ้นตามยุคเศรษฐกิจนั่นเอง

    เหตุผลที่ทำให้หลายๆ คนอยากขึ้นเงินเดือนกับบริษัทเก่า

    เพราะพนักงานรุ่นเก่าที่เริ่มสตาร์ทจากเงินเดือนน้อยๆ แม้จะมีวุฒิถึงระดับปริญญาตรี ซึ่งกว่าจะทำงานมาจนถึงเงินเดือนที่เทียบเท่ากับการสาตาร์ทของเงินเดือนของเด็กเพิ่งจบสมัยนี้ เชื่อว่ามีหลายคนคงแอบน้อยใจกันบ้าง ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งหตุผลที่ทำให้พนักงานรุ่นก่อนๆ อยากจะให้เจ้านายเพิ่มเงินเดือนขึ้นบ้าง เพราะที่ผ่านมาก็ถือว่าทำงานเต็มที่ แถมบางปีเจอเศรษฐกิจแตกเป็นฟองสบู่ ทำให้อดได้โบนัสรายปีอีกต่างหาก แต่เพื่อความก้าวหน้า และการขึ้นเงินเดือนในอนาคต ทำให้ต้องตัดสินใจอยู่ และบางคนที่อายุมากแล้ว ไม่อยากเริ่มงานที่อื่นก็จึงต้องอยู่ที่เดิมต่อไป แม้จะได้เงินน้อยก็ตาม แต่ในใจก็ยังแอบหวังเล็กๆ ที่เจ้านายอาจจะขึ้นเงินเดือนให้บ้าง

    เหตุผลที่ทำให้พนักงานออกไปหางานใหม่เพื่อเพิ่มเงินเดือน

    เพราะบางคนที่ทำงานในบริษัทเดิมมานาน และไม่มีทีท่าว่า เจ้านายจะขึ้นเงินเดือนให้ แถมยังรับเด็กใหม่เข้ามาโดยให้เงินเดือนมากกว่า หรือเทียบเท่ากับตัวเองอีก ทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะเช่นนี้เกิดอาการน้อยใจ และคิดว่าตัวเองก็มีความสามารถพอเพียง บวกกับประสบการณ์ในการทำงานมานาน ซึ่งอาจจะเป็นการดีหากไปอยู่บริษัทอื่น เพื่อทำการเพิ่มเงินเดือน แม้จะยังไม่ลาออกโดยตรง แต่ก็คงจะลา และแอบไปสมัครงาน หรือสัมภาษณ์ที่อื่นนั่นเอง แต่เชื่อว่าก่อนที่จะตัดสินใจจะลาออกไปสมัครงานที่อื่นนั้น อาจจะมีการต่อรองเงินเดือน หรือทำการเจรจากับเจ้านาย เพื่อเป็นส่วนที่อาจจะทำให้เกิดการตัดสินใจเร็วขึ้น ซึ่งการต่อรองเงินเดือนกับเจ้านายถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างหนึ่ง เพราะเปรียบเสมือนการยื่นคำขาด ซึ่งหากทางเจ้านายยินดีก็ถือว่าเป็นโชคดีของคุณไป แต่หากถูกปัด หรือปฏิเสธ ก็เชื่อว่าคงจะต้องรีบทำให้คุณหาทางไปที่อื่นแน่นอน

    สมัครงานใหม่กับเทคนิคการต่อรองเงินเดือน

    เมื่อต้องไปสมัครที่ใหม่ และต้องการได้เงินเดือนตามที่ต้องการ ก็อาจจะเขียนช่องเงินเดือนที่ต้องการ เพื่อเป็นการวัดดวงไปเลยว่า ทางบริษัทนั้นจะเรียกสัมภาษณ์หรือเปล่า เพราะบางแห่งหากเรียกเงินเดือนสูงเกินไป เค้าก็จะดูจากประสบการณ์การทำงาน หรืออาจจไม่รับพิจารณาเลยก็ได้ การได้รับเงินเดือนตามที่ตัวเองตั้งใจ ถือเป็นสิ่งที่ควรคาดหวังอย่างหนึ่ง และหากคุณมีความมั่นใจที่ต้องการจะได้เงินเดือนตามที่ขอนั้น คุณจะต้องรู้ว่าตัวคุณมีความสามารถแค่ไหน เหมาะกับเงินเดือนที่คุณเสนอไปหรือไม่ ซึ่งอาจเขียนความสามารถเด่นๆ ในใบสมัคร เพื่อที่จะให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความสนใจในตัวคุณ จะช่วยทำให้การเจรจาง่ายขึ้น

    หลักการพูดเจรจาต่อรองเงินเดือน

    เมื่อข้อมูลของคุณพร้อมแล้ว ในช่วงสัมภาษณ์ที่ถูกยื่นข้อเสนอให้ได้รับเงินเดือนที่ต่ำกว่า คุณจะต้องมีเทคนิคในการพูดเพื่อให้ทางบริษัทเข้าใจว่า เหตุใด และทำไมคุณถึงต้องได้เงินตามที่คุณเสนอไป อย่างการพูดว่า ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจระดับเงินเดือนตำแหน่งนี้ และจากประสบการณ์การทำงาน อัตราเงินเดือนจะอยู่ในระดับที่ขอ และคิดว่าเงินเดือนที่ทางบริษัทเสนอมานั้นค่อนข้างน้อยไปนิด แต่ด้วยความสามารถ และประสบการณ์ เงินเดือนในระดับที่เสนอนี้น่าจะเหมาะสมมากกว่า

    มีใจกล้าที่จะต่อรองเงินเดือน

    ไม่ต้องกลัว หรือรู้สึกไม่ดี หากต้องเจรจาต่อรองเรื่องเงินเดือน เพราะผู้สมัครงานหลายคน มักจะทำลายโอกาสของตนด้วยการไม่ยืนหยัดรักษาสิทธิ์ที่ตัวเองพึงจะได้ ลองคิดดูว่าพูดแบบไหนจึงจะได้ตามที่คุณต้องการ วิธีต่อรองเงินเดือนที่แสดงถึงความมั่นใจ และความกล้า จะทำให้คุณดูดีกว่าคนที่กล้าๆ กลัวๆ ซึงการเจราต่อรองเงินเดือนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ด้วยวิธีการพูดที่ดี จะทำให้คุณได้ในสิ่งที่คาดหวัง หรืออย่างน้อยก็ได้มากกว่าที่คุณไม่ต่อรองอะไรเลย แต่ก่อนจะเจรจาต่อรองเงินเดือน ควรสอบถามเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจนก่อน เพื่อให้แน่ใจว่า อัตราเงินเดือนที่คุณต้องการนั้น เหมาะสมกับหน้าที่ที่คุณต้องรับผิดชอบแค่ไหน

    เทคนิคการต่อรองเงินเดือน

    การต่อรองเงินเดือน ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำหรับผู้ที่กำลังหางาน คือ การเจรจาต่อรองเงินเดือนนั้น ถือว่าขั้นตอนนี้มีความสำคัญตรงที่ผู้หางาน จะต้องโน้มน้าวใจให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าคุณมีความสามารถมากพอที่จะได้รับค่าตอบแทนตามที่คาดหวัง แต่ส่วนใหญ่ผู้หางานมักเป็นกังวลที่จะต่อรองอย่างมั่นใจ นอกจากความสามารถ และประสบการณ์ที่คุณมีแล้ว คุณคิดว่าทางบริษัทยังต้องการอะไรอีกบ้างในการเจรจาต่อรองเงินเดือน การเรียกเงินเดือนที่เหมาะสม ควรอ้างอิงจากอัตราเงินเดือนโดยเฉลี่ยตามราคาตลาด ซึ่งเมื่อได้ข้อมูล คุณก็จะทราบว่างานที่คุณสมัครนั้นจะได้รับค่าตอบแทนในระดับใด และอย่าเพิ่งพูดถึงเงินเดือนจนกว่าจะได้พูดคุยเรื่องคุณสมบัติของคุณให้เรียบร้อยเสียก่อน และหากทางผู้ประกอบการได้ทราบแล้วว่าคุณคือคนที่ใช่หรือ เหมาะสมกับงานดังกล่าว คุณจึงจะอยู่ในฐานะที่จะเรียกเงินเดือนตามที่คาดหวังไว้ได้

    หากบริษัทเสนอเงินเดือนให้คุณน้อยกว่าที่คุณคาดหวังไว้ อย่าลังเลที่จะต่อรองจากผลการทำงานในอนาคตของคุณ เพราะหากผลงานของคุณที่อยู่ในช่วงทดลองงานเป็นที่น่าพอใจ บริษัทสามารถเพิ่มเงินเดือนตามที่คุณเรียกได้หรือไม่ ซึ่งอาจบอกผู้ประกอบการให้เข้าใจว่าคุณยอมรับเงินเดือนต่ำกว่าที่คาดหวัง เพราะเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่จะพิสูจน์คุณค่าของคุณ และมีความเหมาะสมที่จะได้รับเงินเดือนมากกว่าที่บริษัทเสนอให้ในครั้งแรก ที่สำคัญ การแต่งกายให้สุภาพดูดี และการวางตัวที่เหมาะสม และมีความมั่นใจในคุณค่าของตนเอง สิ่งเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับคุณได้มากขึ้น

  • เคล็ดลับการทำงานอย่างสุขใจ

    เชื่อว่าหลายๆท่านที่กำลังทำงานประจำอยู่คงกำลังเบื่องานของตัวเองเป็นแน่แท้ แม้นึกอยากจะลาออกเปลี่ยนไปทำงานอื่นแต่ก็ทำไม่ได้ เนื่องด้วยความจำเป็นต่างๆ บีบคั้นอยู่ จึงจำเป็นต้องก้มหน้าอดทนทำงานต่อไปแม้ว่าใจนั้นจะไม่ได้นึกชอบงานของตนเลยก็ตาม ในเมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนงานได้สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดก็คือเปลี่ยนมุมมองของใจตนเองเท่านั้น เพื่อที่ว่าจะได้ใช้ชีวิตการทำงานไปในทุกๆวันอย่างมีความสุข สำหรับเคล็ดลับการทำงานอย่างสุขใจนั้นมีดังนี้

    1.เริ่มงานด้วยความสดชื่น และกระตือรือร้น กระปรี้กระเปร่า

    แม้ว่าจะรู้สึกเบื่องานสักเพียงใด แต่หากในทุกๆวันเราเริ่มงานด้วยความสดชื่น สดใจ จะทำให้จิตใจแจ่มใส ปลอดโปร่ง และพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาหรืองานต่างๆได้เต็มที่ไม่ว่างานนั้นจะยากหรือง่ายมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้แล้วยังจะสามารถช่วยทำให้ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นอีกด้วย

    2.เปลี่ยนแปลงบุคลิกให้กับตำแหน่งงาน

    บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำงาน หากงานของคุณเป็นงานบริการ หรืองานที่ต้องมีการติดต่อประสานงานกับผู้คนมากมาย ควรจะยิ้มแย้มและพูดคุยกับลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงานอย่างรู้กาละเทศะ รู้จักอดทนอดกลั้น ปัญหาระหว่างการทำงานมักจะมีมาเสมอทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว จำเป็นจะต้องรู้จักข่มกลั้นใจไว้ไม่ให้โกรธหรือแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว ควรคิด พูดจาอย่างมีเหตุผลและรู้จักการประนีประนอมเพื่อบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน

    3.ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมใหม่ๆอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงานของท่าน การทำงานซ้ำๆซากๆอยู่ทุกวันนั้นมักจะทำให้เรารู้สึกจำเจเบื่อหน่าย จนทำงานไปด้วยความเคยชินโดยไม่ได้คิดปรับปรุงงานให้ดีขึ้น เราควรมีความกระตือรือร้นที่จะหาความรู้ใหม่ๆมาพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม จนงานของเรามีความโดดเด่นและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นหนทางก้าวไปสู่การเลื่อนตำแหน่งของคุณก็เป็นได้

    4.แบ่งงานออกเป็นส่วนต่างๆตามลำดับความสำคัญ

    วิธีนี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องเจอกับปัญหาจากเหตุการณ์ที่เวลามีเหลือไม่พอกับงานที่แสนสำคัญ เพราะธรรมชาติของคนเรานั้นมักจะเลือกทำงานง่ายที่สุดก่อน ให้คุณเลือกทำงานที่สำคัญที่สุดก่อนเพราะมักจะเป็นงานที่กินเวลานาน ส่วนงานง่ายๆเก็บไว้ทำทีหลังอย่างสบายใจดีกว่า

    5.เขียนบันทึกเพื่อเตือนตนเอง

    บางครั้งอาจจะมีบางสิ่งที่เราทำผิดพลาดในงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าจะเตือนตนเองสักแค่ไหนก็ยังเผลอทำจนได้ ให้คุณลองหากระดาษnotepad ที่ใช้แปะกันลืมมาแปะติดไว้ที่โต๊ะทำงานตามมุมที่มองเห็นง่าย เมื่อเราอ่านกระดาษข้อความเหล่านี้อยู่ทุกวันจิตใจก็จะซึมซับเข้าไปในจิตใต้สำนึกและปฏิบัติตามในที่สุด

    6.อย่าเครียดและจริงจังกับงานมากเกินไป

    จริงจังกับงานได้แต่อย่ามากจนเกินพอดี ควรหยุดพักบ้างหากรู้สึกเหนื่อยหรือเครียดมากเกินไป และที่สำคัญอย่าโกรธหรือโทษตัวเองเมื่อทำผิดพลาด ไม่มีสิ่งใดที่ถือว่าผิดพลาดหากเราได้ทำอย่างเต็มที่และดีที่สุดแล้ว ให้นำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นบทเรียนแล้วเริ่มต้นใหม่

    7.แบ่งเวลาทำงานและพักผ่อนให้สมดุลกัน

    อาจมีหลายครั้งที่งานเร่งจนคุณโหมทำลืมพักผ่อน เพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนั้นควรกำหนดเวลาอย่างชัดเจนว่าช่วงไหนคือเวลางาน ช่วงไหนคือเวลาพัก เพราะแม้แต่เครื่องจักรก็ยังต้องการการหยุดพักเพื่อปรับสภาพที่สมดุล ร่างกายมนุษย์ก็เช่นกัน แม้งานจะเร่งสักเพียงใดแต่หากทำงานโดยไม่หยุดพักร่างกายและสมองของเราก็จะเหนื่อยล้า และส่งผลให้งานที่สำเร็จได้มาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ต้องนำกลับไปแก้ไขใหม่อยู่เรื่อยไป

  • แนวคิดในการพัฒนาตนเองที่นำไปใช้ได้ผลจริง

    ในชีวิตที่ผ่านๆ มา คุณเคยรู้สึกอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นบ้างหรือเปล่า หรือเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน หรือหลายปีแล้ว แต่เรายังรู้สึกว่าเรายังเป็นเหมือนเดิมอยู่บ้าง หรือย่ำอยู่กับที่บ้างหรือปล่าวครับ ถ้าเป็นแบบนั้น วันนี้ผมก็ขอแนะนำบทความแนวคิดในการพัฒนาตนเองที่นำไปใช้ได้ผลจริง มาเริ่มอ่านกันเลยครับ

    ถาม ถาม และถาม

    เคล็ดลับความสำเร็จของหลายคนๆ เริ่มต้นจากการเป็นคนช่างสังเกต ช่างสงสัย เป็นคนอยากรู้อยากเห็น และกล้าคิด กล้าทำ เมื่อมีปัญหาหรืออุปสรรค แนวคิดในการพัฒนาตนเองนั่นก็คือ การตั้งคำถาม

    ให้เราตั้งคำถามให้กับปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่พบเจอ แล้วสืบค้นหาต้นเหตุของปัญหา แสวงหาแนวทางการแก้ไขปัญหา และสุดท้ายคือการดำเนินการแก้ไขปัญหา มีคำกล่าวหนึ่งที่ว่า คนที่ถามจะไม่รู้แค่ห้านาที ส่วนคนที่ไม่ถามจะไม่รู้ตลอดไป ซึ่งแน่นอนว่าการแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานก็คือการถามผู้รู้ ส่วนคำถามที่ถามนั่นจะเป็นคำถามที่ยากเกินไปสำหรับผู้รู้หรือไม่ ก็ไม่จำเป็นต้องไปคาดหวังกับคำตอบที่ได้รับมากนัก แต่ให้แน่ใจแล้วว่าก่อนจะตั้งคำถามกับสิ่งใดนั้น เราได้สืบค้นเรียนรู้กับสิ่งที่ทำนั้นมามากน้อยเพียงใด ไม่ใช่ว่าจะรอแต่ถามผู้รู้อยู่ฝ่ายเดียว เราต้องระลึกเสมอว่าการเรียนรู้ที่มาจากประสบการณ์ตรงสำคัญกว่าการเรียนรู้จากการบอกเล่า และที่สำคัญการได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ที่มีประสบการณ์จริง และหวังดีต่อเรา จะช่วยให้เราพัฒนาตนเองได้เร็วขึ้นเป็นสองเท่า

    การตั้งคำถามที่ดี ย่อมเกิดจากการสังเกต การคิดวิเคราะห์ และการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะถาม หากคำถามนั้นไม่ได้รับคำตอบจากบุคคลหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ที่ตอบคำถามนั้นได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามให้เหมาะสมกับบุคคลที่จะตอบคำถามของเราด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือทุกคำถามจะเป็นสิ่งชี้นำผู้ที่จะตอบคำถามได้เสมอว่า ผู้ถามมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ถามมากน้อยเพียงใด ถามเถอะครับแล้วคุณจะประสบความสำเร็จ

    ฟังมาก รู้มาก

    คุณสมบัติอย่างหนึ่งของผู้ที่ประสบผลสำเร็จในชีวิต ก็คือคุณสมบัติในการเป็นนักฟังที่ดี ฟังอย่างตั้งใจและมีวิจารณญาณ แยกแยะ ดีชั่ว ถูกผิด สมควรไม่สมควร มีปัญญาในการไตร่ตรอง และที่สำคัญคือการพูด หรือการสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจ ให้ผู้ฟังเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการสื่อ การเป็นผู้ฟังที่ดีจะช่วยให้การสื่อสารของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    หาความรู้ใหม่ๆ

    ธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคนแตกต่างกัน รวมไปถึงความสามารถของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนมีเหมือนกันคือความคิด และสติปัญญา ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนมีไม่เท่ากัน แต่ทุกคนสามารถพัฒนาความคิด และฝึกสติ เสริมปัญญาของตนเองได้ ซึ่งการเรียนรู้ในยุคการสื่อสารไร้พรมแดนในสมัยปัจจุบันทำให้ผู้คนมีความก้าวหน้าทางความคิด และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างหลากหลาย ต่างจากยุคก่อนที่การเรียนรู้จะเกิดขึ้นส่วนใหญ่ก็ที่โรงเรียน วัด หรือสถาบันที่เปิดสอนให้ความรู้เฉพาะทาง แต่ในยุคที่ผู้รู้ระดับแนวหน้า สามารถสื่อสารกันผ่านโซเชียลมีเดียได้ การเรียนรู้จึงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกหนแห่ง ผ่านเว็บไซต์ และ Social Media ต่างๆ

    ซึ่งยิ่งเราศึกษาเรียนรู้มากเท่าไหร่ เราก็จะได้เปรียบคนที่ไม่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆ เช่นกันกับคนที่ปิดกั้นความรู้ใหม่ คิดแต่ว่าตนดีแล้ว เก่งแล้ว คนที่มีความคิดแบบนี้ไม่นานก็จะถูกคนอื่นพัฒนาไปมากกว่า จนในที่สุดก็จะกลายเป็นคนที่ตามเค้าไม่ทัน

    หา Idol ของตนเอง

    การหา Idol ของตนเอง หรือบุคคลตั้นแบบที่เราอยากพัฒนาตนเองให้เป็นเหมือนเค้าคนนั้น ซึ่งแต่ละคนน่าจะมี Idol ที่ตัวเองใฝ่ฝันอยากเป็นกันอยู่แล้ว อย่างน้อยก็น่าจะ 1 คน เช่น เราอยากเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และร่ำรวย ก็ให้เราทำตามแบบอย่างของ Idol ของเรา ว่าเค้าเริ่มต้นชีวิตธุรกิจยังไง เค้ามีแนวคิดในการลงทุนยังไง เรื่อยไปนกระทั่งเค้าตื่นกี่โมง นอนกี่โมง ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยพวกนี้ก็มีส่วนช่วยในการพัฒนาตนเองได้

    เลิกเที่ยวเตร่เกินพอดี

    การพัฒนาตนเอง กับการเที่ยวจนเกินไปพอดี ก็มีส่วนสัมพันธ์กัน ถ้าคุณจะพัฒนาตนเองไปเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ หรือพนักงานดีเด่น ก็ไม่ควรเที่ยวเตร่จนเกินพอดี เพราะจะทำให้คุณอ่อนเพลียเมื่อต้องเริ่มมาทำงานเช้าวันใหม่ และยังทำให้ทรัพย์จางอีกต่างหาก การเที่ยวเตรกับเพื่อนฝูงแต่พอดีคือ สักอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือตามโอกาสอันสมควร ซึ่งจะทำให้เราสามารถมุ่งไปที่การงานของเราได้มากขึ้น

    ศึกษาธรรมะบ้าง

    การศึกษาธรรมะ จะทำให้คุณเข้าใจชีวิต ว่าคุณทำงานไปเพื่ออะไร รวยไปเพื่ออะไร และพัฒนาตนเองไปเพื่ออะไร ธรรมะจะทำให้คุณรู้ว่าที่คุณพัฒนาตัวเองอยู่ทุกวัน ก็เพื่อให้คุณทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้มีเงินใช้มากขึ้น ธรรมะจะไม่ทำให้คุณทำงานจนไม่ลืมหูลืมหา หรือเข้าคอร์สสัมมนาต่างๆ อย่างมากเกินพอดี ธรรมะจะทำให้คุณไม่ลืมครอบครัวที่คุณต้องมีเวลาให้ และทำให้คุณไม่ลืมการอยู่กับตนเอง เพื่อทบทวนเรื่องราวตางๆ ในขีวิต ว่าเราเดินมาถึงขั้นไหนแล้ว เมื่อถึงขั้นไหนที่คุณจะพอดี เมื่อถึงขั้นไหนคุณจะถึงจุดที่พอดีแล้ว

    สรุป

    ก็จบแล้วนะครับ สำหรับบทความแนวคิดในการพัฒนาตนเองที่นำไปใช้ได้ผลจริง ก็หวังว่าบทความนี้คงให้ข้อคิดบางประการต่อผู้อ่าน ซึ่งอาจยึดเป็นวิถีชีวิตที่ปรับใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล บุคคลใดซึ่งมีความคิดที่จะพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอก็จะมีชีวิตที่สดใสในอนาคต เพราะการพัฒนาตนเองหมายถึง การไม่หยุดอยู่กับที่ การหยุดอยู่กับที่คือการรอให้ผู้อื่นมาเดินแซงหน้าไป ก็ขอให้ทุกท่านได้พัฒนาตนเองจนเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จกันทุกท่านนะครับ

  • ลองอ่าน 10 สาขางานที่ได้เงินเยอะที่สุด

    เพื่อนๆ อยากทราบกันมั้ยครับว่า เรียนคณะอะไรไม่ตกงาน หรือเรียนจบไปทำอาชีพอะไรไม่ตกงาน ลองอ่าน 10 สาขางานที่ได้เงินเยอะที่สุด

    10.เศรษฐศาสตร์

    เศรษฐศาสตร์เป็นการเรียนที่ว่าด้วยเรื่องของเศรษฐกิจ การเงิน การแบ่งปันทรัพยากร ที่แฝงปรัชญาความคิดเกี่ยวกับความต้องการในผลิตภันฑ์ การลงทุน ไปจนถึงการบริหารรในะดับประเทศ ยังคงเป็นวิชาที่ต่อยอดในเชิงธุรกิจในตั้งแต่ธุรกิจระดับเล็กไปถึงจนธุรกิจระดับใหญ่

    9.วิศวกรรมคอมพิวเตอร์

    วิศวกรรมคอมพิวเตอร์วเรียนเกี่ยวกับเรื่องของการบริหาร และออกแบบงานด้านคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ รวมทั้งประสิทธิภาพการทำงานและสื่อสารกันระหว่างระบบ ยังคงเป็นที่ต้องการในยุคอินเตอร์เน็ทบูม และสมาร์ทโฟนบูม และคนที่เรียนทางสายนี้สามารถต่อยอดไปประกอบอาชีพทางด้านการหาเงินออนไลน์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย เรียกได้ว่ามีพื้นฐานทางด้านนี้ไม่เสียหลายเลยทีเดียว

    8.ฟิสิกส์

    สาชาวิชาฟิสิกส์พื้นที่ที่ต่อยอดไปทางด้าน วิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์อีกหลายแขนง ว่าด้วยเรื่องของแก่นการเคลื่อนไหวของสิ่งของต่าง ๆ ตามธรรมชาติ และแรงต่าง ๆ (รวมถึงแรงโน้มถ่วง แรงดัน แรงปะทุ) จนไปถึงระดับของอนุภาค สาชาวิชาด้านนี้เน้นไปทางด้านการเป็นอาจารย์สอนตามโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และทำงานด้านวิจัยให้กับองค์กรต่าง ๆ

    7.วิศวกรรมชีวภาพการแพทย์

    สาขาวิชาที่กำลังเป็นที่ต้องการ และกลายเป็นวิชาที่ต้องการพื้นฐานระหว่าง วิศวกรรมศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ และชีววิทยา ซึ่งมีคนให้จำกัดความไปในเชิงของการนำความรู้มาประยุกต์ใช้เป็น กระบวนการรักษา เครื่องมือรักษาทางการแพทย์ (ในประเทศไทย ยังถือเป็นสาชาวิชาที่ค่อนข้างใหม่มาก)

    6.คณิตศาสตร์ประยุกต์

    อีกสาขาวิชาพื้นฐานเช่นกัน ซึ่งต่อยอดไปในทางการเงิน สถิติ สมการการเคลื่อนที่อนุภาคของไหล สมการการแพร่ความร้อน แม้กระทั่ง การคำนวณหาเส้นทางการเดินทางที่สั้นที่สุด การแก้โจทย์เกมที่เร็วที่สุด ดังนั้น โดยหลักการแล้ว จบมาเป็นอาจารย์ นักวิเคราะห์ แต่ด้วยการประยุกต์ที่หลากหลายแล้ว ก็สามารถเป็นนักวิเคราะห์เชิงบริหาร หรือเชิงธุรกิจได้เช่นกัน

    5.วิศวกรรมนิวเคลียร์

    ปริญญาที่เน้นหนักมาในเรื่องที่หลายคนสนใจมากๆคือ พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นพลังงานบริสุทธิ์ สำหรับมนุษยชาติที่่จะทดแทน พลังงานอื่นๆ ยั่งยืนกว่า ประหยัดกว่า แต่ก็แฝงด้วยอันตรายมหาศาลหากไม่จัดการให้ดีพอ หรือทำไปใช้ในการทำลายล้าง

    4.วิศวกรรมไฟฟ้า

    วิศวกรรมไฟฟ้า จะเกี่ยวข้องกับ ด้านพลังงานไฟฟ้า วงจรอิเลคทรอนิกส์ สัญญาณไฟฟ้า การสื่อสาร แม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น (บางแห่งก็จะแบ่งแยกกันอย่างชัดเจนไปเลย) ไม่ว่าจะแยกสายไหน ก็เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งนั้น ในยุคดิจิตอลเช่นนี้ ทุกอย่างล้วนแต่ต้องใช้ไฟฟ้าในการดำเนินการ (ดำเนินชีวิตด้วยซ้ำ)

    3.วิศวกรรมเคมี

    วิศวกรรมสายที่เกี่ยวข้องสายการผลิตอุตสาหกรรมหลายอย่าง เช่น โพลีเมอร์ บรรจุภัณฑ์ สารเคมีต่างๆทั้งสำหรับ อุตสาหกรรม การเกษตร อาหาร (แม้แต่ปิโตรเลียมก็ ถือว่าเป็นการคาบเกี่ยวกับพื้นฐานความรู้ของวิศกรรมเคมี) คนที่จบสายนี้สำหรับประเทศไทย เป็นที่ต้องการของสายอุตสาหกรรมการผลิตแถบนิคมอุตสาหกรรม

    2.วิศวกรรมอวกาศ

    วิศวกรรมที่ว่าด้วยเรื่องของอุปกรณ์และพาหนะสำรวจในอวกาศ รวมถึงดาวเทียม ซึ่งแน่นอนว่า สภาพไร้แรงโน้มถ่วง สภาพแรงโน้มถ่วงที่ต่างกัน รังสีที่อันตราย เชื้อเพลิงที่ต้องใช้ เป็นประเด็นที่นมุษยศาสตร์สงสัย ประเทศที่มีความต้องการคนจบสายนี้แน่ๆคือ สหรัฐฯ รัสเซีย และจีน (แต่ปริญญา มีให้เรียน ใน อังกฤษ ออสเตรเลีย และในยุโรปหลายประเทศเช่นกัน)

    1.วิศวกรรมปิโตรเลียม

    เมื่อพลังงานนิวเคลียร์ยังไม่ได้ถูกยอมรับ 100% พลังงานเดิมยอดฮิตอย่างปิโตรเลียมยังคงเป็นที่ต้องการเรื่อยๆและสูงขึ้นๆ (ตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ) สาขาวิชานี้ว่าด้วยการสกัดสารไฮโดรคาร์บอน เชื้อเพลิงที่พวกเราใช้กันนี้แหละ คนเรียนสาขานี้ จึงกลายเป็นที่ต้องการและการสอบเข้าก็แข่งขันสูงไปด้วยครับ

  • ถ้าขายของไม่ได้ อยากให้อ่านเพิ่มกำลังใจ

    ในกรณีที่พ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่บางคนเกิดอาการท้อแท้สิ้นหว้ง หมดหนทางที่ทำการต่อสู้โดยหารู้ไม่ว่ามันเป็นการปิดตายในหนทางของตนเอง ท้อแท้ เพราะว่ากิจการของตนไปได้ไม่ค่อยไกลเท่าใดนัก และบ่อยครั้งที่สุดต้องหยุดชะงักงันกัน เพราะอุปาทานที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจโดยคิดไปเองว่า ตนนั้นพ่ายแพ้แล้ว สำหรับพ่อค้าหน้าใหม่ที่เกิดอาการสิ้นหวัง ลองคิดถึงสาเหตุของการสิ้นหวังกันแล้วหรือยังล่ะว่า อะไรคือต้นตอที่ทำให้ต้องเกิดการสิ้นหวัง จนกระทั่งหมดกำลังใจในการที่จะต่อสู้ จะมัวมาเอาแต่ปิดประตูลงกลอน แล้วอยู่ในโลกมืดตามลำพังเพื่ออะไรกัน? คำถามเหล่านี้ลองคิดทบทวนหาคำตอบกันให้ดีๆ ชี้แจงความผิดพลาดให้ได้ด้วยตนเอง ก่อนที่จะให้ใครๆ มาชี้หน้าว่ากล่าวกันไปต่าง ๆ นานา

    ชาวจีนสมัยก่อนทีเพิ่งจะเดินทางมาเหยียบดินแดนในต่างบ้านต่างเมือง ในตอนระยะแรกเริ่มที่พวกเขาได้เข้ามานั้น พวกเขามีสมบัติติดตัวกันมา เพียงแค่เสื่อผืนหมอนใบ อย่างดีหน่อยก็อาจจะมืเงินติดตัวกันมาคนละเล็กละน้อยประทังชีวิตพออยู่ได้เท่านั้น ชาวจีนดั้งเดิมเคยประสบกับปัญหากับการท้อแท้สิ้นหวังกันมานักต่อนักแล้ว แต่ไม่ยักจะเห็นว่าพวกเขาจะต้องโศกเศร้าเสียใจกันเลยแม้แต่น้อย พวกเขาไม่เคยคิดโทษโกรธแค้นในโชคชะตาของตนเอง ไม่เคยเหลียวหลังมองดูความมอซอของตนเองในอดีตที่ผ่านมา ตั้งแต่ได้ก้าวเท้าออกจากเรือ และก้าวเท้าแรกเหยียบลงบนผืนแผ่นดินต่างแดน ซึ่งพวกเขาเองก็ยังไม่เคยรู้จักมักจี่กับใครมาก่อนเลยแทบทั้งสิ้น และเมื่อได้มาอาศัยกันอยู่ในดินแดนต่างถิ่นแล้ว หันหน้าไปทางไหนก็เจอคนที่ไม่รู้จัก สถานที่ไม่คุ้นเคย รวมทั้งภาษาพูดที่พวกเขายังพูดไม่ได้ ภาษาเขียนที่พวกเขายังเขียนไม่ได้

    ทุกอย่างมันเป็นการเริ่มต้นใหม่หมดแทบทั้งสิ้น ถ้าจะเปรียบเทียบให้เป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ ก็คงจะอยู่ในระยะที่กำลังตั้งไข่หัดยืนหรือไม่ก็กำลังหัดพูดนั่นเอง สิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นจะต้องเรียนรู้ก็คือ การใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินของผู้อื่น เขาต้องทำให้ได้ดีที่สุดและต้องทำให้ได้ตลอดรอดฝัง

    มองดูพวกเขากันให้เป็นแบบอย่างที่ดีกันสักนิดนะครับ ในช่วงที่อยู่ในสถานการณ์บีบคั้นชีวิตและจิตใจเช่นนี้ทบทวนกันดูสักหน่อย บทเรียนในครั้งที่ผ่านพ้นไปแล้วนั้นมันไมได้เป็นบทเรียนครั้งสุดท้ายของชีวิต ตราบใดเท่าที่ยังมีจิตวิญญาณของนักสู้ มีอุดมการณ์อันกล้าแกร่ง มีความนึกคิดก็จะไม่มีวันใดได้พบกับทางตัน ยังมีเส้นทางอื่นๆ ให้เลือกเดินไปได้อีกอย่างมากมาย ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และแรงแห่งความศรัทธากันให้ได้อย่างเต็มที่ อย่าเพิ่งท้อถอย

    ชีวิตที่ดีนั้นจะต้องมีการพัฒนา ส่วนการดำเนินการก็จะต้องรู้จักเลือกหาทางออก และจะต้องเป็นทางออกที่ดีกว่าเดิม ประตูแห่งการค้าพร้อมแล้วที่จะเปิดต้อนรับการกลับมาของผู้ที่ฮึดสู้กันได้ทุกเมื่อ

  • เป็นลูกจ้างไม่มีวันรวยจริงหรือเปล่า

    เป็นลูกจ้างไม่มีวันรวยจริงหรือเปล่า จากคำถามนี้ ผมคิดว่ามันเป็นความจริงและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ แต่ใครอยากจะเป็นแบบนี้ไปตลอดถ้าเลือกได้ก็ดีนะ บางคนก็เป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิต ซึ่งแตกต่างกันออกไปแต่หนทางก็พอมีครับ ผมว่ามันเริ่มตั้งแต่เลือกเรียนแล้วครับ ต้องเลือกเรียนสายที่สามารถทำเงินได้ดีครับ แต่ทุกวันนี้ไม่ว่าสายงานไหน ก็ต้องมีภาษาต่างประเทศเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเกือบทุกสายงานครับ ชอบสายงานไหนก็เลือกสายงานนั้นครับ แต่ควรเน้นภาษาต่างประเทศครับ ประสบการณ์ที่เคยทำทั้งสองแบบ คือ

    1.ลูกจ้างพนักงานบริษัท รายได้น้อย มั่นคงกว่า ไม่ต้องเสี่ยงมาก ไม่ต้องลงทุนหรือเสี่ยงกับการขาดทุน แต่ก็มีข้อเสีย คือ ยิ่งสูงยิ่งหนาว เมื่อคุณมีตำแหน่งงานสูง จะกลายเป็นความรับผิดชอบสูง เครียด ความยืดหยุ่นเรื่องเวลาต่ำ การตัดสินใจซื้อบ้านและรถ กลายเป็นภาระหนี้สินที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต หากเราไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อไปตามวัตถุนิยมมากนักก็พอมีพอกินไม่เป็นหนี้สิน แต่ไม่ถึงขนาดร่ำรวย

    2.อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ โอกาสในการก้าวไปเป็นผู้ประกอบการของแต่ละคนตอบลำบาก และไม่ตายตัว เพราะเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ บางคนจึงอาจไม่เหมาะกับการเป็นผู้ประกอบการครับ หรือหากสนใจจะเป็นผู้ประกอบการ จำเป็นมากๆ ทีจะต้องหมั่นหาข้อมูลให้มาก เพื่อเก็บสะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ครับ

    ก่อนอื่นจะเริ่มทำอะไรก็ต้องเป็นลูกจ้างเค้ามาก่อน บางทีถ้าไม่เคยเป็นลูกจ้าง อาจจะไม่มีวันคิดทำธุรกิจเลยก็ได้นะ เพราะว่าไม่ได้เกิดการเรียนรู้ แล้วนำมาพัฒนาต่อยอด จนมีอะไรเป็นของตัวเองจากนั้นใช้ประสบการณ์และเงินที่ได้ไปทำธุรกิจเองครับ และที่สำคัญ ผมว่าหาได้เยอะได้น้อยก็ไม่สำคัญหรอกครับ มันสำคัญอยู่ที่การเก็บมากกว่า ซึ่งมันก็ทำยากอยู่เหมือนกันนะ ตัวผมเองทุกวันนี้ยังทำไม่ได้เลย ก็พยายามเก็บเงินเก็บทอง และควรเก็บเงินให้ได้ส่วนหนึ่งที่พอจะลงทุนที่จะดำเนินกิจการเองได้ คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 ปีครับ แล้วไปทำธุรกิจส่วนตัวดีกว่าครับ อิสระดี ได้เป็นเจ้านายตัวเอง จะลำบากมากลำบากน้อยก็ทนเอาครับ อยากรวยต้องเสี่ยงทำธุรกิจส่วนตัว เสี่ยงจริงแต่ก็รวยเร็วกว่า บางคนที่ร่ำรวยเขาก็เริ่มมาจากการเป็นลูกจ้างก่อน ผมว่ามันขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของแต่ละคนมากกว่าว่าจะรู้จักพลิกสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ยังไง หากเราอยากก้าวหน้าเราก็ต้องมองการณ์ไกล รู้จักคิดใกล้ทำยาว และคิดยาวทำไกล

    ถ้าท้อก็คิดถึงคนที่อยู่ข้างหลังครับ เช่น พ่อแม่ และครอบครัว จะได้มีกำลังใจสู้งาน เป็นลูกจ้างโอกาสที่รวยมีน้อยแต่ยังดีที่มีโกาสได้หาเงินเลี้ยงตัวเองได้ ขอให้ขยันและประหยัดก็จะดีขึ้นเอง สู้ชีวิตต่อไปครับ

    อดทนเอาความพยายามเป็นที่ตั้ง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
    เผื่อว่าวันพรุ่งนี้ของเราจะเป็นวันที่ดีที่สุด
    ถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว สักวันฝันที่เราตั้งไว้ อาจจะเป็นจริง

  • วิธีรู้ว่าเราเหมาะกับงานแบบไหน

    เราเก่งอะไร

    แต่ละคนมีความสามารถมีพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน ซึ่งเราก็อาจจะมีพรสวรรค์ที่แตกต่างจากคนอื่นไปบ้าง บางคนอาจจะวาดรูปเก่ง บางคนอาจจะเขียนหนังสือเก่ง บางคนอาจจะทำอาหารทำขนมเก่ง บางคนอาจจะซ่อมนั่นซ่อมนี่ได้ หรือว่าบางคนอาจจะมีความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นความสามารถของเรา ซึ่งหากว่าเราสามารถนำมาใช้อย่างถูกทาง เราก็สามารถที่จะนำมาใช้ทำมาหากินได้เป็นอย่างดี

    เป็นเรื่องที่ไม่ยากเลยกับการที่เราจะรู้ว่าเราเก่งอะไร เพราะนอกจากเราจะรู้ได้เองแล้ว คนรอบข้างก็เป็นส่วนหนึ่งที่บอกให้เรารู้ เพราะสิ่งที่เราเก่งนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว ซึ่งเราก็สามารถทำได้ดี และเมื่อเราชอบ ทำได้ดี มีคนชม แล้วเหตุใดเรา จึงไม่ใช้มันให้เป็นประโยชน์เล่า

    คนที่ชอบวาดการ์ตูน เวลาว่างก็อาจจะไปตั้งโต๊ะวาดภาพล้อเลียนเป็นรายได้พิเศษ คนที่ทำขนมเก่งๆ ก็อาจจะทำขนมเป็นแพ็กๆ ไปฝากขายตามร้านค้าต่างๆ หรือว่าขายตามตลาดนัด คนที่พูดดีๆ เก่งๆ ก็อาจจะเป็นเซลส์ขายของ อย่างพวกเครื่องสำอางหรือว่าประกัน เป็นต้น ซึ่งเราก็อาจจะดูความสามารถของเรา ว่าเราเก่งด้านไหนก็ไป ทำงานด้านนั้น

    คนรอบขัางมองเราอย่างไร

    การมองตัวเองเราควรมองรอบๆ ด้าน บางทีเราไม่รู้ตัวหรอกว่าเราเป็นคนยังไง จนกระทั่งมีเพื่อนหรือว่าคนรอบข้างมาบอกว่า เราเป็นคนอย่างนี้นะ เราถึงค่อยมาสำรวจตัวเองและพบว่ามันจริง ดังนั้นก่อนที่เราจะลงมือทำอะไร เราควรที่จะสำรวจบุคลิกภาพของเราจากคนรอบข้างก่อนว่ามีบุคลิกอย่างไร เหมาะกับงานประเภทไหน และควรที่จะปรับอะไรบ้างไหม

    นอกจากนี้ เราควรที่จะถามคนจากหลายๆ กลุ่ม เพราะบางทีบุคลิกของเราที่มีต่อคนกลุ่มหนึ่งก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เราควรที่จะเรียนรู้เอาไว้ เพื่อที่จะนำไปปรับปรุง ซึ่งในบางครั้ง อาจจะมีคนหนึ่งๆ มองเราผิดๆ เพราะบุคลิกบางอย่าง เราก็ควรจะไต่ถาม และนำมาแกไข เพราะไม่ว่าเราจะทำธุรกิจหรือว่างานใดๆ ก็ตาม เราจำเป็นจะต้องสื่อสาร และทำงานกับคนรอบข้าง ดังนั้นนอกจากเราจะใช้มุมมองของคนอื่นเพื่อมองตัวเองให้ชัดขึ้นแล้ว เรายังใช้มุมมองของ คนอื่นมาปรับปรุงตัวเอง ให้เป็นที่ยอมรับของบุคคลรอบช้างอีกด้วย

  • 9 คุณสมบัติของการเป็นผู้นำ

    คุณสมบัติการเป็นผู้นำ
     

    ผู้นำ คือ คนที่มีความสำเร็จในชีวิต ผู้นำมีอยู่ในหลายวงการไม่ว่าจะเป็นวงการธุรกิจ วงการสังคม วงการการเมือง หรือวงการอื่นๆ ซึ่งผู้นำเป็นบุคคลที่มีความน่าเคารพ นับถือ และหลายคนเลือกที่จะมีผู้นำเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต หรือการทำงานที่มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ ผู้นำจะมีคุณสมบัติหลายข้อที่เป็นคุณสมบัติที่โดดเด่น และเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำ หากคุณอยากมีความเป็นผู้นำก็ควรสำรวจคุณสมบัติทั้ง 9 ข้อต่อไปนี้

    กล้าตัดสินใจ

    ผู้นำนั้นจะต้องมีคุณสมบัติแรกคือ ความกล้าในการตัดสินใจ หรือตัดสินใจในทุกๆ เรื่องอย่างเด็ดขาด โดยอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง อาทิ การตัดสินคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาที่มีความผิด ผู้นำจะต้องกล้าที่จะสืบสวน และกล้าตัดสินใจหากได้รับคำตอบว่าการกระทำนั้นใครผิด และตัดสินอย่างเด็ดขาดโดยปราศจากความลำเอียง ความเป็นผู้นำเป็นบทบาทที่หลายคนรู้สึกลำบากใจ เพราะความกล้าในกล้าตัดสินใจนั้น อาจทำให้คนรอบข้างรู้สึกว่าคุณเป็นผู้นำที่บ้าอำนาจ หรือทำตัวเป็นใหญ่ ดังนั้นความกล้าในการตัดสินใจควรอยู่ในระดับที่พอดีไม่น้อยหรือมากจนเกินไป

    มีเป้าหมาย

    ผู้นำจะต้องมีเป้าหมาย หรือจุดยืนที่ชัดเจน โดยคำนึงถึงองค์กรก่อนตัวเองเสมอ โดยเป้าหมายที่ผู้นำต้องมีคือเป้าหมายในการทำงาน อาทิ การตั้งเป้าในหนึ่งปีจะต้องสามารถผลิตงานได้มากน้อยเพียงใด มีเป้าหมายร่วมกันและรวมกันกับลูกน้องที่จะต้องสำเร็จไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลงไปมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นสร้างความไม่มั่นใจให้กับลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นผู้นำควรมีเป้าหมายในชีวิตและการทำงานที่ชัดเจน

    มีบุคลิกภาพที่ดี

    ผู้นำจะต้องมีบุคลิกภาพที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การนั่ง ควรทำด้วยความสุภาพ บุคลิกภาพเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความเป็นตัวคุณ โดยบุคลิกภาพที่ดีนั้นหมายรวมถึงการแต่งกายที่เหมาะสม การวางตัว หรืออื่นๆ ที่บ่งบอกถึงความเป็นคุณ บุคลิกภาพที่ดีช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับท่านผู้นำได้ เพียงแค่ต้องอาศัยการเลือกที่เหมาะสมกับตัวเอง ความสูง และรูปร่างเพื่อเสริมจุดที่โดดเด่นและจุดด้อยของตนเอง

    มีมนุษยสัมพันธ์ดี

    มนุษยสัมพันธ์ คือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันทั้งจ้านายกับลูกน้อง หรือกับเพื่อนร่วมงานที่มีทั้งอายุเท่ากัน หรือกับผู้ที่มีอายุมากกว่าจะต้องมีการสร้างมนุษยสัมพันธ์ด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป ผู้นำจะรู้จักวิธีการสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยวิธีการที่เหมาะสม มนุษยสัมพันธ์เป็นการลดระยะห่าง ช่องว่างระหว่างกัน เพื่อให้การคุยงานหรือปรึกษางาน การทำงานรวมกันเป็นทีม ต้องอาศัยการสร้างมนุษยสัมพันธ์เสียก่อนเพื่อให้เมื่อทำงานแล้วจะไม่เกิดปัญหา ผู้นำที่ดีจะต้องเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์

    มีความเป็นธรรม

    ความเป็นธรรม ความยุติธรรมเป็นคุณสมบัติสำคัญของการเป็นผู้นำ เพราะผู้นำเปรียบเสมือนผู้ที่มีอำนาจสูงสุด เหมือนกับองค์กรเป็นประเทศและมีผู้นำ ดังนั้นเมื่อในองค์กรมีปัญหาที่อาจเกิดจากความขัดแย้งระหว่างพนักงาน เจ้านายกับลูกน้อง หรือปัญหาในการทำงาน ผู้นำจะต้องเป็นคนที่มีความยุติธรรมและสามารถตัดสินหรือแก้ไขปัญหาได้โดยปราศจากความลำเอียงหรือไม่เป็นธรรม

    มีความรับผิดชอบ

    ความรับผิดชอบเป็นคุณสมบัติของผู้นำ และในอาชีพใดๆ ก็ตาม ผู้นำจะต้องมีความรับผิดชอบสูงทั้งต่อในหน้าที่ การบริหารงาน การบริหารบุคคล ความรับผิดชอบถือเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับความเป็นผู้นำ ความรับผิดชอบนั้นต้องอยู่ที่จิตใต้สำนึกของผู้นำโดยต้องสลัดความเป็นผู้นำที่เหนือกว่าลูกน้องออกไป และรับผิดชอบงานของตนเอง รวมถึงมอบหมายงานให้กับพนักงานมีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานด้วย

    รับฟังความคิดเห็น

    ผู้นำจะต้องมีคุณสมบัติในการรับฟังความคิดเห็น ไม่ควรใช้ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ เพราะการรับฟังความคิดเห็นเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาให้คุณมีความเป็นผู้นำมากขึ้น รวมถึงยังช่วยพัฒนาองค์กรได้อีกด้วย เพราะความคิดเห็นนั้นเมื่อผู้นำรับฟังจะได้รับรู้ถึงแง่มุมแปลกใหม่ หรือปัญหาที่ไม่เคยประสบด้วยตนเอง ดังนั้นการรับฟัง เป็นผู้ฟังที่ดีของผู้นำจึงเป็นเรื่องที่ดีมาก และเป็นคุณสมบัติที่ผู้นำจะต้องมีและขาดไม่ได้

    ตรงต่อเวลา

    คุณสมบัติที่ผู้นำต้องมีอีกข้อและขาดไม่ได้คือ การตรงต่อเวลา เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับคนที่อยู่ในฐานะผู้นำ หรือผู้ตาม ผู้นำจะต้องเริ่มมีความตรงต่อเวลาตั้งแต่การเข้า ออกงาน การนัดพบปะ นัดประชุม หรือการส่งงานที่ตรงตามเวลาที่กำหนด ผู้นำเมื่อมีความตรงต่อเวลาแล้วก็จะส่งผลให้คุณมีความน่าเชื่อถือ น่าเคารพและน่ายกย่อง อีกทั้งยังเป็นต้นแบบและตัวอย่างที่ดีต่อผู้ตามด้วย

    มีความทุ่มเท

    คนที่อยู่ในฐานะผู้นำจะต้องมีความทุ่มเททั้งในด้านการทำงาน ด้านการใช้ชีวิต และด้านอื่นๆ ที่ส่งผลให้ความเป็นผู้นำนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ความทุ่มเททั้งกายและใจลงไปในงานจะช่วยเพิ่มความประสบความสำเร็จให้กับผู้นำ ความทุ่มเทเป็นสิ่งที่ต้องเสียสละความเป็นส่วนตัว หรือเวลาส่วนตัวบ้าง แต่เพื่อความเป็นผู้นำที่สมบูรณ์

    สรุป

    ผู้นำเปรียบเสมือนแบบอย่างที่ดีของใครหลายๆ คน เพราะการเป็นผู้นำนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และที่ยากไปกว่านั้นคือการเป็นผู้นำและให้ผู้คนนับถือและยกย่องให้เป็นแบบอย่าง ผู้นำจะมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมและเมื่อปฏิบัติตามคุณสมบัติของความเป็นผู้นำก็จะทำให้คุณนั้นประสบความสำเร็จในชีวิตและการงาน

  • วิธีรับมือเจ้านายสารพัดรูปแบบ

    บทความวิธีรับมือเจ้านายสารพัดรูปแบบ ก็เป็นเคล็ดลับสำหรับสร้างความสำเร็จในหน้าที่การงาน แน่นอนว่านอกจากความสามารถเฉพาะตัว บวกกับความขยันขันแข็งแล้ว การเข้ากับเจ้านายได้ดีก็เป็นอีกทางหนึ่ง ที่จะทำให้คุณพบกับความสำเร็จ ถึงขั้นได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งชนิดก้าวกระโดดได้ไม่ยาก

    หากคุณเป็นคนที่รักความก้าวหน้า อยากก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นพร้อมกับได้รับเงินเดือนที่น่าพอใจ ไม่จำเป็นหรอกว่าต้องขยันตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อจะได้เข้างานก่อนใครในบริษัท หรือกลับบ้านเอาตอนสองทุ่มสามทุ่มเพื่อเอาหน้า การสร้างคะแนนไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น ไม่ว่าคุณจะทุ่มเทแค่ไหนถ้าเจ้านายไม่ชอบคุณ หรือไม่กินเส้นกับคุณเสียแล้ว บอกได้คำเดียวว่า ยากที่จะก้าวหน้า

    เจ้านายแต่ละคนมีอุปนิสัยใจคอที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจได้ชื่อว่าเป็น นายจอมวีน นายจอมงก หรือนายฉลาดแต่ขี้โกง และอื่นๆ อีกมากมาย กลวิธีเข้าหานายจึงแตกต่างกันไป แต่อยากให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า การปรับตัวให้ไปกันได้ดีกับนายนั้น เป็นแค่การปรับตัวบางอย่าง ไม่ใช่ทั้งหมด อย่าลืมว่า คุณยังเป็นตัวคุณ ไม่ใช่คนอื่น ฉะนั้นอย่าสูญเสียความเป็นตัวเองจนใครต่อใครลากไปไหนก็ได้ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคุณจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่พร้อมจะถูกเด้งออกจากออฟฟิศได้ง่ายๆ เช่นกัน

    เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น มีความสุข และอนาคตก้าวไกล มาทำความรู้จักนายของตัวเองดีกว่า ดูซิว่า นายของเราเป็นคนประเภทไหน ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร จากนั้นเข้าให้ถูกทาง พยายามญาติดีเข้าไว้เป็นใช้ได้

    เจ้านายผู้ไม่กล้าตัดสินใจ

    “อะไรกัน!! จะให้ฉันตัดสินใจเหรอ…”
    เจ้านายประเภทไม่กล้าตัดสินใจมักหาทางหลีกเลี่ยงการตัดสินใจอยู่ร่ำไป อาจมีการแสร้งทำเป็นป่วย (การเมือง) กุเรื่องปัญหาครอบครัวขึ้นมา ลาพักร้อนล่วงหน้า ยักย้ายกำหนดเดินทางไปติดต่อธุรกิจ เพื่อกันตัวเองให้ออกจากสถานการณ์ที่ต้องทำตัดสินใจ และเจ้านายจำพวกนี้ มักเที่ยวไปแย่งเอาความดีความชอบจากผลงานคนอื่นมาใส่ตัว โดยพนักงานที่มีฝีมือนี่แหละ เป็นเสมือนเครื่องมือของเจ้านายไร้ฝีมือ

    “ช่วงเวลาหกปีที่ดิฉันทำงานเป็นลูกน้องเธอ ไม่เคยเลยที่เห็นเธอตัดสินใจครั้งสำคัญสักที นายคนนี้ทั้งขี้ตกใจและรู้สึกไม่มั่นคงตลอดเวลา เธอจึงต้องพึ่งลูกน้องระดับอาวุโสถึง 3 คน เพื่อช่วยในการตัดสินใจเสมอ และเมื่อเข้าตาจนก็มักเรียกดิฉันอยู่เรื่อย และดิฉันพลาดที่ให้เบอร์มือถือเธอไป ทำให้โทรศัพท์มาหาไม่ว่าเป็นเวลาไหนอย่างไม่มีความเกรงใจ เช่น คืนหนึ่งตอนเกือบเที่ยงคืนโทรมาหาดิฉัน เนื่องจากพรุ่งนี้เธอถูกเรียกให้เข้าประชุมด่วนตอนเช้าว่าด้วยแผนกลยุทธ์ของบริษัท แต่เจ้านายดิฉันไม่มีไอเดียอะไรแม้แต่น้อย เธอโทรมาขอให้ฉันช่วยคิดแก้ไขสถานการณ์ถึงครึ่งชั่วโมงกว่าที่เธอจะสามารถรวบรวมไอเดียมากพอที่จะไปโชว์ในที่ประชุม”

    มัลลิกา สีชมภู ฝ่ายการตลาดของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ที่รู้สึกเหมือนว่า ตัวเองเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของเจ้านายเลยทีเดียว

    กลยุทธ์รับมือ

    ถ้าคุณหวังเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีทางเลือกชัด 2 ทาง คือ ขอย้ายไปอยู่หน่วยอื่น หรือไม่ก็หางานใหม่ทำ
    อย่าไปขัดคอกับเจ้านายประเภทนี้ จนกว่าคุณพร้อมที่จะเดินหมากในครั้งต่อไปของตัวเอง
    ไม่ว่าคิดจะทำอะไรก็ตาม อย่าเผลอแพร่งพรายให้เจ้านายคนนี้รู้เรื่องเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นอาจถูกขโมยไอเดียได้
    สร้างพันธมิตรในบริษัทเข้าไว้และให้แน่ใจว่าฝ่ายบริหารระดับสูงรู้เรื่องผลงานที่คุณอุตส่าห์ทำไว้

    เจ้านายจอมสั่ง

    “ทำไมฉันต้องตัดสินใจเองล่ะ ในเมื่อใช้คนอื่นไปทำแทนก็ได้”
    เจ้านายประเภทนี้จัดว่าไร้ความสามารถในการจัดระบบงานเพื่อทำให้สำเร็จ เลยใช้วิธีโยนให้คนอื่นทำซะเลย เพื่อให้พ้นตัว มองด้านดีอาจเหมือนว่า เวลาได้งานมาทำเท่าใด โอกาสที่คุณได้โชว์ความสามารถย่อมมีมาก แต่ระวังว่า คนได้รับความดีความชอบจะไม่ได้เป็นคุณ แต่กลับเป็นนายจอมสั่งของเราเสียเอง

    กลยุทธ์รับมือ

    เจ้านายประเภทนี้จะไม่ยอมสื่อสารให้ทราบว่า เขาหรือเธอคาดหวังอะไร เรียกว่าได้แต่สั่ง ฉะนั้นทำให้ชีวิตคุณให้ง่ายขึ้น ด้วยการพยายามถามนาย เพื่อสามารถจับทางให้ได้ว่า จะสามารถตอบต่อวัตถุประสงค์ของงานรวมถึงของเจ้านายได้อย่างไร
    ไม่ได้รับทรัพยากรเพียงพอในการทำงาน เพราะมักถูกสั่งให้ทำโดยไม่ได้จัดเตรียมสิ่งใดไว้ให้ เพื่อหลักเลี่ยงปัญหาต่างๆ ควรแจ้งให้นายทราบ (เป็นลายลักษณ์อักษรยิ่งดี) ว่าจำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง ถ้าไม่ได้งานก็จะไม่เสร็จตามเป้าหมาย ฉะนั้นจะมาตำหนิกันไม่ได้
    หากถูกมอบหมายให้ทำงานที่อาจทำลายภาพพจน์ของคุณให้เกิดความเสื่อมเสียในสายตาของเพื่อนร่วมงานและบรรดาผู้จัดการ จงปฏิเสธอย่างสุภาพที่จะรับงานประเภทนี้ ให้เหตุผลไปว่า คุณมีงานล้นมือที่ต้องทำอยู่แล้ว
    จำไว้ว่า…ไม่มีทางที่คุณจะทำให้เจ้านายประเภทนี้พอใจหรอก ไม่ว่าพยายามทำดีแค่ไหน ฉะนั้นทำใจยอมรับคำตำหนิเสียเถิด

    ทำอย่างไรดีเมิ่อหัวหน้างานอารมณ์ร้าย

    มีเพื่อนผมคนหนึ่ง ได้มาพูดคุยถามผมว่า ที่บริษัทของดิฉัน มีผู้อำนวยการท่านนึง แต่ดิฉันไม่ได้ under ด้วย ท่านเป็นคนอารมณ์ร้าย มักจะด่าลูกน้องต่อหน้าสาธารณะ จนลูกน้องร้องไห้ และลาออกไป 3 คนแล้วภายในครึ่งปีนี้ เห็นเพื่อนแล้วสงสาร ไม่รู้จะแก้ไขนิสัยท่านได้อย่างไร และไม่ได้สนิทด้วย

    คำตอบก็คือ มีผู้ทำตัวอย่างที่ไม่ดีให้เห็นแล้ว อย่ามัวรีรอที่จะพิจารณาว่า เราจะไม่มีวันเป็นอย่างนี้เด็ดขาด แผ่เมตตาให้เขา ไม่มีวิธีใดดีกว่านี้แล้ว ส่วนความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องเป็นไปได้ยาก เพราะเราไม่ได้เกิดมาเพื่อแก้ไขนิสัยของเขา เราทำหน้าที่ของเราให้ดี และไม่ควรไปเอาไม้ซีกงัดไม้ซุง ไม่เอาลูกกระพรวนไปผูกคอแมว ขอให้รวมกลุ่มสามัคคีในระดับคนทำงาน สามัคคีคือพลัง ยามระส่ำระสาย ต้องรวมใจมดเล็กๆ ไว้กัดช้าง

    ถ้าจะแก้ปัญหานี้ ต้องใช้กุศโลบาย ต้องใช้วิธีแยบยล เคยได้ยินว่า เสนาอำมาตย์ในประเทศจีน จะแก้นิสัยปรับทิฏฐิของผู้ที่อยู่สูงกว่า ยังไม่อาจบอกตรงๆ แต่ใช้วิธีเล่านิทานเปรียบเทียบ เปรียบเปรยให้ฟัง ให้ไปคิดเอง

    คนในระดับเดียวกันกับเขา ชั้นนักบริหาร คงจะมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร หัวหน้างาน หรือนักบริหาร ต้องมี พรหมวิหาร 4 และ ทศพิธราชธรรม 10 จึงจะปกครองคนได้ ความไม่โกรธ ความอ่อนโยน ความอดทน เหล่านี้ เป็นธรรมะของนักบริหาร มีในทศพิธราชธรรม

    สัจจะ (ความจริงใจ) และการสำรวจตนเอง จะช่วยให้แต่ละคน ทำตนให้สงบ ไม่ก่อความทุกข์ให้คนอื่น คนที่ยิ่งมีหน้าที่ใหญ่โต ยิ่งต้องมีคุณธรรมมาก

    หรืออยู่เฉยไว้ มองหาด้านดีของเค้าดูบ้าง ถ้าความอารมณ์ร้ายของเค้าเป็นนิสัยระดับลึก และมีผลกระทบด้านเสียต่อองค์กร ก็คงจะมีผู้ใหญ่คนอื่นเห็นเองครับ

error: Content is protected !!