Category: Lifestyle

  • หนังสือสร้างแรงบันดาลใจเปลี่ยนชีวิตใหม่

    เพราะหนังสือเป็นแหล่งรวมพลังใจที่แสวงหาได้ง่ายอีกวิธีหนึ่ง จึงไม่แปลก หากเราค้นพบความสุข และเปลี่ยนชีวิตตนเองได้จากถ้อยคำในหนังสือ ขึ้นชื่อว่าหนังสือ ล้วนแล้วแต่บรรจุไปด้วยความรู้ใหม่ๆ ที่รอให้เข้าไปศึกษาภายในเล่มอย่างมากมาย ไม่เว้นแม้แต่หนังสือการ์ตูน หนังสือบทกลอน หนังสือนวนิยาย รวมไปจนถึงหนังสือเรียน และหนังสือที่เต็มเปี่ยมไปด้วยปรัชญาวิชาการที่อัดแน่นไปด้วยความรู้ล้ำลึกเล่มหนา มีใครบ้างไหมที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ผมกล้าตอบอย่างมั่นใจเลยทันทีว่ามี และจำนวนคนอ่านหนังสือในบ้านเราถ้าเทียบกับเด็กต่างชาติที่ขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวนั้นย่อมเทียบกันไม่ติดอยู่แล้ว น่าแปลกใจเหลือเกินที่ว่า หนังสือเป็นสิ่งที่ให้ความรู้ ให้ความแปลกใหม่อย่างที่เราไม่คาดคิดอยู่หลายเล่ม บางเล่มสามารถทำให้เราฉุกคิดตาม และนำบทเรียนในตำราเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ได้กับชีวิตจริง แต่ทำไมเราจึงละเลย เมื่อสิ่งที่หนังสือเขียนสอนไว้ล้วนมีความหมายว่า ‘ดี’ แต่คนเราสมัยนี้ รู้แต่กลับไม่ทำเอง

    เพราะแค่อ่านหนังสือ ก็เหมือนการพาตัวเองท่องโลกกว้างไปยังดินแดนแปลกใหม่ ที่อัดแน่นไปด้วยความรู้ ประสบการณ์หลากหลายของคนสำคัญอื่น ๆ ที่โลกระลึกไว้จดจำ กระทั่งสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวที่เป็นองค์ความรู้ให ม่ๆ ทำให้เรากลายเป็นคนที่น่าทึ่งและมีความพิเศษเหนือกว่าคนอื่น ๆ ได้ คนบางคนสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองจากจุดที่ต่ำ จุดที่คนอื่นมองว่าเรามีปมด้อยทางความคิดหรือทางใดก็ตาม แต่คน ๆ นั้นก็กลับมามีชีวิตใหม่ที่โดดเด่นมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปด้วยซ้ำ และนั่นก็เป็นเพราะหนังสือเพียงเล่มเดียวที่เขาได้อ่านศึกษาความรู้นั่นเอง

    ข้อแนะนำสำหรับมือใหม่เริ่มอ่าน

    1.เลือกหนังสือที่ชอบโดยที่เนื้อหาในเล่มไม่เทอะทะหนาตามากเกินไป เพราะหากเราเป็นคนอ่านหนังสือช้า หรือไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือเท่าไร กว่าจะอ่านจบสักตอนก็อาจทำให้เราเบื่อการอ่านไปเสียก่อน
    2.หลายคนอ้างว่าไม่มีเวลาอ่านหนังสือ แนะนำให้อ่านในช่วงเวลาก่อนนอน จะดีที่สุด ตัวหนังสือจะพาเราท่องโลกจินตนาการและปลดปล่อยอารมณ์ขณะนั้นให้ผ่อนคลาย คิดตามได้ และที่สำคัญการอ่านหนังสือก่อนนอนจะช่วยขับกล่อมทำให้เรานอนหลับง่ายและฝันดีอีกด้วยนะ
    3.แบ่งบทตอนของเนื้อหาไว้พอสมควรที่เราจะอ่านในช่วงเวลาหนึ่งจบ อย่างเช่นนวนิยาย อาจจะแบ่งไว้อ่านก่อนนอนหรือตอนที่ว่างสักครั้งละ 2-3 บท เพื่อจะทำให้เราไม่เบื่อหน่ายกับการรีบเร่งต้องอ่านให้จบภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว นอกเสียจากเป็นหนังสือที่เราอ่านแล้วชอบ รู้สึกสนุกไปกับมันอย่างแท้จริงเราอาจจะอ่านเพียงรวดเดียวจบเลยก็ได้

    วันที่ชีวิตเรากำลังต้องการคำตอบ ให้มองหาหนังสือที่แทนความหมายดี ๆ สักเล่ม เพราะหนังสือนี่แหละที่ถูกสร้างมาเพื่อเปลี่ยนชีวิตเราให้เป็นคนละคน เหมือนหลายครั้งเวลาที่เราอ่อนแอ ไร้กำลังใจ พอหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทีไร เหมือนรู้สึกพบชีวิตใหม่ขึ้นมาทุกที

    ผมก็ขอแนะนำหนังสือสร้างแรงบันดาลใจไว้แบบคร่าวๆ นะครับ

    มองโลกให้”บวก”
    Price Pritchett, ดร.ทรรศนะ บุญขวัญ(แปล)

    มนุษย์แต่ละคนมีข้อแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย นั้นคือทัศนคติ ส่วนความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่นั้น คือ ทัศนคติเป็นบวกหรือเป็นลบ ทัศนคติในการมองเชิงบวกนั้น เป็นแรงกระตุ้นที่ช่วยดึงศักยภาพภายในตัวออกมา การมองเชิงบวกยังนำมาซึ่งแสงที่ส่องมายังมุมมือในชีวิต คนที่มองเชิงบวกจะตีเหตุการณ์ต่างๆ ในมุมมองของความหวัง มองหาผลประโยชน์และทางออกที่สร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้กับความคิดใหม่ๆ ในขณะที่คนมองเชิงลบจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป

    “จงออกแบบทัศนคติให้ออกมาในแง่ดี”
    “จงระวังวิธีการที่คุณตีความหมายโลกใบนี้อย่างไร มันก็เป็นอย่างงั้น” (Eric Heller)
    “ความหวังช่วยกำหนดทิศทางสู่เป้าหมายและนำมาซึ่งความทะเยอทะยาน”
    “การมองแง่บวกเป็นพลังอันมหาศาล” (Colin Powell)
    “การมองในแง่บวกเป็นทัศนคติของผู้ชนะ และมันเป็นกุญแจดอกสำคัญสู่การมีชีวิตที่ดีขึ้น”

    เมื่อยักษ์ตื่่น!
    โค้ชสิริลักษณ์ ตันศิริ

    จากซุเปอร์ซิ้ม ผู้จัดการฝ่ายบัญชีที่อยู่ในโลกแคบๆ มากว่า 10 ปี จนได้มารู้จักกับธุรกิจเครือข่าย และอยากประสบความสำเร็จอย่างคนอื่นๆ พยายามขวนขวาย อ่านทั้งหนังสือเข้าฟังสัมนามากมาย จนทัศนคติเริ่มเปลี่ยนไปและประกาศกับตัวเอง “ฉันจะเป็นคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของความตั้งใจ ของความมุ่งมั่น ของความอดทน ของความพากเพียรพยายาม ฉันจะทำจนกว่าความฝันของฉันเป็นจริง ฉันมีพลัง ฉันเชื่อมั่น ฉันทำได้!”

    ในที่สุดก็สำเร็จและอยากถ่ายทอดความสำเร็จนี้ โดยเริ่มที่น้องๆ ธุรกิจเครือข่าย 5-6 คน และเริ่มเพิ่มมากขึ้น ทุกคนเมื่อฟังจบ ต่างปรบมือ และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “พี่สุดยอดจริงๆ” และตัวเองมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น อยากสอนคนอื่นมากขึ้น โดยมี Anthony Robbins เป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลใจ อยากที่จะเป็นแบบเขาและมองดูตัวเอง สร้าพลังให้กับตัวเอง สร้างจิตนาการให้กับตัวเอง ปลุกยักษ์ที่มีในตัวเองให้ตื่นขึ้น ฉันรักตัวเอง ฉันรักความฝันและทำมันจนสำเร็จ เป็นนักโมติเวทหญิงคนแรกของเมืองไทย

    “ฝันในสิ่งที่คุณอยากฝัน ไปในที่ที่คุณอยากไป เป็นคนที่คุณอยากจะเป็น เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว คือชาตินี้ ที่จะได้ทำในสิ่งที่คุณอยากทำ”
    -โค้ชสิริลักษณ์ ตันศิริ-

    กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในธุรกิจส่วนตัว
    ฟิลิป ฮอลแลนด์

    เล่มนี้ก็ดีมากๆ เป็นความล้มเหลวในการพยายามทำธุรกิจถึงสี่ครั้งสี่ครา ลองเข้าไปอ่านดูได้ครับ แต่ยังไงเค้าก็สู้ครับ เพราะชีวิตยังต้องเดินต่อไปตามฝัน ที่สำคัญต้องถามตัวเองว่าฝันคืออะไร อะไรที่เราอยากทำ คิดและวางแผน แล้วลงมือทำครับ

    เหนื่อยชั่วคราว สบายชั่วโคตร
    พอล ภัทรพล

    ผมอ่านแล้ว หัวใจหลักๆคือ เป็นการแนะนำการหาเงินแบบ passive income (สร้างระบบให้มีรายได้เข้ามา แม้ว่าเราจะทำงานหรือไม่ทำก็ได้) มันเป็นเหมือนการเล่าชีวิตของพอลว่ากว่าที่ชิวิตเค้า จะมาถึงจุดที่ ได้รู้จักกับคำว่า “เหนื่อยชั่วคราว สบายชั่วโคตร” และในความหมายของคำว่า financially free มันเป็นยังไง ทำอย่างไรให้เกษียณอายุได้เร็วขึ้น ไม่จำเป็นต้องรอให้แก่แล้วค่อยเกษียณ หนังสือดีครับ ลองหาซื้อมาอ่านกันดู

    สมองสงสัย ใจตอบ
    ขุนเขา

    แนะนำ “สมองสงสัย ใจตอบ” ของขุนเขา ดีมากครับ ทำให้เข้าใจตัวเอง เข้าใจคนรอบข้างมากขึ้น จึงมีความสุขมากขึ้น และทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากทำอะไรดีๆ มากขึ้น

  • 11 วิธีกินอยู่อย่างประหยัด

    ในปัจจุบันนี้อะไรๆ ก็แพงไปหมด ทั้งอาหารการกิน และการเป็นอยู่ แต่เงินเดือน หรือรายรับยังเท่าเดิม ซึ่งเราก็จะต้องรัดเข็มขัดประหยัดค่าใช้จ่ายกันมากขึ้น และหนทางที่จะทำให้เงินมีพอใช้ นั่ก็คือ หารายได้ให้เพิ่มมากขึ้น หรืออีกทางก็คือ ประหยัดเงินให้มากขึ้น ซึ่งการประหยัดเงินนั้นสามารถทำได้ไม่ยากเลยครับ วันนี้ผมก็จะขอแนะนำ 11 วิธีกินอยู่อย่างประหยัดครับ

    1. ทำอาหารกินเอง

    การทำอาหารกินเองช่วยให้คุณประหยัดขึ้นได้จริง เนื่องจากการทำอาหารกินเองนั้น คุณเป็นคนเลือกซื้อวัตถุดิบในการปรุงอาหารได้ หรืออาจจะเลือกปลูกผักเองเพื่อใช้ในการประกอบอาหาร การทำอาหารกินเองช่วยให้ประหยัดค่ากับข้าวไม่ว่าจะเป็น แกงถุง อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารตามร้านอาหาร ได้มาก

    2. ปลูกผักกินเอง

    ผักเป็นวัตถุดิบหลักในการปรุงอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนั้นหากบ้านของคุณมีพื้นที่อยู่บ้างก็ควรเลือกปลูกผัก อย่าง พริกขี้หนู กะเพรา โหระพา ต้นหอม ผักชี มะนาว หรือผักอื่นๆ ที่สามารถเติบโตได้ง่าย และไม่ใช้พื้นที่ในการปลูกมากนัก เพราะหากมีวัตถุดิบเองก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการต้องซื้อผักมาปรุงอาหาร อีกทั้งหากช่วงนั้นผักมีราคาแพง คุณก็สามารถเก็บผักที่ปลูกมาใช้ได้เลยไม่ต้องไปหาซื้อ

    3. เลือกสถานที่ซื้อ

    เราควรเลือกสถานที่สำหรับการซื้อวัตถุดิบในการทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็นตลาดสด หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยเลือกผักตามฤดูกาลซึ่งจะมีราคาที่ถูก ส่วนเนื้อหมู ไก่ ปลา หรืออาหารทะเลก็เลือกตามใจชอบและคำนึงถึงการนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนูเป็นหลัก

    4. ห่อข้าวกลางวัน

    มื้อกลางวันเป็นมื้อที่สำคัญไม่แพ้กับมื้ออาหารเช้า โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงาน การห่อข้าวกลางวันไปกิน จะช่วยประหยัดค่าอาหารตามสั่ง หรือก๋วยเตี๋ยวที่มีราคาสูง ซึ่งบางพื้นที่จะขายข้าวในราคาแพงมาก เช่น สยาม สีลม สุขุมวิท ทองหล่อ ถ้าคุณทำงานแถวนั้น การห่อข้าวไปกิน นี่คือทางประหยัดเงินของคุณ อีกทั้งการห่อข้าวกลางวันยังช่วยทำให้เจริญอาหาร มีเมนูเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามใจชอบ หากห่อข้าวกลางวันไปกินทั้งเดือนจะช่วยประหยัดค่าอาหารถึงหลักพันเลยทีเดียวครับ

    5. ไม่กินของจุกจิก

    การกินอยู่อย่างประหยัด ไม่ควรกินของจุกจิก อย่างเช่น ขนมขบเคี้ยวต่างๆ น้ำอัดลม หรืออาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และมีราคาแพง เพราะของเหล่านี้จะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้อีกด้วย ดังนั้นคุณจึงควรเลือกกินอาหารมื้อหลักมากกว่าของจุกจิก

    6. งดมื้อเย็นนอกบ้าน

    การกินมื้อเย็นนอกบ้านไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ควรเลือกกินเฉพาะในโอกาสพิเศษ หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะหากเลือกกินมื้อเย็นที่ร้านอาหารก็จะเพิ่มรายจ่าย เพราะร้านอาหารนั้นคิดราคาค่าอาหารที่เน้นกำไรอยู่แล้ว ดังนั้นหากคุณอยากที่ประหยัดเงิน ควรงดกินอาหารเย็นนอกบ้าน แต่เลือกที่จะกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าที่บ้าน เพื่อประหยัดค่าอาหาร อีกทั้งยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวอีกด้วย

    7. งดซื้อของฟุ่มเฟื่อย

    ของฟุ่มเฟื่อย คือ ของที่เกินความจำเป็น กล่าวคือไม่มีของเหล่านี้ เราก็สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ หลายคนยังทำข้อนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่มักชอบซื้อของฟุ่มเฟื่อย เช่น รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า เราควรใช้ของที่มีอยู่ให้คุ้มค่าเสียก่อนจึงเลือกซื้อใหม่ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ และเปลี่ยนเป็นเงินเก็บจะดีกว่านะครับ

    8. ออมเงิน

    การออมเงินควรออมไว้ประมาณ 5-10% ของรายได้ โดยหักเงินออมไว้ก่อน และเข้าบัญชีธนาคาร ให้ฝึกทำเป็นประจำจนเป็นนิสัยในการออม เพราะการออมเงินนั้นช่วยทำให้คุณรู้จักคุณค่าของเงิน อีกทั้งเงินออมยังสามารถนำมาใช้ในยามฉุกเฉิน เช่น เมื่อต้องเข้าการรักษาในโรงพยาบาล เป็นต้น

    9. ซื้อของที่มีคุณภาพ

    ของที่มีคุณภาพ หรือของดี คือของที่คุณต้องเลือกซื้อ เพราะของที่มีคุณภาพสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าของที่มีราคาถูก เช่น อาหารสำเร็จรูป หรือวัตถุดิบนำเข้า ส่วนของใช้ที่จำเป็น อย่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ควรเลือกซื้อของที่ดีมีคุณภาพเพื่อการใช้งานที่ยาวนานกว่า อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องการเสียหาย เพราะอาจจะนำมาซึ่งค่าซ่อมแซมที่ยุ่งยาก ค่าซ่อมอาจจะเท่าค่าซื้อ ดังนั้นคุณจึงควรเลือกซื้อของที่มีคุณภาพ

    10. เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ

    การซื้อของไม่ว่าจะเป็นของกินหรือของใช้ก็ตาม ควรสำรวจราคา และเปรียบเทียบกันเพื่อให้ได้ของที่มีราคาถูก หรือของที่มีราคาสูงแต่ได้ในปริมาณมาก ทำให้ได้ใช้สิ่งของนั้นนานขึ้นไม่ต้องซื้อซ้ำ หรือเลือกที่จะซื้อสินค้าซื้อ 1 แถม 1 ซื้อสินค้าชนิดเติม เช่น สบู่ ยาสระผม น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า เป็นต้น เพราะสิ่งของเหล่านี้เป็นสินค้าที่ต้องใช้ประจำทุกวัน หรือใช้เป็นประจำ หากเลือกซื้อด้วยการเปรียบเทียบราคาก็จะช่วยทำให้ได้ของที่มีปริมาณมากใช้ได้ยาวนานขึ้น และมีราคาที่เหมาะสมอีกด้วย

    11. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

    การทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นวิธีหนึ่งที่ดีสำหรับวิธีกินอยู่อย่างประหยัด เพราะการทำบัญชีรายรับรายจ่ายจะช่วยทำให้คุณรู้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในแต่ละเดือน ทำให้คุณสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ อีกทั้งยังสามารถหาวิธีการประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการปลูกผักกินเอง ทำอาหารกินเองทุกมื้อ งดซื้อของฟุ่มเฟื่อย หรือเลือกที่จะทำอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ของคุณให้มากขึ้น และในขณะเดียวกันก็เก็บออมเงินอีกด้วย

    สรุป

    วิธีกินอยู่อย่างประหยัด คือ การรู้จักกิน รู้จักใช้ ในทุกสิ่งทุกอย่าง และกินอยู่อย่างรู้คุณค่า และคุ้มค่ามากที่สุด เพราะไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงการกินการอยู่ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันได้ ดังนั้นวิธีกินอยู่อย่างประหยัดในยุคของแพงแบบนี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรรู้ และควรปฏิบัติตามอย่างยิ่งครับ

  • มีความฝันต้องทำความฝันให้เป็นจริง

    หลายสิ่งที่ฝันไว้ ถ้ามันจะเป็นเรื่องที่สายเกินไป นั่นเพราะที่ผ่านมามัวแต่คิดได้ แต่ไม่ยอมลงมือทำ
    ความสามารถของมนุษย์เรามีมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องที่ฝันไว้ ยิ่งฝัน ยิ่งจินตนาการกับมันมากเท่าไร แต่แล้วทำไม ยิ่งกลับไม่เคยสนใจว่าเมื่อไรจะลงมือทำเสียที

    ผมเห็นหลายคนที่เติบโตมาพร้อมความฝันสวยงามหลายอย่าง คนรอบตัวผมพูดให้ฟังเสมอว่ามีความฝันอย่างนั้น อย่างนี้ที่อยากทำ ผมคิดในใจ “อยากทำ แล้วทำไมไม่ทำ” หากสุดท้ายคนเหล่านั้นก็ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม อยู่กับสิ่งเดิม ๆ ไปวัน ๆ แล้วโปรเจกต์ความฝันอันอลังการที่คิดฝันไว้ทั้งหมดที่ผ่านมาล่ะมันหายไปไหน ความคิดที่ว่าอยากเห็นอนาคตตัวเองประสบความสำเร็จ มีเงินทองมากมาย เขายังคงคิดเช่นนั้นอยู่ไหม และถ้าหากใช่ ยังคิดได้ ฝันได้ แต่แล้วทำไมกลับลงมือทำไม่ได้

    อาจเป็นเพราะเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับความฝันนั้นมากพอ เพราะต่อให้เราฝันยิ่งใหญ่แค่ไหน ต่อให้มันยากที่จะได้มาครอบครอง แต่ถ้าหากนั่นเป็นสิ่งที่หัวใจค้นหาแล้วบอกว่า ‘ใช่’ ผมว่าหลังจากนั้นขั้นตอนการดำเนินงานมันจะหลั่งไหลเป็นคำตอบให้เราบอกโจทย์ตัวเองได้ว่า ควรจะเริ่มต้นยังไง จัดการกับความฝันอย่างไรต่อไป เพราะสิ่งที่ยากที่สุด คือ การเริ่มต้น ก้าวแรกของการลงมือทำจึงมักเป็นสิ่งที่เราหวาดหวั่น ด้วยความที่ไม่แน่ใจว่า หากลงมือทำไปแล้วจะสำเร็จไหม จะได้ดั่งใจที่ตั้งไว้หรือเปล่า และถ้าหากผลออกมาคือ ไม่สำเร็จนั่นย่อมเท่ากับเรากำลังสูญเสีย เราอาจจะเสียความมั่นใจ เสียเวลาที่มุ่งมั่นพยายามทำมัน หากแต่ไม่เสียใจกว่าหรือ ถ้าหากเรามีความฝันมาอย่างเนิ่นนาน แต่ไม่ได้ลงมือทำมันเลย

    ผมว่าเรื่องที่เราควรให้ความเสียใจกับมัน ไม่ใช่การทำอะไรสักอย่างแล้วไม่เป็นผลสำเร็จหรอก แต่มันคือ การไม่ยอมเริ่มต้นเลยต่างหาก

    คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่เขาฝันไว้ พวกเขามองการเริ่มต้นเป็นสิ่งที่ท้าท้าย และกระหายต่อการลงมือทำเท่านั้น เหนือจากนั้น เขาไม่ได้สนใจหรอกว่า ผลจะออกมาเป็นแบบไหน จะให้ประโยชน์ตอบแทนกลับมามากมายเท่าไร แต่ระหว่างที่เขาลงมือทำต่างหาก นั่นคือความสุขซึ่งสามารถตอบแทนสิ่งที่เขาพยายามทำมันมาโดยตลอด ผมเชื่อเช่นนั้น และเชื่ออีกว่า คนที่มีเป้าหมายในชีวิต เขาจะไม่ใช้ชีวิตแบบหมดไปวันๆ อย่างไร้ค่า เพราะตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาจนกระทั่งเข้านอนในคืนนั้น เขามีเป้าหมาย มีการวางแผนเป็นระบบของชีวิตแล้วว่า วันนี้จะทำอะไรบ้าง เมื่อทำแบบนี้แล้วผลจะเป็นแบบไหน ถ้าหากผลออกมาดีหรือไม่อย่างไร แผนการรองรับต้องเตรียมไว้พร้อมเพื่อป้องกันให้ทุกอย่างที่เขาทำพบร่องรอยของปัญหาน้อยที่สุด

    การลงมือทำฝันให้เป็นจริง หรือการตั้งตาทำอะไรสักอย่างที่เราปรารถนาจะให้มันสำเร็จ ขอจงอย่าหวาดกลัวกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น การพบเจอปัญหาเจอความล้มเหลวเสียบ้าง ถือเป็นน้ำมันหล่อลื่นอย่างหนึ่งของชีวิตที่จะทำให้เราได้สติ เพราะน้ำมันชนิดนั้นเราเพียงนำมาหยอดลงในร่องรอยของอุปสรรคที่มันฝืดเคืองต่อการเดินหน้า เมื่อน้ำมันแห่งสติปัญญาพาเราเคลื่อนหินแห่งอุปสรรคก้อนใหญ่ออกไปจากชีวิตได้ ความราบรื่น ในการทำความฝันให้สำเร็จก็ย่อมตกอยู่ในมือของเรา หากเพียงเราพึงใช้สติเป็นเพื่อนร่วมทางขณะลงมือปั้นฝัน ความฝันย่อมมีวันเป็นจริงได้ และความภาคภูมิใจก็จะเป็นรางวัลให้เราได้ชื่นใจตั้งแต่ลงมือทำ จนกระทั่งความฝันนั้นสำเร็จเป็นจริง

    การจะทำเรื่องยากสักเรื่องให้เป็นเรื่องง่ายได้นั้น มันขึ้นอยู่ที่ใจเราเท่านั้นแหละ ออกแบบชีวิตกันได้แล้วว่า จะลงมือปั้นความฝันให้เกิดขึ้นจริงเมื่อไร ตอนไหน ไม่ต้องมีข้ออ้างใดๆ สำหรับการปั้นฝันหรอก ตื่นสาย รถติด นอนไม่พอ เงินไม่มี เหนื่อยทุกวัน สมองตีบตัน คิดงานไม่ออก ฯลฯ เหล่านี้คือ ข้ออ้างเท่านั้น ข้ออ้างของผู้เข้าข่ายประสบความล้มเหลวในชีวิต แล้วเรายินดีหรือที่จะให้ตัวเองเป็นบุคคลประเภทนั้น ในเมื่อเรามีสมอง มีสติปัญญาและมีหนทางลงมือทำความฝันให้เป็นจริงได้ จะกลัวอะไรกับแค่การลงมือทำ เพราะหากสุดท้ายเราไม่อาจเข้าชิงเส้นชัยแห่งความสำเร็จ แต่รางวัลของความตั้งใจก็ทำให้เรายิ้มอย่างมีความสุขกับชีวิตได้มากกว่าไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยไม่ใช่หรือ

error: Content is protected !!