Category: ต่างประเทศ

  • กฎบัตรอาเซียน มีอะไรบ้าง

    กฎบัตรอาเซียน หรือในภาษาอังกฤษมีชื่อว่า Asean Charter เปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของอาเซียนที่จะทำให้อาเซียนมีสถานะเป็นนิติบุคคล เป็นการวางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กรให้กับอาเซียน โดยนอกจากจะประมวลสิ่งที่ถือเป็นค่านิยม หลักการ และแนวปฏิบัติในอดีตของอาเซียนมาประกอบกันเป็นข้อปฏิบัติอย่างเป็นทางการของประเทศสมาชิกแล้ว ยังมีการปรับปรุงแก้ไขและสร้างกลไกใหม่ขึ้น พร้อมกำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรที่สำคัญในอาเชียนตลอดจนความสัมพันธ์ในการดำเนินงานขององค์กรเหล่านี้ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนให้สามารถดำเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการรวมตัวของประชาคมอาเซียน ให้ได้ภายในปี พ.ศ.2558 ตามที่ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันไว้

    ทั้งนี้ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองกฎบัตรอาเซียน ในการประชุมสุดยอดยอดเซียน ครั้งที่ 13 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 ณ ประเทศสิงคโปร์ ในโอกาสครบรอบ 40 ของการก่อตั้งอาเซียน แสดงให้เห็นว่าอาเซียนกำลังแสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงความก้าวหน้าของอาเซียนที่กำลังจะก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมั่นใจระหว่างประเทศสมาชิกต่าง ๆ ทั้ง 10 ประเทศ และถือเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนอาเซียนให้เป็นองค์กรที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลในฐานะที่เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล ประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียน ครบทั้ง 10 ประเทศแล้วเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2551 กฎบัตรอาเซียนจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2551 เป็นต้นไป

    วัตถุประสงค์ของกฎบัตรอาเซียน

    วัตถุประสงค์อของกฎบัตรอาเซียน คือ ทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประสิทธิกาพ มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเคารพกฎกติกาในการทำงานมากขึ้น นอกจากนี้ กฎบัตรอาเซียนจะให้สถานะนิติบุคคลแก่อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล (intergovernmental organization)

    โครงสร้างและสาระสำคัญของกฎบัตรอาเซียน

    กฏบัตรอาเชียน ประกอบด้วยบทบัญญัติ 13 หมวด 55 ข้อ ได้แก่

    หมวดที่ 1 ความมุ่งประสงค์และหลักการของอาเซียน
    หมวดที่ 2 สภาพบุคคลตามกฏหมายของอาเชียน
    หมวดที่ 3 สมาชิกภาพ รัฐสมาชิก สิทธิและพันธกรณีของรัฐสมาชิก และการรับสมาชิกใหม่
    หมวดที่ 4 โครงสร้างองค์กรของอาเซียน
    หมวดที่ 5 องค์กรที่มีความสัมพันธ์กับอาเซียน
    หมวดที่ 6 การคุ้มกันและเอกสิทธิ์
    หมวดที่ 7 กระบวนการตัดสินใจ
    หมวดที่ 8 การระงับข้อพิพาท
    หมวดที่ 9 งบประมาณและการเงิน
    หมวดที่ 10 การบริหารและขั้นตอนการดำเนินงาน
    หมวดที่ 11 อัตลักษณ์และสัญลักษณ์ของอาเซียน
    หมวดที่ 12 ความสัมพันธ์กับภายนอก
    หมวดที่ 13 บทบัญญัติทั่วไปและบทบัญญัติสุดท้าย

    กฎบัตรอาเชียนช่วยให้อาเซียนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เสริมสร้างกลไกการติดตามความตกลงต่างๆ ให้มีผลเป็นรูปธรรม และผลักดันอาเซียนให้เป็นประชาคมเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

    กฎบัตรอาเชียนช่วยให้อาเซียนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร มีข้อกำหนดใหม่ๆ ที่ช่วยปรับปรุงโครงสร้างการทำงานและกลไกต่างๆ ของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความยืดหยุ่นในการแก้ไขปัญหา เช่น

    1. กำหนดให้เพิ่มการประชุมสุดยอดอาเซียนจากเดิมปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ผู้นำมีโอกาสหารือกันมากขึ้น พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันอาเซียนไปสู่การรวมตัวกันเป็นประชาคมในอนาคต
    2. มีการตั้งคณะมนตรีประจำประชาคมอาเซียนตามเสาหลักทั้ง 3 ด้าน คือ การเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
    3. กำหนดให้ประเทศสมาชิกแต่งตั้งเอกอัคราชฑูตประจำอาเซียนไปประจำที่กรุงจาการ์ตา ซึ่งไม่เพียงแต่จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจแนวแน่ของอาเซียนที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อมุ่งไปสู่การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคต และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปร่วมประชุมและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก
    4. หากประเทศสมาชิกไม่สามารถตกลงกันได้โดยหลักฉันทามติ ให้ใช้การตัดสินใจรูปแบบอื่นๆ ได้ตามที่ผู้นำกำหนด
    5. เพิ่มความยืดหยุ่นในการตีความหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน โดยมีข้อกำหนดว่าหากเกิดปัญหาที่กระทบต่อผลประโยชน์ส่วนร่วมของอาเซียน หรือเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ประเทศสมาชิกต้องหารือกันเพื่อแก้ปัญหา และกำหนดให้ประธานอาเซียนเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    กฎบัตรอาเซียนจะเสริมสร้างกลไกการติดตามความตกลงต่างๆ ให้มีผลเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

    กฎบัตรอาเซียนสร้างกลไกตรวจสอบและติดตามการดำเนินการตามความตกลงต่างๆ ของประเทศสมาชิกในหลากหลายรูปแบบ เช่น

    1. ให้อำนาจเลขาธิการอาเซียนดูแลการปฏิบัติตามพันธกรณีและคำตัดสินขององค์กรระงับข้อพิพาท
    2. หากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐสมาชิกสามารถใช้กลไกและขั้นตอนระงับข้อพิพาททั้งที่มีอยู่แล้ว และที่จะตั้งขึ้นใหม่เพื่อแก้ไขข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยสันติวิธี
    3. หากมีการละเมิดพันธกรณีในกฎบัตรฯ อย่างร้ายแรง ผู้นำอาเซียนสามารถกำหนดมาตรการใดๆ ที่เหมาะสมว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อรัฐผู้ละเมิดพันธกรณีกฎบัตรอาเซียนช่วยให้อาเซียนเป็นประชาคมเพื่อประชาชนได้อย่างไรข้อบทต่างๆ ในกฎบัตรอาเซียนแสดงให้เห็นว่าอาเซียนกำลังผลักดันองค์กรให้เป็นประชาคมเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง จึงกำหนดให้การลดความยากจนและลดช่องว่างการพัฒนาเป็นเป้าหมายหนึ่งของอาเซียนกฎบัตรอาเซียนเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในอาเซียนผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ ของอาเซียนมากขึ้น ทั้งยังกำหนดให้มีความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสมัชชารัฐสภาอาเซียน ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐสภาของประเทศสมาชิกกำหนดให้มีการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนของอาเซียน เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

    ความสำคัญของกฎบัตรอาเซียนต่อประเทศไทย

    กฎบัตรอาเซียน ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามพันธกรณีต่างๆ ของประเทศสมาชิก ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมหลักประกันให้กับไทยว่า จะสามารถได้รับผลประโยชน์ตามที่ตกลงกันไว้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้ การปรับปรุงการดำเนินงานและโครงสร้างองค์กรของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการเสริมสร้างความร่วมมือในทั้ง 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียนจะเป็นฐานสำคัญที่จะทำให้อาเซียนสามารถตอบสนองต่อความต้องการและผลประโยชน์ของรัฐสมาชิก รวมทั้งยกสถานะและอำนาจต่อรอง และภาพลักษณ์ของประเทศสมาชิกในเวทีระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเอื้อให้ไทยสามารถผลักดันและได้รับผลประโยชน์ด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น

    – อาเซียนขยายตลาดให้กับสินค้าไทยจากประชาชนไทย 60 ล้านคน เป็นประชาชนอาเซียนกว่า 550 ล้านคน ประกอบกับการขยายความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางคมนาคม ระบบไฟฟ้า โครงข่ายอินเตอร์เน็ต ฯลฯ จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับไทย

    นอกจากนี้ อาเซียนยังเป็นทั้งแหล่งเงินทุนและเป้าหมายการลงทุนของไทย และไทยได้เปรียบประเทศสมาชิกอื่นๆ ที่มีที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน สามารถเป็นศูนย์กลางทางการคมนาคมและขนส่งของประชาคม ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และบุคคล ระหว่างประเทศสมาชิกที่สะดวกขึ้น

    – อาเซียนช่วยส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อเผชิญกับภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น SARs ไข้หวัดนก การค้ามนุษย์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หมอกควัน ยาเสพติดปัญหาโลกร้อน และปัญหาความยากจน เป็นต้น
    – อาเซียนจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลก และเป็นเวทีที่ไทยสามารถใช้ในการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของเพื่อนบ้านที่กระทบมาถึงไทยด้วย เช่น ปัญหาพม่า ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์พหุภาคีในกรอบอาเซียนจะเกื้อหนุนความสัมพันธ์ของไทยในกรอบทวิภาคี เช่น ความร่วมมือกับมาเลเซียในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วย

  • AEC Blueprint มีอะไรบ้าง

    สำหรับเสาหลักการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) เมื่อปี พ.ศ.2558 เพื่อให้อาเซียนมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ อย่างเสรี และเงินทุนที่เสรีขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ.2550 อาเซียนได้จัดทำพิมพ์เขียวเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) เป็นแผนบูรณาการงานด้านเศรษฐกิจให้เห็นภาพรวมในการมุ่งไปสู่ AEC ซึ่งประกอบด้วยแผนงานเศรษฐกิจในด้านต่างๆ พร้อมกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินมาตรการต่างๆ จนบรรลุเป้าหมายในปี พ.ศ.2558 รวมทั้งการให้ความยืดหยุ่นตามที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงกันล่วงหน้าเพื่อสร้างพันธสัญญาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน

    อาเซียนได้กำหนดยุทธศาสตร์การก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่สาคัญดังนี้

    1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
    2. การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง
    3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน และ
    4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

    โดยมีรายละเอียดแยกตามหัวข้อดังนี้

    1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน

    การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะทำให้อาเซียนมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น โดยอาเซียนได้กำหนดกลไกและมาตรการใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินมาตรการด้านเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้ว เร่งรัดการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในสาขาที่มีความสาคัญลำดับแรก อำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายบุคคล แรงงานฝีมือ และผู้เชี่ยวชาญ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกสถาบันในอาเซียน

    การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกันของอาเซียน มี 5 องค์ประกอบหลัก คือ

    (1) การเคลื่อนย้ายสินค้าเสรี
    (2) การเคลื่อนย้ายบริการเสรี
    (3) การเคลื่อนย้ายการลงทุนเสรี
    (4) การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรีขึ้น
    (5) การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรี

    ทั้งนี้อาเซียนได้กำหนด 12 สาขาอุตสาหกรรมสำคัญลำดับแรกอยู่ภายใต้ตลาดและฐานการผลิตเดียวกันของอาเซียน ได้แก่ เกษตร ประมง ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์ไม้ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ การขนส่งทำงอากาศ สุขภาพ e-ASEAN ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ รวมทั้งความร่วมมือในสาขาอาหาร เกษตรและป่าไม้

    การเป็นตลาดสินค้าและบริการเดียวจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค และเสริมสร้างศักยภาพของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยประเทศสมาชิกได้ร่วมกันดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของอาเซียน ได้แก่ ยกเลิกภาษีศุลกากรให้หมดไป ทยอยยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี ปรับประสานพิธีการด้านศุลกากรให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนธุรกรรม เคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรี นักลงทุนอาเซียนสามารถลงทุนได้อย่างเสรีในสาขาอุตสาหกรรมและบริการที่ประเทศสมาชิกอาเซียนเปิดให้ เป็นต้น

    2. การเป็นภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขัน

    เป้าหมายสำคัญของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน คือ การสร้างภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง มีความเจริญรุ่งเรือง และมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขันมี 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

    (1) นโยบายการแข่งขัน
    (2) การคุ้มครองผู้บริโภค
    (3) สิทธิในทรัพย์สินทำงปัญญา (IPR)
    (4) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
    (5) มาตรการด้านภาษี
    (6) พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

    ประเทศสมาชิกอาเซียนมีข้อผูกพันที่จะนำกฎหมายและนโยบายการแข่งขันมาบังคับใช้ภายในประเทศ เพื่อทำให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมกันและสร้างวัฒนธรรมการแข่งขันของภาคธุรกิจที่เป็นธรรม นำไปสู่การเสริมสร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคในระยะยาว

    3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน

    การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน มี 2 องค์ประกอบ คือ

    (1) การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
    (2) ความริเริ่มในการรวมกลุ่มของอาเซียน (Initiatives for ASEAN Integration: IAI)

    ความริเริ่มดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดช่องว่างการพัฒนา ทั้งในระดับ SME และเสริมสร้างการรวมกลุ่มของกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ให้สามารถดาเนินการตามพันธกรณีและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน รวมทั้งเพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศได้รับประโยชน์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ

    4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

    อาเซียนอยู่ในท่ามกลำงสภาพแวดล้อมที่มีการเชื่อมต่อระหว่างกันและมีเครือข่ายกับโลกสูง โดยมีตลาดที่พึ่งพากันและอุตสหกรรมระดับโลก ดังนั้น เพื่อให้ภาคธุรกิจของอาเซียนสามารถแข่งขันได้ในตลาดระหว่างประเทศ ทำให้อาเซียนมีพลวัตรเพิ่มขึ้นและเป็นผู้ผลิตของโลก รวมทั้งทำให้ตลาดภายในยังคงรักษาความน่าดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ อาเซียนจึงต้องมองออกไปนอกภูมิภาคอาเซียนบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก โดยดำเนิน 2 มาตรการคือ

    (1) การจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) และความเป็นหุ้นส่วนทำงเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด (CEP) กับประเทศนอกอาเซียน
    (2) การมีส่วนร่วมในเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานโลก

  • AEC คืออะไร และประวัติ AEC

    AEC หรือชื่อเต็มภาษาไทย คือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และชื่อเต็มภาษาอังกฤษคือ Asean Economic Community

    ผมจะขอเกริ่นนำให้อ่านก่อนนะครับว่า ก่อนที่จะมี AEC ได้มีการก่อตั้งอาเซียน (ASEAN) ขึ้นมาก่อน โดยอาเซียนได้ก่อตั้งขึ้นตามปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 โดยมีประเทศผู้ก่อตั้งแรกเริ่ม 5 ประเทศ คือ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ.2527 ประเทศบรูไน ก็ได้เข้าเป็นสมาชิกเป็นประเทศที่ 6 ตามด้วย พ.ศ.2538 ประเทศเวียดนามก็เข้าร่วมเป็นสมาชิกเป็นประเทศที่ 7 ต่อมา พ.ศ.2540 ประเทศลาวและประเทศพม่าก็เข้าร่วมเป็นประเทศที่ 8 และ 9 และปี พ.ศ.2542 ประเทศลาวกัมพูชา ก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเป็นประเทศที่ 10 ทำให้ปัจจุบันอาเซียนเป็นกลุ่มเศรษฐกิจภูมิภาคขนาดใหญ่ มีประชากรรวมกันเกือบ 500 ล้านคน

    ซึ่งอาเซียนก็ได้จัดการประชุมสุดยอดเรื่อยมา จนกระทั่งอาเซียนได้จัดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 9 ที่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2546  ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้ตกลงกันที่จะจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ

    1.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC ชื่อเต็มคือ Asean Economic Community) ดำเนินงานเเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอาเซียน
    2.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (Socio-Cultural Pillar) ดำเนินงานเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมในอาเซียน
    3.ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (Political and Security Pillar) ดำเนินงานเกี่ยวกับการเมืองและความมั่นคงในอาเซียน

    คำว่า AEC ก็เกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา AEC คือการรวมตัวของชาติใน Asean 10 ประเทศ โดยมี ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, บรูไน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน จะมีรูปแบบคล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone นั่นเอง จะทำให้มีผลประโยชน์ และอำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้าได้มากขึ้น และการนำเข้า ส่งออกของชาติในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า (เรียกว่าสินค้าอ่อนไหว)

    ซึ่งเดิมกำหนดเป้าหมายที่จะตั้ง AEC ขึ้นในปี พ.ศ. 2563 แต่ต่อมาได้ตกลงกันเลื่อนกำหนดให้เร็วขึ้นเป็นปี พ.ศ. 2558 ซึ่งเมื่อ 10 ประเทศพร้อมแล้ว ทุกอย่างพร้อมแล้ว จากโครงการที่ตั้งไว้ ก็ได้เวลาจัดตั้งไว้ตามแผน และ AEC ได้จัดตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ซึ่งทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปอย่างมากเลยทีเดียว

    จุดประสงค์การจัดตั้ง AEC

    สำหรับจุดประสงค์การจัดตั้ง AEC ในปี พ.ศ. 2558 จุดประสงค์เพื่อให้อาเซียนมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ อย่างเสรี และเงินทุนที่เสรีขึ้นต่อมาในปี พ.ศ. 2550 อาเซียนได้จัดทำพิมพ์เขียวเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) เป็นแผนบูรณาการงานด้านเศรษฐกิจให้เห็นภาพรวมในการมุ่งไปสู่ AEC ซึ่งประกอบด้วยแผนงานเศรษฐกิจในด้านต่างๆ พร้อมกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินมาตรการต่างๆ จนบรรลุเป้าหมายเมื่อปี พ.ศ. 2558 รวมทั้งการให้ความยืดหยุ่นตามที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงกันล่วงหน้า

    ในอนาคต AEC จะเป็นอาเซียน+3 โดยจะเพิ่มประเทศ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เข้ามาอยู่ด้วย และต่อไปก็จะมีการเจรจา อาเซียน+6 จะมีประเทศ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ อินเดียต่อไป

    AEC Blueprint (แบบพิมพ์เขียว) หรือแนวทางที่จะให้ AEC เป็นไปตามแบบแผนคือ
    1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
    2. การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง
    3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน
    4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

    โดยให้แต่ละประเทศใน AEC ให้มีจุดเด่นต่างๆ ดังนี้
    พม่า : สาขาเกษตรและประมง
    มาเลเซีย : สาขาผลิตภัณฑ์ยาง และสาขาสิ่งทอ
    อินโดนีเซีย : สาขาภาพยนต์และสาขาผลิตภัณฑ์ไม้
    ฟิลิปปินส์ : สาขาอิเล็กทรอนิกส์
    สิงคโปร์ : สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาสุขภาพ
    ไทย : สาขาการท่องเที่ยว และสาขาการบิน (ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ASEAN)

    การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้ชัดๆใน AEC โดยอธิบายให้เห็นภาพเข้าใจง่ายๆ เช่น

    – การลงทุนจะเสรีมากๆ คือ ใครจะลงทุนที่ไหนก็ได้ ประเทศที่การศึกษาระบบดีๆ ก็จะมาเปิดโรงเรียนในบ้านเรา อาจทำให้โรงเรียนแพงๆแต่คุณภาพไม่ดีต้องปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจจะสู้ไม่ได้
    – ไทยจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว และการบินอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะว่าอยู่กลาง Asean และไทยอาจจะเด่นในเรื่อง การจัดการประชุมต่างๆ, การแสดงนิทรรศการ, ศูนย์กระจายสินค้า และยังเด่นเรื่องการคมนาคมอีกด้วยเนื่องจากอยู่ตรงกลางอาเซียน และการบริการด้านการแพทย์และสุขภาพจะเติบโตอย่างมากเช่นกันเพราะ จะผสมผสานส่งเสริมกันกับอุตสาหกรรรมการท่องเที่ยว (ค่าบริการทางการแพทย์ของประเทศต่างชาติจะมีราคาสูงมากหากเทียบแกับประเทศไทย)

    – การค้าขายจะขยายตัวอย่างน้อย 25% ในส่วนของอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น รถยนต์, การท่องเที่ยว, การคมนาคม, แต่อุตสาหกรรมที่น่าห่วงของไทยคือ ที่ใช้แรงงานเป็นหลักเช่น ภาคการเกษตร, ก่อสร้าง, อุตสาหกรรรมสิ่งทอจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากฐานการผลิตอาจย้ายไปประเทศที่ผลิตสินค้าทดแทนได้เช่นอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยผู้ลงทุนอาจย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า เนื่องด้วยบางธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะมากนัก ค่าแรงจึงถูก

    – เรื่องภาษาอังกฤษจะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะมีคนอาเซียน เข้ามาอยู่ในไทยมากมายไปหมด และมักจะพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ แต่จะใช้ภาษาอังกฤษ (AEC มีมาตรฐานว่าจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางเพื่อสื่อสารใน AEC) บางทีเรานึกว่าคนไทยไปทักพูดคุยด้วย แต่เค้าพูดภาษาอังกฤษกลับมา เราอาจเสียความมั่นใจได้ ส่วนสิ่งแวดล้อมนั้น ป้ายต่างๆ หนังสือพิมพ์, สื่อต่างๆ จะมีภาษาอังกฤษมากขึ้น (ให้ดูป้ายที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นตัวอย่าง) และจะมีโรงเรียนสอนภาษามากมาย หลากหลายหลักสูตร

    – การค้าขายบริเวณชายแดนจะคึกคักอย่างมากมาย เนื่องจากด่านศุลกากรชายแดนอาจมีบทบาทน้อยลงมาก แต่จะมีปัญหาเรื่องยาเสพติด และปัญหาสังคมตามมาด้วย

    – เมืองไทยจะไม่ขาดแรงงานที่ไร้ฝีมืออีกต่อไปเพราะแรงงานจะเคลื่อนย้ายเสรี จะมีชาวพม่า, ลาว, กัมพูชา เข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น แต่คนเหล่านี้ก็จะมาแย่งงานคนไทยบางส่วนด้วยเช่นกัน  และยังมีปัญหาสังคม อาชญากรรม จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย อันนี้รัฐบาลควรต้องวางแผนรับมือ

    – คนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ บางส่วนจะสมองไหลไปทำงานเมืองนอก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมซอร์ฟแวร์ (ที่จะให้สิงคโปร์เป็นหัวหอกหลัก) เพราะชาวไทยเก่ง แต่ปัจจุบันได้ค่าแรงถูกมาก อันนี้สมองจะไหลไปสิงคโปร์เยอะมาก แต่พวกชาวต่างชาติก็จะมาทำงานในไทยมากขึ้นเช่นกัน อาจมีชาว พม่า, กัมพูชา เก่งๆ มาทำงานกับเราก็ได้ โดยจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง  บริษัท software ในไทยอาจต้องปรับค่าจ้างให้สู้กับ บริษัทต่างชาติให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดภาวะสมองไหล

    – อุตสาหกรรมโรงแรม, การท่องเที่ยว, ร้านอาหาร, รถเช่า บริเวณชายแดนจะคึกคักมากขึ้น เนื่องจากจะมีการสัญจรมากขึ้น และเมืองตามชายแดนจะพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นจุดขนส่ง

    – สาธารณูปโภคในประเทศไทย หากเตรียมพร้อมไม่ดีอาจขาดแคลนได้ เช่น ชาวพม่า มาคลอดลูกในไทย ก็ต้องใช้โรงพยาบาลในไทยเป็นต้น

    – กรุงเทพฯ จะแออัดอย่างหนัก เนื่องจากมีตำแหน่งเป็นตรงกลางของอาเซียนและเป็นเมืองหลวงของไทย โดยเมืองหลวงอาจมีสำนักงานของต่างชาติมาตั้งมากขึ้น รถจะติดอย่างมาก สนามบินสุวรรณภูมิจะแออัดมากขึ้น (ปัจจุบันมีโครงการที่จะขยายสนามบินแล้ว)

    – ไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารโลกในการผลิตอาหาร เพราะ knowhow ในไทยมีเยอะประสบการณ์สูง และบริษัทอาหารในไทยก็แข็งแกร่ง ประกอบทำเลที่ตั้งเหมาะสมอย่างมาก แม้จะให้พม่าเน้นการเกษตร แต่ทางประเทศไทยเองคงไปลงทุนในพม่าเรื่องการเกษตรแล้วส่งออก ซึ่งก็ถือเป็นธุรกิจของคนไทยที่ชำนาญอยู่แล้ว

    – ไทยจะเป็นศูนย์การการท่องเที่ยว และคมนาคมอย่างไม่ต้องสงสัย หากผู้ประกอบธุรกิจในไทยที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจนี้ปรับตัวและเตรียมพร้อมดีก็จะได้ประโยชน์จากการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและคมนาคม

    – ปัญหาสังคมจะรุนแรงถ้าไม่ได้รับการวางแผนที่ดี เนื่องจาก จะมีขยะจำนวนมากมากขึ้น, ปัญหาการแบ่งชนชั้น ถ้าคนไทยทำงานกับคนต่างชาติที่ด้อยกว่า อาจมีการแบ่งชนชั้นกันได้, จะมีชุมชนสลัมเกิดขึ้น และอาจมี พม่าทาวน์, ลาวทาวน์, กัมพูชาทาวน์, ปัญหาอาจญากรรมจะรุนแรง สถิติการก่ออาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างมากจากชนนั้นที่มีปัญหา, คนจะทำผิดกฎหมายมากขึ้นเนื่องจากไม่รู้กฎหมาย

    การขนส่งที่จะเปลี่ยนแปลง  East-West Economic Corridor (EWEC)หรือเส้นทางหมายเลข 9 (R9) ชื่อไทยว่า เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก

    จะมีการขนส่งจากท่าเทียบเรือทางทะเลฝั่งขวาไปยังฝั่งซ้าย เวียดนาม-ไทย-พม่า มีระยะทางติดต่อกันโดยประมาณ 1,300 กม.อยู่ในเขตประเทศไทยถึง 950 กม. ลาว 250 กม. เวียนดนาม 84 กม.เส้นทางเริ่มที่ เมืองท่าดานัง ประเทศเวียดนาม ผ่านเมืองเว้และเมืองลาวบาว ผ่านเข้าแขวงสะหวันนะเขตในประเทศลาว และมาข้ามสะพานมิตรภาพ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ข้ามแม่น้ำโขงสู่ไทยที่จังหวัดมุกดาหาร ผ่านจังหวัดกาฬสินธุ์, ขอนแก่น, เพชรบูรณ์, พิษณุโลก สุดที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จากนั้นเข้าไปยังประเทศพม่าไปเรื่อยๆ ถึงอ่าวเมาะตะมะ ที่เมืองเมาะลำไย หรือมะละแหม่ง เป็นการเชื่อมจากทะเลจีนใต้ไปสู่อินเดีย

    เส้นทาง R9 นี้จะทำให้การขนส่งรวมถึง logistic ใน AEC จะพัฒนาอีกมาก และจากาการที่ไทยอยู่ตรงกลางภูมิภาค ทำให้เราขายสินค้าได้มากขึ้นเพราะเราจะส่งของไปท่าเรือทางฝั่งซ้ายของไทยก็ได้ ทางฝั่งขวาก็ได้ ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในไทยบริเวณดังกล่าวก็น่าจะมีราคาสูงขึ้นด้วย

    และที่พม่ายังมี โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือโครงการ “ทวาย” (ศูนย์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และยังเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ ที่ปัจจุบัน Italian-Thai Development PLC ได้รับสัมปทานในการก่อสร้างแล้ว) โครงการทวายมีเป้าหมายที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมบนพื้นที่ประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร ในภาคใต้ของพม่า ซึ่งมีโครงการก่อสร้างโรงถลุงเหล็ก โรงงานปุ๋ย โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมัน ในระยะถัดไปอีกด้วย

    ซึ่งโครงการทวาย มีที่เส้นทางสอดคล้องกับ East-West Economic Corridor จะกลายเป็นทางออกสู่ทะเลจุดใหม่ที่สำคัญมากต่ออาเซียน เพราะในอดีตทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียจำเป็นต้องใช้ท่าเรือของสิงคโปร์เท่านั้น ขณะเดียวกันโปรเจกต์ทวายนี้ยังเป็นต้นทางรับสินค้าจากฝั่งมหาสมุทรอินเดียหรือสินค้าที่มาจากฝั่งยุโรปและตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มพลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซ ซึ่งจะถูกนำเข้าและแปรรูปในโรงงานปิโตรเคมีภายในพื้นที่โปรเจกต์ทวาย เพื่อส่งผ่านไทยเข้าไปยังประเทศกลุ่มอินโดจีนเช่น ลาว กัมพูชา และไปสิ้นสุดปลายทางยังท่าเรือดานังประเทศเวียดนาม และจะถูกส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นและจีน

    ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่เราควรจะเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ที่สำคัญตอนนี้คือ ภาษาอังกฤษ อย่างน้อยๆเราก็จะได้สื่อสารกันกับ Asean ได้ เพราะหากสื่อสารไม่ได้ เรื่องอื่นก็คงยากที่จะทำ และกาคิดจะหาลูกค้าแค่ในประเทศไทยก็อาจไม่เพียงพอแล้ว เพราะธุรกิจต่างชาติก็จะมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดของเราแน่นอน เรื่อง AEC จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ธุรกิจ และคนไทยต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมให้ดี

  • อาเซียนคืออะไร และประวัติอาเซียน

    สำหรับคำว่าอาเซียน (ASEAN) นั้น ชื่อเต็มภาษาไทย คือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชื่อเต็มภาษาอังกฤษ คือ Association of South East AsianNations

    ซึ่งอาเซียนก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) ซึ่งได้มีการลงนามที่วังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ผู้ที่ร่วมลงนามก็คือ รัฐมนตรีของไทย และต่างประเทศ สมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งก่อตั้ง 5 ประเทศ คือ

    – ประเทศสิงคโปร์
    – ประเทศมาเลเซีย
    – ประเทศอินโดนีเซีย
    – ประเทศฟิลิปปินส์
    – ประเทศไทย

    ซึ่งรัฐมนตรีผู้แทนจากทั้ง 5 ประเทศ ประกอบด้วย

    – นายเอส ราชารัตนัม (รัฐมนตรีต่างประเทศสิงค์โปร์)
    – นายตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน (รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติมาเลเซีย)
    – นายอาดัม มาลิก (รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย)
    – นายนาซิโซ รามอส (รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์)
    – พันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย)

    โดยการจัดตั้งในครั้งแรกมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและร่วมมือในเรื่องสันติภาพ ความมั่นคง เศรษฐกิจ องค์ความรู้ สังคมวัฒนธรรม บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก เมื่อจัดตั้งอาเซียนขึ้นครั้งแรกแล้ว ในเวลาต่อมาได้มีประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเพิ่มเติม คือ

    – ประเทศบรูไนดารุสซาลาม เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2527
    – ประเทศเวียดนาม เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2538
    – ประเทศลาว และประเทศพม่า เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2540
    – ประเทศกัมพูชา เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2542

    ซึ่งในปัจจุบันมีสมาชิกอาเซียนรวมแล้วทั้งหมด 10 ประเทศ

    คำขวัญอาเซียน คือ หนึ่งวิสัยทัศน์, หนึ่งอัตลักษณ์, หนึ่งประชาคม (One Vision, One Identity, One Community)

    สัญลักษณ์อาเซียน

    รูปรวงข้าวสีเหลืองบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาวและสีน้ำเงิน

    -รูปรวงข้าวสีเหลือง 10 ต้น มัดรวมกันไว้ หมายถึง ประเทศสมาชิกรวมกันเพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
    -พื้นที่วงกลม สีแดง สีขาว และน้ำเงิน ซึ่งแสดงถึงความเป็นเอกภาพ
    -ตัวอักษรคำว่า “asean” สีน้ำเงิน อยู่ใต้ภาพรวงข้าวอันแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง สันติภาพ เอกภาพ และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียน

    สีน้ำเงิน  หมายถึง   สันติภาพและความมั่นคง
    สีแดง     หมายถึง   ความกล้าหาญ และความก้าวหน้า
    สีขาว      หมายถึง   ความบริสุทธิ์
    สีเหลือง  หมายถึง   ความเจริญรุ่งเรือง

    วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งอาเซียน

    วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งอาเซียน คือ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาค ธำรงไว้ซึ่ง สันติภาพเสถียรภาพ และความมั่นคงทางการเมือง สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาทางสังคม และ วัฒนธรรมการกินดีอยู่ดีของประชาชนบนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก โดยแบ่งออกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

    1. เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร
    2. เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
    3. เพื่อเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
    4. เพื่อเสริมสร้างให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
    5. เพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปแบบของการฝึกอบรมและการวิจัยและส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    6. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม
    7. เพื่อส่งเสริมความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ และองค์การระหว่างประเทศ

    อาเซียน รวมตัวกันเพื่อ ความร่วมมือกันทางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม และได้มีการพัฒนาการเรื่อยมา จนถึงขณะนี้ที่เรามีกฎบัตรอาเซียน (ธรรมนูญ อาเซียน หรือ ASEAN Charter) ซึ่งเป็นเสมือนแนวทางการดำเนินงานที่จะนำไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ

    1.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC ชื่อเต็มคือ Asean Economic Community) ดำเนินงานเเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอาเซียน
    2.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (Socio-Cultural Pillar) ดำเนินงานเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมในอาเซียน
    3.ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (Political and Security Pillar) ดำเนินงานเกี่ยวกับการเมืองและความมั่นคงในอาเซียน

    ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มีพัฒนาการไปด้วยกัน โดยเหตุที่คนส่วนใหญ่มักจะพูดถึงแต่ AEC ซึ่งก็คือด้านเศรษฐกิจหรือ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” คงเป็นเพราะว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ดูจะจับต้องได้มากกว่าเรื่องอื่นๆ  อีกทั้งในการขับเคลื่อนส่วนใหญ่แล้วที่มักจะก้าวไปเร็วกว่าส่วนอื่นๆ ก็คือภาคธุรกิจ ดังนั้นคนอาจจะรับรู้เรื่อง AEC มากกว่ามิติความร่วมมืออื่นๆ ของอาเซียน

    อย่างไรก็ดีความร่วมมือทั้ง 3 เสาหลักของอาเซียนก็มีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น เพราะการสร้างประชาคมอาเซียนย่อมหมายถึงการร่วมมือและหลอมรวมกันในทุกมิติ และแต่ละมิติก็ล้วนมีความสำคัญและส่งเสริมซึ่งกันและกัน เราคงไม่อาจผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้หากปราศจากความมั่นคงทางการเมือง หรือความเข้าใจกันของคนในอาเซียน

    ขณะนี้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เรื่องการเปิดเสรีแรงงานในอาเซียนจะทำได้อย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น แรงงานสามารถข้ามฝั่งโขงไปก็หางานทำอีกประเทศหนึ่งได้เลย ข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะการเปิดเสรีด้านแรงงานที่อาเซียนได้เจรจากันครอบคลุมเฉพาะในส่วนของแรงงานมีฝีมือ ขณะนี้อาเซียนได้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมในคุณสมบัติวิชาชีพเพียง 7 สาขา คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล นักบัญชี วิศวกร สถาปนิก และชำงสำรวจ แต่การที่แรงงานมีฝีมือใน 7 สาขาดังว่าจะเข้ามาทำงานในประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้ จะต้องทำตามขั้นตอนและกฎระเบียบภายในประเทศต่างๆ อยู่ดี เช่น หากต้องการทำงานในไทยก็ต้องผ่านการสอบใบประกอบวิชาชีพหรือผ่านขั้นตอนการประเมินตามเงื่อนไขภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยเสียก่อน

    อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแรงงานไร้ฝีมือไม่อยู่ในขอบเขตของการเปิดเสรีด้านบริการอาเซียน ดังนั้นการเปิดเสรีเป็นคนละส่วนกับปัญหาแรงงานต่างด้าวทั่วไป รวมถึงแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งในส่วนนั้นประเทศไทยได้พยายามร่วมมือกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ไขปัญหาและจัดระเบียบ

    เมื่อไม่นานมานี้มีการสอบถามความตระหนักรู้ของประชาชนใน 10 ประเทศสมาชิกเกี่ยวกับอาเซียน ปรากฏว่า ไทยอยู่ในอันดับท้ายๆ ขณะที่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน (CLMV) อย่าง ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ และเวียดนาม กลับรู้จักและเห็นความสำคัญของอาเซียนมากกว่า เพราะเขาติดตามข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทย ซื้อสินค้าไทย ดูละครไทย และเรียนรู้ภาษาไทยกันมากขึ้น คนไทยเป็นคนเก่ง มีจุดแข็งและมีความโดดเด่นหลายด้าน และไม่ได้ด้อยเรื่องความรู้ความสามารถ แต่ยังมีจุดอ่อนอันดับแรกในเรื่องของภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาทางการของอาเซียน ซึ่งต้องพัฒนาอีกมาก

    นอกจากนี้ เราต้องหันมาให้ความสนใจกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนด้วยกันเองมากขึ้น ว่าตอนนี้เขาทำอะไรกัน มีพัฒนาการในเรื่องใด มีความแข็งแกร่งและมีจุดอ่อนในเรื่องไหน เพราะเมื่อรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนใน ปี 2558 ประเทศในอาเซียนจะมีการติดต่อกันมากขึ้น

    ขณะที่องค์กรต่างๆในประเทศไทย ก็ต้องพัฒนาความรู้และติดตามข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับอาเซียนในสาขาที่เกี่ยวกับตนเอง เพื่อให้สามารถรับมือกับคู่แข่งจากอีก 9 ประเทศให้ได้ จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไทยและประเทศไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงอยากให้มองว่าปี 2558 ที่อาเซียนจะก้าวสู่การเป็นประชาคม ไม่ได้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของอาเซียน แต่เป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของอาเซียน และเราจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

  • CLMV คือกลุ่มประเทศอะไร และสินค้าอะไรที่คนไทยทำตลาดได้บ้าง

    ประเทศกลุ่ม CLMV
     

    CLMV คือประเทศ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม เป็นประเทศในกลุ่ม ASEAN ที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจโตต่อเนื่องและยังมีแร่ธาตุทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และยังมีค่าจ้างแรงงานไม่สูงนัก กลุ่มประเทศ CLMV จึงเป็นประเทศที่มีคนสนใจเข้าไปลงทุนการผลิตและการตลาด แต่เนื่องด้วย CLMV นั้นมีพรมแดนติดกับไทยทุกประเทศจึงเหมาะมากที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปลงทุนหรือหาลู่ทางทำธุรกิจ

    C คือ ประเทศกัมพูชา

    ภาพรวมของกัมพูชานั้น มีจุดเด่นที่ประชากรเพิ่มขึ้นมากทุกปี และมีกลุ่มนึงที่มีกำลังซื้อสูง และมีอุปสงค์ในการบริโภคสินค้าและบริการทุกประเภทในปริมาณสูง แต่ยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ ต้องนำเข้าหลายอย่าง ซึ่งธุรกิจที่ชาวไทยน่าเข้าไปลงทุนก็มีที่ พนมเปญ พระตะบอง เสียมเรียบ ในส่วนพนมเปญ เมืองที่มีศักยภาพในการค้าของ SMEs ไทย ได้แก่ กรุงพนมเปญ จังหวัดเสียมเรียบ และจังหวัดพระตะบอง ในส่วนของกรุงพนมเปญ สินค้าและบริการทุกอย่าง สามารถขยายตัวทั้งปัจจุบันและอนาคต จังหวัดพระตะบอง ประเภทสินค้าที่มีศักยภาพ คือ สินค้าเกษตร เครื่องจักรกลเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค บริการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ส่วนจังหวัดเสียมเรียบ ประเภทสินค้าที่มีศักยภาพ คือการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่อง และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

    ในส่วนจังหวัดพระตะบองที่มีพรมแดนติดต่อกับไทย การค้าขายชายแดนนี้ ควรวางตำแหน่งสินค้าและบริการให้มีภาพลักษณ์ด้านคุณภาพสูงกว่าสินค้าจากมาเลเซียเล็กน้อย และราคาถูกกว่าสินค้าจากเกาหลีใต้

    สรุป : ประเทศกัมพูชามีศักยภาพในด้านค่าแรงแรงานที่ยังค่อนข้างต่ำ มีการเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวสูง ได้รับสิทธิพิเศษทางด้านการค้าระหว่างประเทศมาก และยังขาดแคลนอุตสาหกรรมการผลิตทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมแต่ก็มีข้อจำกัดในด้านขนาดตลาดภายในประเทศที่มีประชากรค่อนข้างน้อย และความพร้อมของสาธารณูปโภคที่น้อย

    L คือ ประเทศลาว

    สำหรับลาว ถือว่าเป็นประเทศที่มีสังคม วัฒนธรรม ใกล้เคียงกับประเทศไทยมากที่สุดเมืองที่น่าสนใจในการค้า คือ เมืองหลวงเวียงจันทน์ แขวงหลวงพระบาง และแขวงจำปาสัก สินค้าที่มีโอกาสทำตลาด ได้แก่ ประเภทสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะ สินค้ากลุ่มทำความสะอาดผ้า กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพความงาม เครื่องประดับมีดีไซน์ ยากันยุง หรือประเภทสินค้าเกษตรและเครื่องจักรการเกษตร โดยเฉพาะเครื่องพรวนดินและกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก เครื่องจักรแปรรูปสินค้าเกษตร กลุ่มสินค้าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง กลุ่มสินค้าอะไหล่ยานยนต์และรถยนต์ โดยเฉพาะล้อแม็กซ์ ฟิล์มกรองแสง GPS เครื่องเสียง และอู่ซ่อมรถ

    ในส่วนของสินค้าบริการของไทย ที่มีศักยภาพในแต่ละเมืองเป้าหมาย พบว่าเวียงจันทร์ สินค้าบริการที่มีศักยภาพ ได้แก่ ร้านกาแฟ อู่ซ่อมรถ ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย เมืองหลวงพระบาง ได้แก่ ร้านอาหาร นวด-สปา อู่ซ่อมรถ ร้านกาแฟ แขวงจำปาสัก ได้แก่ ร้านอาหาร นวด-สปา โรงแรม อู่ซ่อมรถ โดยช่องทางการเข้าสู่ตลาดใน ลาว ส่วนใหญ่จะเป็นการ การร่วมลงทุน ส่งออกทางอ้อม และส่งออกทางตรง

    สรุป : ประเทศลาวนั้นมีศักยภาพในด้านค่าแรงแรงานที่ยังค่อนข้างต่ำ มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทั้งแร่ธาตุ พลังน้ำ และที่ดินสำหรับทำการเกษตร มีวัฒนธรรมและภาษาใกล้เคียงกับไทย และยังขาดแคลนเทคโนโลยีการผลิตผลผลิตทางการเกษตร แต่ก็มีข้อจำกัดในด้านขนาดตลาดในประเทศที่มีประชากรน้อย ความพร้อมของสาธารณูปโภค และการไม่มีพรมแดนติดทะเลจึงทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศต้องผ่านประเทศอื่น

    M คือ ประเทศพม่า

    สหภาพพม่าเป็นประเทศที่มีประชากรอยู่จำนวนมาก และยังไม่สามารถผลิตปัจจัยสี่ได้เพียงพอ สภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม การนับถือศาสนาพุทธ วิถีชีวิต ความเชื่อ คล้ายกับไทย และเป็นจุดร่วมสำคัญที่สร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าไทย ซึ่งชาวพม่ามีค่านิยมในการบริโภคสินค้าที่ยึดติดกับตราสินค้าโดยเฉพาะตราสินค้าไทย ที่ชาวพม่ารับรู้และเชื่อมั่นว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี

    เมืองที่มีศักยภาพทางการค้าสำหรับ ไทย ได้แก่ เมืองย่างกุ้ง เมืองเมียวดี และเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งโอกาสของสินค้าไทยในแต่ละเมืองเป้าหมาย พบว่า เมืองย่างกุ้ง สินค้าที่มีศักยภาพคือ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มสินค้าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง กลุ่มสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ เมืองเมียวดี ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มสินค้าเกษตรและเครื่องการเกษตร กลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ เมืองมัณฑะเลย์ สินค้าที่มีศักยภาพ ได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตรและเครื่องจักรเกษตร และกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง

    สรุป : ประเทศเมียนม่าร์มีศักยภาพในด้านกำลังแรงงานที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก มีระดับค่าแรงที่ต่ำ ทรัพยากรธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งแร่ธาตุ น้ำมัน และที่ดินสำหรับทำการเกษตร นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันในประเทศที่ไม่สูงนัก แต่ก็มีข้อจำกัดใดด้านความไม่แน่นอนทางการเมือง การส่งเสริมการลงทุน การขนส่งสินค้าผ่านแดน และความพร้อมของสาธารณูปโภค ทั้งนี้ ช่องทางการเข้าสู่ตลาดของไทย ในสหภาพพม่า ส่วนใหญ่จะเป็นการส่งออกทางตรง ส่งออกทางอ้อม และธุรกิจแบบแฟรนไชส์

    V คือ ประเทศเวียดนาม

    ประเทศเวียดนาม ที่ปัจจุบันเป็นทั้งแหล่งผลิตและแหล่งตลาดที่สำคัญใน AEC มีศักยภาพพร้อมครบถ้วน ทั้งนโยบายด้านการค้า การลงทุนที่ชัดเจนและบังคับใช้ทั่วประเทศ และสำคัญคนเวียดนามมีความรู้สึกที่ดีต่อสินค้าไทย สินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดเวียดนาม ได้แก่ อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์และอะไหล่ อุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง ธุรกิจซ่อมรถจักรยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องสำอางค์ รวมถึงการทำธุรกิจท่องเที่ยวแบบ Inbound Tourism และธุรกิจต่อเนื่อง เช่น สปา ร้านอาหาร ภัตตาคาร

    เมืองที่มีศักยภาพทางเข้าทำการค้าด้วย ได้แก่ นครโฮจิมินห์ นครเกิ่นเธอ และนครไฮฟอง โดยเฉพาะนครไฮฟอง นั้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของคนไทย คือ บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท ได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการหมู่บ้านจัดสรรสำหรับผู้มีรายได้น้อยซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 2010 แล้ว

    การเข้าตลาดของสินค้าทุกประเภทในประเทศเวียดนาม ควรเริ่มต้นด้วยวิธีการส่งสินค้า (Export) เข้าไปจำหน่ายโดยผ่านตัวแทนจำหน่ายที่มีใบอนุญาตเท่านั้น ในส่วนของธุรกิจบริการสามารถเข้าตลาดด้วยการลงทุน 100% ร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น การร่วมมือทางธุรกิจ และการเช่าสถานที่พร้อมใบอนุญาต ฯลฯ โดยต้องวางภาพลักษณ์เป็นสินค้าคุณภาพและแข่งขันในตลาดสินค้าระดับกลาง-บน ในส่วนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ควรดำเนินการในลักษณะเป็นผู้รับเหมาช่วง

    สรุป : ประเทศเวียดนามนั้นนับว่ามีศักยภาพสูงมากทั้งในด้านกำลังแรงงานที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในวัยหนุ่มสาว ค่าแรงที่ยังค่อนข้างต่ำ การพัฒนาของสาธารณูปโภคอย่างต่อเนื่อง ขนาดของตลาดภายในประเทศที่มีประชากรมากกว่าประเทศไทย ช่องทางการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ ความรุนแรงในการแข่งขันทังนี้เนื่องจากประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่มีนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • จุดแข็งและจุดอ่อนทางด้านเศรษฐกิจของประเทศในอาเซียน

    1.ประเทศสิงคโปร์

    จุดแข็ง
    • รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีสูงสุดของอาเซียน และติดอันดับ 15 ของโลก
    • การเมืองมีเสถียรภาพ
    • เป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ
    • แรงงานมีทักษะสูง
    • ชำนาญด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล และธุรกิจ
    • มีที่ตั้งเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางเดินเรือ
    จุดอ่อน
    • พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและขาดแคลนแรงงานระดับล่าง
    • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจสูง
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • พยายามขยายโครงสร้างเศรษฐกิจมายังภาคบริการมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกสินค้า
    • สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอัตรารายได้เฉลี่ยต่อหัวมากที่สุดในกลุ่มสมาชิกฯ ตอนนี้ทางสิงคโปร์กำลังเน้นการขยายระบบเศรษฐกิจมายังภาคบริการมากขึ้น และลดการพึ่งพาการส่งออกสินค้า ข้อได้เปรียบของสิงคโปร์ คือตำแหน่งที่ตั้งของประเทศ อยู่ในจุดยุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางการเดินเรือ (เอื้อต่อการขนส่ง) ศูนย์การการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงการที่แรงงานที่มีทักษะ มีการศึกษาและภาษาดี ตบท้ายด้วยการเมืองมีเสถียรภาพ และจุดอ่อนคือ เนื่องจากมีประชากรน้อยและเป็นแรงงานที่มีทักษะ สิงคโปร์จะขาดแรงงานที่เป็นแรงงานระดับล่างและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจหรือค่าครองชีพค่อนข้างสูง


    2.ประเทศอินโดนีเซีย

    จุดแข็ง
    • ขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • ตลาดขนาดใหญ่ (ประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
    • มีชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก
    • มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายและจำนวนมาก โดยเฉพาะถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ โลหะต่างๆ
    • ระบบธนาคารค่อนข้างแข็งแกร่ง
    จุดอ่อน
    • ที่ตั้งเป็นเกาะและกระจายตัว
    • สาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร โดยเฉพาะการคมนาคม และการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • การลงทุนส่วนใหญ่เน้นใช้ทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก
    • ประเด็นที่น่าสนใจคือ การลงทุนส่วนใหญ่ในประเทศนี้เน้นทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก ส่วนจุดแข็งนั้น แน่นอน เมื่อเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในประเทศสมาชิกฯ (จำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลกและอันดับหนึ่งใน ASEAN) อินโดนีเซียก็กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีจำนวนผู้บริโภค (และเป็นมุสลิม) มากที่สุด มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก และมีระบบธนาคารที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่จุดอ่อนของประเทศนี้คือการที่ประเทศเป็นหมู่เกาะ ระบบสาธารณูปโภคและการคมนาคมก็ยังต้องพัฒนาต่อไป


    3.ประเทศมาเลเซีย

    • รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน
    • มีปริมาณสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 และก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิก
    • ระบบโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร
    • แรงงานมีทักษะ
    จุดอ่อน
    • จำนวนประชากรค่อนข้างน้อย ทำให้ขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะระดับล่าง
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • ตั้งเป้าหมายเป็น “ประเทศพัฒนาแล้ว” ในปี 2563
    • ฐานการผลิตและส่งออกสินค้าสำคัญที่คล้ายคลึงกับไทย
    • มีนโยบายพัฒนาการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างจริงจัง
    • เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่อปีมากเป็นอันดับสาม รองจากสิงคโปร์และบรูไน สิ่งที่น่าสนใจสำหรับประเทศนี้คือ มาเลเซียตั้งเป้าให้ในอีก 8 ปีข้างหน้าจะกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศนี้มีฐานการผลิตและสินค้าส่งออกหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับไทย และมีนโยบายการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ข้อเด่นของมาเลเซียคือ ความได้เปรียบเรื่องพลังงาน จำนวนปริมาณน้ำมันสำรองและก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่มาก ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจร รวมไปถึงแรงงานที่มีทักษะ ส่วนจุดอ่อนก็จะคล้ายๆกับของประเทศบรูไนคือการที่จำนวนประชากรน้อยและปัญหาการขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะแรงงานระดับล่างค่ะ


    4.ประเทศบรูไน

    จุดแข็ง
    • รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีอยู่ในอันดับ 2 ของอาเซียน และอันดับ 26 ของโลก
    • การเมืองค่อนข้างมั่นคง
    • เป็นผู้ส่งออกน้ำมัน และมีปริมาณสำรองน้ำมันอันดับ 4 ของอาเซียน
    จุดอ่อน
    • ตลาดขนาดเล็ก ประชากรประมาณ 4 แสนคน
    • ขาดแคลนแรงงาน
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
    • การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศพึ่งพาสิงคโปร์เป็นหลัก
    • ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารค่อนข้างมาก
    • บรูไน ประเทศที่คนไทยหลายคนไม่ค่อยจะรู้สึกคุ้นชินมากนัก ทำให้ไม่ค่อยได้ทราบข้อมูลหรือติดตามข่าวอัพเดตต่างๆในเชิงลึก เพื่อนๆหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า บรูไนเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ (สองประเทศแรกเข้าใจว่าเพราะเป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน) ส่วนสิงคโปร์จะเป็นหลักในการส่งสินค้าระหว่างประเทศให้กับบรูไน ที่สำคัญประเทศนี้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารค่อนข้างมากเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่เป็นประเทศที่เป็นผู้ผลิต-ส่งออกน้ำมันและมีปริมาณน้ำมันสำรองรายใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน บรูไนมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีมากเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ และมีเสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคง ที่กล่าวมานี้นับเป็นจุดแข็งของบรูไน ในขณะที่เรื่องที่ถือว่าน่าจะเป็นจุดอ่อนของบรูไน คือ ขนาดตลาดของประเทศนี้ถือว่าเล็กมาก เพราะมีจำนวนประชากรอยู่แค่สี่แสนคนเท่านั้น และปัญหาขาดแคลนแรงงานที่ตามมา


    5.ประเทศฟิลิปปินส์

    • ประชากรจำนวนมากอันดับ 12 ของโลก (>100 ล้านคน)
    • แรงงานทั่วไปมีความรู้-สื่อสารภาษาอังกฤษได้
    จุดอ่อน
    • ที่ตั้งห่างไกลจากประเทศสมาชิกอาเซียน
    • ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และสวัสดิภาพทางสังคมยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • สหภาพแรงงานมีบทบาทค่อนข้างมาก และมีการเรียกร้องเพิ่มค่าแรงอยู่เสมอ
    • การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการรองรับความต้องการภายในประเทศเป็นหลัก
    • เป็นอีกประเทศที่มีลักษณะทางภูมิประเทศเป็นเกาะ แก่ง น้อยใหญ่ จุดเด่นของประเทศนี้คือสหภาพแรงงานที่มีบทบาทมาก มีการประท้วงเกี่ยวกับเรื่องค่าแรงอยู่เรื่อยๆ การลงทุนส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปทางตอบสนองความต้องการภายในประเทศ เนื่องจากฟิลิปปินส์มีจำนวนประชากรจำนวนมาก (มากกว่า 100 ล้านคน ติดอันดับที่ 12 ของโลก) ทำให้เป็นตลาดที่น่าสนใจและมีขนาดใหญ่มาก จุดแข็งอีกเรื่องของประเทศนี้คือประชากร (หรือมองอีกแง่คือแรงงาน) แทบจะทั้งประเทศสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ ที่เป็นภาษากลางของประชาคมอาเซียน (AEC) ได้ดี ส่วนจุดอ่อนของฟิลิปปินส์คือที่ตั้งของประเทศที่ค่อนข้างห่างไกลจากประเทศสมาชิกอื่นๆ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิภาพทางสังคมที่ยังต้องการการพัฒนาอยู่


    6.ประเทศเวียดนาม

    จุดแข็ง
    • ประชากรจำนวนมากอันดับ 14 ของโลก (~90 ล้านคน)
    • มีปริมาณสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิก
    • มีแนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,200 กิโลเมตร
    • การเมืองมีเสถียรภาพ
    • ค่าจ้างแรงงานเกือบต่ำสุดในอาเซียน รองจากกัมพูชา
    จุดอ่อน
    • ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร
    • ต้นทุนที่ดินและค่าเช่าสำนักงานค่อนข้างสูง
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • มีรายได้และความต้องการสูงขึ้นจากเศรษฐกิจที่โตเร็ว
    • เวียดนามเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มสมาชิก (รองจากกัมพูชา) สิ่งที่น่าจับตามองของเวียดนามคือการเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็วในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ความต้องการภายในประเทศ รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเรื่องสิทธิและเสรีต่างๆ เวียดนามมีจุดแข็งที่การเมืองที่ค่อนข้างนิ่งและมีเสถียรภาพ ประชากรจำนวนมากซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่ มีปริมาณน้ำมันสำรองมาก (อันดับ2 ของอาเซียน) และมีแนวชายฝั่งทะเลยาวมากกว่า 3,000 กิโลเมตร ส่วนเรื่องที่ยังคงต้องกังวลอยู่คือระบบสาธารณูปโภคที่ยังต้องการการพัฒนาและราคาค่าที่ดินและค่าเช่าสำนักงานซึ่งยังถือว่าสูงมากทีเดียว


    7.ประเทศกัมพูชา

    จุดแข็ง
    • มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะน้ำ ป่าไม้ และแร่ชนิดต่างๆ
    • ค่าจ้างแรงงานต่ำสุดในอาเซียน (1.6 USD/day)
    จุดอ่อน
    • ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
    • ต้นทุนสาธารณูปโภค (น้ำ ไฟฟ้า และการสื่อสาร) ค่อนข้างสูง
    • ขาดแคลนแรงงานมีทักษะ
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • ประเด็นขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาอาจบั่นทอนโอกาสการขยายการค้า-การลงทุนระหว่างกันในอนาคตได้
    • กัมพูชาเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดในอาเซียน (USD 1.6/วัน) สำหรับไทยนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่งที่อาจจะเป็นได้ทั้งการสนับสนุนและบั่นทอนโอกาสในการร่วมมือ ขยายการค้า หรือการลงทุนต่างๆ จุดแข็งของกัมพูชานอกจากเรื่องค่าแรงต่ำแล้ว ประเทศนี้ยังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น แร่ธาตุ หรือป่าไม้ ส่วนเรื่องที่ต้องพัฒนาปรับปรุงต่อไปคือ เรื่องระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังให้บริการได้ไม่ทั่วถึงและมีต้นทุนค่อนข้างสูง และการขาดแรงงานที่มีทักษะ


    8.ประเทศลาว

    จุดแข็ง
    • มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะน้ำและแร่ชนิดต่างๆ
    • การเมืองมีเสถียรภาพ
    • ค่าจ้างแรงงานค่อนข้างต่ำ (2.06 USD/day)
    จุดอ่อน
    • ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
    • พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและภูเขา การคมนาคมไม่สะดวก ไม่มีทางออกสู่ทะเล
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานน้ำ และเหมืองแร่
    • ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับลาวคือการลงทุนทางด้านสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานน้ำ และเหมืองแร่ เพราะที่ประเทศนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะ น้ำ และ แร่ธาตุค่ะ การเมืองที่นี่ก็นิ่งและมีเสถียรภาพ บวกกับค่าแรงต่อหัวที่ยังถือว่าต่ำ (USD 2.06/วัน) ส่วนเรื่องที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนหรือการติดต่อต่างๆคือประเทศลาวไม่มีทางออกที่ติดกับทะเลเลย รวมถึงภูมิประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง ซึ่งจะมีผลต่อการขนส่ง รวมถึงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังคงต้องได้รับการพัฒนาอยู่


    9.ประเทศพม่า

    จุดแข็ง
    • มีทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก
    • มีพรมแดนเชื่อมโยงจีนและอินเดีย
    • ค่าจ้างแรงงานค่อนข้างต่ำ (2.5 USD/day)
    จุดอ่อน
    • ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
    • ความไม่แน่นอนทางการเมือง และนโยบาย
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมในประเทศเชิงรุก ทั้งทางถนน รถไฟความเร็วสูง และท่าเรือ
    • พม่ากำลังทุ่มสุดตัวกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและเครือข่ายคมนาคมภายในและเชื่อมต่อภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็น รถไฟความเร็วสูง ถนนต่างๆ และท่าเรือ เพื่อรองรับความต้องการและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ถ้าพูดเรื่องค่าแรง พม่ายังจัดอยู่ในประเทศที่มีค่าแรงต่อหัวค่อนข้างต่ำ (USD2.5/วัน) แถมยังความได้เปรียบทางภูมิประเทศและเพื่อนบ้าน โดยมีพรมแดนเชื่อมโยงกับประเทศจีนและอินเดีย ส่วนเรื่องทรัพยากรธรรมชาติก็ยังมีอยู่มากมาย รวมถึงแหล่งพลังงานอย่าง ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันด้วย จุดที่ต้องระวัง ก็น่าจะเป็นเรื่องนโยบายในหลายๆด้านและความไม่แน่นอนทางการเมือง บวกกับสาธารณูปโภคที่ยังต้องพัฒนาอยู่


    10.ประเทศไทย

    จุดแข็ง
    • เป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรหลายรายการรายใหญ่ของโลก
    • ที่ตั้งเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางโครงข่ายเชื่อมโยงคมนาคมด้านต่างๆ
    • สาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วถึง
    • ระบบธนาคารค่อนข้างเข้มแข็ง
    • แรงงานจำนวนมาก
    จุดอ่อน
    • แรงงานส่วนใหญ่ยังขาดทักษะ
    • เทคโนโลยีการผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นขั้นกลาง
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางอาเซียนในหลายด้าน อาทิ ศูนย์กลางโลจิสติกส์ และศูนย์กลางการท่องเที่ยว
    • ดำเนินงานตามแผนปรับตัวสู่ AEC ปี 53-54 ได้ 64% สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของอาเซียนที่ 53% สะท้อนการเตรียมพร้อมอย่างจริงจัง
    • ปิดท้ายด้วยไทยแลนด์ แดนสยาม ประเทศอันเป็นที่รักของเราเอง ประเทศไทยตั้งเป้าเป็น Hub หรือเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นโลจิสติกส์ หรือการท่องเที่ยว จุดแข็งของประเทศเรา คือมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วถึง ที่ตั้งและภูมิประเทศเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางคมนาคมในภูมิภาค ระบบธนาคารค่อนข้างแข็งแข็ง ขนาดของตลาดใหญ่ มีแรงงานจำนวนมาก รวมถึงการที่เป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมรายใหญ่ของโลกเลยทีเดียว แต่จุดอ่อนยังคงอยู่ที่แรงงานส่วนใหญ่ยังขาดทักษะ เทคโนโลยีในการผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นขั้นกลาง และระดับความรู้และการใช้ภาษากลาง (อังกฤษ) ที่อาจทำให้เสียเปรียบด้านการแข่งขันสำหรับแรงงานเมื่อมีการเปิดเสรีแล้ว

  • เมืองหลวงของทั้ง 10 ประเทศในอาเซียน

    เมืองหลวงของ-10-ประเทศในอาเซียน

     

    เมื่อปลายปี พ.ศ.2558 ประเทศไทยและอีก 9 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้จับมือกันก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) เพื่อสร้างประชาคมที่มีความแข็งแกร่งทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักกับเมืองหลวงของทั้ง 10 ประเทศในประชาคมอาเซียนกันก่อน

    “กรุงเทพมหานคร” ประเทศไทย

    กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย และยังเป็นเมืองที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก และเป็นที่คาดว่าจะเป็น เมืองหลวงอาเซียน อย่างไม่เป้นทางการ เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ตรงกลางของอาเซียน

    กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจและการค้า ของไทย เป็นเมืองที่มีความทันสมัยและยังรักษาอดีตอันเก่าแก่ไว้ได้ในเวลาเดียวกัน มีพื้นที่ประมาณ 1,500 ตร.กม. มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น พระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งวิมานเมฆและวัดต่างๆ รวมไปถึงห้างสรรพสินค้าอันทันสมัย ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ได้เป็นจำนวนมาก

    “เวียงจันทน์” ประเทศลาว

    ประเทศลาว ถือเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศไทยมากที่สุด ภาษาลาวมีความใกล้เคียงกับภาษาไทยมาก สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ ประเทศลาวมีพรมแดนติดต่อกับไทยทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ มีแม่น้ำโขงกั้นเขตแดน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง และไม่มีทางออกสู่ทะเล มีนครหลวงเป็นเมืองหลวงอยู่ทางตอนกลางของประเทศ จากเมืองไทยจะไปเวียงจันทน์สามารถข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ผ่านทางจังหวัดหนองคายไปได้ เมืองเวียงจันทร์มีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง เช่น ประตูชัย พระธาตุหลวง หอพระแก้ว เป็นต้น และเมืองหลวงเวียงจันทร์เป็นเมืองที่แปลกเพราะว่าเป็นเมืองหลวงที่อยู่ใกล้ชายแดนไทยมาก (ปกติเมืองหลวงจะไม่อยู่ใกล้กับชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน)

    “พนมเปญ” ประเทศกัมพูชา

    กรุงพนมเปญ เป็นเมืองหลวงของกัมพูชา ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันออก และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศกัมพูชามีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีคือปราสาทหินนครวัดและนครธมในเมืองเสียมเรียบ ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างในอารยธรรมเขมรโบราณ ส่วนในกรุงพนมเปญซึ่งเป็นเมืองหลวงนั้นเป็นศูนย์กลางการค้าและอุตสาหกรรม และยังเป็นศูนย์ราชการของประเทศ มีชื่อเสียงในฐานะที่มีสถาปัตยกรรมแบบเขมรดั้งเดิม

    “ฮานอย” ประเทศเวียดนาม

    เวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศในประชาคมอาเซียนที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มีกรุงฮานอยเป็นเมืองหลวง และยังเป็นเมืองท่องเที่ยวของเวียดนาม ฮานอยเป็นเมืองเก่าแก่อายุนับพันปี เป็นเมืองหลวงที่มีขนาดเล็กที่มีเสน่ห์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเอเชีย ตัวเมืองตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแดง มีวัดเก่าแก่และทะเลสาบงดงามหลายแห่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว

    “เนปิดอว์” ประเทศเมียนมาร์

    ประเทศเมียนมาร์ หรือพม่า มีเขตแดนติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันตก แต่เดิมเมืองหลวงของพม่าคือกรุงย่างกุ้ง แต่เมื่อปี 2549 พม่าได้ย้ายเมืองหลวงและหน่วยราชการต่างๆ มาอยู่ที่เมืองเนปิดอว์ ซึ่งอยู่ห่างจากย่างกุ้งราว 350 ก.ม. เพื่อความสะดวกในการบริหารงาน พม่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่งดงามไปด้วยศรัทธาในศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ชเวดากอง พระธาตุอินทร์แขวน หรือนครแห่งเจดีย์ที่เมืองพุกาม แม้จะถูกปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการทหารมาเป็นเวลานาน แต่ปัจจุบันพม่าเริ่มเปิดประเทศออกสู่สังคมประชาธิปไตย พม่าจึงเป็นประเทศที่น่าจับตามองมากที่สุดประเทศหนึ่ง

    “กัวลาลัมเปอร์” ประเทศมาเลเซีย

    มาเลเซียเป็นประเทศที่มีเขตติดต่อกับไทยทางด้านทิศใต้ พื้นที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือมาเลเซียตะวันตก อยู่บนคาบสมุทรมลายู และมาเลเซียตะวันออกตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว เมืองหลวงตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายูชื่อกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเป็นเมืองที่ทันสมัยและมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ กัวลาลัมเปอร์ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของมาเลเซีย เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของ “ตึกเปโตรนาส” ตึกแฝดที่เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกในช่วงเวลาหนึ่ง (ปัจจุบันเป็นตึกที่สูงที่สุดอันดับ 6 ของโลก) มีความสูงถึง 88 ชั้นหรือ 452 ม.

    “บันดาร์เสรีเบกาวัน” ประเทศบรูไนดารุสซาลาม

    ประเทศบรูไน หรือชื่อเป็นทางการว่า “เนการาบรูไนดารุสซาลาม” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะบอร์เนียว ด้านหนึ่งติดทะเลจีนใต้ ส่วนที่เหลือถูกล้อมรอบด้วยรัฐซาราวัก ของมาเลเซียตะวันออก เป็นประเทศขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียง 5,765 ตร.กม. แต่เป็นแหล่งน้ำมันดิบอันอุดมสมบูรณ์ บรูไนจึงเป็นประเทศที่ร่ำรวยจากการส่งออกน้ำมัน

    “สิงคโปร์” ประเทศสิงคโปร์

    สิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดในกลุ่มประชาคมอาเซียน มีพื้นที่เพียง 699.4 ตร.กม. หรือมีขนาดเท่าๆ กับเกาะภูเก็ต เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลย์ และมีประชากรราว 5.08 ล้านคน (2553) แต่แม้จะมีขนาดเล็กและประชากรไม่มากนัก แต่สิงคโปร์นับเป็นประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในย่านนี้

    “จาการ์ตา” ประเทศอินโดนีเซีย

    อินโดนีเซียถือเป็นประเทศที่เป็นหมู่เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 5 ล้าน ตร.กม. และมีประชากรราว 243 ล้านคน (2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นเกาะบาหลี บุโรพุทโธ ฯลฯ อินโดนีเซียมีเมืองจาการ์ตาเป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะชวา เป็นศูนย์กลางด้านการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศ

    “มะนิลา” ประเทศฟิลิปปินส์

    ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่ประกอบด้วยหมู่เกาะต่างๆ กว่า 7,000 เกาะ มี “กรุงมะนิลา” เป็นเมืองหลวง ตั้งอยู่บนเกาะลูซอนซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดและตั้งอยู่ทางเหนือสุดของฟิลิปปินส์ เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศอาณานิคมของสเปนและสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลานาน ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ ในเมืองมีโบสถ์คริสต์เก่าแก่งดงามหลายแห่ง

  • RCEP คืออะไร

    RCEP ย่อมาจาก Regional Comprehensive Economic Partnership หรือภาษาไทย คือ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคของอาเซียน”

    หมายถึงข้อริเริ่มของอาเซียนในการขยายการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยการจัดทำความตกลงการค้าเสรีร่วมกันเป็นฉบับเดียว โดยเริ่มแรกมีเป้าหมายจะจัดทำความตกลงดังกล่าวกับประเทศภาคีFTAs ปัจจุบันของอาเซียน หรือ ASEAN+6 (คือ ASEAN และ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอินเดีย) ที่สนใจเข้าร่วมก่อน ส่วนประเทศอื่นๆ จะสามารถเข้าร่วมได้ภายหลังจากที่การเจรจา RCEP เสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้อาเซียนคาดว่าจะสามารถประกาศเริ่มการเจรจา RCEP ได้ภายใน ปลายปี2555 หรือไม่เกินต้นปี2556

    ล่าสุด 22 พ.ย.2555 ผู้นำอาเซียนและผู้นำประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ประกาศเปิดการเจรจาการจัดทำความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership หรือเรียกว่า RCEP) ซึ่งถือเป็นความตกลงที่มีผลกระทบสูง (high impact) ต่อเอเชียและแปซิฟิก ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่รวมกัน 3,358 ล้านคน และมีสัดส่วนการค้าที่มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันสูงถึง 17.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดย RCEP อยู่ 5 ฉบับ กับ 6 ประเทศ ให้เป็นความตกลงการค้าเสรีร่วมกันฉบับเดียว โดยมีอาเซียนเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ครอบคลุมทุกมิติการค้า (สินค้า บริการ ลงทุน มาตรการการค้า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ) หากการเจรจาประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มเจรจาได้ในต้นปี 2556 และมีเป้าหมายเจรจาให้เสร็จในปี 2558 อันเป็นปีที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไม่เพียงแค่นั้น ไทยยังได้ประกาศความร่วมมือข้าวกับ 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ด้วย

  • GMS Economic Corridors (ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง)

    หลังจากกระแสประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เริ่มมาแรง ช่วงหลังมานี้ คนไทยอาจได้ยินชื่อ “อีสต์-เวสต์คอริดอร์ส” หรือ “นอร์ธ-เซาธ์คอริดอร์ส” บ่อยมากขึ้น

    โครงการที่มีชื่อแปะท้ายว่า “คอริดอร์ส” (corridors) เหล่านี้คือเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างเมืองสำคัญๆ ในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion) ประกอบด้วย 6 ประเทศคือ ไทย จีน (มณฑลยูนนาน) เวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า

    กลุ่มประเทศเหล่านี้มีประชากรรวมกัน 250 ล้านคน มีพื้นที่รวมกัน 2.3 ล้านตารางกิโลเมตร (เทียบได้กับยุโรปตะวันตก) มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และเป็นภูมิภาคสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ ของเอเชีย

    ชื่อเต็มๆ ของโครงการนี้คือ GMS Economic Corridors หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง” มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการค้า การลงทุน ในภูมิภาคนี้

    โครงการนี้ได้รับเงินอุดหนุนจาก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ADB (Asian Development Bank) ในการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานหลายแขนง โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมทางถนน แต่ก็รวมถึงระบบไฟฟ้า โทรคมนาคม สิ่งแวดล้อม และกฎหมาย

    โครงการเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1998 ในที่ประชุมรัฐมนตรีของประเทศลุ่มน้ำโขงที่มะนิลา และประเทศไทยได้ลงนามในกรอบความร่วมมือตั้งแต่ปี 2535

    เส้นทางคมนาคมใน GMS Economic Corridors

    ADB ได้แบ่งส่วนของเส้นทางการคมนาคมใน GMS Economic Corridors ออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ตามภูมิภาค ได้แก่

    • North-South Economic Corridor
    • East-West Economic Corridor
    • Southern Economic Corridor

    แต่ละส่วนจะมีเส้นทางย่อยๆ ของตัวเอง (ที่น่าสนใจก็คือเส้นทางเกือบทุกเส้นผ่านประเทศไทย) ซึ่งจะขอกล่าวเป็นส่วนๆ ดังนี้

    North-South Economic Corridor (NSEC)

    เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักของ GMS Economic Corridors โดยจะเน้นการเชื่อมต่อจีนตอนใต้ (มณฑลยูนนาน) เข้ากับภูมิภาคแหลมทองผ่านถนนในแนวเหนือ-ใต้

    จุดเริ่มต้นของถนนในแนวเหนือ-ใต้ คือ เมืองคุนหมิง ส่วนจุดปลายจะแยกเป็นสองสายคือประเทศไทย และประเทศเวียดนาม

    เส้นทางในกลุ่มเหนือ-ใต้ แบ่งออกเป็น 3 เส้นย่อย ดังนี้

    1. เส้นทางสายตะวันตก (Western Subcorridor) เริ่มจากคุนหมิง มายังเชียงราย และลงมาถึงกรุงเทพ โดยมีส่วนที่ผ่านลาวและพม่าเล็กน้อย
    2. เส้นทางสายกลาง (Central Subcorridor) เริ่มจากคุนหมิงแต่ไปสิ้นสุดที่ฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม โดยจะเชื่อมต่อกับทางหลวงสายเอเชีย A1 ที่วิ่งในทิศเหนือ-ใต้ของประเทศเวียดนามที่เมืองฮานอย
    3. เส้นทางสายตะวันออก (Eastern Subcorridor) เริ่มจากเมืองหนานหนิง ในมณฑลกว่างสี (Guangxi) ของประเทศจีนมายังเมืองฮานอย โดยเลือกได้ว่าจะเป็นเส้นทางเลียบชายทะเล หรือเส้นทางในทวีป

    เส้นทางสายตะวันตก (Western Subcorridor: R3)

    เส้นทางที่สำคัญคือสายตะวันตก ซึ่งเชื่อมต่อประเทศจีนตอนใต้กับกรุงเทพฯ มีรหัสว่าเส้นทาง R3 แบ่งเป็นเส้นทางย่อยทางตะวันออก (R3E) ที่ผ่านประเทศลาว และเส้นทางย่อยทางตะวันตก (R3W) ที่ผ่านพม่า

    เส้นทางสาย R3E ส่วนของกรุงเทพ-เชียงราย ยาว 830 กิโลเมตรนั้นเป็นทาง 4 เลนหมดแล้ว (ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคม เดือนธันวาคม 2010) ยังเหลือส่วนของ จ. เชียงราย ไปยัง อ. เชียงของ (ซึ่งอยู่ติดกับพรมแดน) ยาว 115 กิโลเมตร ยังเป็นเส้นทาง 2 เลนอยู่ และยังต้องสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่ อ. เชียงของ ซึ่งไทยและจีนจะร่วมสร้าง กำหนดแล้วเสร็จปี 2012

    ส่วนเส้นทางในประเทศลาว 228 กิโลเมตรนั้นเสร็จแล้ว โดยได้รับเงินอุดหนุนจาก ADB ไทยและจีน

    เส้นทาง R3W ในส่วนของประเทศไทยคือ กรุงเทพ-แม่สาย และสะพานข้ามแม่น้ำสาย เสร็จสมบูรณ์หมดแล้ว

    เส้นทาง R3 จะช่วยให้การค้าตามแนวชายแดนเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะเขต “สี่เหลี่ยมมรกต” ระหว่างไทย-ลาว-พม่า-จีน เพิ่มขึ้น

    East-West Economic Corridor (EWEC)

    เส้นทางที่สองแนวตะวันออก-ตะวันตก เป็นการ “ตัดขวาง” เชื่อมระหว่างสองมหาสมุทรคือ มหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออก และมหาสมุทรอินเดียทางตะวันตก

    เส้นทางกลุ่ม EWEC มีเส้นเดียว ไม่มีเส้นย่อย จุดเริ่มต้นคือเมืองดานังในเวียดนาม (ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญของเวียดนาม) ตัดผ่านลาวและไทย มายังเมืองเมาะละแหม่ง หรือเมาะลำไย (Mawlamyine) ในพม่า

    จุดข้ามแดนสำคัญในเส้นทาง R2 คือสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่สองที่ จ.มุกดาหาร (สร้างเสร็จแล้ว) กับสะหวันนะเขต และด่านที่ อ.แม่สอด จ.ตาก กับเมืองเมียวะดีของพม่า

    จังหวัดที่มีเส้นทาง R2 ผ่านคือ ตาก สุโขทัย พิษณุโลก อ.หล่มสัก อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร

    เส้นทาง R2 เป็นเส้นทางที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจมาก โดยจะส่งผลให้หลายจังหวัดของเวียดนามมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่า 100% ส่วนในประเทศไทยจะอยู่ในระดับ 0-50%

    ส่วนผลกระทบทางการค้า จะช่วยให้การค้าระหว่างภูมิภาคตามเส้น R2 ขยายตัวขึ้น โดยเฉพาะการค้าจากไทย-เวียดนามที่ยังไม่เยอะมาก เมื่อเทียบกับการค้าระหว่างประเทศที่อยู่ติดกัน

    Southern Economic Corridor (SEC)

    เส้นทางสายสุดท้าย เชื่อมต่อระหว่างไทย-กัมพูชา-เวียดนาม แบ่งเป็น 4 เส้นทางย่อย เรียงตามแนวบน-ล่าง

    1. เส้นทางสายกลาง (Central Subcorridor) เริ่มจากกรุงเทพ ผ่านพนมเปญ ไปยังโฮจิมิห์นซิตี้ และสุดที่เมืองหวุงเต่าหรือวังเทา (Vang Tau) ริมชายทะเลเวียดนาม
    2. เส้นทางสายเหนือ (Northern Subcorridor) เริ่มจากกรุงเทพ ไปยังอรัญประเทศ (ส่วนนี้จะเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางสายกลาง) แต่เมื่อเข้าเขตกัมพูชาแล้วจะแยกขึ้นเหนือ ผ่านเสียมเรียบ และไปสุดที่เมือง Quy Nhon ทางตอนกลางของเวียดนาม
    3. เส้นทางเลียบชายฝั่งด้านใต้ (Southern Coastal Subcorridor) เริ่มจากกรุงเทพ ผ่านทางภาคตะวันออกของไทยเลียบอ่าวไทย มาออกที่ จ.ตราด ข้ามมายังเกาะกงของกัมพูชา และไปสุดที่ปลายแหลมของเวียดนามที่เมือง Nam Can
    4. เส้นทางเชื่อมภายในทวีป (Intercorridor Link) เป็นเส้นทางแนวตั้งผ่านกัมพูชาและลาว โดยจะเชื่อมเส้นทาง 3 เส้นก่อนหน้า (และเส้นทางหลักสาย East-West) ในแนวดิ่ง

    เส้นทางที่สำคัญมี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางสายกลาง หรือ R1 (กรุงเทพ-พนมเปญ-โฮจิมินต์ซิตี้-วังเตา) และเส้นทางเลียบชายฝั่งตอนใต้ หรือ R10

    เส้นทาง R1

    สำหรับเส้นทาง R1 นั้น ส่วนของประเทศไทยและเวียดนามสมบูรณ์แล้ว แต่ส่วนของกัมพูชายังอยู่ในช่วงปรับปรุงโดยใช้เงินกู้จาก ADB

    จุดสำคัญในเส้นทาง R1 คือสะพาน Neak Loeung ทางตอนใต้ของกัมพูชา ซึ่งใช้เงินกู้ของประเทศญี่ปุ่น และจะแล้วเสร็จในปี 2015

    เส้นทาง R10

    เส้นทางเลียบชายทะเล R10 ยังเหลือส่วนของประเทศกัมพูชาที่ต้องการปรับปรุงอยู่เช่นกัน

    เส้นทางสาย R10 มีความยาวทั้งหมด 970 กิโลเมตร มีความสำคัญต่อธุรกิจการประมง พลังงาน และอุตสาหกรรมเบา แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2553

  • สินค้าขายดีในอาเซียน มีอะไรบ้าง

    ดังที่ทราบกันดีว่า จุดมุ่งหมายหลักของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนคือการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว เปิดให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าบริการ การลงทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน ประกอบด้วย นักธุรกิจทั้งในกิจการขนาดใหญ่และขนาดเล็ก จะมีตลาดค้าขายใหญ่ขึ้น จากเคยขายให้กับคนไทย65 ล้านคน จะเพิ่มเป็น 590 ล้านคน ในขณะที่ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากโอกาสในการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่หลากหลายและมีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสมรวมถึงการได้รับความคุ้มครองการบริโภคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าบริการข้ามพรมแดน จากความร่วมมือของหน่วยงานที่รับผิดชอบในอาเซียน

    แน่นอนว่า สิ่งที่หลายคนอยากรู้คือ ปัจจุบันประเทศไทยส่งสินค้าไปขายในกลุ่มประเทศอาเซียนมากน้อยแค่ไหน สินค้าอะไรขายดีที่สุด? สินค้าไทยที่ขายดีในอาเซียน 10 อันดับแรกได้แก่

    1.น้ำมันสำเร็จรูป
    2.รถยนต์และอุปกรณ์ส่วนประกอบ
    3.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
    4.น้ำตาลทราย
    5.เคมีภัณฑ์
    6.เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ
    7.เม็ดพลาสติก
    8.เหล็ก
    9.แผงวงจรไฟฟ้า
    10.ยางพารา

    ส่วนสินค้าที่มีแนวโน้มการขยายตัวดี ได้แก่

    1.เครื่องดื่ม
    2.เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ
    3.เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว
    4.ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง

  • วิธีการเปิดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ให้ประสบความสำเร็จ

    สำหรับในบทความนี้ ก็จะเขียนถึงเรื่องการเปิดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ ประเทศที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก (พ.ศ. 2560) ท่านที่เจาะตลาดไปทำร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ควรที่อ่านบทความนี้ เพื่อจะได้มองภาพรวมอย่างคร่าวๆ และได้ความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยไปบ้าง เอาหล่ะเริ่มเลยดีกว่าครับ

    ร้านอาหารไทยที่เปิดในสิงคโปร์มี 3 แบบใหญ่ๆ คือ

    1. ร้านเชนสโตร์ (รวมแฟรนไชส์) จากเมืองไทย เช่น ร้าน Thai Express ของกลุ่มไมเนอร์ / ร้าน Siam Kitchen และ Bangkok Jam ของ S&P / ร้าน Bali Thai ของกลุ่มทุนสิงคโปร์
    2. ร้านที่เปิดเดี่ยวและคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย เช่น ร้านท่านหญิง ร้านสบาย ทั้งสองร้านเจ้าของเป็นชาวสิงคโปร์ ส่วนกุ๊กของร้านเป็นคนไทยทั้งหมด
    3. ร้านอาหารไทยสำหรับคนไทยที่ทำงานในสิงคโปร์ จะเป็นร้านเล็กๆ ราคาไม่แพง พบได้ในห้าง Golden Mile และศูนย์การค้าขนาดเล็กทั่วไป

    ข้อแนะนำในการเปิดการร้านอาหารไทยในสิงคโปร์

    1. คนสิงคโปร์ไม่นิยมทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ

    รัฐบาลสิงคโปร์เข้มงวดในเรื่องคุณสมบัติของกุ๊ก และมีกฎระเบียบจ้างงานเข้มงวด ทั้งที่สิงคโปร์นั้นขาดแคลนแรงงานอย่างมากในธุรกิจด้านอาหาร คนสิงคโปร์ไม่ค่อยยอมเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ต้องยืนนาน บริการลูกค้า ทำงานตั้งแต่เช้ายันดึก หาคนสิงคโปร์ทำงานในร้านอาหารได้ยากมาก ส่วนมากจะจ้างแรงงานต่างชาติมาทำ

    2. การร่วมหุ้นส่วนธุรกิจกับคนสิงคโปร์

    พบว่าเจ้าของร้านอาหารไทยส่วนมากเป็นชาวสิงคโปร์ มีร้านสาขาจากมาเลเซียด้วยคือร้าน Absolute Thai (ร่วมทุนไทย-มาเลเซีย) และร้านแฟรนไชส์จากเมืองไทย แม้การจดทะเบียนเปิดร้านอาหารในสิงคโปร์ไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ โดยถือได้ 100% แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีเงินทุนสูง เพราะค่าครองชีพสูง การมีหุ้นส่วนธุรกิจท้องถิ่นจึงจะช่วยให้ทำตลาดได้ง่ายขึ้น

    3. ทำเลที่ตั้งร้านอาหารมีผลอย่างมาก

    ทำเลที่ตั้งดี ค่าเช่าก็แพงตาม ทำเลดีๆ อย่างใจกลางเมือง เช่น บนถนนออร์ชาร์ด ในห้างสรรพสินค้าทาคาชิมาย่า หรือตึกพารากอน ค่าเช่าจะสูงมาก จึงต้องตั้งราคาอาหารสูงตาม แม้จะเป็นเมนูเดียวกับสาขาอื่น จะมีลูกค้าชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ร้านอาหารในศูนย์การค้าจะขายดีมาก เช่น ร้าน Bangkok Jam ในตึก Grand Singapura ขายได้วันละ 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ เดือนละอย่างน้อย 150,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ แม้ค่าเช่าจะแพงก็ตาม แต่ก็ได้กำไรดีมาก ร้าน MK ซึ่งเปิดร้านในสิงคโปร์ครั้งหนึ่งแล้วปิดไป ก็กลับไปเปิดใหม่อีกครั้งบนถนนออร์ชาร์ด หากตั้งอยู่ในบริเวณที่ห่างจากถนนออชาร์ดออกมา ก็จะขายได้น้อยลง ราววันละ 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม บางร้านตั้งอยู่ในศูนย์การค้าแต่เป็นทางเดินผ่าน อย่างร้าน Absolute Thai ในตึก 313 ตรงทางขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินสถานี Somerset ก็ไม่ค่อยมีลูกค้า ผู้จัดการร้านบอกอย่างน่าคิดว่า สิงคโปร์มีนักท่องเที่ยวมากก็จริง แต่ร้านอาหารจะหวังพึ่งนักท่องเที่ยวเท่านั้นไม่ได้ ทุกร้านอยากได้ลูกค้าท้องถิ่นที่มาทานประจำมากกว่า

    ด้วยค่าเช่าพื้นที่ที่แพงผู้ประกอบการบางรายอาจเลือกประหยัดด้วยการเช่าพื้นที่ในลำดับรองๆ ลงไป ซึ่งก็ต้องมาประเมินดูว่าการลดต้นทุนแบบนี้จะคุ้มค่าแค่ไหน ทำเลหลักจ่ายแพงแต่คนเยอะยอดขายมาก กับทำเลรองคนน้อยกว่าขายได้น้อยกว่า ซึ่งก็ต้องพิจารณากันไปตามความเหมาะสมของเงินทุน

    4. ใบอนุญาติร้านอาหารต้องถูกต้อง

    มีกรณีศึกษามากมายที่ร้านอาหารบางแห่งในสิงคโปร์มีการดำเนินธุรกิจขัดแย้งกับใบอนุญาต หากคิดจะเปิดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ควรศึกษาข้อมูลนี้จาก EnterpriseOne (eresources.nlb.gov.sg) เว็บไซต์ของรัฐบาลสิงคโปร์ เพื่อดูว่าธุรกิจที่กำลังจะดำเนินนั้นเข้าข่ายต้องขอใบอนุญาตประเภทใด ที่สำคัญ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับแผนกอาหารจะต้องเข้าอบรม และต้องสอบให้ผ่านคอร์สสุขอนามัยด้านอาหาร (Food Hygiene Course) ก่อนจะไปลงทะเบียนกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

    5. เงินทุนต้องมีพอสมควร

    หลายท่านอาจจะทราบดีว่าค่าเช่าพื้นที่ในสิงคโปร์มีราคาแพงมาก ซึ่งร้านอาหารไทยในสิงคโปร์มักต้องจ่ายล่วงหน้าในการเช่าพื้นที่อย่างน้อย 3-6 เดือนไม่รวมค่าตกแต่งร้าน ที่ต้องสร้างบรรยากาศให้ลูกค้าสนใจด้วย ตัวเลขของร้านค้าแบบคีออสเล็กๆ ยังประมาณ 80,000-600,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ยิ่งเป็นร้านอาหารที่ต้องใช้พื้นที่กว้าง ราคาลงทุนก็ยิ่งสูงเราต้องคำนวณเรื่องนี้ให้ดีด้วย

    6. การนำกุ๊กไทยมาทำงานสิงคโปร์

    ซึ่งการหากุ๊กไทยไปทำงานสิงโปร์ ต้องปฏิบัติตามกฎ Employment Act ของสิงคโปร์ซึ่งได้ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2555 ซึ่งได้แบ่งกลุ่มลูกจ้างเป็น 3 กลุ่มตามระดับรายได้และอาชีพ คือ

    กลุ่มอาชีพ Skilled professionals ได้แก่ วิศวกร แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน R&D ผู้บริหาร เป็นผู้ที่จบปริญญาตรีขึ้นไป มีรายได้มากกว่า 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน จะได้รับใบอนุญาตทำงาน E Pass หรือ Employment Pass และไม่มีการกำหนดโควตา
    กลุ่ม Semi-skilled professionals ได้แก่ ช่างเทคนิค เชฟ ผู้จัดการ เป็นผู้ที่จบอนุปริญญาขึ้นไปและมีประสบการณ์ทำงานตามที่กำหนด มีรายได้มากกว่า 2,200 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน จะได้ใบอนุญาตทำงาน S Pass โควตาไม่เกินร้อยละ 15 ของพนักงานทั้งหมดในธุรกิจบริการ และต้องเสียภาษีแรงงานต่างด้าว (Foreign worker levy) ราว 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือนต่อคน สำหรับร้านอาหาร
    กลุ่ม Unskilled professionals ได้แก่ แรงงานก่อสร้าง แม่บ้าน ไม่กำหนดระดับการศึกษา มีรายได้น้อยกว่า 2,200 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน โควตาขึ้นอยู่กับอาชีพและต้องเสียภาษีแรงงานต่างด้าว

    ทั้งสามอาชีพต่ออายุใบอนุญาตได้ แต่รัฐบาลสิงคโปร์จะเป็นคนกำหนดว่าจะให้ต่อหรือไม่ และต่อนานกี่ปี 1-2 ปี การต่ออายุใบอนุญาตมักจ้างเอเย่นต์เป็นคนทำให้

    ซึ่งการหาช่องทางให้เข้ากุ๊กจากเมืองไทยเข้าทำงานสิงคโปร์จึงมี 2 ทางเลือก คือ S Pass หรือ E Pass ตามเกณฑ์ข้างต้น จะขออธิบายเพิ่มคือ นายจ้างเริ่มจ้างกุ๊กรุ่นใหม่ที่จบปริญญาตรีเพิ่มขึ้น (E Pass) และไม่อยากต่ออายุให้กับกุ๊กรุ่นเก่า เนื่องจากส่วนมากไม่ได้จบปริญญาตรี (S Pass) การต่อใบอนุญาตทำงานยุ่งยากกว่า แม้จะได้เงินเดือนน้อย และมีประสบการณ์ทำอาหารมานานกว่าก็ตาม จึงพูดได้ว่าระดับเงินเดือนของกุ๊กในปัจจุบัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์แต่อยู่ที่วุฒิการศึกษา มีการจ้างผู้ที่จบปริญญาตรีด้านคหกรรมศาสตร์เข้ามาทำงานแทนมากขึ้น เพราะไม่ต้องเสียภาษีแรงงานต่างด้าว และไม่มีการกำหนดโควตา

    อีกข้อสังเกตก็คือ การเปิดร้านอาหารหลายชื่อหลายสาขา เพื่อต้องการโควตานำเข้ากุ๊ก มีการสับเปลี่ยนคนแทนไปมา เช่น ได้รับใบอนุญาตให้มาทำงานกับร้านอาหารหนึ่ง แต่ไปทำงานให้กับร้านอาหารสาขาอื่น ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่สิงคโปร์มาตรวจจับก็จะเป็นปัญหาได้

    7. มีกุ๊กสำรอง

    กุ๊กคือหัวใจหลักของร้านอาหาร ที่สิงคโปร์กุ๊กหนึ่งคนสามารถทำงานให้กับร้านอาหารเพียงหนึ่งที่เท่านั้น ไม่อนุญาตให้สับเปลี่ยนกุ๊กไปช่วยร้านสาขาอื่น ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายของสิงคโปร์ ทางที่ดีควรมีแผนเรื่องการจัดหากุ๊กสำรองไว้ด้วยในกรณีที่กุ๊กเกิดเจ็บป่วยไม่สบาย ติดธุระ หรือลาออก

    8. อาหาร และบริการต้องดีควบคู่กัน

    เมนูอาหารไทยยอดฮิตที่คนสิงคโปร์นิยมทาน คือ ข้าวผัดประเภทต่างๆ ต้มยำ ผัดกระเพรา เป็นต้น แม้อาหารจะดีแต่ร้านอาหารจะแข่งกันที่รสชาติอย่างเดียวไม่ได้ การบริการก็ต้องดี ให้คนสิงคโปร์รู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายออกไป การบริการที่ประทับใจจะทำให้ลูกค้ากลับมาทานร้านอาหารของเราอีก

    9. ชาวสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับคุณภาพของอาหารมากกว่าราคา

    ชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่มีรายได้ค่อนข้างสูง จึงทำให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้ามากกว่าราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารการกิน ผู้ประกอบการจะลดต้นทุนโดยการใช้วัตถุดิบที่ไม่มีคุณภาพไม่ได้โดยเด็ดขาด ชาวสิงคโปร์อาจจะร้องเรียนหน่วยงาน NEA มาตรวจสอบร้านท่าน ผู้ประกอบการจึงต้องใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ และสดใหม่ ร้านของท่านจะได้ผ่านตามมาตรฐานหน่วยงานอาหารของสิงคโปร์ ในเมื่อร้านอาหารไทย มีคุณภาพอาหารเท่ากัน อร่อยคล้ายๆ กัน และราคาใกล้เคียงกัน สิ่งที่จะมาสู้กันว่าร้านไหนไปรอดหรือไม่รอดก็คือ การตลาด การโปรโมทร้าน

    10. สรรหาวัตถุดิบทดแทนเพื่อลดต้นทุน

    คนสิงคโปร์นิยมอาหารไทยรสเผ็ดจัดจ้าน แต่การนำเข้าเครื่องปรุงโดยตรงจากประเทศไทยอาจทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น แม้การหาวัตถุดิบจะนำเข้าผ่านชายแดนไทย-มาเลเซียได้ มีนายหน้าขนส่งสินค้าให้ แต่หนึ่งในวิธีบริหารต้นทุนคือเลือกใช้วัตถุดิบในพื้นที่ที่สามารถทดแทนกันได้ แน่นอนว่ากุ๊กผู้ประกอบอาหารจะต้องมีความรู้ในส่วนนี้อย่างดีว่าใช้อะไรทดแทน แล้วจะไม่ทำให้คุณภาพอาหารลดลง

    11. การตั้งชื่อร้านอาหารไทย

    การตั้งชื่อร้านอาหารไทยก็เป็นสิ่งสำคัญมาก เช่น ร้าน Siam Kitchen ใช้ชื่อนี้ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร พอเปลี่ยนชื่อเป็น Bangkok Jam ก็ขายดีขึ้น คนจำชื่อได้ และได้ไปเปิดที่มาเลเซียด้วย แต่ที่มาเลเซียต้องเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นอีก เพราะมีร้านที่ชื่อเหมือนกันอยู่ก่อนแล้ว

    12. คนสิงคโปร์นิยมทานอาหารนอกบ้าน

    คนสิงคโปร์นิยมทานอาหารนอกบ้าน เนื่องจากชีวิตประจำวันที่ค่อนข้างเร่งรีบ เวลาเป็นเงินเป็นทองทำให้มีข้อจำกัดเรื่องเวลา การทำอาหารทานเองที่บ้านจะต้องใช้เวลาในการเตรียมหาวัตถุดิบทำอาหาร และใช้เวลาทำอาหาร การไปทานข้างนอกจะลดเวลาได้มากกว่า อย่างเช่น วันธรรมดาในช่วงกลางวันลูกค้าจะน้อย แต่ตอนเย็นจะค่อนข้างมาก คนสิงคโปร์ชอบนัดกันทานอาหารเย็น บางร้านจึงมีเวลาปิดพักช่วงบ่าย ทำให้เวลาเงินเวลาทองมาเน้นกันในช่วงเย็นแทน

    และในช่วงวันหยุดชาวสิงคโปร์นิยมพาครอบครัวออกไปทานอาหารนอกบ้าน เช่น ร้านอาหารที่ห้างสรรพสินค้า หรือตามภัตตาคารต่างๆ และชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่จะรู้จักอาหารไทย หรือผ่านการทานอาหารไทยมาบ้างแล้ว ทำให้การไปเปิดร้านอาหารไทยร้านใหม่ๆ ยังมีโอกาสเป็นไปได้

    13. มาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลสิงคโปร์

    ตัวช่วยสำคัญของผู้ประกอบการคือการเรียนรู้มาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลสิงคโปร์ที่มีอยู่หลายโครงการเช่น PIC (Productivity and Innovation Credit) ที่อยู่ในรูปการให้เงินสนับสนุน หรือ SPRING Singapore ที่ให้เงินอุดหนุนแก่ธุรกิจมากถึง 70 % แต่ทั้งนี้ธุรกิจนั้นก็ต้องตรงตามกฏเกณฑ์ที่ทางหน่วยงานเขากำหนดไว้ด้วย

    วิธีการเปิดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์

    1. สำหรับการเปิดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ ผู้ประกอบจำเป็นต้องศึกษาประเภทกิจการ หรือธุรกิจที่สนใจ ทั้งจากเอกสาร การเดินทางไปสำรวจลู่ทางการลงทุนด้วยตนเอง รวมถึงรับคำแนะนำจากบริษัทที่ปรึกษา แล้วนำมาประเมินความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) และตัดสินใจว่าจะลงทุนเองทั้งหมด หรือลงทุนร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่น
    2. ผู้ประกอบการที่จะเปิดร้านอาหารไทย จะต้องยื่นเอกสารเป็นรายงานข้อเสนอโครงการ (Proposal) เพื่อขออนุมัติดำเนินธุรกิจ และจดทะเบียนชื่อกิจการต่อ ACRA (Accounting and Corporate Regulatory Authority) ซึ่ง ACRA จะใช้เวลาในการพิจารณาอนุมัติประมาณ 14-60 วัน โดยผู้ประกอบการจะจัดตั้งบริษัทสามารถมอบอำนาจให้สำนักงานทนายความในสิงคโปร์ เป็นตัวแทนในการจดทะเบียนบริษัท
    3. เมื่อได้รับอนุมัติจดทะเบียนชื่อกิจการแล้ว ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัทต่อ ACRA ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน
    4. เมื่อ ACRA พิจารณาแบบคำขอจดทะเบียนบริษัทเรียบร้อยแล้ว ACRA จะส่งแบบฟอร์มการยื่นขอจดทะเบียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    – หน่วยงานแรกคือ กระทรวงการสิ่งแวดล้อม (Ministry of Environment) เพื่อขออนุญาตประกอบธุรกิจ
    – หน่วยงานที่สองคือ กระทรวงแรงงาน (Ministry of Manpower) เพื่อขออนุญาตนำแรงงานไทยเข้ามาทำงานในสิงคโปร์
    5. หากมีการนำเข้าหรือส่งออกสินค้า ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าส่งออกจาก International Enterprise Singapore ด้วย
    6. หลังจากได้รับอนุญาตจากหน่วยงานนั้นๆ เรียบร้อยแล้ว บริษัทจึงสามารถเปิดดำเนินกิจการได้

    NEA หน่วยงานตรวจสอบร้านอาหารในสิงคโปร์

    การดำเนินธุรกิจจำหน่ายอาหารในสิงคโปร์ ต้องเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำหนดให้หน่วยงาน National Environment Agency (NEA) เป็นผู้ควบคุม สรุปได้ดังนี้

    – ภัตตาคารและร้านอาหาร จะต้องส่งพนักงานทุกคนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการปรุงอาหาร เข้ารับการฝึกอบรมด้านสุขอนามัย เมื่อเปิดร้านครั้งแรก โดยใช้เวลาฝึกอบรมครึ่งวัน นอกจากนี้ในทุกปีต้องส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของร้านจำนวน 2 คน เข้ารับการฝึกอบรมเป็นเวลา 3 วัน
    – NEA จะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจร้านปีละ 2-3 ครั้ง โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า เพื่อตรวจสอบเรื่องความสะอาดเป็นสำคัญ
    – หากมีการร้องเรียนจากผู้บริโภคเรื่องอาหารไม่ถูกสุขอนามัย NEA จะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจทันที หากผลการตรวจไม่ผ่านตามมาตรฐานสุขอนามัย NEA มีอำนาจสั่งปิดร้านชั่วคราว หรือเพิกถอนใบอนุญาตร้านอาหารได้

    สรุป

    จากที่คุณผู้อ่านได้อ่านมา ก็อาจจะคิดว่าการลงทุนทำร้านอาหารในสิงคโปร์ น่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ปัจจัยรอบด้านแตกต่างกับไทย หรือหากไม่มีประสบการณ์ทางร้านอาหารในไทยมาด้วย ก็ควรระมัดระวังเป็นอย่างมากในการประกอบธุรกิจ ทางที่ดีควรจ้างที่ปรึกษาธุรกิจทางด้านอาหารมาให้คำแนะนำในขั้นตอนต่างๆ ในการเปิดร้านอาหาร ซึ่งจะมีระเบียบขั้นตอนต่างๆ มากมาย สิ่งสำคัญคือการวางแผนทุกอย่างให้รัดกุม คิดทุกอย่างให้รอบด้าน มีที่ปรึกษามืออาชีพ

    ตลาดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ยังเปิดกว้าง มีเม็ดเงินสะพัดในตลาดร้านอาหารไทยอย่างมากมาย นี่เป็นการบ้านของผู้ประกอบการว่าจะทำอย่างไร ถึงจะไปเจาะตลาดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ได้ ซึ่งเราจะต้องไปแข่งกับคนไทยด้วยกันเองอีก อย่างเช่น ร้าน Coca สุกี้ และร้าน Black Canyon และร้าน Thai Express

    สุดท้ายนี้ก็ขอสรุปว่า หากคุณมีเงินทุนสูงพอ มีกุ๊กฝีมือดี บริหารจัดการเป็นระบบ สิงคโปร์ถือเป็นประเทศที่น่าลงทุน ถ้าเจาะตลาดได้ เม็ดเงินมากมายรอคุณอยู่ข้างหน้าครับ

  • ประเทศอาเซียน 10 ประเทศ มีอะไรบ้าง

    ประเทศในอาเซียน
     

    สำหรับบทความนี้ เราก็จะมาทำความรู้จักกับประเทศในอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ว่ามีอะไรบ้าง แต่ละประเทศมีชื่อเต็มว่าอย่างไร เมืองหลวงหลวงชื่ออะไร ประเทศเค้าขนบธรรมเนียมอย่างไร ปัจจุบันประเทศในอาเซียน มีอยู่ 10 ประเทศ โดยมีข้อมูลของแต่ละประเทศดังนี้

    1.ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม (Brunei Darussalam)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐเนการาบรูไนดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : กรุงบันดาร์ เสรี เบกาวัน (Bandar Seri Begawan)
    ภาษา : ใช้ภาษามาเลย์ เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาจีน
    ประชากร : ประกอบด้วย มาเลย์ 66%, จีน 11% และอื่นๆ 23%
    นับถือศาสนา : ศาสนาอิสลาม 67%, ศาสนาพุทธ 13%, ศาสนาคริสต์ 10%
    ระบบการปกครอง : ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

    จุดแข็ง

    – ประเทศบรูไนมีการเมืองค่อนข้างมั่นคง
    – รายได้เฉลี่ยต่อคนเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน และเป็นอันดับที่ 26 ของโลก
    – เป็นผู้ส่งออกน้ำมัน และมีปริมาณสำรองน้ำมันอันดับ 4 ในอาเซียน

    ข้อควรรู้

    – ประชาชนของประเทศในกลุ่มอาเซียน สามารถทำวีซ่าที่ ตม.ที่ประเทศบรูไน และสามารถอยู่ได้นาน 2 สัปดาห์
    – นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีเหลือง เพราะถือเป็นสีของพระมหากษัตริย์
    – การทักทายจะใช้การจับมือกันเบาๆ และสตรีจะไม่ยื่นมือให้บุรุษจับ
    – การใช้นิ้วชี้ไปที่คน หรือสิ่งของถือว่าไม่สุภาพ แต่จะใช้หัวแม่มือชี้แทน
    – ชาวบรูไนจะไม่ใช้มือซ้ายในการส่งของให้ผู้อื่น
    – สตรีเวลานั่งจะไม่ให้เท้าชี้ไปทางผู้ชาย และไม่ส่งเสียงดัง หรือหัวเราะดัง
    – วันหยุด คือ วันศุกร์และวันอาทิตย์ วันเสาร์ถือเป็นวันทำงาน และทุกวันศุกร์เวลา 12.00-14.00 น.ทุกร้านจะปิด
    – การจัดงานต่างๆ ในช่วงเย็น จะต้องจัดหลังเวลา 2 ทุ่ม


    2.ประเทศกัมพูชา (Cambodia)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : ราชอาณาจักรกัมพูชา หรืออีกชื่อหนึ่ง ราชอาณาจักรก็อมปุเจีย (Kingdom of Cambodia)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : กรุงพนมเปญ (Phnom Penh)
    ภาษา : ใช้ภาษาเขมร เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาเวียดนาม และภาษาจีน
    ประชากร : ประกอบด้วยชาวเขมร 94%, จีน 4% และอื่นๆ 2%
    นับถือศาสนา : ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท เป็นหลัก
    ระบบการปกครอง : ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ

    จุดแข็ง

    – ค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดในอาเซียน
    – มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลาย และสมบูรณ์

    ข้อควรรู้

    – ผู้ที่เดินทางเข้ากัมพูชา และประสงค์จะอยู่ทำธุรกิจเป็นระยะเวลาเกิน 3 เดือน ควรฉีดยาป้องกันโรคไทฟอยด์ และไวรัส A และไวรัส B
    – เพื่อนผู้ชายจับมือกัน ถือเป็นเรื่องปกติ
    – ผู้หญิงห้ามแต่งตัวเซ็กซี่ ผู้ชายไว้ผมยาวจะมีภาพลักษณ์นักเลง
    – ห้ามจับศีรษะผู้อื่น คนกัมพูชาถือว่าศีรษะเป็นส่วนสำคัญที่สุดของร่างกาย
    – สบตามากเกินไป ถือว่าไม่ให้เกียรติ


    3.ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : กรุงจาการ์ตา (Jakarta)
    ภาษา : ใช้ภาษาอินโดนีเซีย เป็นภาษาราชการ
    ประชากร : ประกอบด้วย ชนพื้นเมืองหลายกลุ่ม มีภาษามากกว่า 583 ภาษา และร้อยละ 61 อาศัยอยู่บนเกาะชวา
    นับถือศาสนา : ศาสนาอิสลาม 87%, ศาสนาคริสต์ 10% และศาสนาอื่น 3%
    ระบบการปกครอง : ประชาธิปไตยที่มีประธานาธิปดีเป็นประมุข และเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

    จุดแข็ง

    – มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    – มีจำนวนประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ข้อควรรู้

    – ไม่ควรใช้มือซ้ายในการรับส่งของ คนมุสลิมอินโดนีเซียถือว่ามือซ้ายไม่สุภาพ
    – นิยมใช้มือกินข้าว
    – ไม่ควรชี้นิ้วด้วยนิ้วชี้ แต่ใช้นิ้วโป้งแทน
    – ไม่จับศีรษะคนอื่น รวมไปทั้งการลูบบนศีรษะเด็ก
    – การครอบครองยาเสพติด อาวุธ หนังสือรูปภาพอนาจาร มีบทลงโทษหนัก อาทิ การนำเข้าและครอบครองยาเสพติดมีโทษถึงประหารชีวิต
    – บทลงโทษรุนแรงเกี่ยวกับการค้าและส่งออกพืชและสัตว์กว่า 200 ชนิด จึงควรตรวจสอบก่อนซื้อหรือนำพืชและสัตว์ออกนอกประเทศ
    – มอเตอร์ไซค์รับจ้างมีมิเตอร์
    – งานศพใส่ชุดสีอะไรก็ได้


    4.ประเทศลาว (Laos)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Lao People’s Democratic Republic)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : นครหลวงเวียงจันทร์ (Vientiane)
    ภาษา : ใช้ภาษาลาว เป็นภาษาราชการ
    ประชากร : ประกอบด้วย ชาวลาวลุ่ม 68%, ลาวเทิง 22%, ลาวสูง 9% รวมประมาณ 68 ชนเผ่า
    นับถือศาสนา : ศาสนาพุทธ 75% , นับถือผี 16% และศาสนาอื่นๆ 9%
    ระบบการปกครอง : สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ (ทางการลาวใช้คำว่า ระบบประชาธิปไตยประชาชน)

    จุดแข็ง

    – ค่าจ้างแรงงานต่ำอันดับ 2 ในอาเซียน
    – การเมืองมีเสถียรภาพ

    ข้อควรรู้

    – ลาว มีตัวอักษรคล้ายของไทย ทำให้คนไทยอ่านหนังสือลาวได้ไม่ยากนัก ส่วนคนลาวอ่านหนังสือไทยได้คล่องมาก
    – ลาวขับรถทางขวา
    – ติดต่อราชการต้องนุ่งซิ่น
    – เดินผ่านผู้ใหญ่ ต้องก้มหัว
    – ถ้าเพื่อนคนลาวเชิญไปพักที่บ้านห้ามให้เงิน
    – ไม่ควรซื้อน้ำหอมให้กัน
    – เข้าบ้านต้องถอดรองเท้า และถ้าเขาเสิร์ฟน้ำต้องดื่ม


    5.ประเทศมาเลเซีย (Malaysia)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สหพันธรัฐมาเลเซีย (Federation of Malaysia)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : กรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur)
    ภาษา : ใช้ภาษามาเลย์ เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาจีน
    ประชากร : ประกอบด้วยชาวมาเลย์ 40%, ชาวจีน 33%, ชาวอินเดีย 10%, ชาวพื้นเมืองเกาะบอร์เนียว 10%
    นับถือศาสนา : ศาสนาอิสลาม 60%, ศาสนาพุทธ 19%, ศาสนาคริสต์ 11% และอื่นๆ 10%
    ระบบการปกครอง : ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา

    จุดแข็ง

    – มีปริมาณสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 ในเอเชียแปซิฟิค
    – มีปริาณก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับ 2 ในเอเชียแปซิฟิค

    ข้อควรรู้

    – ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะได้รับสิทธิพิเศษ คือ เงินอุดหนุนทางด้านการศึกษา สาธารณสุข การคลอดบุตรงานแต่งงานและงานศพ
    – มาเลเซียมีปัญหาประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ในมาเลเซียประกอบด้วยชาวมาเลย์ กว่าร้อยละ 40 ที่เหลืออีกกว่าร้อยละ 33 เป็นชาวจีนร้อยละ 10 เป็นชาวอินเดีย และ อีกร้อยละ 10 เป็นชนพื้นเมืองบนเกาะบอร์เนียว
    – ใช้มือขวาเพียงข้างเดียวในการรับประทานอาหาร และรับส่งของ
    – เครื่องดื่มแอลกฮอล์เป็นเรื่องต้องห้าม


    6.ประเทศเมียนมาร์ หรือพม่า (Myanmar)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า หรือสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (Republic of the Union of Burma or Republic of the Union of Myanmar)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : เนปีดอ (Naypyidaw)
    ภาษา : ใช้ภาษาพม่า เป็นภาษาราชการ
    ประชากร : มีเชื้อชาติหลักๆ 8 กลุ่ม คือ ชาวพม่า 68%, ชาวไทยใหญ่ 8%, ชาวกระเหรี่ยง 7%, ชาวยะไข่ 4% ชาวจีน 3% ชาวมอญ 2% ชาวอินเดีย 2%
    นับถือศาสนา : ศาสนาพุทธ 90%, ศาสนาคริสต์ 5% ศาสนาอิสลาม 3% ลแะศาสนาอื่น 2%
    ระบบการปกครอง : เผด็จการทางทหาร ปกครองโดยรัฐบาลทหารภายใต้สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ

    จุดแข็ง

    – มีพรมแดนเชื่อมต่อกับประเทศจีน และประเทศอินเดีย
    – ค่าจ้างแรงงานต่ำเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน
    – มีปริมาณก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก

    ข้อควรรู้

    – ไม่ควรพูดเรื่องการเมืองกับคนไม่คุ้นเคย
    – เข้าวัดต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า
    – ห้ามเหยียบเงาพระสงฆ์
    – ให้นามบัตรต้องยื่นให้สองมือ
    – ไม่ควรใส่กระโปรงสั้น กางเกงขาสั้น ในสถานที่สาธารณะ และศาสนสถาน
    – ชาวพม่าทั้งผู้หญิง และผู้ชายชอบทา ทานาคา (สมุนไพรยอดนิยมของชาวพม่า) และผู้ชายชอบเคี้ยวหมาก


    7.ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : กรุงมะนิลา (Manila)
    ภาษา : ภาษาฟิลิปิโน และภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นภาษาสเปน, ภาษาจีนฮกเกี้ยน, ภาษาจีนแต้จิ๋ว ฟิลิปปินส์ มีภาษาประจำชาติคือ ภาษาตากาล็อก
    ประชากร : ประกอบด้วย ชาวมาเลย์ 40%, ชาวจีน 33%, ชาวอินเดีย 10%, ชาวพื้นเมืองเกาะบอร์เนียว 10%
    นับถือศาสนา : ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก 83% ศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์, ศาสนาอิสลาม 5%
    ระบบการปกครอง : ประชาธิปไตยแบบประธานาธิปดีเป็นประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร

    จุดแข็ง

    – แรงงานทั่วไป ก็มีความรู้สื่อสารภาษาอังกฤษได้

    ข้อควรรู้

    – การเข้าไปประกอบธุรกิจในฟิลิปปินส์ในลักษณะต่างๆ เช่น การลงทุนร่วมกับฝ่ายฟิลิปปินส์จำเป็นต้องมีการศึกษาข้อมูลให้ละเอียด โดยเฉพาะในด้านกฎหมาย การจดทะเบียนภาษี และปัญหาทางด้านแรงงาน เป็นต้น
    – เท้าสะเอว หมายถึง ท้าทาย, เลิกคิ้ว หมายถึง ทักทาย
    – ใช้ปากชี้ของเป็นเรื่องปกติ
    – กินข้าวบ้านเพื่อนสามารถห่อกลับได้ แต่ควรมีของฝากให้เขาด้วย
    – ชาวฟิลิปปินส์ ตกแต่งบ้าน 2 เดือน ต้อนรับคริสต์มาส


    8.ประเทศสิงคโปร์ (Singapore)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : สิงคโปร์ (Singapore)
    ภาษา : ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการ รองลงมาคือภาษาจีนกลาง
    ประชากร : ประกอบด้วยชาวจีน 76.5%, ชาวมาเลย์ 13.8%, ชาวอินเดีย 8.1%
    นับถือศาสนา : ศาสนาพุทธ 42.5%, ศาสนาอิสลาม 14.9%, ศาสนาคริสต์ 14.5%, ศาสนาฮินดู 4%, ไม่นับถือศาสนา 25%
    ระบบการปกครอง : สาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว) โดยมีประธานาธิปดีเป็นประมุข และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

    จุดแข็ง

    – รายได้เฉลี่ยต่อคน เป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 15 ของโลก
    – แรงงานมีทักษะสูง

    ข้อควรรู้

    – หน่วยราชการเปิดทำการวันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 น.-13.00 น. และ 14.00 น. – 16.30 น. และวันเสาร์ เปิดทำการระหว่างเวลา 08.00 น. – 13.00 น.
    – การหลบหนีเข้าสิงคโปร์ และประกอบอาชีพเร่ขายบริการผิดกฎหมาย จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
    – การลักลอบนำยาเสพติด อาวุธปืนและสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ จะได้รับโทษอย่างรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต
    – ขึ้นบันไดเลื่อนให้ชิดซ้าย
    – ห้ามทิ้งขยะเรี่ยราด, ห้ามเก็บผลไม้ในที่สาธารณะ
    – ผู้สูงอายุทำงาน ถือเป็นเรื่องปกติ


    9.ประเทศเวียดนาม (Vietnam)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : กรุงฮานอย (Hanoi)
    ภาษา : ใช้ภาษาเวียดนาม เป็นภาษาราชการ
    ประชากร : ประกอบด้วยชาวเวียดนาม 80%, ชาวเขมร 10%
    นับถือศาสนา : ศาสนาพุทธ นิกายมหายาน 70%, ศาสนาคริสต์ 15%
    ระบบการปกครอง : ระบบสังคมนิยม โดยพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมืองเดียว

    จุดแข็ง

    – มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากเป็นอันดับ 2 ในเอเชียแปซิฟิค

    ข้อควรรู้

    – หน่วยงานราชการ สำนักงาน และองค์กรให้บริการสาธารณสุข เปิดทำการระหว่างเวลา 08.00 น. – 16.30 น. ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์
    – เวียดนามไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพอาคารที่ทำการต่างๆ ของรัฐ
    – คดียาเสพติด และการฉ้อโกงหน่วยงานของรัฐ มีโทษประหารชีวิต
    – ตีกลองแทนออดบอกสัญญาณเข้าเรียน
    – ชุดนักเรียนหญิงเป็นชุดอ่าวหญ่าย
    – คนภาคเหนือไม่ทานน้ำแข็ง
    – ไม่ถ่ายรูป 3 คนอย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าจะทำให้เบื่อกัน หรือแแยกกันหรือใครคนใดหนึ่งเสียชีวิต
    – ต้องเชิญผู้ใหญ่ก่อนทานข้าว


    10.ประเทศไทย (Thailand)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : กรุงเทพมหานคร (Bangkok)
    ภาษา : ใช้ภาษาไทย เป็นภาษาราชการ
    ประชากร : ประกอบด้วยชาวไทยเป็นส่วนใหญ่
    นับถือศาสนา : ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท 95%, ศาสนาอิสลาม 4%, ศาสนาคริสต์ 1%
    ระบบการปกครอง : ระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    จุดแข็ง

    – เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงคมนาคมด้านต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน
    – มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียง

    ข้อควรรู้

    – ไปศาสนสถานควรแต่งกายเรียบร้อย, ก่อนเข้าอุโบสถต้องถอดรองเท้า
    – ห้ามพระสงฆ์สัมผัสสตรี
    – สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ การละเมิดใดๆ ถือเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ
    – ทักทายกันด้วยการไหว้
    – ถือว่าเท้าเป็นของต่ำ ไม่ควรพาดบนโต๊ะ หรือเก้าอี้ หรือหันทิศทางไปที่ใคร
    – ธงชาติถือเป็นของสูง ไม่ควรนำมากระทำการใดๆ ที่เป็นการเหยียดหยาม
    – การแสดงออกทางเพศในที่สาธารณะ ยังไม่ได้รับการยอมรับในวัฒนธรรมไทย

error: Content is protected !!