Blog

  • Clickbank คืออะไร และวิธีการสมัคร Clickbank

    หลายท่านอาจจะยังไม่รู้จักเว็บไซด์ชื่อดังอย่าง clickbank.com ว่าเว็บ Clickbank คืออะไร แต่กับท่านที่หาเงินออนไลน์อยู่ส่วนใหญ่แล้วจะรู้จักกับเว็บ Clickbank ได้เป็นอย่างดี แต่ถ้ายังไม่รู้จัก ไม่เป็นไรครับ วันนี้ผมจะมาแนะนำการหารายได้กับเว็บไซด์ Clickbank ที่มีมูลค่าการซื้อขายสินค้ากันถึงปีละ 1,800 ล้านบาท นี้อย่างหมดเปลือก

    เว็บไซด์ Clickbank เป็นเว็บไซด์ที่รวบรวมสินค้าประเภท E-Book (หนังสือออนไลน์) ที่สามารถ Download ไปอ่านได้ทันทีหลังจากที่จ่ายเงินครับ สินค้าที่ซื้อไปอ่านกันส่วนใหญ่จะเป็นแนว ๆ how to ครับ เช่น ทำอย่างไรถึงจะทำอย่างงั้นอย่างนี้ได้ ทำอย่างไรถึงจะรวย ทำอย่างไรถึงจะลดความอ้วน และอื่น ๆ และเราจะสร้างรายได้กับมันได้อย่างไร แล้วท่านจะรู้ว่ามันง่ายมาก ๆ

    ก่อนอื่นท่านต้องสมัครเป็นตัวแทนการขายสินค้ากับทาง Clickbank ก่อน จากนั้นท่านจึงจะสามารถนำสินค้าใน Clickbank มาโปรโมท และรับค่าคอมมิชชั่นได้ครับ ท่านไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าจาก Clickbank มาทำการสต็อกไว้ที่บ้าน หน้าที่ของท่านแค่เอาสินค้าไปโปรโมท หากมีคนคลิกลิ้งค์ที่ท่านโปรโมท และทำการซื้อสินค้านั้นท่านก็จะได้รับค่าคอมมิชชั่น ซึ่งลิ้งค์นี้สามารถเก็บข้อมูลลูกค้าได้ถึง 90 วัน ฉะนั้นแม้ว่าลูกค้าคนนั้น ๆ จะกดซื้อทีหลังภายใน 90 วัน ค่าคอมมิชชั่นก็ยังเป็นของเราครับ

    ตัวเลขเงินดอลล่าร์ด้านขวาของเว็บที่มันวิ่งอยู่ตลอดเวลาที่เขียนว่า Client Earnings Paid Out อันนี้คือเงินที่เค้าจ่ายให้กับทางสมาชิกที่ขายสินค้าได้ครับ

    Clickbank จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกค้าที่ซื้อสินค้ามาจากเรา

    เป็นคำถามที่ดีครับ ทาง Clickbank จะมีลิงค์ที่มี ID ของท่านอยู่ในลิงค์นั้น จึงทำให้ Clickbank รู้ว่าลูกค้ามาจากการโปรโมทของท่าน และจ่ายเงินให้ถูกคน ลิงค์นี้เรียกว่า Affiliate Link ส่วนข้อดีของ Clickbank ก็คือ ท่านจะได้รับค่าคอมมิชชั่นมากถึง 75% ของราคาที่ขาย มากสุดเลยใช่มั้ยครับ สินค้าตัวหนึ่งราคาประมาณ $10 – $100 หรือบางตัวราคามากกว่านั้น หากขายได้วันละชิ้นสองชิ้นก็พอกินอยู่ครับ

    สินค้าของ Clickbank มีคุณภาพมากครับ ตัวอย่างเช่น Ebook ต่าง ๆ ที่มักจะสอนเรื่องที่น่าสนใจ และเป็นความรู้ที่ดีมากเลยทีเดียว และยังมีพวกการสอนต่าง ๆ เช่น สอนการเล่นกีต้าร์ เปียโน ไวโอลิน นับว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจมาก ๆ เลยนะครับ สำหรับท่านที่กำลังมองหาช่องทางการเพิ่มรายได้อยู่ และไม่มีต้นทุนพอที่จะลงทุน ผมแนะนำว่าให้ท่าน เปิด Blog free ที่มีบริการเยอะแยะ และนำเอาสินค้าจาก Clickbank มาโปรโมท อันนี้ก็เป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจนะครับ

    Clickbank จะจ่ายเงินเป็นเช็คใน 3 ใบแรกครับ แต่หากเป็นการจ่ายเงินครั้งที่ 4 ขึ้นไป ท่านสามารถเลือกรับแบบโอนเข้าบัญชีโดยตรงได้เลย มันสุดยอดจริง ๆ ครับ การจ่ายเงินของ Clickbank จะจ่ายทุกวันที่ 1 และ 16 ของแต่ละเดือนครับ ใครที่อยากได้รายได้เพิ่ม ลองทำดูก็ไม่เสียหายอะไรครับ

    การสมัคร Clickbank

    1.ไปที่เว็บ www.clickbank.com
    2.เมื่อเข้ามาแล้ว จะพบกับตัวอย่างดังรูป และคลิ้กที่ปุ่ม Sign Up ด้านบน เพื่อทำการสมัครสมาชิก
    3.กรอกรายละเอียดดังต่อไปนี้ (กรอกเป็นภาษาอังกฤษนะครับ)

    Country เลือกประเทศ ใครอยู่ประเทศไหนใส่ลงไปเลยนะครับ
    Payee Name ชื่อผู้รับเช็ค กรอกชื่อและนามสกุลของเรา
    Street ที่อยู่เราครับ บ้านเลขที่ ถนน ตรอกซอย
    Suite or Apt หากไม่มีไม่ต้องกรอกครับ ช่องนี้ไม่จำเป็นต้องกรอกก็ได้ครับ
    City ใส่อำเภอ หรือเขตลงไปครับ
    State/Province ใส่ชื่อจังหวัดครับ
    Zip/Post Code รหัสไปรษณีย์ครับ

    How can we contact you? แปลได้ว่า พวกเราจะสามารถติดต่อคุณได้อย่างไร
    Your first name ชื่อจริง
    Your last name นามสกุล
    Your email address (example: joe@aol.com) ใส่อีเมลล์ที่ติดต่อได้ของคุณ
    Email address confirmation ใสอีเมลล์อันเดิมไปอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำการยืนยัน
    Email Format ให้ติ้กเลือก HTML
    Your preferred language เลือก English หรือบางท่านมีทักษะภาษาอื่นมากกว่าภาษาอังกฤษก็เลือกในช่องนั้นครับ
    Your phone number ใส่เบอร์โทรของคุณครับ เช่น 089-999-9999
    Address of your Web site ใส่เว็บไซต์ของคุณ ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่ก็ได้ครับ

    Select an account nickname for your new account ตั้งชื่อ account ของคุณ ชื่อที่ตั้งประกอบด้วย 5-10 ตัวมีอักษรและตัวเลขปนกันได้ครับ

    Check here to receive targeted, account specific promotions from ClickBank via email ติ้กเลือกที่ช่องว่างหากต้องการรับข้อมูลข่าวสารจากทาง ClickBank

    อ่านเงื่อนไขและข้อตกลงทั้งหมดของทาง ClickBank แล้วติ้กที่ช่อง
    I have read and agree to the terms and conditions แล้วกด Submit

    4.เมื่อสมัครเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีอีเมล์ส่งมาถึงเรา ให้เปิดอีเมล์เพื่อทำการยืนยัน Confirmation Code แล้วคลิกลิ้งค์ที่ทางเว็บ ClickBank ส่งมาให้เพื่อที่จะทำการกรอก Confirmation Code
    5.ตอนนี้ก็ถือได้ว่าเราเป็นสมาชิกเต็มตัวแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็กลับมา Log in ที่เว็บ clickbank.com เพื่อเข้าไปตั้งค่าการรับเงิน เมื่อ Log in เข้าไปแล้ว ให้เข้าไปที่ Account Settings และเลือก Payment Information เป็นการเลือกว่าจะรับเงินเมื่อยอดเงินคุณถึงเท่าไหร่

    แนะนำว่าให้เลือกตั้งแต่ 100$ ขึ้นไปดีกว่าครับ เผื่อค่าธรรมเนียมอีกราว ๆ 200 บาท ในการรับเงินที่จะได้รับเป็นเช็คครับ

    ก็เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนสำหรับการสมัคร Clickbank แล้วนะครับ

    Affiliates กับ Vendors ต่างกันอย่างไร

    เมื่อเราเข้าไปในหน้าเว็บของ clickbank.com เราจะพบกับคำว่า Affiliates และคำว่า Vendors อาจจะยังมีหลายท่านที่ยังสงสัยอยู่ว่า 2 คำนี้ ความหมายจริง ๆ คืออะไร หรือต่างกันอย่างไร เรามาเริ่มกันเลยนะครับ

    Vendors คือ ผู้ที่นำสินค้ามาขาย โดยอาศัย Clickbank เป็นเว็บกลางที่นำสินค้ามาวางขายเท่านั้น เหมือนเราไปขอเช่าที่ขายเสื้อผ้าที่สวนจตุจักรน่ะครับ เราก็จ่ยค่าที่ให้เค้าไป ความหมายใกล้เคียงกัน ซึ่งผู้ที่จะนำสินค้ามาวางขายที่ clickbank ได้ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมประมาณ $49.95 หรือประมาณ 1,500 บาท ข้อดีของการเป็น Vendors ก็คือ คุณเพียงแค่นำสินค้ามาวางขายที่ Clickbank ต่อจากนั้นจะมีคนนำสินค้าของคุณไปโปรโมตให้ครับ เมื่อเค้าขายได้ เค้าจะได้เงินตามเปอร์เซ็นต์ที่คุณกำหนดไป ส่วนคุณก็รับเงินส่วนที่เหลือมา win-win ทั้งคู่ เท่านั้นเองไม่ยากครับ แต่จะมีผู้นำสินค้าของคุณไปโปรโมตมากหรือน้อย ก็ต้องขึ้นอยู่กับสินค้าของคุณว่าดูน่าสนใจแค่ไหน หรือสามารถทำประโยชน์ให้กับที่ซื้อไปมากแค่ไหน ถ้าองค์ประกอบอะไร ๆ ลงตัว ก็จะมีคนแห่กันไปช่วยโปรโมตสินค้าตัวนั้น ๆ ตามกันไป จนสินค้าของคุณถึงขั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยครับ

    Affiliates คือ ผู้ที่นำสินค้าที่มีผู้นำมาวางขายที่ Clickbank ไปโปรโมตอีกที ตัวอย่างก็อย่างพวกเราที่ได้ไปสมัครไว้เพื่อที่จะหาเงินกับทาง Clickbank ซึ่งค่าคอมมิชชั่นที่เราจะได้รับก็ล่อตาล่อใจมากทีเดียว ซึ่งทาง Vendors ของสินค้าบางตัวใจดีให้ค่าคอมมิชชั่นถึง 75% นั่นคือถ้าสินค้าราคา $50 เราจะได้รับเงินกลับมาถึง $40 เลยทีเดียว วันนึงขายได้ 1 ชิ้นก็สบายไปทั้งวันเลยครับ แต่ค่าคอมมิชชั่นที่เราจะได้รับจากทาง Vendors แต่ละสินค้าจะจ่ายเปอร์เซ็นต์ไม่เท่ากัน ซึ่งเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะนำสินค้าตัวใดไปขาย โดยอาจจะเลือกจากทาง Vendors ที่ให้ค่าคอมมิชชั่นเราสูง ๆ ไว้ก่อนครับ

  • เส้นทางเศรษฐีของเศรษฐีพันล้าน

    บทความเส้นทางเศรษฐีของเศรษฐีพันล้านนี้ จะขอแนะนำวิธีรวยของเหล่ามหาเศรษฐีระดับโลกซึ่งรวยระดับพันล้าน ไม่ใช่พันล้านบาทนะครับ แต่เป็นพันล้านดอลล่าร์ ซึ่งตีเป็นเงินไทยก็ระดับหมื่นล้านบาท ซึ่งคนที่อยากรวยเป็นเศรษฐี ก็สามารถนำวิธีการต่างๆ นี้ไปปฏิบัติได้ เพื่อความมั่งคั่ง และร่ำรวยอย่างยั่งยืนครับ


    บิล เกตส์

    เจ้าแห่ง microsoft ชื่อก้องโลก ผู้จำหน่ายลิขสิทธิ์ และ software ขายปลีกรายใหญ่ที่สุดในโลก มีรายได้มากมายมหาศาล ในอดีตของ บิล เกตส์ นั้นศึกษาที่มหาวิทยาลัย Harvard แต่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ ได้ออกมาทำบริษัทคอมพิวเตอร์ขาย software และได้ลูกค้ายักษ์ใหญ่นามว่า IBM และ บิล เกตส์ ได้ประสบความสำเร็จ จนร่ำรวยในที่สุด

    เส้นทางเศรษฐีของ บิล เกตส์

    – ในห้องทำงานของ บิล เกตส์ จะใช้แต่อีเมลล์ในการติดต่อสื่อสารเท่านั้น และมหาเศรษฐีผู้นี้ไม่ใช้กระดาษบนโต๊ะทำงานเลย ซึ่งถ้าคิดไอเดียอะไรออก ก็จะจดไว้ที่ Tablet PC เท่านั้น ทำให้ไม่เปลืองทรัพยากรกระดาษ
    – บิล เกตส์ปฏิเสธเงินก้อนใหญ่แบบขายขาด แต่เรียกเก็บเงินเป็นค่าลิขสิทธิ์ software แทน เพราะมองเห็นว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มีผู้ใช้เป็นจำนวนมาก
    – คติของ บิล เกตส์ คือเมื่อเริ่มทำธุรกิจจะต้องมองไปที่อีกสิบปีข้างหน้า และผู้นำองค์กรควรที่มอบหมายหน้าที่สำคัญๆ ต่างๆ ให้คนอื่นๆ บ้าง เช่น การมอบตำแหน่งประธานบริหารบริษัท microsoft ให้กับ สตีฟ บัลเมอร์ โดย บิล เกตส์ นั้นขอเกษียณอายุก่อนกำหนด เพื่อที่จะไปดูแลมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation ซึ่ง บิล เกตส์ นอกจากจะรวยแล้ว ยังเป็นเศรษฐีใจบุญอีกต่างหาก น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะครับ
    – บิล เกตส์ เป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม และเค้ากล้าที่จะต่อรองกับบริษัทใหญ่ระดับโลก ในขณะที่ตอนนั้นเป็นเพียงแค่นักศึกษา


    วอร์เรน บัฟเฟตต์

    สำหรับชื่อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ถ้าคนที่อยู่ในแวดวงหุ้น ผมคงไม่ต้องสาธยายถึงชื่อนี้ ว่าเค้ามีดียังไง แต่ถ้าบางท่านยังไม่รู้จักชื่อนี้ ผมก็จะบอกว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือผู้ที่รวยเป็นมหาเศรษฐี จากการเล่นหุ้น หลายคนอาจจะเรียกเค้าว่า เจ้าพ่อนักลงทุนตลาดหุ้น

    วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เล่นหุ้นมาตั้งแต่อายุ 11 ปี มีวิธีการเล่นหุ้นที่แยบยล แตกต่างจากเซียนหุ้นคนอื่นๆ และเค้าไม่รีบร้อนที่จะรวย ทุกอย่างต้องใช้เวลา

    วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นประธานของบริษัท Berkshire Hathaway ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์หลายหมื่นล้านเหรียญ แต่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับ บิล เกตส์ จะเหมือนกันคือ รวยแล้วให้ รวยแล้วแบ่งปัน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เคยบริจาคเงินเข้ามูลนิธิของ บิล เกตส์ เป็นจำนวนเงินถึง 2000 ล้านดอลล่าร์ หรือประมาณ 60000 ล้านบาทไทย ใจบุญมากๆ เลยครับ

    เส้นทางเศรษฐีของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

    – ซื้อขายหุ้นให้รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นบริษัทของตัวเอง แต่ถ้าคุณคิดว่าจะซื้อขายหุ้นแบบรวดเร็ว นั่นอาจจะไม่ใช่การลงทุน แต่เป็นการเสี่ยงเดิมพันแบบฉายฉวยต่างหาก
    – วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า ให้ลืมเรื่องเทคนิค กลยุทธ์ รวมทั้งการวิเคราะห์จากเซียนหุ้นต่างๆ เพราะวิธีการเหล่านั้น มันสามารถใช้เป็นเครื่องมือในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนลืมรากฐานของบริษัท และซื้อขายจากการวิเคราะห์เพียงอย่างเดียว
    – ให้อดทนเล่นหุ้นระยะยาวดีกว่าการเล่นหุ้นระยะสั้น เพราะทำให้เม็ดเงินเติบโตได้มากกว่า อีกทั้งยังได้ลดภาษี และมีรายได้ต่อเนื่อง
    – ต้องกล้าขายในช่วงที่ราคาเหมาะสม อย่าโลภว่าจะขายได้ราคาจะสูงกว่านี้อีก
    – อย่าพึ่งแต่รายได้ทางเดียว ควรมีรายได้อย่างที่สองเพื่อค้ำจุนชีวิตไว้บ้าง
    – อย่าหาเงินจากตลาดหุ้นปัจจุบัน แต่ควรซื้อจากตลาดหุ้นล่วงหน้าเป็นเวลา 5 ปีต่างหาก
    – วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า ผมรู้มาตลอดว่าต้องเป็นคนรวย เรียกว่าไม่มีสักนาทีที่สงสัยเลย เพราะผมมีกฏอยู่ 2 ข้อ คือ ข้อหนึ่ง ห้ามเสียเงิน และข้อสอง คือ ห้ามลืมกฏข้อที่หนึ่ง


    โดนัลด์ ทรัมป์

    โดนัลด์ ทรัมป์ คือ สุดยอดนักอสังหาริมทรัพย์ ที่เคยล้มจนแทบไม่เหลืออะไร แต่กลับได้ยิ่งใหญ่ และรวยเหมือนเดิม โดนัลด์ ทรัมป์เป็นลูกเศรษฐีแห่งนครนิวยอร์คที่สร้างปรากฏการเก่งเหนือพ่อ สามารถเพิ่มทรัพย์สินได้ไม่หยุดยั้ง หรืออาจจะเป็นเพราะความโชคดีที่พ่อของโดนัลด์ ทรัมป์ พาไปคลุกอยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากกว่าให้เค้านั่งดูทีวี หรือเล่นประสาเด็กอยู่กับบ้าน

    โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เมื่อเค้านำเอาพื้นที่เสื่อมโทรมบริเวณเกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ค แปลงสภาพมาทำเป็นอาคารออฟฟิต และที่พักอาศัย จนทำให้ที่ดินละแวกนั้นมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดนัลด์ ทรัมป์ ชอบมองหาที่ดิน หรือตึกเก่าๆ มาบูรณะพัฒนาให้ดูดีทันสมัย และขายออกไปในราคาที่สูง ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ มีมูลค่าทรัพสินย์อยู่ในมือหลายพันล้านเหรียญ จัดว่าเป็นคนรวยอันดับท้อปๆ ของประเทศอเมริกาเลยทีเดียว

    เส้นทางเศรษฐีของ โดนัลด์ ทรัมป์

    – โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว่าให้มองหาโอกาสทางธุรกิจเสมอ ไม่ว่างานนั้นคุณจะถนัดหรือไม่ก็ตาม ถ้าเห็นช่องทางธุรกิจธุรกิจ ต้องคว้ามาให้ได้
    – ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัท ให้เอาชื่อของคุณเป็นแบรนด์ของบริษัทเพื่อให้คนจดจำ และเชื่อมั่นในธุรกิจ ให้ออกสื่อให้เยอะ เพราะคนจะจำคุณได้พอๆ กับจดจำธุรกิจของคุณเอง ยกตัวอย่างให้เห็นเด่นชัดเลย บริษัทอิชิตัน ก็มีคุณตันที่เป็นแบรนด์ของบริษัท อย่างนี้เป็นต้น
    – โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพท์สามารถทำได้ทุกยุคทุกสมัย แต่ธุรกิจนั้นมีความเสี่ยง แต่ถ้าคุณศึกษาธุรกิจนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว มันจะเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าเดิม คุณจะชำนาญมันมากขึ้น
    – ถ้าคุณเป็นคนในวัยทำงาน อย่าคิดว่าตัวเองว่าตอนนี้ทำไมเรายังไม่รวย แต่ให้ขอบคุณว่าตนเองนั้นยังมีชีวิตอยู่ และให้กำลังใจตัวเองเป็นประจำ แล้วหาวิธีสร้างเงินล้านให้เกิดขึ้นให้ได้


    แบร์นาร์ด อาร์โนลต์

    แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ ชื่อนี้หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่คุ้นหู ว่าเค้าคือใคร แต่ถ้าบอกว่าเค้าเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ Louis Vuitton, Christian Dior, Prada, Givenchy และแบรนด์หรูอื่นๆ โดยเขากว้านซื้อแบรนด์ดังต่างๆ มาไว้ในครอบครอง และพัฒนาแบรนด์นั้นๆ ให้ทันยุคทันสมัยมากขึ้น

    แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ มีทรัพย์สินในหลักหมื่นล้านเหรียญ รวยอันดับต้นๆ ของทวีปยุโรป และนิตยสาร Time ก็จัดให้อยู่ใน 100 อันดับผู้ทรงอิทธิพลด้วย

    เส้นทางเศรษฐีของ แบร์นาร์ด อาร์โนลต์

    – แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ กล่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุดของธุรกิจแบรนด์เนมก็คือการควบคุมคุณภาพสินค้าให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตัวสินค้า ความทนทาน และการใช้งานได้ดีที่สุด
    – ธุรกิจที่ดี คือ การมีเอาความคิดสร้างสรรค์ มีกระบวนการผลิตที่ล้ำเลิศ และมีการจัดการที่เยี่ยมยอด จะสามารถทำให้สินค้ามีโอกาสเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งใครจะรู้ว่ากระเป๋า Louis Vuitton จะเป็นกระเป๋าถือแบรนด์เนมที่ขายได้ดีที่สุด ทั้งๆ ที่เติบโตมาจากกระเป๋าเดินทางซึ่งสินค้าที่มีคุณภาพดีเท่านั้น ที่จะสามารถดึงลูกค้ากลุ่มคุณภาพมาหาเราได้


    เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับบทความเส้นทางเศรษฐีของเศรษฐีพันล้าน กว่าเค้าจะรวยเป็นเศรษฐีเฉกเฉ่นทุกวันนี้ ก็ผ่านอะไรในชีวิตมาตั้งมากมาย ฟันฝ่าอุปสรรคนานับประการ แต่เค้าเหล่านั้นยืนหยัดมาได้ด้วยใจ และอย่าลืมว่า รวยแล้วต้องแบ่งปันให้กับผู้ด้อยโอกาสนะครับ ขอให้รวยๆ กันทุกท่านครับ

  • ศาสตร์แห่งความร่ำรวย ศึกษาไว้มีแต่ผลดี

    หลายๆ ท่านที่เฝ้าหาคำตอบว่าในชีวิตนี้ถ้าเราอยากรวยจะทำอย่างไรดี ทั้งจากการอ่านหนังสือ หรือเข้าร่วมสัมมนาสอนให้รวยต่างๆ แต่หลักใหญ่ใจความในการก้าวไปหาความร่ำรวยนั้นเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ผู้ที่อยากรวยต้องศึกษาไว้ ซึ่งศาสตร์ที่ว่านี้ก็คือ ศาสตร์แห่งความร่ำรวย

    ในเรื่องศาสตร์ของการเป็นคนรวย เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับความมั่งคั่งร่ำรวย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณได้ต่อสู้ชีวิต และทำงานมาอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่ได้ตำแหน่งที่คุณต้องการ หรือยังไม่ได้ค้นพบกับความรวยที่แท้จริง ผมก็จะพูดเกี่ยวกับบางส่วนของประสบการณ์ชีวิตของผม และให้ข้อมูลบางอย่างที่ดีที่จะช่วยให้คุณได้แนวคิดมากขึ้น ที่จะทำมากขึ้น และที่จะมีมากขึ้น

    สองสามปีที่ผ่านมาหลังจากที่ได้อ่าน และศึกษาเกี่ยวกับผู้เขียนหนังสือที่ได้สอนเกี่ยวกับเรื่องวิธีการเป็นคนรวยนั้น ผมรู้สึกดีที่จะบอกว่ามันเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ทำให้ผมยังคงรักษาความปรารถนาในการเดินไปสู่ความรวย ด้วยการพูดกับตัวเองว่า “เรารวย เรารวย เรารวย” บอกวันละสามเวลาในหนึ่งวันในเวลาที่คุณว่าง คำนี้มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงขั้วของความเชื่อในจิตใจของคุณ ผมหวังว่ามันจะทำให้คุณรู้สึกดีเช่นผมเมื่อคุณเอ่ยคำนี้

    ครั้งแรกที่ผมเริ่มคิดเกี่ยวกับคำนี้ว่ามันจะได้ผลมั้ย ก็ได้พบว่ามันได้ผลจริง เป็นการท่องในจินตนาการด้วยคำว่า เรารวย คำนี้มันจะไปดึงจินตภาพที่ฝังลึกอยู่ในหัวของคุณ ที่คุณคิดว่าคุณทำไม่ได้ หรือคุณมีบ้านใหญ่โตไม่ได้ หรือคุณขับรถหรูไม่ได้ มันจะเป็นการค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดในหัวของคุณไปทีละนิด ๆ

    ศาสตร์แห่งความร่ำรวยนี้ได้เปลี่ยนชีวิตผมเอง จากเพียงแค่การศึกษามันอย่างสม่ำเสมอ และให้เรื่องราวเหล่านี้มันจมลงไปในจิตใต้สำนึกของตัวเอง ทำให้ผมคิดแตกต่างกันจากผู้คนอื่น ๆ ผมลาออกจากงานที่ให้เงินเดือนมั่นคง เพราะผมเชื่อว่ามีสิ่งที่ผมทำได้ดีกว่านั้น ผมเชื่อว่าผมมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ชีวิตมีสิ่งที่ดีเข้ามามากยิ่งขึ้น

    ผมอยากให้คุณทำให้ชีวิตของคุณเป็นชีวิตที่ยิ่งใหญ่อย่างที่คุณคิดฝัน รอบตัวเรามีเงินทองกองอยู่มากมาย รอให้คนฝันใหญ่ไปนำมันมา เพราะถ้าคุณไม่ฝัน เจ้านายของคุณจะมอบความฝันให้คุณเอง และสุดท้ายคุณต้องทำตามความฝันของเค้าในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ มารู้ตัวอีกทีก็วันเสาร์ที่คุณย่อมอ่อนเพลียจากการงาน และคุณก็คิดว่าตัวคุณกำลังจะฝันใหญ่แล้วนะ พอวันอาทิตย์คุณไปเที่ยวและช้อปปิ้ง ลืมเรื่องราวทั้งหมดไว้ข้างหลัง พอวันจันทร์คุณก็รู้สึกไม่ชอบเช้าวันจันทร์เอาซะเลย แต่คุณก็ต้องตื่นไปทำตามความฝันของคนอื่นต่อ เรื่อยมาจนวันศุกร์ วนเวียนไปเป็นแบบนี้

    ถ้าคุณอยากจะรวย คุณต้องศึกษาเกี่ยวกับเรื่องศาสตร์แห่งความร่ำรวยไว้เป็นประจำเพื่อให้สิ่งเหล่านี้ซึมซับเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเรา ให้จิตของเราเข้มแข็ง ไปต่อต้านความไม่มีเงิน จิตมันจะไปของมันเอง ทั้งหมดทั้งมวลผมเป็นเพียงแต่ผู้นำเรื่องราวพวกนี้มาบอกกล่าวนะครับ แต่คน action คือตัวคุณเองนะครับ

  • การเลือกทำเลที่ตั้งของธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

    การเลือกทำเลที่ตั้งของธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ถ้าจะว่าไปแล้วสถานที่ตั้ง หรือทำเลที่ตั้งของธุรกิจ เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว หากคุณเป็นอีกคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะตั้งออฟฟิศ, โรงงาน หรือร้านค้าของคุณที่ไหนดี ลองใช้เกณฑ์จากบทความนี้ช่วยในการตัดสินใจ

    ปัจจัยแรกที่ควรพิจารณา คือ กฎหมายเรื่องโซนนิ่ง ซึ่งคือการจัดระเบียบพื้นที่ด้วยการจัดแบ่งโซน เช่น โซนที่อยู่อาศัย, โซนอุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งคุณควรรู้ไว้แต่เนิ่นๆ ว่าทำเลที่คุณสนใจอยู่นั้นสามารถประกอบธุรกิจแบบของคุณได้ไหม มีกฎเกณฑ์ข้อห้ามอะไรบ้าง

    จากนั้นสิ่งที่ต้องคิดต่อไป คือ ลักษณะของธุรกิจ ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบหลัก คือ

    1. โฮมออฟฟิศ

    หากคุณกำลังคิดเรื่องของโฮมออฟฟิศ ดูหลักกฎหมายให้แน่ใจว่ารูปแบบสถานที่ของคุณนั้นทำได้ และจัดการขออนุญาตให้ถูกต้อง จะมาทำหลบๆ ซ่อนๆ กะว่าบริษัทเจริญเมื่อไหร่ค่อยแจ้ง ระวังจะกลายเป็นเรื่องเสียน้อยเสียยาก โดนเรียกเก็บค่าปรับอานไปคงไม่คุ้มกัน

    2. โกดังเก็บสินค้า

    หากธุรกิจของคุณจำเป็นต้องมีสถานที่สำหรับการสร้างโรงงาน หรือโกดังเก็บสินค้า ควรคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้ด้วย

    – มีที่เหลือสำหรับการขยายในอนาคตหรือไม่
    – ความสะดวกในการปฎิบัติงานของพนักงานมีมากน้อยแค่ไหน
    – ทางเข้าออกสะดวกสำหรับสำหรับการขนถ่ายสินค้าไหม
    – สามารถหาแรงงานในพื้นที่มาทำงานได้สะดวกมากน้อยแค่ไหน
    – สาธารณูปโภค ไฟฟ้า, น้ำประปา, โทรศัพท์ เข้าถึงครบครัน
    – ความสะดวกในการจัดส่งสินค้า เช่น อยู่ไกลกับท่าเรือ หรือสนามบิน มากน้อยแค่ไหน

    3. ธุรกิจค้าปลีก

    สำหรับธุรกิจค้าปลีกนั้น ปัจจัยในการเลือกสถานที่ประกอบการจะขึ้นกับรูปแบบของธุรกิจเป็นสำคัญ เช่น ร้านกาแฟ ควรตั้งในสถานที่ที่เป็นทางผ่านในการเดินทาง หรือสถานที่นัดหมาย หรือหากเป็นร้านประเภทผับ, บาร์ ควรอยู่ในสถานที่ที่เดินทางไปมาสะดวก, หาง่าย และที่สำคัญ ควรมีที่จอดรถ

    นอกเหนือจากปัจจัยเบื้องต้นที่กล่าวมาแล้ว ลองพิจารณาในสิ่งต่อไปนี้

    เลือกประเภทของทำเลที่ตั้ง

    ไม่ใช่ธุรกิจทุกประเภทที่จำเป็นต้องตั้งในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ เช่น มินิมาร์ท, ร้านเช่าภาพยนตร์, ร้านซักแห้ง หรืออื่นๆ เหมาะที่จะอยู่ตามแหล่งการค้าย่อยๆ มากกว่า หากมองให้กว้างกว่านั้น สถานที่อย่างโรงพยาบาล, ตึกที่ตั้งของออฟฟิศ ก็เหมาะกับธุรกิจร้านหนังสือเล็กๆ, ร้านดอกไม้ หรือร้านกาแฟ ได้เช่นกัน

    เช็คข้อมูลประชากร

    การเช็คข้อมูลด้านประชากรในพื้นที่ ช่วยให้คุณได้รู้ว่าคนที่อยู่อาศัยในย่านใกล้เคียงสถานที่ประกอบการของคุณนั้นเป็นคนกลุ่มไหน, มีกี่ครัวเรือน, ชนชาติไหน, อายุ, ระดับรายได้เฉลี่ยเป็นอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้คุณพอจะคาดคะเนถึงคนที่จะเข้ามาเป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจคุณได้

    ลงสำรวจพื้นที่

    นอกเหนือจากข้อมูลดิบ การที่คุณจะลงไปเดินสำรวจสถานที่ด้วยตัวเองจะช่วยให้คุณได้ข้อมูลเสริมที่น่าสนใจที่อาจหาไม่ได้จากรายงานทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะจากการพูดคุยกับคนในย่านนั้น คนที่คาดว่าจะเข้ามาเป็นลูกค้าของคุณ

    สภาพการจราจร

    เรื่องนี้นับว่าสำคัญมาก เพราะมันจะช่วยให้คุณเห็นภาพของปริมาณการสัญจรไปมาในย่านนั้น ว่ามีคนผ่านเข้า-ออกในแต่ละวันมากน้อยแค่ไหน เพราะยิ่งมาก ก็ยิ่งหมายถึงจำนวนคนที่อาจเข้ามาเป็นลูกค้าของคุณด้วย แต่ถ้ามากเกินไปจนทำให้รถติดยาวเป็นแพ อันนี้ก็ต้องมาคิดทบทวนดูผลได้ผลเสียกันอีกที

    หาทำเลที่เห็นชัด

    จุดที่ลูกค้าสามารถมองเห็นได้ง่าย คือ จุดที่ดีที่สุด เพราะคงไม่มีใครอยากเสียเวลาไปกับการตามหาร้านที่ลึกลับซับซ้อน แม้ว่าจะต้องการสินค้าของคุณมากขนาดไหนก็ตาม โดยทั่วไปหัวมุมถนนถือเป็นทำเลที่ดี ที่คนสามารถมองเห็นคุณได้จากหลายด้าน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจุดนี้จึงมีค่าเช่าแพงกว่าจุดอื่นๆ แต่หากพลาดทำเลทอง ทางแก้ คือ คุณต้องพยายามทำป้ายร้านให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ และควรบอกให้ชัดเจนว่าธุรกิจของคุณเกี่ยวกับอะไร ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกค้าเดาเอาเอง

    เดินทางไปมาสะดวกพร้อมที่จอดรถ

    เรื่องแบบนี้คงไม่ต้องให้บอกว่ามันสำคัญขนาดไหน เพราะคุณคงเคยเห็นมาบ้างแล้วกับธุรกิจประเภทที่สินค้าดี แต่ไม่มีที่จอดรถ เช่น ร้านอาหารดังตามย่านการค้าเก่า ๆ ว่าทำให้ลูกค้าประจำหลายรายต้องถอดใจเพราะเรื่องแบบนี้ พยายามหลีกเลี่ยงทำเลที่เป็นวงเวียน, ทางแยก, หรือเส้นทางวันเวย์ ที่จอดรถยากๆ หากจะให้ดี ที่จอดรถควรอยู่ด้านหน้าเลย เพราะลูกค้าชอบแบบนี้มากที่สุด

    รู้เขารู้เรา

    สำรวจทำเลที่ตั้งของคู่แข่ง ซึ่งหาได้ไม่ยากจากเยลโล่เพจเจส หรือเว็บไดเร็คทอรี่มีอยู่มากมาย ได้ชื่อที่อยู่มาแล้ว ก็ควรวิเคราะห์การเลือกสถานที่ตั้งของธุรกิจที่มีรูปแบบใกล้เคียงกับของคุณ ด้วยว่าเขาเลือกสถานที่แบบไหน และทำไมเขาจึงเลือกสถานที่นั้นๆ ถ้าจะให้ดีลองเช็คดูเสียหน่อยว่า คู่แข่งของคุณนั้นมีสินค้าบริการอะไรบ้าง และเขานำเสนอมันอย่างไร รู้เขารู้เราไว้ไม่เสียหาย

    ตัวดึงดูดลูกค้า

    ธุรกิจร้านค้าดังๆ ประเภทที่ใครๆ ก็รู้จัก ใครๆ ก็มาใช้บริการ อย่าง ไก่ทอดเคนตั๊กกี้, ห้างเซ็นทรัล, ร้านหนังสือซีเอ็ด หรืออื่นๆ เหล่านี้ เป็นตัวดึงดูดลูกค้าได้ดี หากคุณหาทำเลที่ตั้งให้อยู่ใกล้เคียง เขาได้ ก็มีสิทธิ์ว่าจะมีลูกค้าผ่านมาร้านคุณมากขึ้นด้วย มีข้อแม้อยู่อย่างเดียวว่าอย่าเลือกอยู่ใกล้ร้านดังที่ทำธุรกิจประเภทเดียวกับเราเป็นอันขาด

  • การขายของตามตลาดนัด ไปขายที่ตลาดไหนดี

    ใครที่กำลังมองหาอาชีพเสริมทำเงินง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องลงทุนมาก และอาศัยความชอบเป็นพอ ผมก็จะขอแนะนำอาชีพอิสระอาชีพนี้เลย คือ การขายของตามตลาดนัด และอย่าเพิ่งดูถูกอาชีพนี้ เพราะอาชีพนี้สามารถทำเงินให้คนขายได้ไม่น้อย ชนิดที่ว่าออกรถได้เลยหล่ะครับ

    ซึ่งอาชีพอิสระอาชีพนี้กำไรขึ้นอยู่กับสินค้าที่เรานำมาขาย หากสินค้าราคาถูกกำไรต่อชิ้นก็จะไม่มากนะครับ ต้องอาศัยขายให้ได้จำนวนมาก ส่วนสินค้าราคาสูงกำไรต่อชิ้นก็จะยิ่งสูงตาม ขายไม่กี่ชิ้นก็กำไรมากแล้ว

    ปัจจุบันมีแหล่งซื้อสินค้ามากมายให้เราไปเลือกซื้อ เลือกมาจำหน่ายขายต่อ เช่น

    1. ประตูน้ำ

    ถ้าจะขายเสื้อผ้าต้องไปที่นี่เลย ประตูน้ำ ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวมเสื้อผ้าทุกชนิด ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้าผู้ชาย เสื้อผ้าผู้หญิง เสื้อผ้าเด็ก และยังมีสินค้าชนิดต่างๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เป็นกระเป๋าของคุณผู้หญิง แถมที่หน้าตึกใบหยก ยังมีบริการสั่งซื้อสินค้านำเข้าจากทางเรือ โดยนำเข้าสินค้าจากจีน

    2. ตลาดสำเพ็ง

    สำเพ็งก็เป็นแหล่งที่พ่อค้าแม่ค้าคนกลางนิยมไปเลือกซื้อสินค้ามาขายต่อ เพราะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของไทย ในสำเพ็งมีสินค้าหลากหลายมากมาย เช่น
    – ประเภทของเครื่องประดับ เช่น ตุ้มหู แหวน นาฬิกา สร้อยคอ
    – ประเภทของเครื่องสำอาง ก็มีทุกอย่าง เช่น ลิปสติก แป้ง น้ำยาทาเล็บ
    – เสื้อผ้าเหมายกโหล
    – รองเท้าทุกแบบ ตั้งแต่รองเท้าแตะ รองเท้าส้นสูง ไปจนถึงรองเท้าแฟชั่น
    – กระเป๋าทุกชนิด เช่น กระเป้าเป้ กระเป๋าสะพาย กระเป๋าแฟชั่น
    – และอื่นๆ อีกมากมาย

    3. ตลาดจตุจักร

    ตลาดจตุจักรเป็นตลาดที่มีสินค้าทุกชนิด ทุกแบบ ทุกยี่ห้อ ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง งานวาด งานเขียน งานศิลปะ แกะสลักหิน แกะสลักไม้ เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ ของตกแต่งบ้าน หนังสือมือสอง สินค้าทำมือ อาหารขายส่ง และอื่นๆ อีกมากมายจิปาถะ บางร้านก็มีบริการส่งสินค้าให้ หากซื้อในปริมาณมาก

    4. ตลาดโรงเกลือ ในจังหวัดสระแก้ว

    ตลาดโรงเกลือเป็นแหล่งขายสินค้าส่งประเภทสินค้ามือสอง มีเกือบหมดทุกอย่าง เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ซึ่งของจะขายถูกมาก บางอย่างก็เป็นสินค้ามือสองจากต่างประเทศขายแบบยกกระสอบ แนะนำว่าให้ก่อนซื้อตรวจดูสินค้าให้ดีๆ ก่อนซื้อ เพราะอาจจะมีสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานตามที่เราต้องการ

    5. โบ๊เบ๊

    ในส่วนของโบ๊เบ๊นั้น จะเน้นไปทางซื้อเสื้อผ้าแบบขายส่งเสียมากกว่า เพราะเสื้อผ้าที่โบ๊เบ๊ราคาค่อนข้างถูก เหมาะต่อการซื้อเหมาไปขายต่อ ถ้าท่านเปิดร้านขายเสื้อผ้า นอกจากแถวประตูน้ำแล้ว ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปหล่ะที่น่าสนใจมากเลย

    6. ตลาดใหม่ดอนเมือง

    ตลาดใหม่ดอนเมืองจะเน้นไปที่เครื่องสำอาง เพราะมีให้เลือกทุกชนิด ทุกแบบ เช่น ครีม มาสคาร่า ลิปสติก อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยความงามอีกมากมาย

    7. ตลาดพาหุรัด

    เน้นไปที่ขายผ้า และอุปกรณ์ตัดเย็บผ้า มีผ้าจำนวนมากมายหลายแบบให้เราเลือก เป็นที่ที่มีผ้าขายเยอะที่สุดที่หนึ่งในประเทศเลยก็ว่าได้ เราสามารถส่งชุด หรือแบบเสื้อผ้าที่เราสนใจให้ทางร้านตัดให้ และเราค่อยมารับไปขายต่อได้

    ที่ยกมาแนะนำข้างบนนั้นเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น จะเห็นว่ามีแหล่งขายสินค้าส่ง ให้เราไปเลือกซื้อ เลือกมาจำหน่าย เลือกมาทำเงินทำกำไร มากมายหลายที่ด้วยกัน นอกจากจะนำไปขายตามตลาดนัดแล้ว เรายังสามารถนำสินค้ามาเปิดร้านขายเองในแหล่งชุมชน หรือในทำเลที่เห็นว่าน่าจะขายได้ รวมทั้ง สามารถรับมาและขายส่งในโลกออนไลน์ก็ได้เช่นกัน อยู่ที่ว่าเราถนัดการตลาดแบบไหน

    ข้อแนะนำแนะการขายของตามตลาดนัด

    – ให้เลือกตลาดนัดที่มีหลังคาไว้ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเวลาฝนตกถ้าเราเก็บสินค้าไม่ทัน สินค้าเราจะเปียก หรือถ้าดูแล้วหาตลาดนัดแบบมีหลังคา ขายกลางแจ้ง ถ้าเป็นในช่วงหน้าร้อนกับหน้าหนาว อุปสรรคเรื่องฝนตกจะไม่มี แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าฝน เราก็ต้องทำใจยอมรับถ้าฝนตกบ่อย นั่นหมายถึงขายไม่ได้ ต้องรอให้ฝนหยุด บางทีกว่าฝนจะหยุด ก็หมดเวลาขายไปแล้ว แบบนี้เป็นต้น

    – ถ้าจะให้ดีอย่าพึ่งออกงานหลัก เอางานขายตามตลาดนัดเป็นอาชีพเสริม ดูรายรับกำไรก่อน ถ้าคิดว่าเท่าเงินเดือน หรือมากกว่าเงินเดือนแล้วค่อยออก หรือบางท่านไม่มีเอาเงินเป็นที่ตั้ง เอาความชอบ ความสบายใจ ที่ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร ถึงแม้จะทำเงินได้น้อยกว่าเงินเดือน แต่ก็มีความสุข พออยู่ได้ แบบนี้เป็นต้น

    – ต้องมีรถยนต์ส่วนตัวไว้นำของไปขายที่ตลาดนัด จะเป็นรถกระบะ หรือรถเก๋ง ขึ้นอยู่ว่าเรามีสินค้าไปขายมากขนาดไหน สินค้าชิ้นใหญ่มั้ย หรือถ้าท่านที่ไม่มีรถส่วนตัว ก็ต้องอาศัยรถแท็กซี่เจ้าประจำให้มารับ เวลานี้ๆ หรือบางท่านที่ไม่มีรถส่วนตัว อาจจะจ้างรถแถวบ้านไปรับส่งของให้ท่านก็ได้ ก็ตกลงราคากันไปตามความเหมาะสม

    – ถ้าเป็นของกิน ส่วนใหญ่จะขายได้อยู่แล้ว แต่จะต้องไม่ให้ฝีมือตกเรื่องรสชาติอาหาร และหาทำเลที่เหมาะกับของกินที่ขาย แต่ถ้าเป็นของใช้อันนี้แล้วแต่ช่วงเวลา เทรนเปลี่ยนเร็วมาก ขายแล้วรวยต้องมีหลายร้าน หรือขายได้แบบเยอะๆ ในปัจจุบันนี้มีคนมาขายกันเยอะ โดยเฉพาะที่ทำเลดีๆ ใครขายอะไรดีๆ ไม่นานจะมีคู่แข่งที่ขายคล้ายๆ กับเราขึ้นมา ยิ่งเป็นของใช้แล้ว อาจจะมีปัญหาเรื่องตัดราคากัน แต่ถ้าเป็นของกินอันนี้ใครทำรสชาติดีกว่ามีโอกาสขายดีกว่าครับ

    – ให้สำรวจตลาดนัดในแต่ละที่ที่เราจะไปขายดู ว่าเค้าขายอะไรกันมากเป็นพิเศษ ช่วงเวลาไหรขายดี มีประมาณคนซื้อเท่าไหร่ อะไรคือของฟุ่มเฟือย หรืออะไรคือของที่จำเป็นต้องซื้อ ยกตัวอย่างเช่น ของหวาน ของพวกน้ำแข็งใส บางท่านอาจจะคิดว่ากินข้าว หรือก๋วยเตี๋ยวก็อิ่มแล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อกินต่อก็ได้ แต่ข้าว หรือก๋วยเตี๋ยวเป็นของกินที่คนส่วนใหญ่ต้องซื้ออยู่แล้ว อะไรเช่นนี้ แนะนำให้ทำการตลาดเยอะๆ ก่อนครับ ลงทุนไม่ต้องเยอะ เเต่ขายได้หมดในแต่ละวัน เพราะช่วงเวลาทำเงินจริงๆ มีไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ท่านต้องไปดูตลาดให้มากๆ นะครับ

    – ข้อดีอีกอย่างของการขายของตามตลาดนัดก็คือ เราสามารถจัดการบริหารทุกอย่างเองได้ ยิ่งทำมากยิ่งได้มาก แต่นั้นหมายความว่าคุณต้องมีความสามารถในการขายด้วย สิ่งที่สำคัญคือวิธีการแก้ปัญหา ทั้งการขาย การตลาด การประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการคุณต้องทำเองคนเดียว บางคนอาทิตย์เดียวกำไรเป็นหมื่นก็มี ถ้าเข้าใจกลไกตลาด บางคนขายอาทิตย์เดียวเจ๊งก็มี เราต้องค่อยๆ ศึกษาไปครับ

  • Niche Marketing คืออะไร

    หลายท่านอาจจะเคยได้ยิน หรือเห็นมาบ้างแล้วเกี่ยวกับคำว่า Niche Marketing เป็นการตลาดแนวใหม่หรือไม่ วันนี้ผมจะเฉลยให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันครับ

    คำว่า “Niche” จริงๆ แล้ว มาจากคำในภาษาฝรั่งเศส ที่แปลสั้นๆ ว่า “รัง” คำว่า Niche ถูกใช้ครั้งแรก โดยนักนิเวศวิทยาเพื่อเป็นการกำหนดคุณลักษณะของตำแหน่งทางพันธุกรรม และการใช้ทรัพยากรในสภาวะแวดล้อมของแต่ละพันธุกรรม

    ซึ่งวิวัฒนาการการพัฒนาของการตลาด ได้ถูกเปลี่ยนแปลงให้เข้ากันได้อย่างลงตัวตามยุคตามสมัย ถึงแม้ว่าการตลาดในระยะแรก จะเน้นไปที่การผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว และหว่านแหการตลาดไปยังผู้คนมากหน้าหลายตา ที่ต่างพฤติกรรม ต่างความคิด ต่างความเป็นอยู่ ถึงแม้อาจจะขายได้บ้างนั้น แต่หากมีคำถามเกิดขึ้นมาว่า หากมีสิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนแต่ละกลุ่มคนได้จริงแล้วนั้น แนวคิดการตลาดแบบหว่านแหแบบเก่า จะยังสามารถขายได้หรือไม่ และแน่นอนว่าคำตอบในปัจจุบันนี้คือ “ไม่มีทาง”

    และ Niche Marketing ก็คือที่มาของการตลาดแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มโดยแท้จริง ซึ่งมนุษย์ต่างคนก็ย่อมต่างความคิด ต่างความชอบกัน

    Niche Marketing ก็คือการขายสินค้าให้กับคนเฉพาะกลุ่ม ถ้าเราขายสินค้าของเราให้กับคนทุกเพศทุกวัย หรือทุกระดับชั้น อันนี้ก็ไม่เรียกว่าเป็น Niche Marketing ผมจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ถ้าสมมติตลาดเป้าหมายหนึ่งเปรียบเหมือนเค้กก้อนหนึ่ง Niche Marketing ก็เปรียบเหมือนกับเศษเสี้ยวหนึ่งของเค้กก้อนนั้น ยกตัวอย่างเช่น รองเท้ากีฬา อันนี้จะกว้างมาก ถ้าจะขาย เราก็เจาะลึงลงมาเป็นรองเท้ากีฬาชาย และเจาะลึกลงไปอีกเป็นรองเท้ากีฬาชาย ที่เอาไว้เล่นกอล์ฟ เช่นนี้เป็นต้น

    และแน่นอนว่าข้อดีของการทำการตลาด Niche Marketing นี้มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลงไปเจาะตลาดกลุ่มเล็ก ซึ่งการทำการตลาดเพื่อที่จะเข้าถึงทุกๆ คนให้ได้ในกลุ่มเป้าหมายเล็กๆ เช่นนี้นับว่าไม่ยากนัก เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายที่เล็กลง ช่องทางในการเข้าถึงก็เล็กลงตามไปด้วย ซึ่งจะต่างกับการทำการตลาดแบบ Mass Marketing ที่เป็นตลาดกลุ่มใหญ่ ที่การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนั้นอาจจะมีมากมายหลายทาง

    นอกเหนือจากเรื่องช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแล้วนั้น อีกประเด็นหนึ่งนั้นก็คือความเข้มข้นของตลาดที่ลงเข้าไปแข่งขัน ในบางครั้งกลุ่มที่เป็นเป้าหมาย Niche Marketing อาจจะเป็นตลาดที่เกิดขึ้นมาใหม่ ยังไม่เป็นกระแสหลัก ฉะนั้นคู่แข่งที่ลงมาแข่งขันนั้นอาจจะมีน้อย หรืออาจจะไม่มีเลยก็เป็นได้ และนี้ก็คืออีกข้อได้เปรียบที่น่าสนใจยิ่งนัก

    และเนื่องจากความคิดพื้นฐาน และไลฟ์สไตล์ที่ไม่ต่างกันมากนักของผู้คนในกลุ่ม Niche Marketing การทำการตลาดในรูปแบบนี้จึงจะช่วยสร้างกรอบแผนการตลาดให้ชัดเจน และเล็กลงได้ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การส่งสาร และเนื้อหา ที่จะส่งมอบให้กับกลุ่มเป้าหมาย หรือแม้กระทั่ง จะเป็นขีดความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน หรือไอเดียในการทำกิจกรรมทางการตลาดก็เช่นกัน

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Niche Marketing เติบโตก็คือ การบริการที่ดีต่อกลุ่มลูกค้า และเข้าใจความต้องการของลูกค้า เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อจะได้รักษากลุ่มลูกค้า เอาไว้ให้ใช้สินค้าของเราอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งหมดทั้งหมดมวลของข้อดีที่ถูกหยิบยกขึ้นมานั้น ล้วนจะเป็นตัวแปรที่ทำให้ กลุ่มเป้าหมายใน Niche Marketing จะสามารถสร้าง Brand Loyalty ได้ง่ายกว่าการทำตลาดแบบเก่า อย่างแบบหว่านแหได้มากกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว

    แต่การทำการตลาดแบบ Niche Marketing ก็ไม่ใช่จะมีเพียงแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ข้อเสียก็นับว่ามีไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากการที่เลือกเจาะจงเฉพาะกลุ่มแล้วนั้น หากไอเดียที่วางแผนมานั้นล้มเหลว หรือไม่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ได้นั้น ก็นับว่าต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น เนื่องจากสินค้านี้ นอกจากกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้นั้น ก็ไม่สามารถนำไปขายต่อให้กับผู้คนในกลุ่มอื่นๆ ได้อย่างนี้เป็นต้น

    โดยภาพรวมแล้วการเลือกทำการตลาด Niche Marketing นั้นถือว่ามีข้อดีกว่าการทำการตลาดแบบ Mass Marketing อยู่มากพอสมควรซึ่งเหมาะกับผู้ประกอบการรายย่อยหน้าใหม่อย่าง SMEs ที่ต่างเกิดขึ้นเหมือนดอกเห็ด ที่ไม่ต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่ในการลงทุน เนื่องจากเจาะตลาด Niche ถ้าเจาะเข้า และดีกว่าเจ้าตลาดเดิม ก็อยู่ได้ ถ้าเจาะเข้า แต่ไม่ดีกว่าเจ้าตลาดเดิม ก็ถือว่าแบ่งชิ้นเค้กกันไป

    Niche Marketing ถ้าจะเข้าไป ต้องเข้าไปให้สุดครับ แล้วจะรู้ว่าลูกค้าเหนียวแน่นกับสินค้าของเราจริงๆ

  • วิธีการเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวให้ประสบความสำเร็จ
     

    ในประเทศไทยได้เป็นปะเทศที่ขึ้นชื่อในด้านการกินก๋วยเตี๋ยวเยอะที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะจะมองไปทางไหนก็มีแต่ร้านขายก๋วยเตี๋ยวเต็มไปหมดใช่มั้ยหล่ะครับ วันนี้ผมจะมาไกด์วิธีรวยด้วยการขายก๋วยเตี๋ยวกันครับ

    แต่ก๋วยเตี๋ยวนี่ก็แบ่งออกได้อีกหลากหลายประเภท เช่น ก๋วยเตี๋ยวน้ำ ก๋วยเตี๋ยวแห้ง ราดหน้า ผัดซีอิ้ว ผัดไทย และหากแบ่งโดยเนื้อสัตว์ที่ใส่ก็จะได้เป็นก๋วยเตี๋ยวหมู ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ก๋วยเตี๋ยวไก่ ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ก๋วยเตี๋ยวแพะตุ๋น ก๋วยเตี๋ยวปลา (ไฮเช็ง จุฬา ซ.9) ก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้ง (ร้านอ้อ เพชรบุรี ซ.5) ก๋วยเตี๋ยวไข่ (ร้านแหม่ม ราชบุรี) @เอ่อ… ขอค่าโฆษณาด้วย@ และหากไม่ใส่เนื้อสัตว์ก็จะเป็นก๋วยเตี๋ยวมังสวิรัติ (Vegetarian Noodle) โอ้ว! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เยอะจังเลยนี่แค่ก๋วยเตี๋ยวเท่านั้นนะเนี่ย

    นอกจากนี้ก๋วยเตี๋ยวก็ยังมีตั้งหลาย “เส้น” ให้เลือกรับประทาน ไม่ว่าจะเป็น เส้นหมี่ เส้นเล็ก เส้นใหญ่ บะหมี่ไข่ วุ้นเส้น เกี๊ยว ขนาดไม่ใส่เส้นยังขายได้เลยก็… “เกาเหลา” ไงล่ะ อิอิ

    ก๋วยจั๊บ นี่ก็เป็นหนทางค้าขายที่ดีอีกเช่นกัน อาจจะไม่ใช่เส้นยาว ๆ แต่มันใหญ่มาก ๆ นอกจากใหญ่แล้วมันยังม้วนอีกด้วย ก๋วยจั๊บนี่เค้าจะใส่เครื่อง 10 อย่างด้วยกัน (จั๊บ แปลว่า 10 : ภาษาจีน) ก็มีเลือดหมู กระเพาะหมู หนังหมู ไข่ต้ม…. และอื่น ๆ

    ก๋วยจั๊บญวน หรือบางที่เรียก “ข้าวเปียก” เป็นอาหารทางภาคอีสานตอนเหนือๆ แถวหนองคายไรงี้ โอ้ว! อันนี้ก็อร่อยเพราะชอบเป็นการส่วนตัว เส้นของมันจะแตกต่างจากเส้นก๋วยเตี๋ยว แล้วก็ไม่เหมือนก๋วยจั๊บด้วย กินแล้วให้ความรู้สึกเด้งดึ๋ง ๆ ในปาก เผ็ดร้อนพริกไทย แล้วก็มีหมูยอที่แสนจะอาหร้อยอาหร่อย (ร้านอะไรไม่รู้ รามคำแหง ซ. 29)

    ขนมจีน นี่แหละอาหารไทยขนานแท้และดั้งเดิม แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าชื่อขนมจีนได้ไง เราสามารถเจอะเจอขนมจีนนี่กันได้ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานบวช แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ กฐิน ผ้าป่าฯลฯ ส่วนร้านขายขนมจีนนี่ก็มีกันให้หรึ่มทั่วกรุงไปหมด ส่วนมากจะเป็นการขายแบบสั่ง 1 จาน แล้วก็มีผักมากมายก่ายกองเอาไว้ให้บริการ บางคนกินจานเดียว แหม… ล่อผักหมดเป็นถาด (แต่แม่ค้าก็ไม่โกรธนะเพียงแต่เขาคิดเอาไว้ในใจ… ฮึ่ม) ที่ขึ้นชื่อลือชาก็น่าจะเป็นขนมจีนปักษ์ใต้ (ขนมจีนเมืองตรัง รามคำแหง ซ 29) เผ็ดจี๊ดจ๊าดเชียว แต่บางทีตามห้างก็ขายเป็นบุฟเฟต์นะ คือประมาณ 69 บาทกินได้ทุกอย่างกี่จานก็ได้ไม่ว่ากัน (แค่ 2 จานก็อิ่มแล้ว) มีทั้งน้ำยากะทิ น้ำยาป่า น้ำพริก แกงเขียวหวาน

    ขนมจีนน้ำเงี้ยว นี่เป็นอาหารภาคเหนือก่ะเจ้า ชื่อเป็นขนมจีน แต่เส้นดั๊นเป็นเหมือนหมี่เหลืองแบนๆ ทอดกรอบ น้ำซุปก็ใส่กะทิข้น ๆ กินกับผักกาดดอง อร่อยไปอีกแบบ คือกินแล้วก็ต้องอู้กำเมืองว่า “รำขนาดเจ้า” เอ้า!… ต่อนยอน ต๊ะต่อนยอน ต๊ะ ต่อนยอน…

    ยังครับ ๆ ยังไม่หมด ยังมีอาหารเส้นที่มีขายในสยามประเทศในแบบกลิ่นอายตะวันตก เช่น มะกะโรนี พาสต้า อะไรเทือกนี้ อ้อ! ลืมไป ยังมีอาหารเส้นแบบกรุ่นกลิ่นเอเชียด้วยนะครับ เช่น ราเม็ง อุด้ง โซบะ เป็นต้น ทำเป็นเล่นไป ขายดีนะอาหารเส้นต่างชาติพวกเนี้ย… ขอบอก

    โอ้โห! ความนิยมอาหารเส้นในประเทศเรานี่มีเยอะจัง เอ่อ… อยากขายก๋วยเตี็ยวแล้วรวยบ้างอ่ะ ทำไงดี?

    อุปกรณ์ขายก๋วยเตี๋ยว

    อุปกรณ์ขายก๋วยเตี๋ยวหล่ะมีอะไรบ้าง สำหรับอุปกรณ์ขายก๋วยเตี๋ยวแต่ละท่านอาจจะใช้แตกต่างกันไปตามแต่ประเภทก๋วยเตี๋ยวที่ท่านขาย บางท่านขายที่ร้าน บางท่านเข็นรถเข็นไปขาย ถ้าเป็นขายที่ร้าน ก็อาจจะมีอุปกรณ์มากหน่อย แต่ถ้าเข็นไปขายอุปกรณ์อาจจะไม่จำเป็นต้องเยอะ เอาเฉพาะที่ใช้จริง ๆ

    สำหรับการขายที่ร้านก็จะมีพวก

    – ตู้ก๋วยเตี๋ยว
    – หม้อก๋วยเต๊่ยว
    – เคาน์เตอร์วางของพวกจานชาม ที่ลวกเส้น ที่ตักน้ำ
    – แก๊สหุงต้ม
    – โต๊ะและเก้าให้ลูกค้านั่ง
    – ช้อนส้อม หรือตะเกียบบนโต๊ะ
    – เครื่องปรุง
    – แก้วน้ำ

    สำหรับการขายโดยการเข็นรถไปขายก็จะต้องมีรถเข็นก๋วยเตี๋ยว ซึ่งก็จะมีขนาดที่ไม่ต่างกันมากนัก ลองนึกนึงรถขายก๋วยเตี๋ยวชายสี่หมี่เกี้ยว รถขายก๋วยเตี๋ยวส่วนใหญ่จะมีขนาดประมาณนั้น การเข็นรถไปขายอาจจะเหนื่อยหน่อย ในกรณีที่ถ้าเราไปเปิดเป็นร้านค้าในบริเวณนั้นแต่ค่าเข่าตึกแพงเหลือเกิน เราอาจจะใช้วิธีเข็นรถเข็นไปขายแทนซึ่งก็ต้องเสียค่าเช่าเหมือนกัน แต่ก็อาจจะถูกลงมาหลายเท่าตัวเลย

    ตู้ขายก๋วยเตี๋ยว

    เคยเจอมั้ยครับ ที่เมื่อเวลาเราจะไปทานก๋วยเตี๋ยวสักร้านหนึ่ง แล้วมองเข้าไปเห็นตู้ก๋วยเตี๋ยวที่ดูเก่า ขี้ฝุ่นขึ้นเหมือนนาน ๆ จะเช็ดที ถ้าเป็นแบบนี้เราก็จะกังวลกับความสะอาดของก๋วยเตี๋ยวด้วยจะสะอาดหรือเปล่า แต่กลับกันถ้าตู้ก๋วยเตี๋ยวดูสะอาดงามตา เวลาแสงพระอาทิตย์ส่องมานี่ สะท้อนสู้กับแสงอาทิตย์ มันวับขัดทุกวัน ก็น่าจะทำให้ก๋วยเตี๋ยวดูน่าทานขึ้นมาได้ เพราะตู้ก๋วยเตี๋ยวนี่แหล่ะนี่เป็นปราการด่านแรกก่อนที่คนจะเข้ามาทานก๋วยเตี๋ยวในร้านของเรา เค้าจะไปยืนดูที่หน้าร้านก่อน แล้วก็มองเข้ามาที่ตู้ก๋วยเตี๋ยวว่าเราขายอะไร มักจะไม่ค่อยมองชื่อร้าน เพราะบางทีชื่อร้านก็ไม่ได้สื่อว่าขายก๋วยเตี๋ยวหมู ก๋วยเตี๋ยวเป็ด หรือก๋วยเตี๋ยวไก่ จะอาศัยการมองจากทางตู้ก๋วยเตี๋ยวนี่แหล่ะครับ

    เพราะฉะนั้นพ่อค้าแม่ค้าที่ขายก๋วยเตี๋ยว ก่อนที่จะเปิดร้านอย่าลืมเช็ดตู้ก๋วยเตี๋ยวให้ดูเงาวับสะอาดตา จะมีโอกาสดึงลูกค้าเข้าร้านได้อีกหลายคนเลยครับ

    จากเนื้อหาข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าอาหารเส้น เช่น ก๋วยเตี๋ยว นั้นมีมากมายเพราะอาหารเส้นนั้นจะต้องเป็นที่นิยมกันไปอีกนานเลยทีเดียว (หรือว่ามีใครคิดว่าอาหารเส้นจะเลิกฮิตกันภายใน 50 ปีข้างหน้านี้) สรุปได้ว่าการขายก๋วยเตี๋ยวนี่แหละจะเป็นหนทางสู่ความร่ำรวย มั่งคั่งและมั่นคง อย่างไรก็แล้วแต่ไม่ใช่ว่าใคร ๆ เค้าก็เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวแล้วก็ร่ำรวยกันได้ทุกคนนะครับ ดังนั้นหากเราคิดจะเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ก่อนอื่นเราต้องมีแผนธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวก่อน เช่น

    กลุ่มเป้าหมาย (Target) : เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะขายเส้นเนี่ย เราจะขายให้ใคร พนักงานออฟฟิศ นักเรียนนักศึกษา กรรมกรก่อสร้าง ผู้คนที่มาเที่ยว เป็นหนุ่มสาวหรือว่ามีอายุ ขาจรหรือขาประจำ ฯลฯ ข้อนี้สำคัญนะเราจะได้รู้ว่าเราควรจะขายอาหารเส้นประเภทไหน ราคาประมาณเท่าไร ตกแต่งร้านประมาณไหน

    ทำเล (Place) : นี่ก็สำคัญมาก ไม่ใช่ว่าทำอร่อยแล้วไปตั้งร้านอยู่ตามซอกตามหลืบมีหนูตัวเท่าขาวิ่งขวักไขว่… อันนี้ก็ไม่ไหว และที่เคยเห็นมาบางร้านทำไม่ค่อยอร่อยเลย แต่ขายดีเพราะเค้าอยู่ตรงที่แหล่งธุรกิจดี มีผู้คนพลุกพล่าน พอตอนเที่ยง ๆ ก็มีพนักงานออฟฟิศมากินกันตรึมเพราะเขามีเวลาพักแค่ 1 ชั่วโมงเพราะฉะนั้นทำเลนี่สำคัญจริง ๆ

    เงินทุน (Budget) : เดี๋ยวนี้สมัยนี้คิดจะทำอะไรก็ต้องพูดกันด้วยเงิน ดังนั้นเราต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเรามีเงินทุนในกระเป๋าเท่าไร เราจะได้กำหนดถูกว่าร้านของเรามันจะเป็นภัตตาคาร เป็นร้านอาหาร หรือเป็นรถเข็น หรือเป็นแค่หาบเร่แผงลอย และเมื่อตั้งร้านแล้วเราจะมีเงินเหลือในกระเป๋าสักเท่าไรเนื่องจากเราจะต้องมีเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้ด้วยเพื่อความไม่ประมาท

    ความอร่อย (Deliciousness) : ข้อนี้ถือได้ว่าเป็นข้อที่สำคัญที่สุด นิสัยคนไทยส่วนใหญ่น่ะคือกินอะไรก็ได้ขอให้อร่อยเอาไว้ก่อน ดังนั้นเราจะต้องมั่นใจและแน่ใจว่าสูตรอาหารเส้นของเราน่ะมันอร่อยเข้าขั้นพ่อครัวกระทะเหล็กจริง ๆ ไม่ยังงั้นคงจะเจ๊งไปไม่รอดแน่ ๆ

    วัตถุดิบ/แหล่งวัตถุดิบ (Material/ Material Source) : สมมุติว่าเราจะทำก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา เราก็ต้องรู้ก่อนว่า เราจะไปเอาลูกชิ้นปลาอร่อย ๆ จากที่ไหน จะทำเอง หรือจะซื้อก็สุดแล้วแต่ นอกจากนั้นยังมีเครื่องปรุงต่าง ๆ อีกจิปาถะและสัพเพเหระ ไม่ว่าจะเป็น เส้น ผัก พริกป่น กระเทียมและอื่นๆ แหล่งวัตถุดิบไกลหรือใกล้ ถ้าของเหลือแล้วจะเก็บอย่างไร มีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพหรือไม่ในระหว่างการขนส่งวัตถุดิบ คืองี้… ด้วยนิยามที่ว่าถ้าวัตถุดิบยิ่งสดยิ่งใหม่เนี่ย เราก็จะทำอาหารเส้นได้อร่อยใช่ป่ะ ดังนั้นข้อนี้ก็สำคัญนะ… อย่ามองข้าม

    ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) : มันเป็นยังงี้… คือเนื่องจากเราเป็นร้านใหม่ เราก็ต้องทำให้มันดีกว่าร้านเดิมที่เขาขายดีอยู่แล้ว ดังนั้นเราจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการส่งเสริมการขายของร้านเรา เช่น การตกแต่งร้าน ชุดแต่งกายพนักงาน การสมนาคุณลูกค้า การสื่อสารและโฆษณาทางโซเชี่ยล เน็ตเวิร์ค เมนูอาหารแปลกใหม่ ขายเรื่องราวความเป็นมา (Story) ของอาหารในร้าน หรืออะไรก็ได้ที่คิดว่าเราสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการนี่สำคัญนะดังคำกล่าวของอัลเบิร์ต ไอสไตน์ที่ว่า “จินตนาการสำคัญกว่ากว่าความรู้”

    เมื่อคิดเสร็จสรรพสะระตะแล้ว เราก็ค่อย ๆ มากำหนดวางแผนแผนธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวในขั้นต่อ ๆ ไป ช่วงแรก ๆ เราก็ตั้งเป้าหมายให้มันอยู่รอด ขอย้ำ! เอาให้มันอยู่รอดสัก 4-5 เดือนก่อน ต่อไปก็ค่อย ๆ วางแผนเป็นระยะสั้น 1 ปี ระยะยาว 3 ปี ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปจะดีกว่า คือไปช้า ๆ แต่ว่ามั่นคง ขอเพียงเรามีความมุ่งมั่น ความอดทน และเพียรพยายามเท่านี้แหละความร่ำรวยมหาศาลจากการขายก๋วยเตี๋ยวก็จะมาเคาะเราถึงประตูบ้าน หุ หุ นี่ยังไงล่ะที่เขาเรียกว่ารวยด้วยการขายก๋วยเตี๋ยว

  • วิธีทำสบู่สมุนไพร พร้อมคำแนะนำในการขายสบู่สมุนไพร

    สวัสดีครับ สำหรับบทความนี้ ผมมีธุรกิจแนวสร้างสรรค์ สำหรับคนชอบคิด ชอบทำ มาแนะนำกันอีกแล้วนะครับ โดยวันนี้ขอเสนอการทำสบู่สมุนไพรแฮนด์เมดผลิตจากสมุนไพรธรรมชาติครับ เมืองไทยเราได้ขึ้นชื่อว่ามีพืชพรรณธรรมชาติ ที่มีสรรพคุณในการบำรุงรักษาผิวมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ขมิ้น มะพร้าว มะขาม มะละกอ แครอท หรืออาจจะลองผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง อย่างเช่น มะนาว หรือมะเขือเทศดูบ้าง ก็น่าสนใจนะครับ

    สำหรับรูปแบบของการขาย ถ้าอยากจะเน้นตัวสินค้ากันไปเลย ก็ไม่ต้องเสียเวลาทำแพคเก็จจิ้งกันให้ยุ่งยาก และสิ้นเปลื้อง แถมยังทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นอีกด้วย เน้นขายสบู่กันแบบเพียวๆ ไปเลยดีกว่า โดยอาจตัดเอาไว้เป็นก้อนวางเรียงราย ให้ลูกค้าเลือกหยิบได้อย่างหลากหลายตามใจชอบ แล้วขายแบบชั่งน้ำหนักเป็นขีด หรือเป็นกิโลเอาแทนครับ เป็นไอเดียแปลกอีกแนว ที่น่าลองเลยทีเดียวนะครับ

    โดยจุดขายที่ขอนำเสนอ จะเป็นการใช้สบู่ที่ทำจากสมุนไพร ไม่มีสารเคมีเจือปน ซึ่งสบู่แต่ละก้อนจะทำจากส่วนผสมที่ไม่เหมือนกัน ก็จะเหมาะสมกับสภาพผิวที่แตกต่างกันไปเลยครับ เช่น ผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวแพ้ง่าย เป็นคุณสมบัติอีกอย่างที่แตกต่างจากสบู่ทั่วไป ทั้งยังให้ความสดชื่นแบบเป็นธรรมชาติมากกว่าอีกด้วย

    สำหรับการขายสบู่สมุนไพร ก็เป็นชนิดสบู่ที่กำลังมาแรงในปัจจุบันนะครับ แต่ด้วยความที่อาจจะมีคู่แข่งเยอะ เจ้าใหญ่ครองตลาดอยู่ แล้วเรามาใหม่อยากแจ้งเกิด หรืออยากมีพื้นที่ในตลาดนี้ เราจะทำอย่างไร ผมก็ได้รวบรวมแนวคิด วิธีการในการที่จะไปยืนในตลาดนี้จนถึงความประสบความสำเร็จนะครับ

    แนวคิดและวิธีการสร้างแบรนด์สบู่สมุนไพร

    – กำหนดชื่อแบรนด์ให้ชัดเจน ชื่อที่สื่อถึงผิวพรรณ หรือชื่อไทยๆ เอาชื่อจำง่ายๆ เรียกง่ายๆ ให้ติดหู
    – จ้างออกแบบ Logo ออกแบบฉลาก ทำออกมาเป็นแบบสติ๊กเกอร์ แล้วนำไปติดบนสินค้า
    – บรรยายสรรพคุณของสบู่แต่ละแบบอย่างชัดเจน แต่ไม่อวดสรรพคุณมากจนเกินพอดี ที่สำคัญต้องผ่าน อ.ย. ด้วย
    – เรื่อง Packaging กำลังผลิตยังน้อย หาพลาสติกใส มาห่อให้ดูดี หรือจะซื้อกล่องพลาสติกใสมาใส่ก็ได้ (มีขายที่ 7-11 ที่สาขาใหญ่หน่อยจะมีหลายยี่ห้อเลยครับ) และยังช่วยรักษากลิ่นให้คงทนด้วย
    – การออกแบบฉลากสติ๊กเกอร์สินค้า ต้องเน้นสีสรร ลูกเล่นด้วยนะครับ เช่น ตัวหนังสือสีทอง ตัวหนังสือนูนมันหรือด้าน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า
    – ปรับรูปลักษณ์สินค้า ใส่รูปให้ชัดเจน หรือออกแบบกล่องหรือห่อบรรจุ ให้เหมาะกับตลาดที่จะขาย เช่น อาจจะใส่ความเป็นไทยเพื่อส่งออก
    – ลองทำสินค้าตัวอย่างหลาย ๆ แบบ
    – ทำเว็บไซต์ หรือทำ fanpage ให้ลูกค้าสามารถติดตามได้ ทำอันดับเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกของคำว่า สบู่สมุนไพร
    – รายละเอียดการติดต่อชัดเจน
    – ออกงานบ่อย ๆ สร้างแบรนด์ให้ติดปากติดหู
    – คนซื้อส่วนใหญ่จะดูที่ความหอมของสบู่ ดังนั้นความหอมต้องไม่เป็นรองใคร ยิ่งหากลิ่นใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากตามท้องตลาดได้ยิ่งดี
    – มาตรฐานในเรื่องความสะอาดของสบู่ของต้องมี อาจจะนำไปทดสอบกับคนที่มีกลิ่นตัวแรงว่าเค้าใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ได้ผลมั้ย
    – สำหรับคนที่กลิ่นตัวปกติ ถ้ายิ่งหอมติดตัวนาน คนจะซื้อบ่อย
    – สบู่สมุนไพรบางชนิดที่ใช้แล้วผิวจะดีขึ้น ต้องมีรูป before และ after ของผู้ใช้มาประกอบจะทำให้ผู้บริโภคได้มีข้อมูลประกอบการซื้อ
    – เรื่องราคา ต่อให้หอมและดีแค่ไหน ถ้าไม่จำเป็นอย่าให้เกินก้อนละ 30 บาท
    – ถ้าหากอยากให้สบู่สมุนไพรขายดีมากยิ่งขึ้น ราคาขายควรจะอยู่ที่ก้อนละ 15 บาท และถ้ามีปริมาณมากกว่าเจ้าอื่นจะช่วยในการตัดสินซื้อของผู้บริโภคได้อีกทางหนึ่ง
    – จ้างดาราช่วยโปรโมทสบู่ของเรา ซึ่งอาจจะใช้เงินทุนมาก แต่ถ้าเงินทุนมีเหลือน่าจะลองดูสักครั้ง
    – เมื่อตีตลาดได้แล้ว ให้ขยายสาขาออก หรือส่งสินค้าออกไปขายที่ต่างประเทศ เพื่อผลประกอบการที่มากขึ้น

    ส่วนผสมและวิธีทำสบู่สมุนไพร

    ส่วนผสมสบู่สมุนไพร

    – ส่วนผสมสบู่สมุนไพรอย่างแรกเลย คือ การหาไขมันมาทำสบู่ ได้แก่ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา น้ำมันดอกทานทานตะวัน หรือถ้าจะทำแบบพรีเมี่ยมไปเลย ก็ใช้น้ำมันมะกอกครับ ทั้งนี้อาจจะใส่น้ำนมวัว หรือน้ำนมแพะ เพื่อเพิ่มคุณภาพของสบู่ขึ้นอีกด้วยก็ได้
    – โดยน้ำมันแต่ละชนิดจะมีค่าการชะล้าง และการให้ฟอง ไม่เหมือนกัน จึงเหมาะสมกับสภาพผิวที่แตกต่างกันไปครับ เช่นน้ำมันมะพร้าวค่าการชะล้างสูงจึงไม่เหมาะกับผิวแห้ง ส่วนน้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันถั่วเหลืองจะมีค่าการชะล้างปานกลาง และมีวิตามินอีสูงครับ แต่อายุการใช้งานจะสั้นกว่า
    – ด่าง หรือโซดาไฟเพื่อใช้ทำปฏิกิริยากับไขมันให้เกิดเป็นก้อนสบู่
    – น้ำเปล่า
    – สมุนไพรซึ่งมีทั้งแบบผง แบบคั้นนำ หรือแบบสกัดด้วยแอลกอฮอล์ ก็สามารถใช้ได้หมด

    วิธีทำสบู่สมุนไพร

    – ค่อยๆ เทโซดาไฟผสมกับน้ำให้เข้ากัน แล้วตั้งทิ้งไว้
    – ตุ๋นน้ำมัน หรือไขมัน โดยใช้วิธีนำหม้อใส่น้ำมัน แช่ในหม้อน้ำที่ตั้งไฟเอาไว้ทีอีกหนึ่ง แทนการเอาหม้อน้ำมันตั้งโดนไฟตรงๆ เพราะจะเกิดความร้อนมากเกินไปครับ
    – รอให้ของเหลวที่ได้จากสองข้อแรกอุณหภูมิลดลงจนเหลือ 40 องศา จึงค่อยผสมเข้าด้วยกัน คนกันจนได้ที่ แล้วใส่สมุนไพรที่เตรียมไว้ หากจะใส่น้ำหอมก็สามารถใส่ได้ตอนนี้เลย เสร็จแล้วก็เทใส่แม่พิมพ์ที่เตรียมไว้ครับ
    – รอประมาณสามอาทิตย์ ก็ถือว่าเสร็จสิ้นการทำสบู่สมุนไพร สามารถนำออกจากพิมพ์ แล้ววัดค่าความเป็นกรดเบสให้เหมาะสมที่ประมาณ 8-9 จึงจัดว่าใช้ได้ครับ

    การขายสบู่สมุนไพรถือได้ว่าเป็นไอเดียน่าสนุก น่าลองทำทีเดียวนะครับ การขายก็อาจจะเปิดร้านตกแต่งแนวธรรมชาติ แบบดูอบอุ่น น่ารักๆ หรือเลือกขายออนไลน์ทาง Fanpage หรือเว็บไซต์เอาก็ได้เช่นกันครับ

    สุดท้ายผมขอมอบสโลแกนสบู่สมุนไพรไว้นะครับ

    “หอมนาน ปริมาณเยอะ ราคาถูก สะอาดจริง”

    ขอให้ขายสบู่สมุนไพรขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากันทุกท่านครับ

  • วิธีทำธุรกิจซื้อมาขายไปให้ประสบความสำเร็จ

    สินค้าบางอย่างแค่ซื้อมาขายไปก็ทำให้มีกำไรแล้ว ยิ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความทันสมัยและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การขายสินค้าผ่านโลกโซเชียลถือว่าเป็นอาชีพเสริมในการทำเงินได้เป็นอย่างดี การขายแบบซื้อมาขายไป ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ เพราะมีร้านค้ามากมายที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน ดังนั้นกลยุทธ์ในการขายก็คือสร้างความแตกต่างทั้งรูปแบบสินค้าและวิธีการขาย การทำธุรกิจที่เป็นอาชีพเสริม โดยมีจุดขายแตกต่างจากร้านค้าอื่นๆ หากมีเทคนิคที่ไม่ยุ่งยากในการกำหนดราคาขายสินค้าประเภทเดียวกัน จะทำให้ไม่ต้องต่อรองราคากับลูกค้า เพียงจัดหาสินค้าที่น่าสนใจและกำหนดราคาขายเท่ากัน ซึ่งเป็นวิธีหารายได้ที่ทำให้ทราบผลกำไรแน่นอน เป็นการใช้เงินทุนไม่มากและไม่มีอัตราความเสี่ยง

    ที่มาของธุรกิจซื้อมาขายไป

    กิจการในการซื้อขายสินค้า หรือที่เรียกกันว่ากิจการซื้อมาขายไปเป็นกิจการที่ซื้อสินค้ามาจากบุคคลอื่น แล้วมาจำหน่ายให้กับบุคคลอื่น โดยที่ไม่มีการแปลเปลี่ยนรูปสินค้า ซึ่งกิจการซื้อขายสินค้าประเภทนี้คือ ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายรถจักรยานยนต์ ฯลฯ ซึ่งรายได้หลักของกิจการซื้อขายสินค้าคือรายได้จากการขายสินค้า และค่าใช้จ่ายหลักของกิจการซื้อขายสินค้าก็คือค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้ามาขาย

    ธุรกิจซื้อมาขายไปกับการซื้อขายสินค้า

    ธุรกิจซื้อมาขายไป ก็คือประเภทที่รับสินค้ามาแล้วเอามาเพิ่มราคาแล้วทำการขายต่อเพื่อกินส่วน หรือกำไร สินค้าที่นำมาขายก็แล้วแต่จะนำมาซึ่งอาจขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภค ธุรกิจประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แหล่งที่มาของสินค้า ว่าสามารถสั่งซื้อมาขายได้จากที่ไหนบ้าง มีกี่เจ้า และกี่แห่งที่เป็นแหล่งสินค้าของคุณ ซึ่งยังรวมถึงราคาของสินค้าว่าหากซื้อมา ลูกค้ามีการต่อรองหรือมีส่วนลดจะได้กำไรเท่าไหร่ มีเครดิตในการสั่งซื้อ และการจัดส่งให้ถึง ฯลฯ

    ธุรกิจซื้อมาขายไป

    เพราะการใช้เงินในการลงทุนที่ไม่มากทำให้ปัจจัยต่างๆในการทำธุรกิจประเภทนี้ สำหรับเริ่มต้นทำนั้นถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับธุรกิจประเภทอื่น เพราะเงินทุนคือลักษณะเงินหมุนเวียนเกี่ยวกับสินค้า ซึ่งธุรกิจซื้อมาขายไปสามารถเริ่มต้นทำได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นนักเรียนจนถึงคนทำงาน แต่ถ้าหากจะทำการซื้อขายในอีกรูปแบบของการประมูล อาจจะต้องมี หจก. หรือบริษัทในการยื่นเสนอราคาด้วยจึงจะดูน่าเชื่อถือและซื้อขายกับเจ้าใหญ่ๆในธุรกิจได้

    ลักษณะการซื้อขาย

    การซื้อมาขายไป ที่เป็นลักษณะของการซื้อขายเงินสด โดยเป็นการซื้อขายสินค้าโดยจ่ายเงินสด หรือผ่านการชำระหน้าร้าน หรือโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งถือเป็นช่องทางที่พ่อค้าแม่ค้าชอบมากที่สุด เพราะได้เงินทันทีไม่ต้องรอ ไม่ต้องกังวลและอาจมีอัตราการต่อรองเวลาซื้อของได้ด้วย เพราะหากมีการซื้อเงินสดทางผู้ค้าก็จะลด ราคาให้ด้วย สำหรับการชำระเงินนั้นอาจจะมีจ่ายเงินสดหน้าร้าน หรือโอนเงินเข้าบัญชี นั่นเอง ส่วนการซื้อขายเครดิต หากเป็นการซื้อมาขายไปอย่างการขายเงินเชื่อ ซึ่งจะต้องมีการกำหนดจำนวนวันชำระเงินภายหลังจากการส่งสินค้าให้ลูกค้าแล้ว ส่วนวิธีชำระเงินจะซับซ้อนหรือยากง่าย ขึ้นอยู่กับขั้นตอนของ แต่ละที่ที่ทำการตกลงกับลูกค้าไว้

    ธุรกิจซื้อมาขายไปกับคู่แข่งขัน

    สำหรับคนที่จะเริ่มทำธุรกิจประเภทนี้ ให้ดูจากคู่แข่งซักกันบ้าง เพราะปัจจุบันอาจจะมีเจ้าใหม่ๆ เข้ามาทำเกี่ยวกับสินค้า ที่เหมือนกันกับของคุณ โดย ซึ่งทำให้มีการแข่งขันสูงมาก และส่วนแบ่งตลาดก็ลดหลั่นไปตามๆ กัน ที่สำคัญราคาสินค้าก็เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะลูกค้าสามารถทำการเปรียบเทียบราคาจากบรรดาผู้ค้าต่างๆที่มีสินค้าเดียวกันกับของคุณ เจ้าใหญ่ก็จะบอกราคาได้ถูกกว่า ถือเป็นสิ่งที่มีความเสียงในการแข่งขันด้านราคาที่สูงมาก จึงอาจทำการตลาด การโปรโมท หรืออาจจะต้องหาวิธีมามัดใจลูกค้า ด้วยการมีส่วนลดจากเป็นโปรโมชั่นตามแต่ที่จะสรรหามาเอาใจลูกค้า

    ธุรกิจซื้อมาขายไปกับสินค้าค้างสต๊อก

    เพราะหากสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ไม่ได้มีการซื้อบ่อยๆ เมื่อทำการสต๊อกแล้วสินค้าก็จะค้างสต๊อกนาน ทำให้เงินทุนหมุนเวียนไปจมอยู่กับสินค้าที่ค้างอยู่ และประสบปัญหาเงินหมุนเวียน และอาจจะทำให้ขาดทุนได้ ในกรณีที่สินค้าท้องตลาดราคาถูกกว่าราคาสินค้าที่ เราสต๊อกไว้ ทั้งนี้ต้องมีกลยุทธ์ในการเร่งขายสินค้าในสต๊อกให้หมดโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ยังรวมถึงการสั่งซื้อ ที่จะต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้นสินค้าที่เราสั่งซื้อมาเพื่อส่งมอบให้ลูกค้านั้นผิดจากที่ลูกค้าต้องการในการสั่งซื้อของลูกค้าจะต้องให้ระบุรายละเอียดให้ชัดเจนไปเลย ระบุ แบรนด์ ขนาด เพื่อระบุตัวสินค้าให้ตรงตามความต้องการจริงๆ เพื่อไม่ให้ผิดพลาดภายหลัง

    สรุป

    ธุรกิจซื้อมาขายไป อาจจะดูวุ่นวาย ลงทุนนิดหน่อยหรืออาจจะไม่ต้องลงทุนเลยในบางอย่าง โดยอาศัยเวลาและโอกาสสำหรับขาย และมองทางเลือกสำหรับตอบสนองกลุ่มลูกค้าให้ถูกที่ถูกเวลาก็สามารถประสบความ สำเร็จได้ และก้าวต่อไป ในธุรกิจนี้คือทำอย่างไรให้มันแน่นอน และมีรายรับอย่างมั่นคง เพราะการทำธุรกิจซื้อมาขายไปนั้น ณ ตอนนี้ไม่มีใครสามารถกำหนดได้หรอกว่าแต่ละเดือนจะมีลูกค้ากี่คน ข้อเสียเปรียบของธุรกิจเล็กๆคือเมื่อไม่มีเซลล์ สำหรับวิ่งงาน หรือเพื่อออกตามโรงงาน บริษัท หรือห้างร้านเพื่อทำการนำเสนอสินค้า จึงอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยังไม่มีรายได้มั่นคง

  • วิธีเปิดธุรกิจร้านซักอบรีดเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญให้ประสบความสำเร็จ

    การเปิดร้านซักอบรีด หรือเครื่องซักผ้าหยดเหรียญ กำลังเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ หากคุณตกงานแต่มีงบประมาณ หรือเงินทุนในสองลักษณะคือ ไม่เกิน 100,000 หรือไม่เกิน 200,000 บาท ลองพิจารณาธุรกิจนี้ดูครับ ทั้งนี้รายรับที่จะได้ จะมาจากจำนวนผู้มาซัก ซึ่งจากการสังเกตพบว่าส่วนใหญ่จะซักผ้าตั้งแต่ 4 ครั้งขึ้นไปต่อเดือน

    สมมติว่า

    สถานที่แห่งหนึ่งมี 200 ห้อง เหมาว่ามีห้องพักละ 1 คน คิดประมาณการอย่างตํ่าเอาว่าคน 200 คน จะมีผู้มาซักเพียง 75% ก็จะมีคนมาซักเดือนละ 150 คน X 4 ครั้ง ค่าซักครั้งละ 30 บาท

    ได้เงินรายรับเดือนละ 150 X 4 X 30 บาท = 18,000 บาท

    หากคิดเปิน 1 ปี ก็จะได้เงินรายรับปีละ 12 X 18,000 = 216,000บาท

    แนวทางในการทำธุรกิจร้านซักอบรีดเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ

    1. “งานซัก” ไม่เหมือน “งานขาย” งานขายนั้น เมื่อคนซื้อไปแล้ว อีกนานจึงจะขายได้อีก แต่งานซักต้องซักทุกสัปดาห์ เพื่อจะได้นำมาใส่ใหม่ และคนจะซักผ้ากันมากวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุด (วันหยุดนักขัตฤกษ์) วันธรรมดาคนจะซักไม่ค่อยมาก ที่สำคัญธุรกิจนี้เขาไม่ได้จดทะเบียนห้างร้าน เพราะไม่ต้องเขียนใบเสร็จให้ใคร
    2. หากเป็นบ้านตัวเองให้เปิดบริการหน้าบ้านเป็นที่ให้บริการ แต่ต้องอยู่ในย่านชุมชน วิธีนี้จะประหยัดค่าเช่าสถานที่ได้มาก และหากจำเป็นต้องเช่าสถานที่ให้บริการ ควรหาทำเลที่ตั้งที่อยู่ในย่านชุมชน เข่น อพาร์ตเม้นต์ คอนโด หอพักนักเริยนนักศึกษา พนักงาน โรงงาน สำนักงาน กรมกองทหาร ซึ่งทำเลควรจะเป็นสถานที่ ที่มีคนจำนวนมากพอ เช่น หลัก 200 คนขึ้นไป จะเป็นคนโสด หรือจะเป็นคนมืครอบครัวก็ได้ เพราะคนส่วนใหญ่จะขี้เกียจซักผ้าด้วยมือ
    3. ถ้าเราต้องการต่อยอดธุรกิจ เราอาจจะต้องจ้างลูกจ้างสักคนไว้ด้วย เพี่อไว้ขายกาแฟ ขายอาหารว่างตอนเช้า เพื่อลูกค้าที่นำผ้ามาซักแล้ว จะได้ซื้อกับข้าวขึ้นไปกินที่โต๊ะที่สำนักงานตนเอง ส่วนกลางวันอาจขายผลไม้หั่นใส่ถุงแช่เย็น หรืออาจขายหนังสือพิมพ์ หรีอขายนิตยสารต่างๆ
    4. ในตอนเย็นอาจขายอาหารถุง เพื่อให้ลูกค้าซื้อกลับบ้าน ตอนมารับผ้าตอนเย็น เพื่อจะได้ไห้ลูกจ้างที่เราจ้างไว้ ช่วยนำผ้าที่ซักในเครื่อง ที่ซักเสร็จแล้ว นำออกมาใส่ถุงพลาสติก หรือใส่ตะกร้าผ้าฃองลูกค้า แล้วมอบคืนให้ลูกค้าเมื่อเขามารับผ้าตอนเย็น แต่ทั้งนื้ควรหาลูกจ้างที่ไว้ใจได้ มีความรับผิดขอบ เพราะเสื้อผ้านั้น คือ ทรัพย์สินของบุคคลอื่น ถ้าขาด หรือชำรุด ทางเราก็ต้องรับผิดชอบเสื้อผ้านั้นๆ
    5. คิดค้นโปรโมขั่นของร้านซักอบรีด เพื่อให้ลูกค้าเห็นถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับอย่างเต้มเม็ดเต็มหน่วย หากมาซักผ้ากับร้านเราเป็นประจำ ซึ่งเราจะได้ลูกค้าประจำไปนานๆ ซึ่งคู่แข่งจะได้ไม่สามารถมาแย่งลูกค้าไปได้ ยกตัวอย่างโปรโมชั่น เช่น เมื่อซักที่ร้านครบ 10 ครั้ง จะให้ซักฟรี 1 ครั้ง หรือเมื่อซักที่ร้านครบ 5 ครั้ง จะแถมผงซักฟอก หรือแถมนํ้ายาปรับผ้านุ่มให้ซักฟรี รวมทั้งอาจจะให้บริการไปรับมาซักให้ และไปส่งให้ถึงที่พักพักฟรีก็ได้
    6. ในอนาคต หากเราต้องการขยายกิจการร้านซักอบรีด เราอาจจะขยายกิจการประเภทรับซัก และรีดเป็นรายชิ้น หรือรายเดึอน และรับซ่อมแซมเสื้อผ้าให้ด้วย เช่น รับปะ รับเปลี่ยนยางเสื้อผ้า หรีออย่างน้อยอาจจะซื้อเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่เพิ่มจำนวนก็ได้ เป็นเครื่องขนาด 10.5 กิโล ถ้าหยอดเหรียญเพี่อซักผ้ากับเครื่องรุ่นนี้ ก็จะต้องหยอด เหรียญครั้งละ 50 บาท โดยอาจจะเสนอให้บริการซักผ้าม่านแก่บ้านเรือน แก่ รีสอร์ต หรีอสำนักงาน แทนการให้บริการซักผ้านวมอย่างที่ร้านซักรีดร้านอื่นเขาทำกันก็เป็นได้

    ตัวอย่างการลงทุน

    1. การลงทุนเปิดร้านชักอบรีดด้วยตนเอง

    เงินลงทุนครั้งแรกประมาณ 20,000 บาท (ไม่รวมค่าเช่าร้าน)

    ทั้งนี้เครื่องซักผ้าแบบถังเดี่ยว ราคาประมาณ 15,000 บาท เตารีดประมาณ 1,000 บาท โต๊ะรีดผ้าประมาณ 700 บาท ส่วนรายได้ประมาณ 10,000 บาท ต่อเดือนขึ้นไป

    อุปฺกฺรณ์

    เครื่องซักผ้าแบบถังเดี่ยว เตารีด โต๊ะรีดผ้า กะละมังซักผ้า ผงซักฟอก นํ้ายาปรับผ้านุ่ม นํ้ายาขจัดคราบไคล นํ้ายารีดผ้าเรียบ ไม้แขวนเสื้อ ราว แขวนเสื้อ

    ขั้นตอนการซักอบรีด

    1. แยกผ้าขาว-ผ้าสี ออกจากถัน เพื่อนำผ้าขาวบาซักก่อน แล้วจึงซักผ้าสิทืหลัง และแยกผ้าที่มิเนื้อผ้าประเภทเดืยวถันซักพร้อมถัน ผ้าเนื้อหนามากๆ เช่น ผ้ายีนส์ ควรแยกซักต่างหาก ถ้ามีรอยเปื้อนให้ใข้นํ้ายาขจัดคราบไคล ป้ายส่วนที่เปื้อนก่อน

    2. เปิดนํ้าใส่เครื่องซักผ้า ใส่ผงซักฟอกลงในเครื่อง เอาผ้าขาวใส่ลงไป ตามความจุของเครื่อง แล้วกดปุ่มการทำงานตามระบบของเครื่องนั้นๆ และ ทำจนครบทุกขั้นตอน

    3. เมื่อเครื่องเสร็จการทำงาน นำผ้าที่ปันจนแห้งมารีดให้เรียบ ซึ่งต้องรู้ว่าผ้าขนิดไหนควรใช้ระดับความร้อนเท่าไร โดยดูจากวิธีการใช้เตารีด แต่ถ้าเป็นผ้าเนื้อบางๆ ควรใช้ผ้าขาวบางชุบนํ้าหมาดๆ วางทับแล้วจึงรีด จะช่วยให้เนื้อผ้าไม่เสียและรีดเรียบง่ายขึ้น เมื่อรีดเสร็จนำไปใส่ไม้แขวนเสื้อแขวนไว้ที่ราว รอลูกค้ามารับ

    อัตราค่าบริการตามมาตรฐานทั่วไป

    – เสื้อผ้าทั่วไป ขึ้นละ 10-15 บาท
    – ชุดสูทของบุรุษ ชุดเครื่องแบบข้าราฃการ 80 บาท/ชุด
    – ผ้านวม 50 บาท/ผืน
    – ราคาเหมา 600-900 บาท/60 ชิ้น/เดือน

    ข้อควรพิจารณา

    หากมืเงินทุนน้อย สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องซักผ้า แบบ 2 ถัง ราคา ประมาณเครื่องละ 5,000 – 7,000 บาท เพื่อลดเงินลงทุนลง แต่ทั้งนี้ คุณภาพงานต้องดีทั้งฝีมือและการบริการ ตรงเวลาตามกำหนด

    2. การลงทุนเครื่องชักผ้าหยอดเหรียญในแบบประหยัด

    เงินลงทุนครั้งแรกประมาณ 56,000 บาท

    (ไม่รวมค่าสถานที่และเงินทุนใช้จ่ายประจำวัน ซึ่งได้แก่ ค่านํ้า ค่า ไฟประมาณ 6 บาท/ครั้ง)

    อุปกรณ์

    – เครื่องซักผ้าขนาด 6.5 กิโลกรัม ราคาไม่เกิน 2,000 บาท/ 2 เครื่อง หรือเครื่องซักผ้าขนาด 10.5 กิโลกรับ ราคาไม่เกิน 20,000 บาท/เครื่อง 1 เครื่อง
    – กล่องหยอดเหรียญพร้อมค่าติดตั้ง 4,000 บาท / 1 ชุด จำนวน 3 ชุด

    1. ซื้อมาประกอบเองโดยซื้อเครื่องซักผ้าได้ตามร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั่วไปหรือตามห้างสรรพสินค้า ส่วนกล่องหยอดเหรียญลามารถซื้อได้จากย่านบ้านหม้อ กรุงเทพฯ แล้วนำมาติดตั้งเอง แต่ต้องมีความรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์
    2. ซื้อจากตัวแทนจำหน่ายทั่วไป ซึ่งทางบริษัทอาจจำหน่ายเครื่องซักผ้าพร้อมติดกล่องหยอดเหรียญมาให้หรืออาจนำเครื่องซักผ้ามาติดตั้งกล่องหยอดเหรืยญที่บริษัทก็ได้

    ขั้นตอนการทำงาน

    1. นำเครื่องซักผ้าติดตั้งกับก๊อกนํ้าและต่อท่อนํ้าทิ้งให้เรียบร้อย ตั้ง เครื่องบนพื้นที่เรียบเสมอ บางครั้งอาจต้องวัดระดับนํ้าเพื่อป้องกันเครื่องซักผ้าไม่หมุน
    2. ติดตั้งสายดินเพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่วหรือลัดวงจร
    3. วิธีการซักให้ลูกค้านำผ้าใส่เครื่อง ใส่ผงซักฟอก นํ้ายาปรับผ้านุ่ม ซึ่งลูกค้านำมาเองแล้วหยอดเหรียญลงในช่องหยอดเหรียญ (ใช้เหรียญ 10 บาท หรือเหรียญ 5 บาทแล้วแต่จะตั้ง) หลังหยอดเหรียญตามจำนวนแล้ว เครื่องจะทำงานเองโดยอัตโนมัติทุกขั้นตอน โดยใช้เวลาในการซักประมาณ 50 นาที
    4. อัตราค่าซักผ้า เครื่องขนาด 6.5 กิโลกรัม ราคาซักประมาณ 20 บาท/ครั้ง (เสื้อผ้าทั่วไป) และเครื่องขนาด 10.5 กิโลกรัม ราคาซักประมาณ 30 บาท/ครั้ง (ซักผ้าห่ม ผ้านวมได้)

    ข้อแนะนำ

    1. การเปิดบริการครั้งแรกควรติดตั้งชักผ้าเพียง 3 เครื่องก่อน (เพื่อดูปริมาณของผู้ใข้บริการ) โดยติดตั้งเครื่องเล็ก 2 เครื่อง เครื่องใหญ่ 1 เครื่อง เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใชับริการได้ซักทั้งเสื้อผ้าและผ้าห่ม
    2. ควรเป็นเครื่องชนิดฝาบน เนื่องจากราคาถูกและสะดวกใข้กว่าฝาหน้ามาก
    3. ครั้งแรกของการเปิดให้บริการควรบีส่วนลดหรือของแถม เช่น นํ้ายาปรับผ้านุ่ม เพื่อเป็นการดึงลูกค้าอึกทางหนึ่ง ส่วนผงซักฟอกลูกค้านำมาเอง
    4. กล่องหยอดเหรียญ ควรล็อกกุญแจให้แน่นหนาเพื่อป้องกันการโจรกรรม
    5. ติดป้ายเชิญชวน พร้อมบอกอัตราค่าบริการให้ชัดเจน
    6. หมั่นดูแลอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมให้บริการตลอดเวลา

    แนวทางของการมองการณ์ไกล

    ทั้งนี้ตู้กดน้ำก็เป็นอึกหนึ่งทางเลือก ในแนวโน้มที่ธุรกิจแบบหยอดเหรียญกำลังมาแรง ที่สำคัญเราไม่ต้องจ้างคนเฝ้า สามารถทำกำไรได้ดี ไม่ต้องกลัวขโมย เพราะไม่มีใครมาสนใจปล้นน้ำอึกต่างงหาก

    ดังนั้นหากคุณสามารถขยายกิจการได้ จนมีเครื่องซักผ้า 10 เครื่อง และคุณเป็นคนนั่งเฝ้าเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญเอง ก็ควรที่จะเพิ่มตู้กดนํ้าเข้าไปอึก 1 ตู้ และเพิ่มเครื่องเติมเงินมือถือหยอดเหรียญไปอึกหนึ่งเครื่อง โดยคำนึงว่าในหนึ่งอาพาร์ตเม้นต์ มักจะมืคนอยู่ห้องละ 2 คน ซึ่งอาจจะสามารถคืนทุนได้ในปีแรกๆ และทำกำไรได้เดือนละประมาณเกือบ 2 หมื่นบาท

    ซึ่งผมก็จบบทความรวยด้วยการเปิดธุรกิจร้านซักอบรีดเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ไว้แต่เพียงเท่านี้นะครับ ขอให้ทุกท่านร่ำรวยจากธุรกิจนี้กันทุกท่านนะครับ

  • วิธีเปิดร้านนวดแผนไทยให้ประสบความสำเร็จ

    ในปัจจุบันนี้ ปัญหาอาการปวดเมื่อยตามจุดต่างๆ ในร่างกาย ที่มักจะเป็นเป็นได้กับคนทุกวัย ไม่เฉพาะต้องเป็นคนชราเท่านั้น หนุ่มๆ สาวๆ ก็สามารถปวดเมื่อยกันได้ อาจจะเกิดจากทำงานหนัก ทำให้ปวดขา ปวดเอว หรือเครียดจนเกินไป ทำให้ปวดศรีษะเป็นไมเกรน การรับบริการด้วยการนวดจะสามารถทำให้อาการต่างๆ ทุเลาลงไปได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธุรกิจเปิดร้านนวดแผนไทยบูมขึ้นมากมายเรียกได้ว่าแทบจะทุกที่ที่มีชุมชน หรือที่มีคนผ่านไปผ่านมาเยอะๆ จะต้องมีร้านนวดแผนไทยอยู่ ธุรกิจเปิดร้านนวดแผนไทยก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีสำหรับท่านที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง ธุรกิจเปิดร้านนวดแผนไทยเป็นธุรกิจที่ลงทุนครั้งเดียวเลี้ยงชีพได้ตลอดไป การประกอบธุรกิจนี้เป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ต้องการประกอบธุรกิจ ของตนเอง แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นลงมอทำ ผู้ประกอบการควรศึกษาและทำความเข้าใจในธุรกิจนี้ให้ลึกซึ้งเสืยก่อน

    แนวทางการทำธุรกิจ หากว่าเรามีการเรียนพวกวิชานวดมาบ้างหรือเข้าคอร์สอบรมเพื่อเปิด สปา หรือสถานที่รับนวดแผนไทยได้นั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องลงทุนไปเปิดถึงเมืองท่องเที่ยวก็ได้ เพราะที่นั่นเก็บค่าเช่าสถานที่แพง โดยเฉพาะกับคนที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง หรือถ้าคิดจะซื้อก็แพงมาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เราสามารถที่จะเปิดบริการในกรุงเทพได้เองด้วย แน่นอนว่าสามารถทำเงินได้อย่างแน่นอน

    ผู้ที่สนใจทำธุรกิจนวดแผนไทย ควรมีคุณสมบัติดังนี้

    1. มีใจรักในการให้บริการ เพราะธุรกิจนี้เป็นธุรกิจการให้บริการ ผู้ประกอบการที่ดีควรมีใจรักในงานด้านนี้ มีความซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจาไพเราะ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
    2. มีศีลธรรมและสัมมาอาชีวะ การนวดเป็นการบริการแบบตัวต่อตัว โอกาสใกล้ชิดสัมผัสร่างกายลูกค้ามีอยู่ตลอดเวลา ผู้ประกอบการอาชีพนี้จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเน้นความบริสุทธิใจและศีลธรรมเป็นหลัก
    3. มีพื้นฐานความรู้ด้านการนวดแผนไทย เพื่อให้เข้าใจธุรกิจนี้ ผู้ประกอบการควรผ่านการอบรมมาบ้างจากสถานที่อบรมที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับ หรืออย่างน้อย 30-75 ชั่วโมง หรือ 15-45 วัน
    4. มีทำเลที่เหมาะลม ทำเลที่ดีของธุรกิจนี้ควรอยู่ในที่มองเห็นได้ง่าย ชัดเจน และการเดินทางสะดวก ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ริมถนน หรือในจุดที่มีคนเดินผ่านไปผ่านมาบ่อยๆ เพราะจะทำให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น

    การติดต่อกับหน่วยงานราชการ

    ก่อนเปิดกิจการ “นวดแผนไทย” นั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องติดต่อ หน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้หากเป็นการนวดเพื่อบำบัดวินิจฉัยโรค หรือฟินฟูสมรรถภาพ ตาม พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ผู้ทำการนวด ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต “สาขาการแพทย์แผนไทยหรือเวชกรรมโบราณ” จากคณะกรรมการวิชาชีพก่อน และต้องดำเนินการในสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตแล้วเท่านั้น

    แต่หากเป็นการนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยไม่ใช่เพื่อการรักษาโรค ผู้ที่ทำการนวดไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตผู้ประกอบการโรค ศิลปะ โดยผู้ประกอบการลามารถยื่นคำขอได้ที่กองการประกอบโรคศิลปะ ลำนักงานปลัดกระทรวงลาธารณสุข หรือในต่างจังหวัดยื่นที่ลำนักงานสาธารณสุขอำเภอ หรือลำนักงานลาธารณสุขจังหวัด

    ธุรกิจนวดแผนไทยจะเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการใน 3 ด้าน คือ

    1. การจดทะเบียนพาณิชย์จัดตั้งธุรกิจ โดยทั่วไป ธุรกิจด้านบริการอย่างเดียวจะได้รับการ ยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่ถ้าร้านมีการขายสินค้าอย่างอื่นด้วย ผู้ลงทุนก็ต้องขอจดทะเบียนพาณิชย์ ผู้ลงทนสามารถศึกษารายละเอียดการจัดตั้งและการขออนุญาตได้ที่เว็บไซต์ www.ismed.or.th และ www.thairegistration.com
    2. การเสียภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการสามารถศึกษารายละเอียดการจดทะเบียนและการยื่นชำระภาษีได้ที่ www.rd.go.th
    3.การนวดที่ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ ตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ระบุว่าการนวดหากเป็นการกระทํา เพื่อบําบัดโรควินิจฉัยโรคฟื้นฟูสมรรถภาพก็ถือเป็นการประกอบโรคศิลปะผู้ที่จะทําการนวดได้ ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทย หรือเวชกรรมโบราณจากคณะกรรมการวิชาชีพก่อน และต้องดําเนินการใน สถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น

    สถานที่ยื่นคําขอ

    – ในส่วนกลาง ยื่นที่กองการประกอบโรคศิลปะสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
    – ในส่วนภูมิภาคยื่นที่สํานักงานสาธารณสุขอําเภอหรือสํานักงานสาธารณสุขจังหวัด

    ถ้าผู้ประกอบการมีใบประกอบโรคศิลปะและใบอนุญาตสถานพยาบาล (คลินิก) ก็สามารถทําการนวดรักษาโรคได้ แต่ร้านนวดต้องปฏิบัติตามระเบียบสถานพยาบาลทุกประการ เช่น การแสดงป้ายผู้ประกอบโรคศิลปะ หรือเวลาทําการ การทําบันทึกประวัติคนไข้ เป็นต้น

    การนวดที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ ในกรณีที่

    – เป็นการนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย ไม่ใช่เพื่อรักษาโรค
    – ไม่ขึ้นป้ายรักษาโรค เช่น รักษาโรคอัมพฤตอัมพาต เบาหวาน ไต ปวดหลัง เป็นต้น

    การแสดงป้ายอาจเขียนว่าเป็น “นวดแผนไทย” หรือ “นวดฝ่าเท้า” ได้ แต่จะแสดงข้อความว่า “พร้อมจะบําบัดรักษาโรค” หรือ ”ฟื้นฟูสภาพ” หรือ “วินิจฉัยโรค” ไม่ได้

    โทษทางกฎหมาย

    – หากฝ่าฝืนกระทําการนวดโดยมีการรักษาโรคแต่มิได้เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ โทษทางกฎหมายระบุไว้ว่าาจะจําคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 30,000 บาทหรือทั้งจํา ทั้งปรับ
    – หรือแม้ว่าผู้ฝ่าฝืนจะไม่ได้นวดรักษาโรคแต่ขึ้นป้ายหรือแสดงว่าพร้อมจะประกอบโรคศิลปะ ผู้ฝ่าฝืนก็มีความผิดโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจําทั้งปรับ

    กฎหมายธุรกิจนวดแผนไทย

    แม้ธุรกิจการนวดจะเป็นอาชีพให้บริการ แต่ก็เป็นอาชีพที่ต้องใช้ความรับผิดชอบสูงเช่นกัน โดยมีบทลงโทษทางกฎหมายหากผู้นวดกระทำการนวด แบบการรักษาโรค แต่ไม่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ ซึ่งจะมีดวามผิดจำ คุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และแม้จะไม่ได้ นวดแต่ขึ้นป้ายโฆษณาว่าเป็นการนวดรักษาโรคโดยไม่มีใบอนุญาตก็มีความผิด ดือมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ตามกฎหมายผู้นวดต้องรับผิดชอบหากเกิดอันตรายแก่ผู้ถูกนวด

    1. หากทำให้ผู้อื่นเกิดอันตรายแก่ร่างกายจิตใจ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
    2. หากผู้ถูกนวดเปีนอันตรายสาหัส ดังนี้คือ ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด เลียความสามารถที่ม่านประสาท อวัยวะสืบพันธุ์ ใบหน้า แท้งลูก จิตพิการ ติดตัว ทุพพลภาพหรือเจ็บป่วยเรื้อรังตลอดขีวิต หรือไม่สามารถประกอบกิจ ตามปกติเกินกว่า 20 วัน ต้องโทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปี
    3. หากกระทำโดยประมาท เช่น นวดแล้วเกิดอันตรายสาหัส ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    4. หากนวดผู้ป่วยแล้วทำให้เสิยชีวิตถือว่ากระทำการโดยประมาท ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท

    ภาพรวมการตลาด

    ซึ่งการนวดแผนไทยนี้นั้นเป็นวิธีบําบัดอาการปวดที่เป็นธรรมชาติที่สุด โดยภาพรวมธุรกิจนี้มีมูลค่าในตลาดไม่น้อยเลย ซึ่งในปัจจุบันมูลค่ารวมของตลาดได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตทางธุรกิจพร้อมๆ กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากการนวดเป็นการบริการที่นอกเหนือจากปัจจัยสี่ ดังนั้นลูกค้าที่มาใช้บริการส่วนใหญ่จึงมักอยู่ในกลุ่มของผู้มีรายได้ปานกลาง และมีรายได้สูง ความต้องการของตลาดจะขึ้นอยู่กับทำเลสถานที่เป็นหลัก

    ธุรกิจนี้สามารถดำเนินการได้ตั้งแต่การทำคนเดียว เช่น รับจ้างนวดตามบ้านลูกค้า หรือเปิดบริการนวดในบ้านของตนเอง หรือเปิดบริการตามแหล่งชุมชนต่างๆ เช่น ตลาด หมู่บ้าน ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงเปิดบริการในสถานที่ค่อนข้างหรูหรา เช่น โรงแรม หรือรีสอร์ท เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันนี้การนวดแผนไทยยังได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติอีกด้วย เช่น แถบเอเชีย ยุโรป และอเมริกา เมื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้มาใช้บริการนวดแล้ว ได้เกิดความประทับใจในการนวดแผนไทย ทําให้การนวดแผนไทยมีชื่อเสียงไปข้ามทวีป จะเห็นได้ว่าในต่างประเทศก็ได้มีคนไทยไปเปิดร้านนวดแผนไทยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็มีชาวต่างชาติมาใช้บริการอยู่ไม่น้อย

    ปัจจุบันธุรกิจการนวดแผนไทยประสบกับภาวะการแข่งขันค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการหันมาดำเนินธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากผู้ประกอบการรายใหม่แล้ว การนวดแผนไทยยังกลายเป็นบริการเสริมของธุรกิจที่มีอยู่แล้ว เช่น ตามร้านร้านเสริมสวยเสริมความงาม หรือโรงพยาบาลบางแห่ง

    กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

    กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

    กลุ่มลูกค้าทั่วๆ ไป

    ได้แก่ บุคคลทั่วไปที่ต้องการนวดผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานในชีวิตประจำวัน ลูกค้ากลุ่มนี้จะใช้บริการนวดทั่วไป
    การวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย อาจจำแนกตาม

    – อายุ ในปัจจุบันคนหนุ่มสาววัยทำงานได้มาใช้บริการร้านนวดมากขึ้น อายุจึงนับตั้งแต่วัยหนุ่มสาวไปจนถึงวัยสูงอายุ
    – เพศ ปัจจุบันี้ทั้งเพศชาย และเพศหญิงมาใช้บริการนวดในอัตราเฉลี่ยที่ใกล้เคียงกัน
    – รายได้ รายได้เป็นส่วนหนึ่งที่ลูกค้าใช้ตัดสินใจว่าจะรับบริการร้านนี้หรือไม่ ลูกค้าที่มีรายได้ และฐานะดีมักจะใช้บริการในสถานที่หรูหราตามโรงแรม หรือร้านนวดที่หรูหรา ส่วนลูกค้าที่มีรายได้ปานกลางก็อาจดูที่สถานที่ และอัตราค่าบริการเป็นหลัก
    – อาชีพ มีเกือบทุกอาชีพที่ทำงานอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานาน เช่น พนักงานออฟฟิตที่นั่งพิมพ์ในคอมพิวเตอร์นานๆ
    – นักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา และแถบยุโรป

    กลุ่มลูกค้าที่มีปัญหาสุขภาพ

    เช่น

    – คอตกหมอน
    – ไหล่ติด
    – ปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก
    – อัมพฤต อัมพาต

    การบริหารงานร้านนวดแผนไทย

    การบริหารงานธุรกิจร้านนวดแผนไทยแบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ

    การบริหารภาพพจน์ภายนอก

    การบริหารภาพพจน์ภายนอก โดยปกติแล้วธุรกิจบริการนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ลูกค้าจะซื้อบริการก็ต่อเมื่อลูกค้าเชื่อว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบการจะต้องบริหารภาพพจน์ภายนอกของร้าน โดยต้องสื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในการบริการของเรา เช่น

    – การตกแต่งร้านที่ดูสะอาด สบายตา สีไม่ฉูดฉาดเกินไป
    – มีบริการที่หลากหลายให้ลูกค้าเลือก เช่น นวดตัว นวดฝ่าเท้า นวดน้ำามันหอมระเหย นวดประคบด้วยสมุนไพร
    – ติดป้ายบอกอัตราค่านวดไว้อย่างชัดเจนที่ป้ายหน้าร้าน
    – พนักงานทุกคนแต่งกายเรียบร้อย การต้อนรับสุภาพเรียบร้อย พูดจาไพเราะ
    – ประกาศนียบัตรรับรองการอบรมการนวดแผนไทยของพนักงานทุกคน ต้องติดไว้ให้ลูกค้ามองเห็นเด่นชัด
    – รักษาความสะอาดภายในร้าน และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในร้าน เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าขนหนู ชุดที่ลูกค้าใส่นวด
    •- ทําเลที่ตั้งที่เหมาะสม ใกล้กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ค่าเช่าสถานที่ไม่แพงจนเกินไป และไม่นวดในแถวสถานที่ที่ไม่ควรไปตั้ง โดยลูกค้าอาจจะเข้าใจผิดว่าร้านเราเป็นร้านแบบนั้นไปด้วย
    – สถานที่ตั้งมีที่จอดรถสะดวก ไปมาง่าย
    – รักษาการบริการให้ได้มาตรฐานคงที่ โดยให้บริการนวดครบทุกขั้นตอน และตามเวลาที่กำหนด

    การบริหารจัดการภายใน

    ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ การบริหารจัดการภายในร้านเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยปกติถ้าเป็นร้านขนาดเล็ก ผู้ประกอบการจะทำหน้าที่หลายอย่าง คือ เป็นทั้งผู้จัดการร้าน เป็นผู้ดูแลด้านการเงิน เป็นผู้จัดหาพนักงานนวด และจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ แต่ถ้าเป็นร้านขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการอาจจ้างตําแหน่งงานเพิ่มเติมดังนี้ คือ

    – ผู้จัดการร้าน จะเป็นคนช่วยบริหารงานบริการ จัดการเรื่องต่างๆ ภายในร้าน
    – สมุห์บัญชี จะรับผิดชอบการควบคุมบัญชีทรัพย์สิน รายรับ และรายจ่าย และการบริหารเงินทุนหมุนเวียน
    – พนักงานต้อนรับ ทําหน้าที่ให้ข้อมูลด้านบริการ และต้อนรับลูกค้า เก็บประวัติลูกค้า
    – พนักงานนวด สําหรับพนักงานนวดแล้ว ถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของร้าน ผู้ประกอบการอาจบริหารพนักงานนวดด้วยวิธีการดังนี้ คือ
    – กำหนดวันหยุดให้พนักงานในแต่ละสัปดาห์
    •- มีชุดยูนิฟอร์มของร้านให้พนักงาน
    •- ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการบริหาร โดยจัดประชุม ให้พนักงานบอกเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทำงาน และเป็นการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าที่มาใช้บริการว่ามีการติชมมากน้อยแค่ไหน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปรับปรุง ให้ประชุมร่วมกันอย่างน้อยเดือนละครั้ง
    •- อบรมพนักงานนวด เพื่อพัฒนาฝีมือการนวดให้ดียิ่งขึ้น
    •- อบรมพนักงานด้านภาษา กรณีกลุ่มลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน
    •- ทำให้พนักงานนวดในร้านให้อยู่กับร้านนานๆ ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีความเอาใจใส่พนักงาน ให้พนักงานมีรายได้ที่พอเพียง เพราะความพอใจของพนักงานเป็นเรื่องสําคัญ ถ้าพนักงานมีความสุขในการทํางาน พนักงานก็จะให้บริการที่ดีกับลูกค้า
    – ปัญหาเรื่องการดึงตัวพนักงานนวดที่มีความสามารถอาจเกิดขึ้นได้ เช่นถูกดึงตัวไปอยู่ร้านอื่น สาเหตุอาจมาจากความดึงดูดใจด้านรายได้ที่มากกว่า หรือที่พักอาศัยที่สะดวกกว่า เป็นต้น

    การบริหารลูกค้า

    ผู้ประกอบการควรประเมินการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น ทําแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นการบริการของร้าน แต่วิธีนี้ลูกค้าบางรายอาจจะไม่ชอบเขียน ดังนั้น ร้านจึงควรสอบถามจากลูกค้าโดยตรงเมื่อนวดเสร็จ ว่านวดแล้วเป้นอย่างไรบ้าง เพื่อนําเอาปัญหา หรือข้อคิดเห็นของลูกค้ามาปรับปรุงการให้บริการภายในร้านให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

    ทำเลที่ตั้งร้าน

    ทำเลที่ตั้งของธุรกิจนี้ ควรอยู่ในย่านใกล้กลุ่มเป้าหมาย การเดินทางสะดวก มีที่จอดรถ หรือจะเป็นการตั้งร้านอยู่ตามแหล่งชุมชน ไม่ว่าจะเป็นตลาด ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ที่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว หรือถ้าผู้ประกอบการต้องการรองรับลูกค้าที่ชอบความสงบ สถานที่เป็นสัดส่วน เหมาะแก่การผ่อนคลาย ก็อาจเปิดบริการตามโรงแรม หรือรีสอร์ท

    แต่สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่ไปด้วย คือ ถ้าผู้ประกอบการมีสถานที่ของตนเอง และเหมาะกับการเปิดธุรกิจร้านนวดแผนไทย ก็สามารถลงทุนได้ แต่ถ้าต้องเช่าสถานที่ ผู้ประกอบการควรศึกษาเรื่องค่าเช่า และสัญญาเช่า ว่าเหมาะสมกับการลงทุนหรือไม่ นอกจากนี้ก่อนเปิดกิจการ ผู้ประกอบการควรหาข้อมูลด้วยว่า ในแถบที่จะไปตั้งร้านนั้น มีร้านนวดแผนไทยอยู่ก่อนหรือไม่ เราจะสามารถแข่งขันกับเขาได้อย่างไร และลูกค้ามีจำนวนเพียงพอให้เราแทรกพื้นที่ทางการตลาดได้หรือไม่

    การลงทุน

    การลงทุนในธุรกิจนวดแผนไทยจะขึ้นอยู่กับขนาดร้าน และทำเลที่ตั้ง ดังนั้นการลงทุนจึงมีตั้งแต่ระดับใช้เงินทุนตํ่า เช่น ผู้ประกอบการใช้บ้านของตนเองเป็นสถานที่นวด ลงทุนแต่อุปกรณ์ การตกแต่งน้อย ไปจนถึงการใช้เงินทุนค่อนข้างสูงที่ทำเป็นร้านขนาดใหญ่ ทั้งนี้จำานวนเงินลงทุนจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น

    – ขนาดของร้าน ต้องดูว่าเป็นขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่
    – เป็นเจ้าของสถานที่เอง หรือต้องเช่า หรือต้องซื้อสถานที่
    – ลักษณะสถานที่ และการตกแต่งภายใน นั่นคือจะเน้นความเรียบง่าย หรือจะเน้นตกแต่งแบบหรูหรา
    – จํานวนพนักงาน และเตียงที่ให้บริการ

    อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

    เงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวร

    เงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวร แบ่งเป็นการลงทุนด้านต่างๆ ดังนี้

    – ค่าตกแต่งสถานที่ เช่น ค่ากั้นห้อง ทาสี ทำประตูกระจกหน้าร้าน
    – ค่าวัสดุอุปกรณ์ เช่น เตียงนวดตัว เตียงนวดเท้า ชุดพนักงาน หมอน ผ้าปูที่นอน
    – ค่าเครื่องใช้สำนักงาน เช่น เครื่องปรับอากาศ โต๊ะ เก้าอี้ โทรศัพท์
    – อื่นๆ เช่น ค่าการตลาดแนะนำร้าน หรือของสมนาคุณเมื่อใช้บริการครบตามจำนวนครั้งที่กำหนด
    – การตกแต่งสถานที่ไม่มีมาตรฐานตายตัว เน้นความสะอาด สบายตา ฉะนั้นเงินลงทุนเริ่มต้นจึงสามารถยืดหยุ่นได้

    เงินทุนหมุนเวียน

    เงินทุนหมุนเวียน แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

    – ค่าเช่าสถานที่
    – ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์
    – ค่าพนักงาน
    – ค่าน้ำมันนวด ค่าซักผ้า
    – ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

    ผู้ประกอบการควรมีความพร้อมเรื่องเงินลงทุน และหากผู้ประกอบการจะต้องกู้เงินเพื่อมาลงทุน ผู้ประกอบการก็ควรคำนึงถึงความสามารถในการชำระเงินที่กู้มาคืนด้วย

    การส่งเสริมการขาย

    ผู้ประกอบการร้านนวดแผนไทย ควรจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย ดังนี้

    •- ติดต่อบริษัททัวร์ หรือไกด์ เพื่อให้แนะนำนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการ
    •- แจกใบปลิวแนะนำร้าน และการบริการภายในร้าน แถบที่ร้านตั้งอยู่
    •- สมัครสมาชิก โดยไม่เก็บค่าสมาชิก พร้อมให้สิทธิประโยชน์แก่สมาชิก เช่น ส่วนลด หรือแถมการให้บริการ การสะสมแต้มเพื่อแลกสินค้าหรือบริการต่างๆ ภายในร้าน เป็นต้น
    •- จัดกิจกรรมประจำปี เช่น จัดวันผู้สูงอายุ สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ในวันนั้นสามารถนวดได้ครึ่งราคา เป็นต้น
    •- จัดกิจกรรมเพื่อนแนะนำเพื่อน โดยมีของขวัญให้ ทั้งผู้แนะนำ และผู้มาใหม่
    •- ลงโฆษณาตามนิตยสารแนวสุขภาพ
    •- ทำเว็บไซต์ หรือ fanpage ลงโฆษณาในอินเตอร์เน็ต หรือ social media ต่างๆ

  • การเตรียมตัวไปสมัครงาน

    แน่นอนว่าในสังคม ย่อมมีทั้งองค์กรที่ดีและไม่ดี ซึ่งเราก็ต้องเลือกทำงานในองค์กรที่ดีและมีความมั่นคง ซึ่งการที่จะเลือกทำงานในองค์กรเล็ก หรือใหญ่ก็แตกต่างกันไปตามความชอบของ แต่ละคน

    แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องเลือกองค์กรที่ดูดีและมีอนาคต เพราะเราเองก็ไม่ใช่คนรวยมาจากไหน จะมานั่งทำงานงก ๆ ให้กับบริษัทที่ไม่มีอนาคตก็กะไรอยู่ ลักษณะขององค์กรที่ดูดีและมีอนาคต ก็อย่างเช่น มีโบนัส สวัสดิการ มีการเลื่อนตำแหน่งมากกว่าที่จะประกาศรับสมัครคนใหม่ มีการขึ้นเงินเดือนทุกปี ผลประกอบ การของบริษัทดี อยู่ในเชิงบวกทุกปี ซึ่งบริษัทดังที่กล่าวมานี้ เรียกได้ว่า เป็นบริษัทที่ควรค่าแก่การทำงาน

    บริษัทที่เราควรจะหลีกเลี่ยงก็อย่างเช่น บริษัทที่ไม่มีสวัสดิการ จ่ายโบนัสน้อย ผลประกอบการรายปียํ่าแย่ เจ้านายไม่มีเหตุผล ทำงานไม่เป็นระบบระเบียบ ซึ่งหากว่าเราเจอบริษัทประเภทนี้ก็ควร จะหลีกหนีให้ไกล

    ดังนั้นก่อนที่จะสมัครงาน ควรจะศึกษาให้ดีว่าบริษัทที่เรากำลังจะเข้าทำงานเป็นอย่างไร ซึ่งอาจจะสอบถามจากบุคคลใกล้เคียง หรือค้นหาจากทางเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ต

    ลักษณะขององค์กรแบบต่าง ๆ

    ก่อนที่จะเลือกสมัครงาน เราควรที่จะรู้ลักษณะขององค์กร ก่อนว่ามีลักษณะอย่างไรบ้าง ซึ่งองค์กรหรือว่าบริษัทต่าง ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่หนีไปจากลักษณะทั้ง 4 ประเภทนี้

    1. แบบดั้งเติม องค์กรเป็นแบบล้าสมัย องค์กรแบบนี้เป็นองค์กรที่เราจะต้องทำงานให้เขาเจริญรุ่งเรืองจริง ๆ เพราะว่าเขามักจะคิดว่าเขาให้เงินเดือนเราพอแล้ว เลยไม่ค่อยให้อะไรมากนัก

    2. แบบใหม่ เป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อองค์กรอย่างแท้จริง ซึ่งเราอาจจะต้องทำงานหนัก เพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าตอบแทนสูง ซึ่งจะใช้เงินตามผลงานของเรา แน่นอนว่าหากว่าเราทำผลงานได้ดี ทำงานเก่งก็ย่อมจะได้เงินตอบแทนที่ค่อนข้างคุ้มค่า

    3. แบบครอบครัว การบริหารแบบนี้อาจจะทำให้เรารู้สืกอึดอัด เพราะเป็นการทำธุรกิจแบบพ่อปกครองลูก เราอาจจะรู้สึกมีอิสระในการทำงานได้อย่างไม่เต็มที่ เท่าไหร่นัก

    4. แบบพวกไฟแรง เป็นองค์กรหรือบริษัฑที่มีการแข่งขันสูง เราจะต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากว่าเราไม่กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา เราอาจจะอยู่ไม่ได้ แต่หากว่าเราเป็นคนไม่ค่อยอยู่นิ่ง องค์กรแบบนี้ก็น่าจะเหมาะสมกับเรา

    แต่ละคนก็ชอบองค์กรหรือว่าบริษัทในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งหากว่าเราค้นหาเจอว่าเราชอบแบบไหน ก็สามารถที่จะเลือกสมัครงานได้ตามองค์กรที่เราต้องการ

    ความเขัากันไดัระหว่างองค์กรกับตัวเรา

    แน่นอนว่าเมื่อเราเข้าไปทำงานในบริษัทใหม่ ๆ เราจำเป็นจะต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานดังกล่าว เพื่อที่เราจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยิ่งเราปรับตัวได้เร็วเท่าไหร่ จะยิ่งทำให้ เราสามารถแสดงความสามารถที่แท้จริงของเราออกได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น

    เมื่อเราเข้ามาทำงานแล้ว เราจะต้องทราบว่าองค์กรที่เราทำงานด้วยนั้นมีเป้าหมาย และการดำเนินงานอย่างไร งานของเราจะต้องติดต่อสื่อสารกับใครบ้าง ขอบข่ายงานของเรามีแค่ไหน หากมีปัญหาเกิดขึ้นใครจะเป็นคนที่ให้คำปรึกษาเราได้เป็นคนแรก แน่นอนว่าเราจะต้องรู้ลำดับขั้นตอนการทำงาน และการบริหารด้วย ซึ่งเมื่อเรารู้คร่าวๆ แล้ว เราก็สามารถที่จะปรับตัวเข้ากับการทำงาน ซึ่งเราจะทำได้ดีแค่ไหน เราก็ต้องถามตัวเองว่า เรามีความสามารถแค่ไหน

    ความเหมาะสมของบริษัท ตัวเรา และตำแหน่งงาน

    ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นจะไม่มีความหมายเลย หากว่าเราไม่มีความเหมาะสมกับงานและบริษัท ซึ่งแน่นอนว่าธรรมชาติของแต่ละคนย่อมจะแตกต่างกัน เราอาจจะแปลกใจว่าทำไมคุณสมรศรีถึงมีความอดทนในการทำงานในองค์กรแบบโบรํ่าโบราณ ในตำแหน่งงานที่น่าเบื่อ ซึ่งหากมองในมุมของคุณสมรศรีเขาอาจจะชอบความเรียบง่าย แต่มั่นคงนี้ก็เป็นได้

error: Content is protected !!