Category: สูตรอาหาร

  • สูตรวิธีทำน้ำลูกเดือย พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำลูกเดือย

    น้ำลูกเดือย สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    1. ลูกเดือยแห้ง 100 กรัม
    2. น้ำสะอาด 6 ถ้วย
    3. น้ำตาลทราย (ปริมาณตามชอบ)

    วิธีทำ

    1. แช่ลูกเดือยในน้ำสะอาด 1 คืน
    2. นำลูกเดือยที่แช่น้ำไว้ มาล้างทำความสะอาด แล้วพักไว้ในกระชอน
    3. ปั่นลูกเดือยกับน้ำสะอาดในเครื่องปั่น แล้วกรองเอาแต่น้ำลูกเดือยด้วยผ้าขาวบางหรือกระชอน ใส่ในภาชนะ
    4. นำน้ำลูกเดือยไปต้มด้วยไฟอ่อน ให้เดือดปานกลาง แล้วปิดไฟยกลงครับ
    5. เมื่อจะดื่ม ตักน้ำตาลใส่ ในปริมาณที่ต้องการ หรือสามารถดื่มโดยไม่ต้องเดิมน้ำตาลก็ได้ครับ

    น้ำลูกเดือย สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    1. ลูกเดือยแห้ง 100 กรัม
    2. งาดำ 2 ช้อนชา
    3. น้ำสะอาด 8 ถ้วย
    4. น้ำตาลทราย

    วิธีทำ

    1. แช่ลูกเดือยในน้ำสะอาด 1 คืน
    2. นำลูกเดือยมาล้างให้สะอาด และทำให้สะเด็ดน้ำในกระชอน
    3. นำลูกเดือยไปปั่นพร้อมงาดำ แล้วกรองอาแต่น้ำ
    4. เปิดไฟอ่อน ต้มน้ำลูกเดือยงาดำให้เดือดปานกลาง แล้วยกลง
    5. ตักใส่ถ้วยพร้อมใส่น้ำตาลในปริมาณที่ชอบ ดื่มเมื่อต้องการได้เลยครับ

    น้ำลูกเดือย สูตรที่ 3

    ส่วนผสม

    1. ลูกเดือยแห้ง 100 กรัม
    2. น้ำต้มดอกอัญชัน 6 ถ้วย
    3. น้ำตาลทราย

    ส่วนผสม

    1. นำลูกเดือยไปแช่ทิ้งไว้ 1 คืน
    2. ล้างลูกเดือยให้สะอาด ในกระชอน
    3. ใส่น้ำต้อมดอกอัญชันและลูกเดือยในเครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด
    4. เมื่อปั่นแล้ว เทออกในกระชอน หรือผ้าขาวบาง ใช้แต่น้ำ แยกกากทิ้งครับ (กากปั่นซ้ำได้จนกว่าน้ำจะหมด)
    5. นำน้ำลูกเดือยอัญชันไปต้มให้สุก โดยเมื่อเดือกแล้ว ก็ยกลง
    เมื่อจะดื่ม ตักใส่แก้ว ใส่น้ำตาล ชงให้เข้ากัน เป็นเครื่องดื่มร้อน
    หากต้องการเครื่องดื่มเย็น นำไปแช่เย็นก่อน เมื่อจะดื่ม ตักใส่แก้ว ใช้น้ำตาลผสมน้ำร้อนทำเป็นน้ำเชื่อมผสมกับน้ำลูกเดือยงาดำ ในปริมาณตามชอบได้ครับ

    น้ำลูกเดือย สูตรที่ 4

    ส่วนผสม

    1. ลูกเดือยแห้ง 100 กรัม
    2. น้ำสะอาด 8 ถ้วย
    3. ใบเตย 5 ใบ
    4. น้ำตาลทราย

    วิธีทำ

    1. แช่ลูกเดือยในน้ำสะอาด 8 ชั่วโมง ถึง 1 คืน
    2. ล้างลูกเดือยให้สะอาด
    3. ซอยใบเตยเป็นฝอย
    4. นำใบเตย ลูกเดือย และน้ำสะอาด ปั่นรวมกัน เทใส่ผ้าขาวบางเพื่อคั้นเอาแต่น้ำ
    5. นำน้ำลูกเดือยใบเตยไปต้มให้เดือด แล้วปิดไฟ ยกลง
    6. ตักน้ำลูกเดือยใบเตยใส่แก้ว ใส่น้ำตาลตามชอบ ดื่มตอนร้อนๆ คล่องคลอมากครับ หากต้องการดื่มเย็น จะใส่น้ำตาลตามชอบแล้วแช่เย็นไว้เพื่อนำมาดื่มภายหลังก็ได้ครับ หรือจะเติมน้ำแข็งก็สามารถทำได้เช่นกันครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำขนุน พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำขนุน

    น้ำขนุน

     

    สูตรน้ำขนุน สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำขนุน

    – เนื้อขนุนฉีก 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 250 กรัม
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
    – น้ำ 1 ลิตร
    – น้ำแข็งบด

    วิธีการทำน้ำขนุน

    – ล้างเนื้อขนุนให้สะอาด แล้วพักในกระชอนให้สะเด็ดน้ำ
    – นำขนุนใส่ในหม้อ ตามด้วยเติมน้ำลงไป นำไปต้ม จนขนุนนิ่ม แล้วกรองน้ำขนุนในกระชอน แยกเก็บเนื้อขนุนไว้ต่างหาก
    – เปิดไฟอ่อน นำน้ำขนุนไปต้มอีกครั้ง โดยใส่ น้ำตาลและเกลือลงไป คนให้เข้ากัน ปิดไฟยกลง
    – ตักน้ำแข็งใส่แก้ว รินน้ำขนุนลงไป และ ใส่เนื้อขนุน เพื่อตกแต่ง ยกเสิร์ฟได้ครับ

    สูตรน้ำขนุน สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำขนุน

    – เนื้อขนุน ½ ถ้วย
    – น้ำเชื่อม ½ ถ้วย
    – นมสด 1 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ ¼ ช้อนชา
    – น้ำแข็งบด ½ ถ้วย

    วิธีการทำน้ำขนุน

    – หั่นเนื้อขนุนเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อสะดวกในการปั่น
    – นำขนุนที่หั่นแล้ว ไปใส่ในเครื่องปั่น และใส่น้ำเชื่อม น้ำต้มสุก เกลือ นมสด น้ำแข็งบด ลงไป แล้วปั่นให้ละเอียด
    – เมื่อเสร็จแล้วเทใส่แก้วดื่มได้เลยครับ

    สูตรน้ำขนุน สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำขนุน

    – เนื้อขนุน 500 กรัม
    – น้ำสะอาด 1.5 ลิตร
    – น้ำตาลทราย 500 กรัม หรือตามชอบ

    วิธีการทำน้ำขนุน

    – ล้างเนื้อขนุน แล้วคว้านเมล็ดขนุนออก
    – หั่นขนุนเป็นชิ้นเล็กๆ
    – ค่อยๆ แบ่งตักเนื้อขนุนใส่ และค่อยๆ ตักน้ำใส่ตามลงไป อาจต้องทยอยปั่น 2-3ครั้ง โดยแบ่งปริมาณ เนื้อขนุนและน้ำ ใส่เครื่องปั่น ให้พอดี
    – ขนุนที่ปั่นแล้ว กรองในกระชอน ใช้ทัพพี ยีเนื้อขนุนบนกระชอนเพื่อ รีดให้ได้น้ำให้มากที่สุด
    – เมื่อได้น้ำขนุนแล้ว ให้นำไปต้ม โดยใส่น้ำตาลทรายลงไปด้วย คนให้น้ำตาลละลาย และให้น้ำขนุนเดือดเล็กน้อย เสร็จแล้วพักให้เย็น นำมาใส่เหยือกเก็บไว้ในตู้เย็น
    – เมื่อต้องการดื่มเพียงตักน้ำแข็งใส่แก้ว รินน้ำขนุนใส่ก็ดื่มเป็นเครื่องดื่มดับกระหายยามว่างได้ครับ
    – หากต้องการทำน้ำขนุนปั่น เพียง ใส่น้ำขนุนปั่น 1ถ้วย(16ช้อนโต๊ะ) เติมน้ำแข็งบด แล้วปั่นให้ละเอียด รินใส่แก้ว ดื่มได้เลยครับ หรืออาจเพิ่มรสชาติได้อีก เมื่อทำเครื่องดื่มปั่น โดยการเพิ่ม นมสดรสหวานลงไป 50-100 มล. หรือ เติมโยเกิร์ตรสธรรมชาติลงไป ประมาณ 50-100 มล. ด้วยก็ได้ครับ

    การขายน้ำขนุน

  • สูตรวิธีทำน้ำมะขาม พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำมะขาม

    สูตรน้ำมะขาม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำมะขาม

    – มะขามเปียกรสเปรี้ยว ครึ่งกิโลกรัม
    – น้ำสะอาดต้มสุก ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด 2 ลิตร
    – น้ำตาลทรายขาว 5 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทรายแดง ครึ่งถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำมะขาม

    – เลือกมะขามเปียกรสเปรี้ยวให้ได้ครึ่งกิโลกรัม แล้วนำไปแช่ลงในน้ำสะอาดต้มสุกครึ่งถ้วยตวงให้เนื้อมะขามนิ่ม ประมาณ 30 นาที
    – เมื่อครบเวลาแล้ว ให้นวดมะขามเปียกกับน้ำให้เข้ากัน จนได้น้ำมะขามเปียกเข้มข้น จากนั้นก็เอากากมะขามทิ้งไป
    – นำน้ำมะขามเปียกที่ได้ เทลงบนผ้าขาวบางแล้วกรอง 1 รอบ เพื่อคัดเอาเศษเปลือกมะขามและเนื้อที่ติดมาออกไปให้หมด
    – เทน้ำมะขามเปียกที่คั้นแล้ว ใส่ลงในหม้อต้ม
    – ตามด้วยเติมน้ำเปล่าสะอาด 2 ลิตร
    – จากนั้นเติมน้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดงและเกลือป่นลงไป
    – คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน รอจนน้ำตาลเริ่มละลายตัวลงเล็กน้อย
    – ยกหม้อขึ้นตั้งไฟร้อนปานกลาง แล้วต้มประมาณ 20 นาที หรือรอจนกระทั่งน้ำตาลทั้งสองชนิดละลายจนหมด
    – เมื่อน้ำมะขามเดือดทั่วทั้งหม้อ และน้ำตาลทรายละลายจนหมดแล้วก็ปิดไฟ และยกหม้อลงมาพักให้น้ำมะขามเย็นตัวลง ประมาณ 30-40 นาที
    – ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้วให้เต็ม แล้วตักน้ำมะขามเติมลงไป เท่านี้ก็พร้อมดื่มน้ำมะขามที่เย็นชื่นใจแล้วครับ
    – หรือจะกรอกใส่ขวดพลาสติกแล้วแช่เย็นไว้รับประทาน โดยต้องรีบรับประทานภายในระยะเวลา 3-5 วัน หลังจากทำน้ำมะขามนะครับ เพราะสูตรนี้ไม่ใส่วัตถุกันเสีย หากทิ้งไว้นานนอกจากน้ำมะขามจะเสียแล้ว ยังมีรสชาติเปลี่ยนไปด้วยครับ

    สูตรน้ำมะขาม สูตรที่ 2 (น้ำมะขาม+น้ำผึ้ง)

    ส่วนผสมน้ำมะขาม+น้ำผึ้ง

    – มะขามเปียกรสเปรี้ยว ครึ่งกิโลกรัม
    – น้ำสะอาดต้มสุก ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด 2 ลิตร
    – น้ำผึ้ง 4 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมะนาวคั้นสด 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทรายแดง ครึ่งถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำมะขาม

    – นำมะขามเปียกรสเปรี้ยวครึ่งกิโลกรัมแช่ลงในน้ำต้มสุกทิ้งไว้ให้เนื้อมะขามนิ่ม ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
    – จากนั้นก็นวดมะขามเปียกในน้ำต้มสุก คั้นให้ได้น้ำเข้มข้นแล้วกรองบนผ้าขาวบาง 1 รอบ
    – เทน้ำมะขามที่กรองแล้วใส่ลงในหม้อ ตามด้วยน้ำตาลทรายแดงและน้ำผึ้ง
    – ตามด้วยใส่เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วจึงเติมน้ำเปล่าสะอาด 2 ลิตรลงไป
    – คนส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นก็ยกหม้อขึ้นไฟที่ความร้อนปานกลาง
    – ต้มน้ำมะขามประมาณ 20 นาที คนให้น้ำตาลทรายแดงละลายจนหมด
    – เมื่อน้ำมะขามเดือดจนทั่วแล้ว ให้ปิดไฟแล้วยกหม้อลงจากเตา
    – พอยกหม้อน้ำมะขามลงมาแล้วให้เติมน้ำมะนาวและคนให้เข้ากัน พักไว้ให้น้ำเย็นตัวลง 30 นาที
    – ตักน้ำแข็งป่นใส่ในแก้วให้เต็ม แล้วเติมน้ำมะขามลงไป หรือตักใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น แช่ให้เย็นก่อนรับประทาน

  • สูตรวิธีทำน้ำแตงโมปั่น พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำแตงโมปั่น

    น้ำแตงโมปั่น
     

    สูตรน้ำแตงโมปั่น สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำแตงโมปั่น

    – เนื้อแตงโม 100 กรัม
    – น้ำเชื่อม 3 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น เล็กน้อย
    – น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำแข็งบด 300 มล.

    วิธีการทำน้ำแตงโมปั่น

    – แกะเมล็ดแตงโมออก
    – ใส่ส่วนผสมทุกอย่างในเครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด เทใส่แก้วรับประทานได้ครับ

    สูตรน้ำแตงโมปั่น สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำแตงโมปั่น

    – เนื้อแตงโม 100 กรัม
    – น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1/5 ช้อนชา
    – น้ำแข็งบด 300 มล.

    วิธีการทำน้ำแตงโมปั่น

    แกะเมล็ดแตงโม แล้วใส่ในเครื่องปั่น พร้อมกับส่วนผสมอื่นๆ แล้วปั่นให้ละเอียด เทใส่แก้ว ดื่มชื่นใจครับ

    สูตรน้ำแตงโมปั่น สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำแตงโมปั่น

    – เนื้อแตงโม 150 กรัม (แกะเมล็ดออก)
    – น้ำเชื่อม 5 ช้อนโต๊ะ
    – นมสดรสจืด หรือนมคาเนชั่น 100 มล.
    – น้ำแข็งบด 300 มล.

    วิธีการทำน้ำแตงโมปั่น

    – ใส่ส่วนผสมในเครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด
    – เทใส่แก้ว ได้น้ำแตงโมปั่นนมสด ดื่มชื่นใจครับ

    สูตรน้ำแตงโม สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำแตงโมปั่น

    – เนื้อแตงโม 150 กรัม
    – น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ
    – ใบมิ้น 1 ใบ
    – น้ำแข็งบด 300 มล.

    วิธีการทำน้ำแตงโมปั่น

    – แกะเมล็ดแตงโมออกให้หมด แล้วใส่ส่วนผสมทุกอย่าง ในเครื่องปั่น
    – ปั่นส่วนผสมทุกอย่างให้ละเอียด เทใส่แก้ว ได้น้ำแตงโมปั่นหอมกลิ่นมิ้นอ่อนๆ เมื่อดื่มจะชื่นใจทำให้อารมณ์ดีครับ

    สูตรน้ำแตงโมปั่น สูตรที่ 5

    ส่วนผสมน้ำแตงโมปั่น

    – แตงโม 1 ซีก
    – นมสดรสจืด 100 มล.
    – น้ำเชื่อม 100 มล.หรือตามชอบ
    – น้ำแข็ง 300 มล.

    วิธีการทำน้ำแตงโมปั่น

    – แกะเมล็ดแตงโมออก หั่นเป็นชิ้น
    – ใส่แตงโมในโถปั่น แล้วตามด้วยใส่ นมสด น้ำเชื่อม และน้ำแข็ง ลงไป ปั่นรวมกันให้ละเอียด
    – เมื่อปั่นเสร็จแล้ว เทใส่แก้ว ยกเสิร์ฟได้ครับ

    การขายน้ำแตงโมปั่น

  • สูตรวิธีทำขนมขี้หนู พร้อมคำแนะนำในการขายขนมขี้หนู

    ขนมขี้หนู
     

    สูตรวิธีการทำขนมขี้หนู (ขนมทราย) สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมขี้หนู

    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
    – มะพร้าวแก่ผ่า 1 ซีก (นำไปขูดเป็นเส้นฝอย)
    – น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วยตวง
    – น้ำลอยดอกไม้ 1 ถ้วยตวง
    – สีผสมอาหารตามชอบ
    – เทียนอบหอม

    วิธีการทำขนมขี้หนู

    – นวดแป้งข้าวเจ้ากับน้ำลอยดอกไม้ 1/2 ถ้วยตวง ค่อยๆโรยน้ำดอกไม้ลงไปในแป้งให้ได้ส่วนผสมที่เท่ากัน ระวังอย่าให้แป้งแชะเกินไป ทำการนวดแป้งให้เบามือที่สุด เพราะการนวดแป้งทำขนมขี้หนูต้องนวดให้แป้งไม่เกาะดันเป็นก้อนจนดูไม่น่ารับประทาน
    – เสร็จแล้วห่อด้วยผ้าขาวบางจากนั้นนำแป้งที่นวดนำไปใส่ถุงผ้าและมัดปากถุงให้แน่น หาก้อนหินหรือของหนักมาทับเพื่อให้น้ำที่อยู่ในแป้งแห้ง
    – จากนั้นจึงนำแป้งที่แห้งแล้วไปยีให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วผึ่งแดดให้พอหมาด จากนั้นจึงนำไปร่อน ให้สิ่งสกปรกออก
    – นำแป้งที่ร่อนแล้วไปใส่ในผ้าขาวบางและทำการนึ่งจนสุก
    – จากนั้นนำน้ำตาลทรายไปผสมกับน้ำลอยดอกไม้และสีผสมอาหารตามที่ชอบ นำไปตั้งบนไฟอ่อนๆ คนจนน้ำตาลละลายดี จึงปิดไฟและกรองน้ำเชื่อมด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง
    – นำแป้งที่นึ่งสุกแล้วใส่ลงในอ่างน้ำเชื่อม ใช้ไม้พายคนเบาๆ หาฝาหม้อปิดแป้งที่นึ่งไว้สักครู่เพื่อให้แป้งฟู จากนั้นคนต่ออีกครั้ง เพื่อให้แป้งกับน้ำเชื่อมเข้ากัน จากนั้นจึงนำไปอบด้วยควันเทียนให้ได้กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์
    – ตักแป้งใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ก่อนเสิร์ฟโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดหยาบๆที่คลุกเกลือเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสชาติ และพร้อมรับประทานได้ทันที

    สูตรวิธีการทำขนมขี้หนู (ขนมทราย) สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมขี้หนู (สำหรับรับประทาน 5 คน)

    – แป้งข้าวเจ้า 2 1/2 ถ้วย
    – น้ำลอยดอกมะลิ 3/4 ถ้วย
    – ไข่แดงเน้นไข่ไก่ 2 ช้อนชา
    – น้ำเชื่อม 1 ถ้วย
    – น้ำตาลมะพร้าว 1 ถ้วย
    – น้ำลอยดอกมะลิ 3/4 ถ้วย
    – มะพร้าวทึนทึก (สำหรับโรยหน้า) 3 ถ้วย
    – เกลือป่น 1 ช้อนชาสำหรับคลุกกับมะพร้าวทึนทึก

    วิธีการทำขนมขี้หนู

    – ร่อนแป้งข้าวเจ้าแล้วตวงให้ได้ปริมาณที่กำหนด
    – ใส่ไข่แดงเคล้ากับแป้งให้เข้ากัน การใส่ไข่แดงจะช่วยในเรื่องของการทำแป้งให้นุ่ม
    – ค่อยๆ ใส่น้ำลอยดอกมะลิทีละน้อยและคลุกเคล้าให้เข้ากัน
    – ปูผ้าขาวบางในซึ้ง ใช้แก้วน้ำทรงเตี้ยคว่ำไว้ตรงกลางผ้าขาวบาง
    – ยีแป้งละเอียดลงในซึ้งจนหมด พยายามยีแป้งให้ทั่วอย่าให้แป้งซ้อนกัน
    – นำไปนึ่งด้วยไฟแรงประมาณ 30 นาที
    – เคี่ยวน้ำเชื่อมให้ได้น้ำเชื่อม 1 1/2 ถ้วย แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางทิ้งไว้ให้เย็น
    – เมื่อแป้งสุกให้รีบเทลงในน้ำเชื่อมขณะที่ยังร้อนอยู่ จากนั้นคนให้ทั่วแล้วปิดฝาไว้จนเย็นแล้วใช้ส้อมซุยให้แป้งที่สุกเป็นปุยๆ
    – นำมะพร้าวทึนทึกขูดโรยหน้าแล้วนึ่ง 10 นาที จากนั้นยกลงจากเตา
    – นำมะพร้าวทึนทึกที่ขูดไว้มาคลุกเคล้ากับเกลือป่นเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสชาติ
    – จัดขนมลงภาชนะที่เตรียมแล้วโรยด้วยมะพร้าวทึนทึกเพื่อเพิ่มรสชาติ
    – รับประทานได้ทันที

    สูตรวิธีการทำขนมขี้หนู (ขนมทราย) สูตรที่ 3

    เครื่องปรุงและส่วนผสมต่างๆ
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 2 ถ้วยตวง
    – สีผสมอาหารตามความชอบ ½ ช้อนชา
    – มะพร้าวทึนทึกขูด 1 ผล
    – เกลือจำนวนเล็กน้อย

    วิธีการทำขนมขี้หนู

    – นำแป้งข้าวเจ้าที่ทับน้ำจนแห้งแล้ว เทลงใส่ถาด
    – ค่อยๆเกลี่ยแป้งออก แล้วผึ่งแป้งให้พอหมาดไม่ต้องแห้งมากเพราะแป้งจะแข็ง เมื่อแป้งหมาดแล้วจึงนำแป้งมายีกับตะแครงที่มีช่องถี่ ยีจนแป้งเป็นผงละเอียดคล้ายๆกับเม็ดทราย
    – ใช้ผ้าขาวบางวางรองซึ้งทับกันไว้สัก 2-3 ชั้น จากนั้นนำแป้งที่ยีใส่ในซึ้งปิดฝานึ่งด้วยไฟแรง เมื่อแป้งสุกนำแป้งยกลงจากเตาทันที และพักแป้งไว้สักพัก
    – นำมะพร้าวทึนทึกที่ขุดมาเตรียมไว้เพื่อทำการโรยหน้าขนม
    – นำน้ำลอยดอกมะลิเทลงไปในกระทะทองเหลืองที่เตรียมไว้ นำน้ำตาลทรายมาเทผสมลงไปตั้งไฟและเคี่ยวให้เดือดจนเป็นยางมะตูม แล้วพักลงเตา พักทิ้งไว้ให้เย็น
    – นำแป้งที่พักไว้ก่อนหน้านี้มาวางบนภาชนะ จากนั้นนำน้ำเชื่อมที่เคี่ยวไว้จนเย็นมาโรยบนตัวแป้ง
    – ใช้ทัพพีเคล้าแป้งกับน้ำเชื่อมให้เข้ากันเบาๆ แนะนำว่าอย่าพรมน้ำเชื่อมจนเปียกมากเกินไป เพราะจะทำให้ขนมแฉะไม่น่ารับประทาน
    – นำไปใส่ภาชนะแล้วอบให้หอมดอกมะลิสดเพื่อให้เกิดกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์
    – ก่อนรับประทาน นำมะพร้าวทึนทึกที่ขูดไว้มาโรยหน้าเพื่อเพิ่มรสชาติ ใส่เกลือลงไปเล็กน้อยเพิ่มทำให้เกิดรสชาติก็ได้เช่นกัน
    – เสิร์ฟบนโต๊ะและพร้อมรับประทาน

    การขายขนมขี้หนู

  • สูตรวิธีทำขนมหัวล้าน พร้อมคำแนะนำในการขายขนมหัวล้าน

    ขนมหัวล้าน
     

    สูตรวิธีการทำขนมหัวล้าน

    ส่วนผสมของขนมหัวล้าน (ส่วนไส้)

    – ถั่วเขียวเลาะเปลือก 100 กรัม
    – น้ำตาล 1/2 ถ้วย
    – น้ำกะทิ 5 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ 1/8 ช้อนชา

    วิธีทำขนมขนมหัวล้าน (ส่วนไส้)

    – เริ่มจากการทำไส้ก่อน (ทำล่วงหน้าสำหรับขั้นตอนนี้ )ให้นำถั่วเขียวเลาะเปลือกไปล้างน้ำหลายๆครั้งจนไม่มีฝุ่นหรือเศษตะกอน แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ค้างคืนเพื่อให้ถั่วนิ่มซึ่งจะทำให้นำมาทำสุกได้ไวและง่ายกว่าไม่แช่ทิ้งไว้
    – นำถั่วที่แช่ค้างคืนไว้มาล้างให้สะอาดอีกรอบแล้วนำไปนึ่งจนสุก (ให้ใช้ผ้าขาวบางรองในซึ้งสำหรับนึ่ง )เมื่อถั่วคลายร้อนจึงนำมาบดให้ละเอียด
    – เมื่อบดถั่วนึ่งจนละเอียดแล้วให้นำส่วนนี้ไปใส่กระทะหรือภาชนะที่จะใช้กวน โดยผสมกะทิลงไปก่อนตามด้วยน้ำตาล และเกลือ แล้วจึงกวนให้เข้ากันโดยใช้ไฟกลางๆกวนจนเหนียวหรือจับดูว่าสามารถปั้นเป็นก้อนได้จึงยกลงจากเตาพักให้คลายร้อนแล้วปั้นเป็นลูกกลมๆขนาดพอดีไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไปแล้วพักไว้สำหรับทำขั้นตอนต่อไป

    ส่วนผสมของขนมหัวล้าน (ส่วนแป้ง)

    – แป้งข้าวเหนียว 100 กรัม
    – น้ำอุ่น 1/3 ถ้วย (โดยประมาณแต่สามารถเพิ่มได้หากไม่พอ)
    – กะทิสำหรับราดขนม
    – หัวกะทิ 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ 1/8 ช้อนชา

    วิธีทำขนมขนมหัวล้าน (ส่วนแป้ง)

    -ในส่วนของตัวขนม ให้นำแป้งข้าวเหนียวนวดด้วยน้ำอุ่น (แนะนำให้ใช้น้ำอุ่นเท่านั้น ) โดยนวดไปเรื่อยๆจนแป้งไม่ติดมือ (ค่อยๆเติมน้ำลงบนแป้งแล้วนวดไปเรื่อยๆจนแป้งเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน) หลังจากนั้นให้ปั้นเป็นก้อนๆขนาดพอดีแล้วแผ่ออกนำไส้ที่เตรียมไว้วางตรงกลาง ห่อให้มิดไส้แล้ววางเรียงใส่ถาดไว้
    -เตรียมภาชนะใส่น้ำตั้งไฟให้เดือด (ตั้งรอไว้ระหว่างปั้นแป้ง) เมื่อห่อขนมเสร็จให้นำมาต้มในน้ำเดือดเมื่อขนมสุกจะลอยขึ้นมา (คล้ายๆบัวลอย) แนะนำให้ปั้นสักลูกหรือสองลูกแล้วต้มดูก่อนว่าแป้งหนาหรือบางไปจะได้ปรับได้ในลูกต่อๆไป
    -เมื่อต้มจนสุกให้นำขึ้นพักไว้ รอรับประทาน ก่อนรับประทานให้ราดด้วยน้ำกะทิ (หัวกะทิ) ที่เคี่ยวกับน้ำตาลไว้ โดยแบ่งหัวกะทิมาเคี่ยวกับน้ำตาลเตรียมไว้รสขาดไม่หวานหรือเค็มเมื่อทานกับขนมจะให้ความอร่อยที่พอดี

    สูตรขนมหัวล้านปักษ์ใต้ (หัวล้านน้ำ)

    วิธีทำขนมขนมหัวล้าน (ส่วนไส้)

    – ถั่วเขียวเลาะเปลือก
    – น้ำตาล
    – น้ำกะทิ
    – เกลือ

    วิธีการทำขนมขนมหัวล้าน (ส่วนไส้)

    -นำถั่วเขียวเลาะเปลือกมาล้างน้ำให้สะอาดแล้วจึงนำต้มให้สุกจนถั่วนิ่ม (แต่ไม่เละ )หลังจากนั้นให้เทน้ำต้มออกแล้วให้แล้วเติมกะทิลงไปต้มต่อจนถั่วนิ่มมากและเริ่มเละ หลังจากนั้นให้เติมน้ำตาลทรายกะปริมาณตามชอบว่าต้องการหวานมากหรือหวานน้อยแล้วกวนถั่วไปเรื่อยๆจนถั่วแห้งและจับมาปั้นเป็นก้อนได้
    -พักถั่วไปจนหายร้อนแล้วให้นำมาปั้นเป็นก้อนๆกลมรอไว้สำหรับนำไปห่อกับแป้ง

    วิธีการทำขนมขนมหัวล้าน (ส่วนน้ำ)

    – ใช้กะทิคั้นข้นๆ หรือใช้กะทิคั้นสำเร็จก็ได้ (หัวเยอะกว่าหาง) นำมากะทิมากรองผ่านผ้าขาวบางก่อนแล้วจึงนำไปต้ม ขณะต้มให้ต้องหมั่นคนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้กะทิเดือดจนข้นและจับตัวเป็นลูก
    – แนะนำให้ใส่ใบเตยล้างสะอาดหั่นท่อนใหญ่ๆ ลงไปต้มด้วยเพื่อให้กะทิมีกลิ่นหอมอ่อนๆของใบเตย
    – เมื่อเดือดให้เติมน้ำตาลและเกลือชิมรสตามชอบเสร็จแล้วพักไว้

    ส่วนผสมของขนมหัวล้าน (ส่วนแป้ง)

    – แป้งข้าวเหนียว
    – ฟักทองนึ่งสุกนิ่มๆ
    – น้ำใบเตยคั้นข้นๆ
    – น้ำดอกอัญชันคั้นข้นๆ

    วิธีการทำขนมขนมหัวล้าน (ส่วนแป้ง)

    – แบ่งแป้งข้าวเหนียวที่เตรียมไว้มานวดกับฟักทอง (จะได้สีเหลือง) ใส่น้ำอุ่นเล็กน้อยเพื่อให้นวดง่ายนวดไปเรื่อยๆจนแป้งและฟักทองเข้ากันดีดูจากการที่ไม่มีแป้งติดมือ เมื่อนวดส่วนนี้เสร็จแล้วพักไว้ นำแป้งที่เหลือแบ่งมานวดกับน้ำใบเตย และ น้ำดอกอัญชัน (เตรียมไว้ก่อนและควรให้อุ่นพอประมาณ )แบ่งนวดที่ละสีเพื่อจะได้แป้งขนมสีเขียว และสีฟ้า นวดจนแป้งไม่ติดมือเช่นเดียวกับนวดแป้งฟักทอง
    – เมื่อนวดแป้งทั้งสามสีเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงนำไส้ที่ปั้นไว้มาห่อ ในระหว่างที่ห่อแป้งนั้น ให้ต้มน้ำรอไว้เมื่อปั้นเสร็จและน้ำเดือดแล้วให้นำแป้งที่ปั้นห่อไส้เรียบร้อยลงไปต้มเมื่อขนมสุกก็จะจะลอยขึ้นมา
    – นำขนมที่ต้มสุกแล้วไปใส่ในกะทิที่เตรียมไว้พร้อมตักเสิร์ฟรับประทานได้เลย
    เคล็ดลับขนมหัวล้าน
    – การนวดแป้งให้นวดด้วยน้ำอุ่น ไม่ว่าจะทำเป็นสีไหนก็ตามเพราะแป้งข้าวเหนียวเหมาะกับการนวดด้วยน้ำอุ่นและจะทำให้นวดง่านเนื้อแป้งเนียนไว แต่ต้องค่อยๆเติมน้ำไม่แนะนำให้เทครั้งเดียวจะทำให้แฉะและนวดไม่ขึ้น
    – ถั่วสำหรับไส้ ควรนำแช่นำค้างคืนก่อนจะทำให้นึ่งแล้วสุกได้ไว หรือสามารถนำมากวนได้โดยไม่ต้องนึ่งหรือบดก่อน
    – รสชาติของไส้ขนมหัวล้านจะไม่หวานจัดหรือเค็มจัด
    – กะทิสำหรับราดหรือน้ำกะทิที่รับประทานคู่กันนั้นจะต้องมีรสหวานเค็มประแหล่มๆ ไม่จัดไปทางใดทางหนึ่ง

    การขายขนมหัวล้าน

    เครื่องหมาย และฉลากของขนมหัวล้าน

    กล่องพลาสติกที่ใส่ขนมหัวล้านทุกกล่อง อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมหัวล้านหอมหวาน ขนมหัวล้านสุดอร่อย หรืออื่นๆ
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

  • สูตรวิธีทำข้าวหลาม พร้อมคำแนะนำในการขายข้าวหลาม

    สูตรวิธีทำข้าวหลาม สูตรที่ 1

    ส่วนผสม (สูตรดั้งเดิม)

    – ข้าวเหนียวขาว 3 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
    – กะทิคั้นสด 2 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าต้มสุก 1 ลิตร
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – ถั่วดำต้มสุกครึ่งถ้วยตวง
    – ใบเตย 20 ใบ
    – กาบมะพร้าว 3-4 กาบ
    – ไผ่ข้าวหลาม 10 กระบอก

    วิธีการทำข้าวหลาม

    – เลือกข้าวเหนียวขาว ที่สะอาด เมล็ดคุณภาพดี ไม่หัก ตวงให้ได้ปริมาณ 3 ถ้วยตวง
    – จากนั้นให้ล้างข้าวเหนียวประมาณ 2 รอบ ให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 60 นาที
    – เมื่อครบเวลาที่กำหนด ให้นำข้าวพักในกระชอน หรือตะกร้าที่มีรูถี่ รอให้สะเด็ดน้ำ
    – ตวงถั่วดำให้ได้ปริมาณครึ่งถ้วยตวง ล้างให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 30 นาที
    – เมื่อครบ 30 นาที ให้นำหม้อใส่น้ำ แล้วตั้งไฟให้เดือดจัด จึงใส่ถั่วดำลงไปต้มนาน 10 นาที จนถั่วดำสุก
    – ตักถั่วดำออกจากหม้อ แล้วพักไว้บนกระชอน รอให้สะเด็ดน้ำ
    – หลังจากนั้นให้นำข้าวเหนียวที่พักไว้จนสะเด็ดน้ำ และถั่วดำต้มสุกเทใส่ลงในชามผสม คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วพักรอไว้ก่อน
    – ทำน้ำกะทิสำหรับใส่ผสมลงไปในข้าวเหนียวและถั่วดำ โดยใช้มะพร้าวขูดฝอยผสมน้ำต้มสุก นวดให้เข้ากัน แล้วคั้นน้ำกะทิจำนวน 2 ถ้วยตวง
    – นำน้ำกะทิเทใส่หม้อ แล้วยกตั้งไฟความร้อนปานกลาง รอจนกะทิเดือดเล็กน้อย
    – เติมน้ำตาลทรายและเกลือป่น คนให้ส่วนผสมเข้ากัน หรือรอจนกระทั่งน้ำตาลทรายละลายจนหมด
    – ปิดไฟ แล้วยกหม้อลงพักไว้ให้ส่วนผสมเย็นตัวลง
    – ต่อมาเตรียมเหลาไม้ไผ่เพื่อทำกระบอกข้าวหลาม เลือกใช้ไม้ไผ่ข้าวหลามโดยเฉพาะ
    – วัดขนาดป้องไม้ไผ่ให้ได้ความยาว 10 นิ้ว แล้วตัดออก
    – นำไม้ไผ่ไปล้างทำความสะอาด ใช้ฟองน้ำสะอาดเอาน้ำเปล่าลูบและถูจนหมดเศษฝุ่น
    – แล้วใช้น้ำร้อนจัดลวกกระบอกไม้ไผ่ด้านในด้วย เพื่อความสะอาด แล้วคว่ำปลายกระบอกไม้ไผ่ลง พักให้แห้ง
    – เมื่อกระบอกไม้ไผ่แห้งแล้ว ก็สวมถุงมือพลาสติก แล้วค่อยๆ หยอดข้าวเหนียวกับถั่วดำที่ผสมไว้ลงไปในกระบอกไม้ไผ่ทีละ 1 กำมือ สลับกับตักน้ำกะทิหยอดลงไปครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ
    – กระแทกกระบอกไม้ไผ่ให้น้ำกะทิและข้าวเหนียวเข้ากัน เมื่อกระแทกเสร็จแล้วก็หยอดข้าวเหนียวลงไป ตามด้วยน้ำกะทิ ทำเช่นนี้ซ้ำไปมา จนข้าวเหนียวเกือบเต็มกระบอกไม้ไผ่
    – พับใบเตยประมาณ 2-3 ใบ เป็นชิ้นสี่เหลี่ยม ใส่อุดลงไปในปากกระบอกไม้ไผ่ ตามด้วยกาบมะพร้าวหั่นชิ้น กะให้ได้ขนาดที่พอดีกับปากกระบอกไม้ไผ่
    – พักใส่ส่วนผสมในกระบอกไม้ไผ่เข้ากันประมาณ 30 นาที
    – จากนั้นให้จุดเตาถ่าน แล้วรอให้ไฟร้อนปานกลาง นำตะแกรงเหล็ก 2 ชิ้นมาวางเป็นมุมสามเหลี่ยมในเตา เนื่องจากกระบอกข้าวหลามต้องวางเผาในลักษณะแนวตั้ง
    – นำกระบอกข้าวหลามมาวางเรียงกัน แล้วเผาด้วยไฟร้อนปานกลาง จนกระบอกเริ่มมีความเหลือง ก็ให้พลิกกลับด้านไปเรื่อยๆ จนความร้อนส่งไปทั่วทั้งกระบอก ใช้เวลาประมาณ 40-50 นาที
    – เมื่อข้าวหลามสุกได้ที่แล้ว ยกออกจากเตาถ่าน แล้วพักไว้ให้เย็นตัวลงเล็กน้อย หรือจะรอจนเย็นสนิทก็ได้
    – และเมื่อกระบอกข้าวหลามเย็นตัวลงแล้ว ให้นำมีดมาเหลากระบอกไม้ไผ่ เอาเนื้อไม้ไผ่ด้านนอกออกไป ให้เหลือแค่เนื้อไม้ไผ่บางๆ เพื่อที่จะแกะรับประทานได้โดยง่าย
    – ทั้งนี้ตอนรับประทาน สามารถทานในกระบอกได้เลย หรือจะแกะเนื้อข้าวเหนียวออกจากกระบอก มาจัดลงจานแล้วตกแต่งให้สวยงามก็ได้นะครับ

    สูตรวิธีทำข้าวหลาม สูตรที่ 2 (สูตรข้าวเหนียวดำ+ธัญพืช)

    ส่วนผสม

    – ข้าวเหนียวดำ 3 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
    – กะทิ 2 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าต้มสุก 1 ลิตร
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – ลุกเดือยต้มสุกครึ่งถ้วยตวง
    – ข้าวโพดสีเหลืองต้มสุกแกะเมล็ด ครึ่งถ้วยตวง
    – ใบเตย 20 ใบ
    – กาบมะพร้าว 3-4 กาบ
    – ไผ่ข้าวหลาม 10 กระบอก

    วิธีการทำข้าวหลาม

    – ขั้นตอนแรกให้ตวงข้าวเหนียว 3 ถ้วยตวง แล้วล้างน้ำให้สะอาด
    – จากนั้นให้แช่ข้าวเหนียวไว้ประมาณ 60 นาที เมื่อได้เวลาตามที่ตั้งไว้ ให้พักข้าวเหนียวไว้บนกระชอน รอให้สะเด็ดน้ำ
    – นำลูกเดือยครึ่งถ้วยตวง ต้มในน้ำสะอาดประมาณ 20 นาที จนสุก แล้วตักพักไว้บนกระชอน ให้สะเด็ดน้ำเช่นกัน
    – ต้มข้าวโพดสีเหลือง แล้วพักไว้ให้เย็นตัวลง จึงค่อยแกะเมล็ดออก ตวงให้ได้ครึ่งถ้วยตวงตามสูตร
    – นำส่วนผสมทั้งสามอย่าง ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพดและลูกเดือย เทลงในชามผสม แล้วคลุกเคล้าให้ทุกอย่างเข้ากัน
    – ต่อมาจึงทำส่วนผสมน้ำกะทิ โดยเทกะทิ 2 ถ้วยตวงลงในหม้อใบเล็ก ตามด้วยน้ำตาลทรายและเกลือป่น คนให้เข้ากัน
    – ยกตั้งไฟ ความร้อนปานกลาง ต้มจนส่วนผสมเดือด และรอจนน้ำตาลทรายละลาย
    – พักส่วนผสมทิ้งไว้ให้เย็นตัวลง
    – ตัดกระบอกไม้ไผ่ สำหรับทำข้าวหลาม ให้ได้ความยาวตามป้องไม้ไผ่ประมาณ 10 นิ้ว
    – ล้างทำความสะอาดด้านนอกกระบอกไม้ไผ่ และนำน้ำร้อนจัดลวกกระบอกไม้ไผ่ด้านในให้สะอาด แล้วตากทิ้งไว้ให้แห้งสนิท
    – สวมถุงมือพลาสติก แล้วค่อยหยิบส่วนผสมข้าวเหนียวที่คลุกธัญพืชไว้ 1 กำมือ ตวงใส่กระบอกไม้ไผ่ลงไป ตามด้วยหยอดน้ำกะทิลงไปในปริมาณที่พอเหมาะ
    – จากนั้นค่อยๆ กระแทกกระบอกไม้ไผ่ลงไป ให้ส่วนผสมเข้ากัน ทำเช่นนี้ประมาณ 2-3 รอบ ให้ส่วนผสมข้าวเหนียวเกือบเต็มตัวกระบอกไม้ไผ่
    – นำใบเตย 2-3 มาพับเป็นทรงสี่เหลี่ยม แล้วยัดลงไปที่ปากกระบอก ตามด้วยกาบมะพร้าวหั่นชิ้น ปิดทับลงไปที่ปากกระบอกอีกครั้ง
    – พักส่วนผสมในกระบอกไม้ไผ่ทิ้งไว้ให้เข้ากันอีก 30 นาที ระหว่างนี้ให้เตรียมจุดเตาถ่าน แล้วรอให้ไฟได้ความร้อนระดับปานกลาง
    – นำตะแกรงเหล็กสองชิ้นมาวางในเตา ให้ได้มุมสามเหลี่ยม เพื่อที่จะได้วางกระบอกข้าวหลามในแนวตั้งได้ทั้งสองฝั่ง
    – เผากระบอกข้าวหลามด้วยไฟร้อนปานกลาง จนกระบอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง จึงพลิกหมุน สลับด้าน ให้กระบอกไม้ไผ่โดนไฟเผาจนทั่ว ใช้เวลาประมาณ 40-50 นาที ข้าวหลามจึงจะสุก
    – เมื่อข้าวหลามสุก ให้ยกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นจากเตา แล้วพักให้เย็นตัวลง
    – นำมีดมาเหลาบริเวณไม้ไผ่ด้านนอกที่โดนเผาออกไป เพื่อให้เปลือกบางลง จะได้แกะข้าวหลามรับประทานได้โดยง่าย

  • สูตรวิธีทำฟักทองเชื่อม พร้อมคำแนะนำในการขายฟักทองเชื่อม

    ฟักทองเชื่อม
     

    สูตรวิธีทำฟักทองเชื่อม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมฟักทองเชื่อม

    – ฟักทอง 1/2 ลูก (เลือกที่เนื้อแน่นจะทำให้ฟักทองเชื่อมมีเนื้อเหนียว)
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
    – ใบเตย 5 ใบ

    วิธีการทำฟักทองเชื่อม

    – เตรียมฟังทองแล้วนำหั่นฟักทองให้ออกเป็นชิ้นที่มีลักษณะหนา ๆ โดยใช้มีดนั้นคว้านไส้ออกมาตัดแต่งให้สวยงาม กรณีถ้ามีน้ำปูนใสให้นำฟักทองไปแช่น้ำปูนใส แล้วให้ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นให้นำมาล้างด้วยน้ำให้สะอาดแล้วเด็ดน้ำทิ้งเตรียมเอาไว้
    – ค่อยๆ ใส่น้ำตาลทรายป่นลงในหม้อเชื่อม ตามด้วยน้ำเปล่าที่สะอาด และนำใบเตยใส่ลงไปในหม้อเช่นกันเพื่อเพิ่มความหอม เพราะใบเตยนั้นจะให้ความหอมที่น่ารับประทานยิ่งขึ้น นำหม้อตั้งขึ้น แล้วตั้งไฟพออ่อนคนเรื่อยๆจนน้ำตาลทรายป่นนั้นละลายหมดเป็นเนื้อเดียว
    – จากนั้นใส่ฟักทองที่หั้นเป็นชิ้นใส่ลงไปในหม้อ แล้วเร่งไฟให้แรงสุด รอจนน้ำนั้นเดือดแล้วค่อยๆลดเป็นไฟอ่อน ใช้ความร้อนแค่พอเดือด อย่าเดือดมากจนนานเกินไป เชื่อมฟักทองต่อไปเรื่อย ๆ ข้อควรระวังไม่ต้องคนเพราะจะทำให้น้ำตาลเกาะกันเป็นก้อน เชื่อมทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง และหมั่นตักน้ำเชื่อมในหม้อราดลงบนชิ้นฟักทองที่ไม่โดนน้ำเชื่อมด้วยเพื่อให้ฟักทองนั้นไม่แห้งกร้าน เชื่อมจนฟักทองสุกและมีลักษณะใสๆ ให้ปิดไฟทันที แล้วนำฟังทองออกมาพักไว้จนเย็น ตักใส่จาน พร้อมรับประทาน

    สูตรวิธีทำฟักทองเชื่อม สูตรที่ 2

    ส่วนผสมฟักทองเชื่อม

    – ฟักทองแก่ๆ (เพราะเนื้อจะเหนียวและมัน)
    – น้ำตาลปี๊บ หรือ น้ำตาลทรายป่น
    – น้ำมะนาว
    – เกลือป่น
    – น้ำปูนใส
    – ใบเตย

    วิธีการทำฟักทองเชื่อม

    – เตรียมหั่นฟักทองให้เป็นชิ้นพอประมาณให้มีลักษณะหนาพอสมควร แล้วนำไปแช่น้ำปูนใสทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือจะแช่ทิ้งไว้ทั้งคืนก็ได้ พอแช่เสร็จแล้วให้ล้างน้ำให้สะอาด แล้วพักสะเด็ดน้ำทิ้งไว้
    – ตั้งหม้อใส่น้ำสะอาดลงไป ตั้งไฟปานกลาง จากนั้นให้ใส่ใบเตยลงไปแล้วเร่งไฟต้มให้เดือด พอเดือดได้ที่แล้วปิดไฟทันที แล้วตักใบเตยที่ต้มนั้นออก
    – ใส่น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลทรายป่นลงไปในหม้อ ตามด้วยเกลือป่น และใส่น้ำมะนาวลงไปเพื่อเพิ่มความใสของน้ำเชื่อมข้อควรระวังอย่าใส่มากเกินไปเดี๋ยวจะมีรสชาติเปรี้ยวเกินไป
    – ยกเตาไฟต้ม ตั้งไฟให้เดือดอีกครั้งแล้วจึงใส่ฟักทองเติมลงไปต้มให้พอเริ่มเดือด จากนั้นให้หรี่ไฟน้อยลงแล้วเคี่ยวเรื่อยๆจนกว่าเนื้อฟักทองนั้นจะเริ่มมีลักษณะนุ่มนิ่มและชุ่มฉ่ำด้วยน้ำเชื่อม พอเนื้อฟักทองได้ที่แล้ว ให้ปิดเตาไฟทันที แล้วเตรียมตักใส่จานภาชนะที่เตรียมไว้ได้เลย ตามด้วยการราดด้วยน้ำกะทิก็จะอร่อยไปอีกแบบตามความต้องการ

    สูตรวิธีทำฟักทองเชื่อม สูตรที่ 3

    ส่วนผสมฟักทองเชื่อม

    – ฟักทอง 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 250 กรัม
    – น้ำเปล่า 450 กรัม
    – น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำกะทิ 100 กรัม
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
    – แป้งข้าวเจ้า 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำปูนใส

    วิธีการทำฟักทองเชื่อม

    – นำฟักทองไปทำความสะอาดล้างด้วยน้ำเปล่า และหั่นให้เป็นชิ้นๆมีลักษณะหนา จะปอกเปลือกฟักทองหรือไม่ปอกเปลือกฟักทองก็ได้ แล้วแต่ความชอบ เสร็จแล้วให้นำไปแช่กับน้ำปูนใส โดยใช้เวลาในการแช่ประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นจึงนำฟักทองที่แช่นั้นขึ้นมาล้างน้ำสะอาดและสะเด็ดน้ำ ผึ่งตากให้แห้งสนิท
    – ขั้นตอนการทำน้ำราดกะทิ โดยใส่น้ำกะทิลงไปผสมกับแป้งข้าวเจ้าและเกลือป่นเล็กน้อยใส่ในหม้อเล็กที่เตรียมไว้ ยกเตา
    ตั้งบนไฟอ่อนๆ เคี่ยวเรื่อยๆจนเข้ากันดีแล้ว ให้ปิดไฟและพักทิ้งไว้
    – ใส่น้ำเปล่าผสมด้วยน้ำตาลทรายป่นและตามด้วยน้ำมะนาวลงในกระทะทองเหลือง หรือจะใช้กระทะเชฟลอนแทนก็ได้ ข้อควรระวังอย่าใส่น้ำมะนาวเยอะเกินไปเพราะจะทำให้มีรสชาติเปรี้ยวเกินไป นำไปตั้งไฟร้อนปานกลางให้รอจนกว่าน้ำตาลจะละลายหมด จึงค่อยใส่ฟักทองที่หั้นเตรียมไว้ใส่ลงไปเชื่อมจนสุก เนื้อฟักทองนั้นจะมีลักษณะเงา และฉ่ำใส จึงค่อยปิดไฟทันที
    – ใช้ช้อนตักฟักทองใส่ถ้วยหรือภาชนะที่เตรียมไว้แล้วราดหน้าด้วยน้ำกะทิ เสิร์ฟพร้อมรับประทานได้ทันที

    สูตรวิธีทำฟักทองเชื่อม สูตรที่ 4

    ส่วนผสมฟักทองเชื่อม

    – ฟักทอง ½ กิโลกรัม
    – น้ำตาลทรายป่น 3 ขีด
    – น้ำดอกไม้สด 3 ถ้วย
    – น้ำปูนใส
    – ผ้าขาวบาง

    วิธีการทำฟักทองเชื่อม

    – เฉือนเปลือกฟักทองออกให้เกลี้ยงเกลาแล้วนำฟักทองนั้นไปล้างน้ำเปล่าให้สะอาด แล้วนำมาหั้นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ จากนั้นนำฟักทองที่หั้นเสร็จแล้วไปแช่กับน้ำปูนใส ใช้เวลานานประมาณครึ่งชั่วโมง
    – ตั้งกระทะทองเหลืองใช้ไฟปานกลาง เติมน้ำดอกไม้สดลงไปตามด้วยน้ำตาลทรายป่น ใส่ไปทีละน้อยค่อยๆเติมจนกว่าจะหมด พอน้ำตาลเริ่มเดือดและละลายเข้ากันแล้วจึงเทใส่หม้อโดยกรองด้วยผ้าขาวบางและนำน้ำเชื่อมที่กรองแล้วนั้นเทกลับคืนกระทะ แล้วนำมาตั้งไฟต่ออีกครั้ง
    – เมื่อเคี่ยวน้ำเชื่อมไปเรื่อยๆ สักครู่จึงใส่ชิ้นฟักทองที่หั้นเตรียมไว้ทั้งหมดลงไปในหม้อ คนให้ทั่วให้เข้ากัน พอน้ำเชื่อมเริ่มเหนี่ยวเป็นยางแล้ว น้ำเชื่อมจับตัวฟักทองทุกชิ้นดีแล้ว จึงค่อยยกลงกระทะ ตักใส่ถ้วยหรือจานพร้อมเสิร์ฟรับประทาน

  • วิธีปลูกบลูเบอร์รี่ พร้อมคำแนะนำในการขายบลูเบอร์รี่

    บลูเบอร์รี่ (Blueberry) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vaccinium spp. จัดอยู่ในวงศ์ ERICACEAE มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ผลจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 – 16 มิลลิเมตร ที่ปลายผลจะมีวงแหวนเล็ก ๆ คล้ายมุงกุฎ ผลเมื่อยังอ่อนจะเป็นสีเขียวจาง ๆ พอแก่ขึ้นมาหน่อยก็จะมีสีม่วงแดง และเมื่อสุกจะมีสีคราม ผลเมื่อสุกเต็มที่จะมีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว มีเปลือกสีม่วง มีสารแอนโทไซยานิน ที่สามารถส่วนต่อต้านอนุมูลอิสระ และอุดมไปด้วยวิตามินซี

    บลูเบอร์รี่จัดเป็นผลไม้ตระกลูเบอร์รี่ที่โดดเด่นด้วยสีน้ำเงินอมม่วงสวยสดใส เป็นผลไม้เมืองหนาวที่ปัจจุบันสามารถปลูกในไทยได้บางพื้นที่
    วิธีการปลูก ต้นบลูเบอร์รี่จะเจริญเติบโตในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ออกดอกในฤดูฝน และสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ต้นบลูเบอร์รี่จะมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน แต่ถึงจะมีเกสรอยู่บนต้นเดียวกันแต่แนะนำให้เลี้ยงผึ้งช่วยผสมเกสรหรือช่วยผสมเกสรด้วยแรงงานมนุษย์จะดีกว่าครับ การปลูกในต่างประเทศจะนิยมปลูกลงบนแปลงดิน แต่ในบ้านเราแนะนำให้ปลูกลงกระถางหรือภาชนะครับ เพราะจะสามารถดูแลได้ดีกว่า หากได้ปลูกในโรงเรือนด้วยก็จะดีที่สุดครับ

    สายพันธุ์ การปลูกบลูเบอร์รี่ในบ้านเราจะต้องเลือกบลูเบอร์รี่สายพันธุ์ที่ทนความร้อนได้ดี เช่น สายพันธุ์ลูกผสมจากแคลิฟอร์เนีย หากไม่เลือกสายพันธุ์ที่จะปลูกให้ดีบลูเบอร์รี่จะไม่ติดผลครับ

    การขยายพันธุ์ บลูเบอร์รี่สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธีแต่ที่นิยมจะมีแค่ 2 วิธี คือ การเพาะเมล็ดและการปักชำกิ่ง ซึ่งในบทความนี้จะแนะนำทั้งสองวิธีครับ

    1. การปักชำกิ่ง

    การปักชำเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะการปักชำจะทำให้ต้นบลูเบอร์รี่ให้ผลผลิตดี กิ่งพันธุ์สำหรับการปักชำควรมีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ตัดเฉียงทั้งส่วนโคนและส่วนปลาย เมื่อได้รับกิ่งพันธุ์มาแล้วให้นำกิ่งพันธุ์ที่ได้ไปห่อในถุง ปิดปากถุงให้แน่น แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นเป็นเวลาสามเดือน เพื่อเป็นจำลองการจำศีลของต้นบลูเบอร์รี่ปกติในธรรมชาติและเมื่อเอากิ่งพันธุ์ออกมาเจออากาศที่อุ่นขึ้นกิ่งพันธุ์ก็จะเริ่มตื่นขึ้นมาพร้อมสำหรับการเพาะปลูกนั่นเอง (แนะนำให้เก็บใสตู้เย็นในเดือนมกราคม เพราะเมื่อนำกิ่งพันธุ์บลูเบอร์รี่ออกมาจะเป็นต้นเดือนพฤษภาคมซึ่งจะมีอากาศร้อนและเข้าสู่ช่วงฤดูฝนซึ่งเหมาะกับการเพาะปลูกต้นบลูเบอร์รี่มาก) จากนั้นนำกิ่งพันธุ์ไปปักชำในถุงเพาะชำที่เตรียมไว้ ส่วนผสมในดินที่ใช้อาจใช้เป็นแกลบดำผสมทรายก็ได้ แล้วจึงรดน้ำสัปดาห์ละครั้งจนกิ่งพันธุ์เริ่มแตกใบอ่อน แสดงว่าต้นบลูเบอร์รี่ของเราพร้อมที่จะนำไปปลูกลงแปลงดินหรือลงปลูกในภาชนะแล้วครับ

    2. การเพาะเมล็ด

    ให้เอาเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาใส่ถุงพลาสติก มัดให้แน่นแล้วนำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 3 เดือน จากนั้นก็เริ่มการเพาะโดยเอาเมล็ดมาเกลี่ยบนจานเพาะ แล้วกลบเมล็ดเบา ๆ วัสดุที่ใช้เพาะอาจเป็นทรายปนแกลบดำในอัตรา 1 ต่อ 1 หรือเป็นวัสดุอะไรก็ได้ที่ระบายน้ำได้ดี แล้วจึงนำมาวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง บริเวณที่เย็น ๆ อาจจะอยู่ใต้ร่มไม้ มีแสงแดดส่องถึงรำไร เพราะถ้าโดนแดดแรงมากเกินไป เวลารากงอกแล้วต้นบลูเบอร์รี่อาจตายได้ พยายามให้ได้บรรยากาศที่เหมือนฤดูร้อนเมืองนอก ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 15 – 20 องศาเซลเซียส การรดน้ำนั้นให้ใช้วิธีสเปรย์ให้โชกในครั้งแรก แล้วทิ้งไว้จนกว่าดินจะหมาด การรดน้ำครั้งแต่ไปให้ตรวจสอบดินเป็นระยะ ๆ อย่าให้ดินแห้งเกินไป หรือ แฉะเกินไป สเปรย์น้ำให้พอเหมาะ ให้ดินพอหมาด ๆ มีความชื้นประมาณ 70 % อยู่ตลอด ในช่วงนี้ต้องระวังเชื้อรา หากมีเชื้อราเกิดขึ้นให้ใช้ยากันเชื้อราหรอเชื้อราไตรโคเดอร์มามาสเปรย์ ประมาณ 1 – 6 สัปดาห์เล็ดจะเริ่มงอกและเมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 2 เดือนหรือเมื่อต้นอ่อนแตกใบแท้แล้ว แสดงว่าต้นกล้าของเราพร้อมที่จะย้ายไปปลูกในแปลงดินหรือกระถางแล้ว

    การเตรียมแปลงดินและการปลูก ต้นบลูเบอร์รี่ปลูกได้แทบจะทุกสภาพดิน แต่จะชอบดินที่เป็นกรดนิดหน่อยคือมีค่า PH ระหว่าง 3.5 – 4.5 ทั้งนี้ผู้ปลูกสามารถปรับความเป็นกรดของดินได้ โดยการใช้กรดซิตริกหรือออกซาลิกผสมน้ำราด นอกจากนี้บริเวณที่ปลูกควรเป็นพื้นที่ที่แดงส่องถึง และพื้นดินควรมีความร่วนซุยระบายน้ำได้ดี ขุดหลุมให้มีขนาดกว้าง 1 ศอก ลึก 1 ศอก ระยะห่างระหว่างหลุมและแถวประมาณ 0.7 x 0.7 เมตร จนถึง 1.2 x 1.2 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 กำมือ นอกจากนี้ควรใส่ขี้เลื่อยหรือขุยมะพร้าวที่ก้นหลุมด้วยเพื่อทำให้การระบายน้ำทำให้ดียิ่งขึ้น นำต้นกล้าบลูเบอรี่ที่เตรียมไว้มาปลูก กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่นแล้วจึงนำฟางข้าวหรือหญ้าแห้งมาคลุมบริเวณโคนต้นอีกทีหนึ่งเพื่อเป็นการรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดินนั่นเอง

    การปลูกลงกระถางหรือพาชนะ ดินที่ใส่ในกระถางควรใช้ทรายผสมแกลบดำในอัตรา 1 ต่อ 1 ครับหรือจะเป็นวัสดุใดก็ได้ที่มีการระบายน้ำได้ดี นอกจากนี้ควรรองขี้เลื่อยหรือขุยมะพร้าวในก้นกระถางเพื่อเพิ่มการระบายน้ำด้วยครับ จากนั้นจึงนำต้นกล้าที่เตรียมไว้มาปลูกในกระถาง เมื่อปลูกเสร็จควรคลุมบริเวณโคนต้นด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้งเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดินครับ

    การให้น้ำ ในช่วงแรก ๆ ให้รดน้ำทุกวันเช้าเย็น จนกระทั้งต้นบลูเบอร์รี่ตั้งตัวได้จึงรดประมาณ 1 – 2 วันต่อครั้ง และในช่วงที่ต้นบลูเบอร์รี่จำศีล (ช่วงที่อากาศหนาวจัด) ควรงดการให้น้ำหรือให้น้ำ 7 วันต่อครั้งครับ การรดน้ำไม่ควรรดเกินเวลา 16.00 น. เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา นอกจากนี้ในช่วงออกดอกและช่วงที่ต้นบลูเบอรรี่กำลังเป็นผลต้องระวังอย่าให้ดินแห้งและคอยรดน้ำอยู่บ่อย ๆ ครับ

    การให้ปุ๋ย ควรให้เป็นปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักชีวภาพ 1 ครั้งต่อเดือน แต่ในช่วงที่ต้นบลูเบอร์รี่จำศีลให้งดให้ปุ๋ยครับและในช่วงที่ต้นบลูเบอร์รี่ออกดอกและติดผลควรให้น้ำหมักฮอร์โมนสูตรบำรุงดอกและผลครับ นอกจากนี้ควรงดใช้และการให้สารเคมีในบริเวณที่ต้นบลูเบอร์รี่อยู่เด็ดขาดครับ

    การตัดแต่งกิ่ง ควรเริ่มตัดแต่งกิ่งหลังจากปลูกต้นบลูเบอร์รี่มาได้ประมาณ 6 ปี กิ่งก้านสาขาที่แห้งตายแล้วให้ตัดออกไปทิ้งให้หมดครับ
    โรค ศัตรูพืชและการป้องกัน โรคที่พบบ่อยคือเชื้อราและเพลี้ย สามารถป้องกันไดโดยหากเจอเชื้อราให้ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาผสมน้ำฉีดพ่นทุก ๆ 3 – 7 วันจนกว่าจะหาย หากเจอเพลี้ยหรือแมลงศัตรูพืชให้ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย หรือน้ำหมักสมุนไพรสูตรไล่แมลงฉีดพ่นทุก ๆ 1 – 2 วันจนกว่าจะหาย ทั้งนี้การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาและเชื้อราบิวเวอร์เรียไม่ควรใช้พร้อมกันและควรเว้นระยะประมาณ 15 วันก่อนจะสลับใช้เชื้อรา

    ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีการปลูกบลูเบอร์รี่เพื่อการพานิชย์เต็มรูปแบบ ผู้ปลูกควรเลือกสายพันธุ์ให้ดีก่อนปลูกถือเป็นพืชที่ปลูกยากอีกชนิดหนึ่งเลยทีเดียว หากต้องการปลูกเพื่อการพานิชย์แนะนำให้ปลูกในโรงเรือนตามอย่างต่างประเทศ เพราะการดูแลบำรุงรักษาสามารถทำได้ง่ายกว่านั่นเอง

  • สูตรวิธีทำน้ำลำไย พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำลำไย

    สูตรน้ำลำไย สูตรที่ 1

    ส่วนผสมต่างๆที่ใช้ในการทำน้ำลำไย

    – เนื้อลำไยอบแห้ง 500 กรัม
    – น้ำตาลทรายแดง 250 กรัม
    – น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร

    วิธีการทำน้ำลำไย
    – นำน้ำเปล่าที่เตรียมไว้ไปต้มให้เดือด เทลำไยอบแห้งลงในน้ำเดือด
    – ใส่น้ำตาลทรายแดงลงในหม้อ ปิดฝารอให้น้ำลำไยเดือดเต็มที่ จนลำไยอบแห้งพองตัวขึ้นมาเป็นลูกๆ
    – รอน้ำลำไยเดือดจนได้กลิ่นหอมๆ จึงทำการยกลงจากเตา รอน้ำลำไยเย็นตัว
    – รับประทานกับน้ำแข็ง โดยเทน้ำลำไยใส่น้ำแข็ง ได้รสชาติที่อร่อยหอมชื่นใจ
    – สามารถดื่มน้ำลำไยเพื่อดับร้อนได้

    สูตรน้ำลำไย สูตรที่ 2

    ส่วนผสมต่างๆที่ใช้ในการทำน้ำลำไย

    – ลำไยอบแห้ง 100 กรัม
    – น้ำเปล่า 1 ลิตร
    – น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม (หรือน้อยกว่านั้น)

    วิธีการทำน้ำลำไย
    – นำลำไยอบแห้งมาล้างให้สะอาด แช่ในน้ำเปล่า 1 ชั่วโมงเพื่อให้ลำไยบวมน้ำ แล้วพองออก
    – พักลำไยที่แช่น้ำไว้ รอให้สะเด็ดน้ำ แล้วเตรียมต้มน้ำ โดยใช้ไฟปานกลาง
    – ต้มจนน้ำเดือด ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไป เพื่อให้ได้สีของน้ำลำไย
    – เทลำไยที่แช่น้ำลงไปในหม้อต้ม รอจนเดือด จึงยกหม้อลงจากเตา
    – รอให้น้ำลำไยเย็น
    – นำน้ำแข็งใส่แก้ว เทน้ำลำไยลงไป แล้วตามด้วยเนื้อลำไยไว้ด้านบนแก้ว
    – ได้เป็นน้ำลำไยแสนอร่อยไว้ดื่มให้ชื่นใจ

    สูตรน้ำลำไย สูตรที่ 3

    ส่วนผสมต่างๆที่ใช้ในการทำน้ำลำไย

    – เนื้อลำไยอบแห้ง 150 กรัม
    – เนื้อลำไยสด 100 กรัม
    – น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร
    – น้ำตาลทรายแดง 200 กรัม
    – น้ำแข็งทุบ 3 ถ้วยตวง

    วิธีการทำน้ำลำไย

    – แกะเนื้อลำไยสด เอาเมล็ดออก พักไว้ เตรียมแช่ลำไยอบแห้งในน้ำ 10 นาที เพื่อรอให้ลำไยพองตัวออก
    – แช่ลำไยเสร็จแล้ว ตักเนื้อลำไยอบแห้งขึ้นให้สะเด็ดน้ำ
    – เตรียมต้มน้ำตาลทรายแดง โดยการตั้งหม้อใส่น้ำเปล่าลงไป รอจนน้ำเดือด
    – ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไป คนให้น้ำตาลละลายหมด แล้วจึงใส่ลำไยแห้งและลำไยสดลงไป
    – คนให้ความหวานจากน้ำตาลทรายแดง ซึมเข้าไปในเนื้อลำไยแห้งและลำไยสด
    – รดจนน้ำเดือด จึงยกน้ำลำไยลง พักไว้จนน้ำลำไยที่ได้เย็นตัว
    – เตรียมทุบน้ำแข็งใส่แก้วให้ได้ตามจำนวนผู้นับประทาน
    – ใส่น้ำลำไยที่รอให้เย็นลงในแก้วที่มีน้ำแข็ง โดยใส่น้ำลงไปก่อนจนเต็มแก้ว แล้วตามด้วยเนื้อลำไย
    – จะได้น้ำลำไยทำเองที่ขั้นตอนแสนจะง่ายดาย ไว้สำหรับดื่มในช่วงหน้าร้อนนี้
    – นอกจากนี้ยังสามารถทำนำลำไยไว้สำหรับขายได้อีกด้วย

  • วิธีปลูกเก๋ากี้ พร้อมคำแนะนำในการขายเก๋ากี้

    เก๋ากี้ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โกจิเบอรรี่ (Goji-berry) เป็นผลไม้แห้งลูกเล็กๆ รีๆ คล้ายกับลูกเกดแต่มีสีแดงสดใส
    คนไทยเชื้อสายจีนย่อมคุ้นเคยกับหน้าตาของมันอยู่แล้ว เก๋ากี้มีเบต้าแคโรทีนสูง มีวิตามินอีมาก ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสสระ
    มีกรดกำมะถัน เอมีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามินบี 2

    การแพทย์จีนจัดให้เก๋ากี้เป็นยารสหวาน มีธาตุเป็นกลาง บำรุงเลือด ไตและสายตา ช่วยทำให้ผมดำ บำรุงผิวพรรณ คนจีนเฃื่อว่าเก๋ากี้ ทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง เป็นยาอายุวัฒนะ มักจะใช้กับคนที่ไม่มีแรง อ่อนเพลีย เวียนศรีษะ ตามัว ปวดเมื่อยเอว ปวดเข่า ประจำเดือนไม่ปกติ ไอเรื้อรัง เลือดจาง และมีอาการตับและไตอ่อนแอ เพราะเก๋ากี้มีความเป็นกลาง แพทย์จีนจึงบอกว่า หากคุณเป็นหวัด ตัวร้อน อาหารไม่ย่อย ท้องผูก อุจจาระเหลว ไม่ควรรับประทานเก๋ากี้ครับ

    เนื่องจากเก๋ากี้มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายตัว จากงานวิจัยใหม่ๆ พบว่าเก๋ากี้มีผลในการเสริมภูมิต้านทานโรค เพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวในร่างกาย ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ และช่วยทำให้เซลส์ตับทำงานได้ดีขึ้น

    เก๋ากี้นี้มีฉายาว่า “สมุนไพรเพื่อความมีอายุยืนยาว” หรือเรียกว่ายาอายุวัฒนะนั่นเอง เก๋ากี้จัดอยู่ในวงศ์ Solanaceae ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกับพริก, มะเขือ, มะเขือเทศ และมันฝรั่ง

    ลักษณะของเก๋ากี้เป็นไม้พุ่ม สูง 1-1.5 เมตร ลำต้นมีหนามแหลม ดอกสีม่วง ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ผลจะมีรูปกลมรี ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ด ดอกและผลอ่อน เก๋ากี้ที่ดีต้องมีเม็ดใหญ่ สีแดง เนื้อหนา อ่อนนิ่ม รสหวาน การเก็บรักษา ควรเก็บไว้ในที่แห้ง อย่าให้โดนความชื้น ในส่วนของใบจะมีหนาม คล้ายๆ ใบผักหวาน

    เก๋ากี้สามารถบริโภคได้ทั้งผลและใบ เมนูที่นิยมกันก็จะเป็นเมนูน้ำแกงเป็นหลัก เช่น ซุปกระดูกหมู ตุ๋นยาจีนตำหรับต่าง ๆ เป็นต้น ถ้าอากาศไม่หนาวจะไม่ค่อยเป็นลูก จึงทำให้บางพื้นที่ที่อากาศไม่หนาวจะนิยมเด็ดใบกิน

    วิธีเพาะปลูก เก๋ากี้เป็นพืชที่จะติดดอกออกผลในช่วงฤดูหนาว เป็นพืชที่ทนต่อโรคอีกชนิดหนึ่งและยังต้องการน้ำน้อย จึงสามารถทนแล้งได้ดี ชอบดินที่มีลักษณะโปร่ง เช่น ดินร่วนปนทราย เป็นต้น ชอบแสงแดด

    เพาะเมล็ด ข้อควรระวัง:หากเป็นมล็ดที่ผ่านกรรมวิธีการอบความร้อนมาจะเพาะไม่ได้ครับ เมื่อได้เมล็ดมาแล้วให้เอาไปแช่น้ำสักครู่หนึ่ง จากนั้นจึงบีบ ขยี้ ให้แตกเพื่อให้ตัวเมล็ดออกมาครับ เมล็ดที่แก่จะจมน้ำ ส่วนเมล็ดอ่อนจะลอยขึ้นมา เมล็ดอ่อนนำไปเพาะไม่ได้นะครับ ให้ตักทิ้งไป จากนั้นตักเมล็ดเก๋ากี้ส่วนที่จมขึ้นมาวางบนกระดาษ ผึ่งลมสองสามวันให้เมล็ดแห้งสนิท แล้วจึงนำเมล็ดไปคลุกกับไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันการเกิดโรคเชื้อรา จากนั้นจึงนำเมล็ดไปเพาะโดยวางเมล็ดบนกระดาษทิชชู หยอดน้ำให้ชุ่ม ใส่กล่องโฟมมีฝาปิด ทิ้งในอุณหภูมิห้อง รอประมาณเจ็ดถึงสิบวันก็จะเริ่มมีรากเล็ก ๆ งอกออกมา แล้วจึงนำไปเพาะต่อในถาดเพาะครับ

    การปลูก สามารถนำต้นเก๋ากี้ที่เพาะไว้ไปปลูกลงดินได้เลย แต่บางท่านก็นิยมนำไปปลูกในกระถางก็ได้เช่นกัน ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 60 X 60 เซนติเมตรครับ ใช้ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมก่อนปลูกประมาณ 1 กำมือ

    การรดน้ำ ในระยะแรกให้รดน้ำทั้งเช้าและเย็นครับ เมื่อต้นเริ่มแตกยอดให้รดแค่ 2 – 3 วันต่อครั้ง ควรรดก่อนเวลา 16.00 น. เพื่อป้องกันการเกิดโรคเชื้อรา และไม่ควรรดจนชุ่มน้ำเกินไปครับ

    การให้ปุ๋ย หลังจากปลูกลงดินประมาณ 2-3 เดือนจึงเริ่มให้ปุ๋ยครับ ให้ปุ๋ยครั้งละประมาณ 1 กำมือต่อเดือนก็ได้ครับตามความเมาะสมของสภาพพื้นดิน ในช่วงกำลังเป็นดอกแนะนำให้ใส่ปุ๋ยหรือฉีดน้ำหมักสูตรบำรุงดอก บำรุงผลเพื่อเพิ่มผลผลิตครับ

    การขยายพันธุ์ สามารถขยายด้วยเมล็ดได้ แต่โดยทั่วไปจะนิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักกิ่งครับ

    โรค ศัตรูและการป้องกันกำจัด เก๋ากี้จะเป็นพืชที่ไม่ค่อยเป็นโรคครับ ถ้าเป็นโรคก็จะเป็นโรคคล้าย ๆ กับพริก เพราะเก๋ากี้เป็นพืชตระกูลเดียวกับพริกนั่นเอง อาการโรคที่อาจพบได้คือโรคเชื้อรา สามารถแก้ไขได้โดยการราดเชื้อราไตรโคเดอร์มา

    สรุป เก๋ากี้เป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย และยังเป็นสมุนไพรในตัวด้วย สามารถนำไปปรุงอาหารได้ทั้งของคาวและของหวานเรียกว่าครอบจักรวาลกันเลยทีเดียวครับ สรรพคุณที่โดดเด่นของเก๋ากี้คือการช่วยรักษาอาการป่วยที่เกี่ยวกับดวงตา เช่น น้ำตาแห้ง ปวดตา หรือรับประทานเพื่อบำรุงสายตา จึงเหมาะกับ พนักงานออฟฟิศ หรือผู้ที่ต้องใช้สายตาในการทำงาน เช่น นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์เก๋ากี้ในบ้านเราก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น น้ำเก๋ากี้ แยมเก๋ากี้ ดังนั้นถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในเมืองก็สามารถหาผลิตภัณฑ์เก๋ากี้มาบริโภคได้อย่างง่ายดาย

  • สูตรวิธีทำชาซีลอน พร้อมคำแนะนำในการขายชาซีลอน

    สูตรชาซีลอน สูตรที่ 1

    ส่วนผสม ชาซีลอน

    1. ชาผงซีลอน 40 ช้อนชา
    2. น้ำ 1.5 ลิตร
    3. นมข้นหวาน 1 ½ กระป๋อง
    4. นมข้นจืด 20 ช้อนชา
    5. ครีมเทียม 20 ช้อนชา
    6. น้ำเชื่อม 25 ช้อนชา

    วิธีทำ ชาซีลอน

    1. ตั้งน้ำให้เดือด แล้วเตรียมชาซีลอนเทใส่ถุงกรองชาเอาไว้
    2. เมื่อน้ำเดือด ให้เทน้ำผ่านถุงกรองชา แล้วเทสลับไปมาประมาณ 12 รอบ ให้ชาในถุงกรองชุ่มน้ำ ซึ่งเทคนิคการเทนั้น เวลาเทให้ยกถุงชาให้สูงๆ เพื่อให้ผงชาได้สัมผัสกับอากาศ รสชาติของชาจะออกมาได้ดีขึ้น เมื่อเทชาสลับไปมาได้ 12 รอบแล้ว ให้แช่ชาทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วยกถุงชาออก บีบน้ำชาที่อยู่ข้างในออกมาให้หมด
    3. เติมครีมเทียมลงในน้ำชาที่ได้แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นเติมนมข้นหวานและนมข้นจืดลงไป ตามด้วยน้ำเชื่อม ในปริมาณที่กำหนด แต่ถ้าน้ำเชื่อมเป็นขวดปั๊มให้ใช้ 10 ปั๊ม
    4. คนให้เข้ากันแล้วชิมรสตามชอบ

    สูตรชาซีลอน สูตร 2

    ส่วนผสม ชาซีลอน

    1. ชาผง 2 ช้อนชา
    2. นมข้นหวาน 1 ช้อนโต๊ะ
    3. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
    4. นมร้อนเป่าให้ได้ฟองนม 150 ซีซี

    วิธีทำ ชาซีลอน

    1. อุ่นนมร้อน แล้วตีให้เกิดฟองนม โดยใช้เครื่องตีฟองนม จนกว่าจะได้ฟองเนียนสวย
    2. จากนั้นเตรียมแก้วสำหรับชง เทนมร้องลงไปประมาณ 1/3 ส่วนของแก้ว เติมนมข้นหวาน น้ำตาลทราย ขนให้ส่วนผสมเข้ากันดี
    3. เติมฟองนมลงด้านบน เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย

    สูตรชาซีลอน สูตรที่ 3

    ส่วนผสม ชาซีลอน

    1. ชาผงซีลอน 4 ช้อนชา
    2. น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    3. นมสด 3 ออนซ์

    วิธีทำ ชาซีลอน

    1. ชงชาซีลอนและน้ำตาลทรายด้วยน้ำร้อน คนให้น้ำตาลละลายดี
    2. เติมนมลงในแก้ว จากนั้นใส่น้ำแข็งลงไป เทฟองนมด้านบนของน้ำแข็ง (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) แล้วเติมชาที่เราชงไว้ หากชอบหวานให้เกิดน้ำเชื่อมได้

    สูตรชาซีลอน สูตรที่ 4

    ส่วนผสมชาซีลอน

    1. ผงชา 4 ช้อนชา
    2. น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนชา
    3. นมข้นหวาน 4 ช้อนชา
    4. นมข้นจืด ตามต้องการ
    5. น้ำร้อน 120 มิลลิลิตร

    วิธีทำ ชาซีลอน

    1. เริ่มต้นด้วยการตัดผงชาใส่แก้ว แล้วเทน้ำร้อนตามลงไป น้ำควรจะเดือดจัดๆ คนให้ละลายโดยใช้เวลาประมาณ 1 นาที แล้วกรองเอากากชาออก อย่าปล่อยเอาไว้นานมาก เพราะจำทำให้รสชาติฝาด
    2. จากนั้นเติมน้ำตาลทรายแดงและนมข้นหวานลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากันดี
    3. แล้วนำมาเทใส่น้ำแข็งที่เตรียมใส่แก้วไว้ แล้วราดหน้าบนด้วยนมข้นจืด

    สูตรชาซีลอน สูตรที่ 5

    ส่วนผสมชาซีลอน

    1. ผงชา 5 ช้อนโต๊ะ
    2. น้ำต้มเดือด 2 ½ ถ้วย
    3. น้ำตาลทราย ½ ถ้วย
    4. นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
    5. นมข้นจืด สำหรับราดหน้า

    วิธีทำ ชาซีลอน

    1. นำถุงกรองชามาเทผงชาใส่ลงไป จากนั้นหาภาชนะที่ทนความร้อนสูงมาใส่ และมีขนาดที่พอเหมาะ แล้วเทน้ำร้อนใส่ลงไปจนท่วมใบชา แช่ถุงกรองชาเอาไว พยายามเขย่าไปมาดูให้น้ำโดนจนทั่วใบชา แล้วตั้งพักไว้ 15 นาที
    2. นำน้ำตาลและนมข้นหวานใส่ลงในแก้ว แล้วพักเตรียมไว้
    3. เมื่อครบเวลา 15 นาที ให้ขยับถุงชาเล็กน้อย แล้วยกถุงชาขึ้นบีบถุงชาให้น้ำชาไหลออกมาจนหมด แล้วเทน้ำชาที่กรองแล้วใส่ลงในน้ำตาลทรายที่เตรียมไว้ คนให้ส่วนผสมละลายเข้ากันดี พยายามคนแรงๆ เพื่อให้ชาละลายเข้ากันอย่างรวดเร็ว
    4. ใส่น้ำแข็งลงในแก้วรอไว้ แล้วเทชาที่ชงเรียบร้อยลงในน้ำแข็ง กะประมาณ ¾ ของแก้ว เพราะต้องราดนมข้นจืดด้านบนอีก

    สูตรชาซีลอน สูตรที่ 6

    ส่วนผสม ชาซีลอน

    1. ชาผง 1 ส่วน : น้ำ 3 ส่วน
    2. นมข้นหวาน 4 ช้อนชา
    3. น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    4. นมสด 1 ช้อน
    5. นมจืด 1 ช้อน

    วิธีทำ ชาซีลอน

    1. นำชาที่เตรียมไว้มาใส่ลงในถุงกรองชา ตามอัตราส่วน ชา 1 ส่วน น้ำ 3 ส่วน จากนั้นเทน้ำร้อนลงไป แต่ต้องเทเบาๆ ดูให้ทั่วใบชา เพื่อเป็นการกระจายความร้อน จากนั้นเทน้ำชากลับไปมาระหว่าง 2 กระป๋อง ทำทั้งหมดประมาณ 3 ครั้ง แล้วแช่ชาเอาไว้อีกประมาณ 5 นาที
    2. เตรียมนมขนใส่ลงแก้วที่จะชง ตามด้วยน้ำตาลทราย นมสด และใส่ชาร้อนๆ ลงไป 3 ออนซ์ แล้วคนแรงๆ จนกว่าน้ำตาลจะละลายเข้ากันดี
    3. นำน้ำแข็งใส่แก้วที่ต้องการ แล้วเทชาที่ชงได้ลงไป จากนั้นเติมด้านบนด้วย นมจืด ตามต้องการ จัดเสิร์ฟได้เลย

error: Content is protected !!