Category: Rich

  • เส้นทางเศรษฐีของเศรษฐีพันล้าน

    บทความเส้นทางเศรษฐีของเศรษฐีพันล้านนี้ จะขอแนะนำวิธีรวยของเหล่ามหาเศรษฐีระดับโลกซึ่งรวยระดับพันล้าน ไม่ใช่พันล้านบาทนะครับ แต่เป็นพันล้านดอลล่าร์ ซึ่งตีเป็นเงินไทยก็ระดับหมื่นล้านบาท ซึ่งคนที่อยากรวยเป็นเศรษฐี ก็สามารถนำวิธีการต่างๆ นี้ไปปฏิบัติได้ เพื่อความมั่งคั่ง และร่ำรวยอย่างยั่งยืนครับ


    บิล เกตส์

    เจ้าแห่ง microsoft ชื่อก้องโลก ผู้จำหน่ายลิขสิทธิ์ และ software ขายปลีกรายใหญ่ที่สุดในโลก มีรายได้มากมายมหาศาล ในอดีตของ บิล เกตส์ นั้นศึกษาที่มหาวิทยาลัย Harvard แต่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ ได้ออกมาทำบริษัทคอมพิวเตอร์ขาย software และได้ลูกค้ายักษ์ใหญ่นามว่า IBM และ บิล เกตส์ ได้ประสบความสำเร็จ จนร่ำรวยในที่สุด

    เส้นทางเศรษฐีของ บิล เกตส์

    – ในห้องทำงานของ บิล เกตส์ จะใช้แต่อีเมลล์ในการติดต่อสื่อสารเท่านั้น และมหาเศรษฐีผู้นี้ไม่ใช้กระดาษบนโต๊ะทำงานเลย ซึ่งถ้าคิดไอเดียอะไรออก ก็จะจดไว้ที่ Tablet PC เท่านั้น ทำให้ไม่เปลืองทรัพยากรกระดาษ
    – บิล เกตส์ปฏิเสธเงินก้อนใหญ่แบบขายขาด แต่เรียกเก็บเงินเป็นค่าลิขสิทธิ์ software แทน เพราะมองเห็นว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มีผู้ใช้เป็นจำนวนมาก
    – คติของ บิล เกตส์ คือเมื่อเริ่มทำธุรกิจจะต้องมองไปที่อีกสิบปีข้างหน้า และผู้นำองค์กรควรที่มอบหมายหน้าที่สำคัญๆ ต่างๆ ให้คนอื่นๆ บ้าง เช่น การมอบตำแหน่งประธานบริหารบริษัท microsoft ให้กับ สตีฟ บัลเมอร์ โดย บิล เกตส์ นั้นขอเกษียณอายุก่อนกำหนด เพื่อที่จะไปดูแลมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation ซึ่ง บิล เกตส์ นอกจากจะรวยแล้ว ยังเป็นเศรษฐีใจบุญอีกต่างหาก น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะครับ
    – บิล เกตส์ เป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม และเค้ากล้าที่จะต่อรองกับบริษัทใหญ่ระดับโลก ในขณะที่ตอนนั้นเป็นเพียงแค่นักศึกษา


    วอร์เรน บัฟเฟตต์

    สำหรับชื่อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ถ้าคนที่อยู่ในแวดวงหุ้น ผมคงไม่ต้องสาธยายถึงชื่อนี้ ว่าเค้ามีดียังไง แต่ถ้าบางท่านยังไม่รู้จักชื่อนี้ ผมก็จะบอกว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือผู้ที่รวยเป็นมหาเศรษฐี จากการเล่นหุ้น หลายคนอาจจะเรียกเค้าว่า เจ้าพ่อนักลงทุนตลาดหุ้น

    วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เล่นหุ้นมาตั้งแต่อายุ 11 ปี มีวิธีการเล่นหุ้นที่แยบยล แตกต่างจากเซียนหุ้นคนอื่นๆ และเค้าไม่รีบร้อนที่จะรวย ทุกอย่างต้องใช้เวลา

    วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นประธานของบริษัท Berkshire Hathaway ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์หลายหมื่นล้านเหรียญ แต่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับ บิล เกตส์ จะเหมือนกันคือ รวยแล้วให้ รวยแล้วแบ่งปัน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เคยบริจาคเงินเข้ามูลนิธิของ บิล เกตส์ เป็นจำนวนเงินถึง 2000 ล้านดอลล่าร์ หรือประมาณ 60000 ล้านบาทไทย ใจบุญมากๆ เลยครับ

    เส้นทางเศรษฐีของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

    – ซื้อขายหุ้นให้รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นบริษัทของตัวเอง แต่ถ้าคุณคิดว่าจะซื้อขายหุ้นแบบรวดเร็ว นั่นอาจจะไม่ใช่การลงทุน แต่เป็นการเสี่ยงเดิมพันแบบฉายฉวยต่างหาก
    – วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า ให้ลืมเรื่องเทคนิค กลยุทธ์ รวมทั้งการวิเคราะห์จากเซียนหุ้นต่างๆ เพราะวิธีการเหล่านั้น มันสามารถใช้เป็นเครื่องมือในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนลืมรากฐานของบริษัท และซื้อขายจากการวิเคราะห์เพียงอย่างเดียว
    – ให้อดทนเล่นหุ้นระยะยาวดีกว่าการเล่นหุ้นระยะสั้น เพราะทำให้เม็ดเงินเติบโตได้มากกว่า อีกทั้งยังได้ลดภาษี และมีรายได้ต่อเนื่อง
    – ต้องกล้าขายในช่วงที่ราคาเหมาะสม อย่าโลภว่าจะขายได้ราคาจะสูงกว่านี้อีก
    – อย่าพึ่งแต่รายได้ทางเดียว ควรมีรายได้อย่างที่สองเพื่อค้ำจุนชีวิตไว้บ้าง
    – อย่าหาเงินจากตลาดหุ้นปัจจุบัน แต่ควรซื้อจากตลาดหุ้นล่วงหน้าเป็นเวลา 5 ปีต่างหาก
    – วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า ผมรู้มาตลอดว่าต้องเป็นคนรวย เรียกว่าไม่มีสักนาทีที่สงสัยเลย เพราะผมมีกฏอยู่ 2 ข้อ คือ ข้อหนึ่ง ห้ามเสียเงิน และข้อสอง คือ ห้ามลืมกฏข้อที่หนึ่ง


    โดนัลด์ ทรัมป์

    โดนัลด์ ทรัมป์ คือ สุดยอดนักอสังหาริมทรัพย์ ที่เคยล้มจนแทบไม่เหลืออะไร แต่กลับได้ยิ่งใหญ่ และรวยเหมือนเดิม โดนัลด์ ทรัมป์เป็นลูกเศรษฐีแห่งนครนิวยอร์คที่สร้างปรากฏการเก่งเหนือพ่อ สามารถเพิ่มทรัพย์สินได้ไม่หยุดยั้ง หรืออาจจะเป็นเพราะความโชคดีที่พ่อของโดนัลด์ ทรัมป์ พาไปคลุกอยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากกว่าให้เค้านั่งดูทีวี หรือเล่นประสาเด็กอยู่กับบ้าน

    โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เมื่อเค้านำเอาพื้นที่เสื่อมโทรมบริเวณเกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ค แปลงสภาพมาทำเป็นอาคารออฟฟิต และที่พักอาศัย จนทำให้ที่ดินละแวกนั้นมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดนัลด์ ทรัมป์ ชอบมองหาที่ดิน หรือตึกเก่าๆ มาบูรณะพัฒนาให้ดูดีทันสมัย และขายออกไปในราคาที่สูง ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ มีมูลค่าทรัพสินย์อยู่ในมือหลายพันล้านเหรียญ จัดว่าเป็นคนรวยอันดับท้อปๆ ของประเทศอเมริกาเลยทีเดียว

    เส้นทางเศรษฐีของ โดนัลด์ ทรัมป์

    – โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว่าให้มองหาโอกาสทางธุรกิจเสมอ ไม่ว่างานนั้นคุณจะถนัดหรือไม่ก็ตาม ถ้าเห็นช่องทางธุรกิจธุรกิจ ต้องคว้ามาให้ได้
    – ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัท ให้เอาชื่อของคุณเป็นแบรนด์ของบริษัทเพื่อให้คนจดจำ และเชื่อมั่นในธุรกิจ ให้ออกสื่อให้เยอะ เพราะคนจะจำคุณได้พอๆ กับจดจำธุรกิจของคุณเอง ยกตัวอย่างให้เห็นเด่นชัดเลย บริษัทอิชิตัน ก็มีคุณตันที่เป็นแบรนด์ของบริษัท อย่างนี้เป็นต้น
    – โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพท์สามารถทำได้ทุกยุคทุกสมัย แต่ธุรกิจนั้นมีความเสี่ยง แต่ถ้าคุณศึกษาธุรกิจนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว มันจะเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าเดิม คุณจะชำนาญมันมากขึ้น
    – ถ้าคุณเป็นคนในวัยทำงาน อย่าคิดว่าตัวเองว่าตอนนี้ทำไมเรายังไม่รวย แต่ให้ขอบคุณว่าตนเองนั้นยังมีชีวิตอยู่ และให้กำลังใจตัวเองเป็นประจำ แล้วหาวิธีสร้างเงินล้านให้เกิดขึ้นให้ได้


    แบร์นาร์ด อาร์โนลต์

    แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ ชื่อนี้หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่คุ้นหู ว่าเค้าคือใคร แต่ถ้าบอกว่าเค้าเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ Louis Vuitton, Christian Dior, Prada, Givenchy และแบรนด์หรูอื่นๆ โดยเขากว้านซื้อแบรนด์ดังต่างๆ มาไว้ในครอบครอง และพัฒนาแบรนด์นั้นๆ ให้ทันยุคทันสมัยมากขึ้น

    แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ มีทรัพย์สินในหลักหมื่นล้านเหรียญ รวยอันดับต้นๆ ของทวีปยุโรป และนิตยสาร Time ก็จัดให้อยู่ใน 100 อันดับผู้ทรงอิทธิพลด้วย

    เส้นทางเศรษฐีของ แบร์นาร์ด อาร์โนลต์

    – แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ กล่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุดของธุรกิจแบรนด์เนมก็คือการควบคุมคุณภาพสินค้าให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตัวสินค้า ความทนทาน และการใช้งานได้ดีที่สุด
    – ธุรกิจที่ดี คือ การมีเอาความคิดสร้างสรรค์ มีกระบวนการผลิตที่ล้ำเลิศ และมีการจัดการที่เยี่ยมยอด จะสามารถทำให้สินค้ามีโอกาสเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งใครจะรู้ว่ากระเป๋า Louis Vuitton จะเป็นกระเป๋าถือแบรนด์เนมที่ขายได้ดีที่สุด ทั้งๆ ที่เติบโตมาจากกระเป๋าเดินทางซึ่งสินค้าที่มีคุณภาพดีเท่านั้น ที่จะสามารถดึงลูกค้ากลุ่มคุณภาพมาหาเราได้


    เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับบทความเส้นทางเศรษฐีของเศรษฐีพันล้าน กว่าเค้าจะรวยเป็นเศรษฐีเฉกเฉ่นทุกวันนี้ ก็ผ่านอะไรในชีวิตมาตั้งมากมาย ฟันฝ่าอุปสรรคนานับประการ แต่เค้าเหล่านั้นยืนหยัดมาได้ด้วยใจ และอย่าลืมว่า รวยแล้วต้องแบ่งปันให้กับผู้ด้อยโอกาสนะครับ ขอให้รวยๆ กันทุกท่านครับ

  • ศาสตร์แห่งความร่ำรวย ศึกษาไว้มีแต่ผลดี

    หลายๆ ท่านที่เฝ้าหาคำตอบว่าในชีวิตนี้ถ้าเราอยากรวยจะทำอย่างไรดี ทั้งจากการอ่านหนังสือ หรือเข้าร่วมสัมมนาสอนให้รวยต่างๆ แต่หลักใหญ่ใจความในการก้าวไปหาความร่ำรวยนั้นเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ผู้ที่อยากรวยต้องศึกษาไว้ ซึ่งศาสตร์ที่ว่านี้ก็คือ ศาสตร์แห่งความร่ำรวย

    ในเรื่องศาสตร์ของการเป็นคนรวย เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับความมั่งคั่งร่ำรวย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณได้ต่อสู้ชีวิต และทำงานมาอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่ได้ตำแหน่งที่คุณต้องการ หรือยังไม่ได้ค้นพบกับความรวยที่แท้จริง ผมก็จะพูดเกี่ยวกับบางส่วนของประสบการณ์ชีวิตของผม และให้ข้อมูลบางอย่างที่ดีที่จะช่วยให้คุณได้แนวคิดมากขึ้น ที่จะทำมากขึ้น และที่จะมีมากขึ้น

    สองสามปีที่ผ่านมาหลังจากที่ได้อ่าน และศึกษาเกี่ยวกับผู้เขียนหนังสือที่ได้สอนเกี่ยวกับเรื่องวิธีการเป็นคนรวยนั้น ผมรู้สึกดีที่จะบอกว่ามันเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ทำให้ผมยังคงรักษาความปรารถนาในการเดินไปสู่ความรวย ด้วยการพูดกับตัวเองว่า “เรารวย เรารวย เรารวย” บอกวันละสามเวลาในหนึ่งวันในเวลาที่คุณว่าง คำนี้มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงขั้วของความเชื่อในจิตใจของคุณ ผมหวังว่ามันจะทำให้คุณรู้สึกดีเช่นผมเมื่อคุณเอ่ยคำนี้

    ครั้งแรกที่ผมเริ่มคิดเกี่ยวกับคำนี้ว่ามันจะได้ผลมั้ย ก็ได้พบว่ามันได้ผลจริง เป็นการท่องในจินตนาการด้วยคำว่า เรารวย คำนี้มันจะไปดึงจินตภาพที่ฝังลึกอยู่ในหัวของคุณ ที่คุณคิดว่าคุณทำไม่ได้ หรือคุณมีบ้านใหญ่โตไม่ได้ หรือคุณขับรถหรูไม่ได้ มันจะเป็นการค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดในหัวของคุณไปทีละนิด ๆ

    ศาสตร์แห่งความร่ำรวยนี้ได้เปลี่ยนชีวิตผมเอง จากเพียงแค่การศึกษามันอย่างสม่ำเสมอ และให้เรื่องราวเหล่านี้มันจมลงไปในจิตใต้สำนึกของตัวเอง ทำให้ผมคิดแตกต่างกันจากผู้คนอื่น ๆ ผมลาออกจากงานที่ให้เงินเดือนมั่นคง เพราะผมเชื่อว่ามีสิ่งที่ผมทำได้ดีกว่านั้น ผมเชื่อว่าผมมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ชีวิตมีสิ่งที่ดีเข้ามามากยิ่งขึ้น

    ผมอยากให้คุณทำให้ชีวิตของคุณเป็นชีวิตที่ยิ่งใหญ่อย่างที่คุณคิดฝัน รอบตัวเรามีเงินทองกองอยู่มากมาย รอให้คนฝันใหญ่ไปนำมันมา เพราะถ้าคุณไม่ฝัน เจ้านายของคุณจะมอบความฝันให้คุณเอง และสุดท้ายคุณต้องทำตามความฝันของเค้าในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ มารู้ตัวอีกทีก็วันเสาร์ที่คุณย่อมอ่อนเพลียจากการงาน และคุณก็คิดว่าตัวคุณกำลังจะฝันใหญ่แล้วนะ พอวันอาทิตย์คุณไปเที่ยวและช้อปปิ้ง ลืมเรื่องราวทั้งหมดไว้ข้างหลัง พอวันจันทร์คุณก็รู้สึกไม่ชอบเช้าวันจันทร์เอาซะเลย แต่คุณก็ต้องตื่นไปทำตามความฝันของคนอื่นต่อ เรื่อยมาจนวันศุกร์ วนเวียนไปเป็นแบบนี้

    ถ้าคุณอยากจะรวย คุณต้องศึกษาเกี่ยวกับเรื่องศาสตร์แห่งความร่ำรวยไว้เป็นประจำเพื่อให้สิ่งเหล่านี้ซึมซับเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเรา ให้จิตของเราเข้มแข็ง ไปต่อต้านความไม่มีเงิน จิตมันจะไปของมันเอง ทั้งหมดทั้งมวลผมเป็นเพียงแต่ผู้นำเรื่องราวพวกนี้มาบอกกล่าวนะครับ แต่คน action คือตัวคุณเองนะครับ

  • ใครอยากเป็นเศรษฐีก็ต้องมีคุณสมบัติของเศรษฐี

    เราได้ค้นคว้าหาข้อมูลที่อยู่บนความจริงที่เรียบง่ายเกี่ยวกับเศรษฐี แต่ยังคงมีความจริงอื่น ๆ ที่เรายังคงตามหาคุณสมบัตินั้นอยู่ เราไม่จำเป็นต้องมองไกลหรือกว้างเกินไป ที่จะรู้ว่าวิธีการที่เราจะกลายเป็นเศรษฐีคืออะไรบ้าง ความจริงง่าย ๆ ก็คือในชีวิตคนเราไม่มีเวลาถึงขนาดที่จะไปตามหาคุณสมบัติของเศรษฐีทุกคนบนโลกนี้ ว่าเค้ารวยมาได้ยังไง และมีความแตกต่างกันยังไง ถ้าคุณอยากเป็นเศรษฐี คุณเพียงแค่ต้องพัฒนาทักษะของคุณให้สอดคล้องกับบรรดาเศรษฐีเท่านั้น ต่อไปนี้เป็นคุณสมบัติง่าย ๆ เกี่ยวกับเศรษฐี ที่คุณสามารถทำตามพวกเค้าได้ในการแสวงหาความมั่งคั่งร่ำรวย

    1. เศรษฐีมีชีวิตที่เรียบง่าย คนที่รวยจริง ของจริง จะไม่ฟุ้งเฟื้อใช้เงินมากจนเกินไป เพราะเค้ามีแผนการใช้เงินที่วางไว้อยู่หลายแผน ซึ่งเรา ๆ ท่าน ๆ คนธรรมดา อาจจะมีแผนการเงินไม่เกินคนละ 2 แผนเท่านั้น เศรษฐีจริง ๆ ถึงจะใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แต่ก็แฝงไว้ด้วยการคิดคำนึงถึงอนาคตอย่างเป็นระยะ ๆ ไม่ปล่อยให้ชีวิตเดินไปตามยถากรรมอย่างไร้การวางหมาก

    2. เศรษฐีจัดสรรเงินอย่างมีประสิทธิภาพในรูปแบบที่สร้างความมั่งคั่ง และพวกเขาหลีกเลี่ยงการบริโภคสินค้าสิ้นเปลือง อันนี้จะสอดคล้องกับข้อ 1 พวกบรรดาเศรษฐีจะยอมทานข้าวจานละ 50 บาท แทนข้าวจานละ 500 บาท เพราะเหตุผลว่ามันประหยัดเงินเค้าได้มากกว่า แต่ถ้าเค้าจะทานข้าวมื้อละ 10,000 บาทให้สมฐานะจริง ๆ แล้วล่ะก็ โต๊ะที่เค้านั่งรับประทานอาหารจะต้องมีคนที่เก่งกว่าเค้า เพื่อที่เค้าจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดในเชิงธุรกิจต่าง ๆ ด้วยอย่างแน่นอน

    3. เศรษฐีมีความเชี่ยวชาญในการกำหนดเป้าหมาย และโอกาสทางการตลาด เศรษฐีมีเป้าหมายที่ต้องทำในแต่ละวันอย่างชัดเจน ถ้าเปรียบเหมือนเรือ เค้าคือ กัปตันเรือนั่นเอง มีแปลนไว้อย่างชัดเจน ว่าจะขับเรือถึงฝั่งในเวลากี่วัน ถ้าเจอลมพายุกลางทางจะทำยังไง และเตรียมเรือชูชีพให้กับลูกเรือมากี่ลำ ข้อมูลแน่นพอที่จะทำให้ลูกเรือมั่นใจในตัวเค้าได้

    4. มีโอกาส เศรษฐีต้องคว้าโอกาสมาให้ได้ เศรษฐีไม่ใช่นักฉวยโอกาส แต่เป็นนักคว้าโอกาส เมื่อมีโอกาสดี ๆ มา เค้าจะไม่รอให้อะไรผ่านเวลาเนิ่นนานไป แต่จะทดลองทำสิ่งนั้นในทันที ด้วยการลองผิดลองถูก อันไหนทำเงินได้ ให้ทำสิ่งนั้นต่อ อันไหนทำเงินไม่ได้ให้พัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้จึงมีเศรษฐีนาม Richard Branson ขึ้นมา

    5. เศรษฐีทำงานหนัก ไม่มีเศรษฐีคนใดในโลกทำงานเบา ๆ แล้วกลายมาเป็นเศรษฐี เศรษฐีทุกคนล้วนผ่านการทำงานที่หนักมาแล้วทั้งนั้น บางคนเคยแบกกระสอบทรายมาก่อน บางคนเป็นคนรับจ้างยกของมาก่อน หรือบางคนทำงานทั้งวัน ได้ทานข้าววันละมื้อถึง 2 มื้อมาก่อน แต่เมื่อได้ก้าวมาเป็นเศรษฐีแล้ว เค้าไม่จำเป็นใช้แรงงานหนักทางกายอีกต่อไป แต่ใช้สมองในการคิดสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นมานั่นเอง

    6. เศรษฐีมีความเชี่ยวชาญในการเลือกธุรกิจ หรือาชีพที่เหมาะสมกับตัวเค้าเอง เศรษฐีส่วนใหญ่ถ้าที่บ้านไม่ได้มีกิจการใหญ่โตมาก่อน เค้ามักจะทำตามความฝันของตัวเองโดยเริ่มต้นจากศูนย์ ลองผิดลองถูก ล้มลุกคลุกคลาน ใช้เวลาบ่มเพาะความรู้ของตัวเองให้มีปีกกล้าขาแข็งเพื่อที่จะต่อสู้ก้าวไปข้างหน้าได้

    7. เศรษฐีส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการทำธุรกิจของตนเอง เป็นเจ้าของบริษัทหรือองค์กรที่จะพาทุก ๆ คนให้ประสบความสำเร็จร่วมกับเค้า

    ลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะทั่วไปของเศรษฐีซึ่งถ้าคุณอยากที่จะเป็นเศรษฐีแล้วหล่ะก็ สามารถเลียนแบบได้ครับ แล้วสักวันคุณจะได้เป็นเศรษฐีจริง ๆ ครับ

  • วิธีการโปรแกรมจิตเพื่อเป็นเศรษฐีทำได้ง่าย ๆ

    เห็นจากชื่อเรื่องการโปรแกรมจิตแล้ว คิดว่าหลาย ๆ ท่านคงอยากอ่านกัน เพราะเกือบทุกท่านที่เข้ามาในเว็บนี้ ผมเชื่อว่าหลายท่านอยากเป็นเศรษฐี หรือมหาเศรษฐี หรือไม่ถึงกับเป็นเศรษฐีก็ขอให้ร่ำรวยพอสมควร ไม่ยากจน ไม่อัตคัตขัดสนทางการเงิน

    สำหรับท่านที่ไม่อยากรวย แต่อยากประสบความสำเร็จทางอื่น ก็อยากเพิ่งผิดหวังครับ เพราะเคล็ดลับนี้เอาไปใช้ดัดแปลงเพื่อประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง

    วิธีการโปรแกรมจิตเพื่อเป็นเศรษฐีนี้ ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ และได้ผล เคล็ดลับนั้นอยู่ที่การบอกให้จิตใต้สำนึกรู้ว่าเราต้องการอะไร โดยไม่ต้องสนใจว่าจะได้มาอย่างไร (มิใช่ได้มาโดยไม่ชอบนะครับ) จิตใต้สำนึกของเราจะจัดการให้เอง พาเราไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ง่ายจนเหลือเชื่อใช่ไหม

    แล้วจะบอกให้จิตใต้สำนึกรู้ได้อย่างไร ง่ายนิดเดียวครับ ก่อนอื่นต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ต้องอยากจริง ๆ ถ้าอยากไม่จริง ก็ไม่ได้ เขียนออกมาให้ชัดเจน ว่าต้องการอะไร เท่าไร เมื่อใด แล้วท่องออกเสียงด้วยอารมณ์ที่อยากได้จริง ๆ วันละหลาย ๆ ครั้ง แต่ถ้าไม่กล้าท่องออกเสียง ก็อาจท่องในใจก็ได้ แต่อาจจะได้ผลน้อยกว่า ผมเองก็ใช้วิธีท่องในใจ ผมเคยได้ชมรายการโทรทัศน์ มีจิตแพทย์ท่านหนึ่ง กล่าวว่า วิธีโปรแกรมจิตใต้สำนึกวิธีนี้ไม่มีผลเสียใด ๆ ไม่ได้ทำให้บ้า หรือเสียสติแต่ประการใด

    เขียนแล้วโปรแกรมจิตโดยการท่องสิ่งที่เป็นด้านบวก เช่น ถ้าอยากมีฐานะดี ไม่ยากจน ไม่ควรท่องว่า “ฉันจะไม่ยากจน” แต่ควรท่องว่า “ฉันจะรวย” หรือ “ฉันกำลังจะรวย” เพราะถ้าท่องว่า “ฉันจะไม่ยากจน” จิตใต้สำนึกจะเน้นการโปรแกรมจิตเข้าไปที่คำว่า “ยากจน” ส่วนคำว่า “ไม่” ซึ่งเป็นประโยคปฏิเสธ จิตใต้สำนึกจะไม่ได้รับเข้าไปครับ อาจทำให้ยากจนมากกว่าเดิมก็เป็นได้ ฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องระวังไว้นะครับ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตรงจุดนี้

    จิตใต้สำนึกเป็นจิตที่เราไม่รู้ตัวเปรียบดังภูเขาน้ำแข็งส่วนที่จมอยู่ใต้ทะเลซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าส่วนที่โผล่ให้เห็น(จิตสำนึก) หรือเปรียบจิตใต้สำนึกเป็นยักษ์หลับ ถ้าเราปลุกยักษ์หลับให้ตื่นขึ้นมาทำงานให้เราได้ มันก็จะทำงานให้เราตามที่เราต้องการทุกประการ ทั้งในยามที่เราหลับหรือตื่น รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ยักษ์หลับ (จิตใต้สำนึก) มีพลังมหาศาลยิ่งกว่ายักษ์ตื่น (จิตสำนึก) มากมายมหาศาล

    ทำไมเราต้องโปรแกรมจิตใต้สำนึก เพราะจิตใต้สำนึกอาจรับสิ่งผิด ๆ สิ่งที่ไม่ดีเข้าไป โดยไม่รู้ตัว อาทิ คำว่ากล่าว ตักเตือนหรือคำด่า โดยไม่เจตนาที่จะให้คำเหล่านั้นส่งผลในทางลบ แต่เมื่อจิตใต้สำนึกรับเข้าไป มันจะส่งผลให้เป็นไปในทางลบตามคำด่านั้น (เช่น ด่าว่า “แกมันโง่” “แกมันเลว” ก็จะทำให้โง่จริง ๆ หรือเลวจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ผู้ว่ากล่าวตักเตือนหรือด่ามิได้มีเจตนาที่จะให้เป็นไปในทางลบก็ตาม จึงต้องโปรแกรมจิตใต้สำนึกเสียใหม่

    เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าจะเขียนและท่องอะไร ขอยกตัวอย่าง

    “ทุกวันฉันจะดีขึ้นในทุก ๆ ทาง”
    “ฉันจะมีบ้านคอนกรีต 2 ชั้น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง มีโรงรถ 1 หลัง ภายในปี พ.ศ. 2560” เป้าหมายที่กำหนดต้องมีทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ “คอนกรีต 2 ชั้น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง มีโรงรถ” เป็นเชิงคุณภาพ “1 หลัง” เป็นเชิงปริมาณ “ภายในปี พ.ศ. 2560” เป็นเวลาที่กำหนด
    “ฉันจะเป็นคนดี”
    “ฉันจะประสบความสุข ความสำเร็จ”
    “ฉันกำลังจะรวย”
    “ฉันจะมีเงิน 100 ล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2570”
    “ผมจะมีมิตรที่ดี”
    “ผมจะมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข”

    คนส่วนใหญ่อยากรวย แต่ถามว่า เท่าใด เมื่อใด ตอบไม่ได้ จึงไม่รวย หรือรวยช้า เพราะจิตใต้สำนึกไม่รู้แน่ชัดว่าต้องการรวยเท่าใด เมื่อใด จึงไปเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ

    คนจำนวนมากไม่รู้ว่าต้องการอะไรกับชีวิต อยากทำอะไร อยากเป็นอะไร คนเหล่านี้มักปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม มักถูกกระแสสังคมพัดพาไปในทางไม่ดี ถ้ามีเป้าหมายที่ดี ก็คงไม่หลงไปในทางเลว ถ้าถ้าไม่มีเป้าหมาย จะหลงไปทางเลวได้ง่าย อย่างที่เห็นอยู่มากมายในปัจจุบัน เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ฉ้อโกง เกียจคร้าน เล่นการพนัน เล่นหวย ฯลฯ

    หลายท่าน อ่านมาถึงตรงนี้ คงยังไม่เชื่อว่ามันจะเป็นจริงได้หรือ แค่กำหนด เขียนแล้วท่อง ผมเองลองทำดูแล้ว ก็ได้ผลสำเร็จพอสมควร มีสิ่งดี ๆ ที่จะเรียกว่ามหัศจรรย์หลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นกับผม เมื่อต้องการสิ่งใด มักจะมีสิ่งนั้นเข้ามาหาเอง อย่างที่มีผู้กล่าวว่า “โอกาสมีเสมอสำหรับผู้แสวงหา” และมาหาเราเอง แต่ถ้าไม่อยาก ไม่คิด ไม่กำหนด ไม่แสวงหาย่อมไม่เห็นโอกาสแม้มันจะมาอยู่ตรงหน้าก็ตาม ผมคิดว่าวิธีโปรแกรมจิตใต้สำนึกวิธีนี้ง่ายและได้ผล ผมเชื่อมั่นในวิธีการนี้ซึ่งทางพุทธศาสนาก็สอนว่า จิตใจเป็นใหญ่ แต่ไม่ควรโลภจนเกิดไป และควรตั้งอยู่ในศีลธรรม

    ลองดูนะครับ มหาเศรษฐีทั้งหลายก็ใช้วิธีการโปรแกรมจิตทำนองนี้กันทั้งนั้น ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ไม่ลองไม่รู้ครับ

  • มหาเศรษฐีแตกต่างจากคนธรรมดาอย่างไร

    “มหาเศรษฐีแตกต่างจากคนธรรมดาอย่างสิ้นเชิงหรือเปล่า”

    นี่คือคำถามที่ China Market Research พยายามหาคำตอบด้วยการสัมภาษณ์บรรดาเหล่ามหาเศรษฐีหลายสิบคนจากวงการต่าง ๆ ทั้งจากจีน อินเดีย และชาติตะวันตกอื่น ๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วสามารถได้ข้อสรุปถึงความเหมือน 3 ประการ ของบรรดามหาเศรษฐีเหล่านี้ ที่ถือเป็นเคล็ดลับนำพาพวกเขาสู่ความสำเร็จในที่สุด

    ในบทความชื่อ “How To Be A Billionaire” ของเว็บไซต์นิตยสาร Forbe ได้ไล่เรียงเคล็ดลับนี้ไว้ 3 ประการว่า

    เคล็ดลับแรกคือ คนรวยไม่เคยกลัวที่จะล้มเหลว โดยมหาเศรษฐีส่วนใหญ่บอกว่า ณ จุด ๆ หนึ่ง พวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะยึดติดอยู่กับเส้นทางที่ง่ายและปลอดภัย หรือจะยอมเสี่ยงหลังจากไตร่ตรองแล้วว่าคุ้ม แต่อาจเกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีก็ได้ แต่เมื่อต้องการไปถึงความมั่งคั่งอย่างแท้จริง บางครั้งก็ต้องเสี่ยง นอกจากนี้แม้ว่าพวกเขาล้มเหลว พวกเขาก็พร้อมจะเรียนรู้จากความผิดพลาด และเริ่มเดินหน้าอีกครั้ง และอย่าปล่อยให้ประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีตทำลายการมองโลกในแง่ดีและความปรารถนาอันแรงกล้าของตนเอง ให้มีมันไว้เป็นประสบการณ์

    เคล็ดลับที่ 2 คือ มหาเศรษฐีจะมองปัญหาอย่างสร้างสรรค์และหาแหล่งสร้างรายได้ใหม่ ๆ มหาเศรษฐีที่ถูกสัมภาษณ์มักบอกว่าพวกเขามองปัญหาจากหลายแง่มุม และชอบที่จะทำอะไรที่แตกต่างไป พวกเขามักจะต้องคิดแบบวิเคราะห์เมื่อมองปัญหาต่าง ๆ และไม่ยอมให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เล็กน้อยทำให้พวกเขาล้มเลิกที่จะทำในสิ่งที่ตนคิดว่าถูกต้อง

    ส่วนเคล็ดลับสุดท้ายคือ การมีคู่ครองที่ดี มหาเศรษฐีส่วนใหญ่โดยเฉพาะพวกที่ก่อร่างสร้างตัวด้วยตัวเองล้วนบอกว่าคู่ครองที่ดีมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จ เพราะการเริ่มทำธุรกิจหรือบริหารอาณาจักรธุรกิจต้องอาศัยการทุ่มเทอย่างมาก และความเครียดอาจฆ่าพวกเขาได้ ดังนั้นการมีคู่ครองที่ดีที่คอยสนับสนุน และเชื่อมั่นในตัวพวกเขา ระหว่างการดิ้นรนต่อสู้บนเส้นทางสู่ความสำเร็จจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

  • วิธีรวยทางลัดมีจริงๆ หรือเปล่า

    รวยทางลัด

     

    คุณอยากรวยทางลัดมั้ยครับ แล้วคุณคิดว่าวิธีรวยทางลัดนั้นจริงๆ แล้วมีมั้ย

    คำตอบ คือ วิธีในการรวยทางลัดนั้นก็มีอยู่ แต่มันยากมากถึงมากที่สุด นั่นคือการถูกหวยรางวัลที่ 1 เป็นการรวยในชั่วข้ามคืน แต่ในประเทศไทยจะมีสักกี่คนที่จะทำได้อย่างนี้ ใน 1 เดือนจะมีสัก 1 คนเท่านั้นเอง ที่จะประสบกับความโชคดีขนาดนี้ อันนี้รวยทางลัดจริงๆ ผมอยากจะบอกว่าการพนัน ไม่ได้ทำให้เรารวยทางลัดได้ เช่น การพนันบอล หรือการพนันในรูปแบบอื่นๆ เราอาจจะได้เงินมาชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อนำเงินจำนวนนั้นไปเสียให้หมดอีกรอบนึง ผมเห็นคนหมดตัวเพราะเรื่องพวกนี้มาหลายคนแล้ว ผมทราบว่าทุกคนส่วนใหญ่บนโลกนี้ มีใครบ้างไม่อยากรวย มีใครบ้างไม่อยากสบาย แต่อยากจะบอกว่าวิธีรวยทางลัด เป็นวิธีรวยที่มองไม่เห็นแสงรำไรที่อยู่ข้างหน้าอย่างมากที่สุด

    ความรวยที่แท้จริงนั้น จะต้องมาจากการทำงานที่สุจริต ขยันในการทำงาน หาไอเดียใหม่ๆ ในธุรกิจ หรือการทำงาน และการทำงานประจำก็ทำให้เรารวยได้ ถ้าเรามีเงินเดือนระดับ 5 หมื่นถึง 1 แสนบาทต่อเดือน ในปัจจุบันผมแทบจะเดินชนกับคนพวกนี้ ที่ทำงานมีเงินเดือนสูงขนาดนี้ แสดงว่าหนทางในการทำงานเงินเดือนสูงๆ ยังพอมีในเศรษฐกิจเช่นปัจจุบันนี้ เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจยิ่งผันผวน พวกบริษัทต่างๆ ยิ่งต้องการคนที่สามารถมากเป็นเงาตามตัวเท่านั้น

    วิธีรวยทางลัดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินั้นก็มี ไม่ใช่ไม่มี แต่เป็นหนทางที่ไม่ดีเอาอย่างมากๆ คือการไปโกงเค้ามา หรือใช้แผนที่แยบยลจนคนอื่นนึกไม่ถึงในการไปนำเงินนั้นมา ส่วนใหญ่จะติดคุกติดตะรางกันก่อนจะรวยกันซะก่อน หรือไม่ก็ถูกจับได้ในภายหลัง หรืออีกกรณีหนึ่งในปัจจุบันที่กำลังเป็นที่นิยมเลยก็คือเป็นการรวยทางลัดโดยวิธีการชวนเชื่อของพวกธุรกิจขายตรงว่าลงทุนแค่ไม่กี่พัน แล้วคุณจะกลายเป็นเศรษฐีในเวลาไม่นาน รอนั่งนับเงินอยู่กับบ้าน ง่ายมั้ยหล่ะครับ

    ผมขอสรุปนะครับว่า วิธีการรวยทางลัดบนโลกนี้แทบจะไม่มีเลย หรือถ้ามีก็มีน้อยมาก นับคนได้เลย นอกเสียจากว่าคุณได้สร้างบุญใหญ่มาแต่ปางก่อน ก็มีสิทธิ์ถูกหวยรางวัลที่ 1 หรือในเมืองนอกก็จะมีเฉพาะบางคนที่คิดค้นไอเดียใหม่ และดังชั่วข้ามคืนออกมาเพราะไอเดียของเค้า เงินมาจากงานสุจริต

    แต่ถ้าคุณยังอยากรวยทางลัดจริงๆ ผมก็ขอให้คุณได้คิดค้นไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับคนหมู่มาก แล้วคนหมู่มากนั้นก็จะนำเงินมาให้คุณเอง โดยที่เราไม่ต้องไปโกง หรือขโมยสมบัติใครมาเพื่อรวยทางลัดแต่อย่างใด

    และถ้าเราอยากรวยเราต้องมีความคิดในแง่บวกเกี่ยวกับชีวิต ซึ่งเป้นเรื่องจริงนะครับ ถ้าคุณนั่งเครียดทั้งวัน คุณจะเอาเวลาที่ไหนไปคิดเรื่องธุรกิจให้มันรวยเร็วๆ หล่ะครับ จริงมั้ยครับ ผมก็ขอแทรกวิธีคิดไปสู่การเป็นคนรวยไว้เล็กๆ น้อยๆ นะครับ

    1. ต้องคิดในแง่บวก คิดว่าทุกอย่างต้องทำได้ ลบความคิดว่า เป็นไปไม่ได้ ออกไปจากจิตใจ
    2. ต้องตั้งเป้าหมายในการทำงานไว้อย่างแน่นอน และทำตามเป้าหมายที่วางให้สำเร็จ หากไม่สามารถทำได้ก็อย่าหยุดความตั้งใจ ให้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ให้เหมาะสม
    3. ต้องวางแผนปฏิบัติเป็นขั้นตอน เริ่มทำจากสิ่งง่ายๆหรือเล็กๆ แล้วจึงขยับขยายไต่เต้าขึ้นไปทีละขั้นๆ เพื่อให้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งมั่นคง
    4. ต้องพร้อมเสมอที่จะรับมือกับปัญหาและอุปสรรค ที่อาจเกิดขื้นได้ตลอดเวลาโดยไม่กลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
    5. ต้องกล้าคิด กล้าวางแผน และกล้าลงมือปฏิบัติ ก่อนที่ผู้อื่นจะทำสิ่งนั้นไปเสียก่อน
    6. ต้องพร้อมเสมอที่จะเสียสละ เพื่อแลกกับความสำเร็จในวันข้างหน้า
    7. อย่าหยุดแค่ความสำเร็จสูงสุดของวันนี้ ให้สร้างเป้าหมายใหม่ที่สูงขื้นเรื่อยๆ และมุ่งมั่นทำเป้าหมายนั้นต่อไป เพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต

    อยากรวยเร็วต้องเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีตั้งแต่วันนี้ครับ เพราะผลจากพรุ่งนี้ ก็มาจากเหตุของวันนี้ เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อก้าวเข้าไปความรวยต่อๆ ไปครับ

  • อยากรวยทำอย่างไร ใครอยากรวยต้องอ่าน

    คำถามที่หลายๆ คนมักจะถามตัวเองในยามที่ประสบปัญหาทางด้านการเงินกันอยู่บ่อยๆ คือ อยากรวยทำอย่างไร เมื่อเมื่อเรารวยแล้ว เราจะได้ไม่มีปัญหาหนี้สินต่างๆ มาให้รำคาญใจ แต่อาจมีเพียงไม่กี่คนที่มีการคิดตั้งเป้าหมาย และวางแผนการสร้างความร่ำรวยอย่างจริงจัง การสร้างความร่ำรวยนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด ปัจจุบันมีเครื่องมือทางการเงินต่างๆ ทั้งตราสารทางการเงิน และกองทุนหลายชนิด ที่ช่วยให้เราสามารถลงทุนสร้างฐานะ และความร่ำรวยขึ้นมาได้ แต่นั่นก็อาจจะไม่เพียงพอ เราจะต้องทำให้แตกต่างไปจากคนอื่น

    วันนี้ผมก็มีบทความอยากรวยทำอย่างไร อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องการเงินเพียวๆ แต่จะบวกวิธีการดำเนินชีวิตเมื่อต้องตามหาความรวย ไปด้วยครับ

    อยากรวยทำอย่างไร : ตื่นเช้าๆ

    อยากรวยทำไมต้องตื่นเช้าครับ ตื่นเช้าแล้วแล้วได้อะไรเนี่ย!

    คนรวยส่วนใหญ่ไม่ตื่นสายครับ และนอนดึกด้วย และตื่นเช้าด้วย บางคนนอนกันวันละแค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะเค้าใช้หัวสมองในการคิดเรื่องต่างๆ เยอะ และมีงานให้เค้าต้องทำมากมาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นงานทางด้านใช้ความคิดมากซะเป็นส่วนใหญ่

    การตื่นเช้าทำให้รู้สึกสดชื่น รู้สึกทำให้ตามโลกได้ทันว่าวันนี้เค้าไปกันถึงไหนแล้ว โดยอาจจะเปิดคอมพิวเตอร์ เช็คกับอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะเหล่าผู้บริหารระดับสูงจะพลาดข่าวเด็ดๆ ในวงการธุรกิจไปไม่ได้เลย เพราะมีผลต่อการทำกำไรให้มากขึ้น อย่างเช่น เมื่อถึงช่วงฤดูกาลของลดราคา ของดีมีราคาก็จะมีคนที่ไปถึงก่อนไปจับจองกันหมด ถ้าคุณตื่นสายกว่าคุณจะไปถึง ก็จะได้สินค้าที่เหลือๆ จากช่วงเช้าไปแล้ว

    การนอนตื่นเช้า ทำให้เราหัวแล่นไว ไม่ตื่นขึ้นมาแล้วมึนๆ อันนั้นคือนอนเยอะไป

    ถ้าใครยังติดนิสัยนอนตื่นสายอยู่ ผมอยากให้คุณนอนตื่นเช้าดู แล้วตัวคุณจะมีพลังขึ้นแห่งความสดชื่นแจ่มใสขึ้นมาเยอะเลย ถ้าคุณเป็นคนทำงานนี่คือโอกาสที่ทำให้เจ้านายคุณประหลาดใจกับการมาทำงานแต่เช้าของคุณ หรือถ้าคุณทำธุรกิจส่วนตัวนี่คือโอกาสที่จะทำให้คุณได้นั่งคิดพิจารณาไอเดียใหม่ๆ ในยามเช้า ที่เป็นเวลาที่คนเรามีพลังมากที่สุด บางทีสิ่งที่เราคิดมาทั้งวันนั้นดันคิดไม่ออก แต่มาคิดออกเมื่อตอนที่หัวเราโล่งมากที่สุด

    อยากรวยต้องตื่นเช้าๆ นะครับ ตื่นแต่ไก่โห่ยิ่งดีครับ แล้วหัวสมองคุณจะแล่นเร็วขึ้น คิดอ่านอะไรได้ไวขึ้น ไม่เชื่อลองดูครับ

    อยากรวยทำอย่างไร : ทำสิ่งที่ตัวเองรัก เรื่องเงินวางไว้ก่อน

    คนจะประสบความสำเร็จได้ สิ่งแรกต้องทำ คือการตั้งเป้าหมายแล้วเดินไปสู่เป้าหมายนั้น การตั้งเป้าหมายจะทำให้เกิดการวางแผน การดำเนินงานที่ชัดเจน มีการวางกรอบเวลาที่แน่นอน หากเราวางเป้าหมายผิดพลาด ทุกอย่างก็จะผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปด้วย เช่น ไทเกอร์ วูดส์ นักกอล์ฟมือ 1 ของโลก ไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่เงินรางวัล แต่เป้าหมายของเขาอยู่ที่ทำอย่างไรถึงจะเป็นที่ 1 ในกีฬากอล์ฟ เขาฝึกฝนอย่างหนัก ในที่สุดก็ครองมือหนึ่งของโลก จากนั้นเงินก็ไหลมาเทมาอัตโนมัติ จากตัวอย่างของไทเกอร์ วูดส์ นั้นเป็นการทำสิ่งที่ตัวเองรัก เรื่องเงินวางไว้ข้างหลังก่อน เพราะถ้าคุณอยู่กับสิ่งที่ตัวไม่รักไม่ได้ชอบ ถ้าคุณรวย คุณก็ต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบนี้ต่อไป

    ลองพยายามค้นหานะครับว่าสิ่งที่คฺณรักคืออะไร โดยลองทำรายการสิ่งที่คุณชอบทีจะทำในเวลาว่าง ซึ่งสิ่งที่เรารักที่จะทำจริงๆ มักจะมีไม่กี่อย่าง และลองทำงานทีคุณทำรายการไว้ในเวลาว่างดู และลองคิดหาวิธีสร้างรายได้จากงานเหล่านี้ อาจจะเริ่มจากการทำในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ถ้าทำแล้วมันดี ได้ทำสิ่งที่ชอบด้วย ได้เงินด้วย คุณก็เอามาต่อยอด เอามาทำแทนงานประจำเลยครับ งานแบบนี้เป็นงานในฝันของหลายๆ คนเลยครับ

    อยากรวยทำอย่างไร : ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง

    อยากรวยต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น รวยขึ้น ไม่ใช่ว่าเมื่อก่อนอยู่อย่างไง เดี๋ยวนี้ก็อยู่อย่างงั้น ถ้าคุณอยากรวยคุณต้องกล้าเปลี่ยน ทั้งกล้าที่จะเปลี่ยนงานที่ได้เงินเดือนสูงขึ้น หรือกล้าออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ทั้งนี้ควรกล้าอย่างมีการวางแผน ไม่ใช่กล้าแบบบุ่มบ่าม ถ้าเป็นพนักงงานกินเงินเดือน ก็ลองศึกษาบริษัทในสายงามดูว่า ที่ใดให้เงินเดือนสูงกว่านี้ หรือที่ใดให้ตำแหน่งทางการงานที่สูงกว่านี้ สำหรับท่านที่จะออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ก็ต้องศึกษากระบวนการธุรกิจนั้นๆ ให้ทะลุปุโปร่ง เพราะถ้าคุณออกจากงานไปทำธุรกิจแล้ว คุณต้องไม่พลาด ถ้าพลาดนั่นคือคุณต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ บางทีความฝันกับความจริงนั้นต่างกัน ฉะนั้นความกล้าในครั้งนี้ ต้องทำการบ้านมาให้เยอะๆ เพื่อให้ถึงเส้นชัยที่หวังไว้นะครับ

    อยากรวยทำอย่างไร : ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์

    มหาเศรษฐี กับคนยากจน มีเวลาเท่ากัน คือ 24 ชั่วโมง คำถาม คือ ทั้ง 2 คนนี้ ใช้เวลาต่างกันยังไง ถ้าคุณเห็นคนรวยนอนวันละ 4-6 ชั่วโมง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก คนรวยใช้เวลาได้คุ้มค่ามาก เวลาทุกนาทีเป็นเงินเป็นทอง คนรวยถ้าเค้ามีเวลาว่าง เค้าจะศึกษาหาข้อมูลในอาชีพ หรือในธุรกิจที่เค้าทำ เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ และไม่ใช้เวลาในการไปเที่ยวเตรดเตร่มากจนเกินไป เค้ามีจุดมุ่งหมายในชีวิตอย่างชัดเจ และเดินตามแผนที่วางเอาไว้

    สรุป

    สำหรับบทความอยากรวยทำอย่างไรนี้ ก็ให้แง่คิดสำหรับท่านที่อยากรวย ให้ปรับวิธีคิดให้เหมือนคนรวย สรุป คือ คนรวยมีความขยันขันแข็ง มีจัดมุ่งหมายในชีวิต และทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ก็ไม่ยากเลยนะครับ คนรวยรวยได้ เราก็ต้องรวยได้ครับ

  • 6 วิธีคิดอย่างไรให้รวย

    วิธีคิดให้รวย
     

    วิธีคิดอย่างไรให้รวย หรือการคิดให้รวย เป็นสิ่งที่ผู้ที่ปรารถนาในความรวยอาจจะเฝ้าถามกับตัวเองว่าทำไมเราไม่รวยสักที เป็นเพราะอะไร ทำบุญมาน้อยหรือเปล่า หรือช่วงนี้ดวงไม่ค่อยดี หรือสาเหตุในชีวิตอย่างอื่นอีกร้อยแปดพันเก้า บางคนไปหาปลายเหตุ คือ ไปปรับเปลี่ยนฮวงจุ้ยบ้าน ไปเสริมศิริมงคลให้กับตนเอง เช่าวัตถุมงคลที่เค้าว่าดี บูชาแล้วมีแต่โชคลาภ แต่เวลากลับมาบ้านก็เครียดเรื่องเงินเหมือนเดิม ผมคิดว่าเราต้องแก้ที่ต้นเหตุครับ ถ้าเราไม่รวย ก็เป็นเพราะวิธีคิดของเรานั่นเอง วิธีคิดทำให้เรามีพลัง ทำให้เราก้าวไปข้างหน้า ทำให้เราจน ทำให้เรารวยได้ ทำให้เรามีความสุข และทำให้เรามีความทุกข์ ขึ้นอยู่กับวิธีคิดทั้งหมด

    วันนี้ผมจะขอนำเสนอเรื่องราววิธีคิดอย่างไรให้รวยให้กับท่านผู้อ่านได้ลองอ่านดูนะครับ

    คิดให้รวยประการที่ 1 : เราสามารถสร้างสรรค์ชีวิตของเราได้

    หลายๆ คนมีความคิดที่เชื่อว่า ชีวิตของฉันปล่อยไปตามยถากรรม ถ้าคุณต้องการชีวิตที่มั่งคั่งร่ำรวย คุณจะต้องคิดอยากรวยก่อนเป็นประการแรก โดยที่คุณเหมือนเป็นคนขับเรืออยู่กลางทะเล โดยควบคุมทิศทางเรือของคุณเอง คุณสามารถคิดสร้างสรรค์ชีวิตของคุณได้ เป็นข้อหนึ่งของวิธีคิดอย่างไรให้รวย

    ต่อไปนี้เป็นแบบฝึกหัดที่ผมอยากให้คุณทำต้องทำ ผมคิดว่าแบบฝึกหัดนี้จะสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณได้อย่างแน่นอน เป็นการคิดให้รวย อยากให้คุณลองลงมือปฏิบัติดูครับ

    – หยุดคิดถึงความยากจนอีกต่อไป มันอาจจะทำยาก แต่ถ้าคุณอยากรวยคุณต้องพยายามคิดแต่ความร่ำรวยในอนาคตของเรา
    – หยุดคิดในทำนองว่า เราจะมีเงินได้อย่างไร เรามีความรู้น้อย เราการศึกษาต่ำ
    – ฝึกคิดแง่บวก คิดดีในด้านสร้างสรรค์ พัฒนาในด้านที่เป็นไปได้ คือ ไม่ว่าคุณทำอาชีพอะไร ต้องคิดว่า คุณต้องทำได้ คุณต้องได้เงิน และรวยได้ คุณต้องประสบความสำเร็จได้

    คิดให้รวยประการที่ 2 : คิดอย่างมีเป้าหมาย ว่าเราต้องการอะไร

    คุณต้องรู้สิ่งที่คุณต้องการก่อน แล้วจึงคิดที่จะทำให้ได้สิ่งนั้นมา โดยกำหนดเป้าหมายที่จะให้ได้สิ่งนั้นเมื่อไรในอนาคต และต้องการจะได้มากน้อยแค่ไหน ตั้งใจอย่างมุ่งมั่นที่จะได้สิ่งนั้นมาภายในเวลาที่กำหนด เมื่อคุณต้องการสิ่งนั้น โดยมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะก้าวไปสู่การมีเงินมีทอง มีฐานะดี มีความเป็นอยู่ดี เป้าหมายของคุณก็คือ ต้องการมีเงิน มีฐานะ และความเป็นอยู่ดี โดยคิดมุ่งหวังอยู่เช่นนี้ตลอดเวลา เป็นการคิดให้รวยซึ่งถ้าเราอยากรวยจริงๆ เราต้องทำได้

    คิดให้รวยประการที่ 3 : ต้องรวยให้ได้ในชีวิตนี้

    หลายๆ คนไม่เคยตั้งจุดมุ่งหมายว่าจะต้องรวยให้ได้ในชีวิตนี้ คนเราส่วนมากคิดดีอย่างมีเหตุผลว่าทำไมจึงอยากรวย เพราะความร่ำรวยมีเงินมีทองนั้นหมายถึง การที่จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นในหลายๆ ด้าน แต่จริงๆ แล้วก็ไม่เสมอไป เพราะถ้าหากมีเงินร่ำรวย แต่มาจนด้านสุขภาพจิตและร่างกายเสียแล้ว เป้าหมายที่จะมีเงินร่ำรวยอย่างต่อเนื่องก็ต้องหยุดชะงักลงทันที ดังนั้น เป้าหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ขาดเสียมิได้ก็คือ ต้องมีสุขภาพดี อยู่เสมอด้วยเช่นกัน

    สิ่งที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ คนส่วนมากไม่ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ เป็นเพราะว่าพวกเขาไม่รู้แน่ชัดว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ นั้นเป็นอะไร เป็นสิ่งใด ส่วนคนรวยนั้น จะรู้สิ่งที่เขาต้องการอย่างชัดเจน แล้วก็คิดมุ่งมั่นอยู่กับสิ่งที่เขาต้องการโดยไม่มีวันหยุด เขาจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้สิ่งที่เขาปรารถนาให้จงได้ แต่ไม่ได้ทำผิดกฏหมายและศีลธรรม

    ความคิดให้รวยนั้น ไม่เหมือนกับความคิดไปเดินเล่นชิลล์ๆ พักผ่อนหย่อนใจ คือเราต้องคอยกำหนดจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ต้องการอันเป็นเป้าหมายอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่อง ด้วยความพากเพียรพยายามอย่างไม่หยุด คุณต้องมีความเชื่ออยู่ในจิตใจว่าคุณต้องทำได้ แต่ถ้าไม่มีความตั้งใจมุ่งมั่นแน่วแน่วแล้ว การที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่คุณปรารถนนั้นก็เป็นไปได้ค่อนข้างน้อย ฉะนั้นต้องให้รวย คิดให้ออกมาอย่างชัดเจนเลยว่า เราจะต้องรวยให้ได้ในชีวิตนี้

    คิดให้รวยประการที่ 4 : เชื่อในพลังความคิดของตนเอง

    หลายๆ ท่านในช่วงชีวิตที่ผ่านมาอาจจะเคยคิดเล็ก คิดได้ก็ดี ไม่ได้ช่างมัน คิดไปเรื่อยๆ แต่ความลับของความร่ำรวยแท้จริงแล้วอยู่ที่ พลังอำนาจของความคิด ขึ้นอยู่กับผู้คิด คิดอย่างไรมักได้อย่างนั้น บุคคลที่รู้จักใช้ความคิดหรือรู้จักคิด ย่อมใช้พลังอำนาจของความคิดเป็นพลังงานดึงดูดสิ่งที่ต้องการเข้ามาสู่ตนได้

    พลังความคิดที่จะเกิดผลได้ เราจะต้องมีความเชื่อในความคิดของเราด้วย ถ้าเราเองยังไม่เชื่อในความคิดของเรา ก็ป่วยการที่จะให้คนอื่นมาเชื่อในความคิดของเราด้วย เราต้องเชื่อในตัวเรา เชื่อว่าเราทำสำเร็จ ทำสิ่งเล็กๆ ให้สำเร็จก่อน แล้วสิ่งๆ ใหญ่เราจะมีความมั่นใจว่าเราทำได้

    คิดให้รวยประการที่ 5 : ไม่คิดถึงแต่ปัญหา แต่ให้คิดก้าวไปข้างหน้า

    คนที่ยังไม่รวยสาเหตุหนึ่งคือคอยคิดถึงแต่ปัญหา หากมีปัญหาก็ยอมแพ้ หยุดสู้ชีวิตกันต่อไป การที่จะร่ำรวยได้นั้น อาจจะไม่ง่ายนัก ไม่เหมือนกับการใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แต่หากเป็นการเดินทางที่ต้องพบกับอุปสรรคมากมาย ดังที่นักประพันธ์บางคนกล่าวว่า ชีวิตเรานั้นใช่ว่าจะเดินอยู่บนกลีบกุหลาบ หากต้องเดินอยู่บนถนนที่ขรุขระหรือมีขวากหนามบ้าง ชีวิตจึงจะมีรสชาติ เป็นคำกล่าวที่จริงทีเดียว คนที่จะมีเงินมีทองได้ต้องทำงานหนัก คนที่จะมีชื่อเสียงได้ต้องทำงานหนักเช่นกัน ไม่ใช่อยู่เฉยๆ แล้วจะได้เงินได้ทองมากองอยู่ตรงหน้า ผู้ที่ประสบความสำเร็จทุกคน ล้วนแล้วแต่เป็นนักผจญภัยชีวิตที่ยอดเยี่ยม ฟันฝ่าอุปสรรคนานาชนิดมามากมาย กว่าจะมาถึงจุดนี้คือจุดที่มั่งมีเงินทอง มีชื่อเสียง

    คนที่ไม่ประสบความสำเร็จเห็นอุปสรรคความยากลำบากเข้าหน่อยก็เกิดความท้อใจ พยายามหาทางหลีกเลี่ยงความยากลำบากอยู่เสมอ ไม่เคยคิดกล้าที่จะฟันฝ่าอุปสรรคความยากลำบากนั้นเลย ชอบความเป็นอยู่ที่ง่ายๆ สะดวกสบาย บุคคลประเภทนี้ยากที่จะร่ำรวย และยากที่จะประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงได้

    คนรวยไม่มีความย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น เห็นอุปสรรคเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาให้มีพลังจิตที่กล้าแข้งอดทน และก่อให้เกิดประสบการณ์ ก่อให้เกิดปัญญาที่ช่วยให้รู้วิธีแก้ไขต่อไป ไม่ว่าอุปสรรคชนิดใดเข้ามา ก็จะเอาประสบการณ์ และปัญญาในอดีตมาฟันฝ่าแก้ปัญหานั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้

    คิดให้รวยประการที่ 6 : พยายามมองหาโอกาสอยู่เสมอ

    คนที่ยังไม่รวยจะพยายามจ้องมองหาปัญหาอยู่เสมอ ซึ่งในทางกลับกันคนรวยเป็นคนที่แสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนอยู่เสมอ เป็นการเตรียมตัวรอโอกาสที่จะมาถึง เปรียบดังชาวประมงที่เตรียมใบเรือให้พร้อมอยู่เสมอพอลมมาก็แล่นเรือออกผจญภัยสู่ทะเลได้ทันที การเตรียมความรู้ความสามารถให้พร้อมอยู่เสมอ เป็นการดีเมื่อโอกาสมาถึงก็สามารถตอบรับโอกาสนั้นได้ทันที

    คนที่ยังไม่รวยมักเป็นคนที่ชอบความสะดวกง่ายๆ สบายๆ ไม่คิดดิ้นรนเพิ่มเติมในชีวิต ไม่แสวงหาความรู้เพิ่มเติม ไม่เคยคิดถึงโอกาสที่จะเข้ามา และคิดว่าชีวิตนี้ของตนเอง คงไม่มีโอกาสที่จะมีงานที่ดีกว่านี้ คิดว่าไม่มีทางที่จะมีเงินร่ำรวยอีกแล้ว จึงปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามมีตามเกิดหรือตามยถากรรม ในโลกทางการเงิน ความกล้าเสี่ยงบางครั้งก็ทำให้ได้รับรางวัลของความกล้าเสียงได้อย่างคุ้มค่า รางวัลที่สูงค่า ย่อมต้องกล้าสู้ความเสี่ยงที่สูงด้วยเช่นกัน คนรวยมักเป็นผู้ที่กล้าเสียงเสมอ

    คนรวยมักมีความคาดหวังต่อความสำเร็จ เขามีความมั่นใจต่อความสามารถของเขา มีความมั่นใจต่อความคิดสร้างสรรค์ตลอด และมีความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เขาทำต้องประสบความสำเร็จ สมดังคำว่าคิดให้รวย แล้วมันจะรวยได้เอง

    คนที่ยังไม่รวยมีความคาดหวังต่อความล้มเหลว เพราะเขาขาดความมั่นใจในตนเอง ขาดความเชื่อมั่นในความสามารถของเขา และคิดว่าสิ่งที่เขาทำคงเป็นไปไม่ได้ที่จะประสบความสำเร็จ เขาเชื่อว่าถ้าเขาทำไปจะต้องไม่ประสบความสำเร็จแน่นอน

    สรุป

    วิธีคิดอย่างไรให้รวยนั้น ก็คือการปรับความคิดของตนเองให้เป็นไปในทางบวก โดยให้มีความคิดลบอยู่น้อยที่สุด เพื่อเป็นแรงผลักดันให้กับชีวิตตนเอง เพราะคนคิดลบย่อมไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะทำให้สิ่งที่ตนทำประสบความสำเร็จได้ ถ้าเราอยากรวยเราต้องปรับทัศคติในการเดินไปข้างหน้า อุปสรรคเป็นเหมือนยาชูกำลัง อย่าเห็นอุปสรรคเป็นเหมือนกำแพง ชีวิตที่ไร้อุปสรรคผมว่ามันจืดชืดนะครับ

    อย่างไรก็ตามการก้าวไปหาความรวย ก็อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ และความเครียด หรือความคิดลบก็เกิดให้เกิดผลกระทบในร่างกายได้นะครับ ฉะนั้นผลของการคิดลบ นั้นก็เป็นลบสมชื่อจริงๆ ครับ สำหรับวันนี้คุณผู้อ่านก็ได้พอทราบ วิธีคิดอย่างไรให้รวยกันไปแล้วนะครับ ว่าต้องคิดบวกเป็นพื้นฐาน ก็ลองนำไปปฏิบัติกันดูนะครับ ขอให้คิดให้รวย มีเงินมีทองกันทุกท่านครับ

  • ลักษณะคนรวย คนรวยเค้ามีอะไรที่มากกว่าเรา

    ลักษณะคนรวย

     

    ลักษณะคนรวย อยากรู้มั้ยครับว่าคนรวยเค้ามีอะไรที่มากกว่าเรา ในทุกๆ ปี สื่อมวลชนต่างๆ จะไปเสาะแสวงหาทำการสำรวจสินทรัพย์ของคนรวย หรือมหาเศรษฐีทั้งหลายทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ว่ามีใครบ้าง แล้วเค้ามีสินทรัพย์เท่าไหร่บ้าง เพราะนอกจากจะเป็นข่าวที่คนอยากรู้แล้ว ของแบบนี้ยังกระตุ้นให้ผู้ได้ยินได้ฟัง อยากร่ำรวยเหมือนมหาเศรษฐีเหล่านี้นั่นเอง เรียกได้ว่าดูไว้เป็นแรงบันดาลใจให้กับตนเอง

    แต่ผู้ที่ทำมาหากินอย่างเราๆ ท่านๆ คงรู้กันอยู่แก่ใจนะครับว่า การจะเป็นคนรวยได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เราจะเห็นได้ว่าในโลกนี้มีคนรวยที่เรียกได้ว่าเป็นมหาเศรษฐีเพียงน้อยนิดมาก เมื่อเทียบกับประชากรบนโลกที่มีมากมาย เงินส่วนใหญ่จะอยู่ในมือคนจำนวนน้อยนั่นเอง และการเป็นเศรษฐีอะไรเนี่ย ก็มีที่มาอยู่ 2 แบบซะด้วยนะ คือ รวยเพราะพ่อแม่รวยอยู่แล้ว กับรวยเพราะสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง แต่คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ฉะนั้นเราถ้าเราอยากรวย เราต้องขยันนะครับ

    แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ เรียนรู้จากประสบการณ์ของบรรดามหาเศรษฐีทั้งหลายต่างหากหล่ะ ที่พวกเราควรรู้ไว้ และเอาเยี่ยงอย่างคนที่รวย สร้างเนื้อสร้างตัวจากความสามารถของตัวเอง เพราะเราไม่ใช่ทายาทมหาเศรษฐี ที่จะอยู่ในกองเงินกองทอง ว่าแต่คนรวย ถ้าไม่รู้จักรักษามรดกไว้ให้ดีก็มีสิทธิ์สมบัติหมดได้เหมือนกันนะครับ การดำเนินชีวิตต้องไม่ประมาทครับ

    เอาหล่ะครับ เรามาพูดถึงคนที่สร้างเนื้อสร้างตัวแล้วรวยกันดีกว่า เพราะเราๆ ท่านๆ ย่อมประสงค์อยากมั่งมี และมั่งคั่งแบบเดียวกับคนกลุ่มนี้แน่ๆ การได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตของเศรษฐีเหล่านี้ไว้ สักวันนึงคุณอาจเป็นเศรษฐีกะเค้าบ้างก็ได้ ใครจะไปรู้หล่ะ แข่งอะไรแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้นะครับ แต่คุณต้องขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจ ในการก้าวเข้าไปหาความร่ำรวยด้วยนะครับ เอาหล่ะมาดูกันครับลักษณะของคนรวย คนรวยเค้ามีอะไรที่มากกว่าเรา

    1. ทำงานหนัก

    คนรวยทุกคนล้วนทำงานหนัก เป็นลายเซ็นต์ของคนรวยเลยก็ว่าได้ ผมยังไม่เคยเห็นคนรวยที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาด้วยตัวเองแล้วขี้เกียจเลยนะครับ ต่อให้เค้ารวยแล้ว ผมก็ยังไม่เห็นว่าเค้ามีทีท่าที่จะแผ่วเลย การทำงานหนักเป็นคุณลักษณะประจำตัวของคนรวยไปแล้วครับ

    2. มีปัญญาดี

    ดูอย่างอภิมหาเศรษฐี บิล เกตต์ เจ้าของไมโครซอฟท์เป็นตัวอย่างละกัน รวยขึ้นมาได้เพราะความฉลาดของตนเองแท้ๆ หลายๆ ท่านอาจจะบอกว่าตัวเองไม่ฉลาดจะเป็นเศรษฐีได้มั้ย ผมก็บอกได้เลยว่าได้ ความฉลาดเป็นสิ่งที่ฝึกกันได้ ไม่มีใครโง่ แล้วโง่ตลอดไป ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สิ่งไหน คุณก็เรียนสิ่งนั้น เอามาเติมเต็มให้กับคุณ คุณจะได้มีชั่วโมงบินในเรื่องนั้นๆ มากขึ้น

    3. ใช้เวลาในการก่อร่างสร้างตัวเป็น 10 ปี 20 ปี หรือมากกว่านั้น

    ถ้าคุณอยากรวย ก็ขอให้ลืมเรื่องการเป็นเศรษฐีในเวลาข้ามวันไปได้เลย มันเป็นไปแทบไม่ได้เลย นอกจากคุณสร้างบุญหนักไว้ในอดีตชาติ เช่น ส่งฝาลุ้นรางวัล แล้วได้เงินล้านมาแบบงงๆ หรือซื้อลอตเตอรี่แล้วโชคดีถูกรางวัลที่ 1 แต่คุณคิดว่าจะมีสักกี่คนที่โชคดีแบบนี้

    4. อายุเฉลี่ยของคนรวยด้วยตนเอง ส่วนใหญ่จะอยู่ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป

    หรือเรียกว่ากว่าจะมีฐานะร่ำรวยก็เข้าวัยกลางคนขึ้นไป แต่ในยุคสมัยนี้เราสามารถย่นย่อระยะเวลาในการสร้างฐานะได้ อยู่เลข 30 ปีต้นๆ แล้วรวยมีอยู่ถมเถไป ถ้าคุณเชื่อว่าคุณทำได้ คุณก็จะทำได้ ตอนนี้หลายๆ อย่างเปิดกว้าง โอกาสในการทำเงินเปิดมากขึ้น เรามีอินเตอร์เน็ตมาช่วยในการโปรโมท มาช่วยในการหาขายสินค้า ไม่เหมือนในสมัยก่อนที่ช่องทางการโปรโมทสินค้ามีไม่มากนัก ต้องใช้ความขยัน มานะมุ่งมั่นกันล้วนๆ

    5. เมื่อมีเงินแล้วก็ต้องทำให้เงินที่มีเพิ่มขึ้น

    ในสมัยนี้เค้ามีประโยคพูดติดปากว่า ให้เงินทำงานแทนเรา เช่น นำเงินที่ได้มาจำนวนหนึ่ง นำไปลงทุนต่อยอดเพิ่มในธุรกิจต่างๆ หรือนำเงินไปลงทุนในเรื่องต่างๆ หรือเก็บออมเงินไว้ในธนาคารกินดอกเบี้ย ขึ้นอยู่กับคุณด้วยว่า อยากขยายความรวยของตัวเองไปในระดับไหน หรือว่ารวยระดับนี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะนิยามความรวยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

    6. ลด ละ เลิก อบายมุข

    ทุกอย่างที่เป็นอบายมุขเลิกเสีย ถ้าไม่อยากหมดตัว แทนที่จะรวยเป็นเศรษฐี อบายมุขมีอะไรบ้าง เช่น ติดสุรา ได้เงินมาก็ซื้อสุรากิน ใจใหญ่เลี้ยงเพื่อนฝูงหมด หรือติดการพนัน เห็นว่าเล่นแล้วได้ ดวงขึ้นดวงดี ก็เล่นอีก โดยหารู้ไม่ว่าสักวันก็ต้องเสีย ไม่มีใครได้ตลอดไป และการเที่ยวกลางคืนทั้งหลายก็ต้องระวังไว้ด้วยนะครับ รวยแล้วเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ก็จะเป็นทุกข์ตลอดไปครับ มหาเศรษฐีที่ฉลาดจะหลีกเลี่ยงเรื่องพวกนี้ครับ

    เอาหล่ะครับ ตอนนี้ก็พอจะทราบแล้วใช่มั้ยครับว่าลักษณะคนรวย คนรวยเค้ามีอะไรที่มากกว่าเรา ผมขอสรุปให้ว่าคนรวยไม่ได้มีอะไรที่มากกว่าเรามากมาย แต่ความมุ่งมั่นที่จะรวยของเค้ามากกว่าเรานั่นเองครับ เราอาจจะอยู่แบบเฉื่อยๆ ไปวันๆ แต่คนรวยเหมือนจะมีไฟตลอดเวลา ทำนู่นทำนี่อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เรียกได้ว่าเป็นการติดสปีดให้กับชีวิตของตนเองนั่นเองครับ

  • 4 นิสัยของคนรวย ที่ควรทำตาม

    นิสัยของคนรวย

     

    ถ้าจะลองถามคนส่วนใหญ่ว่า ในชีวิตนี้คุณอยากจะเป็นคนรวยหรือเปล่า ผมเชื่อว่าคำตอบที่ได้รับ คือ มีคนอยากเป็นคนรวย มากกว่าไม่อยากเป็นคนรวย ซึ่งในสมัยพุทธกาล หากพูดถึงคนรวยหรือเศรษฐีแล้ว จะหมายถึง บุคคลที่เป็นที่น่ายกย่อง น่าเคารพนับถือมากในความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีน้ำใจไมตรี มีเมตตากรุณาต่อผู้ด้อยโอกาส เพราะว่าเศรษฐีในสมัยพุทธกาลหมายถึง ผู้ที่มีโรงทาน ใครมีโรงทานใหญ่ๆ หรือมีหลายๆ โรงทาน ก็จะถือเป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐี ส่วนใครมีโรงทานเพียงโรงเดียวหรือโรงทานไม่ใหญ่มากนักก็นับเป็นเศรษฐีน้อยๆ ก็จะว่ากันไปตามขนาดของโรงทานที่มีไว้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสในสังคม ฟังดูแตกต่างจากคน หรือเศรษฐีในสมัยปัจจุบันอยู่ไม่น้อยทีเดียว เดี๋ยวนี้พอนึกถึงเศรษฐี ภาพของคฤหาสน์ใหญ่โตโอ่อ่า วัตถุสิ่งของหรูหรา เครื่องอำนวยมากมายปรากฏขึ้นแทนโรงทานไป

    เพราะฉะนั้น ใครที่อยากเป็นคนรวย เป็นเศรษฐี ก็คงจะต้องเริ่มต้นจากการ กำหนดนิยามของคำว่าคนรวย ที่เราต้องการจะเป็นให้ชัดเจนก่อน เช่น บางคนอาจจะอยากเป็นคนรวยที่ใจบุญ หรือเศรษฐีใจบุญ สร้างอะไรหลายๆ อย่างไว้ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อแก่ผู้ด้อยโอกาสนสังคม ดังมีตัวอย่างเช่น นายห้างขายยาตราใบโพธิ์ในอดีต หรือคุณตัน อิชิตัน ถ้าเป็นเมืองนอกก็จะเป็น บิลล์ เกตส์ ที่บริจาคทรัพย์เพื่อการกุศลจำนวนมาก หรือบางคนอาจจะอยากเป็นคนรวยมีเงินมีทอง ไว้เสพสุขในเงินทองของตัวเอง ใครอยากจะเป็นคนรวยแบบใด ก็คงต้องออกแบบกันเองตามความพอใจ แต่ไม่ว่าใครจะอยากเป็นคนรวยแบบใด นิสัยคนรวยที่สำคัญ 4 ข้อต่อไปนี้น่าจะเป็นตัวช่วยนำพาท่านไปลองลิ้มชิมรสความเป็นคนรวย หรือเศรษฐีให้เร็วขึ้นได้บ้าง ใครอยากเป็นคนรวยก็ต้องมี 4 นิสัยของคนรวย ที่ควรทำตาม

    1. คิดอย่างคนรวย แต่ไม่ใช้อย่างคนรวย

    เราจะได้เห็นได้ว่า เมื่อเราไปร้านหนังสือ เราจะเห็นหนังสือที่สอนเราให้รวยมากมายหลายต่อหลายเล่ม แนะนำไปในทางเดียวกันว่าคนจะรวยได้ก็ต้องคิดแบบคนรวย คือจะต้องมีความเชื่อที่หนักแน่นก่อนว่าเราก็เป็นคนรวยได้ เมื่อเชื่อแล้วก็ต้องลงมือทำงานอย่างขยันขันแข็ง มีความพากเพียร มีวิริยะอุตสาหะ มีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานอย่างทุ่มเท ซึ่งก็ควรจะขยันอย่างฉลาด คือต้องหมั่นหาความรู้เพื่อการพัฒนางาน พัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วย แต่ที่สำคัญไปกว่าการคิดอย่างคนรวยก็คือ ต้องไม่ใช้เงินอย่างคนรวย คือต้องรู้จักใช้อยู่ให้ต่ำกว่าฐานะเสมอ หลายคนทำงานหาเงินได้มากมาย แต่ก็ไม่มีเงินเก็บเงินออมเป็นกอบกำสักที เพราะหาได้มากก็ยิ่งใช้จ่ายมาก หาได้เท่าไรก็ไม่เคยพอกินพอใช้ พอหน้าที่การงานเริ่มก้าวหน้าก็ใช้จ่ายมือเติบ ซื้อความสุขความสบายล่วงหน้า ใจใหญ่ เลี้ยงเพื่อนฝูง เรียกว่าการใช้ชีวิตสูงเกินเงินเดือน แบบนี้อาจจะลงเอยด้วยการเป็นคนรวยหนี้แทนที่จะได้นั่งอยู่บนกองเงินกองทอง

    2. อยากเป็นคนรวยต้องมีวินัย

    มีกฎที่สำคัญของการทำงานให้ประสบความสำเร็จ และบริหารเงินให้เป็นไปอย่างที่ใจคิดก็คือ อยากเป็นคนรวยต้องมีวินัย ต้องมีวินัย ทั้งวินัยในการทำงาน ต้องขัยนทำงานทำการ ไม่ขี้เกียจ เพราะถ้าขี้เกียจแล้วเมื่อไหร่เราจะรวยสักที และมีวินัยทางการเงิน ใช้เงินแบบเบาๆ ไม่ใช้จ่ายหนัก หรือใช้แบบผลาญเงินตัวเอง และสุดท้ายก็เงินหมด และกู้เงิน และก็เป็นหนี้ และข้อสุดท้าย ต้องวินัยในการใช้ชีวิต ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขทั้งหลาย ที่จะนำพาชีวิตไปพบกับความเสื่อม สรุปได้ว่ความมีวินัยจะช่วยให้ชีวิตเราเป็นระบบและมีระเบียบมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการเป็นคนรวยให้เราได้อย่างไม่ต้องสงสัย ข้อนี้ต้องหมั่นฝืนใจตัวเองให้ทำในสิ่งที่ควรทำบ่อยๆ และต้องลดการตามใจตัวเองลงบ้างทีละนิด ทีละหน่อย

    3. ต้องอดออมให้เป็น

    ใครอยากเป็นคนรวย ต้องอดออมให้ได้ เพราะเงินที่หามาได้ ไม่มีค่าเท่าเงินที่รักษาไว้ได้ คือ หาได้ 100 ต้องเก็บอย่างน้อยให้ได้ 50 ไม่ใช่ว่ามี 100 ใช้ 100 จะทำให้เราไม่มีโอกาสลิ้มรสความรวย ดังนั้นการวางแผนการเงินแบบคนรวย จึงต้องเริ่มต้นที่อดออม คือต้องอดใจ ต้องหักห้ามไว้ใจบ้าง อยากเป็นคนรวยต้องมีความอดทน รู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ไม่รีบร้อน ไม่เร่งรัดโดยเฉพาะการบริโภค หรือการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง หรือการใช้ของแบรนด์เนม ก็เปลี่ยนมาใช้ของแบบธรรมดาที่มันยังใช้ได้ดีพอๆ กัน อย่างเช่น เสื้อผ้าตัวละหลักร้อย ก็ใส่ดูสวยหล่อได้ไม่แพ้ เสื้อตัวละหลักพัน หรือขับรถราคาหลักแสน ก็สามารถขับไปทำงานได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องไปผ่อนรถจำนวนมากๆ เพื่อให้ได้รถราคาหลักล้านมาใช้ มันอาจจะเกินความจำเป็นของคุณถ้าคุณยังไม่รวย

    4. รู้จักความพอเพียง และการแบ่งปัน

    การรู้จักความพอเพียง และการแบ่งปัน ฟังดูเรียบง่าย แต่มีพลังสร้างสรรค์ที่มหาศาล เพราะทันทีที่เรารู้จักพอ ทันทีที่เราเข้าใจความพอเพียง และนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตัวเรา เราก็จะกลายเป็นคนรวยได้ในทันที เพราะที่เรารวยเพราะเราพอนั่นเอง และการมีความต้องการมากมายแบบไม่รู้จักพอ ก็เท่ากับยังไม่มี ยังต้องดิ้นรน ยังต้องแสวงหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าเรารู้จักพอ และพร้อมจะแบ่งปัน แสดงว่าเรามีมากตามที่เราต้องการ แถมยังมีส่วนเกินที่เผื่อแผ่ไปให้ผู้อื่นได้อีก เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของอภิมหาเศรษฐีใจบุญอย่างบิลล์ เกตส์ และวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่บริจาคทรัพย์สินเกือบทั้งหมดที่ตนเองมีเพื่อสาธารณกุศล นั่นคือส่งที่แสดงให้เห็นว่า การมีเงินล้นฟ้าก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขเสมอไป การแบ่งปันสิ่งที่ตนเองมีไปให้แก่คนที่ไม่มี หรือคนด้อยโอกาส ให้เค้าได้มี ให้เค้าได้ใช้บ้าง ก็ถือว่าเป็นความสุขทางใจอย่างหนึ่งของบรรดาเศรษฐีใจบุญครับ

    สรุป

    นี่ก็เป็น 4 นิสัยของคนรวย ที่ควรทำตาม เป็นสิ่งที่ดีถ้าเราทำตามแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมาย่อมดีตาม เพราะมีเหตุที่ดี ผลที่ออกมาจึงดีตาม ท่านผุ้อ่านลองนำไปปรับใช้ได้นะครับ หนทางในการไปสู่ความรวย อาจจะยังอีกยาวไกลสำหรับบางท่าน หรือบางท่านก็ใกล้เข้ามาแล้ว จะได้สัมผัสความรวยที่รออยู่ข้างหน้า เรื่องความรวยไม่เคยรอใคร ใครขยันกว่า ใครมุ่งมั่นกว่า ย่อมถึงเร็วกว่าครับ

  • ข้อคิดดีๆ จากวอร์เรน บัฟเฟตต์

    ชีวิตวอร์เรน บัฟเฟตต์

     

    เมื่อนานมาแล้ว ได้มีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งของสถานีโทรทัศน์ CNBC ซึ่งได้สัมภาษณ์วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) มหาเศรษฐีนักเล่นหุ้นชื่อดังของโลก ซึ่งได้บริจาคเงินให้การกุศลหลายหมื่นล้านดอลล่าร์ ถือได้ว่าเป็นเศรษฐีที่ใจบุญมากทีเดียว

    และนี่คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของวอร์เรน บัฟเฟตต์

    1. เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่อตอนอายุเพียง 11 ขวบเท่านั้น และปัจจุบันเขาบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป
    2. เขาได้ซื้อไร่เล็กๆ เมื่อตอนอายุ 14 ปี โดยใช้เงินเก็บจากการทำงานเป็นคนส่งหนังสือพิมพ์
    3. เขายังคงอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้ว หรือกำแพงล้อมแต่อย่างใด
    4. เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถ หรือคนมาคอยคุ้มกันเหมือนกับมหาาศรษฐีระดับโลกท่านอื่นๆ
    5. เขาไม่เคยเดินทางไปไหนมาไหนด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้ตัวเองจะเป็นถึงเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม
    6. บริษัท เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือเป็นจำนวนมาก เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุม หรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ
    7. เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ ของบริษัทในเครือเพียง 2 ข้อ คือ
    กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย
    กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1
    8. เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ และการพักผ่อนเมื่อเขากลับบ้าน คือการทำข้าวโพดคั่วกิน และดูโทรทัศน์
    9. บิลล์ เกตส์ มหาเศรษฐีชื่อก้องโลก ได้พบเป็นครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน บิลล์ เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัฟเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิลล์ เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึง 10 ชั่วโมง และบิลล์ เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัฟเฟตต์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
    10. วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือในการติดต่องาน และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน
    11. เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า จงหลีกห่างจากบัตรเครดิต และให้ลงทุนในตัวคุณเอง

    ท่านผู้อ่านได้พบอะไรบางอย่างมั้ยครับ ขนาดวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นมหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้า ก้ยังใช้ชีวิตที่พอเพียงเลย เค้าไม่ได้นำเงินที่ได้มาไปใช้ซื้อความสะดวกสบายแต่อย่างใด เค้าใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเหมือนคนทั่วไป บางทีใช้ชีวิตเรียบง่ายกว่าเราๆ ท่านๆ เสียอีก แสดงว่าเงินจำนวนมากก็ไม่ได้ซื้อความสุขได้เสมอไป ที่เราต้องการมีเงินมีทองมากมาย สุดท้ายก็เพื่อให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องการเงิน เพื่อที่ใจเราจะได้มีความสุขนั่นเอง

    ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย 4 อย่างเพียงพอนั่นเอง
    มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม 1 มื้อ เท่ากัน
    มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุดเท่ากัน
    มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกัน คือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว
    มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเท่าใด สุดท้ายก็ต้องตายเหมือนกัน

    ขอจบบทความนี้แต่เพียงเท่านี้ครับ

  • 12 เคล็ดลับเศรษฐี เศรษฐีทำอย่างไรถึงรวย

    เคล็ดลับเศรษฐี

     

    ในบทความนี้ก็จะเกี่ยวกับ 12 เคล็ดลับการเป็นเศรษฐี หรือมหาเศรษฐี ใครอยากเป็นเศรษฐีต้องลองอ่านดูนะครับ

    1. ไม่ทำงานเพื่อเงิน

    การทำงานเพื่อเงิน จะไม่ได้ทำให้คุณเป็นเศรษฐี หรือมีเงินทองมากมาย เงินจะไหลมาเทมา ก็ต่อเมื่อคุณได้ทำในสิ่งที่คุณรัก ไม่ได้ทำแบบขอไปทีเพื่อให้ได้เงินมา และคุณต้องมี passion คือความหลงไหลในสิ่งที่ตัวเองทำ เรียกได้ว่าวันไหนที่ไม่ได้ทำสิ่งนี้ ชีวิตคุณเหมือนขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง และสิ่งนั้นจะต้องเป็นประโยชน์กับผู้อื่นด้วย แล้วเงินจะไหลมาหาคุณเอง เช่น คุณทำงานเป็นสถาปนิก คุณหลงใหลการออกแบบมาก วันไหนไม่ได้นั่งขีดๆ เขียนๆ ออกแบบสิ่งใด รู้สึกเหมือนชีวิตขาดอะไรไปอย่าง อันนี้คือการนำความหลงไหลมาแปรสภาพเป็นเงินครับ หรือในมุมมองของนักลงทุน ผมคิดว่ามันถูกต้องตรงกัน คือ อย่าลงทุนแบบจ้องหากับผลตอบแทนเกินไป เราควรจะมีความสุขกับการลงทุน หรือเลือกลงทุนอย่างถูกต้อง และคุณควรจะรักในการลงทุนด้วย ศึกษามัน ค้นคว้ามัน อยู่กับมัน แล้วเงินจะมาเองครับ

    2. รู้ความสามารถของตัวเอง

    เราจะต้องรู้จุดแข็ง หรือจุดอ่อนของตัวเอง และที่สำคัญเราจะต้องรู้ว่าอะไรคือความสามารถ หรือความเชี่ยวชาญที่สุดของตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นจุดขายของคุณเลย เพราะแต่ละคนจะมีจุดขายอย่างน้อยหนึ่งอย่าง ที่เป็นทักษะของคุณจริงๆ คุณต้องชอบมัน คุณต้องรักมัน มันจึงจะพัฒนากลายเป็นทักษะความรู้ที่สุดยอดได้ หรือถ้าคุณคิดว่าต้องไปทำงานหาเงินทุกวัน วันจันทร์คือวันที่ทุกข์ที่สุด นั่นคุณคิดผิดแล้ว งานจะไม่ใช่งานถ้าคุณทำแล้วมีความสุข และเป็นสิ่งที่คุณรักที่จะทำจริงๆ ยกตัวอย่างคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีชื่อก้องโลก ได้เคยบอกกับซูซี่ อดีตภรรยาที่ล่วงลับไป ในตอนที่แต่งงานกันใหม่ๆ ว่า เขาจะต้องรวย เหตุผลไม่ใช่เพราะเขาทำงานหนัก หรือมีความเก่งเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะเขาเกิดมาด้วยทักษะที่ถูกต้อง ในสถานที่ที่ถูกต้อง และในเวลาที่ถูกต้อง นั่นคือ ทักษะในการจัดสรรเงินทุน หรือก็คือความชอบในการลงทุนนั่นเอง

    3. เป็นนายของตัวเอง

    คุณไม่สามารถรวยได้โดยการทำงานให้คนอื่น เพราะการทำงานอย่างหนักให้บริษัทของคุณ ทำให้บริษัทของคุรรวย แต่คุณยังมีฐานะเท่าเดิม หรือบางทีติดลบลงด้วยซ้ำจากสถานะการเงินต่างๆ ถ้าคุณอยากเป็นเศรษฐี คุณต้องเป็นนายของตัวเอง อย่าพึ่งรีบลาออก ให้ทำงานเก็บเงินให้ได้มากที่สุดก่อน และศึกษาหาลู่ทางในช่องทางการทำธุรกิจต่างๆ ไว้ หาความรู้แบบเก็บเล็กผสมน้อย หรือรู้ว่าตัวเองทำกาแฟเก่ง แต่ไม่มีทักษะทางธุรกิจ ก็อาจจะไปเรียนเพิ่มเติมมาก็ได้ เติมเต็มในสิ่งที่เราไม่มี เพื่อที่จะทำให้สิ่งที่เรามีนั้นสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อถึงเวลาอันสมควร เงินทุนพร้อม ความรักในสิ่งที่จะทำพร้อม และความรู้ธุรกิจพร้อม ก็ให้ออกมาเป็นนายของตัวเอง เพื่อที่จะได้ลงทุนทำธุรกิจต่อไป

    4. ต้องมีความทะเยอทะยาน

    การจะเป็นเศรษฐีได้ เราต้องมีความทะเยอทะยานที่มากกว่าคนอื่น ถ้าเรามีความทะเยอทะยานเท่าคนทั่วไป ฐานะของเราก็จะเท่าคนทั่วไป เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างแรงบันดาลใจขึ้นมา จุดไฟให้ตัวเองมีความทะเยอทะยานขึ้นให้ได้ อาจจะโดยซื้อหนังสือประวัติเศรษฐีต่างๆ มาอ่าน ดูว่าเค้ามีหนทางในชีวิตเป็นอย่างไร ก่อนจะรวยเค้าทำอะไรมาก่อน หรือรวยแล้วเค้าปฏิบัติตัวอย่างไร หรือเค้ามีแง่คิดในชีวิตอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะไปจุดไฟความทะเยอทะยานในตัวคุณได้ ทำอะไรสำเร็จแล้ว ก็ต้องพยายามก้าวให้สูงขึ้นเรื่อยๆ

    5. ตื่นเช้า มาถึงที่ทำงานก่อนใคร

    เอาหล่ะเริ่มจากการตื่นเช้าก่อน ถ้าคุณจะเป้นเศรษฐี แล้วขี้เกียจตื่เช้า คุณไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการตื่นเช้าจะทำให้สมองของคุณปลอดโปร่ง คิดอ่านการใดมักจะราบรื่นปลอดโปร่ง ถ้าคุณเป็นคนทำงานที่ยังกินเงินเดือนอยู่ ให้คุณสร้างนิสัยของเศรษฐี โดยการไปถึงที่ทำงานให้เร็วก่อนใคร เรียกได้ว่าขยันกว่าคนอื่นนั่นเอง แล้วเวลาที่คนจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว เจ้านายคุณจะเสียดายคุณเป็นอย่างมาก จะไม่อยากให้คุณลาออกไป เค้าอาจะเสนอเงินเดือนที่สูงขึ้น ซึ่งถ้าหากคุณพอใจก็ให้ทำต่อไป หรือถ้าตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้ว ก็ให้ทำตามความต้องการของหัวใจของคุณ

    6. เริ่มธุรกิจตั้งแต่อายุน้อย

    การเริ่มธุรกิจตั้งแต่อายุน้อย เป็นข้อได้เปรียบอยู่อย่างหนึ่ง คือล้มแล้วไม่เจ็บตัวมาก สมมติถ้าคุณทำธุรกิจเมื่อตอนอายุมากแล้ว มีครอบครัวที่จำเป็นต้องใช้เป็น เวลาคุณล้ม คุณจะเจ็บตัวมาก เพราะฉะนั้นเริ่มก่อนได้เปรียบกว่า ยังหนุ่มยังสาว ยังมีไฟคุกรุ่น ยังไม่กลัวอุปสรรคขวากหนามมากนัก ก้าวแบบลุยๆ เป็นรสชาติของชีวิตอย่างหนึ่ง ถ้าทำแล้วรุ่งก็ทำต่อไป หรือถ้าทำแล้วร่วง ก็ให้มาทบทวนตัวเองว่าเราได้ทำสิ่งใดผิดพลาดไป ไปเติมหาความรู้ที่ตัวเองด้อยตรงนั้น และพัฒนาทักษะทางธุรกิจให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

    7. อย่าตั้งเป้าหมายที่ใหญ่จนเกินไป

    อย่าตั้งเป้าหมายที่ใหญ่จนเกินไป ให้ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่คุณคิดว่าทำได้ก่อน ให้ก้าวไปทีละขั้น ทีละอย่าง การที่คุณมีเป้าหมายที่ใหญ่จนเกินไป เวลาที่คุณทำไม่ได้คุณจะมีความทุกข์ ที่ทำไม่ได้ และก็จะล้มเลิกความตั้งใจไปกลางคัน เพราะฉะนั้นให้ตั้งเป้าหมายที่คิดว่าตนเองทำได้ อาจจะเป็นเป้าหมายเล็กๆ เช่น เดินนี้จะขายให้ได้เดือนละ 2 หมื่นบาท อย่าไปตั้งเป้าว่า เดือนนี้จะขายให้ได้ 1 แสนบาท เราจะนอนน้อยๆ เราจะขยัน เราจะไม่ไปเที่ยวไหน เราจะไม่พักผ่อนหย่อนใจ แบบนี้จะทำให้คุณเครียดเกินไป ได้เงินมาดีไม่ดีต้องนำไปรักษาอาการป่วยของตนเอง เพราะฉะนั้นค่อยๆ โตไปทีละขั้นนะครับ

    8. อย่ากลัวความล้มเหลว

    เมื่อคุณประกาศตนแล้วว่า คุณจะเป้นเศรษฐีคนหนึ่งในอนาคต แน่นอนว่าชีวิตคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อาจจะมีบ้างที่เราล้มเหลว อาจจะมีบ้างที่ทำธุรกิจแล้วเจ๊ง แต่เราก็ต้องสู้ต่อไป สักวันความสำเร็จต้องเป็นของเรา อย่าย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งหลาย ถ้าเรากลัวความล้มเหลว เราจะไม่กล้าทำอะไร ว่าที่จริงไม่มีคำว่าล้มเหลว ยกเว้นว่าคุณจะล้มเลิกเท่านั้น การลงทุนในเรื่องต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน ไม่มีทางที่คุณจะประสบความสำเร็จตลอด อย่าเลิกเมื่อขาดทุนหนัก สู้ต่อไป วันหนึ่งเราจะชนะ อย่าลืมทำบุญต่อบุญเพื่อให้ชีวิตเราเจริญรุ่งเรืองด้วยนะครับ

    9. ทำเลคือสิ่งสำคัญ

    บางคนมีเงินทุนมากมาย แต่คิดผิดที่ไปเลือกทำเลที่ไม่ดี ทำให้ขายของไม่ค่อยได้ หรือไม่ค่อยมีคนมาใช้บริการเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นก่อนที่จะทำธุรกิจเลือกทำเลให้ดีๆ นะครับ เอาที่มีคนเดินไปเดินมามากๆ ยิ่งดี ที่เค้าเรียกกันว่า ทำเลทอง นั่นแหล่ะครับ ค้นหาให้เจอ ราคาสูงก็ควรลองถ้ามันทำเงินให้ได้มาก และควรเลือกทำเลให้สัมพันธ์กับธุรกิจของคุณด้วย เช่น ทำธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา ควรจะหาสถานที่ที่ใกล้ๆ โรงเรียน ไม่ควรตั้งธุรกิจไว้ติดผับ บาร์ หรือสถานที่อื่นๆ ที่ไม่สมควร เพราะจะมีผลต่อการสร้างแบรนด์ธุรกิจของคุณ

    10. ทำการตลาด

    การทำการตลาด สามารถเพิ่มยอดขายของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นการ ลดแลกแจกแถม เหล่านี้คือหลักการเบื้องต้นในการทำการตลาด ธุรกิจเล็กๆ คุณอาจจะทำการตลาดเวยตัวของคุณเอง ขอให้ได้มีไอเดียเจ๋งๆ ก็พอ ส่วนธุรกิจขนาดกลาง และขนาดใหญ่ คุณอาจจะต้องจ้างเจ้าหน้าที่การตลาดมาช่วยเสนอไอเดียร่วมด้วย ถ้าการตลาดของคุณดีจริงๆ ธุรกิจของคุณจะก้าวไปได้ไวมาก เรื่องการตลาดบางครั้งก็ไม่จำเป็นจะต้องไปศึกษามาจากตำรา เพราะถ้าต่างคนต่างศึกษามาจากตำรา การตลาดของธุรกิจก็จะไปในทิศทางเดียวกัน เราต้องมีอะไรที่แตกต่างออกไปบ้าง เพราะแตกต่างธุรกิจคุณถึงรวย เพราะแตกต่างธุรกิจคุณถึงอยู่รอด

    11. ดูไอเดียของคนเก่งๆ

    ให้ลองดูคนเก่งๆ เค้าทำอย่างไร มีไอเดียอย่างไร ให้ดูแล้วนำมาพัฒนาในธุรกิจของเรา แต่ไม่ใช้ก็อปเค้ามาทั้งหมด ให้ศึกษาข้อดีของเค้า เรียกได้ว่าเก็บตกสิ่งที่ดีมานั่นเอง ถ้าทำได้แบบนี้ ตัวคุณจะพัฒนาทักษะทางธุรกิจได้มากทีเดียว จะส่งผลให้ธุรกิจของคุณได้พัฒนาตาม

    12. ยึดมั่นในจรรยาบรรณทางธุรกิจ

    นี่เป็นกฎเหล็กที่สำคัญที่สุด วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เคยพูดว่า ชื่อเสียงใช้เวลา 20 ปีในการสร้าง แต่ใช้เวลาแค่ 5 นาทีในการทำลาย ดังนั้นคุณต้องจำข้อไว้ตลอดเวลา อย่าทำอะไรที่ส่อไปในทางทุจริต แม้มันจะยั่วยวนเหมือนดอกไม้ที่น่าจับ แต่ในระยะยาวมันจะส่งผลลบถึงธุรกิจคุณแน่นอน

error: Content is protected !!