Category: ธุรกิจต่างๆ

  • การขายของตามตลาดนัด ไปขายที่ตลาดไหนดี

    ใครที่กำลังมองหาอาชีพเสริมทำเงินง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องลงทุนมาก และอาศัยความชอบเป็นพอ ผมก็จะขอแนะนำอาชีพอิสระอาชีพนี้เลย คือ การขายของตามตลาดนัด และอย่าเพิ่งดูถูกอาชีพนี้ เพราะอาชีพนี้สามารถทำเงินให้คนขายได้ไม่น้อย ชนิดที่ว่าออกรถได้เลยหล่ะครับ

    ซึ่งอาชีพอิสระอาชีพนี้กำไรขึ้นอยู่กับสินค้าที่เรานำมาขาย หากสินค้าราคาถูกกำไรต่อชิ้นก็จะไม่มากนะครับ ต้องอาศัยขายให้ได้จำนวนมาก ส่วนสินค้าราคาสูงกำไรต่อชิ้นก็จะยิ่งสูงตาม ขายไม่กี่ชิ้นก็กำไรมากแล้ว

    ปัจจุบันมีแหล่งซื้อสินค้ามากมายให้เราไปเลือกซื้อ เลือกมาจำหน่ายขายต่อ เช่น

    1. ประตูน้ำ

    ถ้าจะขายเสื้อผ้าต้องไปที่นี่เลย ประตูน้ำ ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวมเสื้อผ้าทุกชนิด ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้าผู้ชาย เสื้อผ้าผู้หญิง เสื้อผ้าเด็ก และยังมีสินค้าชนิดต่างๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เป็นกระเป๋าของคุณผู้หญิง แถมที่หน้าตึกใบหยก ยังมีบริการสั่งซื้อสินค้านำเข้าจากทางเรือ โดยนำเข้าสินค้าจากจีน

    2. ตลาดสำเพ็ง

    สำเพ็งก็เป็นแหล่งที่พ่อค้าแม่ค้าคนกลางนิยมไปเลือกซื้อสินค้ามาขายต่อ เพราะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของไทย ในสำเพ็งมีสินค้าหลากหลายมากมาย เช่น
    – ประเภทของเครื่องประดับ เช่น ตุ้มหู แหวน นาฬิกา สร้อยคอ
    – ประเภทของเครื่องสำอาง ก็มีทุกอย่าง เช่น ลิปสติก แป้ง น้ำยาทาเล็บ
    – เสื้อผ้าเหมายกโหล
    – รองเท้าทุกแบบ ตั้งแต่รองเท้าแตะ รองเท้าส้นสูง ไปจนถึงรองเท้าแฟชั่น
    – กระเป๋าทุกชนิด เช่น กระเป้าเป้ กระเป๋าสะพาย กระเป๋าแฟชั่น
    – และอื่นๆ อีกมากมาย

    3. ตลาดจตุจักร

    ตลาดจตุจักรเป็นตลาดที่มีสินค้าทุกชนิด ทุกแบบ ทุกยี่ห้อ ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง งานวาด งานเขียน งานศิลปะ แกะสลักหิน แกะสลักไม้ เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ ของตกแต่งบ้าน หนังสือมือสอง สินค้าทำมือ อาหารขายส่ง และอื่นๆ อีกมากมายจิปาถะ บางร้านก็มีบริการส่งสินค้าให้ หากซื้อในปริมาณมาก

    4. ตลาดโรงเกลือ ในจังหวัดสระแก้ว

    ตลาดโรงเกลือเป็นแหล่งขายสินค้าส่งประเภทสินค้ามือสอง มีเกือบหมดทุกอย่าง เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ซึ่งของจะขายถูกมาก บางอย่างก็เป็นสินค้ามือสองจากต่างประเทศขายแบบยกกระสอบ แนะนำว่าให้ก่อนซื้อตรวจดูสินค้าให้ดีๆ ก่อนซื้อ เพราะอาจจะมีสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานตามที่เราต้องการ

    5. โบ๊เบ๊

    ในส่วนของโบ๊เบ๊นั้น จะเน้นไปทางซื้อเสื้อผ้าแบบขายส่งเสียมากกว่า เพราะเสื้อผ้าที่โบ๊เบ๊ราคาค่อนข้างถูก เหมาะต่อการซื้อเหมาไปขายต่อ ถ้าท่านเปิดร้านขายเสื้อผ้า นอกจากแถวประตูน้ำแล้ว ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปหล่ะที่น่าสนใจมากเลย

    6. ตลาดใหม่ดอนเมือง

    ตลาดใหม่ดอนเมืองจะเน้นไปที่เครื่องสำอาง เพราะมีให้เลือกทุกชนิด ทุกแบบ เช่น ครีม มาสคาร่า ลิปสติก อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยความงามอีกมากมาย

    7. ตลาดพาหุรัด

    เน้นไปที่ขายผ้า และอุปกรณ์ตัดเย็บผ้า มีผ้าจำนวนมากมายหลายแบบให้เราเลือก เป็นที่ที่มีผ้าขายเยอะที่สุดที่หนึ่งในประเทศเลยก็ว่าได้ เราสามารถส่งชุด หรือแบบเสื้อผ้าที่เราสนใจให้ทางร้านตัดให้ และเราค่อยมารับไปขายต่อได้

    ที่ยกมาแนะนำข้างบนนั้นเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น จะเห็นว่ามีแหล่งขายสินค้าส่ง ให้เราไปเลือกซื้อ เลือกมาจำหน่าย เลือกมาทำเงินทำกำไร มากมายหลายที่ด้วยกัน นอกจากจะนำไปขายตามตลาดนัดแล้ว เรายังสามารถนำสินค้ามาเปิดร้านขายเองในแหล่งชุมชน หรือในทำเลที่เห็นว่าน่าจะขายได้ รวมทั้ง สามารถรับมาและขายส่งในโลกออนไลน์ก็ได้เช่นกัน อยู่ที่ว่าเราถนัดการตลาดแบบไหน

    ข้อแนะนำแนะการขายของตามตลาดนัด

    – ให้เลือกตลาดนัดที่มีหลังคาไว้ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเวลาฝนตกถ้าเราเก็บสินค้าไม่ทัน สินค้าเราจะเปียก หรือถ้าดูแล้วหาตลาดนัดแบบมีหลังคา ขายกลางแจ้ง ถ้าเป็นในช่วงหน้าร้อนกับหน้าหนาว อุปสรรคเรื่องฝนตกจะไม่มี แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าฝน เราก็ต้องทำใจยอมรับถ้าฝนตกบ่อย นั่นหมายถึงขายไม่ได้ ต้องรอให้ฝนหยุด บางทีกว่าฝนจะหยุด ก็หมดเวลาขายไปแล้ว แบบนี้เป็นต้น

    – ถ้าจะให้ดีอย่าพึ่งออกงานหลัก เอางานขายตามตลาดนัดเป็นอาชีพเสริม ดูรายรับกำไรก่อน ถ้าคิดว่าเท่าเงินเดือน หรือมากกว่าเงินเดือนแล้วค่อยออก หรือบางท่านไม่มีเอาเงินเป็นที่ตั้ง เอาความชอบ ความสบายใจ ที่ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร ถึงแม้จะทำเงินได้น้อยกว่าเงินเดือน แต่ก็มีความสุข พออยู่ได้ แบบนี้เป็นต้น

    – ต้องมีรถยนต์ส่วนตัวไว้นำของไปขายที่ตลาดนัด จะเป็นรถกระบะ หรือรถเก๋ง ขึ้นอยู่ว่าเรามีสินค้าไปขายมากขนาดไหน สินค้าชิ้นใหญ่มั้ย หรือถ้าท่านที่ไม่มีรถส่วนตัว ก็ต้องอาศัยรถแท็กซี่เจ้าประจำให้มารับ เวลานี้ๆ หรือบางท่านที่ไม่มีรถส่วนตัว อาจจะจ้างรถแถวบ้านไปรับส่งของให้ท่านก็ได้ ก็ตกลงราคากันไปตามความเหมาะสม

    – ถ้าเป็นของกิน ส่วนใหญ่จะขายได้อยู่แล้ว แต่จะต้องไม่ให้ฝีมือตกเรื่องรสชาติอาหาร และหาทำเลที่เหมาะกับของกินที่ขาย แต่ถ้าเป็นของใช้อันนี้แล้วแต่ช่วงเวลา เทรนเปลี่ยนเร็วมาก ขายแล้วรวยต้องมีหลายร้าน หรือขายได้แบบเยอะๆ ในปัจจุบันนี้มีคนมาขายกันเยอะ โดยเฉพาะที่ทำเลดีๆ ใครขายอะไรดีๆ ไม่นานจะมีคู่แข่งที่ขายคล้ายๆ กับเราขึ้นมา ยิ่งเป็นของใช้แล้ว อาจจะมีปัญหาเรื่องตัดราคากัน แต่ถ้าเป็นของกินอันนี้ใครทำรสชาติดีกว่ามีโอกาสขายดีกว่าครับ

    – ให้สำรวจตลาดนัดในแต่ละที่ที่เราจะไปขายดู ว่าเค้าขายอะไรกันมากเป็นพิเศษ ช่วงเวลาไหรขายดี มีประมาณคนซื้อเท่าไหร่ อะไรคือของฟุ่มเฟือย หรืออะไรคือของที่จำเป็นต้องซื้อ ยกตัวอย่างเช่น ของหวาน ของพวกน้ำแข็งใส บางท่านอาจจะคิดว่ากินข้าว หรือก๋วยเตี๋ยวก็อิ่มแล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อกินต่อก็ได้ แต่ข้าว หรือก๋วยเตี๋ยวเป็นของกินที่คนส่วนใหญ่ต้องซื้ออยู่แล้ว อะไรเช่นนี้ แนะนำให้ทำการตลาดเยอะๆ ก่อนครับ ลงทุนไม่ต้องเยอะ เเต่ขายได้หมดในแต่ละวัน เพราะช่วงเวลาทำเงินจริงๆ มีไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ท่านต้องไปดูตลาดให้มากๆ นะครับ

    – ข้อดีอีกอย่างของการขายของตามตลาดนัดก็คือ เราสามารถจัดการบริหารทุกอย่างเองได้ ยิ่งทำมากยิ่งได้มาก แต่นั้นหมายความว่าคุณต้องมีความสามารถในการขายด้วย สิ่งที่สำคัญคือวิธีการแก้ปัญหา ทั้งการขาย การตลาด การประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการคุณต้องทำเองคนเดียว บางคนอาทิตย์เดียวกำไรเป็นหมื่นก็มี ถ้าเข้าใจกลไกตลาด บางคนขายอาทิตย์เดียวเจ๊งก็มี เราต้องค่อยๆ ศึกษาไปครับ

  • วิธีการเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวให้ประสบความสำเร็จ
     

    ในประเทศไทยได้เป็นปะเทศที่ขึ้นชื่อในด้านการกินก๋วยเตี๋ยวเยอะที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะจะมองไปทางไหนก็มีแต่ร้านขายก๋วยเตี๋ยวเต็มไปหมดใช่มั้ยหล่ะครับ วันนี้ผมจะมาไกด์วิธีรวยด้วยการขายก๋วยเตี๋ยวกันครับ

    แต่ก๋วยเตี๋ยวนี่ก็แบ่งออกได้อีกหลากหลายประเภท เช่น ก๋วยเตี๋ยวน้ำ ก๋วยเตี๋ยวแห้ง ราดหน้า ผัดซีอิ้ว ผัดไทย และหากแบ่งโดยเนื้อสัตว์ที่ใส่ก็จะได้เป็นก๋วยเตี๋ยวหมู ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ก๋วยเตี๋ยวไก่ ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ก๋วยเตี๋ยวแพะตุ๋น ก๋วยเตี๋ยวปลา (ไฮเช็ง จุฬา ซ.9) ก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้ง (ร้านอ้อ เพชรบุรี ซ.5) ก๋วยเตี๋ยวไข่ (ร้านแหม่ม ราชบุรี) @เอ่อ… ขอค่าโฆษณาด้วย@ และหากไม่ใส่เนื้อสัตว์ก็จะเป็นก๋วยเตี๋ยวมังสวิรัติ (Vegetarian Noodle) โอ้ว! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เยอะจังเลยนี่แค่ก๋วยเตี๋ยวเท่านั้นนะเนี่ย

    นอกจากนี้ก๋วยเตี๋ยวก็ยังมีตั้งหลาย “เส้น” ให้เลือกรับประทาน ไม่ว่าจะเป็น เส้นหมี่ เส้นเล็ก เส้นใหญ่ บะหมี่ไข่ วุ้นเส้น เกี๊ยว ขนาดไม่ใส่เส้นยังขายได้เลยก็… “เกาเหลา” ไงล่ะ อิอิ

    ก๋วยจั๊บ นี่ก็เป็นหนทางค้าขายที่ดีอีกเช่นกัน อาจจะไม่ใช่เส้นยาว ๆ แต่มันใหญ่มาก ๆ นอกจากใหญ่แล้วมันยังม้วนอีกด้วย ก๋วยจั๊บนี่เค้าจะใส่เครื่อง 10 อย่างด้วยกัน (จั๊บ แปลว่า 10 : ภาษาจีน) ก็มีเลือดหมู กระเพาะหมู หนังหมู ไข่ต้ม…. และอื่น ๆ

    ก๋วยจั๊บญวน หรือบางที่เรียก “ข้าวเปียก” เป็นอาหารทางภาคอีสานตอนเหนือๆ แถวหนองคายไรงี้ โอ้ว! อันนี้ก็อร่อยเพราะชอบเป็นการส่วนตัว เส้นของมันจะแตกต่างจากเส้นก๋วยเตี๋ยว แล้วก็ไม่เหมือนก๋วยจั๊บด้วย กินแล้วให้ความรู้สึกเด้งดึ๋ง ๆ ในปาก เผ็ดร้อนพริกไทย แล้วก็มีหมูยอที่แสนจะอาหร้อยอาหร่อย (ร้านอะไรไม่รู้ รามคำแหง ซ. 29)

    ขนมจีน นี่แหละอาหารไทยขนานแท้และดั้งเดิม แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าชื่อขนมจีนได้ไง เราสามารถเจอะเจอขนมจีนนี่กันได้ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานบวช แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ กฐิน ผ้าป่าฯลฯ ส่วนร้านขายขนมจีนนี่ก็มีกันให้หรึ่มทั่วกรุงไปหมด ส่วนมากจะเป็นการขายแบบสั่ง 1 จาน แล้วก็มีผักมากมายก่ายกองเอาไว้ให้บริการ บางคนกินจานเดียว แหม… ล่อผักหมดเป็นถาด (แต่แม่ค้าก็ไม่โกรธนะเพียงแต่เขาคิดเอาไว้ในใจ… ฮึ่ม) ที่ขึ้นชื่อลือชาก็น่าจะเป็นขนมจีนปักษ์ใต้ (ขนมจีนเมืองตรัง รามคำแหง ซ 29) เผ็ดจี๊ดจ๊าดเชียว แต่บางทีตามห้างก็ขายเป็นบุฟเฟต์นะ คือประมาณ 69 บาทกินได้ทุกอย่างกี่จานก็ได้ไม่ว่ากัน (แค่ 2 จานก็อิ่มแล้ว) มีทั้งน้ำยากะทิ น้ำยาป่า น้ำพริก แกงเขียวหวาน

    ขนมจีนน้ำเงี้ยว นี่เป็นอาหารภาคเหนือก่ะเจ้า ชื่อเป็นขนมจีน แต่เส้นดั๊นเป็นเหมือนหมี่เหลืองแบนๆ ทอดกรอบ น้ำซุปก็ใส่กะทิข้น ๆ กินกับผักกาดดอง อร่อยไปอีกแบบ คือกินแล้วก็ต้องอู้กำเมืองว่า “รำขนาดเจ้า” เอ้า!… ต่อนยอน ต๊ะต่อนยอน ต๊ะ ต่อนยอน…

    ยังครับ ๆ ยังไม่หมด ยังมีอาหารเส้นที่มีขายในสยามประเทศในแบบกลิ่นอายตะวันตก เช่น มะกะโรนี พาสต้า อะไรเทือกนี้ อ้อ! ลืมไป ยังมีอาหารเส้นแบบกรุ่นกลิ่นเอเชียด้วยนะครับ เช่น ราเม็ง อุด้ง โซบะ เป็นต้น ทำเป็นเล่นไป ขายดีนะอาหารเส้นต่างชาติพวกเนี้ย… ขอบอก

    โอ้โห! ความนิยมอาหารเส้นในประเทศเรานี่มีเยอะจัง เอ่อ… อยากขายก๋วยเตี็ยวแล้วรวยบ้างอ่ะ ทำไงดี?

    อุปกรณ์ขายก๋วยเตี๋ยว

    อุปกรณ์ขายก๋วยเตี๋ยวหล่ะมีอะไรบ้าง สำหรับอุปกรณ์ขายก๋วยเตี๋ยวแต่ละท่านอาจจะใช้แตกต่างกันไปตามแต่ประเภทก๋วยเตี๋ยวที่ท่านขาย บางท่านขายที่ร้าน บางท่านเข็นรถเข็นไปขาย ถ้าเป็นขายที่ร้าน ก็อาจจะมีอุปกรณ์มากหน่อย แต่ถ้าเข็นไปขายอุปกรณ์อาจจะไม่จำเป็นต้องเยอะ เอาเฉพาะที่ใช้จริง ๆ

    สำหรับการขายที่ร้านก็จะมีพวก

    – ตู้ก๋วยเตี๋ยว
    – หม้อก๋วยเต๊่ยว
    – เคาน์เตอร์วางของพวกจานชาม ที่ลวกเส้น ที่ตักน้ำ
    – แก๊สหุงต้ม
    – โต๊ะและเก้าให้ลูกค้านั่ง
    – ช้อนส้อม หรือตะเกียบบนโต๊ะ
    – เครื่องปรุง
    – แก้วน้ำ

    สำหรับการขายโดยการเข็นรถไปขายก็จะต้องมีรถเข็นก๋วยเตี๋ยว ซึ่งก็จะมีขนาดที่ไม่ต่างกันมากนัก ลองนึกนึงรถขายก๋วยเตี๋ยวชายสี่หมี่เกี้ยว รถขายก๋วยเตี๋ยวส่วนใหญ่จะมีขนาดประมาณนั้น การเข็นรถไปขายอาจจะเหนื่อยหน่อย ในกรณีที่ถ้าเราไปเปิดเป็นร้านค้าในบริเวณนั้นแต่ค่าเข่าตึกแพงเหลือเกิน เราอาจจะใช้วิธีเข็นรถเข็นไปขายแทนซึ่งก็ต้องเสียค่าเช่าเหมือนกัน แต่ก็อาจจะถูกลงมาหลายเท่าตัวเลย

    ตู้ขายก๋วยเตี๋ยว

    เคยเจอมั้ยครับ ที่เมื่อเวลาเราจะไปทานก๋วยเตี๋ยวสักร้านหนึ่ง แล้วมองเข้าไปเห็นตู้ก๋วยเตี๋ยวที่ดูเก่า ขี้ฝุ่นขึ้นเหมือนนาน ๆ จะเช็ดที ถ้าเป็นแบบนี้เราก็จะกังวลกับความสะอาดของก๋วยเตี๋ยวด้วยจะสะอาดหรือเปล่า แต่กลับกันถ้าตู้ก๋วยเตี๋ยวดูสะอาดงามตา เวลาแสงพระอาทิตย์ส่องมานี่ สะท้อนสู้กับแสงอาทิตย์ มันวับขัดทุกวัน ก็น่าจะทำให้ก๋วยเตี๋ยวดูน่าทานขึ้นมาได้ เพราะตู้ก๋วยเตี๋ยวนี่แหล่ะนี่เป็นปราการด่านแรกก่อนที่คนจะเข้ามาทานก๋วยเตี๋ยวในร้านของเรา เค้าจะไปยืนดูที่หน้าร้านก่อน แล้วก็มองเข้ามาที่ตู้ก๋วยเตี๋ยวว่าเราขายอะไร มักจะไม่ค่อยมองชื่อร้าน เพราะบางทีชื่อร้านก็ไม่ได้สื่อว่าขายก๋วยเตี๋ยวหมู ก๋วยเตี๋ยวเป็ด หรือก๋วยเตี๋ยวไก่ จะอาศัยการมองจากทางตู้ก๋วยเตี๋ยวนี่แหล่ะครับ

    เพราะฉะนั้นพ่อค้าแม่ค้าที่ขายก๋วยเตี๋ยว ก่อนที่จะเปิดร้านอย่าลืมเช็ดตู้ก๋วยเตี๋ยวให้ดูเงาวับสะอาดตา จะมีโอกาสดึงลูกค้าเข้าร้านได้อีกหลายคนเลยครับ

    จากเนื้อหาข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าอาหารเส้น เช่น ก๋วยเตี๋ยว นั้นมีมากมายเพราะอาหารเส้นนั้นจะต้องเป็นที่นิยมกันไปอีกนานเลยทีเดียว (หรือว่ามีใครคิดว่าอาหารเส้นจะเลิกฮิตกันภายใน 50 ปีข้างหน้านี้) สรุปได้ว่าการขายก๋วยเตี๋ยวนี่แหละจะเป็นหนทางสู่ความร่ำรวย มั่งคั่งและมั่นคง อย่างไรก็แล้วแต่ไม่ใช่ว่าใคร ๆ เค้าก็เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวแล้วก็ร่ำรวยกันได้ทุกคนนะครับ ดังนั้นหากเราคิดจะเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ก่อนอื่นเราต้องมีแผนธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวก่อน เช่น

    กลุ่มเป้าหมาย (Target) : เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะขายเส้นเนี่ย เราจะขายให้ใคร พนักงานออฟฟิศ นักเรียนนักศึกษา กรรมกรก่อสร้าง ผู้คนที่มาเที่ยว เป็นหนุ่มสาวหรือว่ามีอายุ ขาจรหรือขาประจำ ฯลฯ ข้อนี้สำคัญนะเราจะได้รู้ว่าเราควรจะขายอาหารเส้นประเภทไหน ราคาประมาณเท่าไร ตกแต่งร้านประมาณไหน

    ทำเล (Place) : นี่ก็สำคัญมาก ไม่ใช่ว่าทำอร่อยแล้วไปตั้งร้านอยู่ตามซอกตามหลืบมีหนูตัวเท่าขาวิ่งขวักไขว่… อันนี้ก็ไม่ไหว และที่เคยเห็นมาบางร้านทำไม่ค่อยอร่อยเลย แต่ขายดีเพราะเค้าอยู่ตรงที่แหล่งธุรกิจดี มีผู้คนพลุกพล่าน พอตอนเที่ยง ๆ ก็มีพนักงานออฟฟิศมากินกันตรึมเพราะเขามีเวลาพักแค่ 1 ชั่วโมงเพราะฉะนั้นทำเลนี่สำคัญจริง ๆ

    เงินทุน (Budget) : เดี๋ยวนี้สมัยนี้คิดจะทำอะไรก็ต้องพูดกันด้วยเงิน ดังนั้นเราต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเรามีเงินทุนในกระเป๋าเท่าไร เราจะได้กำหนดถูกว่าร้านของเรามันจะเป็นภัตตาคาร เป็นร้านอาหาร หรือเป็นรถเข็น หรือเป็นแค่หาบเร่แผงลอย และเมื่อตั้งร้านแล้วเราจะมีเงินเหลือในกระเป๋าสักเท่าไรเนื่องจากเราจะต้องมีเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้ด้วยเพื่อความไม่ประมาท

    ความอร่อย (Deliciousness) : ข้อนี้ถือได้ว่าเป็นข้อที่สำคัญที่สุด นิสัยคนไทยส่วนใหญ่น่ะคือกินอะไรก็ได้ขอให้อร่อยเอาไว้ก่อน ดังนั้นเราจะต้องมั่นใจและแน่ใจว่าสูตรอาหารเส้นของเราน่ะมันอร่อยเข้าขั้นพ่อครัวกระทะเหล็กจริง ๆ ไม่ยังงั้นคงจะเจ๊งไปไม่รอดแน่ ๆ

    วัตถุดิบ/แหล่งวัตถุดิบ (Material/ Material Source) : สมมุติว่าเราจะทำก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา เราก็ต้องรู้ก่อนว่า เราจะไปเอาลูกชิ้นปลาอร่อย ๆ จากที่ไหน จะทำเอง หรือจะซื้อก็สุดแล้วแต่ นอกจากนั้นยังมีเครื่องปรุงต่าง ๆ อีกจิปาถะและสัพเพเหระ ไม่ว่าจะเป็น เส้น ผัก พริกป่น กระเทียมและอื่นๆ แหล่งวัตถุดิบไกลหรือใกล้ ถ้าของเหลือแล้วจะเก็บอย่างไร มีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพหรือไม่ในระหว่างการขนส่งวัตถุดิบ คืองี้… ด้วยนิยามที่ว่าถ้าวัตถุดิบยิ่งสดยิ่งใหม่เนี่ย เราก็จะทำอาหารเส้นได้อร่อยใช่ป่ะ ดังนั้นข้อนี้ก็สำคัญนะ… อย่ามองข้าม

    ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) : มันเป็นยังงี้… คือเนื่องจากเราเป็นร้านใหม่ เราก็ต้องทำให้มันดีกว่าร้านเดิมที่เขาขายดีอยู่แล้ว ดังนั้นเราจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการส่งเสริมการขายของร้านเรา เช่น การตกแต่งร้าน ชุดแต่งกายพนักงาน การสมนาคุณลูกค้า การสื่อสารและโฆษณาทางโซเชี่ยล เน็ตเวิร์ค เมนูอาหารแปลกใหม่ ขายเรื่องราวความเป็นมา (Story) ของอาหารในร้าน หรืออะไรก็ได้ที่คิดว่าเราสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการนี่สำคัญนะดังคำกล่าวของอัลเบิร์ต ไอสไตน์ที่ว่า “จินตนาการสำคัญกว่ากว่าความรู้”

    เมื่อคิดเสร็จสรรพสะระตะแล้ว เราก็ค่อย ๆ มากำหนดวางแผนแผนธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวในขั้นต่อ ๆ ไป ช่วงแรก ๆ เราก็ตั้งเป้าหมายให้มันอยู่รอด ขอย้ำ! เอาให้มันอยู่รอดสัก 4-5 เดือนก่อน ต่อไปก็ค่อย ๆ วางแผนเป็นระยะสั้น 1 ปี ระยะยาว 3 ปี ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปจะดีกว่า คือไปช้า ๆ แต่ว่ามั่นคง ขอเพียงเรามีความมุ่งมั่น ความอดทน และเพียรพยายามเท่านี้แหละความร่ำรวยมหาศาลจากการขายก๋วยเตี๋ยวก็จะมาเคาะเราถึงประตูบ้าน หุ หุ นี่ยังไงล่ะที่เขาเรียกว่ารวยด้วยการขายก๋วยเตี๋ยว

  • วิธีทำสบู่สมุนไพร พร้อมคำแนะนำในการขายสบู่สมุนไพร

    สวัสดีครับ สำหรับบทความนี้ ผมมีธุรกิจแนวสร้างสรรค์ สำหรับคนชอบคิด ชอบทำ มาแนะนำกันอีกแล้วนะครับ โดยวันนี้ขอเสนอการทำสบู่สมุนไพรแฮนด์เมดผลิตจากสมุนไพรธรรมชาติครับ เมืองไทยเราได้ขึ้นชื่อว่ามีพืชพรรณธรรมชาติ ที่มีสรรพคุณในการบำรุงรักษาผิวมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ขมิ้น มะพร้าว มะขาม มะละกอ แครอท หรืออาจจะลองผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง อย่างเช่น มะนาว หรือมะเขือเทศดูบ้าง ก็น่าสนใจนะครับ

    สำหรับรูปแบบของการขาย ถ้าอยากจะเน้นตัวสินค้ากันไปเลย ก็ไม่ต้องเสียเวลาทำแพคเก็จจิ้งกันให้ยุ่งยาก และสิ้นเปลื้อง แถมยังทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นอีกด้วย เน้นขายสบู่กันแบบเพียวๆ ไปเลยดีกว่า โดยอาจตัดเอาไว้เป็นก้อนวางเรียงราย ให้ลูกค้าเลือกหยิบได้อย่างหลากหลายตามใจชอบ แล้วขายแบบชั่งน้ำหนักเป็นขีด หรือเป็นกิโลเอาแทนครับ เป็นไอเดียแปลกอีกแนว ที่น่าลองเลยทีเดียวนะครับ

    โดยจุดขายที่ขอนำเสนอ จะเป็นการใช้สบู่ที่ทำจากสมุนไพร ไม่มีสารเคมีเจือปน ซึ่งสบู่แต่ละก้อนจะทำจากส่วนผสมที่ไม่เหมือนกัน ก็จะเหมาะสมกับสภาพผิวที่แตกต่างกันไปเลยครับ เช่น ผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวแพ้ง่าย เป็นคุณสมบัติอีกอย่างที่แตกต่างจากสบู่ทั่วไป ทั้งยังให้ความสดชื่นแบบเป็นธรรมชาติมากกว่าอีกด้วย

    สำหรับการขายสบู่สมุนไพร ก็เป็นชนิดสบู่ที่กำลังมาแรงในปัจจุบันนะครับ แต่ด้วยความที่อาจจะมีคู่แข่งเยอะ เจ้าใหญ่ครองตลาดอยู่ แล้วเรามาใหม่อยากแจ้งเกิด หรืออยากมีพื้นที่ในตลาดนี้ เราจะทำอย่างไร ผมก็ได้รวบรวมแนวคิด วิธีการในการที่จะไปยืนในตลาดนี้จนถึงความประสบความสำเร็จนะครับ

    แนวคิดและวิธีการสร้างแบรนด์สบู่สมุนไพร

    – กำหนดชื่อแบรนด์ให้ชัดเจน ชื่อที่สื่อถึงผิวพรรณ หรือชื่อไทยๆ เอาชื่อจำง่ายๆ เรียกง่ายๆ ให้ติดหู
    – จ้างออกแบบ Logo ออกแบบฉลาก ทำออกมาเป็นแบบสติ๊กเกอร์ แล้วนำไปติดบนสินค้า
    – บรรยายสรรพคุณของสบู่แต่ละแบบอย่างชัดเจน แต่ไม่อวดสรรพคุณมากจนเกินพอดี ที่สำคัญต้องผ่าน อ.ย. ด้วย
    – เรื่อง Packaging กำลังผลิตยังน้อย หาพลาสติกใส มาห่อให้ดูดี หรือจะซื้อกล่องพลาสติกใสมาใส่ก็ได้ (มีขายที่ 7-11 ที่สาขาใหญ่หน่อยจะมีหลายยี่ห้อเลยครับ) และยังช่วยรักษากลิ่นให้คงทนด้วย
    – การออกแบบฉลากสติ๊กเกอร์สินค้า ต้องเน้นสีสรร ลูกเล่นด้วยนะครับ เช่น ตัวหนังสือสีทอง ตัวหนังสือนูนมันหรือด้าน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า
    – ปรับรูปลักษณ์สินค้า ใส่รูปให้ชัดเจน หรือออกแบบกล่องหรือห่อบรรจุ ให้เหมาะกับตลาดที่จะขาย เช่น อาจจะใส่ความเป็นไทยเพื่อส่งออก
    – ลองทำสินค้าตัวอย่างหลาย ๆ แบบ
    – ทำเว็บไซต์ หรือทำ fanpage ให้ลูกค้าสามารถติดตามได้ ทำอันดับเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกของคำว่า สบู่สมุนไพร
    – รายละเอียดการติดต่อชัดเจน
    – ออกงานบ่อย ๆ สร้างแบรนด์ให้ติดปากติดหู
    – คนซื้อส่วนใหญ่จะดูที่ความหอมของสบู่ ดังนั้นความหอมต้องไม่เป็นรองใคร ยิ่งหากลิ่นใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากตามท้องตลาดได้ยิ่งดี
    – มาตรฐานในเรื่องความสะอาดของสบู่ของต้องมี อาจจะนำไปทดสอบกับคนที่มีกลิ่นตัวแรงว่าเค้าใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ได้ผลมั้ย
    – สำหรับคนที่กลิ่นตัวปกติ ถ้ายิ่งหอมติดตัวนาน คนจะซื้อบ่อย
    – สบู่สมุนไพรบางชนิดที่ใช้แล้วผิวจะดีขึ้น ต้องมีรูป before และ after ของผู้ใช้มาประกอบจะทำให้ผู้บริโภคได้มีข้อมูลประกอบการซื้อ
    – เรื่องราคา ต่อให้หอมและดีแค่ไหน ถ้าไม่จำเป็นอย่าให้เกินก้อนละ 30 บาท
    – ถ้าหากอยากให้สบู่สมุนไพรขายดีมากยิ่งขึ้น ราคาขายควรจะอยู่ที่ก้อนละ 15 บาท และถ้ามีปริมาณมากกว่าเจ้าอื่นจะช่วยในการตัดสินซื้อของผู้บริโภคได้อีกทางหนึ่ง
    – จ้างดาราช่วยโปรโมทสบู่ของเรา ซึ่งอาจจะใช้เงินทุนมาก แต่ถ้าเงินทุนมีเหลือน่าจะลองดูสักครั้ง
    – เมื่อตีตลาดได้แล้ว ให้ขยายสาขาออก หรือส่งสินค้าออกไปขายที่ต่างประเทศ เพื่อผลประกอบการที่มากขึ้น

    ส่วนผสมและวิธีทำสบู่สมุนไพร

    ส่วนผสมสบู่สมุนไพร

    – ส่วนผสมสบู่สมุนไพรอย่างแรกเลย คือ การหาไขมันมาทำสบู่ ได้แก่ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา น้ำมันดอกทานทานตะวัน หรือถ้าจะทำแบบพรีเมี่ยมไปเลย ก็ใช้น้ำมันมะกอกครับ ทั้งนี้อาจจะใส่น้ำนมวัว หรือน้ำนมแพะ เพื่อเพิ่มคุณภาพของสบู่ขึ้นอีกด้วยก็ได้
    – โดยน้ำมันแต่ละชนิดจะมีค่าการชะล้าง และการให้ฟอง ไม่เหมือนกัน จึงเหมาะสมกับสภาพผิวที่แตกต่างกันไปครับ เช่นน้ำมันมะพร้าวค่าการชะล้างสูงจึงไม่เหมาะกับผิวแห้ง ส่วนน้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันถั่วเหลืองจะมีค่าการชะล้างปานกลาง และมีวิตามินอีสูงครับ แต่อายุการใช้งานจะสั้นกว่า
    – ด่าง หรือโซดาไฟเพื่อใช้ทำปฏิกิริยากับไขมันให้เกิดเป็นก้อนสบู่
    – น้ำเปล่า
    – สมุนไพรซึ่งมีทั้งแบบผง แบบคั้นนำ หรือแบบสกัดด้วยแอลกอฮอล์ ก็สามารถใช้ได้หมด

    วิธีทำสบู่สมุนไพร

    – ค่อยๆ เทโซดาไฟผสมกับน้ำให้เข้ากัน แล้วตั้งทิ้งไว้
    – ตุ๋นน้ำมัน หรือไขมัน โดยใช้วิธีนำหม้อใส่น้ำมัน แช่ในหม้อน้ำที่ตั้งไฟเอาไว้ทีอีกหนึ่ง แทนการเอาหม้อน้ำมันตั้งโดนไฟตรงๆ เพราะจะเกิดความร้อนมากเกินไปครับ
    – รอให้ของเหลวที่ได้จากสองข้อแรกอุณหภูมิลดลงจนเหลือ 40 องศา จึงค่อยผสมเข้าด้วยกัน คนกันจนได้ที่ แล้วใส่สมุนไพรที่เตรียมไว้ หากจะใส่น้ำหอมก็สามารถใส่ได้ตอนนี้เลย เสร็จแล้วก็เทใส่แม่พิมพ์ที่เตรียมไว้ครับ
    – รอประมาณสามอาทิตย์ ก็ถือว่าเสร็จสิ้นการทำสบู่สมุนไพร สามารถนำออกจากพิมพ์ แล้ววัดค่าความเป็นกรดเบสให้เหมาะสมที่ประมาณ 8-9 จึงจัดว่าใช้ได้ครับ

    การขายสบู่สมุนไพรถือได้ว่าเป็นไอเดียน่าสนุก น่าลองทำทีเดียวนะครับ การขายก็อาจจะเปิดร้านตกแต่งแนวธรรมชาติ แบบดูอบอุ่น น่ารักๆ หรือเลือกขายออนไลน์ทาง Fanpage หรือเว็บไซต์เอาก็ได้เช่นกันครับ

    สุดท้ายผมขอมอบสโลแกนสบู่สมุนไพรไว้นะครับ

    “หอมนาน ปริมาณเยอะ ราคาถูก สะอาดจริง”

    ขอให้ขายสบู่สมุนไพรขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากันทุกท่านครับ

  • วิธีทำธุรกิจซื้อมาขายไปให้ประสบความสำเร็จ

    สินค้าบางอย่างแค่ซื้อมาขายไปก็ทำให้มีกำไรแล้ว ยิ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความทันสมัยและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การขายสินค้าผ่านโลกโซเชียลถือว่าเป็นอาชีพเสริมในการทำเงินได้เป็นอย่างดี การขายแบบซื้อมาขายไป ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ เพราะมีร้านค้ามากมายที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน ดังนั้นกลยุทธ์ในการขายก็คือสร้างความแตกต่างทั้งรูปแบบสินค้าและวิธีการขาย การทำธุรกิจที่เป็นอาชีพเสริม โดยมีจุดขายแตกต่างจากร้านค้าอื่นๆ หากมีเทคนิคที่ไม่ยุ่งยากในการกำหนดราคาขายสินค้าประเภทเดียวกัน จะทำให้ไม่ต้องต่อรองราคากับลูกค้า เพียงจัดหาสินค้าที่น่าสนใจและกำหนดราคาขายเท่ากัน ซึ่งเป็นวิธีหารายได้ที่ทำให้ทราบผลกำไรแน่นอน เป็นการใช้เงินทุนไม่มากและไม่มีอัตราความเสี่ยง

    ที่มาของธุรกิจซื้อมาขายไป

    กิจการในการซื้อขายสินค้า หรือที่เรียกกันว่ากิจการซื้อมาขายไปเป็นกิจการที่ซื้อสินค้ามาจากบุคคลอื่น แล้วมาจำหน่ายให้กับบุคคลอื่น โดยที่ไม่มีการแปลเปลี่ยนรูปสินค้า ซึ่งกิจการซื้อขายสินค้าประเภทนี้คือ ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายรถจักรยานยนต์ ฯลฯ ซึ่งรายได้หลักของกิจการซื้อขายสินค้าคือรายได้จากการขายสินค้า และค่าใช้จ่ายหลักของกิจการซื้อขายสินค้าก็คือค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้ามาขาย

    ธุรกิจซื้อมาขายไปกับการซื้อขายสินค้า

    ธุรกิจซื้อมาขายไป ก็คือประเภทที่รับสินค้ามาแล้วเอามาเพิ่มราคาแล้วทำการขายต่อเพื่อกินส่วน หรือกำไร สินค้าที่นำมาขายก็แล้วแต่จะนำมาซึ่งอาจขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภค ธุรกิจประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แหล่งที่มาของสินค้า ว่าสามารถสั่งซื้อมาขายได้จากที่ไหนบ้าง มีกี่เจ้า และกี่แห่งที่เป็นแหล่งสินค้าของคุณ ซึ่งยังรวมถึงราคาของสินค้าว่าหากซื้อมา ลูกค้ามีการต่อรองหรือมีส่วนลดจะได้กำไรเท่าไหร่ มีเครดิตในการสั่งซื้อ และการจัดส่งให้ถึง ฯลฯ

    ธุรกิจซื้อมาขายไป

    เพราะการใช้เงินในการลงทุนที่ไม่มากทำให้ปัจจัยต่างๆในการทำธุรกิจประเภทนี้ สำหรับเริ่มต้นทำนั้นถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับธุรกิจประเภทอื่น เพราะเงินทุนคือลักษณะเงินหมุนเวียนเกี่ยวกับสินค้า ซึ่งธุรกิจซื้อมาขายไปสามารถเริ่มต้นทำได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นนักเรียนจนถึงคนทำงาน แต่ถ้าหากจะทำการซื้อขายในอีกรูปแบบของการประมูล อาจจะต้องมี หจก. หรือบริษัทในการยื่นเสนอราคาด้วยจึงจะดูน่าเชื่อถือและซื้อขายกับเจ้าใหญ่ๆในธุรกิจได้

    ลักษณะการซื้อขาย

    การซื้อมาขายไป ที่เป็นลักษณะของการซื้อขายเงินสด โดยเป็นการซื้อขายสินค้าโดยจ่ายเงินสด หรือผ่านการชำระหน้าร้าน หรือโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งถือเป็นช่องทางที่พ่อค้าแม่ค้าชอบมากที่สุด เพราะได้เงินทันทีไม่ต้องรอ ไม่ต้องกังวลและอาจมีอัตราการต่อรองเวลาซื้อของได้ด้วย เพราะหากมีการซื้อเงินสดทางผู้ค้าก็จะลด ราคาให้ด้วย สำหรับการชำระเงินนั้นอาจจะมีจ่ายเงินสดหน้าร้าน หรือโอนเงินเข้าบัญชี นั่นเอง ส่วนการซื้อขายเครดิต หากเป็นการซื้อมาขายไปอย่างการขายเงินเชื่อ ซึ่งจะต้องมีการกำหนดจำนวนวันชำระเงินภายหลังจากการส่งสินค้าให้ลูกค้าแล้ว ส่วนวิธีชำระเงินจะซับซ้อนหรือยากง่าย ขึ้นอยู่กับขั้นตอนของ แต่ละที่ที่ทำการตกลงกับลูกค้าไว้

    ธุรกิจซื้อมาขายไปกับคู่แข่งขัน

    สำหรับคนที่จะเริ่มทำธุรกิจประเภทนี้ ให้ดูจากคู่แข่งซักกันบ้าง เพราะปัจจุบันอาจจะมีเจ้าใหม่ๆ เข้ามาทำเกี่ยวกับสินค้า ที่เหมือนกันกับของคุณ โดย ซึ่งทำให้มีการแข่งขันสูงมาก และส่วนแบ่งตลาดก็ลดหลั่นไปตามๆ กัน ที่สำคัญราคาสินค้าก็เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะลูกค้าสามารถทำการเปรียบเทียบราคาจากบรรดาผู้ค้าต่างๆที่มีสินค้าเดียวกันกับของคุณ เจ้าใหญ่ก็จะบอกราคาได้ถูกกว่า ถือเป็นสิ่งที่มีความเสียงในการแข่งขันด้านราคาที่สูงมาก จึงอาจทำการตลาด การโปรโมท หรืออาจจะต้องหาวิธีมามัดใจลูกค้า ด้วยการมีส่วนลดจากเป็นโปรโมชั่นตามแต่ที่จะสรรหามาเอาใจลูกค้า

    ธุรกิจซื้อมาขายไปกับสินค้าค้างสต๊อก

    เพราะหากสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ไม่ได้มีการซื้อบ่อยๆ เมื่อทำการสต๊อกแล้วสินค้าก็จะค้างสต๊อกนาน ทำให้เงินทุนหมุนเวียนไปจมอยู่กับสินค้าที่ค้างอยู่ และประสบปัญหาเงินหมุนเวียน และอาจจะทำให้ขาดทุนได้ ในกรณีที่สินค้าท้องตลาดราคาถูกกว่าราคาสินค้าที่ เราสต๊อกไว้ ทั้งนี้ต้องมีกลยุทธ์ในการเร่งขายสินค้าในสต๊อกให้หมดโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ยังรวมถึงการสั่งซื้อ ที่จะต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้นสินค้าที่เราสั่งซื้อมาเพื่อส่งมอบให้ลูกค้านั้นผิดจากที่ลูกค้าต้องการในการสั่งซื้อของลูกค้าจะต้องให้ระบุรายละเอียดให้ชัดเจนไปเลย ระบุ แบรนด์ ขนาด เพื่อระบุตัวสินค้าให้ตรงตามความต้องการจริงๆ เพื่อไม่ให้ผิดพลาดภายหลัง

    สรุป

    ธุรกิจซื้อมาขายไป อาจจะดูวุ่นวาย ลงทุนนิดหน่อยหรืออาจจะไม่ต้องลงทุนเลยในบางอย่าง โดยอาศัยเวลาและโอกาสสำหรับขาย และมองทางเลือกสำหรับตอบสนองกลุ่มลูกค้าให้ถูกที่ถูกเวลาก็สามารถประสบความ สำเร็จได้ และก้าวต่อไป ในธุรกิจนี้คือทำอย่างไรให้มันแน่นอน และมีรายรับอย่างมั่นคง เพราะการทำธุรกิจซื้อมาขายไปนั้น ณ ตอนนี้ไม่มีใครสามารถกำหนดได้หรอกว่าแต่ละเดือนจะมีลูกค้ากี่คน ข้อเสียเปรียบของธุรกิจเล็กๆคือเมื่อไม่มีเซลล์ สำหรับวิ่งงาน หรือเพื่อออกตามโรงงาน บริษัท หรือห้างร้านเพื่อทำการนำเสนอสินค้า จึงอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยังไม่มีรายได้มั่นคง

  • วิธีเปิดธุรกิจร้านซักอบรีดเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญให้ประสบความสำเร็จ

    การเปิดร้านซักอบรีด หรือเครื่องซักผ้าหยดเหรียญ กำลังเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ หากคุณตกงานแต่มีงบประมาณ หรือเงินทุนในสองลักษณะคือ ไม่เกิน 100,000 หรือไม่เกิน 200,000 บาท ลองพิจารณาธุรกิจนี้ดูครับ ทั้งนี้รายรับที่จะได้ จะมาจากจำนวนผู้มาซัก ซึ่งจากการสังเกตพบว่าส่วนใหญ่จะซักผ้าตั้งแต่ 4 ครั้งขึ้นไปต่อเดือน

    สมมติว่า

    สถานที่แห่งหนึ่งมี 200 ห้อง เหมาว่ามีห้องพักละ 1 คน คิดประมาณการอย่างตํ่าเอาว่าคน 200 คน จะมีผู้มาซักเพียง 75% ก็จะมีคนมาซักเดือนละ 150 คน X 4 ครั้ง ค่าซักครั้งละ 30 บาท

    ได้เงินรายรับเดือนละ 150 X 4 X 30 บาท = 18,000 บาท

    หากคิดเปิน 1 ปี ก็จะได้เงินรายรับปีละ 12 X 18,000 = 216,000บาท

    แนวทางในการทำธุรกิจร้านซักอบรีดเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ

    1. “งานซัก” ไม่เหมือน “งานขาย” งานขายนั้น เมื่อคนซื้อไปแล้ว อีกนานจึงจะขายได้อีก แต่งานซักต้องซักทุกสัปดาห์ เพื่อจะได้นำมาใส่ใหม่ และคนจะซักผ้ากันมากวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุด (วันหยุดนักขัตฤกษ์) วันธรรมดาคนจะซักไม่ค่อยมาก ที่สำคัญธุรกิจนี้เขาไม่ได้จดทะเบียนห้างร้าน เพราะไม่ต้องเขียนใบเสร็จให้ใคร
    2. หากเป็นบ้านตัวเองให้เปิดบริการหน้าบ้านเป็นที่ให้บริการ แต่ต้องอยู่ในย่านชุมชน วิธีนี้จะประหยัดค่าเช่าสถานที่ได้มาก และหากจำเป็นต้องเช่าสถานที่ให้บริการ ควรหาทำเลที่ตั้งที่อยู่ในย่านชุมชน เข่น อพาร์ตเม้นต์ คอนโด หอพักนักเริยนนักศึกษา พนักงาน โรงงาน สำนักงาน กรมกองทหาร ซึ่งทำเลควรจะเป็นสถานที่ ที่มีคนจำนวนมากพอ เช่น หลัก 200 คนขึ้นไป จะเป็นคนโสด หรือจะเป็นคนมืครอบครัวก็ได้ เพราะคนส่วนใหญ่จะขี้เกียจซักผ้าด้วยมือ
    3. ถ้าเราต้องการต่อยอดธุรกิจ เราอาจจะต้องจ้างลูกจ้างสักคนไว้ด้วย เพี่อไว้ขายกาแฟ ขายอาหารว่างตอนเช้า เพื่อลูกค้าที่นำผ้ามาซักแล้ว จะได้ซื้อกับข้าวขึ้นไปกินที่โต๊ะที่สำนักงานตนเอง ส่วนกลางวันอาจขายผลไม้หั่นใส่ถุงแช่เย็น หรืออาจขายหนังสือพิมพ์ หรีอขายนิตยสารต่างๆ
    4. ในตอนเย็นอาจขายอาหารถุง เพื่อให้ลูกค้าซื้อกลับบ้าน ตอนมารับผ้าตอนเย็น เพื่อจะได้ไห้ลูกจ้างที่เราจ้างไว้ ช่วยนำผ้าที่ซักในเครื่อง ที่ซักเสร็จแล้ว นำออกมาใส่ถุงพลาสติก หรือใส่ตะกร้าผ้าฃองลูกค้า แล้วมอบคืนให้ลูกค้าเมื่อเขามารับผ้าตอนเย็น แต่ทั้งนื้ควรหาลูกจ้างที่ไว้ใจได้ มีความรับผิดขอบ เพราะเสื้อผ้านั้น คือ ทรัพย์สินของบุคคลอื่น ถ้าขาด หรือชำรุด ทางเราก็ต้องรับผิดชอบเสื้อผ้านั้นๆ
    5. คิดค้นโปรโมขั่นของร้านซักอบรีด เพื่อให้ลูกค้าเห็นถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับอย่างเต้มเม็ดเต็มหน่วย หากมาซักผ้ากับร้านเราเป็นประจำ ซึ่งเราจะได้ลูกค้าประจำไปนานๆ ซึ่งคู่แข่งจะได้ไม่สามารถมาแย่งลูกค้าไปได้ ยกตัวอย่างโปรโมชั่น เช่น เมื่อซักที่ร้านครบ 10 ครั้ง จะให้ซักฟรี 1 ครั้ง หรือเมื่อซักที่ร้านครบ 5 ครั้ง จะแถมผงซักฟอก หรือแถมนํ้ายาปรับผ้านุ่มให้ซักฟรี รวมทั้งอาจจะให้บริการไปรับมาซักให้ และไปส่งให้ถึงที่พักพักฟรีก็ได้
    6. ในอนาคต หากเราต้องการขยายกิจการร้านซักอบรีด เราอาจจะขยายกิจการประเภทรับซัก และรีดเป็นรายชิ้น หรือรายเดึอน และรับซ่อมแซมเสื้อผ้าให้ด้วย เช่น รับปะ รับเปลี่ยนยางเสื้อผ้า หรีออย่างน้อยอาจจะซื้อเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่เพิ่มจำนวนก็ได้ เป็นเครื่องขนาด 10.5 กิโล ถ้าหยอดเหรียญเพี่อซักผ้ากับเครื่องรุ่นนี้ ก็จะต้องหยอด เหรียญครั้งละ 50 บาท โดยอาจจะเสนอให้บริการซักผ้าม่านแก่บ้านเรือน แก่ รีสอร์ต หรีอสำนักงาน แทนการให้บริการซักผ้านวมอย่างที่ร้านซักรีดร้านอื่นเขาทำกันก็เป็นได้

    ตัวอย่างการลงทุน

    1. การลงทุนเปิดร้านชักอบรีดด้วยตนเอง

    เงินลงทุนครั้งแรกประมาณ 20,000 บาท (ไม่รวมค่าเช่าร้าน)

    ทั้งนี้เครื่องซักผ้าแบบถังเดี่ยว ราคาประมาณ 15,000 บาท เตารีดประมาณ 1,000 บาท โต๊ะรีดผ้าประมาณ 700 บาท ส่วนรายได้ประมาณ 10,000 บาท ต่อเดือนขึ้นไป

    อุปฺกฺรณ์

    เครื่องซักผ้าแบบถังเดี่ยว เตารีด โต๊ะรีดผ้า กะละมังซักผ้า ผงซักฟอก นํ้ายาปรับผ้านุ่ม นํ้ายาขจัดคราบไคล นํ้ายารีดผ้าเรียบ ไม้แขวนเสื้อ ราว แขวนเสื้อ

    ขั้นตอนการซักอบรีด

    1. แยกผ้าขาว-ผ้าสี ออกจากถัน เพื่อนำผ้าขาวบาซักก่อน แล้วจึงซักผ้าสิทืหลัง และแยกผ้าที่มิเนื้อผ้าประเภทเดืยวถันซักพร้อมถัน ผ้าเนื้อหนามากๆ เช่น ผ้ายีนส์ ควรแยกซักต่างหาก ถ้ามีรอยเปื้อนให้ใข้นํ้ายาขจัดคราบไคล ป้ายส่วนที่เปื้อนก่อน

    2. เปิดนํ้าใส่เครื่องซักผ้า ใส่ผงซักฟอกลงในเครื่อง เอาผ้าขาวใส่ลงไป ตามความจุของเครื่อง แล้วกดปุ่มการทำงานตามระบบของเครื่องนั้นๆ และ ทำจนครบทุกขั้นตอน

    3. เมื่อเครื่องเสร็จการทำงาน นำผ้าที่ปันจนแห้งมารีดให้เรียบ ซึ่งต้องรู้ว่าผ้าขนิดไหนควรใช้ระดับความร้อนเท่าไร โดยดูจากวิธีการใช้เตารีด แต่ถ้าเป็นผ้าเนื้อบางๆ ควรใช้ผ้าขาวบางชุบนํ้าหมาดๆ วางทับแล้วจึงรีด จะช่วยให้เนื้อผ้าไม่เสียและรีดเรียบง่ายขึ้น เมื่อรีดเสร็จนำไปใส่ไม้แขวนเสื้อแขวนไว้ที่ราว รอลูกค้ามารับ

    อัตราค่าบริการตามมาตรฐานทั่วไป

    – เสื้อผ้าทั่วไป ขึ้นละ 10-15 บาท
    – ชุดสูทของบุรุษ ชุดเครื่องแบบข้าราฃการ 80 บาท/ชุด
    – ผ้านวม 50 บาท/ผืน
    – ราคาเหมา 600-900 บาท/60 ชิ้น/เดือน

    ข้อควรพิจารณา

    หากมืเงินทุนน้อย สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องซักผ้า แบบ 2 ถัง ราคา ประมาณเครื่องละ 5,000 – 7,000 บาท เพื่อลดเงินลงทุนลง แต่ทั้งนี้ คุณภาพงานต้องดีทั้งฝีมือและการบริการ ตรงเวลาตามกำหนด

    2. การลงทุนเครื่องชักผ้าหยอดเหรียญในแบบประหยัด

    เงินลงทุนครั้งแรกประมาณ 56,000 บาท

    (ไม่รวมค่าสถานที่และเงินทุนใช้จ่ายประจำวัน ซึ่งได้แก่ ค่านํ้า ค่า ไฟประมาณ 6 บาท/ครั้ง)

    อุปกรณ์

    – เครื่องซักผ้าขนาด 6.5 กิโลกรัม ราคาไม่เกิน 2,000 บาท/ 2 เครื่อง หรือเครื่องซักผ้าขนาด 10.5 กิโลกรับ ราคาไม่เกิน 20,000 บาท/เครื่อง 1 เครื่อง
    – กล่องหยอดเหรียญพร้อมค่าติดตั้ง 4,000 บาท / 1 ชุด จำนวน 3 ชุด

    1. ซื้อมาประกอบเองโดยซื้อเครื่องซักผ้าได้ตามร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั่วไปหรือตามห้างสรรพสินค้า ส่วนกล่องหยอดเหรียญลามารถซื้อได้จากย่านบ้านหม้อ กรุงเทพฯ แล้วนำมาติดตั้งเอง แต่ต้องมีความรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์
    2. ซื้อจากตัวแทนจำหน่ายทั่วไป ซึ่งทางบริษัทอาจจำหน่ายเครื่องซักผ้าพร้อมติดกล่องหยอดเหรียญมาให้หรืออาจนำเครื่องซักผ้ามาติดตั้งกล่องหยอดเหรืยญที่บริษัทก็ได้

    ขั้นตอนการทำงาน

    1. นำเครื่องซักผ้าติดตั้งกับก๊อกนํ้าและต่อท่อนํ้าทิ้งให้เรียบร้อย ตั้ง เครื่องบนพื้นที่เรียบเสมอ บางครั้งอาจต้องวัดระดับนํ้าเพื่อป้องกันเครื่องซักผ้าไม่หมุน
    2. ติดตั้งสายดินเพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่วหรือลัดวงจร
    3. วิธีการซักให้ลูกค้านำผ้าใส่เครื่อง ใส่ผงซักฟอก นํ้ายาปรับผ้านุ่ม ซึ่งลูกค้านำมาเองแล้วหยอดเหรียญลงในช่องหยอดเหรียญ (ใช้เหรียญ 10 บาท หรือเหรียญ 5 บาทแล้วแต่จะตั้ง) หลังหยอดเหรียญตามจำนวนแล้ว เครื่องจะทำงานเองโดยอัตโนมัติทุกขั้นตอน โดยใช้เวลาในการซักประมาณ 50 นาที
    4. อัตราค่าซักผ้า เครื่องขนาด 6.5 กิโลกรัม ราคาซักประมาณ 20 บาท/ครั้ง (เสื้อผ้าทั่วไป) และเครื่องขนาด 10.5 กิโลกรัม ราคาซักประมาณ 30 บาท/ครั้ง (ซักผ้าห่ม ผ้านวมได้)

    ข้อแนะนำ

    1. การเปิดบริการครั้งแรกควรติดตั้งชักผ้าเพียง 3 เครื่องก่อน (เพื่อดูปริมาณของผู้ใข้บริการ) โดยติดตั้งเครื่องเล็ก 2 เครื่อง เครื่องใหญ่ 1 เครื่อง เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใชับริการได้ซักทั้งเสื้อผ้าและผ้าห่ม
    2. ควรเป็นเครื่องชนิดฝาบน เนื่องจากราคาถูกและสะดวกใข้กว่าฝาหน้ามาก
    3. ครั้งแรกของการเปิดให้บริการควรบีส่วนลดหรือของแถม เช่น นํ้ายาปรับผ้านุ่ม เพื่อเป็นการดึงลูกค้าอึกทางหนึ่ง ส่วนผงซักฟอกลูกค้านำมาเอง
    4. กล่องหยอดเหรียญ ควรล็อกกุญแจให้แน่นหนาเพื่อป้องกันการโจรกรรม
    5. ติดป้ายเชิญชวน พร้อมบอกอัตราค่าบริการให้ชัดเจน
    6. หมั่นดูแลอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมให้บริการตลอดเวลา

    แนวทางของการมองการณ์ไกล

    ทั้งนี้ตู้กดน้ำก็เป็นอึกหนึ่งทางเลือก ในแนวโน้มที่ธุรกิจแบบหยอดเหรียญกำลังมาแรง ที่สำคัญเราไม่ต้องจ้างคนเฝ้า สามารถทำกำไรได้ดี ไม่ต้องกลัวขโมย เพราะไม่มีใครมาสนใจปล้นน้ำอึกต่างงหาก

    ดังนั้นหากคุณสามารถขยายกิจการได้ จนมีเครื่องซักผ้า 10 เครื่อง และคุณเป็นคนนั่งเฝ้าเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญเอง ก็ควรที่จะเพิ่มตู้กดนํ้าเข้าไปอึก 1 ตู้ และเพิ่มเครื่องเติมเงินมือถือหยอดเหรียญไปอึกหนึ่งเครื่อง โดยคำนึงว่าในหนึ่งอาพาร์ตเม้นต์ มักจะมืคนอยู่ห้องละ 2 คน ซึ่งอาจจะสามารถคืนทุนได้ในปีแรกๆ และทำกำไรได้เดือนละประมาณเกือบ 2 หมื่นบาท

    ซึ่งผมก็จบบทความรวยด้วยการเปิดธุรกิจร้านซักอบรีดเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ไว้แต่เพียงเท่านี้นะครับ ขอให้ทุกท่านร่ำรวยจากธุรกิจนี้กันทุกท่านนะครับ

  • วิธีเปิดร้านนวดแผนไทยให้ประสบความสำเร็จ

    ในปัจจุบันนี้ ปัญหาอาการปวดเมื่อยตามจุดต่างๆ ในร่างกาย ที่มักจะเป็นเป็นได้กับคนทุกวัย ไม่เฉพาะต้องเป็นคนชราเท่านั้น หนุ่มๆ สาวๆ ก็สามารถปวดเมื่อยกันได้ อาจจะเกิดจากทำงานหนัก ทำให้ปวดขา ปวดเอว หรือเครียดจนเกินไป ทำให้ปวดศรีษะเป็นไมเกรน การรับบริการด้วยการนวดจะสามารถทำให้อาการต่างๆ ทุเลาลงไปได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธุรกิจเปิดร้านนวดแผนไทยบูมขึ้นมากมายเรียกได้ว่าแทบจะทุกที่ที่มีชุมชน หรือที่มีคนผ่านไปผ่านมาเยอะๆ จะต้องมีร้านนวดแผนไทยอยู่ ธุรกิจเปิดร้านนวดแผนไทยก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีสำหรับท่านที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง ธุรกิจเปิดร้านนวดแผนไทยเป็นธุรกิจที่ลงทุนครั้งเดียวเลี้ยงชีพได้ตลอดไป การประกอบธุรกิจนี้เป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ต้องการประกอบธุรกิจ ของตนเอง แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นลงมอทำ ผู้ประกอบการควรศึกษาและทำความเข้าใจในธุรกิจนี้ให้ลึกซึ้งเสืยก่อน

    แนวทางการทำธุรกิจ หากว่าเรามีการเรียนพวกวิชานวดมาบ้างหรือเข้าคอร์สอบรมเพื่อเปิด สปา หรือสถานที่รับนวดแผนไทยได้นั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องลงทุนไปเปิดถึงเมืองท่องเที่ยวก็ได้ เพราะที่นั่นเก็บค่าเช่าสถานที่แพง โดยเฉพาะกับคนที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง หรือถ้าคิดจะซื้อก็แพงมาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เราสามารถที่จะเปิดบริการในกรุงเทพได้เองด้วย แน่นอนว่าสามารถทำเงินได้อย่างแน่นอน

    ผู้ที่สนใจทำธุรกิจนวดแผนไทย ควรมีคุณสมบัติดังนี้

    1. มีใจรักในการให้บริการ เพราะธุรกิจนี้เป็นธุรกิจการให้บริการ ผู้ประกอบการที่ดีควรมีใจรักในงานด้านนี้ มีความซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจาไพเราะ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
    2. มีศีลธรรมและสัมมาอาชีวะ การนวดเป็นการบริการแบบตัวต่อตัว โอกาสใกล้ชิดสัมผัสร่างกายลูกค้ามีอยู่ตลอดเวลา ผู้ประกอบการอาชีพนี้จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเน้นความบริสุทธิใจและศีลธรรมเป็นหลัก
    3. มีพื้นฐานความรู้ด้านการนวดแผนไทย เพื่อให้เข้าใจธุรกิจนี้ ผู้ประกอบการควรผ่านการอบรมมาบ้างจากสถานที่อบรมที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับ หรืออย่างน้อย 30-75 ชั่วโมง หรือ 15-45 วัน
    4. มีทำเลที่เหมาะลม ทำเลที่ดีของธุรกิจนี้ควรอยู่ในที่มองเห็นได้ง่าย ชัดเจน และการเดินทางสะดวก ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ริมถนน หรือในจุดที่มีคนเดินผ่านไปผ่านมาบ่อยๆ เพราะจะทำให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น

    การติดต่อกับหน่วยงานราชการ

    ก่อนเปิดกิจการ “นวดแผนไทย” นั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องติดต่อ หน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้หากเป็นการนวดเพื่อบำบัดวินิจฉัยโรค หรือฟินฟูสมรรถภาพ ตาม พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ผู้ทำการนวด ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต “สาขาการแพทย์แผนไทยหรือเวชกรรมโบราณ” จากคณะกรรมการวิชาชีพก่อน และต้องดำเนินการในสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตแล้วเท่านั้น

    แต่หากเป็นการนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยไม่ใช่เพื่อการรักษาโรค ผู้ที่ทำการนวดไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตผู้ประกอบการโรค ศิลปะ โดยผู้ประกอบการลามารถยื่นคำขอได้ที่กองการประกอบโรคศิลปะ ลำนักงานปลัดกระทรวงลาธารณสุข หรือในต่างจังหวัดยื่นที่ลำนักงานสาธารณสุขอำเภอ หรือลำนักงานลาธารณสุขจังหวัด

    ธุรกิจนวดแผนไทยจะเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการใน 3 ด้าน คือ

    1. การจดทะเบียนพาณิชย์จัดตั้งธุรกิจ โดยทั่วไป ธุรกิจด้านบริการอย่างเดียวจะได้รับการ ยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่ถ้าร้านมีการขายสินค้าอย่างอื่นด้วย ผู้ลงทุนก็ต้องขอจดทะเบียนพาณิชย์ ผู้ลงทนสามารถศึกษารายละเอียดการจัดตั้งและการขออนุญาตได้ที่เว็บไซต์ www.ismed.or.th และ www.thairegistration.com
    2. การเสียภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการสามารถศึกษารายละเอียดการจดทะเบียนและการยื่นชำระภาษีได้ที่ www.rd.go.th
    3.การนวดที่ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ ตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ระบุว่าการนวดหากเป็นการกระทํา เพื่อบําบัดโรควินิจฉัยโรคฟื้นฟูสมรรถภาพก็ถือเป็นการประกอบโรคศิลปะผู้ที่จะทําการนวดได้ ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทย หรือเวชกรรมโบราณจากคณะกรรมการวิชาชีพก่อน และต้องดําเนินการใน สถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น

    สถานที่ยื่นคําขอ

    – ในส่วนกลาง ยื่นที่กองการประกอบโรคศิลปะสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
    – ในส่วนภูมิภาคยื่นที่สํานักงานสาธารณสุขอําเภอหรือสํานักงานสาธารณสุขจังหวัด

    ถ้าผู้ประกอบการมีใบประกอบโรคศิลปะและใบอนุญาตสถานพยาบาล (คลินิก) ก็สามารถทําการนวดรักษาโรคได้ แต่ร้านนวดต้องปฏิบัติตามระเบียบสถานพยาบาลทุกประการ เช่น การแสดงป้ายผู้ประกอบโรคศิลปะ หรือเวลาทําการ การทําบันทึกประวัติคนไข้ เป็นต้น

    การนวดที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ ในกรณีที่

    – เป็นการนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย ไม่ใช่เพื่อรักษาโรค
    – ไม่ขึ้นป้ายรักษาโรค เช่น รักษาโรคอัมพฤตอัมพาต เบาหวาน ไต ปวดหลัง เป็นต้น

    การแสดงป้ายอาจเขียนว่าเป็น “นวดแผนไทย” หรือ “นวดฝ่าเท้า” ได้ แต่จะแสดงข้อความว่า “พร้อมจะบําบัดรักษาโรค” หรือ ”ฟื้นฟูสภาพ” หรือ “วินิจฉัยโรค” ไม่ได้

    โทษทางกฎหมาย

    – หากฝ่าฝืนกระทําการนวดโดยมีการรักษาโรคแต่มิได้เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ โทษทางกฎหมายระบุไว้ว่าาจะจําคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 30,000 บาทหรือทั้งจํา ทั้งปรับ
    – หรือแม้ว่าผู้ฝ่าฝืนจะไม่ได้นวดรักษาโรคแต่ขึ้นป้ายหรือแสดงว่าพร้อมจะประกอบโรคศิลปะ ผู้ฝ่าฝืนก็มีความผิดโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจําทั้งปรับ

    กฎหมายธุรกิจนวดแผนไทย

    แม้ธุรกิจการนวดจะเป็นอาชีพให้บริการ แต่ก็เป็นอาชีพที่ต้องใช้ความรับผิดชอบสูงเช่นกัน โดยมีบทลงโทษทางกฎหมายหากผู้นวดกระทำการนวด แบบการรักษาโรค แต่ไม่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ ซึ่งจะมีดวามผิดจำ คุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และแม้จะไม่ได้ นวดแต่ขึ้นป้ายโฆษณาว่าเป็นการนวดรักษาโรคโดยไม่มีใบอนุญาตก็มีความผิด ดือมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ตามกฎหมายผู้นวดต้องรับผิดชอบหากเกิดอันตรายแก่ผู้ถูกนวด

    1. หากทำให้ผู้อื่นเกิดอันตรายแก่ร่างกายจิตใจ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
    2. หากผู้ถูกนวดเปีนอันตรายสาหัส ดังนี้คือ ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด เลียความสามารถที่ม่านประสาท อวัยวะสืบพันธุ์ ใบหน้า แท้งลูก จิตพิการ ติดตัว ทุพพลภาพหรือเจ็บป่วยเรื้อรังตลอดขีวิต หรือไม่สามารถประกอบกิจ ตามปกติเกินกว่า 20 วัน ต้องโทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปี
    3. หากกระทำโดยประมาท เช่น นวดแล้วเกิดอันตรายสาหัส ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    4. หากนวดผู้ป่วยแล้วทำให้เสิยชีวิตถือว่ากระทำการโดยประมาท ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท

    ภาพรวมการตลาด

    ซึ่งการนวดแผนไทยนี้นั้นเป็นวิธีบําบัดอาการปวดที่เป็นธรรมชาติที่สุด โดยภาพรวมธุรกิจนี้มีมูลค่าในตลาดไม่น้อยเลย ซึ่งในปัจจุบันมูลค่ารวมของตลาดได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตทางธุรกิจพร้อมๆ กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากการนวดเป็นการบริการที่นอกเหนือจากปัจจัยสี่ ดังนั้นลูกค้าที่มาใช้บริการส่วนใหญ่จึงมักอยู่ในกลุ่มของผู้มีรายได้ปานกลาง และมีรายได้สูง ความต้องการของตลาดจะขึ้นอยู่กับทำเลสถานที่เป็นหลัก

    ธุรกิจนี้สามารถดำเนินการได้ตั้งแต่การทำคนเดียว เช่น รับจ้างนวดตามบ้านลูกค้า หรือเปิดบริการนวดในบ้านของตนเอง หรือเปิดบริการตามแหล่งชุมชนต่างๆ เช่น ตลาด หมู่บ้าน ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงเปิดบริการในสถานที่ค่อนข้างหรูหรา เช่น โรงแรม หรือรีสอร์ท เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันนี้การนวดแผนไทยยังได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติอีกด้วย เช่น แถบเอเชีย ยุโรป และอเมริกา เมื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้มาใช้บริการนวดแล้ว ได้เกิดความประทับใจในการนวดแผนไทย ทําให้การนวดแผนไทยมีชื่อเสียงไปข้ามทวีป จะเห็นได้ว่าในต่างประเทศก็ได้มีคนไทยไปเปิดร้านนวดแผนไทยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็มีชาวต่างชาติมาใช้บริการอยู่ไม่น้อย

    ปัจจุบันธุรกิจการนวดแผนไทยประสบกับภาวะการแข่งขันค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการหันมาดำเนินธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากผู้ประกอบการรายใหม่แล้ว การนวดแผนไทยยังกลายเป็นบริการเสริมของธุรกิจที่มีอยู่แล้ว เช่น ตามร้านร้านเสริมสวยเสริมความงาม หรือโรงพยาบาลบางแห่ง

    กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

    กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

    กลุ่มลูกค้าทั่วๆ ไป

    ได้แก่ บุคคลทั่วไปที่ต้องการนวดผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานในชีวิตประจำวัน ลูกค้ากลุ่มนี้จะใช้บริการนวดทั่วไป
    การวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย อาจจำแนกตาม

    – อายุ ในปัจจุบันคนหนุ่มสาววัยทำงานได้มาใช้บริการร้านนวดมากขึ้น อายุจึงนับตั้งแต่วัยหนุ่มสาวไปจนถึงวัยสูงอายุ
    – เพศ ปัจจุบันี้ทั้งเพศชาย และเพศหญิงมาใช้บริการนวดในอัตราเฉลี่ยที่ใกล้เคียงกัน
    – รายได้ รายได้เป็นส่วนหนึ่งที่ลูกค้าใช้ตัดสินใจว่าจะรับบริการร้านนี้หรือไม่ ลูกค้าที่มีรายได้ และฐานะดีมักจะใช้บริการในสถานที่หรูหราตามโรงแรม หรือร้านนวดที่หรูหรา ส่วนลูกค้าที่มีรายได้ปานกลางก็อาจดูที่สถานที่ และอัตราค่าบริการเป็นหลัก
    – อาชีพ มีเกือบทุกอาชีพที่ทำงานอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานาน เช่น พนักงานออฟฟิตที่นั่งพิมพ์ในคอมพิวเตอร์นานๆ
    – นักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา และแถบยุโรป

    กลุ่มลูกค้าที่มีปัญหาสุขภาพ

    เช่น

    – คอตกหมอน
    – ไหล่ติด
    – ปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก
    – อัมพฤต อัมพาต

    การบริหารงานร้านนวดแผนไทย

    การบริหารงานธุรกิจร้านนวดแผนไทยแบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ

    การบริหารภาพพจน์ภายนอก

    การบริหารภาพพจน์ภายนอก โดยปกติแล้วธุรกิจบริการนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ลูกค้าจะซื้อบริการก็ต่อเมื่อลูกค้าเชื่อว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบการจะต้องบริหารภาพพจน์ภายนอกของร้าน โดยต้องสื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในการบริการของเรา เช่น

    – การตกแต่งร้านที่ดูสะอาด สบายตา สีไม่ฉูดฉาดเกินไป
    – มีบริการที่หลากหลายให้ลูกค้าเลือก เช่น นวดตัว นวดฝ่าเท้า นวดน้ำามันหอมระเหย นวดประคบด้วยสมุนไพร
    – ติดป้ายบอกอัตราค่านวดไว้อย่างชัดเจนที่ป้ายหน้าร้าน
    – พนักงานทุกคนแต่งกายเรียบร้อย การต้อนรับสุภาพเรียบร้อย พูดจาไพเราะ
    – ประกาศนียบัตรรับรองการอบรมการนวดแผนไทยของพนักงานทุกคน ต้องติดไว้ให้ลูกค้ามองเห็นเด่นชัด
    – รักษาความสะอาดภายในร้าน และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในร้าน เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าขนหนู ชุดที่ลูกค้าใส่นวด
    •- ทําเลที่ตั้งที่เหมาะสม ใกล้กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ค่าเช่าสถานที่ไม่แพงจนเกินไป และไม่นวดในแถวสถานที่ที่ไม่ควรไปตั้ง โดยลูกค้าอาจจะเข้าใจผิดว่าร้านเราเป็นร้านแบบนั้นไปด้วย
    – สถานที่ตั้งมีที่จอดรถสะดวก ไปมาง่าย
    – รักษาการบริการให้ได้มาตรฐานคงที่ โดยให้บริการนวดครบทุกขั้นตอน และตามเวลาที่กำหนด

    การบริหารจัดการภายใน

    ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ การบริหารจัดการภายในร้านเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยปกติถ้าเป็นร้านขนาดเล็ก ผู้ประกอบการจะทำหน้าที่หลายอย่าง คือ เป็นทั้งผู้จัดการร้าน เป็นผู้ดูแลด้านการเงิน เป็นผู้จัดหาพนักงานนวด และจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ แต่ถ้าเป็นร้านขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการอาจจ้างตําแหน่งงานเพิ่มเติมดังนี้ คือ

    – ผู้จัดการร้าน จะเป็นคนช่วยบริหารงานบริการ จัดการเรื่องต่างๆ ภายในร้าน
    – สมุห์บัญชี จะรับผิดชอบการควบคุมบัญชีทรัพย์สิน รายรับ และรายจ่าย และการบริหารเงินทุนหมุนเวียน
    – พนักงานต้อนรับ ทําหน้าที่ให้ข้อมูลด้านบริการ และต้อนรับลูกค้า เก็บประวัติลูกค้า
    – พนักงานนวด สําหรับพนักงานนวดแล้ว ถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของร้าน ผู้ประกอบการอาจบริหารพนักงานนวดด้วยวิธีการดังนี้ คือ
    – กำหนดวันหยุดให้พนักงานในแต่ละสัปดาห์
    •- มีชุดยูนิฟอร์มของร้านให้พนักงาน
    •- ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการบริหาร โดยจัดประชุม ให้พนักงานบอกเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทำงาน และเป็นการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าที่มาใช้บริการว่ามีการติชมมากน้อยแค่ไหน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปรับปรุง ให้ประชุมร่วมกันอย่างน้อยเดือนละครั้ง
    •- อบรมพนักงานนวด เพื่อพัฒนาฝีมือการนวดให้ดียิ่งขึ้น
    •- อบรมพนักงานด้านภาษา กรณีกลุ่มลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน
    •- ทำให้พนักงานนวดในร้านให้อยู่กับร้านนานๆ ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีความเอาใจใส่พนักงาน ให้พนักงานมีรายได้ที่พอเพียง เพราะความพอใจของพนักงานเป็นเรื่องสําคัญ ถ้าพนักงานมีความสุขในการทํางาน พนักงานก็จะให้บริการที่ดีกับลูกค้า
    – ปัญหาเรื่องการดึงตัวพนักงานนวดที่มีความสามารถอาจเกิดขึ้นได้ เช่นถูกดึงตัวไปอยู่ร้านอื่น สาเหตุอาจมาจากความดึงดูดใจด้านรายได้ที่มากกว่า หรือที่พักอาศัยที่สะดวกกว่า เป็นต้น

    การบริหารลูกค้า

    ผู้ประกอบการควรประเมินการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น ทําแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นการบริการของร้าน แต่วิธีนี้ลูกค้าบางรายอาจจะไม่ชอบเขียน ดังนั้น ร้านจึงควรสอบถามจากลูกค้าโดยตรงเมื่อนวดเสร็จ ว่านวดแล้วเป้นอย่างไรบ้าง เพื่อนําเอาปัญหา หรือข้อคิดเห็นของลูกค้ามาปรับปรุงการให้บริการภายในร้านให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

    ทำเลที่ตั้งร้าน

    ทำเลที่ตั้งของธุรกิจนี้ ควรอยู่ในย่านใกล้กลุ่มเป้าหมาย การเดินทางสะดวก มีที่จอดรถ หรือจะเป็นการตั้งร้านอยู่ตามแหล่งชุมชน ไม่ว่าจะเป็นตลาด ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ที่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว หรือถ้าผู้ประกอบการต้องการรองรับลูกค้าที่ชอบความสงบ สถานที่เป็นสัดส่วน เหมาะแก่การผ่อนคลาย ก็อาจเปิดบริการตามโรงแรม หรือรีสอร์ท

    แต่สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่ไปด้วย คือ ถ้าผู้ประกอบการมีสถานที่ของตนเอง และเหมาะกับการเปิดธุรกิจร้านนวดแผนไทย ก็สามารถลงทุนได้ แต่ถ้าต้องเช่าสถานที่ ผู้ประกอบการควรศึกษาเรื่องค่าเช่า และสัญญาเช่า ว่าเหมาะสมกับการลงทุนหรือไม่ นอกจากนี้ก่อนเปิดกิจการ ผู้ประกอบการควรหาข้อมูลด้วยว่า ในแถบที่จะไปตั้งร้านนั้น มีร้านนวดแผนไทยอยู่ก่อนหรือไม่ เราจะสามารถแข่งขันกับเขาได้อย่างไร และลูกค้ามีจำนวนเพียงพอให้เราแทรกพื้นที่ทางการตลาดได้หรือไม่

    การลงทุน

    การลงทุนในธุรกิจนวดแผนไทยจะขึ้นอยู่กับขนาดร้าน และทำเลที่ตั้ง ดังนั้นการลงทุนจึงมีตั้งแต่ระดับใช้เงินทุนตํ่า เช่น ผู้ประกอบการใช้บ้านของตนเองเป็นสถานที่นวด ลงทุนแต่อุปกรณ์ การตกแต่งน้อย ไปจนถึงการใช้เงินทุนค่อนข้างสูงที่ทำเป็นร้านขนาดใหญ่ ทั้งนี้จำานวนเงินลงทุนจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น

    – ขนาดของร้าน ต้องดูว่าเป็นขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่
    – เป็นเจ้าของสถานที่เอง หรือต้องเช่า หรือต้องซื้อสถานที่
    – ลักษณะสถานที่ และการตกแต่งภายใน นั่นคือจะเน้นความเรียบง่าย หรือจะเน้นตกแต่งแบบหรูหรา
    – จํานวนพนักงาน และเตียงที่ให้บริการ

    อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

    เงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวร

    เงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวร แบ่งเป็นการลงทุนด้านต่างๆ ดังนี้

    – ค่าตกแต่งสถานที่ เช่น ค่ากั้นห้อง ทาสี ทำประตูกระจกหน้าร้าน
    – ค่าวัสดุอุปกรณ์ เช่น เตียงนวดตัว เตียงนวดเท้า ชุดพนักงาน หมอน ผ้าปูที่นอน
    – ค่าเครื่องใช้สำนักงาน เช่น เครื่องปรับอากาศ โต๊ะ เก้าอี้ โทรศัพท์
    – อื่นๆ เช่น ค่าการตลาดแนะนำร้าน หรือของสมนาคุณเมื่อใช้บริการครบตามจำนวนครั้งที่กำหนด
    – การตกแต่งสถานที่ไม่มีมาตรฐานตายตัว เน้นความสะอาด สบายตา ฉะนั้นเงินลงทุนเริ่มต้นจึงสามารถยืดหยุ่นได้

    เงินทุนหมุนเวียน

    เงินทุนหมุนเวียน แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

    – ค่าเช่าสถานที่
    – ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์
    – ค่าพนักงาน
    – ค่าน้ำมันนวด ค่าซักผ้า
    – ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

    ผู้ประกอบการควรมีความพร้อมเรื่องเงินลงทุน และหากผู้ประกอบการจะต้องกู้เงินเพื่อมาลงทุน ผู้ประกอบการก็ควรคำนึงถึงความสามารถในการชำระเงินที่กู้มาคืนด้วย

    การส่งเสริมการขาย

    ผู้ประกอบการร้านนวดแผนไทย ควรจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย ดังนี้

    •- ติดต่อบริษัททัวร์ หรือไกด์ เพื่อให้แนะนำนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการ
    •- แจกใบปลิวแนะนำร้าน และการบริการภายในร้าน แถบที่ร้านตั้งอยู่
    •- สมัครสมาชิก โดยไม่เก็บค่าสมาชิก พร้อมให้สิทธิประโยชน์แก่สมาชิก เช่น ส่วนลด หรือแถมการให้บริการ การสะสมแต้มเพื่อแลกสินค้าหรือบริการต่างๆ ภายในร้าน เป็นต้น
    •- จัดกิจกรรมประจำปี เช่น จัดวันผู้สูงอายุ สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ในวันนั้นสามารถนวดได้ครึ่งราคา เป็นต้น
    •- จัดกิจกรรมเพื่อนแนะนำเพื่อน โดยมีของขวัญให้ ทั้งผู้แนะนำ และผู้มาใหม่
    •- ลงโฆษณาตามนิตยสารแนวสุขภาพ
    •- ทำเว็บไซต์ หรือ fanpage ลงโฆษณาในอินเตอร์เน็ต หรือ social media ต่างๆ

  • วิธีเปิดร้านขายอาหารคลีนให้ประสบความสำเร็จ

    สำหรับตอนนี้อาหารคลีน (Clean Food) ก็กำลังมาแรง จะสังเกตได้จาก instragam เหล่าดาราดังๆ ที่มักจะชอบโพสท์รูปอาหารคลีนที่ทานในแต่ละวันอยู่บ่อยครั้ง วันนี้ผมจะพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับอาหารคลีนกันว่า จริงๆ แล้วอาหารคลีนคืออะไร และจะมีช่องทางใดสำหรับการทำธุรกิจอาหารคลีนบ้าง

    อาหารคลีนคืออะไร

    ก่อนจะทำธุรกิจอาหารคลีน ผมก็มีคำจำกัดความในเรื่องอาหารคลีนไว้ดังนี้นะครับ

    อาหารคลีน คือ อาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยสารเคมีต่างๆ เป็นอาหารที่ผ่านการแปรรูปมาน้อยที่สุดนั่นเอง อาหารคลีนเป็นอาหารที่สดสะอาด และไม่ผ่านกระบวนการหมักดอง หรือการปรุงรสใดๆ มามากจนเกินไป เช่น หวานจัด หรือเค็มจัด

    อาหารคลีน คือ การทานอาหารที่สดสะอาด โดยให้เน้นการทานอาหารแบบธรรมชาติไม่ผ่านการปรุงแต่ง และขัดสีด้วยสารเคมีต่างๆ รวมไปถึงกระบวนการหมักดอง และไม่ทานอาหารจั้งฟู้ด และอาหารสำเร็จรูป ที่จะมีปริมาณแป้ง โซเดียม และผงชูรสในปริมาณสูง อย่างอาหารประเภทสำเร็จรูปที่แช่ตู้เย็นนั่นคือตรงกันข้ามเลย เพราะอาหารเหล่านี้มักใส่สารกันเสียเข้าไปด้วยเพื่อให้สามารถเก็บได้นานขึ้น หรือขนมขบเคี้ยวที่ก็จะมีแต่แป้ง และผงชูรส รวมไปถึงน้ำอัดลมหลากสีหลากกลิ่นทั้งหลาย

    อาหารคลีน คือ อาหารสะอาด เป็นการทานอาหารปรุงแต่งน้อยใกล้เคียงธรรมชาติ ใช้วัตถุดิบที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป หรือถ้าผ่านกระบวนการแปรรูปก็ผ่านมาน้อยที่สุด และปรุงแต่งน้อย หรือไม่ผ่านการปรุงแต่งเลย รสชาติไม่หวานมาก ไม่เค็มมาก ไม่เผ็ดมาก แต่ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน

    – สรุปแล้วอาหารคลีน คือ อาหารที่ผ่านการปรุงแต่งดัดแปลงน้อยที่สุด เน้นความเป็นธรรมชาติให้ได้มากที่สุด และได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน การปรุงอาหารแบบคลีนไม่ใช่เน้นทานผักเยอะๆ แต่เป็นการทานอาหารทุกหมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม คือมีทั้งคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และเนื้อสัตว์ที่ใช้ ควรเลือกแบบที่ไม่ใช่สำเร็จรูป หรือผ่านการปรุงรสมาแล้ว

    และอาหารคลีนยังมีสรรพคุณที่ดีสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะอาหารคลีนส่วนใหญ่จะผลิตมาจากธรรมชาติ ไม่ผ่านการปรุงแต่งสังเคราะห์ หรือหากมีการปรุงแต่งก็จะมีการปรุงแต่งที่น้อยที่สุด ซึ่งจะมีผลดีต่อคนที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่เราต้องทานอย่างเหมาะสมถูกหลักโภชนาการ ทานให้พอเหมาะพอดี ไม่ทานน้อยจนเกินไป บวกกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ย่อมส่งผลให้หุ่นเราดูดีขึ้นนั่นเองครับ

    ผู้ที่ทานอาหารคลีนต้องการสิ่งใด

    ผู้ที่ขายอาหารคลีน ต้องทราบว่าผู้ที่ทานอาหารคลีนต้องการสิ่งใด ซึ่งก็มีอยู่ดังต่อไปนี้นะครับ

    – ต้องการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
    – ถ้าเป็นผู้ชายก็ต้องการมีซิกแพค มีกล้ามเนื้อที่คมชัด
    – ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องการมีหุ่นเพรียวบาง ผสมกับมีซิกแพคบ้าง
    – ต้องการลดน้ำหนัก เพราะว่ารู้สึกว่าตัวเองอ้วนแล้ว
    – ต้องการทานอาหารเพื่อสุขภาพ สะอาด ได้สารอาหารครบถ้วน และมีไขมันน้อย

    เมนูอาหารคลีนทำอะไรดี

    ถ้าจะเปิดร้านขายอาหารคลีน อย่าเพิ่งคิดว่าจะทำทุกเมนูที่นึกออกนะครับ เพราะบางทีทำเมนูอาหารคลีนมากไปก็เสียเวลาเปล่าครับ เป็นภาระให้กับตัวเองอีกต่างหาก ถ้าเราบริหารเมนูให้ดีๆ ก็จะได้ไม่ต้องทำมากให้เหนื่อย ยกตัวอย่างเช่น สเต๊ก ราดหน้า ผัดกะเพรา อะไรที่คนนิยมทานกันเยอะๆ ประมาณว่าถ้ามีเมนูนี้มันต้องขายได้ ร้อยละห้าสิบต้องสั่งเมนูเหล่านี้เป็นต้น

    ทีนี้ก็มาดูวัสดุที่จะนำมาประกอบอาหารบ้าง อะไรที่ซื้อโดยตรงกับเกษตรกรเองได้ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางก็ลองติดต่อซื้อดู เพื่อจะได้ลดต้นทุน อาหารคลีนแต่ละอย่างใช้วัตถุดิบไม่เหมือนกัน ดังนั้นบางอย่างจึงมีกำไรดี บางอย่างอาจได้กำไรน้อย บางอย่างใช้เวลาทำนาน บางอย่างทำได้เร็ว ก็อย่าลืมคิดเผื่อในส่วนนี้ด้วยนะครับ

    วัตถุดิบอาหารคลีน

    ส่วนวัตถุดิบอาหารคลีน ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะใช้ไก่ ปลา และหมู เป็นหลัก ส่วนผักควรจะใช้ผักไฮโดรโปนิกส์ที่มาจากฟาร์ม เพื่อให้ได้ผักสดใหม่ ส่วนข้าวควรใช้ข้าวกล้อง ผสมน้ำมันมะกอกในการปรุง โดยการจัดเมนูอาหารให้ลูกค้าแต่ละมื้อ เราต้องพยายามให้ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ บางร้านจึงมีเมนูผลไม้รวมอยู่ในมื้ออาหารด้วยทุกมื้อ เพราะจะได้วิตามินจากผลไม้ด้วย และที่สำคัญเมื่อลูกค้าทานอิ่ม ลูกค้าจะต้องไม่รู้สึกหิวอีก เมื่อทานอาหารของเรา เป็นข้อสำคัญของอาหารคลีน ทานแล้วต้องอิ่ม สารอาหารต้องครบถ้วน

    การทำการตลาดให้กับร้านอาหารคลีน

    สิ่งที่สำคัญที่สุดของธุรกิจอาหารคลีน ก็คือ การทำตลาดครับ อาหารอร่อย แต่ไม่มีคนมาทานก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ครับ เริ่มแรกผู้ขายอาหารคลีน ต้องสามารถทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวสินค้าให้ได้ เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบในการนำมาประกอบอาหาร และปริมาณโปรตีน ไขมัน หรือแคลลอรี่ที่มีต่ออาหารคลีนหนึ่งกล่อง ไม่ให้เกินความต้องการของร่างกาย หรือไม่ให้น้อยจนเกินไป

    การทำการตลาดให้กับร้านอาหารคลีนมีดังต่อไปนี้

    – จุดกำเนิดของร้านเรา อธิบายความเป็นมาเป็นไปของร้านเรา เหมือนการเล่าเรื่อง
    – วัตถุดิบในการทำอาหารคลีนของร้าน มีกระบวนการทำอย่างไร
    – อาจจะทำเป็นวิดีโอลง Youtube เป็น story ของร้านเรา
    – หรือนำวิดีโอโพสท์ลง Fanpage ของร้านเรา
    – ให้ความรู้เรื่องสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารคลีนอยู่บ่อยๆ เช่น ความรู้ในเรื่องหลักการทางโภชนาการหรือวิทยาศาสตร์อาหาร มาเป็นองค์ประกอบในการให้ความรู้แก่ลูกค้า ทั้งการโพสท์ลง Fanpage หรือทำเป็นโบชัวร์วางแจกไว้บนโต๊ะอาหาร
    – ถ้าสามารถทำเว็บไซต์ได้จะดีมาก ใส่ทุกเรื่องราว ทุกวิดีโอ ทุกรูปภาพ ไว้ในเว็บไซต์
    – และถ้ามีบทความอัพลงเว็บไซต์ หรือ Fanpage จะดีมาก ทำให้เราเป็นเหมือนผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารคลีน ทุกแง่ทุกมุมในเรื่องอาหารคลีน ถ้าเขียนได้ควรเขียนเพื่อให้มีคนติดตาม ถ้าเขียนไม่ได้ให้จ้างผู้ให้บริการเขียนบทความเขียนให้ ให้เว็บไซต์ หรือ Fanpage มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ

    การตั้งราคาอาหารคลีน

    การตั้งราคาอาหารคลีน ผมก็ขอแนะนำตั้งราคาตามวัตถุดิบที่เรานำมาทำ บวกกำไรเข้าไป ไม่อยากให้ตั้งราคาถูกเกินไป จนกำไรได้น้อยนิด หรือแพงเกินไปจนคนธรรมดาเอื้อมไม่ถึง ให้ตั้งราคาปานกลางพอดีๆ ถ้าเป็นอาหารคลีนทั่วๆ ไปสูงที่สุดไม่น่าจะเกิน 500 บาท หรือถ้าท่านใดใช้วัตถุดิบชนิดพิเศษที่มีราคาแพงก็ให้ขายตามราคาวัตถุดิบของท่าน อาจจะถึง 1000 บาทต่อกล่อง ก็ว่ากันไปครับ

    ซึ่งการแพคบรรจุกล่องอาหารคลีนให้ดูน่าทาน จะสามารถช่วยเพิ่มราคาการขายต่อกล่องได้ และเราต้องคำนวณต้นทุนว่าหนึ่งกล่องใช้วัตถุดิบเท่าไหร่ ต้นทุนเท่าไหร่ ควรจะขายเท่าไหร่ และสุดท้ายบวกค่าแรงในการทำเข้าไปด้วยครับ

    สร้างบรรยากาศให้ร้านอาหารคลีน

    อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ว่าการทำ story ของร้านลงเว็บไซต์ หรือ Fanpage เป็นสิ่งจำเป็นแล้ว ผมแนะนำให้ติดรูปภาพคำบรรยายความเป็นมาเป็นไปของร้านเรา ให้ผู้ที่มาทานได้นั่งอ่านรอไปพลางๆ และในร้านให้ติดรูปภาพคำบรรยายวัตถุดิบในการทำอาหารคลีนของร้าน มีกระบวนการทำอย่างไร หรือรูปภาพคำบรรยายว่าการทานอาหารให้ครบห้าหมู่มีอะไรบ้าง เป็นต้น

    และนอกจากความอร่อยที่ทางร้านต้องรักษาไว้ให้ได้อย่างสม่ำเสมอ ในร้านเราจำเป็นต้องรักษาความสะอาดด้วยนะครับ ไม่ควรปล่อยให้ร้านสกปรกรกรุงรัง ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามาทานอาหารร้านเราครั้งเดียว แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย

    และบนโต๊ะอาหารควรมีทิชชู่ ไม้จิ้มฟัน เครื่องปรุง ให้พร้อมนะครับ

    กลุ่มลูกค้าอาหารคลีน

    กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่ต้องการลดน้ำหนักแต่ไม่มีเวลาลงมือทำอาหารเอง หรือกลุ่มคนทั่วไป ก็จะเริ่มจากคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ หรือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ไม่ต้องการลดน้ำหนักแบบกินยา ทำให้หันมาทานอาหารที่มีแคลอรีต่ำ แบบกินอิ่ม แต่น้ำหนักไม่เพิ่ม อาหารคลีนจึงอีกทางเลือกหนึ่ง

    กลุ่มลูกค้ามีส่วนสำคัญในการทำธุรกิจประเภทนี้ ช่วงแรกๆ อาจจะเปิดร้านขายอาหารคลีนเล็กๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนในย่านละแวกนั้น อาจจะเป็นคนทำงานที่พักเที่ยง แล้วแวะเวียนมาทานอาหารคลีนที่ร้านของเราเป็นประจำ จากกลุ่มลูกค้าเหล่านี้เอง ที่ทำให้ท่านสามารถต่อยอด และขยายธุรกิจออกไปได้ โดยอาจจะรับทำข้าวกล่อง อาหารและอาหารว่างให้กับหน่วยงานต่างๆ ในการจัดประชุมสัมมนา หรือเมื่อมีงานเลี้ยงเล็กๆ งานพิธีต่างๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ งานบวช งานแต่ง

    ช่วงแรกๆ ก็อาจจะรับงานทำอาหารของกลุ่มลูกค้า และคนสนิทที่คุ้นเคยกันดี เมื่อเรามีฝีมือและมีการบริการที่ดี อาหารอร่อย ไม่เอาเปรียบลูกค้า ก็ทำให้มีงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงอาจจะได้รับเหมาทำอาหารให้กับองค์กรต่างๆ ครับ

    ทำเลร้านอาหารคลีน

    สำหรับทำเลร้านอาหารคลีนก็มีดังต่อไปนี้นะครับ

    – ให้ทำการสำรวจก่อนว่าจุดที่เราจะไปตั้งร้านอาหารคลีน ละแวกนั้นมีร้านอาหารคลีนแล้วรึยัง ถ้ามีมีกี่ร้าน
    – ทำเลที่ควรไปตั้งควรอยู่ในที่ชุมชนที่มีคนพลุกพล่าน เช่น หน้าโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัย ป้ายรถเมล์ หน้าหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานเอกชนต่างๆ
    – หรือจะไปเปิดในห้างสรรพสินค้าก็ได้
    – ค่าเช่าในแต่ละพื้นที่อาจจะถูกแพงแตกต่างกันไป ถ้าเป็นในเมืองแถวสุขุมวิท ทองหล่อ สยาม ราคาต่อเดือนแพงแน่นอน ถ้าท่านไปขายในโซนแถบนี้ ก็จำเป็นต้องขึ้นราคาค่าอาหารให้แพงตามราคาค่าเช่า
    – ถ้าบ้านของท่านอยู่ในโซนที่มีผู้คนพลุกพล่าน นั่นก็เป็นข้อดีเลยครับ ที่จะได้ไม่ต้องเสียค่าเช่าราคาแพงๆ และค่าอาหารต่อจาน หรือต่อกล่อง จะได้มีราคาถูกลงไปด้วยครับ

    การจัดส่งอาหารคลีน

    สำหรับการจัดส่งอาหารคลีน ต้องมีการกำหนดพื้นที่ในการจัดส่งว่าต้องเสียค่าบริการเพิ่มเท่าไหร่ เช่น ในเขตของร้านส่งฟรี นอกเขต 100 บาท หรือถ้าเป็นต่างจังหวัดไม่ได้ส่ง เราจะต้องเขียนไว้ในเว็บไซต์ หรือ Fanpage ให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าร้านเราอยู่กรุงเทพ มีลูกค้าสั่งซื้อจากเชียงใหม่ เราจะทำอย่างไร เราต้องเขียนไว้ให้ชัดเจน เช่น ร้านเราอยู่กรุงเทพ ก็จัดส่งให้เฉพาะในกรุงเทพเท่านั้น ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะไม่ให้ค่าจัดส่งมากเกินไปนั่นเองครับ ซึ่งค่าจัดส่งนั้นลูกค้าต้องออกเอง

    ถ้าอาหารคลีน 1 กล่องราคา 200 บาท ค่าส่ง 200 บาท ลูกค้าก็คงจะบ่นแน่นอนว่าค่าจัดส่งทำไมแพงจัง เนื่องจากตัวร้าน กับบ้านลูกค้านั้นอยู่ไกลกันมาก เช่นนี้เป็นต้น

    และเราจะต้องจ้างพนักงานจัดส่งประจำ อาจจะเป็นรถกระบะ 1 คัน รถมอเตอร์ไซค์ 1 คัน (ในช่วงเวลาที่รถติด) และเรื่องการรักษาเวลาในการส่งสำคัญมาก ถ้าลูกค้าให้มาส่งเที่ยงไม่เกินบ่ายโมง เราไปส่งบ่ายสอง ก็อาจจะโดนลูกค้าบ่นได้

    สรุป

    สำหรับการทำธุรกิจอาหารคลีนนั้นก็ไม่ได้ยากเลยใช่มั้ยครับ อีกทั้งร้านอาหารคลีนตอนนี้ก็ยังมีไม่มากนัก ยังมีช่องทาง และช่องว่างทางการตลาดอีกเยอะครับ อยู่ที่ความสามารถของเราจะไปโกยเงินมาได้แค่ไหน หลักแสนบาทต่อเดือน หรือหลักล้านบาทต่อเดือนเป็นไปได้ครับ ถ้าเราพยายามมากพอ มีหลายท่านที่รวยจากการเปิดร้านอาหารคลีน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องรักอาหารคลีนด้วยนะครับ แล้วคุณจะอยู่กับสิ่งนี้ได้นาน และมีความสุข

    ผมก็ขอให้ท่านที่สนใจจะทำธุรกิจอาหารคลีน ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • วิธีการสะสมแสตมป์ขายให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการสะสมแสตมป์ขายให้ประสบความสำเร็จ

     

    หลายๆ ท่านเคยสะสมแสตมป์ใช่หรือไม่ หากคุณเป็นคนสะสมแสตมป์แล้วหล่ะก็ เตรียมตัวรวยรับทรัพย์กันได้เลย เพราะว่าแสตมป์บางตัวมีมูลค่าที่ดีพอสมควร เช่นแสตมป์เก่าๆ ทั้งที่ยังไม่ได้ใช้งาน และทั้งที่ใช้งานมาแล้ว ล้วนมีมูลค่าทั้งสิ้น คุณอาจจะลองหาตามเว็บบอร์ด หรือแหล่งรับซื้อต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งนักสะสมด้วยกัน

    แสตมป์ที่มีราคาดี เช่น แสตมป์ต่างประเทศ แสตมป์วันสำคัญต่างๆ แสตมป์ที่ผลิตเพียงไม่กี่ชุด เป็นต้น การแลกเปลี่ยน ซื้อขายแสตมป์นั้นควรจะนัดพบกัน เพื่อตรวจสอบคุณภาพก่อนการซื้อขาย เพราะหากเราติดต่อกันผ่านอินเตอร์เน็ตอาจะถูกหลอกลวงจากผู้ไม่หวังดีก็เป็นได้ เช่น รูปที่ให้ดูเป็นแบบนี้ แต่แสตมป์ที่ส่งให้เป็นอีกแบบนึง เราจะต้องดูให้ดีๆ นะครับ

    ประเภทของแสตมป์

    1. แสตมป์ทั่วไป เป็นแสตมป์ที่พิมพ์ออกจำหน่ายเพื่อใช้งานอยู่เป็นประจำ มีการจัดพิมพ์เพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอกับการใช้งานในกิจการไปรษณีย์ไทย ในรูปแบบแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลปัจจุบัน และรูปแบบอื่นตามที่ไปรษณีย์ไทยจัดทำขึ้น

    2. แสตมป์ที่ระลึก เป็นแสตมป์ที่มีภาพสวยงาม จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึก เนื่องในวาระพิเศษหรือเหตุการณ์ และวันสำคัญต่างๆ เช่น ชุดบุคคลสำคัญ วันปีใหม่ วันสงกรานต์ งานกาชาด

    3. แสตมป์พิเศษ เป็นแสตมป์ที่มีภาพสวยงามเช่นกัน จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สิ่งที่น่าสนใจของประเทศเป็นพิเศษ โดยไม่กำหนดวาระ หรือโอกาสเหมือนกับแสตมป์ที่ระลึก เช่น แสตมป์ชุดสถานที่สำคัญ ชุดผลไม้ ชุดสัตว์ป่า ชุดแมลง ซึ่งแสตมป์ที่ระลึก แลแสตมป์พิเศษ เมื่อพิมพ์แล้ว จะไม่มีการพิมพ์เพิ่มเติม

    4. แสตมป์อื่นๆ

    – แสตมป์ม้วน เป็นรูปแบบแสตมป์อีกชนิดหนึ่งที่มีปรากฎให้เห็น โดยแสตมป์ม้วนนี้จะมีรูปแบบที่แตกต่างจากแสตมป์ทั่วไป คือ ตัวแสตมป์จะมีฟันเฉพาะบริเวณรอยต่อหัวกับท้ายของแสตมป์ ส่วนด้านข้างจะไม่มีการปรุฟัน การสร้างแสตมป์ในลักษณะนี้ ก็เพื่อให้ง่ายต่อการจัดจำหน่ายของทางการไปรษณีย์ แต่รูปแบบแสตมป์ม้วนนี้ไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักสะสมมากนัก

    – แสตมป์สามมิติ เป็นแสตมป์ชนิดพิเศษที่มีการจัดสร้างขึ้นโดยประเทศภูฎาน แต่แสตมป์ดวงดังกล่าวไม่ค่อยเป็นที่นิยมนำมาใช้กัน เนื่องจากลักษณะของดวงแสตมป์ที่มีความหนามากเวลาประทับตราประจำวันบนดวงตราแล้ว ก็จะไม่ปรากฎรอยขีดฆ่า สำหรับประเทศไทยได้เคยจัดทำแสตมป์สามมิติราคาดวงละ 3 บาทในชุดพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ชุดที่ 4 ด้วย

    – แสตมป์สามเหลี่ยม เป็นรูปร่างของแสตมป์อีกชนิดหนึ่งที่มีรูปทรงแปลกตา ได้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1853 ที่แหลมกู๊ดโฮป ภาพบนดวงแสตมป์เป็นภาพหญิงสาว ความโดดเด่นของดวงแสตมป์สามเหลี่ยมดวงนี้ ได้รับสมญานามว่า ราชินีของแสตมป์ยุคคลาสสิก สำหรับประเทศไทยแสตมป์สามเหลี่ยมชุดแรก คือ ชุดหน้าบัน ออกจำหน่ายวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2548

    – แสตมป์แผ่นเสียง จัดสร้าง และมีเพียงชุดเดียวในโลก คือ แสตมป์แผ่นเสียงของประเทศภูฏาน ลักษณะของแสตมป์จะเป็นเหมือนแผ่นเสียงทั่วไป และยังสามารถเปิดฟังกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้อีกด้วย แสตมป์แผ่นเสียงจัดได้ว่าหายากมาก

    – แสตมป์สัมพันธภาพ เป็นแสตมป์ที่มีการจัดสร้างด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเน้นในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งลักษณะของดวงแสตมป์ จะเป็นภาพที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และทั้งสองประเทศก็จะพิมพ์แสตมป์ที่มีภาพเดียวกัน หรือหัวข้อเดียวกันแตกต่างกันเพียงชื่อประเทศเท่านั้น

    – แสตมป์ทอง เป็นแสตมป์ที่จัดสร้างขึ้นโดยมีส่วนผสมของทองคำ โดยประเทศแรกที่เริ่มมีการพิมพ์แสตมป์ทอง คือ ประเทศตองกา สำหรับประเทศไทยได้มีการจัดพิมพ์ แสตมป์ทองคำเนื่องในโอกาสสำคัญ ดังนี้
    1. มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกจำหน่ายวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2530
    2. มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ออกจำหน่ายวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2535
    3. งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ออกจำหน่ายวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2539
    4. มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกจำหน่ายวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2542
    5. 150 ปี พระพุทธเจ้าหลวง ออกจำหน่ายวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2546
    6. มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ออกจำหน่ายวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2547
    7. งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ออกจำหน่ายวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2549

    – แสตมป์วงกลม เป็นอีกรูปร่างหนึ่งของแสตมป์ที่ปรากฎให้เห็น เวลาจะฉีกแยกจากแผ่นใหญ่เต็ม จะต้องฉีกตามแนวปรุโดยรอบที่เป็นสี่หลี่ยมออกก่อน แล้วค่อยฉีกตามแนวปรุที่กำหนดให้อีกครั้งหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้เพราะการฉีกแยกดวงแสตมป์วงกลมเพื่อนำมาใช้งาน จะไม่ค่อยสะดวกนัก แต่ก็มีหลายๆประเทศจัดสร้างแสตมป์วงกลมขึ้นมาใช้งาน สำหรับประเทศไทยได้จัดพิมพ์แสตมป์วงกลมชุดแรก เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย-จีน

    – แสตมป์ล็อตเตอรี่ เป็นแสตมป์ชิงรางวัลซึ่งในดวงแสตมป์แต่ละดวง จะมีหมายเลขกำกับเพื่อลุ้นรางวัล โดยผู้ที่โชคดีที่มีหมายเลขตรงกับที่ทางไปรษณีย์ประกาศ ก็จะได้รับรางวัลต่างๆ เช่น ตู้เย็น ทีวี พัดลม ราคาบนดวงแสตมป์จะเป็นราคาที่บวกเพิ่ม เช่น แสตมป์ล็อตเตอรี่ของประเทศญี่ปุ่น สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีแสตมป์ประเภทนี้

    อุปกรณ์การสะสมแสตมป์

    ถ้าท่านรักาารสะสมแสตมป์แล้ว สิ่งที่มีส่วนสำคัญอย่างมากก็คือ อุปกรณ์การสะสมแสตมป์ เพราะจะช่วยรักษาสภาพของแสตมป์ให้เก็บไว้ได้นาน ซึ่งอุปกรณ์ที่จำเป็นมีดังนี้

    1. อัลบั้มเก็บสะสมแสตมป์

    อัลบั้มเก็บสะสมแสตมป์ สิ่งของคู่กายนักสะสมแสตมป์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

    – อัลบั้มเก็บสะสมแสตมป์แบบมาตรฐาน เป็นสมุดที่ใช้เก็บแสตมป์อย่างถาวร เนื่องจากเราสามารถเก็บรักษาสภาพแสตมป์ไว้ได้อย่างดี เหมาะสำหรับเก็บแสตมป์ที่ยังไม่ได้ใช้ เพราะด้านหลังเป็นแผ่นเซลลูลอยด์ทำให้กาวที่อยู่ด้านหลังไม่เกาะติดอัลบั้ม อัลบั้มแสตมป์แบบมาตรฐานสามารถป้องกันความชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดสนิมแสตมป์ได้เป็นอย่างดี อัลบั้มแบบมาตรฐานมีหลายขนาด และราคาให้เลือกซื้อ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพอใจของนักสะสมเป็นสำคัญ
    – อัลบั้มเก็บแสตมป์แบบสต๊อกบุ๊ค เป็นสมุดที่รับแสตมป์ เพื่อรอการจัดเตรียมที่จะนำไปเก็บในอัลบั้มถาวร เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มเก็บสะสมแสตมป์ แต่อัลบั้มชนิดนี้ไม่สามารถรักษาสภาพแสตมป์ได้ดีเท่าที่ควร

    2. ปากคีบแสตมป์

    ปากคีบแสตมป์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้หยิบ หรือจับแสตมป์แทนมือ เพื่อป้องกันเหงื่อ หรือความชื้นของร่างกายไปทำปฏิกริยากับกาวที่อยู่ด้านหลังแสตมป์ ทำให้แสตมป์มีจุดเหลืองๆ ซึ่งนักสะสมเรียกว่าสนิมแสตมป์

    3. มาตรวัดฟันแสตมป์

    มาตรวัดฟันแสตมป์เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ที่จะช่วยบอกขนาดฟันของแสตมป์ ซึ่งแสตมป์แต่ละดวงจะมีขนาดฟันแสตมป์ไม่เท่ากัน แล้วแต่โรงพิมพ์ที่จัดพิมพ์แสตมป์ชุดนั้นๆ ทำให้ผู้สะสมแสตมป์ทราบรายละเอียดการพิมพ์มากขึ้น

    4. วารสารตราไปรษณียากร

    วารสารตราไปรษณียากร เป็นคู่มือที่เหมาะสมกับนักสะสมทุกเพศทุกวัย เราสามารถค้นหารายละเอียดข้อมูล ข่าวสารของแสตมป์ไทย และแสตมป์ต่างประเทศ ได้จากวารสารตราไปรษณียากร ซึ่งเป็นวารสารรายเดือน หาซื้อได้ตามที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่ง

    5. คู่มือแสตมป์

    คู่มือแสตมป์ เป็นคู่มือที่บอกรายละเอียดของแสตมป์ตั้งแต่ชุดแรกจนถึงปัจจุบัน มีทั้งที่ไปรษณีย์ไทยจัดทำ และร้านเอกชนจัดทำ ซึ่งถ้าร้านเอกชนจัดทำจะบอกราคาในท้องตลาดไว้ด้วย

    6. แว่นขยาย

    เอาใช้ในการส่องหารายละเอียดบนดวงแสตมป์ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เช่น ข้อแตกต่างในการพิมพ์ หรือรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ

    วิธีการสะสมแสตมป์

    1. สะสมแสตมป์ที่ใช้แล้ว

    ท่านสามารถหาแสตมป์สวยๆ มาสะสมได้อย่างง่ายดาย โดยนำแสตมป์ที่ผนึกอยู่บนซองจดหมายที่มีมาถึงท่าน หรือบุคคลในครอบครัวมาลอกล้างให้หลุดออกจากซอง

    วิธีที่จะทำให้แสตมป์หลุดจากซอง คือ ตัดแสตมป์ให้ห่างจากฟันแสตมป์ประมาณ 2 ซม. แล้วนำไปแช่น้ำสะอาด ไม่นานนักแสตมป์จะหลุดออกมา เมื่อนำแสตมป์ไปผึ่งบนกระดาษที่ซับน้ำได้พอควร แสตมป์จะแห้งหมาดๆ ให้นำแสตมป์ไปใส่ในสมุดหนาๆ และทับไว้ แสตมป์จะเรียบ และแห้งสนิท

    ผู้เริ่มสะสมแสตมป์ มักเลือกสะสมแสตมป์ใช้แล้ว เพราะจะเป็นการประหยัดในการซื้อหา แต่นักสะสมมักประสบปัญหา คือ ไม่สามารถเก็บให้ครบชุดได้ เพราะแสตมป์ที่พบเห็นส่วนใหญ่มักมีราคาต่ำ ซึ่งเป็นอัตราค่าฝากส่งไปรษณีย์ที่ใช้กันภายในประเทศ

    2. สะสมแสตมป์ที่ยังไม่ใช้

    นักสะสมแสตมป์ส่วนใหญ่เมื่อสะสมแสตมป์ใช้แล้ว นานวันเข้ามักจะเปลี่ยนแนวทางในการสะสมมาเป็นการสะสมแสตมป์ที่ยังไม่ใช้ เนื่องจากแสตมป์ยังไม่ใช้เก็บครบชุดได้ง่าย หาซื้อได้สะดวกสบาย เก็บได้จำนวนมากตามความต้องการของผู้สะสม แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะต้องซื้อหามาสะสม แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปแสตมป์ชุดต่างๆ จำหน่ายหมดจากที่ทำการไปรษณีย์ และเคาน์เตอร์จำหน่ายของไปรษณีย์ไทยแล้ว แสตมป์ยังไม่ใช้เหล่านั้น จะมีราคาสูงขึ้น และหายากในเวลาต่อมา เพราะแสตมป์ที่ระลึก และแสตมป์พิเศษ จะไม่มีการพิมพ์เพิ่มเติม

    เมื่อสะสมแสตมป์แล้ว วันเวลาได้ผ่านไป กระดาษชิ้นน้อยๆ กลับทวีคุณค่ามากขึ้น เพราะแสตมป์บางดวงอาจเหลือเพียงหนึ่งเดียวในโลก แสตมป์บางชุดบันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงสำคัญ แสตมป์จึงเป็นของรักของหวงสำหรับผู้สะสมตลอดมา

    3. สะสมแสตมป์เก่า

    บางท่านที่มีทุนทรัพย์ ต้องการทำเป็นงานอดิเรกที่ทำให้เกิดรายได้ทันที ท่านจะต้องเบนเข็มไปหาแสตมป์เก่า ซึ่งแสตมป์พวกนี้ยิ่งเก่ายิ่งมีราคาซื้อหากันสูง ซึ่งสามารถซื้อมา และนำไปขายต่อเพื่อเอากำไรได้ทันที ไม่ต้องเก็บสะสมรอระยะเวลาอย่างเช่นแสตมป์ใหม่ๆ ซึ่งกว่าท่านจะถึงจุดที่เชี่ยวชาญในแสตมป์เก่า ซื้อมาขายไปได้นั้น ท่านก็จะต้องคลุกคลีอยู่ในวงการแสตมป์พอสมควร จำภาพแสตมป์เก่าๆ ให้แม่น ว่าแสตมป์นั้นๆ มีจุดสังเกตเด่นๆ ตรงไหนบ้าง เพื่อกันการโดนหลอกขาย หรือการโก่งราคา

    เทคนิคในการสะสมแสตมป์

    – ควรเลือกซื้อแสตมป์ใหม่ เฉพาะดวงที่คาดว่าจะเป็นที่ต้องการมาก อาจจะเป็นเพราะสวยงามเป็นพิเศษ หรือสำคัญมาก และควรซื้อเป็นแผ่นๆ เพราะเวลาขาย จะได้ราคาดีกว่าเป็นดวงเดียวโดดๆ และรอยปรุจะไม่ชำรุดง่าย
    – ซองแรกจำหน่ายให้เก็บรักษาไว้ให้ดี อย่าให้สกปรกเปรอะเปื้อน อย่าให้แมลงเข้าไปทำลายได้ อย่าเก็บไว้ในที่ชื้น หรือแสงแดดส่องซึ่งจะทำให้แสตมป์ซีดได้
    – อย่าให้รอยปรุ หรือขอบแสตมป์ ชำรุด ฉีกขาด หรือเสียหายได้ และกาวด้านหลังแสตมป์จะต้องอยู่ในสภาพเดิม ไม่ถูกล้างออก
    – ควรเลือกซื้อแสตมป์เก่าของไทย เลือกเฉพาะดวงที่ หายาก หรือสำคัญ และคาดว่าจะมีค่ามากยิ่งขึ้นในอนาคต เช่น แสตมป์ของประเทศอื่น ที่ประเทศไทยนำมาใช้แทน ก่อนที่จะออกแสตมป์ของประเทศไทยเอง เช่น แสตมป์ไทยชุดแรกๆ เช่น แสตมป์เจ้าฟ้า อากรค่าน้ำ ฤชากร ที่ออกในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้น รวมทั้งแสดมป์ของต่างประเทศด้วย ควรเลือกที่หายาก และสำคัญ
    – แสตมป์เก่าของไทย ที่มีตราประทับไปรษณีย์ชัดเจนว่า ส่งมาจากที่ทำการไปรษณีย์ใด หรือจังหวัดใด ก็เป็นที่ต้องการมาก รวมทั้งแสตมป์ตลก และแสตมป์บล็อก 4 ดวง เป็นต้น
    – ซองจดหมายเก่าที่ปิดแสตมป์ พร้อมตราประทับ และจ่าหน้าซองเป็นลายมือเขียน ในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือรัชกาลที่ 6 ก็เป็นที่ต้องการด้วยเช่นกัน
    – ควรศึกษาประวัติของแสดมป์ ทั้งของประเทศไทย และของต่างประเทศให้ดี เพื่อจะได้รู้ถึงความสำคัญของแสตมป์แต่ละดวงอย่างลึกซึ้ง
    – ควรศึกษา และเรียนรู้ด้านการราคาแสตมป์ จากหนังสือคู่มือการสะสมแสตมป์ไทย ที่ระบุราคาแสตมป์ไว้ด้วย ทั้งยังไม่ได้ใช้ และใช้แล้ว ตามแหล่งซื้อขายแสตมป์ เช่น เต้นท์ซื้อขายแสตมป์ หน้าที่ทำการไปรษณีย์กลางบางรัก, ร้านซื้อขายแสตมป์ แถวถนนเจริญกรุง ถนนราชดำริ ถนนสีลม ตลาดนัดสวนจตุจักร รวมทั้งเว็บไซต์ และเว็บบอร์ดเกี่ยวกับแสตมป์

    ปัจจัยในการกำหนดราคาแสตมป์

    – ราคาแสตมป์ที่ยังไม่ใช้ จะสูงกว่าราคาแสตมป์ที่ใช้แล้ว
    – แสตมป์ใช้แล้วที่มีรอยประทับตราเรียบร้อยแต่ไม่เปรอะเปื้อน ราคาจะสูงกว่าแสตมป์ที่ใช้แล้ว ที่ไม่เรียบร้อยและเปรอะเปื้อน
    – แสตมป์ที่มีสภาพดี สมบูรณ์กว่า ราคาย่อมสูงกว่าสภาพที่ไม่ดี ไม่สมบูรณ์
    – รอยปรุ หรือฟันแสตมป์ อยู่ครบสมบูรณ์ ราคาย่อมสูงกว่าที่ชำรุด ไม่สมบูรณ์
    – ต่างประเทศมักจะให้ราคาแสตมป์สูงกว่าในประเทศไทย แต่ควรคำนึงถึงค่าจัดส่งด้วย
    – ถ้านำแสตมป์ไปประมูล ราคาจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ประมูล จะมีทั้งขาดทุน เท่าทุน และได้กำไร

    สรุป

    การสะสมแสตมป์ เป็นสิ่งที่สนุก ถือได้ว่าเป็นงานอดิเรกที่ทำแล้วเพลิดเลิน และเมื่ออยู่กับมันนานๆ ก็มีความเชียวชาญ สามารถนำมาสร้างเป็นรายได้เสริม สร้างรายได้เพิ่มได้ ผมก็ขอให้ร่ำรวยด้วยการสะสมแสตมป์กันทุกท่านครับ

  • วิธีการขายภาพถ่ายให้ประสบความสำเร็จ

    การขายภาพถ่าย

     

    ในสมัยก่อนการถ่ายภาพออกจะเป็นเรื่องยุ่งยาก ค่ากล้องไม่แพงมาก มีตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักพัน ถ้าพูดถึงหลักพันนี่ก็ถือเป็นกล้องโปรแล้ว แต่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะหมดไปกับค่าฟิล์ม ค่าอัด ซึ่งสิ้นเปลืองพอสมควร และพอเห็นรูปก็อาจเซ็งได้ เพราะอาจไม่ดีอย่างที่หวังเอาไว้ จะแก้ไขอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่ได้

    มาสมัยนี้ยุคดิจิตอล กล้องราคาแพงขึ้น ราคากล้องดิจิตอลมีราคาตั้งแต่พันกว่าบาทไปจนถึงหลักหมื่นหลักแสน แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ลดลงไปมาก อย่างค่าฟิล์มก็ไม่ต้องเสีย ค่าอัดรูปเดี๋ยวนี้บางร้านไม่ถึง 2 บาทด้วยซ้ำ ดังนั้นการลงทุนส่วนใหญ่จึงหมดไปกับกล้องและเลนส์เป็นหลัก จะสังเกตเห็นว่าเวลาไปเที่ยวกันเป็นกลุ่ม สมัยก่อนอาจมีคนถือกล้องไปถ่ายสัก 1 – 2 คน ดีไม่ดีกล้องอาจยืมเพื่อนไปด้วยซ้ำ แต่สมัยนี้คนที่ไปเที่ยวมักมีกล้องติดมือไปด้วยทุกคน

    จึงพอสรุปได้ว่ามีคนสนใจในการถ่ายภาพมากขึ้น และเมื่อเราลงทุนซื้อกล้องกันแล้ว ทำไมเราไม่คิดหารายได้จากภาพที่ถ่ายบ้างล่ะ นั่นอาจเพราะหลายคนยังไม่ทราบวิธีการ หรือคิดว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเกินความสามารถของตัวเอง ซึ่งอาจเป็นความคิดที่ผิด ลองมาติดตามวิธีการขายภาพดูก่อนสิครับ

    อุปกรณ์จำเป็นที่ต้องใช้

    อุปกรณ์จำเป็นสำหรับการถ่ายภาพเพื่อนำไปขายนั้นมีดังนี้ครับ

    กล้อง ถ้าจะให้ดีก็ควรใช้กล้อง DSLR (กล้องที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้) หรือถ้าเป็นกล้องคอมแพ็คก็ควรเป็นกล้องระดับโปรหน่อย เพื่อที่จะได้ภาพถ่ายที่มีคุณภาพมากๆ นั่นเอง ส่วนเลนส์ใช้แค่เลนส์คิตที่ติดกล้องมาก็พอไหว แต่ถ้ามีงบเยอะก็ซื้อเลนส์ดีๆ เพิ่มจะยิ่งช่วยให้การทำงานง่ายมากขึ้น เลนส์คิตคือคำเรียกเลนส์ที่บริษัทขายกล้องแถมมาให้กับกล้องเลย ส่วนมากจะเป็นเลนส์ที่มีช่วงมาตรฐานซึ่งคนส่วนใหญ่ใช้กัน ประมาณ 18 – 50 มม. ระยะนี้ถ่ายวิวก็ได้ ถ่ายคนก็โอเค

    ขาตั้งกล้อง เจ้าตัวนี้จะช่วยให้ภาพมีความคมชัด ขาตั้งกล้องราคาไม่แพงนักเมื่อเทียบกับความคุ้มค่า และอายุการใช้งานก็ยาวนานกว่ากล้องเสียอีก

    แฟลช การซื้อแฟลชแยกมาใช้จะดีกว่าใช้แฟลชที่ติดมากับตัวกล้องมาก แต่ราคาแฟลชค่อนข้างแพง ถ้ายังไม่อยากลงทุนก็เอาแค่กล้องกับขาตั้งกล้องก่อนก็พอครับ

    อุปกรณ์จำเป็นก็มีแค่นี้แหละครับ หลาย ๆ คนคงจะมีอยู่แล้ว ก็เอามาใช้ให้คุ้มค่า ดีกว่าปล่อยไว้เฉย ๆ

    ขายภาพที่ไหนดี

    เมื่อเรามีอุปกรณ์แล้ว ถ่ายภาพสวย ๆ มาแล้ว เราจะเอาภาพไปขายกับใครยังไงล่ะ? การขายภาพถ่ายมีหลายช่องทางครับ อย่างแรกที่คนส่วนใหญ่นึกออกก็คือ ขายให้กับหนังสือ ซึ่งส่วนมากมักจะพ่วงไปกับบทความที่เหมาะสมกับหนังสือนั้น ๆ ด้วย อีกทางก็คือการนำภาพถ่ายไปทำโปสการ์ดขายตามสถานที่ท่องเที่ยว หรือที่นิยมกันก็ตลาดประเภทถนนคนเดิน ซึ่งสองวิธีนี้อาจดูยุ่งยากและต้องลงทุนลงแรงเพิ่ม ที่จะขอแนะนำก็คือขายภาพถ่ายแบบออนไลน์ในเว็บไซต์ครับ

    เว็บไซต์ที่ขายภาพถ่ายออนไลน์เรียกกันว่าไมโครสต็อก ที่จริงแล้วไม่ใช่ซื้อขายภาพกันแบบขายขาดนะครับ แต่จะเป็นการให้ผู้ซื้อจ่ายเงินแล้วดาวน์โหลดภาพของเราไปใช้งาน ซึ่งภาพของเราภาพเดียวอาจจะทำเงินให้เรามหาศาลได้ ถ้ามีคนมาดาวน์โหลดไปใช้เยอะ ๆ ส่วนค่าดาวน์โหลดนั้นจะคิดตามขนาดของภาพ ภาพใหญ่ก็แพงกว่า เมื่อมีคนดาวน์โหลดภาพของเรา ทางเว็บก็จะแบ่งส่วนแบ่งให้กับเราตามที่ระบุไว้ในแต่ละเว็บ

    เว็บไมโครสต็อกที่ดัง ๆ ก็เช่น www.istockphoto.com , www.shutterstock.com , www.fotolia.com ลองไปดูรายละเอียด และทำความเข้าใจกับเว็บผู้ให้บริการเสียก่อน เพราะว่ากฎการส่งรูปภาพของแต่ละเว็บนั้นไม่เหมือนกัน และมีรูปภาพหลายประเภทให้เลือกส่ง

    – เมื่อเรามีรูปภาพที่ต้องการขายแล้ว เราเพียง Upload ขึ้นเว็บไซต์ของแต่ละที่ เราก็จะสามารถขายภาพได้โดยทันที โดยที่ทางเว็บไซต์จะทำการโปรโมตให้เอง
    – จากนั้นเราก็รอรับรายได้ผ่านทาง PayPal หรือ check ส่งมาถึงบ้านคุณทันที ง่ายมั้ยหล่ะครับ

    เตรียมภาพให้พร้อมก่อนนำไปขาย

    ภาพที่เราจะนำไปขายในเว็บแต่ละแห่งนั้น ส่วนมากจะต้องผ่านการพิจารณาอย่างเข้มงวดจากทางเว็บก่อน ยิ่งเว็บไหนดังก็ยิ่งตรวจเข้มมาก แต่ถ้าผ่านก็คุ้มครับ ส่วนหลักเกณฑ์ที่เขาจะนำมาตัดสินภาพเราก็จะคล้าย ๆ กันตัวอย่างเช่น

    องค์ประกอบ เขาจะดูว่าภาพของเราจัดองค์ประกอบดีมั้ย มีอะไรขาดอะไรเกินหรือเปล่า

    ความคมชัด ข้อนี้มีความสำคัญมาก ภาพหลายภาพตอนดูแบบย่อเห็นว่าสวย แต่ถ้าขยายดูแบบ 100% กลับกลายเป็นว่าเบลอๆ หรือมีนอยส์มากเกินไป นอยส์จะมีลักษณะเป็นจุดๆ มักเกิดตอนที่เราถ่ายภาพในที่แสงไม่พอ โปรแกรมตกแต่งภาพหลายโปรแกรมสามารถแก้ไขหรือลบนอยส์ได้บ้าง แต่ถ้ามีมากเกินไปก็ช่วยไม่ไหว จึงควรถ่ายภาพให้ชัดเอาไว้ก่อนดีที่สุด

    ความมืดและสว่างของภาพ ภาพถ่ายที่มืดเกินไปจะมีปัญหาเรื่องนอยส์ ภาพถ่ายที่สว่างเกินไปจะมีปัญหาเรื่องรายละเอียดของภาพ สำหรับการดูความมืดความสว่างของภาพโดยรวมนั้นอย่าเชื่อสายตาตัวเองนัก ให้ดูกราฟใน histogram เอาดีกว่า

    ยังมีอีกหลายข้อ ซี่งคงต้องไปดูว่าแต่ละเว็บกำหนดอะไรไว้บ้าง สำหรับการส่งภาพไปให้เขาตรวจนั้น ถ้าไม่ผ่านมักมีคำแนะนำกลับมาด้วยว่าไม่ผ่านเพราะอะไร ซึ่งเป็นการดีที่เราจะได้นำไปแก้ไขในคราวหลัง

    ภาพประเภทไหนที่ขายได้บ้าง

    นอกจากภาพถ่ายแล้ว ภาพงานกราฟฟิกประเภทเว็คเตอร์ที่สร้างด้วยโปรแกรมอย่าง illustration ก็สามารถนำไปขายได้เช่นกัน คนที่มีไอเดีย มีฝีมือแต่ไม่มีกล้องก็ลองสร้างภาพด้วยวิธีนี้ไปเสนอขายดู

    ส่วนภาพถ่ายไม่ว่าจะเป็นภาพวิว ภาพข้าวของเครื่องใช้ ภาพสัตว์ ภาพอาคาร ภาพบุคคล ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ขายได้ทั้งสิ้น แต่สำหรับภาพที่มีคนอยู่ในภาพจะต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าตัวก่อนนะครับ

    สำหรับคนที่สนใจอยากขายภาพในเว็บไซต์ไมโครสต็อก ขอแนะนำให้ไปหาซื้อหนังสือมาอ่านเพิ่มเติม มีหนังสือหลายเล่มที่สอนเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียด ตั้งแต่วิธีสมัครไปจนถึงวิธีรับเงินกันเลยทีเดียว

    หลายคนอาจคิดว่าทำไมค่าดาวน์โหลดถูกจัง นั่นก็เพราะภาพที่เราส่งไปขายในเว็บไซต์นั้นเป็นการให้สิทธิ์ในการดาวน์โหลดไปใช้แค่นั้นเอง ส่วนภาพยังเป็นของเรา เรายังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เต็ม ๆ ส่วนถ้าใครสนใจอยากขายภาพแบบขายขาด หรือขายลิขสิทธิ์ด้วยนั้นคงต้องประกาศขายเอง ซึ่งก็มีคนทำอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นระดับมืออาชีพ ในส่วนของมือสมัครเล่นอย่างเรา ๆ นั้นมาขายภาพในเว็บไมโครสต็อกจะง่ายกว่าครับ

  • วิธีเปิดร้านขายสเต็กให้ประสบความสำเร็จ

    สเต็ก

     

    หนึ่งในอาหารของเหล่ามหาชนคนไทย ที่ไปร้านไหนก็ต้องแน่นเอี๊ยดนั่นก็คือ สเต็กนั่นเองครับ ผมเองก็เป็นคนชอบทานสเต็กเหมือนกัน หลาย ๆ ร้านก็มีสูตรที่ต่าง ๆ กันไป วันนี้ผมจะพาทุก ๆ ท่านที่อยากรวยกับธุรกิจสเต็ก มาเรียนรู้กันว่า ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้กันครับ

    บ่อยครั้งนักที่การจะทำธุรกิจอะไรนั้น จะต้องมีเรื่องของทำเลที่ตั้งเป็นอันดับแรก อาหารดีทำเลแย่ ก็ขายไม่ออก ทำเลดีอาหารแย่อาจจะขายได้ (แต่คงไม่กลับมาอีกรอบแน่นอน) เพราะฉะนั้นทำเลสำคัญมากครับ หาที่ ๆ จอดรถได้ด้วยยิ่งดี เพราะลูกค้าจะต้องจอดรถมารับประทานอย่างแน่นอน หรืออาจจะเลือกทำเลที่ติดกับรถไฟฟ้า หรือป้ายรถเมล์ยิ่งดีครับ

    อันดับต่อไป คุณอาจจะต้องตัดสินใจซักนิดก่อนว่า จะเลือกเป็นแฟรนไชส์ หรือ ทำด้วยตนเอง ถ้าเลือกแฟรนไชส์ ก็แนะนำสเต็กลุงหนวดเลยครับ คนรู้จักเยอะแยะ ขายดีแน่นอน (ติดต่อได้ที่ร้านลุงหนวดที่แรก แถวประชาชื่น ซึ่งเป็นร้านแรกที่เปิดขาย steak ลุงหนวด ขึ้นรถสาย 66 บอกกระเป๋า ลงที่หน้า รร.ประชาอุปถัมภ์ ทางเข้าการเคหะท่าทราย ร้านจะเปิดราว 1 ทุ่ม ได้พบและคุยกับคุณลุงแน่ ๆ ร้านหยุดทุกวันอาทิตย์ และ ทุกวันที่ 20 นะครับ เบอร์โทร ติดต่อลุงหนวด โทร. 02-591-7109 , 02-5881814 , 081-8322498)

    ถ้าเลือกทำด้วยตนเองก็เหนื่อยนิดนึงครับ ซื้อกระทะขนาดใหญ่ จาน ส้อมและมีด ก็ขึ้นอยู่กับเราอีกแหล่ะครับว่ามีต้นทุนประมาณไหน แล้วก็ซื้อโต๊ะ เก้าอี้ ของแต่งร้าน ถ้าเป็นร้านแบบ Outdoor ควรมีร่มด้วยนะครับ เผื่อฝนตก แดดออกช่วยคุณได้ จัดร้านอะไรเรียบร้อยแล้วก็ไปเลือกเนื้อกันครับ อาจจะนำมาหมักด้วยตัวเอง ลองสูตรด้วยตัวเองก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าไม่อยากเหนื่อยมากก็ซื้อแบบสำเร็จรูปก็ได้ครับ แต่ต้นทุนจะแพงขึ้นมาอีกหน่อย

    เครื่องเคียงก็สำคัญเช่นกันนะครับ พวกผักต่าง ๆ เฟรนช์ฟราย ขนมปังปิ้ง แล้วแต่ต้นทุน และความชอบเลยครับ
    ในส่วนของราคานั้น ส่วนใหญ่ถ้าต้นทุนไม่สูงก็เริ่มต้นที่ 39 บาท มากสุด ก็ไม่น่าจะเกิน 100 บาท เว้นแต่เป็นร้านที่อิมพอร์ตเนื้อมาอย่างดี อันนี้ก็แล้วแต่กรณีครับผม

    เรียบร้อยแล้วครับ ร้านสเต็ก อาจจะไม่ครบถ้วนทุกกระบวนการ แต่ก็พอจะเปิดได้แล้วแหล่ะ
    ขอให้ร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • วิธีขายคอมพิวเตอร์มือสองให้ประสบความสำเร็จ

    แนวทาง

    ปัจจุบันการทำงานให้สำเร็จลุล่วงให้ทันสมัยสวยงาม ต่างต้องใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการทำงานทั้งสิ้น เช่นเราจะเห็นว่างานต่าง ๆ อาทิ งานบัญชีในสำนักงาน งานคิดต้นทุน และตั้งราคาสินค้า การบริหารงานต่าง ๆ จนถึงการทำการบ้านของเด็กสมัยปัจจุบัน ที่ต่างมีวิถีการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป ทุกสถาบันต่างต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์เป็นหลักเลยก็ว่าได้ ซึ่งคอมพิวเตอร์หลาย ๆ ขนาด ต่างมีคุณสมบัติ หลากหลาย และมีให้คุณเลือกมากมาย แต่ปัญหาคือราคาเครื่องใหม่ ถึงแม้อย่างถูกที่สุดแล้วก็ยังแพงสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ความแพร่หลายในการใช้จึงยังอยู่ในวงจำกัดกว่าที่ควรจะเป็น

    ดังนั้นร้านขายคอมพิวเตอร์มือสอง ตลาดยังสดใส และยังไปได้ดี เพราะแนวโน้มเกี่ยวกับธุรกิจที่นับวันจะยิ่งต้องการคอมพิวเตอร์มากขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังได้ช่วยผู้ที่มีเครื่องอยู่แล้ว แต่ต้องการเปลี่ยนเครื่องที่ใหญ่ขึ้น ดีขึ้น ตามลักษณะธรรมชาติของคนชอบของเทคนิคเกือบทุกชนิดด้วย แน่นอนผู้ที่มีเครื่องอยู่แล้ว อาจนำไปแลกซื้อของใหม่ได้ แต่บริษัทอาจกดราคา หรือรับแลกซื้อเฉพาะเครื่องยี่ห้อจำเพาะที่เขาขายอยู่ จึงไม่สะดวกแก่ลูกค้าที่ด้องการเปลี่ยนยี่ห้อ ตรงนี้ก็เปีนจุดขายของร้านขายคอมพิวเตอร์มือสองของคุณด้วยเช่นกัน

    ตลาดกลุ่มเป้าหมาย

    เป้าหมายหลักน่าจะได้แก่ผู้เริ่มซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรก และมีงบประมาณจำกัด หรือผู้ที่อยากจะซื้อเพื่อให้ตนเอง หรือพนักงานของตนคุ้นเคยก่อน นอกจากนั้นอาจจะเป็นนักเรียนที่เรียนในแขนงที่เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์ รวมทั้งโรงเรียนฝึกสอนคอมพิวเตอร์ด้วยก็ได้ ถ้ายิ่งคุณเสริมบริการ เงินผ่อนผนวกเข้าไปด้วยสำหรับบริการสถาบันการศึกษาก็อาจขยายลูกค้าไต้กว้างขวางขนไปอีก ทำนองเดียวกับสถาบันฝึกสอนพิมพ์ดีดในสมัยแรก ๆ

    และตลาดต่างจังหวัดก็น่าจะเป็นเป้าหมายที่ดี เพราะหลายโรงเรียนในต่างจังหวัดที่มีทุนก็มีมากเช่นกัน หรือธุรกิจร้านขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยากได้คอมพิวเตอร์ก็มีเยอะ แต่ยังไม่อยากลงทุนที่เริ่มด้นสูง อีกประการหนึ่งคอมพิวเตอร์นั้นถ้าใช้ถูกวิธีจะไม่เก่าเร็วเพราะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์กินไฟน้อย อายุการใช้งานนาน ทางต้านผูใช้งานก็มีความต้องการใช้งานด้านความรวดเร็ว และความซับซ้อนของงานต่างกัน เครื่องคอมพิวเตอร์มือสองจึงไม่ล้าสมัยง่าย และยังมีประสิทธิภาพดีอยู่ สามารถใช้งานบริการระบบพื้นฐานไต้ดี เช่น งานบัญชี งานบริหารธุรกิจขนาดกลาง เป็นต้น

    ปัญหาและโอกาส

    ปัญหาแรก คือ หากทำงานธุรกิจด้านนี้ เจ้าของกิจการควรรอบ รู้และมีใจรักที่จะเล่นกับคอมพิวเตอร์อย่างเป็นอย่างดี เพราะเป็นงานที่เสียเวลา และต้องสนุกอยู่กับเครื่องเหมือนคนชอบเล่นเครื่องยนต์กลไก หรือคนชอบงานประดิษฐ์ต่าง ๆ แต่ทั้งนี้คุณไม่ควรมุ่งหวังเพียงเรื่องแสวงหาเงินอย่างเดียว คุณควรมีช่างซ่อมเครื่องที่ทำงานรวดเร็ว และไว้ใจไต้ รวมถึงมีความคิดในแนวทางในการตั้งร้านประเภทนี้คล้าย ๆ กัน คือ ทำงานหนักร่วมทุกข์ร่วมสุข และรักงานนี้

    ที่จริงคอมพิวเตอร์รุ่นตั้งโต๊ะที่เรียกว่า PERSONAL COMPUTER หรือ PC นั้นแก้ไม่ยาก และมักจะเสีย เพียงไม่กี่จุด ตรวจแก้ง่ายถ้าสนใจ และได้เรียนมาแล้ว ไม่เหมือนการแก้เครื่องไฟฟ้าชนิดใช้หลอดสมัยโบราณ ซึ่งต้องนั่งไล่สะพานไฟกันนานเพื่อหาจุดเสีย เพราะเครื่องไฟฟ้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์อย่างคอมพิวเตอร์สมัยนี้เขาจัดแบ่งวงจรออกเป็นส่วนๆ ส่วนไหนเสียก็ตรวจได้ด้วยโอห์ม หรือโวล์มิเตอร์ธรรมดา แล้วดึงเปลี่ยนทั้งแผงเหมือนการกะเทาะกระเบื้องห้องนํ้าเปลี่ยนทีละแผ่น แต่ส่วนใหญ่คอมพิวเตอร์จะเสียที่ฟิวส์ และชิ้นส่วนหมดอายุมากกว่า ด้านโอกาสขยายงานนั้นมืมาตรการขยายตัว ธุรกิจในย่านที่ตั้งร้าน และการขยายตัวของโรงเรียนที่สอนวิชาธุรกิจ

    นอกจากนั้นแล้วคุณยังอาจขายวัสดุสนับสนุน (ACCESSORIES) อีกมากมายได้ด้วย เช่น กระดาษ เครื่องปริ๊นท์เตอร์ หมึกพิมพ์ เครื่องแปลงไฟ โปรแกรมสำเร็จรูป และการออกแบบระบบงานบริหารสำนักงาน ซึ่งมักซํ้า ๆ กัน คุณจึงสามารถขายตำรามาตรฐานชนิดต่าง ๆ สำหรับการใช้งานที่เป็นที่นิยมได้ด้วย เช่น ตำราใช้คอมพิวเตอร์ เขียนรายงาน (WORD PROCESSING) ตำราใช้คอมพิวเตอร์คิดค้นการผลิตงานต่าง ๆ เป็นต้น

error: Content is protected !!