Category: อสังหา

  • วิธีทำธุรกิจหอพักให้ประสบความสำเร็จ

    ถ้ากำลังมองหาช่องทางการสร้างรายได้ให้ร่ำรวยแล้วล่ะก็ การสร้างธุรกิจหอพักก็เป็นธุรกิจที่น่าทำในปัจจุบันนี้ หากลองเดินเที่ยวตามมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาแล้วล่ะก็ กลุ่มคนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นส่วนใหญ่แล้วแน่นอนว่าจะต้องเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา ซึ่งทำให้เจ้าของที่ดินหัวใสหลายราย ลงทุนสร้างหอพักสำหรับตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยกลุ่มนี้โดยเฉพาะ นั่นก็คือ “ธุรกิจหอพัก” นั่นเอง

    ทำความเข้าใจกับคำว่า “หอพัก” กันก่อน

    หอพัก เป็นอีกหนึ่งรูปแบบในการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเน้นเปิดรับคนที่เข้าพักอาศัยคือกลุ่มนักเรียนนักศึกษาตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งค่าเช่าหอพักจะถูกกว่าเมื่อเทียบกับค่าเช่าอพาร์ทเมนต์ ผู้ขอเช่าจะจ่ายค่าเช่าหอพักและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ฯลฯ ให้กับผู้จัดการหอพัก (ซึ่งอาจเป็นเจ้าของหอพักเองหรือไม่ก็ได้) โดยที่ถึงแม้ว่าจะเป็นหอพักที่ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาเช่าก็ตาม แต่อาจจะมีคนอาชีพอื่นมาขอเช่าด้วยก็ได้

    หอพักสามารถแบ่งเป็น 2 แบบง่ายๆ คือ หอพักหญิง และหอพักชาย คงไม่ต้องอธิบายว่าแต่ละแบบเป็นอย่างไรจริงมั๊ย

    ประเภทของอาคารสำหรับทำเป็นหอพัก

    เมื่อพูดถึงหอพัก เราอาจจินตนาการว่าเป็นตึกอาคารหลังเดี่ยวๆ แต่ที่จริงหากใครจะลงทุนสร้างรายได้ด้วยการสร้างหอพัก สามารถเลือกสร้างได้หลายแบบ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินสำหรับก่อสร้าง หรือความกว้างของที่ดินสำหรับทำหอพัก เช่น

    • ตึก/บ้านโดด : ตามชื่อเลยก็คือ บ้านหรือตัวตึกที่ปลูกสร้างแบบหลังเดียว หรือจะเป็นแบบปลูกหลายหลังแต่อยู่ภายในบริเวณรั้วเดียวกัน ก็ถือว่าอยู่ในประเภทนี้ หอพักประเภทนี้จะเน้นให้เช่าเป็นกลุ่มแล้วเก็บเงินก้อนค่าเช่าเป็นรายเดือน

    • ตึกแถว ห้องแถว : นี่ก็คือตึกเช่นกัน แต่จะไม่เป็นแบบหลังเดียวเหมือนประเภทแรกอีกแล้ว ตัวอาคารจะแบ่งเป็นห้องติดๆ กันเป็นแถว ภายในห้องอาจจะมีขนาดเล็กกว่าแบบตึก/บ้านโดด

    • อาคารลักษณะอื่นๆ : อาคารแบบอื่นที่ไม่เข้าพวกกันกับ 2 แบบแรก

    ค่าใช้จ่ายในการลงทุนธุรกิจหอพัก

    เคยได้ยินกว่าจะรวยได้จากการให้เช่าหอพักนั้นต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่หากสามารถมีรายได้จากการเช่าได้เรื่อยๆ และดีแล้วล่ะก็ คนที่รับทรัพย์สามารถอยู่อย่างสบายใจได้เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนจะรวยก็ต้องสู้กับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะพร้อมใจกันเรียงแถวเข้ามาเหมือนตึกแถวกันเลยทีเดียว หลายๆ ท่านที่กล้าลงทุนหนักๆ กับหอพักแต่พอรู้เรื่องค่าใช้จ่ายที่ตามมาทีหลัง จะหมุนเงินไม่ทันเอาได้ แต่หากคุณรู้ถึงค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็สามารถนำมาคิดต่อว่าคุณจะสามารถพอที่จะหาเงินมาเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้หรือไม่ด้วย อย่าลืมว่า รายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไร

    นอกจากค่าก่อสร้างตลอดจนการจ้างคนมาทำงานในหอพักแล้ว ก็ต้องไปเดินเรื่องเพื่อขออนุญาตและเสียค่าธรรมเนียมดังนี้
    1. ใบอนุญาตให้ตั้งหอพัก 200 บาท 5. ใบแทนใบอนุญาตให้ตั้งหอพัก 20 บาท
    2. ใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการหอพัก 100 บาท 6. ใบแทนใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการ
    หอพัก 20 บาท
    3. การต่ออายุใบอนุญาตให้ตั้งหอพัก 100 บาท
    4. การต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการหอพัก 50 บาท

    รวมถึงเสียภาษีอีกจิปาถะ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากลางปี, ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี, ภาษีโรงเรือน (ประมาณ 12.5% ของรายได้ค่าเช่า), ภาษีป้าย (กรณีที่หอพักมีป้าย)

    เมื่อการลงทุนของท่านมุ่งเน้นไปที่กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่จะมีช่วงอายุไม่มากนัก คือ 18-22 ปี หอพักของท่านอาจต้องลงทุนเพิ่มอีกในส่วนของ เครื่องใช้ไฟฟ้า (เช่น โทรทัศน์, ตู้เย็น, ฯลฯ), เฟอร์นิเจอร์ (เช่น เตียง, ตู้เสื้อผ้า, โต๊ะเก้าอี้, ฯลฯ) และอื่นๆ เช่น อินเตอร์เน็ต

    รายได้จากการลงทุนให้เช่าหอพัก

    หลังจากที่ได้รู้ถึงค่าใช้จ่ายอันน่าสะพรึงกลัวของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นี้กันแล้ว คราวนี้มาดูในส่วนที่จะทำให้เจ้าของหอพักหลายๆ ท่านใจชื้นกันบ้าง ซึ่งก็คือ รายได้จากการทำธุรกิจนี้ ส่วนใหญ่แล้วรายได้จากการให้เช่าหอพักจะมาจากค่าเช่ารายเดือนเป็นหลัก และอาจมีค่าเช่ารายวันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ขอเช่าที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด บางหอพักอาจหารายได้เพิ่มพิเศษด้วยการขายอาหารและเครื่องดื่ม, เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ, บริการซักอบรีด, ฯลฯ

    ทำเลในการตั้งหอพัก

    ทำเลเหมาะๆ ในการสร้างหอพักเพื่อสร้างรายได้อย่างยาวนานได้นั้นสำคัญสุดๆ ถ้าที่ตั้งไม่ได้อยู่ใกล้สถาบันการศึกษาสำหรับเด็กโตเลย โอกาสที่จะมีคนมาพักจะน้อยมาก เพราะก่อนที่จะเช่าหอพัก หลายๆ ท่านคงจะคำนวณระหว่างค่าน้ำมันกับค่าเช่าแล้วว่าอย่างไหนค่าใช้จ่ายสูงกว่า

    นอกจากนี้แล้วควรจะอยู่ใกล้ร้านขายอาหาร ในยามที่คนเช่าเริ่มท้องกิ่ว ก็สามารถออกจากหอพักเพื่อเลือกซื้ออาหารได้ไม่ลำบาก เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่นิยมเดินไปทานอาหารกับเพื่อนร่วมห้องตามร้านขายอาหารใกล้ๆ อยู่แล้ว

    ปัจจุบันนี้นักศึกษานิยมมียานพาหนะเป็นของตนเอง และจะมองหาหอพักที่มีที่จอดรถได้สะดวกและปลอดภัย
    เพื่อนในหอพักที่ผู้เขียนเคยอยู่นั้น ก็เคยมีประสบการณ์ที่น่าเจ็บปวดมาแล้ว นั่นคือจอดรถไว้ด้านนอกที่จอดรถหอพัก และเมื่อจะใช้รถอีกครั้ง ปรากฏว่ารถหายไปแล้ว

    และหากหอพักไหนมีที่จอดรถยนต์ด้วย ก็จะเพิ่มโอกาสที่จะได้ผู้มาเช่ามามากขึ้น เพียงแต่เจ้าของหอพักคงต้องยอมเสียพื้นที่สำหรับจอดรถเช่นกัน

    นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องศึกษาอีกมาก จึงทำให้การทำหอพักสำหรับเช่าเพื่อสร้างความร่ำรวยนั้นต้องใช้เวลาและควบคุมค่าใช้จ่ายตลอด แต่หากบริการดีใส่ใจผู้เช่าตลอด บวกกับค่าเช่าที่ถูกใจคนเช่าและคนให้เช่าแล้วล่ะก็ จะประสบความสำเร็จและได้รับรายได้ดีตลอดทั้งเดือนสมดังใจ

  • เริ่มต้นทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กันดีกว่า

    การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แบบเริ่มต้น

    การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องเริ่มต้นอย่างไรมาอ่านกันเลย ในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคเทคโนโลยี มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างมากมาย รวมถึงเรื่องการซื้อขายสินค้าต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในปัจจุบันมีหลายเว็บไซต์ที่ให้บริการลงประกาศซื้อ หรือขายได้ฟรี หรือเป็นเว็บไซต์ของบริษัทตัวแทนนายหน้าต่างๆ รวมถึงเว็บไซต์ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ หรือนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สังกัดบริษัท ที่เรียกกันว่านายหน้าอิสระ

    และถ้าหากคุณมีความประสงค์ที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์สักแห่ง เช่น คอนโดมิเนียม ซึ่งแน่นอนว่าคุณต้องค้นหาจากเว็บไซต์ของโครงการที่คุณสนใจ หรือหากเป็นคอนโดมิเนียมมือสอง ก็สามารถหาได้จากเว็บไซต์ที่มีบริการประกาศซื้อขายฟรีเช่นกัน

    เริ่มต้นในวันนี้ เราจะแนะวิธีในการใช้งานเว็บไซต์เหล่านี้ อันดับแรกคุณต้องเลือกเว็บไซต์ที่คุณต้องการก่อน ซึ่งมีหลากหลาย คุณสามารถค้นหาได้จาก google.co.th สมมติเราจะซื้อคอนโดมิเนียม แถวบางซื่อ เราก็พิมพ์ไปว่า คอนโด บางซื่อ ก็จะมีรายชื่อเว็บไซต์ที่มีข้อมูลของคอนโด บางซื่อ อยู่ และเมื่อเข้าสู่เว็บไซต์ที่ต้องการแล้ว เราก็เข้าไปดูรายละเอียดของแต่ละโครงการ ซึ่งรายละเอียดโปรโมชั่น ค่าโอน ของแถม ทางพนักงานจะแจ้งให้ทราบก็ต่อเมื่อคุณติดต่อเข้าไปดู

    แต่การเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน หรือคอนโด ที่เปิดใหม่ เราต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่าโครงการนี้จะสร้างจริง ไม่ใช่ว่าเราซื้อไปแล้วเป็นแค่โครงการกระดาษ หรือหากซื้อเป็นมือสอง เราก็ต้องตรวจสอบในเรื่องสภาพของบ้าน หรือคอนโด และกรรมสิทธิ์การถือครอง ว่าเจ้าของที่มาขายนั้นมีกรรมสิทธิ์จริง ไม่ใช่หลอกให้เราซื้อกระดาษเช่นกัน

    แต่ข้อดีในการซื้ออสังหาริมทรัพย์มือสอง เช่น บ้าน หรือคอนโด นั้น เราสามารถตรวจสอบสภาพจริงของบ้าน หรือคอนโด ได้ก่อนการตัดสินใจซื้อ อีกทั้งยังสามารถดูสภาพแวดล้อมจริง เพื่อนบ้านที่อาศัยในละแวกเดียวกัน หรือในโครงการเดียวกัน และสาธารณูปโภคต่างๆ หรือ การบริการส่วนกลาง ว่าดีมากน้อยแค่ไหน บรรยากาศน่าพักอาศัยหรือไม่ ซึ่งหากเป็นโครงการใหม่ๆ นั้น เราจะเห็นของจริงได้ก็ต่อเมื่อสร้างเสร็จแล้ว แต่เราไม่สามารถเห็นสภาพแวดล้อมจริงได้ในขณะที่เราเริ่มผ่อน เพราะบางโครงการเปิดขายก่อนสร้างเสร็จ

    และบ้าน หรือคอนโดมือสองนั้น บางแห่งอาจยังไม่เคยผ่านการอยู่อาศัย เพราะเจ้าของที่ซื้อไว้นั้น ทำการซื้อไว้เพื่อเก็งกำไรในการขาย หรือไว้เพื่อเช่า และเมื่อความต้องการของคุณตรงกับประกาศที่ขายไว้แล้วนั้น คุณก็สามารถเปรียบเทียบจากหลายๆ แห่งที่เลือกไว้ มาตัดสินใจอีกครั้งว่า ที่ไหนเหมาะที่สุด และดำเนินการในชั้นตอนของการติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และนัดดูสถานที่จริง เพื่อดูปัจจัยหลายๆ อย่างตามที่กล่าวข้างต้น

    และอีกประการที่สำคัญคือ การตรวจสอบราคาประเมิน และราคาซื้อขายในละแวกใกล้เคียงด้วย เพื่อที่คุณจะได้ไม่ซื้อในราคาสูงเกินความจริง ซึ่งการตรวจสอบวิธีง่ายๆ คือ เมื่อเราค้นหาประกาศขายอสังหาริมทรัพย์นั้น ก็จะมีบ้าน หรือคอนโดในเขตใกล้เคียงกัน หรือในบริเวณเดียวกันขึ้นมา เราสามารถดูราคาจากที่ประกาศขาย เพื่อเปรียบเทียบได้ในขั้นตอนแรก โดยดูจาก ทำเลที่ตั้ง ขนาดของอสังหาริมทรัพย์ เช่น พื้นที่ใช้สอย พื้นที่โดยรวม และสิ่งที่มีให้ในการขาย เช่น เฟอร์นิเจอร์ ค่าธรรมเนียมต่างๆ ว่าในแต่ละแห่งนั้นแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด

    และหากต้องใช้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในการซื้อ บางแห่งอาจมีบริการติดต่อธนาคารให้ด้วย ดังนั้นจึงควรดูรายละเอียดต่างๆ ให้ครบถ้วน และมองถึงอนาคตข้างหน้าว่า คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปหรือไม่ เพราะบางคนอาจซื้อเพื่อเก็บไว้เก็งกำไรขายต่อ หรือบางคนอาจซื้อเพื่อปล่อยเช่า ดังนั้นการเลือกทำเล และซื้อได้ในราคาไม่สูงนักจะมีผลอย่างมาก เพราะถ้าหากได้ทำเลที่ดี มีความพร้อมในหลายๆ ด้านเช่น การเดินทาง สิ่งสาธารณูปโภคต่างๆ จะทำให้สามารเรียกค่าเช่าได้ในราคาที่สูงตามไปด้วย

    และหากคุณเลือกได้ครบทุกอย่างและพร้อมที่จะทำการซื้อขายแล้ว ความสำคัญของเรื่องต่อมาคือการติดต่อในส่วนของการติดต่อธนาคาร หากซื้อด้วยสินเชื่อ คุณต้องเตรียมเอกสารต่างๆ ให้พร้อม เช่น หลักฐานทางการเงิน เช่น สลิปเงินเดือน หรือหลักฐานรายได้ต่างๆ และควรเลือกธนาคารที่ดอกเบี้ยไม่สูงมาก หรือมีโปรโมชั่นในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพื่อที่จะได้รับการอนุมัติได้โดยง่าย และการติดต่อกับกรมที่ดินนั้น ต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม เช่น หนังสือสัญญาซื้อขาย หากมีการจดจำนองกับธนาคาร หรือแหล่งเงินทุนในการซื้อ ก็ต้องนัดเจ้าหน้าที่ให้ไปพร้อมกันทั้งสามฝ่าย คือ ผู้ซื้อ ผู้ขาย และแหล่งทุน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการดำเนินเรื่องให้เสร็จภายในวันเดียว และนี่คือข้อมูลความรู้คร่าวๆ ของเรื่องราวการซื้อขายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อสังหาริมทรัพย์เบื้องต้น

    เอกสารต่างๆ ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

    หลายๆ คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องของการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ คงอาจจะสงสัยว่า หากเราซื้ออสังหาริมทรัพย์สักชิ้นไม่ว่าจะเป็นที่ดิน หรือบ้าน หรือคอนโด การดำเนินเรื่องต่างๆ ต้องทำอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการขอกู้ธนาคาร หรือการติดต่อกรมที่ดิน จะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ถ้าหากเป็นการยื่นกู้ธนาคาร แน่นอนว่าต้องติดต่อธนาคารที่เราเลือกไว้ บางคนอาจใช้วิธีการยื่นพร้อมกันหลายๆ ธนาคาร เพื่อดูผลว่าที่ได้หรือไม่ได้และได้มากน้อยเท่าไหร่ อัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่

    เอกสารขอกู้เงินธนาคาร

    – เอกสารผู้กู้หลัก และกู้ร่วม เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาหนังสือรับรองเงินเดือน หรือมีกิจการส่วนตัวก็มีหนังสือรับรองบริษัท
    – หลักฐานอื่น ๆ ตามที่ธนาคารต้องการ เพื่อประกอบการยื่นกู้และพิจารณาสินเชื่อได้รวดเร็ว

    ซึ่งหากคุณมีหลักฐานการเงินที่ชัดเจน มีที่มาที่ไปและหมุนเวียนสม่ำเสมอก็จะทำให้ได้วงเงินที่สูง ซึ่งหลายๆ คนที่มีการผ่อนชำระอื่นๆ อยู่เช่น รถยนต์ อาจต้องทำการปิดสินเชื่อตัวอื่นก่อนเผื่อให้ไม่มียอดหนี้อื่นๆ และเมื่อได้รับการพิจารณาสินเชื่อแล้ว ทางธนาคารก็นัดเพื่อไปทำเรื่องซื้อขาย และจดจำนองที่กรมที่ดิน โดยไปพร้อมกันทั้งผู้ขาย ผู้ชื้อ และเจ้าหน้าที่ธนาคาร เพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว

    เอกสารที่ต้องเตรียมเมื่อไปกรมที่ดิน

    – โฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์
    – สัญญาซื้อขาย (ผู้ขายต้องเตรียมไป) /
    – บัตรประจำตัวประชาชน
    – บัตรประจำตัวข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ (ถ้าเป็นข้าราชการ)
    – หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล ()ถ้าได้เคยเปลี่ยนชื่อหรือสกุล)
    – ทะเบียนบ้าน
    – ทะเบียนสมรส และหนังสือยินยอมให้ทำนิติกรรมของคู่สมรส
    – ทะเบียนหย่า (ในกรณีที่มีการหย่าร้าง)
    – มรณะบัตรคู่สมรส (ในกรณีที่คู่สมรสเสียชีวิต)
    – ถ้ามีการแปลงสัญชาติ ให้นำหลักฐานการแปลงสัญชาติมาแสดง

    ซึ่งหากเป็นการซื้อจากโครงการ ทางโครงการจะเป็นผู้เตรียมในส่วนของโครงการ และธนาคารจะเตรียมในเรื่องของการจดจำนองไป ซึ่งอาจจะคิดว่ายุ่งยากหลายขั้นตอน แต่ถ้าหากทุกฝ่ายเตรียมเอกสารไปให้ครบปัญหาก็จะไม่เกิด และสามารถทำได้จบภายในวันเดียว ซึ่งเอกสารทั้งซื้อเงินสด และจดจำนอง หรือซื้อจากบุคคลธรรมดา หรือโครงการ อาจไม่ต่างกันมากนัก ในเรื่องของการเตรียมเอกสาร ซึ่งแต่ละฝ่ายเตรียมเอกสารของแต่ละฝ่ายไป และคงมีคำถามในเรื่องของค่าธรรมเนียมต่างๆ ว่ามีอะไรยังไงบ้างตามกฎหมายและตามเกณฑ์ของสรรพากร และกรมที่ดิน

    ค่าใช้จ่ายที่เกิด ณ สำนักงานที่ดิน กรณีเป็นบุคคลธรรมดา

    – ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (หัก ณ ที่จ่าย) ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
    – ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ไม่ต้องชำระหากถือครองเกิน 5 ปี) 3.3% ของราคาซื้อขายที่ไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน
    – ค่าธรรมเนียมการทำนิติกรรม (ค่าโอน) คิด 2 % จากราคาประเมิน หรือราคาขาย แล้วแต่อย่างใดสูงกว่า
    – ค่าจดจำนอง (กรณีจำนองกับสถาบันการเงิน) 1% ของมูลค่าที่จำนอง
    – ค่าอากรแสตมป์ ชำระอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง อากรแสตมป์ หรือธุรกิจเฉพาะ) 200 บาท
    – ติดอากรแสตมป์ 1 บาท (0.50%) ตามราคาซื้อขาย แต่ไม่ต่ำกว่าราคาประเมินและ

    ค่าใช้จ่ายที่เกิด ณ สำนักงานที่ดิน กรณีเป็นนิติบุคคล

    – ภาษีเงินได้นิติบุคคล (หัก ณ ที่จ่าย) 1% ของราคาซื้อขาย (ไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน)
    – ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ไม่ต้องชำระหากถือครองเกิน 5 ปี) 3.3% ของราคาซื้อขายที่ไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน
    – ค่าธรรมเนียมการทำนิติกรรม (ค่าโอน) 2 % จากราคาประเมิน หรือราคาขาย แล้วแต่อย่างใดสูงกว่า
    – ค่าจดจำนอง (กรณีจำนองกับสถาบันการเงิน) 1% ของมูลค่าที่จำนอง
    – ค่าอากรแสตมป์ (ชำระอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง อากรแสตมป์ หรือธุรกิจเฉพาะ) 200 บาท
    – ติดอากรแสตมป์ 1 บาท (0.50%) ตามราคาซื้อขาย แต่ไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน

    คำแนะนำ

    นอกจากนี้ก่อนที่จะไปทำเรื่องที่กรมที่ดินนั้น ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะมีการตรวจสอบราคาประเมิน อีกทั้งรังวัดสอบเขต (กรณีที่ดินเปล่า หรือ ตรวจสอบเพื่อความแน่นอนอีกครั้ง) และตกลงกันก่อนที่จะทำการโอนที่ดินว่าจะยื่นราคาไหนในการทำเรื่องโอน เพราะบางครั้งมีการแจ้งต่ำกว่าราคาขายเพื่อจะไม่เสียค่าโอนเยอะ

    ซึ่งทั้งการซื้อขายโดยทั่วไป และโครงการมักแจ้งต่ำกว่าขายจริงเพื่อผลประโยชน์ตามที่กล่าวมาแต่ทั้งสองฝ่ายก็จะมีการตกลงกันก่อนหน้าที่จะไปทำเรื่องต่าง ๆ ที่กรมที่ดิน และในส่วนของการรังวัดสอบเขตนั้น ถ้าเป็นที่ดินเปล่า หรืออสังหาริมทรัย์ ประเภทบ้านเดี่ยว ที่ไม่มีรั้วชัดเจน ก็จะทำการรังวัดสอบเขตให้ชัดเจนก่อนที่จะตกลงทำการซื้อขายว่าขนาดของอสังหาริมทรัพย์นั้นแน่นอน และตรงตามที่จะซื้อขายกัน หรือหากมีปัญหาในเรื่องของขนาด และเขตของที่ดิน จะได้แก้ไขให้ถูกต้อง และดำเนินการออกโฉนดให้ตรงกับขนาดจริงของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ

    การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ

    ส่วนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ เช่น บ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรร ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด มักจะไม่มีปัญหาในเรื่องขนาดเหมือนเช่นที่ดิน เพราะมีขอบเขตแบ่งแยกที่ชัดเจนอยู่แล้ว และหากเป็นโครงการสร้างใหม่ ทางโครงการจะมีการจัดการเรื่องต่างๆ ให้จนเสร็จเรียบร้อย หรือหากซื้อเป็นมือสอง ทางเจ้าของ หรือนายหน้า ก็มักจะบริการจัดการให้จนเสร็จเช่นกัน

    ดังนั้นหากเราต้องการซื้อขายหรือติดต่อกรมที่ดิน ก็ควรจะเตรียมทุกอย่างให้พร้อม เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และจากที่กล่าวมาทั้งหมดก็เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ ในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพติดต่อซื้อขาย และติดต่อกับกรมที่ดิน ซึ่งเรื่องต่างๆ ของการทำธุรกิจอสังหาริมทรัย์ยังมีรายละเอียดมากมาย และจะมาแนะนำเพื่อเป็นความรู้ในบทความต่อๆ ไปครับ

  • แนะนำการทำอาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์

    อาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์
     

    อาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกอาชีพที่มีผู้เลือกทำเป็นทั้งอาชีพหลัก และอาชีพเสริม เพราะรายได้จากการชายอสังหาริมทรัพย์นั้น ค่อนข้างสูง ถ้าหากอสังหาริมทรัพย์ที่ขายนั้นมีราคาสูง ผู้ที่เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ก็จะได้ส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์สูงตามไปด้วย และนี่เป็นสิ่งจูงใจที่หลายๆ คนคิดจะทำอาชีพนี้ และหากอยากทำจะเริ่มจากตรงไหน ซึ่งคงตอบได้ยากเพราะต้องแล้วแต่ว่าคุณมีความสามารถในการเจรจา หรือการติดต่อกับผู้คนมากแค่ไหน หรือสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการซื้ออย่างจริงจังได้แค่ไหน

    การเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะในปัจจุบันมีหลายแบบ เช่น เป็นนายหน้าประจำกับบริษัทที่ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือนายหน้าอิสระ และมีทั้งที่มีใบอนุญาต และไม่มีใบอนุญาตในการเป็นนายหน้า อีกทั้งนายหน้าบางคนก็ผ่านการอบรม มีความรู้ในสาขาอาชีพ หรือบางคนแค่สมัครเล่น

    ดังนั้นหากคุณอยากทำอาชีพนี้ควรศึกษาข้อมูล และสำรวจตัวเองว่าพร้อมหรือไม่ เพราะการที่จะขายที่สักแปลง หรือบ้านสักหลังไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย คือ หากคุณเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จะขาย คุณอาจแค่ลงประกาศขายเอง คือ ติดป้ายประกาศไว้ , บอกกล่าวคนรู้จัก , หรือ ประกาศตามเว็บไซต์ที่ลงประกาศฟรี หรือใช้บริการจากบริษัทซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และนี่ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนแรกในการขายอสังหาริมทรัพย์ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ระยะเวลาที่จะขายได้นั้นไม่ใช่แค่ข้ามคืน บางครั้งอาจใช้เวลากันนานนับปีก็มี

    ทีนี้เราอยากให้คุณเช้าใจถึงขั้นตอนการติดต่อกับบริษัทซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ในกรณีที่คุณเป็นผู้ขาย อันดับแรก คือ คุณต้องเลือกบริษัทที่จะให้มาเป็นตัวแทนขายให้คุณก่อน ซึ่งมีอยู่มากมาย คุณสามารถหาได้จากตามเวปไซค์ หรืออาจหาจากป้ายประกาศที่เกี่ยวกับการขายอสังหาริมทรัพย์ ที่เราเห็นโดยทั่วๆ ไป หรือหาจากหนังสือที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และเมื่อเลือกได้แล้ว เราก็ต้องติดต่อเพื่อนัดคุยในรายละเอียดต่างๆ เพราะบริษัทซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นจะมีการตกลงทำสัญญาในการเป็นตัวแทนขายให้ ซึ่งรายละเอียดแต่ละบริษัทก็จะคล้ายๆ กัน

    ซึ่งในขั้นตอนการเจรจานั้นคุณจะยังไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ทางบริษัทนายหน้าจะพิจารณาว่าอสังหาริมทรัพย์ของคุณนั้นมีโอกาสกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะขายได้และทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหน เพราะต้องพิจารณาจากปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน เช่น ทำเลของอสังหาริมทรัพย์ สภาพอสังหาริมทรัพย์ หรือ ระยะเวลาการใช้งาน (เช่น บ้าน คอนโด) ขนาดพื้นที่ ราคาที่คุณต้องการขาย เพราะทางบริษัทนายหน้า จะทำการประกาศขายตามสื่อต่างๆ และติดป้ายประกาศ ซึ่งทางผู้ขายต้องแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนขาย โดยมีการกำหนดระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งการประกาศตามสื่อต่างๆ นั้น ทางบริษัทอสังหาริมทรัพย์จะเป็นผู้จัดให้ทั้งหมด หากมองแล้วว่ามีโอกาสทำกำไรได้

    ซึ่งหากคุณไม่ต้องการที่จะแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ใคร คุณต้องทำการประกาศขายตามสื่อต่างๆ เอง และอาจมีค่าใช้จ่าย เช่น ลงตามนิตยสารต่างๆ ซึ่งค่าโฆษณาขึ้นอยู่กับหน้าที่ลงประกาศ หรืออาจลงตามเว็บประกาศขายฟรีต่างๆ ซึ่งมีผู้เข้าไปค้นหาหรือเข้าชมเป็นจำนวนพอสมควร และอาจมีติดต่อกลับมา แต่คุณก็ต้องเข้าใจก่อนว่า การขายอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นอะไรที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน นอกจากอสังหาริมทรัพย์ของคุณน่าสนใจจริงๆ และตรงตามความต้องการของผู้ที่กำลังอยากได้หรือค้นหาอยู่พอดี ซึ่งก็เป็นไปได้ยาก

    ดังนั้นการขายอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องวางแผนให้ดีว่าความต้องการคุณเป็นแบบไหน เช่น ตั้งเป้าและระยะเวลาในการขาย เพื่อให้ได้ราคาตามต้องการ หรืออาจต้องรีบที่จะใช้เงินก้อนใหญ่ หรือขายไม่รีบร้อนตั้งราคาไว้และต้องการขายตามราคาที่ต้องการ ไม่กำหนดระยะเวลาในการขาย ซึ่งเราคงอาจบอกไม่ได้ว่าวิธีไหนจะดีที่สุด เพราะสิ่งที่จะตอบคุณได้นั้นมีหลายเหตุปัจจัยมาเกี่ยวข้อง เพราะในปัจจุบันที่มีการแบ่งผังเมืองตามสีต่างๆ ในการใช้สอยประโยชน์ที่ดิน และยังมีข้อกฎหมายก่อสร้างต่างๆ ที่เป็นตัวกำหนดอีกหลายอย่าง หากอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นที่ดินเปล่า แต่หากเป็นประเภทบ้าน หรือคอนโด ก็จะขึ้นอยู่กับทำเล และความสะดวกสบายต่างๆ เช่น ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ทั้งในโครงการและบริเวณใกล้เคียง การเดินทาง และสภาพการจราจร และความปลอดภัยในการอยู่อาศัย เป็นต้น

    แน่นอนว่าการตัดสินใจขาย หรือซื้อนั้น คงต้องวางแผนต่างๆ ในขั้นต้นและเมื่อหากมีการตกลงซื้อขายกันอย่างแน่นอนแล้ว ก็จะต้องตกลงทำสัญญาซื้อขาย และต้องจัดการรังวัดสอบเขต (กรณีที่ดินเปล่า) แล้วจึงไปทำเรื่องการซื้อขายและโอนกันที่กรมที่ดินที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ โดยจะต้องมีการเสียค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าภาษี ซึ่งจะแยกเป็นกรณีนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าอากร ค่าธรรมเนียมการโอนต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในส่วนของค่าโอนต่างๆ นั้น ต้องตกลงกันระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ออก ค่าใช้จ่าย เพราะมีทั้งออกคนละครึ่ง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชำระให้ทั้งหมด

    ซึ่งถ้าหากมีการใช้บริการของธนาคารเพื่อจำนองในการซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้น จะต้องมีค่าธรรมเนียมจดจำนองด้วย และในส่วนนี้ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้จดจำนองจะต้องเสียค่าธรรมเนียมส่วนนี้เอง และถ้าหากมีการใช้บริการนายหน้าผู้ขายจะต้องให้ค่าธรรมเนียมนายหน้าตามตกลงกันไว้ และจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงคร่าวๆ ในการจะซื้อจะขายอสังหา

  • วิธีทำธุรกิจบ้านเช่าให้ประสบความสำเร็จ

    หากจะต้องนำเสนอธุรกิจอะไรสักอย่างที่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย ขอเพียงมีทุนแล้ว ธุรกิจนั้นคือธุรกิจบ้านเช่า ซึ่งสามารถทำกำไรให้กับเจ้าของธุรกิจได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งยังช่วยให้สามารถเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินที่คุณนั้นมีได้อีกด้วย โดยหากคุณกำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจบ้านเช่า หรือว่ากำลังทำธุรกิจบ้านเช่าอยู่แล้ว แนวทางด้านล่างต่อไปนี้จะช่วยให้คุณสามารถทำธุรกิจบ้านเช่า ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วมาก

    1.มองหาทำเลก่อนเสมอๆ

    สิ่งแรกที่ผู้ประกอบธุรกิจบ้านเช่าจะต้องมองหาก่อนเลยนั่นคือ มองหาทำเลสำหรับการประกอบธุรกิจบ้านเช่าก่อนเสมอๆ จงเลือกทำเลที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย โรงงาน หรือสถานที่ที่มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วทำการเปิดบริการ เพราะถ้าเราเลือกทำเลที่ดีแล้ว โอกาสในการทำกำไรและหาลูกค้านั้นก็จะสามารถทำได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น

    2.ประมูลบ้านมือสอง ลองดูสิ

    ประการต่อมาคือ ลองมองหาบ้านมือสอง หรือลองไปประมูลอสังหาริมทรัพย์มาเพื่อการทำธุรกิจบ้านเช่าดูสิครับ เพราะราคาประมูลนั้นจะช่วยให้คุณสามารถเลือกซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ราคาถูกมา เพื่อการจัดจำหน่ายได้อย่างมากมาย หลายๆคนต่างเลือกใช้วิธีการนี้กันทั้งสิ้นเลย

    3.อย่าลืมตรวจสอบสภาพแวดล้อมของบ้านด้วย

    เมื่อคุณทำธุรกิจบ้านเช่า อย่าลืมตรวจสอบดูว่าเพื่อนบ้านของคุณนั้น เป็นคนดี หรือว่า ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อผู้เช่าของเราหรือไม่ เพราะถ้าสภาพแวดล้อมไม่ดีแล้ว ไม่นานก็จะไม่มีใครมาเช่าบ้านของเรา และเป็นความสุ่มเสียงที่ธุรกิจของเรานั้นจะไม่ประสบความสำเร็จนั่นเอง

    4.ตกแต่งบ้านให้น่าอยู่

    จงเลือกตกแต่งห้องเช่าให้น่าอยู่ หรือตกแต่งบ้านของเราให้น่าอยู่ หากคุณต้องการอัพราคาของห้องเช่าแล้ว จงทำห้องเช่าของคุณให้เหมือนกับของที่มีราคา ตามที่คุณนั้นต้องการ เดี๋ยวนี้ของตกแต่งบ้านก็มีราคาไม่แพงกันเสียส่วนใหญ่แล้ว คุณจึงสบายใจได้หากต้องหาซื้อของเหล่านี้

    5.ทำให้บ้านมากกว่าการเป็นบ้าน

    จงทำบ้านให้มากกว่าบ้าน ในที่นี้หมายถึงหากธุรกิจบ้านเช่าของคุณนั้น มีบ้านที่มีขนาดใหญ่แล้ว การเช่าบ้านเพื่อการอยู่อาศัยอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่อาจเป็นการเช่าบ้านเพื่อการถ่ายละคร หรือเป็นการเช่าบ้านเพื่อการถ่ายภาพงานแต่งงาน หรืออื่นๆ แล้วแต่ว่าเรานั้นจะออกแบบขึ้นมา

    6.อย่าสร้างศัตรู

    หากเป็นไปได้จงหมั่นหาคู่ค้าทางธุรกิจ แต่อย่าได้หาคู่แข่งทางธุรกิจของคุณเด็ดขาด เพราะว่า หากคุณสร้างศัตรูในทางธุรกิจขึ้นมาแล้ว ก็เป็นอะไรที่คุณนั้นอาจได้รับความลำบากอย่างยิ่งทีเดียว ดังนั้นธุรกิจบ้านเช่าจำเป็นต้องอาศัยพันธมิตร อาศัยเพื่อนร่วมธุรกิจที่มาปลูก หรือทำธุรกิจในพื้นที่เดียวกัน เพราะจะช่วยอำนวยความสะดวกให้เร็วที่สุด

    7.ลงประกาศในเว็บไซต์ต่างๆ

    เมื่อเรามีบ้าน ที่พร้อมให้เช่าแล้วอย่าลืมเลือกช่องทางธุรกิจ ที่จะช่วยในการโปรโมตธุรกิจบ้านเช่าของคุณด้วย ซึ่งผมแนะนำว่า หากเป็นไปได้อาจเลือกในเว็บไซต์ลงประกาศต่างๆก็ได้ เพื่อช่วยให้เรานั้น สามารถขยายโอกาสในการทำกำไรมากยิ่งขึ้น และเป็นการทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

    8.จัดทำแฟนเพจด้วย

    จงเลือกจัดทำแฟนเพจประกอบด้วยเสมอๆ แฟนเพจจะเปรียบเสมือนช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างคุณและลูกค้า และยิ่งคุณหมั่นอัพเดทข้อมูลต่างๆในแฟนเพจมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งง่ายดายสำหรับคุณมากๆในการมองหาโอกาสทางธุรกิจ และการขยายฐานของลูกค้าของคุณออกไปด้วย

    9.พยายามอย่าปล่อยให้ห้องว่าง

    หมั่นสำรวจตลาดและแสวงหาลูกค้าเสมอๆ โปรดอย่าปล่อยให้ห้องของคุณว่าง เพราะมันหมายถึงโอกาสทางธุรกิจที่อาจสูญเสียไปได้ในระหว่างการแสวงหารายได้ ดังนั้นจงเลือก และจงหมั่นแสวงหาลูกค้าอย่างสม่ำเสมอๆ เพราะจะทำให้คุณนั้นมีรายได้เข้ามาในองค์กรอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

    10.จงมีไมตรีต่อผู้มาเช่าด้วยเสมอๆ

    สิ่งหนึ่งที่เรานั้นต้องคำนึงถึงเสมอคือ การมีไมตรีต่อผู้ที่มาเช่าห้องของเรา และเราจะต้องไม่ใช้วาจาที่เป็นลักษณะของการดูถูก ของการใช้คำที่ไม่สุภาพ เพราะสิ่งเหล่านี้นั้นจะทำให้คุณอาจต้องได้รับอันตราย หรือได้รับสิ่งที่ทำให้คุณนั้นอาจต้องเสียชื่อเสียงไปก็ได้นะครับ ดังนั้นจงเน้นไปที่การใช้วาจาที่ดีต่อลูกค้าของเราเสมอๆ

    11.จัดโปรโมชั่นบ้างก็ได้

    ผู้เช่าบางรายนั้นอาจเลือกที่จะเช่าห้องเช่าของเรานานขึ้น ดังนั้นจงหมั่นจัดโปรโมชั่นของเราไว้ด้วยเสมอๆ เพราะโปรโมชั่นที่ดี จะเป็นสิ่งที่ช่วยในเรื่องของการจูงใจให้ลูกค้าของเรานั้นอยู่กับการบริการของเราอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโปรดอย่าลืมในเรื่องของการจัดโปรโมชั่นให้กับกิจการและห้องเช่าของคุณด้วยเสมอๆนะครับ แต่อย่าทำโปรโมชั่นตลอดเวลา เพราะอาจกลับเป็นการส่งผลในภาพลบของกิจการในภายหลังได้

    สรุป

    ทั้งหมดนี้ถือเป็นกลยุทธ์ในการทำให้ธุรกิจบ้านเช่าของคุณนั้นมีกำไร และสามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนได้อย่างแน่นอน ขอเพียงแค่ คุณนั้นสามารถนำหลักการทั้ง 10 ประการข้างต้นนี้ไปประยุกต์ใช้ แม้ว่าในสภาพเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันนั้น จะมีปัญหาต่างๆมากมาย แต่เชื่อเลยว่า แนวทางทั้ง 10 ประการนี้แหละครับ จะเป็นตัวพยุงธุรกิจบ้านเช่าของคุณให้เติบโต 100% ต่อไปได้อย่างแน่นอน

  • วิธีตรวจสอบที่ดินง่ายๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ

    วิธีตรวจสอบที่ดินง่ายๆก่อนตัดสินใจซื้อ

    การหาซื้อที่ดินเป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งที่หลายๆคนล้วนแต่ต้องเคยผ่านมาทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของบ้านหรือที่ดินเปล่าๆ ก็จัดว่าเป็นการซื้อที่ดินทั้งนั้นแต่จะอยู่ในรูปของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือไม่เท่านั้น แต่ไม่ว่าลักษณะที่ดินจะเป็นอย่างไร การเลือกซื้อที่ดินก็ยังต้องอาศัยความรู้และข้อมูลต่างๆเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจทั้งสิ้นแน่นอนว่าการต่อรองราคาก็เป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่ควรเตรียมตัวไปเพื่อทำการซื้อขายที่ดินและสิ่งที่ควรรู้ในการซื้อขายที่ดินมีอะไรบ้าง มาดูกัน

    1. ควรตัดสินใจที่ดินหลังจากได้ลงไปในพื้นที่จริงๆแล้ว เพื่อให้ได้ดูสภาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคต่างๆก่อน
    2. ควรตรวจสอบความถูกต้องของโฉนดที่ดินก่อน ว่าเป็นเอกสารโฉนดที่ดินอะไร ประเภทไหนและตรงกับโฉนดที่ดินของกรมที่ดินหรือไม่ อาจจะตรวจสอบด้วยตนเองได้จากเว็บไซต์ออนไลน์ได้ที่ http://landprice.treasury.go.th สิ่งที่ควรตรวจสอบในโฉนดที่ดินมีดังนี้ขนาด ตำแหน่งที่ตั้งของที่ตั้ง ชื่อเจ้าของที่ดินคนปัจจุบันว่าตรงกับชื่อกับชื่อผู้ที่เสนอขายที่ดินหรือไม่โดยค้นได้จากทั้งเลขที่โฉนดและเลขที่ที่ดินได้เลย
    3. สอบถามประวัติที่ดินว่าเคยทำอะไรมาก่อนหรือไม่ อาจจะรวมไปถึงเหตุผลของการขายที่ดินแห่งนั้นด้วยเพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการซื้อ รวมไปถึงแนวทางในการพัฒนาที่ดิน แน่นอนว่าสำหรับพื้นที่ของประเทศไทยคงขาดเรื่องน้ำท่วมไปไม่ได้ ดังนั้นอย่าลืมตรวจสอบประวัติเรื่องน้ำท่วม
    4. ควรตรวจสอบเส้นทางคมนาคมการเดินทางเข้าถึงที่ดิน ตรวจสอบว่ามีเส้นทางเข้าออกจากที่ดินหรือไม่และเส้นทางนั้นเป็นที่ดินของใคร
    5. การทำสัญญา ควรทำการศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆในสัญญาให้ถูกต้องและควรทำสัญญาต่อหน้าทนายด้วย

  • อสังหาริมทรัพย์คืออะไร อธิบายให้อ่านแบบกระชับ เข้าใจง่ายๆ

    ท่านผู้อ่านอยากทราบมั้ยครับ ว่าจริงๆ แล้วคำว่า อสังหาริมทรัพย์ ที่เราเรียกกันติดปาก จริงๆ แล้ว ความหมายเต็มๆ ของมันคืออะไรกันแน่ วันนี้ผมจะมาอธิบายให้กระจ่างกันไปเลยครับว่าอสังหาริมทรัพย์คืออะไร

    อสังหาริมทรัพย์คืออะไร

    อสังหาริมทรัพย์ คือ ตัวที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินมีลักษณะเป็นถาวร เช่น บ้าน อาคาร สำนักงาน โรงงาน รวมไปถึงสิ่งที่อยู่ติดกับที่ดินซึ่งเคลื่อนที่ไม่ได้ เช่น ต้นไม้ยืนต้น รวมไปถึงทรัพยากรตามธรรมชาติที่อยู่ในอาณาบริเวณที่ดินนั้น ก็จัดได้ว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ด้วย เช่น หิน แร่ กรวด ทราย บึง แม่น้ำ และหมายความรวมไปถึงสิทธิ์ที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น สิทธิ์ในครอบครองที่ดิน และสิทธ์ในการอยู่อาศัย ซึ่งก็ถูกจัดเอาไว้ในหมวดหมู่นี้ด้วย

    ถ้าจะให้อธิบายสั้นๆ แต่เป็นวิชาการ ก็จะเป็นดังนี้ครับ

    อสังหาริมทรัพย์ หมายถึง ที่ดิน และทรัพย์อันติดกับที่ดิน หรือที่ประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน รวมไปถึงสิทธิ์ทั้งหลาย อันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินด้วย

    จากนิยามดังกล่าวนี้ ผมจะอธิบายความหมายย่อยๆ ออกได้ดังนี้

    ที่ดิน คือ พื้นดินทั่วๆ ไป รวมไปถึงภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง ลำน้ำ เกาะ ทะเลสาบ และที่ชายทะเลด้วย

    ทรัพย์อันติดกับที่ดิน ได้แก่ อาคาร โรงเรือน หรือสิ่งก่อสร้างบนที่ดิน ไม้ยืนต้น เช่น

    บ้าน คือ สิ่งก่อสร้างที่สร้างอยู่หลังเดียว พร้อมทั้งโรงครัว โรงรถ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของบุคคลในครัวเรือนเดียวกัน หรือสิ่งก่อสร้างที่สร้างอยู่หลายหลังภายในบริเวณรั้วเดียวกัน และเป็นที่อยู่อาศัยของบุคคลภายในครัวเรือนเดียวกัน
    ทาวน์เฮาส์ คือ ตึกที่สร้างติดต่อกันตั้งแต่ 2 คูหาขึ้นไป โดยมีผนังร่วมกันด้านหนึ่ง หรือสองด้านขึ้นไป อาจเป็นชั้นเดียว หรือหลายชั้นก็ได้ ตัวตึกอยู่ลึกเข้ามาจากริมถนน และมีบริเวณใช้สอยที่ว่างหน้าทาวน์เฮาส์ อาจจะใช้เป็นที่จอดรถ หรือทำประโยชน์อย่างอื่นได้
    คอนโดมีเนียม คือ กลุ่มห้องอันเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของครัวเรือน โดยกลุ่มห้องนี้จะต้องมีห้องนอน ห้องครัว และห้องน้ำ ตลอดจนทางเข้าทางออกของห้องเป็นของตนเอง ซึ่งสามารถแยกการถือกรรมสิทธิ์ออกเป็นส่วนๆ โดยแต่ละส่วนประกอบด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคล และกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง
    โรงงาน คือ สิ่งก่อสร้างที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับประกอบกิจการอุตสาหกรรมโดยใช้ ฃเครื่องจักร ซึ่งเทียบได้เกิน 5 แรงม้าเป็นปัจจัย และมีโกดัง คือ สิ่งก่อสร้างที่ใช้เพื่อเก็บสินค้า
    อาคารพาณิชย์ คือ อาคารที่ใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งจะห่างจากทางสาธารณะ หรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะไม่เกิน 20 เมตร
    หอพัก คือ ห้องชุด ตามปกติประกอบด้วยห้องนอน ห้องครัว ห้องน้ำพร้อมอยู่ในชั้นเดียวกัน และรวมอยู่ในตึกหลังใหญ่สำหรับอยู่อาศัยหรือให้เช่า

    3. ทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน ได้แก่ แม่น้ำ คลอง ดิน กรวด ทราย แร่ธาตุ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือที่มนุษย์นำมารวมไว้กับที่ดิน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นดินตามธรรมชาติ

    4. สิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ได้แก่ กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่มีโฉนด สิทธิ์ครอบครองในที่ดินที่ไม่มีโฉนด ภาระจำยอม สิทธิ์อาศัย สิทธิ์เหนือพื้นดิน

    สรุปความหมายของอสังหาริมทรัพย์ง่ายๆ แบบชาวบ้านเข้าใจว่า อสังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้นั่นเองครับ ถ้าเป็น สังหาริมทรัพย์ ก็จะเป็นทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ครับ

    เอาหล่ะครับ สำหรับความหมายของอสังหาริมทรัพย์ ผมก็ได้อธิบายไปจบแล้วนะครับ ต่อไปก็จะมาในเรื่องความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นะครับ

    ลักษณะของอสังหาริมทรัพย์คืออะไร

    ลักษณะของอสังหาริมทรัพย์คือ คือจะเป็นทรัพย์สินที่มีอายุยืนยาวมาก โดยในทางเศรษฐกิจทั่วไปจะกำหนดอายุอสังหาริมทรัพย์เอาไว้ที่ประมาณ 50 ปี แต่ในความเป็นจริง ตัวอาคาร บ้านเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ นั้น นั้นมีอายุจริงๆ อยู่ที่ประมาณ 100 ปีเลยทีเดียว ดังนั้น ผู้ที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ อยู่ หากนำไปใช้ในการสร้างเม็ดเงินเข้ากระเป๋า ก็จะยิ่งคุ้มค่ามากขึ้นไปอีกในระยะยาว

    มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์

    มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์นั้น จะมีองค์ประกอบหลักๆ เลย คือ ทำเลที่ตั้ง และสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นๆ ซึ่งถ้าหากเศรษฐกิจซบเซา ราคาของอสังหาริมทรัพย์ก็จะลดลงไปด้วย ซึ่งช่วงนี้ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาซื้อของนักเก็งกำไรที่มีเงินก้อนอยู่ในกระเป๋า ซื้อไว้เพื่อนำไปขายต่อในภายหลังเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาครับ

    ข้อดีของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

    ข้อดีของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ คือ ราคาอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยปกติจมีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่มีลดลง ถ้ามีเงินนิ่งๆ จำนวนมาก ผมแนะนำเลยให้ถือครองเอาไว้ในระยะยาว เพราะในระยะสั้นราคาอาจจะปรับขึ้นลงเล็กน้อยได้ตามสภาพเศรษฐกิจ และถึงทำเลที่ตั้งในขณะนั้นด้วย การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีเงินทุนหนาพอสมควร

    ข้อเสียของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

    ข้อเสียของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ คือ อสังหาริมทรัพย์นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเงินค่อนข้างช้า ใช้ระยะเวลานาน ส่งผลให้การถือครองมีความเสี่ยงมากกว่าการถือครองเงินสดนิ่งๆ แต่นักลงทุนสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วย การนำอสังหาริมทรัพย์ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์เพื่อให้มีเงินเข้ามา เช่น การปล่อยให้เช่า หรือการประกอบธุรกิจส่วนตัวบนอสังหาริมทรัพย์ที่เราเป็นเจ้าของ เป็นต้น

    สรุป

    สำหรับบทความนี้ ผมก็หวังว่าทุกๆ ท่านที่มีความสงสัยเรื่อง อสังหาริมทรัพย์คืออะไร จะได้รับความกระจ่างแล้วนะครับ ว่าอสังหาริมทรัพย์คืออะไร ขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้นะครับ สวัสดี

  • ขั้นตอนในการซื้อขายที่ดิน

    วิธีขายที่ดิน

    ซึ่งการขายที่ดินนั้น มีขั้นตอนในการเตรียมและดำเนินการ ดังนี้

    ขั้นตอนที่ 1 สำรวจที่ดินตนเอง ว่ามีความน่าซื้อมากแค่ไหน เพราะในยุคนี้ตนต้องการจะซื้อที่ดินแบบที่พร้อมใช้งานมากกว่าที่ดินที่จะต้องไปทำการปรับปรุงเอง อย่างน้อยที่ดินก็อาจจะทำการถมที่ไว้ก่อนก็ได้ ซึ่งจะช่วยให้ที่ดินมีความน่าดึงดูดมากกว่า และราคาของการถมที่ก็ต้องรวมเข้าไปในราคาที่ดินด้วยเช่นกัน
    ขั้นตอนที่ 2 คือขั้นตอนการประเมินราคาที่ดิน การกำหนดราคาที่ดินที่เหมาะสมเราสามารถกำหนดได้อย่างน้อยคือ ตามราคาขั้นต่ำของที่ดินที่ได้รับการประเมินจากทางราชการด้วยซึ่งรวมกับค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ดินที่ผู้ขายต้องเสีย ณ ณ สำนักงานที่ดิน ประกอบไปด้วย ค่าธรรมเนียมตามราคาประเมินที่ดิน ค่าภาษีการโอน ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าอากรแสตมป์และค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
    ขั้นตอนที่ 3 ช่วยหาแหล่งเงินกู้ให้ลูกค้า เพราะการซื้ออสังหาริมทรัพย์ พวกนี้สามารถกู้หรือนำเข้าจำนองกับทางธนาคารหรือสถาบันทางการเงินได้ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายที่ดิน และเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ขายอีกด้วย อย่างไรก็ตามวงเงินที่ทางธนาคารหรือสถาบันทางการเงินปล่อยให้กู้ยืมนั้นมักจะไม่ใช้เต็มวงเงินตลอด มีบางส่วนที่ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินเอง เช่น เงินดาวน์ หรือเงินส่วนต่าง เป็นต้น
    ขั้นตอนที่ 4 ทำการโฆษณาและประชาสัมพันธ์การขายที่ดิน รวมถึงการเปิดให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาดูที่ดินที่ทำการขาย โยในการโฆษณาจำเป็นต้องมีข้อความหลักๆ 3 ส่วนเป็นอย่างน้อย คือ ที่ตั้งของที่ดิน ราคา และช่องทางการติดต่อผู้ขายนั่นเอง
    ขั้นตอนที่ 5 หาที่ปรึกษาทางกฎหมาย เพื่อจัดการเอกสารต่างๆที่ต้องใช้ในการซื้อขายที่ดิน และยังช่วยให้การซื้อขายที่ดินมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงจากการโดนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาอีกด้วยตามข้อกำหนดของสัญญา ดังนั้นควรมีนักกฎหมายอยู่ในขณะที่ทำสัญญาซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ด้วย ทั้งนี้เรื่องของเอกสารที่ใช้ในการซื้อขายที่ดินแนะนำว่าต้องเตรียมไว้ให้พร้อมตลอดเวลา เพื่อลดช่องว่างของเวลาที่ต้องรอในการเตรียมเอกสารที่อาจนานเป็นสัปดาห์ลงนั่นเอง

    ขายที่ดินอย่างไร

    การจะขายที่ดินให้ได้กำไรนั้น ผู้ที่ถือครองที่ดินจะต้องรอเวลาที่ราคาที่ดินขึ้นสูง อย่างน้อยๆต้องรอจนกว่าราคาของอสังหาริมทรัพย์โดยรวมหรือในย่านที่ที่ดินของตนเองอยู่นั้นมีราคาสูงขึ้นกว่าตอนที่เราซื้อที่ดินมานั่นเอง
    โดยปกติแล้วราคาขายของที่ดินนั้นจะขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย เช่น ทำเลที่ตั้งของที่ดิน ราคาที่ดินแปลงใกล้เคียงที่มีการตั้งราคาไว้หรือราคาของที่ดินใกล้เคียง ร่วมกับราคาที่ดินที่ได้รับการประเมินจากทางราชการด้วย ซึ่งจะทำให้สามารถตั้งราคาที่ดินที่จะทำการขายได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้การตั้งราคาขายที่ดินนั้นอาจจะรวมกับค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ดินหรือไม่ก็ได้ แต่ควรระบุให้ชัดเจนว่าราคาขายนั้นรวมหรือยังไม่รวมค่าธรรมเนียมเหล่านั้นหรือยังในประกาศขายที่ดิน
    การซื้อขายที่ดินนั้น ผู้ขายควรจัดเตรียมเอกสารสำหรับการซื้อขายที่ดินให้เรียบร้อย เช่น โฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามกฎหมาย ซึ่งบางเอกสารก็ต้องทำการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินที่ที่ดินแปลงนั้นตั้งอยู่ด้วย ซึ่งเราอาจจะเลือกทำสัญญาซื้อขายทั้งหมดที่เดียวกันหรือคนละที่ตามความสะดวกเลยก็ได้ และในส่วนของค่าธรรมเนียมที่ต้องมีการเสีย ณ สำนักงานที่ดิน ประกอบไปด้วย
    1.ค่าธรรมเนียมตามราคาประเมินที่ดินที่ทางราชการ ร้อยละ 2 บาท
    2.ค่าภาษีการโอนเสียตามราคาประเมินที่ดินที่ทางราชการประเมิน คิดเป็นภาษีอัตราก้าวหน้า สามารถอ้างอิงได้จากสำนักงานที่ดินที่ที่ดินแปลงนั้นตั้งอยู่
    3.ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีถือครองที่ดินไม่เกินห้าปีนับแต่วันจดทะเบียน หรือกรณีที่ได้ที่ดินมาพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย มีผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินในทะเบียนบ้านไม่เกินหนึ่งปี ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3 โดยเสียตามราคาประเมินของทางราชการ หรือราคาซื้อขาย แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่าก็ให้เสียตามราคาที่สูงกว่า เช่น ดังนี้ ถือครองที่ดิน 1 ปี หักค่าใช้จ่ายได้ 92% 2 ปี หักได้ 84% 3 ปี หักได้ 77% 4 ปี หักได้ 71% 5 ปี หักได้ 65% 6 ปี หักได้ 60% 7 ปี หักได้ 55% 8 ปีขึ้นไป หักได้ 50% เป็นต้น
    4.ค่าอากรแสตมป์ร้อยละ 0.50 ตามราคาประเมินของทางราชการ หรือราคาซื้อขายแล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า ก็ให้เสียตามราคาที่สูงกว่า
    5.ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งจะคิดตามจำนวนปีที่ถือครองที่ดิน และสามารถอ้างอิงได้จากสำนักงานที่ดินที่ที่ดินแปลงนั้นตั้งอยู่

    ขายเองหรือผ่านนายหน้า แบบไหนดี

    หากคุณเป็นหนึ่งคนที่มีที่ดินอยู่ในมือ และต้องการสร้างเงินและกำไรจากที่ดินที่ตนเองถือครองอยู่นั้น อาจจะเกิดอาการสงสัยสักครั้งหนึ่งว่าการขายที่ดินแบบที่ประกาศขายด้วยตนเองและการประกาศขายผ่านนายหน้านั้นแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน และกำไรที่ได้นั้นจะเป็นอย่างไร งั้นลองมาดูกันว่าข้อดี-ข้อเสียของการประกาศขายที่ดินด้วยตนเองหรือผ่านทางนายหน้านั้นมีอะไรบ้าง
    ข้อดีของการประกาศขายที่ดินด้วยตนเอง คือ
    1. เลือกราคาขายได้ตามต้องการ อย่างน้อยก็เท่าๆราคาที่ดินในบริเวณใกล้เคียง
    2. สามารถเลือกผู้ซื้อได้ด้วยตนเอง การได้เลือกผู้ซื้อที่มีแนวโน้มไว้วางใจ ย่อมดีกว่าการขายให้ใครก็ไม่รู้อย่างแน่นอน
    3. ไม่ต้องเสียค่านายหน้า ซึ่งมักจะคิดค่าดำเนินการต่างๆไว้จากราคาที่ดินหรืออาจจะหักออกไปจากเงินที่ได้จากการขายที่ดินก็ได้
    4. สามารถเลือกเวลา สถานที่ หรือรายละเอียดข้อตกลงต่างๆในการขายที่ดินตามใจตนเอง
    ส่วนข้อเสียของการประกาศขายที่ดินด้วยตนเอง คือ
    1. เสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์เพื่อทำการขายที่ดิน ยิ่งทำมากและนานก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นด้วย
    2. ขาดประสบการณ์ ทักษะในการเจรจาเพื่อโน้มนาวใจหรือต่อรอง ซึ่งอาจจะทำให้ที่ดินขายได้ช้าลงนั่นเอง
    3. การตั้งราคาขายที่ดินอาจจะไม่เหมาะสม เพราะการตั้งราคามีหลายปัจจัยด้วยกัน
    4. อาจเกิดปัญหาในขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ต่างๆ เพราะจะต้องมีความรู้ในกฎหมายและข้อบังคับพอสมควร
    5. เสียเวลา เพราะผู้ขายต้องแนะนำที่ดินด้วยตนเอง ยิ่งมีคนติดต่อมาเยอะก็เสียเวลาเยอะขึ้นด้วย
    ข้อดีของการประกาศขายที่ดินผ่านนายหน้า คือ
    1. มั่นใจว่าจะขายได้ เพราะนายหน้าจะมีประสบการณ์ ทักษะในการเจรจาเพื่อโน้มนาวใจหรือต่อรองทำให้ที่ดินขายได้เร็ว
    2. จ่ายแค่ครั้งเดียว เพราะการทำสัญญากับนายหน้า สัญญาจะรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้หมด
    3. สะดวกและประหยัดเวลา เพราะไม่ต้องลงมาขายด้วยตนเอง และยังหมดปัญหายิบย่อยทางด้านกฎหมายและระเบียบต่างๆอีกด้วย
    4. เป็นที่ปรึกษาในเรื่องต่างๆได้ เช่น เรื่องบ้าน การตกแต่งบ้าน การดูแลรักษาบ้าน การทำธุรกรรมเกี่ยวกับเรื่องบ้าน เป็นต้น
    ส่วนข้อเสียของการประกาศขายที่ดินผ่านนายหน้า คือ
    1. เสียค่านายหน้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 3% ของราคาขาย
    2. ปัญหาการโกงจากนายหน้าที่ไม่ดี ซึ่งเป็นปัญหาทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ดังนั้นศึกษาบริษัทที่จะใช้บริการให้ดี รวมถึงขั้นตอนการซื้อขายบ้าน เพื่อให้รู้ทันนายหน้านั่นเอง
    3. อาจถูกนายหน้ากดราคาให้ลงเพื่อเจรจาต่อรองกับผู้ซื้อ เพื่อขายบ้านและที่ดินได้เร็วๆ
    4. อาจโดนเอาเปรียบจากช่องว่างของสัญญา

  • วิธีการทำธุรกิจห้องเช่าให้ประสบความสำเร็จ

    บริหารธุรกิจห้องเช่าอย่างไรให้อยู่รอด

    ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นหนึ่งในประเภทธุรกิจห้องเช่า กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน ซึ่งไม่เพียงแต่ธุรกิจห้องเช่าเท่านั้น หากแต่ยังมี คอนโด หอพัก อพาร์ทเม้นท์ บ้านมือสอง ฯลฯ ที่ผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่ามีห้องแค่เพียงห้องเดียว ก็สามารถทำเงินได้แบบไม่ต้องลงทุนอะไร ประมาณว่าเป็นเสือนอนกิน พอถึงสิ้นเดือนก็รอรับทรัพย์อย่างเดียว ยิ่งใครที่มีธุรกิจห้องเช่า หลายห้อง มีบ้านให้เช่าหลายหลัง ประกอบกับทำดี ผู้เช่าพอใจ ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น และมีการเช่าในระยะยาว ทำให้หลายๆคน เล็งเห็นกำไรที่จะเกิดในอนาคต จนเป็นเหตุให้ใครอีกหลายๆ คนมักจะซื้อห้องเปล่าไว้สำหรับปล่อยเช่า การทำธุรกิจห้องเช่าจะต้องมีการศึกษาทั้งข้อดี ข้อเสีย ก่อนที่จะเริ่มลงทุน รวมถึงการบริหารจัดการ เพื่อที่จะได้เป็นการลงทุนที่มีผลกำไรแบบระยะยาว

    การเริ่มต้นคิดก่อนทำธุรกิจห้องเช่า

    หากใครที่จะทำธุรกิจห้องเช่า อาจจะกำลังคิดไว้ว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไรดี และจะต้องใช้เงินทุนเท่าไหร่ ต้องบริหารจัดการอย่างไร หากทำไปแล้วจะคุ้มไหม และต้องเสียภาษีเท่าไร เรียกว่าเป็นคำถามสารพัดที่วนเวียนในหัว ดังนั้นการทำธุรกิจห้องเช่า จะต้องทำการศึกษาข้อมูลให้เข้าใจเสียก่อน หากคุณมีเพียงแค่ห้องเดียว ก็อาจจะไม่ยุ่งยากอะไร เพราะเพียงแค่ทำสัญญาเช่า ก็จบ ส่วนใครที่คิดจะทำเป็นธุรกิจห้องเช่าแบบเป็นกิจจะลักษณะ ที่อาจเริ่มตั้งแต่การสร้างตึก การวางแปลน จัดห้อง แบ่งชั้น รวมถึงการจัดสวนหรือทำบริเวณโดยรอบให้น่าอยู่และปลอดภัย

    ธุรกิจห้องเช่ากับบริการเสริม

    ธุรกิจห้องเช่ามีการให้บริการเพิ่มขึ้นมาก คนที่มีธุรกิจห้องเช่า แล้วมาทำเซอร์วิสเสริมขึ้นไป ซึ่งกลายเป็นว่าการบริการเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าของธุรกิจห้องเช่าประสบผลสำเร็จ เพราะปัจจุบันมีธุรกิจห้องเช่า มากมายที่มีการแข่งขันกันหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องการทำเล เรื่องราคา รวมถึงการบริการของธุรกิจห้องเช่า เพราะหากบริการหรือในส่วนกลางไม่ดี ก็อาจทำให้ผู้เช่าตัดสินใจย้ายออกได้ และอาจมีการแชร์ต่อๆ กันไป ถึงข้อเสียหลายๆ อย่าง ที่อาจทำให้เสียชื่อเสียง

    ความแตกต่างของการทำธุรกิจห้องเช่า

    เพราะในปัจจุบัน มีการเปิดธุรกิจห้องเช่ากันมาก ทำให้ผู้ที่กำลังจะเปิดธุรกิจประเภทนี้ต้องหาข้อแตกต่างในการทำธุรกิจห้องเช่า ด้วยการเพิ่มเซอร์วิสห้องเช่าที่แตกต่างจากที่อื่นๆ เพื่อให้ลูกค้าเกิดการประทับใจ โดยในการเริ่มต้นการลงทุน ผู้ประกอบ การ จะต้องกำหนดกลุ่มหรือเป้าหมายลูกค้า โดยคำนึงว่า จะหาลูกค้าจากไหน และลูกค้าคือใคร ที่สำคัญจะต้องมาดูว่าการทำเลที่ตั้งของคุณเหมาะสมหรือไม่ นอกเหนือจากนี้คุณยังต้องมองไปให้ไกลอีกว่า จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปหรือไม่ เพื่อที่จะได้กำหนดทิศทางการลงทุนและต้องเป็นลูกค้าที่คุณสามารถมองเห็นอยู่แล้ว ว่ามีอยู่จริงจะได้ทำให้มันใจในการที่จะก่อสร้างเพื่อทำเป็นธุรกิจห้องเช่าขึ้นมา

    สำรวจตลาดก่อนเปิดธุรกิจห้องเช่า

    นอกเหนือจากการมองกลุ่มเป้าหมายแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องมองว่าในย่านที่คุณจะก่อสร้างเพื่อทำธุรกิจห้องเช่านั้น ซึ่งคุณอาจจะได้เนื้อที่ในการทำเล ใกล้กับแหล่งชุมชนก็จริง แต่ก็อาจจะมีธุรกิจห้องเช่า ที่ทำอยู่ก่อนหน้านั้น ซึ่งก็เปรียบเสมือนมีคู่แข่ง และทำให้คุณต้องมาคิดว่าจะสร้างความแตกต่างในการทำธุรกิจห้องเช่าให้เกิดขึ้นอย่างไรและจะทำให้โครงการประสบความสำเร็จได้หรือไม่ รวมถึงการเดินทางโดยสะดวกสบาย การรักษาความปลอดภัยที่ดี ซึ่งนอกเหนือจากนี้ยังอาจเพิ่มเซอร์วิสห้องพักให้กับลูกค้าเพื่อให้เกิดความประทับใจ อย่างกรณีธุรกิจห้องเช่าอยู่ท้ายซอย อาจจะชดเชยด้วยการบริการรถรับส่ง ในช่วงกลางคืนเพื่อให้ผู้เช่ามีความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นจุดที่สามารถแก้ไขความไม่สะดวกสบายได้

    การจดทะเบียนการทำธุรกิจห้องเช่า

    การจดทะเบียนสำหรับการทำธุรกิจห้องเช่า จะต้องมีหลักฐานที่บ่งบอกถึงความเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นผู้เช่าหรืออาจจะครอบครองโดยกรรมสิทธิ์ ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือ อาจจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน รวมถึงตัวอาคาร ก็สามารถทำการจดทะเบียนธุรกิจห้องเช่าได้ แต่หากไปทำธุรกิจห้องเช่าในที่ดินสาธารณะ และจะมาจดทะเบียนห้องเช่าถ้าเป็นการเช่า อาจจะไม่สามารถทำได้ แต่ในความเป็นจริง กฎหมายธุรกิจห้องเช่าเป็นกฎหมายของสังคม สาธารณ และบริการตามกฎหมายการปกครอง หากเจ้าหน้าที่ไม่จดทะเบียนให้ ก็สามารถฟ้องได้

    ต้นทุนในการดำเนินการธุรกิจห้องเช่า

    การทำธุรกิจห้องเช่าซึ่งหากมีการก่อสร้างอยู่ในย่านใจกลางเมือง ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ หรือมีรสนิยมสูง ซึ่งเข้าของธุรกิจห้องเช่า จะได้อัตราค่าเช่าที่สูง เดือนหนึ่งเป็นหลักแสน และลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกที่ค่อนข้างดี ประมาณว่าที่พักหรูเหมือนโรงแรม 5 ดาว แต่ราคาถูกกว่า ซึ่งค่าออกแบบในการทำธุรกิจห้องเช่าระดับหรูๆจะต้องคำนึงถึง ค่าก่อสร้างตัวอาคาร การตกแต่งภายในรวมเฟอร์นิเจอร์ สำหรับคนทำงานอาจมีการตกแต่งไม่หรูมาก สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ไม่สูงมาจะไม่เน้นการดีไซด์ที่หรูแต่ทำให้ดูดี และมีการใช้วัสดุที่ทนทาน

    สรุป

    การที่จะดำเนินธุรกิจห้องเช่าให้ประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องมองเรื่องการตลาด การขาย การหาลูกค้าใหม่ๆ พร้อมกับการพัฒนาการบริการให้ลูกค้าเก่าเกิดความประทับใจซึ่งจะต้องอาศัยสิ่ง และหมั่นดูแลสถานที่ให้มีอยู่ในสภาพที่ดี สะอาดและทันสมัยอยู่เสมอ รวมถึงระบบเข้า ออกและรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันเหตุร้าย การลงทุนธุรกิจห้องเช่าจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

error: Content is protected !!