Category: เกษตร

  • วิธีปลูกส้มแก้ว พร้อมคำแนะนำในการขายส้มแก้ว

    ส้มแก้วเป็นผลไม้ที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรชาวสมุทรสงคราม โดยเฉพาะอัมพวา และอำเภอบางคนที แต่เดิมส้มแก้วมีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซีย แล้วจึงแพร่หลายไปสู่ประเทศต่างๆ ประเทศไทยพบมากในจังหวัดสมุทรสงคราม ส้มแก้วเป็นส้มที่ใหญ่อันดับสองรองลงมาจากส้มโอ
    ลักษณะโดยทั่วไป

    ผลส้มแก้วมีลักษณะกลมแป้นบริเวณเปลือกเรียบมีต่อมไขมันทั่วบริเวณเปลือกแกะง่าย เป็นไม้ยืนต้น ใบเรียบ นิยมนำมารับประทานแบบคั้นน้ำ เนื่องจากสีของส้มแก้วเป็นสีเหลืองทองทำให้ชาวไทยเชื้อสายจีน เชื่อกันว่าเป็นผลไม้มงคล จึงมักเห็นพวกเข้าเหล่านั้นนำขึ้นหิ้ง หรือเป็นของเซ่นไหว้ในเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะตรุษจีน หรือสารทจีน เป็นต้น

    สภาพพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกส้มแก้ว

    เป็นดินเหนียวปนดินร่วน จะทำให้ต้นส้มแก้วสามารถเจริญเติบโตได้ดี สมุทรสงคราม จึงเป็นแหล่งปลูกส้มแก้วมากที่สุด เนื่องจากกระแสน้ำได้พัดพาตะกอนของน้ำเหนือมาทับถมในพื้นที่ ประกอบกับแหล่งน้ำที่จืดสนิท ทำให้เกิดเป็นอินทรียวัตถุที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้อำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที เป็นต้นกำเนินต้นส้มแก้วแห่งแรก และแห่งเดียวที่มีอยู่ในประเทศไทยจนปัจจุบัน

    ด้วยเหตุนี้ทำให้ส้มแก้วที่ได้จากที่นี่มีผลโต คุณภาพดี และมีน้ำหนักที่ดีกว่าการนำต้นส้มแก้วไปปลูกยังจังหวัดอื่นๆ สภาพโดยทั่วไปเกษตรกรนิยมปลูกร่วมกับไม้ผลชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นลิ้นจี่ หรือส้มโอ

    วิธีการปลูกส้มแก้ว

    เนื่องจากส้มแก้วเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีพุ่มที่เล็กจนถึงปานกลาง ไม่ค่อยชอบแสงแดดเท่าไหร่นัก เกษตรกรจึงนิยมปลูกผสมร่วมกับไม้ผลชนิดอื่น เพื่ออาศัยร่มเงาจากไม้ผลชนิดอื่นในการเจริญเติบโต มีลูกดก หากได้รับการดูแลสามารถสร้างผลผลิตให้เกษตรได้ดีไม่แพ้ไม้ผลอื่นๆ ในสวน

    1.ก่อนการปลูกจะมีการจัดเตรียมหน้าดิน โดยการขุดหลุม ลึกประมาณ 1 ศอก ตากแดดให้ดินแห้ง ที่สำคัญเป็นการฆ่าเพลี้ย และโรคต่างๆ ที่มากับดินด้วยแสงแดดได้ในระดับหนึ่ง
    2.จากนั้นให้น้ำกิ่งพันธุ์ส้มแก้วลงปลูก ในหลุมที่เตรียมไว้ ( กิ่งพันธุ์นี้ได้มาจากการตอนกิ่ง ปักชำ หรือการต่อกิ่ง แต่เกษตรกรนิยมใช้กิ่งที่ได้จากการตอนมากกว่า เพราะมันจะไม่กลายพันธุ์ เติบโตง่าย ที่สำคัญให้ผลผลิตได้อย่างรวดเร็ว)
    3.คอยดูแล ให้น้ำและใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ทุกเดือน เดือนละครั้ง ครั้งละ 1กิโลกรัม
    4.เมื่ออายุต้นส้มแก้วเข้าสู่ช่วงให้ผลผลิตจะออกดอก รออีกประมาณ 4 เดือน เกษตรกรจะนำใบตองแห้งมาหุ้มผลส้มแก้วเพื่อป้องกันแมลงมากัดกิน ทิ้งไว้ 1 ปี ผลส้มแก้วก็จะสุกเต็มที่พร้อมต่อการเก็บเกี่ยว

    การดูแลรักษาส้มแก้ว

    1.ส้มแก้วเป็นไม้ผลที่ต้องการแสงแดดเพียงแค่ 50% เท่านั้นดังนั้นในการเลือกพื้นที่ปลูกจะมีลักษณะคล้ายกับปลูกส้มเช้ง คือปลูกผสมผสานกับไม่ผลอื่นๆ บนพื้นที่ดินร่วน มีอินทรีย์วัตถุมากๆ ที่สำคัญพื้นที่เหล่านั้นจะต้องระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำที่ท่วมขังค้างนาน ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลต่อระบบรากและต้นส้มแก้วตายในที่สุด
    2.ส้มแก้วมีระบบรากที่ตื้น หากินบนพื้นผิวดิน ดังนั้นเกษตรกรไม่ควรที่จะทำการตกแต่งรากแต่อย่างไร ทำได้เพียงแค่พูนดินเพื่อหล่อรากให้ขึ้นมาข้างบน วิธีการนี้จะช่วยให้ต้นส้มแก้วแตกรากใหม่ได้ดี
    3.เมื่อปลูกได้ประมาณ 2-3 ปีจะเริ่มติดผล แต่สามารถให้ผลได้อย่างเต็มที่ก็ประมาณ 5-7 ปีหลัง โดยจะออกผลเพียงแค่ปีละ 1 รุ่นเท่านั้น ช่วงเวลาในการออกดอก พ.ย. – ธ.ค ช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยวคือ ต.ค.- พ.ย. ในปีถัดมา
    4.ช่วงที่กำลังให้ผล จะต้องยืดระยะเวลาการแก่ของผลออกไปด้วยการให้แคลเซียม ไนเตรท จี.เกรดทางใบ 2-3 รอบ ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะครับ เพราะมันจะไม่ไปส่งผลต่อคุณภาพของตัวส้มแก้วแต่อย่างไร
    5.หากต้นส้มแก้วต้นไหนที่ได้รับการดูแล และได้รับสารอาหารตลอด 24 ชั่วโมง ติดกันหลายๆ ปี จะส่งผลให้ส้มแก้วมีผลผลิตได้ตลอดปี หรือทุกครั้งที่มีการแตกยอดอ่อน
    6.พื้นที่ปลูกส้มแก้วเป็นสวนยกร่อง จะทำให้ส้มแก้วได้รับไนโตรเจนน้ำตลอดเวลา ผลที่ได้ออกมานั้นคือจะมีรสชาติที่เปรี้ยว วิธีการแก้คือก่อนการเก็บเกี่ยว 15-20 วันให้งดน้ำอย่างเด็ดขาด แล้วทำการบำรุงเร่งหวานทั้งรากและใบ ส่วนพื้นที่ราบแห้งจะสามารถควบคุมน้ำได้ดี จะทำให้รสชาติของส้มแก้วที่หวานและอร่อย

    จะเห็นได้เลยว่าการปลูกส้มแก้วไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดูแลรักษา ป้องกันหนอนและผีเสื้อกลางคืนเป็นเรื่องที่ยาก เกษตรจะต้องดูและอย่างใกล้ชิด เพราะแมลงเหล่านี้จะทำการเจาะผิวส้มแก้วแล้วเข้าไปวางไข่เป็นหนอนฝีดาษ สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก

    ส้มแก้วเป็นผลไม้ที่กำลังเป็นที่ต้องการในตลาดสูง ควรค่าแก่การอนุรักษ์สายพันธุ์ ไม่ต้องออกไปหาตลาดที่ไหน ฤดูการเก็บเกี่ยวก็จะมีเหล่าพ่อค้า แม่ค้าคนกลางเข้ามารับซื้อถึงในสวน แต่ปัจจุบันนี้เกษตรกรที่ปลูกส้มแก้วมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน สวนกระแสความนิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากส้มแก้วเป็นไม้ผลที่ค่อนข้างดูแลยาก ต้นทุนในการผลิตสูง และใช้ระยะเวลาที่ยาวนานกว่าส้มอื่นๆ จึงเป็นสาเหตุหลักในการถอดใจของเกษตรกร

  • วิธีปลูกส้มเขียวหวาน พร้อมคำแนะนำในการขายส้มเขียวหวาน

    ส้มเขียวหวานมีลักษณะกลมมน ผิวเรียบ เนื้อภายในเป็นสีส้มอมทอง ฉ่ำน้ำ ให้คุณค่าทางยาและโภชนาการสูง นิยมรับประทานสดหรือคั้นเป็นน้ำผลไม้ที่ได้ความนิยมอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับผลไม้ที่มากไปด้วยสรรพคุณอย่างส้มเขียวหวานให้ลึกซึ้งกันดีกว่าครับ

    สภาพแวดล้อมในการปลูกส้มเขียวหวาน

    ดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินเหนียวที่มีการปรับปรุงสภาพให้เหมาะสมสามารถเพาะปลูกส้มเขียวหวานให้เจริญเติบโตได้ดี โดยปกติส้มเขียวหวานจะปลูกได้ดีในดินที่ระบายน้ำได้ดีจึงควรมีแหล่งน้ำอย่างเพียงพอแต่ไม่ชอบบริเวณที่มีน้ำขัง ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาโรครากเน่า โคนเน่า ดังนั้นดินควรมีสภาพความเป็นกรด-ด่างประมาณ 5.7-6.9

    การเตรียมพื้นที่ในการปลูก

    • การปลูกส้มเขียวหวานบนพื้นที่ลุ่ม นิยมปลูกแบบยกร่อง โดยแปลงดินหลังร่องมีขนาดกว้างประมาณ 6 เมตร ร่องน้ำกว้างประมาณ 1.50 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร ด้านล่างของร่องน้ำกว้างประมาณ 0.7 เมตร ความยาวไม่จำกัดแนวแปลงว่าอยู่เหนือ-ใต้ เมื่อทำการปรับพื้นที่เสร็จแล้วให้ตากดินไว้จนแห้งประมาณ 1-2 เดือน
    • การปลูกส้มเขียวหวานบนพื้นที่ดอน ไม่จำเป็นต้องปลูกแบบยกร่อง แต่ก่อนการปลูกต้องเตรียมปรับพื้นที่หน้าดินให้เรียบและไถกลบให้ลึกเพื่อให้ได้ดินที่ร่วนซุยสัก 2 ครั้งโดยเว้นระยะปลูกประมาณ 5.5-6 x 5.5-6 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกส้มเขียวหวานได้ประมาณ 45-50 ต้น

    วิธีการปลูกส้มเขียวหวาน

    1. ส้มเขียวหวานควรจะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
    2. ควรขุดหลุมในการปลูกให้มีความกว้าง ยาว ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร
    3. ผสมดินปลูกด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายดีแล้วและปุ๋ยร็อคฟอสเฟส คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วกลบลงในหลุมให้สูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม
    4. ยกถุงต้นกล้าส้มเขียวหวานลงใส่หลุมโดยให้ดินในถุงอยู่สูงกว่าระดับปกติเล็กน้อย
    5. ใช้มีดกรีดจากก้นถุงมาถึงข้างบนถุง โดยอย่าให้ดินแตกออกจากกัน
    6. กลบดินที่เหลือลงหลุมและกดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น
    7. ทำสัญลักษ์ เช่น นำไม้มาปักไว้หรือหาเชือกผูกไว้เพื่อป้องกันลมโชก
    8. ใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมบริเวณโคนต้นไว้
    9. หมั่นรดน้ำให้ชุ่มตลอด พรางแสงแดดโดยการทำร่มเงาให้

    การให้น้ำ

    การให้น้ำเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการดูแลรักษา เพราะฉะนั้นการให้น้ำจึงจำเป็นอย่างมาก เมื่อขาดน้ำก็จะทำให้ต้นไม้เหี่ยวเฉา ไม่เจริญเติบโต และอาจมีโรคและแมลงต่างๆ ช่วงระยะแรกปลูกควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์เมื่อส้มเริ่มปรับสภาพและเจริญเติบโตขึ้นก็สามารถเว้นวันต่อวันได้ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเจริญเติบโตและสภาพทั่วๆไป เมื่อมีการติดผลก็ให้น้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงระยะที่ผลเริ่มแก่ เมื่อผลเริ่มเป็นสีก็ลดปริมาณน้ำลงเพื่อช่วยทำให้ผลส้มแก่เร็วขึ้น สามารถให้น้ำได้หลายทางขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละพื้นที่ เช่น ทางสายยาง สปิงเกอร์ เรือรดน้ำ เป็นต้น

    การค้ำ/ตัดต่อกิ่ง

    เมื่อส้มเขียวหวานเริ่มติดผลควรทำการค้ำกิ่ง เพื่อป้องกันการฉีกขาดหรือหัก ยิ่งเมื่อเกิดลมพายุจะมีความเสี่ยงต่อการฉีกหักมากขึ้น เนื่องมาจากผลที่ติดมีน้ำหนักมากขึ้นต่อแรงเหวี่ยงสูงมาก นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับผลให้สูงขึ้นจากพื้นดินเพื่อลดความเสียหายอันเนื่องมาจากโรคและแมลงได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิธีตัดแต่งกิ่งได้ โดยใช้ กรรไกรตัดแต่งกิ่ง เลื่อย มีด โดยตัดแต่งกิ่งแขนงที่รกทึบด้านล่างและกลางต้น เพื่อให้แสงแดดส่องถึงโคนต้นได้

    โรคและแมลง

    โรคและแมลงเป็นศัตรูต่อการเจริญเติบโตของส้มเขียวหวาน ปริมาณและผลผลิตเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถเข้าทำลายได้ทุกระยะการเจริญโตและเข้าทำลายได้ทุกส่วนของต้นส้มเขียวหวาน โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญได้แก่ โรครากเน่าโคนเน่า เพลี้ยหนอนชอนใบ เป็นต้น ดังนั้นจึงควรมีการกำจัดวัชพืชอยู่สม่ำเสมอไม่ควรปล่อยให้วัชพืชขึ้นรกตามแปลง โดยใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายข้างตัดต้นวัชพืชแทนการใช้สารเคมีเพราะต้นส้มเขียวหวานมีรากที่ตื้นจึงอาจได้รับอันตรายจากสารเคมีได้ง่ายครับ

    การเก็บเกี่ยวผลผลิต

    ผลส้มเขียวหวานสามารถเก็บผลผลิตได้เมื่อต้นส้มเขียวหวานมีอายุได้ประมาณ 8-10 เดือนนับจากเกิดดอก สามารถเก็บเกี่ยวโดยใช้กรรไกรคมๆตัดที่ก้านผล ไม่ควรดึงเพราะจะทำให้ขั้วแยกจากส่วนเนื้อและนำมาสู่การเกิดโรคผลเน่าภายหลังจากที่เก็บเกี่ยวแล้ว

    จะเห็นได้เลยว่าการปลูกส้มเขียวหวานไม่ว่าจะไว้ทาน หรือออกขายไม่ใช่เรื่องยากอีกเลย เพียงปฏิบัติคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ มีหลักการ ที่สำคัญคือจะต้องให้ความสนใจ และดูแลอย่างใกล้ชิด คอยประคบประหงม รู้จักสังเกตถึงความผิดปกติและความเปลี่ยนแปลง เพียงเท่านี้ก็จะได้ชื่นชมผลผลิตทีน่าภาคภูมิใจแล้วครับ

  • วิธีปลูกมะเขือเทศ พร้อมคำแนะนำในการขายมะเขือเทศ

    มะเขือเทศเป็นพืชชนิดที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุเพียงแค่ 1 ปี ลักษณะของลำต้นจะตั้งตรงขึ้น มีขนอ่อนปกคลุม ประกอบไปด้วยใบประกอบที่อกสลับกันไปมา ส่วนในย่อยจะมีขนาดที่ไม่เท่ากัน บางใบมีลักษณะบางกลมและมีขนาดใหญ่ สวนบางใบนั้นมีรูปร่างเล็กรียาว ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นรอยหยักลึก คล้ายกับฟันเลื่อย มีขนอ่อนปกคลุม

    ดอกของมะเขือเทศจะออกเป็นช่อ บ้างก็ออกเป็นดอกเดียวอยู่บริเวณซอกใบ มีสีเหลือง ประกอบไปด้วยกลีบเลี้ยงประมาณ 5-6 กลีบ สำหรับผลของมะเขือเทศนั้นเป็นผลเดี่ยวซึ่งรีรูปร่าง ขนาดและสีที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ 3-10 เซนติเมตร ผลจะประกอบไปด้วยผลกลม แบน และรี ผิวนอกจากมันแวว ผลดิบจะมีสีเขียว หรือเขียวอมเทา ส่วนผลสุกประกอบไปด้วย แดง ส้ม เหลือง เนื้อภายในจะฉ่ำและมีรสชาติที่ค่อนข้างเปรี้ยว ซึ่งปกติแล้วเราจะเห็นมะเขือเทศที่แตกต่างกันออกไป เนื่องจากมะเขือเทศนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น พันธุ์สีดา พันธุ์โรมาเรดเพียร์ เป็นต้น

    ในการปลูกมะเขือเทศ ไม่แนะนำให้มีกาปลูกซ้ำกับพื้นที่เดิม หรือเคยปลูกพืชตระกูลเดียวกัน อาทิเช่น มะเขือ พริก หรือแม้กระทั่งยาสูบมาก่อน เนื่องจากจะทำให้เกิดการสะสมและเป็นเป็นของโรคต่างๆ เช่นโรคโคนเน่า อยู่ในดินอาจทำให้มะเขือเทศเกิดโรคเหล่านั้นและตายได้ในที่สุด

    สภาพดินที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูกมะเขือเทศ

    สำหรับดินที่เหมาะสมแก่การปลูกมะเขือเทศมากที่สุดนั้นควรจะเป็นดินร่วมที่ปะปนกับดินทรายเล็กน้อย และที่สำคัญต้องประกอบไปด้วยอินทรียวัตถุ ที่มีการระบายน้ำได้ค่อนข้างดี ด้านของความเป็นกรดเป็นด่างของดินควรอยู่ในปริมาณ 4.5-6.8 เพราะหากแตกต่างจากนี้มากจนเกินไป อาจทำให้ต้นมะเขือเทศขาดสารอาหาร หรือสะสมสารอาหารในปริมาณที่มากจนเกินไป และอาจก่อให้เป็นพิษต่อต้นพืชได้ สำหรับเกษตรกรที่ต้องการทราบว่าดินเป็นกรด หรือเป็นด่างอยู่ในปริมาณที่เท่าไหร่นั้นสามารถเก็บตัวอย่างดินส่งไปตรวจสอบได้ที่กรมที่ดิน ซึ่งทางกรมที่ดินเองจะให้คำปรึกษาและแนวทางในการแก้ไขต่อไป

    การเตรียมดินสำหรับการปลูกต้นมะเขือเทศ

    การปลูกมะเขือเทศนั้นจะต้องพิถีพิถันเรื่องการเตรียมดินเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นพืชที่ต้องการการระขายน้ำได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญในที่นี้ต้องมีการกำจัดวัชพืชอกไปให้หมด เนื่องจากวัชพืชจะเข้ามาแย่งสารอหาร น้ำและแสงแดง ยิ่งไปกว่านั้นอาจเป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลงมาทำร้านต้นมะเขือเทศได้อีกด้วย สำหรับการเตรียมดินที่ดีตั้งแต่ต้นนั้นจะช่วยให้วัชพืชงอกช้าขึ้น

    การเตรียมดินด้วยการไถพรวนหน้าดินให้มีความลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร โดยการใช้ผาน 4 และผาน 7 ทำการไถย่อยดินให้มีความละเอียดประมาณ 2 ครั้ง ปล่อยให้ดินตากแดดประมาณ 3-4 อาทิตย์ ในช่วงนี้หากสภาพดินเป็นดินเปรี้ยวแก้ด้วยการใช้ปูนขาวปรับสภาพดิน 100-300 กิโลกรัม มาโรยและไถกลบอีกรอบหนึ่ง โดยจะต้องใส่ปูนขาวก่อนที่จะลงต้นกล้า ประมาณ 2-3 อาทิตย์

    การเพาะต้นกล้า สามารถทำได้ 3 วิธี ดังนี้

    1.กระบะเพาะต้นกล้า วิธีการนี้สามารถเพาะต้นกล้ามะเขือเทศออกมาได้ดี และสวยเนื่องจากเพาะในปริมาณที่ไม่มาก และมีการดูแลอย่างทั่วถึง สามารถใช้ดินมาอบ หรือตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อน โดนดินทีนำมานั้นจะต้องเป็นดินในส่วนทีไม่เคยเกิดโรค กระบะที่ใช้การเพาะปลูกจะต้องมีขนาด 45-60 เซนิเมตร ส่วนด้านลึกต้องไม่เกิน 10 เซนติเมตร โดยการใส่ดินที่ร่วนแล้ว 3 ส่วน ตามด้วยปุ๋ยคอกและดินทรายอย่างละ 1 ส่วนคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรับหน้าดินให้เสมอกัน โรยเมล็ดมะเขือเทศเป็นแถวแนวยาว แล้วกลบด้วยทรายบางๆ รดน้ำให้ชุ่ม เมื่อต้นกล้าได้ประมาณ 15 วันจะเป็นใบจริงขึ้นมาประมาณ 2-3 ใบ ให้เกษตรกรย้ายลงเพาะในถุงเพาะชำขนาด 4-6 นิ้ว เมื่อต้นกล้ามีความสูง 30 เซนติเมตรก็สามารถนำลงแปลงปลูกได้เลยครับ
    2.แปลงเพาะ เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการต้นกล้าจำนวนมาก โดยวิธีการเช่นเดียวกับการเพาะชำในกระบะนั่นล่ะครับ เพียงเปลี่ยนจากกระบะมาเป็นแปลงที่ค่อนข้างจะดูแลยาก และไม่ค่อยทั่วถึง ทำให้ได้ต้นมะเขือเทศออกมาไม่สวยเท่ากับการเพาะในกระบะ โดยการเตรียมแปลงกว้าง 1 เมตร ในด้านของความยาวแล้วแต่พื้นที่เพาะชำเลย ระยะห่างระหว่างแปลงจะอยู่ที่ 50 เซนติเมตรผสมกับปุ๋ยคอกและทรายอัตราส่วนเท่ากันเลยครับคือ 3:1 วิธีการเพาะเมล็ดให้ทำการเรียงเมล็ดลงบนแปลงเพาะชะเป็นแถว โดยแต่ละเมล็ดห่างกัน 10 เซนติเมตร เมื่อต้นกล้าประมาณ 25-30 วัน หรือสังเกตเห็นใบจริงประมาณ 2-3 คู่ก็สามารถย้ายลงสู่แปลงปลูกได้เลย
    3.ถาดเพาะกล้า เป็นวิธีการที่สะดวก ซึ่งพัฒนามาจากการเพาะกล้าในกระบะ โดยการเตรียมเมล็ดมะเขือเทศเพาะลงในถาด อายุต้นกล้าประมาณ 20 วันก็สามารถนำลงเพาะปลูกลงแปลงได้แล้ว

    วิธีการปลูกมะเขือเทศ

    1.เกษตรกรจะต้องดำเนินการไถและปรับหน้าดินให้เสมอกัน แล้วยกสูงประมาณ 30 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 100 เซนติเมตร
    2.เพื่อป้องกันวัชพืช และรักษาความชื้นในแปลง ให้คลุมด้วยพลาสติกทึบแสง แล้วเจาะรูเฉพาะที่ต้องการปลูกต้นกล้าลงไป
    3.ในการปลูกมะเขือเทศต้องมีระยะห่างระหว่างแถว 70 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร
    4.จากนั้นให้รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 1 กระป๋องนม และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 20 กรัมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วค่อยย้ายต้นกล้ามาปลูกหลุมละ 2 ต้น กลบดินให้เสมอกันอย่าให้เป็นแอ่งในช่วงหน้าฝน และฤดูร้อนกลบดินให้ต่ำกว่าปากหลุมเล็กน้อย
    5.หลังจากย้ายต้นกล้าลงแปลงแล้วให้รดน้ำเช้า – เย็น จนกว่าที่ต้นกล้าจะสามารถตั้งตัวได้ แล้วค่อยลดเป็นช่วงตอนเย็นวันละครั้งก็เพียงพอแล้ว

  • วิธีปลูกมะเขือยาว พร้อมคำแนะนำในการขายมะเขือยาว

    มะเขือยาวเป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถเติบโตได้ทุกสภาพของดิน แต่ที่สำคัญคือเกษตรกรจะต้องดูและและให้สารอาหารที่เพียงพอ เนื่องจากมะเขือยาวเป็นพืชที่ต้องการสารอาหารมากที่สุด มากกว่ามะเขืออื่นๆ ก็ว่าได้ สำหรับมะเขือยาวนั้นสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งมีอายุที่ค่อนข้างยาวนานหากมีการดูแล และได้รับการบำรุงที่ดีสามารถให้ผลผลิตได้ถึง 2 ปี ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกอยู่ที่ 5.5-6.5 จะเห็นได้เลยว่ามีการปลูกทั่วทุกภาคของประเทศไทย

    การปลูกมะเขือยาว

    1.ปลูกในกระถาง สำหรับการปลูกในกระถามสำหรับผู้ที่มีพื้นที่ในการปลูกน้อย แต่ทั้งนี้จะต้องเลือกกระถามที่มีก้นลึก เนื่องจากมะเขือยาวเป็นมีรากค่อนข้างลึก ที่สำคัญเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำดังนั้นกระถามที่นำมาปลูกจะต้องมีการระบายน้ำได้ดี ในตอนนี้สำหรับบ้านเรานั้นมีการปลูกมะเขือยาวอยู่ 2 สายพันธุ์ได้แก่ มะเขือยาวสีเขียวและสีม่วง
    2.การปลูกมะเขือยาวลงบนแปลง พื้นที่ 1 ไร่จะได้ผลผลิตมากถึง 500 กิโลกรัม จะเห็นได้เลยว่าหากมีหารกปลูกมะเขือยาวลงบนไร่จะต้องมีการให้ปุ๋ยและอาหารในปริมาณที่มากและเพียงพอต่อความต้องการของต้นมะเขือยาว

    มะเขือยาวสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ดังนี้

    1.ให้เกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์มะเขือยาวที่ต้องการนำมาปลูก มาทำการแช่ในน้ำ ซึ่งประกอบไปด้วย สาหร่ายผงในปริมาณ 10 กรัม ต่อน้ำ20ลิตร กับ เชื้อราไตรโครเดอร์มานปริมาณ 200 CC และสารจับใบ 2 CC ทิ้งไว้1คืน เพื่อช่วยให้มีการออกรากและปริมาณการรอด เจริญเติบได้ดีขึ้น รวมไปถึงการช่วยให้มะเขือยาวมีความต้านทานโรคมากขึ้นกว่าเดิม
    2. ก่อนที่จะมีการย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูกนั้น จะต้องดูแลและรักษาตนกล้าไห้มีความแข็งแรงก่อน โดยวิธการเพาะดังนี้ โดยนำขลุยมะพร้าว หรือพีทมอส ใส่ในถาดหลุม ตามด้วยเมล็ดพันที่เกษตรกรได้ทำการแช่ไว้ในข้อที่ผ่านมา จากนั้นให้ทำการฝังเมล็ดมะเขือยาว เกลี่ยกลบด้วย ขลุยมะพร้าว วิธีการรดน้ำเกษตรกรสามารถใช้หัวสเปรย์ละเอียดให้ละอองน้ำเพื่อให้วัสดุเพาะชื้นทิ้งไว้ประมาณ 7-14 วันก็สามารถย้ายลงมาเพาะในถุงพลาสติกเพาชำ เป็นเวลา 14-15 วันก็นำลงสู่แปลงปลูกได้เลย สำหรับต้นกล้าที่เล็กหรืออ่อนแอเกษตรกรไม่ควรนำไปปลูก ถอนทิ้งได้เลย

    การเตรียมดินเพาะปลูก

    1. การเตรียมดินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีการจัดเตรียมดินให้มีสภาพพร้อมก่อนที่จะนำต้นกล้าลงมาเพาะปลูก สำหรับพื้นที่ปลูกลาดเอียง จะต้องมีการปรับหน้าดินให้เหมาะสมสำหรับการปลูก ด้วยวิธีการควรขุดหรือทำการไถดิน ลึกประมาณ 15 ซม. จากนั้นพักตากดินเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่อาจมากับหน้าดินเป็นเวลา 5-7 วัน ก่อนการปลูกให้ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกประมาณ 20 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่5 ตารางเมตรรวมไปถึงการย่อยให้ดินมีความละเอียดก่อนการปลูกด้วย
    2. สำหรับพื้นที่เขตน้ำฝน ทั้งนี้จะต้องมีการเลือกสถานที่ที่มีการระบายน้ำได้ดีเนื่องจากต้นมะเขือยาวเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำ หากได้รับน้ำในปริมาณมากจนเกิดไปอาจนำไปสู่โรครากเน่าได้ ปลูกแถวห่างกัน 2 เมตร แถวห่างกัน 1 เมตร ระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 1×1 เมตร เมื่อมีการเตรียมแปลงเพาะปลูกเสร็จ ให้ทำการผสมปุ๋ยคอกลงในดินปริมาณ 1200-3000 ที่สำคัญเกษตรกรต้องทำการยกร่องแปลงให้เสมอกันด้วยนะครับ เพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณโคนต้น

    วิธีการปลูกมะเขือยาว

    1.เมื่อได้มีการจัดเตรียมความพร้อมในการปลูกทุกอย่างแล้ว ก่อนที่จะมีการนำต้นกล้าลงสู่แปลงปลูกนั้นแนะนำให้เกษตรกรทำการรดน้ำให้มีความชื้น จากนั้นขุดหลุม 30×30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพผสมกับฮิวมิในอัตราส่วนตามบรรจุภัณฑ์ และปุ๋ยเคมี24-7-7 ในปริมาณ 1 ช้อนชารองก้นหลุมมะเขือยาว จากนั้นทำการตอกหลักไม้ไผ่รวก ลงไปในกลางหลุม
    2. หลังจากที่ได้จักเตรียมหลุมพร้อมแล้วได้เวลาของการน้ำต้นกล้าที่อยู่ในถาดมาทำการปลูกลงในหลุม แล้วทำการกลบหน้าดินที่มีสวนผสมของปุ๋ยหมัก โดยที่ดิน 2 ส่วนและปุยหมัก 1 ส่วนคลุกเคล้าให้เข้ากัน
    3.ในขณะนี้ต้นกล้ายังอ่อนมีโอกาสที่จะหักหรือล้มได้ ดังนั้นเกษตรกรจะต้องดำเนินการผูกต้นกล้ามะเขือยาวกับหลัก จากนั้นให้รดน้ำวันละ 2 ครั้งเมื่อต้นกล้าแข็งแรงแล้วลดเหลือวันละ 1 ครั้ง ช่วงฤดูฝนอาจรดเฉพาะวันที่ฝนไม่ตกก็เพียงพอแล้ว

    ก็อย่างที่ได้กล่าวมาในข้างต้นนั่นล่ะครับ เนื่องจากมะเขือยาวเป็นพืชที่ต้องการสารอาหารปริมาณที่มากก ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีการเพิ่มสารอาหารอยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาความสมดุล และช่วยให้มะเขือเทสมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ด้วยการใช้ปุ๋ยคอก โรยบริเวณรอบๆ โคนต้น ทุก 3 เดือน ด้วยอัตรา1กระป๋องต่อต้น และจำเป็นที่จะต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณ 1ช้อนโต๊ะต่อต้น ให้เลือกสูตรปุ๋ยเคมีที่ประกอบไปด้วย N: P: Kหรือ 5: 7: 4 ในการใช้ครั้งแรกสำหรับมะเขือยาวเกษตรกรจะสามารถให้ปุ๋ยเคมีได้ก็ต่อเมื่อ มะเขือยาวมีลำต้นสูงประมาณ 30 เซนติเมตร

  • วิธีปลูกมะเขือเปราะ พร้อมคำแนะนำในการขายมะเขือเปราะ

    มะเขือเปราะ หรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่ามะเขือเสวย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ที่มีขนสั้นๆ ปกคลุมไปทั่วทั้งใบและลำต้น ลักษณะของผลที่เก็บเกี่ยวมานั้นมีลักษณะเป็นผลกลมแป้น สีสันของผลจะมีความแตกต่างไปตามสายพันธุ์ตัวอย่างเช่น พันธุ์ไวโอเลตคิง ประกอบไปด้วยสีม่วงอมขาว หรือจะเป็นมะเขือเปราะคางกบ จะเป็นผลที่มีสีเขียวเข้มลายขาว ลักษณะของผลจะกลมรี สำหรับมะเขือเปราะที่เรามักนิยมกินกันนั้นเป็นพันธุ์ เจ้าพระยา เป็นพันธุ์ดังเดิม ลักษณะเป็นสีเขียวอ่อนมีริ้วๆ สีขาว มีเนื้อที่กรอบ รสชาติ หวานปนขมเล็กน้อยสามารถนำไปประกอบอาหาร หรือเป็นเครื่องเคียงทานคู่กับน้ำพริกอร่อยอย่าบอกใครเลยล่ะ

    มะเขือเปราะเป็นพืชที่ปลูกง่ายรายได้ดี สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว โดยเกษตรกรไม่จำเป็นต้องดูแล หรือทะนุถนอมอะไรมากนัก สามารถเติบโตได้ในดินทุกชนิด สามารถปลูกได้ตลอดที่ ด้วยวิธีการการเพาะต้นกล้า โดยการคัดเลือกเมล็ดจากผลที่สุกจัด สำหรับการเพาะปลูก

    วิธีการเพาะเมล็ด

    1.การเตรียมดินละเอียดให้ผสมกับปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ในอัตราส่วน 2 : 1 จากนั้นน้ำดินที่ผสมดังกล่าวมาใส่ในภาชนะ หรือถาดที่ใช้สำหรับเพาะต้นกล้า อย่าให้หน้าดินบางจนเกินไปนะคะ
    2.จากนั้นให้ใช้ไม้ขนาดเล็ก หรืออาจใช้ไม่จิ้มฟันเลยก็ใช้กดลงไปในดินที่เราได้จัดเตรียมในข้างต้น ขนาดของความลึกอยู่ที่ 0.5 เซนติเมตร
    3.จากนั้นเกษตรกรนำเมล็ดหยอดลงไปในหลุม หลุมละ 1-2 เมล็ด
    4.สุดท้ายด้วยการกลบหน้าเมล็ดที่ได้ทำการหยอดด้วยดิน ถัดไปจากภาชนะให้นำปูนขาวโรยไว้รอบๆ ภาชนะที่เราได้ทำการเพาะปลูก
    5.ประมาณ 7-10 วันจะเห็นได้เลยว่าเมล็ดของต้นกล้าจะเริ่มงอกให้ทำการรดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จนกระทั่งต้นกล้ามะเขือเปราะมีอายุ 25-30 วันค่อยย้ายลงเพาะในกระถาง เพื่อที่จะได้นำลงแปลงปลูกต่อไป ในการย้ายลงกระถางจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากอย่าให้รากขาด หรือต้นช้ำเกินไปนะคะ เพราะมันอาจตายได้

    การปลูกมะเขือเปราะ

    การเตรียมพื้นที่ก่อนปลูก เป็นเรื่องที่เกษตรกรจะต้องคำนึง พื้นที่สำหรับการปลูกมะเขือเปราะจะต้องมีการไถพรวนหน้าดินถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเพื่อจะได้พลิกหน้าดิน และตากดินไว้ก่อนประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อที่จะได้ฆ่าเชื้อโรคไปในตัวและแสงแดดจะเข้าทำลายเชื้อจุลลินทรีย์ต่างๆ ที่คอยทำร้ายต้นกล้าตอนลงดิน จากนั้นค่อยดำเนินการไถพรวนดินอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงนี้ล่ะค่ะ เกษตรกรสามารถโรยปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินควบคู่ไปด้วยเลย ด้วยอัตราส่วนของปูนขาว 50 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่

    จากนั้นค่อยยกแปลงสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร จากนั้นทำการหว่านปุ๋ยคอกอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะนำต้นกล้ามาลง ตามด้วยรดน้ำ แต่ทั้งนี้ไม่ควรรดน้ำในปริมาณที่มากจนเกินไปนะคะ เนื่องจากความชื้นอาจทำให้รากของต้นมะเขือเปราะเน่าและเป็นโรคตายได้ในที่สุด

    การเตรียมหลุมปลูก

    ในการเว้นระยะระหว่างปลูก เนื่องจากมะเขือเปราะเป็นพืชที่มีขนาดพุ่มเล็กๆ ดังนั้นสามารถปลูกได้ในระยะใกล้ๆ ให้เว้นช่วงระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 100 เซนติเมตรและระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 50-70 เมตรก็เพียงพอแล้ว

    ช่วงเวลาในการย้ายต้นกล้ามาปลูก

    เกษตรกรจะต้องดำเนินการในช่วงที่แดดกำลังร่ม และไม่มีลม เนื่องจากต้นกล้าจะได้ไม่ต้องเหี่ยวเฉา หรือโดนลมที่อาจทำให้ลำต้นหักได้ อย่างลืมว่ามะเขือเปราะในช่วงนี้จะลำต้นที่เปราะบางเสี่ยงต่อการหักได้ เวลาที่เหมาะสมในการย้ายต้นกล้ามาลงแปลงประมาณบ่าย 3-4 โมงเย็น ก่อนที่จะนำต้นกล้าลงหลุมแนะนำให้มีการรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกประมาณ 2-3 กำมือ จากนั้นค่อยย้ายต้นกล้ามะเขือเปราะที่มีอายุ 30 วันลงหลุม กลบด้วยดินให้พูนโคนหลุม

    การให้ปุ๋ย

    สำหรับการบำรุงลำต้นมะเขือเปราะนั้น เราจะไม่เน้นการให้ปุ๋ยเคมีมากนัก ส่วนใหญ่แล้วเน้นไปทางด้านปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักเสียมากกว่าในช่วงเวลาที่ทำการเตรียมแปลงในการเพาะปลุก แต่อย่างไรก็ตามอาจมีบ้างที่ใช้ปุ๋ยเคมีในการแซม เพื่อป้องกันต้นมะเขือเปราะขาดธาตุอาหาร และเพื่อได้ผลผลิตที่สมบูรณ์ โดยเกษตรกรมักจะใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตหลังจากที่ลำต้นลงดินไปได้ 3 สัปดาห์ ตามด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 ประมาณ 20 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ แล้วจะใส่อีกรอบในช่วงเวลาที่ต้นมะเขืออกดอก โดยใช้สูตร 13-13-21 หรือ 15-15-15 อัตราส่วนที่ใช้ 30 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ วิธีการหว่านให้หว่านบริเวณโคนต้นให้ทั่วระหว่างร่องแปลง ต้นละ 1 กำมือโดยประมาณ

    การเก็บเกี่ยว

    มะเขือเปราะสามารถดำเนินการเก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุประมาณ 45 วันจะมีผลขนาดเท่ากับลูกมะนาว หรือขนาดใหญ่กว่าเหรียญ 10 บาทเล็กน้อย ในการเก็บเกี่ยว 1 เดือนสามารถทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 8 ครั้ง และหากมีการดูแลที่ดี มีการบำรุงอย่างต่อเนื่องอาจมีการเก็บเกี่ยวได้มากถึง 10-12 เดือนต่อการปลุก 1 ครั้ง

  • วิธีปลูกมะเขือม่วง พร้อมคำแนะนำในการขายมะเขือม่วง

    มะเขือม่วง มีลักษณะที่ยาวกลม มีทั้งผลสีเขียว ม่วง และขาว ทั้งนี้ขึ้นอยู่ตามแต่ละสายพันธ์ แต่ที่พบมากที่สุดในประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นมะเขือยาวสีเขียว ซึ่งมะเขือยาวสีม่วงเองก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กันนะครับ อาจจะน้อยกว่ามะเขือม่วงเล็กน้อย คนไทยนิยมนำไปประกอบเป็นอาหารที่เลิศรสได้หลายๆ อย่าง มีสรรพคุณค่อนข้างมาก วันนี้เราลองมาทำความรู้จักกับมะเขือม่วง การปลูกและการดูแลรักษา ตลอดจนการเก็บเกี่ยวออกมาสู่ท้องตลาดกันดีกว่าครับ

    มะเขือม่วง นั้นเป็นพืชข้ามปี ที่สามารถปลูกได้ทุกพื้นดิน สามารถเติบโตได้ทุกสภาพของดิน แต่มันเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินที่มีค่าความเป็นกรด ด่าง อยู่ที่ 5.5-6.5 โดยทั่วไปแล้วจะเห็นได้เลยว่ามีการเพาะปลูกแทบทุกภาคของประเทศไทย มะเขือม่วงมีแนวโน้มทีจะเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากการดูแลและอัตราการปลูก หรือการรอดง่าย มีผลผลิตที่ดก เกียได้นาน ทุกวันนี้บ้านเราได้มีการพัฒนาส่งออกมะเขือม่วงกันแล้วนั่นเอง

    การขยายพันธุ์มะเขือม่วง

    สามารถทำได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เป็นวิธีการที่ง่าย ได้ผลเร็ว สามารถนำไปลงปลูกได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีวิธีการเพาะดังต่อไปนี้
    1.ขั้นตอนแรกเลย คือให้เกษตรกรทำการขุดดินให้มีความลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร หรือเอาง่ายๆ คือ 1 หน้าจอบที่เราใช้ขุดไปนั่นเองครับ
    2.ให้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว ลงในแปลง จะนั้นทำการคลุกเคล้าหน้าดินให้ผสมกันกัน
    3.จากนั้นทำการย่อยหน้าดิน แล้วยกหน้าดินให้มีขนาดตามความต้องการ ดำเนินการปรับหน้าดินให้เรียบ เพื่อจะได้หว่านเมล็ด
    4.วิธีการหว่านเมล็ด เกษตรกรจะต้องใช้วิธีการหว่านแบบทั่วทั้งแปลง แล้วตามกลบด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก
    5. จากนั้นให้รดน้ำให้ชุ่ม ใช้เวลาประมาณ25-30 วันจะมีต้นกล้าที่งอก ในช่วงนี้ยังไม่สามารถนำลงแปลงปลูกได้นะครับ ต้องรอจนกว่าต้นกล้าแตกใบจริงประมาณ 2-3 ใบก่อนแล้วค่อยนำลงแปลง

    ขั้นตอนในการปลูกมะเขือม่วง

    การเตรียมแปลงปลูก

    1.ขั้นแรกเลย เกษตรกรจะต้องดำเนินการเตรียมแปลงปลูกด้วยการไถดะ ให้หน้าดินมีความลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร ตากน้าดินไว้ประมาณ 7-10 วัน
    2.เมื่อครบเวลาในการตากหน้าดินแล้วขั้นตอนต่อไปคือการย่อยหน้าดินให้ละเอียด จากนั้นทำการหวานปุ๋ยหมัก หรือจะใช้เป็นปุ๋ยคอกก็ได้ครับ อัตราส่วนประมาณ 2000 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่
    3. ตามด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราส่วน 30 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ ทำการคลุกเคล้าลงในแปลงดิน ก่อนที่จะยกร่องสูงประมาณ 30 เซนติเมตร และมีความกว้างประมาณ 120 เซนติเมตร เพื่อที่ต้นกล้าจะได้รับสารอาหารจากทั้งปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปรือปุ๋ยเคมีได้อย่างเต็มที่ จะส่งผลให้ต้นกล้ามีความเจริญเติบโต และแข็งแรงได้อย่างรวดเร็ว
    4.ในการเพาะปลุก หรือการนำต้นกล้าปลูกลงดิน เกษตรกรจะต้องเว้นระยะห่างระหว่างต้น 70-80 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถวอยู่ที่ 90-100 เซนติเมตรเท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะว่าพุ่มของมะเขือยาวมีขนาดเล็ก ให้พื้นที่ในการปลูกแต่ละต้นไม่มากนัก ดังนั้นจะเห็นได้เลยว่า 1 ไร่สามารถปลูกได้จำนวนหลายต้น
    5.ในการคัดเลือกต้นกล้า หรือต้นพันธุ์มะเขือม่วงมาปลุกนั้นควรเลือกต้นกล้าที่มีอายุมากกว่า 35 วันมาทำการเพาะปลูก และจะต้องดูที่ใบจริงของต้นกล้าให้มีประมาณ 2-3 ใบ มาปลูกลงหลุมที่กำหนด กลบดินให้พูนต้น จากนั้นรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ในปริมาณที่พอดี ไม่ต้องมากจนเกินไป เนื่องจากการได้รับน้ำในปริมาณมากจะส่งผลให้เป็นโรครากเน่าได้เช่นกัน
    6.ฤดูการเป็นผล หากเห็นว่าออกดอกและติดผลแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผลมะเขือม่วงสัมผัสกับดินแนะนำให้เกษตรกรหาไม้มาค้ำไว้

    การดูแลรักษามะเขือม่วง

    1.หลังจากการปลูกประมาณ 2-3 อาทิตย์แรกนั้นให้ทำการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ในอัตราส่วน 1 ต้น ต่อ 1 ช้อนชาทุกๆ 15-20 วัน แต่ต้องระวังอย่าให้ชิดกับโคนต้นมากจนเกินไป ให้มีระยะห่างอยู่ที่ 5-10 เซนติเมตร ในกรณีที่เกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอ ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปนะครับ ให้ใส่เพียงบางครั้งในปริมาณน้อยๆ
    2.ในการให้น้ำจะต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ทุกวัน วันละ 2 ครั้งเช้าเย็น หากเป็นช่วงฤดูฝน แนะนำให้มีการรดน้ำเพียงแค่วันที่ฝนไม่ตกเท่านั้น และควรงดให้น้ำในช่วงที่ต้นมะเขือม่วงกำลังออกดอก และมาให้น้ำต่อในช่วงที่ติดผลไปแล้ว ไม่อย่างนั้นจะทำให้ดอกรวงนั่นเองครับ
    3.การพรวนดินและการกำจัดวัชพืช เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากวัชพืชเหล่านั้นคอยแย่งอาหาร ทำให้ต้นกล้าได้รับสารอาหารที่ไม่เต็มที่ เกษตรกรจะต้องรับจัดการให้เร็วที่สุด

    โรคที่ต้องพึงระวัง

    1.โรคผลแห้งเน่าสีดำ หรือปลายผลสีดำ เป็นโรคที่น่ากลัวเกษตรกรสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีการใช้ปูนขาวในการรองก้นหลุมประมาณ 1-2 ช้อนแกง หรือไม่สารถฉีดพ่นธาตุแคลเซียมช่วงระยะติดผลไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว
    2.โรคใบจุด สามารถป้องกัน หรือแก้ไขได้ด้วยวิธีการใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อรา หรือที่หาง่ายๆ คือกำมะถันชนิดผลละลายน้ำฉีดในช่วงเช้ามืดที่มีอากาศเย็น หรือตอนเช้า เพียงเท่านี้ก็ปลอดภัยหายห่วงแล้วล่ะจ้า

  • วิธีปลูกมะขามเทศ พร้อมคำแนะนำในการขายมะขามเทศ

    มะขามเทศเป็นพืชท้องถิ่นที่มีหลักฐานได้กล่าวไว้ว่า เดิมเป็นพืชพื้นเมืองของแม็กซิโก อเมริกากลางและอเมริกาใต้ ต่อมามีการขยายและแพร่กระจายไปยังอเมริกาเหนือ ฟิลิปปินส์ ตลอดทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ลักษณะเป็นไม่ยืนต้นขนาดใหญ่ มีหนามขึ้นบริเวณลำต้น ใบบางลักษณะเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ลักษณะดอกเป็นช่อขนาดเล็ก มีสีขาม จุดเด่นสามารถแยกได้ชัดเจนเลยสำหรับเกสรตัวผู้เนื่องจากเป็นพู่ออกมาผลเป็นฝักโค้ง รูปร่างเป็นปล้องๆ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่จะมีสีชมพูอมแดง ส่วนในเรื่องรสชาติมีรสชาติที่หวาน บางต้นหวานอมฝาด หากทิ้งไว้นานจะมีเนื้อนุ่มและหวานเพิ่มยิ่งขึ้น แต่อย่านานเกินไปนะครับ เพราะจะมีกลิ่นเหล้าออกมา แต่ละปล้องจะมีเมล็ดสีดำอยู่ปล้องละ 1 เม็ดเท่านั้น

    ข้อดีของการปลูกมะขาเทศ เนื่องจากเป็นพืชที่มีความทนทาน ไม่ว่าจะแล้ง ฝน หรือหนาว สามารถเจริญเติบโตได้เกือบทุกสภาพดิน แต่ในกรณีที่ปลูกไว้สำหรับขายส่งสิ่งที่จะต้องคำนึงเลยคือแหล่งน้ำ และตลาดในการรองรับเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เพราะหากต้องการให้ฝักสวย ใหญ่ ได้มาตรฐานจะต้องมีการให้น้ำอย่างเพียงพอ เมื่อเก็บออกมาแล้วจะต้องมีที่ระบาย หรือการขนส่งจะต้องสะดวก มะขามเทศไม่เหมือนกับมะขามชนิดอื่น มันไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน ไม่อย่างนั้นอาจจะเน่าเสีย และเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก

    การขยายพันธุ์มะเขือเทศ

    สามารถทำได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง หรือจะเป็นการเสียบยอด แต่ที่เกษตรกรนิยมกันมากที่สุดคือการตอนกิ่ง เนื่องจากสามารถนำไปลงแปลงปลูกได้เร็ว ระยะเวลาในการติดผลสั้น ที่สำคัญมีลำต้นที่ไม่สูงมากนั่นเองครับ วิธีการตอนกิ่งมะขามเทศมีดังต่อไปนี้

    1.ทำการควั่นกิ่ง เลือกเอาตรงบริเวณใต้ตา ห่างจากตา ประมาณ 1 นิ้ว โดยการใช้มีดคมลอกเปลือกนอกออก ให้รอยควั่นกว้างประมาณ 1 นิ้ว
    2.ต่อด้วยการใช้ขลุยมะพร้าวแช่น้ำหมาดๆ พอกไปที่บริเวณรอยแผล จากนั้นตามด้วยพลาสติกหุ้ม
    3.ใช้เชือก อาจเลือกเป็นเชือกฟางก็ได้ผูกหัวและท้ายมัดให้แน่น ทิ้งไว้ โดยไม่ต้องรดน้ำ 20-25 วัน ค่อยสังเกตว่ามีรากงอกออกมาหรือไม่ โดยทั่วไปแล้วหากเป็นกิ่งเล็กใช้เวลาเพียงแค่ 20 วันก็สามารถตัดไปลงถุงชำได้แล้ว หากเป็นกิ่งที่ค่อนข้างใหญ่อาจใช้ระยะเวลาที่นานขึ้น
    4.ในการลงถุงชำจะต้องระมัดระวังอย่างให้แผลที่ตัดช้ำ ระยะเวลาที่อยู่ในถุงชำประมาณ 20 วันก็สามารถนำไปลงแปลงปลูกได้แล้ว ในการตอนกิ่งแนะนำให้ตอนช่วงฤดูฝน และจะต้องเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ แข็งแรง ต้นแม้มีผลดกและปราศจากโรค

    การปลูกและการดูแลรักษา

    ในการปลูกมะขามเทศไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากเป็นพืชที่สารถเจริญเติบโตได้ง่าย ทนทาน ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพพื้นดินแบบไหน ก็อย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นหากปลูกเพื่อการขาย จะต้องเลือกสถานที่ที่มีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ๆ วิธีการปลูกมีดังต่อไปนี้

    การเตรียมดิน

    ในการเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูก เริ่มแรกด้วยการขุดหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร พักดินตากแดดไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นค่อยน้ำดินที่ขุดมาผสมกับปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกประมาณ 2-3 บุ้งกี๋

    การปลูก

    การปลูกมะขามเทศสามารถดำเนินการปลูกได้ทั้งในรูปแบบยกร่อง พื้นทีราบแบบยกร่อง หรือจะเป็นพื้นที่ราบ โดยระยะห่างในการปลูกแบบยกร่องอยู่ที่ 8-10 x 8-10 เมตร ซึ่งปกติแล้ว 1 ไร่ปลูกได้ประมาณ 16-20 ต้นไม่มากและไม่น้อยไปกว่านี้ สำหรับพื้นที่จะต้องเว้นระยะห่างต่อต้นอยู่ที่ 10-12 x 10-12 เมตร 1 ไร่ประกอบไปด้วยต้นมะขามเทศ 10-16 ต้น

    การดูแลรักษาหลังการเพาะปลูก

    1.การให้น้ำ เกษตรกรจะต้องระมัดระวังและต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตนกล้าเพิ่งลงแปลง ต้นเล็ก หรือต้นโต
    2.สิ่งที่เกษตรกรควรทราบคือจะต้องงดน้ำก่อนออกดอก มะขามเทศไม่ได้แตกต่างจากผลไม่ชนิดอื่น ดังนั้นก่อนออกดอกจะต้องพักลำต้นเพื่อที่จะได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกและติดผล
    3.เมื่อติดผลแล้ว สามารถให้น้ำได้ตามปกติ แต่ทั้งนี้จะต้องระวังหากได้รับน้ำในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้ฝักแก่ไม่สวย และแตก เนื้อไม่แน่น

    การให้ปุ๋ยมะขามเทศสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงดังต่อไปนี้

    1.หลังจากที่มีการเก็บผลผลิต และมีการตัดตกแต่งกิ่งนั้น จะต้องมีการบำรุงต้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการออกดอกและติดผลในครั้งต่อไป ให้เกษตรกรบำรุงลำต้นด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 และปุ๋ยสูตร 16-16-16
    2.ก่อนออกดอกเพื่อป้องกันดอกร่วงหล่น ให้ตามด้วยปุ๋ยที่ประกอบไปด้วยธาตุไนโตรเจน ปริมาณที่ต่ำ เช่น 8-24-24 หรือ 9-24-24
    3.ใส่ปุ๋ย 15-15-15 และ 16-16-16 ช่วงที่ฝักกำลังเริ่มแก่และใกล้ที่จะเก็บเกี่ยวได้แล้วนั้นจะช่วยให้ฝักแน่นและมีรสชาติที่หวานขึ้น

    คำแนะนำสำหรับการไล่แมลง เร่งดอก หรือทำให้ผลมีรสชาติที่หวานนั้นสามารถใช้น้ำหมักชีวภาพที่เกษตรกรได้หมักขึ้นมาเอง เพื่อที่จะได้ปลอดภัยจากสารเคมี และเป็นการลดต้นทุนการผลิตไปในตัวอีกด้วย อย่างไรก็ตามอย่าลืมที่จะเข้ามาแชร์ปะสบการณ์ดีๆ หรือคำแนะนำเพิ่มเติมได้นะครับ

  • วิธีปลูกมะขามป้อม พร้อมคำแนะนำในการขายมะขามป้อม

    มะขามป้อม หรือมะข้ามป้อมอินเดีย เป็นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งอยู่ในวงศ์ Phyllanthaceaeg เป็นผลไม้มากไปด้วยสรรพคุณทางสมุนไพร ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูงยิ่งกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ ถึง 12 เท่า และมากกว่าน้ำส้มถึง 20 เท่า ดังนั้นได้เวลาเปลี่ยนทัศนคติต่อมะขามป้อมกันได้แล้วนะครับ

    ลักษณะโดยทั่วไปของมะขามป้อม

    มะขามป้อมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ไปถึงขนาดกลาง เป็นพืชใบเลี้ยงเดียวคล้ายๆ กับใบมะขามทั่วๆ ไปนั่นละครับ มีสีเขียวอ่อน มีแขนงไม่ชัดเจน ลำต้นมีผิวเรียบ เปลือกในเป็นสีชมพู
    ดอก มีขนาดเล็ก ที่แยกเพศ ซึ้งดอกเพศผู้กับดอกเพศเมียจะอยู่ในกิ่งเดียวกัน เพื่อง่ายและมีโอกาสที่จะเกิดผล จะออกดอกแน่นและดกที่สุดบริเวณปลายกิ่ง สีขาวหรือขาวนวล
    ผล หากเป็นผลอ่อนจะเป็นสีเขียวอ่อนใสๆ มีริ้วยาวแนวยาวสังเกตได้ 6 เส้น อย่างเห็นได้ชัดเจน มีรสชาติที่หลายคนขม ฝาด และหวานรวมๆ กันไป

    วิธีการปลูกมะขามป้อม

    มะขามป้อมจัดเป็นผลไม้เก่า ดูแลยากและไม่ค่อยจะมีข้อมูลเชิงวิการให้เกษตรกรรุ่นหลังสักเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีใครนิยมปลูกกันเนื่องจากมะขามป้อมออกดอกเพียงแค่ปีละครั้ง หากปีนั้นดูแลรักษาได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือขาดการเอาใจใส่ปีนั้นก็จะไม่ได้เงิน ที่สำคัญมะขามป้อมพันธุ์ไทยจะติดผลได้ไม่ดีเท่ากับพันธุ์อินเดีย ที่ในปีแรกอาจติดเพียงเล็กน้อยแต่จะค่อยๆดก หรือติดมากในช่วงปีถัดๆ ไป

    ขั้นตอนการดูแลรักษา

    1.การเตรียมต้นกล้า จะต้องเป็นต้นพันธ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้เนื่องจากใช้ระยะเวลาที่ค่อนข้างนานกว่าเห็นผล ว่าเป็นแบบไหน ติดลูกเป็นอย่างไร การเจริญเติบโตได้ดีมากน้อยเพียงไหน เพราะไม่อย่างนั้นทำให้เราเสียเวลาในการปลูก เสียเงิน และเสียความรู้สึกได้ค่า
    2.การเตรียมดิน ลักษณะดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกมะขามป้อม คือดินร่วนซุย ชั้นดินมีความลึก 50-70 เซนติเมตร ความกว้างของปากหลุมอยู่ที่ 50×50 เซนติเมตร เมื่อขุดออกมาแล้วนำดินไปผสมกับปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก แล้วกลบไว้ในหลุมเช่นเดิม เว้นพอให้ตุ้มของที่ชำต้นลงไปได้ก็พอ
    3.ระยะปลูก ในการเลือกกิ่งพันธุเพื่อนำมาปลูกนั้นอยู่ที่เกษตรกรเป็นคนเลือกว่าต้องการกิ่งพันธุ์ หรือต้นกล้าอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นต้นที่ได้จากการทาบกิ่ง ต่อกิ่ง หรือติดตา อายุให้ผล หรือติดผลจะเร็วขึ้น เพียงแค่ 2-3 ปีเท่านั้นเองครับ เมื่อให้ผลแล้ว เวลาที่เกษตรกรเลี้ยงผล จะมีพุ่มขนาดเล็ก ระยะที่เหมาะสมในการปลูกประมาณ 3×6 เมตร ไร่หนึ่งปลูกได้ประมาณ 88 ต้น สามารถให้ผลได้ 7-8 ปีให้เกษตรกรทำการตัดต้นมะขามป้อมออก 1 ต้นเหลือระยะห่างอยู่ที่ 6×6 เมตร เหลือเพียงแค่ไร่ละ 44 ต้นเท่านั้น

    การดูแลรักษาต้นมะข้ามป้อมในระยะแรกปลูก

    ระยะแรกปลูกเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องให้ความสนใจและดูแลมากเป็นพิเศษดังนี้

    1.การให้น้ำในช่วงเดือนแรกให้วันเว้นวัน เมื่อเข้าเดือนที่ 2 ให้สองวันเว้นวัน แต่ทั้งนี้จะต้องดูความชื้นของหน้าดินเป็นหลัก
    2.ในการให้ปุ๋ยในปีแรกจะต้องให้ไนโตรเจนเป็นหลักเพื่อเร่งการเจริญเติบโต สูตรที่เหมาะสมสำหรับมะขามป้อมในระยะนี้ 25-7-7 โดยการให้ปุ๋ยเมื่อต้นกล้าลงดินได้ 2 อาทิตย์ แล้วเว้นวรรค 3 อาทิตย์ครั้ง ครั้งละ 1 ช้อนชาจนถึงอายุครบ 6 เดือน
    3.ระยะที่ 2 เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับต้นมะขามป้อม ให้สลับกับ16-16-16 เป็นระยะเวลา 3 อาทิตย์ครั้ง ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ จนอายุมะขามป้อมครบ 2 ปีครึ่ง หรือเห็นว่าลำต้นมีความแข็งแรงดีพอ
    4.ปุ๋ยระยะที่ 3 คือสูตรสร้างอาหาร และสร้างตาดอก คือสูตร 8-24-24 ครั้งละ 200-300 กรัม หลังจากที่มีการใส่ปุ๋ยจะต้องรดน้ำเพื่อให้ปุ๋ยละลาย เมื่อปุ๋ยละลายควรงดน้ำ 10-15 วันเมื่อเห็นว่าใบเหลืองและมีการร่วงหล่นให้เริ่มลดน้ำทีละน้อย จะเห็นตาดอกแทงออกมา และมีการออกดอก 20-25 วัน ดอกก็จะบานและมีผลเล็กๆดอกมาให้เห็น
    5.เมื่อมีลูกเล็กๆออกมาจะต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอๆ และต้องกลับมาให้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 เพื่อเลี้ยงลูกจนกว่าจะสามารถทำการเก็บเกี่ยวได้

    โรคและศัตรูพืช

    เนื่องจากมะขามป้อมเป็นผลไม้ป่าที่สามารถต้านทานโรคได้ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อนำมาปลูกมีการให้น้ำให้ปุ๋ยเป็นอย่างดี อาจก่อให้เกิดการบอบบางและอาจมีเชื้อราบางชนิดเข้ามาทำลายได้ เกษตรกรสามารถทำการป้องกันด้วยการฉีดยาป้องกันเชื้อราในช่วงฤดูฝน ด้วยตัวยา คาเบ็นดาซิ แอนทราโคล ตามอัตราส่วนข้างบรรจุภัณฑ์กำหนดไว้

    ส่วนในเรื่องศัตรูพืชอาจมีบ้างเล็กน้อย ในส่วนของด้วงปีกแข็งมากัดกินยอดอ่อน หรือหนอนกลางคืนที่คอยเจาะลำต้น หรือกิ่งไม้ ในช่วงเวลาที่ติดผล เกษตรกรสามารถกำจัดได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเคมี อาจเป็นการสกัดจากสมุนไพร หรือน้ำส้มควันไม้ ในการคุมและฆ่า
    ในการปลูกมะขามป้อมก็อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นผลไม้ป่า ที่มีความทนทาน ดังนั้นนอกจากการรดน้ำและใส่ปุ๋ยแล้ว เกษตรกรอาจมีการสังเกตอาการ หรือดูความผิดปกติเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ

  • วิธีปลูกมะขามหวาน พร้อมคำแนะนำในการขายมะขามหวาน

    มะขามหวานมีแหล่งกำเนิดมาจากแอฟริกาใต้เขตร้อน มีการนำมาปลูกในประเทศอินเดีย ต่อมามีการแพร่กระจายไปทั่วเอเชียและเมืองในเขตร้อนอื่นๆ ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกมะขามหวานและมะขามเปี้ยวที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ พบมากที่สุดทางตอนเหนือของประเทศโดยเฉพาะจังหวัดเพชรบูรณ์ รองลงมาในภาคอีสาน และประปรายไปทั่วทั้งประเทศ คาดว่าในอนาคตวันข้างหน้ามะขามหวานจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้เข้ามาสู่ประเทศไม่น้อย

    ลักษณะทั่วไปของมะขามหวาน

    มะขามหวานเป็นไม่ยืนต้น ขนาดใหญ่ อายุยืนรากลึก ลักษณะของพุ่มเป็นทรงกลมแน่น กิ่งแน่นเหนียวหักโค่นได้ยาก ที่สำคัญต้นมะขามหวานจะค่อยๆสลัดใบในช่วงฤดูร้อนและแตกใบใหม่ขึ้นมาแทน จะออกดอกในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และเริ่มติดฝักช่วงปลายพฤษภาคม เฝ้าดูอีกประมาณ 6-7 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้วจ้า ประมาณปลายธันวาคม-มีนาคม จะเร็วหรือช้าจะขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมะขามหวานนั้นๆ ด้วย รวมไปถึงปริมาณฝน หรือความชื้น

    ลักษณะทั่วไปของมะขามหวาน

    ใบ มะขามหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ที่เรียงสลับกันยาวประมาณ 10-16 เซนติเมตร ประกอบไปด้วยใบเล็กขนาด 1-2.5 เซนติเมตร เรียงตัวติดก้านใบใหญ่ตรงข้าม

    ดอกเป็นช่อ ความยาวอยู่ที่ 5-16 เซนติเมตร ในหนึ่งช่อประกอบไปด้วยดอกเล็ก 10-15 ดอก เป็นเพสสมบูรณ์กล่าวคือมีทั้งเพศผู้แล้เพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน สามารถผสมพันธุ์และติดผลได้ด้วยตัวเอง สำหรับดอกไหนที่ไม่ติดผลก็จะร่วงหล่นลงไปภายใน 2-3 วัน
    ผล หรือที่เราเรียกกันว่าฝัก เป็นฝักเดี่ยวยาว มีหลานเมล็ดประมาณ 1-10 เมล็ด ฝักอ่อนจะมีสีเขียวและสะเก็ด จะค่อยๆกลายเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่ขึ้น รวมถึงการมีเปลือกที่แยกตัวออกจากเนื้ออย่างเห็นได้ชัดเจน สำหรับฟักของมะขามหวานมีหลายลักษณะดังนี้

    1.ฝักดิ่งตรง
    2.ฝักดาบ
    3.ฝักฆ้องโค้ง
    4.ฝักดูก

    สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกมะขามหวาน

    เนื่องจากมะขามหวานเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ทุกสถานที่ ทนแล้ง เป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อยกว่าพืชชนิดอื่น ไม่ค่อยชอบสถานที่ที่มีน้ำท่วมขัง อย่างไรก็ตามสภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมในการปลูกมะขามหวานจะต้องเป็นดินที่ค่อนข้างเหนียว มีสภาพความเป็นกรดเป็นด่างกลางๆ หรือค่อนข้างที่จะไปทางด่างเล็กน้อย แต่ควรมีน้ำให้เล็กน้อย สำหรับประเทศไทยสามารถปลูกได้ทุกภาค หากมีการดูแลตามสมควรก็จะให้ผลได้ดีทีเดียว

    การปลูกมะขามหวาน

    1.มะขามหวานแต่ละสายพันธุ์มีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้นจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลุกที่เรามี ตลอดจนการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกดังนี้
    1.1หากเป็นพื้นที่ทีมีดินและน้ำดี ระยะห่างอยู่ที่ 7×7 เมตร ใช้ต้นที่ 32 ต้น หากเป็นระยะ 8×8 เมตรต้นพันธุ์ที่ใช้จะอยู่ที่ 25 ต้น และ 10×10 เมตร ใช้ต้นพันธุ์ประมาณ 16 ต้น
    1.2ถ้าเป็นพื้นที่ที่ดินไม่ดี ระยะที่ปลูก 5×5เมตร ใช้ต้นพันธุ์ 64 ต้น 6×5 ใช้ต้นพันธุ์ 53 หรือจะเป็น 7×7 เมตรและ 8×8 เมตร ก็ได้
    2.การเตรียมดิน ก่อนที่จะมีการปลูกเกษตรกรจะต้องกำจัดศัตรูที่มาแย่งสารอาหาร บดบังแสงแดด หรือเป็นอันตรายสำหรับต้นกล้าออกให้หมดเสียก่อน ขนาดความกว้างของหลุมอยู่ที่ 50x50x50 เซนติเมตร หากเป็นดินดีสามารถลดขนาดความกว้างลง แต่ถ้าเป็นดินผสมลูกรังให้เพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้น จากนั้นทำการผสมดินที่ขุดออกมา 1 ส่วนกับแกลบดิบ หรือเปลือกถั่วลิสงประมาณ 2 ส่วนและปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน เติมกระดูกป่น หรือปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟตประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม ถ้าที่เป็นที่ที่มีสภาพเป็นกรดให้เพิ่มเติมปูนขาวประมาณ 0.5 กิโลกรัมเข้าไปด้วย
    3.ถึงเวลาแล้วที่จะต้องน้ำต้นกล้ามะขามลงปลูกแล้วอัดดินให้แน่นโดยที่ขอบปากดินจากกระถางอยู่เหนือปากหลุมเล็กน้อยค่อยนำดินมาพูนรอบๆ โคนต้น ใช้ไม้ปักหลักเพื่อยึดให้แน่น ทำการคลุมโคนต้นด้วยเศษหญ้าแห้ง เพื่อป้องกันเหล่าวัชพืชที่ขึ้นมาแซมและรักษาความชื้นของหน้าดิน ช่วงเวลาในการปลูกควรปลูกต้นๆฤดูฝน หรือหากเป็นฤดูอื่นๆ จะต้องรดน้ำเล็กน้อย

    การดูแลรักษา

    เนื่องจากมะขามหวานเป็นไม้ที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว สามารถให้ผลได้หลังจากปลูกเพียงแค่ 2-3 ปีเท่านั้น ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีการวางแผนเรื่องการบำรุงและการดูแลดังนี้

    1.ในช่วง1-2 ปีแรกต้นมะขามหวานยังอ่อนอยู่จะต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด มีการรดน้ำอาทิตย์ 2-3 ครั้งในช่วงฤดูแล้ง หรือในช่วงที่ฝนไม่ตก หลังปลูกได้ 2-3 เดือนให้เกษตรกรใช้มีดกรีดถุงพลาสติกที่เกิดจากการทาบกิ่งออก เพราะไม่อย่างนั้นลำต้นส่วนนี้จะไม่โต หรืออาจมีการหักที่รอยต่อได้
    2.เกษตรกรจะต้องหมั่นพรวนดิน กำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยคอก และคลุมด้วยหญ้าแห้งทุกครั้งเพื่อรักษาความชื้น ในการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมี กระดูกป่น หรือปุ๋ยฟอสเฟต จะต้องดูตามขนาดของพุ่ม และความสมบูรณ์ของดิน
    3.ปุ๋ยเคมีจะต้องใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงเพื่อลำต้นจะได้สมบูรณ์และแข็งแรงก่อนการออกดอก โดยจะให้ใส่สูตร 30-20-10 ไปก่อนแล้วค่อยตามด้วย 15-15-15 ให้ใส่ตามทางเดินรอบๆ โคน ตามแนวของพุ่ม

    นอกจากนี้ยังต้องมีการจัดแต่งกิ่งอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่แสงแดดจะได้ส่องมายังโคนต้น สามารถช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และเพิ่มความสะดวกในการเก็บเกี่ยว ได้อีกด้วย

  • วิธีปลูกมะขามเปรี้ยว พร้อมคำแนะนำในการขายมะขามเปรี้ยว

    วันนี้เราลองมาทำความรู้จักเกี่ยวกับมะขามเปรี้ยวกันดีกว่านะคะ มะขามเปรี้ยวจัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้จำนวนไม่น้อยจากการนำมะขามมาแปรรูป เช่นมะขามแช่อิ่ม ได้มากถึงกิโลละ 120-140 บาทเลยทีเดียวค่ะ นอกจากนี้ยังนำมาทำเป็นมะขามเปียก หรือมะขามฝักขายราคาถือว่าดีไม่น้อย

    ลักษณะโดยทั่วไป

    เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขาเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีหนาม เปลือกต้นขรุขระ มีสีน้ำตาลอ่อนๆ ทนทานและมีความเหนียว ยากต่อการหักและโค่นล้ม สำหรับการขยายพันธุ์เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมติดตา ต่อกิ่ง และทาบกิ่ง เนื่องจากติดผลเร็ว และลดการกลายพันธุ์ โดยคนไทยให้ความเชื่อว่าเป็นผลไม้มงคล นิยมปลูกไว้ทางทิศตะวันตกของบ้านเพื่อป้องกันสิ่งไม่ดี ผีร้ายไม่ให้เข้ามาในบ้าน อีกทั้งชื่อมะขามยังให้ความเชื่อต่ออีกว่าเป็นที่เกรงขามจากผู้อื่น ผู้ใต้บังคับบัญชา

    ผล หรือที่เรียกว่าฝัก มีได้นั้นมีรูปร่างทั้งกลม และแบนทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของมันเอง เมล็ดจะอยู่ด้านในฝัก มีร่องกลางสามารถผ่าออกได้ 2 ซีก โดยเปลือกของเมล็ดจะมีสีน้ำตาลเข้ม หรือน้ำตาลอมดำ ถัดจากเปลือกด้านในจะเห็นเนื้อเมล็ดที่เป็นสีขาว ตรงกลางเป็นขั้วเมล็ดมียอดอ่อน และส่วนนี้นี่ล่ะค่ะจะใช้เพาะปลูกเพื่อการขยายพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่นิยม เนื่องจากช้า และสามารถกลายพันธุ์ได้

    พื้นที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก

    มะขามเปรี้ยวเป็นผลไม้ที่ปลูกง่าย สามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่โดยเฉพาะพื้นดินลูกรัง ดินเหนียว ดินร่วน หรือดินทราย แต่สามารถเจริญเติบโตได้ดีจะเป็นดินร่วนปนทราย เนื่องจากสามารถระบายน้ำได้ดี มะขามเปรี้ยวเป็นพืชทนน้ำ ที่เติบโตง่าย ต้นไม่สูงมาก พุ่มและกิ่งจะขยายออกทางด้านข้าง สามารถทนความแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญเลยคือสามารถออกดอกและติดได้เป็นจำนวนมาก

    วิธีการปลูกมะขามเปรี้ยว

    1.การปลูกมะขามเปรี้ยวที่ไร่แนะนำให้ปลูกแบบมีระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 10×10 เมตร หรือ 5×5 วา เนื่องจากมะขามมีพุ่มขนาดใหญ่ จำเป็นที่จะต้องเว้นระยะห่างไว้เยอะกว่าการปลูกผลไม้ชนิดอื่น 1ไร่จะปลูกได้ประมาณ 16 ต้น โดยอายุของต้นมะขามสามารถอยู่ได้ในระยะยาวเป็น100 ปี ถ้าปลูกในระยะที่ชิดกันมากเกินไปทำให้แดดส่องมายังต้นมะขามน้อย มะขามก็จะไม่โตและไม่ติดฝัก เนื่องจากมะขามเป็นพืชที่ชอบแดดและต้องการน้ำน้อยนั่นเอง
    2.การเตรียมหลุมปลูก หากเป็นดินแข็งและแน่นทำขุด 50x50x50 เซนติเมตร หากเป็นพื้นที่แห้งแล้ง หรือน้ำน้อย ให้นำเศษฟาง เศษหญ้า ขี้วัว หรือกาบมะพร้าว มารองก้นหลุมแล้วนำดินที่ขุดมากลบลงไปเช่นเดิม จะนั้นขุดให้มีขนาดหลุมเท่ากับกระถาม หรือถุงเพาะชำ นำต้นมะขาม ใส่ลงปลูกให้ระดับดินอยู่ใต้ผ้าทาบ 1 อาทิตย์ หลังจากปลูกให้กรีดผ้าทาบออก นำดินมากลบโนต้นให้พูน ในช่วงนี้จะต้องหาไม้ค้ำด้วย เพราะต้นยังไม่ฝังราก อาจมีการล้ม หรือลมพัดกิ่งหักได้

    การดูแลรักษา

    ในช่วง 2-3 ปีแรกให้ดูแลเหมือนผลไม้ทั่วๆ ไป คือรดน้ำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง หรือไม่ก็รดเฉพาะช่วงที่แล้งจัด หรือฝนไม่ตก เมื่อเข้าสู่ปลายปีที่ 2 ย่างปีที่ 3 หากเกษตรกรเห็นว่าต้นมะขามเปรี้ยวมีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ มีความอุดมสมบูรณ์ และต้องการให้ติดผล ให้หยุดรดน้ำ และหยุดให้ปุ๋ยในช่วงหน้าร้อนไปก่อน ให้ใบร่วงหล่นให้หมด หากยิ่งร้อนมากเท่าไหร่ใบยิ่งร่วมลงมากเท่านั้น เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน เมื่อฝนตกลงมา ต้นมะข้ามก็จะผลิใบและออกดอกออกมา ช่วงนี้นี่ล่ะค่ะที่ทำให้ดอกติดผล

    ภายหลังจากที่ดอกติดผลแล้ว จะต้องทำการบำรุงอย่างเต็มที่ ด้วยการรดน้ำใส่ปุ๋ย เด็ดฝักอ่อนทิ้งบ้างหากมีจำนวนที่เยอะเกินไป เพราะมันจะคอยไปแย่งสารอาหารจากลำต้น ทำให้ต้นมะขามโทรม และเจริญเติบโตช้าเข้าไปอีก งวดแรกของการติดฝัก ต้นอาจให้ผลผลิตได้น้อยและไม่เต็มที่ แต่พอเข้าสู่ปีที่สอง หรือสาม จะให้ผลผลิตได้เต็มร้อยเนื่องจากต้นมีการปรับสภาพได้แล้วค่ะ ต้นมะขามเปรี้ยวสามารถให้ผลิตแก่เกษตรกรไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนดหากมีการบำรุงและดูแลที่ดี

    การใส่ปุ๋ยมะขามเปรี้ยว

    ปุ๋ยจัดว่าสำคัญมากๆ ต่อการเจริญเติบโตของต้นมะขามเปรี้ยว ก่อนที่มะขามจะติดฝักจะต้องมีการให้ปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ ที่บำรุงลำต้น ให้มีความเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ ช่วงระยะเวลาที่ต้นมะขามติดฝักให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 2-3 ครั้งบวกกับการรดน้ำอย่างทั่วถึง จะช่วยให้ฝักใหญ่ และมีน้ำหนักมาก เมื่อพ้นช่วงเก็บเกี่ยวไป ให้ทำการตกแต่งกิ่งและพุ่ม เอากิ่งที่แห้งเสีย หรือไม่สมบูรณ์ออกไป เพื่อที่จะได้บำรุงลำต้นให้กลับมามีสภาพที่สมบูรณ์และพร้อมต่อการติดฝักในปีถัดไป

    การปลูกมะขามเปรี้ยว แม้ว่าจะเป็นพืชที่ปลูกง่าย และสามารถเติบโตเองได้ตามธรรมชาติ แต่หากเราต้องการให้ออกดอกติดผลมากๆ และสามารถให้ผลผลิตแก่เราได้ในระยะเวลาที่ยาวนาน แนะนำให้ใส่ใจและดูรักษาสักเล็กน้อย อาจมีการใส่ปุ๋ยปีละ 2-3ครั้ง หากเห็นน้ำน้อย หรือแห้งแล้งมากๆ ควรที่จะให้น้ำบ้างเล็กน้อย อย่าให้มากจนเกินไปนะคะ เพราะมะขามเป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัดๆ แต่ชอบน้ำปริมาณน้อยๆ

  • วิธีปลูกอัญชัน พร้อมคำแนะนำในการขายอัญชัน

    ในปัจจุบันนี้ เราจะเห็นได้ว่าพืชสมุนไพรไทยได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมากนะครับ ซึ่งอัญชันก็เป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรที่สารพัดประโยชน์ ตลาดมีความต้องการซื้อสูง และเป็นพืชที่ขายได้ราคาดี โดยจะนำดอกอัญชัน แปรรูปไปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ทำยารักษาโรค ใช้ทำสีผสมอาหาร ใช้ทำแชมพูรักษาอาการผมร่วง และอื่นๆ อีกมากมาย สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกอัญชันได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียวครับ

    ลักษณะทั่วไปของต้นอัญชัน

    – ต้นอัญชันนั้นจัดอยู่ในประเภทพันธุ์ไม้เลื้อยล้มลุกขนาดเล็ก ซึ่งจะมีเถาขนาดเล็ก และอ่อน แต่สามารถเลื้อยไปไกลได้ถึง 20 ฟุต
    – ลักษณะเถาอัญชันจะค่อนข้างกลม และออกสีเขียว แต่ถ้าเถาแก่จะออกสีน้ำตาล ตามลำต้นจะมีขนนุ่มๆ ปกคลุมโดยทั่ว
    – ดอกอัญชันจะเป็นดอกเดี่ยว และจะออกดอกเป็นช่อตามปลายยอด อัญชันจะมีทั้งชนิดดอกซ้อน และดอกรา
    – ดอกมีหลายสี เช่น สีม่วง สีฟ้า สีน้ำเงินอมม่วง และสีขาว
    – ลักษณะของดอกอัญชันจะมี 2 กลีบ ลักษณะกลีบแบที่ 1 เมื่อกลีบดอกบานอ้าออกเต็มที่ จะมองเห็นลักษณะของดอกคล้ายดอกถั่ว ลักษณะกลีบแบที่ 2 เมื่อกลีบดอกบานอ้าออกเต็มที่ จะมองเห็นลักษณะคล้ายกาบหอย หรือปีกผีเสื้อ
    – เมื่อดอกโรยก็จะติดฝัก
    – อัญชันเป็นพันธุ์ไม้ที่ออกดอกตลอดทั้งปี

    วิธีการปลูกอัญชัน

    วิธีการปลูกอัญชัน วิธีที่ 1

    วิธีการปลูกอัญชัน และดูแลรักษาอัญชันนั้นก็ไม่ยากครับ อัญชันเป็นพืชเลื้อยขนาดเล็กที่ปลูกง่าย และขึ้นง่ายไม่ต้องการดูแลรักษามากนัก

    – วิธีการปลูกโดยการนำต้นกล้า จากการเพาะเมล็ดมาปลูกลงแปลงปลูกที่ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกไว้
    – และบริเวณแปลงปลูกควรมีแสงแดดพอสมควร แต่ไม่ถึงกับจัดมาก
    – ใกล้ๆ กับแปลงปลูกทำรั้ว หรือไม้ระแนงเพื่อให้เถาอัญชันเลื้อยพาด หรือยึดเกาะเพื่อการทรงตัวได้
    – ส่วนการรดน้ำ รดน้ำแต่พอชุ่มก็พอ เพียงวัน ละ 2 ครั้งในช่วงเช้า และช่วงเย็นเท่านั้น
    – อัญชันขึ้นได้ดีในดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำได้ดี
    – ส่วนโรคและแมลง มีน้อยมาก แต่ควรระวังพวกสัตว์เลี้ยงมากินใบ และดอก
    – การปลูกอัญชันในกระถ่างก็สามารถทำได้ เพียงนำเมล็ดแก่มาเพาะบนสำลีที่ชุ่มน้ำ 2 วันก็งอกแล้วครับ
    – ประมาณ 1-2 เดือนก็เริ่มมีดอกให้เราเก็บแล้ว

    วิธีการปลูกอัญชัน วิธีที่ 2

    ซึ่งวิธีการปลูกอัญชันก็มีขั้นตอนที่ง่ายๆ โดยเราจะมุ่งไปที่การทำดินที่จะปลูกให้ดีซะก่อน หลักสำคัญในการปลูกต้นไม้ ไม่ว่าเราจะปลูกต้นไม้อะไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญเลยก็คือดิน การหมักดินให้ดีจะทำให้ต้นไม้ที่เราปลูกแข็งแรง ให้และให้ผลผลิตที่ดี

    สำหรับวิธีการหมักดินมีส่วนผสมดังนี้

    – ดินถุง
    – มูลสัตว์ (ปุ๋ยคอก)
    – เศษใบไม้แห้ง เศษอาหารสด ผัก ผลไม้ กากกาแฟ เปลือกไข่
    – หัวเชื้อจุลินทรีย์
    – น้ำตาล

    วิธีการหมักดิน

    – วิธีการหมักดิน ให้เรานำดินมาคลุกเค้ากับมูลสัตว์ เศษใบไม้แห้ง เศษอาหาร และหัวเชื้อจุลินทรีย์
    – ต่อจากนั้นให้เติมน้ำตาล และคลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยกะปริมาณตามความเหมาะสม
    – หลักสำคัญที่ควรทราบก็คือ มูลสัตว์ที่นำมาใช้ควรเป็นมูลสัตว์แห้ง เศษใบไม้ควรเลือกใบเล็ก และหากเป็นพืชตระกูลถั่วก็ย่อยง่ายขึ้น
    – เศษอาหารควรใส่ให้หลากหลายชนิด เพื่อให้ได้สารอาหารพืชหลายชนิด
    – น้ำตาลทราย ที่เติมลงไป ก็เพื่อไปกระตุ้นให้หัวเชื้อจุลินทรีย์ ที่นำมาผสมทำงานย่อยสลายได้ดีมากขึ้น
    – ต่อจากนั้น ให้เติมน้ำพอชุ่ม กะความชื้นให้เหมาะสม โดยสามารถสังเกตได้ด้วยการกำดินที่ผสมแล้ว นำขึ้นมาดุ
    – หากจับกันเป็นก้อน ไม่แตก และบีบแล้วไม่มีน้ำไหล ก็เป็นอันใช้ได้
    – แล้วจึงตักดินที่ผสมแล้ว ใส่ลงถุงดินที่ซื้อมา ถุงดินควรเป็นถุงกระสอบที่มีรูระบายอากาศ
    – ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม และให้จับดูว่าดินหายร้อนแล้วหรือยัง ถ้าหายร้อนแล้ว ก็สามารถนำมาปลูกได้

    วิธีการปลูกอัญชัน

    – ขั้นตอนแรกเริ่มจากนำเมล็ดแห้งของต้นอัญชัน นำมาแช่น้ำไว้ 1 คืน
    – เสร็จแล้วให้นำมาห่อผ้าทิ้งไว้ประมาณ 3 วันให้รากงอก
    – ต่อจากนั้น ให้นำดินที่เตรียมไว้ มาใส่กระถาง และไม่ควรใส่ดินจนเต็มกระถางเกินไป ให้ใส่ดินประมาณขอบล่าง เพื่อที่จะเหลือพื้นที่ไว้สำหรับรับน้ำเวลาปลูก
    – ต่อจากนั้นก็รดน้ำลงบนดินปกติ
    – เสร็จแล้วให้ขุดหลุมในกระถางตื้นๆ วางเมล็ดอัญชันประมาณ 3 เมล็ดต่อ 1 กระถางเพาะ
    – เคล็ดลับ คือ ถ้าอยากให้ต้นอัญชันงอกเร็ว ให้นำเอาถุงพลาสติกมาครอบ คลุมให้ทั่วทั้งกระถาง เพื่อให้เกิดความชื้นขึ้น ให้คลุมไว้จนกว่าต้นจะงอกพ้นดินมา แล้วค่อยเอาถุงออก
    – นำกระถางต้นไม้ ไปวางให้โดนแสงธรรมชาติ ประมาณ 2 เดือน ก็จะเริ่มมีดอกผลให้เก็บแล้ว

    การเก็บเกี่ยว และการขาย

    การเก็บเกี่ยว อัญชันเป็นพืชที่ออกดอกตลอดทั้งปี โดยใช้เวลานับตั้งแต่การปลูกจนเก็บเกี่ยวได้ ใช้เวลา 30-40 วัน ส่วนราคาดอกสดๆ กิโลกรัมละ 60–100 บาท ขึ้นอยู่กับความงามของดอก ราคาดอกอัญชันตากแห้งจำหน่ายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 250-500 บาท และถ้าเราขายส่งดอกอัญชันจะมีแม่ค้าพ่อค้าขาประจำเข้ามารับซื้อดอกอัญชันตากแห้งของเราด้วยราคาประมาณกิโลกรัมละ 100 – 500 บาท ซึ่งราคาส่งนั้นโดยปกติเราจะต้องขายถูกกว่าราคาปลีกอยู่แล้ว แต่ถ้าเราคิดว่าราคาขายนี้ดูน้อยเกินไป เราก็สามารถนำดอกอัญชันตากแห้งของเราไปต่อยอดทางธุรกิจเพิ่มเติมได้ ยังมีอาชีพเสริมอีกมากมายที่ต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ยกตัวอย่างเช่นการนำดอกอัญชันมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม หรือแม้แต่อาหาร

    ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากดอกอัญชัน

    ก็จะขอยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากดอกอัญชันนะครับ

    ชาดอกอัญชัน ตราขุนช้าง

    ชาดอกอัญชันตราขุนช้าง เป็นชาหอม ชาสมุนไพร และเป็นชาไทยที่ให้มากกว่าความอร่อย เป็นชาไทยมาตรฐานส่งออก ทุกความหอมกับหลากหลายสรรพคุณ ทุกความพิถีพิถันในการอบที่ทันสมัย ทุกความอร่อยที่บรรจงเสกสรรเติมแต่ง ทุกความตั้งใจที่มีไว้เพื่อคุณ มากสรรพคุณพร้อมรับประกันความอร่อย

    ชาดอกอัญชัน ตราขุนช้าง ผลิตด้วยเครื่องอบแบบดูดความชื้น ซึ่งสามารถรักษาคุณค่าของสมุนไพรไว้ได้ถึง 98% นอกจากนี้ยังมีการกระจายรายได้ให้กับเกษตรกรในท้องถิ่น ด้วยการรับซื้อวัตถุดิบสมุนไพรใบบัวบกจากชาวบ้านด้วย

    ชาดอกอัญชัน ตราขุนช้าง ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและยาระบาย แก้ตาฟาง และตาแฉะ มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมและนัยน์ตามากขึ้น

    วิธีชงให้ใส่ชาดอกอัญชัน 1 ซอง ในน้ำร้อน 130 มิลลิลิตร หรือประมาณ 1 แก้ว สามารถดื่มได้ทันที

    ชาดอกอัญชัน ผลิตภัณฑ์แปรรูปสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ตราขุนช้าง สินค้าจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเขาคีรี ของฝากจากจังหวัดสุพรรณบุรี

    ผ่านมาตรฐาน ใบอนุญาต GMP เลขที่ จ3-2(1)-13/52 สพ.
    ขนาดบรรจุ 15 ซอง น้ำหนักสุทธิ 20 กรัม

    ขอขยายความนิดนะครับ คำว่า GMP หรือชื่อเต็ม คือ Good Manufacturing Practice หมายถึง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร เป็นเกณฑ์หรือข้อกำหนดขั้นพื้นฐานที่จำเป็นในการผลิตและควบคุมเพื่อให้ผู้ผลิตปฏิบัติตาม และทำให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างปลอดภัย โดยเน้นการป้องกันและขจัดความเสี่ยงที่อาจจะทำให้อาหารเป็นพิษ เป็นอันตราย หรือเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

    สรุป

    ท่านที่ชื่นชอบการปลูกต้นไม้หรือทำการเกษตรอยู่แล้ว การปลูกดอกอัญชันตากแห้งขายเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยาก เป็นช่องทางสร้างความรวยที่น่าสนใจ ซึ่งการปลูกอัญชันลงทุนน้อยมาก การดูแลและบำรุงรักษาก็ไม่ยาก ทำควบคู่ไปกับงานอื่นๆ ได้ การปลูกดอกอัญชันขายยังสามารถพัฒนา หรือต่อยอดธุรกิจได้อีกหลากหลายรูปแบบ ทั้งผลิตเป็นเครื่องดื่มน้ำดอกอัญชัน หรือทำเป็นธุรกิจดอกอัญชันอบแห้ง ทั้งยังสามารถสกัดเป็นแชมพูสระผม ขายส่งให้กับแหล่งรับซื้อ การปลูกอัญชันจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำให้ท่านร่ำรวยได้อย่าง่ายๆ หากท่านกล้าที่จะลอง ขอให้ร่ำรวยกันทุกท่านครับ

  • วิธีปลูกน้อยหน่า พร้อมคำแนะนำในการขายน้อยหน่า

    ต้นน้อยหน่า
     

    น้อยหน่า (Sugar Apple, Custard Apple, Sreet Sop) เป็นพืชผลไม้จำพวกต้น ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น น้อยแน่, มะนอแน่, หมักเขียบ น้อยหน่ามีถิ่นกำเนิดจากแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พบได้ทั่วไปในเขตร้อนรวมถึงประเทศไทย โดยจะนิยมปลูกกันมากในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลของน้อยหน่าจะมีลักษณะดังนี้ เนื้อผลจะมีสีขาว ให้รสหวาน มีเมล็ดสีดำ ซึ่งส่วนที่นำมาใช้เป็นยารักษาอาการต่าง ๆได้แก่ ผล ผลดิบ ผลแห้ง เมล็ด และใบ

    น้อยหน่าในประเทศจะแบ่งออกเป็น 2 พันธุ์ใหญ่ ๆ ได้แก่ น้อยหน่าเนื้อและน้อยหน่าหนัง ซึ่งทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกัน ดังนี้

    1.น้อยหน่าเนื้อ (น้อยหน่าฝ้าย) เปลือกภายนอกที่มีตารอบทั่วทั้งผลจะมีร่องลึกชัดเจน เป็นเนื้อทราย ไม่จับกันเป็นก้อน เละง่าย รสชาติหวานจัด กลิ่นหอมเด่น มีเมล็ดใหญ่
    2.น้อยหน่าหนัง (น้อยหน่าญวน) พันธุ์นี้นำเข้ามาจากเวียดนาม เปลือกภายนอกมีตาแต่ไม่เป็นร่องชัด รสชาติหวานอมเปรี้ยว ไม่หอมเท่าน้อยหน่าเนื้อ แต่หลายคนว่าน้อยหน่าหนังกินอร่อยเพราะเนื้อเหนียว เมื่อผลสุกสามารถลอกเปลือกออกได้ง่าย

    วิธีการปลูกน้อยหน่า

    น้อยหน่าเป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนแห้งไม่หนาวจัด ชอบดินร่วนทราย หรือดินร่วนเหนียว มีการระบายน้ำดีไม่มีน้ำท่วมขังและมีแสงแดดจัดส่องได้ทั่วถึง แต่ไม่ชอบที่ชื้นและน้ำขังแฉะ สามารถปลูกได้ตั้งแต่บนที่ราบจนไปถึงที่ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,000 เมตร นอกจากนี้ยังต้องมีระยะแล้งในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม เพื่อให้น้อยหน่ามีการผลัดใบและเริ่มแตกใบใหม่ ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตอยู่ระหว่างช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน

    การขยายพันธุ์ น้อยหน่าสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น ตอนกิ่ง เพาะเมล็ด เป็นต้น แต่ในปัจจุบันจะนิยมวิธีเพาะเมล็ดเนื่องจากเป็นพืชที่ให้ผลผลิตไวและมีรากแก้วซึ่งจะทำให้พืชแข็งแรง (ในที่นี้จะขอแนะนำการขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเมล็ด)
    วิธีเพาะเมล็ด เมื่อได้เมล็ดมาให้ทำการล้างให้สะอาด หลังจากนั้นนำไปแช่น้ำ 1 คืน แล้วจึงแช่น้ำอุ่นต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมงเพื่อกระตุ้นการงอก จากนั้นจึงทำเมล็ดไปเพาะในกระบะที่เตรียมดินไว้แล้ว ดินที่ใช้เพาะควรใช้ทรายกับขุยมะพร้าวในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 กลบดินให้พอมิด แล้วจึงดูแลรดน้ำให้ดินชื้นอยู่ตลอดเวลาแต่อย่าให้แฉะ เมื่ออายุได้ประมาณ 10 – 15 วันเมล็ดจะเริ่มงอกและแข็งแรงพอที่จะย้ายไปอยู่ในถุงเพาะชำได้แล้ว

    การย้ายลงถุงเพาะชำ เตรียมดินโดยใช้ดินดำ แกลบดำและปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ในอัตรา 1 ต่อ 1 ต่อ 1 จากนั้นจึงย้ายต้นอ่อนลงไปปลูกรดน้ำให้พอชื้นทุกวัน เมื่อน้อยหน่าเริ่มแตกใบแท้หรืออายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ก็จะสามารถนำไปปลูกลงแปลงดินได้

    การปลูกน้อยหน่า ควรยกร่องดินเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง เนื่องจากน้อยหน่าไม่ชอบน้ำท่วมขัง ขุดหลุมปลูกโดยใช้ระยะห่างระว่างต้นและแถว โดยประมาณตั้งแต่ 2 x 2 เมตร จนถึง 4 x 4 เมตร ระดับความลึกของหลุมปลูกประมาณกว้าง 1 ศอก ลึก 1 ศอก ในแต่ละหลุมให้เติมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุมก่อน แล้วจึงนำต้นกล้าน้อยหน่าลงปลูก หลังจากนั้นจึงกลบดินให้แน่นและควรนำฟางข้าวหรือหญ้าแห้งมะคลุมดินบริเวณโคนต้นด้วย เพื่อเป็นการรักษาความชื้นในดิน นอกจากนี้ในระยะแรกควรปักไม้หลักยึดกับต้นน้อยหน่าเพื่อป้องกันลมพัดและควรมีการทำที่พลางแสงให้กับต้นน้อยหน่าด้วย

    การให้น้ำ

    ควรรักษาความชื้นในดินให้อยู่ระหว่าง 70 – 80 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้อัตราการผสมเกสรติดผลสูงขึ้น ทำให้ผลเจริญเติบโตดีและเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าปกติ ในช่วงฤดูฝนควรงดการให้น้ำ

    การให้ปุ๋ย

    การให้ปุ๋ยควรใช้ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยวิทยาศาสตร์ร่วมกัน ระยะการใส่ปุ๋ยเป็น 3 ช่วง ทุกๆ 2-3 เดือน ระยะแรกให้เติมปุ๋ยสูตร 15-15-15 ก่อน ระยะที่ 2 ควรเติมปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 พอถึงระยะที่ 3 ก็ให้เติมปุ๋ยสูตร 8-24-24 และเพื่อความสมบูรณ์ของต้นน้อยหน่า ควรเติมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยขี้ไก่อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

    การดูแลรักษา

    เนื่องจากน้อยหน่าจะออกดอกมากเมื่อมีการตัดแต่งกิ่งและแตกยอดใหม่เท่านั้น (ออกดอกเฉพาะกิ่งที่แตกใบใหม่เท่านั้น) ดังนั้นเพื่อให้มีผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพ ควรเริ่มดูแลตัดแต่งสวนเมื่อต้นน้อยหน่ามีอายุ 18 – 24 เดือน โดยเลือกกิ่งสมบูรณ์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 0.5 – 1 เซนติเมตร เอาไว้ จากนั้นให้ตัดแต่งกิ่งจากกิ่งง่ามออกประมาณ 20เซนติเมตร ส่วนกิ่งฝอยและกิ่งกระโดงตัดออกให้หมดรวมทั้งใบด้วย ให้เหลือแต่ต้นตอ ปกติเมื่อต้นน้อยหน่ามีอายุประมาณ 8 – 10 ปี ผลผลิตมักจะได้น้อยให้ทำการโค่นทิ้งแล้วปลูกใหม่

    ในช่วงที่น้อยหน่าเป็นดอกนั้นควรมีการช่วยผสมเกสรด้วย เพราะขนาดของผล จำนวนผล และคุณภาพของผลจะดีกว่าปล่อยให้ผสมตามธรรมชาติ และควรมีการปลิดผลอ่อนให้เหลือผลที่สมบูรณ์ สำหรับน้อยหน่า 2 ผลต่อกิ่ง และน้อยหน่าลูกผสม 1 ผลต่อกิ่ง แล้วห่อผลก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 1 เดือนเพื่อป้องกันแมลงวันทอง

    ศัตรู โรคและการป้องกันกำจัด

    1.แมลงวันทอง ป้องกันด้วยการห่อผลในระยะที่ต้นน้อยหน่าเริ่มติดผลแล้ว 3 เดือน ซึ่งมีผลขนาดเท่ากำปั้น นอกจากนี้ ผลดีของการห่อผลก็คือ จะช่วยทำให้ผลของน้อยหน่ามีขนาดใหญ่ขึ้น 20-30% และทำให้ผลน้อยหน่ามีสีสวย ซึ่งจะเป็นสีออกเหลืองอมชมพู นอกจากนี้ต้องหมั่นทำความสะอาดสวนอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้มีกิ่งไม้หรือใบไม้ร่วงทับถมอยู่ในสวน
    2.เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง หนอนเจาะกิ่ง ด้วงกินใบหรือแมลงค่อมทอง ด้วงทำลายดอก หนอนผีเสื้อเจาะ แก้ไขด้วยการใช้เชื้อราบิวเวอเรียฉีดพ่นทุก ๆ 15 วัน หรืออาจใช้สลับกับน้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง ทุกๆ 3 – 7 วัน
    3. โรคแอนแทรคโนส รักษาด้วยการฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดราหรือเชื้อราไตรโคเดอร์มา ร่วมกับการตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง ลมและแสงแดดส่องได้ทั่วถึง

    ต้นน้อยหน่ามีข้อดีคือต้องการน้ำน้อย จึงเหมาะสำหรับผู้ผลูกหรือเกษตรกรที่ระบบชลประทานน้ำยังเข้าไม่ถึง หรือเป็นพื้นที่แห้งแล้งและมีปริมาณน้ำฝนน้อย

    การขายน้อยหน่า</center<>

error: Content is protected !!