Category: เกษตร

  • วิธีปลูกตำลึง พร้อมคำแนะนำในการขายตำลึง

    ตำลึงเป็นผักพื้นบ้าน ที่ไม่ว่าใครต่างเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นที่นิยมนำมารับประทาน มีรสชาติที่หวาน อร่อย มีกลิ่นหอม เมนูแนะนำที่ได้จากตำลึงได้แก่ แกงจืด ลวกจิ้มน้ำพริก ผัด นอกจากจะใช้ประกอบอาหารแล้วยังเป็นหนึ่งพืชที่มีสรรพคุณทางยาอีกด้วยครับ
    สภาพโดยทั่วไปของตำลึง

    ผักตำลึง เป็นผักตระกูลเดียวกับผักจำพวกบวบ น้ำเต้า และแตงร้าน เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดจากเอเชีย มีความทนแล้งทนฝนได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจว่าทำไมตำลึงสามารถขึ้นและเจริญเติบโตได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย
    เนื่องด้วยตำลึงเป็นไม้เลื้อยที่ชอบพันเกาะเกี่ยว ดังนั้นเหมาะสมที่จะปลูกบริเวณรั้วบ้าน หรือทำซุ้มร้าน ให้ตำลึงได้เลื้อยพัน

    การขยายพันธุ์ของตำลึง

    ตำลึงสามารถขยายพันธุ์ได้ 2 แบบ ได้แก่

    1.การเพาะเมล็ด ในส่วนของการเพาะเมล็ด จะมีลักษณะคล้ายกับพืชทั่วๆ ไป แต่วิธีการขยายพันธุ์ลักษณะนี้ค่อนข้างที่จะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าการปลูกด้วยเถา
    2.การปลูกด้วยเถา เป็นการปลูกง่ายๆ เพียงแค่เอาเถาตำลึงที่แก่มาตัดออกเป็นท่อนๆ มีความยาวประมาณ 6-8 นิ้ว จากนั้นนำไปเพาะชำในกระบะเพาะชำ จะอาจนำไปปลูกเลยก็ได้
    สำหรับการเพาะปลูกตำลึงจะดีที่สุด หากปลูกในช่วงฤดูฝน เพราะต้นตำลึงจะงอกได้เร็วกว่าฤดูการอื่นๆ เพียงแค่เดือนเดียวก็สามารเก็บเกี่ยวผลผลิตและยอดเพื่อจำหน่ายและรับประทานได้แล้ว ข้อดีของตำลึงหากยิ่งเก็บมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งแตกได้มากเท่านั้น

    วิธีการปลูกตำลึง

    การเพาะเมล็ด

    การคัดเลือดเมล็ด จะต้อมีการใช้เมล็ดจากผลแก่ แล้วหยอดลงในหลุม ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกตำลึงได้แก่ดินร่วนซุย
    1.การเตรียมดิน โดยจะมีการเตรียมดินเหมือนกับการปลูกผักทั่วไป ด้วยการผสม คุกเคล้ากับปุ๋ยชีวภาพ หรือปุ๋ยคอก ให้เข้ากันจากนั้นนำผลตำลึงแก่จัด สีแดงแกะเอาแต่เมล็ดมาโรยบนดินที่จัดเตรียมไว้ จากนั้นกลบด้วยดิน และฟาง หรือหญ้าแห้งบางๆ รดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็น ตำลึงจะชอบดินชุ่ม แต่ไม่ใช่ดินแฉะ ในจุดนี้เกษตรกรเองจะต้องเพิ่มความระมัดระวังอย่าให้ดินแฉะและมีน้ำขัง เพราะอาจทำให้เกิดโรครากเน่าและตายได้
    2.เมื่อลำต้นของตำลึงงอกขึ้นมาได้ประมาณ 5 เซนติเมตร สังเกตเห็นมือเกาะ ให้เริ่มทำค้าง เพื่อที่ลำต้นจะได้ไต่ขึ้นที่สูงเพื่อรับแสง โยค้างจะต้องมีความสูงตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป โดยจะต้องไม่เกิน 3 เมตร หากสูงกว่านี้จะไม่สะดวกในการเก็บยอดตำลึง
    3.สำหรับการปลูกตำลึงนั้นเกษตรกรจะต้องพึงนึกเสมอเลยว่า ตำลึงเป็นผักที่ต้องได้รับแสงแดงตลอดทั้งวัน ลมโกรกผ่านได้ ที่สำคัญตำลึงจะสังเคราะห์และคายน้ำได้อย่างเต็มที่ ในส่วนของศัตรูพืชไม่ค่อยน่าเป็นห่วง เนื่องจากมดแดงตามต้นตำลึงจะคอยกินเพลี้ยและแมลงที่มากัดกินยอด

    การปักชำด้วยเถา

    เป็นวิธีที่เกษตรกรเลือกที่จะใช้ปลูกตำลึงมากที่สุดเนื่องจากการปลูกตำลึงด้วยวิธีการปักชำ จะทำให้ต้นตำลึงเจริญเติบโตและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ค่อนข้างเร็ว ให้เกษตรกรเลือกเถาที่มีความแก่พอสมควร มาตัดเป็นท่อนๆ ยาว 15 – 20 ซม. จากนั้นมาปักชำในหลุมที่ได้มีการจัดเตรียมไว้ เมื่อมีการเจริญเติบโตได้ประมาณ 1 เดือนก็สามารถเก็บยอดอ่อนมาปรุงอาหารได้

    เคล็ดลับในการทำให้ตำลึงมีการแตกยอกใหม่อยู่ตลอดเวลานั้น เกษตรกรจะต้องหมั่นเก็บยอดอ่อนตำลึงเป็นประจำ ซึ่งในขณะเดียวกันจะต้องมีการบำรุงดูแลลำต้นให้มีความสมบูรณ์อยู่เสมอด้วยการเติมปุ๋ยคอด ประมาณ เดือนละครั้ง หมั่นรดน้ำเสมอในหน้าแล้ง สำหรับช่วงฤดูฝนอาจมีการเว้นบ้าง แล้วค่อยกลับมารดใหม่ในช่วงที่ฝนทิ้งช่วง

    การทำค้างให้กับต้นตำลึง

    1.ค้างสำหรับต้นตำลึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากการทำค้างจะส่งผลต่อการเจริญเติบโต ทั้งประโยชน์การเลื้อยของเถา และเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับต้นตำลึงได้รับแสงได้อย่างเพียงพอ
    2.การปักค้างสำหรับตำลึง สามารถทำได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น ค้างเดี่ยว ค้างกระโจม ค้างสามเหลี่ยม ค้างสี่เหลี่ยมผืนผ้า ค้างโค้ง ค้างแผง ในการทำค้างจะต้องคำนึงในเรื่องพื้นที่และความสูง หากสูงมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้ตำลึงสามารถเจริญเติบโตได้ดี
    3.วัสดุที่นำมาทำค้าง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นไม้ไผ่ ปักเป็นเสารอบๆ
    การบำรุงดูแลรักษาต้นตำลึง

    ส่วนใหญ่แล้วการดูแลรักษา ไม่ค่อยยุ่งยากเหมือนกับการปลูกพืชอื่นๆ เพราะที่เห็นตำลึงจะเป็นพืชที่ค่อนข้างทนทาน ทนต่อโรค ขึ้นและเจริญเติบโตได้เอง ตายยาก ดังนั้นเกษตรกรแทบจะไม่ต้องเข้าไปดูแลอะไรมากมายนัก
    แต่ถ้าอยากให้มีการเจริญเติบโต ลำต้นมีความสมบูรณ์ ควรเอาใจใส่มันบ้าง ด้วยวิธีการหมั่นพรวนดิน ดายหญ้าและใส่ปุ๋ย โดยปุ๋ยอาจเป็นปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกก็ได้

  • วิธีปลูกมันฝรั่ง พร้อมคำแนะนำในการขายมันฝรั่ง

    มันฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการการเอาใจใส่เป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาในการปลูก เนื่องจากเป็นพืชทีค่อนข้างปลูกยาก และต้องการความรู้ความเข้า และสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างแท้จริงสำหรับการปลูก เพื่อที่จะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างเต็มเม็ดเต็มเหนี่ยว ปัจจุบันนี้เกษตรกรในภาคเหนือหันมาให้ความสนใจในการปลูกมันสำปะหลังกันมากขึ้น เนื่องด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง เป็นทั้งรายได้หลักและรายได้เสริม

    ขั้นตอนการเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูก

    1.เริ่มต้นด้วยการไถดินลึกประมาณ 20 เซนติเมตร ตากหน้าดินเพื่อเป็นการกำจัดเอโรคในดินประมาณ 10-15 วัน หากดินมีสภาพเป็นกรดให้ทำการแก้ไขด้วยการหว่าน โดโลไมท์ทั่วทั้งแปลง ในปริมาณ 200-500 กิโลกรัมต่อไร่ โดยค่า PH ที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกอยู่ที่ 5.5-6.5 จากนั้นค่อยไถพรวนอีก 2-3 ครั้งเพื่อที่จะได้ยกแปลงปลูก

    การปลูกมันสำปะหลัง สามารถปลูกได้ 3 วิธีได้แก่

    1.การปลูกแบบแถวเดี่ยวไม่ยกร่อง
    2.การปลูกแบบแถวเดี่ยวยกร่อง
    3.การปลูกแบบยกแปลงปลูกแถวคู่

    การเตรียมหัวพันธุ์มันฝรั่ง

    1.ก่อนอื่นนั้นจะต้องคิดเลือกเอาหัวทีมีคุณภาพ โดยวิธีการสังเกตที่ตารอบหัว หากเป็นหัวที่มี2ตามากแสดงว่าหัวนั้นมีคุณภาพมาก เพื่อที่จะได้แตกกล้าพันธ์ในจำนวนที่มากขึ้นด้วย
    2.เมื่อได้หัวพันธ์ให้น้ำมาตัดเป็นชิ้นๆ จำนวนชิ้นตามตาของหัวพันธุ์นั้น โดยหนึ่งหัวจะได้ประมาณ 4-5 ชิ้น จะต้องมีการเตรียมการ โดยการตัดไว้ก่อน 1 สัปดาห์ก่อนปลูก
    3.เมื่อจำนวนหัวพันธุ์เรียบร้อยแล้ว ให้ปลูกหลุมละ 1 ชิ้น จากนันให้มีการรดน้ำและดูแลรักษาในขั้นตอนต่อไป
    เคล็ดไม่ลับในการเตรียมหัวพันธุ์ ภายหลังจากมีการหันเป็นชิ้นๆ แล้ว หากต้องการป้องกันไม่ให้หัวเน่าแนะนำให้นำปูนซีเมนต์มาทาตรงบริเวณที่มีรอยตัด จะเป็นตัวช่วยอย่างดีในการป้องกันหัวพันธุ์เน่า

    ขั้นตอนในการปลูกมันสำปะหลัง

    1.การคัดเลือกหัวพันธ์ในกรณีที่เป็นหัวพันธ์ที่เก็บไว้ในห้องเย็น จะต้องนำออกมาสัมผัสกับอากาศข้างนอกเสียก่อน เพื่อที่หัวพันธ์จะได้ปรับสภาพ
    2.ทำการไถพรวนดินให้ละเอียด ตามหัวข้อจัดเตรียมหน้าดินในเบื้องต้น
    3.ทำการยกร่องโดยมีความกว้างอยู่ที่ 80 เซนติเมตร ในส่วนของความยาวไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่
    4.ทำการขุดหลุมให้ลึกพอประมาณทีจะนำหัวพันธ์ลงไปทำการเพาะปลูก แต่อย่าให้ลึกจนเกินไป สำหรับเกษตรกรที่ต้องการปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ แนะนำให้ใช้เครื่องช่วยขุด สำหรับการใช้เครื่องทุ่นแรงในการขุดร่อง จะประหยัดทั้งเวลาและแรงงานในประปลูกมันฝรั่ง โดยการนำเครื่องทุนแรงมาวางบนแปลที่ขึ้นไว้แล้ว จากนั้นออกแรงดันเพื่อให้มีความกว้าง และความลึกเท่ากัน แล้วค่อยเอามันสำปะหลังลงปลูกได้เลย ไม่ต้องขุดซ้ำ
    5.ใส่ปุ๋ยลงในช่วงระหว่างปลูก
    6.นำหัวพันธ์ลงทำการเพาะปลูก
    7. ในการปลูกมันฝรั่ง จะค่อนข้างเสี่ยงต่อการเป็นโรคและแมลง ดังนั้นเกษตรกรจะต้องหมั่นสังเกต และรีบหาทางจัดการเมื่อเห็นความผิดปกติ เนื่องจากมันฝรั่งค่อนข้างที่จะดูแลยากและต้องได้รับการเอาใจใส่อย่างเต็มที่

    การบำรุงดูแลรักษามันฝรั่ง จะมี 3 ครั้งดังนี้

    1.เกษตรกรจะต้องมีการใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในปริมาณ 100-150 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นหลุมก่อนที่จะมีการนำหัวพันธุ์ลงไปเพาะ
    2.เมื่อมันฝรั่งมีอายุได้ประมาณ 15-20 วันตามด้วยปุ๋ยยูเรีย ในปริมาณ 25 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการใส่ข้างๆ ต้นแล้วพูนดินกลบ
    3.เมื่อมันสำปะหลังอายุได้ประมาณ 30 วันต่อด้วยปุ๋ยโปตัสเซี่ยมซัลเฟต ปริมาณ 25กิโลกรัมต่อไร่ ให้ใช้วิธีการโรยปุ๋ยเป็นแถวพร้อมกับพูนดินกลบ โคนอีกครั้งหนึ่ง

    โรคและแมลงที่สำคัญ ที่จะทำให้หัวมันฝรั่งได้รับการกระทบกระเทือน เกิดเป็นแผล หรือรอยได้ มีดังนี้

    1.โรคใบไม้ เริ่มแรกจะเป็นแผลบนใบ เป็นจุดช้ำ ฉ่ำน้ำ เป็นวงกลม และจะลุกลามขยายใหญ่ขึ้น สาเหตุของการเกิดโรค เกิดจากเชื้อราไฟทอฟเทอร่ำ ที่อยู่ในเศษซากพืช และอยู่ในต้นโรคและต้นพืชที่หลงเหลือ ในการป้องกันจะต้องหลีกเลี่ยงการปลูกพืชซ้ำที่เก่า การกำจัดจะต้องมีการใช้สารเคมีในการจำกัด
    2.เพลี้ยอ่อน จะต้องมีการพ่นด้วย สารคาร์บาริล (เซพวิน 85) สลับกับคาร์โบซัลแฟน (พอสซ์) ทุก 10 วันถ้ามีเพลี้ย หรือหนอนลงชอนใบและเพลี้ยไฟระบาดควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมิคำโคลพริค(คอนฟิดอร์100 เอสแอล) สลับไซเพอร์เมทริน/ไฟซาโลน(พาร์ซอน) ฉีดพ่นทุก ๆ 5-7วัน
    3.ไส้เดือนฝอย สำหรับไส้เดือนจะเข้ามาทำลายจะเข้ามาทำลายราก ให้เกิดรากปม จากนั้นค่อยนเข้ามาทำรายหัวมันให้เกิดปุ่มปม ให้มีลักษณะหัวเบี้ยว เกษตรกรมักเรียกกว่าโรคหูด การป้องกันกำจัดดูแลรักษาแปลงให้สะอาด หมั่นกำจัดวัชพืชและพืชที่เป็นแหล่งอาศัยของไส้เดือน
    4.หนอนผีเสื้อ ทำลายใบมันฝรั่ง จะทะลุเข้าไปเจากิ่งก้านไปกระทั่งหัวของมันฝรั่ง สามารถป้องกันด้วยวิธีการเก็บหัวพันธ์ของมันฝรั่งไว้ในโรงเก็บ ไม่ปลูกมันฝรั่งแบบต่อเนื่องกัน อาจมีการปลูกพืชอย่างอื่นสลับกันบ้างปะปนกันไป

  • วิธีปลูกมะยงชิด พร้อมคำแนะนำในการขายมะยงชิด

    มะยงชิด (หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามะปรางหวาน) คือมะปรางที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว แต่จะมีความหวานมากกว่าเปรี้ยวและมีขนาดผลที่ใหญ่กว่า โดยพันธุ์ของมะยงชิดที่ได้รับความนิยมสูงมีอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์เพชรกลางดง พันธุ์ทูลเกล้า และพันธุ์บางขุนนนท์ ราคาของมะยงชิดโดยเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ 100-250 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาของมะยงชิดจะขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพของผลผลิตเป็นสำคัญ ผลสุก นิยมรับประทานเป็นของว่างหรือแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ แยม เป็นต้น ผลดิบ ใช้จิ้มกะปิหวาน น้ำปลาหวาน ใช้ดองและแช่อิ่ม เพราะมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีวิตามินซีสูง มีกากใยอาหารมาก ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี

    วิธีการเพาะปลูก มะยงชิดเป็นไม้ผลที่เติบโตช้า ขยายพันธุ์ได้ยากและใช้เวลาขยายพันธุ์ยาวนานกว่าไม้ผลชนิดอื่น ระยะออกดอกคือเมื่อใกล้หมดหน้าฝนฝนอากาศหนาวมาเยือน มะยงชิด กระทบอากาศหนาว อุณหภูมิราว 20 – 23 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องประมาณ 7 – 8 วัน ต้นจะแทงช่อดอกออกมาทันที แนะนำปลูกในสภาพที่ค่อนไปทางดินเหนียว เนื่องจากจะทำให้อุ้มน้ำและปุ๋ยได้ดี

    การขยายพันธุ์ มะยงชิดสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง ในปัจจุบันจะนิยมต้นกล้าที่ได้มาจากการตอนกิ่ง เพราะจะทำให้ต้นมะยงชิดให้ผลผลิตได้เร็ว แต่มีข้อเสียคือได้ต้นพันธุ์น้อยทำให้ขยายพันธุ์ได้ช้า

    การเพาะเมล็ด การขยายพันธุ์วิธีนี้ง่าย ได้ต้นพันธุ์จำนวนมาก แต่จะมีข้อเสียคือมีโอกากลายพันธุ์และให้ผลผลิตช้า ประมาณ 7-8 ปี ดินที่ใช้ในการเพาะควรใช้ดินร่วนผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักชีวภาพและแกลบดำ ในอัตราส่วน 3:1:2 แล้วจึงนำเมล็ดมะยงชิดที่จะเพาะล้างเอาเนื้อออก ผึ่งในร่มให้แห้ง ก่อนเพาะควรนำไปจุ่มสารกำจัดเชื้อราหรือเชื้อราไตรโคเดอร์มาก่อน การเพาะควรใช้ไม้ไผ่กลมเล็กแทงลึกประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร แล้วนำเมล็ดมะยงชิดหยอดในแนวนอน กลบเมล็ดด้วยดินเพาะ รดน้ำพอชุ่มทุกวันเช้าเย็น ประมาณ 5-10 วัน เมล็ดจะงอก เมื่องอกเป็นต้นกล้าแล้วควรมีการรดน้ำและให้ปุ๋ยทางใบ เมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 5 เดือนหรือเริ่มแตกใบแท้ แสดงว่าต้นกล้าพร้อมที่จะนำลงปลูกในแปลงดินแล้ว

    การตอนกิ่ง ควรเริ่มทำการตอนกิ่งช่วงต้นฤดูฝนและควรใช้ขุยมะพร้าวหุ้มดีกว่าใช้ดิน เพราะอุ้มน้ำดีกว่า ให้เลือกกิ่งมะยงชิด ที่เป็นกิ่งเพสลาด คือผิวเปลือกสีน้ำตาลปนเขียว ลักษณะใบต้องสมบูรณ์ไม่เป็นโรค แล้วจึงควั่นกิ่งตอน โดยห่างจากปลายกิ่ง 40 เซนติเมตร เปิดแผลกว้าง 2 – 3 เซนติเมตร แกะเปลือกออก ขูดเยื่อเจริญออก แล้วทิ้งแผลไว้ 7 วัน จากนั้นจึงหุ้มกิ่งตอนด้วยขุยมะพร้าว ให้มิดรอยแผล เอาผ้าพลาสติกหุ้มต้นตออีกขั้นหนึ่ง แล้วเอาเอาเชือกรัดหัวท้ายให้แน่นพอควร ทิ้งไว้ประมาณ 45 -55 วัน ก็จะเกิดราก รอจนรากเดินดี จึงตัดไปชำ การชำควรทำในที่ร่มรำไร กิ่งตอนควรเลี้ยงไว้ประมาณ 1 – 2 เดือน จึงนำไปปลูก

    การเตรียมแปลงปลูก ถ้าเป็นไปได้ควรมีการยกร่องด้วยซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมความชื้นได้ ระยะห่างในการปลูกระหว่างต้นและแถวประมาณ 8 x 8 เมตร หลุมปลูกขุดให้มีขนากว้างลึก 50 x 50 เซนติเมตร จากนั้นให้ตากหลุมเพื่อฆ่าเชื้อโรคประมาณ 1 สัปดาห์ หากดินเป็นกรดให้แก้ด้วยการโรยปูนขาวทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ด้วย

    การปลูก ให้ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักชีวภาพผสมดินเดิมในอัตรา 1 : 1 รองก้นหลุม เอาต้นพันธุ์ลงหลุมแล้วกลบดินให้แน่นพูนดินบริเวณโคนเป็นรูปหลังเต่าเพื่อป้องกันน้ำขัง หากเป็นต้นพันธุ์ที่ได้มาจากการทาบกิ่ง ต้องระวังอย่าให้ดินไปกลบรอยแผลที่ทาบเอาไว้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะทำให้ต้นไม่เจริญเติบโต รอยแผลที่ทาบไว้จะเกิดเชื้อรา ทำให้เน่าได้ พอปลูกแล้วก็รดน้ำอย่าให้ดินโคนต้นแฉะ เพราะมะยงชิดไม่ชอบน้ำขังแฉะจะทำให้เกิดโคนเน่า รดน้ำให้พอดินชุ่มเท่านั้น

    การให้น้ำ ในระยะแรกปลูก 2 – 3 เดือนนั้น ควรมีการให้น้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ โดยให้น้ำวันเว้นวัน เมื่ออายุได้ประมาณ 3 – 6 เดือน จึงให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เว้นแต่ช่วงฝนตกงดการให้น้ำ มะยงชิดที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งควรมีการให้น้ำ 15 – 20 วันต่อครั้ง และหากมีแสงแดดในช่วงระยะปลูกใหม่ ๆ ควรมีการใช้วัสดุพรางแสงให้ต้นมะยงชิดด้วยและทุกครั้งที่เห็นมะยงชิดแตกใบอ่อนใหม่ ๆ ช่วงดังกล่าวควรมีการให้น้ำปริมาณน้อย ๆ แต่ต่อเนื่องอยู่สม่ำเสมอ ใบที่ออกมาชุดใหม่จะได้มีใบสมบูรณ์ โดยทั่ว ๆ ไปแล้วมะยงชิดจะเริ่มออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน – เดือนธันวาคม ก่อนที่มะยงชิดจะออกดอกติดผล 2 – 3 เดือน ควรงดการให้น้ำ เพื่อให้มะยงชิดสะสมอาหารเพียงพอที่จะทำให้ดอกที่ออกมามีความสมบูรณ์และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

    การให้ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพหรือปุ๋ยคอก เดือนละหนึ่งครั้งบริเวณแนวทรงพุ่ม ในช่วงที่มะยงชิดกำลังติดดอก ให้ฉีดบำรุงด้วย ยาบำรุงหรือน้ำหมักสูตรบพรุงดอกและผล

    การตัดตกแต่งกิ่ง หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตหมด จึงเริ่มตัดแต่งกิ่ง โดยตัดแต่งกิ่งให้เป็นทรงพุ่ม ตัดให้แสงแดดส่องถึงบริเวณโคนต้นได้ ตัดเอากิ่งที่แก่เกินและกิ่งที่เป็นโรคออก ควรตัดให้เรียบและตัดให้ชิดโคนกิ่ง เมื่อตัดเสร็จให้ทาแผลตัดด้วยปูนขาวหรือปูนแดง เพื่อป้องกันแผลติดเชื้อซึ่งทำให้กิ่งเน่าได้

    โรค แมลงและศัตรูพืช ในช่วงที่มะยงชิดแตกใบอ่อนต้องป้องกันแมลงทำลายใบอ่อนด้วยสมุนไพรไล่แมลงทุก ๆ 3 วันครั้งหากพบโรคเชื้อรามีอาการเน่าบริเวณโคนต้น ลำต้น กิ่ง ให้ใช้ยาฆ่าเชื้อหรือเชื้อราไตรโคเดอร์มาราดหรือฉีดพ่นตามบริเวณที่เกิดเชื้อรา ทุก ๆ 5 – 7 วันจนกว่าจะหาย สำหรับแมลงวันทองศัตรูหลักของมะยงชิดนั้น ป้องกันด้วยการทำสวนให้สะอาด ให้โล่งเตียน ไม่ให้มีเปลือกหรือผลตกหล่นตามสวนไว้เป็นที่เพาะพันธุ์แมลงวันทอง หากมีการระบาดหนักให้ราดบริเวณสวนด้วยเชื้อไมธาเซียมเพื่อเป็นการขจัดตัวอ่อนแมลงวันทองที่ฟักตัวอยู่ในดินนั่นเองและเมื่อผลมีอายุได้ 3 สัปดาห์ ควรมีการห่อผลเพื่อป้องกันนกและแมลงวันทองด้วย

    มะยงชิดถือเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่ขายได้ราคาดี นอกจากนี้ยังสามารถนำไปแปรรูปได้หลากหลาย แต่มีข้อเสียคือกว่าจะได้ผลผลิตนั้นต้องใช้ระยะเวลานาน ผู้ที่ต้องการปลูกแนะนำให้ปลูกพืชอื่นแซมไปด้วย เพื่อที่จะเป็นรายได้ระหว่างที่รอต้นมะยงชิดโตและให้ผลผลิตนั่นเอง

  • วิธีปลูกพลับ พร้อมคำแนะนำในการขายพลับ

    พลับ มีอยู่หลายพันธุ์ด้วยกัน โดยสายพันธุ์ที่นิยมปลูกในบ้านเรามากที่สุดก็คือสายพันธุ์ Diospyros kaki L.f. ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในภาคเหนือของจีน ซึ่งในจีนมีการรับประทานลูกพลับมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ต่อมาได้แพร่กระจายพันธุ์เข้าไปในญี่ปุ่นและในปัจจุบันก็ได้กลายเป็นผลไม้ยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นนั่นเอง (ญี่ปุ่นจะเรียกว่าลูกพลับว่า “คาขิ“)

    พลับถือเป็นไม้ผลกึ่งร้อน มีทรงต้นขนาดใหญ่ ดอกมีสีเหลืองอ่อน ลักษณะของผลจะมีหลายรูปทรง ทั้งแบบกลม กลมรี กลมแบน ส่วนผลอ่อนของลูกพลับจะเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีเหลืองและมีเนื้อนิ่มและหวาน กรอบ อร่อย ซึ่งเป็นแหล่งรวมของเหล่าสารอาหารต่าง ๆ มีประโยชน์ในการบำรุงสายตาและต่อต้านอนุมูลอิสระได้หลายชนิด มีคุณสมบัติช่วยให้ระบบการขับถ่ายดี และยังมีสิ่งที่น่าสนใจคือ ช่วยในการลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย

    พลับมี 2 สายพันธุ์ใหญ่ ๆ ได้แก่ ลูกพลับพันธุ์หวาน เช่น พันธุ์ฟูยุ (รสหวาน ผลสุกสีส้มอมเหลือง สามารถรับประทานสด ๆ ได้) และลูกพลับพันธุ์ฝาด เช่น พันธุ์ซิชู พันธุ์ฮาชิยา (รสฝาด เนื้อนิ่ม ผลสุกเนื้อสีส้มอมแดง ต้องนำมาผ่านกระบวนการลดความฝาดก่อนถึงจะรับประทานได้)

    ส่วนการปลูกพลับในประเทศไทยเริ่มต้นจากการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้นำพันธุ์ต่างๆ เข้ามาปลูกวิจัยร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวงเมื่อปี พ.ศ. 2512 ที่สถานีวิจัยดอยปุย จนประสบความสำเร็จและส่งเสริมให้ปลูกเป็นการค้า

    วิธีการเพาะปลูก พลับจะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีระดับความสูงจากน้ำทะเลประมาณ 800 เมตรขึ้นไป เป็นไม้ผลที่มีการผลัดใบ ต้องการสภาพอากาศที่หนาวเย็นอุณหภูมิเฉลี่ย 14-15 องศาเซลเซียสและมีชั่วโมงความหนาวเย็นประมาณ 150-300 ชั่วโมง พลับขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะที่สุดคือดินร่วนปนทราย และควรเป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตดี ในฤดูหนาวใบจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พอถึงเดือนมกราคมใบจะร่วงหมดต้น ต้นพลับจะพักตัวจนถึงเดือนมีนาคมก็จะเริ่มผลิใบขึ้นมาใหม่หลังจากนั้นไม่นานก็จะมีการผลิดอกและติดผล ผลจะแก่ในราวเดือนสิงหาคมถึงกันยายน

    การขยายพันธุ์ ทำได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การติดตา และการตอนกิ่ง แต่วิธีที่นิยมทำกันส่วนใหญ่จะเป็นการติดตา หรือตอนกิ่ง เนื่องจากทำให้ได้ต้นตอที่มีระบบรากแข็งแรง ไม่มีการกลายพันธุ์ มีการเจริญเติบโตได้ดีอย่างสม่ำเสมอ ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ซึ่งในประเทศไทยมักใช้ต้นตอของพืชที่มีระบบรากแข็งแรง เช่น กล้วยฤาษี ตะโกนา ตะโกสวน จันเขา หรือมะพลับดง สำหรับกล้วยฤาษีเป็นไม้ป่าที่มีอยู่ตามธรรมชาติ บริเวณภูเขาสูงทางภาคเหนือของไทย มีลำต้นใหญ่ระบบรากลึกทนสภาพแห้งแล้งเติบโตดี นิยมใช้เป็นต้นตอ

    การเตรียมแปลงปลูก ฤดูปลูกที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพลับจะอยู่ในช่วงต้นฤดูฝน ระยะปลูกที่เหมาะสมคือตั้งแต่ 6 x 6 ถึง 8 x 8 เมตร ขุดหลุมปลูกที่มีขนาดของความกว้างและยาวประมาณ 0.5 x 0.5 เมตร โดยขุดให้ลึกลงไปในดินประมาณ 1 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกประมาณครึ่งปี้ปจากนั้นจึงนำต้นกล้าพลับที่เตรียมไว้ลงปลูก

    การให้น้ำ ในช่วงแรกให้รดน้ำทั้งตอนเช้าและตอนเย็น เมื่อต้นพลับเริ่มตั้งตัวได้จึงรด 3 – 4 วันต่อครั้ง นอกจากนี้ในช่วงฤดูแล้งคือประมาณเดือนมีนาคม พลับจะมีการแตกตาและเริ่มแตกยอดใหม่ ควรมีการให้น้ำบ้างซึ่งจะช่วยทำให้ต้นพลับมีการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตดีขึ้น
    การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 เมื่อเริ่มติดดอกและใส่สูตร 15-15-15 หลังจากทำการเก็บเกี่ยวและตัดแต่งกิ่งแล้ว โดยการพรวนดินตื้น ๆ รอบ ๆ ทรงพุ่มของต้นพลับ แล้วจึงโรยปุ๋ยลงไป กลบดิน รดน้ำพอชุ่ม สำหรับอัตราการใส่ปุ๋ยจะขึ้นอยู่กับขนาดและอายุของพลับ
    โรค ศัตรูพืชและการป้องกัน พลับเป็นไม้ผลที่ไม่ค่อยจะมีปัญหาในเรื่องโรคและแมลงมากนัก ซึ่งในเมืองไทยยังมีการศึกษากันน้อยมาก แต่ในต่างประเทศมีสำคัญๆ เช่น

    1. แมลงศัตรูพืชต่าง ๆ เช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย แมลงวันทอง และแมลงกัดกินใบ แก้ไขโดยการใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียหรือน้ำหมักสมุนไพรไล่แมลงฉีดพ่นทุก ๆ 2 – 3 วันจนกว่าแมลงจะหมด
    2. โรค Grown gall สาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ acterium tumorfaciens ป้องกันโดยการไม่นำเอาต้นที่เป็นโรคไปปลูกแต่สำหรับประเทศไทยมักไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

    การเก็บเกี่ยวผลผลิต พลับจะให้ผลผลิตจนถึงระยะเก็บเกี่ยวได้แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์และสภาพของพื้นที่ที่ใช้ปลูก ซึ่งปกติจะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน ลักษณะผลที่เก็บเกี่ยว จะเป็นผลแก่จัดที่มีผิวผลสีเหลือง เก็บเกี่ยวโดยใช้กรรไกรที่คมและสะอาดตัดบริเวณขั้วผล ระมัดระวังไม่ให้ผลมีรอยตำหนิหรือบอบช้ำ เพราะนอกจากจะไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแล้ว ยังทำให้เก็บรักษาไว้ได้ไม่นานอีกด้วย เนื่องจากเชื้อราจะเข้าทำลายทำให้ผลเน่าเสียได้ง่าย หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วควรจะใช้กระดาษฟางห่อผลคล้ายกับการห่อผลแอปเปิลเรียงซ้อนกัน 2-3 ชั้น ในกล่องกระดาษพร้อมที่จะขนส่งสู่ตลาด

    การตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งกิ่งต้องทำตั้งแต่ต้นพลับยังเล็กและทำเป็นประจำทุกปี โดยทำการตัดยอดให้เป็นทรงต้นและตัดกิ่งออกให้เหลือกิ่งที่สมบูรณ์ไว้ประมาณ 3 – 4 กิ่ง นอกจากนี้การตัดแต่งกิ่งควรทำในฤดูหนาว ซึ่งจะเป็นช่วงที่ต้นพลับพักตัว จะอยู่ในช่วงประมาณเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

    ในปัจจุบันการปลูกต้นพลับให้ได้ผลนั้นควรเลือกวิธีการติดตาหรือทาบกิ่งจะดีที่สุด ต้นพลับถือเป็นพืชที่น่าปลูกอีกชนิดหนึ่งเนื่องจากการปลูกเพื่อการพานิชย์ในบ้านเรายังไม่แพร่หลายทำให้ลูกพลับมีราคาแพงไม่น้อย ถือเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับเกษตรกรเลยทีเดียว

  • วิธีปลูกแครอท พร้อมคำแนะนำในการขายแครอท

    แครอทเป็นผักที่ใช้รับประทานเฉพาะหัว มีรสชาติที่หวานกรอบ จึงกลายเป็นผักยอดนิยม ที่สำคัญยังอุดมไปด้วย วิตามินเอและเกลือแร่ และสารเบต้าแคโรทีน โดยวิตามินเอจะเข้าไปช่วยในด้านบำรุงสายตา เนื้อเยื่อ ยับยั้งความเสื่อมโทรมของส่วนต่างๆในร่างกาย กระตุ้นให้ระบบการทำงานของร่างกายสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ มีความเชื่อกันว่า แครอท สามารถป้องกันและยังยั้งโรคมะเร็งได้อีกด้วย

    สรรพคุณของแครอท
    1. ช่วยในการบำรุงสายตา ป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจก
    2. สำหรับหนุ่มสาวต้องหาทานกันมากๆ เนื่องจากมีสรรพคุณในการป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต ไม่ให้ผิวคล้ำเสีย อีกทั้งต่อต้านสารอนุมูลอิสระ
    3. รักษาเยื่อบุในร่างกาย ช่องปากและทางเดินอาหาร
    4. เสริมสร้างกระดูและภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคภูมิแพ้ โรคมะเร็ง และโรคในระบบหัวใจ

    วิธีการปลูกแครอท

    ก่อนอื่นจะต้องทราบก่อนเลยว่าแครอทเป็นพืชที่ชอบอยู่ในอุณหภูมิต่ำสุด และสูงสุดที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีคือ 7.2 – 23.8 องศาเซลเซียล โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวจะเห็นเกษตรกรปลูกแครอทมากที่สุดค่ะ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฤดูอื่นๆ จะไม่ปลูกกัน แครอทปลูกได้ทุกฤดูตลอดปี แต่จะให้ผลเก็บเกี่ยวที่ดีที่สุดในช่วงฤดูหนาว-ฤดูร้อน ส่วนฤดูฝนเกษตรกรไม่ค่อยนิยมปลูกสักเท่าไหร่ เพราะนอกจากเผชิญกับปัญหาสภาวะอากาศ ฝนฟ้าแล้วยังเจอกับปัญหาโรค แมลง ที่ทำให้ผลผลิตตกต่ำอีกด้วย

    ดินที่เหมาะสมในการปลูกแครอท จะต้องเป็นดินร่วนปนทราย ประกอบไปด้วยอินทรียวัตถุสูง สามารถระบายน้ำได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญหน้าดินจะลึกจะช่วยให้แครอทออกมามีคุณภาพดีหัวตรง ไม่คดงอ และไม่แตกแขนง

    แครอทสามารถปลูกได้ 2 วิธี คือการหว่าน และการหยอดเมล็ด การหยอดเมล็ดจะช่วยควบคุมระยะห่างระหว่างต้นได้ดีกว่าการหว่าน เหมาะสำหรับการเพาะในกระถาง หรือพื้นที่น้อย แต่โดยทั่วไปแล้วเกษตรกรนิยมแบบหว่านมากกว่าเนื่องจากสะดวกง่าย รวดเร็ว ที่สำคัญประหยัดต้นทุน เนื่องจากเพาะปลูกบนพื้นที่กว้าง

    ขั้นตอนในการปลูกแครอท

    1. การเตรียมสถานที่สำหรับการเพาะปลูก หรือสามารถเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่าการเตรียมแปลง
    – ทำการขุดดินให้มีความร่วนและซุย ลึกประมาณ 1 ฟุต
    – ไถพรวนดิน ผสมกับปุ๋ยหมักชีวภาพ 2 กิโลกรัม แกลบดำ 1 ถุง และอาหารสัตว์ ต่อ1 ตารางกิโลเมตร
    – สำคัญ แปลงดินที่เตรียมไว้จะต้องไม่มี กรวด หิน ไม้ปะปนอยู่ เพราะมันจะทำให้หัวแครอทเกิดการคดงอ หรือบิดเบี้ยวได้
    2. แปลงผักกว้าง 1 เมตร สามารถปลูกได้ 3 แถว วิธีการให้ใช้มีดกรีดเป็นร่องเล็กๆ ตามแนวยาวของแปลง เมล็ดพันธุ์ที่จะนำมาหยอด ให้ผสมทรายเล็กน้อย
    3. เมื่อหยอดเมล็ดพันธุ์เรียบร้อยแล้วให้กลบด้วยดิน หรือแกลบดำ คลุมด้วยฟาง เพื่อจะได้กักเก็บความชื้นและน้ำ
    4. รดน้ำให้ชุ่ม ปล่อยให้ต้นกล้างอกออกมา
    5. เมื่อต้นกล้าโตได้ประมาณ 15 เซ็นติเมตร ถอนออก เว้นระยะความห่างอยู่ที่ 7 เซนติเมตรต่อต้น เพื่อที่หัวแครอทออกมาสวย ไม่เบียดกัน
    6. ทำการเติมปุ๋ยหมักชีวภาพ ทุกๆ 20 วัน ในปริมาณ 300 กรัมต่อ 1 ตารางเมตร
    7. สำหรับเกษตรกรในการเพาะปลูกแครอท มักประสบกับปัญหา หัวแครอทถูกเสี้ยนดินทำลาย ส่งผลให้เกิดการเน่าเสีย แนะนำให้รดน้ำหมักสะเดา ทุก 3-5 วัน
    8. กรณีที่แครอทมีใบที่สวยอย่าดีใจไปนะคะ เพราะนั่นคือสัญญาณอันตรายของเกษตรกร เนื่องจากอาหารไปเลี้ยงส่วนใบหมด ทำให้มีหัวขนาดเล็ก ไม่ได้มาตรฐาน วิธีการแก้ให้หักใบออก หรือใส่รองเท้าเหยียบยอด เพื่อลดการลำเลียงอาหารไปเลี้ยงใบ

    โรคและแมลงศัตรูพืช ที่เป็นอันตรายต่อการปลูกแครอท นอกจากการขั้นตอนการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การปลูก การดูแลรักษาแล้ว สิ่งที่ต้องพึงระวัง คือภัยร้ายที่มาทำลายแครอท อย่างโรคต่างๆ และศัตรูพืชดังนี้

    1. โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา Cercospora sp. และ Alternaria sp. เกษตรกรจะพบปัญหาเหล่านี้ในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่พืชลงหัวแล้ว สาเหตุหลักเลยคือได้รับการดูแลที่ไม่เพียงพอ หรือไม่ทั่วถึง สามารถป้องกันได้โดยวิธีการใช้โลนาโคล หรือ แอนทราโคล หรือ ไดเทนเอ็ม 45 อย่างใดอย่างหนึ่งฉีดพ่น หากเป็นฤดูฝนอาจมีการชะล้างจากน้ำฝน แนะนำให้ใช้สารจับใบผสมก่อนฉีด
    2. โรครากปม เกิดจากไส้เดือนฝอยคอยแทะ หรือทำลายหัวแครอท วิธีการป้องกันก่อนที่จะมีการปลูก หรือลงเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรทำการขุดดินผึ่งแดด เพื่อกำจัดไข่ และตัวอ่อนของไส้เดือนฝอยเสียก่อน อาจเสียเวลาบ้างเล็กน้อย แต่ถือว่าคุ้มหากนึกถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
    3. โรคหัวเน่าเป็นโรคที่น่าเจ็บใจมากที่สุด พบมากในช่วงฤดูฝน และเป็นช่วงที่ใกล้ระยะเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว หากมีโรคนี้แทรกซ้อนเข้ามากำจัดด้วยวิธีการถอนต้นที่เป็นโรคทิ้งไป
    4. นอกจากนี้ยังมีศัตรูพืชอย่างปลวกและเพลี้ยอ่อนที่เข้ามาทำลาย หัวและดูดกินน้ำที่เลี้ยงปลายใบ ปลวกสามารถกำจัดได้ด้วยยาลอร์สแบน หรือ คูมิฟอส ส่วนเพลี้ยอ่อนให้ทำการฉีดพ่นด้วยพิริมอร์ หรือ อโซดริน ในทุกๆ 7 วัน

    มันไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับการปลูกแครอท เพียงแค่เราจะต้องหมั่นสังเกตและดูแลอย่างใกล้ชิด มันก็สามารถให้ผลผลิตและสร้างเม็ดเงินให้คุณไม่น้อย สามารถปลูกได้ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม

  • วิธีปลูกเสาวรส พร้อมคำแนะนำในการขายเสาวรส

    เสาวรส เป็นผลไม้เขตร้อนที่มีต้นกำเนิดในแถบทวีปอเมริกาใต้ บริเวณแถบประเทศบราซิล อาร์เจนตินา ปารากวัย มีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2498

    เสาวรสเป็นไม้เถาเลื้อย ที่บริเวณเถาจะมีมือเกาะซึ่สามารถเลื้อยไปได้ไกลประมาณ 12 เมตร อายุอยู่ได้นานประมาณ 3 – 5 ปี ลักษณะของผล เสาวรสจะออกผลเป็นผลเดี่ยว ผลมีรูปทรงกลมหรือรูปไข่ และอวบน้ำ ขนาดผลประมาณ 5-7 เซนติเมตร มีน้ำหนักผลประมาณ 35-115 กรัม ขึ้นอยู่กับขนาดผล ผลมีลักษณะกลม ผลอ่อนจะมีสีเขียว แต่เมื่อสุกแล้วจะมีหลายสีแล้วแต่สายพันธุ์ คือ สีม่วง สีเหลือง สีส้ม ซึ่งในบ้านเรานี้จะปลูกครบทั้ง 3 สายพันธุ์ โดยในผลเสาวรสนั้นจะมี ชั้นในสุดของเปลือกเป็นเยื่อสีขาวที่เรียกรก มีเมล็ดสีดำจำนวนมาก มีกลิ่นคล้ายฝรั่งสุก รสออกเปรี้ยวจัด แต่บางสายพันธุ์จะมีรสออกอมหวานด้วย

    วิธีการเพาะปลูก เสาวรสนั้นปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนซุย มีอินทรีย์วัตถุสูง ไม่ชอบน้ำขัง ชอบดินที่มีความเป็นกรดเล็กน้อย (ค่า pH ประมาณ 6 ) เพียงใส่ปุ๋ย ก็ให้ผลผลิตสูง

    การขยายพันธุ์ สามารถทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็น การเพาะเมล็ด การปักชำ และการเสียบยอด แต่จะนิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำและเพาะเมล็ดมากกว่า

    การเพาะเมล็ด การปลูกเสาวรสด้วยต้นกล้าจากเมล็ดเป็นวิธีที่นิยมที่สุด เพราะสะดวก รวดเร็ว และได้ต้นกล้าจำนวนมาก อีกทั้ง ต้นที่เติบโตสามารถแตกกิ่งได้มากและลำต้นมีความแข็งแรงมากกว่าต้นที่ได้จาการตอนกิ่งหรือการปักชำ เมล็ดที่ใช้เพาะ ควรเลือกจากผลเสาวรสที่มีผลขนาดใหญ่ ผลมีความสมบูรณ์ เปลือกผลเป็นมันวาว ไม่มีรอยกัดแทะของแมลง เมื่อเลือกผลได้แล้ว ให้ผ่าครึ่งผล จากนั้น ใช้ช้อนตักเมล็ดออกรวมกันใส่ถ้วย จากนั้นจึงนำเมล็ดมาใส่ผ้าขาวบาง แล้วนำไปขยี้ให้น้ำเพื่อให้เยื่อหุ้มเมล็ดหลุดออกจากเมล็ด แล้วจึงนำเมล็ดมาล้างทำความสะอาด พร้อมขยำในน้ำอีกรอบ แล้วนำเมล็ดมาตากผึ่งแดดให้แห้ง นาน 5-7 วัน

    ก่อนจะห่อด้วยผ้าขาวเก็บพักไว้ในที่ร่มนาน 1 – 2 เดือน ค่อยนำมาเพาะ (พักไว้เพื่อให้เมล็ดเข้าสู่ระยะพักตัว) เมื่อครบ 2 เดือนจึงนำไปเพาะโดยที่ก่อนเพาะนั้นให้นำเมล็ดมาแช่น้ำไว้ 1 คืน การเพาะเมล็ดอาจเพาะในถุงเพาะชำได้โดยตรงหรือหยอดเพาะในกระบะเพาะก่อน แล้วค่อยแยกลงเพาะต่อในถุงเพาะชำ ทั้งนี้เสาวรส 1 ผล จะแยกเมล็ดได้ประมาณ 150 – 200 เมล็ด

    การเตรียมแปลงปลูก ควรวางแนวปลูกในแนวทิศเหนือ – ใต้ เพื่อให้เสาวรสได้รับแสงเต็มที่ เพราะเสาวรสนั้นต้องการแสงแดดวันละ 6 – 8 ชั่วโมง ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 3 x 3 เมตร ขุดหลุมกว้างและลึกประมาณ 50 x 30 เซนติเมตร จากนั้นจึงปล่อยหลุมตากแดดไว้ 3 – 5 วัน เพื่อกำจัดเชื้อโรค

    การทำค้าง เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเสาวรสเป็นไม้เถาเลื้อย จำเป็นต้องเกาะเลื้อยไปตามวัสดุต่างๆ การเตรียมค้าง ควรเตรียมหลังการขุดหลุมปลูกเสร็จหรือทำร่วมกับการขุดหลุมปลูก หรืออาจทำหลังการปลูก แต่ต้องระวังไม่ให้ต้นเสาวรสได้รับอันตรายขณะทำค้าง การเตรียมค้างทำได้โดยการใช้เสาคอนกรีตหรือเสาไม้มาฝังใกล้กับต้นเสาวรสตามแนวยาวของแถว จากนั้น ใช้ลวดขึงโยงแต่ละเสาตามแนวยาว แล้วค่อยขึงโยงตัดตามแนวขวางให้เป็นตารางสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดประมาณ 50 × 50 เซนติเมตร

    การปลูก รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก แกลบดำและหน้าดินเดิม ในอัตรา 1 : 1 : 1 แล้วจึงนำต้นกล้าที่เพาะไว้ปลูก กลบดินให้แน่นให้พูนดินบริเวณโคนต้นเป็นรูปหลังเต่าเพื่อป้องกันน้ำขัง

    การให้น้ำ ควรให้น้ำตามความเหมาะสม เนื่องจากเป็นพืชทนแล้ง อาจให้น้ำเมื่อเห็นว่าบริเวณหน้าดินแห้ง ประมาณ 5 – 7 วันก่อนการเก็บเกี่ยวให้งดการให้น้ำ

    การใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพหรือปุ๋ยคอก ต้นละประมาณ 2 – 3 กำมือ ต่อครั้ง ต่อเดือน

    การตัดแต่งและจัดทรงต้น เสาวรสมีการจัดทรงต้นเช่นเดียวกับไม้ผลชนิดอื่น ๆ ซึ่งจะต้องจัดทรงต้นให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต เริ่มตัดแต่งตั้งแต่หลังปลูกจนกระทั่งต้นขึ้นค้าง โดยจะต้องให้เสาวรสมีลำต้นเดียวตั้งแต่ระดับพื้นดินจนถึงค้าง ระยะนี้จะต้องคอยตัดหน่อที่งอกจากต้นตอและกิ่งของต้นออกให้หมดรวมทั้งต้องมัดเถาให้เลื้อยขึ้นตั้งตรงอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้ายอดของเถาห้อยลงจะทำให้ยอดชะงักการเจริญเติบโตและแตกตาข้างมาก หากมีการติดผลต้องหมั่นเด็ดผลทิ้งจนกว่าต้นจะเจริญเติบโตขึ้นถึงค้าง หลังจากต้นถึงค้างแล้วให้ทำการตัดยอดเพื่อบังคับให้แตกเถาใหม่ 3 – 4 กิ่ง จากนั้นจัดเถาให้กระจายออกไปโดยรอบต้นทั่วพื้นที่ของค้างและควรตัดยอดของทุกเถาอีกครั้งเมื่อยาวพอสมควรแล้วเพื่อช่วยให้แตกยอดมากขึ้น

    การคัดเลือกผล โดยธรรมชาติเสาวรสจะออกดอกติดผลได้ง่าย โดยดอกจะเกิดที่ทุกข้อบริเวณโคนก้านใบของกิ่งใหม่ ถึงแม้ว่าดอกบางส่วนจะร่วงไม่ติดผล แต่ก็ยังเหลือส่วนที่ติดผลค่อนข้างมาก ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ จึงต้องปลิดผลที่มีคุณภาพต่ำทิ้ง เพื่อให้ผลที่เหลืออยู่มีคุณภาพดี โดยใน 1 เถา เสาวรสจะให้ผลที่มีคุณภาพดี 1 ช่อ ช่อละ 3-4 ผล หลังจากติดผล 1 ชุดแล้วผลชุดต่อไปมักมีขนาดเล็กเนื่องจากมีอาหารไม่เพียงพอจึงต้องปลิดทิ้งบ้าง นอกจากนี้ยังมีผลที่บิดเบี้ยวเนื่องจากการทำลายของโรคและแมลงซึ่งต้องปลิดทิ้งด้วย โดยปลิดเมื่อผลยังมีขนาดเล็กอยู่

    การเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังจากดอกผสมเกสรแล้ว ดอกจะพัฒนาเป็นผลขนาดเล็ก และเจริญจนผลสุกพร้อมเก็บ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 50 – 70 วัน หลังการติดผล แนะนำอย่ารอให้ผลสุกเต็มที่ให้เก็บเสียก่อน เก็บเมื่อผลสุกประมาณ 70 – 80 เปอร์เซนต์ แล้วค่อยนำไปบ่มต่อ เพื่อให้สีของผลสวยและมีรสชาติดีขึ้น เก็บเกี่ยวผลโดยการใช้กรรไกรตัดขั้วผลจากต้นให้ขั้วผลสั้นติดผล โดยทั่วไปแล้วจะทำการเก็บเกี่ยวทุกๆ 2 – 3 วันต่อครั้ง

    ในการบ่มแนะนำให้ใช้แคลเซียมคาร์ไบด์หรือถ่านแก๊ส ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น ใส่ผลเสาวรสลงในภาชนะ เช่น กล่องกระดาษแล้วนำแคลเซียมคาร์ไบด์หรือถ่านแก๊สใส่ภาชนะเล็กๆ หรือห่อด้วยกระดาษพรมน้ำเล็กน้อยให้เกิดก๊าซอะเซทธิลีนแล้วปิดภาชนะทิ้งไว้ 2-3 วัน ผลจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงเข้มจึงส่งจำหน่าย ในกรณีที่ผลผลิตมีจำนวนมากให้ใช้วิธีใส่ผลผลิตลงในลังพลาสติก สิ่งที่ควรระวังคือ อย่าใส่แคลเซียมคาร์ไบด์มากเกินไปเพราะจะทำให้ผิวผลเสียหาย เสาวรสที่สุกดีแล้ว หากเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องจะสามารถเก็บได้นาน 3-7 วัน และหากเก็บไว้ในตู้เย็นจะเก็บได้นาน 1-2 สัปดาห์

    โรคและแมลงศัตรู ถึงแม้เสาวรสจะเป็นพืชที่ไม่ค่อยเป็นโรค แต่ก็ยังมีโอกาศเป็นอยู่บ้าง โรคที่พบบ่อยได้แก่ รากเน่า โคนเน่าซึ่งเกิดจากเชื้อรา ให้ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาหรือสารกำจัดเชื้อราผสมน้ำราดบริเวณโคนต้น ทุก 3 – 5 วันจนกว่าพืชจะหาย นอกจากนี้ยังมีแมลงศัตรูพืชที่พบบ่อยคือไรแดงเทียมและเพลี้ยไฟ กำจัดได้โดยการใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียฉีดพ่นทุก ๆ 1 – 2 วัน จนกว่าแมลงจะหาย ทั้งนี้การใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียและเชื้อราไตรโคเดอร์มาไม่ควรใช้พร้อมกัน ควรเว้นระยะประมาณ 15 วัน นอกจากนี้ควรหมั่นทำความสะอาดโคนต้นอย่าให้รก

    เสาวรสถือเป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนแล้ง ทนโรค นอกจากนี้ยังเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้รักสุขภาพอีกด้วยถือเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่น่าจับตามองไม่น้อยเลยทีเดียว ในปัจจุบันสินค้าแปรรูปของเสาวรสก็มีมากมายไม่ว่าจะเป็น น้ำเสาวรส แยมเสาวรส ถือเป็นพืชทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรและผู้ที่รักสุขภาะเลยทีเดียว

  • วิธีปลูกอินทผาลัม พร้อมคำแนะนำในการขายอินทผาลัม

    อินทผาลัม จัดเป็นพืชตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง มีหลากหลายสายพันธุ์ เป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีในเขตที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งอย่างทะเลทราย โดยอินทผาลัมมีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง ประเทศที่ผลิตอินทผาลัมรายใหญ่ได้แก่ อียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน อาหรับ แอลจีเรีย เรียงตามลำดับ

    ผลของอินทผลัม มีลักษณะเป็นผลทรงกลมรี ออกเป็นช่อ มีความยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร มีรสหวานฉ่ำ สามารถรับประทานได้ทั้งผลดิบและผลสุก โดยผลอินทผาลัมสดจะมีสีเหลืองไปจนถึงสีส้มและเมื่อแก่จัดผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์)

    วิธีการเพาะปลูก

    อินทผลัมเป็นพืชที่ขอบอากาศร้อนและต้องปลูกอยู่กลางแจ้งที่ได้รับแสงแดดส่องสว่างตลอดวัน ถึงแม้อินทผลัมสามารถทนแล้งได้ดีก็ตาม แต่อินทผลัมก็เป็นพืชที่ต้องการน้ำมากในการให้ผลผลิตที่ดี ดังนั้นจึงต้องมีการให้น้ำในช่วงฤดูแล้งและฤดูหนาวด้วย สำหรับดินที่เหมาะสมคือดินร่วนปนทรายที่อุดมสมบูรณ์ มีระบบระบายน้ำที่ดีและมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก นอกจากนี้อินทผลัมยังเป็นพืชที่ไม่สมบูรณ์เพศ โดยมีดอกตัวเมียและดอกตัวผู้แยกอยู่กันคนละต้นกัน ดังนั้นในการปลูกเพื่อมีการติดผลที่ดี จึงจำเป็นต้องปลูกทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียไว้ในสวน เฉพาะต้นตัวเมียเท่านั้นที่ให้ผลอินทผลัม แต่ต้องมีเกสรจากต้นตัวผู้มาผสมด้วย ดังนั้นเราจึงต้องปลูกอินทผลัมทั้งตัวผู้และตัวเมีย โดยหากเรามีต้นอินทผลัมตัวผู้สายพันธุ์ที่ดีปลูก จะมีสัดส่วนในการปลูกตัวผู้ 1 ต้น ต่อตัวเมียถึง 40-50 ต้น

    การขยายพันธุ์

    การขยายพันธุ์อินทผลัมสามารถทำได้ 3 วิธี คือ เพาะจากเมล็ด แยกหน่อจากต้นแม่ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แบบแรกการขยายพันธุ์จากเมล็ดจะมีข้อดีคือขยายพันธุ์ปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว โดยมีต้นทุนในระยะแรกต่ำกว่าวิธีอื่น แต่เนื่องจากอินทผลัมเป็นพืชที่่ไม่สมบูรณ์เพศ การขยายพันธุ์โดยเมล็ด โอกาสที่จะได้เป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมียมีอย่างละครึ่ง และเราจะไม่สามารถทราบเพศของต้นอินทผลัมจากการเพาะเมล็ด ต้องปลูกไว้และรอจนกว่าอินทผลัมจะออกดอกก่อนจึงจะทราบเพศ และถึงแม้ว่าเราจะได้ต้นตัวเมียไปปลูก แต่ถ้าไม่มีต้นตัวผู้ อินทผลัมก็จะไม่ออกผลผลิตให้เรา ทำให้เสียเวลาเป็นอย่างมาก

    แบบที่สองการขยายพันธุ์โดยแยกหน่ออินทผลัมจากต้นแม่ วิธีนี้เป็นการขยายพันธุ์ที่เราจะได้พันธุ์แท้ ต้นกล้าที่ได้จะมีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่ทุกประการ แต่เนื่องจากต้นแม่พันธุ์จะมีความสามารถให้หน่อได้เพียงเฉลี่ยประมาณ 20 – 30 หน่อต่อต้นตลอดอายุ (จำนวนหน่ออินทผลัมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) เราจึงไม่สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ในปริมาณมาก ๆ อย่างรวดเร็วได้ ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีการจำหน่ายหน่อพันธุ์อินทผลัมในเชิงพาณิชย์ และหากจะสั่งหน่อพันธุ์มาจากต่างประเทศจะมีราคาสูงมาก โดยราคาหน่อพันธุ์จะมีราคาสูงกว่าต้นกล้าที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้หากสั่งซื้อหน่อต้นพันธุ์มาปลูกแล้ว การลงทุนด้วยวิธีนี้ในระยะแรกจะสูงที่สุด วิธีนี้จึงเหมาะกับสวนที่มีต้นแม่พันธุ์อินทผลัมที่ดีอยู่แล้วและต้องการขยายการเพาะปลูกอินทผลัมออกไป

    และวิธีสุดท้ายในต่างประเทศจะขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อขึ้นมา การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้คือการโคลนนิ่ง ต้นกล้าที่ได้จึงเป็นพันธุ์แท้ โดยจะมีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่พันธุ์ทุกประการ ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอ สามารถขยายพันธุ์ได้ปริมาณมากและรวดเร็วเหมาะสำหรับการปลูกในเชิงพาณิชย์ แต่ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าการปลูกด้วยเมล็ด ปัจจุบันการปลูกในเชิงพาณิชย์ของต่างประเทศจะนิยมวิธีนี้ เนื่องจากสามารถบริหารจัดการแปลงปลูกได้ดีกว่า ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดีและสม่ำเสมอ และให้ผลผลิตได้เร็ว สามารถปลูกได้ปริมาณมากตามต้องการและทุกฤดูกาล ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง ในระยะเวลาสั้น

    การเพาะเมล็ด ผลอินทผลัมที่ซื้อมาจากตลาดทั่วไปหรือซุปเปอร์มาเก็ตทั้งแบบกินผลสดและผลแห้ง เมล็ดที่ได้หลังจากการบริโภคแล้ว สามารถนำไปเพาะเป็นต้นกล้าเพื่อเพาะปลูกได้ ในกรณที่เป็นผลแห้งต้องเป็นอิทผลัมที่ตากแห้งด้วยวิธการปกติ ไม่ใช่การอบแห้ง เพราะการอบแห้งนั้นจะทำลายต้นอ่อนในเมล็ด เมื่อได้เมล็ดมาแล้วให้นำเมล็ดมาล้างทำความสะอาด โดยจะต้องล้างให้เยื่อที่หุ้มเมล็ดอินทผลัมออกให้หมด ในกรณีที่เป็นผลแบบกินแห้งจะมีน้ำตาลเกาะอยู่ที่เมล็ดมาก การล้างทำความสะอาดอาจจะทำได้ยากกว่าเมล็ดแบบกินสด อาจจะผสมน้ำยาล้างจานลงไปเพื่อให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น ซึ่งการล้างจะต้องทำการล้้างหลายๆรอบให้สะอาดจริงๆเพราะถ้าเราล้างไม่สะอาดจะทำให้เกิดเชื้อราขึ้นที่เมล็ดที่เรานำมาเพาะได้ แล้วจึงนำเมล็ดที่ทำความสะอาดเสร็จแล้วมาแช่น้ำทิ้งไว้ 2- 3 วัน โดยทำการเปลี่ยนน้ำอย่างน้อยทุกๆ 12 ชั่วโมง คอยสังเกตุดูว่ามีมดมาเกาะบริเวณขอบน้ำที่เราแช่เมล็ดอินทผลัมไว้หรือไม่ หากมีแสดงว่าเราอาจจะทำความสะอาดเมล็ดไม่ดีพอ ให้นำเมล็ดอินทผลัมไปทำความสะอาดใหม่

    จากนั้นจึงเตรียมกล่องพลาสติกที่มีฝาปิดได้สนิทมาล้างทำความสะอาด นำกระดาษทิชชูมารองก้นกล่องพลาสติกไว้หนาประมาณ 3 ชั้น พรมน้ำใช้ชุ่มทั่วทั้งแผ่นทิชชูแต่อย่าให้แฉะ นำเมล็ดอิทผลัมมาจัดเรียงในกล่องพลาสติก แล้วปิดฝาให้สนิท ในช่วงการงอกของเมล็ดอินทผลัมต้องการความชื้นที่สม่ำเสมอ แต่ไม่ได้ต้องการอากาศ จึงจำเป็นต้องปิดฝาให้สนิท นำกล่องที่จัดเรียงเมล็ดอินทผลัมและปิดฝาสนิทแล้ว ไปไว้ในบริเวณที่อากาศร้อนอบอ้าว (แต่ไม่ให้โดนแดด) เช่น ห้องครัว หรือห้องเก็บของ หลังจากนั้นประมาณ 3-5 วัน รากสีขาวจะเริ่มงอกออกมาจากบริเวณสะดือของเมล็ดเมื่อรากงอกออกมายาวประมาณ 1 นิ้ว ให้นำออกมาเพาะในถุงดำขนาดอย่างน้อย 4×6 นิ้ว ทั้งนี้เมล็ดอาจจะงอกไม่พร้อมกันให้ทยอยนำออกมาเพาะ เมื่อเมล็ดถูกนำมาเพาะในถุงดำประมาณ 15 – 20 วันก็จะเริ่มออกแทงหน่อเล็กๆออกมา ให้เลี้ยงไว้จนออกใบเลี้ยงประมาณ 3 ใบ จึงนำไปเปลี่ยนถุงขนาดใหญ่ขึ้น ให้เลี้ยงไว้จนต้นกล้าออกใบขนนกประมาณ 3 – 4 ใบ (ประมาณ 6 เดือนขึ้นไป) จึงนำไปปลูกลงดินได้

    การเตรียมแปลงปลูก ระยะห่างสำหรับการปลูกอินทผลัมที่แนะนำคือตั้งแต่ 8 x 8 เมตร จนถึง 10 x 10 เมตร ส่วนขนาดหลุม ขึ้นอยู่กับสภาพดินด้วย หากมั่นใจในคุณภาพของดินสามารถขุดหลุมกว้างลึกขนาด 50 x 50 เซนติเมตร หรือหากไม่มั่นใจในคุณภาพดินให้ขุดหลุมกวย้างลึกขนาด 1 x 1 เมตร

    การปลูก สำหรับฤดูกาลที่เหมาะสมในการปลูกอินทผลัมคือช่วงต้นฤดูฝน แต่ถ้าสามารถติดตั้งระบบการให้น้ำในสวนได้ ก็สามารถที่จะปลูกอินทผลัมได้ทุกฤดู รองหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักชีวภาพและให้ปลูกเสมอหน้าดินเดิมหรือให้ดินกลบโคนต้นเพียงเล็กน้อย ให้รดน้ำทุก ๆ 1-2 วัน จนเมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วประมาณ 1 เดือน จึงเริ่มให้ปุ๋ยอีกครั้ง

    การให้น้ำ ควรให้น้ำทุก ๆ วันในฤดูร้อนและฤดูหนาวหรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะทำให้อินทผลัมเติมโตได้ดีและให้ผลผลิตที่ดี
    การให้ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยคอกปีละ 2 ครั้ง ช่วงเดือนตุลาคมและพฤษภาคมโดยการพรวนดินให้ปุ๋ยผสมเข้ากับดินได้ดี

    การตัดแต่งใบ ใบอินทผลัมที่แก่แล้วให้ตัดทิ้ง โดยในต้นเล็กอาจจะใช้กรรไกรตัดแต่งใบ ต้นที่โตขึ้นมาอาจจะใช้เคียวในการตัดแต่งใบ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ใบแก่เหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของแมลง และยังทำให้ทรงพุ่มดูสะอาดสวยงาม สำหรับใบที่ยังไม่แก่ ให้ตัดหนามบริเวณโคนใบทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายในขณะทำงาน และเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณโคนใบอินทผลัมจะมีหนามที่แข็งและยาวมาก
    การผสมเกสร เนื่องจากอินทผลัมมีต้นตัวผู้และตัวเมียแยกจากกัน การอาศัยธรรมชาติจากลมและแมลงเพียงอย่างเดียว ให้มาช่วยผสมเกสรจะทำให้อินทผลัมติดลูกไม่ดก ดังนั้นจึงต้องอาศัยเราให้ช่วยผสมเกสรให้จึงจะติดลูกดก อินทผลัมจะออกดอกเป็นจั่นโดยลักษณะดอกเกสรตัวผู้จะมีสีขาว กลีบดอกเป็นแฉกๆคล้ายหางกระรอก

    การตัดแต่งช่อผล เราจะต้องทำการปลิดผลอินทผลัมบางส่วนในขณะที่ผลยังเล็กอยู่ออกบ้าง เพื่อให้ผลอินทผลัมที่เหลืออยู่มีขนาดใหญ่ มีคุณภาพดี สุกเร็ว มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด โดยให้มีผลอินทผลัมเหลืออยู่ในแต่ละก้านประมาณ 20 – 25 ผล และมีอยู่ 45 – 50 ก้านใน 1 ช่อ การปล่อยให้แต่ละช่อมีจำนวนก้านและติดผลดกมากจนเกินไป จะทำให้ผลที่ได้มีขนาดเล็ก และมีผลบางส่วนไม่สมบูรณ์
    โรคและศัตรูพืช ในช่วงปลายฤดูฝนจะมีศัตรูพืชลักษณะเป็นเม็ดเล็กมาจับที่ใบอินทผลัม ส่วนมากจะอยู่บริเวณด้านหลังใบ และจะแพร่ขยายออกไปทำให้ใบแห้ง เรียกว่าโรคใบจุด ให้รีบตัดใบนั้นไปทำลายทิ้งก่อนแพร่ระบาดออกไป ไม่จำเป็นต้องฉีดพ่นยากำจัดศัตรูพืช เพียงแต่หมั่นตรวจดูว่าเริ่มมีการระบาด แล้วให้รีบกำจัดโดยการตัดใบที่เป็นโรคทิ้งไปแต่เนิ่นๆ

    การปลูกอินทผลัมถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในปัจจุบัน เนื่องจากต้องการน้ำน้อยและทนต่อโรคและผลผลิตมีราคาที่สูง แต่การลงทุนในการปลูกเพื่อการค้านั้นก็สูงเช่นกัน ผู้ที่ต้องการปลูกควรศึกษาเรื่องสายพันธุ์และการตลาดให้ดีเสียก่อน

  • วิธีปลูกทุเรียนก้านยาว พร้อมคำแนะนำในการขายทุเรียนก้านยาว

    “ก้านยาว“ เป็นทุเรียนที่มีรสชาติหวานมัน กลมกล่อม ได้ชื่อว่าราชินีทุเรียน โดยเฉพาะทุเรียนก้านยาวจากจังหวัดนนทบุรี ยิ่งมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ต่างจากทุเรียนที่มาจากจังหวัดอื่น เนื้อละเอียดมีสีเข้มกว่าทุเรียนต่างจังหวัด กลิ่นไม่ฉุนมาก และแน่นอน หวานมัน ด้วยเหตุนี้ ทำให้ทุเรียนก้านยาวเป็นทุเรียนที่มีราคาแพงระยิบ ราคาถึงขนาดหลักพันต่อลูกก็มี ทำรายได้ให้ชาวสวนได้ดีเลยทีเดียว

    กระนั้นแล้ว การจะปลูกทุเรียนให้ได้ผลออกมามีคุณภาพ รสชาติดี ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ชาวสวนทุเรียนจะต้องคอยใส่ใจ ดูแลทุเรียนแต่ละลูกในส่วนพอๆกับดูแลลูกหลานของตัวเองเลยทีเดียว ซึ่งก่อนหน้านั้น ก่อนที่จะสามารถเก็บเกี่ยวผลจากต้นทุเรียนได้ ต้องใช้เวลาถึง 7-9 ปี ยังไม่นับรวมระยะเวลาในการเตรียมพื้นที่ในสวนให้ต้นทุเรียน

    การเตรียมพื้นที่ก่อนปลูกทุเรียน

    ทุเรียนเป็นไม้ที่ไม่ชอบที่โล่งแจ้ง ชาวสวนจึงต้องเตรียมพื้นที่โดยการปลูกต้นไม้ชนิดอื่น เอาไว้บังลมและเป็นร่มเงาให้กับต้นทุเรียนอ่อนในช่วงปีแรกๆก่อน ลักษณะของไม้กันลมที่ดีจะเป็นไม้ที่ปลูกง่าย โตเร็ว รากไม่แผ่ออกไปกว้าง มีใบพุ่มหนา ไม่ผลัดในในฤดูแล้ง

    บางครั้งชาวสวนจะปลูกต้นกล้วยไว้บังลมและเป็นร่มเงา ให้ทุเรียนอ่อนชั่วคราวไปก่อน เนื่องจากกล้วยเป็นไม้ที่โตเร็วที่สุด แถมยังเก็บผลผลิตไปขายได้ตลอดทั้งลำต้น ไม้บังลมถาวรชนิดอื่นๆ ที่ปลูกพร้อมๆกับต้นกล้วยจะโตตามมาทีหลัง ตัวอย่างไม่บังลมถาวรที่นิยมปลูก เช่น สะเดา ขี้เหล็ก ทองหลาง ดอกแค ชาวสวนจะเริ่มปลูกทุเรียนก็ต่อเมื่อไม้บังลมมีความสูงถึงประมาณ 3 เมตร

    ลงมือปลูก

    เตรียมดินให้ร่วนซุยพูนดินให้สูงขึ้นมาจากระดับเล็กน้อยเป็นวงรอบประมาณ 1 เมตร ขุดหลุมตรงกลางขนาดพอวางถุงชำ ใช้ปุ๋ยคอกผสมแกลบรองก้นหลุมตามปกติ เมื่อแกะกิ่งทุเรียนออกจากถุงชำ(อายุของกิ่งประมาณ 1 ปี) ให้เอาดินที่ติดมากับรากออกราวครึ่งหนึ่ง โดยค่อยๆใช้มือเขี่ยให้รากกระจายออก วางกิ่งทุเรียนลงในหลุมให้ลำต้นตั้งตรงขนาบประคองด้วยไม้ไผ่ ใช้มือค่อยๆจัดระเบียบให้รากแผ่ออกไปรอบๆโดยเสมอกัน เอาดินกลบพอมิดกาบมะพร้าว ควรลงกิ่งทุเรียนในตอนเย็น และไม่ปลูกในขณะที่ทุเรียนเพิ่งแตกใบอ่อน ให้รอจนใบอ่อน แก่เสียก่อน

    การดูแลรักษา

    หลังจากลงกิ่งทุเรียนแล้ว ให้รดน้ำในทันที และรดทุกวัน หลังจากผ่าน 1 เดือนจึงให้น้ำทุกๆ 3 วัน (ในกรณีที่ฝนไม่ตก) ให้หาร่มเงาบังแดดให้ทุเรียนในทิศตะวันออกและตะวันตก จากนั้นประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์ ทุเรียนจะเริ่มตั้งตัวได้ และแตกใบอ่อน การดูแลรักษาทุเรียนต้องทำด้วยความใส่ใจและใกล้ชิด เพราะทุเรียนเป็นไม้ที่ค่อนข้างอ่อนแอ

    – การรดน้ำ ทุเรียนเป็นไม้ที่ชอบความชื้นแต่ไม่ถึงกับแฉะ ชาวสวนจึงต้องคอยสังเกต และศึกษาดูว่าดินที่สวนของตนควรจะต้องรดน้ำประมาณไหน ดินซึมน้ำได้รวดเร็วหรือไม่ ถ้าดินซึมน้ำได้เร็วก็ให้น้ำมากกว่าอัตราปกติหน่อย ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อการเจริญเติบโตที่ต่อเนื่อง
    น้ำมีความสัมพันธ์กับใบ และคุณภาพของเนื้อทุเรียน ต้นทุเรียนที่ขาดน้ำสังเกตว่าใบจะดูไม่สมบูรณ์เหมือนปกติ ใบแห้งไม่มัน ขอบใบเหลืองเหี่ยวเฉาและร่วงไปในที่สุด คุณภาพของผลและเนื้อทุเรียนก็จะด้อยลงไปตามระดับความแห้งแล้งที่ได้รับ
    ช่วงที่ลงทุเรียนใหม่ ควรค่อยๆรดน้ำด้วยมือที่โคนต้นไม่ให้เสียหน้าดิน รอให้ทุเรียนตั้งตัวได้จึงปรับมาใช้ระบบรดน้ำตามเห็นสมควร และเหมาะสมกับสวนของตน เช่น แครงสาด สายพลาสติก สปริงเกอร์ ฯลฯ

    – การให้ปุ๋ย ช่วงปีแรกที่ลงกิ่งใหม่ๆ เน้นไปที่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ ระยะต่อมาจึงค่อยให้ปุ๋ยเคมีสูตรทั่วไป 15-15-15 หรือ 16-16-16 การใส่ปุ๋ยของแต่ละที่ก็ยังไม่มีสูตรที่แน่นอนตายตัว ดินของแต่ละพื้นที่ก็มีความแตกต่างกัน ที่สำคัญคือให้ปุ๋ยในเวลาที่สอดคล้องกับระยะของการเจริญเติบโต หรือช่วงเวลาในการออกดอกออกผลของทุเรียน อย่างเช่น ในช่วงบำรุงกิ่งใบก็จะให้ไนโตรเจนที่ทุเรียนต้องการมากหน่อย ก่อนที่ทุเรียนจะออกดอกเราจะลดสัดส่วนของไนโตรเจนลง และเพิ่มในส่วนของฟอสเฟต และโพแทสเซียม เพื่อให้ทุเรียนหยุดการเจริญเติบโตทางกิ่งใบ เตรียมออกดอก ปรับลดสัดส่วนไปเรื่อยๆ จนเมื่อผลทุเรียนอายุได้ 10 สัปดาห์ จึงให้ปุ๋ยสูตร 0-0-50 เพื่อเพิ่มคุณภาพเนื้อ

    – การกำจัดวัชพืช นอกจากวัชพืชจะแย่งน้ำจากต้นทุเรียนแล้ว มันยังเป็นแหล่งอาศัยของบรรดาแมลงที่เป็นศัตรูของทุเรียนอีกด้วย ชาวสวนจะต้องคอยดูแลถากถางวัชพืชอยู่เสมอ อย่างน้อยปีละ3-4 ครั้ง โดยเฉพาะในช่วงต้นทุเรียนยังอ่อนและในฤดูฝน

    – การกำจัดศัตรูของทุเรียน นอกจากวัชพืชแล้ว ทุเรียนในระยะต้นอ่อนมีความอ่อนแอต่อโรคและแมลงหลายอย่าง อาทิโรครากเน่าโคนเน่า โรคผลเน่า ศัตรูของทุเรียนมีหลายชนิด เช่น เชื้อราไฟทอฟธอรา เพลี้ยไก่แจ้ ไรแดง หนอนเจาะผล หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน เพลี้ยแป้ง ชาวสวนต้องคอยหมั่นสังเกต และจัดการแก้ไขและกำจัดศัตรูของทุเรียนพวกนี้ ซึ่งแต่ละชนิดมีบอกไว้ในตำราการกำจัดศัตรูของทุเรียน
    ชาวสวนจะเลือกเก็บผลทุเรียนที่แก่แล้วเท่านั้น ทุเรียนก้านยาวมีอายุนับจากวันดอกบานจนถึงผลแก่ให้เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 120 – 135 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพความชื้นและความแห้งแล้ง ในสภาพที่แห้งแล้งทุเรียนก็จะแก่เร็วกว่าสภาพที่มีความชื้นมาก แต่ละสวนก็จะมีเทคนิคในการจดบันทึกและทำสัญลักษณ์ให้ทุเรียนที่ออกดอกแต่ละรุ่นอีกด้วย

  • วิธีปลูกส้มโอ พร้อมคำแนะนำในการขายส้มโอ

    ส้มโอเป็นไม้เศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีรสชาติที่ดี เป็นที่นิยมสำหรับผู้บริโภค นอกจากนี้ยังเป็นสินค้าส่งออกนำเงินเข้าสู่ประเทศหลายสิบล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว จึงทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกส้มโอขึ้นทุกปี โดยเฉพาะแถวภาคกลางของประเทศไทย

    พันธุ์ส้มโอที่ในประเทศไทยนิยม บางพันธุ์มีลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ปลูกคนละที่ จึงมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป มี 2 ประเภทได้แก่

    1.พันธุ์การค้าหลัก เช่น ขางพวง ขาวทองดี ขาวน้ำผึ้ง เป็นต้น
    2.พันธุ์การค้าเฉพาะแห่ง เช่น ขาวแป้น ขาวหอม ขาวแตงกวา ท่าข่อย ขาวใหญ่ หอมหาดใหญ่ เจ้าเสวย กรุ่น เป็นต้น

    ลักษณะทั่วไปของส้มโอ

    ส้มโอจัดเป็นพืชยืนต้นขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร มีลำต้นเป็นเหลี่ยมที่รูปร่างไม่แน่นอน ภายในพุ่มของต้นส้มโอจะมีการแตกกิ่งก้านสาขาออกมา ขณะที่กิ่งอ่อนมีขนเล็กๆ ปกคลุมอยู่ เพื่อไม่ให้สัตว์ หรือแมลงกัดกินกิ่งอ่อน
    ใบของต้นส้มโอ มีรูปร่างคล้ายรูปไข่ กว้าง 1-12 เซนติเมตร ยาว 5-20 เซนติเมตร ฐานของใบมีลักษณะแหลมป้าน หรือกลม ส่วนปลายใบมีรอยเว้าเล็กน้อย
    ผล ค่อนข้างกลม คล้ายๆ กับสาลี่ มีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 10-30 เซนติเมตร มีลีเขียวแก่ หรือเขียวผมเหลือง เปลือกหนา ประมาณ1.5-2 เซนติเมตร มีเนื้อที่อ่อนนุ่ม มีสีขาว หรือชมพู แต่ละกลีบสามารถแยกออกจากกันได้ง่าย มีรสชาติหวาน หรือหวานอมเปรี้ยว

    แหล่งที่เหมาะสมสำหรับการปลูกส้มโอ

    แม้ว่าส้มโอจะสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ของประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีบริเวณที่ราบสูงลุ่มภาคกลาง แต่ทั้งนี้จะต้องอาศัยองประกอบดังต่อไปนี้
    1.พื้นที่ ที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกจะต้องเป็นที่ที่สามารถระบายน้ำได้ดี บางที่อาจทำเป็นแนวร่องขึ้นมา และต้องมีความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ที่ 100-1500 เมตร
    2.ดินจะต้องมีความอุดมสมบูรณ์ มีหน้าดินลึกกว่า 50 เซนติเมตร มีความเป็นกรดเป็นด่างเป็นกลาง หากสภาพดินไม่สมดุลอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโต ควรมีการปรับสภาพดินด้วยการใช้ปูนขาวเสียก่อน
    3.สภาพภูมิอากาศ อากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตอยู่ที่ 15-30 องศาเซลเซียล ปริมาณน้ำฝนอยู่ที่ 1,000-2,000 มิลลิเมตร รวมไปถึงแหล่งน้ำที่สะอาด และเพียงพอตลอดฤดูแล้ง

    การขยายพันธุ์ส้มโอ

    ในการขยายพันส้มโอสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น เพาะเมล็ด ติดตา เสียบกิ่ง และตอนกิ่ง แต่ที่นิยม คือการตอน เป็นวิธีการที่สามารถทำได้ง่าย หาอุปกรณ์ได้ง่าย ไม่กลายพันธุ์ สามารถให้ผลได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญมีลำต้นที่ไม่สูงมากนัก ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว

    วิธีการปลูกต้นส้มโอ

    1.สิ่งที่เกษตรกรจะต้องให้ความสำคัญ ในการปลูกส้มโอ คือการเตรียมพันธุ์ส้มโอที่ดี ไว้ล่วงหน้า 1 ปี ก่อนที่จะนำลงปลูก เพื่อที่จะให้ต้นกล้ามีความแข็งแรง
    2.ขั้นตอนการเตรียมดิน จะต้องมีการวัดค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ให้อยู่ในสภาวะที่เป็นกลาง จากนั้นทำการขุดหลุมขนาด 80×80 เซนติเมตร ระยะห่างในการปลูก ดินดี 8×8 เมตร คิดเฉลี่ยแล้ว 1 ไร่สามารถปลูกได้ประมาณ 25 ต้น แต่ถ้าเป็นดินเลว ให้เว้นระยะห่าง 6×6 เมตร 1 ไร่สามารถปลูกได้ 40 ต้น
    3.เมื่อทำการขุดหลุมเสร็จให้ทำการแยกชั้นดินบนล่าง ตากแดดทิ้งไว้ 1-2 เดือน เพื่อที่จะให้แสงแดดกำจัดเพลี้ย หรือศัตรูพืชที่มากกับดิน
    4.รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักคลุกหญ้าแห้งพูนดินให้สูงจากปากหลุม 15 เซนติเมตร
    5.วิธีการนำต้นกล้าลงปลูก ให้ขุดหลุมเท่ากับกระเปาะต้นกล้า แล้วกลบด้วยดินให้แน่น จากนั่นรดน้ำให้ชุ่ม เพื่อป้องกันต้นกล้าโยกคลอน สามารถหาไม้มาดามไว้
    6.สุดท้ายคือการพลางแสง จนกระทั่งแตกยอดอ่อนแล้วจึงค่อยงดการพลางแสง
    การดูแลรักษา

    การให้น้ำ ส้มโอที่มีการลงแปลงใหม่ๆ จะต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเห็นว่าต้นสามารถตังตัวได้แล้ว เจริญเติบโตดีแล้ว สามารถให้เป็นครั้งคราวได้

    การใส่ปุ๋ย แนะนำให้มีการใส่ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีควบคู่กันไป ในช่วง 1-3 ปี ควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 เพื่อบำรุงต้นให้แข็งแรงและสามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ เมื่อออกดอกให้เปลี่ยนมาเป็นสูตร 8-24-24 หรือ 12-14-12 เพื่อช่วยในการสร้างดอก แต่เมื่อถึงเวลาดอกติดผลให้กลับมาใส่สูตร 15-15-15 เช่นเดิมค่ะ จะช่วยในการเจริญเติบโตของผล โดยทั่วไปแล้วส้มโอจะสามารถเติบโตได้เต็มที่เมื่อมีอายุ 5-6 ปี ในช่วงนี้สามารถใส่ปุ๋ยได้ครั้งละ 1 กิโลกรัม

    การตัดตกแต่งกิ่ง เกษตรกรจะต้องทำการตัดกิ่งที่ขึ้นแข่งกับลำต้นออกให้หมด รวมไปถึงกิ่งที่แห้ง เหี่ยว ไม่สมบูรณ์ ไม่เป็นระเบียบ มีโรค หรือแมลงทำลาย ด้วยความระมัดระวังอย่าให้แผลฉีก หลังการตัดควรใช้ยากันเชื้อรา หรือปูนกินหมากทาที่แผล เพื่อป้องกันแผลเน่า เศษที่เหลือนำมากองรวมไว้แล้วค่อยเอาไปเผานอกสวน

    จัดว่าส้มโอเป็นพืชเศรษฐกิจที่ลงทุนน้อย เมื่อเทียบการลงทุนปลูกพืชชนิดอื่น สามารถทนโรคและภัยแล้งได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเพาะปลูกทุกพื้นที่ ทนทานแบบนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับผู้ที่กำลังมองหาแนวทางการทุนทางการเกษตร โดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปวุ่นวาย หรือดูแลอะไรมากมายนัก

  • วิธีปลูกส้มเช้ง พร้อมคำแนะนำในการขายส้มเช้ง

    ส้มเช้ง หรือเรียกอีกชื้อหนึ่งว่าส้มตรา เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศจีนที่เชื่อกันว่าเป็นผลไม้มงคล นิยมใช้ในเทศกาลตรุษจีน สารทจีน ไหว้พระจันทร์ และงานมงคลสมรส มีรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว จัดอยู่ในกลุ่มส้มเกลี้ยง

    ลักษณะทั่วไปของส้มเช้ง

    เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ทรงพุ่มเล็กแต่แน่นทึบ กิ่งแก่มีสีเขียวเข้ม ส่วนใบมีลักษณะกลมรี ปลายแหลมและโคนกว้าง ดอกมีขนาดเล็กมีสีขาว ผลกลมสูง มีเว้าที่ฐานเล็กน้อย ปลายผลเป็นร่อง สำหรับผิวของส้มเช้งจะไม่เหมือนส้มชนิดอื่นคือขรุขระทั้งผล เปลือกหนา และมีต่อมน้ำมันอยู่ทั่วผิว ผลแก่จะมีสีเขียวเข้ม สังเกตหากเป็นสีเขียวอมเหลือสามารถรับประทานได้แล้ว

    คุณประโยชน์ของส้มเช้ง

    เนื่องจากในผลส้มเช้งได้มากไปด้วยวิตามินซี และสารอาหารต่างๆ ที่เข้าไปช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล สมานแผล บำรุงสมอง และช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายมีความแข็งแรง กระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ ถ้าทานส้มเช้งเป็นประจำจะสามารถป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วยจ้า
    สารอาหารที่ได้ในส้มเช้ง

    ในการทานส้มเช้งสามารถทานได้ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งวัยเด็ก แต่ต้องมีอายุมากกว่า 6 เดือนนะครับ วิธีการทานให้คั้นเป็นน้ำผสมกับน้ำต้มปริมาณครึ่งต่อครึ่งเพื่อลดการระคายเคือง และทำให้เด็กไม่ติดหวาน สำหรับสารอาหารที่พบในส้มเช้งผลสด 100 กรัมประกอบไปด้วย
    – เบต้าแคโรทีน 82 ไมโครกรัม
    – วิตามินซี 50 มิลลิกรัม
    ซึ่งส้มเช้งหนึ่งผลมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 140 กรัม แสดงว่าในผลส้มเช้งประกอบไปด้วยเบต้าแคโรทีน และวิตามินซีอย่างละ 115 ไมโคกรัม และ 70 มิลลิกรัม ถือว่าให้สารอาหารค่อนข้างสูง บวกกับกากใย น้ำตาล และโพเทสเซียมที่สำคัญกับร่างกาย

    ทำไมไม่ค่อยเห็นส้มเช้งในท้องตลาด

    เมื่อพูดถึงส้มเช้ง เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักกันแล้ว ซึ่งปกติเมื่อก่อนส้มเช้งมักจะน้ำมาวางขายใกล้ๆ กับส้มเขียวหวาน ด้วยความที่ส้มเช้งมีรสชาติหวานอมเปรียว ไม่อร่อยเท่าส้มเขียวหวาน และวิธีการปอกเปลือกที่ยากกว่าจะได้ทานสักลูกต้องใช้เวลาที่นานกว่า ทำให้กระแสความนิยมลดน้อยลง ส้มเช้งกลายเป็นผลไม้ที่ถูกลืม ยิ่งปัจจุบันนี้ผลไม้ตระกูลส้ม ลูกเล็กๆ ในประเทศจีนเข้ามาตีตลาด ยิ่งทำให้อัตราการปลูกส้มเช้งลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด

    วิธีการปลูกส้มเช้ง

    ในการขยายพันธุ์ส้มเช้ง จะสามารถขยายได้ด้วยวิธีการตอนกิ่ง เกษตรกรควรให้ความสำคัญในจุดนี้เป็นส่วนใหญ่ จะต้องคัดเลือกกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์และพร้อมที่จะขยายพันธุ์เมื่อได้กิ่งพันธุ์ของส้มเช้งมาแล้วดำเนินการปลูกด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
    1. ในการปลูกส้มเช้ง ควรปลูกให้มีรากลอยขึ้นมา หากรากจมดินหรือใช้ดินกลบ จะทำให้เกิดปัญหาต้นส้มให้ผลผลิตเพียงแค่ปีเดียว และการควบคุมการออกดอกและติดผลก็เป็นไปได้ยากอีกด้วย
    2. เมื่อส้มเช้งมีอายุประมาณ 1-2 ปี เกษตรกรสามารถใช้ดินกลบ หรือพอกโคนส้มเช้งได้ แต่ทั้งนี้ควรเว้นรากบางส่วนออกมาพ้นดิน เพื่อการหายใจ
    วิธีการปลูกส้มเช้งแบบรากลอย มีส่วนช่วยให้ส้มมีการปรับตัวได้ดี ในสภาวะต่างๆ เช่นหากเป็นพืชที่ดินแฉะ รากที่อยู่บนพื้นดินก็จะสามารถระเหยน้ำได้นั่นเอง

    การดูแลรักษาส้มเช้ง

    1. เนื่องจากส้มเช้งเป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือไม่มากหรือน้อยจนไป ในช่วงฤดูร้อนจะต้องมีการดูแล และรดน้ำมากเป็นพิเศษ ถ้าปริมาณน้ำไม่เพียงพอ อาจทำให้ต้นส้มเช้งตายทั้งยืน ส่วนฤดูหนาว เนื่องจากมีน้ำค้างเยอะให้รดน้ำในช่วงเข้า หรือช่วงบ่ายแทน เพื่อที่น้ำจะได้ไม่แฉะจนเกินไป
    2. ในช่วงที่ส้มออกดอก เกษตรกรไม่ควรรดน้ำให้แฉะจนเกินไป เวลารดน้ำจะต้องปล่อยให้น้ำซึมเข้าไปในผืนดินให้หมดก่อนแล้วค่อยรดน้ำซ้ำอีกรอบ หากน้ำแฉะจนเกินไปจะทำให้ดอกที่ออกร่วงหล่นลงได้
    3. ในการให้ปุ๋ย ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยเสริมจะให้ 3 ช่วง คือ หน้าร้อนให้ใส่ปุ๋ยในช่วงกลางเดือนเมษายน และหน้าหนาวให้ปุ๋ย 2 ระยะคือช่วงที่ส้มเช้งกำลังออกดอก และติดผล สำหรับช่วง 3 ปีแรก ต้นส้มยังไม่ออกดอกให้ใส่ปุ๋ย 4 ครั้งคือให้ทุกๆ 3 เดือน ในเดือนต่อมา ค่อยเพิ่มขึ้นตามลำดับ

    การติดผลของส้มเช้ง

    ดอกของส้มเช้ง เป็นดอกที่สมบูรณ์เพศสามารถผสมกันเองได้ในดอกเดียวกัน หรือต่างดอกก็ได้ แต่เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียจะต้องสมบูรณ์ทั้งคู่ ไม่อย่างนั้นผลที่ได้จะไม่สมบูรณ์ ไม่โต และมีรูปทรงที่บิดเบี้ยว

    1. อายุดอกตั้งแต่ออก จนกระทั่งบาน ใช้เวลาประมาณ 25-30 วัน ตั้งแต่บานจนกระทั้งเก็บเกี่ยวประมาณ 9-10 เดือน ในช่วงนี้เกษตรกรควรให้ฮอร์โมนน้ำดำ และแคลเซียมโบรอน เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยให้ลำต้นสมบูรณ์แข็งแรง หลังจากติดผล
    2. เมื่อติดผลแล้วต้องการให้ผลส้มเช้งสวย ผิวดี ให้ทำการห่อด้วยถุงพลาสติก ตังแต่ผลขนาดเท่ามะนาว
    3. การตกแต่งกิ่ง กิ่งด้านล่างควรตัดออกทิ้งไป เพื่อป้องกันไม่ให้พุ่มทึบมากเกินไป เพราะอย่างไรเสียกิ่งไม้เหล่านั้นก็ไม่ติดผลอยู่แล้ว ทั้งนี้จะต้องหมั่นตัดตกแต่งกิ่งออกเพื่อให้โปร่งอยู่เสมอ

    เห็นมั้ยล่ะครับว่าส้มเช้งไม่ได้ปลูกยากอย่างที่คิด แต่เกษตรกรจะต้องดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด หมั่นสังเกต เพียงเท่านี้ก็สามารถให้ผลผลิตได้ไม่น้อยแล้วล่ะครับ

  • วิธีปลูกส้มจุก พร้อมคำแนะนำในการขายส้มจุก

    ส้มจุก เป็นผลไม้ที่มากไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ด้วยรสชาติที่หอมหวานทำให้หลายคนนิยมรับประทาน ปัจจุบันมีส้มจุกวางขายทุกฤดูกาล สามารถรับประทานได้ทุกคนทุกวัย ทั้งที่เป็นผลสดและคันเป็นน้ำ แนะนำให้รับประทานเป็นผลสดจะดีกว่า เพราะมีกากใยมากกว่าแบบคั้นจะช่วยเรื่องระบบขับถ่าย แต่สำหรับเด็กที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไปหรือผู้ใหญ่ที่มีปัญหาในการเคี้ยวหากรับประทานแบบคั้นจะง่ายกว่านะครับ

    ส้มจุก มีความหวานที่พอดี เหมาะสมอย่างมากสำหรับผู้ที่กำลังลดความอ้วน หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานก็สามารถทานได้เช่นกัน โดยไม่ต้องเป็นกังวลเลยว่าปริมาณน้ำตาลจากความหวานจะมากจนเกินไป หรือจะส่งผลอันตรายแก่ร่างกาย

    คุณประโยชน์สำหรับส้มจุก

    1. ส้มจุก ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย หากเป็นน้ำส้มคั้นเย็นๆ เหมาะอย่างมากในการดื่มหลัง หรือก่อนออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายชุ่มชื่น รู้สึกกระปี่กระเป่าได้ เหมาะสำหรับผู้ที่เสียเหงื่อ
    2. ในส้มจุก เต็มไปด้วยสารที่ต่อต้านและชะลอความแก่ ให้แก่ผู้ที่กำลังดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง
    3. ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส ไม่เหี่ยวย่น ผิวเด้งตึงอยู่ตลอดเวลา
    4. บำรุงสายตา ป้องกันการเป็นโรคต่อกระจกในวัยผู้ใหญ่
    5. สำหรับผู้ที่รับประทานส้มจุกเป็นประจำ สามารถหลีกเลี่ยงอากาเลือดออกตามไรฟัน ช่วยให้สุขภาพของฟัน และเหงือกมีความแข็งแรง เนื่องจากในส้มจุกล้วนเต็มไปด้วยวิตามินซี

    ลักษณะโดยทั่วไปของส้มจุก

    ส้มจุกจัดอยู่ในพืชตระกูลเดียวกับส้มโชกุนและส้มเขียวหวานทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่มีความสูงเพียงแค่ 5-7 เมตรเท่านั้น แต่มีอายุที่ยืนยาว มีเปลือกล่อน ขั้วและผลออกมาจากกิ่งต้นคล้ายๆกับจุก จึงเป็นที่มาของชื่อส้มจุกนั่นเอง

    ระยะเวลาในการปลูก จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ ปีที่ 3 โดยใช่เวลาเพียงแค่ 20 วันในการออกดอกจนกระทั่งดอกบาน และสามารถเก็บผลผลิตได้ในเดือนที่ 8 รู้หรือไม่ว่าส้มจุกจะเริ่มให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ เมื่อย่างก้าวปีที่ 5 ไปเรื่อยๆ ไม่ต่ำกว่า 20 ปี สามารถให้ผลผลิตที่มากได้เรื่อยไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด หากมีการดูแลและการจัดการที่ดีพอ

    ผู้ที่นำส้มจุกเข้ามาปลูกเป็นรายแรก คือเกษตรกร อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ประมาณปี พ.ศ. 2444 ต่อมามีการขยายพันธุ์ไปทั่วทั้งอำเภอ และแหล่งอื่นๆ

    วิธีการขยายพันธุ์

    ในการขยายพันธุ์ส้มจุก สามารถทำได้หลายวิธีการไม่ว่าจะเป็นการเพาะเมล็ด ติดตา และตอนกิ่ง แล้วแต่ความถนัดของเกษตรกรนั้นๆ ที่นิยมกันมากที่สุดคือ การตอนกิ่งจากต้นที่มีความแข้งแรงมากที่สุด มาติดตาบนต้นที่เกิดจาการเพาะเมล็ด เพื่อป้องกันโรค และการเจริญเติบโตที่ไม่มีประสิทธิภาพตามมาในภายหลัง รวมถึงการกลายพันธุ์ของพันธุ์ส้มจุกอีกด้วย

    ขั้นตอนในการปลูก

    1. การเตรียมดิน ก่อนที่จะมีการปลูกส้มจุกจะต้องมีการวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของดิน วัดค่าความเป็นกรดเป็นด่าง และทำการปรับดินให้มีความเหมาะสม เนื่องจากส้มจุดจะสามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญดินจะต้องมีสภาพความเป็นกรดเป็นด่างที่เหมาะสม
    2. ทำการยกร่องเพื่อให้มีการระบายน้ำที่ดี ไม่ว่าพื้นที่เหล่านั้นจะเป็นที่ลุ่ม หรือที่ดอน
    3. ขุดหลุมเพื่อเตรียมการลงต้นส้มจุก ความกว้างอยู่ที่ 50×50 เซนติเมตร จัดว่าพอเหมาะอย่างยิ่ง โดยให้มีระยะห่างระหว่างแถวอยู่ที่ 5-6 เมตร และระหว่างต้นอยู่ที่ 4-5 เมตรก็พอแล้วจ้า
    4. ต่อมาให้นำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุม จากนั้นให้นำต้นกล้าส้มจุกลงปลูกเหมือนกับวิธีการปลูกส้มทั่วๆ ไป
    5. ในการรดน้ำจะต้องให้ในปริมาณที่เหมาะสม ทั้งนี้จะต้องพิจารณาจากลักษณะของพื้นที่เพาะปลูก ดินวิธีเพราะปลูก ลักษณะภูมิประเทศ เงินทุน และแหล่งน้ำด้วย
    วิธีการให้ปุ๋ยต้นส้มจุก

    นับตั้งแต่เริ่มปลูก เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยทุกๆ 2-3 เดือน โดยสามารถเริ่มต้นจากปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยเคมีสูตร12-24-12 เดือน ครั้งต่อไปสามารถเปลี่ยนเป็น 9-24-24

    ระยะก่อนการเก็บเกี่ยว1 เดือน ช่วงนี้สามารถให้อาหารทางใบ ด้วยการฉีดพ่นเสริม สูตร 13-13-21 หรือ 0-0-50 เพื่อเสริมความพร้อมและความแข็งแรง และการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ของผล

    หลังจากเก็บเกี่ยว หรือในช่วงตัดตกแต่งกิ่ง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องบำรุงอย่างเต็มที่ เพื่อความแข็งแรงของลำต้น และเตรียมความพร้อมในการผลิดอกติดผลในครั้งต่อไป ให้เลือกใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15
    การตัดตกแต่งกิ่ง

    ต้องทำความเข้าใจก่อนเลยว่าการตัดตกแต่งกิ่งนั้นจะต้องทำตั้งแต่ระยะแรกที่ปลูก เพื่อให้ลำต้นของส้มจุกได้ทรงตามที่ต้องการ และเพื่อง่ายต่อการดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวผลผลิต หลักจากเก็บเกี่ยวผลผลิตออกแล้ว ก็ไม่ควรที่จะปล่อยปละละเลย จะต้องตัด ตกแต่งกิ่งแห้ง กิ่งที่ได้รับความเสียหาย และกิ่งที่เป็นโรคออกไป เป็นการบำรุงลำต้นให้มีความแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับการติดผลในครั้งต่อไป วิธีการนี้นำมาซื้อผลผลิตตามที่ต้องการ ตัวผลมีความอุดมสมบูรณ์และคุณภาพสูงตามไปด้วย

    ทุกวันนี้กระแสความนิยมการเลือกทานส้มจุกกำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากหาทานง่าย และมีให้ทานทุกฤดูกาล ทานง่าย สามารถแปรรูปทานได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการทานแบบผลสด คั้นทานเป็นน้ำ เชื่อม เป็นต้น

  • วิธีปลูกส้มเกลี้ยง พร้อมคำแนะนำในการขายส้มเกลี้ยง

    ส้มเกลี้ยงจัดว่าเป็นผลไม้น้ำอร่อย มีแหล่งกำเนิดในทางตอนใต้ของประเทศจีน ต่อมาถูกกระจายไปทั่วทุกมุมโลก โดยเชื่อกันว่าเข้ามาปลูกยังประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือกรุงธนบุรี โดยส่วนมากแล้วจะปลูกบริเวณในย่านฝั่งธนบุรี ก่อนจะกลายพันธุ์ ไปยังภาคเหนือและภาคต่างๆในประเทศไทย จนปัจจุบัน

    ส้มเกลี้ยงนิยมปลูกเพื่อเก็บผลผ่าคั้นเอาน้ำมาผสมใส่น้ำเชื่อม ตามด้วยน้ำแข็ง ดื่มเพื่อคลายความกระหาย หรือแปรรูปเป็นได้ทั้งของหวาน อาหาร และสมุนไพรและเก็บผลขายนับว่าได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากนี้ส้มเกลี้ยงใช้ดื่มเพื่อลดอาการไข้ เจ็บคอ เปลือกสามารถนำไปทาบริเวณข้อศอก หรือหัวเข้า แก้ปัญหาคล้ำดำได้อีกด้วย สารพัดประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง

    ลักษณะทั่วไปของส้มเกลี้ยง

    ส้มเกลี้ยงเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ RUTACEAE เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร ลำต้นค่อนข้างทึบ แผ่กว้าง มีลำต้นและกิ่งก้านที่แข็งแรง มีการแตกกิ่งได้อย่างรวดเร็ว มีหนามขนาดใหญ่ หากเป็นต้นที่เกิดจากเมล็ดจะยิ่งมีหนามมากกว่าและยาวเรียวกว่า สำหรับต้นส้มเกลี้ยงสามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีความสูงจากน้ำทะเลไม่มากนัก

    ใบส้มเกลี้ยง มีลักษณะใบอ่อนเป็นเหลี่ยม มีหนามบริเวณซอกใบ ปลายใบแหลมมน บางครั้งตื้นเล็กน้อย กว้างประมาณ 1-2 นิ้วฟุต และยาวประมาณ 2-3 นิ้วฟุต ด้านหน้าของใบมีสีเขียวอ่อน ส่วนด้านหลังเป็นสีเขียวเข้ม

    ดอกส้มเกลี้ยง จะออกเป็นช่อตามซอกใบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ประมาณ 10-20 ดอก ไฮไลท์ของการปลูกส้มเกลี้ยงก็ตอนดอกบานนี่ล่ะค่ะ ดอกจะส่งกลิ่นหอมไปทั้งสวนเลย จะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และจะบานได้เต็มที่ในช่วงเดือนเมษายน- พฤษภาคม ระยะเวลาในการออกดอกจนถึงระยะดอกบาน 30 วัน และสามารถเก็บเกี่ยวได้ในเดือนที่ 8

    ผลส้มเกลี้ยงให้นึกถึงทรงกลม หรือทรงแป้น ผลอ่อนจะมีสีเขียว แต่เมื่อมีสีเหลืองแกมเขียวสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวแสนจะอร่อยและเป็นที่นิยมกันเป็นส่วนมากปัจจุบันนี้

    สารพัดประโยชน์ต้องยกให้ส้มเกลี้ยง จะเป็นเรื่องไหนกันบ้างนั้นจะต้องตามไปดู

    – ช่วยบำรุงร่ายกาย ทั้งช่วยให้ร่างกายเจริญอาหาร ลดระดับน้ำตาลในเลือกและไขมันในเลือดได้ เนื่องจากในส้มเกลี้ยงประกอบไปด้วยสาร pectin ช่วยในการดูดซึมน้ำตาลทางเดินอาหารจึงลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
    – เปลือกส้ม ใช้ลดอาการวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย และใจสั่นได้เป็นอย่างดี
    – หากทานส้มเกลี้ยงเป็นประจำทุกวัน ทำให้คุณห่างไกลจากอาการลักปิดลักเปิด รักษาโรคอาการเกลื้อนและคัน

    การขยายพันธุ์ของส้มเกลี้ยง

    สามารถทำการขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือการเพาะด้วยเมล็ด และการขยายพันธุ์จากส่วนอื่นๆ ของต้นเดิม เช่น การติดตา ใช้กิ่ง โดยใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็น ติดตา ตอนกิ่ง ปักชำ และการต่อกิ่ง เป็นต้น

    วิธีที่เกษตรกรนิยมใช้มากที่สุดในการขยายพันธุ์คือ การติดตา ตอนกิ่ง และปักชำ เนื่องจากให้ผลผลิตเร็วกว่าการเพาะเมล็ด แผ่พุ่มที่กว้างกว่า สามารถทำการเก็บเกี่ยวได้มากกว่านั่นเอง

    การปลูกส้มเกลี้ยง

    นิยมปลูกผสมกับผลไม้ชนิดอื่นเช่นลำไย มะนาว หรือส้มโอเป็นต้น เป็นการปลูกที่ไม่เป็นระเบียบ หรือปลูกในพื้นที่ว่าง กล่าวคือไหนว่าก็ปลูกเสียตรงนั้น หรืออาจปลูกแทนที่พืชเดิมที่ตายไป โดยการ

    1. ขุดหลุมให้มีความลึกประมาณ 50×50 เซนติเมตร
    2. ใช้หญ้าแห้งหรือใบไม้แห้งรองก้นหลุม
    3. จากนั้นให้ทำการลงต้นส้มเกลี้ยง กลบดินแล้วตามด้วยหญ้าแห้ง หรือใบไม้แห้งคลุมทับอีกชั้นหนึ่งบริเวณรอบๆ ต้นส้มเกลี้ยง หรืออีกวิธีหนึ่งที่เกษตรกรมักทำกันคือการน้ำหม้อดินเผ่า หรือโอ่งเล็กใส่น้ำ นำผ้ามาพาดระหว่างน้ำในโอ่งมายังพื้นดินบริเวณรอบโคนต้น เพื่อความชุ่มชื่นตลอดเวลา

    การดูแลรักษาต้นส้มเกลี้ยง

    การให้น้ำ เนื่องจากส้มเกลี้ยงเป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณหนึ่ง ดังนั้นจึงมีปัญหาค่อนข้างมากในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเกษตรกรจะต้องดูแลและทำการวางแผนในจุดนี้มากเป็นพิเศษอาจมีการขุดบ่อ หรือเจาะน้ำใต้ดินมาสำรองไว้ในช่วงหน้าร้อน

    ส่วนเรื่องการใส่ปุ๋ยหรือการกำจัดศัตรูพืชนั้นมีน้อยมากเนื่องจากมีการปลูกพืชหลักๆ อยู่แล้ว ส้มเกลี้ยงจะได้อาหารจากพืชหลักเหล่านั้นด้วย จะมีก็แต่การบำรุงในช่วงการติดดอก และใกล้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตเล็กน้อยเท่านั้น

    ในการตัดแต่งกิ่ง เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรมักเสียดายในด้านร่มเงาจึงไม่ค่อยมีการตัดตกแต่งสักเท่าไหร่ จะใช้วิธีการตอนกิ่ง บนกิ่งที่มีความแข็งแรงเสียมากกว่าแล้วค่อยตัดออกไปปลูกยังอีกที่หนึ่ง
    วิธีการเก็บเกี่ยว

    ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้จากส้มเกลี้ยงจะใช้วิธีการเก็บทีละลูก โดยการใช้บันใดพาดเพื่อทำการเก็บเกี่ยว กรณีที่ต้นส้มเกลี้ยงอายุมากกว่า 10 ปี ทำให้มีพุ่มที่สูงไม่สามารถขึ้นไปเก็บเกี่ยวได้ เกษตรกรใช้กรรไกรตัดแทน

    ส้มเกลี้ยงแม้ว่าจะไม่ได้ปลูกเป็นผลไม้หลัก แต่เมื่อเทียบผลผลิตที่ได้รับแล้ว ถือว่าไม่น้อยหน้าใครเลย สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่กำลังมองหารายได้อื่นๆ เพิ่มเติมลองปลูกส้มเกลี้ยงดูนะคะ ไม่ต้องดูแลมากนัก ง่ายต่อการปลูกและเก็บเกี่ยวกว่าส้มอื่นๆ อีกด้วย

error: Content is protected !!