Category: เกษตร

  • วิธีปลูกกะเพรา พร้อมคำแนะนำในการขายกะเพรา

    กะเพราจัดเป็นผักสวนครัวชนิดหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยกลิ่นหอมแรง และให้รสชาติที่ค่อนข้างเผ็ด เหมาะสำหรับการประกอบอาหาร โดยเฉพาะเมนูผัดกะเพรา หรือจะใส่ในอาหารจำพวกต้มยำต่างๆ

    สำหรับกะเพราะถือว่าเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี หนึ่งต้นอายุได้ประมาณ 5 ปี หากได้รับการดูแลที่ดี มีการให้น้ำ ให้ปุ๋ยเป็นประจำ อย่างสม่ำเสมอ กะเพราะลำต้นจะมีลักษณะเป็นเหลี่ยม แตกกิ่งและใบออกตามข้อเป็นคู้ด้านซ้ายขวา ขอบใบจะมีลักษณะเป็นเว้าเป็นร่องคล้ายกับฟันเลื่อย และที่สำคัญมีขนปกคลุม ขนาดใบกว้าง 3-5 ซม. ยาว 4-8 ซม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละพันธุ์

    พันธุ์ของกะเพรา

    1.กะเพราใบเขียวก้านแดง จะมีลักษณะมีใบและดอกสีขาว แต่จะมีก้านใบและก้านดอกสีแดง รวมไปถึงใบที่มีสีเขียว หรือเขียวอมแดง
    2.กะเพราะใบเขียว ก้านเขียว/ก้านขาว เป็นพันธุ์กะเพราที่มีก้านใบ ก้านดอก ใบสีเขียว แต่มีดอกสีขาว
    3.กะเพราใบแดง และก้านสีแดง เป็นพันธุ์ที่ก้าบใบ ก้านดอก และใบ มีสีแดงอมม่วง หรือแดงอมเขียว
    4.พันธุ์พื้นบ้าน หรือที่เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า ผักกระแพรว/อีตู่ไทยเป็นพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุดตามหัวไร่ปลายนา และใบเล็กและขนมากกว่า จะมีกลิ่นที่รุนแรงกว่ากะเพราทั่วๆ ไป รสชาติค่อนข้างเผ็ด เป็นพันธ์ที่กำลังได้รับความนิยม และนำมารับประทานกันมากขึ้น

    การปลูกกระเพรา

    ในการปลูกกะเพรามีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะปลูกเป็นผักสวนครัวเพื่อทานเอง หรือปลูกเพื่อขายในแปลงที่มีขนาดใหญ่ สำหรับการปลูกเพื่อทานเอง ส่วนใหญ่จะมีการคัดแยกต้นกล้าเพื่อปลูกในกระถางใหญ่ แต่สำหรับการปลูกเพื่อการขายจะมีวิธีการปลูกดังนี้

    1.การเตรียมกล้าพันธุ์ สำหรับการเตรียมกล้าพันธ์ที่ดีจะต้องมีการหว่านเมล็ดในแปลงเพาะกล้าก่อน ตามปริมาณที่ต้องการปลูก เริ่มต้นด้วยการไถหน้าดินให้ลึก พร้อมกับการกำจัดวัชพืช จากนั้นทำการหว่านกล้าพันธุ์ลงแปลง ให้น้ำประมาณ 2-3 วันจะเห็นว่าต้นกล้าเริ่มมีการแตกใบแท้ 2-5 ใบ เกษตรกรสามารถย้ายลงปลูกในแปลงได้เลย
    2.การเตรียมแปลง
    -สำหรับการปลูกกะเพรานั้นมีทั้งรูปแบบแปลงยกร่อง และแปลงไม่ยกร่อง ความกว้างของแปลงอยู่ที่ 1.5-2.5 เมตร ในส่วนของความยาวสามารถปลูกได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่
    -ต่อด้วยการไถกลบวัชพืช และทำการตากหน้าดินเพื่อกำจัดเชื้อโรคในดิน 5-10 วัน
    -จากนั้นให้ทำการหว่านปุ๋ยหมัก มูลสัตว์ หรือปุ๋ยคอก ตามด้วยการไถหน้าดินกลบอีกรอบ เป็นการคลุกเคล้าหน้าดินกับปุ๋ยเหล่านั้น ตากดินประมาณ 1 อาทิตย์
    3.วิธีการปลูกกะเพรา
    -เมื่อมีการเตรียมต้นกล้า และเตรียมแปลงปลูกเรียบร้อยแล้ว จากนั้นให้มีการย้ายต้นกล้าท่มีดินติดอยู่บริเวณรากมาปลูกทันที่ที่ถอน
    -ระยะห่างระหว่างแถว และหลุมปลูก อยู่ที่ 20-40 เซนติเมตร กรณีที่ปลูกสำหนรับขายแนะนำให้ปลูกถี่ขึ้น อยู่ 20-30 เซนติเมตร
    -เสร็จเรียบร้อยให้รดน้ำให้ชุ่ม และจะต้องดูแลการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป
    4.การดูแลรักษาต้นกะเพรา
    -ในการให้น้ำ เกษตรกรจะต้องมีการให้น้ำหลังจากปลูก วันละ 1-2 ครั้ง เมื่อมีการแตกเป็นพุ่มอาจลดปริมาณ เป็นการให้น้ำวันเว้นวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย หากแล้งจัดให้ทุกวัน
    -ในส่วนของปุ๋ยคอก ให้ในอัตราส่วน 200 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ สารถให้ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในปริมาณ 30 กิโลกรัมต่อไร่ จะต้องให้หลังจากมีการปลูกต้นกล้าไปแล้ว 2-4 อาทิตย์ วิธีการสังเกตต้นกล้าจะมีการตั้งต้นได้แล้ว
    5.การเก็บเกี่ยว
    กะเพราสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวหลังจากปลูกได้ 40-50 วัน และสามารถเก็บเกี่ยวอย่างต่อเนื่องได้อีกหลายเดือน

    ข้อควรระวังในการปลูกกะเพรา

    แม้ว่ากะเพราเป็นพืชที่ต้องการน้ำ อย่างไรก็เกษตรกรต้องดูแลและระมัดระวังอย่าให้มีน้ำขัง เพราะอาจทำให้รากเน่าและต้นกะเพราตายได้ ที่สำคัญในช่วงแรกควรมีการพรวนดินและกำจัดวัชพืชทุก 1-2 สัปดาห์ โดยการใช้มือถอน ใช้จอบ หรือเสียมดายหญ้าออก แต่จะต้องระมัดระวังอย่าให้ส่วนมีคมของจอบ เสียมเหล่านั้นไปโดนรากของต้นกะเพรา

    สำหรับกะเพราจัดเป็นพืชที่นิยมนำไปปรุงอาหารกันมากขึ้น ความต้องการในตลาดเพิ่มมากขึ้นตามมาด้วย ดังนั้นเกษตรกรที่ต้องการปลูกกะเพราเพื่อการค้า จะต้องมีการเตรียมการ และการวางแผนเรื่องการตลาดเป็นอย่างดี จะต้องศึกษาในส่วนของการตลาดด้วยนะครับ เนื่องจากเมื่อถึงฤดูการเก็บเกี่ยวเป็นพืชที่เหี่ยว และเน่าเสียได้อย่างรวดเร็ว

  • วิธีปลูกผักคะน้า พร้อมคำแนะนำในการขายผักคะน้า

    คะน้าเป็นผักที่นิยมทานมากในปัจจุบัน นิยมรับประทานทั้งลำต้น และใบ เนื่องจากมีความกรอบ หวาน ไม่เหม็นเขียว มักประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นผัด และทอด

    คะน้าเป็นพืชล้มลูกอายุได้ประมาณ 2 ปี โดยมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย แต่นิยมเก็บต้นมารับประทานประมาณ 45-60 วันหลังจากมีการหยอดเมล็ด จะมีการเจริญเติบโตได้ในทุกลักษณะดิน แต่ได้ดีที่สุดจะเป็นดินร่วนปนทราย หรือดินเหนียวปนทราย ที่มีการถ่ายเทอากาศและระบายน้ำได้ดี สำหรับคะน้าจุดเด่นคือสามารถทนต่อความร้อนและแห้งแล้งได้ดี แต่สามารถให้ผลผลิตได้มาที่สุดในช่วงปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว

    ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

    -ลำต้นตั้งตรง แข็งแรง อวบใหญ่มีสีเขียวนวล นิยมนำมารับประทานรองจากยอด
    -ใบ มีลักษณะที่หลากหลายตามแต่ละสายพันธุ์ โดยบางพันธ์จะมีใบที่กลม บางพันธ์แหลม โดยที่ใบจะแตกออกจากลำต้นประมาณ 4-6 ใบต่อต้น โดยผิวของใบจะมีลักษณะเป็นคลื่นมีสีเขียวอ่อนถึงแก่
    -รากประกอบด้วยรากแก้วขนาดใหญ่ ต่อจากลำต้น หยั่งลึกไปในดินประมาณ 10-30 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับสภาพของดินด้วย มีสีขาวออกน้ำตาลเล็กน้อย ส่วนรากฝอยจะเป็นสีน้ำตาล ไม่ค่อยเห็นสักเท่าไหร่

    คะน้าที่นิยมปลูกในไทยนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 สายพันธุ์ คือ

    1.คะน้าพันธุ์ใบกลม พันธุ์นี้จะมีลักษณะใบกว้าง ใหญ่ ปล้องสั้น ปลายใบมน และตรงผิวใบจะเป็นคลื่นเล็กน้อย
    2.คะน้าพันธุ์ใบแหลม พันธุ์นี้จะมีลักษณะใบแคบกว่าพันธุ์ใบกลม ปลายใบแหลม ข้อห่าง และผิวใบเรียบ
    3.คะน้าพันธุ์ยอดหรือก้าน พันธุ์นี้จะมีลักษณะใบเหมือนกับคะน้าพันธุ์ใบแหลม แต่ปล้องยาวกว่า และจำนวนใบจะมีน้อยกว่า

    การเพาะต้นกล้า

    1.ในการเพาะต้นกล้าสิ่งแรกที่เกษตรกรจะต้องมีการดำเนินการจัดเตรียมคือการเตรียมแปลงเพาะ โดยมีความกว้างอยู่ที่ 1 เมตร ในส่วนของความยาวไม่กำหนด ตามความเหมาะสมของพื้นที่ได้เลย
    2.ขั้นตอนการเตริมดินสำหรับการเพาะต้นกล้า จะต้องมีการขุดไถพรวนเป็นอย่างดี จากนั้นทำการตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน ต่อด้วยการย้อยหน้าดินให้ละเอียด แล้วใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้ว ลงคลุกเคล้ากับหน้าดินให้ทั่วทั้งแปลง
    3.การเพาะเมล็ด จะให้วิธีการหว่านเมล็ดให้กระจายตามแปลงที่ได้มีการจัดเตรียมไว้อย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลง ต่อด้วยการกลบเมล็ดพืช(คะน้า) ด้วยดินหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัว โดยในการกลบหน้าดินจะต้องมีความหนาอยู่ที่ 0.6-1 เซนติเมตร ต่อด้วยการคลุมด้วยฟาง หรือหญ้าแห้งเพื่อป้องกันวัชพืชและเป็นการรักษาความชื้นของหน้าดิน
    4.หลังจากมีการหว่านเมล็ด ต้นกล้าจะมีการงอกภายใน 1 อาทิตย์ กำจัดต้นที่อ่อนแอ ไม่แข็งแรงออกไป และเป็นการเพิ่มความแข็งแรกของต้นกล้าแนะนำให้เกษตรกรผสมสารละลายสตาร์ทเตอร์โวลูชั่นในน้ำแล้วนำไปรดบริเวณต้นกล้า เมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 30 วันก็สามารถย้ายลงแปลงปลูกได้ต่อไป

    วิธีการปลูกต้นคะน้า

    สามารถปลูกได้ 2 แบบได้แก่

    1.การหว่านกระจายทั่วแปลง สำหรับวิธีการปลูกแบบการหว่านนี้ เหมาะสมหรับการปลูกในแปลงใหญ่ และปลูกเพื่อการค้า
    2.การปลุกแบบแถวเดียวการปลูกลักษณะนี้จะเหมาะสมสำหรับการปลูกในแปลงเล็กๆ สามารถรดน้ำได้ด้วยบัวรดน้ำ
    แต่ที่สำคัญที่เกษตรกรจะมองข้ามไปไม่ได้เลยคือระยะห่างระหว่างปลูก โดยให้มีระยะห่างระหว่างต้นและแถวอยูที่ 20×20 เซนติเมตร ไม่ว่าจะเป็นการปลูกแปลงเล็กหรือแปลงใหญ่ มาตรฐานเท่ากันหมดครับ

    ขั้นตอนการเตรียมแปลงปลูก

    1.เริ่มต้นด้วยการขุดดินให้มีความลึกอยู่ที่ 15-20 เซนติเมตร แล้วพักหน้าดิน เพื่อกำจัดวัชพืชและเชื้อโรคในดินด้วยการตากหน้าดินทิ้งไว้ 7-10 วัน
    2. ต่อด้วยการผสมดินที่ขุดกับปุ๋ยคอก มูลสัตว์ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เป็นการปรับปรุงสภาพของดินให้มีความพร้อมในการเพาะปลูก
    3.ต่อด้วยการพรวน เพื่อย่อยหน้าดิน โดยเฉพาะแปลงที่จะใช้สำหรับการหว่านเมล็ด เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดพืชตกลงในดิน เพราะรากจะไม่งอก
    4.กรณีที่ดินเป็นกรดแนะนำให้ใช้ปูนขาวเพื่อปรับให้ดินอยู่ในสภาพที่เหมาะสม

    การดูแลรักษาต้นคะน้า

    1.การให้น้ำ สำหรับต้นคะน้า เป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ เพราะเป็นพืชที่เจริญเติบโดตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นก่อนที่จะมีการเพาะปลูกจะต้องมีการเตรียมการเรื่องปริมาณน้ำที่เพียงพอ โดยวิธีการให้น้ำเกษตรกรสามารใช้ฝักบัวฝอยรดให้ทั่วและให้ชุ่ม ทุกวันทั้งเช้าและเย็น
    2.การใส่ปุ๋ย เนื่องจากคะน้าเป็นพืชที่ต้องการธาตุ ไนโตรเจนสูง แนะนำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยสูตร 12-8-8 หรือ 20-11-11 ในปริมาณ 100 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ ทั้งนี้ปริมาณของปุ๋ยจะต้องขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของดินด้วยนะคะ ในส่วนของปุ๋ยคอกสามารถแยกได้ 2 ครั้ง คือหลังจากการถอนแยกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2

    การเก็บเกี่ยวผลผลิต

    หลังจากวันที่ปลูกคะน้า สามารถเก็บเกี่ยวได้ภายใน 45-55 วัน ช่วงวันที่ 50-55 จะเป็นช่วงที่คะน้าให้น้ำหนักดีที่สุด วิธีการเก็บเกี่ยวผลผลิตสามารถทำได้ดังนี้คือ ให้ใช้มีดคม และสะอาดตัดให้ชิดโคนต้นอย่างเบือที่สุด ระวังอย่าให้ช้ำ โดยการไล่ตัดเป็นหน้ากระดานไปตลอดทั้งแปลง หลังจากมีการตัดทำการมัดด้วยเชือกกล้วย มัดละ 5 กิโลกรัม

    การเก็บเกี่ยวคะน้าให้ได้คุณภาพดี

    1.ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเก็บเกี่ยวมากที่สุด คือช่วงเช้า
    2. ไม่แนะนำให้ใช้มือเก็บ หรือเด็ดลำต้นคะน้า เพราะจะทำให้ลำต้นชำ ไม่สวย ไม่น่ารับประทาน

  • วิธีปลูกมะระ พร้อมคำแนะนำในการขายมะระ

    มะระจัดเป็นผัดชนิดหนึ่งที่ต้องอาศัยเถาในการเลื้อยและพยุงลำต้นให้ติดกับค้าง จัดเป็นพืชเถาที่สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล สามารถขึ้นได้ดีกับดินทุกประเภทแต่ทั้งนี้ในดินจะต้องมีความชื้นสูงและสม่ำเสมอ ที่สำคัญต้นมะระจะต้องได้รับแสงแดดที่เพียงพอ

    มะระกับโภชนาการ

    มะระ นิยมใช้ผลเพื่อการบริโภคเป็นผัก ซึ่งจะเป็นที่นิยมเป็นหมูมากสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตร้อน โดยการนำมาต้ม แกง รวมไปถึงใช้เพื่อรักษาและแก้โรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี อาทิเช่น โรคท้องร่วง โรคผิวหนัง บำรุงโลหิต
    มะระจัดเป็นผักที่ประกอบไปด้วยคุณค่าทางอาหารสูง แม้ว่าจะมีรสชาติที่ค่อนข้างขม โดยผลเล็กจะให้วิตามินได้มากกว่าผลใหญ่ นอกจากผลแล้วยอกของมะระสามารรถนำมาประกอบอาหารอร่อยได้ไม่แพ้กัน

    พันธุ์ของมะระ

    มะระจัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับแตง โดยจะมีดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่ต้นเดียวกัน ในการผสมละอองเกสร จะใช้แมลงเป็นตัวช่วยเพื่อให้เกิดผล ซึ่งมะระเองประกอบไปด้วยหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งแต่ละพันธุ์จะมีความแตกต่างไปตากมาสีและเมล็ดของพันธุ์นั้นๆ เท่าที่ปลูกในประเทศไทยเราสามารถจำแนกออกได้ดังนี้

    1.มะระจีน จะเป็นมะระผลใหญ่โดยความยาวอยู่ที่ 20-30 เซนติเมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7-8 เซนติเมตร เปลือกมีสีเขียวอ่อน เนื้อหนา รสชาติไม่ขมมากนัก เริ่มแรกโดยการนำสายพันธุ์เข้าจากประเทศจีน ปัจจุบันได้มีการปลูกเพื่อการค้ากันมากขึ้น
    2.มะระย่างกุ้ง สำหรับมะระชนิดนี้สามารถสังเกตได้อย่างง่ายดาย ดูตรงสวนของผิว จะมีลักษณะขรุขระเป็นหนาม ขนาดของผลเรียว เล็ก โดยหัวท้ายจะมีรูปร่างแหลม
    3.มะระขี้นก เป็นมะระที่ขนาดเล็กที่สุด ขมจัด มีผลค่อนข้างกลมเล็กผิวขรุขระ เนื้อบาง

    การเตรียมปลูกและการปลูกระมะ

    สำหรับมะระ ไม่ใช่เรื่องยากในการปลูก เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถเจริญเติบโตและชอบสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน ลำต้นจะมีลักษณะเป็นเถาเลื้อยยาว 1-3 เมตร สำหรับฤดูการปลูกมะระได้ผลดีที่สุดจะเป็นช่วงพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์

    แม้ว่ามะระเองจะสามารถเจริญเติบโตได้ทุกพื้นที่ จำเป็นอย่างมากสำหรับเลือกสถานที่ในการเพาะปลูกที่มีความชิ้นในดินค่อนข้างสูง โดยรวมจะต้องมีอุณหภูมิ 18-25 องศา สำหรับสภาวะอากาศที่เย็น หรือต่ำกว่านี้จะส่งผลให้ต้นมะระและขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิดแต่ดินจะต้องมีความชื้นเพียงพอและต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดทั้งวัน อุณหภูมิที่พอเหมาะอยู่ที่ 18-25 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิเย็นจัด จะทำให้การเจริญเติบโตของต้นมะระช้าลง โดยทั่วไปแลเวเกษตรนิยมปลูกในช่วงหลังฤดูการเกี่ยวข้างเสร็จไปแล้ว

    การเติมดินสำหรับการปลูกมะระ

    ขั้นตอนสำหรับการเตรียมแปลงเพื่อการเพาะปลูก เกษตรกรจะต้องมีการไถลึก 20-25 เซนติเมตร เพราะมะระเป็นพืชที่มีระบบรากที่ค่อนข้างลึก
    เมื่อได้ปรับสภาพดินเสร็จจะต้องมีการเพิ่มปุ๋ยคอก หรือปูนขาวลงไปคลุกเคล้ากับหน้าดินที่ได้ทำการไถไว เพื่อช่วยให้ดินสามารถระบายได้เป็นอย่างดี

    ทำการยกร่อง แล้วหยอดเมล็ดพันธุ์ของมะระลงหลุม หลุมละ 3-4 เมล็ด กลบดินตามด้วยการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ
    เมื่อปล่อยไปประมาณ 2 อาทิตย์จะสังเกตเห็นเลยว่ามีต้นอ่อนทีกำลังขึ้นอย่างสวยงาม เกษตรกรกำจัดต้นอ่อนที่อ่อนแอทิ้ง เพื่อไม้ให้มาแย่งสารอาหาร โดยให้เหลือเพียงแค่ 1-2 ต้นเท่านั้น
    ระยะห่างระหว่าหลุม เกษตรกรจะต้องเว้นช่วงอยู่ที่ 50-75 เซนติเมตร และจะต้องมีระยะห่างระหว่างแถวอยู่ที่ 1 เมตร

    การดูแลรักษาต้นมะระ

    ในการดูแลต้นมะระ จะต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งหากเป็นช่วงที่ออกดอกและติดผล จะปล่อยให้ขาดน้ำไม่ได้เลย ในส่วนของการพรวนดิน จะต้องทำในระยะแรงหลังจากเริ่มปลูก และควรทำบ่อยๆ ควบคู่ไปกับการกำจัดวัชพืชไปด้วย เนื่องจากวัชพืชเหล่านี้จะคอยแย่งน้ำและสารอาหารของต้นมะระ สำหรับการพรวนดินจะต้องระมัดระวังอย่างมากอย่าให้กระทบกระเทือนไปโดนรากของต้นมะระ

    การเก็บให้ปุ๋ยมะระ

    เนื่องจากตัวมะระเองต้องการความสด สัดส่วนของปุ๋ย N:P:K = 1:1:1-1.5 ได้แก่ปุ๋ยจำพวกสูตร 13-13-21 หรือ 14-14-21 ในปริมาณ 50-100 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ สำหรับปุ๋ยสูตรผสมควรให้หลังจากมีการปลูกมะระได้ 1 เดือน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงทำค้าง

    การทำค้าง

    จะทำค้างให้แก่ต้นมะระภายหลังจากมีการปลูกต้นมะระได้ 15 วัน โดยสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ปักไม้ค้างยาวประมาณ 2-2.5 เมตร ทุกหลุมเอนเข้าหากัน แล้ววางไม้พาดตามแนวนอน 2 ช่วง อีกวิธีคือ การปักไม้ค้างที่มีความยาว 2 เมตรทุกหลุม ทุกๆ 1.5-2 เมตร ขนาดกับแถวปลูก จากนั้นเกษตรกรใช้เชือกผู้ทแยงทุกๆ 30 เซนติเมตร

    ฤดูการเก็บเกี่ยว

    มะระจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เมื่อมีอายุ 45 วัน ในการเก็บจะต้องมีการเก็บทุกวัน ถ้าปล่อยให้มีผลแก่ติดกับต้น มีส่วนทำให้ผลไม่ตกและร่วงมากขึ้น มักนิยมเก็บในช่วงที่ผลยังอ่อนอยู่ ผลมีสีเขียว และถ้าผลมีสีครีมและแตกนั่นแปลว่าผลมะระผลนั้นแก่จัดจนเกินไป

  • วิธีปลูกหอมแดง พร้อมคำแนะนำในการขายหอมแดง

    หอมแดงจากสมุนไพรในครัว เป็นพืชผักยอดฮิตที่เรานำมาปรุงอาหาร โดยเฉพาะใส่เครื่องแกงไม่ว่าจะเป็นแกเผ็ดและแกงอื่นๆ เนื่องด้วยสรรพคุณทางยาที่มากมายหากใครที่ทานบ่อยดีต่อสุขภาพ ช่วยแก้หวัดอีกทังบำรุงร่างกายได้อีกด้วย

    หอมแดงเป็นผักที่มีโครงสร้างหัวอยู่ใต้ดิน เช่นเดียวกันกับหอมใหญ่ แต่จะมีขนาดที่เล็กกว่า มีสีแดง และกลิ่นที่ค่อนข้างแรงกว่า นอกจากนี้ยังสามารถแตกตาข้างทำให้ได้หัวเล็กๆ ที่เกาะติดด้วยกันจำนวนมาก ซึ่งหัวเล็กๆ เหล่านี้จะขยายพันธุ์และเจริญเติบโตต่อไป เมื่อได้นำไปปลูกอย่างน้อยจะแตกประมาณ 10 หัว

    การเตรียมปลูกและวิธีปลูกหอมแดง

    สำหรับการปลูกหอมแดง ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและเป็นเรื่องที่ไกลตัวอย่างที่คิด เนื่องจากหอมแดงเป็นพืชที่ชอบดินร่วน ต้องการความชื้นค่อนข้างสูง ในช่วงที่ต้องการที่กำลังเจริญเติบโต และจะชอบดินแห้งในระยะเวลาที่กำลังจะเก็บเกี่ยว อีกทั้งต้องการแสงแดดที่เพียงพอ มีอุณหภูมิเหมาะสมอยู่ประมาณ 12.7-23.8 องศา ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเพาะปลุก ตังแต่เดือนตุลาคม-มีนาคม
    การเตรียมแปลงสำหรับปลูกหอมแดง

    ในส่วนของการเพาะปลูกหอมแดง สามารถทำได้เช่นเดียวกับการีปลูกกระเทียม เนื่องจากหอมแดงเองเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น ดังนั้นการเตรียมแปลงจึงใช้วิธีการเดียวกัน โดยทำการยกขนาดของแปลงให้มีขนาดกว้าง 1-1.5 เมตร และระยะห่างระหว่างต้นที่ปลูกอยู่ที่ 15-20 เซนติเมตร

    การขยายพันธุ์

    การปลูกโดยทั่วไปจะใช้หัวเล็กๆ เป็นหัวพันธุ์ ซึ่งจะใช้จำนวนประมาณ 100-200 กิโลกรัม/ไร่โดยหัวที่จะนำมาเพราะปลูกจะต้องสะอาด และเกษตรกรจะต้องทำการตัดรากและปลายหัวออกเสียบ้าง จะช่วยให้การงอกเร็วขึ้น ก่อนที่จะมีการนำไปปลูกแนะให้นำหัวหอมแดงไปจุ่มลงสารละลายฆ่าเชื้อรา ผึ่งให้แห้งก่อนนำไปปลูก เป็นการป้องกันและทำลายเชื้อราที่อาจมากับหัวหอแดงได้

    วิธีการปลูกหอมแดง

    1.ดำหัวพันธุ์ทั้งหมดลงในแปลง ที่เตรียมไว้สำหรับการเพาะปลูก ควรทำในขณะที่แปลงเพาะปลูกมีความชื้น
    2.วิธีการดำ เกษตรสามารถทำได้โดยการดำหัวหอมลงไปในดินประมาณ ครึ่งหัว เว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 15-20 เซนติเมตร
    3.การปลูกหัวหอมในการกดหัวจะต้องระมัดระวังอย่าให้หัวช้ำ จะต้องทำอย่างเบามือที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นหัวหอมจำช้ำและเน่าตายในที่สุด
    4.จากนั้นคลุมด้วยหญ้าแห้ง หรือเศษฟางเพื่อรักษาความชื้น และควบคุมวัชพืชที่จะงอกขึ้น เป็นระยะเวลา 7—10 วัน จากนั้นให้เกษตรกรทำการสำรวจ หากหัวไหนไม่งอกทำการซ่อมใหม่ในพื้นที่จุดเดิม และถอนหัวเก่าทิ้งไป

    วิธีการดูแลรักษาหอมแดง

    การให้น้ำ

    จะต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงการเจริญเติบโตอย่าให้ขาด อย่าปล่อยให้หน้าดินแห้ง
    สำหรับพื้นที่การเพาะปลูกที่มีลักษณะเป็นดินทราบ จะต้องให้น้ำบ่อยครั้ง และปริมาณที่มากกว่าพื้นที่อื่นๆ จะงดการให้น้ำก็ต่อเมื่อหอมแดงเริ่มแก่ และใกล้ฤดูการเก็บเกี่ยว

    การให้ปุ๋ย

    ในการใส่ปุ๋ย เพื่อการเพิ่มอาหารให้กับหอมแดง แนะให้ใช้ปุ๋ยสูตร 5-10-5, 10-20-10 หรือ 15-15-15 กรณีที่เป็นดินทรายจะต้องเพิ่มโปรแตสเซียมเป็นพิเศษ ในอัตราส่วน 50-100 กิโลกรัม / ไร่
    สำหรับการใส่ปุ๋ยสามารถแบ่งได้ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกให้ใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นครั้งก่อน ปล่อยประมาณ 35-40 วันค่อยตามด้วยปุ๋ยครั้งที่สอง วิธีการใส่ ให้โรยข้างและทำการพรวนดินกลบ
    สำหรับปุ๋ยยูเรียหรือแอมโมเนียมซัลเฟต จะให้ในอัตราส่วน 20-25 กิโลกรัม / ไร่ เมื่อหอมอายุได้ประมาณ 14 วัน จะเป็นตัวช่วยให้หอมแดงเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น

    การพรวนดิน

    ในการพรวนดินจะต้องมีการพรวนดินอย่างระมัดระวัง ไม่ให้กระกระเทือนกันราก เนื่องจากหอมแดงเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น ในการกำจัดวัชพืชจะดีที่สุดหากเกษตรกรใช้มือถอนแทน และจะต้องทำในระยะเริ่มแรกของการเจริญเติบโต

    หากต้องการใช้ยาเพื่อกำจัดวัชพืชแนะนำเป็น Lasso ในอัตราส่วน 0.36-0.46 กิโลกรัม / ไร่ โดยผสมน้ำแล้วฉีดพ่นก่อนที่หอมจะงอก
    ไม่เพียงเท่านี้นะคะ สำหรับการดูแลต้นกล้าของหอมแดง และการป้องกันวัชพืช แนะนำหลังปลุกจะต้องมีการคลุมหน้าดินให้มีความชื้นอยู่ตลอดเวลา อย่างที่ได้กล่าวมาในเบื้องต้น จะช่วยประหยัดแรงงาน ประหยัดน้ำ และงบประมาณ ในการลงทุนได้ในระดับหนึ่งเลยล่ะ
    การเก็บเกี่ยวหอมแดง

    การเก็บเกี่ยวหอมแดง

    หอมแดงสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 70-110 วัน แต่ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับพันธุ์และฤดูการปลูกด้วย หากเป็นการปลูกนอกฤดู สามารถเก็บได้ 45 วัน ก่อนการเก็บเกี่ยวจะต้องสังเกตที่สีใบของหอมแดงเอง ว่าจางและเหลืองลงหรือไม่ หากเป็นอย่างที่ได้กล่าวมา หมายความว่าหอมแดงแก่พอที่จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยผลผลิตที่ได้จะอยู่ในปริมาณไร่ละ 1100 กิโลกรัม/ไร่ กรณีที่เกษตรกรต้องการเก็บพันธุ์หอมแดงไว้สำหรับการเพาะปลูกในครั้งต่อไป จะต้องเลือกเก็บหัวที่มีความแข็งแรง ไม่มีโรคและแมลง และจะต้องเก็บตอนแก่จัด แยกและเก็บส่วนไว้ทำพันธุ์ออกมาต่างหาก ผึ่งแดดให้แห้ง ฉีดยาป้องกันเชื้อรา ผึ่งแดดอีกครั้งเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น

  • วิธีปลูกตะไคร้ พร้อมคำแนะนำในการขายตะไคร้

    ตะไคร้นอกจากเป็นสมุนไพรประจำบ้านแล้ว ยังเป็นพืชที่มีประโยชน์แก่ร่างกายและทางด้านเกษตรอีกด้วย เนื่องด้วยระยะเวลาที่ใช้ในการปลูกตะไคร้เป็นแรมปี ดังนี้ เมื่อถึงฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิต จะสร้างกำไร และจำนวนเงินไม่น้อยให้แก่เกษตรกร จึงไม่ค่อยเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ ว่าทำไม ในทุกวันนี้เกษตรกรหันมาให้ความสนใจและเลือกที่จะปลูกตะไคร้กันมากขึ้น

    การเตรียมพันธุ์ตะไคร้

    1.จะต้องเลือกต้นพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป ด้วยวิธีการใช้จอบขุดออกมาจากกอ และให้แยกลำต้นออกจากัน
    2.ต่อด้วยการใช้มีดตัดรากและใบทิ้ง เหลือความยาวไว้ประมาณ 30 เซนติเมตร
    3.ก่อนที่จะมีการนำพันธุ์ตะไคร้ลงปลูก จะต้องนำต้นพันธ์ที่ได้ไปแช่น้ำลึกประมาณ 5 เซนติเมตร ประมาณ 5-7 วัน เพื่อกระตุ้นให้รากงอก รอกจากกว่ารากเหลือง ก็สามารถนำไปปลูกได้แล้ว

    การเตรียมแปลงสำหรับการปลูกตะไคร้

    สำหรับการเตรียมเพื่อการเพาะปลูกตะไคร้ แนะนำว่าให้ทำแปลงแบบลูกฟูก โดยสันของลูกฟูกสูง 30-50 เซนติเมตรโค้งหลังเต่ากว้าง 3-5 เมตร ในส่วนของความยาวขึ้นอยู่กับพื้นที่และความเหมาะสม ร่องแต่ละร่องให้เว้นช่วงความห่างอยู่ที่ 50-80 เซนติเมตร เพื่อเป็นทางเดิน
    สำหรับดินให้มีการจัดเตรียมความพร้อมด้วยด้วยการใส่ เช่นกระดูกป่น มูลสัตว์ที่ย่อยสลายแล้ว ประมาณ 1:1 จากนั้นไถพราวนคลุกเคล้าให้เข้ากันจนกลายเป็นเนื้อเดียวและทั่วถึง

    ขั้นตอนในการปลูกตะไคร้

    1.เมื่อได้มีการจัดเตรียมสถานที่ และดินสำหรับการเพาะปลูกเรียบร้อยแล้ว เริ่มต้นด้วยการขุดหลุมที่มีความกว้าง 2 คืบและลึก 1 คืบมือ
    2.วางต้นแบนราบกับพื้น 1 หลุมจะใช้ประมาณ 3 ต้นแต่ละต้นเฉียงออกข้าง จากนั้นกลบดินให้เรียบร้อย คลุมหลุมปลูกด้วยหญ้าแห้ง หรือฟาง เป็นการรักษาความชื้นของหน้าดิน และป้องกันวัชพืชที่อาจเกิดขึ้น
    3.ในการปลูกแต่ละหลุมนั้นจะต้องเว้นระยะห่างพอสมควร เพื่อที่ลำต้นของตะไคร้จะได้รับแสงแดดได้อย่างเต็มที่ จะทำให้ขนาดของลำต้น และกอใหญ่กว่าการปลูกในระยะที่ชิดจนมีใบเกยกันเนื่องจากได้รับแสงแดดไม่เต็มที่นั่นเอง

    การบำรุงดูแลรักษาตะไคร้

    1.การให้ปุ๋ย จะมีการให้น้ำหมักชีวภาพ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร30-10-10 หรือจะเลือกใช้สูตร 25-7-7 ทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง บวกกับให้ฮอร์โมนน้ำดำ เป็นตัวเสริมแคลเซียม และโบรอน เดือนละ 1 ครั้ง สลับกันไป
    2.การให้น้ำ เกษตรกรบางรายอาจใช้วิธีการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ ในช่วงแรกๆ อาจมีการให้น้ำ 2-3 วันต่อครั้ง เมื่อเห็นว่าตะไคร้มีการตั้งตัวได้แล้ว ให้เปลี่ยนเป็น 5-7 วันครั้ง โดยการให้แต่ละครั้งสังเกตพอชื้นหน้าดินก็เพียงพอแล้ว เนื่องจากตะไคร้เป็นพืชที่ไม่ค่อยชอบน้ำสักเท่าไหร่
    3.สำหรับศัตรูพืชและวัชพืช สามารถกำจัดได้ด้วยสมุนไพรสกัด โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี

    การเก็บเกี่ยวตะไคร้

    -ตะไคร้จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8 เดือนจนถึง 1 ปี หากเกษตรปล่อยให้นานกว่านี้ ลำต้นจะแก่ และฝ่อ ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด
    -วิธีการเก็บเกี่ยวเริ่มต้นด้วยการขุดขึ้นมาทั้งกอ ซึ่ง 1 ก่อจะหนักประมาณ 6-10 กิโลกรัม
    -เมื่อได้ขุดตะไคร้ขึ้นมาทำการตัดรากและตัดใบออกให้มีขนาดความยาวเหลือ 30 เซนติเมตร ในช่วงนี้น้ำหนักจะอยู่ที 3-5 กิโลกรัมเท่านั้น
    -มัดรวมเป็นกำใส่ถุงพลาสติก แต่ละถุงหนัก 5-10 กิโลกรัม เพื่อจำหน่ายต่อไป

    เคล็ดลับวิธีการทำฮอร์โมนนมบำรุงต้นตระไคร้กอให้เจริญเติบโต และมีกอที่ใหญ่โดยจะเลือกใช้วัตถุดิบดังนี้
    1. เลือกใช้นมเปรี้ยวบีทาเก็นหรือยาคูลน์ 1 ขวด
    2.นมจืด 1 กระป๋อง
    3.แป้งข้าวหมาก 1 ลูก

    กระบวนการและขั้นตอนในการทำ

    นำส่วนผสมที่ได้กล่าวในเบื้องต้นทั้งหมดมาหมักรวมกัน ทิ้งไว้ระยะเวลา 3 วัน จนมีกลิ่นหอม จากนั้นนำไปในอัตราส่วน 20 ซีซี ไปผสมน้ำเปล่า 20ลิตร จากนั้นก็นำไปฉีดพ่นต้นตระไคร้จะช่วยบำรุงต้นตระไคร้ให้เจริญเติบโตและมีกอใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
    ข้อที่ควรสำหรับเกษตรกรที่ต้องการปลูกตะไคร้
    – ในการเก็บเกี่ยวบางครั้งไม่จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลา หรือกำหนดว่าจะต้องเป็นช่วงที่ตะไคร้อายุ 8-10 เดือนเท่านั้น หากเกษตรกรเห็นว่ามีขนาดพอที่จะเก็บได้แล้ว และมีราคาค่อนข้างดี ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เลยนะคะ
    – กระบวนการปลูกไม่แนะให้มีการให้ฮอร์โมนไข่ เพราะจะทำให้ตะไคร้ออกดอก และไม่ค่อยแตกกอสักเท่าไหร่
    – หากต้องการให้มีการแตกกอ หรือโตเร็ว แนะนำให้เกษตรกรเลือกหาปุ๋ยสูตรขยายขนาด อเมริกาโน่ หรือ ยูเรก้า แซมการใส่ปุ๋ยเคมีบ้าง ในช่วงที่ลำต้นขึ้นลำแล้ว ในส่วนนี้จะเป็นตัวช่วยให้มีลำต้นใหญ่เร็วขึ้น
    – การให้นำสำหรับเกษตรที่ปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อการทั่วถึง และลดแรงงาน ให้มีการติดตั้งปริงเกอร์เป็นตัวช่วยหลัก

  • วิธีปลูกกีวี พร้อมคำแนะนำในการขายกีวี

    ต้นกีวี่
     

    กีวีมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน เริ่มมีการปลูกครั้งแรกในมณฑลซีเจียง ต่อมามีการนำเมล็ดเข้ามาปลูกในทวีปยุโรปครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ. 1910 จนมีการปลูกมากขึ้นเป็นผลไม้ส่งออกของประเทศ ต่อมาในปี ค.ศ. 1960 ประเทศนิวซีแลนด์ ได้เริ่มเพาะปลูกและส่งจำหน่ายผลกีวีให้แก่สหรัฐอเมริกา ภายใต้ชื่อผลไม้ที่เรียกว่า kiwifruit หรือเรียกสั้นว่า kiwi ในปัจจุบัน

    กีวี (Kiwi) เป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของประเทศแถบที่มีอากาศหนาวเย็น เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะวิตามินซี สามารถนำมารับประทานสด และใช้ประกอบอาหาร เช่น แยม เยลลี่ ไอศครีม น้ำผลไม้กีวี เป็นต้น

    กีวีจัดเป็นผลไม้แบบเบอรี่ เป็นไม้เลื้อยมีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุมทั่วทั้งต้น ใบจะมีลักษณะเป็นใบเดี่ยวรูปหัวใจออกเรียงสลับกันแผ่นใบมีสีเขียว มีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุมอยู่เช่นกันโคนใบเว้า หลายใบแหลม ขอบใบหยักขนาดใบกว้างประมาณ 4 ถึง 7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7 ถึง 10 เซนติเมตร ดอกจะเป็นดอกเดียวหรือเป็นช่อดอกเกสรเพศผู้และดอกเกสรเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ลักษณธดอกมีสีขาว กลีบดอกมี 5 กลีบ

    ผลของกีวีจะมีลักษณะฉ่ำน้ำ มีรูปร่างทรงกระบอกหรือรูปไข่ มีลักษณะใหญ่ที่ขั้วผลและด้านท้ายผลเล็กลง แต่ก็จะลักษณะที่แตกต่างกันในแต่ละสายพันธุ์ ผิวเปลือกมีสีเขียวหรือสีน้ำตาล มีขนสีน้ำตาลปกคลุมทั่วผล เนื้อผลดิบจะแข็งและเมื่อสุกจะอ่อนนิ่ม สีเนื้อมีทั้งสีเขียว สีเขียวแกมเหลืองหรือสีเหลือง ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมากเรียงตัวรอบแกนผล สีของเมล็ดของผลอ่อนมีสีขาว และจะมีสีดำเมื่อผลแก่หรือสุก

    พันธุ์เพศเมีย
    1. พันธุ์ Abbott
    เป็นพันธุ์ที่ออกดอกเร็วที่สุด กลีบดอกใหญ่ แยกไม่ซ้อนทับกัน แต่ให้ผลผลิตไม่สูง ผลมีขนาดกลาง กว้างประมาณ 4.8 ซม. ยาวประมาณ 6.9 ซม. น้ำหนักผลประมาณ 90 กรัม/ผล มีขนยาว อ่อน และหนาแน่น เนื้อสีเขียวจาง มีเมล็ดมาก รสหวานอมเปรี้ยว ความหวานประมาณ 14.13 องศาบริกซ์
    2. พันธุ์ Allison
    เป็นพันธุ์ที่ออกดอกเร็ว แต่ช้ากว่า Abbott เล็กน้อย กลีบดอกใหญ่ มีขอบกลีบดอกย่น และซ้อนทับกัน ผลมีลักษณะคล้ายพันธุ์ Abbott แต่ขนาดใหญ่กว่าทั้งความกว้าง และความยาว
    3. พันธุ์ Bruno
    เป็นพันธุ์ที่ออกดอกเร็ว แต่ช้ากว่าพันธุ์ Allison เล็กน้อย ดอกคล้ายพันธุ์ Allison แต่กลีบดอกแคบกว่า และซ้อนทับกันน้อยกว่า ให้ผลผลิตสูง ผลมีขนาดใหญ่ ผลมีรูปร่างยาว ผลมีสีน้ำตาลเข้ม มีขนปกคลุมหนาแน่น แต่ขนสั้น และเปราะพันธุ์ Abbott น้ำหนักผลประมาณ 98 กรัม/ผล ความหวานประมาณ 13.25 องศาบริกซ์
    4. พันธุ์ Hayward หรือ Chico
    เป็นพันธุ์มาจากนิวซีแลนด์ มีความนิยมบริโภคมากที่สุด มีลักษณะออกดอกช้า ให้ผลผลิตค่อนข้างต่ำ (ดอกบานในขณะที่พันธุ์ Abbott กลีบดอกร่วงแล้ว) กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปถ้วย ซ้อนทับกัน ผลเป็นรูปไข่ ใหญ่ที่ขั้วผล และปลายผลแบน ผลกว้างประมาณ 4.3 ซม. ยาวประมาณ 5.96 ซม. น้ำหนักผลประมาณ 80-120 กรัม/ผล ผลมีสีน้ำตาลอมเขียวหรือสีเขียวจาง มีขนปกคลุมหนาแน่น ให้รสหวานเปรี้ยว ความหวานประมาณ 13.69 องศาบริกซ์
    5. พันธุ์ Monty
    เป็นพันธุ์ที่ออกดอกช้า ออกดอกก่อนพันธุ์ Hayward ติดผลเป็นจำนวนมาก ผลมีนาดกลางถึงเล็ก โดยเฉพาะถ้าติดผลมาก ผลจะมีขนาดเล็กลง ผลมีรูปร่างทรงกลมยาว ผลกว้างประมาณ 5.35 ซม. ยาวประมาณ 6.78 ซม. น้ำหนักผลประมาณ 80-120 กรัม/ผล ความหวานประมาณ 12.81 องศาบริกซ์
    6. พันธุ์ Dexter
    เป็นพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตดี แต่ให้ผลผลิตต่ำ ผลมีลักษณะกลมยาว ผลกว้างประมาณ 4.5 ซม. ยาวประมาณ 6.22 ซม. น้ำหนักผลประมาณ 66 กรัม/ผล มีเมล็ดมาก ความหวานประมาณ 13.29 องศาบริกซ์

    พันธุ์เพศผู้

    1. พันธุ์ Matua
    มีดอกจำนวนมาก ออกดอกเป็นช่อ 1 ช่อมีประมาณ 1 ถึง 7 ดอก เฉลี่ยช่อละ 3 ดอก ก้านช่อดอกมีขนสั้น มีช่วงการบานนานกว่าพันธุ์ Tomori และดอกเริ่มร่วงเมื่อดอกพันธุ์ Hayward พร้อมรับการผสม ก้านช่อดอกมีขนยาว ดอกชุดหนึ่งมีตั้งแต่ 1 ถึง 7 ดอกปกติมี 5 ดอก
    2. พันธุ์ Tomori
    ดอกจะบานก่อนพันธุ์ Matua และดอกเริ่มร่วงก่อนพันธุ์ Matua จะบาน โดยเริ่มบานหลังพันธุ์ Abbott และก่อนพันธุ์ Allison เล็กน้อย ก้านช่อดอกมีขนสั้น 1 ช่อดอกมีดอกเฉลี่ยประมาณ 5 ดอก

    วิธีการเพาะปลูก การเพาะปลูกกีวีนั้นจะต้องมีการปลูกผสมกันระหว่างพันธุ์เพศผู้และพันธุ์เพศเมีย กีวีที่ปลูกในประเทศไทยนั้นจะเข้าสู่ระยะพลัดใบในช่วงปลายเดือนธันวาคม จากนั้นเข้าสู่ระยะแตกใบใหม่และเกิดตาดอกประมาณกลางเดือนมีนาคม ดอกจะบานเมื่อใบอ่อนคลี่เต็มที่และทยอยบานตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม โดยดอกที่มีการผสมเกสรจะติดเป็นผลประมาณต้นเดือนเมษายน ซึ่งในระยะ 8 สัปดาห์ ผลจะเติบโตอย่างรวดเร็ว และจะเริ่มคงที่ประมาณเดือนกันยายน หลังจากนั้นจะเก็บผลผลิตในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม
    กีวีเป็นพืชที่ชอบอากาศหนาวเย็นในบางช่วง และเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทรายที่มีหน้าดินลึก ไม่ชอบพื้นที่น้ำขัง หน้าดินแน่นหรือเป็นดินเหนียวมาก ดินมีลักษณะเป็นกรดเล็กน้อย

    การขยายพันธุ์ การขยายพันธุ์กีวีสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การปักชำ การเสียบยอด แต่ที่นิยมในปัจจุบัน คือ การปักชำและการเสียบยอดบนต้นตอ เนื่องจากสามารถคัดเลือกสายพันธุ์และต้นพันธุ์ที่ดีได้ สามารถให้ผลผลิตที่เร็วกว่า
    1. การปักชำ จะใช้กิ่งแก่อายุมากกว่า 1 ปี ใช้กิ่งในระยะพักตัวช่วงเดือนมากราคม โดยตัดกิ่งยาวประมาณ 15 ซม. ตัดปลายด้านต้นกิ่งให้เป็นปากฉลาม จุ่มด้วยฮอร์โมนเร่งราก และปักชำในถุงเพาะชำ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 45 วัน รากจึงจะงอก และแทงใบใหม่
    2. การเสียบยอด ใช้สำหรับการเปลี่ยนต้นพันธุ์ใหม่ โดยต้นตออาจเป็นต้นตอเดิมที่มีอายุมากหรือเป็นต้นตอใหม่ที่เป็นพันธุ์ไม่ต้องการ แล้วเสียบยอดพันธุ์ใหม่แทน นิยมทำสำหรับการผลิตต้นกล้า และเปลี่ยนถ่ายต้นใหม่ในแปลง

    การเพาะเมล็ด (สำหรับผู้ที่เลือกปลูกหรือขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแบบอื่นให้ข้ามขั้นตอนนี้ไปครับ) ควรเลือกเมล็ดกีวีจากกีวีที่เป็นสายพันธุ์ออแกนิค เพราะมิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อได้ครับ เมื่อได้เมล็ดมาแล้วก็นำมาผึ่งลมให้แห้งประมาณ 1-2 ชั่วโมง จากนั้นจึงเตรียมการปลูกดังนี้
    1.เตรียมภาชนะสำหรับเพาะเมล็ด
    2.วัสดุปลูก ขุยมะพร้าว+ทรายละเอียด อัตรา 1 ต่อ 1 ผสมน้ำให้มีความชื้นพอสมควร
    3.โรยเมล็ดลงกล่อง ใช้ไม้จิ่มฟันเขี่ยคลุกเคล้าโดยอย่าให้เมล็ดกีวีจมดินไปเยอะเกิน ประมาณ 25 วัน จากนั้นจะเริ่มเห็นใบจริง แสดงว่ากีวีของเราพร้อมที่จะย้ายไปลงแปลงปลูกแล้วครับ

    การปลูก

    การปลูกต้นกีวีจะปลูกทั้งต้นเพศผู้ และต้นเพศเมียสลับแถวหรือระยะกัน เพื่อให้มีการผสมเกสรได้อย่างทั่วถึงในสัดส่วนต้นเพศผู้ 1 ต้น และต้นเพศเมีย 6-8 ต้น ในแนวเดียวกัน โดยสลับเป็นช่วง ๆ และให้สลับตำแหน่งกับแถวอื่น ๆ ด้วยระยะปลูกระหว่างต้นอยู่ที่ 4×4 – 6×6 เมตร รองหลุมด้วยปุ๋ยคอกประมาณ 1 กำมือ

    การทำค้าง

    การทำค้างถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปลูกกีวี เพื่อให้กีวีสามารถแผ่กิ่งรับแสงได้เต็มที่ ช่วยให้กิ่งไม่พันทับกัน ลักษณะค้างที่นิยมคือ รูปแบบตัว T ตามแนวยาวของแถวปลูก โดยมีหลักค้ำยันรูปตัว T ปักในระหว่างต้น ระยะห่างของเสาที่ 2-3 ต้นของต้นกีวี

    การให้น้ำ แนะนำระบบการให้น้ำแบบระบบหยด และควรมีแนวบังลมเพื่อป้องกันต้นกีวีหัก เสียหาย

    การให้ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 2 – 3 เดือนต่อครั้ง ในช่วงที่กีวีผลัดใบให้งดการให้ปุ๋ยและลดปริมาณน้ำลงด้วย ในช่วงแตกใบและติดตาจึงเริ่มใส่ปุ๋ยอีกครั้ง และในช่วงที่กีวีออกดอกควรให้ปุ๋ยหรือน้ำหมักสูตรบำรุงใบและผล โดยห้ามใช้ฉีดพ่นให้ใส่ปุ่ยบริเวณพื้นดินแทน

    กีวีเป็นพืชที่ชอบอากาศหนาวเย็น เพาะปลูกยากผู้ที่จะทำการเพาะปลูกต้องเตรียมตัวอย่างดี มีฉะนั้นผลผลิตที่ได้จะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

     

    กีวี่

  • วิธีปลูกเกาลัด พร้อมคำแนะนำในการขายเกาลัด

    เกาลัดเป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน โดยทั่วไปจะพบเกาลัดหรือลูกเกาลัดชนิดมีขนคล้ายเงาะที่เปลือกหุ้มเมล็ดเกาลัด ผลอ่อนมีเปลือกสีเขียว ใน 1 ผล มี 2-3 เมล็ด ผลสุกแก่เปลือกนอกจะปริแตกออก เปลือกในจะมีลักษณธสีน้ำตาฃแข็งและเหนียว หุ้มเนื้อในไว้อีกชั้นหนึ่ง ใบมีลักษณะเรียวแหลม ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเหมือนฟันเลื่อย ช่อดอกมีรูปร่างคล้ายพวงหางกระรอกมีสีขาวถึงสีเหลืองอ่อน

    เกาลัดมีรสชาติดี หวาน มัน และมีความอร่อยมาก จึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคสูง เกาลัดได้รับการยกย่องจากชาวจีนว่าเป็น “ราชาแห่งเมล็ดพันธุ์พืช”

    เกาลัดที่ปลูกในประเทศไทยนั้นก็สามารถให้ผลผลิตที่ดี อีกทั้งยังปลูกได้ตั้งแต่ภาคเหนือไล่ลงมาจนถึงภาคกลางกันเลยทีเดียว ทั้งนี้ก็เป็นเพราะมีการพัฒนาสายพันธุ์ของเกาลัดให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยเพื่อเป็นการขยายขีดความสามารถในการปลูกเกาลัดให้มากขึ้นนั่นเอง

    เกาลัดเป็นไม้ที่สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการสร้างลำต้น อีกทั้งเกาลัดมีใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่ไม่ค่อยร่วง จึงสามารถให้ร่มเงา กรองฝุ่นละออง ลดมลภาวะ รวมทั้งลดสภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี

    วิธีการเพาะปลูก ในปัจจุบันมีการปลูก 2 แบบ คือแบบกิ่งตอนและแบบเมล็ด แบบเมล็ดจะมีรากแก้วที่ยาว มีอายุยืนกว่าและหาอาหารได้ดีกว่า แต่แบบกิ่งตอนต้นจะเจริญเติบโตได้ไวกว่า เก็บผมผลิตได้เร็ว และลดอัตราการกลายพันธุ์ได้ ลูกเกาลัดหรือเมล็ดเกาลัดโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 6-7 ปีจึงจะผลิดอกออกผล ต้องใช้เวลาและต้องรู้จักอดทนรอคอย

    การเพาะเมล็ด นำเมล็ดที่ได้มาไปแช่ในน้ำอุ่น 3 – 4 ชั่มโมง เพื่อเป็นการกระตุ้นการงอก จากนั้นนำไปใส่ในถาดเพาะโดยถมดินให้สูงเกือบมิดเมล็ด จากนั้นรดน้ำทุกวันทั้งตอนเช้าและตอนเย็น รอประมาณ 7 – 10 วัน เกาลัดเริ่มแตกใบเลี้ยงและมีรากงอกให้ย้ายไปลงในถุงเพาะชำอีกรอบหนึ่ง เมื่อเกาลัดแตกยอดใบแท้แสดงว่าเกาลัดของเรานั้นพร้อมที่จะนำไปลงปลูกในดินแล้ว

    การปลูก สำหรับการปลูกเกาลัดนั้น ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือในช่วงฤดูฝน โดยระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 8×8 เมตร แต่ถ้าพื้นที่ลาดเอียงมากก็ให้ใช้ระยะปลูกที่ 6×6 ส่วนขนาดของหลุมให้อยู่ที่ 1x1x1 เมตร แต่ก่อนปลูกต้องมีการปรับปรุงดินแล้วทิ้งไว้ 1-3 เดือน แล้วจึงสามารถทำการปลูกได้

    การให้น้ำ ถึงแม้ต้นเกาลัดจะเป็นพืชที่สามารถทนแล้งได้ดี แต่ถ้าเป็นช่วงที่เริ่มปลูกควรที่จะให้น้ำกับมันอย่างสม่ำเสมอ และต้องหาวัสดุมาพลางแสงในช่วงที่ต้นเกาลัดยังไม่ตั้งตัวด้วย

    การใส่ปุ๋ย สำหรับการใส่ปุ๋ยควรใส่ปุ๋ยปีละ 3 ครั้ง โดยเริ่มใส่ตั้งแต่ต้นเกาลัดอายุได้ 4-6 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยสูตรสมดุล 15-15-15 และเมื่ออายุ 1-3 ปี ให้ใช้สูตรเดิมแต่ให้นำมาผสมกับสูตร 46-0-0 ด้วย ซึ่งปริมาณการใส่ปุ๋ยก็ให้เพิ่มขึ้นตามอายุ พอถึงปีที่ 4 ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 12-12-17-2 ผสมกับสูตร 46-0-0 และให้เพิ่มปุ๋ยโปรแตสเซียมคลอไรด์ลงไปด้วย ในช่วงที่เกาลัดกำลังเป็นดอกแนะนำให้ใส่ปุ๋ยหรือฉีดน้ำหมักสูตรบำรุงดอก บำรุงผลเพื่อเพิ่มผลผลิตครับ

    การขยายพันธุ์ ในปัจจุบันสามารถขยายพันธ์ได้ 2 วิธีครับ คือการขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ดและการตอนกิ่งครับ

    โรค ศัตรูและการป้องกันกำจัด

    1.บางครั้งอาจพบแมลงที่ชอบวางใข่เพื่อให้ลูกเกิดเป็นตัวหนอนแล้วไชเนื้อเมล็ดเกาลัดเป็นอาหาร เจ้าตัวร้ายนั้นคือด้วงดินนั่นเองครับ ถ้าพอให้นำเมล็ดที่เจอนั้นไปทำลาย ละห้าวทิ้งเมล็ดนั้นไว้ในสวนด้วย แก้ปัญหาโดยการผสมเชื้อราเมธาไรเซียมไปราดลงบนดินในสวนให้ทั่วทั้งสวนครับ หรืออาจทำกองปุ๋ยหมักล่อด้วงแล้วราดเช้อราเมธาไรเซียมก็ได้ครับ
    2.กระรอก เนื่องจากกระรอกจะกินตั้งแต่เปลือกหุ้มเมล็ดยังเป็นสีเขียว นำมาแทะเล่นแล้วทิ้งซากไว้ให้ดูต่างหน้าเป็นประจำ ส่วนที่สุกจนเปลือกหุ้มเมล็ดเป็นกำมะหยี่แดงก็มีโอกาสสูงที่จะถูกกระรอกกินเช่นกัน อย่างไรก็ตามกระรอกมักจะโปรดปรานมะม่วงมากกว่าลูกเกาลัด เนื่องจากกินมะม่วงง่ายกว่าการมาแทะลูกเกาลัดเปลือกแข็งนั่นเอง
    3.แมลงศัตรูพืชทั่วไป แก้ปัญหาด้วยการฉีดน้ำส้มควันไม้หรือฉีดน้ำสะเดาหมักตะไคร้หอม ซึ่งจะเป็นการไล่แมลงไป จึงต้องต้องมีการฉีดอย่างสม่ำเสมอ หรือจะใช้เชื้อราบิวเวอเรียร่วมด้วยก็ได้ เพื่อจะทำให้การกำจัดแมลงมีประสิทธภาพเพิ่มขึ้น

    เกาลัดเป็นพืชในตระกูลถั่วเปลือกแข็งที่มีไขมันไม่อิ่มตัวและมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย นอกจากนี้มันยังอุดมไปด้วยวิตามินอีที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และมีสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์กับร่างกายอีกมาก เพราะฉะนั้นการรับประทานเกาลัดจึงเป็นผลดีกับร่างกาย ซึ่งส่งผลให้เกาลัดเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้การปลูกเกาลัดในประเทศไทยจึงเป็นอาชีพที่น่าสนใจอีกอาชีพที่ไม่ควรมองข้ามนั่นเองครับ

  • วิธีปลูกแตงไทย พร้อมคำแนะนำในการขายแตงไทย

    แตงไทยถือเป็นแตงพื้นเมือง ที่คนไทยนิยมปลูกและนำมาทำของหวาน หรือกินเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก ลักษณะต้นของแตงไทยเป็นไม้ล้มลุกเลื้อยไปตามดิน มีใบขนาดใหญ่ ทุกส่วนของลำต้นมีขนขึ้นปกคลุมตลอด มีดอกสีเหลือง ดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน ผสมพันธุ์โดยแมลงที่มาตอม ผลรูปกลมยาวเป็นสีเขียวเมื่อยังดิบ และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อแก่ เนื้อในมีสีเหลืองอมเขียว อ่อนนุ่มปนร่วน รสจืดอมเปรี้ยวหวาน มีกลิ่นหอม คนไทยเรานิยมนำผลสุกมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก รับประทานกับน้ำกะทิ เป็นขนมหวาน ส่วนผลอ่อนนำมาทำเป็นผักจิ้มน้ำพริก

    ถิ่นกำเนิดจริงๆของแตงไทยอยู่ในแถบแอฟริกาและเอเชียใต้ แถวประเทศอินเดีย และน่าจะแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว นับเป็นพืชในวงศ์เดียวกันกับบวบ ฟัก และแตงอื่นๆ ชอบอากาศร้อน จึงสามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่ลักษณะของผล รูปร่าง สี ก็จะแตกต่างกันไปนิดหน่อยตามภูมิภาคที่ปลูก ชาวสวนที่ปลูกแตงไทยจะซื้อเมล็ดพันธุ์จากพ่อค้า เนื่องจากแตงไทยมีหลากหลายสายพันธุ์มาก ต้องได้พันธุ์ที่ตลาดต้องการรับซื้อจริงๆ

    การปลูกแตงไทย

    การปลูกแตงไทยจะปลูกโดยการเพาะเมล็ด สิ่งสำคัญคือต้องได้เมล็ดที่มีคุณภาพ และเป็นสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการ ชาวสวนที่ปลูกเป็นอาชีพ จะซื้อเมล็ดจากพ่อค้าที่มารับซื้อผลแตงไทย เพราะจะได้พันธุ์ที่ตรงกับที่พ่อค้าต้องการ

    -คัดกรองเมล็ด
    ก่อนอื่นคัดกรองเมล็ดด้วยการแช่ในน้ำ คัดเอาเมล็ดที่ลอยน้ำทิ้ง เอาเฉพาะเมล็ดที่จมมาขลิบปลายด้านแหลมด้วยกรรไกตัดเล็บ นำไปแช่ในน้ำสกัดชีวภาพ 2 คืน รากจะเริ่มงอก
    -ลงถุงเพาะ
    ดินร่วน 1 ส่วน แกลบดำ 1 ส่วน ปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันใส่ถุงเพาะ รดน้ำให้ชุ่ม แล้วหยอดเมล็ดลงไป ซัก 2-3 วัน ต้นกล้าจะเริ่มออกเป็นใบแท้ 2 ใบ จึงนำไปปลูกลงแปลงได้
    -เตรียมพื้นที่ปลูก
    ไถพรวนดิน กำจัดวัชพืชแล้วตากแดดทิ้งไว้ประมาณ10-15 วัน เพื่อฆ่าเชื้อและแมลงในดิน จากนั้นทำการไถยกร่องให้ได้ขนาดร่องประมาณ 80 เซนติเมตร โรยปูนขาวให้ทั่วเพื่อฆ่าเชื้อและปรับสภาพดิน ใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 เพื่อให้แตงไทยได้รับอาหารอย่างเพียงพอต่อการเจริญเติบโต เสร็จแล้วใช้ฟางคลุมหน้าดินให้หนาพอสมควรเป็นอันเสร็จขั้นตอนการเตรียมดิน ถ้าเป็นไปได้ควรวางระบบให้น้ำด้วยระบบน้ำหยด เพื่อให้สะดวกต่อการจัดการให้น้ำ และสามารถผ่านปุ๋ยแคมีลงไปในน้ำได้เลย

    ลงมือปลูก

    รดน้ำที่แปลงให้ชุ่มด้วยน้ำผสมน้ำหมักชีวภาพ แยกฟางออกเพื่อหยอดเล็ดลงหลุม หลุมละ 4-5 เมล็ด ผ่านไปซัก 3 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกออกเป็นต้นจึงเริ่มคัดเอาไว้เฉพาะต้นที่สมบูรณ์
    -ดูแลแตงไทย
    ผ่านไป 3 สัปดาห์ ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อีกที ให้ละลายใส่ผ่านระบบน้ำหยดได้เลย ในช่วงนี้ควรหาสารกำจัดแมลงไว้ฉีด ควรจะเป็นพวกที่หมักจากน้ำหมักชีวภาพกับพืชจำพวกสะเดาหรือสูตรอื่นๆ และให้ฮอร์โมนที่ช่วยในการติดดอกและผล ฮอร์โมนควรจะให้ไปเรื่อยๆจนกว่าผลจะแก่ รอจนถึงสัปดาห์ที่ 4 แตงไทยจะเริ่มออกดอก และเป็นผล เมื่อแตงไทยอายุได้ 45 วันจึงให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อีกครั้ง ช่วงนี้แตงไทยจะมีขนาดประมาณกำปั้น ให้ใช้ฟางรองบริเวณก้นลูก เพื่อป้องกันแมลงในดิน และคอยจัดระเบียบให้ผลได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ ทั่วถึงทั้งลูก(คอยพลิกกลับด้านบนล่าง) อย่าให้ฟางหรือใบมาบังแสงแดด

    เก็บเกี่ยวผลผลิต

    แตงไทยอายุครบ 2 เดือน จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้แล้ว ช่วงนี้ผลจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง เหลืองมากน้อยขึ้นอยู่กับว่า ตำแหน่งของมันโดนแดดมากน้อยหรือเปล่าด้วย ชาวสวนต้องพิจารณาร่วมกันทั้งการเปลี่ยนสีและอายุของแตงไทย แต่ไม่ควรปล่อยให้สุกจนเกินไป จะเก็บไว้ได้ไม่นาน ส่วนเมล็ดถ้าหากต้องการเก็บไว้เพาะ ก็ให้คว้านแยกเมล็ดออกมาจากเนื้อ ล้างให้สะอาด เอาเฉพาะเมล็ดไปตากแดดให้แห้ง เก็บใส่ภาชนะปิดฝาเอาไว้ปลูกในคราวต่อไป

    ชาวสวนจะบ่มแตงไทยด้วยแก๊ส ในขั้นตอนของการขนส่ง โดยเมื่อเรียงแตงไทยขึ้นรถเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นจะมีฟางวางรองขั้นไว้ เราก็จะแทรกแก๊สเข้าไปตรงฟางขั้นนั้นเลย โดยแยกแก๊สห่อในกระดาษเป็นห่อเล็กๆ แทรกไว้ให้ทั่ว ในอัตราส่วนแก๊สแบบเกล็ด 1 กิโลกรัม บ่มแตงไทย 300 กิโลกรัม แตงไทยจะถูกบ่มอยู่ในรถจนถึงที่หมายประมาณครึ่งวันก็จะสุกพร้อมกันอย่างทั่วถึง มีกลิ่นหอมพร้อมขึ้นแผงขาย

    แตงไทยถือว่าเป็นพืชที่ปลูกได้ไม่ยากมาก เพราะมีความทนทานต่อโรคและแมลงสูง การดูแลก็ไม่ค่อยยุ่งยาก หากเข้าใจสภาพดินและพื้นที่หาจังหวะใส่ปุ๋ยและฮอร์โมนให้ดี จะได้แตงไทยลูกโตงามๆ ขายได้กำไลหลักหลายหมื่นบาทต่อไร่เลยทีเดียว

  • วิธีปลูกกระจับ พร้อมคำแนะนำในการขายกระจับ

    กระจับปกติเป็นพืชที่พบได้ตามธรรมชาติ โดยจะกระจายพันธุ์ไปตามเขตต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปัจจุบันกระจับใช้ปลูกเป็นพืชทดแทนข้าวในกรณีที่นาข้าวมีน้ำมากเกินจนไม่เหมาะต่อการทำนา ผลของกระจับเรียกว่า ฝัก มีลักษณะคล้ายหน้าวัวที่มีเขาออก 2 ข้าง ที่เจริญมาจากกลีบเลี้ยงของดอก เปลือกฝักเป็นเปลือกแข็ง ผิวเปลือกสีม่วงแดงจนถึงดำ หรือเป็นสีดำ เนื้อด้านในมีสีขาวเป็นก้อนแป้งขนาดใหญ่ที่จะพัฒนาเป็นใบเลี้ยง และมีก้อนสีขาวขนาดเล็ก 1 อัน แทรกอยู่ ซึ่งจะพัฒนามาเป็นราก และลำต้น

    กระจับที่พบในประเทศไทยมีทั้งหมด 4 ชนิด แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

    • กลุ่มที่ 1 เป็นกระจับที่ผลมี 2 เขา (กระจับเขาควาย) ได้แก่ กระจับเขาแหลม และกระจับเขาทู่
    – กระจับเขาแหลม (Horn Nut)
    – กระจับเขาทู่ (Water caltrops)
    เกษตรส่วนใหญ่มักจะนิยมปลูกพันธุ์ทั้ง 2 พันธุ์นี้ เพราะมีรสชาติดี ปลูกได้ง่าย และโตไว
    • กลุ่มที่ 2 เป็นกระจับที่ผลมีสี่เขา ได้แก่
    – กระจ่อม (Jesuit Nut)
    – กระจับ (Tinghara Nut)

    กระจ่อมพบในจังหวัดนครสวรรค์ ส่วนกระจับพบในจังหวัดนครศรีธรรมราช จะเติบโตในลักษณะของวัชพืชน้ำ เป็นกระจับชนิด 4 เขา กระจับชนิดนี้ ในประเทศไทยไม่นิยมปลูกเพื่อนำฝักมารับประทาน แต่พบการนำกระจับมาปลูกเพื่อใช้เป็นไม้ประดับหรือใช้ปลูกในตู้ปลา นอกจากนั้นยังพบการปลูกในแถบประเทศแอฟริกาและยูเรเซีย ปลูกพฤษภาคม เพราะ ไม่ชอบอากาศร้อน เก็บกันยา ตุลา

    วิธีการเพาะปลูก พื้นที่ปลูกกระจับควรเป็นที่นาลุ่ม มีระดับน้ำสูง 50-80 เซนติเมตร การปลูกกระจับสามารถทำได้ 2 วิธีคือ การเอาเมล็ดมาเพาะและการใช้ยอดปักดำ (แนะนำว่า ควรใช้วิธีการปักดำยอดกระจับ จะได้ผลผลิตเร็วกว่าการนำฝักแก่มาเพาะครับ)

    การปลูกด้วยเมล็ด การปลูกด้วยเมล็ดจะใช้เมล็ดที่แก่แล้วเท่านั้นและเป็นเมล็ดที่ได้จากต้นที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น โดยการเพาะจะเริ่มจากการนำดินผสมกับแกลบดำ อัตราส่วน 1:1 บรรจุใส่กระถาง แล้วฝังลงในกระถางตรงกลางให้ลึกพอดินกลบพอดี หลังจากนั้นใช้น้ำเทใส่กระถางให้ท่วมและปล่อยทิ้งไว้ เมื่อฝักเริ่มงอกโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน กระจับของเราก็พร้อมที่จะย้ายลงปลูกในแปลง ทั้งนี้ขณะเพาะเมล็ดต้องคอยดูแลให้น้ำท่วมหน้าดินในกระถางอยู่ตลอด

    การปลูกด้วยเถา การปลูกด้วยการปักดำยอด จะใช้ยอดที่อ่อนใบค่อนข้างบาง เล็ก และมีสีน้ำตาล

    การเตรียมดิน ปรับระดับหน้าดินให้เรียบเสมอกันแล้วใส่ยิปซั่ม ปุ๋ยคอก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ กระดูกป่น ฮอร์โมนบำรุงราก และปุ๋ยสูตร 25-7-7 ลงไปคลุกเคล้าผสมกัน จากนั้นหว่านให้ทั่ว แล้วจึงตีดินหลาย ๆ รอบเพื่อทำเทือกเหมือนกับที่ทำเทือกดำนา ปล่อยดินทิ้งไว้เพื่อหมักดินประมาณ 10-15 วัน ก่อนทำการปลูกก็ให้ตีเทือกอีก 1 รอบ

    การปลูกแบบเพาะเมล็ดให้นำกล้ากระจับลงปลูก โดยระยะห่างระหว่างแถวและกอควรอยู่ที่ 5-6 เมตร แล้วจึงปล่อยน้ำเข้าในนาโดยให้น้ำสูงประมาณเท่าก้านเหง้าเพื่อให้ใบโผล่พ้นน้ำมารับแดดได้พอดี

    การปลูกแบบปักดำยอด ก่อนปักดำต้องสูบน้ำเข้าแปลงให้ลึกเท่าความสูงของก้านเหง้าเพื่อให้ใบโผล่พ้นผิวน้ำพอดี จากนั้นเริมปลูกด้วยการนำยอดมามัดรวมกัน 2-3 ยอด แล้วกดส่วนโคนของยอดที่มัดรวมกันลงในหน้าดินใต้น้ำให้ลึกประมาณที่ยอดไม่ลอย ระยะห่างระหว่างเถาที่ 2.5-3 เมตร

    ระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต

    ประมาณ 15 วันเก็บหนึ่งครั้ง โดยเก็บผลที่แก่จัดซึ่งจะมีลักษณะเป็นสีแดงจัด

    การให้ปุ๋ย

    เมื่อกระจับอายุได้ 1 สัปดาห์ ก็เร่งการเจริญเติบโตด้วยหว่านปุ๋ยยูเรียบำรุง ไร่ละ 3 กิโลกรัม ห้ามใส่ปุ๋ยในปริมาณมากกว่านี้ เพราะจะทำให้ต้นอวบน้ำ จนโรคและแมลงเข้าทำลายได้ หลังจากนั้นปล่อยให้เจริญเติบโตเองจนอายุได้ 2 เดือน เร่งการติดฝักด้วยการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 ไร่ละ 2 กิโลกรัม ในเดือนที่ 3-4 ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 24-12-12 ซึ่งจะช่วยให้ฝักกระจับมีขนาดใหญ่ เมื่ออายุ 4 เดือนฝักก็จะเริ่มแก่ เริ่มที่จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ในระหว่างการปลูกกระจับควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกๆ 1-2 เดือน/ครั้ง

    โรคและศัตรูพืช

    ศัตรูสำคัญของกระจับคือหอยเชอรี่ ซึ่งกัดกินใบจนผลผลิตเสียหายได้มากกว่าครึ่ง แนะนำให้เกษตรกรใช้ใบพืช ที่มีน้ำยางเหนียวคล้ายน้ำนม อย่างเช่น ใบมะละกอ หรือเถาขี้กา มาวางล่อบริเวณริมแปลงนา 1 คืน แล้วเก็บหอยไปทำลาย ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการใช้สารเคมีกำจัด โดยทำทุก 3 วัน นอกจากนี้ ให้ใช้ตาข่ายมากั้นทางน้ำ ป้องกันไม่ให้ไข่และตัวอ่อนหอยเข้ามาในนาด้วย

    ผลกระจับนั้นนิยมนำมาต้มรับประทานเพราะมีความหวาน มัน อร่อย นอกจากนี้มันยังสามารถนำมาทำเป็นขนมหวานอย่างเช่น กระจับน้ำแข็งใส กระจับต้มน้ำขิง หรือนำมาทำส่วนประกอบของขนมตะโก้ นำมาทำไส้ข้าวเหนียวปิ้งก็ยังได้ แต่ไม่เพียงเท่านั้นเพราะอาหารคาวก็สามารถนำกระจับมาเป็นส่วนประกอบได้เช่นกัน แต่ในปัจจุบัน กระจับเริ่มหารับประทานได้ยากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากเกษตรที่พบปัญหาราคาข้าวตกต่ำหรือใครก็ตามที่อยากเพิ่มรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว การปลูกกระจับขายก็เป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งเลยทีเดียว

  • วิธีปลูกกล้วยน้ำว้า พร้อมคำแนะนำในการขายกล้วยน้ำว้า

    กล้วยน้ำว้าถือเป็นผลไม้ ที่เป็นพืชล้มลุก ลำต้นทรงกลมตั้งตรงอยู่เหนือพื้นดิน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดจากการผสมพันธุ์กัน ระหว่าง กล้วยป่า กับกล้วยตานี คนไทยรู้จักนำกล้วยน้ำว้ามาประกอบอาหารทั้งคาวหวานได้หลายอย่าง ทั้งอาหารคาว ขนมหวานอย่างกล้วยบวชชี กล้วยทอด กล้วยปิ้ง กล้วยกวน ฯลฯ

    กล้วยน้ำว้าพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักกัน ทุกวันนี้ก็อย่างเช่น

    -พันธุ์มะลิอ่อง ลำต้นมีสีเขียวปนแดง ใบสีเขียวสด ผลสุกสีเหลืองปนนวลสีขาว นิยมนำมาแปรรูปเป็นขนม อย่างเช่น กล้วยแช่น้ำผึ้ง กล้วยตาก เนื่องจากรสชาติที่หวานจัดกว่าทุกพันธ์ เนื้อนุ่ม และไม่มีเมล็ด
    -กล้วยน้ำว้ากาบขาว นิยมปลูกกันในแถบจังหวัดราชบุรี ลำต้นสีเขียวอ่อน ลักษณะผลมีเหลี่ยมเล็กน้อย เมื่อสุกออกสีเหลืองอมส้ม รสชาติหวานหอม
    -กล้วยน้ำหว้าดำ จัดเป็นกล้วยน้ำว้าพันธุ์เก่าแก่ ที่มีปลูกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ลำต้นสีเขียวอ่อน ผลเมื่อยังอ่อนสีน้ำตาลแดง เมื่อผลแก่จัดจึงเปลี่ยนเป็นสีดำ เนื้อในสีขาว มีรสหวาน ด้วยลักษณะสีน้ำตาลแดงไปจนถึงดำ กล้วยน้ำว้าดำ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “กล้วยน้ำว้าทองสัมฤทธิ์”
    -กล้วยน้ำว้ายักษ์ เกิดจากความบังเอิญที่มีเกษตรกร ไปพบกล้วยน้ำว้ากลายพันธุ์ที่จังหวัดกาญจนบุรี ลักษณะลำต้นสูงใหญ่ และมีผลขนาดใหญ่กว่ากล้วยธรรมดาถึงเท่าตัว จึงได้นำหน่อพันธุ์ไปให้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ทำการเพาะเนื้อเยื่อเพื่อขยายพันธุ์ต่อไป
    -กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 เป็นกล้วยน้ำว้าพันธุ์ที่กำลังได้รับความนิยม และปลูกกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เป็นผลงานการวิจัยของสถานีวิจัยปากช่อง ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พันธุ์ปากช่อง 50 เพิ่งจะเปิดตัวเมื่อปี พ.ศ. 2551 ได้มาจากการคัดเลือกกล้วยสายพันธุ์ดี 10 สายพันธุ์ เพื่อให้ได้กล้วยที่เหมาะที่จะปลูกในเชิงพาณิชย์ (ตัวเลข 50 มาจากวาระครบรอบ 50 ปีของสถานีวิจัย ในปีที่เปิดตัว) ลักษณะเด่นของพันธุ์นี้คือ มีเครือขนาดใหญ่ มีมากกว่า 10 หวีต่อ 1 เครือ มีผลขนาดใหญ่และอวบ น้ำหนักต่อเครือมากกว่า 30 กิโลกรัม

    การปลูกกล้วยน้ำว้า

    การปลูกกล้วยน้ำว้า ที่ทำกันทุกวันนี้ มีอยู่ 2 วิธี คือ ปลูกจากหน่อ และปลูกจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

    -การแยกหน่อ ข้อดีของการปลูกด้วยหน่อคือ ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลมาก โอกาสรอดสูง แต่ข้อเสียของมันคือ มันมีโรค และศัตรูตามมามากมาย มันตั้งตัวได้ง่ายจริงแต่หลังจากนั้นจะควบคุมยาก ถ้าปลูกไว้กินเองภายในบ้าน วิธีนี้ก็ถือว่าสะดวกดี และยังเป็นที่นิยมกันอยู่
    -การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นวิธีที่ควรจะใช้ ถ้าหากจะทำการปลูกในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากไม่มีปัญหาเรื่องโรค และสามารถควบคุม จังหวะของการเจริญเติบโต และการออกผลให้พร้อมกันได้ง่าย ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของวิธีนี้ คือ ตอนเริ่มปลูก ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องแดด และน้ำ จนกว่ามันจะตั้งตัวได้ เรียกว่าค่อนข้างยุ่งยาก โตช้ากว่า แต่ก็ชัวร์ แล้วก็แลกกับต้นทุนราคาต้นพันธุ์ ที่ค่อนข้างสูง (15-35 บาทต่อต้น)

    ขั้นตอนการปลูก

    -ไถพรวน และตากดินทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน
    -กำหนดจุดที่จะขุดหลุมปลูก โดยให้ระยะห่างของแต่ละหลุม ห่างกัน 4 เมตร (เท่ากับว่า 1 ไร่ จะปลูกได้ 100 ต้น) ถ้าระยะห่างน้อยกว่านี้จะมีปัญหาเมื่อต้นแตกกอ ออกมาเบียดกัน
    -ขุดหลุมตามจุดที่กำหนดขนาด 50x50x50 เซนติเมตร
    -ผสมปุ๋ยคอกเข้ากับดินรองก้นหลุม 2 กิโลกรัมต่อหลุม ตามด้วยฟูราดานป้องกันหนอนกอกล้วย 1 ช้อนโต๊ะ
    -คัดเลือกต้นพันธุ์ที่มีขนาดโตพอดี(สูง 15 เซนติเมตรขึ้นไป) นำลงปลูกในหลุม กลบดิน แล้วรดน้ำให้ชุ่ม ทำระบบน้ำหยด หรือสปริงเกลอร์ ได้ก็จะดี
    -ดูแลให้ดินมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ครบ 1 เดือน ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 150 กรัมต่อต้น
    -เดือนที่ 2-3 ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักแทน คอยดูแลถากถางกำจัดวัชพืช
    -เดือนที่ 4-5 กลับมาใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 150 กรัมต่อต้น
    -เดือนที่ 6 ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก จากนั้นหยุดการให้ปุ๋ย จนกว่ากล้วยจะออกหัวปลี
    -กล้วยจะออกหัวปลี ประมาณเดือนที่ 9 หลังจากนั้น ประมาณ 4 เดือน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้

    การตัดแต่งหน่อ

    เราจะไว้หน่อที่ 1 เมื่อต้นกล้วยอายุ 6 เดือน (หน่อที่แทงออกมาก่อนหน้านั้นให้ปาดทิ้งให้หมด) หลังจากนั้นเว้นระยะไป 3 เดือนจึงไว้หน่อที่ 2 และเว้นไปแบบนี้ทุก 3 เดือน จนได้ 4 หน่อที่มีอายุห่างกันหน่อละ 3 เดือน ที่เหลือให้ปาดทิ้งให้หมด

    วิธีเลือกเอาหน่อไว้ให้เลือกหน่อที่โคนใหญ่ๆ แสดงว่าเป็นหน่อที่สมบูรณ์ เก็บสะสมอาหารไว้มาก และไม่ควรเลือกหน่อที่ขึ้นติดกับต้นแม่ ให้เลือกหน่อที่ห่างจากต้นแม่หน่อย สาเหตุที่ไว้หน่อที่ระยะห่างกันทุก 3 เดือน เพื่อที่จะให้กล้วยกระจายกันออกผลได้ทั้งปี สามารถบริหารการเก็บเกี่ยวขายได้ดีกว่า

    การดูแลส่วนอื่นๆ ก็คอยดูแลเรื่องน้ำ ความชื้นของหน้าดิน เพราะรากของต้นกล้วยน้ำว้า จะหากินอยู่ตามบริเวณผิวดิน คอยดูแลตัดแต่งใบ คัดใบที่เหี่ยว แก่ หรือใบที่เป็นโรคทิ้ง แล้วก็เรื่องกำจัดวัชพืช จนกว่าจะถึงวันเก็บเกี่ยว

  • วิธีปลูกกล้วยหอม พร้อมคำแนะนำในการขายกล้วยหอม

    กล้วยหอม เป็นพืชที่ปลุกได้ทั่วไปในประเทศไทย ชอบอากาศร้อนชื้น ชอบดินที่ระบายน้ำได้ดี อุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกกล้วยหอมคือ 25-32 องศาเซลเซียส ความเป็นกรด-ด่าง pH 5-7 ใช้ระยะเวลานับจากตอนปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวแค่ 10 เดือนเท่านั้น ถ้าหากสภาพดินและอากาศเหมาะสม ก็สามารถออกผลได้ตลอดทั้งปี นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกง่าย โตไว ขายได้ราคาดีอีกตัวหนึ่ง

    กล้วยหอมมีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่ที่นิยมปลูกกันในประเทศไทย มีอยู่ 2 ชนิดคือ กล้วยหอมทอง และกล้วยหอมเขียว

    -กล้วยหอมทอง เป็นพันธุ์ที่ปลูกกันอย่างแพร่หลาย และพวกเราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ซึ่งเมื่อนึกภาพกล้วยหอมเราก็จะมองเห็นภาพกล้วยหอมทองนี่แหละ ซึ่งเมื่อผลสุก มีสีเหลืองอร่ามคล้ายทอง
    -กล้วยหอมเขียว เมื่อสุกมีผลสีเขียวอมเหลืองนิดๆ เนื้อสีเหลืองอ่อน รสชาติหวานหอม บางครั้งเรียกกล้วยเขียว ผลจะดกมากต่อหนึ่งหวีอาจมีถึง 30 ผล

    การปลูกกล้วยหอม

    -เตรียมดิน ไถพรวนดินให้ร่วนซุย กล้วยหอมไม่ชอบดินที่มีน้ำขัง ฉะนั้นไถปรับหน้าดินอย่าให้พื้นที่ปลูกเป็นแอ่ง ให้น้ำขังได้ ตากดินไว้ประมาณ 10 วันเพื่อฆ่าเชื้อ และกำจัดวัชพืช หากเลย 10 วันไปแล้ว ยังมีวัชพืชเหลืออยู่มากกว่าร้อยละ 20 ให้ไถพรวนซ้ำอีกรอบ
    -ระยะห่างในการปลูกกล้วยหอม
    อยู่ที่ประมาณ 3×3 เมตร (1 ไร่จะสามารถปลูกได้ 177 ต้น) ระยะห่างที่น้อยเกินไป จะทำให้เกิดการแออัด แย่งอาหาร และได้รับแสงแดดไม่ทั่วถึง ทำให้กล้วยพยายามดีดลำต้นขึ้นสูง เป็นลักษณะที่ลำต้นสูง แต่ออกเครือขนาดเล็ก
    หลังจากปักหมุด ได้ตำแหน่งที่จะลงปลูกแล้ว ให้ขุดหลุมขนาด 40x40x40 รองก้นหลุมด้วยดินผสมปุ๋ยคอก 5 กิโลกรัมต่อหลุม
    -การเลือกหน่อพันธุ์กล้วยเพื่อนำไปปลูก ให้เลือกหน่อที่เรียกว่าหน่อใบแคบ หรือหน่อดาบ จะเป็นหน่อที่มีลักษณะอวบ อยู่ติดกับโคนต้น มีใบรูปร่างเรียวเล็กอยู่ 3-4 ใบ
    -วางหน่อพันธุ์ลงก้นหลุม หันด้านที่ติดต้นแม่ไปทางเดียวกัน เพื่อความเป็นระเบียบ สะดวกในการดูแลรักษา เวลาออกดอก ก็จะออกไปในทิศทางเดียวกัน เอาดินลงกลบซักครึ่งหลุม กดให้แน่นเพื่อไม่ให้หน่อกล้วยโคลง เมื่อแน่นดีแล้วเอาดินใส่ให้เต็มหลุม โดยไม่ต้องกด เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่ม

    การดูแลรักษา

    การให้น้ำ ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ถ้าหากเป็นช่วงหน้าฝนที่ฝนตกทุกวัน ก็งดบ้าง แต่ต้องคอยดูแล อย่าปล่อยให้ดินแห้ง

    การให้ปุ๋ย

    ควรให้ทั้งปุ๋ยคอก(หรือปุ๋ยหมัก) และปุ๋ยเคมีร่วมกันไป ในแต่ละระยะสลับกันไป เพราะกล้วยเป็นพืชที่ต้องการธาตุอาหารมาก
    -ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 200 กรัมต่อต้น เมื่ออายุครบ 1 เดือน และให้อีกครั้ง เมื่ออายุครบ 3 เดือน
    -ให้ปุ๋ยสูตร 12-12-24 200 กรัมต่อต้น เมื่ออายุครบ 5 เดือน และ 7 เดือน

    กำจัดวัชพืช

    หมั่นคอยดูแล ถากถาง กำจัดวัชพืชบริเวณรอบๆ ต้นกล้วยหอม อย่างน้อยเดือนละครั้ง

    โรคศัตรูพืช

    -โรคตายพราย เชื้อโรคจำทำลายจากรากขึ้นไปยังลำต้นจนใบเหลืองไปทั้งใบ ให้ทำการเผาทำลายต้นกล้วยที่เป็นโรคทิ้ง
    -โรคใบจุด เริ่มจากจุดเล็กๆ สีเหลือง แดง ดำ ขึ้นตามใบ แล้วขยายใหญ่ขึ้น ทำให้กล้วยชะงักการเจริญเติบโต เสียคุณภาพ และรสชาติ ให้ตัดใบที่เป็นโรคออกมาเผาทำลาย และใช้สารเคมีกำจัดเชื้อราพวก เบนโนมิล คาร์เบนดาซิม หรือแคปแทน
    -โรคใบเหี่ยว ใบกล้วยจะเหี่ยวเฉา เป็นสีเหลือง ให้ขุดกล้วยที่เป็นโรคไปเผาทิ้ง แล้วราดหลุมด้วยฟอร์มาลิน 5 เปอร์เซ็นต์

    การตัดแต่งหน่อกล้วย

    เมื่อกล้วยมีอายุประมาณ 4 เดือน จะเริ่มมีหน่อแทงขึ้นมา คอยตัดหน่อทิ้งเรื่อยๆ จนถึงเดือนที่ 6 ให้เลือกไว้หน่อให้เหลือ 2 หน่อ และให้หน่อที่ 2 ห่างจากหน่อแรก 3 เดือน

    การตัดแต่งใบกล้วย

    ตัดใบที่แก่ หรือเหี่ยวแห้งทิ้ง ให้เหลือประมาณต้นละ 10 ใบ จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคและแมลง เวลาตัดใช้มีดตัดให้ชิดกับลำต้น เพราะถ้าเหลือส่วนที่ยื่นออกมา เมื่อเหี่ยวเฉา อาจจะไปพันบริเวณกลางลำต้น กีดขวางการเจริญเติบโตของต้นกล้วย

    ออกผลผลิต

    เริ่มแทงปลี พอผ่านไป 7-8 เดือน กล้วยจะเริ่มแทงปลีออกมา และใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนที่ปลีจะบาน จากนั้นประมาณ 3 วัน จะมองเห็น“หวีตีนเต่า” ลักษณะเป็นหวีที่มีผลขนาดสม่ำเสมอกัน ให้ตัดปลีออก โดยตัดในตำแหน่งที่ต่ำกว่าหวีตีนเต่าลงมาหนึ่งหวี

    การค้ำยันกล้วย น้ำหนักของเครือกล้วย อาจทำให้ลำต้นหักหรืองอได้ ควรใช้ไม้ค้ำยันบริเวณเครือกล้วย หรือบริเวณลำต้นตรงก้านเครือ และควรทำอย่างนี้ทุกต้น เวลาออกเครือ คือหลังจากขั้นตอนการตัดปลีทิ้งแล้ว

    คลุมถุง หากต้องการให้กล้วยมีผิวเปลือกที่สวย ไม่มีริ้วรอย หรือเป็นจุด ให้ใช้ถุงขนาดใหญ่คลุมเครือกล้วยเอาไว้ อาจจะเป็นถุงดำก็ได้ จะให้ดีให้ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์รองข้างในชั้นหนึ่งก่อนครับ

    เก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 90-110 วัน กล้วยจะแก่ได้ที่ สังเกตสีเขียวของกล้วยหวีสุดท้ายเริ่มจางลง และผลเริ่มกลม เราจะเก็บกล้วยหอมที่มีความแก่แค่ 70 เปอร์เซ็นต์ หากปล่อยให้แก่เกินไปจะเก็บเกี่ยวยาก เปลือกแตกง่าย

  • วิธีปลูกโหระพา พร้อมคำแนะนำในการขายโหระพา

    โหระพาเป็นอีกหนึ่งชนิดที่หลายคนนิยมนำมารับประทาน ไม่ว่าจะเป็นผักสด หรือประกอบอาหาร ทำให้อาหารมีรสชาติดี กลิ่นหอมและน่ารับประทาน สำหับใบโหรพา อยู่คู่กับครัวไทยมานานแสนนาน จะคอยชูรสให้ต้ม ผัด แกงทอด ได้มีรสชาติที่ดีขึ้นและน่ารักประทานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังใช้เป็นสมุนไพรในการ ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ส่วนของเมล็ดโหรพา เมื่อแช่น้ำรับประทานจะเข้าไปช่วยแก้บิด บำรุงรักษาลำไส้ได้เป็นอย่างดี

    ลักษณะทางกายภาพของโหระพา

    โหระพา เป็นพืชที่นิยมปลูกกันแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินโดนีเซีย เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุสั้น พุ่มเตี้ยสูงไม่เกิน 60 เซนติเมตรเท่านั้นเอง โดยลักษณะของลำต้นจะมีรูปเหลี่ยม ก้านใบและลำต้นจะเป็นสีม่วงแดง ใบมีสีเขียวรูปร่างคล้ายกับหอกยาวประมาณ 1-3 นิ้ว กลิ่นหอม ในส่วนของดอกจะเป็นชั้นๆ คล้ายกับฉัตร โดยจะมีทั้งสีขาวและม่วง หรือชมพู สามารถเจริญได้ดีในทุกพื้นดิน แต่ทั้งนี้จะต้องมีความชื่นอย่างสม่ำเสมอ

    การปลูกโหระพา สามารถปลูกได้โดยทั่วไป สำหรับประเทศไทยส่วนมากจะปลูกพันธ์พื้นเมือง โดยจะปลูกกันต่อๆ มา โดยจะมีการเก็บเมล็ดพันธ์เอง ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นพันธ์ต่างๆ ไป โดยไม่สามารถแบ่งแยกพันธ์ได้อย่างชัดเจน สำหรับการปลูกเพื่อการค้า ยังไม่ค่อยนิยมสักเท่าไหร่ เนื่องจากความต้องการในท้องตลาดที่ค่อนข้างจำกัด จะมีการซื้อขายมากขึ้นจะเป็นในเมืองเสียมากกว่า

    การปลูกโหระพา

    สำหรับเกษตรกรที่เลือกปลูกโหระพานั้น จะต้องทราบก่อนเลยว่าปลูกแค่เพียงครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานถึง 2 ปีสิ่งที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรกเลยคือ ดินที่ร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญจะต้องมีการระบายน้ำได้ดี อยู่ใกล้แหล่งน้ำ สามารถนำน้ำมารดได้อย่างสะดวก
    ขั้นตอนในการเตรียมดิน

    1.เนื่องจากโหระพาเป็นพืชที่มีระบบรากลึกปานกลาง ดังนั้นในการเตรียมดินจะต้องมีการขุด หรือไถลุกประมาณ 20-25 เซนติเมตร
    2.ต่อด้วยการตากดินทิ้งไว้ 7-10 วันเพื่อกำจัดเชื้อโรคและวัชพืชที่มากับหน้าดิน
    3.จากนั้นไถพรวนคราด ย่อยดินให้ละเอียด สำหรับขั้นตอนนี้เกษตรกรจะต้องเก็บเศษวัชพืชออกให้หมด
    4 ทำการยกแปลงสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร ยาวตามความเหมาะสมของแต่พื้นที่ จะต้องมีการเว้นช่องว่างระหว่างแปลง โดยจะอยู่ที่ 30 เซนติเมตร
    5.เมื่อมีการยกแปลงเสร็จ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ที่ได้สลายตัวดี โดยจะใช้ในปริมาณ 800 กิโลกรัมต่อไร่ ด้วยวิธีการโรยให้ทั่วแปลง ตามด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 ในปริมาณ 50 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าเป็นสูตรสูตร 15-15-15 ให้ใช้ในปริมาณ 30 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการหว่านให้กระจายทั่วทั้งแปลง คลุกเคล้าให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน

    ขั้นตอนในการปลูกต้นโหระพา ในปัจจุบันนี้เกษตรกรจะนิยมปลูกได้ 2 วิธี

    1.การเพาะต้นกล้าแล้วค่อยย้ายลงปลูกในแปลง
    วิธีการนี้เกษตรกรสามารถทำได้ด้วยวิธีการหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วแปลงที่ได้จัดเตรียมไว้ จากนั้นให้ใช้แกลบได้ทังแกลบสด หรือแกลบเผา ฟาง หรือหญ้าแห้งคลุมบางๆ แล้วค่อยรดน้ำตามทันที
    หลังจากมีการหว่านเมล็ดไปนั้น จะต้องมีการรดน้ำเช้า-เย็นทุกวัน จนกระทั่งต้นกล้าอายุได้ประมาณ 20-25 วัน ค่อยทำการย้ายไปปลูกลงในแปลง ด้วยวิธีการถอนเด็ดยอดออก แล้วนำลงไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ โดยระยะในการปลุก 20×20 เซนติเมตร
    เมื่อมีการถอนต้อนกล้าแนะนำให้ให้นำไปปลูกลงในแปลงในวันเดียวเลย เพราะไม่อย่างนั้นต้นกล้าจะเหี่ยวโอกาสที่จะรอดก็ต่ำลงไปด้วย เมื่อมีการกลบดินเสร็จเรียบร้อยต่อด้วยการนำฟางเศษหญ้ามาคลุมเพื่อรักษาความชื้นของหน้าดิน เนื่องจากต้นโหระพาเป็นพืชที่ชอบดินที่มีความชื้น

    2.การปักชำ
    วิธีการนี้เกษตรกรจะเลือกใช้วิธรการตัดกิ่งที่โตเต็มที่ หรือกิ่งที่แก่จัด โดยการตัดเป็นทอนยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร จากนั้นแล้วปลิดใบออกให้หมดแล้วนำไปปักชำในแปลง โดยใช้ระยะในการปลูกเช่นเดียวกับการปลูกโดยการเพาะต้นกล้า 20×20 เซนติเมตร ต่อด้วยการใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งสะอาดคลุมให้ทั่วแปลง และรดน้ำตามทันที จะต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเช้า-เย็นเพื่อที่ดินจะต้องชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา

    การดูแลรักษาโหระพา

    ก็อย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นแล้ว เนื่องจากต้นโหระพาเป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูงและสม่ำเสมอ ดังนั้นสิ่งที่เกษตรกรจะต้องทำเป็นประจำเลยคือการรดน้ำทุกวัน แต่ระวังอย่าปล่อยให้กินมีความแฉะจนเกินไป หรือปล่อยให้มีน้ำท่วมขังในแปลง เพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้ต้นโหระพาเกิดโรครากเน่าได้ ในระยะแรกควรหมั่นทำการพรวนดินและกำจัดพืชที่คอยแย่งอาหารของต้นโหระพา ทุกๆ 1-2 สัปดาห์ ด้วยการใช้มือถอนแต่ถ้าใช้จอบหรือเสียมดายหญ้าจะต้องระมัดระวังอย่าให้โดนราก

    ในการปลูกโหระพาไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากเลยนะคะ เนื่องจากเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่าย เจริญเติบโตดี แต่ทั้งนี้เกษตรกรเองจะต้องมีการให้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต สูตร21-0-0 ปริมาณ10 กิโลกรัมต่อไร่ ละลายน้ำ แล้วทำการรดหลักจากมีการปลูก 15-20 วัน จะช่วยเร่งการเจริญเติบโต มียอดที่อวบและสวยงาม แล้วค่อยต่อด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 50 กิโลกรัมต่อไร่ ทุกครั้งหลังมีการเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยให้ลำต้นมีการเจริญเติบโต และบำรุงลำต้นหลังจากการเก็บเกี่ยวด้วย

error: Content is protected !!