Author: admin

  • วิธีเปิดร้านทำธุรกิจซักอบผ้าให้ประสบความสำเร็จ

    โอกาสทางธุรกิจ

    การเปิดร้านซักอบผ้าด้วยเครื่องอัตโนมัตินี้ต้องใช้จำนวนแรงงาน ต้องจ้างคนงาน 2-3 คนขึ้นไป เพื่อ ทำหน้าที่นำผ้าเข้าซักอบผ้า และรีดผ้า ต้องมีการอบรมพนักงานให้รู้จักวิธีใช้เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า และคาดคะเนปริมาณผงซักฟอกที่ต้องใช้ และพิจารณาเลือกเสื้อผ้าที่สีอาจตกออกมา มิฉะนั้นจะเปื้อนเสื้อตัวอื่นในการซักร่วมกัน และจะต้องร้จักวิธีรีดผ้าด้วย

    การซื้อวัตถุดิบเครื่องซักผ้าที่นำมาใช้ในธุรกิจนี้ ควรเป็นเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ สามารถซักเสื้อผ้าได้มากกว่า 10 ชุดในคราวเดียวกัน ราคาจึงสูงกว่าเครื่องซักผ้าขนาดเล็ก สำหรับแหล่งซื้อก็สั่งซื้อจากบริษัทผู้นำเข้าเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่มา เครื่องอบผ้าก็เช่นกัน เงื่อนไขการซื้อก็คือมักจะซื้อเงินสด หากต้องการซื้อระบบเงินผ่อน ก็ต้องวางเงินดาวน์แล้วผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ตามแต่จะตกลงกับบริษัทผู้สั่งซื้อ วัตถุดิบอีกประเภทหนึ่งที่สำคัญคือ ผงซักฟอกซึ่งต้องซื้อผงซักฟอกสำหรับเครื่องซักผ้าโดยเฉพาะ เพราะผงซักฟอกธรรมดามีฟองมากเกินไปไม่เหมาะสมที่จะใช้กับเครื่องซักผ้า ดังนั้นจึงต้องสั่งซื้อจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง

    ในกรณีที่ซื้อเงินสด และซื้อในจำนวนที่มากพอก็จะได้ส่วนลดเงินสดจากบริษัทผู้ผลิต ตามอัตราที่ผู้ผลิตตกลงไว้ หากซื้อเงินเชื่อก็จะเป็นผลดีในการนำเงินมาหมุนเวียนก่อนได้ แต่ก็ไม่ได้รับส่วนลดเงินสดทันที ในการสั่งซื้อเงื่อนไขการสั่งซื้อก็แล้วแต่ผู้ผลิตจะกำหนดกระบวนการผลิตรับผ้าซักด้วยมือในบริเวณที่ผ้าสกปรกส่งเข้าเครื่องซักผ้าเข้าเครื่องอบรีดผ้า

    การตลาด

    ลักษณะของการให้บริการธุรกิจบริการซักอบผ้าด้วยเครื่องอัตโนมัติ เป็นบริการที่ช่วยผ่อนแรงและอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ โดยการใช้เครื่องจักร ทั้งในการซักผ้าและทำให้แห้ง แรงงานที่ใช้จะทำเพียงการรีดผ้า วิธีการจัดจำหน่าย และการตั้งราคา ลูกค้าจะมาใช้บริการเองที่ร้าน แต่อาจมีบริการรับ-ส่ง ผ้าตามบ้าน แต่ต้องให้ความสนใจที่จะไม่ให้มีช้อผิดพลาดในการรับ-ส่งผ้า ซึ่งอาจหาวิธีการเช่นใช้เครื่องหมายต่าง ๆ ที่แตกต่าวกันไป สำหรับแต่ละครอบครัว

    ส่วนการตั้งราคานั้นจะพิจารณาจากร้านที่บริการซักอบผ้าโดยใช้เครื่องอัตโนมัติอื่น ๆ และต้องพิจารณาจากต้นทุน มีการคาดคะเนปริมาณผู้ที่จะมาใช้บริการ แล้วทำการคำนวณหาราคาที่เหมาะสม ซึ่งในการให้บริการนั้น มักไต้รับเงินสดจากลูกค้าทันที ปริมาณความต้องการ แนวโน้มความต้องการบริการซักอบผ้าด้วยเครื่องอัตโนมัติจะมีมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้ามีการนำเครื่องผ่อนแรงมาช่วยทำให้มนุษย์มีความสะดวกสบายมากขึ้น

    นอกจากนี้สภาพเศรษฐกิจและสังคมของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก คนต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ทั้งหญิงและชายเพื่อหารายไต้ช่วยเหลือครอบครัวทำให้เวลาที่อยู่บ้านและพักผ่อนน้อยลง บริการซักอบผ้าด้วยเครื่องอัตโนมัติจะช่วยผ่อนแรงคน ด้วยอัตราค่าบริการเพียงไม่มากนักแต่จะทำให้คนมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น

    ทำเลที่ตั้ง

    เนื่องจากผู้ลงทุนหลายรายมักเล็งเห็นว่าบริการนี้มีแนวโน้มที่จะทำรายได้ดี หากตั้งในทำเลที่เหมาะสม ซึ่งเป็นบริเวณที่คาดว่าจะมีลูกค้ามาใช้บริการมาก ดังนั้นจึงมีร้านค้าประเภทที่ทำธุรกิจซักอบผ้านี้เพิ่มขึ้น ภาวะการแข่งขันระหว่างร้านซักอบผ้าด้วยกันอาจมีไม่มากนัก เว้นเสียแต่จะมาตั้งอย่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกัน แต่อาจมีธุรกิจอื่น เช่น ผู้รับจ้างซักรับ-ส่งตามบ้าน ซึ่งจะมีกระจายตามหมู่บ้าน แฟลต เป็นคู่แข่งขันโดยตรงของกิจการซึ่งมุ่งตลาดเดียวกัน ที่มีข้อได้เปรียบคือ การรับ-ส่งเสื้อผ้าที่ซักตามบ้าน แต่ข้อเสียเปรียบคือ การซักที่รวมปะปนกับของคนอื่น และรับซักจำนวนมาก ผู้บริโภคยังไม่แน่ใจเรื่องความสะอาด และอาจมีปัญหาการส่งผ้าผิดบ้าน ในขณะที่บริการซักอบด้วยเครื่อง เชื่อถือในด้านความสะอาดเพราะไม่ซักปนกับของคนอื่น

    ควรอยู่ในย่านที่มีผู้อาศัยมากเช่น หมู่บ้าน คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ หรือย่านทำเลที่อยู่อาศัยใจกลางเมือง และควรตั้งในที่ที่มีผู้คนสัญจรไปมาได้ง่าย การบริหารและระบบงานที่สำคัญ แม้ว่าจะเป็นระบบการทำงานด้วยเครื่องอัตโนมัติ แต่ก็ควรอบรมพนักงานให้มีความระมัดระวังในการรักษาและใช้เครื่อง และการใช้ผงซักฟอกในปริมาณที่เหมาะสม

    ควรเลือกที่ที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าเปัาหมายซึ่งยังไม่มีศูนย์บริการประเภทนี้ ก็จะทำให้กลายเป็นผูริเริ่มกิจการในละแวกนั้น ทำให้มีผู้มาทดลองใช้บริการมากโดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ทำให้อาจจะหันมาทดลองใช้บริการกลุ่มลูกค้า และมีการส่งเสริมการขายกลุ่มลูกค้า มีหลายทำเลด้วยกันนั่นคือครอบครัวที่สมาชิกต้องออกไปทำงานนอกบ้าน โดยเฉพาะครอบครัวที่อยู่ตามหมู่บ้านแถบชานเมืองต้องเสียเวลาในการสัญจรไปมาทำงานในตอนเข้า และในการเดินทางกลับบ้านในตอนเย็น ซึ่งจะเกิดความเหน็ดเหนื่อยมาก จึงยอมเสียเงินเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ไต้ความสะดวกสบาย โดยนำผ้ามาซักที่ร้านบริการซักอบผ้านี้

  • วิธีรู้ว่าเราเหมาะกับงานแบบไหน

    เราเก่งอะไร

    แต่ละคนมีความสามารถมีพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน ซึ่งเราก็อาจจะมีพรสวรรค์ที่แตกต่างจากคนอื่นไปบ้าง บางคนอาจจะวาดรูปเก่ง บางคนอาจจะเขียนหนังสือเก่ง บางคนอาจจะทำอาหารทำขนมเก่ง บางคนอาจจะซ่อมนั่นซ่อมนี่ได้ หรือว่าบางคนอาจจะมีความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นความสามารถของเรา ซึ่งหากว่าเราสามารถนำมาใช้อย่างถูกทาง เราก็สามารถที่จะนำมาใช้ทำมาหากินได้เป็นอย่างดี

    เป็นเรื่องที่ไม่ยากเลยกับการที่เราจะรู้ว่าเราเก่งอะไร เพราะนอกจากเราจะรู้ได้เองแล้ว คนรอบข้างก็เป็นส่วนหนึ่งที่บอกให้เรารู้ เพราะสิ่งที่เราเก่งนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว ซึ่งเราก็สามารถทำได้ดี และเมื่อเราชอบ ทำได้ดี มีคนชม แล้วเหตุใดเรา จึงไม่ใช้มันให้เป็นประโยชน์เล่า

    คนที่ชอบวาดการ์ตูน เวลาว่างก็อาจจะไปตั้งโต๊ะวาดภาพล้อเลียนเป็นรายได้พิเศษ คนที่ทำขนมเก่งๆ ก็อาจจะทำขนมเป็นแพ็กๆ ไปฝากขายตามร้านค้าต่างๆ หรือว่าขายตามตลาดนัด คนที่พูดดีๆ เก่งๆ ก็อาจจะเป็นเซลส์ขายของ อย่างพวกเครื่องสำอางหรือว่าประกัน เป็นต้น ซึ่งเราก็อาจจะดูความสามารถของเรา ว่าเราเก่งด้านไหนก็ไป ทำงานด้านนั้น

    คนรอบขัางมองเราอย่างไร

    การมองตัวเองเราควรมองรอบๆ ด้าน บางทีเราไม่รู้ตัวหรอกว่าเราเป็นคนยังไง จนกระทั่งมีเพื่อนหรือว่าคนรอบข้างมาบอกว่า เราเป็นคนอย่างนี้นะ เราถึงค่อยมาสำรวจตัวเองและพบว่ามันจริง ดังนั้นก่อนที่เราจะลงมือทำอะไร เราควรที่จะสำรวจบุคลิกภาพของเราจากคนรอบข้างก่อนว่ามีบุคลิกอย่างไร เหมาะกับงานประเภทไหน และควรที่จะปรับอะไรบ้างไหม

    นอกจากนี้ เราควรที่จะถามคนจากหลายๆ กลุ่ม เพราะบางทีบุคลิกของเราที่มีต่อคนกลุ่มหนึ่งก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เราควรที่จะเรียนรู้เอาไว้ เพื่อที่จะนำไปปรับปรุง ซึ่งในบางครั้ง อาจจะมีคนหนึ่งๆ มองเราผิดๆ เพราะบุคลิกบางอย่าง เราก็ควรจะไต่ถาม และนำมาแกไข เพราะไม่ว่าเราจะทำธุรกิจหรือว่างานใดๆ ก็ตาม เราจำเป็นจะต้องสื่อสาร และทำงานกับคนรอบข้าง ดังนั้นนอกจากเราจะใช้มุมมองของคนอื่นเพื่อมองตัวเองให้ชัดขึ้นแล้ว เรายังใช้มุมมองของ คนอื่นมาปรับปรุงตัวเอง ให้เป็นที่ยอมรับของบุคคลรอบช้างอีกด้วย

  • ขั้นตอนในการวางแผนทำธุรกิจ

    ในการดำเนินธุรกิจ สิ่งที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ การวางแผน เพราะธุรกิจที่มีการ’วางแผนที่ดี มีประสิทธิภาพ ย่อมจะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต และแน่นอนว่าแม้จะเป็นธุรกิจขนาดย่อม หรือขนาดใหญ่ หากขาดการวางแผนที่ดีแล้ว งานย่อมยากที่จะประสบผลสำเร็จไต้ ธุรกิจหลายอย่างที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนมากมักมีสาเหตุมาจากการไม่ได้วางแผนที่ดีไว้ก่อนเสมอ สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการวางแผนธุรกิจนั้นมีหลากหลาย โดยคุณอาจลองตั้งรายการคำถาม ทั้งนี้เพื่อหาคำตอบให้ได้ก่อนว่าคุณสามารถตอบคำถามต่าง ๆ เหล่านั้นได้ดีเพียงไร อาทิ

    1. จะเริ่มธุรกิจประเภทใด?
    2. ธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นมานั้นเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจอย่างไร?
    3. การขายปลีกจะขายอะไร?
    4. การผลิต เราจะผลิตอะไร?
    5. การบริการ เราจะใช้สินค้า บริการลูกค้าอย่างไร?

    คำตอบโดยรวม ก่อนอื่นหากจะเริ่มก่อตั้งธุรกิจขึ้นมานั้น นักธุรกิจขนาดย่อมต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม ความรู้ความสามารถสำหรับธุรกิจนั้นก่อนว่า ธุรกิจประเภทใดที่เหมาะสมกับตนเองก่อน สินค้าที่จะขายหรือผลิตนั้นที่จะต้องตรงตามความรู้ ความสามารถ และความถนัดของนักธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งถ้าเลือกสินค้าไม่ตรงตามความรู้ และความถนัดแล้ว อาจเกิดปัญหาขึ้นมาภายหลังไต้

    ในสภาพแวดล้อมของ เศรษฐกิจปัจจุบันมีอิทธิพลต่อการเริ่มต้นธุรกิจเป็นอย่างมาก นักธุรกิจขนาดย่อมต้องพิจารณาว่า ธุรกิจประเภทที่จะจัดตั้งขึ้นมานั้น เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจของชาติอย่างไรบ้าง เช่น ในระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นหนักทางด้านการเกษตร ประเภทของธุรกิจจำพวกอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภ้ณฑ์ทางการเกษตรมีความจำเป็นมาก โดยเฉพาะโรงงานผลิตอาหาร สำเร็จรูป อาหารกระป๋อง โรงสี โรงเลื่อย ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อที่จะวิเคราะห์การจัดตั้งธุรกิจให้แคบ และลงลึกในรายละเอียดของธุรกิจนั้นเอง

    การตัดสินใจที่จะเริ่มทำธุรกิจ ก่อนอื่นนั้นจะต้องสำรวจตัวเองก่อน ว่าจะทำธุรกิจอะไร โดยมีสาเหตุที่มา หลายแนวทางด้วยกัน ได้แก่

    1. ทำเป็นงานอดิเรก
    2. ทำเพราะเป็นธุรกิจเดิมของครอบครัว
    3. ทำเพราะเป็นธุรกิจที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน
    4. ทำเป็นธุรกิจที่เลียนแบบผู้อื่น
    5. ทำเพราะเป็นธุรกิจที่ตามกระแสนิยม
    6. ทำเพราะเป็นธุรกิจที่ซื้อลิขสิทธิ์จากธุรกิจเดิมที่มีชื่อเสียง
    7. ทำเพื่อเป็นธุรกิจเสริมจากอาชีพหลัก

    ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนั้นส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นจาก “การทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำ”

    มารู้จักความหมายของแผนธุรกิจกันดีกว่า แผนธุรกิจ หมายถึงแผนการดำเนินงานทางธุรกิจ ที่แสดงถึงกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะจัดทำในรูปโครงการ ศึกษาความเป็นไปได้ของธรกิจ โดยผู้ประกอบการก็คือ

    1. จะทำอะไร (What)
    2. ทำไมจึงต้องทำ (Why)
    3. ใครเปีนผู้ทำ (Who)
    4. จะทำอย่างไร (How)
    5. จะทำที่ไหน (Where)
    6. จะทำเมื่อใด (When)

    ซึ่งแนวทางในการจัดสรรทรัพยากร หรือปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัด ได้แก่เงินทุน กำลังคน วัตถุดิบ เครื่องมืออุปกรณ์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ระยะเวลาของแผนอาจกำหนดเปีนแผนระยะสั้นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ระยะปานกลาง ระยะเวลาประมาณ 1-3 ปี และระยะยาวตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป

  • คุณสมบัติของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

    คุณสมบัติของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
     

    ผมจะขอแนะนำคุณสมบัติของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จว่าต้องมีอะไรบ้าง ถ้าท่านคือนักธุรกิจหน้าใหม่ที่ต้องกำลังสร้างธุรกิจอยู่ หรือนีักธุรกิจหน้าเก่าที่ต้องการปรับปรุงตนเองเพิ่มเติม ท่านต้องไม่พลาดบทความนี้ครับ

    ความอ่อนน้อมสำคัญตรงไหน

    ความอ่อนน้อมถ่อมตนถือว่ามีความสำคัญในวงการธุรกิจ แม้ว่าในวงการธุรกิจจะเต็มไปด้วยการแข่งขันกันก็ตาม แต่อย่าลืมว่าในสังคมไทยนั้น คนที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ย่อมจะเป็นคนที่เป็นที่รักของบุคคลทั่วไป ดังนั้นเราควรรู้ว่าเมื่อไรควรที่จะอ่อนน้อม และเมื่อไรควรที่จะแข็ง แต่แข็งในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การแข็งกระด้าง และคำว่าอ่อนน้อมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการโอนอ่อนผ่อนตามในทุกเรื่อง แต่ความอ่อนน้อมหมายถึง การพูดจาให้เกียรติคนอื่น ไม่ดูถูกหรือ ว่าพูดจาไม่ดี การแข็งในที่นี้ก็หมายถึงการเชื่อมั่นในตัวเอง และไม่ไหวเอนในสิงที่เป็นผลเสียง่ายๆ

    อย่างไรก็ดี หากบุคคลใดมีความอ่อนน้อมอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว ย่อมจะเป็นที่รักของคนทั่วไป และไม่ว่าจะทำอะไรก็ได้รับความช่วย เหลือเกื้อกูลอยู่เสมอ

    ความเป็นผู้นำ

    คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่ จะเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำสูง เพราะว่าคนที่มีความเป็นผู้นำสูง มักจะได้รับความเชื่อถือ และความไว้วางใจจากผู้อื่น นอกจากนี้ยังมีบุคลิกของคนที่จะประสบความสำเร็จสูงด้วย คนที่มีความเป็นผู้นำมีบุคลิกดังต่อไปนี้

    1.เชื่อมั่นในตัวเอง
    2.รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
    3.เป็นคนมีเหตุผล
    4.มีความรับผิดชอบ
    5.เป็นที่เชื่อถือของผู้อื่น

    บุคลิกและลักษณะที่กล่าวมานี้เป็นบุคลิกคร่าวๆ ของคนที่เป็นผู้นำที่ดี ซึ่งคนที่เป็นผู้นำจะต้องมีลักษณะเช่นนี้ จึงจะได้รับความเชื่อถือจากบุคคลทั่วไป

    ความคิดสรัางสรรค์สำคัญแค่ไหน

    ความคิดสร้างสรรค์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง งานคิลปะเพียวๆ เท่านั้น แต่หมายถึงศาสตร์และคิลป์ในการทำงาน และการดำเนินชีวิตต่างๆ รวมไปถึงคิลปะในการดำเนินธุรกิจด้วย

    ความคิดสร้างสรรค์เป็นคำพูดที่กว้าง และสามารถมีได้ทุกคน หากว่าใช้บ่อยๆ ก็จะมีหัวทางด้านความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ถ้าถามว่าความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญแค่ไหน ขอบอกว่ามีมาก เพราะว่าคนเราจะนำหน้าคนอื่นแค่ไหนก็ตรงความคิดสร้างสรรค์เนี่ยแหละ ยกตัวอย่างเช่น ความคิดสร้างสรรค์ในการแต่งร้านให้สวยงาม หรือความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนนำไปสู่ความสำเร็จได้ เพราะความคิดสร้างสรรค์นี่แหละเป็นตัว สร้างความแตกต่างของคนเรา

    บุคลิกภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ

    คงเคยได้ยินคำว่า “สง่าราศี” กัน ซึ่งอาจจะมีคนเคยพูดให้ฟังผ่านหูว่า “คนนี้สง่าราศีดี” สง่าราศีดูกันที่ไหนหล่ะ ก็ดูกันที่บุคลิก และการแต่งกายน่ะสิ

    คงเคยเห็นบางคนที่หน้าตาสวยหน้าตาหล่อ แต่เดินหลังค่อม บุคลิกภาพแย่ ภาพเหล่านี้ก็ทำให้เราดูหมดความน่าเชื่อถือ หรือไม่น่าดู ในการประสบความสำเร็จ ภาพพจน์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเรามีบุคลิกภาพดีเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งดูน่าเชื่อถือในสายตาคนอื่นมากเท่านั้น และยิ่งในด้านการทำธุรกิจแล้วละก็ บุคลิกสำคัญเป็นอันดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะคงจะไม่มีใครอยากจะท่างานกับคนที่ดูไม่น่าเชื่อถือหรอก จริงไหม

    ความจริงแล้ว บุคลิกนั้น บางส่วนก็สะท้อนออกมาจากความรู้สึกนึกคิดข้างใน ซึ่งหากว่าเรามีความมั่นใจในตัวเอง บุคลิกภาพของเราก็จะเป็นลักษณะที่เดินไหล่ตั้งหลังตรง กล้าสบตาคนที่เรากำลังพูดด้วย แต่หากเราเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ไหล่ของเราก็จะงองุ้ม เดินก้มหน้าก้มตาไม่น่ามอง

    ดังนั้น เราจึงควรฝึกให้ตนเองมีบุคลิกภาพที่ดีทั้งภายนอก และภายใน ซึ่งจะท่าให้เราดูน่าเชื่อถือขื้นเยอะเลย

    การแต่งกายก็มีผลต่อความสำเร็จ

    แม้ว่าเราอยากจะปฏิเสธเท่าไหร่ แต่การแต่งกายก็มีผลต่อความเชื่อถือ เพราะคงไม่มีใครอยากจะเจรจาธุรกิจกับคนที่ใส่เสือยืดย้วยๆ กางเกงยีนส์ขาดๆ กันหรอก เพราะนอกจากจะไม่ถูกกาลเทศะแล้ว ยังดูไม่น่าเชื่อถืออีกต่างหาก ลงทุนใส่เสื้อผ้าดีๆ ไปคุยเรื่องงานคงไม่เสียหายเท่าไหร่หรอก

    ความสะอาดของเสื้อผ้าและร่างกายก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะไม่ว่าใครก็อยากที่จะคุยกับคนที่สะอาด เพราะนั่นแปลว่าเขาเป็นคนใส่ใจในตัวเอง เพราะรูปลักษณ์ภายนอกเป็นสิ่งแรกที่คนเราจะใส่ใจ ซึ่งหากว่าเราดูเป็นคนไมใส่ใจตัวเองแล้ว เรื่องธุรกิจหรือว่าสิ่งอื่นๆ ก็ไม่น่าจะเป็นผลเท่าไหร่ ยิ่งเราทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารการกินแล้ว การแต่งกายให้สะอาดเป็นเรื่องสำคัญเลยทีเดียว เพราะนั่นหมายถึงความสะอาดของอาหารที่เราทำด้วย

    ความมีเอกลักษณ์ให้คนจำได้

    เอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ หรือสิ่งที่บอกความเป็นตัวตนของเราเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสังคม หรือว่าในเรื่องของธุรกิจ เพราะหากว่าเรามีเอกลักษณ์ประจำตัว และโดดเด่น เราก็จะเป็นที่จดจำ และน่าสนใจ

    ไม่แปลกเลยที่เราจะจำคนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น อย่างเช่น คนนี้ผมยาวมากจนเราจำได้ว่าเขาชื่ออะไร แต่กับบางคนที่ไม่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเรากลับจำไม่ได้ ดังนั้นเอกลักษณ์จึงสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาจำเราได้หรือไม่ และยิ่งเป็นเรื่องของการทำงาน หรือธุรกิจยิ่งสำคัญ เขาถึงมีคำกล่าวที่ว่า คนสวยคนหล่อ มักจะได้เปรียบในการทำงาน เพราะเขาจะเป็นที่สะดุดตาสะดุดใจเมื่อแรกเจอ ดังนั้นแม้ว่าเราจะไม่สวยไม่หล่อ แต่เราก็สามารถที่จะสร้างเอกลักษณ์ได้ โดยเราอาจจะมีบุคลิกดูดี หรืออาจจะเสียงเพราะ ยิ้มสวย หรืออะไรก็ตามที่เป็นจุดเด่นของเรา พยายามที่จะดึงออกมาให้เห็นชัด เพื่อจะได้กลายเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเรา

  • มารู้จักกับการบริหารงานแบบ Top Down ของจีน

    มีผู้อ่านท่านใดทำงานที่บริษัทของญี่ปุ่นบ้างครับ ทราบหรือไม่ครับว่าบริษัทญี่ปุ่นบริหารงานในรูปแบบใด บริษัทญี่ปุ่นนั้นก็จะมืการบริหารจากล่างขึ้นบนแบบ BOTTOM UP ซึ่งในการพัฒนากันในรูปแบบนี้จะจับจุดจากพนักงานที่อยู่ในระดับล่างสุด แล้วจึงค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาในระดับบริหาร เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนากันในจุดเล็กเพื่อที่จะไล่ไปหาจุดใหญ่

    แต่ผลเสียของการพัฒนางานในรูปแบบ BOTTOM UP นี้ (ผู้อ่านที่ทำงานในบริษัทญี่ปุ่นอย่าพึ่งว่าผมนะครับ) มันจะอยู่ที่ตรงว่าพวกที่อยู่ในระดับล่างสุด เขาจะไม่มืดัวอย่างที่ดีในการที่จะกระทำตาม พนักงานในระดับล่างสุดไม่อาจที่จะพัฒนากันให้เป็นไปได้ตามเจตจำนง บางครั้งยิ่งพัฒนาให้ก้าวไปข้างหน้า ก็จะยิ่งเกิดเป็นความไม่ร่วมสนับสนุนกันไปใหญ่ คือ ยิ่งกระทำก็จะยิ่งยํ่าแย่ลง และต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนากันค่อนข้างใช้เวลานาน เนื่องจากพนักงานที่อยู่ระดับล่างสุด พวกเขาจะทำงานโดยการใช้แรงงานกันเป็นหลักเท่านั้น อย่างเช่น ฝ่ายผลิต ที่มีหน้าที่ผลิตอย่างเดียว พวกเขาจะไม่มีหลักการแนวทางแห่งความคิดอันใดเลยแทบทั้งสิ้น มันอาจจะเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือดีไม่ดีจะกลายเป็นการต่อต้านกันขึ้นมาซะด้วยช้ำไป ประมาณว่า เค้าอยู่อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว จะให้เค้ากระเถิบขึ้นไปไหน

    เพราะฉะนั้นการทำเช่นนั้นก็สามารถสื่อความได้ว่ามันเป็นการแก้ไขกันอย่างไม่ถูกจุด หรือไม่ได้ใช้หลักใช้คนให้ถูกกับงาน โดยเฉพาะทางด้านของความเชื่อถือ ซึ่งเมื่อหากว่าได้มีการพัฒนากันไปแล้ว ผู้บริหารงานที่อยู่ในระดับสูงนั้นแน่ใจกันแล้วหรือว่าจะให้ความเชื่อถือพนักงานทีอยู่ในระดับล่างสุด จะยินยอมรับความคิดเห็นของพวกเขาอย่างนั้นหรือ? พวกเขาจะได้รับความเชื่อถือจากผู้บริหารงานกันคนละกี่เปอร์เซ็นต์

    มาว่ากันถึงฝั่งของจีนบ้าง ชาวจีนจะมีการบริหารงานกันกันในแบบที่ว่าพัฒนาจากล่าง TOP DOWN โดยมีผู้บริหารงานทีอยู่ในระดับสูงคอยควบคุมการพัฒนาของเหล่าพนักงาน รวมทั้งผู้บริหารงานทีอยู่ในตำแหน่งหน้าที่เดียวกัน คือจะมีการพัฒนากันที่ในระดับสูงสุดก่อน เพื่อที่จะได้ให้เป็นแบบอย่างที่ดีกับลูกน้อง ทำให้เกิดเป็นความเชื่อถือกันเองขึ้นมาให้ได้เสียก่อน พอทำได้สำเร็จแล้ว ก็ค่อยๆ สร้างการพัฒนาให้กับพนักงานในระดับสูง แล้วจึงค่อยสร้างการพัฒนาลงมาจนถึงพนักงานในระดับกลาง และระดับล่าง สุดลดไหล่ลงมาตามลำดับ

    เมื่อเทียบการบริหารกันแล้ว ของทางจีนอาจจะง่ายกว่าของทางญี่ปุ่นนะครับ และมันก็ยังช่วยประหยัดเวลาในการที่จะเรียนรู้กันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย และการพัฒนาความเชื่อถือในตัวของแต่ละบุคคล ผู้บริหารงานในระดับสูง เมื่อท่านได้เป็นต้นแบบแล้วก็ขอให้นำความสามารถในการพัฒนาพนักงานที่อยู่ในทุกระดับชั้นให้ได้มีความเจริญไปในทางที่ดีคล้อยตามกันไป ดั่งเป็นเงาที่คอยติดตามตัวไปตลอดทุกระยะเวลา ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ให้ความเสมอภาคกับทุกคน โดยเฉพาะการพัฒนาในความเชื่อถือและความเชื่อมั่นที่พวกเขามีให้กับผู้บริหารงานในระดับสูงนั้น มันจะเป็นการสร้างรอยติดตราตรึง จนกลายเป็นอุปนิสัยแห่งความเชื่อมั่นที่ดีมากยิ่งขึ้น และพวกเขาเหล่านั้นจะเข้าใจในการทำงานได้กันเป็นอย่างดีได้อีกต่อไปในอนาคตภายภาคหน้าครับ

  • สูตรวิธีทำขนมน้ำดอกไม้ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมน้ำดอกไม้

    ในบทความนี้ก็จะมาพูดถึงการขายขนมน้ำดอกไม้ พร้อมสูตรวิธีทำขนมน้ำดอกไม้ ซึ่งถ้าเราพูดถึงขนมน้ำดอกไม้แล้วหล่ะก็ ขนมน้ำดอกไม้เป็นขนมไทยที่มีมาอย่างยาวนาน ด้วยรสชาติของขนมที่หอมหวาน อร่อย บวกกับสีสันสวยงามที่อยู่บนตัวขนม ซึ่งที่จริงแล้วขนมน้ำดอกไม้สามารถทำได้ง่ายมาก ไม่ยากอย่างที่คิด ส่วนผสมก็มีไม่มาก แต่ก็มีเทคนิค และเคล็ดลับนิดหน่อยในขั้นตอนการทำขนม ซึ่งผู้อ่านสามารถลองทำตามดูได้เลยครับ

    สูตรวิธีการทำขนมน้ำดอกไม้ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมน้ำดอกไม้

    – แป้งข้าวเจ้า ครึ่งถ้วย
    – แป้งมันสำปะหลัง 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำลอยดอกมะลิ 3/4 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
    – สีผสมอาหาร หรือสีจากธรรมชาติ (สีขึ้นกับเราว่าจะทำขนมน้ำดอกไม้ออกมาสีไหน)

    วิธีการทำขนมน้ำดอกไม้

    – เรามาเริ่มต้นกันเลย ขั้นแรกเราก็ต้องเทแป้งข้าวเจ้ากับแป้งมัน รวมกันไว้ในกะละมังใบเล็กๆ สักใบ ใช้ทัพพี หรือพายยางคนให้พอเข้ากันอย่างคร่าวๆ ครับ
    – เสร็จแล้วนำไปร่อนที่ร่อนแป้ง 2 รอบครับ ร่อนเสร็จ ให้นำมาพักไว้ก่อน
    – อันดับต่อมาให้เทน้ำตาลใส่ลงในกะละมังใบเล็กๆ สักใบ แล้วค่อยๆ เทน้ำลอยดอกมะลิตามลงไป ส่วนดอกมะลิให้เอาออกนะครับ และคนด้วยตะกร้อมือ คนไปจนน้ำตาลละลายหมดครับ
    – เมื่อน้ำตาลละลายหมดแล้ว ก็ให้เทน้ำที่เราคนผสมน้ำตาลเมื่อสักครู่นี้ครับ ใส่ลงไปในกะละมังแป้ง ซึ่งการเทครั้งแรกให้ใส่น้ำลงไปแค่ครึ่งเดียวก่อนนะครับ และใช้ตะกร้อมือไปคนแป้งกับน้ำให้เข้ากัน จนไม่มีแป้งเป็นเม็ดๆ อยู่
    – และเทน้ำส่วนที่เหลือใส่ลงไป และคนด้วยตะกร้อมืออีกครั้งให้เข้ากัน เท่านี้ก็เป็นอันใช้ได้ครับ
    – ต่อจากนั้นให้แบ่งเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ซึ่งเราจะทำการแบ่งเป็นสี 3 สี อันนี้แล้วแต่ท่านใดว่าจะทำขนมดอกน้ำดอกไม้กี่สีนะครับ
    – สำหรับท่านใดที่ต้องการใช้สีจากธรรมชาติ แทนสีผสมอาหาร ก็สามารถทำได้เหมือนเดิมครับ หลักการเหมือนเหมือนขนมไทยชนิดอื่นๆ เช่น ต้องการให้ขนมน้ำดอกไม้ออกมาเป็นสีเขียว ก็ให้เราใช้น้ำใบเตยคั้นแทนน้ำเปล่า หรือต้องการให้ขนมน้ำดอกไม้ออกมามีสีฟ้าอ่อนก็ให้ใช้น้ำดอกอัญชันแทนน้ำเปล่าครับ
    – หยดสีผสมอาหาร หรือสีจากธรรมชาติลงไป ซึ่งตอนหยดสี ต้องหยดอย่างระมัดระวัง อย่าหยดสีลงไปครั้งเดียวเยอะๆ เพราะสีมันจะเข้มมากจนอาจจะทำขนมน้ำดอกไม้ดูไม่น่ากิน และถ้าหยดสีเข้มเกิน จะไม่สามารถแก้ไขกลับมาให้เป็นสีอ่อนได้
    – ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท เราจึงจำเป็นต้องมีตัวช่วยก็คือ หลอดดูดน้ำ 1 หลอดเอามาตัดแบบให้ปลายหลอดเฉียง จำนวน 3 อัน 3 สี แล้วใช้หลอดแตะสีจากในขวดมาใส่ในส่วนผสมทีละนิด เมื่อเราหยดสีครั้งนึง ก็ให้คนสีเข้ากับส่วนผสมครั้งนึง ซึ่งถ้าเห็นว่าสีอ่อนเกินไป ก็ให้เอามาหยดเติมลงอีกทีละนิดๆ นะครับ
    – เมื่อเราผสมสีเรียบร้อยแล้ว เราก็จะได้ส่วนผสมของขนมน้ำดอกไม้ออกมา
    – ในระหว่างนี้ให้เราพักส่วนผสมเอาไว้ก่อน และเริ่มตั้งหม้อซึ้งบนเตาไฟ ใส่น้ำลงไปในก้นซึ้งประมาณ 3/4 ของหม้อ และให้ใช้ไฟแรง
    – เมื่อน้ำเดือดแล้ว ก็ให้เราจัดเรียงถ้วยตะไลแบบปากแคบลงไปบนซึ้ง ซึ่ง 1 สูตร จะได้ประมาณ 20 ถ้วย ต่อด้วยการนำไปนึ่งอีกประมาณ 10 นาที หรือจนกระทั่งถ้วยร้อนเต็มที่ครับ
    – ในระหว่างนี้ ให้เทส่วนผสมแต่ละสีใส่ถ้วยเล็กๆ เอาไว้ก่อน
    – เมื่อถ้วยร้อนเต็มที่แล้ว ก็เปิดฝาซึ้งออก และหรี่ไฟลง ให้เหลือไฟอ่อนที่สุด เพื่อไม่ให้มีไอน้ำลอยขึ้นมาโดนมือเรา ขณะหยอดตัวขนม และก็หยอดตัวขนมลงไป จนเกือบจะเต็มถ้วย
    – ต่อจากนั้นให้ปิดฝาซึ้ง เร่งไฟให้แรง และนึ่งเป็นเวลาประมาณ 12-15 นาทีครับ เมื่อ 12-15 นาทีผ่านไป ให้เราดับไฟเตา และเปิดฝาซึ้งทันที เราก็จะได้ขนมน้ำดอกไม้ออกให้เห็นโฉมแล้วหล่ะครับ
    – แต่ถึงแม้ว่าขนมน้ำดอกไม้จะสุกแล้ว แต่เราก็ยังไม่สามารถนำไปรับประทานในตอนนี้ได้นะครับ จะต้องตั้งทิ้งไว้ รอให้ขนมหายร้อยก่อน เมื่อเราทิ้งขนมไว้ให้เย็นแล้ว ตรงกลางขนมจะบุ๋มตัวลงไป กว่าตอนที่ขนมสุกใหม่ๆ อีกด้วยครับ
    – เมื่อขนมเย็นลงแล้ว ก็ได้เวลาที่เราจะต้องแคะขนมออกจากถ้วยครับ ค่อยๆ แคะออกมาวางไว้บนจานทีละอันๆ นะครับ

    สูตรวิธีการทำขนมน้ำดอกไม้ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมน้ำดอกไม้

    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    – แป้งมันสำปะหลัง 1/4 ถ้วย
    – แป้งท้าวยายม่อม 1 ช้อนโต๊ะ (ถ้าไม่มีก็ใช้แป้งมันสำปะหลังแทน)
    – น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วยตวง
    – น้ำลอยดอกมะลิ 1 3/4 ถ้วย
    – กลิ่นมะลิครึ่งช้อนชา (สำหรับผู้ใช้น้ำสะอาดธรรมดา)
    – สีผสมอาหาร (ตามที่เราชอบ)

    วิธีการทำขนมน้ำดอกไม้

    – ขั้นแรกให้เราเตรียมซึ้งเอาไว้ก่อน เอาซึ้งตั้งไฟให้แรง และใส่น้ำให้มากหน่อยนะครับ เพราะว่าเราจะใช้ไฟแรง
    – วางเรียงถ้วยตะไลใส่ในซึ้ง และให้นึ่งถ้วยเปล่าประมาณ 15 นาที ให้ถ้วยร้อนจัดๆ ในระหว่างนั้นก็มาทำตัวขนมน้ำดอกไม้กัน
    – ต่อมาให้เราทำน้ำเชื่อม ซึ่งวิธีการทำน้ำเชื่อมนั้นก็ไม่ยากเลยครับ ให้เราตวงน้ำตาลใส่หม้อ และใส่น้ำลอยดอกมะลิลงไปประมาณ 3/4 ของถ้วย รอให้ต้มจนน้ำตาลละลาย เราจะได้น้ำเชื่อมขนาด 3/4 ถ้วย และทิ้งเอาไว้ให้เย็น
    – มาทำขนมน้ำดอกไม้กันต่อ ให้เราผสมแป้งทั้ง 3 ชนิดเข้าด้วยกัน คือ แป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งท้าวยายม่อม แล้วค่อยๆ รินน้ำ 1 ถ้วย ที่เหลือใส่ลงไป และก็ใช้อีกมือหนึ่งนวดแป้งไปด้วย ให้เราใส่น้ำไปนวดไป จนเนื้อแป้งเข้ากันดี ให้ทำจนกว่าน้ำจะหมด ซึ่งถ้าเราใช้น้ำเปล่าธรรมดา ก็สามารถใส่กลิ่นที่ขั้นตอนนี้ได้เลยครับ
    – ต่อไปก็ใส่น้ำเชื่อมลงไป และให้คนน้ำเชื่อมให้เข้ากันกับแป้งที่เราได้นวดไว้
    – เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นำมาแบ่งออกใส่ถ้วย ตามประมาณสีที่ต้องการ แล้วหยดสีที่เราชอบใส่ลงไปนิดหน่อย
    – เมื่อถ้วยร้อนจัดแล้ว ให้เราตักแป้งหยอดลงไป 3/4 ของถ้วย ก่อนที่จะตักแป้ง เราก็ต้องคนแป้งก่อนตักด้วยนะครับ มีข้อควรระวังคือ อย่าให้แป้งนอนก้นครับ
    – นึ่งไฟแรงต่ออีกประมาณ 15 นาที ขนมที่ได้จะสุก แต่หน้าจะดูบุ๋มลงไปไม่มาก
    – ขั้นตอนมา ขนมที่ได้ให้เราไปเอาไปหล่อเย็น อาจจะใส่น้ำแข็งลงไปเพื่อความเย็น หน้าขนมน้ำดอกไม้พอเย็นตัวก็จะค่อยๆ บุ๋มลงไปเอง
    – เมื่อขนมน้ำดอกไม้ได้เย็นลงสนิทแล้ว ให้เราค่อยๆ แคะออกมาจากตะไล ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

    ข้อแนะนำเกี่ยวกับขนมน้ำดอกไม้

    – ลักษณะของขนมน้ำดอกไม้ที่ดูสวยงาม จะต้องบุ๋มโค้งลึกเป็นวงกลมตรงกลาง และสีอ่อนสวยเป็นมันเงา มีความหอม นุ่มหวาน และก้นไม่เป็นไต
    – การใช้แป้งเก่าจะทำให้หน้าขนมน้ำดอกไม้บุ๋มมาก เราอาจจะกรองแป้งก่อนนึ่งเพื่อให้เนื้อแป้งละเอียดขึ้น และกรองเอาเศษผงออก
    – เมื่อนึ่งขนมเสร็จแล้วยกลง และทิ้งไว้ให้เย็นสนิท จึงค่อยแคะออกมาจากถ้วย ถ้าเราไปแคะออกตอนยังอุ่นอยู่ จะทำให้แป้งขรุขระ และทำให้ติดถ้วยไม่ร่อน
    – เวลาผสมสี ให้เราดูลักษณะแป้งให้สีอ่อนไว้ก่อน เพราะเมื่อถึงเวลานึ่งสีจะดูเข้มขึ้น

    การบรรจุกล่องขนมน้ำดอกไม้

    – ให้บรรจุขนมน้ำดอกไม้ในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้
    – น้ําหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของขนมน้ำดอกไม้ในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากขนมน้ำดอกไม้

    ที่ภาชนะบรรจุขนมน้ำดอกไม้ทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมน้ำดอกไม้หอมหวาน ขนมน้ำดอกไม้แสนอร่อย
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายขนมน้ำดอกไม้

    ปกติแล้ว เราจะเห็นขนมน้ำดอกไม้ อยู่ตามร้านของหวานต่างๆ ตัวขนมจะถูกวางอยู่บนถาดโฟมเล็กๆ สี่เหลี่ยมจตุรัส และถูกหุ้มด้วยพลาสติกอีกทีนึง หรือบางยี่ห้อก็ใส่กล่องพลาสติกแทน จะมีการวางไว้ในจุดที่เห็นได้สะดวก โดยเฉพาะแถวที่ชำระเงิน ซึ่งเป็นเพราะขนมชนิดนี้ เป็นขนมยอดนิยม ติดอันดับขนมไทยที่ขายได้เรื่อยๆ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเป็นร้านขายขนมน้ำดอกไม้โดยตรง จะใช้วิธีการผลิตขนมภายใต้แบรนด์ต่างๆ และส่งไปจัดจำหน่ายยังร้านขนมไทย หรือร้านขนมหวานต่างๆ

    ซึ่งถ้าท่านต้องการเข้ามาร่วมในตลาดขนมน้ำดอกไม้นี้ พื้นที่ก็ยังมีว่างให้ท่านได้เข้ามาจับจอง เป็นขนมไทยที่ขายได้อยู่เรื่อยๆ ขอเพียงท่านต้องนำขนมน้ำดอกไม้ที่ท่านผลิตขึ้นเข้าร้านค้าดังๆ ที่มีคนมาซื้อบ่อยๆ ให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่ารสชาติของขนมน้ำดอกไม้ที่ท่านทำต้องมีรสชาติอร่อย และสะอาด เพียงพอที่จะนำเข้าไปวางขายตามร้านขนมไทยต่างๆ ได้

  • อยากรวยทำอย่างไร ใครอยากรวยต้องอ่าน

    คำถามที่หลายๆ คนมักจะถามตัวเองในยามที่ประสบปัญหาทางด้านการเงินกันอยู่บ่อยๆ คือ อยากรวยทำอย่างไร เมื่อเมื่อเรารวยแล้ว เราจะได้ไม่มีปัญหาหนี้สินต่างๆ มาให้รำคาญใจ แต่อาจมีเพียงไม่กี่คนที่มีการคิดตั้งเป้าหมาย และวางแผนการสร้างความร่ำรวยอย่างจริงจัง การสร้างความร่ำรวยนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด ปัจจุบันมีเครื่องมือทางการเงินต่างๆ ทั้งตราสารทางการเงิน และกองทุนหลายชนิด ที่ช่วยให้เราสามารถลงทุนสร้างฐานะ และความร่ำรวยขึ้นมาได้ แต่นั่นก็อาจจะไม่เพียงพอ เราจะต้องทำให้แตกต่างไปจากคนอื่น

    วันนี้ผมก็มีบทความอยากรวยทำอย่างไร อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องการเงินเพียวๆ แต่จะบวกวิธีการดำเนินชีวิตเมื่อต้องตามหาความรวย ไปด้วยครับ

    อยากรวยทำอย่างไร : ตื่นเช้าๆ

    อยากรวยทำไมต้องตื่นเช้าครับ ตื่นเช้าแล้วแล้วได้อะไรเนี่ย!

    คนรวยส่วนใหญ่ไม่ตื่นสายครับ และนอนดึกด้วย และตื่นเช้าด้วย บางคนนอนกันวันละแค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะเค้าใช้หัวสมองในการคิดเรื่องต่างๆ เยอะ และมีงานให้เค้าต้องทำมากมาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นงานทางด้านใช้ความคิดมากซะเป็นส่วนใหญ่

    การตื่นเช้าทำให้รู้สึกสดชื่น รู้สึกทำให้ตามโลกได้ทันว่าวันนี้เค้าไปกันถึงไหนแล้ว โดยอาจจะเปิดคอมพิวเตอร์ เช็คกับอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะเหล่าผู้บริหารระดับสูงจะพลาดข่าวเด็ดๆ ในวงการธุรกิจไปไม่ได้เลย เพราะมีผลต่อการทำกำไรให้มากขึ้น อย่างเช่น เมื่อถึงช่วงฤดูกาลของลดราคา ของดีมีราคาก็จะมีคนที่ไปถึงก่อนไปจับจองกันหมด ถ้าคุณตื่นสายกว่าคุณจะไปถึง ก็จะได้สินค้าที่เหลือๆ จากช่วงเช้าไปแล้ว

    การนอนตื่นเช้า ทำให้เราหัวแล่นไว ไม่ตื่นขึ้นมาแล้วมึนๆ อันนั้นคือนอนเยอะไป

    ถ้าใครยังติดนิสัยนอนตื่นสายอยู่ ผมอยากให้คุณนอนตื่นเช้าดู แล้วตัวคุณจะมีพลังขึ้นแห่งความสดชื่นแจ่มใสขึ้นมาเยอะเลย ถ้าคุณเป็นคนทำงานนี่คือโอกาสที่ทำให้เจ้านายคุณประหลาดใจกับการมาทำงานแต่เช้าของคุณ หรือถ้าคุณทำธุรกิจส่วนตัวนี่คือโอกาสที่จะทำให้คุณได้นั่งคิดพิจารณาไอเดียใหม่ๆ ในยามเช้า ที่เป็นเวลาที่คนเรามีพลังมากที่สุด บางทีสิ่งที่เราคิดมาทั้งวันนั้นดันคิดไม่ออก แต่มาคิดออกเมื่อตอนที่หัวเราโล่งมากที่สุด

    อยากรวยต้องตื่นเช้าๆ นะครับ ตื่นแต่ไก่โห่ยิ่งดีครับ แล้วหัวสมองคุณจะแล่นเร็วขึ้น คิดอ่านอะไรได้ไวขึ้น ไม่เชื่อลองดูครับ

    อยากรวยทำอย่างไร : ทำสิ่งที่ตัวเองรัก เรื่องเงินวางไว้ก่อน

    คนจะประสบความสำเร็จได้ สิ่งแรกต้องทำ คือการตั้งเป้าหมายแล้วเดินไปสู่เป้าหมายนั้น การตั้งเป้าหมายจะทำให้เกิดการวางแผน การดำเนินงานที่ชัดเจน มีการวางกรอบเวลาที่แน่นอน หากเราวางเป้าหมายผิดพลาด ทุกอย่างก็จะผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปด้วย เช่น ไทเกอร์ วูดส์ นักกอล์ฟมือ 1 ของโลก ไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่เงินรางวัล แต่เป้าหมายของเขาอยู่ที่ทำอย่างไรถึงจะเป็นที่ 1 ในกีฬากอล์ฟ เขาฝึกฝนอย่างหนัก ในที่สุดก็ครองมือหนึ่งของโลก จากนั้นเงินก็ไหลมาเทมาอัตโนมัติ จากตัวอย่างของไทเกอร์ วูดส์ นั้นเป็นการทำสิ่งที่ตัวเองรัก เรื่องเงินวางไว้ข้างหลังก่อน เพราะถ้าคุณอยู่กับสิ่งที่ตัวไม่รักไม่ได้ชอบ ถ้าคุณรวย คุณก็ต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบนี้ต่อไป

    ลองพยายามค้นหานะครับว่าสิ่งที่คฺณรักคืออะไร โดยลองทำรายการสิ่งที่คุณชอบทีจะทำในเวลาว่าง ซึ่งสิ่งที่เรารักที่จะทำจริงๆ มักจะมีไม่กี่อย่าง และลองทำงานทีคุณทำรายการไว้ในเวลาว่างดู และลองคิดหาวิธีสร้างรายได้จากงานเหล่านี้ อาจจะเริ่มจากการทำในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ถ้าทำแล้วมันดี ได้ทำสิ่งที่ชอบด้วย ได้เงินด้วย คุณก็เอามาต่อยอด เอามาทำแทนงานประจำเลยครับ งานแบบนี้เป็นงานในฝันของหลายๆ คนเลยครับ

    อยากรวยทำอย่างไร : ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง

    อยากรวยต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น รวยขึ้น ไม่ใช่ว่าเมื่อก่อนอยู่อย่างไง เดี๋ยวนี้ก็อยู่อย่างงั้น ถ้าคุณอยากรวยคุณต้องกล้าเปลี่ยน ทั้งกล้าที่จะเปลี่ยนงานที่ได้เงินเดือนสูงขึ้น หรือกล้าออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ทั้งนี้ควรกล้าอย่างมีการวางแผน ไม่ใช่กล้าแบบบุ่มบ่าม ถ้าเป็นพนักงงานกินเงินเดือน ก็ลองศึกษาบริษัทในสายงามดูว่า ที่ใดให้เงินเดือนสูงกว่านี้ หรือที่ใดให้ตำแหน่งทางการงานที่สูงกว่านี้ สำหรับท่านที่จะออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ก็ต้องศึกษากระบวนการธุรกิจนั้นๆ ให้ทะลุปุโปร่ง เพราะถ้าคุณออกจากงานไปทำธุรกิจแล้ว คุณต้องไม่พลาด ถ้าพลาดนั่นคือคุณต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ บางทีความฝันกับความจริงนั้นต่างกัน ฉะนั้นความกล้าในครั้งนี้ ต้องทำการบ้านมาให้เยอะๆ เพื่อให้ถึงเส้นชัยที่หวังไว้นะครับ

    อยากรวยทำอย่างไร : ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์

    มหาเศรษฐี กับคนยากจน มีเวลาเท่ากัน คือ 24 ชั่วโมง คำถาม คือ ทั้ง 2 คนนี้ ใช้เวลาต่างกันยังไง ถ้าคุณเห็นคนรวยนอนวันละ 4-6 ชั่วโมง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก คนรวยใช้เวลาได้คุ้มค่ามาก เวลาทุกนาทีเป็นเงินเป็นทอง คนรวยถ้าเค้ามีเวลาว่าง เค้าจะศึกษาหาข้อมูลในอาชีพ หรือในธุรกิจที่เค้าทำ เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ และไม่ใช้เวลาในการไปเที่ยวเตรดเตร่มากจนเกินไป เค้ามีจุดมุ่งหมายในชีวิตอย่างชัดเจ และเดินตามแผนที่วางเอาไว้

    สรุป

    สำหรับบทความอยากรวยทำอย่างไรนี้ ก็ให้แง่คิดสำหรับท่านที่อยากรวย ให้ปรับวิธีคิดให้เหมือนคนรวย สรุป คือ คนรวยมีความขยันขันแข็ง มีจัดมุ่งหมายในชีวิต และทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ก็ไม่ยากเลยนะครับ คนรวยรวยได้ เราก็ต้องรวยได้ครับ

  • วิธีเปิดร้านขายเสื้อผ้าให้ประสบความสำเร็จ

    การทำธุรกิจขายเสื้อผ้า ร้านของเราควรมีความทันสมัยของแบบเสื้อผ้า หรือที่เรียกว่าตามแฟชั่น เพื่อตอบสนองของต้องการของลูกค้า เพราะเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับเทรนที่เปลี่ยนเข้ามา ดังนั้นในการทำธุรกิจขายเสื้อผ้า ควรจะต้องมีแบบเสื้อผ้าที่ทันสมัยตามกระแสแฟชั่นอยู่เสมอ เพื่อให้ลูกค้าที่มีความต้องการซื้อในเสื้อผ้าแฟชั่นตามเทรน เมื่อนึกถึงเสื้อผ้าที่ต้องการก็จะเข้ามาใช้บริการร้านเสื้อผ้าของเราอยู่เสมอ และถ้าเป็นเสื้อผ้าที่มีความทันสมัยสวยงามถูกใจ ก็จะเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก หรือแชร์ลงใน Social Media ต่างๆ ซึ่งเป็นการทำให้ธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้น

    ความหลากหลาย

    การทำธุรกิจขายเสื้อผ้า ร้านเราจะต้องมีเสื้อผ้าที่ขายโดยเน้นที่ความหลากหลาย เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อได้มากขึ้น และตอบสนองความต้องการของลูกค้าในหลายกลุ่มอายุ กลุ่มวัยเพื่อเป็นการขยายธุรกิจอีกทางหนึ่ง ความหลากหลายในที่นี้คือความหลากหลายของแบบเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้ามือหนึ่ง หรือมือสองก็สามารถสร้างความหลากหลายได้ ความหลากหลายนอกจากจะช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้าแล้ว ยังเป็นการเพิ่มช่องทางการขาย ให้สามารถขายเสื้อผ้าให้กับลูกค้าได้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ความหลากหลายของเสื้อผ้าจะต้องมีเสื้อผ้าที่เหมาะกับฤดูกาลด้วย เช่น เสื้อผ้าหน้าร้อน หน้าฝน หรือหน้าหนาว เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการเลือกซื้อเสื้อผ้าให้กับลูกค้า

    คุณภาพเสื้อผ้า
    คุณภาพของเสื้อผ้าในร้านเรา เป็นเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจ และให้ความสำคัญมาก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าใครก็ชอบของดีมีคุณภาพ ลูกค้าที่ต้องการซื้อเสื้อผ้าก็เช่นเดียวกัน มีความต้องการที่จะซื้อ และสวมใส่เสื้อผ้าที่มีคุณภาพ คุณภาพในที่นี้คือเนื้อผ้าที่มีคุณภาพ การตัดเย็บของเสื้อผ้าที่ทำโดยช่างมีฝีมือทำให้แบบเสื้อผ้าออกมาสวยงาม มีความทันสมัย ซึ่งเรื่องคุณภาพของสินค้าไม่ว่าจะเป็นในการทำธุรกิจขายเสื้อผ้า หรือธุรกิจใดก็ตาม เราจะต้องคำนึงถึงคุณภาพเป็นอันดับแรกๆ เพื่อให้เกิดความพึงพอใจแก่ลูกค้าเสมอ

    การประชาสัมพันธ์ร้าน

    การจะทำให้ธุรกิจขายเสื้อผ้าเป็นที่ลูกจักของลูกค้า เราจะต้องมีการประชาสัมพันธ์ที่ดี โดยช่องทางในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจในปัจจุบันนี้มีหลากหลายวิธีมากกว่าในสมัยก่อน โดยวิธียอดนิยมที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ เช่น การใช้ Fanpage ใน Facebook เพื่อประชาสัมพันธ์ การใช้ Social Media อื่นๆ อย่างเช่น Line หรือ Instagram หรือการเปิดเว็บไซต์ร้านของเรา เพราะนอกจากจะเป็นการประชาสัมพันธ์แล้ว ยังเป็นช่องทางในการพูดคุย ติดต่อกับลูกค้า เพื่อรับทราบข้อติชม หรือความพึงพอใจเมื่อซื้อสินค้าไปแล้ว และยังเป็นช่องทางในลงรูปเสื้อผ้าใหม่ๆ ให้ลูกค้าได้เห็นอีกด้วย

    ราคาเสื้อผ้า

    ไม่ว่าใครก็ชอบสินค้าดีราคาประหยัด ดังนั้นในธุรกิจขายเสื้อผ้า เราควรจะตั้งราคาขายที่มีความเหมาะสม โดยคำนวณจากต้นทุน วัตถุดิบ ค่าจ้างในการผลิต ค่าขนส่ง เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม ซึ่งลูกค้าจะซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ และราคาสมเหตุสมผล หากทางร้านจำหน่ายเสื้อผ้าที่มีราคาสูง ก็ควรมีจะช่วงในการจัดโปรโมชั่นลดราคา เพื่อสร้างช่องทางการตลาดการเลือกซื้อสินค้าของลูกค้า และเป็นการขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้นอีกด้วย

    การลองเสื้อผ้า

    ในการเปิดร้านขายเสื้อผ้า หากมีหน้าร้าน เราควรจะต้องมีการให้ลูกค้าได้ลองเสื้อผ้าก่อนการตัดสินใจซื้อ เพราะถ้าเราไม่ให้ลูกค้าลอง จะทำให้ลูกค้ากะขนาดไม่ถูก หรือซื้อไปแล้วใส่ไม่ได้ ขนาดใหญ่เกินไปบ้าง หรือเล็กเกินไปบ้าง หรือใส่แล้วไม่เข้ากับลูกค้าบ้าง ซึ่งการให้ลูกค้าได้ลองเสื้อผ้าก่อนนั้นช่วยเพิ่มความประทับใจให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้นว่าเรามีความเอาใจใส่ในความรู้สึกของลูกค้าที่ต้องการลองชุดก่อนซื้อ

    การเปลี่ยนคืนเสื้อผ้า

    ข้อสำคัญอีกประการในการทำธุรกิจขายเสื้อผ้าให้ประสบความสำเร็จ คือ เราต้องให้ลูกค้าเปลี่ยนชุดที่ลูกค้าซื้อไปแล้วได้ โดยกำหนดระยะเวลาว่า เมื่อลูกค้าซื้อไปแล้วสามารถนำเสื้อผ้าที่ซื้อไปนำกลับมาได้ภายในระยะเวลากี่วัน ซึ่งส่วนใหญ่จะให้เปลี่ยนในระยะเวลาไม่เกิน 3 วัน การเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนคืนเสื้อผ้ากับทางร้านได้นั้น ถือเป็นการแสดงความจริงใจ และทำให้ลูกค้าพึงพอใจในสินค้า และกลับมาซื้อเสื้อผ้าที่ร้านคุณซ้ำอย่างแน่นอน หรือถ้าเราไม่ต้องการขายขาด ไม่ให้มีการนำเสื้อผ้ากลับมาคืนอีก เช่น บางร้านจะเขียนไว้ว่า ซื้อแล้วไม่รับคืน หรือ ซื้อแล้วไม่รับเปลี่ยน

    สรุป

    การทำธุรกิจขายเสื้อผ้า ธุรกิจนี้มีเงินอย่างเดียวไม่พอ ซึ่งเป็นการทำธุรกิจที่ผู้ขายจะต้องมีความรักในธุรกิจนี้ เพราะเราต้องอยู่กับสิ่งที่เกือบทุกวัน คลุกคลีกับสิ่งนี้ คิดแผนเกี่ยวกับสิ่งนี้ เพื่อพัฒนาร้านเราให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป และเราต้องเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น เพราะธุรกิจขายเสื้อผ้าถือเป็นสิ่งที่จะต้องตามแฟชั่นที่เปลี่ยนหมุนเวียนไปอยู่เสมอ เราต้องตามเทรนหาเสื้อผ้าใหม่ๆ มา เพื่อไม่ให้ร้านเราตกยุคตกสมัย

    บทความนี้ ก็จะเป็นการบอกเทคนิคการขายเสื้อผ้าอย่างไรให้รวย ให้มีคนมาอุดหนุนประจำ ซึ่งในปัจจุบันนี้การขายเสื้อผ้า เป็นกระแสนิยมและถือว่าเป็นสินค้าที่ขายง่าย เพราะด้วยเสื้อผ้าที่เป็นสินค้าหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอยู่เสมอ ทำให้การขายเสื้อผ้านั้นขายง่ายขายไว การขายเสื้อผ้าก็มีเทคนิคการขายที่ช่วยสร้างยอดขายให้มากขึ้น เพราะร้านขายเสื้อผ้าผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ตลาดในการขายเสื้อผ้าถือว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาก ดังนั้นพ่อค้าแม่ค้าที่จะทำในตลาดนี้ควรหาเทคนิคการขายต่างๆ มาช่วยสร้างยอดขายให้มากขึ้น ด้วยเทคนิคการขายเสื้อผ้า ต่อไปนี้

    เทคนิคการขายเสื้อผ้าทักทาย

    ก็คือ การพบปะลูกค้าภายในร้าน พร้อมแนะนำเสื้อผ้า และสอบถามความต้องการของลูกค้าไปด้วย เทคนิคการขายเสื้อผ้าด้วยการทักทายลูกค้าสามารถทำได้ง่ายๆ ซึ่งเจ้าของร้าน หรือคนขายควรมีใบหน้าที่ยิ้มด้วยเพื่อเป็นการต้อนรับลูกค้าทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็นกันเอง และความเอาใจใส่ลูกค้าของคนขาย และหากลูกค้ามีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับเสื้อผ้าก็สามารถให้คำตอบได้ พร้อมกับแนะนำเสื้อผ้าให้ลูกค้าได้ตัดสินใจไปพร้อมๆ กันอีกด้วย

    เทคนิคการขายเสื้อผ้าด้วยการสร้างบรรยากาศร้าน

    สร้างบรรยากาศของร้านให้น่าเข้ามาเลือกชมเสื้อผ้า ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีแบบ และสีสันที่โดดเด่น หรือเสื้อผ้าที่ขายดีที่สุดควรไว้หน้าร้าน ควรมีหุ่นลองเสื้อเพื่อให้เห็นว่าเมื่อสวมใส่แล้วจะออกมาเป็นแบบใด และควรสร้างบรรยากาศสวยๆ ภายในร้านด้วยเพื่อว่าอย่างน้อยร้านก็จะได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น การสร้างบรรยากาศร้านเป็นการเรียกลูกค้า และเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ร้านให้เป็นที่รู้จัก โดยที่ร้านควรมีนามบัตร หรือโบว์ชัวร์ของทางร้านเพื่อให้ลูกค้าได้รู้จักและนำไปบอกต่อ

    เทคนิคการขายเสื้อผ้าด้วยการสอบถามความต้องการลูกค้า

    สอบถามความต้องการของลูกค้าว่าอยากได้เสื้อผ้าแบบใด เทคนิคนี้ เป็นการสำรวจความต้องการของลูกค้าไปในตัวด้วย ทำให้แม่ค้าทราบถึงความต้องการ และกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนมากขึ้น และควรเลือกขายเสื้อผ้าแบบเฉพาะเจาะจงไม่ปนหรือรวมกันเพราะจะทำให้ร้านไม่มีเป้าหมายในการขายที่ชัดเจน

    เทคนิคการขายเสื้อผ้าด้วยการแนะนำ

    ถ้าลูกค้าดูลังเลใจในการเลือกเสื้อผ้า เราควรที่จะแนะนำเสื้อผ้าให้เข้ากับลูกค้า ให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนที่ช่วยเลือกเสื้อผ้าให้กัน วิธีนี้ต้องเริ่มที่คนขายต้องเข้าใจเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่ขายว่าเหมาะกับคนกลุ่มไหน วัยไหน เมื่อมีลูกค้าเข้ามาเลือกชม ก็จะสามารถแนะนำลูกค้าได้ทันทีว่าลูกค้าท่านนั้นควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าแบบใด

    เทคนิคการขายเสื้อผ้าด้วยการให้ลองเสื้อผ้า

    ซึ่งการให้ลองเสื้อผ้าก่อนซื้อนี้ จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจ และได้เห็นว่าหลังใส่เสื้อผ้านั้นๆ แล้วเป็นอย่างไร ซึ่งช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น การให้ลองเสื้อผ้าก่อนซื้อเปรียบเหมือนการซื้อใจลูกค้า และเป็นกลยุทธ์ที่เหนือกว่าเทคนิคการขายเสื้อผ้าของร้านอื่นๆ เพราะส่วนใหญ่ร้านเสื้อผ้าจะไม่ให้ลองเสื้อผ้า

    เทคนิคการขายเสื้อผ้าด้วยการรับเปลี่ยน

    รับเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ โดยกำหนดระยะเวลาได้เช่น รับเปลี่ยนไม่เกิน 7 วัน เพราะหากลูกค้าไม่พึงพอใจในเสื้อผ้าที่ซื้อไปสามารถเปลี่ยนคืนได้ เทคนิคการขายเสื้อผ้านี้ก็ได้ทำให้ลูกค้าประทับใจไม่น้อย ว่าร้านนี้ให้ความสำคัญกับลูกค้ามาก

    เทคนิคการขายเสื้อผ้าด้วยการส่งเสริมการขาย

    เราต้องมีการส่งเสริมการขาย เพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจ วิธีนี้เหมาะสำหรับร้านเสื้อผ้าทั้งที่เปิดใหม่ หรือเปิดมานานแล้ว เพราะวิธีช่วยให้ลูกค้าสนใจเสื้อผ้าร้านของเรามากขึ้น ในแต่ละเดือนอาจมีการจัดโปรโมชั่นแบบไม่ซ้ำ สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เช่น ซื้อ 1 แถม 1 ลด หรือ 30% จากป้าย เป็นต้น เทคนิคการขายเสื้อผ้าด้วยการส่งเสริมการขายได้รับความนิยมไม่น้อย และยังได้รับความนิยมถึงปัจจุบัน

    เทคนิคการขายเสื้อผ้าด้วยดูแลลูกค้าหลังการขาย

    แม้จะเป็นการขายเสื้อผ้า แต่การดูแลหลังการขายก็เป็นเรื่องสำคัญ และสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้ไม่น้อย ซึ่งทำให้ฐานลูกค้าเก่ายังคงอยู่ และเป็นการรักษาลูกค้าเก่า และเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ไปในตัวด้วย ซึ่งวิธีจะช่วยให้มีลูกค้าประจำ ทำให้ยอดขายเสื้อผ้าดำเนินไปอย่างราบรื่น และต่อเนื่อง

    เทคนิคการขายเสื้อผ้าด้วยระบบสมาชิก

    ระบบสมาชิกก็คือคือ มีการให้ลูกค้าสมัครเป็นสมาชิกกับทางร้านได้ เพื่อให้ลูกค้าที่เป็นสมาชิกได้รับสิทธิพิเศษในการซื้อสินค้าภายในร้าน รวมไปถึงแจ้งโปรโมชั่นต่างๆ ให้ลูกค้าได้ทราบ เทคนิคการขายเสื้อผ้าวิธีนี้จะช่วยให้มีลูกค้าประจำมากขึ้น เพราะการสมัครสมาชิกจะช่วยให้รู้ฐานลูกค้า และดูยอดขายที่เติบโตได้อีกด้วย

    สรุป

    ซึ่งเทคนิคการขายเสื้อผ้าเหล่านี้ สามารถช่วยเพิ่มยอดขายให้กับการขายเสื้อผ้าได้ พ่อค้าแม่ค้าสามารถค้นหาเทคนิคการขายเสื้อผ้า ได้จากการขายเสื้อผ้าที่ขายอยู่ ด้วยเทคนิคที่มีสารพัดวิธี ตำราหลายๆ เล่ม รวมไปถึงการจัดวางร้านให้ดูสวยงาม และมีทำเลที่มีคนพลุกพล่าน และพ่อค้าแม่ค้าควรหาวิธีที่เหมาะสมกับร้านเสื้อผ้าของตัวเองว่าเหมาะกับเทคนิคการขายเสื้อผ้าแบบใด ด้วยการแข่งขันที่สูงของการขายเสื้อผ้าในปัจจุบันที่มีมากขึ้น ทำให้ร้านขายเสื้อผ้าต้องหาวิธีการเฉพาะตัวมาช่วยในการแข่งขันที่มีสูงมากในตลาดเสื้อผ้า และช่วยเพิ่มยอดขายให้มีมากขึ้น จนกระทั่งประสบความร่ำรวยได้ในที่สุดครับ

  • 6 วิธีคิดอย่างไรให้รวย

    วิธีคิดให้รวย
     

    วิธีคิดอย่างไรให้รวย หรือการคิดให้รวย เป็นสิ่งที่ผู้ที่ปรารถนาในความรวยอาจจะเฝ้าถามกับตัวเองว่าทำไมเราไม่รวยสักที เป็นเพราะอะไร ทำบุญมาน้อยหรือเปล่า หรือช่วงนี้ดวงไม่ค่อยดี หรือสาเหตุในชีวิตอย่างอื่นอีกร้อยแปดพันเก้า บางคนไปหาปลายเหตุ คือ ไปปรับเปลี่ยนฮวงจุ้ยบ้าน ไปเสริมศิริมงคลให้กับตนเอง เช่าวัตถุมงคลที่เค้าว่าดี บูชาแล้วมีแต่โชคลาภ แต่เวลากลับมาบ้านก็เครียดเรื่องเงินเหมือนเดิม ผมคิดว่าเราต้องแก้ที่ต้นเหตุครับ ถ้าเราไม่รวย ก็เป็นเพราะวิธีคิดของเรานั่นเอง วิธีคิดทำให้เรามีพลัง ทำให้เราก้าวไปข้างหน้า ทำให้เราจน ทำให้เรารวยได้ ทำให้เรามีความสุข และทำให้เรามีความทุกข์ ขึ้นอยู่กับวิธีคิดทั้งหมด

    วันนี้ผมจะขอนำเสนอเรื่องราววิธีคิดอย่างไรให้รวยให้กับท่านผู้อ่านได้ลองอ่านดูนะครับ

    คิดให้รวยประการที่ 1 : เราสามารถสร้างสรรค์ชีวิตของเราได้

    หลายๆ คนมีความคิดที่เชื่อว่า ชีวิตของฉันปล่อยไปตามยถากรรม ถ้าคุณต้องการชีวิตที่มั่งคั่งร่ำรวย คุณจะต้องคิดอยากรวยก่อนเป็นประการแรก โดยที่คุณเหมือนเป็นคนขับเรืออยู่กลางทะเล โดยควบคุมทิศทางเรือของคุณเอง คุณสามารถคิดสร้างสรรค์ชีวิตของคุณได้ เป็นข้อหนึ่งของวิธีคิดอย่างไรให้รวย

    ต่อไปนี้เป็นแบบฝึกหัดที่ผมอยากให้คุณทำต้องทำ ผมคิดว่าแบบฝึกหัดนี้จะสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณได้อย่างแน่นอน เป็นการคิดให้รวย อยากให้คุณลองลงมือปฏิบัติดูครับ

    – หยุดคิดถึงความยากจนอีกต่อไป มันอาจจะทำยาก แต่ถ้าคุณอยากรวยคุณต้องพยายามคิดแต่ความร่ำรวยในอนาคตของเรา
    – หยุดคิดในทำนองว่า เราจะมีเงินได้อย่างไร เรามีความรู้น้อย เราการศึกษาต่ำ
    – ฝึกคิดแง่บวก คิดดีในด้านสร้างสรรค์ พัฒนาในด้านที่เป็นไปได้ คือ ไม่ว่าคุณทำอาชีพอะไร ต้องคิดว่า คุณต้องทำได้ คุณต้องได้เงิน และรวยได้ คุณต้องประสบความสำเร็จได้

    คิดให้รวยประการที่ 2 : คิดอย่างมีเป้าหมาย ว่าเราต้องการอะไร

    คุณต้องรู้สิ่งที่คุณต้องการก่อน แล้วจึงคิดที่จะทำให้ได้สิ่งนั้นมา โดยกำหนดเป้าหมายที่จะให้ได้สิ่งนั้นเมื่อไรในอนาคต และต้องการจะได้มากน้อยแค่ไหน ตั้งใจอย่างมุ่งมั่นที่จะได้สิ่งนั้นมาภายในเวลาที่กำหนด เมื่อคุณต้องการสิ่งนั้น โดยมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะก้าวไปสู่การมีเงินมีทอง มีฐานะดี มีความเป็นอยู่ดี เป้าหมายของคุณก็คือ ต้องการมีเงิน มีฐานะ และความเป็นอยู่ดี โดยคิดมุ่งหวังอยู่เช่นนี้ตลอดเวลา เป็นการคิดให้รวยซึ่งถ้าเราอยากรวยจริงๆ เราต้องทำได้

    คิดให้รวยประการที่ 3 : ต้องรวยให้ได้ในชีวิตนี้

    หลายๆ คนไม่เคยตั้งจุดมุ่งหมายว่าจะต้องรวยให้ได้ในชีวิตนี้ คนเราส่วนมากคิดดีอย่างมีเหตุผลว่าทำไมจึงอยากรวย เพราะความร่ำรวยมีเงินมีทองนั้นหมายถึง การที่จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นในหลายๆ ด้าน แต่จริงๆ แล้วก็ไม่เสมอไป เพราะถ้าหากมีเงินร่ำรวย แต่มาจนด้านสุขภาพจิตและร่างกายเสียแล้ว เป้าหมายที่จะมีเงินร่ำรวยอย่างต่อเนื่องก็ต้องหยุดชะงักลงทันที ดังนั้น เป้าหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ขาดเสียมิได้ก็คือ ต้องมีสุขภาพดี อยู่เสมอด้วยเช่นกัน

    สิ่งที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ คนส่วนมากไม่ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ เป็นเพราะว่าพวกเขาไม่รู้แน่ชัดว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ นั้นเป็นอะไร เป็นสิ่งใด ส่วนคนรวยนั้น จะรู้สิ่งที่เขาต้องการอย่างชัดเจน แล้วก็คิดมุ่งมั่นอยู่กับสิ่งที่เขาต้องการโดยไม่มีวันหยุด เขาจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้สิ่งที่เขาปรารถนาให้จงได้ แต่ไม่ได้ทำผิดกฏหมายและศีลธรรม

    ความคิดให้รวยนั้น ไม่เหมือนกับความคิดไปเดินเล่นชิลล์ๆ พักผ่อนหย่อนใจ คือเราต้องคอยกำหนดจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ต้องการอันเป็นเป้าหมายอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่อง ด้วยความพากเพียรพยายามอย่างไม่หยุด คุณต้องมีความเชื่ออยู่ในจิตใจว่าคุณต้องทำได้ แต่ถ้าไม่มีความตั้งใจมุ่งมั่นแน่วแน่วแล้ว การที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่คุณปรารถนนั้นก็เป็นไปได้ค่อนข้างน้อย ฉะนั้นต้องให้รวย คิดให้ออกมาอย่างชัดเจนเลยว่า เราจะต้องรวยให้ได้ในชีวิตนี้

    คิดให้รวยประการที่ 4 : เชื่อในพลังความคิดของตนเอง

    หลายๆ ท่านในช่วงชีวิตที่ผ่านมาอาจจะเคยคิดเล็ก คิดได้ก็ดี ไม่ได้ช่างมัน คิดไปเรื่อยๆ แต่ความลับของความร่ำรวยแท้จริงแล้วอยู่ที่ พลังอำนาจของความคิด ขึ้นอยู่กับผู้คิด คิดอย่างไรมักได้อย่างนั้น บุคคลที่รู้จักใช้ความคิดหรือรู้จักคิด ย่อมใช้พลังอำนาจของความคิดเป็นพลังงานดึงดูดสิ่งที่ต้องการเข้ามาสู่ตนได้

    พลังความคิดที่จะเกิดผลได้ เราจะต้องมีความเชื่อในความคิดของเราด้วย ถ้าเราเองยังไม่เชื่อในความคิดของเรา ก็ป่วยการที่จะให้คนอื่นมาเชื่อในความคิดของเราด้วย เราต้องเชื่อในตัวเรา เชื่อว่าเราทำสำเร็จ ทำสิ่งเล็กๆ ให้สำเร็จก่อน แล้วสิ่งๆ ใหญ่เราจะมีความมั่นใจว่าเราทำได้

    คิดให้รวยประการที่ 5 : ไม่คิดถึงแต่ปัญหา แต่ให้คิดก้าวไปข้างหน้า

    คนที่ยังไม่รวยสาเหตุหนึ่งคือคอยคิดถึงแต่ปัญหา หากมีปัญหาก็ยอมแพ้ หยุดสู้ชีวิตกันต่อไป การที่จะร่ำรวยได้นั้น อาจจะไม่ง่ายนัก ไม่เหมือนกับการใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แต่หากเป็นการเดินทางที่ต้องพบกับอุปสรรคมากมาย ดังที่นักประพันธ์บางคนกล่าวว่า ชีวิตเรานั้นใช่ว่าจะเดินอยู่บนกลีบกุหลาบ หากต้องเดินอยู่บนถนนที่ขรุขระหรือมีขวากหนามบ้าง ชีวิตจึงจะมีรสชาติ เป็นคำกล่าวที่จริงทีเดียว คนที่จะมีเงินมีทองได้ต้องทำงานหนัก คนที่จะมีชื่อเสียงได้ต้องทำงานหนักเช่นกัน ไม่ใช่อยู่เฉยๆ แล้วจะได้เงินได้ทองมากองอยู่ตรงหน้า ผู้ที่ประสบความสำเร็จทุกคน ล้วนแล้วแต่เป็นนักผจญภัยชีวิตที่ยอดเยี่ยม ฟันฝ่าอุปสรรคนานาชนิดมามากมาย กว่าจะมาถึงจุดนี้คือจุดที่มั่งมีเงินทอง มีชื่อเสียง

    คนที่ไม่ประสบความสำเร็จเห็นอุปสรรคความยากลำบากเข้าหน่อยก็เกิดความท้อใจ พยายามหาทางหลีกเลี่ยงความยากลำบากอยู่เสมอ ไม่เคยคิดกล้าที่จะฟันฝ่าอุปสรรคความยากลำบากนั้นเลย ชอบความเป็นอยู่ที่ง่ายๆ สะดวกสบาย บุคคลประเภทนี้ยากที่จะร่ำรวย และยากที่จะประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงได้

    คนรวยไม่มีความย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น เห็นอุปสรรคเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาให้มีพลังจิตที่กล้าแข้งอดทน และก่อให้เกิดประสบการณ์ ก่อให้เกิดปัญญาที่ช่วยให้รู้วิธีแก้ไขต่อไป ไม่ว่าอุปสรรคชนิดใดเข้ามา ก็จะเอาประสบการณ์ และปัญญาในอดีตมาฟันฝ่าแก้ปัญหานั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้

    คิดให้รวยประการที่ 6 : พยายามมองหาโอกาสอยู่เสมอ

    คนที่ยังไม่รวยจะพยายามจ้องมองหาปัญหาอยู่เสมอ ซึ่งในทางกลับกันคนรวยเป็นคนที่แสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนอยู่เสมอ เป็นการเตรียมตัวรอโอกาสที่จะมาถึง เปรียบดังชาวประมงที่เตรียมใบเรือให้พร้อมอยู่เสมอพอลมมาก็แล่นเรือออกผจญภัยสู่ทะเลได้ทันที การเตรียมความรู้ความสามารถให้พร้อมอยู่เสมอ เป็นการดีเมื่อโอกาสมาถึงก็สามารถตอบรับโอกาสนั้นได้ทันที

    คนที่ยังไม่รวยมักเป็นคนที่ชอบความสะดวกง่ายๆ สบายๆ ไม่คิดดิ้นรนเพิ่มเติมในชีวิต ไม่แสวงหาความรู้เพิ่มเติม ไม่เคยคิดถึงโอกาสที่จะเข้ามา และคิดว่าชีวิตนี้ของตนเอง คงไม่มีโอกาสที่จะมีงานที่ดีกว่านี้ คิดว่าไม่มีทางที่จะมีเงินร่ำรวยอีกแล้ว จึงปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามมีตามเกิดหรือตามยถากรรม ในโลกทางการเงิน ความกล้าเสี่ยงบางครั้งก็ทำให้ได้รับรางวัลของความกล้าเสียงได้อย่างคุ้มค่า รางวัลที่สูงค่า ย่อมต้องกล้าสู้ความเสี่ยงที่สูงด้วยเช่นกัน คนรวยมักเป็นผู้ที่กล้าเสียงเสมอ

    คนรวยมักมีความคาดหวังต่อความสำเร็จ เขามีความมั่นใจต่อความสามารถของเขา มีความมั่นใจต่อความคิดสร้างสรรค์ตลอด และมีความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เขาทำต้องประสบความสำเร็จ สมดังคำว่าคิดให้รวย แล้วมันจะรวยได้เอง

    คนที่ยังไม่รวยมีความคาดหวังต่อความล้มเหลว เพราะเขาขาดความมั่นใจในตนเอง ขาดความเชื่อมั่นในความสามารถของเขา และคิดว่าสิ่งที่เขาทำคงเป็นไปไม่ได้ที่จะประสบความสำเร็จ เขาเชื่อว่าถ้าเขาทำไปจะต้องไม่ประสบความสำเร็จแน่นอน

    สรุป

    วิธีคิดอย่างไรให้รวยนั้น ก็คือการปรับความคิดของตนเองให้เป็นไปในทางบวก โดยให้มีความคิดลบอยู่น้อยที่สุด เพื่อเป็นแรงผลักดันให้กับชีวิตตนเอง เพราะคนคิดลบย่อมไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะทำให้สิ่งที่ตนทำประสบความสำเร็จได้ ถ้าเราอยากรวยเราต้องปรับทัศคติในการเดินไปข้างหน้า อุปสรรคเป็นเหมือนยาชูกำลัง อย่าเห็นอุปสรรคเป็นเหมือนกำแพง ชีวิตที่ไร้อุปสรรคผมว่ามันจืดชืดนะครับ

    อย่างไรก็ตามการก้าวไปหาความรวย ก็อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ และความเครียด หรือความคิดลบก็เกิดให้เกิดผลกระทบในร่างกายได้นะครับ ฉะนั้นผลของการคิดลบ นั้นก็เป็นลบสมชื่อจริงๆ ครับ สำหรับวันนี้คุณผู้อ่านก็ได้พอทราบ วิธีคิดอย่างไรให้รวยกันไปแล้วนะครับ ว่าต้องคิดบวกเป็นพื้นฐาน ก็ลองนำไปปฏิบัติกันดูนะครับ ขอให้คิดให้รวย มีเงินมีทองกันทุกท่านครับ

  • วงจรรายจ่ายหรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

    บทความนี้ก็ว่าด้วยเรื่องวงจรรายจ่ายหรือวงจรค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้าพูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่ใช่ว่าเราจะมัวแต่มานั่งคิดย้อนหลังว่า เดือนที่ผ่านมาเราใช้อะไรไปบ้าง แล้วก็ได้แต่มานั่งกลุ้มใจ แต่เรื่องเงินทองนี้ เราควรที่จะคิดวางแผนเอาไว้เลยว่า เราจะใช้อะไร เท่าไหร่ อย่างไร ที่เราจำเป็นจะต้องใช้ จะต้องชื้อ และไม่ซื้อไม่ได้ และอะไรที่เราสามารถจะประหยัดได้ การวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้า หรือวางแผนวงจรค่าใช้จ่าย จะช่วยให้เราสามารถคุมค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น เพราะจะทำให้เราชั่งใจก่อนจะซื้อของที่ไม่จ่าเป็น หรือว่าฟุ่มเฟือย

    การคำนวณรายจ่ายล่วงหน้า เราควรที่จะแบ่งรายจ่ายออกเป็น 3 ประเภท เพื่อง่ายต่อการคำนวณ ได้แก่

    1.รายจ่ายประจำ อันได้แก่ รายจ่ายที่สามารถบอกได้แน่นอน ว่าในเดือนๆ หนึ่งจะต้องจ่ายเท่าไหร่ อย่างเช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าประกัน ค่าเทอมลูก หรือว่าดอกเบี้ยเงินกู้ต่างๆ ซึ่งเงินเหล่านี้ เป็นค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องจ่ายเป็นประจำทุกๆ เดือน

    2.รายจ่ายแปรผัน รายจ่ายแปรผันเป็นรายจ่ายที่เราจะต้องจ่ายทุกเดือน เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถที่จะควบคุมได้แน่นอนว่า ในแต่ละเดือนเราจะต้องเสียค่าใช้จ่ายตรงนี้เดือนละเท่าไหร่กันแน่ อย่าง เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่านํ้ามัน ค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น ซึ่งรายได้เหล่านี้เราไม่สามารถคำนวณให้แน่นอนได้ แต่เราสามารถที่จะพยายามควบคุมค่าใช้จ่าย ไม่ให้บานปลายจนเกินกว่าที่เราจะจ่ายไหวได้

    3.ค่าใช้จ่ายพิเศษ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เป็นค่าใช้จ่ายที่เราสามารถควบคุมได้ หากว่าเราจะทำ เพราะค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกสันทนาการ อย่างดูหนัง ฟังเพลง กินข้าว ของขวัญ ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งในแต่ละเดือนเราก็ควรจะมีงบสำหรับสิ่งบันเทิงเริงรมย์บ้าง เพื่อให้สมองของเราได้ผ่อนคลาย แต่ก็อย่าลืมว่าเรามีงบในส่วนนี้อย่างจำกัด อย่าใช้จนเพลิน ทำให้ต้องมานั่งปวดหัวในภายหลังได้ก็แล้วกัน

    หากว่าเราสามารถที่จะคาดคะเนรายจ่ายของเราได้ล่วงหน้า เราก็จะมีสติในการใช้เงิน และคำนึงถึงงบประมาณในการใช้จ่ายในส่วนต่างๆ มากขึ้น ทำให้เราใช้เงินได้อย่างระมัดระวัง และไม่ต้องมานั่งชักหน้าไม่ถึงหลังทีหลังได้

    อย่าคิดว่าการสรุปรายรับรายจ่าย และเงินคงเหลือจำเป็นสำหรับบริษัทห้างร้านเท่านั้น ชีวิตส่วนตัวของเราก็สามารถที่จะท่าบัญชีรายรับรายจ่าย วงจรค่าใช้จ่ายได้ เพื่อที่เราจะได้ทราบว่าในเดือนๆ หนึ่งนั้น เราใช้เงินไปเท่าไหร่ และมียอดคงเหลือเท่าไหร่ ซึ่งการสรุปนี้ ไม่ใช่เฉพาะทำตอนใช้แล้วเท่านั้น แต่ต้องทำก่อนที่จะใช้ เพราะเราจะได้รู้ ว่าเงินของเรามีเพียงพอกับค่าใช้จ่ายหรือไม่ และหากว่าไม่พอ เราสามารถที่จะตัดงบประมาณส่วนไหนออกไปได้บ้าง เพื่อที่จะไม่ต้อง มานั่งเครียดทีหลังว่าจะทำอย่างไรดื เมื่อเงินใช้ไม่พอในแต่ละเดือน

  • เงินทองของมีค่าต้องใส่ใจในการหาในการเก็บ

    คนที่ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต คือ คนที่รู้ฅุณค่าของเงิน เงินทองเป็นสิ่งที่เราทุกคนต่างต้องดิ้นรนให้ได้มา ด้วยหนึ่งมันสมอง สองมือ และสองเท้า กว่าจะได้เงินมาแสนลำบาก และการจะเก็บมันไว้กับตัวก็แสนยาก เมื่อวิถีของชีวิตไม่ได้มีเพียงแค่การแสวงหาและเก็บไว้ ตราบใดที่ชีวิตยังต้องพึ่งพาปัจจัยเพื่อความอยู่รอด ที่ไม่ใช่จะมีแค่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคอย่างอดีต ปัจจุบนนี้ยังมีเรื่องของการเดินทาง และการติดต่อสือสารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตอีกด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เป็นเหตุลดทอนรายได้ให้กลายเป็นรายจ่ายอันมากมาย จนทำให้คนปกติต้องกลายมาเป็นโรค “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” กันเป็นแถว

    โดยเฉพาะคนที่มีรายได้ประจำแน่นอนอย่างมนุษย์เงินเดือน ซึ่งมีผลตอบแทนตายตัวครอบคลุมชีวิตความเป็นอยู่ ให้อยู่ได้ตลอดเดือนในยุคข้าวของแพงจนต้องรัดเข็มขัดกันให้แน่นหนายิ่งกว่าเวลาขึ้นเครื่องเล่นในสวนสนุกเสียอีก ค่าครองชีพก็วิ่งตามราคาน้ำมัน แต่เงินเดือนกลับไม่ขึ้นตามแต่อย่างใด หรือไม่ก็ต้องแขวนชีวิต รอคอยไปถึงสิ้นปีจึงจะได้ปรับเงินเดือนขึ้นสักที หากโชคไม่ดีเจ้านายมองไม่เห็นผลงานก็ต้องทนก้มหน้าแบกรับผลตอบแทนที่สวนกระแสค่าครองชีพกันต่อไป

    หนทางแห่งความอยู่รอดไม่ได้มีเพียงแค่วันนี้ เมื่อชีวิตยังต้องดำเนินต่อไปบนเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางการเงิน การจะใช้จ่ายอะไรจำเป็นต้องคำนึงถึงพรุ่งนี้ที่รออยู่ด้วยว่าจะเป็นเช่นไร ตัวเราจะกลายเป็นภาระให้แก่ลูกหลานหรือสังคมหรือไม่ในยามแก่เฒ่าจะ กินอยู่หลับนอนที่ไหนจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

    วันนี้ยังมีเรี่ยวแรงทำมาหากินได้อยู่ เงินทองที่หาได้จึงเป็นสิ่งสำคัญในการนำพาชีวิตให้ทิ้งห่างจากการเป็นภาระให้สังคม และคนรอบข้าง การวางรากฐานที่ดีให้อนาคตควรเริ่มจากการเก็บออม และรู้คุณค่าของเงินที่หามาได้ หรืออาจจะพูดเป็นภาษาทางการได้ว่า “การจัดการกับเงินเป็นเรื่องการวางแผนการเงินของตัวเองในปัจจุบันอย่างมีเป้าหมาย เพื่อให้เกิดผลตามที่คาดหวังเอาไว้ในอนาคต” ซึ่งต้องเกี่ยวเนื่องกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงการออมเงิน การลงทุน การกู้ยืม และการป้องกันความเสียงทางการเงิน ซึ่งเทคนิคที่ จะนำพาไปส่ความสำเร็จในการใช้เงิน คือ

    – การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ฉลาดชื้อ ฉลาดใช้ อย่างมีวินัย อย่าใช้เกินตัว
    – การเก็บออม ออมอย่างสมํ่าเสมอ ให้พอใช้ตามสมควรทั้ง ในปัจจุบันและอนาคต
    – การลงทุน สร้างฐานะแบบไม่โลภ ลงทุนแล้วยังกินอิ่มนอนหลับ สุขภาพจิตดี
    – การกู้ยืม เอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อนเท่าที่จำเป็น จัดการกับหนี้ก่อนที่หนี้จะจัดการคุณ
    – การป้องกันความเสียงทางการเงิน มีเงินเหลือก็ควรเผื่อไว้บ้าง

    ถ้าคุณสามารถทำได้ตามขั้นตอนเหล่านี้อยู่ก่อนแล้วก็ต้องขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คุณเข้าใกล้ความสำเร็จในการใช้เงินอย่างมีเป้าหมาย แต่ถ้ายังทำไม่ได้สักข้อ หรือทำได้ดีเพียงบางข้ออย่างการชำนาญในการกู้ยืม หรือทำบัตรเครดิต ผมคงต้องรบกวนให้คุณอ่านในเว็บ Millionaire Academy ต่อ แล้วคุณจะพบว่าการเป็นคนมีเงินได้นั้น ยากนิดเดียว (ไม่ใช่ไม่ยากนะครับ) เพียงแค่เปลี่ยนวิธีคิด หรือวิถีชีวิตในบางแง่มุมเท่านั้น!!

  • วิธีการเปิดร้านขายผัดไทยให้ประสบความสำเร็จ

    การเปิดร้านขายผัดไทย

     

    “ใครๆ ก็ขายผัดไทย” ผัดไทยเป็นอาหารยอดนิยมของประเทศไทยที่ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวประเทศไทย จะต้องมาลิ้มลองชิมรสของผัดไทย เรียกได้ว่าผัดไทยมีขายกันในเกือบทุกร้านอาหารตามสั่ง เนื่องจากรสชาดอร่อยถูกปากคนไทย และราคาก็อยู่ในระดับหาทานได้ในชีวิตประจำวันไม่แพงจนเกินไป ร้านอาหารใดมีผัดไทยผมรับรองว่าถ้าทำอร่อยต้องขายได้อย่างแน่นอน หรือบางเจ้าขายอาหารตามสั่ง แต่มีคนสั่งผัดไทยบ่อย ก็เปลี่ยนร้านกลายเป็นขายผัดไทยไปอย่างเดียวเลยก็มี

    ประวัติผัดไทย

    ผัดไทยได้กลายเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้รณรงค์ให้ประชาชนหันมานิยมรับประทานก๋วยเตี๋ยว เพื่อลดการบริโภคข้าวภายในประเทศ เนื่องจากในช่วงนั้นสภาวะเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ ข้าวมีราคาแพง แต่เพราะกระแสชาตินิยมที่มองว่าก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารจีนจึงได้รังสรรค์ให้ผัดไทยเป็นอาหารไทย ทั้งนี้ผัดไทยในยุคนั้นจะไม่มีหมูเป็นส่วนประกอบ เพราะมองว่าหมูเป็นอาหารของคนจีน และเรียกเปลี่ยนชื่อก๋วยเตี๋ยวผัด เป็นก๋วยเตี๋ยวผัดไทยตามชื่อใหม่ของประเทศ ปัจจุบันเรียกกันโดยย่อเหลือเพียงแค่ผัดไทย ปัจจุบันผัดไทยได้กลายเป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติไทย

    ลักษณะของผัดไทย

    ผัดไทยโดยทั่วไปจะนำเส้นเล็กมาผัดด้วยไฟแรงกับไข่ ใบกุยช่ายสับ ถั่วงอก หัวไชโป๊สับ เต้าหู้เหลือง ถั่วลิสงคั่ว และกุ้งแห้ง ปรุงรสด้วยพริก น้ำปลา และน้ำตาล เสิร์ฟพร้อมกับมะนาว ใบกุยช่าย ถั่วงอกสด และหัวปลีเป็นเครื่องเคียง ร้านผัดไทยบางแห่งจะใส่เนื้อหมูลงไปด้วย บางที่อาจจะใช้เส้นจันท์ซึ่งเหนียวกว่าเส้นเล็ก เรียกว่าผัดไทยเส้นจันท์ หรือใช้วุ้นเส้น เรียกว่าวุ้นเส้นผัดไทย รวมทั้งผัดหมี่โคราชที่มีลักษณะคล้ายผัดไทย กินกับส้มตำ นอกจากนี้ยังมีผัดไทยประยุกต์ โดยนำส่วนผสมทุกอย่างผัดให้เข้ากัน แล้วนำไข่เจียวมาห่อผัดไทยทีหลัง เรียกว่าผัดไทยห่อไข่ หรือบางที่อาจจะใส่กุ้งสดแทนกุ้งแห้ง เรียกว่า ผัดไทยกุ้งสด ร้านขายผัดไทยมักจะขายหอยทอดหรือขนมผักกาดควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากเครื่องปรุงที่ใช้มีหลายอย่างใช้ร่วมกัน

    ความแตกต่างของผัดไทยในแต่ละพื้นที่

    ผัดไทยในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันบ้าง เช่น

    – ผัดไทยประตูผี แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร ใส่กุ้งสดตัวโต ใช้เส้นจันท์ และห่อไข่
    – ผัดไทยที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ปรุงรสด้วยน้ำตาลโตนด
    – ผัดไทยแถบเยาวราช ใส่กุ้งต้มที่ออกรสเค็ม ขายในกระทงใบตอง
    – ผัดไทยที่วัดท้องคุ้ง จังหวัดอ่างทอง รสหวานนำ กินคู่กับมะม่วงหรือมะเฟืองเปรี้ยว
    – ผัดไทยที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ใส่ถั่วเหลืองต้มและหมูสามชั้น
    – ผัดไทยที่อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ใส่ถั่วฝักยาวและหมูแดง
    – ผัดไทยในจังหวัดชุมพร ใส่น้ำพริกแกงส้ม ผัดกับกะทิ ใส่ปูม้า
    – ผัดไทยทางภาคตะวันออก เช่น จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี ใส่น้ำโล้ซึ่งเป็นน้ำพริกที่ปรุงจากพริกแห้ง หอม กระเทียม เคี่ยวกับน้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะขามเปียก

    วิธีทำผัดไทยให้อร่อย

    วิธีที่ 1

    ต้องปรุงน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ เกลือนิดหน่อย เคี่ยวน้ำทิ้งไว้นำ เต้าหู้เหลืองหั่นเป็นแผ่นเล็กๆ หัวไชโป้ว หั่นฝอยกุ้งแห้งแบบบางๆ ใบกุ่ยฉ่าย ถั่วลิสง พริกป่น ผัดรวมกันให้หอมก่อน แล้วพักไว้

    ควรใช้เส้นจันทร์ มีความเหนียวนุ่ม ใส่กะทะ ตักน้ำที่เคี่ยวไว้ลงไปผัด พอเส้นนุ่มใส่เครื่องที่เราผัดไว้ ใส่ไข่เป็ด ปรุงรสอีกครั้งด้วยน้ำตาลทราย น้ำปลา ใส่ถั่วงอก ตักเสริฟกับหัวปลี มะนาวฝาน ต้นกุยช่าย ถั่วงอกดิบ

    เคล็ดลับอยู่ที่เส้นจันทร์ พริกป่น ถั่วลิสงบดหยาบ ต้องใหม่ จะมีความหอม เส้นนุ่มเหนียว เปรี้ยว หวาน เค็มได้ที่ หรือแก้เลี่ยนได้ด้วยผักต่างๆ

    ซอสผัดไทย นอกจากมะขามเปียก น้ำตาล และน้ำปลาแล้ว บางท่านจะผสมน้ำส้มสายชูด้วย เพื่อไม่ให้ซอสออกหวานมากไป คือความเปรี้ยวของมะขามเปียกจะออกเปรี้ยวหวานๆ นิดๆ บางเคล็ดลับ เขาผสมน้ำสับปะรด ในซอสผัดไทย

    วิธีที่ 2

    ผัดไทยอร่อยๆ หากินยากจริงๆครับ ผมแนะนำว่าควรจะเคี่ยวน้ำปรุงรสไว้ ส่วนผสมก็แล้วแต่จะนิยม ส่วนตัวมักจะใช้ น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำมะขาม เคี่ยวรวมกันให้ข้นๆ ใช้ปรุงรส หรือถ้าเป็นในโรงแรม นิยมให้ผัดไทย มีสีออกแดงๆ ก็จะผสมซอสมะเขือเทศลงไปด้วย (แต่ส่วนหลายท่านอาจจะไม่ชอบ)

    วัตถุดิบอื่นๆ ก็ต้องสดใหม่ ใช้ของมีคุณภาพ โดยเฉพาะ ถั่วลิสงป่น พริกป่น และกุ้งแห้ง ถั่วและพริกเน้นว่า ควรจะคั่วและบดเอง เพราะจะทำให้มีกลิ่นหอม เวลาผัดอย่าใส่น้ำมันมากเกินจะเลี่ยนไม่อร่อย และก็ไม่ควรให้แฉะเกินไป

    สูตรนี้จะใส่หอมแดงซอย หรือสับ ลงไปผัดกับน้ำมันก่อนให้หอมแล้วจึงใส่เครื่องอื่นๆ ตามลงไป อันนี้ความเห็นส่วนตัว ผัดไทยที่ผัดบนเตาถ่าน จะให้กลิ่นและรสที่อร่อยกว่าผัดบนเตาแก๊ส อีกอย่างถ้าใช้ใบตองห่อ หรือรองก้นจาน หรือกล่อง จะช่วยให้มีกลิ่นหอมมากขึ้น

    สุดท้าย ก่อนจะออกไปขาย ต้องฝึกผัดให้รสชาติอร่อยคงที่ก่อน เพราะถ้าลูกค้ามาซื้อแล้วไม่อร่อย จะไม่กลับมาซื้ออีกเลย แม้ว่าเราจะทำอร่อยขึ้นแล้วก็ตาม

    การบริการ

    ไม่ว่าคุณทำออกมารสไหน ให้บริการแบบไหนก็ตาม ขอให้คงเส้นคงวา ยืนหยัดให้ได้สักระยะ ก็จะมีลูกค้ากลุ่มที่พึงพอใจคุณภาพแบบของคุณไปทานกันเองครับ คุณทำผัดไทยออกหวาน คนชอบหวานก็จะไปทาน คนไม่ชอบก็จะไม่ไปอีก คุณชอบผัดเปียกๆ คนชอบแห้งๆ ก็จะไม่มาทานอีก แต่คนชอบเปียกๆ ก็มีอีกเยอะ

    คุณจะทำเร็วทำช้า เสิร์ฟเร็วเสิร์ฟช้า ลูกค้าจะชั่งใจเองว่าคุ้มค่ากับการนั่งรอทานผัดไทยของคุณรึป่าว แต่ขอให้คงเส้นคงวา ไม่ใช่เมื่อวานรอ 5 นาที วันนี้ติดใจมากินอีกรอไปครึ่งค่อนชั่วโมง

    คุณต้องกำหนดมาตรฐานการผลิตให้ดีว่าร้านคุณจะรองรับลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน ระยะเวลาในการเสิร์ฟแต่ละออร์เดอร์กี่นาที ลองคิดดูว่าถ้าเกิดมีคนมากินผัดไทยคุณวันละ 100 จาน คุณจะทำยังไงให้ผัดไทยของคุณได้คุณภาพและปริมาณเท่าๆ กัน ทุกจาน ทุกวัน แล้วถ้าเกิดพ่อครัวหรือแม่ครัวลาออก คุณจะหาใครมาทำต่อ หรือในระหว่างนี้คุณทำเองได้มั้ย

    ทำอาหารขายให้ประสบความสำเร็จ ขายดีมีกำไร ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาดว่าอร่อยแบบไหน อร่อยยังไง เรื่องที่ต้องวางแผนให้มากๆ คือกระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพ ทั้งด้านคุณภาพอาหารและคุณภาพการบริการ นี่เป็นเหตุผลที่หลายคนสงสัยว่าบางร้านอยู่ได้ยังไงทั้งที่รสชาดยังงั้น และบางร้านฝีมือดีใครชิมใครชอบ แต่ทำไมถึงเจ๊งไม่เป็นท่า

    ก็ลองดูนะครับ อาหารอร่อย ทำเลเยี่ยม บริการดี ไปรุ่งแน่นอนครับ

error: Content is protected !!