Author: admin

  • ข้อดีที่สุดของการเป็นธุรกิจเจ้าของคนเดียว อย่างที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

    ตั้งแต่เรานั้นมีอินเทอร์เน็ตใช้กันตลอดมานี้ โฉมหน้าของวงการธุรกิจในบ้านของเรานั้นก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะใครที่ทำธุรกิจแบบเจ้าของคนเดียว ในยุคสมัยนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ง่าย และสามารถทำรายได้ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นหากคุณคือหนึ่งในคนที่ต้องการ หรือปรารถนาในการเป็นธุรกิจเจ้าของคนเดียว บทความนี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อคุณอย่างแน่นอน มาดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง

    ธุรกิจเจ้าของคนเดียวคืออะไร

    คำถามแรกเลยคือ ธุรกิจเจ้าของคนเดียว คือธุรกิจแบบใด หากว่ากันแบบภาษาชาวบ้าน หรืออย่างง่ายๆ แล้ว ธุรกิจนี้คือธุรกิจอะไรก็ได้ที่ใช้คนเพียงแค่หนึ่งคน หรือเพียงคนเดียวเท่านั้นก็สามารถก่อตั้งธุรกิจขึ้นมาได้แล้ว ถือเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะหลายๆงาน ถือเป็นแบบเจ้าของคนเดียวกันทั้งสิ้น อีกทั้งธุรกิจเจ้าของคนเดียวแบบใหม่ในปัจจุบัน ยังสามารถทำรายได้ได้อย่างมหาศาลมากเสียด้วย

    ตัวอย่างของธุรกิจเจ้าของคนเดียว

    ด้านล่างต่อไปนี้ ผู้เขียนได้ลองรวบรวม ธุรกิจเจ้าของคนเดียว แบบใหม่ ที่นิยมทำกันมากในปัจจุบัน และไม่แน่ว่าถ้าคุณได้อ่านบทความนี้จบแล้ว ตัวคุณอาจเป็นหนึ่งในผู้เลือกธุรกิจเจ้าของคนเดียวเหล่านี้ขึ้นมาทำด้วยตนเองก็เป็นได้ครับ

    1.ธุรกิจขายสินค้าอาหาร

    เดี๋ยวนี้การทำอาหารขายนั้น ถ้าเป็นแบบสำเร็จรูป เช่นซูชิ หรืออื่นๆ แบบนี้สามารถที่จะทำขายได้อย่างไม่ยากนัก และใช้คนเพียงแค่หนึ่ง หรือสองคนก็สามารถดำเนินธุรกิจได้อีกทั้งยังมีรายได้ที่ดีอย่างน่าตกใจอีกด้วย

    2.ธุรกิจรับเขียนบทความ

    งานเขียนบทความดูเหมือนจะเป็นงานที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน และดูเหมือนว่าใครหลายๆคนนั้นต่างต้องการที่จะกระโดดเข้ามาในงานเขียนบทความ เพราะการเริ่มต้นที่ง่าย อีกทั้งยังสามารถทำเงินได้อย่างรวดเร็ว จึงถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจเจ้าของคนเดียว ที่น่าจับตามอง

    3.ธุรกิจแคชชิ่งเกมส์

    ชื่ออาจจะฟังดูแล้วแปลกใหม่และอาจสร้างความสับสนให้สำหรับมือใหม่ว่า นี่คือธุรกิจอะไร และมีความสำคัญอย่างไร ซึ่งผู้เขียนขออธิบายว่านี่คือธุรกิจของการเล่นเกมส์โชว์นั่นเอง ไม่มีอะไรที่มีความซับซ้อน เป็นเรื่องของการเล่นเกมส์ และนำมาโชว์เพียงเท่านั้น ซึ่งผมบอกเลยครับว่าอย่าได้ดูเบา เพราะคนไทยสามารถหารายได้จากธุรกิจนี้ได้รับล้านบาทต่อเดือนเลยนะครับ

    นอกเหนือจากตัวอย่างที่ผู้เขียนนั้นหยิบยกขึ้นมาให้พิจารณานี้ ยังมีธุรกิจเจ้าของคนเดียว อีกมากมาย ซึ่งถ้าหากคุณนั้นสนใจหรือว่ามีความอยากรู้ว่าธุรกิจในกลุ่มดังกล่าวนี้มีธุรกิจอะไรบ้าง และเราสามารถลงมือทำในธุรกิจใดได้ ก็ลองศึกษาจากเว็บไซต์อย่าง fiverr.com ดูเพื่อเป็นแนวทางประกอบดูก็ได้นะครับ

    ขั้นตอนการเริ่มต้นทำธุรกิจเจ้าของคนเดียว

    หลายๆคนอาจจะเกิดแรงบันดาลใจว่า ธุรกิจเจ้าของคนเดียว ก็สามารถสร้างเม็ดเงินจำนวนมหาศาลได้เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเราจะเริ่มต้นในการทำธุรกิจเหล่านี้ได้อย่างไร คำตอบของคำถามนี้ง่ายมากๆครับ และมันคือสิ่งเหล่านี้ หากคุณต้องการเริ่มต้นในธุรกิจนี้อย่างแท้จริงแล้ว จงสำรวจตนเองในด้านต่อไปนี้

    1.ความคิด หรือความเก่งในตนเองเรื่องใด

    สิ่งแรกที่คุณนั้นจะต้องเริ่มต้นในการตรวจสอบก่อนเลยคือ การตรวจสอบว่าตัวเรานั้นมีความเก่งหรือมีความชำนาญในเรื่องใดด้านใดเป็นพิเศษ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นเสมือน จุดเริ่มต้นในการสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน ทำให้คุณนั้นสามารถที่จะต่อยอดกลายมาเป็นความสำเร็จอย่างแท้จริงในการทำงานธุรกิจเจ้าของคนเดียวได้

    2.ทุนเริ่มต้น

    แม้ว่าจะเป็นธุรกิจเจ้าของคนเดียว แต่สิ่งสำคัญคือคุณต้องมีทุนไว้บ้าง บางทีมันอาจใช้เงินเพียงแค่ไม่กี่หมื่นบาท แต่นั่นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันทำให้หลายๆคนนั้นรู้จัก และทำให้สามารถเริ่มต้นในการสร้างสรรค์ธุรกิจของคุณได้ง่ายขึ้น อีกทั้งหากเกิดกรณีลูกค้าลดลง หรือว่าสายป่านขาด คุณสามารถใช้ทุนสำรองที่มีในการเติมเต็มโอกาสการทำงานของคุณเพิ่มขึ้นได้อีก

    3.การสร้าง Portfolio

    จงเน้นเรื่องของการสร้าง Portfolio เป็นสำคัญ เพราะว่าการสร้าง Portfolio นั้น ถือเป็นเสมือนประตูสู่ความสำเร็จ ถือเป็นแนวทางอย่างง่ายๆสำหรับใครหลายๆคนที่ต้องใช้เพื่อเป็นฐานในการทำให้ลูกค้านั้นมองเห็นสินค้าหรือบริการ หรือผลิตภัณฑ์ของเราด้วย

    4.แนวทางในการมัดใจลูกค้าของคุณ

    สุดท้ายคือ กลยุทธ์ที่จะเติมเต็มความมั่นใจ ให้กับลูกค้าของเรานั้นคืออะไร จำไว้เลยว่าหากเราเตรียมการมาดี และมีแนวทางในการมัดใจของลูกค้าไว้ให้อยู่กับเราแล้ว โอกาสที่ธุรกิจของเราจะไม่ทำเงินหรือว่าทำเงินได้น้อยนั้นอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยนะครับ

    5.จงขยายฐาน

    สุดท้ายแล้ว หัวใจที่สำคัญที่สุดคือ การขยายฐานของลูกค้าของคุณให้เติบโตมากขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งยิ่งขยายฐานออกไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจเจ้าของคนเดียวเติบโตไปได้อย่างรวดเร็ว

    ดังนั้นหากคุณกำลังมองหาหนทางในการทำธุรกิจแล้ว บางทีความสำเร็จแบบปัจเจกชน หรือความสำเร็จในรูปแบบของเจ้าของกิจการคนเดียวก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง หรือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการพิจารณาของคุณได้ครับ ลองเริ่มต้นดูนะครับ แล้วจะรู้ว่าธุรกิจเจ้าของคนเดียว ก็สามารถสร้างความสำเร็จได้เช่นกัน

  • แนะนำการทำอาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์

    อาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์
     

    อาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกอาชีพที่มีผู้เลือกทำเป็นทั้งอาชีพหลัก และอาชีพเสริม เพราะรายได้จากการชายอสังหาริมทรัพย์นั้น ค่อนข้างสูง ถ้าหากอสังหาริมทรัพย์ที่ขายนั้นมีราคาสูง ผู้ที่เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ก็จะได้ส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์สูงตามไปด้วย และนี่เป็นสิ่งจูงใจที่หลายๆ คนคิดจะทำอาชีพนี้ และหากอยากทำจะเริ่มจากตรงไหน ซึ่งคงตอบได้ยากเพราะต้องแล้วแต่ว่าคุณมีความสามารถในการเจรจา หรือการติดต่อกับผู้คนมากแค่ไหน หรือสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการซื้ออย่างจริงจังได้แค่ไหน

    การเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะในปัจจุบันมีหลายแบบ เช่น เป็นนายหน้าประจำกับบริษัทที่ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือนายหน้าอิสระ และมีทั้งที่มีใบอนุญาต และไม่มีใบอนุญาตในการเป็นนายหน้า อีกทั้งนายหน้าบางคนก็ผ่านการอบรม มีความรู้ในสาขาอาชีพ หรือบางคนแค่สมัครเล่น

    ดังนั้นหากคุณอยากทำอาชีพนี้ควรศึกษาข้อมูล และสำรวจตัวเองว่าพร้อมหรือไม่ เพราะการที่จะขายที่สักแปลง หรือบ้านสักหลังไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย คือ หากคุณเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จะขาย คุณอาจแค่ลงประกาศขายเอง คือ ติดป้ายประกาศไว้ , บอกกล่าวคนรู้จัก , หรือ ประกาศตามเว็บไซต์ที่ลงประกาศฟรี หรือใช้บริการจากบริษัทซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และนี่ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนแรกในการขายอสังหาริมทรัพย์ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ระยะเวลาที่จะขายได้นั้นไม่ใช่แค่ข้ามคืน บางครั้งอาจใช้เวลากันนานนับปีก็มี

    ทีนี้เราอยากให้คุณเช้าใจถึงขั้นตอนการติดต่อกับบริษัทซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ในกรณีที่คุณเป็นผู้ขาย อันดับแรก คือ คุณต้องเลือกบริษัทที่จะให้มาเป็นตัวแทนขายให้คุณก่อน ซึ่งมีอยู่มากมาย คุณสามารถหาได้จากตามเวปไซค์ หรืออาจหาจากป้ายประกาศที่เกี่ยวกับการขายอสังหาริมทรัพย์ ที่เราเห็นโดยทั่วๆ ไป หรือหาจากหนังสือที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และเมื่อเลือกได้แล้ว เราก็ต้องติดต่อเพื่อนัดคุยในรายละเอียดต่างๆ เพราะบริษัทซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นจะมีการตกลงทำสัญญาในการเป็นตัวแทนขายให้ ซึ่งรายละเอียดแต่ละบริษัทก็จะคล้ายๆ กัน

    ซึ่งในขั้นตอนการเจรจานั้นคุณจะยังไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ทางบริษัทนายหน้าจะพิจารณาว่าอสังหาริมทรัพย์ของคุณนั้นมีโอกาสกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะขายได้และทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหน เพราะต้องพิจารณาจากปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน เช่น ทำเลของอสังหาริมทรัพย์ สภาพอสังหาริมทรัพย์ หรือ ระยะเวลาการใช้งาน (เช่น บ้าน คอนโด) ขนาดพื้นที่ ราคาที่คุณต้องการขาย เพราะทางบริษัทนายหน้า จะทำการประกาศขายตามสื่อต่างๆ และติดป้ายประกาศ ซึ่งทางผู้ขายต้องแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนขาย โดยมีการกำหนดระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งการประกาศตามสื่อต่างๆ นั้น ทางบริษัทอสังหาริมทรัพย์จะเป็นผู้จัดให้ทั้งหมด หากมองแล้วว่ามีโอกาสทำกำไรได้

    ซึ่งหากคุณไม่ต้องการที่จะแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ใคร คุณต้องทำการประกาศขายตามสื่อต่างๆ เอง และอาจมีค่าใช้จ่าย เช่น ลงตามนิตยสารต่างๆ ซึ่งค่าโฆษณาขึ้นอยู่กับหน้าที่ลงประกาศ หรืออาจลงตามเว็บประกาศขายฟรีต่างๆ ซึ่งมีผู้เข้าไปค้นหาหรือเข้าชมเป็นจำนวนพอสมควร และอาจมีติดต่อกลับมา แต่คุณก็ต้องเข้าใจก่อนว่า การขายอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นอะไรที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน นอกจากอสังหาริมทรัพย์ของคุณน่าสนใจจริงๆ และตรงตามความต้องการของผู้ที่กำลังอยากได้หรือค้นหาอยู่พอดี ซึ่งก็เป็นไปได้ยาก

    ดังนั้นการขายอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องวางแผนให้ดีว่าความต้องการคุณเป็นแบบไหน เช่น ตั้งเป้าและระยะเวลาในการขาย เพื่อให้ได้ราคาตามต้องการ หรืออาจต้องรีบที่จะใช้เงินก้อนใหญ่ หรือขายไม่รีบร้อนตั้งราคาไว้และต้องการขายตามราคาที่ต้องการ ไม่กำหนดระยะเวลาในการขาย ซึ่งเราคงอาจบอกไม่ได้ว่าวิธีไหนจะดีที่สุด เพราะสิ่งที่จะตอบคุณได้นั้นมีหลายเหตุปัจจัยมาเกี่ยวข้อง เพราะในปัจจุบันที่มีการแบ่งผังเมืองตามสีต่างๆ ในการใช้สอยประโยชน์ที่ดิน และยังมีข้อกฎหมายก่อสร้างต่างๆ ที่เป็นตัวกำหนดอีกหลายอย่าง หากอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นที่ดินเปล่า แต่หากเป็นประเภทบ้าน หรือคอนโด ก็จะขึ้นอยู่กับทำเล และความสะดวกสบายต่างๆ เช่น ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ทั้งในโครงการและบริเวณใกล้เคียง การเดินทาง และสภาพการจราจร และความปลอดภัยในการอยู่อาศัย เป็นต้น

    แน่นอนว่าการตัดสินใจขาย หรือซื้อนั้น คงต้องวางแผนต่างๆ ในขั้นต้นและเมื่อหากมีการตกลงซื้อขายกันอย่างแน่นอนแล้ว ก็จะต้องตกลงทำสัญญาซื้อขาย และต้องจัดการรังวัดสอบเขต (กรณีที่ดินเปล่า) แล้วจึงไปทำเรื่องการซื้อขายและโอนกันที่กรมที่ดินที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ โดยจะต้องมีการเสียค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าภาษี ซึ่งจะแยกเป็นกรณีนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าอากร ค่าธรรมเนียมการโอนต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในส่วนของค่าโอนต่างๆ นั้น ต้องตกลงกันระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ออก ค่าใช้จ่าย เพราะมีทั้งออกคนละครึ่ง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชำระให้ทั้งหมด

    ซึ่งถ้าหากมีการใช้บริการของธนาคารเพื่อจำนองในการซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้น จะต้องมีค่าธรรมเนียมจดจำนองด้วย และในส่วนนี้ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้จดจำนองจะต้องเสียค่าธรรมเนียมส่วนนี้เอง และถ้าหากมีการใช้บริการนายหน้าผู้ขายจะต้องให้ค่าธรรมเนียมนายหน้าตามตกลงกันไว้ และจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงคร่าวๆ ในการจะซื้อจะขายอสังหา

  • วิธีปลูกมะนาว พร้อมคำแนะนำในการขายมะนาว

    สำหรับในบทความนี้ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับมะนาวครับ ว่ามะนาวปลูกยังไง และเอาไปขายเป็นอาชีพอย่างไรได้บ้าง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่จะเอามะนาวไปขายนะครับ เพราะในประเทศไทยมีการขายมะนาวกันแทบจะทุกตลาดนัดก็ว่าได้ ด้วยเหตุผลนี้การขายมะนาวจึงยังขายได้เรื่อยๆ ไม่ค่อยขาดทุนครับ

    ข้อมูลทั่วไปของมะนาว

    มะนาวเป็นพืชพื้นเมืองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลของมะนาวโดยทั่วไปแล้ว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ประมาณ 4 เซนติเมตร ต้นมะนาวเป็นต้นไม้พุ่มเตี้ย เมื่อสูงเต็มที่จะสูงประมาณ 4-5 เมตร ทั้งนี้แล้วแต่พันธุ์ด้วย ก้านของต้นมะนาวจะมีหนามเล็กน้อย ก้านมีขนดก ใบจะออกไปทางยาวเรียวคล้ายใบส้ม ส่วนดอกจะมีสีขาวอมเหลือง ปกติมะนาวจะมีดอกผลตลอดทั้งปี เว้นแต่ในช่วงหน้าหนาว จะออกผลน้อย และให้น้ำน้อย

    สำหรับชื่อในภาษาอังกฤษของมะนาวคือ Lime และมะนาวมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Citrus Aurantifolia Swingle หรือ Citrus Aurantifolia Swing

    พันธุ์มะนาวที่นิยมปลูกในประเทศไทย

    พันธุ์มะนาวที่นิยมปลูกในประเทศไทย มีดังต่อไปนี้คือ

    มะนาวแป้น ผลจะมีตั้งแต่ขนาดกลางถึงค่อนข้างใหญ่ กลมแป้น เปลือกจะบาง และมีน้ำมาก นิยมใช้บริโภคมากกว่าพันธุ์อื่นๆ เพราะเป็นมะนาวที่สามารถให้ดอกออกผลตลอดทั้งปี สามารถปลูกให้ออกผลในฤดูแล้งได้ง่ายใน มะนาวแป้นจะนิยมปลูกกันสองชนิด คือ พันธุ์แป้นรำไพ และพันธุ์แป้นดก
    มะนาวหนัง ผลอ่อนจะกลมยาว และหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างยาว มีกลมมนบ้างเล็กน้อย ด้านหัวจะมีจุกเล็กๆ และมีเปลือกหนา ทำให้สามารถเก็บรักษาได้นาน
    มะนาวไข่ ผลอ่อนกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ผลจะค่อนข้างกลมมน สีจะอ่อนๆ คล้ายกับไข่เป็ด เปลือกบาง ขนาดประมาณสองถึงสามเซนติเมตร จะใหญ่กว่ามะนาวหนัง
    มะนาวทราย จะเป็นทรงพุ่มสวย สามารถให้ผลได้ตลอดปี แต่ไม่ค่อยนิยมบริโภค เพราะว่าน้ำมีรสขมเจือปน
    มะนาวพันธุ์อื่นๆ เช่น มะนาวตาฮิติ มะนาวหวาน มะนาวปีนัง มะนาวโมฬี มะนาวพม่า มะนาวเตี้ย เป็นต้น ซึ่งมะนาวในบางพันธุ์อาจมีชื่อเรียกได้หลายชื่อได้

    วิธีการปลูกมะนาวลงดิน

    สภาพแวดล้อมในการปลูกมะนาวลงดิน

    สำหรับสภาพแวดล้อมในการปลูกมะนาวลงดินนั้นไม่ยากเลยครับ ต้องบอกก่อนว่ามะนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ดีในดินแทบทุกชนิต ไม่ว่าจะเป็น ดินเหนียว หรือว่าดินทราย แต่ถ้าเราต้องการจะปลูกมะนาวให้งอกงามดี มีผลดก และมีคุณภาพดี เราก็ควรจะปลูกในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบายน้ำที่ดี มีอินทรียวัตถุผสมอยู่มาก และควรเลือกพื้นที่ที่อยูใกล้แหล่งน้ำ

    ก่อนที่เราจะปลูกมะนาวนั้น ให้เราจัดเตรียมกิ่งพันธุ์เอาไว้ก่อน เราต้องกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์ และไม่มีโรคที่ติดมากับกิ่งพันธุ์ และให้นำกิ่งตอนมาชำ วัสดุในการชำให้ใช้ดินผสมแกลบ หรือขุยมะพร้าว ชำลงถุงเบอร์ 3×7 หรือเบอร์ 4×8 นิ้ว ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน และให้รอจนรากต้นมะนาวมีความแข็งแรงก่อน แล้วค่อยนำไปปลูก

    การเตรียมพื้นที่ปลูกมะนาวลงดิน

    – พื้นที่ลุ่ม สำหรับพื้นที่ลุ่มให้เราเตรียมพื้นที่โดยทำคันดินใหัมีขนาดความกว้างประมาณ 6-8 เมตร สำหรับส่วนสูง ให้เราสังเกตจากปริมาณน้ำที่เคยท่วมสูง โดยให้พื้นที่ที่ปลูกมะนาวอยู่สูงกว่าแนวระดับน้ำท่วมประมาณ 50 เซนติเมตร และให้ซอยร่องทำประตูน้ำเพื่อเป็นการระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้างประมาณ 1.5 เมตร และลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร และใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร
    – พื้นที่ดอน สำหรับพื้นที่ดอน เราควรจะไถพรวนเพื่อทำให้ดินร่วนซุย และเพื่อเป็นการกำจัดวัชพืช ใช้ระยะปลูกประมาณ 4×4 – 6×6 เมตร ระยะปลูกจะขื้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน หรืออาจจะทำการวัดตำแหน่งหลุมปลูก โดยนำไม่ไผ่มาเหลาเป็นแท่งเล็กๆ เพื่อปักไว้ตามตำแหน่งที่เราจะทำการขุดหลุม

    การเตรียมหลุมปลูกมะนาวลงดิน

    – การปลูกมะนาวลงดินนั้นถ้าจะให้ดีที่สุด ควรจะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
    – ให้เราขุดหลุมปลูกให้หลุมมีขนาดกว้าง 50×50 เซนติเมตร ส่วนความลึกของหลุมจะอยู่ระหว่าง 30-50 เซนติเมตร แล้วแต่เจ้าของสวน จะ 30 เซนติเมตร 40 เซนติเมตร หรือ 50 เซนติเมตรก็ได้ ใช้ได้ตามความเหมาะสม
    – ทำการรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยมูลวัวตากแห้ง หรือถ้าหาไม่ได้ก็ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 หรือ 25-7-7 โรดรองก้นหลุมบางๆ ประมาณครึ่งกำมือ
    – การใส่ดินในหลุมให้วางสูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม
    – ให้เรารวางกิ่งพันธุ์ที่เตรียมมาลงไปในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย
    – ใช้มีด หรือกรรไกรที่คม กรีดถุงจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน ทั้งช้ายและขวา
    – ให้เราดึงถุงพลาสติกออก โดยต้องระวังอย่าให้ดินแตก และกลบดินที่ขุดขึ้นมาลงในหลุม
    – ต่อมาให้กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น และทำการปักไม้หลัก ซึ่งก็คือไม้ไผ่ที่ใช้ปักตำแหน่งเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรก และผูกเชือกยึดเอาไว้ เพื่อป้องกันลมแรงพัดโยกต้นไม้
    – หาวัตถุเพื่อนำมาคลุมดินบริเวณโคนต้น ทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสงแดด ยกตัวอย่างเช่น หญ้าแห้ง หรือฟางข้าว

    การดูแลรักษาต้นมะนาว

    การรดน้ำ

    เจ้าของสวนต้องมีการให้น้ำกับต้นมะนาวอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ปลูกใหม่ๆ ควรรดน้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย แต่ถ้ากรณีที่ฝนตกก็ไม่ต้องให้รดน้ำเพิ่ม หลังจากผ่านไปประมาณ 15 วัน ต้นมะนาวก้จะสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้เราเปลี่ยนเป็นรดน้ำเดือนละ 2-3 ครั้งพอ และควรหาวัสดุมาคลุมดินบริเวณโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชื้นให้ต้นมะนาว

    และควรจะงดการรดน้ำ ในช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นไป จนไปถึงกระทั่งช่วงที่ออกดอก เพื่อให้มะนาวสะสมอาหารให้มากพอ จนสามารถสร้างตาดอกได้ ซึ่งปกติแล้ว ต้นมะนาวจะออกดอกในช่วงเดือนเมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งหลังจากมะนาวออกดอก และกำลังติดผลอ่อน จะเป็นช่วงที่มะนาวต้องการน้ำมาก เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของผล ช่วงนี้ก็ให้รดน้ำได้ตามปกติ

    การใส่ปุ๋ย

    – หลังจากปลูกมะนาวไปได้ 3-4 เดือน ควรใส่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ใส่ในปริมาณต้นละครึ่งกิโลกรัม ในกรณีใส่ปุ๋ยเคมีควรใส่หลังจากพรวนดิน และกำจัดวัชพืชแล้ว ให้ใส่ปุ๋ยบริเวณรอบทรงพุ่ม แล้วก็ค่อยรดน้ำตาม เพื่อให้ปุ๋ยละลาย
    – เมื่อปลูกมะนาวไปได้ 1 ปี ให้เจ้าของสวนใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในประมาณต้นละ 300 กรัม
    – และเมื่อปลูกมะนาวไปได้ 2 ปี ก็ให้เพิ่มปริมาณปุ๋ย โดยให้ใส่ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ก็ขี้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของต้นมะนาว
    – เมื่อปลูกต้นมะนาวย่างเข้าปีที่ 3 ต้นมะนาวจะเริ่มให้ผลผลิตเป็นลูกมะนาว
    – สำหรับในช่วงระยะก่อนมะนาวออกดอกประมาณ 1-2 เดือน ให้เราใส่ปุ๋ยที่มีสูตรที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น สูตร 12-24-12 หรือปุ๋ยสูตร 3-10-10 เพื่อเป็นการเร่งการเจริญเติบโต ในระยะที่มะนาวยังไม่ออกดอก และให้ใช้สูตร 0-52-34 ในระยะที่เร่งการออกดอกประมาณไม่เกิน 1 กิโลกรัมต่อต้น ซึ่งปริมาณที่ใช้ ขึ้นอยู่กับอายุของต้นมะนาว โดยให้ใส่ในปริมาณครึ่งหนึ่งของอายุต้นมะนาว

    การกำจัดวัชพืช

    – สำหรับการกำจัดวัชพืชในสวนมะนาว สามารถทำได้หลายวิธี เช่น ถอน ถาง หรือจะใช้เครื่องตัดหญ้าก็ได้ แต่เราก็ต้องระวังไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนตามโคนต้น หรือไปกระทบกระเทือนราก
    – วิธีกำจัดวัชพืชวิธีหนึ่งที่นิยมกันมาก คือ การใช้สารเคมี เช่น ไกลโฟเสท พาราชวิท และดาวพอน เป็นตัน
    โดยการใช้สารเคมี เราจะต้องระวังไม่ให้สารเคมีปลิวไปถูกใบมะนาว เพราะอาจจะทำให้ใบไหม้เหลืองเป็นจุดๆ หรือไหม้ทั้งใบ ดังนั้นเวลาพ่น ควรพ่นตอนลมสงบ ไม่ควรพ่นตอนลมพัดแรง

    การตัดแต่งกิ่ง

    – การตัดแต่งกิ่งก็เพื่อให้ต้นมะนาวมีทรงพุ่มดูสวย และให้ผลดกปราศจากโรค และแมลง
    – สำหรับการตัดแต่งกิ่ง ให้เจ้าของสวนทำหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว โดยตัดกิ่งที่เป็นโรค กิ่งแห้ง หรือกิ่งที่ไม่มีประโยชน์ออกจากต้นมะนาวให้หมด และนำกิ่งที่ตัดแล้วไปเผาทำลาย อย่าปล่อยทิ้งไว้ตามโคนต้น เพราะจะทำให้เป็นแหล่งสะสมโรคได้

    การค้ำกิ่ง

    – เมื่อต้นมะนาวใกล้จะออกผล เจ้าของสวนจะต้องมีการค้ำกิ่งให้กับต้นมะนาวด้วย เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหัก หรือฉีกขาด โดยในเฉพาะช่วงติดผล และการค้ำกิ่งยังช่วยลดความเสียหายเนื่องจากโรค และแมลงได้ โดยวิธีการค้ำกิ่งสามารถทำได้ 2 วิธี คือ
    – การค้ำกิ่งโดยใช้ไม้รวก หรือไม้ไผ่ทำเป็นง่าม สอดเขัาไปกับกิ่งมะนาว โดยให้ปลายอีกข้างหนึ่งวางตั้งรับน้ำหนักของกิ่งอยู่บนพื้นดิน และใช้เชือกผูกมัดกิ่งไว้
    – การค้ำกิ่งแบบคอกหรือนั่งร้าน ทำได้โดยเอาไม้มาทำเป็นนั่งร้านในแบบรูปสี่เหลี่ยมรอบๆ ต้นมะนาว เพื่อให้สามารถรองรับกิ่งใหญ่ๆ ของมะนาวได้ โดยอาจจะทำเป็น 2-3 ชั้น และให้กิ่งพาดอยู่ที่ชั้นใดก็ได้ สำหรับวิธีนื้จะค้ำกิ่งมั่นคงแข็งแรงกว่าวิธีแรก

    การเก็บเกี่ยวมะนาว

    สำหรับการเก็บเกี่ยวมะนาว ถ้าต้นมะนาวไม่สูงมากนัก สามารถเก็บมะนาวด้วยมือ แต่ถ้าต้นมะนาวสูง เราก็ต้องใช้ตะขอผูกติดกับด้ามไม้รวกยาวๆ คล้อง และกระตุกผลมะนาวลงมา แต่วืธีนี้อาจจะทำให้มะนาวช้ำได้ แต่ถ้าเราไม่ต้องการให้มะนาวช้ำ เพื่อให้ได้มะนาวเกร็ดเอมีคุณภาพ เราก็ควรจะใช้ตะกร้อหวายในการเก็บเกี่ยวมะนาว

    การเก็บเกี่ยวมะนาว ควรเก็บในขณะที่ผลเริ่มแก่ โดยให้เราสังเกตจากทางด้านขั้วของผลที่เริ่มจะมีสีเหลืองเล็กน้อย ผิวเปลือกจะเป็นลักษณะเรียบบางใส และมีสีเขียวอ่อนกว่าผลมะนาวที่ยังไม่แก่ และลองบีบดูจะรู้สึกค่อนข้างนุ่มมือ ในการเก็บเกี่ยวมะนาว ข้อควรระวัง คือ ไม่ควรเก็บมะนาวที่แก่จนเกินไป เพราะเปลือกมะนาวจะบางมาก อาจจะทำให้มะนาวช้ำเสียหายในระหว่างการขนส่งได้ และเมื่อนำไปขาย จะทำให้วางขายได้ไม่นาน ผลมะนาวก็เน่าเสียได้เร็ว

    การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวมะนาว

    สำหรับวิธีการเก็บรักษามะนาวให้เก็บไว้ได้นาน ก็คือว่า ให้เราคัดผลมะนาวเสียก่อน ให้เราเลือกเอาผลมะนาวที่ดูแก่พอเหมาะ สังเกตได้จากมีสีเขียวจัด ไม่มีสีเหลืองเจือปน ไม่มีรอยช้ำหรือเน่า และที่สำคัญควรมีขั้วผลติดอยู่ด้วย นำมะนาวมาล้างทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น คลอรอกซ์ สำหรับการผสมให้ทำการผสมน้ำในอัตรา 1 ต่อ 15 ส่วน และแช่ผลมะนาวไว้ประมาณ 5 นาที ต่อจากนั้นให้นำผลมะนาวมาผึ่งลมไว้บนตะแกรง เพื่อให้มะนาวสะเด็ดน้ำ และสุดท้ายก็เป็นการคัดขนาดใส่เข่ง หรือภาชนะอื่นๆ เพื่อส่งตลาด หรือร้านค้าต่างๆ

    วิธีทำให้มะนาวออกดอกนอกฤดู

    สำหรับในช่วงหน้าหนาว มะนาวจะออกผลน้อย ทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่ขายมะนาว อาจจะมีรายได้ลดลงในช่วงนี้ แต่ปัญหานี้จะหมดไป ถ้าเราสามารถทำให้มะนาวออกดอกนอกฤดูได้ ซึ่งวิธีการมีอยู่หลายวิธี แต่วิธีที่นำเสนอนี้จะทำให้ต้นมะนาวไม่โทรมเร็วเกินไป วิธีปฏิบัติมีดังนี้

    – เดือนกันยายน ให้ใส่ปุ๋ยเคมีในอัตราส่วน 1:3:3 เช่น ปุ๋ยสูตร 8:24:24 เพื่อเป็นการบำรุงให้ใบแก่เร็วขื้น และสามารถเก็บอาหารไว้บำรุงดอกต่อไป
    – เดือนตุลาคม สำหรับเดือนนี้ควรจะงดการให้น้ำ เพื่อทำให้ต้นมะนาวมีการเก็บสะสมอาหาร เมื่อถึงปลายเดือนจึงให้น้ำเต็มที่
    – เดือนพฤศจิกายน เป็นช้วงที่มะนาวเริ่มออกดอก จึงควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกัน และกำจัดแมลง ประมาณปลายเดือนนี้ ดอกจะเริ่มบาน และเริ่มติดผล
    – เดือนธันวาคม ให้ใส่ปุ๋ยเคมีในอัตราส่วน 1:1:1 เช่น ปุ๋ยสูตร 15:15:15 หรือ 16:16:16 เพื่อเป็นการบำรุงต้นมะนาวให้แข็งแรงสมบูรณ์
    – เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป สำหรับช่วงนี้ผลมะนาวจะเริ่มโตพอที่จะเก็บเกี่ยวได้บ้างแล้ว จนมาถึงต้นเตือนเมษายน ผลมะนาวก็จะโตพอที่จะเก็บเกี่ยวได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็จะอยู่ในช่วงที่มะนาวมีราคาแพงพอดี ซึ่งหลังจากที่เราได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตจนหมดแล้ว ประมาณเดือนพฤษภาคม เจ้าของสวนควรจะทำการตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมีสูตร 15:15:15 เพื่อบำรุงต้นมะนาวให้สมบูรณ์ และเพื่อความพร้อมสำหรับการผลิตมะนาวนอกฤดูในปีต่อๆ ไป

    แนวทางการขายมะนาวในท้องถิ่น

    จะเห็นได้ว่าการปลูกมะนาวก็ไม่ได้ยากจนเกินไปนะครับ ดูแลรักษาให้ได้ผลผลิต เมื่อได้ผลผลิตมาได้ต่อมาก็จะเข้าสู่กระบวนการขายครับ ซึ่งในบางครั้ง การที่เราเป็นผู้ขายมะนาวหน้าใหม่ การที่เราจะรอพ่อค้าแม่ค้าจะมาซื้อที่สวนนั้น มีโอกาสจะเป็นไปได้น้อย เป็นเพราะปริมาณมะนาวไม่เพียงพอกับความต้องการของพ่อค้าแม่ค้าที่จะมารับซื้อ

    ดังนั้นปัญหานี้ จึงเป็นปัญหาหลักๆ ของผู้ปลูกมะนาวว่าจะไปขายผลผลิตที่ไหน กรณีนี้ผู้ปลูกมะนาวหน้าใหม่ใหม่ก็ควรศึกษาไว้ด้วยก็จะดีมาก ซึ่งสำหรับแนวทางการขายมะนาวในท้องถิ่นนั้นมีหลายวิธี แต่ผมจะขอนำเสนอวิธีขายมะนาวแบบลองก่อนแล้วซื้อทีหลัง โดยหลักการมีดังนี้ครับ

    – ในชุมชนที่คุณปลูกมะนาวจะต้องมีร้านอาหารตามสั่ง หรือน้ำปั่น หรือตลาดนัดที่มีพ่อค้าแม่ค้าขายมะนาวรายย่อยๆ รวมไปถึงรถเร่ขายกับข้าวทั่วๆ ไป เป็นต้น วิธีการก็คือเราจะทำอย่างไรที่จะสอดแทรกเข้าไปเพื่อกินส่วนแบ่งทางตลาดในบริเวณนั้นได้ ซึ่งในทางการตลาด การที่ทำธุรกิจเหมือนกัน แต่ทำทีหลังย่อมต้องออกแรง หรือลงทุนมากกว่าเจ้าเดิมที่มีอยู่แล้ว จึงจะสามารถแทรกตัวเข้าไปในตลาดนั้นๆ ได้
    – ดังนั้นเราต้องลงทุนโดยการแจกให้ลองก่อนแล้วค่อยซื้อทีหลัง ขั้นแรกเราต้องแนะนำตัว และแจกมะนาวให้พ่อค้าแม่ค้ากลุ่มเป้าหมายได้ลองเช่นเจ้าละ 5 ลูก พร้อมทั้งแนบนามบัตรของเรา ที่ระบุเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่สวนมะนาวของเราให้ทราบ เพื่อที่จะสามารถติดต่อกับเราได้และบอกราคาขายมะนาวของเราไว้ด้วย เพียงเท่านี้คุณก็สามารถจำหน่ายมะนาวได้แล้ว แต่ที่สำคัญเราต้องมีมะนาวส่งให้พ่อค้าแม่ค้าได้ตลอดทั้งปี ถ้ามะนาวเราดี เป็นที่ต้องการของเค้า เราก็รอพ่อค้าแม่ค้ามาเหมาสวนแบบประจำไปเลยครับ ยิ่งถ้าไม่มีใครปลูกแถวนั้นด้วย ยิ่งไม่ต้องห่วงเรื่องตลาดครับ การตลาดแบบง่ายๆ แบบนี้ ให้เราลองเอาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้เลย

  • วิธีทำธุรกิจบ้านเช่าให้ประสบความสำเร็จ

    หากจะต้องนำเสนอธุรกิจอะไรสักอย่างที่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย ขอเพียงมีทุนแล้ว ธุรกิจนั้นคือธุรกิจบ้านเช่า ซึ่งสามารถทำกำไรให้กับเจ้าของธุรกิจได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งยังช่วยให้สามารถเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินที่คุณนั้นมีได้อีกด้วย โดยหากคุณกำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจบ้านเช่า หรือว่ากำลังทำธุรกิจบ้านเช่าอยู่แล้ว แนวทางด้านล่างต่อไปนี้จะช่วยให้คุณสามารถทำธุรกิจบ้านเช่า ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วมาก

    1.มองหาทำเลก่อนเสมอๆ

    สิ่งแรกที่ผู้ประกอบธุรกิจบ้านเช่าจะต้องมองหาก่อนเลยนั่นคือ มองหาทำเลสำหรับการประกอบธุรกิจบ้านเช่าก่อนเสมอๆ จงเลือกทำเลที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย โรงงาน หรือสถานที่ที่มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วทำการเปิดบริการ เพราะถ้าเราเลือกทำเลที่ดีแล้ว โอกาสในการทำกำไรและหาลูกค้านั้นก็จะสามารถทำได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น

    2.ประมูลบ้านมือสอง ลองดูสิ

    ประการต่อมาคือ ลองมองหาบ้านมือสอง หรือลองไปประมูลอสังหาริมทรัพย์มาเพื่อการทำธุรกิจบ้านเช่าดูสิครับ เพราะราคาประมูลนั้นจะช่วยให้คุณสามารถเลือกซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ราคาถูกมา เพื่อการจัดจำหน่ายได้อย่างมากมาย หลายๆคนต่างเลือกใช้วิธีการนี้กันทั้งสิ้นเลย

    3.อย่าลืมตรวจสอบสภาพแวดล้อมของบ้านด้วย

    เมื่อคุณทำธุรกิจบ้านเช่า อย่าลืมตรวจสอบดูว่าเพื่อนบ้านของคุณนั้น เป็นคนดี หรือว่า ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อผู้เช่าของเราหรือไม่ เพราะถ้าสภาพแวดล้อมไม่ดีแล้ว ไม่นานก็จะไม่มีใครมาเช่าบ้านของเรา และเป็นความสุ่มเสียงที่ธุรกิจของเรานั้นจะไม่ประสบความสำเร็จนั่นเอง

    4.ตกแต่งบ้านให้น่าอยู่

    จงเลือกตกแต่งห้องเช่าให้น่าอยู่ หรือตกแต่งบ้านของเราให้น่าอยู่ หากคุณต้องการอัพราคาของห้องเช่าแล้ว จงทำห้องเช่าของคุณให้เหมือนกับของที่มีราคา ตามที่คุณนั้นต้องการ เดี๋ยวนี้ของตกแต่งบ้านก็มีราคาไม่แพงกันเสียส่วนใหญ่แล้ว คุณจึงสบายใจได้หากต้องหาซื้อของเหล่านี้

    5.ทำให้บ้านมากกว่าการเป็นบ้าน

    จงทำบ้านให้มากกว่าบ้าน ในที่นี้หมายถึงหากธุรกิจบ้านเช่าของคุณนั้น มีบ้านที่มีขนาดใหญ่แล้ว การเช่าบ้านเพื่อการอยู่อาศัยอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่อาจเป็นการเช่าบ้านเพื่อการถ่ายละคร หรือเป็นการเช่าบ้านเพื่อการถ่ายภาพงานแต่งงาน หรืออื่นๆ แล้วแต่ว่าเรานั้นจะออกแบบขึ้นมา

    6.อย่าสร้างศัตรู

    หากเป็นไปได้จงหมั่นหาคู่ค้าทางธุรกิจ แต่อย่าได้หาคู่แข่งทางธุรกิจของคุณเด็ดขาด เพราะว่า หากคุณสร้างศัตรูในทางธุรกิจขึ้นมาแล้ว ก็เป็นอะไรที่คุณนั้นอาจได้รับความลำบากอย่างยิ่งทีเดียว ดังนั้นธุรกิจบ้านเช่าจำเป็นต้องอาศัยพันธมิตร อาศัยเพื่อนร่วมธุรกิจที่มาปลูก หรือทำธุรกิจในพื้นที่เดียวกัน เพราะจะช่วยอำนวยความสะดวกให้เร็วที่สุด

    7.ลงประกาศในเว็บไซต์ต่างๆ

    เมื่อเรามีบ้าน ที่พร้อมให้เช่าแล้วอย่าลืมเลือกช่องทางธุรกิจ ที่จะช่วยในการโปรโมตธุรกิจบ้านเช่าของคุณด้วย ซึ่งผมแนะนำว่า หากเป็นไปได้อาจเลือกในเว็บไซต์ลงประกาศต่างๆก็ได้ เพื่อช่วยให้เรานั้น สามารถขยายโอกาสในการทำกำไรมากยิ่งขึ้น และเป็นการทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

    8.จัดทำแฟนเพจด้วย

    จงเลือกจัดทำแฟนเพจประกอบด้วยเสมอๆ แฟนเพจจะเปรียบเสมือนช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างคุณและลูกค้า และยิ่งคุณหมั่นอัพเดทข้อมูลต่างๆในแฟนเพจมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งง่ายดายสำหรับคุณมากๆในการมองหาโอกาสทางธุรกิจ และการขยายฐานของลูกค้าของคุณออกไปด้วย

    9.พยายามอย่าปล่อยให้ห้องว่าง

    หมั่นสำรวจตลาดและแสวงหาลูกค้าเสมอๆ โปรดอย่าปล่อยให้ห้องของคุณว่าง เพราะมันหมายถึงโอกาสทางธุรกิจที่อาจสูญเสียไปได้ในระหว่างการแสวงหารายได้ ดังนั้นจงเลือก และจงหมั่นแสวงหาลูกค้าอย่างสม่ำเสมอๆ เพราะจะทำให้คุณนั้นมีรายได้เข้ามาในองค์กรอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

    10.จงมีไมตรีต่อผู้มาเช่าด้วยเสมอๆ

    สิ่งหนึ่งที่เรานั้นต้องคำนึงถึงเสมอคือ การมีไมตรีต่อผู้ที่มาเช่าห้องของเรา และเราจะต้องไม่ใช้วาจาที่เป็นลักษณะของการดูถูก ของการใช้คำที่ไม่สุภาพ เพราะสิ่งเหล่านี้นั้นจะทำให้คุณอาจต้องได้รับอันตราย หรือได้รับสิ่งที่ทำให้คุณนั้นอาจต้องเสียชื่อเสียงไปก็ได้นะครับ ดังนั้นจงเน้นไปที่การใช้วาจาที่ดีต่อลูกค้าของเราเสมอๆ

    11.จัดโปรโมชั่นบ้างก็ได้

    ผู้เช่าบางรายนั้นอาจเลือกที่จะเช่าห้องเช่าของเรานานขึ้น ดังนั้นจงหมั่นจัดโปรโมชั่นของเราไว้ด้วยเสมอๆ เพราะโปรโมชั่นที่ดี จะเป็นสิ่งที่ช่วยในเรื่องของการจูงใจให้ลูกค้าของเรานั้นอยู่กับการบริการของเราอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโปรดอย่าลืมในเรื่องของการจัดโปรโมชั่นให้กับกิจการและห้องเช่าของคุณด้วยเสมอๆนะครับ แต่อย่าทำโปรโมชั่นตลอดเวลา เพราะอาจกลับเป็นการส่งผลในภาพลบของกิจการในภายหลังได้

    สรุป

    ทั้งหมดนี้ถือเป็นกลยุทธ์ในการทำให้ธุรกิจบ้านเช่าของคุณนั้นมีกำไร และสามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนได้อย่างแน่นอน ขอเพียงแค่ คุณนั้นสามารถนำหลักการทั้ง 10 ประการข้างต้นนี้ไปประยุกต์ใช้ แม้ว่าในสภาพเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันนั้น จะมีปัญหาต่างๆมากมาย แต่เชื่อเลยว่า แนวทางทั้ง 10 ประการนี้แหละครับ จะเป็นตัวพยุงธุรกิจบ้านเช่าของคุณให้เติบโต 100% ต่อไปได้อย่างแน่นอน

  • เคล็ดไม่ลับ เทคนิคการทำงานเป็นทีม

    การทำงานเป็นทีม หมายถึง การร่วมกันทำงานของสมาชิกที่มากกว่าหนึ่งคน ซึ่งสมาชิกทุกคนจะต้องมีเป้าหมายเดียวกัน ในการที่จะลงมือทำอะไรร่วมกันแล้วให้เกิดการยอมรับ โดยการร่วมมือของๆ ทุกคนที่อยู่ในทีม ซึ่งนอกจากการเลือกบุคคลมาร่วมงานกัน เพื่อสร้างเป็นทีมแล้ว จะต้องมีการยอมรับ การเสนอความเห็นร่วมกันรวมถึงมีการวางแผนการทำงานร่วมกันด้วย ซึ่งการทำงานเป็นทีมถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างมากในทุกๆองค์กร เพราะการทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพ ของการบริหารงานเพื่อทำให้เป้าหมายที่วางไว้สำเร็จลุล่วง ไม่ว่าจะเป็นของเฉพาะกลุ่มหรือองค์กร

    บทบาทของการทำงานเป็นทีม

    เพราะการสร้างทีมขึ้นมาก็เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในงานที่ทำ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และช่วยในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับความสำเร็จของบริษัทหรือองค์กร ที่อาจจะต้องพึ่งพาการทำงานเป็นทีม เพื่อให้เกิดความสำเร็จได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานเป็นทีมถือว่ามีบทบาทสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงาน และต้องอาศัยความร่วมมือของกลุ่มสมาชิกเป็นอย่างดี ซึ่งการที่จะทำงานให้สำเร็จได้นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้วิชาความรู้ และความสามารถในการประสานความสัมพันธ์กับผู้อื่น หากทั้งสองประการนี้ดำเนินคู่กันไปจะทำให้การทำงานร่วมกันเป็นทีมเป็นไปในทิศทางเดียวกันและดีขึ้น

    หลักการทำงานเป็นทีม

    การทำงานเป็นทีมร่วมกัน จำเป็นต้องกระทำด้วยความสุจริตกายใจ และความคิด รวมถึงความเห็นที่เป็นอิสระ และปราศจากอคติ อย่างถูกต้องมีเหตุมีผล จึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดหมายและความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือโดยครบถ้วน ซึ่งการทำงานเป็นทีมเวิร์กได้นั้น ถือเป็นประโยชน์สูงสุดขององค์กร และมีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จมากกว่าการทำงานคนเดียว เพราะการที่จะทำให้องค์กรหรือบริษัทก้าวไปสู่ความสำเร็จไม่ว่าจะในระดับใดก็ตาม จะต้องอาศัยกระบวนการและเทคนิคของการทำงานเป็นทีมหรือหากเป็นทีมเวิร์ก จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด แม้จะฟังดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่อาศัยเทคนิคง่าย ๆ ก็จะทำให้การทำงานเป็นทีม สำเร็จได้โดยไม่ยากเย็น

    ทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำงานเป็นทีมเวิร์ก

    ควรทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำงานเป็นทีมเวิร์ก เข้าใจและเป้าหมายอย่างชัดเจน และมีการเปิดเผยจริงใจ ซึ่งจะสามารถช่วยกันแก้ไขปัญหา การทานเป็นทีมจะทำให้เกิดการสนับสนุนไว้วางใจ ยอมรับ และรับฟังกัน มีการทบทวนการปฏิบัติงานและตื่นตัวตลอดเวลา ทำให้รู้จักตนเองและรู้จักผู้อื่นรวมถึงแสดงความเข้าใจต่อเพื่อนร่วมงาน และสามารถร่วมกลุ่มกันได้เป็นอย่างดี

    สร้างเป้าหมายหลักเพื่อการทำงานเป็นทีม

    ยังมีอีกหลายๆ สิ่งที่จะทำให้การทำงานเป็นทีมเวิร์กประสบความสำเร็จ และการสร้างจุดมุ่งหมายให้กับการทำงาน เพื่อให้ เป็นไปอย่างราบรื่น และไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ซึ่งเมื่อสมาชิกในกลุ่มเข้าใจทิศทางของการทำงานอย่างถูกต้องครบถ้วนเหมือนกันแล้ว ก็จะทำให้มีการทำงานร่วมกันที่ง่ายและสะดวกมากขึ้น เพราะเมื่อสมาชิกแต่ละคนสามารถรู้ทิศทาง ตลอดจนรู้หน้าที่ของตัวเองว่าเราจะต้องทำงานอย่างไร จึงจะสามารถทำให้ทีมก้าวไปสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นคง การทำงานอย่างมีจุดมุ่งหมายจะช่วยทำให้เกิดความรู้สึกร่วม และจะนำไปสู่ความสำเร็จของการทำงานเป็นทีมอีกด้วย

    เพิ่มความรู้สึกร่วมของการทำงานเป็นทีม

    การจะทำงานแบบทีมเวิร์กเพื่อให้มีจุดแข็งนั้น สมาชิกในทีมต้องไม่ละเลยที่จะสร้างให้เกิดความรู้สึกร่วมกัน และทำให้มีแรงบันดาลใจในการทำงานร่วมกัน มีการเสนอแนวความคิดซึ่งไม่ใช่เอาแต่ต้องเฝ้ารอคำสั่งอย่างไร้ทิศทาง หรือปล่อยเวลาให้หมดไปวัน ๆ เพราะการทำงานเป็นทีม ที่จะทำให้เกิดการบรรลุเป้าหมายเพื่อนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้นั้น ต้องไม่ใช่บุคคลเพียงคนเดียวที่จะออกคำสั่งหรือดำเนินการ แต่สมาขิกในกลุ่มทุกคน ซึ่งอยู่ในทีมจะต้องมีความรู้สึกร่วมกันในการรับผิดชอบ โดยสร้างภาวะผู้นำให้กับทุก ๆ คนในทีม และที่สำคัญต้องให้ทีมรับรู้และเข้าใจตรงกันว่าจุดมุ่งหมายร่วมกันนั้นคือ อะไร เพื่อจะได้เกิดความรู้สึกร่วม เข้าใจในการทำงาน และช่วยกันออกความคิดเห็นให้ไปในแนวทางเดียวกัน

    ความสำเร็จของการทำงานเป็นทีมเวิร์ก

    แม้ในกลุ่มจะมีผู้นำ สมาชิกทุกคนจะต้องเชื่อฟังก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็น ไม่ใช่ว่ารอแต่คำสั่งจากหัวหน้ากลุ่มเพียงอย่างเดียว ซึ่งผู้ที่มีภาวะเป็นผู้นำหรือหัวหน้ากลุ่มนั้น ไม่ได้หมายความว่าคน ๆ นั้นจะต้องการทำให้ตัวให้โดดเด่นเหนือกว่าใครในการทำงาน หากแต่เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะแสดงความคิดเห็น และดึงความสามารถที่ตนเองมีออกมาช่วยทำให้ทีมได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะมีหลายคนที่เกิดความรู้สึกคัดค้านขึ้นภายในใจ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำกับการทำงานเป็นทีม ซึ่งภาวะผู้นำจะช่วยให้สมาชิกอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมภายในทีม ทำให้ทุกคนได้ทำงานได้ตรงตามหน้าที่ของตัวเอง โดยที่ไม่ทำให้ใครรู้สึกว่าเป็นตัวถ่วงหรือทำให้การทำงานล่าช้า และทุกคนในทีมสามารถมีความภาวะเป็นผู้นำได้ ซึ่งมาจากการฝึกฝนตนเองเพื่อทำให้เกิดความรู้สึกว่าอยากจะทำงานโดยรู้ถึงหน้าที่ของตน ไม่ต้องรอให้ใครมาบังคับ ซึ่งระบบนี้นำไปใช้ให้การทำงานให้ทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    สรุป

    เทคนิคของการทำงานเป็นทีมอีกกวิธีหนึ่งที่จะทำให้สำเร็จของการทำงาน แบบทีมเวิร์ก สมาชิกในกลุ่มจะต้องรู้จักปลดปล่อยพลังในการทำงานให้ออกมามากที่สุด เพื่อให้เกิดไฟในการทำงานและการมีศักยภาพที่เต็มเปี่ยมซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์กลับมาสู่องค์กรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และทำให้ตรงประเด็นหรือเป้าหมายที่ทีมได้วางไว้ โดยไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญ ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อการทำงาน แต่ยังช่วยสร้างความรับผิดชอบร่วมกันและไม่เกี่ยงกับการทำงาน แต่จะทำให้การทำงานเป็นทีมมีความแข็งแกร่งและก้าวไปสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้น

  • การเตรียมตัวสัมภาษณ์งานที่คุณควรอ่านก่อนไป

    ในบทความนี้จะเป็นการเตรียมตัวสัมภาษณ์งานที่คุณควรอ่านก่อนไปสัมภาษณ์งาน ว่าคุณต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เพราะการเตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่งครับ เอาหล่ะครับ มาเริ่มเตรียมตัวเข้ารับการสัมภาษณ์กันเลย

    สัมภาษณ์เพื่ออะไร

    ถ้ามองในแง่ผู้จ้างงาน การสัมภาษณ์นั้น ก็เพื่อที่จะคัดเลือกบุคคลที่ เหมาะสมที่สุดเข้าทำงาน โดยพิจารณา บุคลิกภาพ ทัศนคติ ท่วงทำนอง การเจรจา ของผู้สมัครงานว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งหาข้อเท็จจริงและข้อมูลเพิ่มเติม (นอกเหนือจากใบสมัคร จดหมายสมัครงาน หรือใบประวัติย่อ)

    ถ้ามองในแง่ของผู้สมัครงาน โอกาสที่จะได้รับเชิญ หรือเรียกตัวไปรับการสัมภาษณ์ ก็คือโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถในด้านต่างๆ ซึ่งนอกเหนือจากใบสมัครที่ได้ส่งไป แน่นอนที่สุด การสัมภาษณ์ก็คือ ปราการด่านสำคัญ ที่จะชี้นำอนาคตว่า ตนเองจะได้งานหรือไม่ ซึ่งมักจะเป็นขั้นตอนการสมัครงานที่ผู้ที่จบการศึกษาใหม่ๆ กลัวกัน เพราะไม่ทราบว่าจะเตรียมตัวอย่างไร ต้องทำอย่างไร จะเตรียมคำตอบอะไรบ้าง คนที่สอบได้ที่หนึ่ง หรือเกียรตินิยม อาจจะตอบคำถามผิดๆ ถูกๆ เมื่อต้องรับการสัมภาษณ์ บางคนคะแนนข้อเขียนดีมาก คะแนนทดสอบดี แต่คะแนนสัมภาษณ์กลับต่ำมาก การสัมภาษณ์จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของกระบวนการจ้างงาน

    อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครงานบางคนที่มีความมั่นใจในตัวเองมาก มีประสบการณ์ในตำแหน่งที่สมัคร มักอยากจะให้เรียกตัวไปสัมภาษณ์ เพราะผู้สมัครงานเหล่านี้มั่นใจว่า หากได้พูดคุยหรือเล่าประสบการณ์ ของตนเองแล้วผู้ที่สัมภาษณ์จะสนใจ และจะเป็นช่วงโอกาสสำคัญ ในการที่จะดึงดูดความสนใจจากผู้รับสมัคร

    กำหนดเวลานัดสัมภาษณ์

    ปกติถ้าในใบสมัครระบุวันสัมภาษณ์ไว้ การสัมภาษณ์ก็มักจะตรงตามนั้น แต่ถ้าไม่มีกำหนดไว้ การสัมภาษณ์จะต้องมีการนัดล่วงหน้า แต่จะกี่วันนั้นก็แล้วแต่ฝ่ายบุคคลของบริษัทนั้นๆ จะเป็นผู้กำหนดเอง

    ผู้ที่จบการศึกษาใหม่ๆ จำนวนไม่น้อย มักจะตื่นเต้นที่ได้รับการนัดหมาย จากบริษัทที่ตนเองไปสมัครงานไว้ และอย่างจะไปรับการสัมภาษณ์ทั้งๆ ที่กลัวว่า จะไม่ได้งานทำ แต่ก็อยากจะไป เข้าทำนอง “กล้าๆ กลัวๆ ” จะได้รู้เรื่องไปเลยว่า จะได้หรือไม่ได้ บางครั้งก็คิดเลยไปกว่านั้นว่า บริษัทเขาคงสนใจเราแน่ไม่อย่างนั้น จะเรียกเราไปสัมภาษณ์ทำไม บางคนคิดเลยเถิดไปว่า จะเรียกเงินเดือนเท่าไหรดี จะเริ่มต้นทำงานวันไหน

    พูดกันง่ายๆ ว่า หลายคนวาดวิมานในความฝันเสียเลิศเลอ และบางคนก็พาลตื่นเต้นจนนอนไม่หลับก็มี ข้อแนะนำในการเตรียมตัวไปรับการสัมภาษณ์ก็คือ “จงนอนให้เต็มอิ่ม” เพื่อที่จะได้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าด้วยความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

    สถานที่ในการสัมภาษณ์

    ตามปกติจะมีสถานที่สัมภาษณ์ 2 แห่งคือ

    – แบบที่ 1 เป็นห้องที่จัดไว้เพื่อสัมภาษณ์โดยตรง มักจะจัดเป็นรูปครึ่งวงกลม หรือหน้ากระดาน แล้วให้ผู้สัมภาษณ์อยู่ที่อีกโต๊ะหนึ่งที่ห่างออกไป หรืออยู่โต๊ะเดียวกันก็ได้
    – แบบที่สอง จะใช้ห้องทำงานของผู้สัมภาษณ์เป็นที่สัมภาษณ์ ซึ่งผู้เข้าสัมภาษณ์จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ก็คืออย่าไปหยิบ หรือจับต้องสิ่งของที่อยู่บนโต๊ะผู้สัมภาษณ์เด็ดขาด เพราะจะถูกมองว่าเป็นคนไม่รู้จักกาละเทศะ และไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น

    ต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง

    แน่นอนที่สุด ก่อนไปสัมภาษณ์ควรจะศึกษาให้รู้ก่อนว่า บริษัทที่เราจะไปรับการสัมภาษณ์นั้น ชื่ออะไร สะกดภาษาไทย ภาษาอังกฤษยังไง ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นผู้จัดการ หรือกรรมการผู้จัดการบ้าง เป็นต้น และอย่าลืมนำเอาหลักฐานประวัติต่างๆ ของเราไป

    การแต่งกาย

    ผู้ถูกเรียกตัวไปสัมภาษณ์มากมาย ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะแต่งกายอย่างไรไปสัมภาษณ์ คำตอบก็คือแต่งให้สุภาพ สะอาด เรียบร้อย ให้เกียรติเจ้าของสถานที่ ถ้าใส่เสื้อแขนยาวไม่ควรพับแขนเสื้อขึ้น สำหรับผู้ชายจะใส่เนคไทหรือไม่ใสก็ได้แล้วแต่สะดวก หรือแล้วแต่ลักษณะของงานที่คุณไปสมัคร

    บางคนที่เพิ่งจบหรือกำลังจะจบการศึกษา มักจะถามว่า ควรจะใส่เครื่องแบบสถาบันไปสัมภาษณ์ไหม คำถามนี้ก็ต้องดูว่า คุณจบการศึกษาหรือยัง ถ้ายังไม่จบดี แต่งกายชุดสถาบันก็ใช้ได้ แต่ถ้าจบการศึกษามาแล้ว ควรแต่งชุดธรรมดาจะดีกว่า แต่ถ้ารู้ว่าผู้สัมภาษณ์ จบจากสถาบันเดียวกันกับเรา ก็ลองแต่เครื่องแบบไป เผื่อจะได้คะแนนพิเศษบ้าง (อันนี้แล้วแต่จะพิจารณา)

    การแต่งกายเรียบร้อย อย่าเข้าใจสับสนกับการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพง เพราะถ้าคุณแต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ๆ ผู้สัมภาษณ์อาจจะไม่รับคุณเลยก็ได้ เพราะดูคุณจะเป็นผู้ดีตีนแดง หรือฟุ่มเฟือยเกินไป

    ต้องทำตัวอย่างไรเมื่อเดินเข้าไปสัมภาษณ์

    เมื่อได้รับการขานชื่อให้เข้าไปในห้องสัมภาษณ์แล้ว การปรากฎตัวเป็นสิ่งสำคัญ เข้าทำนอง “ฟอร์มดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” ขอให้ปรากฎตัวอย่างมั่นใจ สง่า นอบน้อม อย่าทำเป็นตัวงอเป็นกุ้ง หรือหงอไปเลย สบตาผู้สัมภาษณ์ ทักทายผู้สัมภาษณ์ด้วยการไหว้ หากผู้สัมภาษณ์มีหลายคน ให้ยกมือไหว้ทีละคน

    เมื่อไหว้เสร็จแล้ว ให้รอสักครู่ จนกว่าผู้สัมภาษณ์จะเชิญให้นั่ง จึงค่อยนั่ง อย่านั่งก่อนโดยเขาไม่ได้เชิญ ท่านั่งที่สุภาพ น่าจะเป็นการนั่งตัวตรง เอามือประสานกัน หรือวางมือบนหน้าขาก็ได้ อย่ากอดอก หรือนั่งไขว่ห้าง หรือเอามือวางบนโต๊ะ อย่าเอานิ้วกรีดโต๊ะ เคาะเก้าอี้ เขย่าขา โยกตัว หรือโยกเก้าอี้ ถ้ามีแฟ้ม เอกสาร หรือกระเป๋า ควรวางบนตัก

    เริ่มต้นสัมภาษณ์กันอย่างไร

    ผู้สัมภาษณ์มักจะต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อน โดยอาจจะถามถึงการรอคอย การเดินทางมารับการสัมภาษณ์ ส่วนมากจะเป็นเรื่องสัพเพเหระ ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดความตื่นเต้น ของผู้รับการสัมภาษณ์ และเป็นการสร้างความคุ้นเคยกัน บางทีผู้สัมภาษณ์ อาจจะเชิญชวนให้สูบบุหรี่ หรือยกน้ำดื่มมาให้

    มีข้อแนะนำว่า ไม่ควรสูบบุหรี่ในขณะรับการสัมภาษณ์ เพราะจะทำให้ดูไม่สุภาพ หากจะดื่มน้ำ หรือน้ำชา กาแฟ ที่ผู้สัมภาษณ์จัดให้ ควรจะต้องมั่นใจว่าจะไม่ทำหกเลอะเทอะ หรือสำลัก (เพราะความตื่นเต้น)

    เขาประเมินผู้เข้ารับการสัมภาษณ์โดยใช้เกณฑ์ไหน

    เมื่อผู้สัมภาษณ์ได้สัมภาษณ์ผู้สมัครงานเสร็จแล้ว จะทำการประเมินโดยอาจจะใช้แบบฟอร์มแยกเป็นหัวข้อต่างๆ เช่น การปรากฎตัว การตอบคำถาม ความกระตือรือร้น ความเป็นผู้นำ ประวัติครอบครัว ประวัติการศึกษา ทัศนคติต่อบริษัท พร้อมกับที่มีข้อสรุปสั้นๆ ต่อท้ายแบบฟอร์ม จากนั้นจึงจะรวมคะแนนออกมา บางบริษัทอาจจะไม่มีการให้คะแนนเป็นข้อๆ แต่ให้ผู้สัมภาษณ์ ระบุจุดที่ประทับใจ จุดเด่นหรือจุดด้อยของผู้สมัคร ในใบสมัครหรือเอกสารแนบใบสมัครแล้วให้ระบุว่า ควรจะรับหรือปฏิเสธ รอดูผลเปรียบเทียบกับผู้สมัครคนอื่น หรือเหมาะสมกับตำแหน่งงานอื่น

    อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครบางคนที่มีคะแนนสัมภาษณ์สูง ๆ อาจจะไม่ได้รับการคัดเลือกเข้าทำงาน เพราะบางตำแหน่งงานไม่ต้องการคนที่มีศักยภาพในการทำงานสูง เพราะเกรงไปว่าหากรับเข้าทำงานแล้ว อาจจะทำได้ไม่นาน จะลาออกไปทำงานอื่น ผู้สัมภาษณ์บางบริษัทอาจใช้ประสบการณ์ หรือความรู้สึกส่วนตัว ในกรรับผู้สมัครเข้าทำงาน บางคนอาจพิจารณาจากโหงวเฮ้ง ของผู้สมัครก็มี บางคนเห็นหน้าผู้สมัครก็ไม่ชอบใจตั้งแต่ต้นก็มี แต่ก็มีบางบริษัทที่ใช้ผู้สมัครคนอื่นๆ เป็นตัวละคร กล่าวคือสัมภาษณ์ผู้สมัครหลายๆ คนพอเป็นพิธี แต่ลงท้าย ก็รับพรรคพวกของตนเองเข้าทำงาน

    เลื่อนนัดได้หรือไม่ หรือจะเลื่อนนัดอย่างไรดี

    เลื่อนนัดได้หรือไม่ หรือจะเลื่อนนัดอย่างไรดี การที่จะเลื่อนนัดสัมภาษณ์ นั้นจะต้องมีเหตุผลที่เพียงพอ เพราะบริษัทที่นัดสัมภาษณ์ มักจะได้จัดลำดับการนัดคนสัมภาษณ์เอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นจริงๆ เช่น เพิ่งได้รับจดหมายเย็นนี้แล้วให้ไปสัมภาษณ์วันพรุ่งนี้ หรือเจ็บป่วยอยู่ ก็ควรที่จะขอเลื่อนนัด พร้อมบอกเหตุผลความจำเป็น หรือถ้ามีหลักฐานก็แจ้งผู้สัมภาษณ์ด้วย

    การขอเลื่อนนัดวิธีที่ดีที่สุดคือการโทรศัพท์ไป เพราะจะได้มีโอกาสได้พูดคุย สอบถามจากผู้สัมภาษณ์ว่า เราจะขอเลื่อนนัดได้หรือไม่ หรือเลื่อนแล้วพร้อมจะไปสัมภาษณ์เมื่อไหร่ ถ้ามีหลักฐานประกอบการอ้างความจำเป็น เช่นใบรับรองแพทย์ หรือหลักฐานการรับจดหมาย ก็ควรส่งทางโทรสารไปให้ หรือแจ้งฝ่ายบุคคลว่าจะนำไปแสดงในวันที่ไปสัมภาษณ์ใหม่

  • เทคนิคการสัมภาษณ์งานให้ได้งาน

    เพื่อไม่ให้เกิดอาการคล้ายๆนักมวยเมาหมัด หรือขากรรไกรค้างเฉียบพลัน เมื่อกรรมการระดมยิงคำถามอย่างเมามัน

    อย่าฟุ้งในสิ่งที่คุณไม่ได้เป็นหรือทำ
    สมมุติว่า กรรมการสอบสัมภาษณ์ให้คุณบรรยายถึงลักษณะ อันโดดเด่นของตัวคุณเองละก้อ อย่าเชียวนะคะ อย่าไปนึกถึงกิจกรรมอะไรที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน เช่น บอกว่า ” ดิฉันเป็นนักกีฬามวยปล้ำตัวยง ของสมาคมนักมายปล้ำหญิงแห่งประเทศไทย” หรืออะไรทำนองนั้น หากคุณไม่ได้กำลังสมัครเป็นสมาชิกของข่ายมวยใดๆ แต่คุณควรบรรยายถึงบุคลิกภาพอันโดดเด่น เป็นประโยชน์ต่องานของคุณ อาทิเช่น “ดิฉันเป็นคนสนุกสนานกับการทำงาน คล่องแคล่ว เข้ากับผู้ร่วมงานได้ดี และปรับตัวได้ง่าย” อะไรทำนองนี้ดีกว่าค่ะ

    วางตัวดีๆสำคัญที่สุด
    หลายครั้งที่กรรมการ ต้องการทดสอบว่าคุณเป็นคนคุยโวโอ้อวดเพียงใด เขาอาจบอกให้คุณจัดระดับความสามารถของตัวเอง ว่าอยู่ในระดับใดของท็อปเทน แน่นอนค่ะ แม้ว่าคุณอยากจะโม้เสียเต็มประดาว่าความสามารถของฉันน่ะ มันหลุดสเกลไปแล้ว แต่ต่อหน้ากรรมการ คุณจำเป็นจะต้องเจี๋ยมเจี้ยม เพื่อกรรมการจะได้ไม่คิดว่าคุณขี้โม้ ทางที่ดี ควรแสดงให้กรรมการเห็นว่า คุณเป็นผู้มีความพยายามและมาดมั่น บอกกรรมการไปเลยค่ะว่า คุณจะทำงานให้ดีที่สุด เป้าหมายของคุณคือต้องการพัฒนาความสามารถของคุณให้เป็นที่หนึ่งโดยเร็ว และนำเอาความสามารถนี้มาใช้ในการทำงาน ท่องไว้ในใจค่ะว่า ความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคุณสมบัติที่ดีประการหนึ่ง ที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องเดินแตะฝุ่นอีก

    อย่าลืมพกความตั้งใจและมั่นใจเกินร้อยมาด้วย
    กรรมการสอบสัมภาษณ์บางคน ตีหน้าตายเพื่อหลอกล่อให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ตายใจ แถมพกมาด้วยคำถามซื่อๆแต่กินใจว่า นอกจากสมัครที่นี่แล้ว คุณยังไปสมัครที่อื่นด้วยหรือเปล่า? ไม่ต้องตกใจค่ะ หากคุณสมัครที่อื่นด้วย ก็ตอบกรรมการไปตามจริงเถอะค่ะ เพราะในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ คงไม่มีกรรมการคนไหนเชื่อหรอกว่าคุณจะไม่หว่านใบสมัครไปที่ไหนเลย แล้วด้วยไหวพริบปฏิภาณอันชาญฉลาดของคุณ ให้คุณบอกกรรมการถึงความตั้งใจในการมาสมัครงานที่นี่ และบรรยายสรรพคุณว่าตัวเองจะทำประโยชน์อะไรให้แก่บริษัทได้บ้าง หากตำแหน่งใหม่ที่คุณจะไปสมัคร เป็นตำแหน่งที่คุณเคยมีประสบการณ์มาก่อน ก็เป็นทีที่อ้อยจะเข้าปากช้างแล้วละค่ะ บอกไปเลยว่าคุณเคยทำตำแหน่งนั้นๆมาก่อน ทักษะต่างๆที่คุณมีติดตัวสามารถช่วยให้งานของบริษัทลุล่วงไปได้ด้วยดี และสำหรับตัวคุณเอง ก็จะพัฒนาตัวเองให้มีความก้าวหน้าไปพร้อมๆกับงาน อีกสัก 3-5 ปี บริษัทคงรู้จักคุณมากขึ้น และคุณก็จะมองเห็นหนทางในการพัฒนาทั้งตัวเอง และงานมากขึ้น

    เคล็ดลับสำหรับคุณแม่บ้านที่อยากกลับเข้าทำงาน
    ถึงตรงนี้ สาวๆหลายคนคงโล่งใจไปได้บ้างนะคะ แต่แหม ! หากคุณเป็นคุณแม่ลูกติดที่ยังไฟแรง และสามีเพิ่งจะปล่อยออกจากบ้าน หลังจากให้คุณดูแลลูกมานานพอสมควร การกลับเข้าทำงาน และต้องผ่านกระบวนการสัมภาษณ์อีกครั้ง คงเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยใช่ไหมคะ? แน่นอนค่ะ เมื่อคุณก้าวเข้าห้องสัมภาษณ์ และพบกรรมการนั่งเรียงหน้ากันสลอน คล้ายๆจะพร้อมใจกันจับผิด ให้ใจคุณตุ้มๆต่อมๆ ว่านี่มันนรกชังหรือสวรรค์แกล้งกันแน่ จริงค่ะ การที่คุณห่างหายจากวงการไปนาน ย่อมเป็นที่ข้องใจของกรรมการเป็นธรรมดา กรรมการอาจอยากรู้อยากเห็น ว่าคุณคิดอย่างไรถึงกลับมาทำงานอีก และจะมีปัญหาในการต้องกลับไปดูแลลูกหรือไม่? เจอแบบนี้ หวังว่าคุณคงจะไม่ตื่นตระหนกตกใจว่า ตายแล้ว! เขารู้แล้วเหรอว่าเราไม่ใช่สาวโสด ….. ตั้งสติให้ดีค่ะ แล้วตอบไปเลยว่า คุณรออย่างใจจดใจจ่อที่จะกลับเข้ามาทำงาน และคุณเชื่อว่าความกระตือรือร้นในการกลับมาครั้งใหม่นี้ จะทำให้คุณตั้งใจทำงานได้มากกว่าคนอื่น ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์เช่นคุณ (เพราะคุณเก็บกด)

    คราวนี้ ไม่ว่าปากแบบไหน ก็ชนะใจกรรมการได้ แม้ว่ากรรมการจะวางมาดเข้มเพียงใด ก็คงต้องยอมจำนนกับความมั่นใจอันไร้ขอบเขตของคุณ และใจอ่อน (หลวมตัว) รับคุณเข้าทำงานโดยที่คุณไม่ต้องพึ่งหลวงพ่อวัดใดๆ ให้ท่านรำคาญใจเล่น ตน..จึงเป็นที่พึ่งแห่งตน จริงๆนะ …….. จะบอกให้

  • วิธีปลูกสะเดา พร้อมคำแนะนำในการขายสะเดา

    บทความนี้ก็ว่าด้วยเรื่องวิธีรวยด้วยการขายสะเดา ก็เป็นอีกหนึ่งพืชที่สร้างรายได้ ขายได้เรื่อยๆ ถ้าใครสนใจจะขายสะเดาก็ลองอ่านบทความนี้ดูก่อนนะครับ

    จากเมล็ดสะเดาสู่การปลูกพืชอย่างยั่งยืน

    สะเดาเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรไทยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ และเป็นพืชที่เคยได้รับการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เพื่อป้องกันกำจัดแมลงเพื่อทดแทนการใช้สารเคมี แต่เนื่องจากเกษตรกรยังขาดความความเข้าใจในการใช้สารสกัดจากสะเดาที่ถูกต้อง อีกทั้งการใช้เมล็ดสะเดาเป็นวัตถุดิบในการสกัดสารยังไม่ได้มาตรฐานทำให้การใช้สารสกัดจากสะเดาไม่ได้ผลเท่าที่ควร เกษตรกรจึงขาดความเชื่อมั่นในการใช้สารสกัดธรรมชาติ อย่างไรก็ดีปัจจุบันนี้สารสกัดจากสะเดายังคงได้รับความสนใจอยู่มากเนื่องจากกระแสการบริโภคที่เปลี่ยนเป็นการบริโภคเพื่อสุขภาพอนามัย การผลิตพืชอาหารเลี้ยงประชากรจึงต้องใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น เคหการเกษตรจึงขอนำเสนอเรื่องราวของสะเดาเพื่อเป็นข้อมูลเผยแพร่ให้ผู้ที่สนใจสามารถใช้สารสกัดสะเดาอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชอย่างยั่งยืนในอนาคต

    สิ่งสำคัญที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ คือ การปรุงแต่งสารสกัดสะเดาโดยใช้สารสกัดสะเดาผสมกับขิง ข่า ตะไคร้หอม เพราะเข้าใจว่าจะได้ผลดี แต่การทำอย่างนั้นกลับทำให้สารอะซาดิแรคตินออกฤทธิ์ป้องกันกำจัดแมลงได้น้อยลง

    สะเดาในประเทศไทย

    สะเดาที่ปลูกในบ้านเรามีอยู่ 3 ชนิดได้แก่

    สะเดาไทย

    สะเดาไทย เป็นชนิดที่ปลูกง่ายและโตเร็วจึงมีปลูกอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทยและนิยมนำยอดและดอกมารับประทาน สะเดาไทยจะมีการเจริญเติบโตในพื้นที่แห้งแล้งและไม่ชอบดินที่มีน้ำท่วมขัง

    สะเดาอินเดีย

    สะเดาอินเดีย มักพบมากบริเวณชายทะเลและภาคเหนือ ซึ่งมีรูปร่างลักษณะภายนอกคล้ายกับสะเดาไทยและมีขนาดต้นตั้งแต่ระดับกลางจนถึงระดับเล็ก

    สะเดาเทียม

    สะเดาเทียมหรือสะเดาช้าง นั้นเป็นชนิดที่นิยมปลูกกันมากในภาคใต้ตั้งแต่ จ.ชุมพร, สุราษฎร์ธานีลงไปจนถึงสงขลาและพัทลุง เพราะสะเดาพันธุ์นี้สามารถจะเจริญเติบโตได้ดีในเขตที่มีปริมาณน้ำฝนสูงประมาณ 1,600-2,000 มิลลิเมตรต่อปี และชอบดินร่วนปนทรายมีการระบายน้ำดี สะเดาเทียมเป็นไม้ยืนต้นชนิดไม่ผลัดใบและจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม

    สะเดาได้ชื่อว่าเป็นไม้เอนกประสงค์เพราะทุกส่วนของสะเดาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นใบ ดอก ผล ลำต้น กิ่งไปจนถึงราก ซึ่งลักษณะการใช้ประโยชน์โดยทั่วไปของสะเดาแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ การใช้ประโยชน์จากลำต้นและการใช้ประโยชน์จากส่วนที่ไม่ใช่ลำต้น สำหรับส่วนของลำต้นจะนิยมเป็นไม้ก่อสร้างบ้านเรือนเนื่องจากไม้สะเดา มีการบิดแตกหรือหกตัวน้อย มีความคงทนสูง ขัดชักเงาได้ดี จึงนิยมใช้ทำไม้ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์และไม้เผาถ่าย ส่วนการใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นนอกจากลำต้นได้แก่ ใบสะเดานิยมนำมาลวกจิ้มน้ำพริกเพื่อบำรุง สุขภาพให้แข็งแรง กิ่งสะเดาสามารถใช้ทำแปรงสีฟันได้ นอกจากนี้สะเดายังมีประโยชน์ในการปลูกเป็นไม้บังแดดหรือใช้จัดสวนได้อีกด้วย

    สำหรับประโยชน์ของสะเดาในด้านเกษตร คือ การใช้สารสกัดจากสะเดาในการป้องกันกำจัดแมลง ซึ่งทุกส่วนของสะเดามีสารที่มีคุณสมบัติทางยามากกว่า 60 ชนิด โดยมีสารอะซาดิแรคติน (Azadirachtin : aza) เป็นสารที่มีฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดแมลงที่พบมากในส่วนของเมล็ดสะเดา โดยผลจากการศึกษาพบว่าเมล็ดของสะเดาอินเดียเป็นพันธุ์ที่มีสารอะซาดิแรคตินสูงกว่าทุกพันธุ์โดยมีปริมาณสาร 4.7-4.8 มิลลิลิตรต่อกรัม เนื้อเมล็ด ส่วนเมล็ดสะเดาไทยมีสารอะซาดิแรคตินอยู่ 0.5-4.6 มิลลิลิตรต่อกรัม จะสังเกตได้ว่าปริมาณสารอะซาดิแรคตินของสะเดาไทยมีปริมาณแตกต่างกันมากเนื่องจากสะเดาไทยเป็นพันธุ์ที่มีความหลากหลายสูงจึงมีความแตกต่างทางพันธุกรรมมาก ส่วนสะเดาช้างมีปริมาณสารอะซาดิแรคตินในเมล็ด 0.3-3.57 มิลลิลิตรต่อกรัม สารอะซาดิแรคตินนี้เป็นสารที่สลายตัวได้ง่ายจึงเป็นข้อจำกัดของสารสกัดจากสะเดา

    สารอะซาดิแรคตินนี้จะมีผลต่อแมลงหลายลักษณะ เช่น ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนที่แมลงใช้ในการลอกคราบ ทำให้ระบบกระเพาะอาหารของแมลงทำงานได้น้อยลงแมลงจึงไม่สามารถกินอาหารได้ตามปกติ เป็นสารไล่แมลง ยับยั้งการวางไข่จึงทำให้ประชากรของแมลงลดลงในที่สุด

    สารสกัดจากสะเดากับการป้องกันกำจัดแมลง

    สารสกัดจากสะเดาสามารถใช้ป้องกันกำจัดแมลงได้มากกว่า 200 ชนิด โดยส่วนใหญ่จะได้ผลมากกับแมลงประเภทปากกัดกินใบมากกว่าแมลงปากดูด เนื่องจากสารสกัดจากสะเดาจะได้ผลกับแมลงที่สัมผัสหรือกินสารนี้เข้าไปแต่แมลงปากดูดจะใช้ปากเจาะท่อน้ำท่ออาหารของพืชจึงมีโอกาสได้รับสารอะซาดิแรคตินของสะเดาได้น้อยมาก จากการศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดสะเดาในการป้องกันกำจัดแมลงพบว่า สารสกัดจากสะเดาใช้ได้ผลดีกับหนอนต่างๆ เช่น หนอนหนังเหนียว หนอนใยผัก หนอนชอนใบ หนอนม้วนใบ หนอนบุ้ง หนอนแก้ว หนอนหัวกะโหลกและเพลี้ยอ่อน เพลี้ยไกแจ้ ดังนั้นในการใช้สารสกัดสะเดาเพื่อกำจัดแมลงเหล่านี้จึงไม่จำเป็นต้อนพ่นสลับกับสารเคมีสังเคราะห์ยกเว้นแต่ในบางพื้นที่ที่หนอนใยผักมีความต้านทานต่อสารเคมีสังเคราะห์จึงควรใช้สารสกัดจากสะเดาพ่นสลับกับสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง

    ส่วนแมลงพวกหนอนเจาะต่างๆ และแมลงวันทอง เพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง สามารถใช้สารสกัดสะเดากำจักได้ผลปานกลาง ซึ่งในช่วงที่เกิดการระบาดควรพ่นสารเคมีกำจัดแมลง 1-2 ครั้ง หลังจากนั้นจึงใช้สารสกัดสะเดาต่อไป

    สารสกัดสะเดาจะใช้ไม่ได้ผลกับแมลงพวกด้วงปีกแข็ง หมัดกระโดด มวนแดง มวนเขียว จึงอาจเลือกใช้พืชสมุนไพรชนิดอื่นหรือสารป้องกันกำจัดแมลงเข้ามาช่วย สารสกัดสะเดาสามารถใช้ได้อย่างกว้างขวางกับพืชหลายชนิด เช่น พืชตระกูลส้ม มะม่วง พืชผักตระกูลกะหล่ำ อย่างไรก็ตามสะเดาสามารถใช้ได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ปลูกและระยะเวลาที่แมลงระบาดด้วย หากใช้สะเดาในพื้นที่ปลูกที่มีแมลงระบาดด้วย หากใช้สะเดาในพื้นที่ปลูกที่มีแมลงระบาดหนักในช่วงนั้นการใช้สะเดาเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ผลจึงควรใช้สารเคมีพ่น 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อลดการระบาดของแมลงในระดับหนึ่งก่อน ต่อจากนั้นจะใช้สารสกัดสะเดาพ่นหรือถ้าแมลงบางชนิดที่สะเดาใช้ได้ผลไม่ดีนักผู้ปลูกอาจทำการใช้สารเคมีพ่นสลับกับสารสกัดจากสะเดาด้วยก็ได้เพราะการใช้สะเดาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ผลเสมอไป แต่การใช้สารเคมีก็ควรเลือกชนิดของสารที่ไม่ทำลายศัตรูธรรมชาติด้วย

    วิธีการเก็บเมล็ดให้สารอะซาดิแรคตินคงคุณภาพ

    คุณภาพเมล็ดสะเดาจะมีผลโดยตรงต่อปริมาณของสารอะซาดิแรคตินซึ่งสูญสลายได้ง่าย ดังนั้นวิธีเก็บและการเก็บรักษาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเป็นอันดับแรก จากการศึกษาของกรมวิชาการเกษตรพบว่าเมล็ดสะเดาในระยะสุกจะมีปริมาณสารอะซาดิแรคตินสูงกว่าเมล็ดในผลอ่อน การเก็บเมล็ดสะเดาจึงควรเลือกเก็บผลที่มีสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียวและไม่ควรเก็บเมล็ดสะเดาที่ร่วงอยู่ใต้ต้นเพราะเมล็ดที่ปนเปื้อนสิ่งสกปรกบนพื้นดินจะมีโอกาสเกิดเชื้อราเข้าทำลายได้ง่ายทำให้สารอะซาดิแรคตินมีประสิทธิภาพต่ำ สำหรับการเก็บเมล็ดสะเดาไว้ใช้เองควรจะนำเมล็ดตากแดดประมาณ 2-3 อาทิตย์ต่อจากนั้นจึงนำมาผึ่งในที่ร่ม 2-4 สัปดาห์จนเมล็ดแห้งสนิทจึงนำไปเก็บไว้ในตาข่ายที่โปร่งแสง แต่สำหรับการเก็บเมล็ดเพื่อนไไปผลิตเป็นการค้าจะต้องทำการแยกเนื้อออกจากเมล็ดก่อนแล้วจึงนำเมล็ดไปตากแดดผึ่งลม ซึ่งโรงงานบางแห่งจะนำเมล็ดเข้าเครื่องอบแห้งโดยใช้อุณหภูมิ 70-80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6 ชั่วโมง จนเหลือความชื้น 10% จึงเก็บใส่ถุงตาข่ายและเก็บไว้ในห้องเย็น การเก็บเมล็ดสะเดาสามารถเก็บไว้ได้นาน 1 ปี โดยจะต้องเก็บให้ห่างจากอุณหภูมิและความชื้นสูงซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สารอะซาดิแรคตินเสื่อมสภาพได้ง่าย สำหรับการเก็บในรูปสะเดาผงจะมีการสูญสลายได้ง่ายมากกว่าการเก็บเมล็ด เนื่องจากการเก็บในรูปแบบผงจะมีโอกาสที่สารอะซาดิแรคตินสัมผัสกับความชื้นอากาศและแสงได้มากจึงเกิดปฏิกิริยาเคมีที่ทำให้สารอะซาดิแรคตินเสื่อมสภาพได้ง่าย

    การสกัดสารจากสะเดาแบบง่ายๆ ทำเองได้

    การสกัดสารจากสะเดาสามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายและสามารถทำใช้เองในสวนได้คือ การสกัดด้วยน้ำโดยนำผงสะเดาแห้ง 1 กิโลกรัม แช่น้ำ 20 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วกรองเอาน้ำที่สกัดได้ผสมกับสารจับใบพ่นให้กับต้นพืชแต่เนื่องจากสารสกัดสะเดาสลายตัวได้ง่ายจึงเก็บไว้ใช้ได้เพียง 2-3 วันเท่านั้น การสกัดสะเดาด้วยวิธีนี้จึงเหมาะสำหรับการสกัดเพื่อใช้งานทันที ดังนั้นเกษตรกรจึงควรวางแผนการปลูกพืชเพื่อเตรียมสารสกัดจากสะเดาให้เพียงพอสำหรับการปลูกพืชในฤดูนั้น

    รูปแบบการสกัดสะเดาทางอุตสาหกรรม

    การสกัดสะเดาอีกวิธีหนึ่งเป็นการสกัดด้วยสารเคมีโดยนำเมล็ดสะเดาที่กระเทาะเปลือกออกแล้วมาบดละเอียดเพื่อนำมาสกัดน้ำมันออกโดยใช้เฮกเซนเป็นตัวสกัด หลังจากนั้นจะทำการสกัดสารอะซาดิแรคตินโดยใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวสกัดซึ่งการสกัดโดยทั่วไปจะใช้เมทธิลแอลกอฮอล์ คุณภาพของสารสกัดที่ได้อาจจะด้อยกว่าการใช้เอทธิลแอลกอฮอล์บ้างเล็กน้อย แต่คุ้มค่ามากกว่าเพราะเอทธิลแอลกอฮอล์มีราคาแพงเนื่องจากถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมผลิตสุราจึงมีอัตราภาษีศุลกากรสูง ทำให้ราคาสูงตามไปด้วย ดังนั้นในการสกัดสารจากสะเดาจึงเลือกใช้เอทธิลแอลกอฮอล์ซึ่งราคาไม่แพงและหาซื้อได้ไม่ยากหลังจากผ่านกรรมวิธีการสกัดสารอะซาดิแรคตินแล้วจะถูกนำมาเติมสารปรุงแต่งเพื่อให้เหมาะสมในการใช้งาน

    สารสกัดสะเดาไม่ได้มีการผลิตใช้กันแต่เฉพาะในบ้านเราเท่านั้น ต่างประเทศก็มีเหมือนกันซึ่งเขาได้มีการศึกษาวิจัยกันมานานร่วม 20 ปีมาแล้วจนสามารถผลิตเป็นการค้าในชื่อว่า “ไตรแอ็ด” ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนกับองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งอเมริกา (EPA) พร้อมกับจดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นผู้ที่สนใจคิดจะผลิตสารสกัดเป็นการค้าก็จะต้องไปขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรด้วย

    ข้อดีและข้อเสียของสารสกัดสะเดา

    สารสกัดจากสะเดาเป็นสารธรรมชาติจึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และไม่มีสารตกค้างในธรรมชาติเนื่องจากสารสกัดจากสะเดามีการสลายตัวค่อนข้างเร็วเพียง 5-7 วัน จะเกิดการสลายตัวหมด ซึ่งเป็นผลดีทำให้แมลงไม่สามารถสร้างความต้านทานได้ทัน โอกาสที่แมลงจะเกิดการดื้อยาจึงน้อยกว่าการใช้สารเคมี ข้อดีที่สำคัญคือ สารสกัดจากสะเดาไม่ทำลายศัตรูธรรมชาติ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียนและแมลงผสมเกสาร ทำให้ระบบนิเวศน์ไม่ถูกทำลาย นอกจากนี้การใช้สารสกัดจากสะเดาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจะช่วยให้ระบบนิเวศน์สมดุลทำให้การพ่นสารสกัดสะเดาจะเริ่มห่างมากขึ้นต่างจากการใช้สารเคมีสังเคราะห์ที่ยิ่งใช้มากยิ่งเกิดปัญหาแมลงระบาดหนักมากขึ้น อย่างไรก็ตามการพ่นสารสกัดสะเดาในบางครั้งอาจไม่ทำให้แมลงตายในทันทีเนื่องจากแมลงอาจได้รับสารที่มีความเข้มข้นไม่มากพอทำให้แมลงไม่ตาย แต่เมื่อแมลงโตเต็มวัยแมลงเพศเมียจะสร้างไข่ได้น้อยและฟักไข่ได้น้อยลง ทำให้ประชากรแมลงลดปริมาณลงในที่สุด

    แม้การใช้สารสกัดจากสะเดาจะมีข้อดีหลายประการแต่ต้องไม่ลืมว่าสารสกัดจากสะเดาไม่ใช่ยาวิเศษที่สามารถกำจัดแมลงได้ทุกชนิด เพราะจากที่กล่าวมาแล้วว่าสารสกัดจากสะเดาใช้ได้ผลดีกับแมลงบางกลุ่มเท่านั้นและมีแมลงบางกลุ่มที่ใช้ไม่ได้ผล ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องศึกษาคุณสมบัติของสารสกัดสะเดาให้ละเอียดก่อน เริ่มต้นใช้และเนื่องจากสะเดามีการสลายตัวเร็วทำให้ต้องพ่นสารบ่อยครั้ง แต่เมื่อสภาพแวดล้อมสมดุลย์แล้วระยะการพ่นสารสะเดาก็จะเริ่มห่างมากขึ้น

    กากสะเดา วัสดุใช้ทำปุ๋ยได้ดี

    กากสะเดาเป็นวัสดุที่ได้จากขบวนการสกัดสารจากสะเดาโดยส่วนของกากจะสามารถนำมาใช้ทำปุ๋ยบำรุงดิน ซึ่งการศึกษาคุณสมบัติของกากสะเดาโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยพบว่ากากสะเดามีปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน 5.18% ฟอสฟอรัส 0.46% โปแตสเซียม 0.88% และทำการทดสอบประสิทธิภาพของกากสะเดากับข้าว มันเทศและผักคะน้า โดยทำการทดลองที่ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม พบว่าการใช้กากสะเดาในอัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชได้ดีและผลผลิตที่ได้ก็ดีด้วย นอกจากนี้กากสะเดายังยับยั้งการเจริญของเชื้อ Penicillium citrinum แต่ไม่มีผลในการป้องกันกำจัดแมลง

    ปลูกสะเดาไม่ใช่เรื่องยาก

    สำหรับท่านที่สนใจคิดจะปลูกสะเดาคงต้องบอกว่าการปลูกสะเดาไม่ใช่เรื่องยากเพราะสะเดาเป็นไม้ที่ปลูกง่าย โตเร็ว วิธีการปลูกก็ไม่ยุ่งยากนักเพียงแต่ผู้ปลูกจะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์เป็นหลักว่าต้องการปลูกสะเดาเป็นพืชหลัก พืชรอง หรือต้องการปลูกสะเดาเป็นพืชหลัก พืชรองหรือต้องการปลูกเป็นไม้กันลม เพื่อกำหนดระยะปลูกให้เหมาะสม ระยะปลูกสะเดาที่กรมวิชาการเกษตรได้แนะนำไว้คือ 2×4 เมตร ซึ่งสามารถปรับระยะให้ห่างหรือถี่ตามความต้องการ โดยในช่วงแรกอาจจะปลูกระยะถี่ 1×2 เมตร หลังจากนั้น 3 ปี จึงทำการตัดสางต้น (ตัดต้นเว้นต้น) เพื่อปรับระยะปลูกให้ห่างมากขึ้น สำหรับการปลูกสะเดาไว้เก็บเมล็ดเพื่อทำสารกำจัดแมลงควรใช้ระยะห่างเพื่อให้สะเดาสามารถเจริญเติบโตเร็วและติดผลมากเพราะการปลูกสะเดาในระยะถี่จะทำให้สะเดามีการเจริญเติบโตทางด้านความสูงมากกว่าการขยายทางด้านกว้าง การปลูกระยะถี่จึงเหมาะกับการปลูกไว้เพื่อขายลำต้นเป็นไม้ก่อสร้างบ้านเรือน

    ส่วนเรื่องของการดูแลรักษานั้นเพียงแต่ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอสักปีละ 2 ครั้งก็พอ ซึ่งสะเดานั้นไม่จำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่มากเหมือนพืชชนิดอื่น แต่ในช่วงที่เป็นต้นกล้ามักจะมีแมลงมากัดกินใบจะต้องกำจัดแมลงด้วยการพ่นสารกำจัดแมลงชนิดดูดซึม

    สำหรับวิธีการขยายพันธุ์สะเดานั้น สามารถเลือกได้หลายวิธีเพราะสะเดาขยายพันธุ์ได้ง่ายทั้งวิธีการเพราะเมล็ด ติดตา ต่อกิ่ง ปักชำ แต่ส่วนใหญ่มักจะนิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดมากว่าเพราะสะดวกรวดเร็วได้จำนวนต้นมากและมีระบบรากแก้วทนแล้งได้ดีกว่า

    การให้ผลผลิตของสะเดา

    โดยธรรมชาติแล้วสะเดาจะมีการติดผลเพียงปีละหนเท่านั้น ซึ่งสะเดาที่ปลูกด้วยการเพาะเมล็ดจะเริ่มติดผลเมื่ออายุ 5 ปีขึ้นไป แต่สะเดาที่ขยายพันธุ์ด้วยการติดตาต่อกิ่งจะเริ่มติดผลเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุสูงขึ้น สะเดาที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไปจะมีผลผลิตประมาณ 10-50 กิโลกรัมต่อต้น แยกเป็นส่วนของเมล็ดได้ 5-8 กิโลกรัมต่อต้น ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยหลายประการประกอบกัน

    สะเดาแนวสวน ยั่งยืนในอนาคต

    ปีหนึ่งๆ ประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีสำหรับป้องกันกำจัดแมลงมีมูลค่าไม่น้อย การใช้สารสกัดสะเดาจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยทำให้ลดการใช้สารเคมีและยังช่วยให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง การปลูกสะเดาร่วมกับพืชปลูกจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับการปลูกพืชและทำสวนในยุคนี้เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์ในการป้องกันแมลงแล้วส่วนอื่นของสะเดายังสามารถสร้างรายได้ได้อีกด้วย หรือถ้าใครคิดอยากจะปลูกสะเดาเป็นพืชเดี่ยวเพื่อผลิตสารสกัดสะเดาเป็นการค้าก็สามารถทำได้ แต่ถ้าไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับปลูกสะเดา การรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อใช้พื้นที่ปลูกร่วมกันแล้วผลิตสารสกัดสะเดาก็น่าจะเป็นวิธีที่แก้ปัญหาตรงนี้ได้ ทั้งนี้การใช้สารสกัดสะเดาให้ได้ผลนั้นเกษตรกรควรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงวิธีการใช้ก่อนเพราะสารสกัดธรรมชาติมีจุดอ่อนในเรื่องของการสลายตัวได้ง่าย จึงต้องศึกษาวิธีใช้ให้เข้าใจเพื่อให้สารสกัดสะเดามีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดแมลงได้มากที่สุด

  • คุณสมบัติ 45 ประการที่ทำให้คุณมีสิทธิ์ตกสัมภาษณ์งาน

    นี่คือคุณสมบัติ 45 ประการที่จะทำให้คุณมีสิทธิ์ตกสัมภาษณ์งานได้ มีอะไรเรามาดูกันเลย

    1.ขาดความสำรวม หลุกหลิก ไม่มีสัมมาคารวะ
    2.วางท่าเกินไป มีท่าที่เหยียดหยามผู้อื่น
    3.มีความมั่นใจในความสามารถของตนเองมากเกินไป
    4.โต้แย้งในทุกๆ เรื่อง ไม่ยอมรับเหตุผลผู้อื่น
    5.เป็นคนยอมรับมากเกินไป เห็นคล้อยตามในทุกเรื่อง ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง
    6.เล่าเรื่องราวของตนเองไม่ได้ หรือเล่ากระท่อนประแท่นไม่ปะติดปะต่อ
    7.ชอบพูดคำสบถ ภาษาแสลง
    8.ไม่มีแผนงานชีวิตของตนเอง
    9.ไม่กล้าตัดสินใจ จิตใจโลเล
    10.เป็นคนเฉื่อยชา ประเภทอะไรก็ได้
    11.ไม่มีความคิดริเริ่ม
    12.ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้
    13.คะแนนการเรียนอ่อนมาก
    14.มุ่งเรื่องเงินเดือน
    15.อยากทำงานตำแหน่งสูงๆ ชอบทำงานสบาย
    16.ปกปิดเรื่องราวบางอย่าง
    17.ไม่สนใจเรื่องราวใดๆ รอบตัว
    18.ไม่มีไหวพริบ
    19.ขาดความเป็นผู้ใหญ่
    20.โมโหฉุนเฉียวง่าย
    21.มองโลกในแง่ร้าย
    22.ดูเป็นคนห่อเหี่ยว ไม่มีชีวิตชีวา
    23.ไม่รู้จักกาละเทศะ
    24.ไม่สบตาผู้สัมภาษณ์เลย
    25.ชีวิตครอบครัวไม่มีความสุข
    26.ไม่ถูกกับบิดา มารดา ญาติพี่น้อง
    27.กรอกใบสมัครเลอะเทอะ
    28.แต่งกายไม่สุภาพ ไม่เหมาะสม
    29.มารับการสัมภาษณ์เล่นๆ หรือมาตามคำชวนของเพื่อน
    30.ต้องการทำงานเพียงช่วงสั้นๆ
    31.เส้นตื้น ขำในทุกๆ เรื่อง
    32.ตอบคำถามเรื่องวิชาการที่เรียนมาไม่ได้
    33.อวดรู้จักคนใหญ่ๆ โตๆ
    34.ใช้เวลาส่วนมากดูภาพยนต์ เที่ยว
    35.ไม่ถามอะไรเกี่ยวกับงานเลย ถามแต่เงินเดือน กับวันหยุด
    36.ตอบคำถามไม่ตรงประเด็น ไม่ชัดเจน
    37.ขาดคุณธรรม
    38.เป็นคนฟุ่มเฟือย
    39.ไม่รู้จักบริษัทเลย
    40.เน้นแต่ทฤษฎี ไม่เห็นคุณค่าของประสบการณ์
    41.มีความเห็นรุนแรง
    42.สนใจทำงานบริษัทใหญ่ๆ
    43.ตีนไม่ติดดิน หยิบโหย่ง
    44.ไม่สนใจในการร่วมทำกิจกรม
    45.ดูถูกเจ้านายคนก่อนๆ

    ฉะนั้นเมื่อเวลาเราไปสัมภาษณ์งานให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้นะครับ เราจะได้ไม่ตกสัมภาษณ์งาน และมีสิทธิ์ได้เข้าไปทำงานครับ

  • 10 วิธีเอาชนะความล้มเหลว

    10 วิธีเอาชนะความล้มเหลว

    1.จงอย่าเก็บเอาความความล้มเหลวไว้กับตัวเองตลอดไป

    อย่าคิดว่าเมื่อล้มเหลวครั้งหนึ่ง ก็หมดอาลับตายอยากในชีวิต จงลุกขึ้นสู้ฝ่าฟันต่อไป และเอาประสบการณ์พ่ายแพ้ดังกล่าว มาเป็นเครื่องเตือนใจในการต่อสู่ต่อไปของตัวเอง

    2.เมื่อนึกถึงความล้มเหลว จงระลึกถึงภาพที่เรารอดมาได้ยามคับคัน

    จงนึกถึงว่า เมื่อครั้งเวลามีอุปสรรค เรายังสามารถเอาตัวรอดมาได้ มันจะช่วยให้จิตใจกล้าแข็งขึ้น สร้างความมั่นใจให้สามารถพิชิตความพ่ายแพ้ได้เป็นอย่างดี

    3.พยายามสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับตัวเอง

    ปล่อยอารมณ์ให้สบาย คิดแต่ในทางสร้างสรรค์ ไม่ย่อท้อ หรือท้อถอยจากความล้มเหลวที่ประสบมาในอดีต

    4.พยายามหาเพื่อนสนิทสักคนให้เขามีโอกาสได้รับรู้ความรู้สึกร่วมกับเรา

    เมื่อเวลาพ่ายแพ้ หรือผิดหวังอะไรในชีวิต จะได้ระบายสิ่งที่เก็บกดไว้ในใจออกไป ไม่มัวหมองหรือมีความกลัดกลุ้มอยู่แต่ในจิตใจของเราเพียงคนเดียว

    5.หาคติเตือนใจดีๆ ติดไว้ที่ห้องนอน โต๊ะทำงาน หรือพกใส่กระเป๋าไว้

    เพราะสิ่งเหล่านี้จะคอยเตือนใจ ให้เรามีความเข้มแข็ง และสามารถลุกขึ้นต่อสู้อุปสรรคได้ เช่น “ชีวิตต้องสู้ เมื่อเป็นคนอยู่ก็ต้องสู้ต่อไป”

    6.อย่าเพิ่มภาระให้กับตัวเอง

    จากการกระทำที่ไม่ถูกไม่ควร เช่น ดื่มเหล่า หรือเที่ยวเตร่ในยามที่คุณรู้สึกผิดหวัง เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเครียดของคุณได้ในระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น แถมชีวิตก็จะก้าวไปสู่ทางที่ย่ำแย่ลงทุกวัน

    7.พยายามหาหนังสือดีๆ มีสาระ และคุณประโยชน์ไว้อ่าน

    หนังสือจะช่วยทำให้ความเศร้า ความผิดหวัง หรือความกังวลของคุณลดลง ทั้งยังทำให้เรารู้สึกไม่อ้างว้าง ไม่เหงาหรือเปล่าเปลี่ยว โลกของเราอยู่ในหนังสือเท่านั้น เราไม่ต้องพบกับความเลวร้าย สกปรกของโลก หรือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

    8.พยายามขจัดความว้าวุ่น ด้วยการรับประทานอาหารที่ชอบ โปรดปราน

    มันจะทำให้จิตใจคุณดีขึ้น แต่ระวังเรื่องไขมัน และคลอเรสเตอรอลด้วยหล่ะ เดี๋ยวไม่เช่นนั้นก็จะเพิ่มภาระความกังวลในเรื่องน้ำหนักเข้าให้อีก

    9.หาเวลาวิสาสะ พบปะเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องบ้าง

    เพราะความรัก ความเอาใจใส่ที่เราจะได้รับจากพวกเขานั้น มีส่วนช่วยให้จิตใจเราเข้มแข็งขึ้น รู้สึกอบอุ่นและรู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่เผชิญกับโลกตามลำพังคนเดียว

    10.อ่านเรื่องเกี่ยวกับการสร้างเนื้อสร้างตัวของคนอื่น

    จากความลำบากของบุคคลต่างๆ ในสังคม ทั้งจากบุคคลในประเทศหรือต่างประเทศ จะทำให้เราคิดได้ว่า “เขาเองก็ประสบอุปสรรคมามากมาย แต่เขาก็ยังสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม แล้วทำไมเราถึงจะต้องยอมแพ้ง่ายๆ เล่า”

  • 10 คำแนะนำ การสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์

    สำหรับท่านที่จะให้สัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์ ควรอ่านคำแนะนำ 10 ประการในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ไว้ดังนี้

    1. ให้เขียนหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ไว้ในจดหมายแนะนำตัวและจดหมายสมัครงาน

    เป็นอันดับแรกและสำคัญที่สุด ผู้สมัครหลายคนมักจะลืมหรือมองข้ามสิ่งนี้ไป ซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาสในการถูกเลือกไปอย่างน่าเสียดาย หากเป็นไปได้ ผู้สมัครควรระบุหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่สามารถติดต่อได้สะดวก

    2. การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

    ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ท่านควรตระหนักอยู่เสมอ ถ้าท่านส่งใบสมัครงานหรือเพิ่งจะส่งจดหมายแนะนำตัวไปท่านจะต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ คงไม่แปลกที่การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์อาจหยุดชะงัก เนื่องจากผู้สมัครจำชื่อบริษัทที่ได้สมัครไปไม่ได้ ท่านควรเก็บราบละเอียดของการสมัครงานทั้งหมดไว้ รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ ผู้ติดต่อและสำเนาในสมัครงาน

    3. ท่านต้องอยู่ในสถานการณ์ที่พร้อมจะให้สัมภาษณ์

    หากท่านได้รับโทรศัพท์จากบริษัทที่ได้สมัครไว้ ควรตระหนักอยู่เสมอว่า ท่านอยู่ในสถานการณ์ที่พร้อมจะให้สัมภาษณ์ การสัมภาษณ์โดยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่อาจทำให้การสัมภาษณ์ของท่านล้มเหลว จะเป็นการดีหากแจ้งกับผู้สัมภาษณ์ว่าท่านจะโทรกลับไปอีกครั้งเมื่ออยู่ในที่ที่เป็นส่วนตัวหรือที่ที่เหมาะแก่การให้สัมภาษณ์

    4. การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เป็นการประเมินความสนใจ

    การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ส่วนใหญ่เป็นวิธีที่ทางบริษัทใช้ในการประเมินความสนใจของผู้สมัครตำแหน่งดังกล่าวและคิดว่าความรู้ ความชำนาญ คุณสมบัติและประสบการณ์ของท่านเหมาะสมกับงานนั้นๆ อย่างไรบ้าง

    5. พูดให้ชัดเจนและเข้าใจง่ายที่สุด

    ความประทับใจแรกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ผู้สัมภาษณ์ไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์ต่างๆ เช่น การแต่งกาย กิริยาท่าทาง การแสดงออกและการสบตาซึ่งปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจ สิ่งที่สำคัญที่สุด การที่จะดึงดูดความสนใจของผู้สัมภาษณ์และแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นคนฉลาดและเหมาะสมกับงานอย่างแท้จริง ท่านควรจะพูดให้ชัดเจนและเข้าใจง่ายที่สุด ไม่ควรปล่อยให้การสัมภาษณ์หยุดชะงักด้วยการเงียบ ซึ่งทำให้เกิดความอึดอัดแก่ผู้ร่วมสนทนา หากท่านต้องการเวลาสำหรับคิดคำตอบ ควรบอกให้ผู้สัมภาษณ์ทราบว่าท่านกำลังใช้ความคิด

    6. ควรตอบคำถามอย่างฉะฉาน

    เนื่องจากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ไม่สามารถสื่อสีหน้า หรือท่าทางของผู้สมัครได้ ท่านควรสื่อบุคลิกของท่านผ่านทางโทรศัพท์ให้ได้มากที่สุด ควรปรับน้ำเสียงและความดังของเสียงให้เหมาะสม ไม่ควรพูดจากำกวม ไม่ควรพูดแบบถามคำตอบคำและเลือกที่เล่าแต่เรื่องของตัวเอง ผู้สัมภาษณ์จะเป็นผู้ที่จะถามคำถามเพื่อที่จะรู้จักท่านให้มากที่สุด ดังนั้นอย่าทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึก เหนื่อยหรือเบื่อด้วยการกระทำดังกล่าว ทุกคำพูดจะต้องตรงประเด็น ไม่ควรพูดนอกเรื่อง หลักการพูดที่ดีคือควรเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังในเวลาเดียวกัน

    7. ประเมินความสามารถและทักษะในการใช้โทรศัพท์ของท่าน

    การใช้โทรศัพท์เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับงานส่วนใหญ่ ผู้สัมภาษณ์จะประเมินความสามารถและทักษะในการใช้โทรศัพท์ของท่าน หากเปรียบว่าการหลีกเลี่ยงการสบตา และท่าทาง ที่ลุ่มลาม ทำให้ท่านไม่ประสบความสำเร็จในการสอบสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว ก็เหมือนกับการเตรียมตัวที่ไม่พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ อาจทำให้ท่านพลาดโอกาสในงานนั้นๆ ได้เช่นเดียวกัน ควรหลีกเลี่ยงการไอ หายใจแรงๆ หรือถอนหายใจ ควรจัดเรียงคำพูดในการตอบคำถามให้ดีที่สุด โดยหลีกเลี่ยงการพูดพึมพำหรือหัวเราะ แสดงให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกมั่นใจว่า ท่านสามารถเป็นตัวแทนบริษัทในการติดต่อกับลูกค้า หรือตัวแทนต่างๆ ทางโทรศัพท์ได้

    8. ต้องเป็นตัวของตัวเอง

    ในการสัมภาษณ์ไม่ว่าจะครั้งไหนก็ตาม ต้องเป็นตัวของตัวเอง ผู้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่จะให้ความสนใจกับ คนที่พูดโทรศัพท์แบบเป็นตัวของตัวเอง หากท่านทำตัวตามสบาย ท่านจะสามารถแสดงความเป็นตัวเอง และความกระตือรือร้นของท่านออกมาได้ ซึ่งก็เกินพอแล้วสำหรับการที่จะผ่านไปสู่การคัดเลือกในขั้นต่อไป

    9. ควรรู้สึกผ่อนคลาย

    ในตอนท้ายของการสัมภาษณ์ ควรรู้สึกผ่อนคลายกับการถามคำถามของผู้สัมภาษณ์เกี่ยวกับขั้นตอนต่อไปที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามไม่ควรตั้งคำถามเกี่ยวกับเงินเดือน การฝึกงาน วันหยุด หรือวันเริ่มงาน ผู้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ถือว่า การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ คือการสัมภาษณ์รอบแรก ควรเก็บรายละเอียดในการสนทนาไว้เพื่อเตรียมตัวสำหรับ การพบปะกันในการสัมภาษณ์ครั้งต่อไป

    10. สอบถามความคืบหน้าการสัมภาษณ์งาน

    หลังการสอบสัมภาษณ์ หากท่านไม่ได้รับข่าวคืบหน้าจากทางบริษัทภายใน 1-2 อาทิตย์ สามารถโทรศัพท์ไปยังบริษัทเพื่อสอบถามความคืบหน้า หากท่านได้รับการคัดเลือกเข้าสัมภาษณ์ครั้งต่อไป ควรเขียนรายละเอียดต่างๆ ไว้และพูดถึงมันอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากข้อมูลต่าง ๆ หรือความเคลือบแคลง อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

  • วิธีทำธุรกิจ Dropship ให้ประสบความสำเร็จ

    ตลาดการค้าในประเทศไทยของเรานั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจ เพราะด้วยจำนวนประชากรกว่า 65 ล้านคน และมีความหลากหลายทั้งในด้านธุรกิจ และอื่นๆ ทำให้การทำการตลาดการค้าในเมืองไทยเป็นอะไรที่น่าลงทุนมากๆ และหนึ่งในธุรกิจที่น่าสนใจและกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน คือ ธุรกิจ Dropship สำหรับใครที่ลงทุนทำธุรกิจ Dropship หรือกำลังเริ่มต้นทำธุรกิจ Dropship อยู่แล้ว แนวทางด้านล่างนี้เหมาะสมสำหรับผู้สนใจอย่างมาก ลองมาดูกันว่าหากทำธุรกิจ Dropshipแล้ว มีวิธีการทำอย่างไรบ้าง

    1.มองหาตลาดก่อนเสมอๆ

    สิ่งแรกก่อนที่คุณนั้นจะทำธุรกิจ Dropship คุณจะต้องมองหาตลาดสำหรับการค้าขายของคุณให้เจอเสียก่อน ว่าคุณนั้นต้องการที่จะขายสินค้าอะไร และขายที่ไหนขายให้ใคร อย่าคิดแต่ว่าจะทำธุรกิจ Dropshipเลย โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าตลาดของคุณนั้นอยู่ตรงไหน เพราะหากเป็นอย่างนี้แล้ว โอกาสสูงมากที่จะเกิดความผิดพลาดขึ้นมาได้ ดังนั้นจงสำรวจเสียก่อนว่าตลาดการทำธุรกิจ Dropshipของคุณนั้นอยู่ที่อะไร

    2.มองหาสินค้าที่ดี และมีคุณภาพ

    เมื่อมองหากลุ่มตลาดเจอแล้ว ส่วนต่อมาคือคือ การเลือกสินค้าที่มีคุณภาพ และสามารถเจาะกลุ่มลงไปได้ โดยปกติแล้วสินค้าที่เราเลือกมาทำ Dropship นั้นต้องเป็นสินค้าที่มีราคาถูก และเป็นสินค้าที่สามารถนำมาปั้นแบรนด์ของตนเองได้อย่างไม่ยากนัก อีกทั้งมีการทำสัญญากับคู่แข่งน้อยรายด้วย

    3.เน้นในเรื่องของราคาทุนเป็นสำคัญ

    ทุนคืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ Dropship ดังนั้นจงสำรวจด้วยว่าคุณนั้นต้องใช้ทุนเท่าไหร่ หรือว่าใช้งบประมาณในการลงทุนเท่าไหร่ เพื่อที่ว่าจะได้เป็นแนวทางอย่างง่ายๆในการลองดูว่าธุรกิจนั้นๆ จะสามารถที่จะขยายโอกาสทางธุรกิจออกไปได้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้นสำรวจและเติมเงินทุนของคุณให้แน่นหนาเสมอๆ

    4.อย่าให้มีคู่แข่งมาทำตลาดเดียวกัน

    หากเป็นไปได้การเลือกสินค้าหรือบริการสำหรับการทำธุรกิจ Dropshipของคุณนั้นเน้นอย่าให้มีคู่แข่งเข้ามาทำการแข่งขันในตลาดเดียวกันกับคุณ หรือว่าถ้าหากมีนั้นก็ขอให้มีจำนวนน้อยๆ เพราะว่าถือเป็นแนวทางเป็นไอเดีย ว่า หากคุณมีคู่แข่งในตลาดน้อย และตลาดของคุณนั้นเป็นตลาดที่เรียกว่า Blue Ocean แล้ว ย่อมส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วมากขึ้น

    5.สร้างแบรนด์ด้วยศรัทธา

    สิ่งต่อมาที่คุณนั้นจะต้องทำคือ เมื่อทำธุรกิจ Dropshipแล้ว จงปั้นแบรนด์ของคุณให้ดังขึ้นมา ทำให้ใครหลายๆคนนั้นรู้จักกับแบรนด์ของคุณ ไม่ว่าคุณนั้นจะทำการโปรโมตผ่านเว็บไซต์ หรือเป็นการโปรโมตผ่านสื่อช่องทางอื่นๆอะไรก็ตาม จงเน้นเรื่องของการสร้างแบรนด์ของคุณ ทำให้คนรู้จักคุณให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

    6.เน้นการบริการที่ดีและรวดเร็ว

    การบริการที่ดีและมีความรวดเร็ว ถือเป็นหนึ่งในหัวใจของการทำงานของคุณให้ประสบความสำเร็จได้ โดยเฉพาะการทำธุรกิจ Dropship ที่ต้องอาศัยทั้งความรวดเร็ว และความแตกต่างของธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่ลูกค้าของเราทุกคน ดังนั้น จงเน้นไปที่การบริการที่ดี และรวดเร็วเป็นสำคัญเสมอ

    7.อย่าให้แบรนด์มีปัญหา

    จงระวัง อย่าทำอะไรที่ส่งผลกระทบต่อการสร้างแบรนด์ของตนเอง เช่นการโปรโมตที่ไม่ได้คำนึงถึงหลักจริยธรรม การขายสินค้าโดยการเอากำไรมากกว่า 45% ของราคาต้นทุนที่คุณนั้นนำมาขาย หรือการตอบโต้กับลูกค้าของคุณ เพราะสิ่งเหล่านี้นั้นส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ของคุณทั้งสิ้น หากมันเกิดขึ้น จงหาวิธีแก้ไขให้ดีที่สุดครับ

    8.เลือกพรีเซนเตอร์ที่ดีมีผลต่อธุรกิจ

    เมื่อคุณทำธุรกิจ Dropship จงมองหาคนที่จะมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับคุณ ควรเลือกคนที่สะท้อนความเป็นผลิตภัณฑ์ตัวนั้นๆมาด้วยเสมอๆ เพราะพรีเซนเตอร์ในปัจจุบันนั้นต่างมีผลที่ดีต่อการสร้างภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ของเราทั้งสิ้น และโปรดคำนึงถึงเบื้องหลังของพรีเซนเตอร์คนนั้นด้วยเสมอๆ หากประวัติไม่ดี อย่าเลือกมาเด็ดขาด

    9.เขียนบทความส่งเสริมธุรกิจของคุณ

    ลองเขียนบทความเกี่ยวกับธุรกิจ Dropshipของคุณ หรือว่าสินค้าของคุณ จากนั้นทำการโพสต์ลงตามเว็บไซต์ต่างๆ บทความที่ดีจะช่วยในเรื่องของการขยายคุณค่าของธุรกิจ Dropshipของคุณให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับให้มากขึ้นด้วย ลองเขียนดูนะครับ แนะนำว่าทำสักเดือนละ 10 บทก็เพียงพอแล้ว

    10.สร้างเว็บไซต์

    หากคุณยังไม่มีเว็บไซต์ สำหรับธุรกิจ Dropshipของคุณ จงอย่าลืมสร้างมันขึ้นมาด้วย เพราะเว็บไซต์จะเปรียบเสมือนหน้าตาของธุรกิจนี้ เป็นเสมือนช่องทางในการเพิ่มของรายได้ของเราอีกหนึ่งทาง

    11.ศึกษาโมเดลการตลาดในรูปแบบใหม่ๆ เสมอๆ

    ข้อสุดท้ายคือ พยายามหมั่นศึกษาถึงโมเดลการตลาดยุคใหม่ว่า จะต้องลงมือทำอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจ Dropshipของเรานั้นเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะในแต่ละวันที่ผ่านไปนั้นต่างมีนวัตกรรมทางการตลาดใหม่ๆเข้ามาเสมอๆ และนั่นส่งผลต่อธุรกิจของเราด้วย ดังนั้นจงเรียนรู้โมเดลใหม่ๆเพื่อนำมาพัฒนาธุรกิจของเรา

    สรุป

    จะเห็นว่า ธุรกิจ Dropship ถือเป็นธุรกิจที่สามารถทำได้อย่างไม่ยากนัก และคุณก็สามารถเริ่มต้นกับการทำธุรกิจนี้ได้เช่นกัน ขอเพียงแค่มีความชอบในการทำธุรกิจ Dropship และเรียนรู้หลักแนวทางทั้ง 11 ประการข้างต้นและนำไปประยุกต์ใช้ ก็จะช่วยให้คุณนั้นสามารถเริ่มต้นและทำกำไรจากธุรกิจนี้ได้อย่างแน่นอน ลองนำไปใช้เป็นแนวทางในการลงมือทำดูนะครับ

error: Content is protected !!