Author: admin

  • วิธีปลูกมะละกอ พร้อมคำแนะนำในการขายมะละกอ

    การขายมะละกอสามารถทำเงินได้มากมายเลย คุณเชื่อมั้ยครับ

    มะละกอนั้นเป็นพืชเศรษฐกิจมาแรงอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย ที่มาแรงแบบเงียบๆ ในชีวิตประจำวันของใครหลายคนมีมะละกอมาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน กับเรื่องอาหารการกิน อย่างส้มตำ ที่ต้องพึ่งพามะละกอเป็นหลัก มะละกอไม่ใช่แค่ทานดิบเท่านั้น ยังมีมะละกอทานสุกที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่นดังชาวสวน อ.แม่สอด โกยเงินกับมะละกอ 50 ไร่ วางแผนปลูกให้เก็บได้ในช่วงแพงรับเนื้อๆ เดือนละละ 50,000 บาท

    ลักษณะของมะละกอ

    มะละกอเป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ถูกนำเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม นิยมนำมารับประทานทั้งสดและนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ ฯลฯ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็ได้

    มะละกอเป็นไม้ล้มลุก ซึ่งในบางครั้งอาจเข้าใจผิดว่ามะละกอเป็นไม้ยืนต้น เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยู่ภายในกินไม่ได้

    ประโยชน์ของมะละกอ

    นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสดๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ฯลฯ หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้

    การขายมะละกอ

    มะละกอเป็นไม้ผลกระแสแรงด้วยผลตอบแทนที่น่าทึ่งอย่างมาก ปลูกมะละกอพื้นที่เพียง 10 ไร่ สามารถขายทำเงินล้านได้ไม่ยากเลย เพราะมะละกอจะสามารถเก็บผลผลิตได้ทุก 3-4 วัน หรือประมาณอาทิตย์ละ 2 ครั้งๆ ละ 2-3 ตัน รายได้ต่อครั้งประมาณ 2-4 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับราคามะละกอ ยิ่งถ้าวางแผนให้มีผลผลิตเก็บได้ในช่วงมะละกอขาดตลาดด้วยแล้วล่ะก็ เรียกว่าโกยเงินกระเป๋าตุงกันเลยทีเดียวเช่นเดียวกับชาวสวนหัวก้าวหน้ารายนี้ คุณเล็ก แห่งไร่กอทอง ที่ประสบความสำเร็จกับมะละกอ 50 ไร่ ที่กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตในวันที่มะละกอขาดตลาดหรือขาดคอ โกยเงินอยู่ตอนนี้จนสามารถตั้งราคาขายได้เลย แม่ค้ามะละกอวิ่งเข้าไปซื้อผลผลิตกันจนต้องต่อคิว เพราะช่วงนี้มะละกอทั่วไปมีผลผลิตน้อย ขณะที่ตลาดมีความต้องการสูง

    ปกติมะละกอจะขาดตลาดตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมของทุกปี ช่วงดังกล่าวราคาจะสูงถึง 18-30 บาทต่อกิโลกรัม ถ้ามาจากจากสวน ถ้าจะปลูกให้เก็บในช่วงนี้ได้ก็นับย้อนไป 8 เดือนแล้วปลูก อีกอย่างมะละกอที่จะเก็บได้ในช่วงนั้นจะต้องออก ดอกและติดผลในช่วง มีนาคมถึงเมษายน ซึ่งอากาศค่อนข้างร้อน จึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการติดผล มะละกอดอกจะร่วงและติดผลน้อย ต้องมีตัวช่วย คือ การให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้ขาดน้ำ โชยน้ำช่วยเพื่อเพิ่มความชื้นพร้อมกับให้ปุ๋ยอย่างเพียงพอ ตรงกับความต้องการ โดยคุณเล็กจะให้ปุ๋ยเดือนละครั้ง ต้นละประมาณ 400 กรัม ช่วงมะละกอต้นเล็กใช้ 15-15-15 พอมะละกอเริ่มออกดอกเปลี่ยนมาใช้สูตร 8-24-24 เพื่อเตรียมความพร้อมในการออกดอกและติดผล จากนั้นใช้สูตรนี้อย่างต่อเนื่องจะทำให้มะละกอออกดอกติดผลต่อเนื่อง ส่วนทางใบพ่นปุ๋ยน้ำสูตร 13-3-43 พร้อมกับแคลเซียมโบรอน จะช่วยส่งเสริมให้มะละกอมีผลผลิตตลอด

    การปลูกมะละกอดูเหมือนง่าย แต่ถ้าใครปลูกทิ้งๆ ขว้างๆ มะละกอจะไม่มีลูกเหมือนกัน เคล็ดลับของการปลูกดูแลรักษามะละกอ ประการแรกต้องดินดีอุดมสมบูรณ์ ประการที่สอง นอกจากต้องใส่ปุ๋ยตามระยะเวลาแล้ว ที่สำคัญต้องให้น้ำทุกวันโดยเฉพาะฤดูแล้ง ยกเว้นมีฝนตก มะละกอชอบน้ำแต่ไม่ชอบที่ดินที่มีน้ำขัง ปรการที่สามปัญหาที่ต้องระวังในช่วงฤดูฝนอากาศชื้น จะมี่เชื้อราและต้นจะมีสีเหลือง ปัญหาฝนชุกนี้ทำให้บางจังหวัดไม่สามารถปลูกมะละกอได้มากเท่ากับที่ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรีได้ ทำให้มีปัญหาเรื่องตลาดรับซื้อที่จะมารับซื้อถึงสวน เพราะผู้รับซื้อเห็นว่าไม่คุ้มกัน

    การเก็บผลมะละกอไปจำหน่าย ตลาดรับซื้อมะละกอจะมี 2 อย่าง คือมะละกอดิบและมะละกอสุก ตลาดรับซื้อมะละกอดิบมีมากกว่าตลาดมะละกอสุก เพราะมะละกอดิบจำนวนมากสามารถส่งไปจำหน่ายในจังหวัดต่าง ๆ รวมทั้งตลาดสี่มุมเมืองในกรุงเทพได้ ในขณะที่มะละกอสุกจะขายได้เฉพาะภายในจังหวัดเท่านั้น เพราะต้องขายให้หมดภายใน 1 – 2 วัน สำหรับมะละกอดิบจะเก็บได้เรื่อยๆ โดยดูขนาดของลูก ถ้าเป็นมะละกอลูกยาวจะได้ราคาดีกว่าลูกกลม ส่วนมะละกอสุกนั้นมีเทคนิคเป็นพิเศษ คือ ต้องเริ่มเก็บเมื่อเห็นผลมะละกอมีสีเหลืองเรื่อๆ ลักษณะเป็นแต้มๆ จากนั้นห่อกระดาษบ่มในตุ่มปิดผาให้มิดชิด 2 คืน นำออกไปขายจะเป็นมะละกอสุกสีเหลืองสวยน่ารับประทาน ทั้งนี้ ต้องไม่ให้เกิน 2 วัน ไม่เช่นนั้นจะสุกเนื้อเละไม่น่ารับประทาน

    ตลาดรับซื้อมะละกอดิบ ถ้าสวนของท่านเริ่มมีพ่อค้าแม่ค้าขายส่งรู้จัก เค้าจะมารับซื้อถึงที่สวนของท่านเพื่อนำไปขายยังตลาดต่างๆ ถ้าเป็นในกรุงเทพก็อาจจะไปขายที่ตลาดสี่มุมเมือง การมีขาประจำมาซื้อทำให้หาตลาดลงได้ง่าย แต่อาจจะมีปัญหาไม่สามารถเก็บขายได้ทุกวัน เพราะมีผลผลิตไม่เพียงพอเที่ยวบรรทุก สัปดาห์หนึ่งจึงเก็บขายได้ครั้งหนึ่งครั้งละ 2,000 – 3,000 กิโลกรัม ได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 2 – 2.50 บาท ที่ไม่ตรงช่วงเก็บขายส่งจะเหลือไว้เก็บเป็นมะละกอสุกขาย ราคาจะขึ้นลงตามตลาด เช่น ปีนี้ราเริ่มต้นที่ 15 บาทต่อกิโลกรัม และลดลงเรื่อยๆ 10 บาท จนกระทั่ง 7 – 8 บาท ถ้าคิดเฉลี่ยมะละกอสุก ตกกิโลกรัมละ 10 บาท คิดแล้วราคาดีกว่ามะละกอดิบ แต่ตลาดแคบจำหน่ายได้เฉพาะในตัวเมือง ซึ่งมีมะละกอที่ส่งมาขายจากจังหวัดอื่นแข่งขันด้วย

    มะละกอเป็นไม้ผลที่น่าขาย น่าลงทุนที่สุดชิดหนึ่ง เพราะดูแลไม่ยากจนเกินไปนะครับ ขอเพียงเข้าใจ และดูแลอย่างถูกต้องเท่านั้น มะละกอไม่กี่ไร่ก็สามารถสร้างเงินล้านได้ไม่ยากเลย ว้าว…

  • วิธีขายส่งผลไม้ดองให้ประสบความสำเร็จ

    ผลไม้ดอง

     

    การขายส่งผลไม้ดอง ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ยังทำเงินได้เรื่อยๆ ตลอดมา เพราะคนไทยนิยมทานผลไม้ดองกันมาก เราจะเห็นได้จากเวลามีพ่อค้าเข็นรถเข็นมาขายผลไม้แถวหน้าบ้านเรา จะต้องมีมีผลไม้ดองรวมอยู่ด้วย เช่น มะม่วงดอง มะขามดอง กระท้อนดอง พุทราดอง ฝรั่งดอง มะดันดอง มะปรางดอง มะยมดอง องุ่นดอง เป็นต้น ซึ่งรสชาดของผลไม้ดองก็เปรี้ยวและผสมด้วยพริกกะเกลือก็ทำให้รสชาดออกมาอร่อยถูกปากผู้ที่ชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง

    การดองผลไม้

    ผลไม้ที่ใช้ในการดองควรมีลักษณะที่เหมาะสมในการดอง เช่น เนื้อแน่น สด สะอาด ปราศจากตำหนิหรือรอยช้ำ รูปร่างขนาดพอเหมาะ ไม่มีร่องรอยของเชื้อรา และไม่เคลือบแว็กซ์ เนื่องจากน้ำดองไม่สามารถทะลุผ่านแว็กซ์ จนทำให้ผลไม้ดองกรอบได้ หากจำเป็นต้องใช้จริงๆ ควรหั่นให้เป็นชิ้นๆ ก่อนการดอง นอกจากนี้หากต้องการให้ผลไม้ดองมีคุณภาพดีควร นำผลไม้มาดองมาทำการผลิตทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมงหลังการเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาในห้องเย็น หรือ เก็บไว้ในที่เย็นและอากาศถ่ายเทได้ดี ผลไม้ที่ใช้ควรเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างดิบ เพื่อให้เนื้อสัมผัสของผลไม้ดองแน่นและกรอบ

    ประโยชน์ของการดองผลไม้

    – ทำให้อาหารมีรสและกลิ่นดีขึ้น
    – ทำให้อาหารมีสี มีกลิ่นและรสต่างออกไป เช่น ผักและผลไม้ดอง เป็นต้น
    – ทำให้เกิดอาหารชนิดใหม่หลายอย่าง เช่น แอลกอฮอล์ และน้ำส้มสายชู ซึ่งเกิดจากการหมักอาหารแป้งและน้ำตาล
    – เปลี่ยนอาหารเป็นพิษ หรือบริโภคไม่ได้ให้บริโภคได้ เช่น ลูกตำลึงดิบมีรสขมกินไม่ได้ แต่ถ้าดองแล้วจะหายขม ลูกท้อกินไม่ได้ แต่ถ้าดองแล้วจะกินได้ เป็นต้น
    – เสริมคุณค่าทางโภชนาการ เช่น เต้าเจี้ยวและเต้าหู้ยี้จะมีประโยชน์สูงกว่าถั่วสุกธรรมดาในปริมาณเท่ากันเพราะมีราซึ่งประกอบด้วยโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุผสมอยู่ด้วย

    ข้อเสียของการดองผลไม้

    – ผลไม้ดองมีโซเดียมสูงครับ
    – มีสารกันเชื้อรา สี สารกันเสีย สารฟอกสีในผักดอง เช่น ผักกาดดอง หน่อไม้ดอง
    – หากเป็นผลไม้ดองมักพบว่าใช้ขัณฑสกรหรือสารให้ความหวานชนิดอื่นๆ ผสมอยู่ด้วย

    สถานที่ขายส่งผลไม้ดองในกรุงเทพ

    1. ตลาดสะพานขาว (ตลาดมหานาค) ช่วงเช้ามืดจะมีสินค้ามาก
    2. ตลาดสี่มุมเมือง เป็นแหล่งที่มีผลไม้ดองเยอะเหมือนกัน

    สรุป

    ถ้าท่านซื้อในปริมาณเยอะๆ ท่านอาจจะต้องจ้างสามล้อเจ้าประจำเพื่อไปขนของมา หรือถ้ามีรถส่วนตัวก็จะดีเพื่อจะได้ขนผลไม้กลับมาขายได้สะดวกหน่อย การขายส่งผลไม้ดองก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับท่านที่ยังตกงานอยู่ หรืออยากเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่างที่ไม่อยากขาดทุน เพราะผลไม้ยังไงก็มีคนทาน แต่เสียอยู่อย่างเดียว คือ ผลไม้ถ้าจะขายต้องขายให้หมด เพราะผลไม้บางชนิดจะมีอายุของมันไม่กี่วัน ซึ่งท่านอาจจะศึกษาธรรมชาติของผลไม้ชนิดนั้น แต่ถ้าว่ากันถึงผลไม้ดองจะอยู่ได้นานหน่อย ทำให้ท่านหายกังวลในจุดนี้ และทุ่มไปกับการหาทำเลขาย หรือการหาลูกค้าแทน

  • วิธีปลูกทุเรียน พร้อมคำแนะนำในการขายทุเรียน

    ประเทศไทยเป็นประเทศที่ขายทุเรียนได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนถือว่าเป็นช่วงกอบโกยของพ่อค้าแม่ค้าขายทุเรียนเลยทีเดียว ด้วยรสชาดอร่อย หวาน ที่ใครๆ ที่ได้ลิ้มลองก็ต้องติดใจ ซึ่งทุเรียนก็มีให้เลือกขายได้หลายสายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความอร่ยมากที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้น ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ที่หลายๆ คนยอมรับว่ามันอร่อยจริงๆ แต่พันธุ์ก็ไม่ได้น้อยหน้านะครับ แล้วแต่ตลาด แล้วแต่คนชอบครับ

    ประวัติทุเรียนในไทย

    ในหนังสือเกี่ยวกับประเทศไทยสมัยอยุธยา ที่เขียนขึ้นโดย เมอร์ซิเออร์ เดอลาลูแบร์ นักบวชนิกายเยซูอิต หัวหน้าคณะราชทูตจากประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้น ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2336 ตอนหนึ่งได้ระบุเรื่องเกี่ยวกับทุเรียนไว้ว่า “ดูเรียน” (Durion) หรือที่ชาวสยามในสมัยนั้นเรียกว่า “ทูลเรียน” (Tourrion) เป็นผลไม้ที่นิยมกันมากในแถบนี้

    จากหลักฐานดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า มีการปลูกทุเรียนในภาคกลางของประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนจะเข้ามาจากที่ไหน และโดยวิธีใด ไม่ปรากฏหลักฐาน แต่น่าเชื่อถือได้ว่า เป็นการนำมาจากภาคใต้ของประเทศไทยนั่นเอง

    จนมาถึงในสมัยรัตนโกสินทร์ พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) ได้กล่าวถึงการกระจายพันธุ์ของทุเรียนจากจังหวัดนครศรีธรรมราช มายังกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2318 ในระยะต้นเป็นการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและพัฒนามาเป็นการปลูกด้วยกิ่งตอน จากพันธุ์ดี 3 พันธุ์ คือ อีบาตร ทองสุก และการะเกด สำหรับผู้ที่หากิ่งตอนจากพันธุ์ดีทั้ง 3 พันธุ์ไม่ได้ จึงใช้เมล็ดจากทั้ง 3 พันธุ์นั้นปลูก ทำให้เกิดทุเรียนลูกผสมขึ้นมากมาย ซึ่งรายชื่อพันธุ์ทุเรียนเท่าที่รวบรวมได้จากเอกสารได้ มีถึง 227 พันธุ์

    วิธีสังเกตทุเรียนสุก

    – สังเกตก้านผล ก้านผลจะแข็งและมีสีเข้มขึ้น เมื่อลูบจะรู้สึกสากมือ เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียน จะรู้สึกว่าก้านผลทุเรียนยืดหยุ่นมากขึ้น ก้านผลบริเวณปากปลิงจะบวมโต เห็นรอยต่อชัดเจน
    – สังเกตหนาม ปลายหนามแห้ง มีสีน้ำตาลเข้ม เปราะและหักง่าย ดังนั้น เมื่อมองจากด้านบนของผลจะเห็นหนามเป็นสีเข้ม หนามมีลักษณะกว้างออก ร่องหนามห่าง เวลาบีบปลายหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่ายืดหยุ่น
    – สังเกตรอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกบนพูได้อย่างชัดเจน ยกเว้นบางพันธุ์ที่ปรากฏไม่เด่นชัด เช่น พันธุ์ก้านยาว
    – การชิมปลิง ผลทุเรียนที่แก่จัด เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิงออก จะพบน้ำใสซึ่งไม่ข้นเหนียวเหมือนในทุเรียนอ่อน และเมื่อใช้ลิ้นแตะชิมดูจะมีรสหวาน
    – การเคาะเปลือกหรือกรีดหนาม เมื่อเคาะเปลือก ผลทุเรียนที่แก่จัดจะมีเสียงดังหลวม ๆ เนื่องจากมีช่องว่างระหว่างเปลือกและ เนื้อภายในผล เสียงหนักหรือเบาแตกต่าง กันไป ขึ้นอยู่กับพันธุ์และอายุของต้นทุเรียน
    – การปล่อยให้ทุเรียนร่วง ปกติดอกทุเรียนแต่ละรุ่นในแต่ละต้นจะบานไม่พร้อมกัน และมีช่วงต่างกันไม่เกิน 10 วัน ดังนั้น เมื่อมีผลทุเรียนในต้นเริ่มแก่ สุก และร่วง ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า ผลทุเรียนที่เหลือในรุ่นนั้นแก่แล้วสามารถเก็บเกี่ยวได้
    – การนับอายุ โดยนับอายุผลเป็นจำนวนวันหลังดอกบาน เช่น พันธุ์ชะนี ใช้เวลา 100 – 105 วัน เป็นต้น การนับวันหรืออายุของผลจะแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละปี และในแต่ละท้องถิ่น ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ เช่น ถ้าปีใดมีอุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างสูง ผลทุเรียนจะแก่เร็วกว่าปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า

    การขายทุเรียนแบบทั่วๆ ไป

    ทุเรียนปัจจุบันที่เอามาขายมักจะเป็นทุเรียนอ่อน แล้วป้ายยาเร่งสุก ผลคือจะได้รสจืดๆ หรือหวานน้อย ผลข้างเคียงคือกินแล้ว ถ้าคนแพ้ง่ายๆ อาจทำให้เกิดผมไม่แน่ใจว่ากินแล้วเป็นทุกคนรึเปล่า แต่บอกเพื่อให้ระวังตัว ให้หลีกเลี่ยงการกินทุเรียนอ่อน สังเกตว่าถ้าที่ก้านตรงปลายมีสีเหลืองคือป้ายยาเร่งสุก อนุมานได้ว่าทุเรียนอ่อน วิธีดูทุเรียนแก่ผมใช้หลักการของสมัยก่อน ทุเรียนนนท์ พ่อค้าแม่ค้าจะถนอมปลิง คือ ก้านทุเรียนมาก ทุเรียนแก่ปลิงจะเปราะมาก ถ้าเราไปงอจะหัก หรือบางทีไปจับตรงปลิงแล้วยกก็หักแล้ว เวลาเลือกทุเรียนปัจจุบันผมจะลองหักปลิง ถ้าหักแล้วงอ จะเป็นทุเรียนอ่อน

    ทุเรียนสวนจะนิยมยกขายกันเป็นลูกๆ ตามคุณภาพของผล ไม่ได้ชั่งกิโลขายตามน้ำหนักเหมือนทุเรียนทั่วไป แต่ก็พอจะเทียบเคียงราคาหาค่าเฉลี่ยตามน้ำหนักได้อยู่ เช่น ทุเรียนพันธุ์หมอนทองโดยมากถ้าคิดเป็นน้ำหนักจะตกกิโลกรัมละ 200-250 บาท หรือถ้าเป็นพันธุ์ก้านยาวแท้ ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่กิโลกรัมละตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป

    ทุเรียนก้านยาวบางลูก ผลมีขนาดใหญ่สมบูรณ์มาก น้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัม บางปีให้ผลผลิตออกมาสวนละไม่ถึง 10 ลูก มีคนจับจองกันตั้งแต่อยู่บนต้น ฉะนั้นจะขายให้เหล่าเศรษฐีกินลูกละ 10,000 บาท จึงไม่ใช่เรื่องแปลก

    หาทุเรียนของแท้สังเกตได้ไม่ยาก ส่วนใหญ่จะมีฉลากหรือสติกเกอร์ติดอยู่ที่ขั้วผลหรือปลิง ที่ฉลากจะระบุชื่อเจ้าของสวน สายพันธุ์ทุเรียน และเบอร์โทรศัพท์เจ้าของสวน เพื่อเป็นการรับประกันคุณภาพ หรือคืนสินค้าเมื่อไม่พอใจ เช่น หากซื้อทุเรียนอ่อนไป มีลักษณะเมล็ดสีซีด เนื้อไม่เหลือง สุกแล้วเละ รสชาติไม่หวานมัน เจ้าของสวนที่มีฉลากติดอยู่ที่ขั้ว ยินดีคืนเงิน หรือเปลี่ยนลูกใหม่ให้ หรือกรณีที่ซื้อทุเรียนเสีย แกลบ ห้าว เน่า หรือถูกหนอนเจาะไปแล้ว รับประทานไม่ได้เป็นบางพู เจ้าของสวนยินดีคืนเงินให้ตามสัดส่วนพูที่เสียหาย แต่ทั้งนี้ การเน่าเสียต้องไม่เกิดจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้อง เช่น นำทุเรียนดิบไปใส่ไว้ในรถยนต์ที่จอดตากแดด หรือวางไว้บนพื้นซีเมนต์ โดยไม่มีกระดาษหรือผ้ารอง ทำให้สุกช้า

    นอกจากนี้ การคืนยังต้องนำทุเรียนทั้งลูก พร้อมฉลากที่ขั้วผล ติดแสดงไปด้วย

    ทุเรียนที่จะขายได้ราคาแบบนี้ เจ้าของสวนจะต้องเป็นสมาชิกชมรมทุเรียนประจำจังหวัดด้วยนะครับ เพราะทางชมรมจะดูแลและควบคุมคุณภาพการปลูกตั้งแต่การเตรียมดิน และหากเป็นสวนใหม่ที่แจ้งความประสงค์จะทำสวนทุเรียน ทางชมรมจะจัดหาต้นพันธุ์ทุเรียนแท้ให้ และแนะนำพร้อมเชิญชวนไปศึกษาเทคนิคจากสวนเก่าแก่ชื่อดังประจำจังหวัด เมื่อทุเรียนออกผล ทางชมรมจะตรวจคัด และลงทะเบียนมีเลขรหัสทุกลูกที่คุณภาพได้มาตราฐาน หากจะจองทุเรียนก็จองกันตอนนี้แหล่ะครับ

    การจะซื้อทุเรียนแท้ของประจำจังหวัดมีสองวีธี คือดูฉลากกำกับรายละเอียดสวนที่ปลูกที่ติดที่ขั้วก้านผลทุเรียน หรืออาจโทรสอบถามก่อนก็ได้ หรืออีกวิธีคือ ผมขอแนะนำให้ซื้อกับชาวสวนครับ แบบซื้อถึงสวนเลย

    ทุเรียนถ้ากินตรงฤดูอร่อยทั้งนั้นครับ ถูกหรือแพง คงขึ้นอยูกับผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งถ้าเราได้ปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตของท้องถิ่นให้ดีที่สุดในแต่ละพื้นที่ผลิต เช่น มะพร้าวน้ำหอมสามพราน มะยงชิดนครนายก ส้มโอขาวแตงกวาชัยนาท ลองกองตันหยงมัสนราธิวาส เป็นต้น น่าจะทำให้มูลค่าผลผลิตนั้นๆ ดีขึ้นได้มากขึ้นครับ

  • 9 คุณสมบัติของการเป็นผู้นำ

    คุณสมบัติการเป็นผู้นำ
     

    ผู้นำ คือ คนที่มีความสำเร็จในชีวิต ผู้นำมีอยู่ในหลายวงการไม่ว่าจะเป็นวงการธุรกิจ วงการสังคม วงการการเมือง หรือวงการอื่นๆ ซึ่งผู้นำเป็นบุคคลที่มีความน่าเคารพ นับถือ และหลายคนเลือกที่จะมีผู้นำเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต หรือการทำงานที่มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ ผู้นำจะมีคุณสมบัติหลายข้อที่เป็นคุณสมบัติที่โดดเด่น และเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำ หากคุณอยากมีความเป็นผู้นำก็ควรสำรวจคุณสมบัติทั้ง 9 ข้อต่อไปนี้

    กล้าตัดสินใจ

    ผู้นำนั้นจะต้องมีคุณสมบัติแรกคือ ความกล้าในการตัดสินใจ หรือตัดสินใจในทุกๆ เรื่องอย่างเด็ดขาด โดยอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง อาทิ การตัดสินคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาที่มีความผิด ผู้นำจะต้องกล้าที่จะสืบสวน และกล้าตัดสินใจหากได้รับคำตอบว่าการกระทำนั้นใครผิด และตัดสินอย่างเด็ดขาดโดยปราศจากความลำเอียง ความเป็นผู้นำเป็นบทบาทที่หลายคนรู้สึกลำบากใจ เพราะความกล้าในกล้าตัดสินใจนั้น อาจทำให้คนรอบข้างรู้สึกว่าคุณเป็นผู้นำที่บ้าอำนาจ หรือทำตัวเป็นใหญ่ ดังนั้นความกล้าในการตัดสินใจควรอยู่ในระดับที่พอดีไม่น้อยหรือมากจนเกินไป

    มีเป้าหมาย

    ผู้นำจะต้องมีเป้าหมาย หรือจุดยืนที่ชัดเจน โดยคำนึงถึงองค์กรก่อนตัวเองเสมอ โดยเป้าหมายที่ผู้นำต้องมีคือเป้าหมายในการทำงาน อาทิ การตั้งเป้าในหนึ่งปีจะต้องสามารถผลิตงานได้มากน้อยเพียงใด มีเป้าหมายร่วมกันและรวมกันกับลูกน้องที่จะต้องสำเร็จไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลงไปมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นสร้างความไม่มั่นใจให้กับลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นผู้นำควรมีเป้าหมายในชีวิตและการทำงานที่ชัดเจน

    มีบุคลิกภาพที่ดี

    ผู้นำจะต้องมีบุคลิกภาพที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การนั่ง ควรทำด้วยความสุภาพ บุคลิกภาพเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความเป็นตัวคุณ โดยบุคลิกภาพที่ดีนั้นหมายรวมถึงการแต่งกายที่เหมาะสม การวางตัว หรืออื่นๆ ที่บ่งบอกถึงความเป็นคุณ บุคลิกภาพที่ดีช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับท่านผู้นำได้ เพียงแค่ต้องอาศัยการเลือกที่เหมาะสมกับตัวเอง ความสูง และรูปร่างเพื่อเสริมจุดที่โดดเด่นและจุดด้อยของตนเอง

    มีมนุษยสัมพันธ์ดี

    มนุษยสัมพันธ์ คือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันทั้งจ้านายกับลูกน้อง หรือกับเพื่อนร่วมงานที่มีทั้งอายุเท่ากัน หรือกับผู้ที่มีอายุมากกว่าจะต้องมีการสร้างมนุษยสัมพันธ์ด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป ผู้นำจะรู้จักวิธีการสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยวิธีการที่เหมาะสม มนุษยสัมพันธ์เป็นการลดระยะห่าง ช่องว่างระหว่างกัน เพื่อให้การคุยงานหรือปรึกษางาน การทำงานรวมกันเป็นทีม ต้องอาศัยการสร้างมนุษยสัมพันธ์เสียก่อนเพื่อให้เมื่อทำงานแล้วจะไม่เกิดปัญหา ผู้นำที่ดีจะต้องเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์

    มีความเป็นธรรม

    ความเป็นธรรม ความยุติธรรมเป็นคุณสมบัติสำคัญของการเป็นผู้นำ เพราะผู้นำเปรียบเสมือนผู้ที่มีอำนาจสูงสุด เหมือนกับองค์กรเป็นประเทศและมีผู้นำ ดังนั้นเมื่อในองค์กรมีปัญหาที่อาจเกิดจากความขัดแย้งระหว่างพนักงาน เจ้านายกับลูกน้อง หรือปัญหาในการทำงาน ผู้นำจะต้องเป็นคนที่มีความยุติธรรมและสามารถตัดสินหรือแก้ไขปัญหาได้โดยปราศจากความลำเอียงหรือไม่เป็นธรรม

    มีความรับผิดชอบ

    ความรับผิดชอบเป็นคุณสมบัติของผู้นำ และในอาชีพใดๆ ก็ตาม ผู้นำจะต้องมีความรับผิดชอบสูงทั้งต่อในหน้าที่ การบริหารงาน การบริหารบุคคล ความรับผิดชอบถือเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับความเป็นผู้นำ ความรับผิดชอบนั้นต้องอยู่ที่จิตใต้สำนึกของผู้นำโดยต้องสลัดความเป็นผู้นำที่เหนือกว่าลูกน้องออกไป และรับผิดชอบงานของตนเอง รวมถึงมอบหมายงานให้กับพนักงานมีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานด้วย

    รับฟังความคิดเห็น

    ผู้นำจะต้องมีคุณสมบัติในการรับฟังความคิดเห็น ไม่ควรใช้ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ เพราะการรับฟังความคิดเห็นเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาให้คุณมีความเป็นผู้นำมากขึ้น รวมถึงยังช่วยพัฒนาองค์กรได้อีกด้วย เพราะความคิดเห็นนั้นเมื่อผู้นำรับฟังจะได้รับรู้ถึงแง่มุมแปลกใหม่ หรือปัญหาที่ไม่เคยประสบด้วยตนเอง ดังนั้นการรับฟัง เป็นผู้ฟังที่ดีของผู้นำจึงเป็นเรื่องที่ดีมาก และเป็นคุณสมบัติที่ผู้นำจะต้องมีและขาดไม่ได้

    ตรงต่อเวลา

    คุณสมบัติที่ผู้นำต้องมีอีกข้อและขาดไม่ได้คือ การตรงต่อเวลา เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับคนที่อยู่ในฐานะผู้นำ หรือผู้ตาม ผู้นำจะต้องเริ่มมีความตรงต่อเวลาตั้งแต่การเข้า ออกงาน การนัดพบปะ นัดประชุม หรือการส่งงานที่ตรงตามเวลาที่กำหนด ผู้นำเมื่อมีความตรงต่อเวลาแล้วก็จะส่งผลให้คุณมีความน่าเชื่อถือ น่าเคารพและน่ายกย่อง อีกทั้งยังเป็นต้นแบบและตัวอย่างที่ดีต่อผู้ตามด้วย

    มีความทุ่มเท

    คนที่อยู่ในฐานะผู้นำจะต้องมีความทุ่มเททั้งในด้านการทำงาน ด้านการใช้ชีวิต และด้านอื่นๆ ที่ส่งผลให้ความเป็นผู้นำนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ความทุ่มเททั้งกายและใจลงไปในงานจะช่วยเพิ่มความประสบความสำเร็จให้กับผู้นำ ความทุ่มเทเป็นสิ่งที่ต้องเสียสละความเป็นส่วนตัว หรือเวลาส่วนตัวบ้าง แต่เพื่อความเป็นผู้นำที่สมบูรณ์

    สรุป

    ผู้นำเปรียบเสมือนแบบอย่างที่ดีของใครหลายๆ คน เพราะการเป็นผู้นำนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และที่ยากไปกว่านั้นคือการเป็นผู้นำและให้ผู้คนนับถือและยกย่องให้เป็นแบบอย่าง ผู้นำจะมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมและเมื่อปฏิบัติตามคุณสมบัติของความเป็นผู้นำก็จะทำให้คุณนั้นประสบความสำเร็จในชีวิตและการงาน

  • อยากหมดหนี้ต้องอ่าน

    อยากหมดหนี้ทำอย่างไรดี หลายๆ ท่านในตอนนี้อาจจะมีหนี้บัตรเครดิตและหนี้สินเชื่อ เมื่อก่อนผมเคยคิดว่า เอาก้อนโน้นโปะนี่ ยกเลิกอันนั้นแล้วจะหมด แต่สุดท้ายดอกมันเพิ่ม หมุนไปมาการเงินก็สะดุด มีสถาบันการเงินต่างๆ โทรมาขายสินเชื่อเยอะแยะมากมายแต่ก็ไม่ได้รับอะไรเพิ่ม เพราะอยากจะปลดให้หมด วันนี้ผมมีวิธีมาแนะนำเพื่อนๆ ที่อยากหมดหนี้ต้องลองอ่านดูครับ

    หยุดหมุนบัตร คนเป็นหนี้เพราะปัญหาการบริหารเงิน ติดหนี้แล้ว ก็บริหารหนี้ไม่ถูก ที่ต้องหมุนด้วยบัตรหลายใบ ก็เพราะพยายามเพิ่มหนี้เพื่อรักษาเครดิตไว้ แบบนี้เหนื่อยเลยครับ ต้องยอมให้เครดิตหายไปก่อน อยากหมดหนี้ ต้องอย่าก่อหนี้เพิ่มอีก แล้วค่อยๆ นำรายได้มาจัดการกับหนี้ หมุนตัวนั้นมาจ่ายตัวนี้ เคยมีคนทำหลายคนแล้วแต่ไม่ได้ผลครับ ผมเคยเจอเหตุการณ์นี้อยู่ สุดท้ายคุณจะแค่ยื้อเวลา แต่ได้หนี้เพิ่มมาเรื่อยๆ ลองหาเงินก้อนซักก้อน หรือขายของที่ไม่จำเป็นเพื่อเก็บเป็นเงินสดมาแล้วเอาไปปิดหนี้ดีกว่าครับ ฉะนั้นวิธีนี้คิดให้ดีก่อนครับ

    พยายามจ่ายหนี้เป็นเงินสด ส่วนพวกที่ผ่อน 0% พยายามอย่าซื้อสินค้าหลายอย่างทำให้ผ่อนเยอะ นึกถึงเวลาผ่อนทีเดียวหลายอันคงไม่ไหว แนะนำว่าถ้าปลายปีทำงานได้รับโบนัส ให้รีบมาปิดให้หมด หรือถ้าที่บริษัทมีให้กู้ ในอัตราดอกเบี้ยไม่แพงมาก ก็กู้มาปิดให้หมด และที่สำคัญควรประหยัดด้วยครับ พยายามคิดเสมอว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อย่าหวังน้ำบ่อหน้า ลองไปปรึกษาบริษัทก่อนเผื่อมีสวัสดิการช่วยได้

    เจรจาประนอมหนี้ ถ้าคิดว่าไม่ไหวแล้วจริงๆ นะครับ แต่ใจยังอยากหมดหนี้อยู่ ให้หยุดชำระหนี้ที่เค้าเรียกเก็บทุกเดือน แล้วรอให้เค้าติดต่อมา โดยช่วงที่รอเจ้าหนี้ติดต่อมาก็พยายามเก็บหาเงินไว้นะครับ พอเจ้าหนี้เริ่มโทรมาเค้าจะเริ่มเสนอว่าเราจะจ่ายได้เท่าไร เราก็เลือกอันที่ลดหนี้ให้เรามากที่สุดก่อน ทยอยปิดไปที่ละอัน ไม่ต้องรีบร้อนเพราะยังไงเราก็ไม่มีเงินที่จะจ่ายทีเดียวหมดอยู่แล้ว ช่วงแรกอาจจะวุ่นวายหน่อย เพราะเจ้าหนี้แต่ละเจ้าเค้าจะขยันโทรหาเรา เช้า เย็น มีเบอร์อะไรเค้าจะโทรหาหมด ฉะนั้นถ้าเราอยากหมดหนี้ก็ต้องใจเย็นๆ ด้วยนะครับ

    – ขายของใช้หนี้ หรือถ้าจ่ายไม่ไหวจริงๆ ก็หยุด ถ้ามีสิ่งของใดที่มีค่าก็ควรเอามาแปรไปเป็นเงินไปจ่ายก่อน เช่น มีรถก็ขายรถแล้วไปปิด และที่เหลือก็หยุดใช้จ่ายแบบมากๆ แบบแต่ก่อน และเก็บเงินต่อเพื่อให้มีเวลาได้จัดการชีวิตตัวเอง หรือถ้าไม่อยากหยุดใช้จ่ายแบบที่แล้วๆ มา ก็หมุนเงินไปแล้วบอกได้เลยว่าการหมุนด้วยบัตรนั้นมาจ่ายบัตรนี้ให้อีกหลายปีก็ไม่จบ เพราะในเมื่อคุณต้องหมุนจ่ายแล้วนั่นหมายถึงว่าคุณไม่มีเงินพอใช้จ่ายเรื่องพื้นฐานแน่นอน แนะนำให้เว้นจากการใช้จ่ายแบบแพงๆ เกินรายได้ของตัวเองเพื่อตั้งหลักแล้วค่อยๆ จบหนี้ที่มีอยู่ไปทีละตัว ผมเคยผ่านเรื่องแบบนี้มาก่อน ให้คำแนะนำได้ ส่วนตัวคุณจะเลือกอย่างไหนขึ้นอยู่อยู่ที่ตัวคุณเองครับ

    ใช้หนี้ตามสเต็ป ถ้าหนี้คุณไม่เร่งด่วน ก็ใช้คืนเป็นรายปีหรือรายเดือนเป็นขั้นบันไดที่เขาให้ใช้คืน แล้วนำเงินสดที่มีไปซื้อกองทุนรวมที่ปันผลดีๆ นำเงินปันผลที่ได้ไปจ่ายค่าหนี้นั้น อันนี้ก็ดีนะครับ

    เปลี่ยนวิถีชีวิตในการใช้จ่ายเงิน

    สุดท้ายนี้ถ้าท่านเป็นหนี้ และอยากหมดหนี้ ท่านต้องลดการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้มากเท่าที่ทำได้ เพื่อจ่ายหนี้ให้หมดโดยเร็วที่สุด ยกตัวอย่างเช่น

    – ทำอาหารกินเอง ซื้อทานเฉพาะมื้อกลางวัน มื้อเช้าและเย็นให้ทานที่บ้าน (ถ้าทางบ้านทำกับข้าวไว้ทานเองนะ)
    – ไม่ซื้อเสื้อผ้า รองเท้า ถ้ามันยังใช้ได้อยู่
    – ไม่เที่ยว ไม่ดื่มเครื่องดื่มมึนเมา ไม่ซื้อนิตยสารต่าง ๆ
    – ไม่ซื้อมือถือแพงๆ ไม่ติดเน็ต ไม่ติดยเคเบิลทีวี
    – ไม่ทำประกันทุกชนิด
    – มีรถให้ติดแก็ส ถ้าไม่มีให้ใช้มอร์เตอร์ไซต์ ประหยัดค่าเกินทางได้เยอะ
    – โดยสารรถประจำทางจะช่วยให้คุณประหยัดได้มาก
    – สรุป พยายามไม่จ่ายอะไรเลยที่เกินความจำเป็น และอดทนเพื่อผ่อนหนี้ให้หมดเร็วที่สุด

    สรุป

    การก่อหนี้ถ้าทำเพื่อให้ได้รายได้เข้ามาในอนาคต ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ก็ต้องระมัดระวังและทำด้วยความรอบคอบครับ แต่หากก่อหนี้แล้วไม่เกิดประโยชน์ เช่น การนำไปเพื่อบริโภคสิ่งของฟุ่มเฟือยอันนี้ไม่ควรทำอย่างยิ่ง คือต้องลดหรือหยุดการใช้จ่ายแบบนี้ครับ ควรบริโภคเพียงแค่ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานก็พอแล้ว หรือก็ไม่ควรบริโภคเกินความสามารถในการหารายได้

    วิธีการปลดหนี้ที่ทุกคนจำเป็นต้องทำก็คือคงต้องเพิ่มรายได้ให้มากที่สุด ลดรายจ่ายประจำให้ต่ำลง แก้ไขปัญหาจัดลำดับความสำคัญก่อนและหลัง ในไม่ช้าหนี้สินก็ค่อยหมดไป และกลับมาเป็นบวก ข้อสำคัญต้องรู้จักทำงานด้วยความขยัน อดทน ประหยัด ซื่อสัตย์ และพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ทำได้ดังนี้ หนี้สินไม่มี แถมยังมีเงินเหลือกินเหลือใช้ ในวันข้างหน้าด้วยครับ

  • แนวทางวิธีปลดหนี้นอกระบบที่คุณต้องรู้

    แนวทางวิธีปลดหนี้นอกระบบที่คุณต้องรู้ ด้วยเศรษฐกิจทุกวันนี้ หลายๆ คนใช้จ่ายเงินแบบหมุนไม่ทัน ทำให้เกิดการกู้ยืมเงินทั้งในระบบ และนอกระบบ ทำให้หลายๆ คนคิดว่าคงยากที่ธนาคารพาณิชย์ของเอกชนจะปล่อยกู้โดยที่ลูกหนี้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพราะธนาคารพาณิชย์ของเอกชน เขาตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหากำไรของผลประกอบการ หาได้ตั้งมาเพื่อช่วยคนมีหนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ผมจะแนะนำแนวทางวิธีปลดหนี้นอกระบบครับ

    – ขั้นแรกลองคุยกับเจ้าหนี้ดู ยื่นระยะเวลาออกไปหน่อย แบ่งจ่ายเป็นกี่งวดก็ว่ากันไป นานหน่อยแต่ยังชดใช้ ผมคิดน่าจะลองคุยได้นะครับ

    – หรือลองเข้าไปคุยกับทางธนาคารออมสิน ว่าเราเป็นหนี้นอกระบบอยู่ ปรึกษาทางธนาคารดูว่าสามารถ โอนหนี้มาชำระ ที่ธนาคารออมสินที่เดียวได้มั้ย โดยให้ธนาคารออมสิน เป็นฝ่ายประนอมหนี้ให้ ดอกเบี้ยถูก และชำระผ่อนระยะยาวได้ ต้องเข้าไปคุยรายระเอียดและเงื่อนไขกับธนาคารอีกที เห็นตอนนี้ทางธนาคารออมสินช่วยเหลือผู้เป็นหนี้บัตร ทั้งในและนอกระบบ โดยจะแบงค์ประนอมเจ้าหนี้ ชำระจ่ายให้เรา และเรามาจ่ายให้ทางธนาคารอีกที โดยดอกเบี้ยถูก

    – เพิ่มเติม คือ เพื่อนผมมีปัญหา เรื่องหนี้นอกระบบ เพื่อนผมเคยเข้าไปคุยกับธนาคารออมสิน ธนาคารให้เอกสารมากรอกคำร้อง และธนาคารจะดูบัตรทุกใบและพิจารณา ถ้ากู้ไปใช้หนี้มากกว่า 100,000 บาท ต้องใช้ สินทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้าน หรือของมีค่าใดที่ตีเป็นเงินสดได้ แต่ถ้าไม่เกิน 30,000 บาท ใช้บุคคลมีเงินดือนค้ำประกันครับ ไม่เช็คเครดิตบูโร ดอกเบี้ยถูกกว่าบัตรเครดิตครับ ร้อยละ 6% ต่อปี

    – ถ้ากู้เงินโดยนำที่ดินไปค้ำประกัน หากคุณทำงานบริษัท มีรายได้ประจำลองไปติดต่อ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ดูไหมครับ (อันหลังนี่น่าจะได้ง่ายกว่า) เพราะว่าธนาคารสองธนาคารนี้ เท่าที่คนรู้จักกันเค้าไปติดต่อมา และเล่าให้ฟังว่าเค้ายินดีให้ ลูกเป็นผู้กู้ร่วมกับพ่อหรือแม่หรือญาติ (กรณีพ่อหรือแม่หรือญาติเป็นเจ้าของที่) และใช้ที่ดินในการค้ำประกันน่ะครับ

    – ส่วนเรื่องสินเชื่อส่วนบุคคล ดอกเบี้ยธนาคารคิดก็ไม่น้อยแล้วครับ ดูดอกเบี้ยบัตรเครดิตเป็นตัวอย่าง เรื่องแบบนี้ ไม่ได้แก้ที่สถาบันการเงินครับ ต้องแก้ที่ผู้ปล่อยกู้ พวกปล่อยกู้นอกระบบกับพ่อค้าแม่ค้า คนงาน แบบนี้ส่วนใหญ่ปีเดียวคืนทุนครับ แล้วลูกหนี้ส่วนใหญ่ที่ผมเห็นมา คือยอมจะหยุดจ่ายหนี้ธนาคารมากกว่าหยุดจ่ายหนี้คนปล่อยกู้นอกระบบ เพราะธนาคารมีการประนีประนอม แต่คนปล่อยกู้นอกระบบจะใช้แนวทางข่มขู่เรา

    – แต่ถ้าเราเครดิตดี ลองสมัครสินเชื่อบุคคล (Personal Loan) ดู แต่ดอกเบี้ยก็ที่ประมาณ 28% ต่อปี แต่ก็น่าจะถูกกว่าดอกเบี้ยนอกระบบ เพราะในบรรดาสินเชื่อที่มีในระบบ สินเชื่อชนิดนี้น่าจะตรงกับ วัตถุประสงค์ของเรามากที่สุด แม้ว่าดอกเบี้ยอาจจะสูงกว่าเงินกู้อย่างอื่น แต่ก็ไม่ต้องจดจำนอง (มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน) และระบุในเหตุผลของการกู้ได้เลยว่า กู้เพื่อชำระหนี้นอกระบบ อย่างไรก็ตาม หากสามารถกู้เงินในประเภทสินเชื่ออื่นได้ก็ลองดูครับ เพราะดอกเบี้ยถูกกว่ากันเยอะ ลองดู Profit and Loss ของแต่ละประเภทสินเชื่อดู

    – เอาเงินไปฝากธนาคารทุกๆ วัน แล้วค่อยถอนมาใช้หนี้ ให้มีเงินหมุดเวียน เช่น ขายได้วันละ 1000 บาท ก็เอาไปฝากธนาคารก่อน แล้วก็ถอนออกมาให้มีเงินเข้าออกทุกๆวัน สัก 6 เดือนหรือ 1 ปี ก็ทำการขอโอดี ดอกจะถูกกว่านอกระบบ น่าจะอยู๋ที่ 15% ต่อปี กับหนี้นอกระบบ ร้อยละ 20% ต่อเดือน ทำให้เป็นระบบ แล้วก็ไม่ต้องไปบอกธนาคารตรงๆ นะครับ ว่าจะเอามาใช้หนี้นอกระบบ ให้บอกธนาคารไปว่า จะนำเงินไปเป็นทุนหมุนเวียน หรือไม่ก็ถ้าไม่อยากขอโอดี ก็ พวกสินเชื่อ sme มีหลายที่มากช่วงนี้ แต่เราต้องทำบัญชีก่อน และมีเงินเข้าออกทุกๆวัน ธนาคารให้กู้อยู่แล้ว

    – หรือถ้าหนี้นอกระบบล้นพ้นตัว ต้องแก้ด้วยวิธีนอกระบบครับ จะเอาความเป็นทางการไปแก้ปัญหา มันก็แก้ไม่ถูกที่ อาจจะต้องพาผู้หลักผู้ใหญ่ของเราไปเจรจากับเค้า หักหนี้ลงเหลือไม่เกินครึ่งแล้วชำระเป็นก้อนไป โดยธนาคารออกให้ทั้งก้อน แล้วมาผ่อนธนาคารดอกต่ำๆไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นธนาคารต้องดูว่าเรามีโอกาสผ่อนใช้หนี้คืนด้วยครับ หลายๆ ปีก็ได้

    – หรือถ้าโดนเจ้าหนี้นอกระบบโกง เราจ่ายแล้ว แต่บอกว่าเรายังไม่จ่าย หรือจ่ายไปตอนไหน เก็บเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที มันเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับลูกหนี้ ถ้าคุณไม่อยากติดหนี้เยอะอย่างนี้ ลองดูวิธี้ คือ คุณอาจถ่ายคลิป หรือถ่ายรูปตอนที่คุณจ่ายเงินให้กับเจ้าหนี้นอกระบบ เพื่อเป็นพยานว่าคุณได้จ่ายเงินไปแล้ว ถ้าพวกเจ้าหนี้ยังเอารัดเอาเปรียบอย่างนี้ ทางที่ดีคุณควรพาเจ้าหน้าที่ทางราชการ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจมาด้วยเลยครับ

    – ยืมเงินคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง บอกเค้าว่าเราเดือดร้อนจริง อยากปลดหนี้นอกระบบให้หมดไป เพราะการมีหนี้ระบบอยู่ ทำให้เป็นอันตรายต่อตัวเรา ถ้าพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ยินดีช่วยเหลือคุณ โดยให้คุณนำเงินไปใช้หนี้ ส่วนเงินก้อนี้คุณก็ผ่อนพ่อแม่ ญาติพี่น้องของคุณต่อ คุณจะสบายใจกว่าเป็นหนี้ต่อคนแปลกหน้า

    – สุดท้าย ถ้าไม่มีจริงๆ อย่าหนีโดยการย้ายถิ่นฐานเลย จะทำให้คนที่อยู่ข้างหลังคุณลำบากนะครับ ค่อยๆ เจรจา และผ่อนผันไปดีกว่านะครับ ถ้าจ่ายเงินต้นไม่ได้ ให้จ่ายดอกเบี้ยไปก่อนก็ได้ครับ แล้วค่อยรวบรวมเงินต้นไปคืนเค้า เงินกู้นอกระบบต้องเจรจาประนีปะนอมครับ

    ผมก็ขอเอาใจช่วยให้ทุกๆ ท่านมีหนี้นอกระบบ และอยากปลดหนี้นอกระบบให้หมดไป ขอให้ทุกๆ ท่านสมหวังดังที่ปรารถนาทุกประการนะครับ และที่สำคัญถ้ามีโอกาสให้ทำบุญทำทานด้วยนะครับ บุญกุศลจะส่งผลมาช่วยเหลือท่านในยามที่ชีวิตท่านทุกข์อยู่ และบุญกุศลจะช่วยเปิดทางให้กับชีวิตของท่านได้ครับ

  • เริ่มต้นทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กันดีกว่า

    การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แบบเริ่มต้น

    การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องเริ่มต้นอย่างไรมาอ่านกันเลย ในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคเทคโนโลยี มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างมากมาย รวมถึงเรื่องการซื้อขายสินค้าต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในปัจจุบันมีหลายเว็บไซต์ที่ให้บริการลงประกาศซื้อ หรือขายได้ฟรี หรือเป็นเว็บไซต์ของบริษัทตัวแทนนายหน้าต่างๆ รวมถึงเว็บไซต์ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ หรือนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สังกัดบริษัท ที่เรียกกันว่านายหน้าอิสระ

    และถ้าหากคุณมีความประสงค์ที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์สักแห่ง เช่น คอนโดมิเนียม ซึ่งแน่นอนว่าคุณต้องค้นหาจากเว็บไซต์ของโครงการที่คุณสนใจ หรือหากเป็นคอนโดมิเนียมมือสอง ก็สามารถหาได้จากเว็บไซต์ที่มีบริการประกาศซื้อขายฟรีเช่นกัน

    เริ่มต้นในวันนี้ เราจะแนะวิธีในการใช้งานเว็บไซต์เหล่านี้ อันดับแรกคุณต้องเลือกเว็บไซต์ที่คุณต้องการก่อน ซึ่งมีหลากหลาย คุณสามารถค้นหาได้จาก google.co.th สมมติเราจะซื้อคอนโดมิเนียม แถวบางซื่อ เราก็พิมพ์ไปว่า คอนโด บางซื่อ ก็จะมีรายชื่อเว็บไซต์ที่มีข้อมูลของคอนโด บางซื่อ อยู่ และเมื่อเข้าสู่เว็บไซต์ที่ต้องการแล้ว เราก็เข้าไปดูรายละเอียดของแต่ละโครงการ ซึ่งรายละเอียดโปรโมชั่น ค่าโอน ของแถม ทางพนักงานจะแจ้งให้ทราบก็ต่อเมื่อคุณติดต่อเข้าไปดู

    แต่การเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน หรือคอนโด ที่เปิดใหม่ เราต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่าโครงการนี้จะสร้างจริง ไม่ใช่ว่าเราซื้อไปแล้วเป็นแค่โครงการกระดาษ หรือหากซื้อเป็นมือสอง เราก็ต้องตรวจสอบในเรื่องสภาพของบ้าน หรือคอนโด และกรรมสิทธิ์การถือครอง ว่าเจ้าของที่มาขายนั้นมีกรรมสิทธิ์จริง ไม่ใช่หลอกให้เราซื้อกระดาษเช่นกัน

    แต่ข้อดีในการซื้ออสังหาริมทรัพย์มือสอง เช่น บ้าน หรือคอนโด นั้น เราสามารถตรวจสอบสภาพจริงของบ้าน หรือคอนโด ได้ก่อนการตัดสินใจซื้อ อีกทั้งยังสามารถดูสภาพแวดล้อมจริง เพื่อนบ้านที่อาศัยในละแวกเดียวกัน หรือในโครงการเดียวกัน และสาธารณูปโภคต่างๆ หรือ การบริการส่วนกลาง ว่าดีมากน้อยแค่ไหน บรรยากาศน่าพักอาศัยหรือไม่ ซึ่งหากเป็นโครงการใหม่ๆ นั้น เราจะเห็นของจริงได้ก็ต่อเมื่อสร้างเสร็จแล้ว แต่เราไม่สามารถเห็นสภาพแวดล้อมจริงได้ในขณะที่เราเริ่มผ่อน เพราะบางโครงการเปิดขายก่อนสร้างเสร็จ

    และบ้าน หรือคอนโดมือสองนั้น บางแห่งอาจยังไม่เคยผ่านการอยู่อาศัย เพราะเจ้าของที่ซื้อไว้นั้น ทำการซื้อไว้เพื่อเก็งกำไรในการขาย หรือไว้เพื่อเช่า และเมื่อความต้องการของคุณตรงกับประกาศที่ขายไว้แล้วนั้น คุณก็สามารถเปรียบเทียบจากหลายๆ แห่งที่เลือกไว้ มาตัดสินใจอีกครั้งว่า ที่ไหนเหมาะที่สุด และดำเนินการในชั้นตอนของการติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และนัดดูสถานที่จริง เพื่อดูปัจจัยหลายๆ อย่างตามที่กล่าวข้างต้น

    และอีกประการที่สำคัญคือ การตรวจสอบราคาประเมิน และราคาซื้อขายในละแวกใกล้เคียงด้วย เพื่อที่คุณจะได้ไม่ซื้อในราคาสูงเกินความจริง ซึ่งการตรวจสอบวิธีง่ายๆ คือ เมื่อเราค้นหาประกาศขายอสังหาริมทรัพย์นั้น ก็จะมีบ้าน หรือคอนโดในเขตใกล้เคียงกัน หรือในบริเวณเดียวกันขึ้นมา เราสามารถดูราคาจากที่ประกาศขาย เพื่อเปรียบเทียบได้ในขั้นตอนแรก โดยดูจาก ทำเลที่ตั้ง ขนาดของอสังหาริมทรัพย์ เช่น พื้นที่ใช้สอย พื้นที่โดยรวม และสิ่งที่มีให้ในการขาย เช่น เฟอร์นิเจอร์ ค่าธรรมเนียมต่างๆ ว่าในแต่ละแห่งนั้นแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด

    และหากต้องใช้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในการซื้อ บางแห่งอาจมีบริการติดต่อธนาคารให้ด้วย ดังนั้นจึงควรดูรายละเอียดต่างๆ ให้ครบถ้วน และมองถึงอนาคตข้างหน้าว่า คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปหรือไม่ เพราะบางคนอาจซื้อเพื่อเก็บไว้เก็งกำไรขายต่อ หรือบางคนอาจซื้อเพื่อปล่อยเช่า ดังนั้นการเลือกทำเล และซื้อได้ในราคาไม่สูงนักจะมีผลอย่างมาก เพราะถ้าหากได้ทำเลที่ดี มีความพร้อมในหลายๆ ด้านเช่น การเดินทาง สิ่งสาธารณูปโภคต่างๆ จะทำให้สามารเรียกค่าเช่าได้ในราคาที่สูงตามไปด้วย

    และหากคุณเลือกได้ครบทุกอย่างและพร้อมที่จะทำการซื้อขายแล้ว ความสำคัญของเรื่องต่อมาคือการติดต่อในส่วนของการติดต่อธนาคาร หากซื้อด้วยสินเชื่อ คุณต้องเตรียมเอกสารต่างๆ ให้พร้อม เช่น หลักฐานทางการเงิน เช่น สลิปเงินเดือน หรือหลักฐานรายได้ต่างๆ และควรเลือกธนาคารที่ดอกเบี้ยไม่สูงมาก หรือมีโปรโมชั่นในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพื่อที่จะได้รับการอนุมัติได้โดยง่าย และการติดต่อกับกรมที่ดินนั้น ต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม เช่น หนังสือสัญญาซื้อขาย หากมีการจดจำนองกับธนาคาร หรือแหล่งเงินทุนในการซื้อ ก็ต้องนัดเจ้าหน้าที่ให้ไปพร้อมกันทั้งสามฝ่าย คือ ผู้ซื้อ ผู้ขาย และแหล่งทุน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการดำเนินเรื่องให้เสร็จภายในวันเดียว และนี่คือข้อมูลความรู้คร่าวๆ ของเรื่องราวการซื้อขายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อสังหาริมทรัพย์เบื้องต้น

    เอกสารต่างๆ ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

    หลายๆ คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องของการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ คงอาจจะสงสัยว่า หากเราซื้ออสังหาริมทรัพย์สักชิ้นไม่ว่าจะเป็นที่ดิน หรือบ้าน หรือคอนโด การดำเนินเรื่องต่างๆ ต้องทำอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการขอกู้ธนาคาร หรือการติดต่อกรมที่ดิน จะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ถ้าหากเป็นการยื่นกู้ธนาคาร แน่นอนว่าต้องติดต่อธนาคารที่เราเลือกไว้ บางคนอาจใช้วิธีการยื่นพร้อมกันหลายๆ ธนาคาร เพื่อดูผลว่าที่ได้หรือไม่ได้และได้มากน้อยเท่าไหร่ อัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่

    เอกสารขอกู้เงินธนาคาร

    – เอกสารผู้กู้หลัก และกู้ร่วม เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาหนังสือรับรองเงินเดือน หรือมีกิจการส่วนตัวก็มีหนังสือรับรองบริษัท
    – หลักฐานอื่น ๆ ตามที่ธนาคารต้องการ เพื่อประกอบการยื่นกู้และพิจารณาสินเชื่อได้รวดเร็ว

    ซึ่งหากคุณมีหลักฐานการเงินที่ชัดเจน มีที่มาที่ไปและหมุนเวียนสม่ำเสมอก็จะทำให้ได้วงเงินที่สูง ซึ่งหลายๆ คนที่มีการผ่อนชำระอื่นๆ อยู่เช่น รถยนต์ อาจต้องทำการปิดสินเชื่อตัวอื่นก่อนเผื่อให้ไม่มียอดหนี้อื่นๆ และเมื่อได้รับการพิจารณาสินเชื่อแล้ว ทางธนาคารก็นัดเพื่อไปทำเรื่องซื้อขาย และจดจำนองที่กรมที่ดิน โดยไปพร้อมกันทั้งผู้ขาย ผู้ชื้อ และเจ้าหน้าที่ธนาคาร เพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว

    เอกสารที่ต้องเตรียมเมื่อไปกรมที่ดิน

    – โฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์
    – สัญญาซื้อขาย (ผู้ขายต้องเตรียมไป) /
    – บัตรประจำตัวประชาชน
    – บัตรประจำตัวข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ (ถ้าเป็นข้าราชการ)
    – หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล ()ถ้าได้เคยเปลี่ยนชื่อหรือสกุล)
    – ทะเบียนบ้าน
    – ทะเบียนสมรส และหนังสือยินยอมให้ทำนิติกรรมของคู่สมรส
    – ทะเบียนหย่า (ในกรณีที่มีการหย่าร้าง)
    – มรณะบัตรคู่สมรส (ในกรณีที่คู่สมรสเสียชีวิต)
    – ถ้ามีการแปลงสัญชาติ ให้นำหลักฐานการแปลงสัญชาติมาแสดง

    ซึ่งหากเป็นการซื้อจากโครงการ ทางโครงการจะเป็นผู้เตรียมในส่วนของโครงการ และธนาคารจะเตรียมในเรื่องของการจดจำนองไป ซึ่งอาจจะคิดว่ายุ่งยากหลายขั้นตอน แต่ถ้าหากทุกฝ่ายเตรียมเอกสารไปให้ครบปัญหาก็จะไม่เกิด และสามารถทำได้จบภายในวันเดียว ซึ่งเอกสารทั้งซื้อเงินสด และจดจำนอง หรือซื้อจากบุคคลธรรมดา หรือโครงการ อาจไม่ต่างกันมากนัก ในเรื่องของการเตรียมเอกสาร ซึ่งแต่ละฝ่ายเตรียมเอกสารของแต่ละฝ่ายไป และคงมีคำถามในเรื่องของค่าธรรมเนียมต่างๆ ว่ามีอะไรยังไงบ้างตามกฎหมายและตามเกณฑ์ของสรรพากร และกรมที่ดิน

    ค่าใช้จ่ายที่เกิด ณ สำนักงานที่ดิน กรณีเป็นบุคคลธรรมดา

    – ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (หัก ณ ที่จ่าย) ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
    – ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ไม่ต้องชำระหากถือครองเกิน 5 ปี) 3.3% ของราคาซื้อขายที่ไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน
    – ค่าธรรมเนียมการทำนิติกรรม (ค่าโอน) คิด 2 % จากราคาประเมิน หรือราคาขาย แล้วแต่อย่างใดสูงกว่า
    – ค่าจดจำนอง (กรณีจำนองกับสถาบันการเงิน) 1% ของมูลค่าที่จำนอง
    – ค่าอากรแสตมป์ ชำระอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง อากรแสตมป์ หรือธุรกิจเฉพาะ) 200 บาท
    – ติดอากรแสตมป์ 1 บาท (0.50%) ตามราคาซื้อขาย แต่ไม่ต่ำกว่าราคาประเมินและ

    ค่าใช้จ่ายที่เกิด ณ สำนักงานที่ดิน กรณีเป็นนิติบุคคล

    – ภาษีเงินได้นิติบุคคล (หัก ณ ที่จ่าย) 1% ของราคาซื้อขาย (ไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน)
    – ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ไม่ต้องชำระหากถือครองเกิน 5 ปี) 3.3% ของราคาซื้อขายที่ไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน
    – ค่าธรรมเนียมการทำนิติกรรม (ค่าโอน) 2 % จากราคาประเมิน หรือราคาขาย แล้วแต่อย่างใดสูงกว่า
    – ค่าจดจำนอง (กรณีจำนองกับสถาบันการเงิน) 1% ของมูลค่าที่จำนอง
    – ค่าอากรแสตมป์ (ชำระอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง อากรแสตมป์ หรือธุรกิจเฉพาะ) 200 บาท
    – ติดอากรแสตมป์ 1 บาท (0.50%) ตามราคาซื้อขาย แต่ไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน

    คำแนะนำ

    นอกจากนี้ก่อนที่จะไปทำเรื่องที่กรมที่ดินนั้น ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะมีการตรวจสอบราคาประเมิน อีกทั้งรังวัดสอบเขต (กรณีที่ดินเปล่า หรือ ตรวจสอบเพื่อความแน่นอนอีกครั้ง) และตกลงกันก่อนที่จะทำการโอนที่ดินว่าจะยื่นราคาไหนในการทำเรื่องโอน เพราะบางครั้งมีการแจ้งต่ำกว่าราคาขายเพื่อจะไม่เสียค่าโอนเยอะ

    ซึ่งทั้งการซื้อขายโดยทั่วไป และโครงการมักแจ้งต่ำกว่าขายจริงเพื่อผลประโยชน์ตามที่กล่าวมาแต่ทั้งสองฝ่ายก็จะมีการตกลงกันก่อนหน้าที่จะไปทำเรื่องต่าง ๆ ที่กรมที่ดิน และในส่วนของการรังวัดสอบเขตนั้น ถ้าเป็นที่ดินเปล่า หรืออสังหาริมทรัย์ ประเภทบ้านเดี่ยว ที่ไม่มีรั้วชัดเจน ก็จะทำการรังวัดสอบเขตให้ชัดเจนก่อนที่จะตกลงทำการซื้อขายว่าขนาดของอสังหาริมทรัพย์นั้นแน่นอน และตรงตามที่จะซื้อขายกัน หรือหากมีปัญหาในเรื่องของขนาด และเขตของที่ดิน จะได้แก้ไขให้ถูกต้อง และดำเนินการออกโฉนดให้ตรงกับขนาดจริงของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ

    การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ

    ส่วนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ เช่น บ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรร ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด มักจะไม่มีปัญหาในเรื่องขนาดเหมือนเช่นที่ดิน เพราะมีขอบเขตแบ่งแยกที่ชัดเจนอยู่แล้ว และหากเป็นโครงการสร้างใหม่ ทางโครงการจะมีการจัดการเรื่องต่างๆ ให้จนเสร็จเรียบร้อย หรือหากซื้อเป็นมือสอง ทางเจ้าของ หรือนายหน้า ก็มักจะบริการจัดการให้จนเสร็จเช่นกัน

    ดังนั้นหากเราต้องการซื้อขายหรือติดต่อกรมที่ดิน ก็ควรจะเตรียมทุกอย่างให้พร้อม เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และจากที่กล่าวมาทั้งหมดก็เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ ในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพติดต่อซื้อขาย และติดต่อกับกรมที่ดิน ซึ่งเรื่องต่างๆ ของการทำธุรกิจอสังหาริมทรัย์ยังมีรายละเอียดมากมาย และจะมาแนะนำเพื่อเป็นความรู้ในบทความต่อๆ ไปครับ

  • หาเงินปลดหนี้ด้วยอาชีพปลดหนี้

    ในบางช่วงของชีวิตหลายๆ ท่านอาจจะมีหนี้สินอยู่ ที่จำเป็นต้องหาเงินไปชำระให้ได้ตามเวลา ซึ่งทำให้เกิดความเครียด ซึ่งอาจจะนำพาเราไปสู่ความเจ็บป่วยได้ ถ้าท่านมีหนี้ท่านต้องค่อยๆ ใจเย็นครับ ค่อยๆ คิดหาทางออกให้กับชีวิตของตนเอง ในบทความนี้ผมจะแนะนำให้เรามาหาเงินปลดหนี้ด้วยอาชีพปลดหนี้กันดีกว่าครับ ผมจะหามาเท่าที่จะหาได้นะครับ

    1. หาเงินปลดหนี้ด้วยการเป็นนักธุรกิจขายตรง

    นักธุรกิจขายตรงเป็นงานที่ขึ้นอยู่กับความขยันล้วนๆ บวกความเฮงของคุณด้วย เป็นงานที่ทำมากก็ได้มาก ขยันหาคนเป็นดาวไลน์ ต้องพูดจูงใจคนเก่งๆ และแผนธุรกิจของบริษัทขายตรงที่คุณทำก็ต้องดีด้วย สินค้าก็ต้องพอใช้ได้ และต้องมีเพื่อนเยอะพอที่คุณจะไปแนะนำธุรกิจขายตรงได้ แต่ให้ตื้อแค่ครั้งสองครั้งพอ ไม่งั้นคุณจะเสียเพื่อนไปตลอดชีวิตคุณ ผมเห็นนักธุรกิจขายตรงหลายๆ คนตื้อมากจนเกินขนาด ตื้อจนเค้าพยายามหลีกลี้หนีคุณไป ฉะนั้นให้ตื้อแต่พอดีนะครับ ทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ มันดีอย่างไรก็บอกไปอย่างนั้น ถ้าคุยแล้วเค้ามีแนวโน้มสนใจที่จะทำ คุณค่อยทำขั้นตอนต่อไป และอย่าขายฝันจนเกินจริงเด็ดขาด จะทำให้ดาวไลน์ของคุณเมื่อศึกษาแผนธุรกิจจริงๆ แล้ว จะกล่าวหาว่าคุณหลอกลวงเค้าได้

    2. หาเงินปลดหนี้ด้วยการขายประกัน

    งานขายประกัน มีผลลัพธ์อยู่ที่ขายได้ และขายไม่ได้ บางทีคุณอาจจะเสียเวลาเป็นวันเพื่อลูกค้าคนเดียว แต่สุดท้ายเค้าไม่ตกลงที่จะทำ หรือบางช่วงคุณจะไปขายใครก็มีคนทำด้วยตลอด งานนี้คุณก็ต้องพูดเก่ง มีเพื่อนเยอะ และทำบุญเอาไว้มากๆ ให้บุญกุศลหนุนนำให้คุณขายประกันได้ คนขายประกันบางคนขายได้เดือนละหลายหมื่นก็มี หรือขายใครไม่ได้นอกจากขายได้แต่กับญาติพี่น้องก็มี เช่นกันคุณต้องหาโอกาส และศึกษากลยุทธ์การขายประกันจากรุ่นพี่ของคุณ ที่เค้าขายมาก่อนว่าทำอย่างไร ถึงมีโอกาสขายได้

    3. หาเงินปลดหนี้ด้วยการเล่นหุ้น

    การเล่นหุ้น เหมาะสำหรับท่านที่มีหนี้ระยะยาว คือ ไม่รีบว่าจะต้องจ่ายเดือนหน้า หรือจ่ายให้หมดในปีนี้ เพราะการเล่นหุ้นเป็นอะไรที่กว่าจะได้กำไรก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ให้เล่นแบบคนใจเย็น ถือหุ้นไว้นานๆ ขายเมื่อถึงเวลาสมควรขาย และการเล่นหุ้นให้ได้กำไรควรติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอยู่สม่ำเสมอ อย่าให้ตกขบวน และที่สำคัญให้เล่นหุ้นอย่างมีสติ ศึกษาแบบรู้เขารู้เรา ไม่งั้นแทนที่หาเงินใช้หนี้ คุณกลับจะหมดตัวไม่เหลืออะไร จนทำให้ติดลบได้ การเล่นหุ้นมีกลยุทธ์เยอะมาก คุณต้องศึกษาให้ทะลุปรุโปร่งเลยหล่ะครับ ไม่งั้นจะเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟของตลาดหุ้นไป

    4. หาเงินปลดหนี้ด้วยการทำงานบนเรือสำราญ

    งานบนเรือสำราญนั้น ให้เงินตอบแทนค่อนข้างดีทีเดียว โดยเฉพาะอาชีพเด็กเสิร์ฟบนเรือที่ได้เงินเดือน รวมทิปแล้วได้ถึงเดือนละเป็นแสนเลยทีเดียว แต่คุณสมบัติที่คุณต้องมีก็คือ พูดภาษาอังกฤษได้ รักงานบริการ และร่างกายแข็งแรง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป คุณก็ต้องไปเสริมในข้อนั้นให้ดีขึ้น แต่ถ้ามีคุณสมบัติที่ว่าแล้วหล่ะก็ โอกาสที่คุณจะได้ไปทำงานบนเรือมีเงินเดือนเรือนแสนก็ใกล้เข้ามาทุกที ถ้าคุณได้เข้าไปทำงานแล้ว ตั้งใจเก็บเงินดีๆ ในปีๆ หนึ่งคุณจะมีโอกาสเก็บเงินได้เรือนล้านเลยนะครับ ขอบอก

    5. หาเงินปลดหนี้ด้วยการสร้างธุรกิจส่วนตัว

    การสร้างธุรกิจส่วนตัว เหมาะสำหรับท่านที่มีหนี้ต้องการในระยะปานกลาง คือไม่ใช่ปีนี้ หรือปีหน้า เป็นหนี้ที่ยังจ่ายได้เรื่อยๆ ให้ท่านนำเงินไปสร้างธุรกิจส่วนตัว เพื่อทำให้เงินของท่านนั้นมากขึ้น ตามจำนวนเงินที่ท่านได้ลงทุนไป ช่วงนี้ธุรกิจไม่มีคำว่าง่าย ต้องใช้ความขยัน ความพยายาม ให้ท่านพยายามหาช่อวงว่างของตลาดอยู่เสมอ อย่าทำอะไรที่คนแห่กันไปทำ ให้ทำในสิ่งที่คุณคิดว่าธุรกิจนั้นๆ ยังไม่มี อาจจะหาไอเดียจากการหาอ่านหนังสือธุรกิจของต่างประเทศมาดูครับ

    6. หาเงินปลดหนี้ด้วยการทำเว็บไซต์

    ทำเว็บไซต์ในเรื่องราวใดๆ ก็ได้ที่คุณสนใจ ให้เขียนบทความใส่เว็บวันละ 1 บทความ ใน 1 ปีคุณจะได้ถึงประมาณ 365 บทความ (ถ้าคุณเขียนทุกวันนะ) ผมคิดอยู่เสมอว่าถ้าเป็นเรื่องที่เราสนใจจริงๆ เราจะมีข้อมูลในหัวมาก จะทำให้เขียนได้ทุกวัน ไม่เบื่อ เมื่อเว็บมีผู้ชมเข้ามาชมหลักพันคนต่อวัน ให้คุณนำไปขายพวกนายทุนที่ทำธุรกิจออนไลน์ ถ้าเว็บไซต์คุณเจ๋ง เมื่อคุณประกาศขายจะมีคนรอรับซื้อเว็บไซต์คุณมากมาย

    6. หาเงินปลดหนี้ด้วยการทำงานสุจริตอาชีพใดก็ได้

    ถ้าตอนนี้คุณทำงานอยู่แล้ว แต่มีหนี้สินอยู่ ถ้าคุณคิดว่าการเปลี่ยนงานทำให้เงินเดือนของคุณเพิ่มมากขึ้น ก็ให้เปลี่ยนงานซะเลย ให้เลือกบริษัทที่มีชื่อเสียงในสายงานของคุณ จ่ายเงินโบนัสสูง แต่ถ้าคิดว่าช่วงนี้ดูๆ แล้วเปลี่ยนงานไป เงินเดือนก็เท่าๆ เดิม ก็ให้ทำงานที่เดิมไปก่อน ขยันทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และขอขยับตำแหน่ง เพิ่มเงินเดือน และพยายามลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันลงไป ให้ใช้เงินเมื่อจำเป็นต้องใช้ ไม่ใช้เงินเมื่อต้องการใช้

    สรุป

    อาชีพปลดหนี้จริงๆ แล้ว มันก็คือ ทุกๆ อาชีพนั่นแหล่ะครับ อยู่ที่ว่าเมื่อเราได้เงินจากการประกอบอาชีพมาแล้ว เราจะควบคุมการใช้จ่ายเงินของเราได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง ถ้าเราเงินเดือนน้อย เราก็ต้องใช้น้อย ไม่ใช่ว่าเงินเดือนน้อย แต่ใช้มาก อย่างนี้เมื่อไหร่ก็เป็นหนี้ครับ และถึงแม้คุณมีรายได้มาก คุณก็ยังต้องควบคุมการใช้จ่ายอยู่ดี เพราะเงินเป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดไป นอกจากจะเอาไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ เพิ่มเติม

    สุดท้ายนี้ผมก็ขอให้ทุกๆ ท่านปลดหนี้ของตัวเองให้ได้ในเร็ววันนะครับ

  • วิธีรับมือเจ้านายสารพัดรูปแบบ

    บทความวิธีรับมือเจ้านายสารพัดรูปแบบ ก็เป็นเคล็ดลับสำหรับสร้างความสำเร็จในหน้าที่การงาน แน่นอนว่านอกจากความสามารถเฉพาะตัว บวกกับความขยันขันแข็งแล้ว การเข้ากับเจ้านายได้ดีก็เป็นอีกทางหนึ่ง ที่จะทำให้คุณพบกับความสำเร็จ ถึงขั้นได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งชนิดก้าวกระโดดได้ไม่ยาก

    หากคุณเป็นคนที่รักความก้าวหน้า อยากก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นพร้อมกับได้รับเงินเดือนที่น่าพอใจ ไม่จำเป็นหรอกว่าต้องขยันตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อจะได้เข้างานก่อนใครในบริษัท หรือกลับบ้านเอาตอนสองทุ่มสามทุ่มเพื่อเอาหน้า การสร้างคะแนนไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น ไม่ว่าคุณจะทุ่มเทแค่ไหนถ้าเจ้านายไม่ชอบคุณ หรือไม่กินเส้นกับคุณเสียแล้ว บอกได้คำเดียวว่า ยากที่จะก้าวหน้า

    เจ้านายแต่ละคนมีอุปนิสัยใจคอที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจได้ชื่อว่าเป็น นายจอมวีน นายจอมงก หรือนายฉลาดแต่ขี้โกง และอื่นๆ อีกมากมาย กลวิธีเข้าหานายจึงแตกต่างกันไป แต่อยากให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า การปรับตัวให้ไปกันได้ดีกับนายนั้น เป็นแค่การปรับตัวบางอย่าง ไม่ใช่ทั้งหมด อย่าลืมว่า คุณยังเป็นตัวคุณ ไม่ใช่คนอื่น ฉะนั้นอย่าสูญเสียความเป็นตัวเองจนใครต่อใครลากไปไหนก็ได้ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคุณจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่พร้อมจะถูกเด้งออกจากออฟฟิศได้ง่ายๆ เช่นกัน

    เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น มีความสุข และอนาคตก้าวไกล มาทำความรู้จักนายของตัวเองดีกว่า ดูซิว่า นายของเราเป็นคนประเภทไหน ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร จากนั้นเข้าให้ถูกทาง พยายามญาติดีเข้าไว้เป็นใช้ได้

    เจ้านายผู้ไม่กล้าตัดสินใจ

    “อะไรกัน!! จะให้ฉันตัดสินใจเหรอ…”
    เจ้านายประเภทไม่กล้าตัดสินใจมักหาทางหลีกเลี่ยงการตัดสินใจอยู่ร่ำไป อาจมีการแสร้งทำเป็นป่วย (การเมือง) กุเรื่องปัญหาครอบครัวขึ้นมา ลาพักร้อนล่วงหน้า ยักย้ายกำหนดเดินทางไปติดต่อธุรกิจ เพื่อกันตัวเองให้ออกจากสถานการณ์ที่ต้องทำตัดสินใจ และเจ้านายจำพวกนี้ มักเที่ยวไปแย่งเอาความดีความชอบจากผลงานคนอื่นมาใส่ตัว โดยพนักงานที่มีฝีมือนี่แหละ เป็นเสมือนเครื่องมือของเจ้านายไร้ฝีมือ

    “ช่วงเวลาหกปีที่ดิฉันทำงานเป็นลูกน้องเธอ ไม่เคยเลยที่เห็นเธอตัดสินใจครั้งสำคัญสักที นายคนนี้ทั้งขี้ตกใจและรู้สึกไม่มั่นคงตลอดเวลา เธอจึงต้องพึ่งลูกน้องระดับอาวุโสถึง 3 คน เพื่อช่วยในการตัดสินใจเสมอ และเมื่อเข้าตาจนก็มักเรียกดิฉันอยู่เรื่อย และดิฉันพลาดที่ให้เบอร์มือถือเธอไป ทำให้โทรศัพท์มาหาไม่ว่าเป็นเวลาไหนอย่างไม่มีความเกรงใจ เช่น คืนหนึ่งตอนเกือบเที่ยงคืนโทรมาหาดิฉัน เนื่องจากพรุ่งนี้เธอถูกเรียกให้เข้าประชุมด่วนตอนเช้าว่าด้วยแผนกลยุทธ์ของบริษัท แต่เจ้านายดิฉันไม่มีไอเดียอะไรแม้แต่น้อย เธอโทรมาขอให้ฉันช่วยคิดแก้ไขสถานการณ์ถึงครึ่งชั่วโมงกว่าที่เธอจะสามารถรวบรวมไอเดียมากพอที่จะไปโชว์ในที่ประชุม”

    มัลลิกา สีชมภู ฝ่ายการตลาดของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ที่รู้สึกเหมือนว่า ตัวเองเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของเจ้านายเลยทีเดียว

    กลยุทธ์รับมือ

    ถ้าคุณหวังเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีทางเลือกชัด 2 ทาง คือ ขอย้ายไปอยู่หน่วยอื่น หรือไม่ก็หางานใหม่ทำ
    อย่าไปขัดคอกับเจ้านายประเภทนี้ จนกว่าคุณพร้อมที่จะเดินหมากในครั้งต่อไปของตัวเอง
    ไม่ว่าคิดจะทำอะไรก็ตาม อย่าเผลอแพร่งพรายให้เจ้านายคนนี้รู้เรื่องเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นอาจถูกขโมยไอเดียได้
    สร้างพันธมิตรในบริษัทเข้าไว้และให้แน่ใจว่าฝ่ายบริหารระดับสูงรู้เรื่องผลงานที่คุณอุตส่าห์ทำไว้

    เจ้านายจอมสั่ง

    “ทำไมฉันต้องตัดสินใจเองล่ะ ในเมื่อใช้คนอื่นไปทำแทนก็ได้”
    เจ้านายประเภทนี้จัดว่าไร้ความสามารถในการจัดระบบงานเพื่อทำให้สำเร็จ เลยใช้วิธีโยนให้คนอื่นทำซะเลย เพื่อให้พ้นตัว มองด้านดีอาจเหมือนว่า เวลาได้งานมาทำเท่าใด โอกาสที่คุณได้โชว์ความสามารถย่อมมีมาก แต่ระวังว่า คนได้รับความดีความชอบจะไม่ได้เป็นคุณ แต่กลับเป็นนายจอมสั่งของเราเสียเอง

    กลยุทธ์รับมือ

    เจ้านายประเภทนี้จะไม่ยอมสื่อสารให้ทราบว่า เขาหรือเธอคาดหวังอะไร เรียกว่าได้แต่สั่ง ฉะนั้นทำให้ชีวิตคุณให้ง่ายขึ้น ด้วยการพยายามถามนาย เพื่อสามารถจับทางให้ได้ว่า จะสามารถตอบต่อวัตถุประสงค์ของงานรวมถึงของเจ้านายได้อย่างไร
    ไม่ได้รับทรัพยากรเพียงพอในการทำงาน เพราะมักถูกสั่งให้ทำโดยไม่ได้จัดเตรียมสิ่งใดไว้ให้ เพื่อหลักเลี่ยงปัญหาต่างๆ ควรแจ้งให้นายทราบ (เป็นลายลักษณ์อักษรยิ่งดี) ว่าจำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง ถ้าไม่ได้งานก็จะไม่เสร็จตามเป้าหมาย ฉะนั้นจะมาตำหนิกันไม่ได้
    หากถูกมอบหมายให้ทำงานที่อาจทำลายภาพพจน์ของคุณให้เกิดความเสื่อมเสียในสายตาของเพื่อนร่วมงานและบรรดาผู้จัดการ จงปฏิเสธอย่างสุภาพที่จะรับงานประเภทนี้ ให้เหตุผลไปว่า คุณมีงานล้นมือที่ต้องทำอยู่แล้ว
    จำไว้ว่า…ไม่มีทางที่คุณจะทำให้เจ้านายประเภทนี้พอใจหรอก ไม่ว่าพยายามทำดีแค่ไหน ฉะนั้นทำใจยอมรับคำตำหนิเสียเถิด

    ทำอย่างไรดีเมิ่อหัวหน้างานอารมณ์ร้าย

    มีเพื่อนผมคนหนึ่ง ได้มาพูดคุยถามผมว่า ที่บริษัทของดิฉัน มีผู้อำนวยการท่านนึง แต่ดิฉันไม่ได้ under ด้วย ท่านเป็นคนอารมณ์ร้าย มักจะด่าลูกน้องต่อหน้าสาธารณะ จนลูกน้องร้องไห้ และลาออกไป 3 คนแล้วภายในครึ่งปีนี้ เห็นเพื่อนแล้วสงสาร ไม่รู้จะแก้ไขนิสัยท่านได้อย่างไร และไม่ได้สนิทด้วย

    คำตอบก็คือ มีผู้ทำตัวอย่างที่ไม่ดีให้เห็นแล้ว อย่ามัวรีรอที่จะพิจารณาว่า เราจะไม่มีวันเป็นอย่างนี้เด็ดขาด แผ่เมตตาให้เขา ไม่มีวิธีใดดีกว่านี้แล้ว ส่วนความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องเป็นไปได้ยาก เพราะเราไม่ได้เกิดมาเพื่อแก้ไขนิสัยของเขา เราทำหน้าที่ของเราให้ดี และไม่ควรไปเอาไม้ซีกงัดไม้ซุง ไม่เอาลูกกระพรวนไปผูกคอแมว ขอให้รวมกลุ่มสามัคคีในระดับคนทำงาน สามัคคีคือพลัง ยามระส่ำระสาย ต้องรวมใจมดเล็กๆ ไว้กัดช้าง

    ถ้าจะแก้ปัญหานี้ ต้องใช้กุศโลบาย ต้องใช้วิธีแยบยล เคยได้ยินว่า เสนาอำมาตย์ในประเทศจีน จะแก้นิสัยปรับทิฏฐิของผู้ที่อยู่สูงกว่า ยังไม่อาจบอกตรงๆ แต่ใช้วิธีเล่านิทานเปรียบเทียบ เปรียบเปรยให้ฟัง ให้ไปคิดเอง

    คนในระดับเดียวกันกับเขา ชั้นนักบริหาร คงจะมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร หัวหน้างาน หรือนักบริหาร ต้องมี พรหมวิหาร 4 และ ทศพิธราชธรรม 10 จึงจะปกครองคนได้ ความไม่โกรธ ความอ่อนโยน ความอดทน เหล่านี้ เป็นธรรมะของนักบริหาร มีในทศพิธราชธรรม

    สัจจะ (ความจริงใจ) และการสำรวจตนเอง จะช่วยให้แต่ละคน ทำตนให้สงบ ไม่ก่อความทุกข์ให้คนอื่น คนที่ยิ่งมีหน้าที่ใหญ่โต ยิ่งต้องมีคุณธรรมมาก

    หรืออยู่เฉยไว้ มองหาด้านดีของเค้าดูบ้าง ถ้าความอารมณ์ร้ายของเค้าเป็นนิสัยระดับลึก และมีผลกระทบด้านเสียต่อองค์กร ก็คงจะมีผู้ใหญ่คนอื่นเห็นเองครับ

  • เครียดเพราะตกงานทำอย่างไร

    มีรุ่นน้องผมคนหนึ่งตกงานมานานแล้ว และได้มาปรึกษาผม ในทำนองว่า ผมตกงานมาปีกว่าแล้วรู้สึกเครียดมาก อายุก็มากขึ้นเรื่อยๆ ทางบ้านก็กดดัน เพื่อนๆ เค้าได้ดีไปหลายคนแล้ว สุขภาพจิตผมแย่มากครับ วันๆ แทบไม่พูดกับใครเลย ช่วยแนะนำด้วยนะครับ ว่าจะทำอย่างไรดี

    ผมจึงให้ความคิดเห็นเค้าไปว่า

    อย่าคิดมาก และอย่าปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปเฉยๆ นะครับ ให้มองดูคนที่ตกงานนานกว่าเรา คุณอาจจะสมัครงานไปด้วย และในช่วยเย็นๆ ของทุกวันก็ไปเรียนอาชีพเสริมพิเศษจากโรงเรียนสารพัดช่างเพื่อฝึกงานด้านอาชีพ อาจจะทำขนมขาย เรียนช่างซ่อม หรือไม่ก็ลองไปเรียนนวดแผนไทยที่วัดโพธิ์หรืออะไรอื่นๆ ลองให้เวลากับตัวเองในการคิด และวางแผน คนเราท้อได้ แต่อย่าท้อนาน

    และขอให้คุณจงมีความพยายามต่อไป บางช่วงชีวิตเราอาจไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ไม่ได้หมายความว่าตลอดไป และอย่าเลือกงานจงถือคตินี้ครับ อย่าหางานที่เหมาะสมแก่ตัวเอง จงทำตัวให้เหมาะสมแก่งาน ขอให้ถือคตินี้ไว้แล้วคำว่าตกงานจะไม่เกิดขึ้นแก่คุณแน่นอน หรือลองไปฝึกใจด้วยการปฏิบัติธรรมสักพัก แล้วทุกอย่างมันก็จะดีเอง ขออวยพรขอให้คุณได้งานเร็วๆ

    และผมเสริมเพิ่มเติมกับท่านผู้อ่านว่า มีคำกล่าวที่ว่า เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตก็คือเวลางาน เพราะงานเป็นการปฏิบัติอย่างสำเร็จของกระบวนการความสร้างสรรค์ส่วนบุคคล ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่รู้สึกแย่เอามากๆ เลย ที่เราตกงาน แต่อยากให้คุณค้นหาตัวเองว่าชอบอะไร และจะทำอะไรให้กับตัวเองได้บ้าง งานอะไรก็ได้นะ ที่ทำแล้วสบายใจทำไปก่อนก็แล้วกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่หนักมากแต่ถ้าทำแล้วสบายใจก็โอเคนะ งานของเราจะทำให้เรามีความสุขเสมอ แต่คนส่วนใหญ่มักไม่สนุกกับงาน เพราะเรายังไม่ค่อยจะเข้าใจและรู้จักตัวเองดีพอ

    ผมคิดว่าถ้าคุณถามตัวเองดีๆ ว่า ถ้าจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตแล้วหล่ะก็ คุณอยากทำอะไร อะไรเป็นสิ่งที่กระบวนการความคิดสร้างสรรค์คุณบรรเจิด ผมคิดว่า คุณจะไม่รอช้าเลยสักนิดเดียวที่จะไขว่คว้างานนั้นมาให้เร็วที่สุด ขอให้ค้นตัวเองให้เจอ และเริ่มงานให้ได้นะครับ ไม่มีอะไรที่เรารักแล้วทำไม่ได้

  • Buzz Marketing คืออะไร

    ในยุคที่โลกวิ่งตามกระแสสังคมเร็วกว่าการหมุนรอบตัวเอง และการที่การส่งต่อข้อมูล การบอกต่อข่าวสารเร็วกว่าการอ่านจากหน้าหนังสือพิมพ์ดั่งเช่นในยุคที่ผ่านมานั้น การสร้างตนเอง สร้าง Brand ให้เป็นที่รู้จักเพื่อให้เหล่าสมาชิกในโลกออนไลน์นำข้อมูลผูกกับ Brand และส่งต่อถึงกันดั่งเช่นการเดินทางของข่าวสารในทุกวันนี้

    หากหยิบยกประเด็นหรือเหตุการณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น แผ่นดินไหว เหตุระเบิดในเมืองหลวง สิ่งแรกที่คนทั่วไปจะได้รับข่าวสารและการเคลื่อนไหวนั้นก็คือผ่านช่องทาง Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook , IG หรือ Twitter และปัจจัยนี้จะเข้ามาเป็นฟันเฟืองในการเดินตลาดออนไลน์ได้อย่างทรงพลังที่สุด “การนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย” จะเป็นแรงกระตุ้นในเกิดการส่งต่อสู่กลุ่มคน กลุ่มเป้าหมายเดียวกันซึ่งหลักการนี้ประสบความสำเร็จมามากมายแล้วในโลกยุคปัจจุบัน และการตลาดวิธีนี้ถูกเรียกว่า “Buzz Marketing”

    “Buzz Marketing” หากหยิบมาแปลความหมายตรงตัวกันเลยก็จะแปลว่า “การตลาดแบบผึ้งที่กำลังแตกรัง” ซึ่งนั้นเองก็จะคล้ายคลึงกับวิถีของเหล่าสมาชิกโลก Social Media โลกออนไลน์ในปัจจุบันมากหากเจออะไรโดนใจ หากเจออะไรที่คิดว่ากระทบกับตนก็จะรีบแชร์ รีบส่งต่อทันทีและถ้าเกิดการส่งต่อนั้นเป็นข้อมูลด้านบวกก็เป็นประโยชน์มหาศาลและประสบความสำเร็จมากกว่าการตลาดในหลายๆช่องทาง แต่ถ้าหากเป็นด้านลบแล้วละก็ผลเสียก็จะตามมาอย่างมหาศาลเช่นกัน

    และแนวทางที่จะวางแผนการทำการตลาดในวิธีการเช่นนี้ก็ความจะคำนึงถึง 3 ปัจจัยเหล่านี้เป็นหลัก

    – คำว่า ”ฟรี” ทรงพลังเสมอ พื้นฐานของทุกคนหากตนเองได้ประโยชน์และไม่มีผลเสียตามมานั้นก็ย่อมยินดีที่จะทดลอง ยินดีที่จะเข้าร่วมและนี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคของสินค้าและบริการของเรา
    – “ความง่ายแต่ชัดเจนคือสิ่งสำคัญ” เป็นที่รู้กันเรื่องการรักการอ่านของประชากรชาวไทยที่ผมใช้อ้างอิงครั้งนี้ แต่ไม่ว่าชนชาติไหนก็ย่อมต้องการรับสาร รับข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ข้อมูลนั้นไม่จำเป็นจะต้องละเอียดจนแน่นไปเสียหมด ขอเพียงให้เกิดความเข้าใจโดยการอ่าน หรือดูเพียงครั้งสองครั้ง แต่ก็ต้องเข้าใจถึงแก่นที่เราต้องการจะสื่อ
    – “แฝงเทคนิคการจูงใจในการส่งต่อ” จริงๆแล้วหากข้อมูล หรือสารที่นำเสนอนั้นถูกใจผู้อ่านที่เป็นกลุ่มลูกค้าของเราแล้วนั้นแทบไม่ยากที่จะกดส่งต่อไปให้ผู้อื่นได้เสพสารต่อไป แต่การแฝงเทคนิคจูงใจการส่งต่อไม่ว่าจะเป็น การเชิญชวน หรือการทำ Campaign ดีดีจูงใจ

    ปัจจุบันนั้นมีตัวอย่างบริษัทยักใหญ่เลือกมาใช่วิธีการนี้มากมาย ไม่ว่าเป็น Sumsung หรือ Apple ที่นิยมให้ผู้มีชื่อเสียงหรือดารารับ Hollywood ใช้มือถือของตนและถ่ายรูปลงช่องทางต่างๆส่วนตัวไม่ว่าจะเป็น IG , Facebook หรือแม้กระทั่ง Twitter ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่หากเลือกข้อมูลพลาด หรือน่าเบื่อเกินไปก็อาจจะทำให้ภาพลักษณ์ที่สร้างมาลดลงตามไปด้วยฉะนั้นปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดก็คือ “การเลือกสิ่งที่ต้องการนำเสนอและต้องเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ที่ดีของ Brand”

error: Content is protected !!