Author: admin

  • เป็นหนี้ทําไงดี ทางออกของคนมีหนี้

    เนื่องจากในเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ ข้าวยากหมากแพง สินค้าขึ้นราคาหมด รายจ่ายมากกว่ารายได้ จึงทำให้หลายๆ ท่านมีการกู้หนี้ยืมสิน เป็นหนี้กันตามมา ซึ่งก็ไม่เป็นผลดีเลย ถ้าหากหนี้ของเราจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แบบดินพอกหางหมู เพราะเวลาที่ท่านกู้มากๆ จะไปทำธุรกิจทางการเงินกับบริษัท หรือกับใคร ก็จะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ กลัวว่าท่านจะไม่มีเงินจ่าย

    ซึ่งหลายท่านก็กลุ้มใจว่าเป็นหนี้ทำไงดี จะหาทางออกอย่างไร ผมก็มีข้อคิดมาให้อ่านครับ ลองอ่านดูนะครับ

    ตั้งสติตัวเองก่อน

    ตั้งสติสำรวจตัวเองก่อน ว่าสร้างหนี้ไว้เท่าใดแล้ว ถ้าท่านสร้างหนี้ไว้เยอะแล้ว ก็ควรที่จะหยุดสร้างหนี้ หาเงินมาเคลียหนี้เก่า เพราะถ้าท่านไม่หยุด ท่านจะหนี้แบบดินพอกหางหมูไปเรื่อยๆ ท่านจะต้องหาเงินมาใช้หนี้ ถ้างานประจำบวกลบกันแล้ว หักค่ากินค่าอยู่ เอามาใช้ไม่พอ ก็ลองหางาน part time เสาร์อาทิตย์ดู หรือถ้าตอนเย็นของวันจันทร์ถึงศุกร์ ถ้าที่ทำงานของท่านมีให้ทำงานโอที ก็อย่ารีรอ ทำงานทุกอย่างให้ได้เงินมาใช้หนี้ครับ

    จัดสรรรายได้ในแต่ละวัน

    ถ้าท่านคิดวนไปวนมาว่าเป็นเราหนี้ทําไงดี ให้ท่านลองบันทึกรายรับ และรายจ่ายของตัวเองในแต่วันว่าใช้อะไรไปบ้าง ให้บันทึกแบบนี้ทั้งเดือน พอสิ้นเดือนท่านก็จะทราบว่า เงินหมดไปกับอะไรมากที่สุด หรือตรงไหนจะสามารถประหยัดได้มากกว่านี้อีก ซึ่งค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคนทำงานก็จะเป็น ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ค่าเดินทาง ค่าอาหารการกิน ค่าผ่อนชำระต่างๆ ค่าใช้จ่ายในการไปเที่ยว หรืองานรื่นเริงต่างๆ ซึ่งอย่างค่าเดินทางถ้านั่งรถประจำทางไปทำงาน ถ้านั่งรถประจำทางไม่ปรับอากาศ ราคาก็จะถูกลง หรือข้าวราดแกงร้านนี้ขาย 40 บาท แต่เดินออกไปไกลหน่อย ราคา 30 บาท ก็น่าจะลองไปทานในร้านที่ราคาถูกกว่า หรือถ้าต้องไปสังสรรค์กับเพื่อนทุกอาทิตย์ในวันศุกร์เลิกงาน ถ้าท่านเป็นหนี้ ก็ควรจะเพลาๆ ไว้ก่อน อย่างนี้เป็นต้น

    ดูว่ามีหนี้อยู่ที่ใดบ้าง

    ให้ลองสำรวจหนี้สินของตัวท่านเองดู ว่าตอนนี้มีหนี้อยู่ที่ไหนบ้าง ลองเขียนใส่กระดาษแบ่งประเภทหนี้ แยกประเภทหนี้ และจำนวนหนี้ออกมา รวมไปถึงเขียนอัตราดอกเบี้ยที่ต้องไปชำระในแต่ละงวด และให้คำนวณยอดหนี้ทั้งหมดของเรา เรียงลำดับยอดหนี้เจ้าที่ต้องจ่ายจากมากไปหาน้อย การทำแบนี้ จะทำให้ได้รู้ว่าเรามีหนี้อยู่เพียงใด และในแต่ละเดือนจะมีเงินไปใช้หนี้พอหรือไม่

    จ่ายหนี้ที่สำคัญก่อน

    ท่านที่คิดอยู่บ่อยๆ ว่าเราเป็นหนี้จะทําไงดี ขอแนะนำว่าให้ท่านเลือกจ่ายหนี้ที่สำคัญก่อน แบบว่าเค้ากำลังจะมายึดทรัพย์สินของท่านไปแล้ว อย่างนี้ควรรีบจ่ายเจ้านี้ก่อนเป็นอันดับแรกเลย โดยเฉพาะหนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ สำหรับหนี้บัตรเครดิตทั้งหลาย ให้ทยอยค่อยๆ จ่ายไป ให้ท่านเลือกจ่ายหนี้บัตรเครดิตที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงก่อน

    ติดต่อขอประนอมหนี้

    สำหรับท่านที่จ่ายไม่ไหวจริงๆ หรือรู้ว่าตนเองไม่สามารถหามาจ่ายได้ทันเวลาจริงๆ ให้ติดต่อขอประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ของท่าน ให้ขอผ่อนจ่ายเท่าที่จ่ายไหวในแต่ละเดือน และห้ามหนีหนี้ หรือห้ามขาดการติดต่อกับเจ้าหนี้ ให้ยอมรับความจริงว่าเราหนี้ และค่อยๆ เก็บเงิน หาทางปลดหนี้ไป

    จ่ายขั้นต่ำเพื่อรักษาเครดิต

    ก็ขอแนะนำวิธีจ่ายขั้นต่ำเพื่อรักษาเครดิต สำหรับวิธีนี้ก็จะเหมาะกับท่านที่มีหนี้ไม่เยอะเท่าไหร่ มีหนี้อยู่ไม่เกิน 3 เจ้า ให้ทำการจ่ายหนี้ขั้นต่ำตามงวดเก็บเงิน หรือบางเดือนอาจจะได้เงินมามากหน่อย ก็จ่ายหนี้งวดนั้นเพิ่มขึ้นอีกนิด และสิ่งที่สำคัญในการผ่อนชำระหนี้ก็คือต้องมีวินัยในการชำระหนี้ และถ้าท่านผ่อนจนหมดหนี้แล้ว ไม่ควรสร้างหนี้เพิ่มอีก เพราะกว่าจะผ่อนหมดไม่ใช่ของง่าย

    นำทรัพย์สินไปขายเอาออกมาเป็นเงินสด

    ถ้าท่านมีทรัพย์สินที่มีค่า ให้นำทรัพย์สินไปขายเอาออกมาเป็นเงินสด เพื่อนำออกมาใช้หนี้ ซึ่งถ้าท่านมีหนี้มากหลายที่ ให้ทำการเลือกปิดทีละเจ้า เพื่อให้จำนวนเจ้าหนี้ลดน้อยลง หรือถ้าท่านไม่มีทรัพย์สินมีค่าที่นำไปขายเพื่อจะปลดหนี้ได้ ก็จะไปสู่กระบวนการในชั้นศาล ในระหว่างระยะเวลานั้น ให้เก็บเงินเพื่อเคลียหนี้ไว้ให้ได้มากที่สุด

    สุดท้ายกลับมาสร้างเครดิตให้กับตัวเองอีกครั้ง

    สุดท้ายให้กลับมาสร้างเครดิตให้กับตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ท่านปลดหนี้สินทั้งหลายแล้ว ระยะเวลาหลังจากนี้ไป 2-3 ปี ท่านก็จะสามารถไปขอสินเชื่อจากสถาบันทางการเงินได้ใหม่

    สรุป

    สำหรับบทความเป็นหนี้ทําไงดี ก็นำเสนอทางออกให้แก่ท่านที่มีหนี้ ซึ่งในระหว่างทางที่ท่านหาเงินมาปลดหนี้ ควรอดทนอดกลั้นต่อการใช้เงิน ไม่ใช้เงินอย่างตามใจ ถ้าจะเลือกของใช้ต่างๆ ก็แนะนำว่าช่วงนี้ให้ใช้ของธรรมดาราคาถูก ไม่ควรใช้ของแบรนด์เนม ควรเก็บเงินซื้อของแพง ไว้ใช้หนี้ให้หมดก่อนดีกว่า และควรใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เพื่อให้มีความสุขในชีวิตครอบครัวและการงาน

    ดังนั้นถ้าท่านได้สร้างหนี้ขึ้นมาแล้ว ท่านต้องมีวางแผนรับมือกับการเคลียหนี้ที่จะตามมาในอนาคต และถ้าท่านมีหนี้ ขออย่าได้หนีหนี้ หรือหนีปัญหาต่างๆ เราต้องบริหารหนี้ให้ได้

    ผมก็จะขอจบบทความเป็นหนี้ทําไงดี ไว้แต่เพียงเท่านี้นะครับ ขอให้ปลดหนี้กันได้ทุกท่านโดยเร็ววันนะครับ

  • วิธีขายที่แขวนสร้อย

    เครื่องประดับเป็นสิ่งที่คู่กับผู้หญิงมานานแล้วตั้งแต่สมัยโบราณเลยก็ว่าได้ สังเกตได้จากภาพยนตร์เก่า ๆในสมัยก่อนก็จะเห็นแล้วว่าผู้หญิงใส่เครื่องประดับกันมาก่อนแล้ว แต่จะมีที่แปลกหรือเปลี่ยนไปก็คือรูปร่างลักษณะของเครื่องประดับนั้นเอง แล้วเครื่องประดับเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนไปตามแล้วแต่รสนิยมของประเทศนั้นๆ อย่างเช่นประเทศไทยก็จะออกแนวเป็นสร้อยเงิน หรือสร้อยทอง แต่ก็มีเครื่องประดับอีกหลายแบบครับเช่น ต่างหู กำไรข้อมือ ฯลฯ

    ซึ่งตามปกติแล้วนิสัยของผู้หญิงก็จะชอบของสวยๆ งามๆ เป็นธรรมดา มีอยู่แล้วในตู้เพิ่งซื้อมาใหม่เมื่อวานนี้ แต่วันนี้ไปเจออีกก็ซื้อมาอีก ไม่รู้ว่าจะนำใส่กันหมดหรือเปล่า และก็ไม่รู้จะเก็บจะวางไว้ตรงไหนให้มันเป็นสัดเป็นส่วน หยิบจับง่ายไม่วางเกะกะวางขวางไม้ขวางมือ

    วันนี้ผมก็มีไอเดียมาแนะนำให้เพื่อนๆ ที่มีปัญหากับการเก็บของใช้เครื่องประดับไม่เป็นที่โดยไอเดียนี้นอกจากจะสามารถเก็บของใช้ให้เป็นที่ได้แล้วยังเป็นการตกแต่งผนังห้องที่ว่างเปล่าให้สวยงามไปอีกแบบ และที่สำคัญเป็นฝีมือเรา เป็นความภาคภูมิใจของเรา และเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้เงินตกแต่งบ้านด้วยงบประมาณแพงๆ ไปได้ดีทีเดียว ไปดูวัสดุอุปกรณ์ที่เราต้องเตรียมเพื่อใช้ในการประดิษฐ์กันเลย

    วัสดุอุปกรณ์ชิ้นแรกของเราที่เราต้องใช้ก็คือ ไม้กระดานเล็กๆ จะเลือกแบบไหนก็ได้ตามใจเลย แต่ถ้าให้แนะนำขอแนะนำเป็นไม้กระดานสีอ่อนเพราะเมื่อติดกับผนังสีขาวแล้วจะออกมาดูดี ต่อไปวัสดุอุปกรณ์ชิ้นที่สอง คือเดือยไม้แบบกลม แล้วแต่เพื่อนๆ ว่าอยากได้ที่แขวนสร้อยกี่อัน แต่เวลาจะซื้อก็ควรดูจำนวนของเดือยไม้ให้พอดีกับไม้กระดานเพื่อความสวยงาม ถ้าเพื่อนไม่รู้ว่าจะไปซื้อที่ไหนขอแนะนำเพื่อนให้ไปที่ร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านมีแน่นอน วัสดุอุปกรณ์ชิ้นที่สาม คือ สีทาไม้ วัสดุอุปกรณ์ชิ้นที่สี่ คือกาวสองหน้าสำหรับติดเดือยไม้กับผนัง

    ต่อไปเป็นขั้นตอนในการทำ ขั้นตอนที่หนึ่งให้เพื่อนๆ นำไม้กระดานที่เตรียมไว้ จากนั้นนำเดือยไม้ที่เตรียมไว้มาทาสีตามที่เพื่อนๆ ต้องการ จากนั้นนำไปตากลมให้แห้งหรือใช้ไดร์เป่าผมเป่าเพื่อความรวดเร็ว เมื่อสีแห้งแล้วนำเดือยมาติดด้วยกาวสองหน้าแล้วติดยึดกับไม้กระดานโดยเว้นระยะห่างให้พอสวยงาม ถ้าหากเพื่อนๆ อยากได้ลวดลายก็สามารถสร้างสรรค์ลงไปได้ตามใจชอบเลย จากนั้นให้นำแผ่นไม้กระดานที่ติดเดือยไม้เรียบร้อยแล้วไปติดกับผนังบ้านตรงตำแหน่งที่ต้องการ แค่นี้เราก็จะได้ที่แขวนสร้อยน่ารักๆ ที่เป็นสไตล์ของตัวเองแล้ว เห็นไหมล่ะนอกจากจะใช้พื้นที่ว่างให้เป็นประโยชน์แล้วยังเป็นการตกแต่งห้องอีกด้วย

  • เรียนรู้ 11 เทคนิคการขายสินค้าอย่างมืออาชีพ

    การขายสินค้า เพื่อสร้างรายได้ และสร้างอาชีพ ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ แต่หลายคนก็เป็นเพียงแค่คนขายไม่ใช่นักขายมืออาชีพ ซึ่งในความเป็นมืออาชีพ มักจะมีอะไรที่พิเศษกว่าความทั่วไป นั่นคือการมีเทคนิคการขายสินค้าที่เป็นเทคนิคเฉพาะตัว และค้นพบด้วยตัวเองจากประสบการณ์การขาย แต่ถ้าหากคุณเป็นนักขายมือใหม่ และอยากก้าวสู่ความเป็นนักขายมืออาชีพ ก็ควรศึกษา เรียนรู้เทคนิคการขายสินค้า ไว้เหล่านี้ไว้ เอาหล่ะมาเริ่มกันเลยครับ

    ขายสินค้าด้วยใจรัก

    การขายสินค้าด้วยใจรักนี้ หมายถึง การรักในสิ่งที่ทำ การขายสินค้าถือเป็นการหารายได้ที่ทำเป็นประจำ เราจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้เกือบทุกวัน ดังนั้นควรมีใจรักกับอาชีพที่ทำ ขายสินค้าก็ควรขายเพราะชอบที่ขายสินค้าสิ่งนี้ เทคนิคการขายสินค้าด้วยใจรักนี้สำคัญมากสำหรับพ่อค้าแม่ค้า หรือนักขายมือใหม่ที่ต้องมี

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการพูด
    เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการพูดเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอสำหรับการขายสินค้า การขายสินค้าด้วยการใช้คำพูดเป็นอาวุธถือเป็น เทคนิคการขายสินค้า ที่จะช่วยให้คุณเปิดการขายได้ คำพูดที่ใช้ก็ต้องเป็นคำที่สุภาพ ลูกค้าร้อยทั้งร้อยต้องชอบการพูดจาที่สุภาพไพเราะเสมอ

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการฟัง
    เทคนิคการขายสินค้านอกจากการพูดจะสำคัญแล้วการฟังก็สำคัญ เพราะการฟังเป็น เทคนิคการขายสินค้า ที่หลายๆ คนมองข้ามไปว่าไม่มีความสำคัญต่อ เทคนิคการขายสินค้า แต่การฟังถือเป็น เทคนิคการขายสินค้า ที่ดีเพราะจะทำให้นักขายทราบถึงความต้องการของลูกค้า หรือจุดบกพร่องเกี่ยวกับสินค้าที่นักขายไม่เห็น ทำให้สามารถนำมาปรับแก้ได้

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการนำเสนอ
    เทคนิคการขายสินค้าที่ดีต้องนำเสนอขายสินค้าให้เป็น เพราะสินค้าไม่ใช่ว่าตั้งอยู่เฉยๆ แล้วจะขายได้ต้องใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการนำเสนอที่น่าสนใจ ประกอบกับ เทคนิคการขายสินค้าด้วยการพูดที่มีชั้นเชิง น่าฟัง ทำให้การขายสินค้าเป็นไปอย่างรารื่นและนำมาซึ่งยอดขาย

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการแนะนำ
    เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการแนะนำ นักขายที่ดีควรแนะนำลูกค้า ในเชิงให้คำปรึกษาเหมือนเพื่อนแนะนำเพื่อน ไม่ใช่เชิงเป็นการยัดเยียดให้ซื้อ เพราะจะทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัดและเหมือนถูกบังคับ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการแนะนำจะทำให้คุณได้รับความพึงพอใจจากลูกค้ามาก และยิ่งคุณแนะนำสินค้าที่ตรงความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ยอดขายไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการทดลองสินค้า
    เทคนิคการขายสินค้าด้วยการให้ลูกค้าทดลองสินค้าถือเป็น เทคนิคการขายสินค้า ที่ให้ผลตอบรับดีจากลูกค้า เพราะการให้ทดลองสินค้าทำให้ลูกค้าได้รู้จักสินค้ามากขึ้น เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการให้ทดลองสินค้าสามารถสร้างยอดขายได้อย่างไม่น่าเชื่อ
    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการถาม
    เทคนิคการขายสินค้า ด้วยซักถามความต้องการของลูกค้า ต้องยกให้ลูกค้าเป็นคนสำคัญ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการถามควรใช้คำถามที่มีไหวพริบ เป็นคำถามปิดให้ลูกค้าตอบอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อนักขายจะได้ขายสินค้าตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการตอบ
    เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการตอบก็เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงอยู่ไม่น้อย เพราะการตอบลูกค้าควรตอบอย่างตรงประเด็น พร้อมเสนอสินค้าสอดแทรกไปกับคำตอบได้ด้วย เพราะทุกช่องทางการสื่อสารระหว่างคนขายกับลูกค้าควรแทรก เทคนิคการขายสินค้า เข้าไปในการสื่อสารให้มากที่สุด เพื่อการตอบลูกค้าอันเป็น เทคนิคการขายสินค้า จะได้ทำให้นักขายเข้าถึงการขายสินค้ากับลูกค้าได้ง่ายขึ้น

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการเปิดการขาย
    จุดประสงค์หลักในการขายสินค้า ก็เพื่อขายสินค้าให้ได้ การเปิดการขายจึงเป็น เทคนิคการขายสินค้า ที่ต้องคำนึงถึง โดยนักขายจะต้องดึงจุดเด่นของสินค้ามาเป็นตัวชูโรงในการเปิดการขาย แนะนำจุดเด่นของสินค้าให้มากที่สุด ด้วย เทคนิคการขายสินค้า ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการปิดการขาย
    เมื่อมีการเปิดการขายก็ต้องมีการปิดการขาย จึงจะเรียกว่าการขายที่สมบูรณ์แบบ เทคนิคการขายสินค้า การปิดการขาย ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการตัดสินในการซื้อสินค้า นักขายควรเลือกใช้คำถามเป็นคำถามปลายปิด เช่น จะรับสินค้าคุณภาพชิ้นนี้เลยมั้ย แต่สำหรับ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการปิดการขายไม่ใช่การยัดเยียดให้ลูกค้าซื้อสินค้า เพราะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการบริการหลังการขาย
    ใครๆ ก็ชอบการบริการที่ดี แม้กระทั่งตัวนักขายเองก็ชอบ เพราะการบริการลูกค้าถือเป็น เทคนิคการขายสินค้า ที่เต็มไปด้วยความเอาใจใส่ทุกรายละเอียดของลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็นคนสำคัญ การดูแลลูกค้าด้วย เทคนิคการขายสินค้า การบริการหลังการขายช่วยส่งผลต่อการซื้อที่เร็วขึ้น

    เทคนิคการขายสินค้า เป็นสิ่งที่คู่กันกับนักขายไปแล้ว ซึ่งนักขายมืออาชีพจะมี เทคนิคการขายสินค้า ที่มีชั้นเชิงและยอดขายที่ทะลุเป้า แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของนักขาย จึงจะทำให้ เทคนิคการขายสินค้า เป็นที่ยอมรับของลูกค้าได้

  • วิธีการขายนาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการขายนาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดให้ประสบความสำเร็จ
     

    ในปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่านาฬิกา เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์ เป็นสินค้าที่ขายได้เรื่อยๆ ซึ่งนอกจากเราจะเอาไว้ดูเวลาแล้ว ในตอนนี้นาฬิกาก็พัฒนากลายไปเป็นเครื่องประดับอย่างหนึ่งไปด้วย ในวันนี้ก็จะขอนำเสนอธุรกิจการขายนาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดให้กับท่านผู้อ่านได้อ่านกันนะครับ มาเริ่มกันเลยครับ

    ธุรกิจนี้เหมาะกับใคร

    ธุรกิจขายนาฬิกาข้อมือแฮนด์เมด เหมาะกับท่านที่ชื่นชอบนาฬิกาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะท่านจะอยู่กับมันได้นาน ถึงแม้อาจจะขาดทุนไปบ้างในช่วงแรกๆ ตามสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นๆ แต่อาศัยใจรักก็สามารถเดินเครื่องธุรกิจนี้ต่อไปนี้ และนอกจากการชอบนาฬิกาแล้ว ยังต้องมีความสามารถในการประดิษฐ์ประดอยสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะขึ้นมา เป็นหนึ่งเดียวในแบบเฉพาะของเรา เรียกได้ว่าเรือนทรงแบบนี้ มีขายที่ร้านเราร้านเดียวเท่านั้น

    เริ่มต้นยังไง

    การทำธุรกิจนี้อาจจะเริ่มจากการศึกษาวิธีการประดิษฐ์นาฬิกา ศึกษาไอเดียนาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดรูปทรงต่างๆ ที่วางขายตามท้องตลาด เพราะการทำนาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดนี้เป็นงานที่ละเอียดอ่อน ใช้ความพิถีพิถันมาก และนอกจากนี้ต้องศึกษาแผนธุรกิจ และการตลาด เราต้องมองธุรกิจนี้ให้ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ทำแล้วไม่ให้ล้ม ถ้ากลัวว่าทำแล้วจะไม่ประสบความสำเร็จก็ให้เริ่มจากการทำเป็นอาชีพเสริม อาจจะวางขายหน้าบ้าน ถ้าหน้าบ้านเรามีคนเดินผ่านไปผ่านมาจำนวนมาก มีทำเลที่ดี แบบนี้ก็พอที่จะขายได้ครับ

    แต่ถ้าบ้านเราอยู่ในหมู่บ้านไม่ค่อยมีคนเดิน หรืออยู่บนคอนโด อย่างนี้อาจจะต้องเบนเข็มไปเช่าที่ขายอาจจะช่วงเย็นหลังเลิกงาน หรือขายช่วงวันเสาร์อาทิตย์ หรือช่วงแรกๆ จะขายทางออนไลน์ก็ยังได้ เพื่อเป็นการลองฝีมือการทำนาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดของเรา และเป็นการสำรวจตลาดด้วยว่าคึกคักขนาดไหน

    เมื่อเริ่มโปร

    เมื่อลองฝีมือจนเป็นพอใจแล้ว มีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว ทีนี้เราอาจจะอยากออกจากประจำไปเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายนาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดแบเต็มรูปแบบ แน่นอนว่าจากเดิมเช่าที่แค่ตอนเย็น หรือแค่วันเสาร์อาทิตย์ ก็ขยับขยายหาพื้นที่ลง เพื่อไปทำเป็นร้านขายนาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดของเราเอง พื้นที่แบ่งเป็นหลายระดับราคา ถ้ามีทุนเยอะหน่อยก็ไปขายในห้างสรรพสินค้า ถ้าทุนปานกลาง หรือทุนน้อยหน่อย ก็ต้องไปเช่าแผงขายตามตลาดนัดต่างๆ

    เงินลงทุน

    เงินลงทุนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจ ถ้าท่านเปิดเป็นร้านใหญ่แน่นอนว่างบอาจจะถึงหลักล้านได้ ซึ่งถ้าเป็นร้านเล็กๆ ก็จะอยู่ในหลักแสน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือที่ใช้ทำนาฬิกา ทุนวัสดุอยู่ที่ประมาณ 60% ส่วนราคาขายจะอยู่หลักร้อยถึงหลักพันต่อเรือน ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำว่าถูกหรือแพงแค่ไหน

    วัสดุอุปกรณ์

    วัสดุอุปกรณ์หลักเลย จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการทำเครื่องหนัง เครื่องมือในการประกอบ และเครื่องมือที่ใช้ในการซ่อมนาฬิกา รวมถึงอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ ของนาฬิกา

    วิธีการทำคร่าวๆ

    1. สำหรับตัวเครื่องนาฬิกา จะหาซื้อตามท้องท้องตลาด หรือจะสั่งนำเข้าจากต่างประเทศก็ได้
    2. สำหรับตัวเรือนนาฬิกา ให้เริ่มจากศึกษาวัสดุ และชิ้นส่วนที่จะนำมาใช้ทำตัวเรือน
    3. ต่อจากนั้นทำการออกแบบ ซึ่งหลังออกแบบได้แล้ว จึงสั่งทำชิ้นส่วนของนาฬิกา
    4. เมื่อเราได้ชิ้นส่วนตามที่ต้องการแล้ว ให้นำมาประกอบเข้ากับตัวเครื่องนาฬิกา ก็จะได้เป็นตัวเรือนนาฬิกา
    5. สำหรับสายนาฬิกา สามารถเลือกใช้หนังตามความเหมาะสม หรือตามความชอบของเรา ต่อจากนั้นทำการตัดหนังเพื่อทำสายนาฬิกาตามแบบที่ต้องการ เจาะรูใส่ตัวล็อกให้เรียบร้อย
    6. เสร็จเรียบร้อยแล้วนำไปประกอบเข้ากับตัวเรือนนาฬิกาที่เราได้เตรียมไว้ ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำนาฬิกาแฮนด์เมด

    เคล็ดลับ

    นาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เราสามารถออกแบบให้เน้นได้ถึงความเรียบง่าย หรือออกแบบให้ดูหรูหรา หรือออกแบบให้ดูคลาสสิก สำหรับการใช้สีก็จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมว่าเราออกแบบไปไหนรูปแบบไหน ตามแต่ไอเดียของแต่ละท่านนะครับ

    ไอเดียอื่นๆ

    นาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดแบบถักสาย

    นาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดแบบถักสาย สำหรับรูปแบบของนาฬิกาที่เลือกมาใช้เป็นตัวเรือน สามารถหาซื้อได้ตามตลาดที่ขายอุปกรณ์นาฬิกา ถ้าเป็นในกรุงเทพจะก็อยู่แถวตลาดคลองถม และตลาดสำเพ็ง ส่วนต่างจังหวัดสำหรับท่านที่สนใจก็ลองค้นหาดูนะครับว่าแหล่งขายวัสดุอุปกรณ์อยู่ตรงไหนในละแวกที่ท่านอยู่ เมื่อซื้อมาแล้ว ให้นำมาถอดสายออก และใส่สายถักที่เราทำขึ้นมาใส่แทน โดยเชือกที่นำมาถักนั้นจะเป็นเชือกหนังชามัว ซึ่งการออกแบบสายนาฬิกาถัก เราจะดูตัวเรือนเป็นหลัก และเลือกสีให้เข้ากันกับตัวเรือน และอาจจะเพิ่มในส่วนของตัวกระดิ่ง หรือลูกปัด หรือตัวตุ๊กตาห้อย ซึ่งเราสามารถทำออกมาหลายแบบๆ เพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้าได้ ราคาจะคิดตามขนาดสั้นยาวของสายนาฬิกา

    นาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดแบบเพ้นท์หน้าปัด

    นาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดแบบเพนท์หน้าปัด ซึ่งในส่วนของงานเพ้นท์ จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบแรกมีตัวการ์ตูนที่เป็นสติกเกอร์ติดเข้าไป และเพ้นท์เพิ่มเติมเข้าไป หรือใส่ชื่อลูกค้าตามที่ต้องการ ส่วนอีกแบบหนึ่ง เป็นงานเพ้นท์หน้าปัดนาฬิกาทั้งเรือน โดยไม่มีการติดสติกเกอร์ ซึ่งก็จะราคาแตกต่างกัน

    สรุป

    สำหรับมือใหม่นั้น การทำนาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดนั้นค่อนข้างยาก และซับซ้อน คนที่สนใจงานฝีมือนี้ จะต้องมีความรู้เรื่องวัสดุ และชิ้นส่วนต่างๆ ของนาฬิกา เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อย และการขายนาฬิกาก็เป็นการขายทั้งสินค้า และบริการ เพราะไม่ได้จบแค่การขายนาฬิกาให้กับลูกค้า แต่ยังต้องรับผิดชอบในการรับประกันนาฬิกาที่ซื้อไปอีกด้วย

    ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใดๆ ก็ตาม ต้นทุนที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นการกล้าที่จะก้าวออกไปลองทำสิ่งที่คุณอยากทำ แล้วเมื่อก้าวออกไปแล้วก็เต็มที่กับมัน ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร อย่างน้อยเราก็ได้ลองทำแล้ว ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จกับการขายนาฬิกาข้อมือแฮนด์เมดนะครับ

  • การวางแผนการใช้เงินเพื่อป้องกันการเป็นหนี้

    บทความนี้ก็จะเป็นเรื่องของการวางแผนการใช้เงินเพื่อป้องกันการเป็นหนี้ ซึ่งการเป็นหนี้สมัยนี้ง่ายเสียยิ่งกว่าการมีเงินออม เพราะแรงประโคมโฆษณา และใบปลิวสินเชื่อ เชิญชวนให้ผู้พบเห็นมาเป็นหนี้ และอีกหลากวิธีที่นำมาใช้ดึงดูดใจลูกค้า ทั้งสินค้าเงินผ่อนอีกร้อยแปด ที่เห็นมีเกือบทุกห้างร้านคอยกระตุ้นต่อมอยาก เหมือนการนำเหยื่อมาวาง ล่อรอเวลาที่จะมีปลาหิว (อยาก) มาฮุบเหยื่อ

    หากคุณไม่อยากติดอยู่ในบ่วงหนี้หรือมีความจำเป็นที่ต้องมีหนี้ ควรไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนหลงฮุบเหยื่อ (เงิน) ที่มีคนหยิบยื่นให้โดยแทบไม่ต้องออกแรงหามาเอง เพราะของ “ถูกและดี ยิ่งฟรี ด้วยแล้ว ไม่มีในโลก” โดยเฉพาะเรื่องเงินทองของสำคัญที่มีคนมาหยิบยื่นให้ยืมด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษเพราะไม่แน่ว่าการเป็นหนี้ในครั้งนี้ จะมาพร้อมกับกับดักทางการเงินที่ทำให้คุณยํ่าแย่ลงได้ หากคุณกำลังลังเลว่าจะกู้เงินดีหรือไม่ เหตุผลต่อไปนี้จะช่วยคุณได้

    1. อยากได้เงินไปทำอะไร

    ค้นหาที่มาที่ไปของความอยากได้เงินที่ผู้อื่นมานำเสนอให้ก่อนว่าจริงแท้แล้วคุณจะเอาเงินต้นบวกดอกเบี้ยราคาแพงมาทำอะไร ความอยากได้อยากมี นั้นเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกเพศทุกวัย คงไม่ผิดอะไร ถ้าคุณจะมีความอยากเกิดขึ้นบ้าง ว่าแต่ความอยากของคุณสมเหตุสมผลแล้วหรือไม่

    2. NEED หรือ WANT

    ตรวจสอบอารมณ์ความรู้สีกของคุณทุกครั้งว่าสิ่งที่คุณอยากซื้อหามานั้นเป็น NEED (ความจำเป็นที่ขาดไม่ได้) หรือ WANT (ความต้องการที่เกิดขึ้น) NEED และ WANT มีความหมายใกล้เคียงกัน หากคุณสามารถแยก NEED ออกมาจาก WANT ได้อย่างชัดเจน ก็จะมีผลดีต่อตัวคุณเป็นอย่างมาก เพราะ NEED เป็นความจำเป็นที่คนเราต้องมี เช่น ปัจจัย 4 พื้นฐาน หากสิ่งที่คุณ NEED สามารถทำให้ชีวิตดีขึ้นทั้งกายและใจ เช่น การซื้อรถยนต์ หากคิดว่ามันมีความจำเป็นสำหรับการเดินทางไปไหนมาไหน คุณอาจต้องคิดเผื่อด้วยว่า การผ่อนซื้อรถยนต์สักคันนั้นต้องใช้ระยะเวลายาวนานแค่ไหนกว่าจะหมดภาระผูกพัน ค่าบำรุงรักษา และเติมน้ำมัน เงินสำรองค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถจะเป็นเท่าไร คุ้มแล้วหรือไม่กับค่าเสื่อมราคา และการสีกกร่อนของเงิน และรถยนต์ ที่นำมาใช้อยู่ทุกวัน

    แต่ถ้าคุณมีอาชีพที่ต้องอาศัยรถยนต์เพื่อหน้าที่การงาน เช่น เซลส์แมน หรือประสานงานภายนอกก็ควรคู่ที่จะบอกว่ารถยนต์มีความจำเป็น เพราะมันจะช่วยให้หน้าที่การงานของคุณมีความก้าวหน้ามากขึ้น

    3. อะไรควรมาก่อนมาหลัง

    ข้าวของสมัยนี้ถูกผลิตมายั่วตาล่อใจให้เห็นว่ามีความจำเป็นต่อชีวิต โดยของแต่ละชิ้นไม่ได้ระบุมาในฉลากด้วยว่ามีความจำเป็นจริงหรือไม่ มากน้อยต่างกันอย่างไร ในการซื้อสินค้าที่ค่อนข้างมีราคาค่าตัวต่อหน่วยสูง จึงต้องอาศัยการตัดสินใจที่ผ่านกระบวนการคิดมาแล้วหลายชั้น หรือแม้แต่การจะซื้อด้วยเงินผ่อนก็ต้องตรึกตรองให้ดีก่อนซื้อ

    ของที่คุณต้องการนั้นมีความจำเป็นอยู่ในปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการในการดำรงชีพหรือไม่ หากมันยังไม่ใช่ควรตัดรายการนั้นออกหรือเลื่อนไปอยู่ในระดับท้ายๆ ของความจำเป็น เพื่อป้องกันปัญหาในการจับจ่ายหรือผ่อนชำระ เพราะสิ่งของหลายอย่างจะถูกมองว่าจำเป็นต้องมี (ถ้ายังไม่ผ่านการไตร่ตรองให้ดี) และสิ่งที่เกือบมีความจำเป็นจริงๆ เหล่านี้ จะกลายมาเป็นภาระหนี้สินให้คุณ เมื่อคุณเป็นหนี้ สิ่งที่คุณต้องทำคือการใช้คืนเงิน ต้นบวกดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้ และบางสถาบันการเงินจะมีค่าธรรมเนียมต่างๆ บวกเพิ่มไปในวงเงินกู้ ประกอบกับข้อกฎหมายและพันธะสัญญาเป็นตัวบังคับคุณอยู่กลายๆ ให้คุณต้องจ่าย

    หลังผ่านการตรึกตรองมาหลายขั้นแล้วพบว่าคุณมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องสร้างหนี้ อาจจะเพื่อประกอบกิจการ ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เช่าซื้อบ้าน และอื่นๆ อีกมากมายแล้วแต่เหตุผลในขณะนั้น ซึ่งไม่สามารถรอได้จากการเก็บออมหรือผลกำไรในการประกอบการ เงินที่เก็บไว้อาจจะไม่เพียงพอ จำเป็นต้องขอสินเชื่อเพิ่มเติม การเตรียมความพร้อมในข้อถัดไปจะช่วยคุณให้เสียเปรียบเจ้าหนี้น้อยลง

    4. หลักการคิดก่อนชีวิตมีหนึ้

    – คิดทบทวนหลายๆ รอบว่ายังมีความจำเป็นต้องกู้ยืมอยู่หรือไม่
    – ศึกษาข้อมูลการกู้ยืมประเภทต่างๆ จากสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบเรื่อง ค่าธรรมเนียม เบี้ยปรับ และอัตราดอกเบี้ยต่างๆ
    – มีรายได้เพียงพอในการผ่อนชำระคืนโดยไม่เบียดเบียนค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
    – อัตราดอกเบี้ยอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมพอรับได้
    – ศึกษาเงื่อนไขการผ่อนชำระให้ละเอียด ทำความเข้าใจให้ท่องแท้ รวมถึงรายการปรับเมื่อผิดนัดชำระ
    – พิจารณาเงื่อนไขพิเศษต่างๆ (ถ้ามี) ประกอบการตัดสินใจ เช่น มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยให้หรือไม่ แนวโน้มของดอกเบี้ยจะเป็นไปเช่นไรในอนาคต

    5. ความแตกต่างของเงื่อนไข

    เงื่อนไขการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อสินค้า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ มีวิธีการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดระยะเวลาในการผ่อนชำระ การกู้เงินเพื่อการนี้จึงไม่ควรโปะเงินก้อนเข้าไปในการผ่อนชำระรายงวด เพราะไม่มีประโยชน์ใดเกิดขึ้น เมื่อต้องจ่ายคืนดอกเบี้ย และเงินต้นเป็นจำนวนเท่าเดิม นับแต่วันแรกที่มีการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ซึ้อสินค้าในกลุ่มนี้ ผู้ให้กู้ได้คิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม บวกเงินต้น ตลอดระยะเวลาในการผ่อนชำระไว้แล้วเรียบร้อย

    6. สินเชื่อและดอกเบี้ยรูปแบบอื่น

    นอกจากการกู้ยืมดังที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีสินเชื่อ และการกู้ยืมในรูปแบบอื่นอีกหลายชนิด ตามความต้องการและความเหมาะสม ต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ และจักรยานยนต์ เป็นต้น สินเชื่อเหล่านี้จะมีอัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป

    การปล่อยสินเชื่อใช้ระยะเวลาไม่นานในการกู้ยืม และอนุมัติวงเงิน เพียงมีหลักฐานทางเอกสารครบก็สามารถเป็นหนี้ได้ทันที แต่สิ่งสำคัญที่ควรระวังไว้ก็คือ อัตราดอกเบี้ยสูงๆ ล้วนแฝงมากับของแถม และโปรโมชั่นล่อใจ ที่ผ่านการวางแผนทางการตลาดมาแล้วหลายขั้น คิดให้รอบคอบ อย่างไรผู้กู้ก็ยังเสียเปรียบให้กับดอกเบี้ยแพงๆ อยู่ดี บางแห่งมีการคิดเป็นรายวันก็มี หากคุณเผลอไปกู้เพียงนิดเดียว อาจต้องใช้เวลานานเป็นปีกว่าจะชำระคืนได้หมด

    7. ข้อควรระวังในการกู้เงิน

    เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้คนหลงเชื่อ และติดกับดักเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยราคาแพง มาตรฐานในการทวงถาม และติดตามหนี้สินอยู่ในขั้นรุนแรง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สิ่งที่พึงระวังเป็นอย่างยิ่ง คือ คำโฆษณาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่ฟังดูเหมือนตํ่า เช่น อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน จนทำให้คนฟังเผลอคิดไปว่าน่าจะจ่ายประมาณร้อยละ 24 ต่อปี แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยจริงสูงถึง ร้อยละ 41.70 ต่อปี ให้คุณลองเปรียบเทียบข้อมูลต่อไปนี้

    อัตราดอกเบี้ยที่โฆษณา อัตราดอกเบี้ยที่จ่ายจริง
    1.00 ต่อเดือน (ร้อยละ 12 ต่อปี) ร้อยละ 21.46 ต่อปี
    1.25 ต่อเดือน (ร้อยละ 15 ต่อปี) ร้อยละ 26.62 ต่อปี
    1.50 ต่อเดือน (ร้อยละ 18 ต่อปี) ร้อยละ 31.72 ต่อปี
    2.00 ต่อเดือน (ร้อยละ 24 ต่อปี) ร้อยละ 41.70 ต่อปี
    3.00 ต่อเดือน (ร้อยละ 36 ต่อปี) ร้อยละ 60.92 ต่อปี

    เหตุที่ทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าคำโฆษณาชวนเชื่อ เป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยที่โฆษณาเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) นั่นคือการคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินต้นที่กู้ยืมครั้งแรกเท่ากันทุกงวด แม้จะมีการผ่อนชำระเงินต้นบางส่วนแล้วก็ตาม หรือเรียกอีกอย่างว่าการคิดแบบไม่ลดต้น

    อัตราดอกเบี้ยที่จ่ายจริงจะต้องเป็นแบบ ลดต้นลดดอก (Effective Rate) เป็นการคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงค้างในแต่ละงวด ซึ่งดอกเบี้ยและเงินต้นต้องลดลงทุกงวดที่มีการผ่อนชำระตามเงื่อนไข

    สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลถูกกฎหมายที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย คือ การให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลธรรมดา โดย

    – ไม่มีหลักประกัน
    – กู้เพื่อนำไปใช้ส่วนตัว
    – กู้เพื่อผ่อนชำระสินค้า (เช่าซื้อ/ลีสชื่ง) ยกเว้นรถยนต์ และรถจกรยานยนต
    – ไม่รวมเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา การเดินทางไปทำงานต่างประเทศ การรักษาพยาบาล และสวัสดิการพนักงาน

    สามารถกู้ได้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี โดยคำนวณแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)

    ระวังกับดักของเงินกู้นอกระบบเหล่านี้ไว้ให้ดี

    – เงินสด เงินด่วน ดอกเบี้ยตํ่า
    – บัตรเครดิตวงเงินเต็มก็กู้ได้
    – อนุมัติทันที อนุมัติง่าย เงื่อนไขมีน้อย
    – ไม่มีบัตรเครดิตก็กู้ได้
    – ให้กู้โดยไม่ยึดบัตรเอทีเอ็ม
    – และอย่าลืมว่า “ของถูกและดี ยิ่งฟรีด้วยแล้ว ไม่มีในโลก”

    เป้าหมายทางการเงิน 3 ระยะ

    เป้าหมายระยะสั้น (สำเร็จไม่เกิน 1 ปี)
    เป้าหมายระยะกลาง (สำเร็จใน 2 – 5 ปี)
    เป้าหมายระยะยาว (สำเร็จใน 5 ปี หรือมากกว่า)

    ถ้าคุณมีเป้าหมายหลายอย่าง คุณอาจจะทำให้สำเร็จในครั้งเดียว หรือตั้งใจทำให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ ไป ต่อไปคือตัวอย่างในการออม

    สำหรับเป้าหมายระยะสั้น : คำนวณว่าในแต่ละเดือนคุณสามารถเก็บเงินได้เท่าไหร่ และต้องใช้เวลากี่เดือนเพื่อบรรลุเป้าหมายตัวอย่างเช่น

    คุณต้องการซื้อโน็ตบุ๊คในราคา 32,000 บาท และคุณตั้งเป้าหมายโดยใช้เวลา 6 เดือนในการซื้อ ดังนั้นคุณต้องเก็บออมเดือนละ 5,333 บาท (32,000/6)

    สำหรับเป้าหมายระยะยาว : อาจจะดูซับซ้อนนิดหน่อย ในตัวอย่าง เช่น คุณสามารถนำเงินฝากในบัญชีไปลงทุนเพื่อที่จะได้รับดอกเบี้ย และมันสามารถช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายสุดท้าย ตัวอย่างเช่น

    เป้าหมายของคุณคือเก็บเงินให้ได้ 100,000 บาท ใน 10 ปีเพื่อการ ศึกษาของลูก ๆ ถ้าคุณจะได้รับดอกเบี้ยเฉลี่ยปีละ 8% ดังนั้นคุณต้องเก็บออมเดือนละ 10,000 บาท

    หมายเหตุ : ดอกเบี้ยจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับว่าประเภทที่คุณลงทุน การได้รับผลตอบแทนที่มากย่อมต้องเสี่ยงมาก อย่าลงทุน ถ้าคุณยังไม่ศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้ง

    จงยืดหยุ่นเมื่อจะเก็บเงินสำหรับบางสิ่ง จงยืดหยุ่นเข้าไว้ ถ้าคุณไม่สามารถจัดการเงินของคุณได้ดังที่ตั้งใจไว้ ก็อย่ายอมแพ้ ลองขยายเวลาในการออม ลดเป้าหมายให้เล็กลง หรือหารายได้เพิ่ม สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณเก็บเงินได้มากขึ้นไปอีก

  • วิธีทำธุรกิจเปิดศูนย์ฟิตเนสให้ประสบความสำเร็จ

    ในปัจุบันนี้กระแสการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมีมากขึ้น ทำให้ผู้ที่รักสุขภาพทุกเพศทุกวัยหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกัน ฉะนั้นในปัจจุบันจึงได้มีศูนย์ฟิตเนสที่ได้เปิดขึ้นมาเพื่อรองรับผู้ที่รักสุขภาพ เราจะเห็นได้ว่าไม่ได้มีแค่วัยรุ่นหนุ่มสาวเพียงอย่างเดียวที่มาเล่นฟิตเนส แต่ก็ยังผู้สูงอายุมาเล่นฟิตเนสเพื่อสุขภาพกันพอสมควร

    ฉะนั้นท่านที่อยากทำธุรกิจฟิตเนสแต่ไม่มีความรู้ว่าจะทำยังไง วันนี้เราได้รวบรวมถึงกลยุทธ์ และข้อมูลที่จำเป็น ที่มีประโยชน์ รวมไปถึงวิธีการทำธุรกิจฟิตเนส ที่จะทำให้คุณรู้ และเข้าใจกระบวนการทำธุรกิจฟิตเนส ว่ามันทำได้ยากง่ายมากแค่ไหน และคุณต้องเตรียมตัว เตรียมใจในเรื่องไหนบ้าง เอาเป็นว่าก่อนอื่นเราไปรู้จักกับธุรกิจฟิตเนสในบ้านเรากันก่อน มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ

    1. ธุรกิจฟิตเนสประเภทวิทยาศาสตร์การกีฬา คือเน้นไปที่การออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ฟิตเนส นิยมกันในทุกเพศทุกวัย
    2. ธุรกิจฟิตเนสประเภทแอโรบิค เน้นไปที่การออกท่าทางเป็นหลัก ส่วนมากจะเป็นที่นิยมกันของผู้หญิงมากกว่าในผู้ชาย

    เริ่มต้นทำธุรกิจฟิตเนส

    อย่างแรกเลยต้องวิเคราะห์มองหาทำเลที่เหมาะสม รถเข้า รถออกสะดวก มีที่จอดรถ และต้องอยู่ในพื้นที่กลุ่มเป้าหมาย เพราะทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่หากคุณได้ทำเลไม่ดี บอกเลยว่าโอกาสรุ่งแทบไม่มี ฉะนั้นคุณต้องมีทำเลที่เหมาะสมให้ได้ เพราะมันจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก ธุรกิจฟิตเนสเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนมากพอสมควร ดังนั้นขอซ้ำอีกที คุณต้องทำธุรกิจฟิตเนสในทำเลกลุ่มเป้าหมายให้ได้

    วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย

    เรื่องต่อมาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คุณต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณในพื้นที่ที่คุณจะทำธุรกิจฟิตเนส เช่น ถ้าในพื้นที่ที่คุณตัดสินใจทำธุรกิจฟิตเนสนั้น มีแต่ผู้คนหนุ่มสาววัยทำงานอยู่มาก แถมยั้งเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้คอนโด หรืออพาร์ทเมนท์เยอะๆ ในลักษณะอย่างนี้ คุณก็ควรออกแบบธุรกิจฟิตเนสของคุณให้เหมาะสมกับคนวัยทำงานเป็นหลัก ถ้าทำได้อย่างนี้ธุรกิจฟิตเนสของคุณมีโอกาสอยู่รอด และประสบความสำเร็จแน่นอน

    อุปกรณ์ออกกำลังกายที่ควรมีในธุรกิจฟิตเนส

    แน่นอนว่าธุรกิจฟิตเนสนั้นต้องมีอุปกรณ์ออกกำลังกายเป็นหลักอยู่แล้ว เพื่อให้ลูกค้าของคุณได้ใช้ประโยชน์ ใช้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ในช่วงเริ่มต้นคุณอาจจะมีอุปกรณ์ออกกำลังกายอย่างน้อยที่สุด 10 ชิ้น เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับลูกค้าของคุณในวันแรกๆ ที่คุณเปิดกิจการ และเพื่อให้ลูกค้าของคุณเชื่อมั่น และประทับใจว่าธุรกิจฟิตเนสของคุณคือที่ออกกำลังกายที่มีคุณภาพดี นอกจากอุปกรณ์ที่ใช้ออกกำลังกายเป็นหลักแล้ว คุณต้องเตรียมที่นั่ง ที่พิง ไว้สำหรับลูกค้าด้วย

    เครื่องอำนวยความสะดวกในธุรกิจฟิตเนส

    ในเริ่มแรกของการทำธุรกิจฟิตเนสของคุณนั้น สิ่งอำนวยความสะดวกอาจจะยังมีไม่มากหรือยังไม่พร้อมเท่าที่ควร แต่สิ่งที่คุณต้องมีเตรียมไว้ให้บริการอย่างแรกเลยคือ ล็อกเกอร์ มีไว้สำหรับให้ลูกค้าเก็บสิ่งของ ต่อมาเป็นเรื่องของน้ำดื่ม และน้ำประเภทต่างๆ เช่น น้ำแร่ หรือไม่ก็น้ำอัดลม และก็ต้องมีผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ให้กับลูกค้า และสุดท้ายที่จำเป็นมากคือคุณต้องมีห้องอาบน้ำด้วย ต้องสะอาด พร้อมให้บริการอยู่ตลอดเวลา ส่วนบริการอื่นๆ อย่างเช่น ห้องพักผ่อนส่วนตัว เอาไว้ธุรกิจฟิตเนสของคุณเริ่มโตขึ้นคุณก็ค่อยจัดทำเพิ่มเติมก็ได้

    โอกาสทางธุรกิจฟิตเนส

    ธุรกิจฟิตเนสเป็นธุรกิจที่ให้บริการ และอำนวยความสะดวกด้านสถานที่ และอุปกรณ์การออกกำลังกายเพื่อสุภาพ ดังนั้นจึงเป็นธุรกิจที่ยังไม่เสื่อมความนิยมอย่างแน่นอนในอนาคต แถมธุรกิจฟิตเนสยังเป็นธุรกิจที่ลงทุนครั้งเดียว แล้วกินผลตอบแทนในระยะยาวได้จนกว่าจะมีอุปกรณ์ออกกำลังกายพัง แต่ถึงอุปกรณ์ในฟิตเนสของคุณจะพัง มันก็พังทีละชิ้น คุณสามารถใช้กำไรของคุณซื้อมาเปลี่ยนใหม่กันได้ ดังนั้นธุรกิจฟิตเนสจริงๆ แล้วจึงวัดกันที่การให้บริการ หรือการอำนวยความสะดวกมากกว่า

    ประเมินงบประมาณการลุงทุนในธุรกิจฟิตเนส

    1. ทำเลในการทำธุรกิจฟิตเนส ถ้าคุณไม่เช่า คุณก็ต้องซื้อ แต่ถ้าเป็นของคุณอยู่แล้ว ก็ถือว่าลดต้นทุนด้านเงินสดที่ต้องจ่ายลงไปได้มาก ถ้าเช่าก็ต้องดูทำเลชุมชนที่มีคนพลุกพล่าน หรือสถานที่อื่นๆ ที่คุณเห็นว่าสมควร หรือตามระดับงบประมาณที่คุณมีอยู่
    2. เครื่องมืออุปกรณ์และอื่นๆ สำหรับธุรกิจฟิตเนส เริ่มแรกเลยค่าก่อสร้างราคาก็ตามขนาดธุรกิจฟิตเนสของคุณ ถ้าจะเอาให้ดีเลยก็อย่างน้อย 1 ล้านบาท ไว้ซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกาย ต่อมาก็ค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน ค่าจ้างเทรนเนอร์ ตรงนี้จะจ้างกี่คน ก็ตามแต่ขนาดของธุรกิจฟิตเนสของคุณเป็นหลัก

    ธุรกิจฟิตเนสทุกที่ทุกสมัยมีการแข่งขันเพื่ออยู่รอด

    หากคุณเริ่มศึกษาตลาดของธุรกิจฟิตเนส คุณก็จะรู้ว่าธุรกิจฟิตเนสในปัจจุบันนั้น มีการแข่งขันกันที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นถ้าคุณอยากให้ธุรกิจฟิตเนสของคุณอยู่ได้ คุณต้องดูแลลูกค้าของคุณให้ดีที่สุด ทำให้พวกเขากลายมาเป็นลูกค้าประจำของคุณให้ได้ ทำให้พวกเขาประทับในในสถานที่ฟิตเนส เพราะถ้าคุณดูลูกค้าของคุณไม่ดี พวกเขาจะหนีหายไปจากคุณ จนคุณอาจจะต้องปิดกิจการธุรกิจฟิตเนสของคุณลง

    สรุป

    การทำธุรกิจฟิตเนสก็ไม่ยากไม่ง่าย ส่วนใหญ่คนที่ทำธุรกิจนี้จะต้องชอบทางด้านนี้จริงๆ อาจจะเริ่มจากการเป็นคนชอบไปฟิตเนสเป็นประจำ จนกระทั่งมีความคิดริเริ่มที่จะสร้างศูนย์ฟิตเนสในทำเลที่คิดว่าสร้างแล้วน่าจะมีคนมาใช้บริการเยอะ งานนี้ต้องทำด้วยใจรักล้วนๆ ทำในสิ่งที่เรารัก แล้วเราจะมีความสุข ผมก็ขอให้ท่านที่อยากจะทำธุรกิจฟิตเนส ได้ประสบความสำเร็จร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • เคล็ดลับทำให้การเงินของบริษัทเดินหน้า

    การเงินของบริษัท

     

    1. สร้างโครงสร้างการจัดการง่าย ลดความยุ่งยาก จัดเตรียมการฝึกอบรมภายใน เพื่อการพัฒนาส่วนบุคคลสำหรับพนักงาน ตำแหน่งบริหาร รักษาความยืดหยุ่นและความสามารถในการตัดสินใจที่รวดเร็ว และใช้ผลดีของบริษัทเล็กๆ ในการสร้างความเติบโต
    2. รักษาวินัยมัธยัสถ์ในเวลาที่บริษัทมีประสิทธิภาพมากที่สุด สร้างกำไรและเร่งพัฒนาให้กับบริษัท และหลีกเลี่ยงการปรับเปลี่ยนที่จะสร้างความขุ่นข้องหมองใจภายในองค์กร
    3. ให้ความใส่ใจในความท้นสมัย การเติบโต การฝึกอบรม ความเรียบง่ายและการพัฒนาของกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพิ่มผลผลิตและการแข่งขัน ลดราคาโดยใช้มาตราฐานสากล
    4. บริษัทไม่ควรถูกจำกัดโดยเจ้าของหรือจำนวนผู้บริหาร อย่าเป็นปลาใหญ่ในบึงเล็ก ลดการลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ
    5. เราสามารถเอาชนะความท้าทายโดยการทำงานกับจุดประสงค์ที่ชัดเจน และความสามารถในการใช้เครื่องมือที่เรามีอยู่ได้
    6. ไม่ควรทิ้งเงินไว้ให้บริษัทนำไปละลายเล่นๆ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เราต้องหาเงินมาลงทุนครั้งแล้วครั้งเล่า
    7. ความคิดที่สามารถในการสร้างสรรค์ไม่เพียงแต่นำมาใช้ในธุรกิจเท่านั้น แต่ยังนำมาใช้ในการแก้ปัญหาสังคมได้ เช่น สิ่งที่เราทำผ่านองค์กรการกุศลต่างๆ
    8. หนักแน่นและอดทนย่อมนำผลสำเร็จมาให้
    9. ทุกเวลาคือเวลาที่ดีของคนที่มีความสามารถในการร้บรู้วิธีการทำงาน และวิธีใช้เครื่องมือต่างๆ ในงานนั้น
    10. จำไว้ว่าเราตายไปก็ทำอะไรไม่ได้ แต่เราสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ตอนที่เรามีชีวิตอยู่ และนักธุรกิจก็คือผู้สรรสร้างความร่ำรวยโดยความสามารถของเขา

  • ถ้าขายของไม่ได้ อยากให้อ่านเพิ่มกำลังใจ

    ในกรณีที่พ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่บางคนเกิดอาการท้อแท้สิ้นหว้ง หมดหนทางที่ทำการต่อสู้โดยหารู้ไม่ว่ามันเป็นการปิดตายในหนทางของตนเอง ท้อแท้ เพราะว่ากิจการของตนไปได้ไม่ค่อยไกลเท่าใดนัก และบ่อยครั้งที่สุดต้องหยุดชะงักงันกัน เพราะอุปาทานที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจโดยคิดไปเองว่า ตนนั้นพ่ายแพ้แล้ว สำหรับพ่อค้าหน้าใหม่ที่เกิดอาการสิ้นหวัง ลองคิดถึงสาเหตุของการสิ้นหวังกันแล้วหรือยังล่ะว่า อะไรคือต้นตอที่ทำให้ต้องเกิดการสิ้นหวัง จนกระทั่งหมดกำลังใจในการที่จะต่อสู้ จะมัวมาเอาแต่ปิดประตูลงกลอน แล้วอยู่ในโลกมืดตามลำพังเพื่ออะไรกัน? คำถามเหล่านี้ลองคิดทบทวนหาคำตอบกันให้ดีๆ ชี้แจงความผิดพลาดให้ได้ด้วยตนเอง ก่อนที่จะให้ใครๆ มาชี้หน้าว่ากล่าวกันไปต่าง ๆ นานา

    ชาวจีนสมัยก่อนทีเพิ่งจะเดินทางมาเหยียบดินแดนในต่างบ้านต่างเมือง ในตอนระยะแรกเริ่มที่พวกเขาได้เข้ามานั้น พวกเขามีสมบัติติดตัวกันมา เพียงแค่เสื่อผืนหมอนใบ อย่างดีหน่อยก็อาจจะมืเงินติดตัวกันมาคนละเล็กละน้อยประทังชีวิตพออยู่ได้เท่านั้น ชาวจีนดั้งเดิมเคยประสบกับปัญหากับการท้อแท้สิ้นหวังกันมานักต่อนักแล้ว แต่ไม่ยักจะเห็นว่าพวกเขาจะต้องโศกเศร้าเสียใจกันเลยแม้แต่น้อย พวกเขาไม่เคยคิดโทษโกรธแค้นในโชคชะตาของตนเอง ไม่เคยเหลียวหลังมองดูความมอซอของตนเองในอดีตที่ผ่านมา ตั้งแต่ได้ก้าวเท้าออกจากเรือ และก้าวเท้าแรกเหยียบลงบนผืนแผ่นดินต่างแดน ซึ่งพวกเขาเองก็ยังไม่เคยรู้จักมักจี่กับใครมาก่อนเลยแทบทั้งสิ้น และเมื่อได้มาอาศัยกันอยู่ในดินแดนต่างถิ่นแล้ว หันหน้าไปทางไหนก็เจอคนที่ไม่รู้จัก สถานที่ไม่คุ้นเคย รวมทั้งภาษาพูดที่พวกเขายังพูดไม่ได้ ภาษาเขียนที่พวกเขายังเขียนไม่ได้

    ทุกอย่างมันเป็นการเริ่มต้นใหม่หมดแทบทั้งสิ้น ถ้าจะเปรียบเทียบให้เป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ ก็คงจะอยู่ในระยะที่กำลังตั้งไข่หัดยืนหรือไม่ก็กำลังหัดพูดนั่นเอง สิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นจะต้องเรียนรู้ก็คือ การใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินของผู้อื่น เขาต้องทำให้ได้ดีที่สุดและต้องทำให้ได้ตลอดรอดฝัง

    มองดูพวกเขากันให้เป็นแบบอย่างที่ดีกันสักนิดนะครับ ในช่วงที่อยู่ในสถานการณ์บีบคั้นชีวิตและจิตใจเช่นนี้ทบทวนกันดูสักหน่อย บทเรียนในครั้งที่ผ่านพ้นไปแล้วนั้นมันไมได้เป็นบทเรียนครั้งสุดท้ายของชีวิต ตราบใดเท่าที่ยังมีจิตวิญญาณของนักสู้ มีอุดมการณ์อันกล้าแกร่ง มีความนึกคิดก็จะไม่มีวันใดได้พบกับทางตัน ยังมีเส้นทางอื่นๆ ให้เลือกเดินไปได้อีกอย่างมากมาย ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และแรงแห่งความศรัทธากันให้ได้อย่างเต็มที่ อย่าเพิ่งท้อถอย

    ชีวิตที่ดีนั้นจะต้องมีการพัฒนา ส่วนการดำเนินการก็จะต้องรู้จักเลือกหาทางออก และจะต้องเป็นทางออกที่ดีกว่าเดิม ประตูแห่งการค้าพร้อมแล้วที่จะเปิดต้อนรับการกลับมาของผู้ที่ฮึดสู้กันได้ทุกเมื่อ

  • สอนลูกให้รวยด้วยการเรียนรู้เรื่องการออมเงิน

    ความสามารถในการใช้เงินที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเองอย่างลอยๆ หรือเป็นไปเองโดยไม่มีใครสั่งสอน มันเป็นนิสัยที่เกิดจากการอบรมเลี้ยงดู หรือได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ

    ลักษณะนิสัยนี้เองที่จะนำพาคนหนึ่งไปสู่ความรํ่ารวยไดีไม่ยาก และถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองคนไหนอยากเห็นลูกหลานตนรํ่ารวยมีเงินทองในอนาคต หรือไม่อยากให้พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะหนี้สินพะรุงพะรัง ชักหน้าไม่ถึงหลัง หรือตกตํ่ายากจน ลองนำเทคนิคดีๆ ต่อ ปนี้ไปใช้กับลูกๆ ของคุณดูสิครับ

    หน้าที่ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ นอกจากเลี้ยงดูพวกเขาให้อยู่ดีกินดีแล้ว การอบรมสั่งสอนให้พวกเขารู้จักผิดชอบชั่วดี ปลูกฝังความคิด หรือค่านิยมที่ถูกต้องให้ติดตัวไปจนโต ก็ถือเป็นเรื่องที่พ่อแม่ทุกคนต้องกระทำอย่างสุดความสามารถ

    การสอนลูกให้รู้จักออมเงินจะทำให้เขารู้จักคำว่าประหยัด และคำว่าจำเป็น เมื่อเขาทุบกระปุกของเขาเมื่อใด ความภูมิใจอันเกิดจากการเก็บสะสมเงินเล็ กๆ น้อยๆ จนได้เป็นเงินก้อนโตจะเกิดขึ้นในความรู้สีกของพวกเขา

    คุณลองพาลูกๆ ไปเลือกกระปุกใบสวยด้วยตัวเอง อธิบายว่าเขาควรจะใช้เงินเท่าไร เหลือเก็บเท่าไร สอนอย่างมีหลักการและเหตุผล ไม่เช่นนั้นเขาจะกลายเป็นคนตระหนี่ใจแคบได้

    คุณต้องไม่ตามใจลูกเมื่อเขารบเร้าจะเอาของเล่น หรือสิ่งที่เขาอยากได้ ไม่ว่าจะงอแงหรืออาละวาดลงไปนอนดิ้นกับพื้น เพราะนั่นเป็นการกระทำที่เอาแต่ใจตัวเองมากจนเลยเถิด ถ้าคุณยอมก็เท่ากับคุณกำลังท่าให้ลูกของคุณกลายเป็นคนไม่มีเหตุผล ชอบเอาชนะ ตามใจตัวเอง ไม่รู้จักหักห้ามใจ ไม่มีความรับผิดชอบ และมักจะใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหา

    ซึ่งในสมัยเด็กๆ ผู้ใหญ่หลายๆ คนมักชอบให้เด็กๆ อย่างเราอดออม เพื่อที่จะมีเงินในอนาคต แต่เด็กๆ อย่างเราก็มักไม่ค่อยอดออมกันเพราะไม่ได้นึกถึงอนาคตกันซักเท่าไหร่ พอโตมาก็ค่อยระลึกได้ว่ามันสำคัญจริงๆ ผมนำเทคนิคดีๆ ไว้สอนลูกๆ ของคุณมาฝากกันครับ

    สร้างแรงจูงใจในการออม : การอดออมบางทีเด็กๆ อาจจะไม่เห็นถึงจุดที่น่าสนใจ เราอาจจะบอกไปว่า การออมทำให้เราสามารถซื้อของที่เราอยากได้ การออมทำให้เรามีตังเยอะ ๆ สร้างแรงจูงใจให้มากที่สุดครับ

    จำนวนเงินที่ออม : เราอาจจะเริ่มต้นจากเศษเงินที่เด็กๆ เหลือมาจากโรงเรียน 5 บาท 10 บาท หรือเพียงแม้แค่ 1 บาทก็ดี เพียงแค่ฝึกวินัยการออมให้เค้าทำทุกๆ วัน ก็เพียงพอ

    ใช้เงินอย่างมีประโยชน์ : เมื่อเด็กๆ ออมเงินได้มากพอสมควรแล้ว ก็ควรสอนให้เค้าใช้เงินเพื่อซื้อของที่มีประโยชน์ และมีคุณค่า แล้วเด็กจะรู้สึกภูมิใจกับการออมของเขาเอง อาจจะไม่มากมาย แต่ก็สามารถใช้ได้จริงนะครับ

    เมื่อเขาโตพอที่จะเข้าใจอะไรๆ ได้มากขึ้น คุณก็ควรจะหัดให้เขารู้จักวางแผนการใช้เงินรายสัปดาห์ คุณลองให้เงินเขาสักก้อนหนึ่ง (ตามจำนวนที่คุณประเมินดูแล้วว่าไม่มากไม่น้อยจนเกินไป) แล้วสอนให้เขาทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย

    อย่าลืมที่จะสอนให้เขามีค่านิยมเกี่ยวก้บเงินที่ถูกต้อง ฝึกให้เขารู้จักหาเงินด้วยตัวเอง ด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย เช่น ให้เงินค่าขนมพิเศษ ถ้าเขาช่วยคุณพ่อล้างรถ หรือช่วยคุณแม่ทำงานบ้าน และถ้าครอบครัวของคุณ ประกอบกิจการส่วนตัวก็ควรให้พวกเขามีส่วนร่วมในการทำงานด้วย และเหนือสิ่งอื่นใด คุณต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ทุกคำพูด ทุกการกระทำของคุณ ลูกๆ จะซึมซับไปโดยไม่รู้ตัว

    อย่าสอนแต่ทางวาจา แต่จงทำให้เค้าเห็น แล้วลูกของคุณจะได้นิสัยดีๆ ติดตัวไปใช้ยามโตแน่นอน

  • เป็นลูกจ้างไม่มีวันรวยจริงหรือเปล่า

    เป็นลูกจ้างไม่มีวันรวยจริงหรือเปล่า จากคำถามนี้ ผมคิดว่ามันเป็นความจริงและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ แต่ใครอยากจะเป็นแบบนี้ไปตลอดถ้าเลือกได้ก็ดีนะ บางคนก็เป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิต ซึ่งแตกต่างกันออกไปแต่หนทางก็พอมีครับ ผมว่ามันเริ่มตั้งแต่เลือกเรียนแล้วครับ ต้องเลือกเรียนสายที่สามารถทำเงินได้ดีครับ แต่ทุกวันนี้ไม่ว่าสายงานไหน ก็ต้องมีภาษาต่างประเทศเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเกือบทุกสายงานครับ ชอบสายงานไหนก็เลือกสายงานนั้นครับ แต่ควรเน้นภาษาต่างประเทศครับ ประสบการณ์ที่เคยทำทั้งสองแบบ คือ

    1.ลูกจ้างพนักงานบริษัท รายได้น้อย มั่นคงกว่า ไม่ต้องเสี่ยงมาก ไม่ต้องลงทุนหรือเสี่ยงกับการขาดทุน แต่ก็มีข้อเสีย คือ ยิ่งสูงยิ่งหนาว เมื่อคุณมีตำแหน่งงานสูง จะกลายเป็นความรับผิดชอบสูง เครียด ความยืดหยุ่นเรื่องเวลาต่ำ การตัดสินใจซื้อบ้านและรถ กลายเป็นภาระหนี้สินที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต หากเราไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อไปตามวัตถุนิยมมากนักก็พอมีพอกินไม่เป็นหนี้สิน แต่ไม่ถึงขนาดร่ำรวย

    2.อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ โอกาสในการก้าวไปเป็นผู้ประกอบการของแต่ละคนตอบลำบาก และไม่ตายตัว เพราะเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ บางคนจึงอาจไม่เหมาะกับการเป็นผู้ประกอบการครับ หรือหากสนใจจะเป็นผู้ประกอบการ จำเป็นมากๆ ทีจะต้องหมั่นหาข้อมูลให้มาก เพื่อเก็บสะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ครับ

    ก่อนอื่นจะเริ่มทำอะไรก็ต้องเป็นลูกจ้างเค้ามาก่อน บางทีถ้าไม่เคยเป็นลูกจ้าง อาจจะไม่มีวันคิดทำธุรกิจเลยก็ได้นะ เพราะว่าไม่ได้เกิดการเรียนรู้ แล้วนำมาพัฒนาต่อยอด จนมีอะไรเป็นของตัวเองจากนั้นใช้ประสบการณ์และเงินที่ได้ไปทำธุรกิจเองครับ และที่สำคัญ ผมว่าหาได้เยอะได้น้อยก็ไม่สำคัญหรอกครับ มันสำคัญอยู่ที่การเก็บมากกว่า ซึ่งมันก็ทำยากอยู่เหมือนกันนะ ตัวผมเองทุกวันนี้ยังทำไม่ได้เลย ก็พยายามเก็บเงินเก็บทอง และควรเก็บเงินให้ได้ส่วนหนึ่งที่พอจะลงทุนที่จะดำเนินกิจการเองได้ คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 ปีครับ แล้วไปทำธุรกิจส่วนตัวดีกว่าครับ อิสระดี ได้เป็นเจ้านายตัวเอง จะลำบากมากลำบากน้อยก็ทนเอาครับ อยากรวยต้องเสี่ยงทำธุรกิจส่วนตัว เสี่ยงจริงแต่ก็รวยเร็วกว่า บางคนที่ร่ำรวยเขาก็เริ่มมาจากการเป็นลูกจ้างก่อน ผมว่ามันขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของแต่ละคนมากกว่าว่าจะรู้จักพลิกสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ยังไง หากเราอยากก้าวหน้าเราก็ต้องมองการณ์ไกล รู้จักคิดใกล้ทำยาว และคิดยาวทำไกล

    ถ้าท้อก็คิดถึงคนที่อยู่ข้างหลังครับ เช่น พ่อแม่ และครอบครัว จะได้มีกำลังใจสู้งาน เป็นลูกจ้างโอกาสที่รวยมีน้อยแต่ยังดีที่มีโกาสได้หาเงินเลี้ยงตัวเองได้ ขอให้ขยันและประหยัดก็จะดีขึ้นเอง สู้ชีวิตต่อไปครับ

    อดทนเอาความพยายามเป็นที่ตั้ง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
    เผื่อว่าวันพรุ่งนี้ของเราจะเป็นวันที่ดีที่สุด
    ถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว สักวันฝันที่เราตั้งไว้ อาจจะเป็นจริง

  • วิธีรวยทางลัดมีจริงๆ หรือเปล่า

    รวยทางลัด

     

    คุณอยากรวยทางลัดมั้ยครับ แล้วคุณคิดว่าวิธีรวยทางลัดนั้นจริงๆ แล้วมีมั้ย

    คำตอบ คือ วิธีในการรวยทางลัดนั้นก็มีอยู่ แต่มันยากมากถึงมากที่สุด นั่นคือการถูกหวยรางวัลที่ 1 เป็นการรวยในชั่วข้ามคืน แต่ในประเทศไทยจะมีสักกี่คนที่จะทำได้อย่างนี้ ใน 1 เดือนจะมีสัก 1 คนเท่านั้นเอง ที่จะประสบกับความโชคดีขนาดนี้ อันนี้รวยทางลัดจริงๆ ผมอยากจะบอกว่าการพนัน ไม่ได้ทำให้เรารวยทางลัดได้ เช่น การพนันบอล หรือการพนันในรูปแบบอื่นๆ เราอาจจะได้เงินมาชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อนำเงินจำนวนนั้นไปเสียให้หมดอีกรอบนึง ผมเห็นคนหมดตัวเพราะเรื่องพวกนี้มาหลายคนแล้ว ผมทราบว่าทุกคนส่วนใหญ่บนโลกนี้ มีใครบ้างไม่อยากรวย มีใครบ้างไม่อยากสบาย แต่อยากจะบอกว่าวิธีรวยทางลัด เป็นวิธีรวยที่มองไม่เห็นแสงรำไรที่อยู่ข้างหน้าอย่างมากที่สุด

    ความรวยที่แท้จริงนั้น จะต้องมาจากการทำงานที่สุจริต ขยันในการทำงาน หาไอเดียใหม่ๆ ในธุรกิจ หรือการทำงาน และการทำงานประจำก็ทำให้เรารวยได้ ถ้าเรามีเงินเดือนระดับ 5 หมื่นถึง 1 แสนบาทต่อเดือน ในปัจจุบันผมแทบจะเดินชนกับคนพวกนี้ ที่ทำงานมีเงินเดือนสูงขนาดนี้ แสดงว่าหนทางในการทำงานเงินเดือนสูงๆ ยังพอมีในเศรษฐกิจเช่นปัจจุบันนี้ เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจยิ่งผันผวน พวกบริษัทต่างๆ ยิ่งต้องการคนที่สามารถมากเป็นเงาตามตัวเท่านั้น

    วิธีรวยทางลัดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินั้นก็มี ไม่ใช่ไม่มี แต่เป็นหนทางที่ไม่ดีเอาอย่างมากๆ คือการไปโกงเค้ามา หรือใช้แผนที่แยบยลจนคนอื่นนึกไม่ถึงในการไปนำเงินนั้นมา ส่วนใหญ่จะติดคุกติดตะรางกันก่อนจะรวยกันซะก่อน หรือไม่ก็ถูกจับได้ในภายหลัง หรืออีกกรณีหนึ่งในปัจจุบันที่กำลังเป็นที่นิยมเลยก็คือเป็นการรวยทางลัดโดยวิธีการชวนเชื่อของพวกธุรกิจขายตรงว่าลงทุนแค่ไม่กี่พัน แล้วคุณจะกลายเป็นเศรษฐีในเวลาไม่นาน รอนั่งนับเงินอยู่กับบ้าน ง่ายมั้ยหล่ะครับ

    ผมขอสรุปนะครับว่า วิธีการรวยทางลัดบนโลกนี้แทบจะไม่มีเลย หรือถ้ามีก็มีน้อยมาก นับคนได้เลย นอกเสียจากว่าคุณได้สร้างบุญใหญ่มาแต่ปางก่อน ก็มีสิทธิ์ถูกหวยรางวัลที่ 1 หรือในเมืองนอกก็จะมีเฉพาะบางคนที่คิดค้นไอเดียใหม่ และดังชั่วข้ามคืนออกมาเพราะไอเดียของเค้า เงินมาจากงานสุจริต

    แต่ถ้าคุณยังอยากรวยทางลัดจริงๆ ผมก็ขอให้คุณได้คิดค้นไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับคนหมู่มาก แล้วคนหมู่มากนั้นก็จะนำเงินมาให้คุณเอง โดยที่เราไม่ต้องไปโกง หรือขโมยสมบัติใครมาเพื่อรวยทางลัดแต่อย่างใด

    และถ้าเราอยากรวยเราต้องมีความคิดในแง่บวกเกี่ยวกับชีวิต ซึ่งเป้นเรื่องจริงนะครับ ถ้าคุณนั่งเครียดทั้งวัน คุณจะเอาเวลาที่ไหนไปคิดเรื่องธุรกิจให้มันรวยเร็วๆ หล่ะครับ จริงมั้ยครับ ผมก็ขอแทรกวิธีคิดไปสู่การเป็นคนรวยไว้เล็กๆ น้อยๆ นะครับ

    1. ต้องคิดในแง่บวก คิดว่าทุกอย่างต้องทำได้ ลบความคิดว่า เป็นไปไม่ได้ ออกไปจากจิตใจ
    2. ต้องตั้งเป้าหมายในการทำงานไว้อย่างแน่นอน และทำตามเป้าหมายที่วางให้สำเร็จ หากไม่สามารถทำได้ก็อย่าหยุดความตั้งใจ ให้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ให้เหมาะสม
    3. ต้องวางแผนปฏิบัติเป็นขั้นตอน เริ่มทำจากสิ่งง่ายๆหรือเล็กๆ แล้วจึงขยับขยายไต่เต้าขึ้นไปทีละขั้นๆ เพื่อให้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งมั่นคง
    4. ต้องพร้อมเสมอที่จะรับมือกับปัญหาและอุปสรรค ที่อาจเกิดขื้นได้ตลอดเวลาโดยไม่กลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
    5. ต้องกล้าคิด กล้าวางแผน และกล้าลงมือปฏิบัติ ก่อนที่ผู้อื่นจะทำสิ่งนั้นไปเสียก่อน
    6. ต้องพร้อมเสมอที่จะเสียสละ เพื่อแลกกับความสำเร็จในวันข้างหน้า
    7. อย่าหยุดแค่ความสำเร็จสูงสุดของวันนี้ ให้สร้างเป้าหมายใหม่ที่สูงขื้นเรื่อยๆ และมุ่งมั่นทำเป้าหมายนั้นต่อไป เพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต

    อยากรวยเร็วต้องเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีตั้งแต่วันนี้ครับ เพราะผลจากพรุ่งนี้ ก็มาจากเหตุของวันนี้ เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อก้าวเข้าไปความรวยต่อๆ ไปครับ

  • วิธีทำธุรกิจขายตรงให้ประสบความสำเร็จ

    การทำธุรกิจขายตรง
     

    ข้อดีของการทำธุรกิจขายตรง

    การทำธุรกิจขายตรงมีความเสี่ยงต่ำ

    ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไรก็ตาม ย่อมจะมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ว่า คุณเองเป็นพนักงานประจำของบริษัทเล็กๆ สักแห่ง ที่คุณมั่นใจว่า ความเสียงน้อยกว่า 0% แต่ใครจะรู้ว่า วันใดวันหนึ่ง บริษัทของคุณอาจจะต้องปิดตัวลง ด้วยสาเหตุเพราะพิษเศรษฐกิจตกตํ่า ก็เป็นได้ หรือแม้แต่การเป็นนักธุรกิจขายตรงก็ตาม ย่อมมีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าความเสี่ยงที่พวกนักธุรกิจขายตรงเหล่านี้จะได้เจอ มีน้อยมาก เรียกได้ว่าตํ่ากว่าความเสี่ยงในการประกอบอาชีพอื่นๆ หลายเท่านัก

    อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หากใครจะลงมือสร้างธุรกิจของตัวเอง ขึ้นมาสักอย่างหนึ่งแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือต้องลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก ทั้งในส่วนของสถานที่ตั้ง ต้นทุนการผลิต เงินเดือนพนักงาน การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ยิ่งใช้เงินลงทุนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมี ความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น เพราะเป็นไปได้ว่า หากธุรกิจของคุณไม่สร้างผลกำไร ก็จะทำให้เกิดภาวะขาดทุน และนำไปสู่การปิดตัวได้ในเวลาต่อมา แต่สำหรับการท่าธุรกิจขายตรง ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะหมดไป คุณไม่ต้องกังวลใจ เพราะแรกเริ่มหากคุณได้เลือกบริษัทที่คุณจะร่วมงาน ด้วยเป็นอย่างดีแล้ว คุณสามารถตรวจสอบประวัติรวมถึงรายได้และ ผลตอบแทนของบริษัทนั้นๆ จนคุณแน่ใจเกิน 100% ก่อน แล้วคุณค่อย เข้าไปร่วมท่าธุรกิจด้วย

    นอกจากนี้บริษัทที่ดำเนินธุรกิจขายตรง จะมีระบบที่ช่วยเหลือ เกื้อกูลนักธุรกิจขายตรงของตัวเองพอสมควร ความเสี่ยงที่คุณจะได้รับ กลับมาจึงตํ่ามากๆ หรือแทบจะไม่มีเลย

    ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร

    ปัญหาที่พนักงานกินเงินเดือนเบื่อหน่ายก็คือ การต้องรับคำสั่งจากเจ้านายหรือหัวหน้าทุกๆ วัน ให้ท่างานนั้นงานนี้ งานโน้นก็ด่วน งานนั้นก็เร่ง รวมถึงคำสั่งบางคำสั่งก็ไร้เหตุผล ท่าเหมือนกับว่าจะบีบให้คุณอยากลาออกจากงานชะอย่างนั้น แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อคุณเป็น ลูกน้อง ก็จำเป็นจะต้องฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาหรือ หัวหน้าในสายงาน เพราะถ้าไม่ปฏิบัติตาม คุณก็จบ

    แต่สำหรับการเป็นนักธุรกิจขายตรง คุณเองนั่นแหละคือเจ้านาย ตัวเอง คนที่จะสั่งให้คุณทำอะไรก็คือตัวคุณเอง ถึงแม้ว่าคุณอาจจะมีสปอนเซอร์หรืออัพไลน์ ซึ่งหลายคนในฐานะดาวน์ไลน์เข้าใจว่าเขาคือ เจ้านายของคุณ นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะสปอนเซอร์หรืออัพไลน์ จะเป็นผู้ให้คำแนะนำ ให้การสนับสนุน และให้ความช่วยเหลือดาวน์ไลน์อย่างคุณ หาใช่เจ้านายผู้ที่คุณต้องคอยรับคำสั่ง หรือทำตามคำสั่งของเขาไม่ ส่วนตัวคุณเองหากคุณเป็นอัพไลน์ของใคร ก็อย่าเข้าใจไปว่าคุณ เป็นเจ้านายและมีลูกน้องคือดาวนไลน์ หากจงทำตัวเป็นผู้ช่วยเหลือ แนะนำ และสนับสนุนกันในทางธุรกิจ หรือเป็นเหมือนเพื่อน ร่วมมือกันพัฒนา และสร้างอาณาจักรธุรกิจขายตรงในเครือข่ายของตนเองกันดีกว่า

    บริหารเวลาได้ด้วยตัวเอง

    สิ่งที่มนุษย์ทำงานจำนวนมากในโลกใบนี้บอกว่ามีน้อย เหลือเกินก็คือ เวลา แต่สาระสำคัญที่เขาบอกว่าเวลาไม่มี ก็เพราะว่าเขาไม่รู้จักบริหารเวลาที่มี 24 ชั่วโมง ของตัวเองมากกว่า

    บางคนทำงานวันละ 18 ชั่วโมง อีก 4 ชั่วโมงสำหร้บการนอนพัก และอีก 2 ชั่วโมงสำหรับการเดินทาง ไม่หลงเหลือเวลาไว้สำหร้ปตัวเองและครอบครัว ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่สร้างปัญหาให้กับตัวเอง และเป็นการสร้างความร้าวฉานให้กับครอบครัวได้ง่ายและเร็วที่สุด

    ในการเป็นนักธุรกิจขายตรง จะเรียกว่าเป็นอาชีพที่มีอิสระในการทำงานก็ได้ เพราะคุณสามารถบริหารเวลาทุกนาทีของตัวเองได้ด้วยตนเอง ใน 1 สัปดาห์ คุณอาจจะใช้เวลาในการทำธุรกิจขายตรงของคุณสักชั่วโมง แล้วเวลาที่เหลือล่ะ คุณจะเอาไปทำอะไรดี

    แน่นอนว่า ยังเหลือเวลาอีกหลายสิบชั่วโมงให้คุณได้ใช้เพื่อตนเอง และครอบครัว คุณอาจจะไปเรียนเพิ่มเติม คุณอาจจะใชํแวลาในการออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพ หรือคุณจะใชํเวลาอยู่กับครอบครัว ก็ทำได้อย่างแน่นอน การทำธุรกิจขายตรงทำให้เวลาทั้งชีวิตเป็นของคุณ คุณบริหาร มันได้ด้วยตัวเอง และคุณจะใซให้มันเกิดประโยชน์ต่อตัวเองและธุรกิจ ของคุณได้อย่างไร คุณก็เต็มที่กับเวลาของคุณได้เลย

    หารายได้มากเท่าที่คุณต้องการ

    เป็นไปได้ยากที่พนักงานประจำที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนเท่าๆ กันทุกเดือน จะทำรายได้เพิ่มมากเท่าที่คุณต้องการ บางเดือนคุณอาจจะมีรายจ่ายจำนวนมาก แต่รายได้ของคุณยังเท่าเดิม คุณก็จำเป็นจะต้องไปหาเงินจากแหล่งเงินกู้อื่นมาชดเชย อีกทั้งบางคนยังคิดว่า ตัวเองมีความสามารถระดับ A แต่ทำไมค่าตอบแทนที่ได้รับกลับอยู่แค่ B หรือ B-

    พนักงานกินเงินเดือนหลายคนเบื่อหน่ายกับรายได้ที่น้อยนิด ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่มี บางคนจึงเลือกที่จะลาออกจากงานประจำมา ทำธุรกิจของตัวเอง แต่อย่าลืมว่าการทำธุรกิจด้วยตัวเองก็ต้องพบเจอกับความเสี่ยงมากมาย ยิ่งเงินลงทุนมากก็ยิ่งเสี่ยงมาก แต่หากคุณเป็นนักธุรกิจขายตรง คุณสามารถกำหนดรายได้ของตัวเองได้ และจะมากเท่าที่คุณต้องการจะให้เป็นตราบเท่าที่คุณลงมือทำ และทำได้มากเท่าที่ตั้งเป้าหมายไว้

    จุดสำคัญมันอยู่ที่ว่า คุณเองได้สร้างเครือข่ายของคุณเองได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแผนการทางการตลาดที่คุณได้วางไว้ คุณอาจจะจัดประชุมเชิญชวนคนใหม่ๆ ให้เข้ามาร่วมกับธุรกิจของคุณ จากนั้นก็โน้มน้าวใจให้เขามาเป็นดาวน์ไลน์ฃองคุณ

    คุณเองในฐานะอัพไลน์หรือผู้เป็นสปอนเซอร์ก็คอยสนับสนุน และแนะนำนักธุรกิจขายตรงรายใหม่ๆ ให้เขาสามารถสร้างยอดขายได้มากๆ รวมถึงให้เขาสร้างเครือข่ายของเขาเองขยายออกไป และยิ่งยอดขายมากขึ้นเท่าไหร่ เครือข่ายกว้างขึ้นเท่าไหร่ รายได้ที่เข้ามาหาคุณก็จะมากขึ้นเท่านั้น มันขึ้นอยู่กับความขยันและความตั้งใจจริงของนักธุรกิจขายตรงแต่ละคนนั่นเอง

    สร้างธุรกิจของตัวเองได้

    การเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กแค่หลักแสนหรือหลักล้านต้นๆ หรือจะเป็นธุรกิจหลักสิบหรือร้อยล้าน ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน ต่างกันตรงที่เสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ขึ้นอยู่กับว่าคุณลงทุนไปมากแค่ไหน และก่อนลงทุนมีการศึกษาข้อดีหรือผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับมากน้อยลึกซึ้งแค่ไหน
    ในการทำธุรกิจขายตรงก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะมีความเสียงตํ่า กว่าการทำธุรกิจอื่นๆ แต่ว่าหากคุณไม่มีการคืกษาข้อมูลของบริษัทที่คุณจะไปเข้าร่วมทำธุรกิจขายตรงด้วยให้ดีเสียก่อน ไม่ตรวจสอบความมั่นคงของบริษัท คุณภาพของผลิตภัณฑ์ แผนการตลาด รายได้ กำไร หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ คุณเองก็มีความเสี่ยงไม่ต่างจากการทำธุรกิจอื่นๆ เช่นเดียวกัน

    สี่งสำคัญที่นักธุรกิจขายตรงจะต้องทำก่อนเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเองก็คือ การตรวจสอบบริษัทที่จะร่วมทำธุรกิจด้วยนั่นเอง หลังจากที่ตกลงใจที่จะเลือกธุรกิจใดแล้ว ก็ลงไปลุยอย่างเต็มที่ เพราะถึงแม้ว่าคุณ จะไม่ได้สร้างผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นขึ้นมาเอง แต่สำหรับคุณในฐานะที่เป็นนักธุรกิจขายตรง คุณเองสามารถสร้างเครือข่ายของตัวเองขึ้นมาได้ เทียบได้ว่าคุณสามารถสร้างธุรกิจของตัวเองได้เอง

    การสร้างเครือข่ายธุรกิจในธุรกิจขายตรงเป็นลิงสำคัญและจำเป็นมากๆ เพราะนอกจากจะเป็นการเปิดตลาดธุรกิจที่ทำอยู่ให้กว้างขวางออกไปได้มากแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้ให้เกิดมากยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะเมื่อเครือข่ายมาก มีการสั่งชื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์มาก รายได้ก็จะมากขึ้นไปด้วย และคุณในฐานะสปอนเซอร์หรืออัพไลน์ของพวกเขา เปอร์เซ็นต์จากยอดขาย เปรียบดังกับเจ้าของธุรกิจนั่นเอง

    มีความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจสูง

    คงจะยากที่จะหาธุรกิจที่คนดำเนินธุรกิจสามารถนอนตื่นสาย หรือทำงานเพียงแค่วันละ 5 ข้วโมง หรือให้คนในครอบครัวมาร่วมทำธุรกิจด้วย หรือแม้แต่อยากจะหยุดงานไปเที่ยวสัก 2 สัปดาห์ โดยที่ธุรกิจไม่เกิดความเสียหาย หากคุณทำงานประจำเป็นมนุษย์เงินเดือน เข้างาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็น ต้องทำงานวันละ 8-9 ชั่วโมง ไม่รวมโอทีหากมีงานเร่งงานด่วน วันหยุดพักร้อนทั้งปีมีเพียง 7 วัน บางบริษัทหยุดงานไปทำธุระส่วนตัวก็ถูกหักเงินเดือน ป่วยแค่ไหนก็ต้องลากสังขารมาทำงาน เพียงเพราะไม่อยากถูกบันทึกไว้ จนทำให้ได้โบนัสปลายปีน้อยกว่าคนอื่น

    และบางคนที่มีธุรกิจของตัวเอง ก็ยากที่จะปลีกตัวไปไหนได้ เพราะอย่างไรก็เป็นห่วงธุรกิจ แม้แต่จะหาเวลาไปเที่ยวพักผ่อนสัก 2-3 วันยังยาก เพราะหากปิดร้านไปหรือหยุดทำธุรกิจไป ก็จะทำให้ขาดรายได้ ทำให้วงจรของรายได้ขาดหาย อาจจะทำให้ระบบการเงินของธุรกิจเกิดช็อตขึ้นมาก็เป็นได้

    แต่สำหรัมการเป็นนักธุรกิจขายตรง อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า การเป็นนักธุรกิจขายตรงก็เหมือนกับการเป็นนักธุรกิจอิสระ ที่มือิสระมากมาย เป็นเจ้านายตัวเอง สามารถหาเงินได้มากเท่าที่ต้องการ ทำให้ธุรกิจขายตรงนี้เป็นธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นสูงมาก

    ระหว่างที่คุณไปพักผ่อนกับครอบครัว 2 สัปดาห์ ธุรกิจของคุณก็ยังดำเนินต่อไปด้วยตัวของมันเอง โดยดาวน์ไลน์หลายๆ คนของคุณที่คุณได้ให้การสนับสนุนเขาก็ดำเนินธุรกิจต่อไป เปอร์เซ็นต์จากยอดขายของเขาก็จะล่งมายังคุณซึ่งเป็นอัพไลน์ของเขา โดยที่คุณพักผ่อนได้อย่างสบายใจ และมีรายได้เช้ามาอย่าต่อเนื่องไม่ชะงักงันอีกด้วย

    สามารถเกษียณอายุได้ตามต้องการ

    การทำงานโดยทั่วไปของคนเรา หากเป็นพนักงานบริษัทหรืองานธนาคาร อาจจะเกษียณอายุการทำงานประมาณอายุ 55 ปี ส่วนงานข้าราชการอาจจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี บางคนอาจจะเกษียณก่อนกำหนดสัก 3-4 ปี แต่โดยรวมแล้ว คนเหล่านี้ก็ต้องทำงานหนักเกือบ 40 ปี เพื่อหารายได้ให้กับตัวเองและครอบครัว บางคนมีความคิดว่า ตอนที่มีแรงมีกำลังในการทำงานก็ทำให้เต็มที่ไป พอเกษียณจะได้สบาย ไปเที่ยวหรือทำอะไรตามที่ตัวเองต้องการ แต่ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าที่บางคนอาจจะเสียชีวิตก่อนที่จะได้ใช้เงิน หรือได้มีชีวิตที่สะดวกสบาย บางคนก็เป็นโรครุมเร้า เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ ผสมกับการทำงานหนักและเผชิญหน้ากับภาวะความเครียดจากการทำงานมาตลอดชีวิต บางคนที่คิดว่าพอเกษียณจะไปท่องเที่ยวตามที่อยากไป แต่สังขารกลับไม่เอื้ออำนวย สุดท้ายก็เลยต้องอยู่บ้านอย่างเดียว

    แต่สำหรับนักธุรกิจขายตรง คุณอาจจะเกษียณตัวเองตอนอายุ 45 ปี คุณหยุดการทำงาน แต่รายได้ของคุณไม่ได้หยุดไปด้วย รายได้ของคุณยังคงดำเนินต่อไปให้แก่ตัวคุณ

    สิทธิประโยชน์มากมาย

    หลายคนที่ยังไม่ได้เข้ามาสัมผัสกับธุรกิจขายตรงอย่างเต็มตัว อาจจะมองไม่เห็นผลประโยชน์อื่นที่จะได้รับ นอกจากรายได้จากยอดขายและเปอร์เซ็นต์ยอดขายของ ดาวน์ไลน์ในเครือข่ายของตน

    จริงๆ แล้วเป็นนักธุรกิจขายตรงนั้น มีสิทธิประโยชน์ที่ได้รับมากมาย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากพูดถึงในระยะสั้น สิ่งที่นักธุรกิจขายตรงได้รับก็คือ รายได้จากการดำเนินธุรกิจของตนเอง รวมถึงเปอร์เซ็นต์จากยอดขายของดาวน์ไลน์ในสายของตนด้วย

    และเมื่อทำยอดขายได้สูงติดต่อกัน ก็จะได้เลื่อนตำแหน่งของการเป็นนักธุรกิจขายตรงไปเรื่อยๆ อย่างเช่น นักธุรกิจขายตรงหรือนักธุรกิจอิสระของบริษัทขายตรงแห่งหนึ่ง เมื่อนักธุรกิจทำยอดขายได้สูงติดต่อกัน ก็จะมีการเลื่อนตำแหน่งไปเรื่อยๆ ไปจนถึงระดับเพชร ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงสุด มีรายได้ต่อเดือนหลักล้าน เป็นที่ใฝ่ฝันของนักธุรกิจขายตรงทั้งหลาย แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ ก็ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและพยายามอยู่ไม่น้อยทีเดียว

    นอกจากนี้สิ่งที่จูงใจให้หลายคนเดินเข้ามาสู่เส้นทางสายนี้ก็คือ การท่องเที่ยวฟรีตลอดรายการเมื่อทำยอดขายได้ดีติดต่อกัน และอยู่ในระดับที่ควรจะได้รับสิ่งตอบแทนเป็นการท่องเที่ยว

    บริษัทขายตรงมีชื่อแห่งหนึ่ง จัดทริปพานักธุรกิจของบริษัทตนที่ ทำยอดขายได้ดีไปเที่ยวเกาหลี ส่วนอีกทริปเป็นทริปในฝันของนักธุรกิจของบริษัทนี้ ก็คือการส่องเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 7 วัน ฟรีตลอดรายการ ทั้งกินและเที่ยว เห็นรายการพิเศษอันเป็นสิทธิประโยชน์แบบนี้ เชื่อแน่ว่าทำให้พนักงานกินเงินเดือนประจำหลายคน ยอมเปลี่ยนตัวเองมาเป็นนักธุรกิจขายตรงกันเป็นจำนวนมาก

    แต่อย่าลืมว่าไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายๆ หรือได้มาฟรีๆ กว่าจะประสบความสำเร็จทั้งด้านตำแหน่งหน้าที่การงาน และรายได้ ก็จะต้องแลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย ความมุ่งมั่น และความพยายามอย่างแท้จริง

    ทำธุรกิจขายตรงแล้วรวยจริงหรือ

    และคำถามยอดนิยมที่ยังคงถามต่อกันไปอีกเรื่อยๆ คือ ทำธุรกิจขายตรงแล้วรวยจริงหรือ วันนี้ผมมีคำตอบครับ

    มีคนสงสัยมาว่า ทำธุรกิจขายตรงรวยจริงๆ เหรอครับ มีใครทำได้บ้าง ทำงาน 2-3 ปีสามารถเกษียณได้ มีเงินเดือนละล้าน คนรอบตัวผม คนที่ผมรู้จักที่ทำธุรกิจขายตรงยังไม่เห็นมีใครซื้อรถสปอร์ตเลย คนที่ทำก็เลิกทำไปตั้งหลายคน ยังไม่เห็นมีใครได้อย่างที่ว่าเลย ผมไม่รู้นะผมไม่ได้ต่อต้านธุรกิจขายตรงนะครับ แต่ผมว่าทำงาน 2-3 ปีเกษียณอายุได้ มีเงินใช้เดือนละล้าน มันจะเว่อร์ไปหล่ะ

    เอาหล่ะครับนั่นก็เป็นคำถาม งั้นเราลองมาอ่านคำตอบกันเลยนะครับ

    รวยจริง คือ ต้องรู้จริง ก่อนต้องเลือกบริษัทให้ถูก เพราะต้องเลือกบริษัทที่ มีระบบการสอนที่ดีที่สุด และยั่งยืน คือ ก่อตั้งมามากกว่า 10 ปีขึ้นไป ไม่เกี่ยวว่าจะต้องเป็นต้นสาย เพราะเป็นต้นสายแล้วบริษัทล้มก็มีมาแล้ว คนที่ทำแล้วเลิก เป็นเพราะ ความเชื่อเขามีแค่นั้น เพราะคนที่ทำแล้วสำเร็จคือคนที่มีความเชื่อที่สุด เชื่อว่าจำสำเร็จ สุดท้าย บุคคลที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่แล้วสำเร็จเพราะความอุตสาหะ ความสามารถช่วยได้แค่ 1เปอร์เซ็น เท่านั้น แค่แรงจูงใจ แค่นั้นเอง แต่สำเร็จจริง น้อยคนยากมาก ทุกอย่างเป็นไปได้แต่ต้อง ขยัน อดทนและไม่หลอกลวงคนอื่นให้มาทำธุรกิจขายตรง

    ตอนแรกผมก้คิดแบบท่านที่ถามมานะ ผมไม่ชอบธุรกิจขายตรงเลยด้วยซ้ำ ผมหนีการธุรกิจขายตรงมาโดยตลอด ทุกครั้งที่มีเพื่อนชวน ผมจะไม่ยอมไปเลย เพราะกลัวเสียเงินฟรี แต่โชคดีที่ผมเป็นคนชอบเปิดโอกาสให้ตัวเอง หลังจากที่ได้ไปทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าของบริษัทเค้าทำธุรกิจขายตรงด้วย ผมก็เลยสงสัยว่ารวยระดับเจ้าของบริษัทแล้ว จะไปทำธุรกิจขายตรงทำไมให้เสียเวลา สู้เอาเวลามาพัฒนาการตลาดบริษัทไม่ดีกว่าหรือ

    แต่พอมาศึกษาแล้ว จึงได้รู้ว่าที่เราทำงานในบริษัทมันเป็น active income คือ ถ้าเราไม่ทำเราก็ไม่มีเงินเข้ามา หรือบริษัทเจ๊ง เราก็ไม่มีรายได้ แต่ธุรกิจขายตรงเป็น passive income ที่เวลาเราหยุดทำงาน หรือเวลาที่เราป่วย เรายังคงได้รับเงินเข้ามาเรื่อยๆ ความต่างมันอยู่ตรงนี้นี่เองครับ

    และก็รู้ว่าเราต้องดูที่บริษัทที่ขายตรงที่มีระบบที่ดี แล้วเราต้องทำธุรกิจแบบมืออาชีพ ทำแบบจริงๆ จังๆ ไม่ทำเล่นๆ ผมเชื่อว่าทุกอาชีพ มีคนสำเร็จและก็คนล้มเหลว ที่สำคัญสิ่งที่ต้องดูไม่ใช่วิธีการทำ แต่เป็นผลลัพธ์จากธุรกิจว่าเป็นทฤษฎี หรือมันเกิดขึ้นจริงๆ ถ้าวันนี้เราทำแบบมืออาชีพ มีคนช่วยให้เราได้ผลลัพธ์ ช่วยให้คนเดินตามเราได้ผลลัพธ์จิงๆ มันก็น่าสนใจนะครับ เราต้องไม่ตัดสินใจสิ่งที่เรายังไม่รู้จริงว่ามันคืออะไร เพราะไม่แน่มันอาจจะเป็นสิ่งที่คุณตามหามันทั้งชีวิตก็ได้ ลองดูครับ ไม่เสียหาย ไม่ใช่ก็ไม่ทำ ทุกอย่างเป็นประสบการณ์ชีวิต

error: Content is protected !!