Author: admin

  • วิธีขายพันธุ์ไม้ยืนต้นให้ประสบความสำเร็จ

    พันธุ์ไม้ยืนต้น

     

    ปัจจุบันนี้การจัดสวนในบ้าน กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงเพราะสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่นของไม้นานาพันธุ์ช่วยให้บ้านของคนในเมืองมีความรื่นรมย์ ร่มรื่น และเป็นการเพิ่มบรรยากาศของบ้านให้มีความน่าอยู่มากขึ้น โดยสมัยก่อนมักนิยมจัดสวนด้วยต้นไม้ล้มลุก หรือไม้ดอก ที่เรียกว่าสวนหย่อม หรือสวนณี่ปุน แต่ปัจจุบันนี้แนวคิดเริ่มเปลี่ยนไป นิยมความรวดเร็วปรูดปร๊าดทันใจ เรื่องต้นไม้ก็เช่นกัน หันมาสนใจพันธุ์ไม้ที่ให้ความร่มรื่น หรือให้ดอกออกผลได้ทันที ประเภทโตไวทันใจ ธุรกิจขายพันธุ์ไม้ยืนต้นจึงขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว

    ในทางธุรกิจ ต้นไม้ยืนต้นขายได้กำไรดีมาก เพราะมีคุณภาพใช้งานได้ทันที แต่ถ้าเจ้าของบ้านจะเลือกวิธีปลูกตั้งแต่ต้นเล็กๆ ให้โตเองก็ต้องใช้เวลานานหลายปีทีเดียว พันธุ์ไม้ยืนต้นบางชนิดจึงมีราคาตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่น หรือบางต้นขอบอกเลยว่าถึงหลักแสนก็มี

    และแน่นอนว่าการทำธุรกิจประเภทนี้คุณต้องมีความชำนาญ และต้องฝ่าฟันอุปสรรคความลำบากอยู่มาก โดยเฉพาะการเคลื่อนย้าย และสถานที่เก็บ สถานที่ปลูกแปลงเพาะชำ แต่มีข้อดีคือมีสต็อคเป็นของตัวเอง เก็บไป โตไป หรืออธิบายสั้นๆ ว่ายิ่งเก็บพันธุ์ไม้ใว้นานให้ไม้เหล่านั้นเจริญเติบโต และยิ่งโตมากขึ้นเท่าใดราคาก็เพิ่มตามอายุ ตามความสวยงามของต้นไม้ชนิดนั้นๆ ด้วย

    ดังนั้นหากคุณลังเกตให้ดีจะเห็นว่าขณะนี้มีผู้ทำธุรกิจจัดสวน และขายต้นไม้อยู่มากมาย แต่ส่วนใหญ่ให้บริการครอบจักรวาล ไม่ได้เน้นความชำนาญเฉพาะต้นไม้ยืนด้นขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดทำเงิน และเป็นธุรกิจที่คุณสนใจจะทำเป็นอาชีพ น่าจะลองทำออกมาให้ลูกค้านึกถึงจุดยืนพิเศษนี้ได้ก่อนใคร ว่ามั้ยครับ

    ระดับของลูกค้า

    ถ้าคุณมีความชำนาญเฉพาะด้านต้นไม้ยืนด้นขนาดใหญ่ เพียงอย่างเดียว คุณจะเสียเปรียบทางการค้า เพราะลูกค้ามีจะหลายระดับ ตั้งแต่ลูกค้าระด้บต้น คือ ลูกค้าที่แวะมาชื้อที่จุดขายเพื่อนำไปปลูกที่บ้าน ส่วนมากจะเป็นผลไม้ เช่น มะม่วง ชมพู่ น้อยหน่าพันธุออสเตรเลีย ฝรั่งพันธุ์ไร้เมล็ด พุทราพันธุ์อินเดีย เป็นต้น บางครั้งอาจมีต้นไม้ยืนต้นอื่นๆ ที่รักษาดูแลง่าย เช่น ตระกูลปาล์มต่างๆ มะพร้าวไม้ ดอกไม้ยืนต้น เช่น ตาเบบูย่า ตะแบก พิกุล จนถึงต้นไม้ในนวรรณคดีบางพันธุ์ เช่น จันทน์กะพ้อ สายหยุด หรือต้นไม้เนื้อ ไม้มีค่า หรือพันธุ์ไม้ที่มีรูปทรงสวยสง่า เช่น กระจง หอมหมื่นลี้ มะฮอกกานี ไทร ไผ่ดง ฯลฯ โดยลูกค้าส่วนใหญ่อาจมีความต้องการให้ส่งถึง บ้าน หรืออาจต้องการให้คนขายปลูกให้ด้วย แต่จะไม่มีภาระต่อเนื่องอย่างอื่น เช่น ออกแบบหรือดูแลสวนให้

    ลูกค้าระด้บกลาง คือ ผู้รับเหมาจัดสวน ออกแบบตกแต่ง สิ่งแวดล้อม สำหรับบ้านขนาดใหญ่ใหญ่ โรงแรม หรือสถานที่สาธารณะ ลูกค้ากลุ่มนี้มักจะถือว่าตนเองเป็นผู้รู้ และขายไอเดีย แต่คุณจะเป็นผู้ผลิตและขายของตามความต้องการ คือเป็น SUPPLIERS ซึ่งควรจะบริการได้มากกว่าการขายต้นไม้ และเอาเงินมาแบบระดับต้น คือ ควรมีการบริการเสาะแสวงหาพันธุ์ไม้ต่างๆ รับขนส่งรวมถึงปลูก และดูแลชั่วระยะเวลาหนึ่ง ลูกค้าประเภทนี้มักจะซื้อครั้งละหลาย ๆ ต้น แต่ราคาแบบขายส่ง หรือขายเหมาจะไม่ค่อยไต้กำไรมากเท่าไหร่ เพราะเขาต้องเอาไปขายเอากำไรอีกต่อหนึ่ง ลูกค้าประเภทนี้ถ้ารู้จริงจะไม่จู้จี้ และเคารพความรู้ความชำนาญกัน ไว้ใจกัน แต่พวกที่รู้ครึ่งๆ กลางๆ จะกดราคา จะต่อรองจนคุณอาจเบื่อหน่าย ทั้งตัวสินค้า และเงื่อนไขในการชำระเงิน

    ลูกค้าระดับโปร คือ กลุ่มลูกค้าที่มีแผนในการรับเหมาจัดสวนในโครงการขนาดค่อนข้างใหญ่ ทุกอย่างจึงทำอะไรตามหลักการ (ตาม SPEC) ถ้าคุณมีบริการตรงราคายอมรับได้ ก็แปลว่าได้งานไม่มีปัญหาจุกจิก แต่คุณต้องเป็นมือโปร คือรับผิดชอบเบ็ดเตล็ด ตั้งแต่ความต้องการทั้งด้านคุณภาพ ปริมาณ และ DEAD LINE เพราะต้องทำงานสัมพันธ์กับส่วนรับเหมาอื่น ๆ เช่น งานตกแต่งสวนสาธารณะ บ้านจัดสรรชั้นดีหรือสนามกอล์ฟ ลูกค้าประเภทนี้อาจต้องการบริการสนับสนุนไปพร้อมกันด้วยทั้งงานดิน ปุ๋ย และต้นไม้ล้มลุกอื่น ๆ ซึ่งคุณต้องแสวงหาประสบการณ์ และควรจะ SUBCONTRACT ดี หรือเพิ่มไปสู่การบริการจัดสวนแบบครอบจักรวาลด้วย

    ปัญหาในการปลูก

    ปัญหาก็คือคุณต้องรู้จักพันธุ์ไม้ต่างๆ ดีพอควร เช่นเดียวกับการเลี้ยงสัตว์ คือ สามารถรู้ถึงอุปนิสัยใจคอ และความต้องการของสัตว์เลี้ยงแต่ละสายพันธุ์ โรคภัยไข้เจ็บ การดูแลรักษาเมื่อยามสัตว์ป่วยไข้ ความต้องการของพืชก็เช่นเดียวกัน ปัจจัยพื้นฐานที่พืชต้องการ ได้แก่ น้ำ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง แสงแดด รวมถึง ความใส่ใจ การเอาใจใส่ดูแลอย่างสมาเสมอ นอกจากนั้นยังต้องรู้จักภูมิอากาศของต้นไม้ว่าพืชแต่ละชนิด แต่ละสายพันธุ์ เหมาะกับสภาพอากาศแบบไหน เช่น ต้นสน 2 ใบ และต้นสน 3 ใบ ซึ่งอาจต้องขึ้นในเฉพาะภาคเหนือ

    ปัญหาต่อมา คือ สถานที่ต้องกว้างขวางพอสำหรับเก็บพันธุ์ไม้ต่างๆ และปัญหาเครื่องมือยก และขนส่งที่จะต้องถึงมือลูกค้าอย่างนิ่มนวล ไม่ให้กระทบกระแทกต้นไม้เกินไป เพราะมิฉะนั้นจะมีปัญหากับระบบรากซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของต้นไม้ สำหรับในการเจริญเติบโตยืนต้น

    แต่คุณอาจจะเลือกตลาดแคบลงไปอีก จะไต้ทำให้คุณค่าบริการสูงขึ้น และไม่ต้องลงแรงศึกษากว้างขวางเกินไป เช่น เลือกเป็นผู้ชำนาญด้านต้นปาล์ม หรือด้านต้นไม้ในวรรณคดีไทย หรือสมุนไพร เป็นต้น ดังนั้นคุณอาจจะเข้ามาทำธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นด้วยตามแรงกำลัง และความสามารถ (รวมไปถึงกำลังเงินและ กำลังคน) ตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้พลาดในธุรกิจไม้ยืนต้นนี้ และเพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับตนเองไต้ง่ายขึ้น

  • หนังสือสร้างแรงบันดาลใจเปลี่ยนชีวิตใหม่

    เพราะหนังสือเป็นแหล่งรวมพลังใจที่แสวงหาได้ง่ายอีกวิธีหนึ่ง จึงไม่แปลก หากเราค้นพบความสุข และเปลี่ยนชีวิตตนเองได้จากถ้อยคำในหนังสือ ขึ้นชื่อว่าหนังสือ ล้วนแล้วแต่บรรจุไปด้วยความรู้ใหม่ๆ ที่รอให้เข้าไปศึกษาภายในเล่มอย่างมากมาย ไม่เว้นแม้แต่หนังสือการ์ตูน หนังสือบทกลอน หนังสือนวนิยาย รวมไปจนถึงหนังสือเรียน และหนังสือที่เต็มเปี่ยมไปด้วยปรัชญาวิชาการที่อัดแน่นไปด้วยความรู้ล้ำลึกเล่มหนา มีใครบ้างไหมที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ผมกล้าตอบอย่างมั่นใจเลยทันทีว่ามี และจำนวนคนอ่านหนังสือในบ้านเราถ้าเทียบกับเด็กต่างชาติที่ขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวนั้นย่อมเทียบกันไม่ติดอยู่แล้ว น่าแปลกใจเหลือเกินที่ว่า หนังสือเป็นสิ่งที่ให้ความรู้ ให้ความแปลกใหม่อย่างที่เราไม่คาดคิดอยู่หลายเล่ม บางเล่มสามารถทำให้เราฉุกคิดตาม และนำบทเรียนในตำราเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ได้กับชีวิตจริง แต่ทำไมเราจึงละเลย เมื่อสิ่งที่หนังสือเขียนสอนไว้ล้วนมีความหมายว่า ‘ดี’ แต่คนเราสมัยนี้ รู้แต่กลับไม่ทำเอง

    เพราะแค่อ่านหนังสือ ก็เหมือนการพาตัวเองท่องโลกกว้างไปยังดินแดนแปลกใหม่ ที่อัดแน่นไปด้วยความรู้ ประสบการณ์หลากหลายของคนสำคัญอื่น ๆ ที่โลกระลึกไว้จดจำ กระทั่งสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวที่เป็นองค์ความรู้ให ม่ๆ ทำให้เรากลายเป็นคนที่น่าทึ่งและมีความพิเศษเหนือกว่าคนอื่น ๆ ได้ คนบางคนสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองจากจุดที่ต่ำ จุดที่คนอื่นมองว่าเรามีปมด้อยทางความคิดหรือทางใดก็ตาม แต่คน ๆ นั้นก็กลับมามีชีวิตใหม่ที่โดดเด่นมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปด้วยซ้ำ และนั่นก็เป็นเพราะหนังสือเพียงเล่มเดียวที่เขาได้อ่านศึกษาความรู้นั่นเอง

    ข้อแนะนำสำหรับมือใหม่เริ่มอ่าน

    1.เลือกหนังสือที่ชอบโดยที่เนื้อหาในเล่มไม่เทอะทะหนาตามากเกินไป เพราะหากเราเป็นคนอ่านหนังสือช้า หรือไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือเท่าไร กว่าจะอ่านจบสักตอนก็อาจทำให้เราเบื่อการอ่านไปเสียก่อน
    2.หลายคนอ้างว่าไม่มีเวลาอ่านหนังสือ แนะนำให้อ่านในช่วงเวลาก่อนนอน จะดีที่สุด ตัวหนังสือจะพาเราท่องโลกจินตนาการและปลดปล่อยอารมณ์ขณะนั้นให้ผ่อนคลาย คิดตามได้ และที่สำคัญการอ่านหนังสือก่อนนอนจะช่วยขับกล่อมทำให้เรานอนหลับง่ายและฝันดีอีกด้วยนะ
    3.แบ่งบทตอนของเนื้อหาไว้พอสมควรที่เราจะอ่านในช่วงเวลาหนึ่งจบ อย่างเช่นนวนิยาย อาจจะแบ่งไว้อ่านก่อนนอนหรือตอนที่ว่างสักครั้งละ 2-3 บท เพื่อจะทำให้เราไม่เบื่อหน่ายกับการรีบเร่งต้องอ่านให้จบภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว นอกเสียจากเป็นหนังสือที่เราอ่านแล้วชอบ รู้สึกสนุกไปกับมันอย่างแท้จริงเราอาจจะอ่านเพียงรวดเดียวจบเลยก็ได้

    วันที่ชีวิตเรากำลังต้องการคำตอบ ให้มองหาหนังสือที่แทนความหมายดี ๆ สักเล่ม เพราะหนังสือนี่แหละที่ถูกสร้างมาเพื่อเปลี่ยนชีวิตเราให้เป็นคนละคน เหมือนหลายครั้งเวลาที่เราอ่อนแอ ไร้กำลังใจ พอหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทีไร เหมือนรู้สึกพบชีวิตใหม่ขึ้นมาทุกที

    ผมก็ขอแนะนำหนังสือสร้างแรงบันดาลใจไว้แบบคร่าวๆ นะครับ

    มองโลกให้”บวก”
    Price Pritchett, ดร.ทรรศนะ บุญขวัญ(แปล)

    มนุษย์แต่ละคนมีข้อแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย นั้นคือทัศนคติ ส่วนความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่นั้น คือ ทัศนคติเป็นบวกหรือเป็นลบ ทัศนคติในการมองเชิงบวกนั้น เป็นแรงกระตุ้นที่ช่วยดึงศักยภาพภายในตัวออกมา การมองเชิงบวกยังนำมาซึ่งแสงที่ส่องมายังมุมมือในชีวิต คนที่มองเชิงบวกจะตีเหตุการณ์ต่างๆ ในมุมมองของความหวัง มองหาผลประโยชน์และทางออกที่สร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้กับความคิดใหม่ๆ ในขณะที่คนมองเชิงลบจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป

    “จงออกแบบทัศนคติให้ออกมาในแง่ดี”
    “จงระวังวิธีการที่คุณตีความหมายโลกใบนี้อย่างไร มันก็เป็นอย่างงั้น” (Eric Heller)
    “ความหวังช่วยกำหนดทิศทางสู่เป้าหมายและนำมาซึ่งความทะเยอทะยาน”
    “การมองแง่บวกเป็นพลังอันมหาศาล” (Colin Powell)
    “การมองในแง่บวกเป็นทัศนคติของผู้ชนะ และมันเป็นกุญแจดอกสำคัญสู่การมีชีวิตที่ดีขึ้น”

    เมื่อยักษ์ตื่่น!
    โค้ชสิริลักษณ์ ตันศิริ

    จากซุเปอร์ซิ้ม ผู้จัดการฝ่ายบัญชีที่อยู่ในโลกแคบๆ มากว่า 10 ปี จนได้มารู้จักกับธุรกิจเครือข่าย และอยากประสบความสำเร็จอย่างคนอื่นๆ พยายามขวนขวาย อ่านทั้งหนังสือเข้าฟังสัมนามากมาย จนทัศนคติเริ่มเปลี่ยนไปและประกาศกับตัวเอง “ฉันจะเป็นคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของความตั้งใจ ของความมุ่งมั่น ของความอดทน ของความพากเพียรพยายาม ฉันจะทำจนกว่าความฝันของฉันเป็นจริง ฉันมีพลัง ฉันเชื่อมั่น ฉันทำได้!”

    ในที่สุดก็สำเร็จและอยากถ่ายทอดความสำเร็จนี้ โดยเริ่มที่น้องๆ ธุรกิจเครือข่าย 5-6 คน และเริ่มเพิ่มมากขึ้น ทุกคนเมื่อฟังจบ ต่างปรบมือ และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “พี่สุดยอดจริงๆ” และตัวเองมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น อยากสอนคนอื่นมากขึ้น โดยมี Anthony Robbins เป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลใจ อยากที่จะเป็นแบบเขาและมองดูตัวเอง สร้าพลังให้กับตัวเอง สร้างจิตนาการให้กับตัวเอง ปลุกยักษ์ที่มีในตัวเองให้ตื่นขึ้น ฉันรักตัวเอง ฉันรักความฝันและทำมันจนสำเร็จ เป็นนักโมติเวทหญิงคนแรกของเมืองไทย

    “ฝันในสิ่งที่คุณอยากฝัน ไปในที่ที่คุณอยากไป เป็นคนที่คุณอยากจะเป็น เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว คือชาตินี้ ที่จะได้ทำในสิ่งที่คุณอยากทำ”
    -โค้ชสิริลักษณ์ ตันศิริ-

    กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในธุรกิจส่วนตัว
    ฟิลิป ฮอลแลนด์

    เล่มนี้ก็ดีมากๆ เป็นความล้มเหลวในการพยายามทำธุรกิจถึงสี่ครั้งสี่ครา ลองเข้าไปอ่านดูได้ครับ แต่ยังไงเค้าก็สู้ครับ เพราะชีวิตยังต้องเดินต่อไปตามฝัน ที่สำคัญต้องถามตัวเองว่าฝันคืออะไร อะไรที่เราอยากทำ คิดและวางแผน แล้วลงมือทำครับ

    เหนื่อยชั่วคราว สบายชั่วโคตร
    พอล ภัทรพล

    ผมอ่านแล้ว หัวใจหลักๆคือ เป็นการแนะนำการหาเงินแบบ passive income (สร้างระบบให้มีรายได้เข้ามา แม้ว่าเราจะทำงานหรือไม่ทำก็ได้) มันเป็นเหมือนการเล่าชีวิตของพอลว่ากว่าที่ชิวิตเค้า จะมาถึงจุดที่ ได้รู้จักกับคำว่า “เหนื่อยชั่วคราว สบายชั่วโคตร” และในความหมายของคำว่า financially free มันเป็นยังไง ทำอย่างไรให้เกษียณอายุได้เร็วขึ้น ไม่จำเป็นต้องรอให้แก่แล้วค่อยเกษียณ หนังสือดีครับ ลองหาซื้อมาอ่านกันดู

    สมองสงสัย ใจตอบ
    ขุนเขา

    แนะนำ “สมองสงสัย ใจตอบ” ของขุนเขา ดีมากครับ ทำให้เข้าใจตัวเอง เข้าใจคนรอบข้างมากขึ้น จึงมีความสุขมากขึ้น และทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากทำอะไรดีๆ มากขึ้น

  • วิธีทำธุรกิจเปิดร้านเสริมสวยให้ประสบความสำเร็จ

    การทำธุรกิจเปิดร้านเสริมสวย ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ยังคงได้รับความนิยมตลอดกาล เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีร้านเสริมสวยตั้งอยู่เป็นระยะๆ หรือในทุกหมู่บ้านจะต้องมีร้านเสริมสวยอย่างน้อยหนึ่งถึงสองร้าน

    โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงาม และต้องการดูแลตัวเอง เพราะร้านเสริมสวยไม่ได้มีเพียงแค่การตัดผม สระผม หรือซอยผมเท่านั้น แต่ยังมีการบริการอื่นๆ ที่ช่วยเสริมความงามให้กับคุณผู้หญิงแบบครบวงจรก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นบริการแต่งหน้า ทำเล็บ ในร้านเสริมสวย ก็มีไว้บริการให้กับคุณผู้หญิง เพราะความสวยความงามที่เป็นเรื่องสำคัญที่คุณผู้หญิงให้ความสำคัญมาก และสำหรับท่านที่อยากจะทำธุรกิจร้านเสริมสวยมีควรข้อควรรู้ที่ต้องทราบก่อนจะลงมือทำ

    ทำเล

    ทำเลที่ตั้งยังคงเป็นสิ่งแรกที่ควรรู้ และควรคำนึงถึงเสมอก่อนการเปิดธุรกิจแทบทุกประเภทก็ว่าได้ แต่สำหรับธุรกิจร้านเสริมสวย ทำเลนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะต้องอยู่ในทำเลที่ตั้งที่มีคนสัญจรผ่านไปมาสามารถมองเห็นได้ โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ดังนั้นในการหาทำเลที่ตั้งของร้านจึงควรอยู่ใกล้กับที่ชุมชน อย่างเช่น หมู่บ้าน สถานที่ทำงาน หรือมหาวิทยาลัย ยิ่งตรงไหนที่มีคนเยอะๆ ยิ่งดี

    เงินลงทุน

    เงินลงทุน เป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้การหาทำเล เพราะพูดได้ว่าถึงมีเงินลงทุน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถหาทำเลที่ตั้งดีๆ ในการเปิดร้านเสริมสวยได้ แต่เงินลงทุนก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมโดยควรใช้เงินสดที่ไม่ใช่ได้มาจากการกู้ยืมอย่างเด็ดขาด เพราะการกู้ยืมนอกจะมีดอกเบี้ยแล้ว การนำมาใช้ในการลงทุนทำธุรกิจยังไม่ทำให้เงินนั้นงอกเงยได้อีกด้วย เพราะการกู้ยืมเงินจะต้องชำระคืนในทุกเดือน ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มภาระหนี้สินให้กับธุรกิจตั้งแต่ต้นก็ว่าได้ ซึ่งเงินในการทำร้านเสริมสวย แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ

    – เงินทุนส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในการตกแต่งอาคาร สถานที่ เก้าอี้โซฟา เคาน์เตอร์กระจก และอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ
    – ส่วนเงินทุนอีกจำนวนหนึ่งนำไปซื้อเครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในร้าน เช่น เครื่องอบไอน้ำ เครื่องอบผม ไดร์เป่าผม กรรไกรตัดผม แบตเตอร์เลี่ยน
    – ส่วนนอกจากนั้นจะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อสิ่งที่ใช้แล้วหมดไป เช่น ยาสระผม ครีมนวดผม ยาทำเล็บ เป็นต้น
    – และส่วนสุดท้าย เป็นค่าจ้างเงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น

    ซึ่งผลตอบแทนของการทำธุรกิจร้านเสริมสวย จะขึ้นอยู่กับขนาดของร้าน ทำเลที่ตั้ง และความสามารถในการบริหารร้าน

    ช่างเสริมสวย

    มีร้านเสริมสวย ก็ต้องมีช่างเสริมสวย เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน และร้านเราจะมีคนใช้บริการซ้ำหรือไม่ ก็อยู่ที่ช่างเสริมสวยด้วย ซึ่งช่างเสริมสวยที่ดีจะต้องเป็นช่างที่ผ่านการฝึกอบรมมีการผ่านงาน หรือมีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับการเสริมสวยมาโดยเฉพาะ ซึ่งหากเจ้าของร้านไม่ได้มีความสามารถทางด้านการเสริมสวยเลย เจ้าของร้านควรจ้างช่างเสริมสวยที่มีประสบการณ์สูง และมีความชำนาญในการบริการลูกค้า การหาช่างเสริมสวยที่มีฝีมือควรจ้างในราคาที่เหมาะสมกับความสามารถ ไม่ควรกดค่าจ้างต่ำจนเกินไป เพราะช่างเสริมสวยฝีมือดี จะทำให้ลูกค้ามาใช้บริการซ้ำบ่อยๆ ได้

    ขายสินค้าเพิ่ม

    การทำร้านเสริมสวย ถ้าต้องการเพิ่มรายได้จากการให้บริการทางด้านการเสริมสวยแล้ว การขายสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเสริมสวย ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เช่น ครีมนวดผมที่ทางร้านใช้ หรือสุนไพรรักษาผมร่วง หรือครีมทาเล็บ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำผม หรือทำเล็บ เช่น ครีมบำรุงผิว ครีมนวดสลายไขมัน เป็นต้น

    คุณภาพร้าน

    การรักษามาตรฐาน และคุณภาพในร้านเสริมสวย ถ้าร้านเราจ้างช่างเสริมสวยหน้าใหม่ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ หรือมีประสบการณ์น้อย เราควรจะมีการฝึกอบรมช่างเสริมสวยโดยการส่งไปฝึกอบรมกับผู้เชี่ยวชาญด้านผมโดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มความสามารถให้กับช่าง ให้ช่างทุกคนทำงานได้อย่างมีมาตรฐาน และมีคุณภาพ และอุปกรณ์ในร้านที่ใช้ ก็ต้องเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณภาพดี เช่น ยาสระผม ยาดัดผม ยาทำเล็บ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาระดับความน่าเชื่อถือ และน่าเข้าใช้บริการให้กับร้านเสริมสวยของเรา

    บริการที่ดี

    ธุรกิจร้านเสริมสวยเป็นงานบริการ ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการบริการที่ดีแก่ลูกค้าจึงเป็นเรื่องที่ต้องเอาใจใส่ และให้ความความสำคัญอย่างยิ่ง หากมีบริการที่ดี ก็จะทำให้ร้านเสริมสวยมีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เพราะบริการเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ ดังนั้นการเปิดธุรกิจนี้จะต้องมีใจรักในการบริการด้วย

    การตกแต่งร้าน

    การตกแต่งร้านสำหรับร้านเสริมสวย ก็เป็นอีกเรื่องที่เราต้องศึกษา เพราะการตกแต่ง และสร้างบรรยากาศร้าน เป็นแรงดึงดูดที่ทำให้ลูกค้าเข้ามายังร้านเพื่อรับบริการ ดังนั้นจึงควรตกแต่งร้านด้วยการทาสี ติดวอลล์เปเปอร์ หรือการตกแต่งให้โล่ง โปร่ง สีสันสบายตา วางสิ่งของในการให้บริการอย่างเป็นระเบียบ หรือบางคนก็จ้างซินแสมาจัดวางฮวงจุ้ย ซึ่งก็แล้วแต่งบประมาณของแต่ละท่าน ว่ามีงบในการจัดร้านมากน้อยเพียงใด

    ความสะอาด

    ความสะอาดของร้านเสริมสวย เป็นอีกเรื่องที่ควรรู้อย่างยิ่ง เพราะความสะอาดภายในร้านเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าร้านนั้นให้ความสำคัญ และใส่ใจในเรื่องความสะอาดในการบริการมากน้อยเพียงใด ซึ่งลูกค้าคนไหนๆ ก็ต้องการความสะอาดในการบริการ และปลอดภัย ดังนั้นในการเปิด ธุรกิจร้านเสริมสวยจึงควรทำความสะอาดร้าน ทำความสะอาดเครื่องมือเครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ต่างๆ และต้องแช่น้ำยาฆ่าเชื้อโรค เพราะในร้านเสริมสวยมีผู้ใช้บริการนับไม่ถ้วน การใช้สิ่งของร่วมกันจึงควรให้ความสำคัญในการล้างทำความสะอาดอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า

    ความพึงพอใจ

    การเปิดธุรกิจร้านเสริมสวย ไม่ใช่ว่ามีช่างที่ดี มีทำเลคนพลุกพล่าน มีร้านที่สวย และมีอุปกรณ์ที่ครบและสะอาดเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการเปิดร้านเสริมสวย ก็คือความพึงพอใจจากลูกค้า เมื่อมาใช้บริการกับทางร้าน และยิ่งถ้าลูกค้าเดินทางกลับมาใช้บริการซ้ำ ก็จะยิ่งตอกย้ำความพึงพอใจในบริการของลูกค้ามากขึ้นไปอีก ดังนั้นในการเปิดร้านเสริมสวย จึงควรมีการบริการเป็นอย่างดี เพื่อสร้างความประทับใจและพึงพอใจให้กับลูกค้าเสมอ

    สรุป

    ก่อนที่เราจะลงมือทำธุรกิจร้านเสริมสวย เราควรจะต้องมีการเตรียมการเสียก่อน ทั้งด้านเงินทุน ทำเล การตกแต่งร้าน การมีช่างเสริมสวย เราต้องศึกษาทุกอย่างให้พร้อม เพื่อให้ธุรกิจของเรานั้นพร้อมที่จะให้บริการลูกค้าที่รักในความสวยความงาม และเดินหน้าไปอย่างไม่มีสะดุด และธุรกิจนี้ถือเป็นธุรกิจด้านบริการ ดังนั้นการบริการลูกค้าให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดจึงเป็นเรื่องที่ท่านที่จะเปิดร้านเสริมสวยควรคำนึงถึงเสมอ และปรับปรุงการบริการภายในร้านให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

  • แนวคิดในการพัฒนาตนเองที่นำไปใช้ได้ผลจริง

    ในชีวิตที่ผ่านๆ มา คุณเคยรู้สึกอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นบ้างหรือเปล่า หรือเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน หรือหลายปีแล้ว แต่เรายังรู้สึกว่าเรายังเป็นเหมือนเดิมอยู่บ้าง หรือย่ำอยู่กับที่บ้างหรือปล่าวครับ ถ้าเป็นแบบนั้น วันนี้ผมก็ขอแนะนำบทความแนวคิดในการพัฒนาตนเองที่นำไปใช้ได้ผลจริง มาเริ่มอ่านกันเลยครับ

    ถาม ถาม และถาม

    เคล็ดลับความสำเร็จของหลายคนๆ เริ่มต้นจากการเป็นคนช่างสังเกต ช่างสงสัย เป็นคนอยากรู้อยากเห็น และกล้าคิด กล้าทำ เมื่อมีปัญหาหรืออุปสรรค แนวคิดในการพัฒนาตนเองนั่นก็คือ การตั้งคำถาม

    ให้เราตั้งคำถามให้กับปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่พบเจอ แล้วสืบค้นหาต้นเหตุของปัญหา แสวงหาแนวทางการแก้ไขปัญหา และสุดท้ายคือการดำเนินการแก้ไขปัญหา มีคำกล่าวหนึ่งที่ว่า คนที่ถามจะไม่รู้แค่ห้านาที ส่วนคนที่ไม่ถามจะไม่รู้ตลอดไป ซึ่งแน่นอนว่าการแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานก็คือการถามผู้รู้ ส่วนคำถามที่ถามนั่นจะเป็นคำถามที่ยากเกินไปสำหรับผู้รู้หรือไม่ ก็ไม่จำเป็นต้องไปคาดหวังกับคำตอบที่ได้รับมากนัก แต่ให้แน่ใจแล้วว่าก่อนจะตั้งคำถามกับสิ่งใดนั้น เราได้สืบค้นเรียนรู้กับสิ่งที่ทำนั้นมามากน้อยเพียงใด ไม่ใช่ว่าจะรอแต่ถามผู้รู้อยู่ฝ่ายเดียว เราต้องระลึกเสมอว่าการเรียนรู้ที่มาจากประสบการณ์ตรงสำคัญกว่าการเรียนรู้จากการบอกเล่า และที่สำคัญการได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ที่มีประสบการณ์จริง และหวังดีต่อเรา จะช่วยให้เราพัฒนาตนเองได้เร็วขึ้นเป็นสองเท่า

    การตั้งคำถามที่ดี ย่อมเกิดจากการสังเกต การคิดวิเคราะห์ และการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะถาม หากคำถามนั้นไม่ได้รับคำตอบจากบุคคลหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ที่ตอบคำถามนั้นได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามให้เหมาะสมกับบุคคลที่จะตอบคำถามของเราด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือทุกคำถามจะเป็นสิ่งชี้นำผู้ที่จะตอบคำถามได้เสมอว่า ผู้ถามมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ถามมากน้อยเพียงใด ถามเถอะครับแล้วคุณจะประสบความสำเร็จ

    ฟังมาก รู้มาก

    คุณสมบัติอย่างหนึ่งของผู้ที่ประสบผลสำเร็จในชีวิต ก็คือคุณสมบัติในการเป็นนักฟังที่ดี ฟังอย่างตั้งใจและมีวิจารณญาณ แยกแยะ ดีชั่ว ถูกผิด สมควรไม่สมควร มีปัญญาในการไตร่ตรอง และที่สำคัญคือการพูด หรือการสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจ ให้ผู้ฟังเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการสื่อ การเป็นผู้ฟังที่ดีจะช่วยให้การสื่อสารของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    หาความรู้ใหม่ๆ

    ธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคนแตกต่างกัน รวมไปถึงความสามารถของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนมีเหมือนกันคือความคิด และสติปัญญา ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนมีไม่เท่ากัน แต่ทุกคนสามารถพัฒนาความคิด และฝึกสติ เสริมปัญญาของตนเองได้ ซึ่งการเรียนรู้ในยุคการสื่อสารไร้พรมแดนในสมัยปัจจุบันทำให้ผู้คนมีความก้าวหน้าทางความคิด และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างหลากหลาย ต่างจากยุคก่อนที่การเรียนรู้จะเกิดขึ้นส่วนใหญ่ก็ที่โรงเรียน วัด หรือสถาบันที่เปิดสอนให้ความรู้เฉพาะทาง แต่ในยุคที่ผู้รู้ระดับแนวหน้า สามารถสื่อสารกันผ่านโซเชียลมีเดียได้ การเรียนรู้จึงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกหนแห่ง ผ่านเว็บไซต์ และ Social Media ต่างๆ

    ซึ่งยิ่งเราศึกษาเรียนรู้มากเท่าไหร่ เราก็จะได้เปรียบคนที่ไม่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆ เช่นกันกับคนที่ปิดกั้นความรู้ใหม่ คิดแต่ว่าตนดีแล้ว เก่งแล้ว คนที่มีความคิดแบบนี้ไม่นานก็จะถูกคนอื่นพัฒนาไปมากกว่า จนในที่สุดก็จะกลายเป็นคนที่ตามเค้าไม่ทัน

    หา Idol ของตนเอง

    การหา Idol ของตนเอง หรือบุคคลตั้นแบบที่เราอยากพัฒนาตนเองให้เป็นเหมือนเค้าคนนั้น ซึ่งแต่ละคนน่าจะมี Idol ที่ตัวเองใฝ่ฝันอยากเป็นกันอยู่แล้ว อย่างน้อยก็น่าจะ 1 คน เช่น เราอยากเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และร่ำรวย ก็ให้เราทำตามแบบอย่างของ Idol ของเรา ว่าเค้าเริ่มต้นชีวิตธุรกิจยังไง เค้ามีแนวคิดในการลงทุนยังไง เรื่อยไปนกระทั่งเค้าตื่นกี่โมง นอนกี่โมง ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยพวกนี้ก็มีส่วนช่วยในการพัฒนาตนเองได้

    เลิกเที่ยวเตร่เกินพอดี

    การพัฒนาตนเอง กับการเที่ยวจนเกินไปพอดี ก็มีส่วนสัมพันธ์กัน ถ้าคุณจะพัฒนาตนเองไปเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ หรือพนักงานดีเด่น ก็ไม่ควรเที่ยวเตร่จนเกินพอดี เพราะจะทำให้คุณอ่อนเพลียเมื่อต้องเริ่มมาทำงานเช้าวันใหม่ และยังทำให้ทรัพย์จางอีกต่างหาก การเที่ยวเตรกับเพื่อนฝูงแต่พอดีคือ สักอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือตามโอกาสอันสมควร ซึ่งจะทำให้เราสามารถมุ่งไปที่การงานของเราได้มากขึ้น

    ศึกษาธรรมะบ้าง

    การศึกษาธรรมะ จะทำให้คุณเข้าใจชีวิต ว่าคุณทำงานไปเพื่ออะไร รวยไปเพื่ออะไร และพัฒนาตนเองไปเพื่ออะไร ธรรมะจะทำให้คุณรู้ว่าที่คุณพัฒนาตัวเองอยู่ทุกวัน ก็เพื่อให้คุณทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้มีเงินใช้มากขึ้น ธรรมะจะไม่ทำให้คุณทำงานจนไม่ลืมหูลืมหา หรือเข้าคอร์สสัมมนาต่างๆ อย่างมากเกินพอดี ธรรมะจะทำให้คุณไม่ลืมครอบครัวที่คุณต้องมีเวลาให้ และทำให้คุณไม่ลืมการอยู่กับตนเอง เพื่อทบทวนเรื่องราวตางๆ ในขีวิต ว่าเราเดินมาถึงขั้นไหนแล้ว เมื่อถึงขั้นไหนที่คุณจะพอดี เมื่อถึงขั้นไหนคุณจะถึงจุดที่พอดีแล้ว

    สรุป

    ก็จบแล้วนะครับ สำหรับบทความแนวคิดในการพัฒนาตนเองที่นำไปใช้ได้ผลจริง ก็หวังว่าบทความนี้คงให้ข้อคิดบางประการต่อผู้อ่าน ซึ่งอาจยึดเป็นวิถีชีวิตที่ปรับใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล บุคคลใดซึ่งมีความคิดที่จะพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอก็จะมีชีวิตที่สดใสในอนาคต เพราะการพัฒนาตนเองหมายถึง การไม่หยุดอยู่กับที่ การหยุดอยู่กับที่คือการรอให้ผู้อื่นมาเดินแซงหน้าไป ก็ขอให้ทุกท่านได้พัฒนาตนเองจนเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จกันทุกท่านนะครับ

  • ข้อคิดในการใช้ชีวิตเมื่อต้องทำธุรกิจหรือลงทุน

    คุณเคยสังเกตบ้างไหมว่า บรรดานักธุรกิจ ผู้บริหาร นักวิทยาศาสตร์ หรือผู้ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และธุรกิจของตนเองนั้น พวกเขามีคุณสมบัติอะไรที่นำพาพวกเขาไปสู่จุดสูงสุดในชีวิตได้ ถ้าดูภายนอกแล้วมันก็ไม่ต่างอะไร ศักยภาพทางร่างกายก็ไม่มากไม่น้อยไปกว่าเราๆ ท่านๆ บางคนดูจะอ่อนแอขี้โรคด้วยชํ้า

    ศักยภาพทางการศึกษาก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพราะหากสืบประวัติของเศรษฐกิจเมืองไทย หรือระดับโลกหลายท่านดู ก็จะพบว่า บางคนจบแค่ ป.4 หรือไม่ก็เคยเป็นผูใซ้แรงงานมาก่อน แต่บรรดาหัวกะทิของชั้นหรือพวกที่มีดีกรีระดับปริญญากลับเป็นเพียงพนักงานเงินเดือนน้อยนิด หรือไม่ก็ยังหางานทำไม่ได้ทั้งที่เรียนจบมาก็หลายปีเต็มทีแล้ว ประเด็นนี้น่าสนใจครับ

    มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะเรียนจบอะไรมา สำคัญอยู่ที่คุณได้ใช้ศักยภาพที่คุณมีอยู่เต็มที่แล้วหรือยัง หลายคนพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไป เพียงเพราะไม่เชื่อมั่นว่าพวกเขาทำได้ และไม่มีศรัทธาในความสามารถของตนเลย

    จะเป็นประโยชน์มากเพียงใด หากทุกคนใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ด้วยความมั่นใจ และเชื่อมั่นว่ามันต้องสำเร็จ พร้อมๆ กับ การศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่เรายังไม่รู้ กล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ และไม่กลัวว่ามันจะล้มเหลวหรือไม่ การคาดหวังและรอคอยว่าเมื่อไรโอกาสดีๆ จึงจะลอยมาหาเรา เป็นการกระทำที่ไร้ค่าและสูญเปล่าที่สุด

    เราต้องรู้จักแสวงหาโอกาส รู้จักพลิกแพลงวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ ใครที่ทำเช่นนื้โด้ถือว่าสุดยอด นี่คือความฉลาดที่แท้จริง คนที่มัวแต่รอให้คนอื่นมองเห็นตนหรือความสามารถของตน เพื่อที่จะได้รับโอกาสจากคนอื่นให้ทำงาน หรือทำอะไรที่ได้รับมอบหมายให้ทำ แล้วจะมีความสุขมากที่ได้รับความไว้วางใจ แล้วจะได้เงินมา ซึ่งก็เป็นเพียงเงินเดือนน้อยนิดที่เก็บสะสมเท่าไรก็ไม่มีวันรวย

    นี่ละครับ คือความแตกต่างระหว่างเจ้าของกิจการกับลูกจ้าง ระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ล้มเหลวมันต่างกันที่ความคิด หรือจิตสำนึกวิสัยทัศน์ ความเชื่อมั่น ความกล้าตัดสินใจ ความเด็ดเดี่ยว สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่วัดกันที่ปริญญาไม่ได้ อย่ามัวแต่โอดครวญต่อว่าชะตาฟ้าดิน อย่ามัวแต่วิพากษ์วิจารณ์ใครต่อใคร อย่ามัวแต่โทษสังคม โทษคนนั้นคนนี้

    หันมามองตัวเอง ศึกษาตัวเองให้ถ่องแท้ แล้วคุณจะรู้ว่า ตัวคุณเองนั่นแหละคือคำตอบของทุกคำถาม แล้วก็ตัวคุณอีกเช่นกัน ที่เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้คุณล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จในชีวิต

    และนี่คือ 11 ข้อคิดในการใช้ชีวิตเมื่อต้องทำธุรกิจหรือลงทุน

    1.มีความรักในธุรกิจของตัวเอง : การทำงานควรจะทำด้วยความสนุก ความรักในงานของคุณจะทำให้คุณผ่านจุดที่ยากลำบากไปได้อย่างง่ายดาย ซึ่งความชื่นชอบนั้นสอนกันไม่ได้
    ลองคิดดูว่าทำไมคุณถึงอยากทำธุรกิจซึ่งมันจะทำให้คุณชื่นชอบงานของคุณมากขึ้น

    2.สร้างความเชื่อใจ : ผู้คนที่มีความน่าเชื่อถือน่าไว้ใจ มักจะชอบทำธุรกิจร่วมกับผู้ที่น่าไว้ใจเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราควรที่จะสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า

    3.อย่ากลัวล้มเหลว : ความล้มเหลวนั้นเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ ทุกๆอย่างย่อมเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้นเคยล้มเหลวมาแล้วทั้งนั้น

    4.ตัดสินใจให้เร็วเพื่อโอกาสที่ดี : ใช้สัญชาติญาณของคุณตัดสินใจและวางแผนธุรกิจและเลี่ยงการผลัดวันประกันพรุ่งเพื่อนำไปสู่การได้รับโอกาสที่ดี

    5.สิ่งที่สำคัญที่สุดในบริษัทคือคุณ : ควรดูแลรักษาสุขภาพของคุณไว้ให้ดี เพราะคุณมีค่ามากกว่าเครื่อจักรราคาแพง พยายามทำให้ร่างกายของคุณพร้อมเอาไว้เสมอ

    6.อย่ามั่นใจมากนัก : อย่าทำตัวให้มั่นใจไม่ฟังใครนัก เช่นการใช้เงินไปกับสิ่งของแพงๆเพื่อทำให้ใครประทับใจ หรือปิดไม่รับฟังความเห็นจากใคร
    ควรที่จะแบ่งปันความคิดเพื่อที่จะได้ความคิดใหม่ๆเข้ามาเพื่อทำการพัฒนาตัวเองหรือบริษัท

    7.มีความเชื่อมั่น : คุณต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเองและตัวบริษัทของคุณถึงจะประสบความสำเร็จได้ ซึ่งความเชื่อมั่นนั้นจะส่งผลไปถึงผู้ร่วมงานได้ ความเชื่อมั่นที่ดีย่อมเป็นสิ่งที่ดีเพื่อความคิดบวกและจิตใจ

    8.ยอมรับคำวิจารณ์และยอมรับความผิดพลาด : คุณต้องทำงานเพื่อให้ได้การยอมรับของเพื่อนร่วมงานแม้ว่าเขาอาจจะเคยติความคิดของคุณไปบ้าง แต่ในทางที่ดีใช้แรงกดดันนั้นเป็นแรงผลักตัวเองให้ทำงานต่อไปให้ได้ดีขึ้น

    9.รักษาคุณธรรมเพื่อการทำงานที่น่าเชื่อถือ : อย่าพยายามลดมาตรฐานตัวเองเพื่อที่จะเอาชนะคู่แข่ง จงทำธุรกิจแบบตรงไปตรงมาเพื่อรักษามาตรฐานที่ดีของตนเองเอาไว้และเป็นที่ไว้วางใจ

    10.ฟื้นตัวให้เร็วหลังจากผิดพลาด : คุณอาจล้มเหลวในบางธุรกิจ แต่อย่ามัวเอาแต่เสียใจ ควรที่จะคิดในแง่ที่ดีและนำความผิดพลาดนั้นมาคิดวิเคราะห์และเรียนรู้ เพื่อที่จะพัฒนาบริษัทต่อไป และจงจำไว้คุณแก้ไขอดีตไม่ได้ จงทำอนาคตและปัจจุบันให้ดีที่สุด

    11.ลองเสี่ยงดูเพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า : ลองเสี่ยงในการที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ๆให้กับบริษัทหรือวงการธุรกิจ ซึ่งคุณอาจจะพบว่ามีหนทางที่ดีอีกหลายอย่างที่เปิดโอกาสรอให้คุณได้ทดลองอยู่

    ลายเซ็นต์ warren buffett

    และต่อไปนี้ เป็นข้อคิดดีๆ ที่เป็นสุดยอดข้อคิดในการใช้ชีวิตของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งจะค่อนไปทางการเล่นหุ้น แต่เราก็สามารถเอาปรับใช้ในเรื่องธุรกิจได้เหมือนกันนะครับ มีอยู่ 7 ข้อด้วยกัน คือ

    1.อย่าขาดทุน

    นั่นหมายความว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการลงทุน ก็คือ คุณต้องพยายามอย่าให้ขาดทุน การลงทุนของบัฟเฟตต์จะเน้นการลงทุนถือหุ้นระยะยาวมาก หุ้นจะขึ้นหรือเปล่าในเดือนหน้าหรือปีหน้า เขาไม่สนใจ เขาสนใจแต่ว่าในระยะยาวแล้ว หุ้นที่เขาซื้อจะไม่ลดลงอย่างถาวร เนื่องจากผลการดำเนินงานแย่ลง

    2.ซื้อธุรกิจที่ดีสุดยอดในราคาปานกลาง แทนที่จะซื้อธุรกิจปานกลางในราคาที่ดีสุดยอด

    บัฟเฟตต์นั้นไม่เน้นซื้อของถูกหรือซื้อได้ในราคาที่ดีสุดยอด เขาคิดว่าธุรกิจที่ดีสุดยอดนั้น ในระยะยาวแล้วมูลค่าของกิจการก็จะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าเราสามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่แพง ราคาหุ้นก็จะปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามผลประกอบการ ยิ่งถือนานก็ยิ่งดี

    3.เวลาเป็นเพื่อนของธุรกิจที่ใหญ่ แต่เป็นศัตรูของธุรกิจเล็ก

    นั่นก็คือถ้าเราถือหุ้นของธุรกิจที่ใหญ่ หรือธุรกิจที่ดีสุดยอด คุณจะอยากถือไว้นานที่สุด ให้เวลากับการลงทุน เพราะยิ่งเวลาผ่านไป กำไรของบริษัทก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราที่สูงต่อเนื่อง

    ตรงกันข้าม ธุรกิจเล็กๆ นั้น ในบางช่วง เช่น ช่วงแรกๆ ราคาอาจจะปรับตัวขึ้นด้วยสาเหตุอะไรบางอย่างซึ่งอาจจะรวมถึงการที่มีคนเห็นว่ามันเป็นหุ้นที่ถูกและเข้ามาซื้อทำให้หุ้นปรับตัวขึ้น แต่เมื่อถือหุ้นนานขึ้นเรื่อยๆ แต่กำไรของบริษัทและราคาหุ้นกลับไม่ปรับตัวขึ้น ผลก็คือเมื่อเวลาผ่านไป ผลตอบแทนต่อปีก็จะลดลงเรื่อยๆ ยิ่งถือนานก็ยิ่งแย่

    4.กำไรจากการไม่มีการเปลี่ยนแปลง แทนที่จะเปลี่ยนแปลง

    นั่นก็คือ บัฟเฟตต์มองว่าธุรกิจที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปง่ายด้วยปัจจัยอื่นโดยเฉพาะทางด้านของเทคโนโลยี จะถือว่าเป็นธุรกิจที่สามารถคาดการณ์ผลประกอบการได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากสำหรับเขาที่ต้องการลงทุนระยะยาวมากหรือตลอดไป ดังนั้นถ้าอะไรที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ง่าย เขาก็มักจะหลีกเลี่ยงไม่ลงทุน แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงบางทีอาจจะทำให้บริษัทมีผลประกอบการที่ก้าวกระโดด และทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นได้มหาศาล อย่างหุ้นอินเทอร์เน็ตทั้งหลาย กิจการที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายก็มีความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่บัฟเฟตต์จะรับได้

    5.บริษัทใหญ่มักจะประสบกับปัญหาชั่วคราว เราต้องการซื้อมันเมื่อมันดูเหมือนใกล้จะเจ๊ง

    นี่เป็นโอกาสทองที่บัฟเฟตต์แสวงหาตลอดมา จากอดีตจะเห็นว่าเขาเคยทำเงินมหาศาลอย่างรวดเร็วจากการซื้อหุ้นของกิจการที่ดีสุดยอด แต่ประสบปัญหาชั่วคราวที่สามารถแก้ไขได้ เช่น หุ้นของ American Express หุ้น Coke และหุ้นอีกหลายตัวในช่วงที่เกิดวิกฤติสินเชื่อ Subprime ในอเมริกา (ในประเทศไทยอาจเรียกว่า วิกฤต Hamburger)

    6.ผลตอบแทนลดลงเมื่อมีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น

    เมื่อนานมาแล้ว เซอร์ไอแซคนิวตัน นักวิทยาศาตร์ลือชื่อของโลก ได้ให้กฎ 3 ข้อของการเคลื่อนที่ของวัตถุซึ่งเป็นผลงานที่เป็นอัจฉริยะ แต่ความสามารถของนิวตันไม่คลุมไปถึงเรื่องการลงทุน เขาได้เคยลงทุนในหุ้น และขาดทุนมากมายในวิกฤตการณ์ ฟองสบู่ South Sea ในประเทศอังกฤษ เขากล่าวภายหลังว่า “ผมสามารถคำนวณการเคลื่อนไหวของดวงดาวได้ แต่ผมไม่สามารถคำนวณความบ้าคลั่งของคนได้”

    ถ้าเขาไม่ขาดทุนในวิกฤตการณ์ครั้งนั้นมากเกินไป เขาคงได้ค้นพบกฎกฎข้อที่ 4 ของการเคลื่อนไหว นั่นคือ “สำหรับนักลงทุนโดยรวม ผลตอบแทนลดลงเมื่อมีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น”

    ความหมายของคำกล่าวนี้ก็คือ บัฟเฟตต์มองว่า ยิ่งเราซื้อขายหุ้นมากขึ้น เราก็จะต้องเสียต้นทุนค่าคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับส่วนต่างราคาซื้อราคาขาย และอาจจะเกิดความผิดพลาดในด้านของจังหวะการซื้อขาย ทั้งหมดนั้นทำให้ยิ่งเทรดหุ้นมาก ผลตอบแทนก็ยิ่งลดลง

    7.ใครว่ายน้ำตัวเปล่าก็ต่อเมื่อกระแสน้ำลดลง

    ความหมายก็คือ การที่จะดูว่าใครมีฝีมือในการลงทุนจริงๆ หรือหลักการลงทุนแบบไหนได้ผลในระยะยาวจริงๆ นั้น เราจะต้องดูตอนที่ตลาดหลักทรัพย์ตกต่ำหรือซบเซาลงมากๆ เพราะนั่นคือเวลาที่จะพิสูจน์ว่ากลยุทธ์การลงทุนใช้ได้ผลจริง เพราะในยามที่ตลาดดี หรือช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นโดดเด่นเป็นกระทิง กลยุทธ์หลายๆ แบบอาจให้ผลดี หรือแม้แต่ดีกว่ากลยุทธ์ที่กูรูระดับโลกใช้กัน แต่ในยามที่ตลาดตกต่ำ กลยุทธ์นั้นอาจจะทำให้ขาดทุนมหาศาลและทำให้ผลตอบแทนโดยรวมระยะยาวกลับแย่ลงหรือไม่ดีอย่างที่คิด

    ทั้งหมดก็เป็นเพียงบางส่วนของความคิดอัจฉริยะของบัฟเฟตต์ ที่ได้ผ่านการทดสอบมาต่อเนื่องยาวนาน เขาบอกว่า “คนชอบอ้างอิงความคิดของเรา แต่น้อยคนที่จะปฏิบัติตามแนวทางการลงทุนที่เราทำ” และนี่ก็คงเป็นเรื่องธรรมชาติของคน หลักการลงทุนแบบบัฟเฟตต์ มันฝืนความรู้สึกของคนที่มักจะชอบ “ทำอะไรบางอย่าง” การซื้อแล้วถือหุ้นไว้เฉยๆ แบบบัฟเฟตต์นั้น ไม่ใช่เรื่องทำได้ง่าย

  • วิธีทำธุรกิจรับซื้อของเก่าให้ประสบความสำเร็จ

    อยากทำธุรกิจทำเงินอย่างธุรกิจรับซื้อของเก่าต้องทำยังไง มันทำง่ายไหม หรือทำยากไหม มีโอกาสเติบโตได้กำไรเป็นกอบเป็นกำไหม รวมไปถึงถ้าคุณไม่มีความรู้ด้านการทำธุรกิจรับซื้อของเก่าเลยคุณจะทำได้ไหม ต้องขอตอบสั้นๆ เลยครับว่าค่อนข้างยากครับ ดังนั้นในบทความรวยด้วยการทำธุรกิจรับซื้อของเก่า ก็จะขอนำเสนอวิธีการทำธุรกิจรับซื้อของเก่านะครับ มาติดตามกันได้เลยครับ

    แยกประเภทการทำธุรกิจรับซื้อของเก่า

    ประเภทแรกเป็นแบบขับรถไปรับซื้อของเก่า ตามเขตพื้นที่ชุมชนในเมือง หรือแถวบ้านนอก เมื่อรับซื้อของเก่ามาแล้ว จากนั้นก็นำส่งให้พ่อค้าคนกลางอีกที ลักษณะนี้ก็ถือเป็นการทำธุรกิจรับซื้อของเก่าเหมือนกัน เพราะมีกระบวนการซื้อขายเกิดขึ้น ธุรกิจรับซื้อของเก่าประเภทนี้มีมากเพราะไม่ต้องลงทุนใช้เงินเยอะ แถมได้เงินแบบง่ายๆ

    ประเภทต่อมาคือธุรกิจรับซื้อของเก่าแบบพ่อค้าคนกลาง

    ลักษณะนี้จะเป็นการเปิดร้านอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ทำการรับซื้อของเก่าในเขตพื้นที่นั้นๆ และในพื้นที่ใกล้เคียง จะมีรถรับซื้อของเก่าเอามาขายให้ และหากเป็นร้านที่ใหญ่หน่อยก็อาจจะมีการอัดก้อน เช่น อัดกระดาษ หรือบดทุบแก้วขวดต่างๆ ก่อนส่งให้โรงงานต่อไป หากทำธุรกิจรับซื้อของเก่า โดยการเปิดร้านแบบนี้ และทำการจดทะเบียนขอใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะมีสิทธิ์เข้าร่วมประมูลของเก่า และของโรงงานตามที่ต่างๆ เพื่อนำมาคัดแยก และส่งขายต่อโรงงานผลิตต่อไป

    เริ่มวิธีทำธุรกิจรับซื้อขายของเก่า

    ขั้นตอนแรกคุณต้องไปหาพื้นที่ทำเลที่เป็นพื้นที่ติดถนนก่อน เอาที่รถเข้ารถออกได้สะสะดวก ยิ่งเป็นพื้นที่ที่ติดถนนหลักยิ่งดี คุณจะเช่าก็ได้ค่าเช่า 200 วา ประมาณ 5,000-8,000 บาทต่อเดือน ซึ่งราคาก็ตามแต่พื้นที่ แต่คุณต้องจ่ายค่าเช่าเป็นรายปี เพราะจะได้จัดการเรื่องเงินทุนหมุนเวียนได้ออย่างสะดวกหน่อย และเมื่อคุณเช่า คุณต้องทำสัญญาเป็นรายปีอาจจะสักประมาณ 5 ปี ก่อนในช่วงเริ่มต้น ถ้าคุณไม่เช่าพื้นที่ คุณก็ต้องซื้อที่มาให้เรียบร้อย หรือจะเป็นที่ดินของคุณพ่อคุณแม่ก็ได้ เมื่อได้พื้นที่สำหรับทำธุรกิจรับซื้อของเก่ามาแล้ว ในกรณีที่พื้นที่ไม่พร้อมใช้งาน คุณต้องปรับหน้าดินให้พร้อมใช้งาน และพื้นที่ที่คุณใช้ทำธุรกิจรับซื้อของเก่า ต้องไม่อยู่ในเขตชุมชนมากเกินไป เพราะมันอาจจะส่งเสียงดังรบกวนบ้านใกล้เคียงได้

    วางแผนก่อสร้างโกดัง หรือเอาแค่ส่วนที่เป็นหลังคา

    ขั้นต่อมาคุณก็ต้องเริ่มต้นวางแผนก่อสร้างโกดังที่ใช้เป็นที่เก็บสินค้า หรือของเก่าที่รับซื้อมา ร่วมทั้งอย่าลืมสร้างออฟฟิตที่ใช้เป็นที่ทำงานส่วนตัว หรือเป็นที่สำหรับบริการติดต่อต่างๆ เป็นต้น ในขั้นนี้ให้คุณสร้างให้พอดีตามความจำเป็นเท่านั้น เพื่อลดค่าใช่จ่ายในเรื่องเงินทุน และจะได้เหลือเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งยิ่งคุณเหลือเงินทุนที่ใช้หมุนเวียนในธุรกิจรับซื้อของเก่าของคุณมากเท่าไหร่ โอกาสที่ธุรกิจรับซื้อของเก่าคุณจะอยู่รอดยิ่งสูงขึ้น เพราะมีเงินทุนหมุนเวียนไม่สะดุดนั่นเอง

    ต่อมาก็เตรียมรถที่ใช้ขนของ

    ในขั้นเริ่มแรกที่คุณเพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจรับซื้อของเก่า คุณอาจจะซื้อรถกระบะมือสองราคาประหยัดมาใช้ก่อน เพื่อเป็นการประหยัดเงินทุน และเมื่อคุณทำเงินทำกำไรจากธุรกิจรับซื้อของเก่ามาพอประมาณ คุณก็ค่อยเริ่มซื้อรถกระบะเพิ่ม ทำธุรกิจรับซื้อของเก่าไม่ต้องรีบต้องค่อยๆ เป็นค่อยไป เพราะของเก่ามันมีอยู่ในทุกยุคทุกสมัย คุณจึงไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีของเก่าให้คุณทำธุรกิจ

    มาดูค่าใช้จ่ายของธุรกิจรับซื้อของเก่า

    ขอลิสต์รายการให้ดูเอาที่มันจำเป็นๆ เพื่อที่คุณจะได้เห็นภาพ ค่าใช่จ่ายอย่างแรกเลยคือ เรื่องของค่าไฟ บอกเลยว่าเดือนละหลายพันแน่นอน ต่อมาก็เป็นค่าผ่อนรถกระบะมือสอง ในกรณีที่ไปดาวน์มา ตามมาด้วยค่าบำรุงรักษาดูแลรถ และค่าน้ำมันรถต่อเดือนด้วย รวมไปถึงเงินเดือนลูกจ้างอีก แนะนำว่าการจ้างลูกจ้างในช่วงแรก เอาแค่หนึ่งถึงสองคนก็พอ สำหรับธุรกิจรับซื้อของเก่าขนาดเล็กเงินเดือนของลูกจ้างต่อคนก็ประมาณ 9,000 บาทต่อเดือน สองคนคุณก็จ่าย 18,000 บาทต่อเดือน

    ทำธุรกิจรับซื้อของเก่าครั้งเดียวประสบความสำเร็จ

    การที่คุณจะทำธุรกิจรับซื้อของเก่าให้ประสบความสำเร็จ คุณจำเป็นต้องมีความรู้ และวางแผนในการเติบโตไปข้างหน้าของธุรกิจรับซื้อของเก่าของคุณ ไม่ใช่ทำไปวันๆ เพราะการที่คุณทำธุรกิจรับซื้อของเก่าไปวันๆ คุณก็จะอยู่ไปวันๆ ดังนี้คุณต้องวางแผนเพื่อเติบโตในอนาคต ใครว่าธุรกิจรับซื้อของเก่ามันโตไม่ได้ ขอบอกเลยว่ามีคนทำให้เห็นแล้ว เตรียมสร้างรายได้ปีละร้อยล้ายบาทมาแล้ว เขาทำได้เพราะอะไร เพราะเขามีการจัดการ และการบริหารอย่างเป็นระบบ คุณเองก็ทำได้ และถ้าคุณคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ นั้นแปลว่าคุณยังมีความรู้ความสามารถที่น้อยเกินไป แนะนำให้ไปเข้าคอร์สเรียนธุรกิจต่างๆ หรือไม่ก็อ่านหนังสือวิธีการทำธุรกิจ ทำยังไงก็ได้ให้ความรู้ทางธุรกิจของคุณเพิ่มขึ้น เมื่อคุณมีความรู้มากพอ คุณก็จะเริ่มมองเห็นช่องทางการทำเงินจากธุรกิจรับซื้อของเก่าที่มากขึ้นเอง

  • การออมเงินอย่างฉลาด ใช้เงินอย่างรู้คุณค่า

    การออมเงินอย่างฉลาดเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้เรามีทรัพย์สินมาก และเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น เพราะหากว่าเราสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่าคนที่รู้จักใช้ รู้จักออมเงินนั้น จะเป็นคนที่รารวย แม้อาจจะไม่ได้มีเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่เขาก็ไม่เคยจะต้องมากลุ้มอกกลุ้มใจในเรื่องเงินๆ ทองๆ เลยแม้แต่น้อย และหากว่ามีเรื่องเงินให้ต้องเดือดเนี้อร้อนใจ ก็จะมีเพราะจากคนอื่น น้อยนักที่จะมาจากตัวเอง ตังนั้นก้าวแรกสู่ความรํ่ารวยที่เราจะต้องจดจำเอาไว้ก็คือ เราจะต้องออมเงินให้ไต้มาก และรู้จักการใช้เงินนั่นเอง

    กฎเหล็กของการออมเงิน

    การออมเงินนั้นมีกฎเหล็กอยู่ไม่กี่ประการที่เราจะต้องจำเอาไวให้ดี เพราะหากว่าเราประมาท หรือว่าละเมิดกฎเหล็กไปเมื่อไร เงินทองที่เราเก็บสะสมอยู่ก็จะจางหายไปอย่างที่เราไม่คาดคิดเลยทีเดียว

    ทางที่เราจะสามารถที่จะออมเงินได้ดีนั้น เราจึงต้องมีกฎเหล็กเอาไว้ในใจ เพื่อที่จะทำให้การออมเงินของเรานั้น ไต้ผลดีมากยิ่งขี้น ซึ่งการออมเงินนั้นก็มีกฎเหล็กที่เราพึงยึดถือปฏิบัติเอาไว้ดังต่อไปนี้

    1. ไม่ใช้จ่ายเกินตัว

    ส่วนใหญ่แล้วคนที่ยากจน หรีอว่าไม่มีเงินเก็บนั้น เป็นพวกหน้าใหญ่ใจโต ใช้เงินเกินพอดี หรือเกินกว่ารายรับของตัวเอง ทำให้ต้องไปหยิบยืมกู้หนี้ยืมสินเขา หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าหมุนเงินนั่นเอง ซึ่งแน่นอนล่ะว่าหากว่าเป็นเช่นนั้น เราจะต้องปวดหัวอย่างแน่นอน เพราะนอกจากเราจะไม่มีเงินเก็บ จะต้องใช้เงินเดือนชนเดือนแล้ว เงินที่ไต้มาก็ต้องเอาไปใช้หนี้จนหมด ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คีอ อาจจะมีดอกเบี้ยทบต้นทบดอกที่เมื่อเราไปกู้มาแล้วจะต้องจ่ายไม่มีวันหมดสิ้น และยิ่งดอกเบี้ยของสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ง่ายๆ ที่โฆษณาอยู่ทุกวันนี้ก็ยิ่งร้ายใหญ่ เพราะหากว่าจ่ายช้า ดอกเบี้ยก็อาจจะมากกว่าเงินต้นไปเลยก็เป็นได้ อย่างนี้เงินของเราก็อันตรธานหายไปหมดแน่

    ดังนั้นสิ่งที่ เราจะต้องทำก็คือ เราจะต้องใช้จ่ายเงินให้ตี อย่าใช้จ่ายเงินเกินตัว หากไม่มีและยังไม่จำเป็นก็ให้เก็บเอาไว้ก่อน ยังไม่ต้องซื้อ หากว่าเพื่อนชวนไปไหนก็ไม่ต้องไปกับเพื่อนทุกครั้ง เพราะว่าอาจจะทำให้เงินในกระเป๋าของเราหายไปในพริบตาไต้ทันที

    2. ทำบัญชีรายรับรายจ่ายของเราเอง

    ไม่ว่าเราจะโสดหรือว่ามีครอบครัวแล้ว สิ่งที่เราควรจะทำก็คือ การทำบัญซีรายรับรายจ่ายเป็นของตัวเอง โดยกำหนดว่าในวันๆ หนึ่งนั้น เราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง มีรายรับเท่าไร และมีรายจ่ายใดบ้างที่จำเป็น ซึ่งก็จะทำให้เราสามารถเห็นสภาพทางการเงิน และแนวทางการใช้เงินของเราได้เป็นอย่างดีทีเดียว

    การทำบัญชีรายรับรายจ่ายนั้นสำคัญมาก ไม่จำเป็นจะต้องเป็นห้างร้านหรือว่าเป็นบริษัทใหญ่โตก็ต้องทำ คนส่วนใหญ่นั้นมักจะละเลยในจุดนี้ ทำให้ฐานะทางการเงินค่อนข้างกระท่อนกระแท่น หรือหมุนเงินไม่ค่อยทัน ไม่มีเงินเก็บ ดังนั้นเราควรจะมีสมุดบัญชีเอาไว้แล้วเขียนค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเล็กน้อยแค่ไหนก็ให้เขียนแจกแจงไปทั้งหมด

    3. ตัดสิ่งของกี่ไบ่จำเป็นออกไป

    หากว่าเราลองทำบัญชีรายรับรายจ่ายแล้ว เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเราได้ใช้จ่ายอะไรที่เกินตัวไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นของเล็กๆ น้อยๆ หรือว่าของชิ้นใหญ่ๆ ที่ไม่จำเป็น ซึ่งของบางอย่างนั้นเราก็อาจจะไม่ได้ซื้อมาใช้ประโยชน์อะไรนัก เพียงแต่ชื้อมาเพื่อให้ตัวเองรู้สิกดีทีได้ซื้อมาแค่นั้นเอง นั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เงินทองของเรารั่วไหลออกไปอย่างไม่มีวันจบสิ้นเสิยที

    เคล็ดลับก็คือ ก่อนที่เราจะซื้ออะไร ให้เราหยิบของชิ้นนั้น จากนั้นก็หลับตานึกถึงประโยชน์ของมัน ความจำเป็นที่เราจะต้องใช้ ความสมเหตุสมผลระหว่างคุณภาพกับราคา หากว่าไม่มี 3 ข้อนี้เป็นอย่างต่ำก็ให้เราวางของชิ้นนั้นลง แล้วเดินไปทางอื่นเสิยเถิด อย่าไปคิดเสียดาย เชื่อเถอะว่าอีกไม่นานเราก็จะลืมของชิ้นนึ๋ไปเอง เพราะว่ามันไม่ได้จำเป็นอะไรกับชีวิตของเราเลย

    4. แยกแยะระหว่างความต้องการกับความจำเป็น

    คุณจะประหยัดเงินได้มากมายถ้าคุณแยกแยะระหว่างความต้องการ (want) กับความจำเป็น (need) ความจำเป็นคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ เช่น ที่พักอาศัย อาหาร เสื้อผ้า การขนส่ง ความต้องการคือสามารถทำให้คุณภาพครอบครัวคุณดีขึ้น รถคือความจำเป็น แต่รถสปอร์ตราคาเป็นล้านคือความต้องการ คุณอาจจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ผมมีความจำเป็นที่จะต้อง…” แต่ความหมายที่แท้จริงคือ “จริง ๆ แล้วผมต้องการ…” นี่ไม่ได้แนะนำว่าไม่ให้คุณซื้อของที่ต้องการ (แค่จะให้คุณเห็นความต่างระหว่างความจำเป็น และความต้องการเท่านั้น) และทำให้ตัวเลขในบัญชีของคุณทำงานได้ประหยัดขึ้น

    5. ไม่ติดแบรนด์

    อาจจะขึ้นอยู่กับช่วงที่เศรษฐกิจกำลังขึ้น หรืออาจจะเป็น “การทำตัวให้เทียมหน้าเทียมตาคนอื่น” อาจจะเป็นอัตตา แต่ทุกคนเป็นเช่นนี้ เราดูเหมือนที่จะยืนยันที่ใช้สิ่งที่แพงที่สุดและดีที่สุด เมื่อรถราคา 100,000 บาท อาจจะยอมรับได้ แต่เราก็ยังพยายามซื้อรถในราคา 1,000,000 บาทอยู่ดี เสื้อราคา 500 บาทก็คุณภาพดีแต่เราเลือกที่จะซื้อเสื้อราคา 2,500 บาท เพียงเพราะมีชื่อดีไชเนอร์แปะอยู่ เราเลือกอาหารค่ำที่ภัตตาคารหรูในราคา 1,000 บาท แทนอาหารมื้อละ 200 บาทที่อร่อยพอกัน

    ไตร่ตรองว่าคุณใช้เงินไปกับอะไรและแก้ไขปรับปรุงนิสัยในการ ใช้จ่ายเงิน

    6. อย่าซื้อเพราะเพียงแค่ราคาถูกหรือลดราคา

    หลาย ๆ คนหมดเงินไปกับการชื้อของราคาถูก หรือของลดราคาเป็นจำนวนมาก เพราะคิดว่ามันคุ้มค่าและประหยัดเงิน แต่บางครั้งนั้นเมื่อลองพิจารณาดีๆ แล้ว เราจะพบว่าของราคาถูก หรือว่าของลดราคาก็ทำให้เราหมดเงินไปมากเหมือนกัน

    อย่างที่คนเขาพูดกันว่า “ของดีและถูกไม่มึในโลกจริงๆ” เพราะส่วนใหญ่แล้วเมื่อของถูกแน่นอนว่าคุณภาพของมันก็ลดลงตามไปด้วย ดังนั้นเมี่อซี้อของถูกมา ไม่นานนักมันก็พังไป ทำให้เราต้องเสิยเงินซื้อใหม่ ดังนั้นทางที่ดีก็ให้เราดูคุณภาพ และราคาประกอบกันด้วย ซึ่งหากว่าคุณภาพต่ำ แล้วหากว่าเพิ่มเงินเพียงนิดหน่อยก็จะได้ของที่คงทน และคุณภาพที่ดีกว่ามาใช้ ก็ควรจะซื้อของที่มีคุณภาพมาตีกว่า แต่ก็ไม่ต้องซื้อแบบที่มีออฟชั่นมากมาย เอาแค่เพียงพอกับที่เราใช้ก็พอ

    นอกจากนี้ของลดราคาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเสืยเงินเสียทองไปมากมายเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อเราเห็นเขาลดราคาเยอะๆ ก็อดไม่ได้ที่จะซื้อ เพราะคิดว่าคุ้มค่า แด่หลายๆ อย่างเราก็ซื้อมาเพียงแค่เพราะมันถูก แต่ไม่ได้ใช้งานอะไรได้จริง ดังนั้นทางทื่ดี เราควรจะคิดก่อนที่จะซื้อ ไม่ว่าจะเป็นของลดราคาหรือว่าเป็นของราคาถูกก็ตาม

    7. เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ

    วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะยุ่งยากในระยะแรกๆ เพราะเรานั้นไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าของแบบนี้ที่ไหนจะขายถูก ขายแพง ซึ่งหากว่าเราเสืยเวลาหาแหล่งที่ขายของถูกใกล้บ้าน หรีอที่ทำงาบได้แล้ว เราก็ควรจะยึดแหล่งนั้นเป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นของใช้ภายในบ้านอย่างผงซักฟอก นํ้ายาปรับผ้านุ่ม นํ้ายาล้างจาน หรีอว่าจะเป็นเสือผ้า เครื่องนุ่งห่มต่างๆ

    บางทีเราอาจจะมองข้ามว่าของราคาต่างกันไม่กี่บาท จะทำให้เราเสียเวลา แต่ให้เราลองคิดว่า เราจำเป็นต้องใช้ของต่างๆ เหล่านี้อยู่ทุกวัน เงินไม่กี่บาทตรงนี้ พอรวบรวมนานๆ เข้าก็กลายเป็นร้อยเป็นพันได้เหมือนกัน หากว่าเราละเลยไม่ใส่ใจ เงินที่ควรจะเป็นเงินออมตรงนี้ ก็จะหายไปในพริบตา

    8. ลองก่อนซื้อ

    นี่คือวิธีที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องใช้เงินแบบไม่ประหยัดอีกต่อไป ก่อนหน้าที่จะซื้อของคุณควรที่จะขอลองใช้ของสิ่งนั้นก่อนไม่ว่าจะเป็นการยืมหรือเช่า โดยเฉพาะสิ่งของที่มีราคาสูง ๆ ถ้าคุณรู้สึกเบื่อหรือพิจารณาแล้วว่าคุณไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันคุณก็ไม่ต้องซื้อ

    สิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นจะต้องจำเอาไว้ เมื่อเรามาซื้อของก็คือ อย่าลืมรวมค่ารถค่านํ้ามันไปกับค่าซี้อของด้วย เพราะแม้ว่าค่าของจะถูกจริง แต่ไม่คุ้มกับค่ารถหรีอว่าค่าน้ำมัน ก็ไม่ควรที่จะลงทุน เราควรจะหาซื้อของราคาถูก แถวบ้านหรือว่าแถวที่ทำงาน เพื่อประหยัดทั้งค่าของและค่ารถ

    บทความการออมเงินอย่างฉลาดนี้ ก็น่าจะทำให้ผู้อ่านหลายๆ ท่าน หันมาออมเงินใช้ เพื่ออนาคตในวันข้างหน้ากันมากขึ้นนะครับ

  • ลองอ่าน 10 สาขางานที่ได้เงินเยอะที่สุด

    เพื่อนๆ อยากทราบกันมั้ยครับว่า เรียนคณะอะไรไม่ตกงาน หรือเรียนจบไปทำอาชีพอะไรไม่ตกงาน ลองอ่าน 10 สาขางานที่ได้เงินเยอะที่สุด

    10.เศรษฐศาสตร์

    เศรษฐศาสตร์เป็นการเรียนที่ว่าด้วยเรื่องของเศรษฐกิจ การเงิน การแบ่งปันทรัพยากร ที่แฝงปรัชญาความคิดเกี่ยวกับความต้องการในผลิตภันฑ์ การลงทุน ไปจนถึงการบริหารรในะดับประเทศ ยังคงเป็นวิชาที่ต่อยอดในเชิงธุรกิจในตั้งแต่ธุรกิจระดับเล็กไปถึงจนธุรกิจระดับใหญ่

    9.วิศวกรรมคอมพิวเตอร์

    วิศวกรรมคอมพิวเตอร์วเรียนเกี่ยวกับเรื่องของการบริหาร และออกแบบงานด้านคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ รวมทั้งประสิทธิภาพการทำงานและสื่อสารกันระหว่างระบบ ยังคงเป็นที่ต้องการในยุคอินเตอร์เน็ทบูม และสมาร์ทโฟนบูม และคนที่เรียนทางสายนี้สามารถต่อยอดไปประกอบอาชีพทางด้านการหาเงินออนไลน์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย เรียกได้ว่ามีพื้นฐานทางด้านนี้ไม่เสียหลายเลยทีเดียว

    8.ฟิสิกส์

    สาชาวิชาฟิสิกส์พื้นที่ที่ต่อยอดไปทางด้าน วิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์อีกหลายแขนง ว่าด้วยเรื่องของแก่นการเคลื่อนไหวของสิ่งของต่าง ๆ ตามธรรมชาติ และแรงต่าง ๆ (รวมถึงแรงโน้มถ่วง แรงดัน แรงปะทุ) จนไปถึงระดับของอนุภาค สาชาวิชาด้านนี้เน้นไปทางด้านการเป็นอาจารย์สอนตามโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และทำงานด้านวิจัยให้กับองค์กรต่าง ๆ

    7.วิศวกรรมชีวภาพการแพทย์

    สาขาวิชาที่กำลังเป็นที่ต้องการ และกลายเป็นวิชาที่ต้องการพื้นฐานระหว่าง วิศวกรรมศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ และชีววิทยา ซึ่งมีคนให้จำกัดความไปในเชิงของการนำความรู้มาประยุกต์ใช้เป็น กระบวนการรักษา เครื่องมือรักษาทางการแพทย์ (ในประเทศไทย ยังถือเป็นสาชาวิชาที่ค่อนข้างใหม่มาก)

    6.คณิตศาสตร์ประยุกต์

    อีกสาขาวิชาพื้นฐานเช่นกัน ซึ่งต่อยอดไปในทางการเงิน สถิติ สมการการเคลื่อนที่อนุภาคของไหล สมการการแพร่ความร้อน แม้กระทั่ง การคำนวณหาเส้นทางการเดินทางที่สั้นที่สุด การแก้โจทย์เกมที่เร็วที่สุด ดังนั้น โดยหลักการแล้ว จบมาเป็นอาจารย์ นักวิเคราะห์ แต่ด้วยการประยุกต์ที่หลากหลายแล้ว ก็สามารถเป็นนักวิเคราะห์เชิงบริหาร หรือเชิงธุรกิจได้เช่นกัน

    5.วิศวกรรมนิวเคลียร์

    ปริญญาที่เน้นหนักมาในเรื่องที่หลายคนสนใจมากๆคือ พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นพลังงานบริสุทธิ์ สำหรับมนุษยชาติที่่จะทดแทน พลังงานอื่นๆ ยั่งยืนกว่า ประหยัดกว่า แต่ก็แฝงด้วยอันตรายมหาศาลหากไม่จัดการให้ดีพอ หรือทำไปใช้ในการทำลายล้าง

    4.วิศวกรรมไฟฟ้า

    วิศวกรรมไฟฟ้า จะเกี่ยวข้องกับ ด้านพลังงานไฟฟ้า วงจรอิเลคทรอนิกส์ สัญญาณไฟฟ้า การสื่อสาร แม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น (บางแห่งก็จะแบ่งแยกกันอย่างชัดเจนไปเลย) ไม่ว่าจะแยกสายไหน ก็เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งนั้น ในยุคดิจิตอลเช่นนี้ ทุกอย่างล้วนแต่ต้องใช้ไฟฟ้าในการดำเนินการ (ดำเนินชีวิตด้วยซ้ำ)

    3.วิศวกรรมเคมี

    วิศวกรรมสายที่เกี่ยวข้องสายการผลิตอุตสาหกรรมหลายอย่าง เช่น โพลีเมอร์ บรรจุภัณฑ์ สารเคมีต่างๆทั้งสำหรับ อุตสาหกรรม การเกษตร อาหาร (แม้แต่ปิโตรเลียมก็ ถือว่าเป็นการคาบเกี่ยวกับพื้นฐานความรู้ของวิศกรรมเคมี) คนที่จบสายนี้สำหรับประเทศไทย เป็นที่ต้องการของสายอุตสาหกรรมการผลิตแถบนิคมอุตสาหกรรม

    2.วิศวกรรมอวกาศ

    วิศวกรรมที่ว่าด้วยเรื่องของอุปกรณ์และพาหนะสำรวจในอวกาศ รวมถึงดาวเทียม ซึ่งแน่นอนว่า สภาพไร้แรงโน้มถ่วง สภาพแรงโน้มถ่วงที่ต่างกัน รังสีที่อันตราย เชื้อเพลิงที่ต้องใช้ เป็นประเด็นที่นมุษยศาสตร์สงสัย ประเทศที่มีความต้องการคนจบสายนี้แน่ๆคือ สหรัฐฯ รัสเซีย และจีน (แต่ปริญญา มีให้เรียน ใน อังกฤษ ออสเตรเลีย และในยุโรปหลายประเทศเช่นกัน)

    1.วิศวกรรมปิโตรเลียม

    เมื่อพลังงานนิวเคลียร์ยังไม่ได้ถูกยอมรับ 100% พลังงานเดิมยอดฮิตอย่างปิโตรเลียมยังคงเป็นที่ต้องการเรื่อยๆและสูงขึ้นๆ (ตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ) สาขาวิชานี้ว่าด้วยการสกัดสารไฮโดรคาร์บอน เชื้อเพลิงที่พวกเราใช้กันนี้แหละ คนเรียนสาขานี้ จึงกลายเป็นที่ต้องการและการสอบเข้าก็แข่งขันสูงไปด้วยครับ

  • ทฤษฎี Aidas ทฤษฎีการขายอันโด่งดัง

    หลายๆ ท่านที่ทำธุรกิจ บางท่านก็อาจจะจบทางด้านบริหารธุรกิจมาโดยตรง แต่สำหรับบางท่านแล้วก็อาจะไม่ได้ศึกษามาทางด้านบริหารธุรกิจโดยตรง ทำให้พลาดโอกาสในการศึกษาทฤษฎีต่างๆ ในเชิงธุรกิจไป ซึ่งวันนี้ผมได้หยิบยกทฤษฎีการขายในทางธูรกิจมาให้ได้ลองอ่านกันดู ซึ่งทฤษฎีที่ว่านี้ก็คือ ทฤษฎีไอดาส (Aidas Theory) ซึ่งทฤษฎี Aidas นี้เป็นทฤษฎีการขายที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับพ่อค้าแม่ขาย หรือท่านที่ทำธูรกิจส่วนตัว เอาหล่ะครับเรามาเริ่มศึกษาทฤษฎี Aidas ทฤษฎีการขายอันโด่งดังกันเลยนะครับ

    ทฤษฎีการขาย Aidas ตัวที่หนึ่ง : A (Attention)

    แปลว่า ความตั้งใจ หรือความเอาใจใส่

    ซึ่งเราต้องใส่ใจในการผลิตสินค้า หรือบริการ ให้ออกมาอย่างมีคุณภาพตามที่ได้วางไว้ ใส่ใจในการปรับปรุงแก้ไขสินค้า หรือบริการในทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้สินค้าที่ดีตรงตามมาตรฐานให้ได้มากที่สุด

    ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องรู้จุดแข็ง และจุดอ่อนของสินค้า หรือบริการของเรา เช่น ข้อดี คือ มีคุณภาพ ข้อด้อย คือ ราคาที่อาจจะแพงกว่าสินค้าในท้องตลาดประเภทเดียวกัน และเราต้องตอบลูกค้าได้อย่างทะลุปุโปร่งถึงสินค้า หรือบริการของเราว่ามีคุณประโยชน์ที่ลูกค้า หรือผู้ใช้บริการจะได้รับอย่างไรบ้าง

    ทฤษฎีการขาย Aidas ตัวที่สอง : I (Interest)

    แปลว่า ความสนใจ

    ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่า ธุรกิจตอนนี้นั้นมีสินค้า และบริการอยู่มากมายนับกันไม่หมดว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ และจะมีพวกแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ แต่คุณเคยสงสัยมั้ยว่า ในบรรดาแบรนด์อันมากมายมหาศาล คุณสามารถจำได้ทั้งหมดกี่แบรนด์ คำตอบน่าจะอยู่ในหลักร้อยแบรนด์ ซึ่งคำตอบก็คือว่า เป็นเพราะแบรนด์ที่คุณจำได้ แบรนด์เหล่านั้นสร้าง Interest คือ สร้างความสนใจขึ้นมา จนคุณได้จดจำแบรนด์เหล่านั้นไว้ บางแบรนด์คุณก็อาจจะไม่เคยไปซื้อสินค้า หรือบริการของเค้า แต่เห็นจนจำได้ เพราะเค้าใช้การโปรโมท สร้างความสนใจ ดึงคนเข้ามานั่นเอง

    ถ้าคุณเป็นเจ้าของสินค้า หรือบริการ ก็จะต้องใช้โลโก้ หรือสโลแกน มาเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดให้ผู้คนจดจำแบรนด์ของคุณให้ได้ และต้องปฏิบัติตามสโลแกนที่ได้สร้างขึ้นมา

    ทฤษฎีการขาย Aidas ตัวที่สาม : D (Desire)

    แปลว่า ความปรารถนา

    ความปรารถนานั้นเป็นสิ่งที่มันมากกว่าความต้องการ มันคือความหลงใหล ที่ดึงลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้า หรือบริการของคุณ ซึ่งวิธีการสร้าง Desire หรือความปรารถนาให้บังเกิดในตัวลูกค้า จะเหมาะสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม ที่ลูกค้ามีกำลังซื้อในระดับสูง และต้องการความแตกต่าง เช่น บริษัทขายกระเป๋าแบรนด์เนมที่จะขายกระเป๋าให้ลูกค้า สาขาละ 10 ใบเท่านั้น ขายครบ 10 ใบแล้ว ค่อยมาซื้อใหม่วันพรุ่งนี้ หลักการตลาดแบบนี้จะทำให้ลูกค้าเกิดความปรารถนาจะได้สินค้านี้ไปครอบครอง ทำให้สินค้าเราดูมีระดับ จะทำให้วันต่อๆ ไป ลูกค้าต้องมาจองคิวซื้อสินค้ากัน

    ทฤษฎีการขาย Aidas ตัวที่สี่ : A (Action)

    แปลว่า การกระทำ

    การกระทำในที่นี้ คือ การตกลงที่จะซื้อสินค้า หรือบริการนี้กับคุณ สำหรับวิธีการทำให้ลูกค้าซื้อสินค้า หรือบริการของเรานั้น ก็สามารถกระทำได้ด้วยการประชาสัมพันธ์ถึงแบรนด์ของคุณให้ลูกค้าทราบ ผ่านสื่อการโปรโมทต่างๆ ถ้ามีเงินทุนหนาหน่อย เป็นแบรนด์ดัง ก็โฆษณาทางทีวี หรือหนังสือพิมพ์ แต่ถ้ามีเงินทุนน้อยหน่อย ก็โฆษณาประชาสัมพันธ์ลงนิตสาร หรือเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือบริการของเรา เช่น ขายกระเป๋า ก็ไปลงโฆษณาในนิตสารที่เกี่ยวกับผู้หญิง หรือเว็บไซต์เกี่ยวกับแฟชั่นต่างๆ หรือทำ Fanpage ขึ้นมาโปรโมทสินค้าของเราเองร่วมด้วย ซึ่งสินค้า และบริการในปัจจุบันนี้ จะมีเว็บไซต์ หรือ Fanpage เป็นของตัวเอง เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาดูรายละเอียดของสินค้าได้ง่ายขึ้น หรือถ้าสามารถซื้อสินค้าผ่านเว้บไซต์ได้เลย ยิ่งดีใหญ่ เป็นการเพิ่มช่องทางในการขายได้มากขึ้น

    ทฤษฎีการขาย Aidas ตัวที่ห้า : S (Satisfaction)

    แปลว่า ความพึงพอใจ

    ซึ่งก็เป็นการสร้างคุณสมบัติพิเศษของสินค้า หรือบริการ ให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจเมื่อมาซื้อ หรือมาใช้บริการ ซึ่งก็มีหลักการง่ายๆ คือ สินค้า หรือบริการของคุณจะต้องออกสู่ตลาดให้เร็วกว่าคู่แข่ง ต้องมีคุณสมบัติเหนือกว่าสินค้าคู่แข่ง และสุดท้ายราคาต้องสมเหตุสมผล ไม่แพงลิบลิ่วจนเอื้อมไม่ถึง ถ้าราคาของสินค้า หรือบริการของคู่แข่งอยู่ที่ 1 พันบาท ของเราจะต้องขายที่ 950 บาท โดยที่ยังคงได้กำไรอยู่ เพราะคนส่วนใหญ่ชอบสินค้าราคาที่ถูกกว่ากันทั้งนั้น นอกจากว่าสินค้าของคุณอยู่ในระดับบน คู่แข่งขายที่ 2 พันบาท แต่คุณขาย 3 พันบาท แพงกว่ามาก แต่ลูกค้าซื้อเพราะแบรนด์ของคุณ ซื้อเพราะคุณภาพสินค้าที่อยู่ในระดับดีเยี่ยมจริงๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณก็เพียงแค่ทำสินค้า หรือบริการให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด เพราะคุณสามารถทำให้ลูกค้าซื้อที่แบรนด์ ไม่ใช่ซื้อที่ราคาได้แล้ว

    สรุป

    สำหรับทฤษฎี Aidas ทฤษฎีการขายอันโด่งดังนี้ ท่านที่จะเป็นกลยุทธ์ใช้ในทางธุรกิจการค้า ก็สามารถนำไปใช้ได้เลยนะครับ ธุรกิจในปัจจุบันนี้มีการแข่งขันสุง เราจำเป็นต้องมีกลยุทธ์การขายติดตัวไว้เพื่อพัฒนาแบรนด์ของเราให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งในเชิงธุรกิจแล้วในเรื่องทฤษฎีการขายก็ยังมีมากมายอีกหลายอย่าง แต่ทฤษฎี Aidas นี้ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งถ้าได้ลองนำทฤษฎีการขายนี้ไปใช้แล้ว น่าจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับสินค้าของท่านได้อย่างแน่นอน

  • วิธีขายครีมมะหาดให้ประสบความสำเร็จ

    “อาชีพเสริม” บางคนที่ได้ยินคำนี้ถึงกับหูผึ่งกันเลยทีเดียวแล้วต้องตามมาด้วยคำถามที่ว่า “ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร” ไม่ใช่อะไรหรอก ผมเองนี่แหละที่เป็นคนสนใจ การทำงานเสริมทำให้รายได้เข้ากระเป๋าเพิ่มมากขึ้นใครจะไม่สนใจละครับ จริงไหม แต่ก็อย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันใช่ว่าจะหาทำกันได้ง่ายๆ ซะเมื่อไหร่กันล่ะ บางทียอมลงทุน ลงแรง แต่กลับโดนหลอก เป็นใครก็เข็ดขยาด ไม่กล้าทำ กลัวโดนหลอกอีกใช่ไหมล่ะครับ เพราะฉะนั้นเราจึงควรหางานที่ทำแล้วเห็นผลได้จริง เพื่อนๆ ก็ค่อยๆ สรรหากันไป ตามแต่ความถนัดของแต่ละคนว่าถนัดแนวไหนกันบ้าง

    วันนี้ก็มีอีก อาชีพเสริมที่จะมาแนะนำให้เพื่อนๆ ที่สนใจที่หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้ลองไปทำกันดูนะครับ ผมคิดว่างานนี้น่าจะเหมาะกับคนที่ชอบขายของและรักสวยรักงามนะ เพราะมันคือ การขายครีม หรือ โลชั่นทาผิว อย่างปัจจุบันนี้ครีมที่ได้รับความสนใจคงจะหนีไม่พ้น ”ครีมมะหาด” ขายได้อย่างแน่นอนเลยครับ เพราะตลาดกำลังบูมมากเลย แถมประเทศไทยยังมีผู้หญิงเยอะกว่าผู้ชายหลายเท่านัก แสดงถึงตลาดของเราที่กว้างพอสมควร มีผู้หญิงที่ไหนที่ไม่รักสวยรักงาม ไม่อยากดูแลผิวตัวเองบ้างจริงไหมละครับ แล้วครีมมะหาดก็ทำจากสมุนไพรธรรมชาติและดีต่อผิวหนังของเรา ซึ่งแก่นมะหาดมีส่วนช่วยในยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว และที่สำคัญมี อย.รับรองคุณภาพมาตรฐานการผลิตอยู่แล้วว่าปลอดภัยไร้สารตะกั่วเจือปน เพราะส่วนผสมต่างๆ ล้วนมากจากธรรมชาติทั้งสิ้นเพราะฉะนั้นไม่ต้องมานั่งเครียดเลยครับว่า ใช้ไปแล้วจะเป็นอะไรไหม ยังไง เลิกคิดไปได้เลยล่ะครับ เพราะขนาดผ่าน อย.มาแล้วก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงครับ

    เภสัชศาสตร์ จุฬาฯได้ค้นพบว่า “แก่นของมะหาด” ซึ่งเป็นสมุนไพรไทย ช่วยลดความเข้มข้นของเม็ดสีเมลานินที่อยู่ในผิวหนังของคนเราได้ ซึ่งปลอดภัยและยังไม่ทำให้คนที่ระคายผิวง่าย หรือผิวบอบบาง เกิดอาการแต่อย่างใดอ้างอิงจากผลจากห้องทดลองกับหนูตะเภาว่า มีประสิทธิภาพในการลดสีผิวกับมัน ต่อมาจึงนำมาทดลองกับอาสาสมัครจำนวน 4 คน ซึ่งให้ทาสารสะกัดจากแก่นของมะหาดลงบนแขนวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เป็นเวลา 1 เดือน ได้ทำการตรวจวัดความเข้มข้นของสีผิวด้วยเครื่อง Mexameter ควบคู่ตลอดการทดลอง พบว่ามีแนวโน้มของเม็ดสีผิวที่แขนลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังพบอีกว่าไม่ส่งผลต่อการระคายเคืองผิวหนัง ต่อมาจึงเพิ่มจำนวนอาสาสมัครมากขึ้นเป็น 60 คน ใช้เวลา 3 เดือน โดยแบ่งผู้ทดลองออกเป็น 3 กลุ่มย่อย มีเพศหญิง 20 คน อายุ 20 – 48 ปี ที่มีผิวหนังปกติ ให้ทาสารสกัดมะหาดลงบนแขนวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ผลการทดลองพบว่าผิวหนังของผู้ทดลองในโครงการนี้มีผิวขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ใน 1 เดือน

    เป็นไงบ้างครับเพื่อนๆ ชอบมะหาดกันหรือเปล่าครับ เพราะถ้าเราได้ทำงานที่เราถนัดและชอบ ผลงานที่เราทำออกมานั้นก็จะออกมาดีมาก เพราะเราจะตั้งใจทำสิ่งนั้นอย่างจริงจัง หรือถ้าเพื่อนๆ จะหางานอื่นทำก็ควรจะหาจากเพื่อนหรือคนรู้จักที่เคยทำงานนั้นแล้วได้ผลประโยชน์จริงๆ และควรศึกษาให้เข้าใจก่อนเพราะจะได้ไม่เสียเวลาทำ เสียความรู้สึกอีก และน่าจะปลอดภัยกว่าหางานบนระบบอินเตอร์เน็ต เพราะเกรงว่าเพื่อนๆ จะโดนหลอกกันซะมากกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีงานดีๆ อยู่เลย อย่างไรมันก็ต้องมีงานที่ดีๆ อยู่บ้าง เหมือนช้างเผือกในป่าใหญ่ไงครับ ยังไงก็ขอให้เพื่อนๆ โชคดีในการตามหางานที่จะเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง สู้ต่อไปครับ

  • สูตรวิธีทำลูกชุบ พร้อมคำแนะนำในการขายลูกชุบ

    ลูกชุบ
     

    สวัสดีครับ สำหรับวันนี้ผมก็จะพาท่านผู้อ่านทุกท่านมาทำความรู้จักกับลูกชุบ ว่าลูกชุบมีวิธีการทำอย่างไร และจะนำไปขายอย่างไร รับรองว่าบทความนี้ต้องให้เนื้อหาสาระกับท่านที่ชื่นชอบในการทำขนมไทยได้ไม่มากก็น้อย แต่ก่อนอื่นเรามาลองอ่านประวัติของลูกชุบกันก่อนนะครับ

    ประวัติลูกชุบ

    ลูกชุบจริงๆ แล้วนั้นเป็นขนมประจำถิ่นของชาวโปรตุเกส ในแคว้นอัลการวี (Aigaeve) ชาวโปรตุเกสจะเรียกลูกชุบว่า Massapa’es โดยในสมัยก่อน ส่วนผสมหลักของลูกชุบจะใช้เม็ดอัลมอนด์ นำมากวนกับน้ำมันมะกอก และน้ำตาล และนำมาปั้นเป็นรูปต่างๆ เพื่อเอาไว้ประดับหน้าเค้ก ลูกชุบนั้นได้เข้ามาในประเทศไทยนานหลายร้อยปีแล้ว ผู้ที่นำเข้ามาคือ มาดามดอนญา มาเรีย กิอูมาร์ เดอ ปินา หรือมีชื่อในภาษาไทยว่า ท้าวทองกีบม้า (ชื่อเพี้ยนเสียงมาจาก กิอูมาร์) ซึ่งในประเทศไทยไม่มีเม็ดอัลมอนด์ ท้าวทองกีบม้าจึงได้นำถั่วเขียวมาใช้แทนเม็ดอัลมอนด์ จนกลายเป็นขนมลูกชุบแบบไทยๆ ซึ่งในสมัยก่อนการทำลูกชุบมักนิยมทำให้แก่เด็กๆ ในช่วงเทศกาลสำคัญ

    แต่ในปัจจุบันลูกชุบนั้นแพร่หลายขึ้น มีการนำมาขายตามที่ต่างๆ และในอนาคตลูกชุบจะเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากตอนนี้มีการส่งออก และได้มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ใส่ลูกชุบในรูปแบบใหม่ๆ และตอนนี้ก็มีการเปิดคอร์สสอนการทำลูกชุบ เพื่อสร้างรายได้สร้างอาชีพให้กับผู้ที่สนใจขนมไทยชนิดนี้ล

    สูตรวิธีการทำลูกชุบสูตรที่ 1

    อุปกรณ์การทำลูกชุบ

    – สีผสมอาหาร
    – หลอดหยด เอาไว้ใช้หยดสี
    – ถ้วยขนาดเล็กสีขาว เอาไว้สำหรับการผสมสี ใช้ถ้วยสีขาว จะได้เห็นสีชัดเจน
    – ไม้ไผ่นำมาเหลาปลายแหลมทั้ง 2 ข้าง หรือไม้เสียบลูกชิ้นก็ได้ ใช้เพื่อเสียบลูกชุบก่อนลงสี และปักลงบนโฟม
    – โฟม ใช้เป็นที่เสียบพักลูกชุบ เพื่อเตรียมนำไปทาสี และชุบวุ้นต่อไป
    – ขวดฉีดน้ำสำหรับพ่นสี ควรแยกสีแต่ละขวด ซึ่งใช้มือระบายสี จะทำให้ทำลูกชุบได้ช้า และได้ผลผลิตน้อย ในปัจจุบันนิยมลงสีด้วยการพ่นมากกว่า
    – พู่กัน ไว้ใช้สำหรับทำลวดลายที่ต้องการให้ดูเหมือนของจริง
    – หม้อแสตนเลส ไว้ใช้ผสมวุ้น
    – มีดบาง เอาไว้สำหรับตัดวุ้นส่วนเกิน
    – กรรไกร เอาไว้ตัดใบไม้ และวัสดุตกแต่ง
    – ตะเกียบ หรือไม้จิ้มฟัน ใช้ช่วยตกแต่งรูปทรงของลูกชุบ
    – อ่างใส่น้ำ เอาไว้จุ่มน้ำล้างมือทุกครั้งที่มีถั่วติดมือ
    – ผ้าขาวบาง บิดหมาดๆ เอาไว้ใช้คลุมลูกชุบที่ปั้นเสร็จ
    – ผ้าเช็ดมือที่สะอาด และซับน้ำได้
    – พิมพ์มือ และเครื่องพิมพ์อัตโนมัติ เอาไว้สำหรับทำลวดลาย
    – เครื่องกวนอัตโนมัติ จะสะดวก รวดเร็วกว่าการกวนถั่วด้วยแรงคน
    – ถาดวางพักวัสดุอุปกรณ์
    – กล่องพลาสติก เอาไว้ใส่ลูกชุบที่ปั้นเสร็จ

    ส่วนผสมการทำลูกชุบ

    ซึ่งสูตรนี้จะใช้ทำลูกชุบ 50 ลูก ส่วนผสมจะประกอบด้วย

    ส่วนผสมเนื้อในลูกชุบ
    – ถั่วเขียวเลาะเปลือก 100 กรัม
    – น้ำกะทิ 50 กรัม
    – น้ำตาลทรายขาว 100 กรัม

    ส่วนผสมการเคลือบขนม
    – วุ้นผง
    – น้ำเปล่า
    – น้ำตาลทรายขาว

    วิธีการทำลูกชุบ

    สำหรับขนมลูกชุบจะเป็นขนมที่ทำมาจากถั่วกวน วิธีการผลิตมีทั้งหมด 5 ขั้นตอน คือ การกวน การปั้น การลงสี การชุบวุ้น และการแต่งกลิ่น

    วิธีการกวนลูกชุบ

    – วิธีการกวนลูกชุบ เริ่มจากให้เรานำถั่วเขียวไปล้างให้สะอาด และแช่ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง
    – เมื่อครบ 1 ขั่วโมงแล้ว ให้นำถั่วเขียวมาเทใส่ผ้าขาวบาง ให้สะเด็ดน้ำ และนำไปนึ่งให้สุกอีก 1 ชั่วโมง แล้วพักไว้
    – ให้ลองจับถั่วดูว่านิ่มทั้งเม็ดแล้วหรือยัง ถ้านิ่มทั้งเม็ดแล้ว ให้นำมาบดด้วยเครื่องบดให้ละเอียด
    – นำถั่วที่บดเรียบร้อยแล้ว เทใส่ลงในกระทะทองเหลืองที่มีน้ำกะทิอยู่ กวนให้เข้ากัน และใส่น้ำตาลตามลงไป
    – เสร็จแล้วจึงยกไปตั้งไฟอ่อนๆ และใช้ไม้พายกวนไปทางเดียวกันเพื่อให้ถั่วเหนียว และไม่ติดกระทะ เสร็จแล้วพักไว้
    – ให้เราลองจับขึ้นมาปั้นดู ถ้าปั้นเป็นรูปร่างได้ เป็นอันใช้ได้
    – ถ้าเรากวนด้วยเครื่อง ให้เอาถั่วที่ระอุใส่ลงในเครื่องกวน ใช้เวลากวนประมาณ 1 ชั่วโมง ไม่เกินกว่านี้ เนื้อถั่วจะละเอียด ไม่เป็นเม็ดทราย จะสามารถย่นเวลากว่าการปั้นมือ ซึ่งนานหลายชั่วโมง

    วิธีการปั้นลูกชุบ

    – วิธีการปั้นลูกชุบ เราจะใช้วัสดุอุปกรณ์ช่วย ซึ่งก็มี ไม้จิ้มฟัน ตะเกียบ ผ้าเข็ดมือ และอ่างน้ำ
    – ต่อมาให้นำถั่วกวนที่เราเตรียมไว้ ตักออกมาใช้ตามปริมาณที่เราต้องการ และเป่าด้วยพัดลม
    – ถั่วกวนส่วนที่เหลือ ให้เก็บใส่ถาดไว้ ไม่ต้องเอาเข้าตู้เย็น
    – ถั่วที่นำไปผึ่งพัดลมแล้ว ให้นำมาใส่ถุงหนาๆ และนวดให้เนื้อถั่วเข้าด้วยกัน
    – เสร็จแล้วนำมาแบ่งตามขนาดที่เราจะปั้น ส่วนถั่วกวนที่เหลือ ให้เราใช้ผ้าดิบที่สะอาดๆ นำมาชุบน้ำคลุมเอาไว้
    – การปั้นลูกชุบ ควรจะแบ่งถั่วให้เท่าๆ กัน จะทำให้ลูกชุบ แต่ละลูกมีขนาดเท่ากัน และต้องคอยล้างมือในอ่างล้างมือ ไม่ให้ถั่วติดมือ
    – สำหรับการปั้นลูกชุบด้วยแม่พิมพ์ ถ้าเราได้เนื้อถั่วที่พร้อมปั้นแล้ว ก็ให้นำมากดลงบนแม่พิมพ์ เราก็จะได้เป็นลวดลายตามที่ต้องการ วิธีนี้ทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก และรวดเร็ว

    วิธีการลงสีลูกชุบ

    – วิธีการลงสีลูกชุบ เราจะใช้อุปกรณ์ประกอบด้วย สี ภาชนะผสมสี พู่กัน และน้ำ
    – ขั้นแรกการลงสี ให้เราเตรียมนำลูกชุบตามรูปที่เราต้องการ นำมาเสียบไม้เตรียมไว้ และนำมาปักลงบนโฟม ลงสีสันตามที่เราต้องการ
    – สำหรับการลงสีด้วยการพ่น วิธีการคือ ใช้ที่ฉีดน้ำพ่น แทนการใช้พู่กัน แต่เราจะต้องเรียงลูกชุบให้เป็นแถวบนแผงโฟม นำสีที่ผสมเรียบร้อยแล้ว พ่นรอบๆ ไปให้ทั่ว แล้วพักไว้ให้แห้ง เตรียมนำไปชุบวุ้นต่อไป

    วิธีการชุบวุ้น

    – วิธีการการชุบวุ้นจากลูกชุบ 50 ลูก จะใช้ผงวุ้นประมาณ 5 กรัม ผสมเยลลี่หรือเจลาติน จะทำให้ลูกชุบดูสีสดใส
    – ส่วนผสมการทำวุ้น จะใช้น้ำ 150 กรัม น้ำตาลทราย 20 กรัม อุปกรณ์ในการทำก็มี มีด และหม้อ – เริ่มจากการนำส่วนผสมการทำวุ้นทั้งหมดใส่ลงไปในหม้อ และยกตั้งไฟกลางๆ
    – ขั้นตอนนี้ต้องคนตลอด ถ้าไม่คนตลอด วุ้นจะไหม้ติดหม้อ
    – เมื่อวุ้นละลายหมดแล้ว จะมีลักษณะเป็นฟอง ให้เราเปิดไฟอ่อนๆ และคนอีกนิดหน่อย และปิดไฟ – ใช้ปาดฟองทิ้ง และให้นำลูกชุบที่ลงสีแล้วมาชุบวุ้นที่เตรียมไว้ 1 ครั้ง และปักไว้บนโฟม และรอให้แห้ง – สำหรับการชุบครั้งที่ 2 และ 3 ต้องพักไว้ให้แห้งสนิท
    – ต่อมาให้รูดลูกชุบออกจากไม้ และตกแต่งส่วนที่เกินออกไป
    – และนำใบไม้มาใส่ให้ดูสวยงาม การวางลุกชุบ ให้วางลูกชุบแยกสีกัน เพราะถ้าวางรวมกัน สีจะตก – สำหรับวุ้นที่เกินออกมา สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
    – ต่อมาให้นำโฟมที่ปักขนมลูกชุบ ที่เราพ่นสีไว้แห้งดีแล้ว ให้นำมาชุบวุ้นในภาชนะที่ผสมวุ้น ให้ได้ขนาดใหญ่กว่า หรือเล็กกว่าแผงโฟม
    – นำแผงโฟมจุ่มคว่ำลงไปในหม้อวุ้น
    – ต่อจากนั้นยกขึ้นทันที และรอให้วุ้นสะเด็ดน้ำ ค่อยหงายแผงโฟมขึ้น
    – ทำซ้ำให้ครบทุกแผง ให้รอจนแผงแรกแห้ง และนำไปชุบครั้งที่ 2 และให้รอแห้ง
    – เอาลูกชุบออกจากไม้ ตกแต่งส่วนเกิน และเสริมใบไม้ให้ลูกชุบดูสวยงาม

    วิธีการแต่งกลิ่นลูกชุบ

    – การแต่งกลิ่นลูกชุบ จะทำให้ลูกชุบมีกลิ่นหอม เริ่มจากนำถั่วที่กวนเรียบร้อยแล้ว พักจนเย็น และนำมาใส่ในภาชนะที่มีฝาปิด ที่ไม่ใช่พลาสติก
    – ให้นำถ้วยกระเบื้องเล็กมาวางไว้ตรงกลางถั่วกวน
    – ต่อมาจุดเทียน ให้เปลวไฟติด แล้วพอดับไฟ จะเกิดควัน
    – ให้เราวางเทียนลงบนถ้วยกระเบื้อง ปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง
    – ต่อจากนั้น ให้กลับถั่วด้านบนลงด้านล่าง และจุดเทียนอบใหม่อีกครั้ง และปล่อยทิ้งไว้ค้างคืน

    สูตรวิธีการทำลูกชุบสูตรที่ 2

    ส่วนผสมการทำถั่วกวนสำหรับปั้นตัวขนม

    – ถั่วเขียวผ่าซีก 2 ถ้วย (นึ่งให้สุก และบดให้ละเอียด)
    – น้ำกะทิ 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    อุปกรณ์การทำลูกชุบ

    – ไม้เสียบลูกชิ้นขนาดเล็ก
    – สีผสมอาหาร
    – พู่กันทาสี
    – แผ่นโฟม
    – ถ้วยสำหรับใส่สี

    วิธีการทำลูกชุบ

    – ขั้นตอนแรกนะครับ ให้เทถั่วเขียวนึ่งสุก และส่วนผสม คือ น้ำตาลทราย น้ำกะทิ และเกลือ ใส่ทั้งหมดลงไปในเครื่องปั่นครับ
    – เมื่อปั่นส่วนผสมจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้นำมาเทใส่กะทะ เพื่อกวนให้เหนียวพอที่จะปั้นได้ ให้ใช้ไฟร้อนแบบปานกลางพอนะครับ
    – ให้ลองตักถั่วในกะทะขึ้นมา อาจจะยังร้อนอยู่ ให้ใช้ถุงมือมาจับปั้นดู ถ้าปั้นๆ แล้ว ถั่วไม่ติดถุงมือถือว่าใช้ได้แล้ว
    – ขั้นตอนต่อมา เราก็มาปั้นผลไม้กัน จะปั้นผลไม้แบบใดก็ได้ แล้วแต่คนทำเลยครับ
    – เมื่อเราปั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อมาให้นำมาทาสีครับ และทิ้งไว้รอให้สีแห้งสักพักนะครับ
    – แต่ถ้าสียังไม่แห้ง ห้ามนำมาชุบวุ้นนะครับ เพราะจะทำให้สีตกละลายใส่วุ้นครับ

    ส่วนผสมการทำวุ้นลูกชุบ

    – น้ำเปล่า 2 ถ้วย
    – ผงวุ้น 2 ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย

    วิธีการทำวุ้นลูกชุบ

    – เริ่มจากนำผงวุ้นมาผสมกับน้ำเปล่า และให้เคี่ยวไฟอ่อนๆ ครับ
    – ถ้าสีลูกชุบแห้งสนิทแล้ว ให้เรานำมาลงชุบวุ้นได้เลยครับ ให้ชุบสักสามรอบนะครับ เพื่อความเงาของลูกชุบ
    – เมื่อชุบวุ้นเสร็จ ขั้นตอนต่อมาก็คือ นำลูกชุบนำมาตกแต่งด้วยใบไม้ปลอม ให้ดูสวยงาม
    – หาภาชนะสวยๆ ไว้ จัดใส่ขนมลูกชุบ ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนครับ

    ลักษณะของลูกชุบที่ดี

    – ลูกชุบดูความเหมือนจริง และมีสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งรูปร่างและรูปทรง ตามลักษณะของสิ่งที่ปั้นเลียนแบบ
    – มีสีสันสวยงาม และรสชาติหวานมัน
    – ผิวสัมผัสของลูกชุบต้องนุ่มนวล เนื้อเนียน
    – วุ้นที่เคลือบ จะต้องไม่หนาจนเกินไป และจะต้องมีมีลักษณะเป็นมันแวว
    – วัสดุที่ใช้ตกแต่งลูกชุบ ต้องไม่เป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

    การขายลูกชุบ.jpg
     

    การบรรจุกล่องลูกชุบ

    – ให้บรรจุลูกชุบในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้
    – น้ําหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของลูกชุบในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากลูกชุบ

    ที่ภาชนะบรรจุขนมชั้นทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ลูกชุบแสนอร่อย ลูกชุบสุดหวาน
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายลูกชุบ

    สำหรับการทำลูกชุบก็ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ ถ้าใครอยากเรียนเพิ่มเติมก็ลองติดต่อโรงเรียนสอนทำขนมไทยดูนะครับ ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายที่เลย ส่วนถ้าใครคิดว่าปั้นไม่สวยจริงๆ ในปัจจุบันนี้ก็ได้มีการผลิตเครื่องปั้นลูกชุบขึ้นมาแล้ว เพื่อเป็นการลดเวลาในการปั้นไปด้วย ส่วนจะสวยกว่าปั้นด้วยมือ หรือปั้นด้วยมือสวยกว่า อันนี้ต้องลองดูนะครับ แต่ถ้าขายในปริมาณเยอะๆ เราก็จำเป็นที่จะต้องจ้างพนักงานฝ่ายผลิตมาช่วยเราทำ หรือถ้าไม่จ้างพนักงานฝ่ายผลิต เราก็จำเป็นต้องใช้เครื่องปั้นลูกชุบแทน

    ซึ่งการวางลูกชุบลงในกล่องพลาสติก เราก็ต้องอะไรมารองเพื่อความสะอาด เช่น ใบตอง หรือพลาสติกใส เป็นต้น

    สำหรับลูกชุบนั้นในปัจจุบันนี้ได้นำมามอบให้กันในงานที่เป็นมงคล เช่น งานแต่งงาน งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ หรือเทศกาลต่างๆ เช่น วันปีใหม่ วันวาเลนไทน์ วันสงกรานต์ เป็นต้น ซึ่งในช่วงเทศกาลก็เป็นช่วงกอบโกยรายได้คูณสอง หรือคูณสาม ยกตัวอย่างเช่น

    – การจัดกระเช้าลูกชุบเพื่อมอบในวันปีใหม่
    – การปั้นลูกชุบสวยๆ เป็นของขวัญในวันวาเลนไทน์
    – การจัดพานผลไม้มงคลเนื่องในวันเกิด
    – ลูกชุบเป็นรูปขนมไหว้พระจันทร์

    ถ้าช่วงที่ไม่ได้เป็นเทศกาล ลูกชุบก็ยังคงขายได้เรื่อยๆ ขอแค่มีทำเลที่ดีๆ อยู่ในเขตชุมชนที่มีเดินกันเยอะๆ สร้างแบรนด์ให้ติดตลาด ถ้านึกถึงลูกชุบ ต้องนึกถึงเรา เราทำแล้วต้องเป็นระดับต้นๆ ในวงการลูกชุบถึงจะอยู่ในวงการการชายลูกชุบไปได้นาน

    ทำขนมอร่อย ทำเลดี การตลาดดี บริการประทับใจ เป็นสูตรสำเร็จที่ร้านขายลูกชุบต้องมี เพื่อทำให้ลูกค้ามาซื้อซ้ำในภายหลัง เกิดการพูดถึงร้านเราแบบปากต่อปาก ก็เป็นการช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ร้านเราไปในตัว และยิ่งในยุค Social Media นี้ การโฆษณาร้านเราก็ยิ่งง่ายใหญ่ ใช้เครื่องมือเหล่านี้ เช่น Facebook หรือ Line ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างแบรนด์ ทำให้คนรู้จักร้านเราให้มากที่สุดให้ได้

    และการทำธุรกิจขายลูกชุบนี้ ก็ไม่ได้วัดกันแค่รสชาติ และกำลังการผลิตเท่านั้น แต่ความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นหัวใจสำคัญ ที่จะดึงดูดใจลูกค้า เช่น การผลิตลูกชุบเป็นหน้าต่างๆ นอกจากหน้าแบบผลไม้ ตามแต่ผู้ทำจะครีเอทได้ เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ และหาภาชนะสวยๆ มาบรรจุ

    ผมก็ขอให้เปิดร้านขายลูกชุบ ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย กันทุกท่านนะครับ

error: Content is protected !!