Author: admin

  • STP Marketing คืออะไร

    “STP Marketing” ถูกสร้างขึ้นมาจากแนวคิดเพื่อแบ่ง และขีดกรอบความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการเข้าถึงของผู้ประกอบการ และชื่อ STP นั้นก็มาจากส่วนประกอบดังนี้

    Segmentation = การแบ่งส่วนตลาดสามารถเลือกแบ่งได้เป็นหลายแบบตามรูปแบบสินค้าหรือบริการ
    Targeting = การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนโดยเลือกจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจากการแบ่ง Segmentation
    Positioning = ตำแหน่งหรือจุดยืนของสินค้าหรือบริการของเราว่ายืนอยู่บนตำแหน่งไหน จุดนี้จะสามารถบอกได้ว่าสินค้าหรือบริการของเราแตกต่างจะคนอื่นอย่างไร

    การแบ่ง Segmentation การแบ่งส่วนตลาดนี้เริ่มมาจากแนวคิดที่ว่า สิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกย่อมมีความต้องการที่ต่างกัน สินค้าหรือบริการ หนึ่งชิ้นไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทั้งหมดได้นั่นเอง

    โดยการแบ่ง Segmentation นี้จะทำให้การวางแผนการตลาดและการขายง่ายขึ้นเนื่องจากเราสามารถวางแผน การตลาดได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และความต้องการของแต่ละกลุ่มได้ โดยสามารถแยกวิธีการแบ่งนี้ได้ออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ

    1. Demographic Segmentation : การแบ่งตามหลักประชากรศาสตร์ โดยแบ่งจาก อายุ เพศ รายได้ โสดหรือแต่งงาน เป็นต้น
    2. Psychographic Segmentation : การแบ่งตามหลักจิตวิทยา หรือตัวอย่างเช่น แบ่งตามสีที่ชอบ Lifestyle รสชาติอาหารที่ชอบ หรือแม้กระทั่ง ชนชั้นทางสังคม
    3. Geographic Segmentation : แบ่งตามพื้นที่ที่อยู่ อาจจะแบ่งได้ตาม ภาค จังหวัด ประเทศ หรือ ขนาดบ้านพัก
    4. Behavioral Segmentation : แบ่งตามพฤติกรรม ยกตัวอย่างเช่น แบ่งตามเคยใช้สินค้าประเภทนี้บ่อยครั้งแค่ไหน หรือ เวลาในการซื้อของ

    ขั้นตอนการแบ่งตลาดแบ่งได้ออกเป็น 3 ขั้นตอนนั่นคือ

    Step 1 : Marketing Segmentation

    ขั้นตอนนี้สามารถแยกได้เป็น 2 ขั้นตอนคือ
    Mass segmentation: คือวิธีการตลาดแบบไม่ต้องคิดอะไรมากมาย วางแผนการตลาดหนึ่งแผนสามารถขายได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย นั่นคือ “สินค้าหรือบริการ 1 ชิ้น = ผู้บริโภคทุกคน”
    Segment Marketing : การแบ่งสินค้าหรือบริการสำหรับ กลุ่มผู้รับที่เหมาะสมกล่าวคือ แบ่งกลุ่มผู้รับหรือกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมกับสินค้าหรือบริการ ตามขั้นตอนที่เคยกล่าวข้างต้น
    สินค้าหรือบริการ 1 ชิ้น = กลุ่มผู้บริโภคที่เหมาะสม ในแต่ละกลุ่ม

    Step 2 : Target Market

    เมื่อแบ่งกลุ่มได้ตามความเหมาะสมของสินค้าหรือบริการของเราแล้ว ก็เจาะจงสำหรับกลุ่มที่คิดว่า เราจะตอบสนองได้ดีที่สุด การวางแผนสำหรับเจาะจงในกลุ่มที่จะนำเสนอสินค้านั้น หนึ่งองค์กรไม่จำเป็นจะต้องมีแค่ กลุ่มเดียว นั่นคือ หนึ่งองค์กรสามารถตอบสนอง ได้หลายๆกลุ่มจากสินค้าของเราที่มีหลายแบบนั่นเอง สำหรับสินค้าหนึ่งชิ้นก็สามารถตอบสนองได้หลายกลุ่ม หลาย Segment เช่นกัน แต่เราต้องสามารถระบุให้ได้ว่ากลุ่มไหนที่จะเป็นเป้าหมายของสินค้าหรือบริการนั้น

    Step3 : Positioning Strategy

    ตำแหน่งที่ควรยืน ยืนให้ถูกจุด ถูกเวลา นั่นคือหากเรามองมาจากมุมมองของลูกค้า หรือ กลุ่มที่ผู้บริโภคของเราโดยวิเคราะห์ผ่าน Segmentation และ Target Market มาแล้ว เราอยากให้เค้ามองเราที่จุดไหน และเป็นอย่างไร จุดเด่นที่เราเหนือกว่าคู่แข่งในตลาดจะเป็นตัวบอกจุดยืนของเราได้ชัดเจนที่สุด

    หากเปรียบการหา Positioning เป็นการต่อสู้ก็คงเปรียบได้เป็น เริ่มต้นด้วยการหาข้อมูลคู่แข่งและประเมินกำลังของเราเพื่อจะหาสังเวียนที่เหมาะสมกับกำลัง จากนั้นก็เลือกอาวุธที่เหมาะมือ และลงมือต่อสู้ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ต้นนั่นเอง

  • หลักการตั้งชื่อบริษัท ตั้งชื่อบริษัทอะไรดี

    หลายๆ คนเมื่อจะตั้งบริษัท จะหนักใจกับการตั้งชื่อบริษัทอย่างไรดี ไม่แพ้กับนั่งกลุ้มใจเรื่องการตลาดเลยทีเดียว การตั้งชื่อบริษัทที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณดูแตกต่างจากคู่แข่งทางธุรกิจ และยังช่วยสร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับบริษัทได้อีกด้วย ถึงแม้ชื่อบริษัทอาจจะไม่ได้มีผลโดยตรงกับการทำงานของบริษัท หรือเพิ่มยอดขายของคุณ แต่เราก็ควรพิจารณาหลัการต่อไปนี้ เมื่อเริ่มคิดจะตั้งชื่อบริษัท เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่งนะครับ

    ให้ความสำคัญกับชื่อบริษัท

    การตั้งชื่อบริษัท หรือสินค้านั้นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะคนอื่นจะรู้จักสินค้าคุณ ก็มาจากชื่อบริษัท หรือชื่อสินค้านี่แหล่ะ เหมือนคนต้องมีชื่อ และมันจะเป็นชื่อที่คุณจะต้องใช้ในการทำการตลาดด้วย ชื่อบริษัทมีผลต่อภาพลักษณ์และจุดยืนในตลาด ดังนั้นอย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล่นๆ นะครับ

    หลีกเลี่ยงการเล่นคำจำยากในชื่อ

    การเล่นคำมากไป หรือใช้คำแผลงๆ อาจจะทำให้ลูกค้าจำยาก การใช้คำที่ผวนได้จะส่งผลในด้านลบต่อศีลธรรมอันดีงาม และอาจโดนวิพากษ์วิจารณ์ได้ ควรตั้งสั้นๆ กระชับได้ใจความจะดีกว่าครับ หรือเราอาจจะให้คนอื่นช่วยอ่านออกเสียง หากอยากใช้ชื่อบริษัทที่แปลกๆ หรือใช้ภาษาท้องถิ่น ลองให้คนอื่นอ่านออกเสียงดูว่า เขาได้อ่านง่ายหรือออกเสียงถูกหรือไม่ ชื่อบริษัทที่ดีนอกจากสื่อความหมายได้ดีมีเอกลักษณ์แล้ว ยังต้องสามารถทำการสะกดและเขียนได้ง่ายอีกด้วย เพราะหลายครั้งชื่อที่ทำการเขียนและสะกดยากมักจะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นตามมาในภายหลังได้อยู่บ่อยครั้ง เช่น การทำเอกสารติดต่อต่างๆ การทำสัญญากรซื้อขายกับกิจการที่เป็นคู่ค้าของทางบริษัท รวมถึงการเขียนเช็คสั่งจ่ายมายังบริษัทของเราด้วยเพราะอาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ เช่น บริษัทล้านนา กับบริษัทลานนา มีการอ่านออกเสียงที่เหมือนกันมาก จนบางทีแทบจะออกเสียงเหมือนกันอาจสร้างความเข้าใจผิดขึ้นมาได้ นอกจากนี้แล้วยังอาจมีปัญหาในการนำชื่อไปจัดทำเว็บไซต์ของทางบริษัทที่เป็นภาษาอังกฤษด้วยเพราะไม่รู้จะสะกดเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไรอีกต่างหาก

    ไม่จำเป็นต้องใช้อักษรย่อ

    การใช้ตัวอักษรย่อให้กับชื่อบริษัท อาจจะทำให้การโฆษณา หรือสื่อสารง่ายขึ้น แต่ในบริษัทขนาดเล็กคงไม่มีกำลังทางด้านการเงินมากพอที่จะคอยบอกกลุ่มเป้าหมายว่าชื่อบริษัทนี้มีความหมายอย่างไร ดังนั้นให้ใช้ชื่อเต็มที่ไม่ต้องยาวนักจะดีกว่า เพื่อให้เกิดการจำได้ในตอนแรกก่อนครับ

    เน้นชื่อให้มีจุดเด่น

    คุณสามารถตั้งชื่อให้เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือบริการของคุณที่คิดว่าเด่นเป็นจุดขายให้บริษัท คิดง่ายๆ ว่า “บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องเฉพาะเท่านั้นที่ลูกค้าต้องการ” เช่น ทำธุรกิจคาร์แคร์ ก็อาจจะใช้ช

    ไม่ควรใช้ชื่อให้ใกล้เคียงบริษัทที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว

    ตัวอย่างเช่น กรณีของนาย Victor Moseley ที่เมืองอลิซาเบท รัฐเคนตักกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ใช้ชื่อ Victor’s Secret เป็นชื่อร้านขายของขวัญสำหรับผู้ใหญ่ และชุดชั้นในสตรี เมื่อฝ่ายกฏหมายของ Victoria’s Secret ร้านชุดชั้นในสตรีชื่อดังของสหรัฐ พบเข้าจึงได้ยื่นหนังสือฟ้องร้านของนาย Victor ในข้อหาละเมิดชื่อบริษัท แม้เขาจะรีบเปลี่ยนชื่อเป็น Victor’s Little Secret ก็ยังโดน Victoria’s Secret ฟ้องอยู่ดี เพราะถึงจะเปลี่ยนแล้ว ชื่อก็ยังใกล้เคียงกันอยู่มาก ทางที่ดีเลี่ยงนะครับ เรามาสร้างแบรนด์ด้วยชื่อของเราดีกว่าครับ

    ตั้งชื่อเผื่อวันข้างหน้า

    ธุรกิจขนาดเล็กหลายแห่งคิดว่าจะดำเนินธุรกิจแต่เพียงในระดับอำเภอหรือจังหวัดเท่านั้น แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าชื่อบริษัทจะต้องจำกัดด้วยสถานที่ที่คุณตั้งบริษัทเท่านั้น เช่น ร้านส้มตำ หัวหิน เพราะมีที่ตั้งอยู่ที่หัวหิน เมื่อในอนาคตมีลูกค้าที่สนใจจะซื้อแฟรนไชส์จากทางร้านเพราะเห็นว่ามีคุณภาพดี เกิดยกเลิกความตั้งใจอย่างกะทันหันเพราะเห็นว่าทางร้านอยู่ไกลขณะที่ตัวเองอยู่ที่กรุงเทพ จึงทำการยกเลิกการซื้อและหันไปซื้อจากร้านที่ใกล้กว่าเอามาทำเป็นแฟรนไชส์ จึงถือเป็นการเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างโดยใช่เหตุเพราะคุณอาจขยายกิจการไปจังหวัดอื่น หรือทั่วประเทศเลยก็ได้ ฉะนั้นใช้ชื่อที่เป็นกลางๆ มีเอกลักษณ์ดีกว่าครับ เผื่อในอนาคตคุณมีลู่ทางขยายกิจการ คุณก็เอาชื่อเดิมไปใช้ต่อได้เลย เช่นชื่อ ร้านส้มตำ แซ่บสุดๆ การใช้ชื่อสถานที่นำมาเป็นชื่อของบริษัทเป็นสิ่งที่ควรทำการหลีกเลี่ยงเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะกิจการอาจจะเจริญก้าวหน้าไปในอนาคต

    หลีกเลี่ยงการใช้ชื่อตัวเอง

    เจ้าของบริษัทหลายท่านมักจะใช้ชื่อตัวเองตั้งเป็นชื่อร้าน หรือชื่อบริษัท เช่น ร้านทองต่างๆ ที่เถ้าแก่จะใช้ชื่อตัวเองมาตั้ง ข้อเสียคือหากคุณวางแผนจะขายกิจการในอนาคต ชื่อร้านที่เป็นตัวบุคคลเช่นนี้ไม่ดึงดูดใจผู้ซื้อเลยเมื่อเทียบกับบริษัทที่สร้างชื่อจากสินค้าหรือบริการ เพราะถ้าเค้าซื้อร้านคุณต่อเมื่อเค้าเปลี่ยนชื่อใหม่ คนเดิมจะจำไม่ได้ เพราะเห็นว่าเป็นร้านใหม่ ทำให้คนเข้าซื้ออาจจะน้อยลง ทั้งๆ ที่ทำเลเดิม แต่อย่างชื่อเช่น ร้านทอง The best golden อันนี้เป็นชื่อกลางๆ เมื่อขายแล้ว เจ้าของใหม่ ไม่ต้องเหนื่อยกับการสร้างแบรนด์ใหม่

    ตั้งชื่อที่เอาไปทำเว็บไซต์ได้ง่าย

    ผู้บริโภคนั้นโดนกรอกหูกรอกตาด้วยชื่อบริษัทร้านค้าทุกวันอยู่แล้ว งานของคุณคือต้องเลือกชื่อที่ผู้บริโภคจะจำได้ง่าย ชื่อเว็บไซท์ควรเป็นชื่อเดียวกับบริษัทและพยายามอย่าขีดเส้นระหว่างคำ เพราะมันจำยาก เช่น คุณตั้งชื่อบริษัทว่า สุรเดชรับสร้างเว็บไซต์ เวลาคุณจะไปจดโดเมนทำเว็บคุณต้องใช้ สุรเดชรับสร้างเว็บไซต์.com ซึ่งมันจำยาก เราอาจจะจะลองตั้งชื่อบริษัทว่า make web cool เวลาเอาจดโดเมนจะได้ใช้ชื่อว่า makewebcool.com ซึ่งมันจะพิมพ์เข้าง่าย จำง่ายกว่ากันเยอะเลย

    ลองตรวจดูว่าไม่มีชื่อซ้ำ

    ถ้าเราจะตั้งชื่อบริษัทให้ดีทั้งทีควรใช้เวลาลองตรวจดูว่าไม่มีคนอื่นใช้ก่อนอยู่แล้ว แต่ถ้าหากมีก็อาจะปรับชื่อให้คล้ายๆ กันหากว่าไม่ใช่ธุรกิจที่คล้ายกัน แต่ทางที่ดีผมว่าไม่คล้ายใครเลยจะดีที่สุด ดีกับการสร้างแบรนด์ของคุณด้วย ดีกับการหลีกเลี่ยงที่จะมากล่าวหาเราว่าใช้ชื่อพ้องกับเค้าด้วย ซึ่งคุณสามารถค้นหาและไปจองชื่อนิติบุคคล ได้ที่เว็บไซท์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ที่เว็บ www.dbd.go.th ย้ำนะครับว่า ตรวจสอบให้ละเอียดเลยนะครับ จะได้ไม่มีการผิดพลาดในภายหลังครับ

    เมื่อชื่อบริษัทไม่ดี อย่าลังเลในการเปลี่ยนชื่อบริษัท

    หลายบริษัทเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้นในการตั้งชื่อบริษัทกับมีความลังเลที่จะรีบดำเนินการแก้ไข บางบริษัทถึงกับปล่อยเลยให้มันผ่านไป ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดวิธีมากๆ เพราะถ้าคิดกันถึงหลักเหตุผลแล้ว กับชื่อธุรกิจคุณยังไม่สามารถแก้ไขได้ แล้วในอนาคตปัญหาที่ใหญ่กว่านี้คุณจะสามารถแก้ปัญหาให้ผ่านลุล่วงไปได้อย่างไร วิธีการที่ดีที่สุดเมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับชื่อบริษัทไม่ว่าจะเป็นชื่อซ้ำ การสะกดผิด ตีความผิดไปจากที่ต้องการ หรือเพื่อแก้ไขปัญหาทางการตลาดที่ผู้บริโภคไม่สามารถจำชื่อบริษัทเราได้ก็แล้วแต่ ควรรีบที่จะดำเนินการแก้ไขในทันทีอย่าได้รีรอ เพราะการที่คุณสามารถแก้ไขได้เร็วมากเท่าไหร่ก็ยิ่งลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้มากเท่านั้นนั่นเอง

    สรุป

    สำหรับบทความนี้เราก็คงทราบถึงหลักการตั้งชื่อบริษัท จะตั้งชื่อบริษัทอะไรดี ซึ่งการตั้งชื่อบริษัทจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่เจ้าของธุรกิจหน้าใหม่ และหน้าเก่า ไม่ควรที่จะมองข้ามละเลยในจุดตรงนี้ไป โดยชื่อบริษัทที่ดีต้องมีองค์ประกอบในด้านต่างที่มีความชัดเจน ทั้งในเรื่องความหมาย เอกลักษณ์ จุดเด่น การอ่านออกเสียง รวมไปถึงการสะกด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทของคุณสามารถจดจำได้ง่ายในสายตาความคิดของผู้บริโภค และคู่ค้าทางธุรกิจของคุณอีกด้วย ถ้าคุณปล่อยปะละเลยในจุดนี้ไปอาจจะสร้างปัญหาให้ธุรกิจของสะดุดได้นะครับ

    เอาหล่ะครับ ตอนนี้เราก็ลองไปดูชื่อบริษัทของเรานะครับว่าดีหรือยัง สะกดยากหรือเปล่า ซ้ำกับใครหรือเปล่า ชื่อโดเมนเวลาพิมพ์ดูเว็บไซต์สะกดยาก ทำให้สะกดถูก สะกดผิดหรือเปล่า ซึ่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ก็มีผลกับธุรกิจของเราเหมือนกัน การจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องเก็บให้ได้ในทุกรายละเอียดครับ เราจะได้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจครับ

  • วิธีการทำธุรกิจรถตู้ให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการทำธุรกิจรถตู้ให้ประสบความสำเร็จ

     

    ในปัจจุบันนี้การเดินทางในแต่ละวันไม่ว่าจะไปทำงาน หรือไปเรียน หรือการทำกิจธุระต่างๆ ท่านที่ไม่ได้มีรถยนต์ส่วนตัว ก็จะใช้บริการรถโดยสารประจำทางเป็นหลัก แต่เดี๋ยวนี้มีรถตู้มาให้เราใช้บริการมากขึ้น ตามจุดต่างๆ ทำให้การเดินทางไปสู่จุดหมายไวมากขึ้น ทำให้มีผู้มาใช้บริการซ้ำเป็นประจำในวันทำงานจันทร์ถึงศุกร์ ทำให้ธุรกิจรถตู้ได้รับความนิยมมาก หลายท่านต้องการที่จะมาทำธุรกิจรถตู้นี้ วันนี้ผมก็ขอเสนอการทำธุรกิจรถตู้ให้ประสบความสำเร็จ ขอเชิญอ่านได้เลยครับ

    พนักงานขับรถ

    การทำธุรกิจรถตู้ คนที่มีหน้าที่ดูแล รักษา และรับผิดชอบรถนั้นก็คือพนักงานขับรถ ซึ่งเจ้าของธุรกิจรถตู้ จะต้องให้ความสำคัญในการคัดเลือกพนักงานขับรถอย่างเข้มงวด เพราะพนักงานขับรถจะต้องมีหน้าที่ในการรับผิดชอบชีวิต และทรัพย์สินของผู้โดยสารทั้งคัน โดยการคัดเลือกควรคัดเลือกจากวัยวุฒิ วุฒิภาวะ ประสบการณ์ในการขับรถยนต์ การทดสอบขับรถเพื่อทดสอบความสามารถ ก่อนจะเข้ามาปฏิบัติงานรับผู้โดยสาร เพื่อให้มั่นใจว่าสามรถขับรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ความชำนาญเส้นทาง

    ความชำนาญเส้นทางสำหรับพนักงานขับรถก็เป็นสิ่งสำคัญ เราควรคัดเลือกพนักงานขับรถที่นอกจากขับดีแล้ว ยังต้องมีความชำนาญเส้นทางด้วย ซึ่งต้องชำนาญเส้นทางทั้งในเวลากลางวัน และเวลากลางคืน หากมีโอกาสที่จะต้องขับรถเพื่อเดินทางในเวลากลางคืนพนักงานควรจะมีศักยภาพในการขับรถได้ทั้งสองช่วงเวลา ความชำนาญเส้นทางพนักงานนั้นจะต้องมีความจำที่ดี เพราะเส้นทางมีเป็นหลายสายจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งถ้าพนักงานขับรถมีความชำนาญเส้นทาง จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับการเดินทางของผู้โดยสารมากขึ้น

    ขับปลอดภัย

    การขับรถนั้นพนักงานจะต้องมีทักษะในการขับรถที่รวดเร็ว และควรที่จะขับอย่างปลอดภัยเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อทั้งชีวิต และทรัพย์สินของทั้งตนเองและผู้อื่น โดยเจ้าของธุรกิจรถตู้จะต้องคัดเลือกพนักงานขับรถที่มีการขับรถอย่างปลอดภัยสูงที่สุด เพื่อเพิ่มความมั่นใจ และสบายใจให้กับผู้โดยสารตลอดการเดินทาง การขับรถนอกจากจะขับให้ปลอดภัยแล้วยังควรขับด้วยการมีจิตสำนึก มีน้ำใจให้เพื่อนร่วมทางบนถนนด้วย

    รักงานบริการ

    การทำธุรกิจรถตู้ เจ้าของควรจะมีใจรักในงานบริการ รวมถึงมีการฝึกอบรมให้พนักงานขับรถนั้นมีความรักในงานบริการ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้โดยสาร แต่เป็นการพูดคุยอย่างสุภาพ พูดจาดีไพเราะ ไม่ควรจะให้ความสนใจในเรื่องส่วนตัวของผู้โดยสารอย่างเด็ดขาด การรักงานบริการถือเป็นจิตสำนึกส่วนตัวไม่สามารถบังคับกันได้ ดังนั้นการเลือกพนักงานขับรถควรจะเลือกที่มีใจรักในงานบริการ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีด้วย

    ความสะอาด

    ความสะอาดเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครๆ ก็ชอบ เพราะความสะอาดคือสิ่งที่ทำให้สบายตา การรักษาความสะอาดของรถตู้ ควรจะต้องมีการล้างรถ ดูดฝุ่นอย่างเสมอเพื่อไม่ให้มีสิ่งสกปรก กลิ่นอับ หรือฝุ่นละอองปนเปื้อนอยู่ในรถ ซึ่งจะทำให้อากาศภายในรถไม่บริสุทธิ์ และยังจะส่งผลเสียต่อสุขภาพให้กับผู้โดยสารได้อีกด้วย การรักษาความสะอาดเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างคาวมประทับใจให้กับผู้โดยสารที่มีต่อพนักงานขับรถ และอาจทำให้เกิดการใช้บริการซ้ำได้

    ช่องทางในการทำธุรกิจรถตู้

    1. รับส่งพนักงาน

    การทำธุรกิจรถตู้ เพื่อให้ประสบความสำเร็จนั้นสามารถเลือกทำรถตู้เพื่อรับส่งพนักงาน ซึ่งถือเป็นธุรกิจบริการที่กำลังได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการใช้บริการรถบัสเพื่อรับส่งพนักงาน ในการรับส่งพนักงานนั้นสามารถเลือกเวลาในการทำได้ เพราะเนื่องจากแต่ละบริษัท จะมีเวลาในการเข้างาน หรือเลิกงานที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเราทำธุรกิจรถตู้ เพื่อรับส่งพนักงานที่มากกว่าหนึ่งบริษัท เราควรที่จะมีวินัยในการให้บริการอย่างสูง โดยเฉพาะเรื่องเวลาจะต้องมีความตรงต่อเวลาในการรับส่งพนักงานให้ถึงสถานที่ทำงานก่อนเวลาเสมอ เพื่อพนักงานจะได้มีเวลาในการทำธุระส่วนตัวก่อนการเข้างาน

    2. รับส่งนักเรียน

    การทำธุรกิจรถตู้ ในการรับส่งนักเรียนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ทำธุรกิจนี้ และต้องการขยายธุรกิจให้กว้างขึ้น แต่ช่องว่างในการรับส่งนักเรียนนั้น ก็จะทำให้รถตู้ไม่มีรายได้จากการรับส่งนักเรียนในช่วงปิดเทอม ดังนั้นจึงควรหาช่องทางสำรอง เช่น ไปรับนักเรียนที่เรียนพิเศษในช่วงปิดเทอมแทน เพื่อไม่ให้เกิดการสะดุดในธุรกิจนี้

    3. รถตู้นำเที่ยว

    การทำธุรกิจรถตู้ ด้วยการเป็นรถตู้นำเที่ยว เป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยม และตอบโจทย์ช่วยอำนาวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการ โดยสามารถทำธุรกิจรถตู้นำเที่ยวแบบครอบครัว แบบพนักงาน แบบนักเรียน เพื่อนำไปเที่ยวในสถานที่ๆ ผู้ใช้บริการต้องการ โดยการนำเที่ยวจะมีทั้งเดินทางใกล้ และเดินทางไกล ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้บริการเป็นหลัก และเช็คสภาพรถก่อนเดินทางเสมอ

    4. รถตู้รับผู้โดยสารทั่วไป

    รถตู้รับผู้โดยสารทั่วไป หรือวินรถตู้ตามจุดที่มีคนหนาแน่น อย่างเช่น หน้าแหล่งการค้าใหญ่ๆ หรือตามหน้ามหาวิทยาลัยต่างๆ ก็เป็นหนึ่งในช่องทางการทำธุรกิจนี้ เพราะจะมีผู้ใช้บริการไปทำงานแบบไปเช้าเย็นกลับเป็นประจำ อย่างน้อยๆ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ก็ทำให้เรามีรายได้แล้ว แต่วันเสาร์อาทิตย์อาจจะน้อยหน่อย เราก็อาจจะพิจารณาวิ่งวันเสาร์อีกหนึ่งวัน และหยุดวันอาทิตย์ เพื่อให้เราได้มีเวลาพักผ่อนด้วย

    สรุป

    การทำธุรกิจรถตู้นั้นเป็นธุรกิจบริการที่เกี่ยวกับการเดินทางบนท้องถนน ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ ในการใช้บริการรถตู้เพื่อโดยสารเป็นการฝากชีวิต และทรัพย์สินของผู้โดยสารไว้กับพนักงานขับรถ ดังนั้นใครก็ตามที่จะทำธุรกิจรถตู้ ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และไม่ประมาทเป็นประการหลักสำคัญสำคัญที่สุด

  • วิธีการทำอาชีพครูสอนพิเศษให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการทำอาชีพครูสอนพิเศษให้ประสบความสำเร็จ
     

    ครูสอนพิเศษ เป็นอาชีพที่น่าสนใจมากในปัจจุบัน และสามารถทำงานที่บ้านได้อีกด้วย เนื่องจากในปัจจุบันนี้อัตราการแข่งขันทางการศึกษามีค่อนข้างสูง การเรียนในห้องเรียนที่โรงเรียนไม่เพียงพอ เพราะจำนวนนักเรียนมีมากกว่าครูผู้สอน การดูแล หรือการเน้นความสำคัญของเนื้อหา รวมทั้งเทคนิควิธีต่างๆ หาได้จากการเรียนพิเศษ จึงมีสถาบันสอนพิเศษเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อนมากมากมายนัก

    ลักษณะงาน

    เป็นการถ่ายทอดความรู้ในวิชาที่เราเชี่ยวชาญให้กับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจมากขึ้นสามารถนำไปใช้ในการเรียนในชั้นเรียนได้และสามารถต่อยอดได้โดยมีผลการเรียนในรายวิชานั้นๆ ดีขึ้น หรือถ้าเป็นการสอนด้านดนตรีหรือกีฬา ครูผู้สอนสามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะตามสิ่งที่เราสอนและสามารถปฏิบัติตามได้ อีกทั้งสามารถพัฒนาฝีมือตามขั้นตอนที่เราวางไว้ได้ หรือดีกว่า

    คุณสมบัติครูสอนพิเศษ

    หลายๆ คนอยากทราบว่า ตัวเรานี้ทำอาชีพครูสอนพิเศษได้รึเปล่า คำตอบคือ คุณทำได้แน่นอน 100% ขอเพียงคุณมีวุฒิการศึกษาที่ช่วยการันตีความรู้ของคุณเท่านั้นก็พอ ถ้าคุณจบปริญญาตรี คุณสามารถสอนคนที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นที่ต่ำกว่าปริญญาตรี นั้นคือ ตั้งแต่เด็กประถมจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะอะไร ก็เพราะคุณเรียนผ่านมาหมดแล้ว ขอเพียงคุณทบทวนความรู้ ศึกษาอ่านเพิ่มอีกนิด คุณก็สามารถสอนเด็กนักเรียนได้แล้ว ไม่ยากเลยครับ

    รายได้

    ส่วนมากคิดเป็นรายชั่วโมง หรือคิดเป็นคอร์ส ถ้าคิดเป็นรายชั่วโมงเริ่มต้นตั้งแต่ 50 บาทต่อชั่วโมงขั้นไป จนถึง ชั่วโมงละ 1000 บาทก็มีครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเรียนแบบไหน ถ้าเรียนเป็นกลุ่มจะถูกหน่อย แต่ถ้าเรียนตัวต่อตัวก็แพงขึ้นนิดหน่อย ถ้าคิดเป็นคอร์ส จะมีเป็นขั้นๆ เช่น ขั้นที่ 1 ขั้นพื้นฐาน ขั้นที่ 2 เป็นขั้นตอนต่อไปจนถึงระดับประยุกต์ การสอนเป็นคอร์สนี้ส่วนมากใช้กับการสอนกีฬา ดนตรี และภาษา ซึ่งราคาก็แล้วแต่ผู้สอน ซึ่งมีตั้งแต่ถูกไปจนถึงแพง ราคาที่ตั้งก็ไม่ควรจะสูงมาก เพราะถ้าสูงมากเกินไป เด็กนักเรียนก็จะเลือกไปเรียนที่อื่นดีกว่า ต้องตั้งแบบสมเหตุสมผลดีกว่าครับ

    เครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็น (กรณีเรียนวิชาพื้นฐานเหมือนในโรงเรียน)

    1. กระดานไวท์บอร์ด ราคาประมาณ 600 – 3000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด และรูปแบบของกระดาน ถ้าเป็นกระดานสำเร็จก็แพงกว่ากระดานเปล่า (กระดานที่ไม่มีขอบอลูมิเนียม)
    2. ปากกาเขียนไวท์บอร์ด อันละ 20 บาท
    3. เอกสารการเรียน เราอาจจะทำขึ้นเองโดยหาข้อมูลจากอินเตอร์เนต หรือหาซื้อหนังสือจากร้านหนังสือและถ่ายเอกสารแจกก็ได้
    4. โต๊ะสำหรับนั่งเรียน ขึ้นอยู่ว่าต้องการโต๊ะแบบไหน ถ้าเป็นโต๊ะไม้อัดธรรมดาก็ถูกหน่อย
    5. เก้าอี้สำหรับนั่งเรียน ถ้าซื้อเป็นเก้าอี้พลาสติก ราคาจะถูกกว่าเก้าอี้ไม้ เริ่มต้นตัวละ 150 บาท
    6. สื่อการเรียนการสอน เราอาจะทำเองหรือบางอย่างสามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือ เช่น บัตรคำศัพท์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

    การเตรียมตัวเป็นครูสอนพิเศษ

    1. ทบทวนความรู้ที่จะสอน

    อย่างแรกที่สำคัญที่สุดสำหรับอาชีพครูสอนพิเศษนี้ คือการเตรียมความรู้ของคุณ ไม่ว่าคุณจะมั่นใจมากแค่ไหนในความรู้ที่คุณมี คุณก็จำเป็นต้องเตรียมความรู้กันก่อน เพื่อเป็นการการันตีว่าคุณสอนได้แบบง่ายๆ ซึ่งแน่นอนว่าวิธีเตรียมความรู้ที่ดีที่สุด คือ ให้คุณหาข้อมูลในเรื่องที่คุณจะสอน นำมาศึกษาและทบทวนให้เข้าใจก่อนเริ่มสอน ทางที่ดี และง่ายที่สุด ให้คุณศึกษาหัวข้อที่จะสอนต่างๆ ให้หมดก่อนเริ่มเปิดรับนักเรียน ขั้นตอนนี้ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากเลย คุณเพียงแค่หาหนังสือที่จะสอนมาทบทวนความรู้มาอ่านให้เข้าใจ เท่านี้คุณก็พร้อมแล้วสำหรับการถ่ายทอดความรู้ที่ดีที่สุดที่คุณมีให้กับนักเรียนของคุณ

    2. ศึกษาจิตวิทยาการสอน

    เตรียมความพร้อมของคุณในด้านความมั่นใจ ความรู้สึก ในทักษะการสอน วิธีที่ง่ายที่สุด คือ ลองหาอ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาต่างๆ ดู เช่น จิตวิทยาการสร้างความมั่นใจ การจูงใจ หรือจิตวิทยาการสอน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้อาจจะช่วยคุณไม่ได้มากเท่าไหร่ ของเพียงมันช่วยคุณได้บ้างมันก็มากพอแล้ว และสิ่งสำคัญที่สุด คือ การวางตัวให้สมกับการเป็นครู จังหวะไหนเป็นกันเองก็ต้องเป็นกันเอง จังหวะไหนต้องเด็ดขาดมันก็ต้องเด็ดขาด จำไว้ว่า คุณจะไม่สามารถตามใจเด็กได้ในทุกเรื่อง

    3. เตรียมเอกสารในการสอน

    เรื่องสำคัญต่อมาคือการ เตรียมเอกสารของคุณที่จะใช้ในการสอน ก็จะขอแนะนำการสอนดังนี้ ในช่วงเริ่มต้น คุณอาจจะรับสอนแค่วิชาเดียว หรือสองวิชาเป็นพอ เพราะคุณยังไม่มีประสบการณ์ เดี๋ยวมันจะกลายเป็นว่าคุณทำอะไรเกินตัว ซึ่งเมื่อคุณเลือกวิชาที่คุณจะสอนได้แล้ว ให้คุณหาเอกสารที่ใช้สำหรับการสอนมาเยอะๆ ก่อน จากนั้นนำมาคัดแยกเรียงลำดับความสำคัญ อาจจะเป็นการสอนในหนังสือก็ได้ หรือคุณเองจะสังเคราะห์เนื้อหา ทำการสรุปย่อออกมาเพื่อใช้ในการสอนก็ได้

    4. วางแผนการสอน

    เรื่องต่อมาที่ขาดไม่ได้คือ การเตรียมแผนการสอนของคุณ ก็ขอแนะนำว่าให้คุณวางแผนการสอนในลักษณะเป็นชั่วโมงๆ หมายถึงกำหนดว่าชั่วโมงแรกสอนอะไร ชั่วโมงถัดไปสอนเรื่องอะไร มีแบบฝึกหัดอะไรบ้าง มีการบ้านไหม โดยให้คุณยึดหลักที่ว่า สอนทฤษฏีง่ายๆ ไม่ต้องลงลึก แต่ไปเน้นที่การสอนในข้อสอบ หรือแบบฝึกหัดจะดีมากกว่า เพราะยังไงในระหว่างคุณเฉลย หรือพาทำแบบฝึกหัดนั้น คุณเองก็ต้องอธิบายทฤษฏีอยู่แล้ว

    5. เตรียมสถานที่สำหรับรับสอนพิเศษ

    เรื่องของสถานที่อย่างเพิ่งไปคิดมาก และอย่างเพิ่งไปลงทุนจำนวนมากมาย รอให้คุณมั่นใจก่อน ค่อยลงทุนเช่าพื้นที่ทำห้องเรียน ถ้าบ้านของคุณมีพื้นที่ คุณอาจจะใช้บ้านของคุณ ในการเปิดทำการสอนพิเศษ เพื่อเป็นการลองดูว่าจะมีเด็กนักเรียนมาเรียนกับเรามั้ย ซึ่งถ้ามีมากเกินกว่าพื้นที่ คุณก็จำเป็นต้องขยายพื้นที่ไปเช่าออฟฟิตทำเป็นสถานสอนพิเศษแทน

    6. หานักเรียนมาเรียน

    ต่อมาสิ่งสุดท้ายที่คุณต้องเตรียม คือเตรียมนักเรียนของคุณ เพราะถ้าไม่มีนักเรียนมาเรียนคุณก็ไม่จะไม่มีรายได้ คำถามคือจะมีนักเรียนมาเรียนหรือไม่ คำตอบคือ มีแน่นอน ถ้าคุณลงมือทำอาชีพครูสอนพิเศษนี้อย่างจริงจัง ไม่ได้ทำเล่นๆ เพราะคนเราถ้าทำอะไรแบบจริงจังผลลัพธ์ที่ได้ ก็จะออกมาแบบจริงจังครับ

    7. สำหรับผู้ที่ไม่มีทุนในการเช่าพื้นที่

    หากใครไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร พื้นที่ที่บ้านก็ไม่พอ เงินทุนจะไปเช่าพื้นที่ก็ไม่มี ก็ขอแนะนำให้ไปสมัครเป็นติวเตอร์ที่เค้ารับติววิชาต่างๆ ในสถาบันที่เปิดติวหนังสือให้กับเด็กนักเรียน และนักศึกษาก่อน เพื่อเป็นแนวทางว่าจะเริ่มต้นสอนอย่างไรดี เพราะตามสถาบันต่างๆ ที่ติวหนังสือในรายวิชาต่างๆ เค้ามีแพลนอยู่แล้วว่าจะสอนอะไร อย่างไร เราก็สอนตามแพลน ใส่เนื้อหา เทคนิค เพิ่มเติมเท่านั้นเอง หรือหากใครคิดว่า เราก็เจ๋งพอตัว มีแนวทางการสอนอยู่แล้ว ก็ลุยกันเลยครับ

    หาผู้เรียนได้จากที่ไหน

    ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสอนวิชาอะไร ถ้าเป็นวิชาพื้นฐานที่อยู่ในรายวิชาที่เรียนในโรงเรียน กลุ่มลูกค้าจะเป็นเด็กนักเรียน แต่ถ้าเป็นภาษาหรือดนตรีกลุ่มเป้าหมายอาจจะเป็นทั้งเด็กนักเรียน นักศึกษา และคนวัยทำงาน กลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายหลักส่วนมากคือกลุ่มนักเรียน หรือนักศึกษา (เรียนเพิ่มเติมในรายวิชาเดียวกับที่เรียนในชั้นเรียน และเรียนเพิ่มเติมในด้านต่างๆ เพื่อเป็นความสามารถพิเศษต่อไป) เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณควรทำคือการประชาสัมพันธ์โดยติดป้ายประกาศบริการในบริเวณโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย การแจกใบปลิวก็เป็นอีกทางหนึ่ง และยิ่งถ้าคุณมีหน้าร้านอยู่บริเวณสถานศึกษาดังกล่าวนี้ด้วยแล้วหล่ะก็ แค่ขึ้นป้ายร้านสักนิด งานก็ไหลมาเทมาแล้วล่ะครับ

    อีกวิธีหนึ่ง การฝากประกาศรับสอนพิเศษไว้กับเว็บรับประกาศฟรีต่าง ๆ เช่น www.pantipmarket.com เป็นต้น ลูกค้าเห็นประกาศจะติดต่อมาเอง โดยต้องมีที่อยู่หรือเบอร์โทรที่สามารถติดต่อได้สะดวก เมื่อเราเริ่มเปิดสอน ถ้าเราสอนดี และทำให้นักเรียนมีผลการเรียน หรือมีทักษะในสิ่งที่เราสอนเพิ่มขึ้น ก็จะเกิดการบอกต่อๆ กันไปในหมู่เพื่อนฝูง และในหมู่ผู้ปกครอง (ผู้ปกครองเป็นแรงผลักดันที่สำคัญมาก) ซึ่งจะทำให้เราได้ผู้เรียนที่เพิ่มขึ้นได้

    ขอสรุปวิธีการหานักเรียนมาเรียนไว้นะครับ

    1. ใช้วิธีปากต่อปาก หมายถึงให้คุณบอก เพื่อน คุณรู้จัก ญาติพี่น้อง ว่าคุณทำอาชีพครูสอนพิเศษ และขอให้พวกเขาช่วยแนะนำเด็กมาเรียนพิเศษ เมื่อมีการพูดปากต่อมากกันมากๆ เดียวก็มีผู้ปกครองพาเด็กมาเรียนเอง
    2. สร้างโฆษณา ติดไว้หน้าบ้านของคุณ เพื่อบอกว่าคุณรับสอนพิเศษในราคาเป็นกันเอง
    3. บางครั้งคุณก็ต้องมีการจัดโปรโมชั่นบ้าง เช่นมาลงทะเบียนเรียนพร้อมกัน 4 คน คิดคาราค่าลงทะเบียนแค่ 3 คนเท่านั้น เป็นต้น
    4. ผ่านเพื่อนที่เป็นครู ช่องทางนี้ดีมาก ให้เพื่อนของคุณแนะนำนักเรียนของเขามาเรียนกับคุณ และจะดีมากขึ้นอีก ถ้าคุณสามารถดึงคุณครูที่เป็นเพื่อนของคุณ มาสอนด้วยกัน เพราะจะได้ช่วยการันตีการสอน และยังได้นักเรียนที่เป็นลูกศิษย์ของเพื่อนคุณตามมาด้วย

    สรุป

    สุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไรก็ตามแต่ในโลกใบนี้ จะเป็นอาชีพประจำ อาชีพเสริม อาชีพอิสระ หรือแม้แต่การทำอย่างอื่นในชีวิตของคุณ ขอเพียงคุณลงมือทำเท่านั้น มันถึงจะมีผลลัพธ์เกิดขึ้น หากคุณไม่ลงมือทำอะไรเลย มันก็จะไม่มีผลลัพธ์อะไรเกิดขึ้นเช่นกัน และถ้าคุณลงมือทำมันอย่างจริงจังผลลัพธ์ที่คุณจะได้ คุณก็จะมีรายได้แบบจริงจัง ถ้าคุณลงมือทำแบบอาชีพเสริม ผลรับที่คุณจะได้รับคือ รายได้แบบอาชีพเสริม และถ้าคุณลงมือทำด้วยความสุข ผลลัพธ์ที่คุณจะได้คือ ความสุข และรายได้

    สำหรับคนที่คิดว่าตนเองมีความรู้ และกำลังมองหารายได้พิเศษอยู่ อาจจะนำอาชีพครูสอนพิเศษนี้ไปพิจารณา แล้วลองทำดูก็ดีเหมือนกันนะครับ

  • สูตรวิธีทำข้าวจี่ พร้อมคำแนะนำในการขายข้าวจี่

    ข้าวจี่
     

    สำหรับบทความนี้ เราก็จะมาทำข้าวจี่กันนะครับ เมื่อทำเสร็จแล้ว ใครจะเอาไว้ทานเล่น หรือใครจะนำไปทำขายเพื่อสร้างรายได้ก็ดีมากๆ ครับ การทำข้าวจี่ต้องลงมือฝึกทำบ่อยๆ นะครับ อร่อยหรือไม่อร่อยค่อยว่ากัน ทำไปหลายๆ ครั้ง เราก็จะจับจุดในรายละเอียดปลีกย่อย ว่าทำอย่างนี้อร่อย ทำอย่างนี้ไม่อร่อย ก็ฝึกมือทดลองกันไปครับ

    ประวัติข้าวจี่

    ผมก็จะขอเกริ่นถึงประวัติข้าวจี่สักเล็กน้อยนะครับ ข้าวจี่เนี่ยจริงๆ เป็นขนมพื้นบ้านของทางภาคอีสานนะครับ ข้าวจี่นิยมทำกันมากในช่วงเดือนสามของทุกปีนะครับ ซึ่งช่วงเดือนสามนี้ จะมีการทำข้าวจี่ไปทำบุญในงานบุญ ซึ่งเรียกว่า ประเพณีบุญข้าวจี่

    ส่วนทางภาคเหนือ ก็มีข้าวจี่เช่นเดียวกับภาคอีสาน เพียงแต่ส่วนผสมจะเพิ่มกะทิเข้ามาด้วย เมื่อถึงเวลาเดือนสี่ของทางภาคเหนือ ซึ่งจะตรงกับราวๆ เดือนมกราคมของภาคกลาง ก็จะมีการนำข้าวจี่กับข้าวหลามไปทำบุญตักบาตร เรียกกันว่า บุญข้าวจี่ข้าวหลาม

    และที่ประเทศลาว ก็มีอาหารที่เรียกว่าข้าวจี่ เหมือนกันนะครับ ที่ลาวจะนิยมทานข้าวจี่กันที่เมืองหลวงพระบาง ข้าวจี่ของลาวก็จะมีลักษณะเป็นขนมปังแท่งยาวๆ แบบฝรั่งเศส แล้วนำมาผ่าซีก เสร็จแล้วก็นำไปใส่เครื่องเคียงต่างๆ เช่น ไข่เจียวตัดเป็นเส้นๆ แตงกวา หมูยอ หมูหยอง (คนลาวเรียกหมูฝอย) และปิดท้ายปรุงรสด้วยซอสมะเขือเทศ ซึ่งตัวข่าวจี่ของลาว ลักษณะ และรสชาด จะต่างจากข้าวจี่ของทางภาคเหนือ และภาคอีสานของไทยครับ

    และอาจเป็นเพราะข้าวเหนียวจะเสียเร็วในตอนกลางวัน สมัยก่อนข้าวเหนียวจึงถูกทำเป็นข้าวจี่ แล้วห่อใบตองไปกินเป็นอาหารตอนทำนา หรือเดินทางไกล เพราะสามารถเก็บได้นานขึ้นครับ

    ข้าวจี่ทำจากอะไร

    ข้าวจี่ทำจากข้าวเหนียวนึ่งทาเกลือ และปั้นเป็นรูปกลมๆ หรือรีๆ เสียบไม้นำไปย่างบนเตาถ่าน ใช้ไฟอ่อให้พอเกรียม แล้วก็นำมาชุบไข่ และก็นำไปย่างใหม่จนเหลือง และดึงไม้ที่เสียบไว้ออก ยัดน้ำตาลอ้อยเข้าไปแทน น้ำตาลก็จะละลายเป็นไส้

    เอาหล่ะครับ มาเข้าสู่สูตรวิธีการทำข้าวจี่กันดีกว่า ว่ามีส่วนผสม และวิธีการทำกันอย่างไรบ้าง

    สูตรวิธีการทำข้าวจี่ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมข้าวจี่

    – ข้าวเหนียวนึ่ง 500 กรัม
    – กะทิ 1/2 ถ้วย
    – ไข่ไก่ 2 ฟอง
    – เกลือ 1/2 ช้อนชา

    วิธีการทำข้าวจี่

    – ให้ผสมกะทิและเกลือก่อนคนให้เกลือละลายหลังจากนั้นให้เทใส่ชามข้าวเหนียวนึ่งที่เตรียมไว้ แล้วนวดให้กะทิและข้าวเหนียวเข้ากันดีแนะนำให้เททีละครึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้แฉะเกินไป
    – ปั้นข้าวเหนียวที่ผสมกะทิแล้วให้แผ่นๆหนาประมาณ 1นิ้วแผ่นขนาดปานกลางไม่ต้องใหญ่มากแล้วเสียบไม้หรือจะย่างแบบไม่เสียบไม้ก็ได้
    – ตีไข่ไก่ที่เตรียมไว้ปรุงรสเล็กน้อย (ไม่ต้องเข้มข้นเหมือนทำไข่เจียว)
    – นำข้าวเหนียวที่ปั้นแล้วไปย่างบนไฟอ่อนๆพอสีเริ่มเหลืองให้นำมาชุบไข่และนำไปย่างอีกครั้งจนสีเหลืองสวยก็สามารถรับประทานได้แล้ว

    สูตรวิธีการทำข้าวจี่ สูตรที่ 2 (ข้าวจี่ประยุกต์)

    ส่วนผสมข้าวจี่

    – ข้าวเหนียว จะซื้อหุงใหม่ ซื้อมาร้อนๆ หรือเอาข้าวเหนียวเก่าค้างคืนก็ได้
    – ไข่ มากน้อยขึ้นกับข้าวเหนียวค่ะ
    – เกลือ หรือซีอิ้วก็ได้
    – น้ำมัน นิดหน่อย

    วิธีการทำข้าวจี่

    – หากใช้ข้าวเหนียวค้างคืนที่แช่เย็นไว้ แนะนำให้อุ่นข้าวเหนียวก่อนเพื่อให้ข้าวเหนียวมีความนุ่ม แต่หากเป็นข้าวเหนียวที่ซื้อมาไม่จำเป็นต้องอุ่น
    – ผสมข้าวเหนียวกับไข่โดยดูจากปริมาณข้าวเหนียวที่เตรียมไว้ โดยตีไข่ทีละฟองแล้วเทใส่ข้าวเหนียวแล้วปรุงรสด้วยเกลือหรือซีอิ๊วนวดไข่กับข้าวให้เข้ากัน
    – ปั้นข้าวเหนียวที่ผสมไว้แล้วเป็นแผ่นๆหนาพอประมาณ หรือจะใช้พิมพ์กดขนมมากดทำเป็นรูปต่างๆก็ได้
    – ตั้งกระทะใส่น้ำมันนิดหน่อยเพื่อไม่ให้ติดกระทะรอให้ร้อน เมื่อร้อนได้ที่ให้นำข้าวเหนียวที่ปั้นไว้ชุบไข่แล้วนำไปจี่ในกระทะใช้เวลาด้านละ 2-3 นาทีแนะนำให้ใช้ไฟอ่อนๆหรือดูว่าเหลืองได้ที่หรือไม่พลิกไปมาจนเหลืองสวยทั้งสองด้าน แค่นี้ก็รับประทานได้แล้ว

    สูตรวิธีการทำข้าวจี่ สูตรที่ 3 (ข้าวจี่ทรงเครื่อง)

    ส่วนผสมข้าวจี่

    – ข้าวเหนียวนึ่งสุก 2 ถ้วยตวง
    – ผงปรุงรสคนอร์ 1 ช้อนโต๊ะ
    – ไข่ไก่สองฟอง
    – หอมใหญ่หั่น 1 ลูก
    – ต้นหอมซอย
    – น้ำมันพืช

    วิธีการทำข้าวจี่

    – ปรุงส่วนเครื่องก่อนโดยผัดหอมใหญ่ใสกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อยผัดและปรุงรสกลางๆ ผัดให้มีกลิ่นหอม
    – นำเครื่องที่ผัดเสร็จแล้วมาใส่ในข้าวเหนียวแล้วคลุกให้เข้ากันชิมรสให้พอดี
    – ปั้นข้าวเหนียวที่ปรุงเสร็จแล้วเป็นแผ่นขนาดตามต้องการ
    – ตอกไข่และตีให้แตกแบบไข่เจียว หลังจากนั้นนำข้าวเหนียวที่ปั้นแล้วมาชุบให้ทั่ว
    – นำข้าวเหนียวที่ชุบไข่แล้วขึ้นย่างไฟอ่อนๆสลับกับชุบไข่ประมาณ 2-3 รอบย่างให้เหลืองสวยหรือจะนำไปจี่ในกระทะก็ได้ เมื่อเสร็จแล้วรับประทานได้ทันที

    สูตรวิธีการทำข้าวจี่ สูตรที่ 4 (ข้าวจี่หวาน)

    ส่วนผสมข้าวจี่

    – ข้าวเหนียวมูลปริมาณตามชอบจะใช้ข้าวเหนียวมูลที่ค้างคืนก็ได้ (หากซื้อมาแล้วรับประทานไม่หมด)
    – ไข่ไก่

    วิธีการทำข้าวจี่

    – นำข้าวเหนียวมูลมาปั้นให้แผ่นๆหนาตามชอบโดยไม่ต้องปรุงรสเพราะรสชาติข้าวเหนียวหวานมันอยู่แล้ว
    – ตอกไข่และตีให้แตก
    – นำข้าวเหนียวที่ปั้นไว้มาชุบไข่ให้ทั่ว
    – นำข้าวเหนียวที่ชุบไข่แล้วมาย่างให้เหลือง หรือจะจี่ในกระทะก็ได้หากชอบไข่หนาๆหรือสีเหลืองเข้มๆให้ชุบไข่ย่างซ้ำหลายครั้ง ย่างเสร็จแล้วรับประทานได้ทันที

    เคล็ดลับการทำข้าวจี่ให้อร่อย

    – ข้าวจี่สามารถดัดแปลงได้หลายแบบสามารถเติมเครื่องและปรุงรสได้ตามชอบ
    – ข้าวจี่สามารถทานคู่กับของแกล้มได้เช่น หมูย่าง เนื้อทอด เพื่อเพิ่มรสชาติและดัดแปลงเป็นอาหารฟิวชั่นได้
    – ควรใช้ข้าวเหนียวที่มีความนุ่มจะทำให้รสชาติอร่อยมากยิ่งขึ้น
    – การชุบไข่และย่างหลายๆครั้งจะทำให้ข้าวเหนียวมีสีสันที่สวยน่ารับประทานและมีความหอมของไข่

    การขายข้าวจี่

    การขายข้าวจี่

    เนื่องจากข้าวจี่เป็นขนมที่มีความอร่อย และคนอีสาน หรือคนเหนือ ส่วนใหญ่จะทานข้าวจี่เป็นอยู่แล้ว ดังนั้นการทำข้าวจี่จึงเป็นธุรกิจที่สามารถทำได้เรื่อยๆ ซึ่งข้อดีของการทำข้าวจี่ขายก็คือ ลงทุนน้อย ใช้เพียงเตาถ่าน กับตะแกรงย่างข้าวจี่

    และที่สำคัญทำเลดีๆ สักที่หนึ่ง ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องอยู่ในย่านชุมชน ที่มีคนเดินสัญจรไปมา ซึ่งถ้าบ้านเราอยู่ในจุดนนั้นๆ จะดีมากๆ เพราะไม่ต้องไปเสียค่าเช่าที่เพิ่ม แต่ถ้าบ้านเราไม่ได้อยู่ในเขตชุมชน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จำเป็นต้องเสียเงินค่าเช่าเพิ่ม เพื่อให้ได้อยู่ในจุดดีๆ

    ช่วงเวลาในการขายข้าวจี่ ผมแนะนำว่าควรจะเป็นช่วงเช้าก่อนเข้างาน คือ 6 โมงเช้าถึง 8 โมงเช้า และช่วงพักเที่ยง และช่วงเย็นหลังเลิกงานคือตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป เพื่อขายข้าวจี่ให้กับนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ที่เดินผ่านไปในบริเวณนั้น ซึ่งบางคนก็อาจจะกลายมาเป็นลูกค้าประจำ ซื้อข้าวจี่ร้านเราทานบ่อยๆ เนื่องจากติดใจในรสชาดของข้าวจี่ฝีมือเรา

    และเราควรใช้สื่อออนไลน์ ให้เป็นประโยชน์ เช่น เมื่อมีคนมาซื้อข้าวจี่ที่ร้านเรา ก็อาจจะทำนามบัตรแจก ในนามบัตรจะเป็นลิ้งค์ fanpage ของเรา เพื่อคอยติดตามโปรโมชั่นของทางร้านเรา เช่น ช่วงนี้จัดโปรซื้อ 3 แถม 1 และไว้คอยให้ลูกค้าติดต่อกับเรา เวลาเค้าจะเหมาข้าวจี่ในร้านเรา เพื่อไว้ไปงานเลี้ยงต่างๆ หรือจะจ้างเราไปทำข้าวจี่นอกสถานที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นโอกาสของเราที่จะได้จากทางสื่อออนไลน์ต่างๆ

    และเมื่อร้านเราดังแล้วหล่ะ? แน่นอนว่า ถ้าเราจะก้าวไปข้างหน้าอีก ก็ต้องสาขา 2 สาขา 3 ตามมา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกำลังของเราว่าจะไหวมั้ย ซึ่งช่วงแรกๆ เราอาจจะคือผู้ทำข้าวจี่ ไม่มีลูกน้อง ทำเองขายเอง ทำการตลาดเอง แต่เมื่อร้านเราเริ่มดังแล้ว เราต้องการขยายสาขา เราก็ต้องจ้างลูกน้องมาทำแทนเรา ตัวเราไปคิดเรื่องการตลาดแทน ว่าจะต่อยอดทางธุรกิจได้อย่างไร

    การทำธุรกิจเป็นสิ่งที่ค่อยๆ โต อาศัยระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวชื่อเสียง และได้รับความน่าเชื่อถือ จากคนในละแวกนั้น ซึ่งผมก็อยากให้ท่านที่อยากขายข้าวจี่ ได้เป็นเบอร์ต้นๆ ในแถบทำเลที่ท่านขาย เมื่อพูดถึงข้าวจี่ในย่านนั้น คนในละแวกนั้นต้องนึกถึงร้านเรา เป็นอันดับต้นๆ

    ผมก็ขอให้ท่านที่จะเปิดร้านขายข้าวจี่ ได้ร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • วิธีปลูกน้อยหน่า พร้อมคำแนะนำในการขายน้อยหน่า

    ต้นน้อยหน่า
     

    น้อยหน่า (Sugar Apple, Custard Apple, Sreet Sop) เป็นพืชผลไม้จำพวกต้น ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น น้อยแน่, มะนอแน่, หมักเขียบ น้อยหน่ามีถิ่นกำเนิดจากแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พบได้ทั่วไปในเขตร้อนรวมถึงประเทศไทย โดยจะนิยมปลูกกันมากในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลของน้อยหน่าจะมีลักษณะดังนี้ เนื้อผลจะมีสีขาว ให้รสหวาน มีเมล็ดสีดำ ซึ่งส่วนที่นำมาใช้เป็นยารักษาอาการต่าง ๆได้แก่ ผล ผลดิบ ผลแห้ง เมล็ด และใบ

    น้อยหน่าในประเทศจะแบ่งออกเป็น 2 พันธุ์ใหญ่ ๆ ได้แก่ น้อยหน่าเนื้อและน้อยหน่าหนัง ซึ่งทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกัน ดังนี้

    1.น้อยหน่าเนื้อ (น้อยหน่าฝ้าย) เปลือกภายนอกที่มีตารอบทั่วทั้งผลจะมีร่องลึกชัดเจน เป็นเนื้อทราย ไม่จับกันเป็นก้อน เละง่าย รสชาติหวานจัด กลิ่นหอมเด่น มีเมล็ดใหญ่
    2.น้อยหน่าหนัง (น้อยหน่าญวน) พันธุ์นี้นำเข้ามาจากเวียดนาม เปลือกภายนอกมีตาแต่ไม่เป็นร่องชัด รสชาติหวานอมเปรี้ยว ไม่หอมเท่าน้อยหน่าเนื้อ แต่หลายคนว่าน้อยหน่าหนังกินอร่อยเพราะเนื้อเหนียว เมื่อผลสุกสามารถลอกเปลือกออกได้ง่าย

    วิธีการปลูกน้อยหน่า

    น้อยหน่าเป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนแห้งไม่หนาวจัด ชอบดินร่วนทราย หรือดินร่วนเหนียว มีการระบายน้ำดีไม่มีน้ำท่วมขังและมีแสงแดดจัดส่องได้ทั่วถึง แต่ไม่ชอบที่ชื้นและน้ำขังแฉะ สามารถปลูกได้ตั้งแต่บนที่ราบจนไปถึงที่ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,000 เมตร นอกจากนี้ยังต้องมีระยะแล้งในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม เพื่อให้น้อยหน่ามีการผลัดใบและเริ่มแตกใบใหม่ ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตอยู่ระหว่างช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน

    การขยายพันธุ์ น้อยหน่าสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น ตอนกิ่ง เพาะเมล็ด เป็นต้น แต่ในปัจจุบันจะนิยมวิธีเพาะเมล็ดเนื่องจากเป็นพืชที่ให้ผลผลิตไวและมีรากแก้วซึ่งจะทำให้พืชแข็งแรง (ในที่นี้จะขอแนะนำการขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเมล็ด)
    วิธีเพาะเมล็ด เมื่อได้เมล็ดมาให้ทำการล้างให้สะอาด หลังจากนั้นนำไปแช่น้ำ 1 คืน แล้วจึงแช่น้ำอุ่นต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมงเพื่อกระตุ้นการงอก จากนั้นจึงทำเมล็ดไปเพาะในกระบะที่เตรียมดินไว้แล้ว ดินที่ใช้เพาะควรใช้ทรายกับขุยมะพร้าวในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 กลบดินให้พอมิด แล้วจึงดูแลรดน้ำให้ดินชื้นอยู่ตลอดเวลาแต่อย่าให้แฉะ เมื่ออายุได้ประมาณ 10 – 15 วันเมล็ดจะเริ่มงอกและแข็งแรงพอที่จะย้ายไปอยู่ในถุงเพาะชำได้แล้ว

    การย้ายลงถุงเพาะชำ เตรียมดินโดยใช้ดินดำ แกลบดำและปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ในอัตรา 1 ต่อ 1 ต่อ 1 จากนั้นจึงย้ายต้นอ่อนลงไปปลูกรดน้ำให้พอชื้นทุกวัน เมื่อน้อยหน่าเริ่มแตกใบแท้หรืออายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ก็จะสามารถนำไปปลูกลงแปลงดินได้

    การปลูกน้อยหน่า ควรยกร่องดินเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง เนื่องจากน้อยหน่าไม่ชอบน้ำท่วมขัง ขุดหลุมปลูกโดยใช้ระยะห่างระว่างต้นและแถว โดยประมาณตั้งแต่ 2 x 2 เมตร จนถึง 4 x 4 เมตร ระดับความลึกของหลุมปลูกประมาณกว้าง 1 ศอก ลึก 1 ศอก ในแต่ละหลุมให้เติมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุมก่อน แล้วจึงนำต้นกล้าน้อยหน่าลงปลูก หลังจากนั้นจึงกลบดินให้แน่นและควรนำฟางข้าวหรือหญ้าแห้งมะคลุมดินบริเวณโคนต้นด้วย เพื่อเป็นการรักษาความชื้นในดิน นอกจากนี้ในระยะแรกควรปักไม้หลักยึดกับต้นน้อยหน่าเพื่อป้องกันลมพัดและควรมีการทำที่พลางแสงให้กับต้นน้อยหน่าด้วย

    การให้น้ำ

    ควรรักษาความชื้นในดินให้อยู่ระหว่าง 70 – 80 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้อัตราการผสมเกสรติดผลสูงขึ้น ทำให้ผลเจริญเติบโตดีและเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าปกติ ในช่วงฤดูฝนควรงดการให้น้ำ

    การให้ปุ๋ย

    การให้ปุ๋ยควรใช้ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยวิทยาศาสตร์ร่วมกัน ระยะการใส่ปุ๋ยเป็น 3 ช่วง ทุกๆ 2-3 เดือน ระยะแรกให้เติมปุ๋ยสูตร 15-15-15 ก่อน ระยะที่ 2 ควรเติมปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 พอถึงระยะที่ 3 ก็ให้เติมปุ๋ยสูตร 8-24-24 และเพื่อความสมบูรณ์ของต้นน้อยหน่า ควรเติมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยขี้ไก่อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

    การดูแลรักษา

    เนื่องจากน้อยหน่าจะออกดอกมากเมื่อมีการตัดแต่งกิ่งและแตกยอดใหม่เท่านั้น (ออกดอกเฉพาะกิ่งที่แตกใบใหม่เท่านั้น) ดังนั้นเพื่อให้มีผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพ ควรเริ่มดูแลตัดแต่งสวนเมื่อต้นน้อยหน่ามีอายุ 18 – 24 เดือน โดยเลือกกิ่งสมบูรณ์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 0.5 – 1 เซนติเมตร เอาไว้ จากนั้นให้ตัดแต่งกิ่งจากกิ่งง่ามออกประมาณ 20เซนติเมตร ส่วนกิ่งฝอยและกิ่งกระโดงตัดออกให้หมดรวมทั้งใบด้วย ให้เหลือแต่ต้นตอ ปกติเมื่อต้นน้อยหน่ามีอายุประมาณ 8 – 10 ปี ผลผลิตมักจะได้น้อยให้ทำการโค่นทิ้งแล้วปลูกใหม่

    ในช่วงที่น้อยหน่าเป็นดอกนั้นควรมีการช่วยผสมเกสรด้วย เพราะขนาดของผล จำนวนผล และคุณภาพของผลจะดีกว่าปล่อยให้ผสมตามธรรมชาติ และควรมีการปลิดผลอ่อนให้เหลือผลที่สมบูรณ์ สำหรับน้อยหน่า 2 ผลต่อกิ่ง และน้อยหน่าลูกผสม 1 ผลต่อกิ่ง แล้วห่อผลก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 1 เดือนเพื่อป้องกันแมลงวันทอง

    ศัตรู โรคและการป้องกันกำจัด

    1.แมลงวันทอง ป้องกันด้วยการห่อผลในระยะที่ต้นน้อยหน่าเริ่มติดผลแล้ว 3 เดือน ซึ่งมีผลขนาดเท่ากำปั้น นอกจากนี้ ผลดีของการห่อผลก็คือ จะช่วยทำให้ผลของน้อยหน่ามีขนาดใหญ่ขึ้น 20-30% และทำให้ผลน้อยหน่ามีสีสวย ซึ่งจะเป็นสีออกเหลืองอมชมพู นอกจากนี้ต้องหมั่นทำความสะอาดสวนอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้มีกิ่งไม้หรือใบไม้ร่วงทับถมอยู่ในสวน
    2.เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง หนอนเจาะกิ่ง ด้วงกินใบหรือแมลงค่อมทอง ด้วงทำลายดอก หนอนผีเสื้อเจาะ แก้ไขด้วยการใช้เชื้อราบิวเวอเรียฉีดพ่นทุก ๆ 15 วัน หรืออาจใช้สลับกับน้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง ทุกๆ 3 – 7 วัน
    3. โรคแอนแทรคโนส รักษาด้วยการฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดราหรือเชื้อราไตรโคเดอร์มา ร่วมกับการตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง ลมและแสงแดดส่องได้ทั่วถึง

    ต้นน้อยหน่ามีข้อดีคือต้องการน้ำน้อย จึงเหมาะสำหรับผู้ผลูกหรือเกษตรกรที่ระบบชลประทานน้ำยังเข้าไม่ถึง หรือเป็นพื้นที่แห้งแล้งและมีปริมาณน้ำฝนน้อย

    การขายน้อยหน่า</center<>

  • สูตรวิธีทำขนมจาก พร้อมคำแนะนำในการขายขนมจาก

    สูตรวิธีการทำขนมจาก สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมจาก (สูตรดั้งเดิม)

    -แป้งข้าวเหนียวดำ 1 กิโลกรัม
    -แป้งข้าวเจ้า ครึ่งกิโลกรัม
    -น้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวง
    -น้ำตาลโตนด ครึ่งถ้วยตวง
    -เกลือ 2 ช้อนชา
    -หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
    -มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นยาว ครึ่งถ้วยตวง
    -มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 5 ช้อนโต๊ะ
    -ใบจาก 30 ใบ
    -ไม้กลัด จากทางมะพร้าว

    วิธีการทำขนมจาก

    – สำหรับขั้นตอนแรก ให้ตักแป้งทั้งสองชนิด แล้วชั่งน้ำหนักให้ได้ตามสูตร
    – จากนั้นให้เทแป้งใส่กระชอนตาถี่ แล้วทำการร่อนแป้งทั้งสองชนิด 1 รอบ พักใส่ภาชนะผสมรอไว้
    – ยกกระทะหรือหม้อใบเล็กๆ ขึ้นตั้งไฟความร้อนปานกลาง เทกะทิลงไป ตามด้วยน้ำตาลทราย น้ำตาลโตนด และเกลือป่น
    – ต้มส่วนผสมทั้งหมดให้เดือด แล้วใช้ทัพพีคนให้เข้ากัน คนจะกว่าน้ำตาลทรายและน้ำตาลโตนดจะละลายจนหมด
    – เมื่อส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันเรียบร้อยดีแล้ว ยกลงจากเตา แล้วพักไว้ให้เย็นตัวลงเล็กน้อยประมาณ 10 นาที
    – นำส่วนผสมกะทิ น้ำตาลและเกลือป่น คนให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วค่อยตักใส่ในภาชนะที่มีแป้งข้าวเหนียวดำกับแป้งข้าวเจ้า
    – ค่อยๆ นวดให้แป้งกับน้ำกะทิเข้ากัน ตักน้ำกะทิเติมลงไป แล้วนวดแป้งต่อจนส่วนผสมกะทิหมด จนได้เนื้อแป้งขนมจากที่มีความเข้มข้น เมื่อเอานิ้วเตะเนื้อแป้งจะหนึบติดมือ
    – จากนั้นให้เติมมะพร้าวขูดฝอย และมะพร้าวทึนทึกขูดเส้นยาวๆ ลงไปในเนื้อแป้ง
    – นวดและคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง
    – เอาผ้าขาวบางคลุมภาชนะแล้วพักเนื้อขนมจากทิ้งไว้ ให้ส่วนผสมเข้ากัน และมีความเข้มข้นอีกประมาณ 30 นาที
    – ระหว่างรอ ให้เตรียมทำไม้กลัด โดยใช้ทางมะพร้าว เหลาเอาใบออกให้หมด จนเหลือแต่ก้านมะพร้าว ซึ่งจำเป็นต้องทำเตรียมไว้ก่อนที่จะทำขนมจากประมาณ 2 วันค่ะ เมื่อได้ก้านมะพร้าวสดมาแล้ว เราต้องเอาไปตากแดด 2 วัน จนก้านมีความแห้ง พอเอามาตัดทำไม้กลัด จะมีความคม และกลัดลงบนใบจากได้มิดชิด
    – ตัดก้านมะพร้าวแบบเฉียง ให้ได้ความยาว 2 นิ้ว
    – ต่อมาก็เตรียมเช็ดใบจาก ตัดความยาวหัวและท้ายใบให้เป็นระเบียบ แล้วตัดให้ได้ความยาวประมาณ 12 นิ้ว
    – นำส่วนผสมที่พักไว้ มาคนให้เข้ากันอีกครั้ง
    – ใช้ช้อนตักเนื้อขนมหยอดลงตรงกลางใบจาก ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ เกลี่ยให้เนื้อขนมกระจายออกเล็กน้อย
    – แล้วใช้ไม้กลัด กลัดบริเวณหัวและท้ายใบก่อน และกลัดตรงกลางใบ เพื่อไม่ให้ส่วนผสมล้นทะลักออกมาด้านนอก
    – เท่ากับว่าขนมจาก 1 ชิ้น หรือ 1 ใบจากนั้น ใช้ไม้กลัด 3 อัน กลัดทั้งหมด 3 บริเวณของใบจากค่ะ
    – ตักเนื้อขนมใส่ใบจากแล้วกลัดด้วยไม้ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนเนื้อขนมหมด
    – จากนั้นก็จุดเตาถ่าน แล้วรอให้ได้ไฟร้อนปานกลาง
    – นำตะแกรงเหล็กตาถี่ มาวางลงบนเตา
    – เรียงขนมจากลงบนตะแกรง แล้วปิ้งไฟร้อนปานกลางข้างละ 5-7 นาที สังเกตว่าใบจากเริ่มเปลี่ยนสี และขนมเริ่มส่งกลิ่นหอม ก็พลิกขนมอีกด้านมาปิ้งอีกประมาณ 5-7 นาที จนขนมสุกทั้งชิ้น
    – ยกขนมจากลงจากเตา แล้วพักไว้ให้เย็นตัวลง จนค่อยแกะไม้กลัดออกแล้วรับประทานค่ะ

    สูตรวิธีการทำขนมจาก สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมจาก (สูตรประยุกต์)

    -แป้งข้าวเหนียวดำ 1 กิโลกรัม
    -แป้งข้าวเจ้า ครึ่งกิโลกรัม
    -น้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวง
    -น้ำตาลโตนด ครึ่งถ้วยตวง
    -เกลือ 2 ช้อนชา
    -หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
    -ใบเตย 3-4 ใบ
    -มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นยาว ครึ่งถ้วยตวง
    -มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 5 ช้อนโต๊ะ
    -แห้วต้มสุกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 5 ช้อนโต๊ะ
    -ใบจาก 30 ใบ
    -ไม้กลัด จากทางมะพร้าว

    วิธีการทำขนมจาก

    – ตวงแป้งให้ได้ตามสัดส่วน ทั้งแป้งข้าวเหนียวดำ และแป้งข้าวเจ้า
    – จากนั้นให้ร่อนแป้งทั้งสองชนิด 1 รอบ แล้วพักใส่ภาชนะไว้ คนให้แป้งทั้งสองชนิดเข้ากัน
    – เทกะทิ น้ำตาลทราย น้ำตาลโตนดและเกลือป่นลงในหม้อใบเล็ก ยกตั้งไฟความร้อนปานกลาง
    – เมื่อส่วนผสมในหม้อเริ่มเดือดเบาๆ ให้นำใบเตย 3-4 ใบ มัดเป็นก้อนกลมๆ รวมกัน ใส่ลงไปต้ม
    – รอจนใบเตยส่งกลิ่นหอม และเริ่มมีสีซีด ให้ตักออกจากหม้อ คนให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน จนน้ำตาลทรายและน้ำตาลโตนดละลาย
    – ยกหม้อลงจากเตา แล้วพักให้ส่วนผสมคลายความร้อนประมาณ 10-15 นาที
    – เมื่อส่วนผสมเย็นตัวลงแล้ว ให้ตักใส่ในแป้งที่พักรอไว้ทีละน้อย แล้วจึงค่อยนวดให้เข้ากัน ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมกะทิหมด
    – ใส่เนื้อมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย มะพร้าวทึนทึกขูดเส้นยาวและแห้วต้มสุกหั่นชิ้นเล็กๆ ลงไปให้หมด
    – ผสมและคลุกเคล้าให้ส่วนผสมตัวแป้ง และเนื้อมะพร้าวกับแห้วเข้ากัน
    – ใช้ผ้าขาวบางคลุมภาชนะไว้ป้องกันฝุ่นลงมาในขนม แล้วพักรอไว้อีก 30 นาที
    – จากนั้นใช้ผ้าเช็ดใบจากให้สะอาด แล้วตัดหัวและท้ายใบให้มีความเรียบร้อย และตัดให้ได้ความยาวที่ 12 นิ้ว
    – ทำไม้กลัดขนมจาก โดยเหลาทางมะพร้าว แล้วนำก้านมะพร้าวไปตากแห้งประมาณ 2 วัน มาใช้
    – ตัดก้านมะพร้าวแบบเฉียง ประมาณความยาวที่ 2 นิ้ว
    – ต่อมาก็ตักเนื้อขนมจาก 2 ช้อนโต๊ะลงในใบขนมจาก วางตรงกลางใบ ละเลงให้เนื้อขนมกระจายออกไปเล็กน้อย
    – ใช้ไม้กลัด กลัดบริเวณหัวและท้ายของใบจาก และกลัดบริเวณตรงกลางใบที่มีขนมอยู่อีกครั้ง รวมเป็นใช้ไม้กลัดทั้งหมด 3 บริเวณต่อขนมจาก 1 ชิ้น
    – จุดเตาถ่านให้ได้ไฟร้อนปานกลาง แล้วนำตะแกรงเหล็กตาถี่มาวาง
    – นำขนมจากวางแล้วปิ้งข้างละ 5-7 นาที จากนั้นค่อยพลิกอีกด้านปิ้ง 5-7 นาทีเช่นกัน จนขนมสุก
    – เอาขนมลงจากเตาแล้วพักให้ขนมหายร้อน จึงค่อยแกะไม้กลัดออก แล้วรับประทานได้

  • สูตรวิธีทำเฉาก๊วย พร้อมคำแนะนำในการขายเฉาก๊วย

    เฉาก๊วย
     

    สำหรับในบทความนี้ ผมก็จะขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับการทำเฉาก๊วย และการนำเฉาก๊วยไปขายนะครับ ว่าเค้าทำกันอย่างไรบ้าง ซึ่งเฉาก๊วยนั้น ไม่ว่าผมจะไปตลาดไหน ก็มีร้านขายเฉาก๊วยกันอยู่ทุกตลาด แสดงว่ามีคนทานเฉาก๊วยอยู่เยอะ ทำให้พ่อค้าแม่ค้าขายเฉาก๊วยได้เรื่อยๆ ได้กำไรเลี้ยงชีพ บางคนก็ตั้งตัวได้จนรวยไปเลยก็มีให้เห็นอยู่หลายราย

    ก่อนอื่นก็ขอกล่าวถึงประวัติของเฉาก๊วยสั้นๆ นะครับ เฉาก๊วยเนี่ยสมัยก่อนนู้นนานมาแล้ว จะอยู่ที่ประเทศจีนนะครับ เป็นของหวานของประเทศจีนนี่เอง เฉาก๊วยมาจากคำว่า 草粿 (เฉากว่อ) ซึ่งคำในภาษาจีนฮกเกี้ยน ในภาษาจีนกลางจะเรียกว่า เหลียงเฝิ่น หรือ เซียนเฉ่า แปลว่า หญ้าเทวดา ในขณะที่ชาวมาเลย์จะเรียกเฉาก๊วยว่า จินเจา

    แรกเริ่มเดิมที เฉาก๊วยมาจากคนจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย และได้นำเฉาก๊วยเข้ามาขายด้วย เริ่มแรกขายเป็นเฉาก๊วยนิ่มแบบดั้งเดิมจากประเทศจีน เวลาจะทานใส่น้ำตาลทรายแบบของจีน โดยจะขายคู่กับเต้าฮวย และเนื่องจากประเทศไทยมีอากาศค่อนข้างร้อน ในระยะต่อมาจึงได้มีการใส่น้ำแข็งใสลงไปด้วย กลายเป็นเฉาก๊วยแบบเย็นอร่อย และกาลเวลาผ่านมาไม่นานนักเฉาก๊วยก็เป็นที่นิยม และเริ่มขยายวงกว้างเป็นที่รู้จักของคนไทยจนมาถึงปัจจุบันนี้

    ต้นเฉาก๊วยซึ่งเป็นพืชในตระกูล Lamiaceae (ตระกูลมิ้นท์) ตระกูลเดียวกับ สะระแหน่ กะเพรา โหระพา แมงลัก และยี่หร่า

    เอาหล่ะอารัมภบทมาแล้ว ก็มาเข้าสู่เนื้อหาหลักๆ กันดีกว่าครับ มาเริ่มกันเลยครับ

    สูตรวิธีการทำเฉาก๊วย สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    1. เฉาก๊วยสำเร็จรูป 1 ซอง
    2. น้ำเปล่า 1 ลิตร
    3. น้ำตาลทองธรรมชาติ
    4. น้ำเปล่า (สำหรับทำน้ำเชื่อม)
    5. น้ำแข็ง สำหรับเสิร์ฟ
    6. นมสด

    วิธีการทำเฉาก๊วย

    1. ในอ่างผสม เติม น้ำ 200 มิลลิลิตร และตามด้วยผงเฉาก๊วย ลงไป ใช้พายคนให้ส่วนผสมทั้งสองอย่างเข้ากันเป็นอย่างดี แล้วพักไว้ก่อนครับ
    2. นำหม้อมาใส่น้ำสะอาด 800 มิลลิลิตร นำขึ้นตั้งไฟแรง พอเดือดแล้วให้ปรับลดระดับไฟลง
    3. เปลี่ยนระดับความแรงของไฟเป็นไฟอ่อน แล้วนำผงเฉาก๊วยที่ละลายน้ำเอาไว้มาเทใส่หม้อน้ำร้อนที่เดือดแล้วนั้น
    แล้วใช้พายกวนต่อ กวนผสมจนเนื้อของสวนผสมเข้ากัน และมีลักษณะเป็นเนื้อที่เนียนสวย ปิดไฟยกลง ตักใส่ภาชนะ รอให้จับตัวแข็งเป็นเนื้อแน่นๆ กว่านี้
    ต่อไปมาทำน้ำเชื่อมนะครับ น้ำ 1 ลิตร และน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม หรือจะเยอะหรือน้อยกว่านั้นก็ได้ครับ ใช้สัดส่วน 1:1 เทผสมลงในหม้อ ตั้งไฟอ่อน เคี่ยวให้น้ำตาลละลาย ปิดไฟยกลงครับ
    4. ตักเฉาก๊วยด้วยช้อน หรือหั่นเป็นสี่เหลี่ยมพอคำ หรือใช้ที่ตักไอศกรีม ค่อยๆ ตักเป็นลูกกลม (ใช้ลูกเล่นนิดหน่อย เพื่อความน่ารักครับ แต่ขณะตักระวังเนื้อเฉาก๊วยแตกด้วยนะครับ) จัดใส่ถ้วย น้ำแข็งป่นโปะลงไป ราดน้ำเชื่อม ตามด้วยนมสด จัดเสิร์ฟ หอมกลิ่นนมสดรับประทาน อร่อยและเย็นชื่นใจมากครับ

    สูตรวิธีการทำเฉาก๊วย สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    1. เฉาก๊วยสำเร็จรูป 1 ซอง
    3. น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี
    4. นมสด 1 ลิตร
    5. ผงชาไทย
    6. น้ำแข็ง สำหรับเสิร์ฟ
    7. น้ำสะอาด

    วิธีการทำเฉาก๊วย

    1. น้ำ 150 มิลลิตร ผสมผงเฉาก๊วย คนให้เข้ากัน พักรอสักครู่
    2. น้ำสะอาด 750 มิลลิลิตร ในหม้อต้ม ตั้งไฟกลาง เมื่อเดือดปรับเป็นไฟอ่อน เทผลเฉาก๊วยที่ผสมน้ำลงไป คนผสมให้เนื้อเนียนเข้ากันดีแล้ว ปิดไฟยกลง เทใส่ภาชนะสะอาด รอให้แข็งตัว
    3. เทผงชาไทยลงในถุงกรองชาให้เต็ม ยกถุงกรองชาไว้บนภาชนะ หรือหม้อ หรือเหยือก ที่ทนความร้อน ขนาดที่ใส่น้ำได้สัก 1 ลิตร เทน้ำร้อนลงในถุงชา แช่ถุงชาไว้ 1 นาที ให้ได้เนื้อชาเข้มข้น แล้วเต็มน้ำตาล 1 ½ กิโลกรัม คนผสมให้ละลาย
    4. หั่นเฉาก๊วยเป็น สี่เหลี่ยมกว้างสักชิ้นละ 1 นิ้ว ตักใส่ถ้วย ตามด้วยน้ำแข็งป่น ราดน้ำเชื่อมชาไทยลงไป ตามด้วยนมสด หอมกลิ่นชาไทยผสมนมสด รสชาติละมุนลิ้น เย็นชื่นใจมากเลยครับ
    สำหรับเมนูนี้ ถ้าหากต้องการเปลี่ยนจากชาไทยเป็นชาเขียวก็สามารถทำได้เช่นกันนะครับ โดยใช้วิธีทำและสูตรเดียวกัน แค่เปลี่ยนผงชาเท่านั้นครับ

    เคล็ดลับการทำเฉาก๊วยให้เหนียวอร่อย

    – วิธีทำให้เฉาก๊วยเหนียวนั้น เราไม่จำเป็นต้องใช้เวลากวนเฉาก๊วยหลังใส่แป้ง เป็นเวลามากเกินไป บางท่านอาจจะกวนเฉาก๊วยถึง 30 นาที การทำเช่นนี้นั้นจะทำให้น้ำในเฉาก๊วยระเหยไปเรื่อยๆ นะครับ ทำให้เฉาก๊วยไม่ค่อยเหนียวนะครับ
    – หากเอาเฉาก๊วยแช่น้ำเชื่อมไว้ค้างคืน เฉาก๊วยจะรัดตัว จะทำให้เหนียวเด้งขึ้นอีกด้วย
    – แต่เคล็ดลับที่ทำให้เหนียวจริงๆ จะอยู่ที่แป้งที่เราใส่ลงไป จะต้องเป็นแป้งที่เหนียวเป็นพิเศษ อาจจะต้องใช้แป้งมันละลายพิเศษสำหรับเฉาก๊วยนะครับ ซึ่งในส่วนนี้ก็ได้มีบริษัทผลิตออกมาจำหน่ายตามท้องตลาดอยู่ เราต้องไปซอกแซกตามตลาด หาความรู้ใหม่ๆ อยู่บ่อยๆ นะครับ เก็บเล็กผสมน้อย หรือจะแอบถามพ่อค้าแม่ค้าขายเฉาก๊วยก็ได้ครับว่าเฉาก๊วยเหียวๆ อร่อยๆ แบบนี้ใช้แป้งอะไร จะไปลองทำดูบ้าง

    วิธีทำน้ำเชื่อมใส่เฉาก๊วย

    – ส่วนการทำน้ำเชื่อมนั้นก็ไม่ยากเลยนะครับ ให้ใช้น้ำสะอาดนะครับ ต้มน้ำให้เดือดก่อนแล้วใส่น้ำตาลทรายลงไป ในอัตราส่วน 50/50 คนเรื่อยๆ จนกว่าจะละลาย หากยังไม่ละลายให้เปิดไฟอ่อนๆ ไว้ คนไปเรื่อยๆ และเราอาจจะเติมใบเตยหอมลงไปต้มด้วยนิดหน่อย กลิ่นก็จะหอมขึ้นนะครับ

     

    การขายเฉาก๊วย
     

    การบรรจุซองพลาสติกใส่เฉาก๊วย

    – ให้บรรจุเฉาก๊วยในซองพลาสติก หรือภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของเฉาก๊วยในแต่ละซองพลาสติก หรือหรือภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากของเฉาก๊วย

    ที่ซองพลาสติกใส่เฉาก๊วย หรือภาชนะบรรจุเฉาก๊วยทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น เฉาก๊วยสุดหวาน เฉาก๊วยเย็นเจี๊ยบ เฉาก๊วยอร่อยดี หรืออื่นๆ
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายเฉาก๊วย

    สำหรับการทำเฉาก๊วยขาย ทุกอย่างก็ต้องมีจุดเริ่มต้นนะครับ ส่วนใหญ่แล้วเฉาก๊วยจะขายกันตามตลาดต่างๆ เป็นร้านเล็กๆ ขายร่วมกับขนมหวานอื่นๆ มีทานที่ร้านบ้าง มีใส่แก้วกลับบ้านบ้าง ซึ่งถ้าเราทำแบบธรรมดา รายได้ของเราก็จะธรรมดา

    ผมแนะนำให้ทำเป็นร้านที่ขายแต่เฉาก๊วยอย่างเดียวเลยครับ เมื่อนึกถึงเฉาก๊วย ต้องนึกถึงร้านเรา เอาให้ได้อย่างนั้นเลยครับ ให้ร้านของเราเป็นร้านที่มีบรรยากาศของเฉาก๊วย อาจจะเริ่มจากเช่าห้องเล็กๆ ก่อน แต่เราขายบรรยากาศ ไม่ได้ขายเฉาก๊วยอย่างเดียว ข้างฝาผนังเราก็จะติดรูปเฉาก๊วย เมนูของเราก็จะมีแต่เมนูเฉาก๊วย เช่น เฉาก๊วยนมสด เฉาก๊วยคาราเมล เฉาก๊วยทรงเครื่อง เฉาก๊วยธัญพืช รวมไปจนถึงน้ำเฉาก๊วย และเราก็โปรโมทร้านของเราด้วยช่องทางการตลาดออนไลน์ หรือการตลาดแบบท้องถิ่นตามความเหมาะสม แต่ผมแนะนำให้โปรโมทร้านแบบใช้การตลาดออนไลน์จะประหยัดงบมากกว่า เข้าถึงคนได้เยอะกว่าครับ

    เมื่อร้านเฉาก๊วยของเรา คนเริ่มเข้ามาทานกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องต่อคิว จองโต๊ะกัน เมื่อนั้นเราก็ต้องทำการขยายร้านครับให้ร้านใหญ่ขึ้น หรือถ้าขยายร้านไม่ได้ เนื่องจากข้างๆ ร้านเค้าไม่ให้เช่าเพิ่ม หรือไม่ขายที่ให้ เราก็ต้องเบนไปทางขยายสาขาแทนครับ เป็นร้านเฉาก๊วยสาขา 1 สาขา 2 สาขา 3 เรื่อยไปตามกำลังของเราจะทำไหว หรือถ้าเราจะเปิดขายแฟรนไชส์ก็ดี เมื่อเราดังแล้ว เงินก็เริ่มมาเรื่อยๆ ครับ

    เฉาก๊วยอร่อย บริการดี ทำเลดี บรรยากาศสวย การตลาดเยี่ยม ถ้าทำได้ดังนี้ โอกาสรุ่งมีมากครับ

    ก็ลองดูนะครับ สาหรับธุรกิจสายนี้ ยังไปได้อีกไกลครับ สำหรับร้านขายเฉาก๊วยโดยตรง คู่แข่งยังมีไม่มากเท่าไหร่ มีแต่เจ้าใหญ่ครองตลาดอยู่ เรายังสามารถเข้าไปแบ่งชิ้นเค้กได้ ถ้าเราเตรียมตัวมาดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ ขอให้ประสบความสำเร็จกับการขายเฉาก๊วย และร่ำรวยครับ

  • การหาแหล่งค้าส่งสินค้าราคาถูก เพื่อนำไปขายต่อ หาได้ง่ายๆ

    ผมเชื่อว่าต้องมีสักห้วงความคิดหนึ่งหล่ะ ที่คุณอยากจะทำธุรกิจส่วนตัวขึ้นมาบ้าง หรืออยากจะมาค้าขายสินค้าเอง แทนที่จะไปนั่งทำงานในออฟฟิตในบริษัททั้งวัน ซึ่งอันดับแรกที่คุณต้องนึกถึงเลยก็คือว่า คูณจะขายอะไร หรือจะทำอะไรก่อนอะไรหลัง วันนี้ผมก็จะมาแนะนำสินค้าที่หาได้จากแหล่งค้าส่ง ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าปกติตามท้องตลาด

    ไปในแหล่งที่มีร้านขายสินค้าที่คุณต้องการ เนื่องจากว่าในแหล่งนั้นจะมีผู้ขายสินค้าขายส่งอยู่หลายเจ้า ฉะนั้นแล้วการที่เรามุ่งตรงไปยังแหล่งขายส่งจะทำให้คุณมีโอกาสมองหา หรือได้เลือกสินค้าได้หลากหลาย และสามารถนำมาเปรียบเทียบในส่วนของราคาได้ เช่น ถ้าคุณต้องการขายเสื้อผ้าราคาถูก ก็ไปดูที่โบ้เบ้ ต้องการขายอะไหล่คอมพิวเตอร์ก็ไปดูที่ Pantip เป็นต้น

    โรงงาน ถ้าเราไปซื้อสินค้ามาจากผู้ผลิตโดยตรง เราจะได้ราคาที่ถูกที่สุด ไม่ต้องผ่านคนกลางใดๆ ดังนั้นถ้าคุณมีสินค้าที่ต้องการจะขายแล้วหล่ะก็ ให้ลองค้นหาดูว่ามีโรงงานไหนผลิตสินค้าชนิดนี้บ้าง และคุณสามารถที่จะซื้อสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตมาขายได้ จะทำให้คุณได้สินค้ามาในราคาถูกมาก แต่ข้อเสียคือส่วนใหญ่แล้วโรงงานมักจะขายสินค้าทีละจำนวนมาก ถ้าคุณเพิ่งเริ่มทำการค้าขาย ยังไม่เคยขายสินค้าประเภทนั้นมาก่อน อาจจะต้องคิดให้ดีก่อนว่าจะซื้อสินค้าจำนวนมากมาขายดีหรือเปล่า จะหาลูกค้ามาซื้อต่อได้จากที่ไหน เพราะถ้าเราขายสินค้าได้ไม่หมดก็หมายถึงการขาดทุน อาจจะทำให้เสียกำลังใจในการขายต่อไปได้

    เว็บไซต์ คือการหาสินค้ามาขายจากในเว็บไซต์ที่มีสินค้าที่เราต้องการนำมาขาย ซึ่งข้อดีของการซื้อสินค้าจากในเว็บ คือ ความสะดวกสบายที่เราสามารถหาสินค้าขายส่งได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัสของเราเอง และสามารถทำการเปรียบเทียบราคาของแต่ละเจ้าได้อย่างรวดเร็วว่องไว แต่มีข้อเสียก็คือ สินค้าต่าง ๆ ที่แสดงในเว็บกับสินค้าจริงอาจจะไม่เหมือนกันทั้งหมด รูปภาพสินค้าส่วนใหญ่แล้วเป็นรูปภาพโชว์เท่านั้น ในความเป็นจริงสภาพสินค้าเป็นอย่างไรเราก็ไม่อาจทราบได้เลย นอกจากซื้อแล้วมาส่งเท่านั้นถึงจะได้เห็นสินค้าจริง ๆ ว่ามีสภาพอย่างไร หรือบางเจ้าอาจจะโกงเงินเรา โดยที่เราโอนเงินไปแล้วไม่ยอมส่งสินค้ามาให้เราก็เป็นไปได้ วิธีแก้ก็คือ ให้ซื้อสินค้าจากผู้ขายที่มี feedback จากลูกค้าที่ค่อนข้างดี หรือนำชื่อคนขาย หรือชื่อร้านค้าค้นหาใน google ว่าผู้ขายรายนี้เคยโกงไหม

    งานแสดงสินค้า ในงานแสดงสินค้าแต่ละครั้งนั้น จะมีผู้ผลิตสินค้าไปรวมตัวกันอยู่ในที่เดียวเป็นจำนวนมาก ดังนั้นถ้าเราสละเวลาไปงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับสินค้าที่เราอยากจะขาย ซึ่งคุณจึงสามารถที่จะเปรียบเทียบสินค้าและราคาได้ภายในงานเดียว โดยไปดูให้ทั่วเลยว่าในงานนี้มีร้านขายขายสินค้าชนิดนี้บ้าง จดราคามาเปรียบเทียบกันร้านต่อร้านเลย เราก็จะได้มองออกว่าร้านไหนขายถูกที่สุด แต่ถูกที่สุดแล้วเราก็ยังต้องดูสภาพสินค้าด้วยว่าเป็นอย่างไร ให้ถือสมุดโน๊ตเล่มนึงติดตัวไว้ตลอดงานเลยยิ่งดีครับ

    นำเข้าสินค้าจากเว็บต่างประเทศ เช่น จากเว็บไซต์ ebay ,taobao หรือ alibaba ซึ่งข้อดีของวิธีนี้ก็คือ เราสามารถเลือกสินค้าจากผู้ผลิตจากต่างประเทศ ทำให้สินค้าที่เราจะเอามาขายนั้นมีความหลากหลายมากกว่าซื้อจากผู้ผลิตในประเทศอย่างเดียว แต่ข้อเสียก็คือการขนส่ง ถ้าส่งมาทางเรืออาจจะต้องใช้เวลานาน แต่ถ้าส่งทางเครื่องบินก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายสูง และอาจจจะต้องวัดใจกับสภาพสินค้าที่กว่าจะถึงมือเราสภาพจะเป็นอย่างไร หรือถ้ามีสินค้าชำรุด การส่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาข้ามประเทศจะทำให้เสียเวลา และอาจจะทำให้ค่าใช้จ่ายไม่คุ้มครับ บวกกับกลโกงจากผู้ขายโดยเฉพาะใน alibaba ที่ผมคิดว่าอาจจะต้องให้ผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านการสั่งสินค้าเข้ามาดำเนินการให้ เพื่อไม่ให้ถูกหลอกเสียเงินฟรีครับ

    ทำเองหรือจ้างผลิต ในกรณีที่คุณคิดว่าสินค้าในท้องตลาดมันคล้ายๆ กันหมด จะหาความแตกต่างได้อย่างไร ถ้าคุณต้องการความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น ๆ การผลิตสินค้าเองน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะคุณสามารถจินตนาการออกแบบสินค้าได้ตามที่ต้องการ และสินค้าที่คุณผลิตได้ก็จะไม่ซ้ำแบบใคร ดูแปลกใหม่ ยิ่งออกแบบสินค้าให้ดูดีได้ ก็จะสามารถเพิ่มราคาสินค้าได้มาก แต่เมื่อออกไปสักระยะหนึ่งก็จะมีของก็อปแบบที่คุณทำเข้ามาในท้องตลาด ซึ่งคุณก็ต้องคอยตรวจสอบในจุดนี้ให้ดี แต่ถ้าคุณยังไม่พร้อมที่จะผลิตสินค้าเอง ก็สามารถไปจ้างผลิตสินค้าได้ โดยในปัจจุบันก็มีผู้ผลิตหลายรายที่รับจ้างผลิตสินค้าอบู่มากมายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบครับ

    ผมขอแนะนำตลาดให้นะครับ

    – ถ้าจะขายให้ต่างประเทศ จตุจักร สินค้า handmade หาได้ราคาถูกราคาส่งไปวันศุกร์ครับ จะเจอเยอะเลยครับ เพราะเค้ามาตรงจากทางภาคเหนือ
    – ถ้าจะขายเสื้อผ้า โบ้เบ๊ ก็ถูกเช่นกันครับ ทั้ง 2 ตึกเลยครับ หรือสะดวกช่วงเช้าต้องไปเช้ามืด ตี 3 มีเยอะครับ
    – ของกิ๊ฟช๊อป ต้องไปตลาดเช้าที่สำเพ็ง เที่ยงคืนเป็นต้นไป ไปจอดรถแถวเวิ้งแล้วเดินไป มีเยอะมากและถูกด้วยครับ
    – ตลาดเสือป่า นอกจากจะมีเคสแล้ว ยังมีเครื่องหนัง อุปกรณ์เครื่องหนังทำกระเป๋า
    – วงเวียนใหญ่ อุปกรณ์เครื่องทำกระเป๋า มีทุกอย่างครับ
    – สะพานเหล็ก ขายส่งเกมส์ และของเล่นรถบังคับ เลโก้ต่างๆ จากเมืองจีน ราคาถูกครับ

    ผมก็หวังว่าบทความการหาแหล่งค้าส่งสินค้าราคาถูก เพื่อนำไปขายต่อนี้จะสามารถช่วยให้ท่านที่จะทำธุรกิจส่วนตัวหรือทำมาค้าขายได้หาแหล่งค้าส่ง ซื้อสินค้ามาขายได้หลายช่องทาง และขอให้ค้าขายสินค้าร่ำรวย ๆ กันทุกท่านนะครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำเสาวรส พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำเสาวรส

    น้ำเสาวรส
     

    สูตรน้ำเสาวรส สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำเสาวรส

    – ลูกเสาวรสสุก 2 ลูก
    – น้ำเชื่อม 3 ถ้วยตวง
    – น้ำต้มสุก 2 ถ้วยตวง
    – เกลือป่นเล็กน้อยสำหรับเพิ่มรสชาติ

    วิธีการทำน้ำเสาวรส

    – นำลูกเสาวรสสุกมาผ่าครึ่งเป็น 2 ซีก ใช้ช้อนขูดเอาส่วนที่เป็นเนื้อในสีส้มๆออกมา แล้วพักไว้
    – นำน้ำต้มสุกที่กำลังอุ่นๆมาเตรียมไว้ แล้วนำเนื้อเสาวรสที่ขูดมาผสมกับน้ำต้มที่เตรียมแล้วนำไปคั้นกับกระชอน เพื่อเอาเมล็ดออก
    – เมื่อได้น้ำเสาวรสแล้ว ปรุงรสชาติด้วยน้ำเชื่อมและเกลือป่นเล็กน้อย ชิมรสตามที่ชอบ
    – เทใส่แก้วหรือบรรจุขวดไว้สำหรับแช่เย็น
    – ยิ่งเย็น ยิ่งน่ารับประทาน รสชาติของเสาวรสจะออกเปรี้ยวๆ อมหวาน เป็นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพที่อร่อย

    สูตรน้ำเสาวรส สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำเสาวรส

    – ลูกเสาวรส 3 ลูก
    – น้ำตาลทราย 200 กรัม
    – น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำเสาวรส

    – ผ่าเสาวรส 3 ลูก ออกเป็นครึ่ง คว้านเอาส่วนที่เป็นเนื้อสีส้มข้างในออกมาใส่ไว้บนกระชอน
    – ทำการคั้นน้ำเสาวรสบนกระชอนให้ได้ส่วนที่เป็นน้ำเสาวรสออกจากเมล็ด จากนั้นพักไว้
    – เตรียมต้มน้ำโดยใช้ไฟปานกลาง ต้มน้ำให้เดือด เทน้ำเสาวรสลงในหม้อ ใส่น้ำตาลลงไป คนให้น้ำตาลละลายผสมเข้ากับน้ำเสาวรส ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย ชิมรสชาติ
    – เมื่อได้รสชาติที่ชอบแล้ว ทิ้งน้ำเสาวรสที่ได้ไว้ให้เย็น
    – นำน้ำเสาวรสใส่ขวด แช่ตู้เย็นไว้ให้เย็น
    – เสิร์ฟใส่แก้ว ทานแบบเย็น จะให้ความสดชื่นตามแบบผลไม้ไทยที่แสนอร่อย

    สูตรน้ำเสาวรส สูตรที่ 3 (น้ำเสาวรสปั่น)

    ส่วนผสมน้ำเสาวรสปั่น

    – ลูกเสาวรส 2 ผล
    – น้ำเชื่อม 3 ถ้วยตวง
    – น้ำแข็ง ½ แก้ว
    – เกลือป่น 1 หยิบมือ

    วิธีการทำน้ำเสาวรสปั่น

    – ผ่าเสาวรสออกเป็นครึ่ง คว้านเอาส่วนที่เป็นเนื้อข้างในออก ใส่แก้วทิ้งไว้สักครู่
    – กรองเนื้อเสาวรสบนกระชอนโดยคั้นให้น้ำเสาวรสออกมาและเหลือส่วนเมล็ดไว้เล็กน้อย
    – เตรียมทุบน้ำแข็งให้ละเอียด แล้วเทลงในโถปั่น ตามด้วยน้ำเชื่อมและเกลือป่นเล็กน้อย จากนั้นนำน้ำเสาวรสเทใส่โถปั่น
    – ทำการปั่นส่วนผสมต่างๆ ให้ละเอียด ชิมรสชาติแล้วเทน้ำเสาวรสลงในแก้ว
    – นำเมล็ดเสาวรสที่แยกออกลงในน้ำเสาวรสปั่น คนเมล็ดกับน้ำเสาวรสให้เข้ากัน ไม่แนะนำให้ปั่นเมล็ดเสาวรสลงไปในโถปั่น เพราะจะทำให้ได้รสชาติขม ไม่น่าทาน
    – จัดตกแต่งน้ำเสาวรสปั่นที่ทำเสร็จแล้วให้สวยงาม พร้อมสำหรับเสิร์ฟ
    – ได้น้ำเสาวรสปั่นที่น่ารับประทานพร้อมกับเนื้อเสาวรสที่แสนอร่อย

    การขายน้ำเสาวรส

  • สูตรวิธีทำสละลอยแก้ว พร้อมคำแนะนำในการขายสละลอยแก้ว

    สละลอยแก้ว

     

    สูตรวิธีการทำสละลอยแก้ว สูตรที่ 1

    ส่วนผสมสละลอยแก้ว

    – สละ 1 กิโล ครึ่ง
    – น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1-2 ช้อนชา

    วิธีการทำสละลอยแก้ว

    – ทำการแกะลูกสละออกจะพวง โดยการนำใส่ตะกร้าไว้ แล้วทำการเขย่าๆ เพื่อให้หนามสละหลุดออกจากช่องว่างของตะกร้าให้หมด
    – จัดการปอกเปลือกลูกสละ การปลอกโดยที่เขย่าเอาหนามออก จะทำให้หนามไม่ตำมือ และปอกได้ง่ายๆ
    – เมื่อปลอกเปลือกเสร็จ ใช้ปลายมีดแหลมๆเสียบเข้าด้านขั้วของลูกสละก่อน เริ่มจากด้านแบนที่เนื้อบางติดเมล็ด ให้ปลายมีดลึกประมาณครึ่ง เลยกึ่งกลางเมล็ดไปเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ หมุนมีดแล้วเลาะเนื้อออกจากเมล็ด จนครบรอบ ทำทั้ง 2 ด้าน
    – นำปลายมีดแหลมๆ ดันเข้าทางขั้วของลูกสละ เพื่อเอาเมล็ดออก เป็นอันเสร็จเรียบร้อย จะได้ลูกสละกลวงๆไร้เมล็ดพร้อมสำหรับการทำสละลอยแก้ว
    – นำลูกสละที่ปอกแล้ว ไปแช่น้ำทิ้งไว้ จากนั้นก็พักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ
    – เตรียมผสมน้ำตาลทรายแดงกับน้ำสะอาด ตั้งไฟรอให้น้ำเดือด พอเดือดทำการยกลง
    – พอน้ำเชื่อมเดือดใส่สละที่เตรียมไว้พร้อมด้วยเกลือป่นเล็กน้อย ชิมรสให้ได้รสชาติที่ต้องการ จากนั้นต้มให้เดือดอีกเล็กน้อย แล้วยกลง
    – รอทิ้งไว้ให้เย็นสักครู่ จะได้สละลอยแก้วที่ทำได้อย่างง่ายๆ
    – สามารรถนำเข้าตู้เย็นได้หรือใส่น้ำแข็งทานก็อร่อยได้ง่ายๆไปอีกแบบ

    สูตรวิธีการทำสละลอยแก้ว สูตรที่ 2

    ส่วนผสมสละลอยแก้ว

    – สละยังไม่ปอกเปลือก 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วย
    – เกลือ 1 ½ ช้อนชา

    วิธีการทำสละลอยแก้ว

    – สละปอกเปลือก คว้านเอาเมล็ดออก ใช้มีดสำหรับคว้านที่มีปลายโค้งหรือมีดแกะสลักก็ได้ จากนั้นค่อยๆ เลาะเนื้อสละให้หลุดออกจากเมล็ด โดยเลาะและดันเมล็ดสละออกมาทางด้านใดด้านหนึ่ง
    – ได้สละลูกกลวงๆ ไร้เมล็ด
    – นำสละไปล้างด้วยน้ำเปล่าหนึ่งครั้ง เพื่อให้หนามที่อาจติดอยู่บนลูกสละหลุดออก
    – ทำการล้างสละโดยนำ น้ำเปล่าครึ่งถ้วยผสมกับเกลือ 1ช้อนชา สำหรับใช้ล้างลูกสละ เพื่อไม่ให้ลูกสละ แล้วนำขึ้นให้สะเด็ดน้ำ
    – น้ำสะอาด 1 ถ้วยตวง ผสมกับน้ำตาลทราย ตั้งไฟกลางๆ แล้วคนให้น้ำตาลละกับน้ำละลายเข้ากันดี รอจนน้ำเดือด
    – กรองส่วนผสมที่เดือดด้วยผ้าขาวบาง ยกขึ้นตั้งไฟอีกครั้ง รอน้ำเดือดอีกเล็กน้อย จากนั้นใส่ลูกสละล้างแล้วลงไป เติมเกลือป่นเล็กน้อย ชิมรสชาติจนได้ที่
    – เมื่อได้น้ำสละลอยแก้วแล้ว นำน้ำสละส่วนหนึ่งตักแยกไว้ แล้วนำเข้าตู้เย็นช่องแช่แข็ง เมื่อแข็งแล้ว นำน้ำสละแข็งมาปั่นให้เป็นเกล็ดหิมะ
    – เนื้อเอาเนื้อและน้ำสละลอยแก้วที่ไม่ได้แช่เย็นใส่ชาม ราดด้วยน้ำสละเกล็ดหิมะลงไป
    – เสร็จขั้นตอน จะได้สละลอยแก้ว สูตรเกล็ดหิมะที่หวาน เย็น ชื่นใจ สามารถทานได้กับน้ำแข็งทุบหรือน้ำแข็งก้อนเล็กๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ

    สูตรวิธีการทำสละลอยแก้ว สูตรที่ 3

    ส่วนผสมสละลอยแก้ว

    – ผลสละ 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย (หรือมากกว่านี้ก็ได้ หากชอบหวาน)
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำร้อน 1 ถ้วย
    – น้ำดอกไม้สด 1/2 ถ้วย
    – ใบเตย 1 มัด

    วิธีการทำสละลอยแก้ว

    – เริ่มจากผสมน้ำร้อนกับเกลือป่นให้ละลายเข้ากัน ทำการกรองผงออก แล้วทิ้งไว้ให้เย็น
    – นำผลสละที่ยังไม่ปอกเปลือกมาขูดหนามออก เพื่อให้ง่ายต่อการปอก แล้วนำไปร่อนในตะกร้าเพื่อไม่ให้เศษหนามติดอยู่ตามเปลือก
    – ปอกเปลือกผลสละ ใช้มีดคว้านเอาเมล็ดออก โดยตัดเนื้อส่วนหัวทีละด้าน ใช้ปลายมีดแหลมดันเมล็ดออก ให้ได้ลูกสละกลวงๆ จากนั้นนำไปแช่ในน้ำเกลือเพื่อไม่ให้ผลสละดำ พักทิ้งไว้
    – ทำน้ำเชื่อมลอยแก้ว โดยตั้งไฟร้อนปานกลาง ใส่น้ำดอกไม้สดเพื่อความหอม น้ำตาลอาจจะใส่เยอะหน่อย หากชอบรสหวานและใบเตยทุบเล็กน้อยลงไป คนให้น้ำตาลละลายจนหมด จากนั้นจึงนำไปกรองเอาเศษใบเตยและสิ่งสกปรกออก
    – นำไปเคี่ยวต่อจนเดือด ให้ได้เป็นน้ำเชื่อมข้นเหนียว ทำการปิดไฟ แล้วทิ้งไว้ให้เย็น
    – ตักผลสละใส่หม้อที่เคี่ยวน้ำเชื่อม ตามด้วยเกลือลงไปเล็กน้อย คนให้เข้ากัน ชิมรสชาติให้มีรสเค็มนิดๆ ปนกับรสหวาน พักไว้ให้เย็น
    – นำแช่ในตู้เย็นเพื่อเพิ่มความอร่อย
    – นำออกจากตู้เย็น ตักผลสละและน้ำเชื่อมลงในถ้วยที่เตรียมไว้ สามารถทานแบบเย็นๆโดยนำออกจากตู้เย็นหรือจะทานแบบใส่น้ำแข็งทุบละเอียดก็ได้เช่นกัน หากรสชาติสละลอยแล้วยังหวานไม่ถูกใจ สามารถเติมน้ำตาลทรายแดงหรือน้ำเชื่อมได้
    – เป็นของหวานแก้ร้อน ในช่วงหน้าร้อนที่จะถึงนี้

    การขายสละลอยแก้ว

  • 10 ไอเดียในการหาแหล่งเงินทุนทำธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่

    หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่ใฝ่หาในเรื่องของความสำเร็จและต้องการทำให้ธุรกิจของคุณนั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและ ทำกำไรได้อย่างแท้จริงแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการหาทุน เพื่อเป็นไอเดียทางธุรกิจให้คุณสามารถใช้เป็นแนวทางในการทำความสำเร็จให้เกิดขึ้น บทความนี้จะขอเสนอแนะแนวทางอย่างง่ายๆในการช่วยให้คุณ สามารถเข้าถึงแหล่งทุนทำธุรกิจ ได้ โดยลองมาดูกันว่าแหล่งทุนทำธุรกิจ ที่เราสามารถมองหาได้นั้นมีที่ใดบ้าง

    1.มาจากเก็บหอมรอมริบ

    สิ่งแรกที่คุณนั้นสามารถเข้าถึงแหล่งทุนทำธุรกิจได้อย่างง่ายดายที่สุดคือ การเก็บหอมรอมริบนั่นเอง โดยปกติแล้ว เพื่อให้คุณสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างปลอดภัย คุณควรมีวงเงินสดอยู่ในบัญชีธนาคารอย่างน้อย 100,000 บาท และเป็นบัญชีสำรองสำหรับการหมุนเวียนอีก 100,000 บาท เพื่อให้แน่ใจว่าคุณสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างปลอดภัย

    2.ขอเงินจากพ่อแม่ (ถ้าท่านมีกำลังทรัพย์พอ)

    หากคุณพ่อคุณแม่คุณนั้น เป็นเจ้าของธุรกิจอยู่แล้ว ผู้เขียนขอเสนอให้คุณลองขอกู้เงิน หรือขอยืมเงินทุนจากท่านก่อน ซึ่งจะมีข้อดีคือ ไม่มีดอกเบี้ย และคุณสามารถเจรจากับเจ้าหนี้ได้อย่างไม่ยากนักนั่นเอง ลองทำดูนะครับ วิธีนี้สามารถช่วยคุณได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง แต่อย่าขอเงินท่านจนท่านเดือนร้อนนะครับ และอย่าบังคับท่านโดยเด็ดขาด

    3.กู้ธนาคารทั่วๆไป ที่เปิดวงเงินกู้ SMEs

    ส่วนต่อมาที่คุณนั้นจะต้องทำคือ การกู้เงินเพื่อหาแหล่งทุนทำธุรกิจ แน่นอนว่าการกู้เงินที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณนั้นเติบโตได้ดีที่สุดก็คือธนาคารต่างๆนั่นเอง ที่สามารถปล่อยวงเงินกู้ในการทำธุรกิจ SMEs ได้ โดยสิ่งที่คุณนั้นจะต้องมีคือ แผนธุรกิจที่ดี เพื่อให้ธนาคารมีความมั่นใจว่าเมื่อปล่อยกู้ไปแล้วจะต้องได้เงินคือกลับมานั่นเอง

    4.เลือกกู้ธนาคาร SMEs โดยเฉพาะ

    หากเป็นไปได้ลองเลือกมาหาแหล่งทุนทำธุรกิจ โดยการมากู้เงินจากธนาคาร SMEs ดูไหมครับ เพราะว่านอกจากจะได้ดอกเบี้ยในราคาที่ถูกกว่าธนาคารอื่นๆแล้ว คุณยังจะมีพี่เลี้ยงที่เป็นเจ้าหน้าที่จากภาครัฐ ที่จะคอยให้การสนับสนุนในการทำธุรกิจของคุณไปในตัวด้วย

    5.หาบริษัทร่วมทุน หรือ Capital Venture

    ลองเปลี่ยนมาเป็นการมองหาแหล่งทุนทำธุรกิจ ด้วยการหา Capital Venture เข้ามาด้วยสิครับ เพื่อที่ว่าคุณนั้นจะได้สามารถสร้างธุรกิจขึ้นมาโดยที่มีเงินทุนมากขึ้นมาก เพราะบริษัทเหล่านี้นั้นพร้อมที่จะยอมเสี่ยงไปกับคุณ หากว่าบริษัทนั้นๆสามารถเปิดในยอมรับไอเดียทางธุรกิจของคุณครับ

    6.ประกวดรายการ TGT

    ลองเปลี่ยนแนวทางมาเป็นการประกวดรายการ TGT ดูไหมครับ อย่าฟังว่ามันเป็นเรื่องตลก หรือเป็นความบ้าบิ่นนะครับ คุณสามารถเลือกที่จะหาแหล่งทุนทำธุรกิจ ด้วยการเสนอตัวเองไปตามรายการต่างๆ เพื่อบอกเล่าถึงความฝันที่คุณมี และผู้เขียนเชื่อว่าหากคุณนั้นลองทำดูสักครั้ง ไม่แน่ว่าคุณอาจได้แหล่งทุนดีๆมาช่วยสนับสนุนธุรกิจของคุณก็ได้

    7.เขียนแผนธุรกิจและระดมทุน

    สิ่งต่อมาที่คุณสามารถใช้ในการเข้าถึงแหล่งทุนทำธุรกิจได้ นั่นคือการเขียนแผนธุรกิจและทำการระดมทุน ซึ่งแผนธุรกิจที่เขียนขึ้นมาอย่างดีแล้วนั้นจะสามารถช่วยเหลือให้คุณสามารถทำกำไรได้อย่างง่ายๆ และเป็นประโยชน์มากๆ ลองทำดูนะครับ สำหรับจุดที่จะแชร์แผนธุรกิจก็มีมากมาย ซึ่งอาจเป็นในเว็บไซต์ หรือกลุ่มต่างๆก็ได้

    8.เดินทางไปหาผู้มีเงินทุนในพื้นที่

    สิ่งต่อไปในการหาแหล่งทุนทำธุรกิจ นั่นคือการออกไปหาผู้ที่เป็นเจ้าของเงินทุนก้อนใหญ่ในพื้นที่ ที่จะสามารถช่วยให้คุณนั้นทำธุรกิจและประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากนัก แน่นอนว่าคุณอาจต้องอาศัยความกล้าเสียหน่อย แต่เชื่อผม ความกล้าของคุณ มันจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในธุรกิจได้อย่างแน่นอน แต่ก็ระวังเรื่องของอิทธิพลไว้บ้างด้วยนะ

    9.นำสินทรัพย์ออกขายหรือค้ำประกัน

    ลองสำรวจดูในบ้านของคุณสิครับ ว่ามีสินทรัพย์อะไรบ้าง เพราะมันอาจจะช่วยให้คุณนั้นสามารถระดมออกมาและทำการขายได้ มันอาจเป็นสินค้าเก่าหรือของเก่า ก็ลองนำไปวางขายที่ kaidee.com เชื่อผู้เขียน บางทีสมบัติที่คุณมีนั้นอาจสามารถช่วยในเรื่องของการหาแหล่งทุนทำธุรกิจได้ดีกว่าทุกๆข้อที่ผู้เขียนเขียนขึ้นมาเลยก็ได้นะครับ

    10.ตั้งกองทุน

    วิธีการสุดท้ายที่ผู้เขียนต้องการที่จะแนะนำคือ การจัดตั้งกองทุนทางธุรกิจขึ้นมา โดยคุณอาจตั้งเป็นกลุ่มใน Facebook จากนั้นทำการตั้งเป็นกองทุนต่างๆ โดยกองทุนนี้คุณอาจเขียนวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ก่อนที่จะทำการระดมทุน เพื่อให้คนที่อยู่ในกองทุนนี้สามารถทราบได้ว่าเงินทุนทางธุรกิจเหล่านี้นั้นเอาไปทำอะไร และผู้ที่ลงทุนสามารถได้เงินหรือได้กำไรมาจากอะไรได้บ้าง ลองทำดูนะครับ หลายๆคนใช้วิธีนี้และประสบความสำเร็จในการหาแหล่งทุนทำธุรกิจดได้ดีทีเดียว

    พอเป็นไอเดียให้คุณสามารถมองหาแหล่งทุนทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากนัก ลองเลือกทำดูนะครับ ผู้เขียนเชื่อว่าจะต้องมีข้อใดข้อหนึ่งที่สามารถทำให้คุณนั้นสามารถเข้าถึงแหล่งทุนทางธุรกิจได้อย่างแน่นอน ขอให้ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจนะครับ

error: Content is protected !!