Author: admin

  • สูตรวิธีทำน้ำมะพร้าว พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำมะพร้าว

    สูตรน้ำมะพร้าว สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำมะพร้าว

    มะพร้าวน้ำหอม 5 ลูก
    น้ำเปล่าสะอาดครึ่งลิตร
    น้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวง
    ใบเตยสด 5 ใบ

    วิธีการทำน้ำมะพร้าว

    – นำมะพร้าวน้ำหอม 5 ลูก มาทำความสะอาด ด้วยการล้างน้ำเปล่า 2-3 รอบ
    – จากนั้นใช้มีดขนาดใหญ่เฉาะส่วนบนของหัวมะพร้าวน้ำหอมเล็กน้อย แล้วเปิดส่วนที่เฉาะออก
    – ขูดเนื้อมะพร้าวอ่อนที่ติดอยู่ออกมา แล้วตักใส่ชามรอไว้ก่อน
    – เทน้ำมะพร้าวที่อยู่ข้างในออกมาใส่หม้อ ทำเช่นนี้จะได้น้ำมะพร้าวครบทั้ง 5 ลูก
    – หลังจากนั้นให้เติมน้ำเปล่าสะอาดครึ่งลิตร แล้วตามด้วยน้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวง คนให้เข้ากัน
    – คนส่วนผสมน้ำตาลทรายขาวให้เข้ากับน้ำมะพร้าว รอจนกระทั่งน้ำตาลทรายขาวละลายจนหมด
    – ยกหม้อน้ำมะพร้าวขึ้นตั้งไฟที่ความร้อนปานกลาง
    – พอน้ำเริ่มเดือด ให้มัดใบเตยสด 5 ใบ รวมกัน แล้วใส่ลงไปต้มจนสีของใบเตยซีดลง ก็ค่อยตักทิ้งไป
    – หลังจากนั้นก็ต้มน้ำมะพร้าวต่อไปให้น้ำเดือดทั่วทั้งหม้อ โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที
    – เมื่อน้ำมะพร้าวเดือดทั่วแล้ว จึงค่อยปิดไฟ แล้วยกหม้อลงมาพักไว้ รอให้น้ำมะพร้าวเย็นตัวลงประมาณ 30 นาที
    – ระหว่างที่รอ ก็มาเฉาะมะพร้าวที่เทน้ำออกไปแล้วนั้น แบ่งเป็น 2 ส่วน และใช้ช้อนกาแฟขูดเอาเนื้อมะพร้าวทั้งหมดมาใส่ลงในหม้อน้ำมะพร้าว
    – คนส่วนผสมของเนื้อ และน้ำมะพร้าวให้เข้ากัน แล้วเตรียมกรอกใส่ในขวดเพื่อไปแช่ตู้เย็น
    – หรือจะจัดเสิร์ฟด้วยการใส่น้ำแข็งป่นลงในแก้ว แล้วตักน้ำมะพร้าวใส่ลงไป โดยตักตัวเนื้อมะพร้าวตกแต่งบนแก้วให้ดูน่ารับประทาน
    – ทั้งนี้สามารถเก็บน้ำมะพร้าวใส่ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก เพื่อนำไปแช่เย็นไว้รับประทาน ซึ่งควรจะดื่มน้ำมะพร้าวภายในระยะเวลา 3-5 วัน หลังจากที่ทำการต้มน้ำมะพร้าว

    สูตรน้ำมะพร้าว สูตรที่ 2 (น้ำมะพร้าว+วุ้นมะพร้าว)

    ส่วนผสมน้ำมะพร้าว+วุ้นมะพร้าว

    มะพร้าวน้ำหอม 5 ลูก
    น้ำเปล่าสะอาดครึ่งลิตร
    น้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวง
    วุ้นมะพร้าวหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

    วิธีการทำน้ำมะพร้าว+วุ้นมะพร้าว

    – ขั้นตอนแรกให้นำมะพร้าวน้ำหอม 5 ลูก ไปล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า 2-3 รอบ
    – ใช้มีดเฉาะที่ด้านบนตรงบริเวณขั้วลูกมะพร้าวเล็กน้อย แล้วรินเอาน้ำออกมาจนหมด
    – แล้วเติมน้ำเปล่าสะอาดครึ่งลิตรและน้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวงลงไป
    – คนน้ำตาลทรายขาวให้ละลายไปกับน้ำมะพร้าว และน้ำเปล่า
    – พอน้ำตาลทรายขาวละลายจนหมดแล้ว ให้ยกหม้อขึ้นตั้งไฟที่ความร้อนระดับปานกลาง
    – รอจนน้ำมะพร้าวเดือดทั่วทั้งหม้อประมาณ 15 นาที
    – และเมื่อน้ำมะพร้าวเดือดจนทั่วแล้ว ก็ปิดไฟ และยกหม้อลงมาพักไว้ให้น้ำมะพร้าวเย็นตัวลงก่อนประมาณ 30 นาที
    – โดยระหว่างที่รอให้ผ่ามะพร้าวออกเป็น 2 ซีก แล้วใช้ช้อนชงกาแฟ ขูดเนื้อมะพร้าวทั้งหมดออกมาใส่ในหม้อน้ำมะพร้าว
    – ขูดเนื้อมะพร้าวทั้งหมดจากมะพร้าวทั้ง 5 ลูก แล้วตักเนื้อใส่ลงไปในหม้อจนครบตามจำนวนมะพร้าว
    – นำวุ้นมะพร้าวหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ตามลงไปในหม้อ แล้วคนให้เนื้อมะพร้าว และวุ้นมะพร้าวเข้ากันกับน้ำมะพร้าว
    – ส่วนการจัดเสิร์ฟนั้น ให้ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้วให้เต็ม จากนั้นก็ตักน้ำมะพร้าวใส่ลงไป ตกแต่งบริเวณด้านบนของแก้วด้วยเนื้อมะพร้าวและวุ้นมะพร้าว หรือจะกรอกใส่ขวดพลาสติกแล้วแช่เย็นก็ได้เช่นกัน

  • สูตรวิธีทำเผือกเชื่อม และคำแนะนำในการขายเผือกเชื่อม

    เผือกเชื่อม

     

    สูตรวิธีการทำเผือกเชื่อม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมต่างๆที่ใช้ในการทำเผือกเชื่อม

    – เผือก 2 หัว ให้น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม (หรือใช้มากกกว่า 2 หัวก็ได้)
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
    – เกลือป่นเล็กน้อย
    – แป้งข้าวโพด 2 ถ้วยตวง
    – กะทิสำเร็จรูป 1 สด (กะทิสดก็ใช้ได้หากสะดวกคั้นเอง)
    – น้ำปูนใส 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำเผือกเชื่อม

    – ทำการปอกเปลือกเผือกที่เตรียมไว้ ปอกจนเห็นเนื้อสีออกม่วงๆ จากนั้นก็หั่นเป็นชิ้นใหญ่ๆ อย่าหั่นชิ้นเล็กเกินไป เพราะจะทำให้เนื้อเละ ไม่น่าทาน
    – นำเผือกที่ปอกแล้วแช่น้ำปูนใส เพื่อให้เนื้อเผือกกรอบ หากใครชอบแบบเนื้อนิ่มๆก็ไม่ต้องแช่
    – ล้างเผือกออกจากน้ำปูนใสให้สะอาด พักทิ้งไว้
    – เทน้ำใส่หม้อ ใส่เผือกและน้ำตาลทรายลงไป ดูว่าน้ำที่ใส่ท่วมเนื้อเผือกไหม จากนั้นเปิดไฟ รอน้ำเดือด
    – เคี่ยวเผือกกับน้ำตาลไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมเริ่มงวด แต่น้ำตาลยังไม่ซึมเข้าไปในเนื้อเผือกดี
    – เคี่ยวน้ำเชื่อมต่อไปเรื่อยๆจนน้ำเชื่อมเข้าเนื้อเผือก สังเกตได้จากเนื้อเผือกจะแตกออก
    – ลงเผือกเชื่อมที่ได้ลงจากเตา เตรียมทำกะทิสำหรับราด
    – นำกะทิใส่หม้อ ตั้งไฟปานกลาง ใส่เกลือเพิ่มรสชาติ และคนกะทิเรื่อยๆอย่าให้แตกมัน
    – พอกะทิเริ่มเดือด ก็ใส่แป้งข้าวโพดลงไปทีละน้อยๆ เมื่อกะทิข้นแล้วจึงปิดไฟ ยกลงจากเตา
    – ตักเผือกเชื่อมใส่จานให้มีน้ำเชื่อมอยู่เล็กน้อย จากนั้นนำกะทิมาราดลงไป
    – จะได้เผือกเชื่อมราดกะทิที่สามารถทำได้ง่ายๆ ไว้ทานเล่นกัน

    สูตรวิธีการทำเผือกเชื่อม สูตรที่ 2

    ส่วนผสมต่างๆที่ต้องใช้ในการทำเผือกเชื่อม

    – เผือก 800 กรัม
    – น้ำตาลทราย 3 ถ้วย
    – น้ำลอยดอกมะลิ 4 ถ้วย
    – มะพร้าวขูดขาว 200 กรัม
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนชา
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีการทำเผือกเชื่อม

    – ล้างทำความสะอาดเผือก ปอกเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นใหญ่พอควรเพื่อเวลาทานจะได้ตักเนื้อเผือกได้ แต่ถ้าหั่นเผือกชิ้นเล็กและบางเกินไป จะทำให้เผือกเละ เมื่อนำมาเชื่อม
    – ตั้งน้ำลอยดอกมะลิในหม้อ ผสมกับน้ำตาลทราย คนให้ส่วนผสมพอละลาย แล้วนำไปกรองกับผ้าขาวบาง เพื่อนำตะกอนและสิ่งสกปรกออก
    – นำน้ำลอยดอกมะลิที่ได้ ไปตั้งบนเตาไฟอีกรอบ รอสักครู่จนน้ำเดือด จึงใส่เผือกที่หั่นไว้ ลงไปแล้วเชื่อมโดยการเคี่ยวเผือกไปเรื่อยๆ ระยะเวลาเคี่ยวขึ้นอยู่กับเนื้อเผือกที่มากน้อย
    – เคี่ยวเผือกเชื่อมให้งวดจนน้ำเชื่อมเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล เหนียวข้น จึงยกลงจากเตา พักไว้สักครู่ เพื่อทำน้ำกะทิ
    – เตรียมทำน้ำกะทิราด นำมะพร้าวขูดไปคั้นกับน้ำและน้ำลอยดอกมะลิ เพื่อให้ได้น้ำปริมาณน้ำกะทิที่เพียงพอกับเผือกเชื่อม
    – จากนั้นนำน้ำกะทิขึ้นไปตั้งบนไฟอ่อน ใส่เกลือและแป้งข้าวเจ้า ลงไป รอจนกะทิเดือด ปิดไฟ ยกลงจากเตา
    – ตักเผือกเชื่อมใส่จานแยกน้ำกะทิไว้ราดที่หลัง หรือจะราดลงไปบนเผือกเชื่อมเลยก็ได้ ตามความชอบ
    – ได้เผือกเชื่อมหวานอร่อย เหมาะกับการทานเป็นขนมหวานๆยามว่างหรือทำขายก็ได้

    สูตรวิธีการทำเผือกเชื่อม สูตรที่ 3

    ส่วนผสมต่างๆที่ต้องใช้ในการทำเผือกเชื่อม

    – หัวเผือก ½ กิโลกรัม
    – น้ำตาลปีบ ½ กิโลกรัม
    – น้ำดอกไม้สด 3 กรัม
    – กะทิกล่อง 1 กล่อง
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – แป้งข้าวโพด 1 ถ้วย

    วิธีการทำเผือกเชื่อม

    – เลือกหัวเผือกหัวใหญ่ๆ มาปอกเปลือกออกให้หมด ล้างน้ำให้สะอาดหลายๆรอบ แล้วทำการหั่นให้เป็นชิ้นใหญ่ๆ หรือหั่นเผือกเป็นแว่นๆก็ได้
    – ตั้งกระทะในเตาไฟ ใส่น้ำดอกไม้สดลงไป ใส่น้ำเปล่าเล็กน้อย แล้วตามด้วยน้ำตาลปีบ ใช้น้ำตาลปีบเชื่อมเผือกจะทำให้ได้ความหวานหอมที่มากกว่าใช้น้ำตาลทราย
    – คนส่วนผสมทั้งหมดในกระทะให้ละลาย รอจนน้ำเดือด ใส่ชิ้นเผือกลงไป เคี่ยวไปจนกว่าจะเห็นว่าเผือกเริ่มเปลี่ยนสี และน้ำตาลเริ่มข้น
    – เมื่อเผือกเริ่มสุก น้ำเชื่อมเข้าเนื้อแล้ว เนื้อเผือกจะแตกออกมา น้ำตาลเริ่มข้นหนืด หากเห็นว่าน้ำตาลในกระทะอาจจะแห้งเกินไป สามารถใส่น้ำเปล่าลงไปได้เล็กน้อย แล้วเคี่ยวอีกสักพัก ก่อนยกลงจากเตา
    – ทำน้ำกะทิราดเผือก โดยตั้งไฟ ใส่กะทิลงในกระทะ ขนจะเริ่มแตกมัน ใส่แป้งข้าวโพดเล็กน้อย เพื่อความข้นของน้ำราด ใส่เกลือให้ได้รสชาติเค็มๆเล็กน้อย คนไปอีกสักครู่ แล้วยกน้ำกะทิที่ได้ลงจากเตา
    – เตรียมเผือกเชื่อมที่ได้ ตักใส่จาน โดยไม่เอาน้ำเชื่อม จากนั้นนำกะทิที่ได้ เทราดลงไปในเนื้อเผือกเชื่อม
    – หากใครไม่ชอบแบบราดกะทิก็สามารถนำกะทิตักแยกไว้ราดที่หลังได้เลย หรือจะทานแบบเผือกเชื่อมไม่มีน้ำกะทิก็ได้
    – ก็จะได้เผือกเชื่อมที่ทำเอง รสชาติอร่อย แถมยังทำง่ายอีกด้วย

    การขายเผือกเชื่อม

  • วิธีปลูกมะม่วงหิมพานต์ พร้อมคำแนะนำในการขายมะม่วงหิมพานต์

    ต้นมะม่วงหิมพานต์
     

    ต้นมะม่วงหิมพานต์ เป็นไม้ผลยืนต้นและมีอายุหลายปี ตระกูลเดียวกับต้นมะม่วง พืชชนิดนี้ชอบอากาศร้อนและฝนชุก (แต่น้ำต้องไม่ท่วมรากครับ ไม่เช่นนั้นอาจเป็นเชื้อราได้) เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ แต่มีใบร่วงและขึ้นใหม่ตลอด มีความสูงราว 6-12 เมตร แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างออกไปโดยรอบ 4-10 เมตร แต่ละท้องที่อาจจะเรียกต่างกัน เช่น หัวครก กาหยี กาหยู เล็ดล่อ

    นิยมบริโภคเมล็ด ผล และส่วนยอดอ่อน โดยส่วนเมล็ด ถ้าผ่าดูจะเห็นเปลือกหุ้มเมล็ดมียางสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะเป็นกรด ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้พองเป็นแผลเปื่อย

    เมล็ด คือส่วนที่มีรูปร่างคล้ายไต นิยมนำไปทำเป็นอาหารประเภทผัดต่าง ๆ เช่น ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ สูตรน้ำพริกเผา ส่วนผลนิยมนำไปแกง เช่น แกงส้ม แกงคั่ว สุดท้ายคือส่วนยอดอ่อนนิยมกินสด หรือกินกับน้ำพริกก็ได้ครับ

    ในปัจจุบันการปลูกมะม่วงหิมพานต์จะแบ่งเป็นสองประเภทคือ

    1.ปลูกเป็นไม้ยืนต้นจะได้ผลผลิตครบทั้ง ผล เมล็ด และยอดอ่อน
    2.ปลูกเพื่อการเก็บยอดอ่อนเพียงอย่างเดียว

    ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันออกใป โดยการปลูกแบบเก็บยอดอ่อนจะสามารถเก็บผลผลิตได้ไวกว่านั่นเอง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับตลาดในแต่ละท้องที่ว่านิยมบริโภคแบบไหนนั่นเอง

    วิธีการปลูกมะม่วงหิมพานต์ประเภทที่ 1

    พื้นที่ที่เพาะปลูกควรเป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมขัง

    การเพาะเมล็ด

    ปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ดี พันธ์ที่นิยมคือ พันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 พันธุ์ศรีสะเกษ 60-2 และพันธุ์มาบุญครอง ทำการเพาะใส่ถุงขนาด 5×8 นิ้ว หรือปลูกลงในหลุมเลย โดยกดเมล็ดด้านเว้าลงให้จมจนมิดวางเมล็ดเอียง 45 องศา ถ้าเพาะในถุงอายุต้นกล้าที่เพาะในถุงพลาสติกไม่ควรเกิน 4 เดือน ก่อนย้ายลงปลูก

    การปลูก

    ขุดหลุมให้กว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50-100 เซนติเมตร และควรเว้นระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตรจากนั้นผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3-5 กิโลกรัม คลุกกับดินบนที่กองไว้ กลบลงในหลุมประมาณครึ่งหลุม นำต้น มะม่วงหิมพานต์ที่จะปลูกวางลงในหลุมให้โคนต้นอยู่เหนือปากหลุมเล็กน้อย ปักไม้พยุงลำต้นโดยใช้เชือกผูกติด กับต้นมะม่วงหิมพานต์เพื่อป้องกันลมโยก เสร็จแล้วจึงนำดินที่เหลือกลบหลุมให้แน่น

    การให้น้ำ

    เมื่อแรกปลูกนั้นให้รดน้ำทุกวันเช้า เย็น จนต้นแข็งแรงมีการแตกยอดอ่อนออกมาจึงลดการให้น้ำเหลือวันละ 1 ครั้งโดยให้เฉพาะช่วงเย็น

    การใส่ปุ๋ย

    ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักประมาณ 3 เดือนต่อครั้ง ถ้าต้นมะม่วงหิมพานต์อยู่ในช่วงเป็นดอก แนะนำให้ใส่ปุ๋ยหรือฉีดน้ำหมักสูตรบำรุงดอก บำรุงผลเพื่อเพิ่มผลผลิตครับ

    การขยายพันธุ์

    ต้นมะม่วงหิมพานต์สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การติดตา การทาบกิ่ง แต่วิธีที่นิยมที่สุดคือ การเสียบข้าง ครับ

    โรค ศัตรู และการป้องกันกำจัด

    1. หนอนเจาะลำต้น เป็นตัวอ่อนด้วง หนวดยาว เจาะเนื้อไม้ภายใน พบขี้หนอนที่ปากรู จับทำลายหรือใช้สารไดโครวอส หรือโมโนโครโตฟอส (อโซดริน) อัตรา 10 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดเข้าปากรูแล้วใช้ดินเหนียวอุดปากรู
    2. เพลี้ยไฟ มีขนาดเล็กมาก ตัวอ่อนสีเหลืองคาดแดง ตัวแก่สีดำ ระบาดช่วงร้อน แล้ง ทำลายใบอ่อน ยอดอ่อน ช่อดอก ผลอ่อน ใช้สารคาร์บาริล (เซฟวิน) อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือพอสซ์อัตรา 20 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
    3. เพลี้ยแป้งและเพลี้ยอ่อน เกาะดูดน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก ผลอ่อน อาการที่ถูกทำลายจะหงิกงอ เหี่ยวแห้ง เมื่อพบใช้สารมาลาไธออน อัตรา 45 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือพอสซ์ อัตรา 50 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
    4. ด้วงงวงเจาะยอด ตัวแก่เจาะยอดอ่อนและวางไข่เป็นตัวหนอนกัดกินเนื้อไม้ในยอดทำให้ยอดแห้ง ป้องกันกำจัดโดยจับทำลายตัวแก่ ฉีดพ่นสารพวกโมโนโครโตฟอส หรือเมธามิโดฟอส เช่น ทามารอน อัตรา 30 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
    5. โรคช่อดอกแห้ง เชื้อราทำให้ช่อดอกแห้งเป็นสีน้ำตาล ทำให้ดอกร่วงไม่ติดผลป้องกันกำจัดโดยฉีดช่อดอกด้วยสารพวกแมนโคเซ็บ เช่น ไดเทน เอ็ม-45 อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
    6. โรคแอนเทรคโนส เชื้อราเข้าทำลาย ผลปลอมและเมล็ดจะทำให้เน่าหรือเหี่ยว ถ้าทำลายช่อดอกและดอกจะทำให้เน่าเป็นสีดำและร่วงหล่น ป้องกันกำจัดโดยฉีดพ่นสารค๊อปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ เช่น คูปราวิท อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

    วิธีการปลูกมะม่วงหิมพานต์ประเภทที่ 2

    จะเหมือนกับการปลูกวิธีที่ 1 แต่จะมีการตัดแต่งให้ทรงพุ่มสูงไม่เกิน 1.20 เมตร เพื่อให้ง่ายต่อการเด็ดยอดอ่อนขาย และระยะห่างของการปลูกต่อต้นจะห่างประมาณ 1 – 2 เมตร เนื่องจากการปลูกในลักษณะนี้ต้นมะม่วงหิมพานต์ของเราจะไม่มีพุ่มใบที่กว้างทำให้เราสามารถปลูกมะม่วงหิมพานต์ในระยะที่ใกล้กันกว่าเดิมได้เพื่อเพิ่มผลผลิตครับ นอกจากนี้ขอแนะนำให้ฉีดน้ำหมักชีวภาพสูตรบำรุงใบครับ (สูตรแคลเซียมก็ได้ครับ) เพื่อให้ต้นมะม่วงหิมพานต์ของเรานั้นแข็งแรง และแตกยอดอ่อนมากขึ้นครับ

    สรุป ต้นมะม่วงหิมพานต์คือพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะทนแล้ง ทนโรคแล้ว ยังสามารถปลูกบนดินได้แทบทุกชนิด และยังสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี เท่านั้นยังไม่พอส่วนต่าง ๆ ของต้นมะม่วงยังสามารถนำไปใช้เป็นยารักษาโรคทั่วๆ ไปได้หลากหลายชนิด เรียกได้ว่าถ้าบ้านไหนปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ไว้ก็เปรียบเสมือนมีตู้ยาเพิ่มขึ้นมาอีกตู้เลยทีเดียว

    เม็ดมะม่วงหิมพานต์

  • วิธีการขายภาพวาดให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการขายภาพวาดให้ประสบความสำเร็จ

     

    ในปัจจุบันนี้นักวาดภาพถือได้ว่าเป็นอาชีพอิสระ ที่หลายคนยึดเป็นช่องทางทำมาหาเลี้ยงชีพได้อย่างน่าสนใจ เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่หลายคนมองข้าม อาชีพนี้สามารถทำเป็นอาชีพ และทำเงินได้ ยิ่งเป็นคนที่รู้จักนำความเชี่ยวชาญจากทักษะทางศิลปะมาผสานรวมเข้ากับไอเดียสร้างสรรค์แล้ว งานที่ออกมาก็จะดียิ่งขึ้น

    ซึ่งสำหรับคนที่ชอบวาดภาพ ไม่ว่าจะภาพสีน้ำ สีน้ำมัน สีอะคริลิก หรืออื่นๆ จะด้วยเป็นพรสวรรค์ที่มีติดตัวมา หรือเป็นเพราะว่าชอบเป็นการส่วนตัวกับการเขียนภาพ วาดภาพ วาดเป็นงานอดิเรก มีเป็นจำนวนมากที่วาดสะสมไว้เป็นคอลเล็กชั่น

    เงินทุน

    เงินทุนเบื้องต้น สำหรับคนที่จะทำอาชีพขายภาพวาดนี้ ใช้เงินลงทุนประมาณ 10,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าวัสดุ และอุปกรณ์ ทุนวัสดุอยู่ที่ 50% จากราคาขาย

    วัสดุอุปกรณ์

    วัสดุอุปกรณ์ ที่จำเป็นต้องใช้ประกอบด้วย ไม้เฟรม, ผ้าใบ, เครื่องปั๊มลม, ปืนยิงแม็ค, เลื่อยไฟฟ้า, สีอะคริลิก, พู่กัน, ดินสอ, ยางลบ และอุปกรณ์ที่ใช้ในงานวาดภาพ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายเครื่องเขียนทั่วไป

    ขั้นตอนการทำภาพวาด

    1. เริ่มจากการขึ้นเฟรมสำหรับวาดภาพ โดยการตัดไม้เฟรมให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ โดยให้ตัดไม้เฟรมขนาดละ 2 ท่อน คือ 20 นิ้ว 2 ท่อน กับ 40 นิ้วอีก 2 ท่อน นำไม้เฟรมที่ตัดแล้วมาทำการเข้ามุม ใช้ปืนยิงแม็คยิงยึดให้ติดแน่น
    2. จากนั้นนำผ้าใบมาทาบกับเฟรมที่ประกอบแล้ว ทำการตัดขึ้นรูป นำผ้าใบที่ตัดแล้วมายึดติดกับหน้าเฟรม ใช้ปืนยิงแม็คยิงยึดให้แน่น เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำเฟรมผ้าใบสำหรับใช้วาดภาพ
    3. เมื่อได้เฟรมผ้าใบแล้วก็มาถึงขั้นตอนวาดภาพ เริ่มจากใช้ดินสอร่างภาพตามแบบที่จะวาด เมื่อร่างเสร็จแล้วทำการลงสีตามที่ได้ออกแบบหรือจินตนาการไว้ จากนั้นตกแต่งรายละเอียดของภาพให้เรียบร้อยสมบูรณ์ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

    ทั้งนี้การวาดภาพนั้นแม้จะถูกหลายคนมองว่าเป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะตัว แต่สิ่งเหล่านี้สามารถฝึกหัดฝึกฝนกันได้ ถ้าสนใจในเรื่องนี้จริงๆ และหากเราสามารถตัดเฟรม หรือทำเฟรมผ้าใบสำหรับวาดภาพขึ้นมาเองได้ จะช่วยลดต้นทุนในส่วนนี้ลงไปได้มาก เพราะเฟรมสำเร็จรูปนั้นค่อนข้างจะมีราคาแพง

    การตั้งราคาขาย

    การตั้งราคาขายก็ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญสำหรับช่องทางทำกินของคนในอาชีพวาดภาพ การตั้งราคาขายนั้น ขึ้นอยู่กับขนาดภาพ และความละเอียดของภาพ ทั้งนี้ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละภาพ เพราะบางภาพก็มีรายละเอียดมาก หรือขึ้นอยู่กับความพอใจทั้งจากผู้ขายกับผู้ซื้อ แต่ถ้าเอาแบบราคากลางๆ ก็ต้องตั้งราคาแบบให้จับต้องได้ ให้ลูกค้าซื้อได้ ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,000-5,000 บาท แต่ก็ไม่ควรขายถูกจนหมดผลงานหมดคุณค่า

    กลุ่มลูกค้า

    กลุ่มลูกค้าส่วนหนึ่งจะเป็นคนที่สนใจในภาพวาดจริงๆ ซื้อเพราะความงามแห่งศิลปะภาพวาด ลูกค้าอีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นคนที่ซื้อไปตกแต่งบ้าน ร้าน บริษัท โรงแรม ซึ่งถ้าได้ลูกค้าที่ซื้อไปแก้ฮวงจุ้ย จะได้ราคาดีมาก ถ้าลูกค้าชอบภาพวาดนั้นๆ จริงๆ ลูกค้าจะยอมจ่ายตามความพึงพอใจ

    การตลาด

    หลายคนมองว่าภาพวาดเป็นสินค้าสิ้นเปลือง สินค้าฟุ่มเฟือย ทำให้ภาพวาดจะขายดีหรือไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก หากช่วงไหนเศรษฐกิจดี ภาพก็จะขายง่าย แต่หากไม่ดีก็จะขายยากขึ้นซึ่งอาจใช้วิธีลดราคา หรือปรับราคาสินค้า ดังนั้นคนที่ทำอาชีพนี้จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงของตลาด อาชีพวาดภาพนี้ ที่คนมองว่าทำยาก ขายยาก จริงๆ แล้วหากมุ่งมั่นตั้งใจ รู้จักพลิกแพลง หาจุดเด่น ก็ถือว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สามารถใช้เป็นช่องทางทำเงินได้

    ขายภาพวาดในอินเตอร์เน็ต

    แต่ถ้าหากวาดแล้วเกิดอยากขายภาพวาดบ้าง คนอื่นเค้าวาดแล้วยังเอาไปขายได้ ทำไมของเราจะขายไม่ได้บ้าง แต่จะไปขายภาพวาดตามร้านรับซื้อภาพวาดต่างๆ ก็อาจจะโดนกดราคา หรือหาที่ขายยากถ้ารูปไม่สวยจริงๆ ผมก็ขอแนะนำให้ลองขายภาพวาดทางอินเตอร์เน็ตครับ โดยมุ่งกลุ่มลูกค้าไปที่ลูกค้าชาวต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากที่สนใจในภาพวาด อาจจะทำเว็บไซต์เอง หรือที่นิยมกันก็คือนำไปขายในอีเบย์ (eBay) เว็บประมูลชื่อดังอันดับหนึ่งของโลกนั่นเองครับ

    การขายในอีเบย์จะมีทั้งแบบประมูล และแบบกำหนดราคาตายตัว แล้วแต่เราจะเลือก ส่วนมากจะส่งภาพให้ลูกค้าโดยการส่งแต่ผืนผ้า โดยไม่ต้องใส่กรอบ เพื่อความสะดวกในการส่ง ในการขายของกับอีเบย์จะต้องรับเงินผ่าน paypal และต้องมีบัตรเครดิต หรือใช้บัตร k-web shopping ของธนาคารกสิกรไทยก็ได้

    เว็บไซต์บางแห่งเช่น Etsy.com และ ArtFire.com เป็นแหล่งที่มีลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าทำด้วยมือของผู้ขาย (งาน handmade) เช่น การถักโครเชต์ งานเย็บปักถักร้อย งานภาพ และตกแต่ง ซึ่งงานศิลป์ที่ทำด้วยมือมีมากมายที่คุณจะสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ เพราะนี่อาจจะเป็นชิ้นเดียวที่คุณได้สร้างขึ้นมา มันจะเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งของแนวๆ นี้สมาชิกเว็บ Etsy.com จะชอบมาก

    คนต่างชาติทั้งฝรั่ง และชาวเอเชียด้วยกันมีเยอะครับ ที่ชอบภาพวาดของคนไทย บางทีก็มีการเหมาซื้อเยอะๆ เพื่อนำไปขายต่อ ดังนั้นถ้ามีฝีมือในการวาดแล้วหล่ะก็ อย่าลืมนำภาพของคุณมาขายในเว็บไซต์ให้คนทั้งโลกได้รู้จักได้ชมผลงานของคุณด้วยนะครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำเก๊กฮวย พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำเก๊กฮวย

    น้ำเก๊กฮวย

     

    สูตรน้ำเก๊กฮวย สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำเก๊กฮวย

    – ดอกเก๊กฮวย 1 กำมือ
    – น้ำ 2 ลิตร
    – น้ำตาลทราย 500 กรัม
    – ใบเตย 10 ใบ

    วิธีการทำน้ำเก๊กฮวย

    – นำหม้อมาเทน้ำใส่ลงไป แล้วตั้งน้ำกับใบเตยจนกว่าจะเดือด เมื่อน้ำเดือดแล้วให้ใส่ดอกเก๊กฮวยลงไป แล้วเคี่ยวสักพัก
    – ใส่น้ำตาลทรายลงไป คนให้น้ำตาลละลาย แล้วรอจนน้ำเดือดอีกครั้ง ให้ปิดไป ยกลงจากเตาพักไว้ให้เย็นก่อน
    – เมื่อน้ำเก๊กฮวยเย็นลงให้กรองใส่ขวดตามที่ต้องการ

    สูตรน้ำเก๊กฮวย สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำเก๊กฮวย

    – ดอกเก๊กฮวยอบแห้ง ½ ถ้วย
    – ฝักเก๊กฮวยตากแห้ง 4 ฝัก
    – น้ำเปล่า 5 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 5 ถ้วย

    วิธีการทำน้ำเก๊กฮวย

    – นำดอกเก๊กฮวยและฝักเก๊กฮวยมาล้างให้สะอาดผึ่งลมเตรียมไว้
    – ตั้งน้ำในหม้อให้เดือด แล้วใส่ดอกเก๊กฮวยและฝักเก๊กฮวยลงไป ใช้ไฟระดับปานกลาง ต้มต่อไปอีกประมาณ 2-3 นาที
    – เมื่อเห็นว่าน้ำเก๊กฮวยที่ต้มเริ่มมีสีเหลืองสวยให้ใส่น้ำตาล คนเล็กน้อยพอให้น้ำตาลละลาย แล้วปิดไฟ จากนั้นนำน้ำเก๊กฮวยที่ได้มากรองด้วยกระชอนหรือผ้าขาวบางให้สะอาด
    – เทใส่เหยือกเก็บไว้ เมื่อจะกินให้ใส่น้ำแข็งทานได้เลย

    สูตรน้ำเก๊กฮวย สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำเก๊กฮวย

    – น้ำสะอาด 12 ลิตร
    – ใบเตย 20 ใบ
    – ดอกเก๊กฮวยอบแห้ง 3 ขีด
    – เม็ดเก๊กฮวย 3 เม็ด
    – น้ำตาลทรายขาว 2 กิโลกรัม

    วิธีการทำน้ำเก๊กฮวย

    – นำน้ำสะอาดที่เตรียมไว้มาใส่หม้อขึ้นตั้งไฟค่อนข้างแรง โดยควรใช้หม้อเบอร์ 32 ขึ้นไป
    – นำใบเตยไปล้างให้สะอาด แล้วบิดพอประมาณเพื่อให้น้ำใบเตยออกกลิ่น จากนั้นใส่ลงในหม้อต้มน้ำ
    – นำใส่ดอกเก๊กฮวยอบแห้งที่เตรียมไว้ ใส่ไว้ในผ้าขาวบาง แต่สำหรับเม็ดเก๊กฮวยนั้น ให้ทุบพอหยาบก่อนแล้วค่อนใส่ลงในผ้า จากนั้นให้ใส่ลงในน้ำที่กำลังเดือด แช่ทิ้งไว้ในหม้อต้มน้ำและให้ใช้ไฟแรงต่อไป
    – เมื่อเห็นว่าน้ำเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองทอง ให้ใส่น้ำตาลทรายขาวลงไป คนให้น้ำตาลละลายดี
    – ปิดฝาให้น้ำเดือดต่อไปอีกเล่นน้อย แล้วจึงยกลงจากเตา กรองลงขวดตามที่ต้องการ

    สูตรน้ำเก๊กฮวย สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำเก๊กฮวย

    – น้ำสะอาด 15 ลิตร
    – น้ำตาลทราย 3 กิโลกรัม
    – ดอกเก๊กฮวย 150 กรัม
    – เมล็ดพุดจีน 4 เมล็ด
    – ชะเอมเทศ 3 ใบ
    – ใบเตย 5 ใบ

    วิธีการทำน้ำเก๊กฮวย

    – ใส่น้ำลงหม้อขนาดใหญ่ โดยควรเป็นหม้อเบอร์ 40 ขึ้นไป ใส่ใบเตยที่มัดปม ชะเอมเทศ และเมล็ดพุดจีนลงไป แล้วเปิดไฟต้มจนเดือด ซึ่งน้ำจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
    – นำดอกเก๊กฮวยมาล้างในตะกร้า ตัดพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
    – เมื่อน้ำเดือดให้เติมน้ำตาลทรายลงไป แล้วรอจนเดือดอีกครั้ง เมื่อน้ำเดือดอีกครั้งให้โรยดอกเก๊กฮวยลงไป คนเบาๆ แล้วรอให้เดือดอีกครั้ง เมื่อเดือดแล้วให้ปิดไฟ ปิดฝาหม้อ ตั้งทิ้งไว้ให้อุ่น อย่าลืมผิดฝาหม้อเพื่อให้ความหอมกระจายตัว
    – ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที เมื่อน้ำเก๊กฮวยเริ่มเย็น ให้กรองด้วยกระชอนตาถี่ๆ หรือผ้าขาวบางให้สะอาด แล้วบรรจุลงขวดหรือภาชนะที่ต้องการได้เลย

    สูตรน้ำเก๊กฮวย สูตรที่ 5

    ส่วนผสมน้ำเก๊กฮวย

    – ดอกเก๊กฮวยแห้ง 30 กรัม
    – น้ำตาลทราย 200 กรัม
    – น้ำ 3 ลิตร
    – ใบเตย 5 ใบ
    – เมล็ดพุดจีน 3 เมล็ด

    วิธีการทำน้ำเก๊กฮวย

    – เริ่มต้นด้วยการเทดอกเก๊กฮวยลงในตะแกรง แล้วเทน้ำลงล้างให้สะอาด จากนั้นนำไปผึ่งไว้ก่อน ให้สะเด็ดน้ำ หรือจะใช้แบบสำเร็จรูปเลยก็ได้
    – นำหม้อสแตนเลสใส่น้ำที่เตรียมไว้ ตั้งบนเตาเปิดไฟแรงได้เลย
    – ระหว่างน้ำเดือด ให้ล้างใบเตยที่เตรียมไว้ ให้สะอาด แล้วนำมาตัดท่อนสั้นๆ เมื่อน้ำเดือดก็นำใบเตยใส่ลงไป แล้วปิดฝาหม้อทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที อย่าลืมที่จะปิดฝาเพราะหากเปอดฝาไว้จะทำให้กลิ่นใบเตยหายไป
    – เมื่อน้ำใบเตยเดือดดี ให้นำเมล็ดพุดจีนมาทุบพอแตก แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง แล้วชงลงในน้ำเดือดให้ได้สีตามที่ต้องการ ซึ่งตอนนี้ให้เปิดฝาหม้อทิ้งไว้ ไม่ต้องนำเมล็ดพุดจีนใส่ลงไปทั้งหมด ให้ชงในน้ำตานบนพอ เพราะแค่นั้นสีก็ออกเยอะแล้ว
    – ตักใบเตยทิ้งไป แล้วใส่น้ำตาลทรายลงในหม้อ คนให้น้ำตาลละลาย ชิมให้ได้ความหวานตามที่ต้องการ แต่ต้องระวังในการชิม เพราะขณะที่น้ำเก๊กฮวยร้อนอยู่อาจจะไม่ค่อยออกรสหวาน และหากเมื่อได้รสหวานตามที่ต้องการแล้วให้ปิดไฟยกหม้อลงจาเตาได้
    – จากนั้นจึงใส่ดอกเก๊กฮวยที่เตรียมไว้ลงในหม้อที่เรายกลงแล้ว ใช้ทัพพีคนเบาๆ ประมาณ 1 รอบ เพื่อให้ดอกเก๊กฮวยกระจายตัวให้ทั่วทั้งหม้อ แล้วรีบปิดฝาหม้อ เพื่อให้กลิ่นเก๊กฮวยอบอวลอยู่ในน้ำ
    – ตั้งไว้จนกว่าน้ำเก๊กฮวยจะเย็น จากนั้นให้กรองเอาดอกเก๊กฮวย แล้วกรอกลงขวดตามที่ต้องการ

    การขายน้ำเก๊กฮวย

  • วิธีการทำธุรกิจที่สิงคโปร์ พร้อมสินค้ายอดฮิตที่นำเข้าและส่งออกไปสิงคโปร์

    ประเทศสิงคโปร์
     

    ในบทความนี้ก็จะบอกเล่าถึงแนวทางการทำธุรกิจที่ประเทศสิงคโปร์ว่าดีอย่างไร อะไรน่าลงทุน บทความนี้ยาว เน้นเนื้อไม่น้ำ เชิญอ่านได้เลยครับ

    ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีนักลงทุนสนใจมาลงทุนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 นักลงทุนโดยส่วนใหญ่มากมาจากเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร โดยธุรกิจที่ชาวต่างชาตินิยมเข้าไปลงทุนในสิงคโปร์มากที่สุด คือ ธุรกิจสาขาการเงินและการประกันภัย ธุรกิจสาขาการผลิต และธุรกิจสาขาการก่อสร้าง

    สิงคโปร์ตั้งอยู่บนภูมิศาสตร์ที่เหมาะแก่การค้า เป็นที่ทำการค้ามาตั้งแต่สมัยโบราณ สิงคโปร์เป็นเกาะตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ทางใต้สุดของคาบสมุทรมาเลย์ ติดกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย ขนาดพื้นที่รวม 697 ตารางกิโลเมตร (ในขณะที่เกาะภูเก็ตของไทย 543 ตารางกิโลเมตร) และเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก ทรัพยากรในประเทศมีอยู่อย่างจำกัด มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจสูง ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบค่อนข้างสูงและขาดแคลนแรงงานระดับล่าง สิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ล้วนเป็นจุดอ่อนของประเทศสิงคโปร์ แล้วปัจจัยใดบ้างที่ส่งเสริมให้ประเทศสิงคโปร์ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่าเป็นประเทศที่เหมาะแก่การลงทุนมากที่สุดในโลกและเป็นประเทศที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

    ข้อดีในการทำธุรกิจที่ประเทศสิงคโปร์

    – ในส่วนของการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาตินั้น รัฐบาลของสิงคโปร์ได้สนับสนุนให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนเป็นเจ้าของธุรกิจประเภทต่างๆ ได้ 100% ยกเว้นเพียงกิจการประเภทการกระจายเสียง การจัดสรรคลื่นความถี่ และประเภทกิจการด้านหนังสือพิมพ์
    – นักลงทุนต่างชาติสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างในสิงคโปร์ได้
    – นโยบายด้านการลงทุนจากต่างประเทศของสิงคโปร์ มีความชัดเจน แน่นอน การเมืองมีความมั่นคง และประชากรเป็นแรงงานที่มีฝีมือ
    – จากการพิจารณาหลายๆ ปัจจัย ทั้งในด้านแรงงาน การเมือง เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทำให้สิงคโปร์ได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับโลกเกี่ยวกับศักยภาพการลงทุนในด้านต่างๆ
    – สิงคโปร์เป็นอันดับ 1 ของโลกด้านกลยุทธ์ส่งเสริมการขายเพื่อการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (fDi Asia-Pacific Cities of the Future 2011/12)
    – สิงคโปร์เป็นอันดับ 1 ของโลกในด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการลงทุนทั้งทางกายภาพ และระบบดิจิตอล ในขณะที่ประเทศอาเซียนอื่นที่ติดอันดับ คือ มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 7 ส่วนประเทศไทย อยู่ในอันดับ ที่ 8  (fDi Asia-Pacific Cities of the Future 2011/2012) นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเป็น อันดับ 1 ในด้านประเทศที่ง่ายต่อการลงทุน (Doing Business 2012 Report, World Bank) อีกด้วย
    – สิงคโปร์เป็นอันดับ 1 ในด้านการวัดมูลค่าประสิทธิภาพของแรงงาน (BERI Report 2011-l)
    – สิงคโปร์มีโครงข่ายเส้นทางคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพ และนับได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก
    – สิงคโปร์เป็นอันดับ 2 ของโลกในด้านประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุด และ เป็นอันดับ 7 ของโลกและอันดับ 1 ของเอเชียที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุด (IMD World Competitiveness Yearbook 2011) รัฐบาลสิงคโปร์ดำเนินนโยบายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ๆ มีการจ้างงานมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ เสริมสร้างความหลากหลายให้กับภาคการผลิตต่างๆ และภาคบริการ
    – สิงคโปร์มีนโยบาย Regionalization คือ จะทำการค้าและการลงทุนกับประเทศในเอเชียมากขึ้น
    – สิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญในการจัดการทรัพยากรบุคคล บริหารจัดการธุรกิจ เป็นตลาดเทคโนโลยีของเอเซียแห่งหนึ่ง มีจุดเด่นเรื่องทำเลที่ตั้ง ทำให้เป็นเมืองท่าที่สำคัญของโลก
    – นโยบายการค้าตลาดเสรี ไม่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้า มีแต่การเก็บภาษีสินค้าและบริการ (Goods and Services Tax : GST) ร้อยละ 5 (ยกเว้นสินค้า 4 รายการที่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้า คือ เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ บุหรี่และยาสูบ น้ำมันปิโตรเลียม รถยนต์และรถจักรยานยนต์)
    – สิงคโปร์เป็นแหล่งกระจายสินค้าไทยไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก
    – รัฐบาลสิงคโปร์สนับสนุนให้นักธุรกิจใช้ระบบ e-Government ทำให้การจัดตั้งธุรกิจสามารถทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และยังมีบริการด้านเอกสารต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์
    – มีระบบ Logistics ที่มีประสิทธิภาพ และมีความพร้อม ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
    – มีระบบ Supply Chain ครบวงจรระดับมาตรฐานสากล
    – ผู้ประกอบการ ของสิงคโปร์ส่วนใหญ่เป็น Trading Firm ที่นำเข้าสินค้าจากทั่วโลก สามารถเป็นฐานกระจายสินค้าไทยไปในภูมิภาคและทั่วโลก
    – มีทำเลที่ตั้งเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโลก มีเครือข่ายธุรกิจกับคนสัญชาติจีนในประเทศต่างๆ ทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ
    – สามารถจัดตั้งธุรกิจได้อย่างสะดวกรวดเร็ว การดำเนินธุรกิจคล่องตัว เนื่องจากสิงคโปร์มีโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย อัตราภาษีที่แข่งขันได้ และบุคคลากรมีความรู้/ความชำนาญระบบการทำงานที่เป็น ระเบียบและมีประสิทธิภาพ
    – ใช้สิงคโปร์เป็นฐานในการส่งออกต่อ (re-export) สินค้าไทยไปสู่ประเทศที่สาม โดยอาศัยจุดแข็งของสิงคโปร์ในด้านการจัดการ การตลาดการเงิน/ธนาคาร การสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดการด้าน Supply Chain ในระดับมาตรฐานโลก
    – เป็นตลาดการค้าเสรีที่นักธุรกิจต่างชาติสนใจมาลงทุนจำนวนมากและ มีความหลากหลายในภาคธุรกิจส่งผล ให้บริษัทไทยมีโอกาสประกอบ ธุรกิจทั้งในสิงคโปร์และสามารถต่อยอดเพิ่มได้อีกในประเทศของนักธุรกิจต่างชาติอื่นๆที่เข้ามาลงทุนในสิงคโปร์ อีกทั้งได้รับผลประโยชน์จากการสร้างเครือข่ายกับบริษัทต่างชาติอื่นๆ ด้วย
    – นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเป็นศูนย์กลางด้านการเงินแห่งหนึ่งของโลก การค้าเงินในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของสิงคโปร์มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากลอนดอน นิวยอร์ก และโตเกียว
    – ปัจจุบันบริษัทธุรกิจข้ามชาติต่างๆ ไม่น้อยกว่า 7,000 แห่ง มีสำนักงานอยู่ในสิงคโปร์
    – นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเป็นประเทศที่มีความพร้อมในการรองรับบริษัทข้ามชาติสำหรับการลงทุน ทั้งเงินทุนจากรัฐบาล ศูนย์วิจัย การยกเว้นและลดหย่อนภาษี จึงทำให้สิงคโปร์มีความน่าสนใจและเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในการดำเนินธุรกิจย่านอาเซียน
    – ผลผลิตทางเกษตรนั้นไม่พอเพียงกับความต้องการของประชากรในประเทศ จึงต้องสั่งซื้ออาหารจำพวก ข้าว ผัก ผลไม้ เครื่องเทศ จากต่างประเทศเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะจากประเทศไทย

    ข้อเสียในการทำธุรกิจที่ประเทศสิงคโปร์

    – แม้สิงคโปร์เป็นตลาดเล็ก แต่ประชากรมีรายได้สูง จึงนิยมสินค้าที่มีคุณภาพสูง มากกว่าคำนึงถึงราคาของสินค้า
    – พื้นที่บนเกาะสิงคโปร์มีจำกัด ราคาค่าเช่าที่จึงแพงกว่าไทยหลายเท่า นักลงทุนต้องคำนวณค่าใช้จ่ายให้ดี
    – สิงคโปร์มีข้อกำหนด เรื่องการจ้างงานแรงงานต่างชาติ โดยอนุญาต ให้จ้างแรงงานต่างชาติได้เพียง 5% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด (ยกเว้นแรงงานจากประเทศมาเลเซีย ฮ่องกง มาเก๊า เกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่สามารถจ้างได้ถึง 40%) จึงเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจที่จำเป็นต้องอาศัยแรงงานต่างชาติ ในสัดส่วนที่มากกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะในธุรกิจบริการ
    – สิงคโปร์เป็นประเทศที่เปิดให้มีการค้าอย่างเสรี ทำให้เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง ที่สำคัญสิงคโปร์ยังเป็นประเทศเล็ก มีประชากร 5 ล้านคน การเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดสินค้าไทยในสิงคโปร์ จึงต้องแข่งขันกับประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ เช่น มาเลเซีย จีน อินโดนีเซีย และอินเดีย

    นโยบายการส่งเสริมการลงทุนของประเทศสิงคโปร์

    สิงคโปร์ เป็นประเทศที่ให้ความเท่าเทียมกัน ระหว่างนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเปิดกว้างให้นักลงทุนต่างประเทศสามารถลงทุนได้ 100 % เกือบทุกสาขา ยกเว้นเพียงด้านการกระจายเสียง และการจัดสรรคลื่นความถี่ (สูงสุดไม่เกิน 49 %) กิจการด้านหนังสือพิมพ์ (ไม่เกิน 5 %) ส่วนกิจการที่ห้ามนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ได้แก่ ธุรกิจด้านกฎหมาย และการประกอบอาชีพทนายความ รวมถึงบางสาขาที่เกี่ยวข้องกับกิจการวิสาหกิจของรัฐ นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างในสิงคโปร์ รวมถึงไม่มีการควบคุมการโอนเงินตราต่างประเทศ และผลกำไรในการประกอบธุรกิจออกนอกประเทศ

     

    การทำธุรกิจที่ประเทศสิงคโปร์
     

    การหาลู่ทางทำธุรกิจที่ประเทศสิงคโปร์

    – แม้ว่าสิงคโปร์จะเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนกันได้อย่างเสรี และมีธุรกิจร้านค้าเปิดอยู่เป็นจำนวนมาก แต่สิงคโปร์ก็เป็นประเทศที่มีค่าครองชีพที่สูง และค่าเช่าสถานที่แพง ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องตั้งราคาสินค้าที่สูงตามไปด้วย ดังนั้นผู้ที่จะลงทุนทำธุรกิจจึงต้องมีเงินทุนมากพอ หรือหากไม่เป็นเช่นนั้นก็ควรมีการทำธุรกิจร่วมทุนกับคนท้องถิ่น ซึ่งก็จะช่วยให้สามารถประคับประคองธุรกิจได้ง่ายขึ้น
    – ตัวช่วยสำคัญของผู้ประกอบการคือการเรียนรู้มาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลสิงคโปร์ที่มีอยู่หลายโครงการเช่น PIC (Productivity and Innovation Credit) ที่อยู่ในรูปการให้เงินสนับสนุน หรือ SPRING Singapore ที่ให้เงินอุดหนุนแก่ธุรกิจมากถึง 70 % แต่ทั้งนี้ธุรกิจนั้นก็ต้องตรงตามกฏเกณฑ์ที่ทางหน่วยงานเขากำหนดไว้ด้วย
    – ธนาคารโลกเปิดเผยว่า เมื่อปี พ.ศ.2559 ธุรกิจในสิงคโปร์มีสัดส่วนภาษีต่อกำไรอยู่ที่ร้อยละ 18.4 ซึ่งเป็นประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ค่าเฉลี่ยที่ราวร้อยละ 33.5 และที่ผ่านมารัฐบาลสิงคโปร์สนับสนุนให้นักธุรกิจใช้ระบบ e-Government ทำให้การจัดตั้งธุรกิจสามารถทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และยังดำเนินการต่างๆ และเอกสารผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีจุดเด่นที่สำคัญอย่างเมืองท่าของโลกที่มีระบบโลจิสติกส์และ Supply Chain ครบวงจรระดับมาตรฐานสากล
    – การหาพันธมิตรคู่ค้าที่ดี โดยเฉพาะที่ปรึกษาที่ให้ข้อมูล และตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัทในสิงคโปร์ เพื่อการอำนวยความสะดวกทางเอกสาร และพิธีการทางศุลกากร
    – กิจการที่คนไทยไปทำที่สิงคโปร์มักจะเป็นการ take over กิจการที่มีอยู่แล้ว โดยมหาเศรษฐีชาวไทย ซื้อเพื่อเอาไปต่อยอด
    – ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลทางธุรกิจก่อนส่งออกสินค้า อาจจะเริ่มจากข้อมูลพื้นฐานทั่วไป และตามด้วยการศึกษาข้อมูลด้านการตลาด โลจิสติกส์ ข้อมูลรายชื่อคู่แข่ง และข้อมูลรายชื่อผู้ประกอบการท้องถิ่น เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องเตรียมเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทและสินค้าเพื่อนำเสนอต่อคู่ค้าชาวสิงคโปร์
    – ธุรกิจในสิงคโปร์นั้นมีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว ผู้ประกอบการต้องติดตามข่าวสารทางธุรกิจต่างๆ ไม่แต่จำเพาะในสาขาธุรกิจของตน เพื่อดูทิศทางธุรกิจของสิงคโปร์ในขณะนั้นๆ และการปรับตัวในธุรกิจของตนเองที่จะก้าวไปข้างหน้าให้ได้มากขึ้น

    การทำการตลาดที่ประเทศสิงคโปร์

    – หลายคนอาจคิดว่าการขยายธุรกิจ หรือส่งออกสินค้าไปสิงคโปร์เป็นเรื่องยากที่จะไปแข่งขันกับเจ้าถิ่น ซึ่งสิงคโปร์นับว่าเป็นตลาดหลักของอาเซียน และเป็นประเทศที่มีความท้าทายในการทำธุรกิจสูง เนื่องจากสิงคโปร์เป็นตลาดที่น่านำสินค้าไปทดลองตลาดก่อนสำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่เคยทำธุรกิจกับชาติตะวันตกอย่างในยุโรป ซึ่งการที่สินค้าจะวางขายในสิงคโปร์ได้นั้นยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของตราสินค้า มากกว่าสินค้าที่วางขายอยู่ในประเทศอื่นๆ ของอาเซียน
    – การที่จะวางขายสินค้าในประเทศสิงคโปร์ได้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ผู้ประกอบการก็ต้องมีความแข็งแกร่งด้วย เพราะว่าผู้บริโภคสิงคโปร์สนใจและนิยมสินค้าที่มีแบรนด์อย่างมาก แต่หากสามารถเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ และมีศักยภาพมากพอที่จะแข่งขันกับรายอื่นได้ ก็สามารถขยายการค้าให้เติบโตในระดับโลก จนเป็นที่ยอมรับในประเทศอื่นๆ ได้ เพราะสิงคโปร์เป็นประตูการค้าที่สำคัญต่อการส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก
    – ผลิตสินค้าให้เหมาะสมกับตลาด ชาวสิงคโปร์มีรสนิยมหรูหรา ใช้สินค้ามีคุณภาพ และแบรนด์เนม ไลฟ์สไตล์ทันสมัย ตามเทรนด์ตลอดเวลา
    – ตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดให้ทัน เนื่องจากตลาดสิงคโปร์เป็นตลาดที่เน้นกระแส ทำให้ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางรวดเร็ว อาจจะใช้การวิจัยและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจ
    – เน้นการบริการที่ดี ควบคุมการผลิต ส่งออก จัดส่งสินค้าให้ตรงตามระยะเวลา รักษาระดับคุณภาพ และกำหนดราคาให้สามารถแข่งขันได้
    – ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัยช่วยในการผลิตสินค้าของบริษัทเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า
    – สำหรับผู้ที่เริ่มกิจการใหม่โดยเริ่มจาก 0 ที่สิงคโปร์นับว่ายากพอสมควรที่จะฝ่ากระแสการแข่งขันที่สูงมากในประเทศ แต่อย่างไรก็ตามทุกการแข่งขันย่อมมีโอกาส โดยใช้ไอเดียดีๆ เข้าสู้ เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่นได้ผลิตสินค้าแปลกๆ ใหม่ๆ ออกมาไม่เหมือนใคร การตั้งต้นทำธุรกิจที่สิงคโปร์ก็ต้องใช้สินค้าแปลกๆ ใหม่ๆ เข้าไปตีตลาด ผู้ประกอบการต้องไปคิดวางแผนมามากๆ
    – ลำพังมีเพียงเงินทุนคงอยู่ไม่รอด สิ่งสำคัญคือการทดสอบตลาดว่าสิ่งไหนเป็นสินค้าที่คนสิงคโปร์มีความต้องการ หากเป็นไปได้อาจมีการจ้างนักการตลาดมืออาชีพในการเป็นที่ปรึกษา จะทำให้ธุรกิจของเราเป็นไปแนวทางที่ได้รับผลกำไรมากขึ้น
    – พื้นที่ค่าเช่าในการเปิดร้านค้าต่างๆ แพงมาก ถ้าเราสู้ราคาไม่ไหว เราอาจจะไปเปิดร้านในทำเลรอง เพื่อจะได้ค่าเช่าที่ถูกกว่าทำเลหลัก แต่ก็ต้องยอมรับว่าในทำเลรอง คนอาจจะน้อยกว่า ผลกำไรก็อาจจะน้อยตามไปด้วย หรือเราอาจจะเลี่ยงไปเปิดเป็นร้านค้าออนไลน์แทน เมื่อมีคนซื้อ ค่อยส่งสินค้า แล้วก็หาโกดังเก็บสินค้าไว้สักที่ เช่าแต่โกดังเก็บของ ไม่ต้องมีหน้าร้าน ซึ่งในปัจจุบันนี้ชาวสิงคโปร์นิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์กันมาก

    แนะนำการทำธุรกิจไทยในสิงคโปร์

    จากภาพรวมข้างต้น จะเห็นได้ว่าสิงคโปร์มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ประกอบกับข้อจำกัดด้านพื้นที่ ทำให้การลงทุนของไทยในสิงคโปร์เป็นไปได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร หรืออุตสาหกรรม ส่วนที่อาจเป็นไปได้บ้างคือ ด้านบริการที่ไทยมีความชำนาญ เช่น ร้านอาหารไทย ร้านสปาและนวดแผนไทย เป็นแนวทางหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ ส่วนรายละเอียดดังนี้คือ

    เปิดร้านอาหารไทย

    ชาวสิงคโปร์นิยมทานอาหารนอกบ้าน เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องเวลา อีกทั้งวันหยุดก็มักพาครอบครัว ออกไปทานอาหารตามภัตตาคาร หรือร้านอาหารต่างๆ รวมไปถึงการที่ชาวสิงคโปร์ได้เดินทางมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย ซึ่งในแต่ละมีนักท่องเที่ยวสิงคโปร์เดินทางเข้ามามากถึง 7-8 ล้านคน บุคคลเหล่านี้ล้วนคุ้นเคย และประทับใจกับรสชาติอาหารไทยมาก่อนแล้วทั้งสิ้น การทำธุรกิจร้านอาหารไทย จึงเป็นกิจการหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทย อีกทั้งสิงคโปร์ยังไม่มีกฎหมาย หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับสัดส่วนผู้ลงทุนต่างชาติในการประกอบธุรกิจร้านอาหารแต่อย่างใดอีกด้วย

    เปิดร้านสปาและนวดแผนไทย

    ร้านสปากำลังได้รับความนิยมทั่วโลก ไม่ยกเว้นแม้แต่ในสิงคโปร์ จึงเป็นโอกาสของธุรกิจสปาไทยที่จะขยายตัวสู่สิงคโปร์ ด้วยความเมื่อยล้าในการทำงาน ชาวสิงคโปร์นิยมนวดสปาเพื่อผ่อนคลาย สปามีบทบาทในตลาดสิงคโปร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เริ่มจากเพื่อรองรับลูกค้าในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจ ต่อมาจึงขยายบริการไปสู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ปัจจุบันสปากลายเป็นธุรกิจยอดนิยมประเภทหนึ่งในสิงคโปร์ โดยมีผู้ประกอบการกว่า 300 ราย อย่างไรก็ตามตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 หน่วยงาน Workforce Development Agency ได้ออกระเบียบกำหนดมาตรฐานใหม่ ภายใต้ National Skills Recognition System (NSRS) โดยกำหนดเงื่อนไขการเป็น Spa Therapist ว่าจะต้องผ่าน 3 หลักสูตรต่อไปนี้ด้วย คือ

    – Provide Full Body Massage without Oil
    – Perform Manicure Pedicure
    – Perform Face Treatment

    วิธีการเปิดธุรกิจใหม่ในสิงคโปร์

    1. สำหรับการเปิดธุรกิจใหม่ในสิงคโปร์ ผู้ประกอบจำเป็นต้องศึกษาประเภทกิจการ หรือธุรกิจที่สนใจ ทั้งจากเอกสาร การเดินทางไปสำรวจลู่ทางการลงทุนด้วยตนเอง รวมถึงรับคำแนะนำจากบริษัทที่ปรึกษา แล้วนำมาประเมินความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) และตัดสินใจว่าจะลงทุนเองทั้งหมด หรือลงทุนร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่น
    2. ผู้ประกอบการที่จะเปิดธุรกิจใหม่ จะต้องยื่นเอกสารเป็นรายงานข้อเสนอโครงการ (Proposal) เพื่อขออนุมัติดำเนินธุรกิจ และจดทะเบียนชื่อกิจการต่อ ACRA (Accounting and Corporate Regulatory Authority) ซึ่ง ACRA จะใช้เวลาในการพิจารณาอนุมัติประมาณ 14-60 วัน โดยผู้ประกอบการจะจัดตั้งบริษัทสามารถมอบอำนาจให้สำนักงานทนายความในสิงคโปร์ เป็นตัวแทนในการจดทะเบียนบริษัท
    3. เมื่อได้รับอนุมัติจดทะเบียนชื่อกิจการแล้ว ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัทต่อ ACRA ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน
    4. เมื่อ ACRA พิจารณาแบบคำขอจดทะเบียนบริษัทเรียบร้อยแล้ว ACRA จะส่งแบบฟอร์มการยื่นขอจดทะเบียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    – หน่วยงานแรกคือ กระทรวงการสิ่งแวดล้อม (Ministry of Environment) เพื่อขออนุญาตประกอบธุรกิจ
    – หน่วยงานที่สองคือ กระทรวงแรงงาน (Ministry of Manpower) เพื่อขออนุญาตนำแรงงานไทยเข้ามาทำงานในสิงคโปร์
    5. หากมีการนำเข้าหรือส่งออกสินค้า ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าส่งออกจาก International Enterprise Singapore ด้วย
    6. หลังจากได้รับอนุญาตจากหน่วยงานนั้นๆ เรียบร้อยแล้ว บริษัทจึงสามารถเปิดดำเนินกิจการได้

    ส่งออกสินค้าอะไรไปประเทศสิงคโปร์ดี

    สินค้าส่งออกหลักของไทยไปสิงคโปร์ ได้แก่

    – น้ำมันสำเร็จรูป
    – อัญมณีและเครื่องประดับ
    – แผงวงจรไฟฟ้า
    – เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ และส่วนประกอบ
    – เครื่องคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบ
    – ข้าว ผัก และผลไม้
    – อาหารกระป๋อง อาหารทะเล
    – ซ๊อส และเครื่องปรุงรสอาหาร

    นำเข้าสินค้าอะไรจากสิงคโปร์มาขายดี

    สินค้าที่ไทยนำเข้าเป็นหลักจากสิงคโปร์ ได้แก่

    – เครื่องคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบ
    – น้ำมันสำเร็จรูป
    – เคมีภัณฑ์
    – แผงวงจรไฟฟ้า
    – พืช และผลิตภัณฑ์จากพืช

    ข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับประเทศสิงคโปร์

    ตลาดส่งออกที่สำคัญของประเทศสิงคโปร์ ได้แก่ ฮ่องกง มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย จีน
    ตลาดนำเข้าที่สำคัญของประเทศสิงคโปร์ ได้แก่ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น
    สินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศสิงคโปร์ ได้แก่ แร่เชื้อเพลิงและพลังงาน น้ำมันดิบ อาหารและเครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องบิน และอุปกรณ์ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์เครื่องวิทยุและโทรทัศน์และเครื่องสร้างกระแสไฟฟ้าโดยนำเข้าจากประเทศที่สำคัญๆ ได้แก่ สหภาพยุโรป มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ซาอุดิอาระเบีย ไทย และอินเดีย
    สินค้านำเข้าที่สำคัญของประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากประเทศสิงคโปร์ไม่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทำให้สินค้าส่งออกหลักของสิงคโปร์ คือ การส่งออกต่อ (Re-export) ของสินค้าต่างๆ เช่น สินค้าปิโตรเลียม อาหารและเครื่องดื่ม เภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์สินค้าที่เกี่ยวกับการสื่อสารโทรคมนาคมเครื่องจักรยนต์ ซึ่งมีประเทศที่เป็นตลาดสำคัญได้แก่ มาเลเซีย สหภาพยุโรป ฮ่องกง จีน อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ไต้หวัน และไทย

    สรุป

    โดยสรุปแล้ว แม้ว่าประเทศสิงคโปร์จะมีจุดอ่อนในแง่ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ต่างจากประเทศอื่นๆ ในอาเซียน แต่สิงคโปร์ ก็มีความโดดเด่นที่สุดในอาเซียน ในด้านการบริหารจัดการภายใน การเพิ่มประสิทธิภาพสิ่งต่างๆ และความมั่นคงด้านการเมือง จนได้รับการยอมรับจากทั่วโลก สิ่งที่หลายๆ ประเทศในอาเซียน ควรนำมาพิจารณาเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี คือ การใช้ภาษากลางของโลกในการสื่อสาร การเรียนรู้เพื่อเพิ่มทุนมนุษย์ สร้างประสิทธิภาพการทำงาน แรงงาน สร้างความมั่นคงทางการเมือง เพิ่มความโปร่งใสในทุกระดับธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านต่างๆ ให้มีมาตรฐาน ซึ่งผลที่จะตามมา คือ ชื่อเสียงและการได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ

    สำหรับการไปลงทุนทำธุรกิจที่ประเทศสิงคโปร์ โดยในบทความนี้ ถือได้ว่าเป็นเนื้อหาคร่าวๆ โดยรวมเท่านั้น ผู้ประกอบการที่สนใจจะไปลงทุนที่ประเทศสิงคโปร์ควรจะศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ในหลายๆ แง่ หลายๆ มุม เพราะที่สิงคโปร์ถ้าที่ผมไปบอก การแข่งขันทางธุรกิจสูงมาก เงินในกระเป๋าของท่านมีความหมาย ผมไม่อยากให้ท่านพลาด อยากให้ทำธุรกิจแล้วประสบความสำเร็จ สู้กับเจ้าถิ่นที่ครองตลาดอยู่ก่อนแล้วได้ ผมเชื่อว่าหนทางนี้ยังมีช่องว่างอยู่เสมอ และท่านก็จะไปปักธงชัยแห่งความสำเร็จที่นั่น ความสำเร็จแลกมาด้วยความเหนื่อยยาก แต่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

  • Trade Marketing คืออะไร

    ช่องทางการจัดจำหน่าย และช่องทางการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย หรือเป็นที่รู้กันในหลักการตลาดสากลอย่าง “Marketing Mix” ในส่วนของ “Place” และก็เช่นเดียวกันกับแนวคิดทางตลาดอีกแนวคิดหนึ่งอย่าง “Trade Marketing” ซึ่งถูกคิดขึ้นมาเพื่อรองรับประเด็นในส่วนนี้โดยเฉพาะกับการจัดการหาสถานที่วางตำแหน่งของสินค้าและบริการนั้นได้ถูกที่ ถูกเวลาและถูกกลุ่มเป้าหมาย หากจะยกตัวอย่างง่าย เหมือนกับเลือกนาฬิกาโรเล็กอย่างดีไปวางขายในตลาดนัด นั้นก็ย่อมไม่ตอบโจทย์ที่ว่า “ถูกที่ ถูกเวลาและถูกกลุ่มเป้าหมาย” แน่นอน

    จากกระแสที่มีการพลันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา มีการพลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาโดยตลอดการตลาดในรูปแบบของ “Trade Marketing” จึงจำเป็นจะต้องตอบสนองปัจจัยเหล่านี้ให้ได้ตามพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายของสินค้าแต่ไม่เพียงแต่การเจาะหาพื้นที่ขายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลักการนี้จะครอบคลุมไปถึง “ช่องทางการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย” อีกด้วย ทั้งนี้ก็เพียงลดช่องว่าง ระยะห่างระยะสินค้าและกลุ่มเป้าหมายได้เช่นกัน

    และการทำการตลาดในรูปแบบนี้เหมาะกับแทบทุกวงการของธุรกิจเช่นกัน แต่ที่จะเห็นได้ชัดมากที่สุดนั้นก็คือเหล่ากลุ่มผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมผลิตสินค้าขนาดใหญ่ที่รองรับการผลิตครั้งละมาก และกลุ่มการตลาดค่อนข้างจะ Mass Marketing ขยายวงกว้างสักหน่อย และนี่ด้วยความ Mass นี่เองที่เป็แนปัจจัยหลักที่จำเป็นต้องอาศัยช่องทางการขายในรูปแบบต่างๆ แต่ไม่เพียงแต่ Mass เท่านั้นก็จำเป็นต้องอาศัย “Trade Marketing” ถึงแม้แต่ Niche บางครั้งก็ยังจำเป็นที่ต้องอาศัยช่องทางการขายจำนวนมากเช่นกัน หรืออาจจะเรียกได้ว่าวิธีการนี้เป็นคล้ายกับการผลักสินค้าและบริการเพื่อไปพบยังจุดนัดพบกับเหล่ากลุ่มเป้าหมายตามห้างร้านค้าปลีก หรือแม้กระทั่งช่องค้าปลีกทางออนไลน์ก็เช่นกัน

    นอกจากนี้แล้วนั้นหน้าที่ของ “Trade Marketing” นั้นก็คือการพัฒนาช่องทางการขายบนกระแสหลักที่เกิดขึ้นให้ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยโดยอาศัยหลักการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการอบรม การสัมมนาสร้างองค์ความรู้ให้ครอบคลุมเกี่ยวสินค้าและบริการให้ชัดเจนมากขึ้น รวมไปถึงแนวโน้มของสินค้าชิ้นนั้นอีกด้วย

    การพัฒนาช่องทางการทำให้ช่องขยายใหญ่มากขึ้นอาจจะเป็นการนำกระแสมาพิจารณาดั่งเช่นการนำโลกออนไลน์มาผนวกบวกเข้ากับสินค้าและบริการเพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงและส่งข้อมูลให้กับกลุ่มผู้รับได้อย่างถูกต้อง การสำรวจช่องทางออนไลน์ใหม่ใหม่ เพื่อสร้างกลุ่มผู้รับข้อมูลกลุ่มใหม่ใหม่ก็เช่นกัน

    และอีกทั้งการพัฒนาร่วมกับคู่ค้าอื่นๆไม่ว่าจะเป็นห้างร้านค้าปลีก สื่อสารมวลชนหรือแม้กระทั้งหน่วยงานภาครัฐบาลเพื่อเป็นการเข้าถึงและลดช่องว่าง เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆได้ไม่ยากเย็นนัก

    อีกทั้งการนำ CSR และการนำ Event Marketing มาบวกรวมเข้ากับ “Trade Marketing” ก็นับว่าเป็นวิธีที่น่าสนใจมากเลยที่เดียวการพัฒนาช่องทางให้ประเด็นนี้ถือว่ามีความน่าสนใจและมีแนวโน้มสูงมาที่จะประสบความสำเร็จ การลงพื้นที่เพื่อเข้าถึงกลุ่มได้ถูกต้อง พร้อมเวลาที่ถูกต้อง โอกาสที่จะสามารถเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพก็นับว่าเยอะเลยทีเดียว

  • วิธีการทำธุรกิจที่ลาว พร้อมสินค้ายอดฮิตที่นำเข้าและส่งออกไปลาว

    ประเทศลาว
     

    ในบทความนี้ผมก็จะเขียนถึงโอกาสในการไปลงทุนทำธุรกิจที่ประเทศลาวว่ามีความน่าสนใจอย่างไรนะครับ

    ประเทศลาวเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงกับประเทศไทย และด้วยปัจจัยเกื้อหนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นอาณาเขตของประเทศที่ติดต่อกัน ซึ่งเอื้อต่อการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางต่างๆ และนอกจากนี้การที่เศรษฐกิจในประเทศลาวขยายตัวในระดับสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความต้องการสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เอาหล่ะครับ เรามาอ่านเนื้อหากันเลยดีกว่าครับ

    ข้อดีในการทำธุรกิจที่ประเทศลาว

    – ธุรกิจในประเทศลาว ลงทุนด้วยเงินทุนที่น้อยกว่าประเทศไทย เพราะค่าครองครองชีพต่ำกว่าประเทศไทย และธุรกิจที่ประเทศลาวขยายตัวได้รวดเร็ว มีคู่เเข่งไม่มาก
    – ทำเลที่ตั้ง ของประเทศลาวตั้งอยู่ท่ามกลางประเทศเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว และมีพรหมแดนติดกับจีน ( 1,500 ล้านคน) ไทย (65 ล้านคน) เวียดนาม (83 ล้านคน) และกัมพูชา (13 ล้านคน) เฉพาะรอยตะเข็บบริเวณชายแดนมีประชากรประมาณ 200 ล้านคน เป็นตลาดขนาดใหญ่ จึงมีความได้เปรียบเป็นประตูสู่จีน เวียดนาม และไทย
    – เป็นแหล่งแรงงานราคาถูก จึงเหมาะสำหรับเป็นฐานการผลิตให้แก่ประเทศอื่นๆ
    – เป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ทางด้านชีวภาพ ด้านพลังงาน ไฟฟ้า และทรัพยากรธรรมชาติ เหมาะแก่การเป็นฐานการผลิต ด้านอุตสาหกรรม ในอนาคต
    – ลาวได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า (MFN ) จากสหรัฐ อเมริกา และได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากร (GSP) จากสหรัฐอเมริกาและยุโรป
    – ลาวได้รับสถานะ Normal Trade Relations (NTR) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลให้การส่งออก สินค้าของลาวไปสหรัฐ มีภาษีลดลง เช่น สิ่งทอ ไหม ภาษีลดลงจาก ร้อยละ 90 เหลือร้อยละ 0.8 สินค้าหัตถกรรมจากร้อยละ 45 – 60 เหลือร้อยละ 0
    – เนื่องจากลาวเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก จึงทำให้ลาวได้รับการช่วยเหลือจากต่างประเทศในหลายๆ ด้าน
    – ทางด้านเศรษฐกิจสินค้าจากไทยยังคงได้รับความนิยมจากประเทศลาว เพราะความใกล้ชิดการรับข้อมูลข่าวสารที่มีภาษาคล้ายกัน ดังนั้นหากสินค้าที่ดีมีคุณภาพก็จะได้รับความเชื่อถือจนกลายมาเป็นคู่ค้าทางเศรษฐกิจที่สาคัญ
    – ทางด้านธูรกิจนั้น ธุรกิจลาวที่น่าจับตามองยังคงเน้นหนักในกลุ่มการเงิน การธนาคาร ประกันภัย การประกันสุขภาพ และอสังหาริมทรัพย์
    – ถ้าเราเป็นเจ้าของสินค้าอยู่แล้ว ต้องการทดลองตลาดบุกเบิกไปอาเซียน การลองตลาดโดยไปที่ประเทศลาวเป็นประเทศแรก ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะสินค้าไทยหลายชนิดถูกใจชาวลาว แต่นักธุรกิจไทยส่วนใหญ่มองข้ามโอกาสทางธุรกิจในประเทศลาวซึ่งอยู่ใกล้ๆ เรา ที่ตลาดยังเปิดไปไกลได้อีกมาก
    – ที่ดินในประเทศลาวไม่แพงมาก จะซื้อไว้เก็งกำไร หรือซื้อไว้สร้างโรงแรม รีสอร์ท หอพัก หรือห้างสรรพสินค้า ก็ยังมีโอกาสอีกมาก
    – อุปสรรคทางด้านภาษาที่มีน้อย คือ คนลาวส่วนใหญ่ฟังภาษาไทยรู้เรื่อง สังเกตได้จากคนลาวชอบดูละครไทย ละครไทยไปดังที่ประเทศลาวก็หลายเรื่องเหมือนกันครับ

    ข้อเสียในการทำธุรกิจที่ประเทศลาว

    – พื้นที่ของประเทศลาว ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง และเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล จึงทำให้การคมนาคมขนส่งไม่สะดวก
    – นักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่มองว่าตลาดลาวมีขนาดเล็ก และมีกำลังซื้อต่ำ
    – โครงสร้างพื้นฐานของประเทศยังไม่ได้รับการพัฒนา จึงไม่ได้รับความสนใจจากต่างประเทศที่จะเข้าไปลงทุนในลาวมากนัก
    – ข้อกฎหมายต่างๆ ของประเทศลาว เป็นกฎหมายเชิงคุ้มครองมากกว่าเชิงส่งเสริม และขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย จึงทำให้ไม่คล่องตัวต่อการลงทุน
    – เงินกีบของลาวขาดเสถียรภาพ (แกว่งขึ้น-ลง) ทำให้ยากต่อการวางแผนด้านการตลาดและการลงทุน
    – แรงงานส่วนใหญ่ของลาวเป็นแรงงานไร้ฝีมือ
    – ขาดระบบฐานข้อมูลที่ใช้ในการวางแผน และขาดระบบการจัดการที่ดี
    – การทำโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าในประเทศลาว มีข้อจำกัดทางกฎหมายหลายประการ โดยเฉพาะสื่อต่างๆ ที่ถูกรัฐบาลลาว ควบคุมอย่างเข้มงวด
    – ปัญหาการสต็อก เเละการกระจายสินค้าสู่ตัวเเทนเเละลูกค้าในประเทศลาว
    – น้ำมันเชื้อเพลิงที่ประเทศลาวราคาสูงกว่าที่ประเทศไทย ดังนั้นต้นทุนค่าขนส่ง และการกระจายสินค้าไปยังมือลูกค้าในประเทศลาว จึงสูงกว่าในประเทศไทยมาก
    – การนำเข้าและส่งออกสินค้าในประเทศลาว ต้องผ่านบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลลาวเท่านั้น ซึ่งคิดค่าธรรมเนียมประมาณร้อยละ 2-3 % ของราคาสินค้า ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ทำให้สินค้ามีต้นทุนสูงขึ้น
    – ขั้นตอนการนำเข้าและออกเอกสารของประเทศลาว มีความซับซ้อนและล่าช้า ต้องยื่นขออนุญาตจากหลายหน่วยงาน รวมทั้งต้องวางเงินค้ำประกันการนำเข้าส่งออก
    – บริษัทนำเข้าต้องมีสัดส่วนการส่งออกอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าสินค้านำเข้า นอกจากนี้รัฐบาลยังกำหนดโควตานำเข้าสินค้าบางรายการ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ปูนซีเมนต์ ข้าว และเหล็กเส้น
    – สินค้าไทยเริ่มราคาสูงกว่าประเทศอื่น เนื่องจากปัญหาการเพิ่มค่าจ้างแรงงานในประเทศไทยสูงขึ้น ทาให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้น สินค้าไทยบางรายการจึงไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งในตลาดประเทศลาวได้ นอกจากนี้ประเทศจีน และประเทศเวียดนามได้เข้ามาสร้างโรงงานผลิตสินค้า และมีการขอสัมปทานสร้างศูนย์การค้าในประเทศลาว ทาให้สินค้าไทยเกิดคู่แข่งมากขึ้น
    – สินค้าไทยถูกปลอมแปลงจากคู่แข่ง เช่น อะไหล่ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคประเภทต่างๆ ซึ่งสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภคอย่างมาก ทำให้อาจจะแยกไม่ออกระหว่างสินค้าจริงกับสินค้าปลอม
    – มีการลักลอบขนส่งสินค้าตามแนวชายแดน เนื่องจากไทยและประเทศลาว มีชายแดนติดต่อกันมากกว่า 1,800 กิโลเมตร และมีประมาณ 700 ช่องทางผ่านแดนเข้า-ออกระหว่างกัน ทำให้สินค้าไทยที่ลักลอบเข้าไปในประเทศลาว มีราคาถูกกว่าสินค้าที่นำเข้าอย่างถูกต้อง จึงส่งผลให้สินค้าไทยเข้าไปแข่งขันด้านราคากันเอง เนื่องจากสินค้าลักลอบนำเข้ามีต้นทุนต่ากว่า ตัวแทนจำหน่ายสินค้าในระบบไม่สามารถแข่งขันได้ ส่งผลกระทบต่อผู้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าไทยที่ถูกกฎหมาย
    – ความไม่พร้อมของเส้นทางคมนาคมบางพื้นที่ ซึ่งเป็นทางลูกรัง การขนส่งทำได้ช้าจึงเปลืองเชื้อเพลิง และทำให้ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น
    – การกำหนดน้ำหนักบรรทุกของรถบรรทุกสินค้าแตกต่างกันในแต่ละแขวง ทำให้ผู้ประกอบการมีค่าใช้จ่ายการขนส่งสินค้าสูงขึ้น
    – ไฟฟ้า และน้ำประปายังไม่เพียงพอต่อความต้องการในบางพื้นที่

    นโยบายการส่งเสริมการลงทุนของประเทศลาว

    รัฐบาลลาวได้ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศให้เอื้ออำนวยต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น เช่น มาตรการด้านภาษี อนุญาตให้นครหลวงเวียงจันทน์ แขวงจำปาสัก และแขวงหลวงพระบาง มีอำนาจอนุมัติโครงการลงทุนที่มีมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแขวงอื่นๆ สามารถอนุมัติโครงการลงทุนที่มีมูลค่าลงทุนไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การลงทุนจากต่างประเทศในลาวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศจีน ประเทศออสเตรเลีย และประเทศฝรั่งเศส

     

    การทำธุรกิจที่ประเทศลาว
     

    การหาลู่ทางทำธุรกิจที่ประเทศลาว

    – ข่าวดีสำหรับนักธุรกิจไทยก็คือ คนลาวส่วนใหญ่มักจะนิยมใช้สินค้าจากประเทศไทย เนื่องด้วยการที่ประเทศลาวไม่มีแรงงานเพียงพอภายในประเทศ ในขณะที่ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวสูงขึ้น ทำให้ประเทศลาวยังต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศไทยเป็นจำนวนมาก
    – ประชาชนลาวยังมีค่านิยมที่คิดว่าสินค้านำเข้า มีคุณภาพดีกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศลาว เพราะฉะนั้นสินค้าไทยที่มีฉลากภาษาไทยเขียนว่า Made in Thailand และราคาจะต้องสอดคล้องกับรายได้ของประชากรลาว จึงมีแนวโน้มโดนใจกลุ่มเป้าหมายในประเทศลาว จะทำตลาดได้มหาศาลจากความนิยมและเป็นที่ยอมรับในตลาด แม้ลาวจะกำลังซื้อน้อยก็ตาม
    – ผู้ประกอบการหน้าใหม่ควรพิมพ์ตราสินค้า รายละเอียดที่ระบุส่วนประกอบสำคัญ รวมถึงวิธีการใช้สินค้าด้วยภาษาไทย หรือเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเดียวกับสินค้าที่จำหน่ายในไทย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และทำให้สินค้าสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคชาวลาวได้มากขึ้น
    – ผู้ประกอบการที่มีสินค้าติดตลาดในประเทศลาวอยู่แล้ว ควรรักษาระดับคุณภาพ และมาตรฐานของสินค้า และไม่ควรเปลี่ยนแปลงสูตร หรือบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากจะส่งผลให้ชาวลาวเข้าใจผิดว่า เป็นสินค้าคนละชนิดกับที่เคยซื้อ นอกจากนี้ชาวลาวมักซื้อสินค้าบ่อย แต่ในปริมาณไม่มากนัก
    – กลุ่มเป้าหมายในการขายสินค้าของเราไม่ได้มีแค่ประชาชนชาวลาวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มแรงงานมีฝีมือชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศลาวด้วย
    – เจ้าของสินค้าอาจลดปริมาณสินค้า และบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดเล็กลง และราคาถูกลง เพื่อให้ชาวลาวส่วนใหญ่สามารถซื้อในราคาที่จับต้องได้ ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดอย่างการลด แลก แจก แถม
    – สินค้าที่จะวางจำหน่ายในประเทศลาว ควรบรรจุหีบห่ออย่างรัดกุมตามชนิดสินค้า เนื่องจากสภาพถนนส่วนใหญ่ในประเทศลาว ค่อนข้างขรุขระ ซึ่งอาจทำให้บรรจุภัณฑ์และตัวสินค้าได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่งได้
    – ร้านค้าปลีกก็จัดได้ว่าเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าที่สำคัญ และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านค้าที่ตั้งมานานในย่านชุมชนซึ่งชาวลาวคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมีสินค้าอุปโภคบริโภคหลายประเภทให้เลือก
    – นครหลวงเวียงจันทน์เป็นจุดกระจายสินค้าเพื่อส่งต่อไปยังแขวงต่างๆ ในประเทศลาว ขณะที่แขวงหลวงพระบางเป็นจุดกระจายสินค้าของภาคเหนือของประเทศลาว และแขวงจำปาสักเป็นจุดกระจายสินค้าของภาคใต้ของประเทศลาว นอกจากร้านค้าปลีกหรือห้างสรรพสินค้าแล้ว ผู้ประกอบการยังสามารถเลือกจำหน่ายสินค้าผ่านการขายตรง หรืองานแสดงสินค้าได้เช่นเดียวกัน
    – สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการควรคำนึงในการทำธุรกิจส่งออกไปประเทศลาว นั่นก็คือ การทำสัญญา โดยควรทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นโดยการไม่ปฏิบัติตามในสัญญา และควรหลีกเลี่ยงการเขียนข้อความที่เปิดช่องว่างให้มีการเปลี่ยนแปลงสัญญาได้ในอนาคต
    – นอกจากนี้ผู้ประกอบการต้องตกลงกับผู้นำเข้าชาวลาวให้ชัดเจน ถึงวิธีการชำระค่าสินค้าที่เป็นที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย โดยอาจพิจารณาเครื่องมือการชำระเงินทางการค้าระหว่างประเทศที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ เช่น เลตเตอร์ออฟเครดิต (Documentary Letter of Credit : L/C) ซึ่งวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ส่งออกที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจกันเป็นครั้งแรก หรือยังไม่มั่นใจในความสามารถในการชำระเงินของผู้นำเข้าชาวลาว โดยธนาคารในประเทศลาว จะออกตราสารดังกล่าวตามคำสั่งของผู้นำเข้า เพื่อรับรองการชำระเงินตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในตราสารนั้นแล้วส่งให้แก่ผู้ส่งออก วิธีการดังกล่าวสามารถป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้นำเข้าชาวลาวได้ในระดับหนึ่ง

    การทำการตลาดที่ประเทศลาว

    – สื่อการตลาด เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่บริเวณแยกถนนกลางเมืองสำคัญ และโปสเตอร์ตามแหล่งชุมชน สามารถเข้าถึงผู้บริโภคชาวลาวได้เป็นอย่างดี
    – การโฆษณาสินค้าผ่านสื่อโทรทัศน์และวิทยุของไทยก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากชาวลาวสามารถรับชมรายการโทรทัศน์ และฟังรายการวิทยุที่ออกอากาศจากไทยได้ เช่น ชาวลาวในนครหลวงเวียงจันทน์รับวิทยุท้องถิ่นของจังหวัดอุดรธานีและหนองคาย ขณะที่ชาวลาวในแขวงจำปาสักรับวิทยุท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานี ดังนั้นการโฆษณาสินค้าผ่านสื่อโทรทัศน์หรือวิทยุจึงมีส่วนช่วยกระตุ้นยอดจำหน่ายสินค้าได้มาก
    – ทั้งนี้ในการโฆษณาสินค้าควรเลือกนักแสดงชาวไทย เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกใกล้ชิดและเข้าถึงสินค้าได้ง่าย ขณะที่การออกงานแสดงสินค้าก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการทำให้สินค้าเป็นที่รู้จัก ซึ่งผู้ประกอบการสามารถติดตามข่าวสารงานแสดงสินค้าได้จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของไทย
    – พื้นที่ในประเทศที่มีประชากรหนาแน่นและมีความเจริญเติบโตน่าลงทุน คือ นครหลวงเวียงจันทน์ แขวงสะหวันนะเขต แขวงจำปาสัก และแขวงปากเซ
    – ส่วนสินค้าที่มีแนวโน้มต้องการมากขึ้น ได้แก่ โมเดิร์นเทรด สินค้าบริโภค สินค้าปัจจัย 4 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและวัสดุ สินค้าอุปโภคอย่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า หม้อหุงข้าว พัดลม ตู้เย็น เป็นต้น
    – สินค้าที่มีการแข่งขันสูงในตลาดลาว ได้แก่ สินค้าเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก เหล็กกล้า สแตนเลส วัสดุก่อสร้าง เครื่องมือช่าง เครื่องมือการเกษตร พลาสติกและผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ในครัวเรือน และภาชนะบรรจุอาหาร ส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าจากจีนและเวียดนาม ซึ่งราคาถูกกว่าสินค้าจากไทย

    ส่งออกสินค้าอะไรไปประเทศลาวดี

    ปัญหาส่วนใหญ่ของผู้ประกอบไทย คือ ไม่รู้ว่าจะส่งออกสินค้าอะไรไปประเทศลาวดี ซึ่งในขั้นแรกของการส่งออกไปประเทศลาว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องหาคำตอบให้ได้ว่า สินค้าใดที่ตนมีศักยภาพในการผลิต หรือในการจัดหาสินค้า และเป็นที่ต้องการของตลาดลาว ซึ่งสินค้าไทยที่เป็นที่ต้องการของชาวลาวแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

    สินค้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ

    รัฐบาลประทศลาวมีโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานหลายด้าน เช่น ถนน ระบบไฟฟ้า และระบบชลประทาน เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวลาวให้ดีขึ้น ประเทศลาวจึงมีความต้องการสินค้าในหมวดเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และสินค้าเกี่ยวกับการก่อสร้าง เช่น

    – รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ
    – เหล็ก และเหล็กกล้า
    – ปูนซีเมนต์
    – เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องจักรกลการเกษตร)
    – คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

    สินค้าอุปโภคบริโภค

    ปัจจุบันประทศลาวผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคได้ไม่มากนัก เพราะยังขาดแคลนเทคโนโลยีที่จำเป็น และเงินลงทุนในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูปต่างๆ นอกจากนี้การที่ประทศลาวมีประชากรเพียง 7 ล้านคน ส่งผลให้การตั้งโรงงานอุตสาหกรรมผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศ อาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนเท่าใดนัก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคค่อนข้างมาก นอกจากนี้เครื่องปรุงรสต่างๆ จากไทยก็ได้รับความนิยมในร้านอาหาร และภัตตาคารในประเทศลาว เพราะอาหารลาวใช้วัตถุดิบที่คล้ายคลึงกับอาหารไทย ขณะที่ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในประเทศลาว ก็ต้องการสินค้าเหล่านี้เช่นเดียวกัน

    – น้ามันสำเร็จรูป
    – สินค้าปศุสัตว์อื่นๆ
    – เคมีภัณฑ์
    – เครื่องสำอาง สบู่ แชมพู และผลิตภัณฑ์รักษาผิว
    – ผลิตภัณฑ์พลาสติก
    – เครื่องดื่ม
    – น้ำตาล
    – อาหารกึ่งสำเร็จรูป
    – เครื่องใช้ในครัวเรือน
    – ผงซักฟอก
    – อาหารแปรรูป
    – ขนมขบเคี้ยว

    ส่วนเครื่องปรุงรสต่างๆ จากไทย เช่น

    – น้ำปลา
    – น้ำตาล
    – กะปิ

    นำเข้าสินค้าอะไรจากลาวมาขายดี

    นี่ก็เป็นสินค้าที่ประเทศไทยนำเข้ามาจากประเทศลาวในอัตราสูงนะครับ

    – สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์
    – เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ
    – ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทาจากผัก ผลไม้
    – เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน
    – พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช
    – ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์
    – เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด
    – ลวด และสายเคเบิล
    – ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืช

    ข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับธุรกิจประเทศลาว

    ตลาดส่งออกที่สำคัญของประเทศลาว คือ ประเทศไทย ประเทศจีน ประเทศเวียดนาม ประเทศออสเตรเลีย และประเทศเยอรมนี
    ตลาดนำเข้าที่สำคัญของประเทศลาว คือ ประเทศไทย ประเทศจีน ประเทศเวียดนาม ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกาหลีใต้
    สินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศลาว คือ แร่ทองแดง ทองแดงและของใช้ที่ทำด้วยทองแดง ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ทองคำผสม ทองคำแท่ง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์จากไม้ ยาสูบ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
    สินค้านำเข้าที่สำคัญของประเทศลาว คือ น้ามันเชื้อเพลิง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ พาหนะขนส่งทางบก เหล็กและเครื่องใช้ที่ทำด้วยเหล็ก ชิ้นส่วนรถยนต์และอะไหล่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ยางและเครื่องใช้ที่ทำด้วยยาง ทองแดงและเครื่องใช้ที่ทำด้วยทองแดง

    สรุปการทำธุรกิจที่ประเทศลาว

    เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับบทความนี้ ทั้งนี้ผู้ประกอบการอาจจะเข้าไปสำรวจตลาดประเทศก่อน อาจจะไปทริปสำรวจความเป็นอยู่ของชาวสักพักนึง เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคชาวลาว วัฒนธรรม และทิศทางของตลาดในปัจุับน รวมทั้งดูว่ามีผู้ประกอบการรายอื่นนำสินค้าประเภทเดียวกันกับเราเข้าไปจำหน่ายแล้วหรือยัง และสินค้าที่ผู้ประกอบการต้องการส่งออกไปที่ประเทศลาวจะสามารถแข่งขันได้หรือไม่ และต้องศึกษาเพิ่มเติมว่าผู้ประกอบการท่านอื่นในประเทศลาวที่เค้าทำอยู่แล้ว เค้านำเข้าสินค้าประเภทเดียวกับเรามาจากที่ไหน จัดซื้ออย่างไร ราคาเท่าไร และจัดส่งมาถึงร้านด้วยวิธีใด เพื่อใช้ข้อมูลเป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะสมกับรูปแบบการดำเนินงานของบริษัทของเราต่อไป

    และผู้ประกอบการที่จะไปลงทุนในประเทศลาว ควรศึกษากฎหมายการลงทุนที่ประเทศลาวอย่างทะลุปุโปร่ง ว่าสิ่งใดทำได้ สิ่งใดผิดกฎหมาย ผู้ประกอบการอาจจะศึกษาได้จากเว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ หรือเว็บไซต์ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เพื่อการเดินไปข้างหน้าของธุรกิจท่านอย่างราบรื่นครับ

  • วิธีทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยให้ประสบความสำเร็จ

    การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ ในยุคปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะการศึกษาเล่าเรียนให้ถึงระดับปริญญาตรี ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้เด็กรุ่นใหม่มีความใส่ใจในการศึกษามากขึ้น รวมไปถึงการหารายได้พิเศษเพื่อใช้จ่ายในการศึกษา และในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็คือการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยนั่นเอง หลายคนประสบความสำเร็จทั้งด้านการเรียน และการทำงานเพื่อหารายได้ในระหว่างเรียน ซึ่งวิธีที่จะช่วยทำให้การทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยให้ประสบความสำเร็จนั้น มีเทคนิคง่ายๆ ที่ควรปฏิบัติตามดังนี้

    จัดตารางเวลา

    อันดับแรกในการจะเริ่มทำงานไปด้วย และเรียนไปด้วยเพื่อให้ประสบความสำเร็จ คุณจะต้องจัดสรรตารางเวลาชีวิตให้มีความสมดุลกัน เพื่อให้ทั้งการเรียน และการงานดำเนินไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กัน การทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยส่วนใหญ่จะเป็นช่วงของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเลือกทำ เพราะด้วยวัยวุฒิ และเวลาในการเรียนที่ยืดหยุ่นกว่า ดังนั้นก่อนที่จะทำงานไปด้วย และเรียนไปด้วยควรจัดตารางเวลาเสียก่อน

    ทำงานเฉพาะวันหยุด

    ในการเลือกทำงานควรเลือกที่เป็นอาชีพสุจริต ไม่เป็นงานที่เสื่อมเสียโดยเฉพาะน้องผู้หญิง สำหรับคนที่ต้องตัดสินใจจะทำงาน ควรเริ่มทำงานเฉพาะในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ หรือเฉพาะในวันที่ไม่มีเรียน เพื่อจะได้ทำงานได้เต็มที่มากกว่าในเวลาหลังเลิกเรียน โดยงานที่สามารถทำในวันหยุดได้ ก็จะต้องเลือกแบบทำงานเต็มเวลาอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีให้เลือกมากมายหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานเสิร์ฟ พนักงานซักล้าง พนักงานแคชเชียร์ พนักงานขายสินค้า ซึ่งช่วยเพิ่มทักษะในการทำงานให้กับคุณด้วย

    ทำงานหลังเลิกเรียน

    ซึ่งสำหรับน้องนักศึกษาที่กำลังจะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยควรคำนึงถึงเรื่องชั่วโมงการทำงานหลังเลิกเรียน เพราะการทำงานหลังเลิกเรียนจะต้องมีเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมงในการทำงาน หรือเรียกว่าเป็นการทำงานแบบพาร์ทไทม์ ซึ่งหากเป็นงานด้านบริการ เช่น การเสิร์ฟ การบริการลูกค้า หากเป็นงานที่ต้องยืน ต้องเดิน หรือใช้แรงในการยกของหนัก ควรเลือกให้ดีก่อนเข้าทำงาน เพราะในเวลาหลังเลิกเรียนแล้วการมาทำงานต่อถือเป็นงานหนัก ดังนั้นจึงควรเลือกทำงานหลังเลิกเรียนที่คุณสามารถทำไหว

    เลือกทำงานใกล้ๆ สถานศึกษาหรือที่พัก

    สถานที่ทำงานควรเลือกให้ใกล้กับสถานศึกษา หรือที่พักเพื่อให้สะดวกในการเดินทาง ซึ่งจะช่วยทำให้คุณสามารถคำนวณเวลาในการเดินทางไปทำงานได้ หรือในเวลาเลิกงานสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก และปลอดภัย การเลือกสถานที่ทำงานใกล้ๆ มีผลต่อการทำงานทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะทำให้คุณไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง เพราะนอกจากจะต้องเหนื่อยจากการเรียนมาทั้งวันแล้ว หากมาเหนื่อยกับการเดินทางอีกก็คงทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ข้อนี้ก็ถือว่าเป็นข้อที่สำคัญ

    เลือกงานที่กำหนดเวลา

    ควรเลือกงานที่มีกำหนดเวลาในการเข้างาน และเลิกงานอย่างแน่นอน เพราะเวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับคนที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยอย่างยิ่ง สถานที่ทำงานที่มีกำนดเวลาชัดเจน จะช่วยทำให้คุณคำนวณตารางเวลาได้อย่างลงตัว ทำให้ทั้งการเรียน และการทำงานราบรื่นไม่มีสะดุด

    สะสมประสบการณ์

    การทำงานไปด้วย และเรียนไปด้วย คุณต้องคิดอยู่เสมอว่านี่เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เพราะหลังจากจบการศึกษาแล้ว คุณจะต้องทำงานอย่างเต็มตัวไม่ว่าจะงานประเภทใดก็ตาม ประสบการณ์เป็นสิ่งที่คุณจะได้รับมากกว่าคนอื่นที่เรียนอย่างเดียว แต่ไม่เคยทำงานไปด้วยระหว่างเรียน ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย จะทำให้คุณจะเป็นคนที่มีความอดทนสูง สามารถแก้ไขปัญหาได้ดี เข้ากับผู้อื่นได้ดี

    มีความตั้งใจ

    ระหว่างที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยนั้น สิ่งหนึ่งที่คุณต้องมีคือความตั้งใจ ความตั้งใจเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสำเร็จทั้งในด้านการเรียน และการทำงานให้เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน โดยเมื่อคุณเริ่มทำงานแล้ว คุณจะรู้ว่าจะต้องมีความตั้งใจมาก จึงจะทำให้งานนั้นๆ สำเร็จ หากมีข้อผิดพลาดก็ทำการแก้ขอย่างทันที และเก็บข้อเสีย ข้อบกพร่องของตัวเองในการทำงานนั้นไว้เป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำอีก

    ออมเงิน

    เมื่อทำงานแล้วควรนำเงินที่ได้จากทำงานมาเก็บออม ด้วยการฝากในบัญชีธนาคารเพื่อนำไปจ่ายในค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่ากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ควรนำเงินที่ได้มาไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย หรือนำไปใช้ในการเล่นการพนัน จะทำให้เกิดหนี้สินตามมา

    ไม่ทิ้งการเรียน

    และสุดท้ายเลยคือ ในการทำงานไปด้วยและเรียน คุณจะต้องให้ความสำคัญกับการเรียนเหมือนเดิมไม่ทิ้งการเรียนอย่างเด็ดขาด เพราะการเรียนเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คือสิ่งที่สำคัญซึ่งมีผลต่อการทำงานในอนาคตเมื่อเรียนจบ คุณควรแบ่งเวลาเพื่อทบทวนบทเรียน การอ่านหนังสือเตรียมสอบ และการเข้าเรียนเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ เพราะการเรียนในห้องเรียนให้เข้าใจมากที่สุด ก็จะทำให้คุณมีเวลาในการทำงาน และพักผ่อนมากยิ่งขึ้น

    สรุป

    สำหรับคนที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย และประสบความสำเร็จทั้งสองเรื่อง ถือได้ว่าเป็นคนที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะปกติแล้วการเรียนก็มักใช้เวลาในการเข้าเรียน การทำการบ้าน การอ่านหนังสือ มากอยู่แล้ว ซึ่งเทคนิคสำคัญที่สุดสำหรับการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยคือ การแบ่งเวลาให้เป็น ใช้เวลาทุกนาทีให้มีคุณค่า และมีค่ามากที่สุด จะทำให้การเรียนก็ดี การงานก็ไม่สะดุดครับ

  • วิธีปลูกเชอรี่ พร้อมคำแนะนำในการขายเชอรี่

    เชอร์รี่ (Cherry) จัดอยู่ในวงศ์ ROSACEAE ในตระกูลพรุน เช่นเดียวกับ พลัม ลูกท้อ บ๊วย อัลมอนด์ และนางพญาเสือโคร่ง เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ลักษณะของผลมีลักษณะกลม ขนาดเล็ก เปลือกมีทั้งสีแดงเข้ม สีแดง สีส้ม และสีเหลือง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งเชอร์รี่ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเชอร์รี่หวาน และกลุ่มเชอร์รี่หวานอมเปรี้ยว โดยแหล่งที่เพาะปลูกเชอร์รี่มากที่สุดก็คือทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป ออสเตรเลีย รวมไปถึงญี่ปุ่น เพราะเชอร์รี่เป็นผลไม้ที่ชอบอากาศหนาวเย็น

    เชอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ เพราะในผลเชอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซีที่มีมากกว่าส้มถึง 30-80 เท่า นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอความแก่ และช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย เนื่องจากในผลเชอร์รี่มีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ทำให้คนกินมีความสุข ด้วยเหตุนี้แพทย์ตะวันตกจึงเรียกเชอร์รี่ว่า เป็นแอสไพรินธรรมชาติ แต่ก็มีพิษซ่อนอยู่ในเมล็ดด้วย นั่นก็คือ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ โดยเฉพาะเวลาที่เคี้ยว หรือบดผลเล็ก ๆของเชอร์รี่ เชอร์รี่จะผลิตสารนี้โดยอัตโนมัติ แต่เป็นพิษที่ค่อนข้างอ่อน อย่างมากก็แค่ทำให้มีอาการปวดศีรษะ เวียนหัว อาเจียน แต่หากได้รับมากจนเกินไปก็อาจจะเป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิต อาจทำให้ไตวายหรือเกิดอาการชักจนเสียชีวิตได้และสิ่งที่จะต้องระวังอีกเรื่องก็คือ เชอร์รี่ที่เราเห็นอยู่บนขนมเค้กตามท้องตลาด ที่มีสีแดงดูน่ารับประทานส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการย้อมสี การเลือกรับประทานก็ควรดูให้ดีๆ เพราะอาจจะเสี่ยงทำให้เกิดภาวะเสื่อมในไตได้

    เชอร์รี่ในประเทศไทยจะมี สองพันธุ์คือเชอร์รี่นอก และเชอร์รี่ไทย จะมีรสหวานอมเปรี้ยว เวลาเชื่อมจะมีรสชาติอร่อยกว่านั่นเอง เชอร์รี่ไทยมีนำเข้ามาเพาะปลูกจากอเมริกาใต้เมื่อนานมากแล้ว

    วิธีการปลูกเชอร์รี่ เชอร์รี่นอกและเชอร์รี่ไทยจะมีรูปแบบการเพาะปลูกที่คล้าย ๆ กันครับ แต่เชอร์รี่นอกต้องดูแลเอาใจใส่เยอะกว่าเพราะภูมิต้านทานน้อยกว่าเชอร์รี่ไทย รูปแบบการปลูกที่นิยมกันในปัจจุบันมีสองรูปแบบครับ ได้แก่ การทำเป็นแปลงปลูกลงดินและการปลูกลงภาชนะ ซึ่งการปลูกในภาชนะนั้นจะนิยมมากที่สุด เพราะเป็นการประหยัดพื้นที่ ทำให้เชอร์รี่ออกผลและมีรสชาติที่ดีกว่า สะดวกในการเคลื่อนย้าย

    นอกจากนี้ถ้าต้องการขายเชอร์รี่เป็นต้นก็สามารถทำได้ง่ายกว่าอีกด้วยครับ สายพันธุ์ของเชอร์รี่นอกส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่ต้องปลูกในพื้นที่ที่มีความสูง 1000 – 1200 เมตร ขึ้นไป และต้องอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่หนาเย็นด้วย ต้นเชอร์รี่ถึงจะออกดอกและให้ผลผลิตครับ ส่วนเชอร์รี่ไทยปลูกได้แทบทุกภูมิภาคของประเทศไทย

    วิธีการเพาะเมล็ด

    การเพาะเมล็ดจะมีสองส่วนด้วยกันส่วนแรกคือการทำให้เมล็ดงอก ส่วนที่สองคือการย้ายไปเพาะต่อในถาดเพาะครับ มาเริ่มกันที่ส่วนของการทำเมล็ดให้งอกน่ะครับ

    ขั้นตอนที่ 1 นำเมล็ดที่จะเพาะมาล้างทำความสะอาดและผึ่งลมให้แห้ง (ระวังอย่าให้โดนแดด)
    ขั้นตอนที่ 2 นำเมล็ดมาคลุกเชื้อราไตรโครเดอร์มาเพื่อเป็นการป้องกันเชื้อรา
    ขั้นตอนที่ 3 นำเมล็ดที่ได้ไปวางกระจายไว้บนแผ่นกระดาษชำระที่เตรียมไว้ (ให้ซ้อนทับกระดาษชำระเข้าด้วยกันประมาณ 4 – 5 ชั้น) จากนั้นเสปร์ยน้ำลงไปพอประมาณให้ชุ่มแต่อย่าให้แฉะ แล้วจึงนำไปใส่ภาชนะที่เตรียมไว้สำหรับเพาะเช่น กล่องพลาสติกที่มีฝาปิด
    ขั้นตอนที่ 4 นำเมล็ดไปวางไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิไม่ร้อนมาก (เชอร์รี่บางสายพันธุ์อาจต้องนำไปเพาะในตู้เย็นน่ะครับ เพราะฉะนั้นควรตรวจสอบสายพันธุ์ของเมล็ดเชอร์รี่ที่ได้มาก่อนทำการเพาะปลูกครับ) เมล็ดจะเริ่มแตกยอดอ่อนเมื่ออายุได้ประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่ออายุประมาณได้ 2 สัปดาห์ต้นเชอรี่ของเราก็พร้อมที่จะย้ายไปลงถาดเพาะแล้วน่ะครับ

    ส่วนที่สองคือการเพาะต่อในถาดเพาะ

    ขั้นตอนที่ 1 เตรียมดินที่จะใช้ อาจใช้เป็นทรายผสมปุ๋ยมูลไส้เดือนในอัตรา 1 ต่อ 1 หรือใช้ ดินดำ 1 ส่วนต่อแกลบดิบ 2 ส่วนต่อปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกอีก 1 ส่วน
    ขั้นตอนที่ 2 ย้ายเมล็ดที่เพาะติดแล้วลงฝังในแต่ละหลุมของถาดเพาะ เอาไปวางไว้ในที่ร่มแสงแดดรำไร เสปรย์น้ำให้ชุ่มแฉะในครั้งแรกจากนั้นครั่งต่อไปก็อยาให้แฉะ ต้องพยายามรักษาผิวดินให้ชุมชื้นอยู่เสมอเพาะเชอร์รี่จะชอบความชุ่มชื้นแต่ไม่แฉะ เมื่อต้นเชอร์รี่ที่เพาะไว้อายุได้ประมาณ 2 – 3 เดือนก็เตรียมนำไปปลูกได้

    การปลูกลงภาชนะ(กระถาง) ให้เตรียมดินเหมือนกับตอนที่เราเตรียมดินสำหรับการเพาะในถาด แต่อาจผสมขุยหรือกาบมะพร้าวเพิ่มลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในดินครับ จากนั้นย้ายต้นกล้าที่เตรียมไว้ลงไปปลูกในภาชนะ แล้วคลุมบริเวณโคนต้นด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้ง จากนั้นจึงรดน้ำ การรดน้ำในครั้งแรกนั้นให้รดให้ชุ่มแฉะ ส่วนครั้งถัดไปให้รดแค่พอชื้นๆ

    การปลูกลงแปลงดิน ระยะห่างระหว่างต้นและแถวประมาณตั้งแต่ 2 x 2 เมตร จนถึง 4 x 4 เมตร ขุดหลุมลึกประมาณ 20 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก แล้วจึงนำต้นกล้าลงปลูก คลุมบริเวณโคนต้นด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้ง แล้วจึงรดน้ำ การรดน้ำนั้นในครั้งแรกนั้นให้รดให้ชุ่มแฉะ ส่วนครั้งถัดไปให้รดแค่พอชื้นๆ

    การให้ปุ๋ย ต้นเชอร์รี่ที่ปลูกในภาชนะนั้นอาจให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยไส้เดือนประมาณ 15 วันต่อครั้ง แต่ควรให้ในปริมาณน้อย ๆ หรืออาจจะเป็นการรดน้ำหมักชีวภาพแทนก็ไดครับ ส่วนต้นที่ปลูกลงดินนั้นให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกประมาณเดือนละหนึ่งครั้ง ส่วนในช่วงที่ต้นเชอร์รี่กำลังเป็นดอก ให้ใส่ปุ๋ยหรือน้ำหมักฉีดพ่น ด้วยสูตรบำรุงดอก บำรุงผล

    โรคและศัตรูพืช โรคที่ต้นเชอร์รี่เจอบ่อยที่สุดคือ

    1. รากเน่า แก้ไขด้วยการใช้เชื้อราไตรโครเดอร์มาราดบริเวณลำต้น ราดทุก ๆ 15 วันจนกว่าจะหาย และพยายามอย่าให้หน้าดินแฉะน้ำ พยายามรดน้ำก่อน 4 โมงเย็นเพื่อลดโอกาศที่ต้นเชอร์รี่จะเกิดเชื้อรา
    2. แมลงศัตรูพืชหรือหนอนกินใบ ให้ใช้น้ำส้มควันไม้หรือน้ำหมักสมุนไพรสูตรไล่แมลง ฉีดพ่นทุก ๆ 3 – 7 วัน

    การเตรียมต้น(การตัดแต่งกิ่งและการตัดแต่งราก) จะเป็นการเตรียมต้นเชอร์รี่ของเราให้พร้อมสำหรับการที่เชอร์รี่จะให้ผลผลิตในปีถัดไป

    การตัดแต่งกิ่ง ส่วนใหญ่นิยมตัดแต่งกินในช่วงต้นฤดูฝนเพราะจะทำให้ต้นเชอร์รี่พักพื้นได้ดีกว่า ต้นเชอร์รี่นั้นสายพันธุ์ส่วนใหญ่จะออกดอกที่ซอกใบปลายกิ่ง ดังนั้นในการตัดแต่งกิ่งประจำปีหรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ตัดเฉพาะกิ่งที่ออกดอกติดผลเพื่อสร้างใบใหม่สำหรับให้ออกดอกติดผลในปีต่อไป ส่วนกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลในปีนี้ให้คงไว้แล้วบำรุงต่อไป
    – ตัดกิ่งที่บังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มโปร่งจนแสงแดดสามารถส่องได้ถึงทั่วทุกกิ่ง ทั่วทั้งทรงพุ่ม กิ่งที่ได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งที่ไม่ได้รับแสงแดดหรือได้รับแสงแดดน้อย
    – ตัดกิ่งกระโดง กิ่งในทรงพุ่ม กิ่งคดงอ กิ่งชี้ลง กิ่งไขว้ กิ่งหางหนู กิ่งเป็นโรค และกิ่งที่ออกดอกติดผลแล้วเพื่อเรียกยอดใหม่สำหรับการออกดอกติดผลในรุ่นปีต่อไป การตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มควรให้โปร่งจนแสงส่องผ่านลงไปถึงโคนต้น
    – ตัดแต่งกิ่งปกติควรตัดให้เหลือใบประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์และเมื่อใบอ่อนชุดใหม่ออกมาแล้วให้มีใบประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์จะช่วยให้การผลิดอกออกผลได้ดี
    – ตัดยอดกิ่งประธาน (ผ่ากบาล) ณ ความสูงต้นตามต้องการ นอกจากช่วยทำให้แสงแดดผ่านจากยอดเข้าสู่ภายในทรงพุ่มได้อย่างทั่วถึงแล้วแสงแดดที่ร้อนยังช่วยกำจัดเชื้อราได้เป็นอย่างดี และเพื่อควบคุมขนาดความสูงของทรงพุ่มได้อีกด้วย

    การตัดแต่งราก

    – ต้นเชอร์รี่ที่อายุยังน้อยไม่ควรตัดแต่งราก แต่ถ้าต้องการสร้างรากใหม่ให้มีประสิทธิภาพในการหาอาหารดียิ่งขึ้นให้ใช้วิธีล่อรากด้วยการพูนโคนต้นด้วยดิน 3 ส่วนกับอินทรีย์วัตถุ 1 ส่วน
    – ต้นที่อายุหลายปีระบบรากเก่าและแก่มาก ให้พิจารณาตัดแต่งรากส่วนปลายออก 1ใน 4 ด้วยการพรวนดินรอบทรงพุ่มลึก 10-15 ซม. หลังจากให้ฮอร์โมนบำรุงรากไปแล้วต้นจะแตกรากใหม่จำนวนมากขึ้นและมีประสิทธิภาพในการดูดซับสารอาหารได้ดีกว่าเดิม
    การขยายพันธุ์ ต้นเชอร์รี่สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธีเช่น ปักชำ เพาะเมล็ด ทาบกิ่ง ติดตา เพาะเนื้อเยื่อ ในปัจจุบันนิยมวิธีปักชำและเพาะเมล็ด แต่การปักชำนั้นต้นพืชจะไม่ค่อยแข็งแรงเพราะไม่มีรากแก้วนั่นเอง

    ผลของเชอร์รี่นั้นง่ายต่อการบอบช้ำมาก ทำให้การขนส่งเป็นไปด้วยความลำบาก ผู้คนจึงนิยมปลูกต้นเชอร์รี่เป็นไม้ประดับกันเสียมากกว่า จะไม่ค่อยมีการปลูกเพื่อจำหน่ายผลผลิตในเชิงพานิชย์มากนัก ผลิตภัณฑ์ที่เห็นในตลาดโดยทั่วไปจะเป็นน้ำเบอรี่และแยมเบอรี่ ซึ่งจะลดปัญหาในเรื่องความเสียหายของลูกเชอรี่จากการขนส่งไป ทั้งนี้การเพาะพันธุ์ต้นเชอร์รี่ในแต่ล่ะสายพันธุ์จะมีความต้องการที่แตกต่างกัน ผู้เพาะปลูกจึงควรศึกษาให้ดีเสียก่อน

  • วิธีปลูกส้มจี๊ด พร้อมคำแนะนำในการขายส้มจี๊ด

    ต้นส้มจี๊ด
     

    ส้มจี๊ดเป็นผลไม้ตระกูลส้ม ที่มีผลขนาดเล็ก รสชาติจี๊ดจ๊าดสะใจมากๆ ส้มจี๊ดปลูกได้ทั้งในกระถาง หรือปลูกลงดิน ในช่วงแรกเกษตรกรไม่นิยมเก็บผลส้มจี๊ดไว้สักเท่าไหร่ แม้ว่าจะติดผลเยอะก็จะทำการเด็ดทิ้งไป เพื่อสร้างพุ่ม เมื่อเห็นว่าต้นแข็งแรงและทรงพุ่มได้แล้ว จึงจะปล่อยให้ดอกติดผล

    ลักษณะทั่วไปของต้นส้มจี๊ด

    ส้มจี๊ดเป็นไม้ยืนต้น มีพุ่มขนาดกลางเมื่ออายุประมาณ 4-5 ปีขึ้นไป ความสูงของต้นส้มจี๊ดอยู่ที่ 1.25-2.70 เมตรเท่านั้น ความกว้างของพุ่มอยู่ที่ 1.30-1.65 เมตร มีหนามอ่อนๆ เกิดระหว่างข้อใบ ลำต้นอ่อนจะมีสี้น้ำตาลอ่อนๆ แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแก่
    ใบจะมีลักษณะเป็นรูปไข่ ขอบใบเรียว ปลายแหลม กว้าง 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ใบอ่อนจะมีสีเหลืองอ่อน ใบแก่จะมีสีเขียว เรียงสลับกันไป

    ต้นส้มจี๊ดผลกลม
    ต้นส้มจี๊ดผลกลม
    ผลจะค่อนข้างกลม จะมีสีเขียวหากเป็นผลอ่อน และมีสีเขียวอมเหลืองนั่นแปลว่าสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว มีเปลือกบาง เนื้อในสีเหลือง รสชาติเปรี้ยวอย่าบอกใครเลยล่ะ

    ต้นส้มจี๊ดผลรูปไข่
    ต้นส้มจี๊ดผลรูปไข่
    ผลรูปไข่กินได้ทั้งผล ทั้งเนื้อและเปลือก เนื้อมีรสเปรี้ยว แต่เปลือกจะมีรสหวาน ต้นส้มจี๊ดที่อยู่ในธรรมชาติมักมีขนาดเล็ก จึงเหมาะที่จะปลูกในกระถาง หรือนำมาทำบอนไซ

    สามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ติดตา และตอนกิ่ง แต่ที่เกษตรนิยมส่วนใหญ่จะเป็นการตอนกิ่ง เพราะจะง่ายต่อการปลูก สามารถต้านทานโรค และที่สำคัญให้ผลผลิตได้อย่างรวดเร็ว ต้นเตี้ย ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว

    วิธีการปลูกส้มจี๊ด

    1.แนะนำให้ปลูกในช่วงฤดูฝน เพื่อไม่ให้ต้นส้มจี๊ดที่ลงดินไปแล้วเกิดการขาดน้ำ
    2.การเว้นช่วงในการปลูก คือระยะ 3×6 เมตร 3×3 เมตร และ 5×5 เมตร ทำการขุดหลุมให้มีความกว้าง 50×50 เซนติเมตร และลึก 50 เซนติเมตร
    3. ผสมดินกับปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ด้วยอัตรา 1:1 เข้าด้วยกัน แล้วนำดินใส่ที่ถูกผสมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักใส่กลับลงไปในหลุมเหมือนเดิม ประมาณ 2 ใน 3 ของความลึก
    4.นำต้นกล้ามาวางไว้ในหลุม ใช้มีดกรีดถุงพลาสติกออก ระวังอย่าให้ดินในถุงแตกออก แล้วกลบด้วยดินที่เหลือลงไปในหลุม
    5.เพื่อป้องกันต้นพันธุ์ส้มจี๊ดล้ม ให้ปักไม้ไว้บริเวณโคนส้มจี๊ดแล้วผูกเชือก จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม

    การดูแลรักษาต้นส้มจี๊ด

    1.น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในช่วงแรกที่มีการปลูกส้มจี๊ด เพราะหากเกษตรกรปล่อยให้ขาดน้ำ จะนำไปสู่การเป็นโรคและแมลงรบกวน หลังจากการปลูกใหม่ๆ ควรรดน้ำทุกวัน หลังจากที่เห็นว่าต้นส้มจี๊ดพออยู่ตัวสามารถเปลี่ยนเป็น 2 สัปดาห์ครั้ง และค่อยรดเฉพาะช่วงแล้ง หรือฝนไม่ตกเป็นครั้งคราว เมื่อต้นโตเต็มที่แล้วก็ยังต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เกษตรกรท่านไหนที่ปลูกเป็นสวนขนาดใหญ่จะต้องมีระบบรดน้ำแบบมินิสปริงเกอร์
    2.การใส่ปุ๋ย ในช่วงแรกที่มีการปลูกใหม่ๆ ให้อัดปุ๋ยคอกไปก่อน ในช่วงนี้ปุ๋ยเคมียังไม่สำคัญอะไรมาก ค่อยมาเริ่มใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-10-10 และ 20-11-11 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นและใบ ในช่วงเดือนที่ 4 ด้วยปริมาณ 200 กรัมต่อต้น แล้วค่อยเพิ่มมาเป็น 300-500กรัมต่อต้น เมื่อต้นส้มมีอายุได้ 2 ปี เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 ให้เปลี่ยนสลับเป็นปุ๋ยตัวกลางคือ 8-24-24 หรือ 12-24-12 แต่ทั้งนี้ไม่ควรใช้ติดต่อเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน เพราะจะทำให้เกิดการสะสมธาตุ P มากเกินไป แนะนำให้ใช้สลับกันไป การให้ปุ๋ยทุกครั้งจะต้องมีการหว่านตามแนวพุ่ม ไม่แนะนำให้ชิดโคนต้นส้มจี๊ดจนเกินไป เพราะอาจทำให้โคนเน่าหลังจากปุ๋ยละลาย
    3.การตัดแต่งกิ่ง สำหรับส้มจี๊ดเป็นพุ่มที่มีลำต้นหลักเพียงต้นเดียว และแตกกิ่งประมาณ 3-5 กิ่ง เกษตรกรจำเป็นจะต้องเลือกตัดกิ่งที่รกทึบบริเวณด้านล่างและกลางต้นออก เพื่อที่แสงแดดจะได้ส่องถึงโคนต้น กิ่งที่อ่อนแอ ที่น้ำค้าง เป็นโรคและถูกแมลงทำลายให้จัดการตัดทิ้งไปได้เลย

    วัชพืช

    1.หนอนชอนใบ จะคอยทำลายระยะใบอ่อน ทำการกัดกินใบจากด้านหน้าสู่ด้านหลัง สังเกตได้ง่ายๆ ใบจะเห็นเป็นทางสีขาวคดเคี้ยวไปมา ใบหงิกงอ ขอบใบม้วนเข้ากลางใบ ไม่เจริญเติบโตและแคระแกรน วิธีการป้องกันเกษตรกรจะต้องทำการสุ่มสำรวจบริเวณยอด หากพบในปริมาณที่ไม่มากนัก ให้เด็ดใบเผาทำลายทิ้ง กรณีที่มากให้ใช้ อบาแม็คติน อัตตรา 3-5 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นไปบริเวณที่มีหนอนชอนใบ
    2.เพลี้ยไฟ จะเป็นรอยสีเทา เป็นขั้วบริเวณที่ถูกทำลาย ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดกับผลอ่อน โดยที่เพลี้ยจะดูดกินน้ำจากยอดอ่อน ใบและผล วิธีการป้องกันหากพบลักษณะดังกล่าวให้ใช้ อิมิดาคลอพริด ในอัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    3.ไรแดง จะเกิดอาการใบส้มจี๊ดหงิกงอ ไม่เจริญเติบโต และร่วงหล่น ผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินและสีน้ำตาลในเวลาต่อมา มีผิวที่กร้าน แคระแกรนและร่วงในที่สุด วิธีการกำจัดด้วยวิธีการพ่นกำมะถันชนิดละลายน้ำ ด้วยอัตราส่วน 4 ช้อนต่อน้ำ 20 ลิตร ทุกๆ 15 วัน เช้าเย็น เพื่อป้องกันอาการใบไหม้

    ส้มจี๊ดจัดว่าเป็นส้มที่ปลูกและดูแลง่ายสุดในตระกูลส้มแล้ว อีกทั้งให้ผลผลิตที่ดี ลูกดก ต้นทุนต่ำ เป็นอีกหนึ่งการเกษตรที่น่าสนใจไม่น้อย สำหรับเกษตรกรท่านไหนที่กำลังวางแผนปลูกผลไม้เสริมอยู่นั้น ลองหันมาปลูกส้มจี๊ดดูนะครับ ได้ผลผลิตอย่างงาม

    ส้มจี๊ด

error: Content is protected !!