Author: admin

  • 8 เคล็ดลับเพิ่มเงินเดือนให้กับตัวเอง

    เป็นความฝันของคนที่ทำงานประจำอยู่แล้วครับเรื่องของการขอขึ้นเงินเดือน แต่จะทำอ่ย่างไรหละถึงจะสามารถขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเองได้ ในสมัยตอนที่ผมทำงานประจำ ผมสามารถขึ้นเงินเดือนได้มากถึง 80% ใน 2 ปีด้วยเคล็ดลับง่ายๆที่เรียนรู้มาจาก HR มืออาชีพ ดังนั้น ผมจะเอาเคล็ดลับง่ายๆนั่นเเหละครับมาถ่ายทอดให้คุณได้อ่าน พร้อมให้คุณเอาไปพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าทำได้จริงๆ…!!!

    1.คุณต้องไม่คิดว่าตัวเองเป็นแค่ลูกจ้างคนหนึ่ง

    ถ้าเป็นเจ้าของกิจการยุคเก่า เขาย่อมชอบที่คุณจะมีความคิดว่าตัวเองเป็นแค่ลูกจ้างคนหนึ่ง เพราะคุณจะได้คิดว่าตัวเองมีทางเลือกในชีวิตไม่เยอะ แต่ถ้าเป็นเจ้าของกิจการยุคใหม่ พวกเขาจะชอบให้ลูกจ้างคิดว่าตัวเองเป็นคนหนึ่งที่มีความสามารถเป็นเจ้าของกิจการในอนาคต เพราะพวกเขารู้ว่าคุณจะยอมทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาตัวเองให้คู่ควรกับรายได้ดีๆ เมื่อผลงานของคุณมีมากยิ่งขึ้น เขาจะยอมจ่ายเงินให้คุณแพงขึ้นเพื่อให้คุณยังทำงานกับเขาต่อไป

    ดังนั้น อย่าคิดว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ลูกจ้างครับ คุณคือว่าที่เจ้าของกิจการของตัวเองในอนาคต ทำงานให้คุ้มค่ากับการสร้างอนาคตแล้วเงินเดือนดีๆจะตามมาครับ

    2.อย่าฝากชีวิตไว้กับงานที่เดิม

    จิตวิทยาของการต่อรองคืออะไรรู้มั้ยครับ…??? มันคือใครที่เป็นฝ่ายต้องการมากกว่าจะเป็นผู้แพ้ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความสามารถและนายจ้างก็รู้ว่าคุณเป็นคนสำคัญในองค์กร และคุณทำให้เขาเห็นว่าคุณทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีองค์กรอื่นต้องการคุณมากขนาดไหน หากคุณแสดงสัญญาณว่าคุณกำลังจะเปลี่ยนงาน คุณจะได้รับข้อเสนอพิเศษทั้งจากออฟฟิตเก่าและออฟฟิตใหม่ รุ่นพี่ของผมเคยคิดจะลาออกจากงาน ปรากฏว่าเจ้านายเพิ่มเงินเดือนให้จาก 28,000 บาท เป็น 35,000 บาททันที เยี่ยมไปเลยมั้ยหละ

    3.ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆบ้าง

    ความรู้ใหม่ล่าสุดที่คุณเพิ่งเรียนรู้คืออะไรครับ อย่าบอกเชียวนะว่าเป็นความรู้ที่ได้จากตอนฝึกงาน นายจ้างที่ดีจะพยายามมองหาลูกจ้างที่มีงานอดิเรกที่น่าสนใจ เพราะมันสะท้อนถึงเสน่ห์ในตัวคุณ คนที่พยายามศึกษาหาความรู้ใหม่ๆเสมอ นายจ้างจะมองว่าคนๆนี้เป็นคนที่มีความชอบท้าทาย เขาจะจ่ายงานที่ท้าทายให้กับคุณมากยิ่งขึ้น และนั่นหมายถึงโอกาสในการขึ้นเงินเดือนของคุณด้วย

    4.ดูแลบุคลิกภาพของตัวเองอย่าให้พร่อง

    มีงานวิจัยมากมายที่ออกมายืนยันตรงกันว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมักจะเป็นคนที่มีบุคลิกภาพดี และแน่นอน บุคลิกภาพที่ดีันั้นมันสามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ การฝึกสบสายตาคน นั่ง ยืน พูดให้ดูน่าเชื่อถือ ทั้งหมดมันสามารถฝึกได้ด้วยตัวคุณเอง โชคดีที่สิ่งเหล่านี้มีสอนให้ Youtube Website และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ถ้าคุณไม่รู้จะอ่านเล่มไหน ผมแนะนำเล่มนี้ครับ

    5.เริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเอง

    อาจจะฟังดูโหดร้ายกับคนที่ทำงานประจำจนเหนื่อยแล้ว แต่ไม่มีวิธีไหนที่จะสามารถเพิ่มรายได้ของมนุษย์เงินเดือนได้อย่างก้าวกระโดดได้อย่างการทำธุรกิจส่วนตัว ลองคิดดูนะครับ ถ้าคุณทำงานประจำกินเงินเดือน 20,000 บาท คุณจะเพิ่มรายได้ตัวเองให้เป็น 80,000 บาทต่อเดือนได้อย่างไร…??? ต่อให้ย้ายงานก็ทำไม่ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น การเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวเป็นเรื่องที่จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายเร็วที่สุด

    เอ๊ะ การทำธุรกิจส่วนตัวมันเป็นการเพิ่มเงินเดือนให้ตัวเองยังไงอะ คำตอบคือ มันเป็นการให้เงินเดือนตัวเองครับ แทนที่เราจะรอเงินเดือนจากนายจ้าง เราก็เป็นนายตัวเองเสียเลยสิ

    6.ขอให้ HR มืออาชีพสอนการต่อรองเจรจา

    เงินเดือนขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยก็คือ ความสามารถของคุณมีมูลค่าตามตลาดที่เท่าไหร่ กับ ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจจ้างมีตัวเลขในใจที่เท่าไหร่ แต่คุณสามารถเพิ่มโอกาสต่อรองเงินเดือนให้สูงขึ้นไปอีกได้ ด้วยการฝึกเจรจาต่อรอง

    อย่าเสียเวลามโนไปเองครับว่าเราจะต่อรองเงินเดือนอย่างไรเพื่อให้เราได้เงินเดือนสูงที่สุด ผมแนะนำให้คุณปรึกษา HR มืออาชีพไปเลย เพราะ HR มืออาชีพส่วนใหญ่เขาฟังการสัมภาษณ์ที่ดีและแย่มาเป็นร้อยๆครั้งแล้ว เขาย่อมสามารถชี้ช่องให้ได้ว่าคำตอบแบบไหนจะทำให้คุณได้งานเงินเดือนดี คำตอบแบบไหนเตรียมโบกมือกลับบ้านได้เลย

    7.สร้างผลงาน

    คุณจะต้องพยายามสร้างผลงานแล้วเผยแพร่มันบนโลกออนไลน์ให้ได้ มีโปรแกรมเมอร์ท่านหนึ่งที่เขาเป็นคนเก่งมากๆ เขาสร้างเว้บไซต์ส่วนตัวและเอาผลงานของตัวเองไปอัพเดตไว้บนนั้น มีผลงานอยู่ชิ้นหนึ่งที่เขาทำได้ดีมากๆจนเว็บไซต์ข่าวต่างๆเขียนชื่นชมเขาเยอะแยะมากมาย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้รับการติดต่อจากสำนักงานมากมายว่าอยากให้เขาไปร่วมทีม และแน่นอน หลายแห่งเสนอเงินเดือนในระดับที่น่าพึงพอใจ

    จงสร้างผลงานที่จะสะท้อนตัวตนของคุณ เพราะตัวตนของคุณจะเป็นตัวกำหนดมูลค่าของเงินเดือน

    8.สุดท้าย กล้า

    ไม่มีประโยชน์เลยครับถ้าผมให้คำแนะนำคุณไปแล้วแต่คุณไม่กล้านำเอาไปใช้ ความกล้าจะเป็นตัวแบ่งแยกระหว่างความเป็นจริงกับความฝันออกจากกัน ถ้าคุณไม่กล้าคุณก็แพ้ แต่ถ้าคุณกล้า โอกาสก็จะอยู่ตรงหน้าคุณครับ ผมเป็นกำลังใจให้คุณประสบความสำเร็จในการเรียกเงินเดือนให้กับตัวเองนะครับ สู้ๆ โอกาสมันมีสำหรับทุกๆคนเสมอครับ

  • สูตรวิธีทำข้าวเม่าคลุก พร้อมคำแนะนำในการขายข้าวเม่าคลุก

    สูตรวิธีทำข้าวเม่าคลุก สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    – ข้าวเม่าข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง (สำหรับทำน้ำเชื่อม)
    – ใบเตย 4-5 ใบ
    – มะพร้าวขูดฝอย ครึ่งถ้วยตวง
    – มะพร้าวทึนทึกขูดเส้นยาว ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 5 ช้อนโต๊ะ (สำหรับโรยหน้าข้าวเม่า)
    – งาขาวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตร

    วิธีการทำข้าวเม่าคลุก

    – เลือกซื้อข้าวเม่าข้าวเหนียวสำเร็จรูป แล้วตวงให้ได้ตามสูตร
    – เทข้าวเม่าลงในภาชนะ เช่น กระด้ง ถาด หรือจานใบใหญ่ เลือกเอาเศษเปลือกข้าว หรือก้อนกรวดเล็กๆ ออกให้หมด
    – แล้วเทข้าวเม่าที่คัดเลือกแล้ว พักไว้ในอ่างผสม เตรียมทำน้ำเชื่อมคลุกข้าวเม่า
    – เทน้ำ 1 ลิตร ลงในหม้อเชื่อม ตามด้วยน้ำตาลทราย แล้วยกตั้งไฟความร้อนปานกลาง
    – จากนั้นให้นำใบเตย 4-5 ใบ มัดรวมกัน แล้วใส่ลงไปต้มจนเปื่อย จึงค่อยตักออก
    – เมื่อน้ำเชื่อมเริ่มมีความเข้มข้นและส่งกลิ่นหอม ให้ปิดไฟ แล้วพักให้ส่วนผสมคลายความร้อนสักเล็กน้อย ประมาณ 3 นาที
    -ค่อยๆ ตักน้ำเชื่อมในหม้อ ลงไปคลุกกับข้าวเม่า โดยตักทีละน้อย ประมาณ 1 ทัพพี แล้วใช้ช้อนคลุกให้เข้ากับเนื้อข้าวเม่าอย่างเบามือ เพื่อไม่ให้เม็ดข้าวแตก
    – ทำเช่นนี้สลับไปเรื่อยๆ จนข้าวเม่าเริ่มสุกพอง มีสีเขียวอ่อนๆ สวยงาม
    – เมื่อคลุกจนหมดน้ำเชื่อมแล้ว ให้พักข้าวเม่าไว้ประมาณ 30 นาที โดยเอาฝาปิดภาชนะไว้ด้วย
    -ระหว่างที่ทำการพักข้าวเม่าไว้ เราจะมาเตรียมส่วนผสมสำหรับการคลุก โดยจะนำงาขาวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงครก ตำพอละเอียด แต่ไม่ต้องละเอียดมาก
    – แล้วนำงาที่ตำแล้ว มาผสมกับน้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน
    – แยกมะพร้าวทั้งสองชนิดใส่ถ้วยไว้ แล้วนำเกลือป่นแบ่งครึ่งลงไปคลุกกับมะพร้าวแต่ละชนิดให้เข้ากัน
    – เมื่อครบเวลา 30 นาที ก็นำข้าวเม่าที่พักไว้มาตักเสิร์ฟได้
    – โดยตักข้าวเม่าลงจานใบเล็ก 2 ทัพที แล้วคลุกด้วยมะพร้าวขูดฝอยให้เข้ากัน โรยหน้าด้วยน้ำตาลทรายกับงาคั่วตำละเอียดที่ผสมไว้
    – ตามด้วยมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย โรยหน้าให้สวยงาม เท่านี้ก็พร้อมรับประทานแล้วครับ ซึ่งปกติแล้วจะรับประทานข้าวเม่าคลุกอย่างเดียวก็ได้ หรือจะจัดกล้วยไข่ 1-2 ลูก เสิร์ฟคู่ด้วยก็ได้เช่นกันครับ เพราะเป็นของที่ทานคู่กันแล้วเสริมความอร่อยให้ทวีคูณขึ้นไปอีก ต้องลองทำและทานดูนะครับ

    สูตรวิธีทำข้าวเม่าคลุก สูตรที่ 2 (สูตรใส่น้ำใบเตยเข้มข้น)

    ส่วนผสม

    – ข้าวเม่าข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง (สำหรับทำน้ำเชื่อม)
    – น้ำใบเตยคั้นสด ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด ครึ่งลิตร
    – มะพร้าวขูดฝอย ครึ่งถ้วยตวง
    – มะพร้าวทึนทึกขูดเส้นยาว ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 5 ช้อนโต๊ะ (สำหรับโรยหน้าข้าวเม่า)
    – งาขาวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา

    วิธีการทำข้าวเม่าคลุก

    – ขั้นตอนแรกจะเป็นการเลือกข้าวเม่ามาใช้ทำขนม โดยจะใช้ข้าวเม่าข้าวเหนียว ซึ่งมีขายสำเร็จรูปตามร้านค้า หรือร้านอุปกรณ์ขนมไทย จำนวน 2 ถ้วยตวง
    – จากนั้นนำข้าวเม่าที่ตวงไว้ เทใส่ถาด เพื่อคัดแยกเศษเปลือกข้าว หรือเศษกรวดเล็กๆ น้อยๆ ที่ติดมากับข้าวออกไปให้หมด
    – เมื่อได้ข้าวเม่าที่สะอาดแล้ว ให้เทพักใส่ถ้วยผสมรอไว้ก่อน
    – ทำการคั้นน้ำใบเตยสดสำหรับผสม โดยใช้ใบเตยสด ล้างให้สะอาดจำนวน 6 ใบ หั่นเป็นชิ้นเท่าๆ กัน แล้วใส่ลงในเครื่องปั่นอาหาร
    – ตามด้วยเติมน้ำสะอาดต้มสุก ประมาณครึ่งถ้วยตวง กดปั่นให้ปั่นเตยแหลกละเอียด จนได้น้ำใบเตยสีเขียวเข้มข้น
    – นำมาขาวบางมากรองเอาแต่น้ำ แล้วเอากากใบเตยทิ้งไป
    – ต่อมาเตรียมทำส่วนผสมน้ำเชื่อม ไว้คลุกกับข้าวเม่า
    – ตั้งหม้อขนาดเล็กกะทัดรัด เปิดไฟที่ความร้อนปานกลาง
    – แล้วใส่น้ำเปล่าสะอาดครึ่งถ้วยตวง ตามด้วยน้ำตาลทราย และน้ำใบเตยคั้นสด ต้มจนเดือด แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากัน
    – เมื่อส่วนผสมเดือดได้ที่ ให้ปิดไฟ แล้วยกลงจากเตา พักไว้ให้น้ำเชื่อมคลายความร้อนลงประมาณ 3 นาที
    – จากนั้นจึงค่อยตักน้ำเชื่อมประมาณ 1 ทัพที แล้วเทลงมาในภาชนะที่มีข้าวเม่า ใช้ช้อนคลุกข้าวเม่ากับตัวน้ำเชื่อมให้เข้ากัน
    – ตักน้ำเชื่อม สลับกับคลุกข้าวเม่าไปมาให้เข้ากันอย่างเบามือ จนน้ำเชื่อมหมด และตัวข้าวเม่าเริ่มสุกพอง ถือเป็นอันใช้ได้แล้วครับ
    – พักให้ส่วนผสมของน้ำเชื่อมและตัวข้าวเม่าเข้ากันประมาณ 30 นาที โดยจะใช้ผ้าขาวบางปิดคลุมหน้าภาชนะไว้ หรือจะใช้ฝาปิดอบส่วนผสมไว้เลยก็ได้ แล้วหลังจากครบเวลาที่กำหนด เราจะตักข้าวเม่าออกมาคลุกกัน
    – เมื่อครบเวลาแล้ว ให้ตักข้าวเม่าออกมาประมาณ 2 ทัพพีลงในชามคลุก
    – นำมะพร้าวขูดฝอย และมะพร้าวทึนทึก คลุกกับเกลือป่นให้เข้ากัน
    – และนำงาขาวไปคั่วในกระทะด้วยไฟอ่อน จนเริ่มมีกลิ่นหอม ก็ตักลงแล้วพักไว้ในถ้วย ก่อนจะนำไปใส่ครก ตำเบาๆ ให้ละเอียด แต่ไม่ต้องถึงกับป่นละเอียดมาก
    – แล้วตักงาที่ตำแล้ว มาผสมกับน้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าให้เข้ากัน
    – นำมะพร้าวขูดฝอยตักในประมาณที่พอเหมาะ ลงไปคลุกเคล้ากับข้าวเม่า ให้เข้ากัน
    – แล้วจัดเสิร์ฟในจานเล็กๆ โรยหน้าด้วยน้ำตาลทรายกับงา และมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย
    – จากนั้นให้นำกล้วยไข่ 1-2 ลูก ปอกเปลือก แล้วหั่นตามแนวขวาง ให้ได้ชิ้นที่พอดีคำ เสิร์ฟเคียงกับข้าวเม่า เท่านี้ก็พร้อมรับประทานแล้วล่ะครับ กับข้าวเม่าสูตรเข้มข้น ที่หอมกลิ่นน้ำใบเตยสด จนอดใจไม่ไหว ต้องขอทานอีกจานเลยล่ะครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำขิง พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำขิง

    น้ำขิง
     

    สูตรน้ำขิง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำขิง

    – ขิง 3 ขีด
    – น้ำสะอาด 1 ลิตร
    – น้ำตาล เกลือ มะนาว ปริมาณตามต้องการ

    วิธีการทำน้ำขิง

    – นำขิงมาหั่นให้ชิ้นเล็กลง แต่ไม่ต้องปั่นจนละเอียด หั่นเป็นชิ้นที่เล็กลงพอ จากนั้นล้างให้สะอาด ทุบให้แตกเล็กน้อยเพื่อให้มีน้ำมันหอมระเหยของขิงออกมา
    – ต้มน้ำสะอาด ใส่ขิงลงไป แล้วต้มให้เดือดประมาณ 20 นาที
    – ก่อนรับประทานสามารถเติมน้ำตาล เกลือ หรือมะนาว แต่งรสชาติตามที่ต้องการได้ เพื่อให้ทานง่ายขึ้น

    สูตรน้ำขิง สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำขิง

    – ขิงสด 15 กรัม
    – น้ำเชื่อม 15 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่า 240 กรัม

    วิธีทำ น้ำขิง

    – เริ่มจากนำขิงมาปลอกแล้วล้างให้สะอาด แล้วหั่นเป็นแว่นๆ ใส่ในหม้อที่ใส่น้ำไว้ นำหม้อขึ้นตั้งไฟ จนกระทั้งเดือด แล้วยกลง
    – กรองเอาขิงออก แล้วใส่น้ำเชื่อม ชิมรสตามที่ต้องการ เก็บไว้ดื่นมีประโยชน์เป็นอย่างมาก

    สูตรน้ำขิง สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำขิง

    – ขิงสด 100 กรัม
    – น้ำอุ่น 200 มิลลิลิตร
    – น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำน้ำขิง

    – นำขิงสดมาชงในน้ำอุ่น ห้ามใช้น้ำร้อนเด็ดขาก เพราะความจริงแล้วน้ำที่มีอุณหภูมิสูงๆ จะทำลายคุณประโยชน์ของขิงไป
    – เมื่อได้น้ำขิงแล้ว ให้เติมน้ำผึ้งลงไป คนให้เข้ากันดี แล้วสามารถดื่มได้เลย โดยควรดื่มทุกวันวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร

    สูตรน้ำขิง สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำขิง

    – ขิง 200 กรัม
    – น้ำมะนาว 200 กรัม
    – น้ำผึ้งบริสุทธิ์ 50 กรัม
    – น้ำสะอาด 450 มิลิลิตร

    วิธีการทำน้ำขิง

    – นำขิงมาปลอกเปลือก แล้วล้างให้สะอาด จากนั้นสับให้ละเอียด
    – ต้มน้ำด้วยความร้อนต่ำประมาณ 5 นาที เมื่อน้ำเดือดแล้ว ยกลงมาตั้งพักไว้ให้เย็นลง ประมาณ 20 นาที
    – เทน้ำขิงที่พักให้เย็นแล้วใส่ในภาชนะที่จะใช้ชง จากนั้นให้ใส่น้ำมะนาวและน้ำผึ้งบริสุทธิ์ตามปริมาณที่กำหนด หรือจะชิมปรุงรสตามที่ต้องการก็ได้ คนให้เข้ากันดี เสิร์ฟได้เลย

    สูตรน้ำขิง สูตรที่ 5

    ส่วนผสมน้ำขิง

    – ขิงฝานเป็นชิ้นบางๆ 1 แง่ง
    – ลำไยอบแห้ง 50 กรัม
    – เม็ดบัว 1 ถ้วย
    – น้ำเปล่า 5 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย ¾ ถ้วย

    วิธีการทำน้ำขิง

    – เริ่มต้นด้วยการนำขิงมาล้างให้สะอาด ปลอกเปลือกและฝานเป็นชิ้นบางๆ แล้วพักไว้
    – นำเม็ดบัวและลำไยอบแห้ง แช่น้ำไว้ เพื่อล้างเอาสิ่งสกปรกออก แล้วนำขึ้นมาสะเด็ดนำพักไว้
    – เทน้ำลงในหม้อแล้วต้นให้เดือด แล้วเบาไฟ จากนั้นใส่ขิงที่เราฝานไว้และเม็ดบัวลงไป ต้มต่อไปอีกประมาณ 25-30 นาที จากนั้นใส่ลำไยอบแห้งลงไป ต้มต่อไปอีก 10 นาที
    – จากนั้นให้ใส่น้ำตาลทรายที่เตรียมไว้ลงไป คนให้น้ำตาลละลายดี แล้วยกลงจากเตาพักไว้ให้เย็น
    – กรองใส่ขวดไว้ เวลาเสิร์ฟตักใส่น้ำแข็ง กินเย็นๆ ชื่นใจมาก

    สูตรน้ำขิง สูตรที่ 6

    ส่วนผสมน้ำขิง

    – ขิงแก่ 1 หัว
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – น้ำใบเตย 1 ถ้วย
    – น้ำเปล่า 3 ลิตร

    วิธีการทำน้ำขิง

    – เริ่มต้นด้วยการทำน้ำใบเตยเข้มข้นก่อน ด้วยการนำใบเตย 1 กำใหญ่ มาล้างให้สะอาด แล้วนำไปปั่นด้วยเครื่องปั่น โดยปั่นพร้อมๆ กับน้ำประมาณ 1 ถ้วย หากไม่มีเครื่องปันให้ซอยใบเตยให้ละเอียด แล้วคั้นเพื่อเอาน้ำ ซึ่งเมื่อได้น้ำใบเตยมาแล้วให้กรองให้สะอาดด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง
    – นำหม้อใส่น้ำขึ้นตั้งไฟให้เดือด จากนั้นใส่ขิงแก่ที่ล้างสะอาดแล้วลงไป ก่อนใส่ขิงควรทุบเล็กน้อยเพื่อให้ขิงออกรสได้ดีขึ้น ต้มให้เดือดจัดเพื่อให้รสขิงออกมา
    – เมื่อเดือดแล้วให้เติมน้ำใบเตยที่เราเตรียมไว้ลงไป ต้มต่อไปสักครู่อย่าให้นานมากเพราะจะทำให้สีเขียวของใบเตยไปหมด แล้วเติมน้ำตาลลงไป คนเล็กน้อยพอน้ำตาลละลาย แล้วชิมรสตามชอบใจ

    สูตรน้ำขิง สูตรที่ 7

    ส่วนผสมน้ำขิง

    – ขิงขูดละเอียด 4 ออนซ์
    – น้ำมะนาว 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – น้ำ 1 ถ้วย

    วิธีการทำน้ำขิง

    – การทำน้ำขิงสูตรนี้เริ่มที่การทำน้ำเชื่อม โดยการตั้งน้ำและน้ำตาลทราย ใช้ไฟปานกลาง คนไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำตาลจะละลายกลายเป็นน้ำเชื่อม ใช้เวลาประมาณ 2 นาที แล้วยกลงจากเตา
    – นำขิงที่ขูดแล้วใส่ลงในน้ำเชื่อมร้อนๆ คนให้ส่วนผสมเข้ากัน แล้วพักทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ดูให้ขิงกับน้ำเชื่อมเข้ากันดี
    – เมื่อครบเวลาตามที่กำหนด ให้เติมมะนาวลงไป คนให้เข้ากัน แล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบางหรือกระชอนตาถี่ กรองเอาเฉพาะน้ำ เป็นอันว่าเสร็จ
    – จัดเสิร์ฟโดยการเทน้ำขิงมะนาวใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง กะให้น้ำขิงประมาณ 2/3 ของแก้ว ก็ได้เครื่องดื่มสดชื่นและมีประโยชน์แล้ว.

    การขายน้ำขิง
     

    การขายน้ำขิง

    สำหรับการขายน้ำขิงนะครับ ก็ไม่ยากนะครับ น้ำขิงอยู่ในหมวดหมู่ของน้ำผลไม้ทั้งหลาย ถ้าเราจะเปิดร้านขายน้ำขิงอย่างเดียว คนก็คงจะมาซื้อน้อยนะครับ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นเปิดร้านขายน้ำผลไม้ แล้วมีน้ำขิงเป็นหนึ่งในน้ำผลไม้ที่ขาย อย่างนี้ก็พอจะมองหาผลกำไรได้มากขึ้นครับ

    น้ำขิงที่เราจะขายจะขายก็ให้ทำแล้วบรรจุใส่ขวดพลาสติกไว้ ผมแนะนำให้ใช้ขวดปริมาตร 500 ซีซี นะครับ เพราะขวดขนาดนี้ไม่เบาหรือหนักจนเกินไป ส่วนราคาขายอันนี้แล้วแต่ท่านนะครับ ว่าจะลงน้ำขิงไว้ในขวดเข้มข้นขนาดไหน ผมตีให้ว่าขวด 500 ซีซี ให้ขายหน้าร้านในราคา 20 บาท ขายส่ง 15 บาท แสดงว่าต้นทุนจะอยู่ที่ราวๆ 10 บาท อย่าให้เกินนี้

    ส่วนเงินทุนตั้งต้น และเงินทุนหมุนเวียน เงินทุนสำรอง ในการเปิดร้านขายน้ำผลไม้ แน่นอนว่าคุณต้องมีเงินก้อน เป็นเงินเย็นอย่างน้อยๆ ก็สัก 1 แสนบาทขึ้นไป ผมไม่อยากให้ใช้เงินร้อน เพราะการทำธุรกิจทุกอย่างมีความเสี่ยง โอกาสที่จะขายได้ และขายไม่ได้มีเท่าๆ กัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในการทำมาค้าขายที่ผ่านๆ มาของคุณด้วย

    ส่วนทำเลในการเปิดร้านขายน้ำผลไม้ ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องอยู่ในทำเลชุมชน ที่มีคนเดินกันพลุกพล่าน ถ้าบ้านใครอยู่แถบชุมชนก็ถือว่าโชคดีไป ตั้งขายหน้าบ้านได้เลย แต่ถ้าบ้านไม่อยู่ในแถบชุมชนหล่ะ จะทำอย่างไร ก็ไม่ยากครับ ไปเปิดร้านขายที่ตลาดใกล้ๆ บ้านเลยครับ ขอเช่าล็อคนึง เพื่อเปิดร้านขายน้ำผลไม้ ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ สร้างไปครับ ได้กำไรมาก็เก็บออมเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินไว้บ้างนะครับ

    สรุปว่าการขายน้ำขิง ก็ไม่ยากนะครับ ฝึกวิธีทำน้ำขิงเป็น ก็ไปฝึกทำน้ำผลไม้อย่างอื่นต่อ สร้างทักษะความชำนาญไว้ให้มากๆ เพื่อร้านน้ำผลไม้ของคุณครับ

    สำหรับท่านใด ที่เข้ามาอ่านเพื่อทำน้ำขิงไว้ทานเอง ก็ลองนำสูตรเหล่านี้ไปทำดูนะครับ ฝึกฝนบ่อยๆ สักวันคุณก็จะชำนาญในการทำน้ำขิงครับ

  • วิธีการเปิดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ให้ประสบความสำเร็จ

    สำหรับในบทความนี้ ก็จะเขียนถึงเรื่องการเปิดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ ประเทศที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก (พ.ศ. 2560) ท่านที่เจาะตลาดไปทำร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ควรที่อ่านบทความนี้ เพื่อจะได้มองภาพรวมอย่างคร่าวๆ และได้ความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยไปบ้าง เอาหล่ะเริ่มเลยดีกว่าครับ

    ร้านอาหารไทยที่เปิดในสิงคโปร์มี 3 แบบใหญ่ๆ คือ

    1. ร้านเชนสโตร์ (รวมแฟรนไชส์) จากเมืองไทย เช่น ร้าน Thai Express ของกลุ่มไมเนอร์ / ร้าน Siam Kitchen และ Bangkok Jam ของ S&P / ร้าน Bali Thai ของกลุ่มทุนสิงคโปร์
    2. ร้านที่เปิดเดี่ยวและคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย เช่น ร้านท่านหญิง ร้านสบาย ทั้งสองร้านเจ้าของเป็นชาวสิงคโปร์ ส่วนกุ๊กของร้านเป็นคนไทยทั้งหมด
    3. ร้านอาหารไทยสำหรับคนไทยที่ทำงานในสิงคโปร์ จะเป็นร้านเล็กๆ ราคาไม่แพง พบได้ในห้าง Golden Mile และศูนย์การค้าขนาดเล็กทั่วไป

    ข้อแนะนำในการเปิดการร้านอาหารไทยในสิงคโปร์

    1. คนสิงคโปร์ไม่นิยมทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ

    รัฐบาลสิงคโปร์เข้มงวดในเรื่องคุณสมบัติของกุ๊ก และมีกฎระเบียบจ้างงานเข้มงวด ทั้งที่สิงคโปร์นั้นขาดแคลนแรงงานอย่างมากในธุรกิจด้านอาหาร คนสิงคโปร์ไม่ค่อยยอมเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ต้องยืนนาน บริการลูกค้า ทำงานตั้งแต่เช้ายันดึก หาคนสิงคโปร์ทำงานในร้านอาหารได้ยากมาก ส่วนมากจะจ้างแรงงานต่างชาติมาทำ

    2. การร่วมหุ้นส่วนธุรกิจกับคนสิงคโปร์

    พบว่าเจ้าของร้านอาหารไทยส่วนมากเป็นชาวสิงคโปร์ มีร้านสาขาจากมาเลเซียด้วยคือร้าน Absolute Thai (ร่วมทุนไทย-มาเลเซีย) และร้านแฟรนไชส์จากเมืองไทย แม้การจดทะเบียนเปิดร้านอาหารในสิงคโปร์ไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ โดยถือได้ 100% แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีเงินทุนสูง เพราะค่าครองชีพสูง การมีหุ้นส่วนธุรกิจท้องถิ่นจึงจะช่วยให้ทำตลาดได้ง่ายขึ้น

    3. ทำเลที่ตั้งร้านอาหารมีผลอย่างมาก

    ทำเลที่ตั้งดี ค่าเช่าก็แพงตาม ทำเลดีๆ อย่างใจกลางเมือง เช่น บนถนนออร์ชาร์ด ในห้างสรรพสินค้าทาคาชิมาย่า หรือตึกพารากอน ค่าเช่าจะสูงมาก จึงต้องตั้งราคาอาหารสูงตาม แม้จะเป็นเมนูเดียวกับสาขาอื่น จะมีลูกค้าชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ร้านอาหารในศูนย์การค้าจะขายดีมาก เช่น ร้าน Bangkok Jam ในตึก Grand Singapura ขายได้วันละ 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ เดือนละอย่างน้อย 150,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ แม้ค่าเช่าจะแพงก็ตาม แต่ก็ได้กำไรดีมาก ร้าน MK ซึ่งเปิดร้านในสิงคโปร์ครั้งหนึ่งแล้วปิดไป ก็กลับไปเปิดใหม่อีกครั้งบนถนนออร์ชาร์ด หากตั้งอยู่ในบริเวณที่ห่างจากถนนออชาร์ดออกมา ก็จะขายได้น้อยลง ราววันละ 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม บางร้านตั้งอยู่ในศูนย์การค้าแต่เป็นทางเดินผ่าน อย่างร้าน Absolute Thai ในตึก 313 ตรงทางขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินสถานี Somerset ก็ไม่ค่อยมีลูกค้า ผู้จัดการร้านบอกอย่างน่าคิดว่า สิงคโปร์มีนักท่องเที่ยวมากก็จริง แต่ร้านอาหารจะหวังพึ่งนักท่องเที่ยวเท่านั้นไม่ได้ ทุกร้านอยากได้ลูกค้าท้องถิ่นที่มาทานประจำมากกว่า

    ด้วยค่าเช่าพื้นที่ที่แพงผู้ประกอบการบางรายอาจเลือกประหยัดด้วยการเช่าพื้นที่ในลำดับรองๆ ลงไป ซึ่งก็ต้องมาประเมินดูว่าการลดต้นทุนแบบนี้จะคุ้มค่าแค่ไหน ทำเลหลักจ่ายแพงแต่คนเยอะยอดขายมาก กับทำเลรองคนน้อยกว่าขายได้น้อยกว่า ซึ่งก็ต้องพิจารณากันไปตามความเหมาะสมของเงินทุน

    4. ใบอนุญาติร้านอาหารต้องถูกต้อง

    มีกรณีศึกษามากมายที่ร้านอาหารบางแห่งในสิงคโปร์มีการดำเนินธุรกิจขัดแย้งกับใบอนุญาต หากคิดจะเปิดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ควรศึกษาข้อมูลนี้จาก EnterpriseOne (eresources.nlb.gov.sg) เว็บไซต์ของรัฐบาลสิงคโปร์ เพื่อดูว่าธุรกิจที่กำลังจะดำเนินนั้นเข้าข่ายต้องขอใบอนุญาตประเภทใด ที่สำคัญ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับแผนกอาหารจะต้องเข้าอบรม และต้องสอบให้ผ่านคอร์สสุขอนามัยด้านอาหาร (Food Hygiene Course) ก่อนจะไปลงทะเบียนกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

    5. เงินทุนต้องมีพอสมควร

    หลายท่านอาจจะทราบดีว่าค่าเช่าพื้นที่ในสิงคโปร์มีราคาแพงมาก ซึ่งร้านอาหารไทยในสิงคโปร์มักต้องจ่ายล่วงหน้าในการเช่าพื้นที่อย่างน้อย 3-6 เดือนไม่รวมค่าตกแต่งร้าน ที่ต้องสร้างบรรยากาศให้ลูกค้าสนใจด้วย ตัวเลขของร้านค้าแบบคีออสเล็กๆ ยังประมาณ 80,000-600,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ยิ่งเป็นร้านอาหารที่ต้องใช้พื้นที่กว้าง ราคาลงทุนก็ยิ่งสูงเราต้องคำนวณเรื่องนี้ให้ดีด้วย

    6. การนำกุ๊กไทยมาทำงานสิงคโปร์

    ซึ่งการหากุ๊กไทยไปทำงานสิงโปร์ ต้องปฏิบัติตามกฎ Employment Act ของสิงคโปร์ซึ่งได้ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2555 ซึ่งได้แบ่งกลุ่มลูกจ้างเป็น 3 กลุ่มตามระดับรายได้และอาชีพ คือ

    กลุ่มอาชีพ Skilled professionals ได้แก่ วิศวกร แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน R&D ผู้บริหาร เป็นผู้ที่จบปริญญาตรีขึ้นไป มีรายได้มากกว่า 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน จะได้รับใบอนุญาตทำงาน E Pass หรือ Employment Pass และไม่มีการกำหนดโควตา
    กลุ่ม Semi-skilled professionals ได้แก่ ช่างเทคนิค เชฟ ผู้จัดการ เป็นผู้ที่จบอนุปริญญาขึ้นไปและมีประสบการณ์ทำงานตามที่กำหนด มีรายได้มากกว่า 2,200 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน จะได้ใบอนุญาตทำงาน S Pass โควตาไม่เกินร้อยละ 15 ของพนักงานทั้งหมดในธุรกิจบริการ และต้องเสียภาษีแรงงานต่างด้าว (Foreign worker levy) ราว 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือนต่อคน สำหรับร้านอาหาร
    กลุ่ม Unskilled professionals ได้แก่ แรงงานก่อสร้าง แม่บ้าน ไม่กำหนดระดับการศึกษา มีรายได้น้อยกว่า 2,200 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน โควตาขึ้นอยู่กับอาชีพและต้องเสียภาษีแรงงานต่างด้าว

    ทั้งสามอาชีพต่ออายุใบอนุญาตได้ แต่รัฐบาลสิงคโปร์จะเป็นคนกำหนดว่าจะให้ต่อหรือไม่ และต่อนานกี่ปี 1-2 ปี การต่ออายุใบอนุญาตมักจ้างเอเย่นต์เป็นคนทำให้

    ซึ่งการหาช่องทางให้เข้ากุ๊กจากเมืองไทยเข้าทำงานสิงคโปร์จึงมี 2 ทางเลือก คือ S Pass หรือ E Pass ตามเกณฑ์ข้างต้น จะขออธิบายเพิ่มคือ นายจ้างเริ่มจ้างกุ๊กรุ่นใหม่ที่จบปริญญาตรีเพิ่มขึ้น (E Pass) และไม่อยากต่ออายุให้กับกุ๊กรุ่นเก่า เนื่องจากส่วนมากไม่ได้จบปริญญาตรี (S Pass) การต่อใบอนุญาตทำงานยุ่งยากกว่า แม้จะได้เงินเดือนน้อย และมีประสบการณ์ทำอาหารมานานกว่าก็ตาม จึงพูดได้ว่าระดับเงินเดือนของกุ๊กในปัจจุบัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์แต่อยู่ที่วุฒิการศึกษา มีการจ้างผู้ที่จบปริญญาตรีด้านคหกรรมศาสตร์เข้ามาทำงานแทนมากขึ้น เพราะไม่ต้องเสียภาษีแรงงานต่างด้าว และไม่มีการกำหนดโควตา

    อีกข้อสังเกตก็คือ การเปิดร้านอาหารหลายชื่อหลายสาขา เพื่อต้องการโควตานำเข้ากุ๊ก มีการสับเปลี่ยนคนแทนไปมา เช่น ได้รับใบอนุญาตให้มาทำงานกับร้านอาหารหนึ่ง แต่ไปทำงานให้กับร้านอาหารสาขาอื่น ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่สิงคโปร์มาตรวจจับก็จะเป็นปัญหาได้

    7. มีกุ๊กสำรอง

    กุ๊กคือหัวใจหลักของร้านอาหาร ที่สิงคโปร์กุ๊กหนึ่งคนสามารถทำงานให้กับร้านอาหารเพียงหนึ่งที่เท่านั้น ไม่อนุญาตให้สับเปลี่ยนกุ๊กไปช่วยร้านสาขาอื่น ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายของสิงคโปร์ ทางที่ดีควรมีแผนเรื่องการจัดหากุ๊กสำรองไว้ด้วยในกรณีที่กุ๊กเกิดเจ็บป่วยไม่สบาย ติดธุระ หรือลาออก

    8. อาหาร และบริการต้องดีควบคู่กัน

    เมนูอาหารไทยยอดฮิตที่คนสิงคโปร์นิยมทาน คือ ข้าวผัดประเภทต่างๆ ต้มยำ ผัดกระเพรา เป็นต้น แม้อาหารจะดีแต่ร้านอาหารจะแข่งกันที่รสชาติอย่างเดียวไม่ได้ การบริการก็ต้องดี ให้คนสิงคโปร์รู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายออกไป การบริการที่ประทับใจจะทำให้ลูกค้ากลับมาทานร้านอาหารของเราอีก

    9. ชาวสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับคุณภาพของอาหารมากกว่าราคา

    ชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่มีรายได้ค่อนข้างสูง จึงทำให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้ามากกว่าราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารการกิน ผู้ประกอบการจะลดต้นทุนโดยการใช้วัตถุดิบที่ไม่มีคุณภาพไม่ได้โดยเด็ดขาด ชาวสิงคโปร์อาจจะร้องเรียนหน่วยงาน NEA มาตรวจสอบร้านท่าน ผู้ประกอบการจึงต้องใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ และสดใหม่ ร้านของท่านจะได้ผ่านตามมาตรฐานหน่วยงานอาหารของสิงคโปร์ ในเมื่อร้านอาหารไทย มีคุณภาพอาหารเท่ากัน อร่อยคล้ายๆ กัน และราคาใกล้เคียงกัน สิ่งที่จะมาสู้กันว่าร้านไหนไปรอดหรือไม่รอดก็คือ การตลาด การโปรโมทร้าน

    10. สรรหาวัตถุดิบทดแทนเพื่อลดต้นทุน

    คนสิงคโปร์นิยมอาหารไทยรสเผ็ดจัดจ้าน แต่การนำเข้าเครื่องปรุงโดยตรงจากประเทศไทยอาจทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น แม้การหาวัตถุดิบจะนำเข้าผ่านชายแดนไทย-มาเลเซียได้ มีนายหน้าขนส่งสินค้าให้ แต่หนึ่งในวิธีบริหารต้นทุนคือเลือกใช้วัตถุดิบในพื้นที่ที่สามารถทดแทนกันได้ แน่นอนว่ากุ๊กผู้ประกอบอาหารจะต้องมีความรู้ในส่วนนี้อย่างดีว่าใช้อะไรทดแทน แล้วจะไม่ทำให้คุณภาพอาหารลดลง

    11. การตั้งชื่อร้านอาหารไทย

    การตั้งชื่อร้านอาหารไทยก็เป็นสิ่งสำคัญมาก เช่น ร้าน Siam Kitchen ใช้ชื่อนี้ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร พอเปลี่ยนชื่อเป็น Bangkok Jam ก็ขายดีขึ้น คนจำชื่อได้ และได้ไปเปิดที่มาเลเซียด้วย แต่ที่มาเลเซียต้องเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นอีก เพราะมีร้านที่ชื่อเหมือนกันอยู่ก่อนแล้ว

    12. คนสิงคโปร์นิยมทานอาหารนอกบ้าน

    คนสิงคโปร์นิยมทานอาหารนอกบ้าน เนื่องจากชีวิตประจำวันที่ค่อนข้างเร่งรีบ เวลาเป็นเงินเป็นทองทำให้มีข้อจำกัดเรื่องเวลา การทำอาหารทานเองที่บ้านจะต้องใช้เวลาในการเตรียมหาวัตถุดิบทำอาหาร และใช้เวลาทำอาหาร การไปทานข้างนอกจะลดเวลาได้มากกว่า อย่างเช่น วันธรรมดาในช่วงกลางวันลูกค้าจะน้อย แต่ตอนเย็นจะค่อนข้างมาก คนสิงคโปร์ชอบนัดกันทานอาหารเย็น บางร้านจึงมีเวลาปิดพักช่วงบ่าย ทำให้เวลาเงินเวลาทองมาเน้นกันในช่วงเย็นแทน

    และในช่วงวันหยุดชาวสิงคโปร์นิยมพาครอบครัวออกไปทานอาหารนอกบ้าน เช่น ร้านอาหารที่ห้างสรรพสินค้า หรือตามภัตตาคารต่างๆ และชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่จะรู้จักอาหารไทย หรือผ่านการทานอาหารไทยมาบ้างแล้ว ทำให้การไปเปิดร้านอาหารไทยร้านใหม่ๆ ยังมีโอกาสเป็นไปได้

    13. มาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลสิงคโปร์

    ตัวช่วยสำคัญของผู้ประกอบการคือการเรียนรู้มาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลสิงคโปร์ที่มีอยู่หลายโครงการเช่น PIC (Productivity and Innovation Credit) ที่อยู่ในรูปการให้เงินสนับสนุน หรือ SPRING Singapore ที่ให้เงินอุดหนุนแก่ธุรกิจมากถึง 70 % แต่ทั้งนี้ธุรกิจนั้นก็ต้องตรงตามกฏเกณฑ์ที่ทางหน่วยงานเขากำหนดไว้ด้วย

    วิธีการเปิดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์

    1. สำหรับการเปิดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ ผู้ประกอบจำเป็นต้องศึกษาประเภทกิจการ หรือธุรกิจที่สนใจ ทั้งจากเอกสาร การเดินทางไปสำรวจลู่ทางการลงทุนด้วยตนเอง รวมถึงรับคำแนะนำจากบริษัทที่ปรึกษา แล้วนำมาประเมินความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) และตัดสินใจว่าจะลงทุนเองทั้งหมด หรือลงทุนร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่น
    2. ผู้ประกอบการที่จะเปิดร้านอาหารไทย จะต้องยื่นเอกสารเป็นรายงานข้อเสนอโครงการ (Proposal) เพื่อขออนุมัติดำเนินธุรกิจ และจดทะเบียนชื่อกิจการต่อ ACRA (Accounting and Corporate Regulatory Authority) ซึ่ง ACRA จะใช้เวลาในการพิจารณาอนุมัติประมาณ 14-60 วัน โดยผู้ประกอบการจะจัดตั้งบริษัทสามารถมอบอำนาจให้สำนักงานทนายความในสิงคโปร์ เป็นตัวแทนในการจดทะเบียนบริษัท
    3. เมื่อได้รับอนุมัติจดทะเบียนชื่อกิจการแล้ว ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัทต่อ ACRA ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน
    4. เมื่อ ACRA พิจารณาแบบคำขอจดทะเบียนบริษัทเรียบร้อยแล้ว ACRA จะส่งแบบฟอร์มการยื่นขอจดทะเบียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    – หน่วยงานแรกคือ กระทรวงการสิ่งแวดล้อม (Ministry of Environment) เพื่อขออนุญาตประกอบธุรกิจ
    – หน่วยงานที่สองคือ กระทรวงแรงงาน (Ministry of Manpower) เพื่อขออนุญาตนำแรงงานไทยเข้ามาทำงานในสิงคโปร์
    5. หากมีการนำเข้าหรือส่งออกสินค้า ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าส่งออกจาก International Enterprise Singapore ด้วย
    6. หลังจากได้รับอนุญาตจากหน่วยงานนั้นๆ เรียบร้อยแล้ว บริษัทจึงสามารถเปิดดำเนินกิจการได้

    NEA หน่วยงานตรวจสอบร้านอาหารในสิงคโปร์

    การดำเนินธุรกิจจำหน่ายอาหารในสิงคโปร์ ต้องเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำหนดให้หน่วยงาน National Environment Agency (NEA) เป็นผู้ควบคุม สรุปได้ดังนี้

    – ภัตตาคารและร้านอาหาร จะต้องส่งพนักงานทุกคนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการปรุงอาหาร เข้ารับการฝึกอบรมด้านสุขอนามัย เมื่อเปิดร้านครั้งแรก โดยใช้เวลาฝึกอบรมครึ่งวัน นอกจากนี้ในทุกปีต้องส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของร้านจำนวน 2 คน เข้ารับการฝึกอบรมเป็นเวลา 3 วัน
    – NEA จะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจร้านปีละ 2-3 ครั้ง โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า เพื่อตรวจสอบเรื่องความสะอาดเป็นสำคัญ
    – หากมีการร้องเรียนจากผู้บริโภคเรื่องอาหารไม่ถูกสุขอนามัย NEA จะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจทันที หากผลการตรวจไม่ผ่านตามมาตรฐานสุขอนามัย NEA มีอำนาจสั่งปิดร้านชั่วคราว หรือเพิกถอนใบอนุญาตร้านอาหารได้

    สรุป

    จากที่คุณผู้อ่านได้อ่านมา ก็อาจจะคิดว่าการลงทุนทำร้านอาหารในสิงคโปร์ น่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ปัจจัยรอบด้านแตกต่างกับไทย หรือหากไม่มีประสบการณ์ทางร้านอาหารในไทยมาด้วย ก็ควรระมัดระวังเป็นอย่างมากในการประกอบธุรกิจ ทางที่ดีควรจ้างที่ปรึกษาธุรกิจทางด้านอาหารมาให้คำแนะนำในขั้นตอนต่างๆ ในการเปิดร้านอาหาร ซึ่งจะมีระเบียบขั้นตอนต่างๆ มากมาย สิ่งสำคัญคือการวางแผนทุกอย่างให้รัดกุม คิดทุกอย่างให้รอบด้าน มีที่ปรึกษามืออาชีพ

    ตลาดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ยังเปิดกว้าง มีเม็ดเงินสะพัดในตลาดร้านอาหารไทยอย่างมากมาย นี่เป็นการบ้านของผู้ประกอบการว่าจะทำอย่างไร ถึงจะไปเจาะตลาดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ได้ ซึ่งเราจะต้องไปแข่งกับคนไทยด้วยกันเองอีก อย่างเช่น ร้าน Coca สุกี้ และร้าน Black Canyon และร้าน Thai Express

    สุดท้ายนี้ก็ขอสรุปว่า หากคุณมีเงินทุนสูงพอ มีกุ๊กฝีมือดี บริหารจัดการเป็นระบบ สิงคโปร์ถือเป็นประเทศที่น่าลงทุน ถ้าเจาะตลาดได้ เม็ดเงินมากมายรอคุณอยู่ข้างหน้าครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำฟักทอง พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำฟักทอง

    น้ำฟักทอง
     

    สูตรน้ำฟักทอง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำฟักทอง

    – ฟักทองครึ่งผล
    – น้ำตาลทราย 300 กรัม
    – น้ำเปล่า 4 ถ้วย

    วิธีการทำน้ำฟักทอง

    – นำฟักทองมาปอกเปลือก เอาเมล็ดออก แล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆเล็กๆ ให้ง่ายต่อการต้ม หั่นแล้วล้างให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
    – เตรียมน้ำต้มฟักทอง โดยใช้ไฟแรง ต้มจนน้ำเดือด ใส่ฟักทองลงไป ต้มจนเปื่อย โดยปิดฝาหม้อทิ้งไว้
    – คอยดูเรื่อยๆ ว่าฟักทองเปื่อยดีหรือยัง หากเปื่อยแล้วก็ทำการใส่น้ำตาลทรายลงไป แล้วต้มต่อจนน้ำตาลทรายละลายเข้ากับเนื้อฟักทอง
    – ฟักทองเดือดได้ที่แล้ว ทิ้งไว้ให้เย็น เพื่อกรองเอาแต่น้ำ โดยการใช้ผ้าขาวบางห่อฟักทองและบีบเอาแต่น้ำ
    – จากนั้นนำน้ำฟักทองที่ได้ มาต้มอีกรอบ ใส่น้ำตาลเพิ่มได้อีกหากต้องการรสชาติที่หวาน
    – เมื่อน้ำฟักทองเดือดดีแล้ว กรอกใส่ขวดแล้วพักให้เย็น ก่อนนำเข้าตู้เย็น
    – เวลารับประทาน สามารถรับประทานได้เลยทันที รสชาติของฟักทองจะให้ความหวานที่เป็นธรรมชาติ

    สูตรน้ำฟักทอง สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำฟักทอง

    – ฟักทอง 1 ซีก
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น

    วิธีการทำน้ำฟักทอง

    – น้ำฟักทองที่เตรียมมาหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปนึ่ง เมื่อนึ่งสุกแล้ว นำเกลือป่นมาโรยเพื่อเพิ่มรสชาติ
    – นำฟักทองที่นึ่งมาคั้นให้ได้น้ำที่ข้นๆ จากนั้นนำน้ำเปล่ามาตั้งบนไฟ ต้มให้เดือดแล้วใส่น้ำฟักทองคั้นลงไป ปรุงรสชาติด้วยน้ำตาลทราย ต้มให้เดือดแล้วพักไว้
    – นำมากรองอีกรอบเพื่อให้ได้น้ำฟักทองที่ไม่มีกาก โดยการใช้ผ้าขาวบาง
    – นำไปต้มอีกรอบจนเดือด ทิ้งไว้ให้เย็น
    – กรอกน้ำฟักทองที่ได้ใส่ขวด แล้วแช่ตู้เย็น เพื่อไว้สำหรับดื่ม

    สูตรน้ำฟักทอง สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำฟักทอง

    – ฟักทองนึ่ง 1 ชิ้น
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่าต้มสุก 1 ลิตร

    วิธีการทำน้ำฟักทอง

    – นำฟักทองที่หั่นเป็นชิ้นไปนึ่งให้เนื้อนิ่มๆ จากนั้นทำการคั้นให้เนื้อฟักทองเละ
    – นำเนื้อฟักทองที่ได้ใส่ลงในเครื่องปั่นพร้อมน้ำตาลทรายและน้ำต้มสุกอุ่นๆ
    – ปั่นส่วนผสมให้ได้เนื้อที่ละเอียด ระหว่างที่ปั่นสามารถชิมรสชาติและเติมส่วนผสมลงไปได้ตามชอบ
    – ปั่นให้ได้ที่แล้วเทใส่แก้วหรือใส่ลงขวด แล้วแช่ตู้เย็น
    – เวลาดื่มจะให้ความรู้สึกถึงเนื้อของฟักทองนึ่งที่เข้ากับน้ำต้มและน้ำตาล จะให้รสชาติและเนื้อฟักทองที่สามารถเคี้ยวได้
    – เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เหมาะกับการทานคู่กับอาหารเช้าหรือทานต้องท้องว่างก็ได้

    สูตรน้ำฟักทอง สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำฟักทอง

    – เนื้อฟักทอง 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 6 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำฟักทอง

    – ปอกเปลือกฟักทองแล้วหั่นเป็นชิ้น ต้มให้สุก ตักขึ้นใส่กระชอนพักไว้ให้เย็น
    – ผสมฟักทอง กับน้ำเปล่า ปั่นด้วยเครื่องปั่นให้ละเอียด
    – ต้มน้ำฟักทองด้วยไฟปานกลาง ใส่น้ำตาลทราย เกลือป่น พอเดือดยกลง พร้อมเสิร์ฟ (ถ้าต้องการรับประทานแบบเย็น ให้เพิ่มน้ำตาลได้อีกนิดหน่อย)

    การขายน้ำฟักทอง

  • สูตรวิธีทำขนมโก๋ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมโก๋

    ขนมโก๋
     

    สูตรวิธีการทำขนมโก๋ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมโก๋

    – แป้งขนมโก๋ 100 กรัม
    – น้ำตาลไอซิ่ง 250 กรัม
    – เนยขาว 70 กรัม
    – กลิ่นผสมอาหาร กลิ่นนมแมว 1/4 ช้อนชา
    – น้ำร้อน 150 กรัม
    – พิมพ์หรือแบบ สำหรับกดขนม

    วิธีการทำขนมโก๋

    – นำแป้งข้าวเหนียวไปคั่วไฟอ่อน ระวังอย่าให้ไหม้ จนแป้งข้าวเหนียวสุกดี จากนั้นให้พักไว้
    – ต่อมาเราจะนำแป้งข้าวเหนียวที่คั่วจนสุก ซึ่งเราจะเรียกว่าแป้งขนมโก๋ ให้นำแป้งขนมโก๋ผสมกับน้ำตาล แล้วนำไปร่อนด้วยกระจาดที่มีรูขนาดเล็ก เพื่อแยกสิ่งสกปรกที่เจือปนออก ให้ได้แป้งขนมโก๋ที่สะอาด ไม่มีสิ่งสกปรก
    – จากนั้นให้นำเอาส่วนผสมแป้งน้ำตาลที่ร่อนเรียบร้อยไปใส่อ่างเครื่องตี แล้วใส่เนยขาวและน้ำร้อนลงไปจากนั้นก็ทำการ ตีจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี ถ้าไม่มีเครื่องตี อาจจะใช้ไม้พายกวนหรือคนให้เข้ากันก็ได้
    – ต่อจากนั้นหลังจากเมื่อตีหรือกวน จนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดีแล้ว จึงจะนำส่วนผสมไปกดใส่แบบหรือพิมพ์ที่เตรียมไว้ อัดขนมเข้าแบบหรือพิมพ์ให้แน่นจนขึ้นรูปเหมือนพิมพ์ จนแป้งขนมโก๋หมด
    – เมื่อเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถจัดขนมใส่จานพร้อมรับประทานได้ทันที เพราะ การนำแป้งข้าวเหนียวไปคั่วจนสุก จะทำให้พร้อมรับประทาน แม้จะไม่ได้อบก็ตาม สามารถรับประทานเป็นของว่างในวันสบายๆ หรือจะใส่โหลหรือภาชนะมิดชิด เก็บไว้ทานภายหลังก็ได้

    สูตรวิธีการทำขนมโก๋ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมโก๋

    – แป้งข้าวเหนียว 1/4 ถ้วย
    – แป้งข้าวเจ้า 1/4 ถ้วย
    – แป้งสาลีเอนกประสงค์ 3 ช้อนโต๊ะ
    – ไอซิ่ง 1/2 ถ้วย
    – น้ำอุ่นประมาณ 1/2 ถ้วย 1-2 ช้อนโต๊ะ
    – กะทิ 1-2 ช้อนโต๊ะ (ไม่ใส่ก็ได้)
    – ไส้ทุเรียน ไส้สับปะรด สำหรับใส่ไส้
    – สีผสมอาหาร เล็กน้อย
    – แป้งนวล(แป้งข้าวเหนียวคั่ว) สำหรับนวด

    วิธีการทำขนมโก๋

    – เริ่มแรกเราจะร่อนแป้งทั้งสามชนิด ทั้งแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า แป้งสาลี และผสมกับน้ำตาลคนให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน จากนั้นให้พักไว้ในอ่างผสม
    – ต่อมาเราจะนำแป้งที่ผสมไว้ทำให้เป็นรูตรงกลางแล้วให้ใส่น้ำอุ่นลงไป แล้วให้ตามด้วยกะทิหรือจะไม่ใส่ได้ จกนั้นเราจะคนจนส่วนผสมทั้งหมดจนละลายเข้ากันดี แล้วจึงใส่สีผสมอาหารลงไป
    – จากนั้นเราจะค่อยๆนำส่วนผสมทั้งหมดใส่ในภาชนะที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ แล้วให้คนทุกๆ 1 นาที ประมาณ 3-4 ครั้ง แล้วให้นำแป้งออกมานวดกับแป้งนวลคือแป้งข้าวเหนียวที่คั่วแล้ว ให้นวดจนแป้งทั้งหมดเป็นเนื้อเดียวกัน
    – จากนั้นให้ค่อยๆบิดแป้งออก ให้แผ่ออกเป็นวงกลมแล้วใส่ไส้ผลไม้ที่เตรียมไว้ ไส้ทุเรียน ไส้สับปะรด แล้วปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลมๆไม่เห็นไส้ แล้วนำไปกดใส่ในพิมพ์
    – เมื่อเคาะขนมออกจากพิมพ์แล้ว ก็สามารถนำไปรับประทานได้ทันที หรือจะเก็บไว้รับประทานวันหลังก็ได้

    สูตรวิธีการทำขนมโก๋ สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมโก๋

    – แป้งขนมโก๋สำเร็จรูป (แป้งข้าวเหนียว)
    – น้ำตาล
    – ไส้ขนม (ฟัก,งา,น้ำตาล) ไส้หวาน/ไส้เค็ม เพิ่มเกลือ
    – สูตรแป้ง 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาล 1.1 กิโลกรัม
    – ไส้ขนม : ฟัก 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาล 1.5 กิโลกรัม
    – เกลือ 1 ช้อนชา

    วิธีการทำขนมโก๋

    – ขั้นตอนแรกให้เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้พร้อม จากนั้นให้ตวงแป้งขนมโก๋และน้ำตาลตามสูตร เตรียมไว้
    – จากนั้นให้นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วจึงนำมานวดใช้เวลานวดประมาณ 30 นาที เวลานวดควรจะนวดให้ทั่ว ลงน้ำหนักมือให้สม่ำเสมอ นวดจนกระทั่งแป้งขนมนิ่ม
    – หลังจากนั้นให้นำแป้งที่นวดจนนิ่มแล้วมาใส่ในแป้นพิมพ์ กดแป้งลงแป้นพิมพ์จนแน่นดี แล้วจึงเคาะออกมาวางไว้ ประมาณ 2 ชั่วโมง
    – การรับประทานขนมโก๋นั้น สามารถรับประทานได้ทันที หรือจะเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด แล้วนำมารับประทานภายหลังก็ได้ มักจะรับประทานเป็นอาหารว่างคู่กับน้ำชาร้อน

    สูตรวิธีการทำขนมโก๋ สูตรที่ 4

    ส่วนผสมขนมโก๋

    – แป้งขนมโก๋ 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 400 กรัม
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมโก๋

    – ขั้นตอนแรก เราจะทำน้ำเชื่อมก่อน โดยให้นำน้ำตาลทรายและน้ำเปล่าไปตั้งไฟโดยให้ใช้ไฟแรง แล้วไปต้มจนกระทั่งเดือดจัดอุณหภูมิ 115-118 องศาเซลเซียส
    – เสร็จแล้วยกลงพักไว้ ระหว่างต้มน้ำเชื่อม ต้องระวังไม่ให้น้ำเชื่อมข้นจนเกินไปอาจจะทำให้เนื้อขนมจะหยาบ และสามารถเติมสีหรือกลิ่นต่างๆลงในน้ำเชื่อมได้ตามต้องการ เพื่อความสวยงาม
    – หลังจากนั้นให้คนน้ำเชื่อมให้เป็นผลึกเล็กๆ คล้ายนมข้นหวาน
    – ต่อมาเราจะนำแป้งขนมโก๋ซึ่งจะเป็นแป้งข้าวเหนียวที่คั่วจนสุกซึ่งอาจจะใช้แป้งขนมโก๋สำเร็จรูปหรือจะคั่วเองก็ได้ โดยให้ทำแป้งขนมโก๋ให้เป็นหลุมจากนั้นค่อยๆเทน้ำเชื่อมลง ผสมแป้งขนมโก๋กับน้ำเชื่อมให้เข้ากัน
    – จากนั้นก็ใช้ตระแกรงหยาบ ร่อนแป้งขนมโก๋ให้เป็นผงละเอียด ซึ่งการร่อนแป้งจะช่วยให้เนื้อขนมเนียนขึ้น แล้วให้ตักแป้งใส่พิมพ์รูปปลาหรือรูปพิมพ์อื่น ๆ ที่เตรียมไว้ แล้วให้กดให้แน่น โดยการกดควรจะกดอย่างเร็ว ๆ เพราะไม่อย่างนั้นขนมจะจับตัวเป็นก้อน
    – จากนั้นก็แกะขนมโก๋ออกจากพิมพ์ นำมาจัดใส่จานพร้อมรับประทาน โดยขนมที่ได้ จะมีเนื้อขนมที่ละเอียด นุ่มนวล น่ารับประทาน หรือจะเก็บใส่โหล ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด แล้วนำมารับประทานวันหลังก็ได้

     

    การขายขนมโก๋

  • ประเทศอาเซียน 10 ประเทศ มีอะไรบ้าง

    ประเทศในอาเซียน
     

    สำหรับบทความนี้ เราก็จะมาทำความรู้จักกับประเทศในอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ว่ามีอะไรบ้าง แต่ละประเทศมีชื่อเต็มว่าอย่างไร เมืองหลวงหลวงชื่ออะไร ประเทศเค้าขนบธรรมเนียมอย่างไร ปัจจุบันประเทศในอาเซียน มีอยู่ 10 ประเทศ โดยมีข้อมูลของแต่ละประเทศดังนี้

    1.ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม (Brunei Darussalam)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐเนการาบรูไนดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : กรุงบันดาร์ เสรี เบกาวัน (Bandar Seri Begawan)
    ภาษา : ใช้ภาษามาเลย์ เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาจีน
    ประชากร : ประกอบด้วย มาเลย์ 66%, จีน 11% และอื่นๆ 23%
    นับถือศาสนา : ศาสนาอิสลาม 67%, ศาสนาพุทธ 13%, ศาสนาคริสต์ 10%
    ระบบการปกครอง : ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

    จุดแข็ง

    – ประเทศบรูไนมีการเมืองค่อนข้างมั่นคง
    – รายได้เฉลี่ยต่อคนเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน และเป็นอันดับที่ 26 ของโลก
    – เป็นผู้ส่งออกน้ำมัน และมีปริมาณสำรองน้ำมันอันดับ 4 ในอาเซียน

    ข้อควรรู้

    – ประชาชนของประเทศในกลุ่มอาเซียน สามารถทำวีซ่าที่ ตม.ที่ประเทศบรูไน และสามารถอยู่ได้นาน 2 สัปดาห์
    – นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีเหลือง เพราะถือเป็นสีของพระมหากษัตริย์
    – การทักทายจะใช้การจับมือกันเบาๆ และสตรีจะไม่ยื่นมือให้บุรุษจับ
    – การใช้นิ้วชี้ไปที่คน หรือสิ่งของถือว่าไม่สุภาพ แต่จะใช้หัวแม่มือชี้แทน
    – ชาวบรูไนจะไม่ใช้มือซ้ายในการส่งของให้ผู้อื่น
    – สตรีเวลานั่งจะไม่ให้เท้าชี้ไปทางผู้ชาย และไม่ส่งเสียงดัง หรือหัวเราะดัง
    – วันหยุด คือ วันศุกร์และวันอาทิตย์ วันเสาร์ถือเป็นวันทำงาน และทุกวันศุกร์เวลา 12.00-14.00 น.ทุกร้านจะปิด
    – การจัดงานต่างๆ ในช่วงเย็น จะต้องจัดหลังเวลา 2 ทุ่ม


    2.ประเทศกัมพูชา (Cambodia)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : ราชอาณาจักรกัมพูชา หรืออีกชื่อหนึ่ง ราชอาณาจักรก็อมปุเจีย (Kingdom of Cambodia)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : กรุงพนมเปญ (Phnom Penh)
    ภาษา : ใช้ภาษาเขมร เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาเวียดนาม และภาษาจีน
    ประชากร : ประกอบด้วยชาวเขมร 94%, จีน 4% และอื่นๆ 2%
    นับถือศาสนา : ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท เป็นหลัก
    ระบบการปกครอง : ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ

    จุดแข็ง

    – ค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดในอาเซียน
    – มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลาย และสมบูรณ์

    ข้อควรรู้

    – ผู้ที่เดินทางเข้ากัมพูชา และประสงค์จะอยู่ทำธุรกิจเป็นระยะเวลาเกิน 3 เดือน ควรฉีดยาป้องกันโรคไทฟอยด์ และไวรัส A และไวรัส B
    – เพื่อนผู้ชายจับมือกัน ถือเป็นเรื่องปกติ
    – ผู้หญิงห้ามแต่งตัวเซ็กซี่ ผู้ชายไว้ผมยาวจะมีภาพลักษณ์นักเลง
    – ห้ามจับศีรษะผู้อื่น คนกัมพูชาถือว่าศีรษะเป็นส่วนสำคัญที่สุดของร่างกาย
    – สบตามากเกินไป ถือว่าไม่ให้เกียรติ


    3.ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : กรุงจาการ์ตา (Jakarta)
    ภาษา : ใช้ภาษาอินโดนีเซีย เป็นภาษาราชการ
    ประชากร : ประกอบด้วย ชนพื้นเมืองหลายกลุ่ม มีภาษามากกว่า 583 ภาษา และร้อยละ 61 อาศัยอยู่บนเกาะชวา
    นับถือศาสนา : ศาสนาอิสลาม 87%, ศาสนาคริสต์ 10% และศาสนาอื่น 3%
    ระบบการปกครอง : ประชาธิปไตยที่มีประธานาธิปดีเป็นประมุข และเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

    จุดแข็ง

    – มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    – มีจำนวนประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ข้อควรรู้

    – ไม่ควรใช้มือซ้ายในการรับส่งของ คนมุสลิมอินโดนีเซียถือว่ามือซ้ายไม่สุภาพ
    – นิยมใช้มือกินข้าว
    – ไม่ควรชี้นิ้วด้วยนิ้วชี้ แต่ใช้นิ้วโป้งแทน
    – ไม่จับศีรษะคนอื่น รวมไปทั้งการลูบบนศีรษะเด็ก
    – การครอบครองยาเสพติด อาวุธ หนังสือรูปภาพอนาจาร มีบทลงโทษหนัก อาทิ การนำเข้าและครอบครองยาเสพติดมีโทษถึงประหารชีวิต
    – บทลงโทษรุนแรงเกี่ยวกับการค้าและส่งออกพืชและสัตว์กว่า 200 ชนิด จึงควรตรวจสอบก่อนซื้อหรือนำพืชและสัตว์ออกนอกประเทศ
    – มอเตอร์ไซค์รับจ้างมีมิเตอร์
    – งานศพใส่ชุดสีอะไรก็ได้


    4.ประเทศลาว (Laos)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Lao People’s Democratic Republic)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : นครหลวงเวียงจันทร์ (Vientiane)
    ภาษา : ใช้ภาษาลาว เป็นภาษาราชการ
    ประชากร : ประกอบด้วย ชาวลาวลุ่ม 68%, ลาวเทิง 22%, ลาวสูง 9% รวมประมาณ 68 ชนเผ่า
    นับถือศาสนา : ศาสนาพุทธ 75% , นับถือผี 16% และศาสนาอื่นๆ 9%
    ระบบการปกครอง : สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ (ทางการลาวใช้คำว่า ระบบประชาธิปไตยประชาชน)

    จุดแข็ง

    – ค่าจ้างแรงงานต่ำอันดับ 2 ในอาเซียน
    – การเมืองมีเสถียรภาพ

    ข้อควรรู้

    – ลาว มีตัวอักษรคล้ายของไทย ทำให้คนไทยอ่านหนังสือลาวได้ไม่ยากนัก ส่วนคนลาวอ่านหนังสือไทยได้คล่องมาก
    – ลาวขับรถทางขวา
    – ติดต่อราชการต้องนุ่งซิ่น
    – เดินผ่านผู้ใหญ่ ต้องก้มหัว
    – ถ้าเพื่อนคนลาวเชิญไปพักที่บ้านห้ามให้เงิน
    – ไม่ควรซื้อน้ำหอมให้กัน
    – เข้าบ้านต้องถอดรองเท้า และถ้าเขาเสิร์ฟน้ำต้องดื่ม


    5.ประเทศมาเลเซีย (Malaysia)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สหพันธรัฐมาเลเซีย (Federation of Malaysia)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : กรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur)
    ภาษา : ใช้ภาษามาเลย์ เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาจีน
    ประชากร : ประกอบด้วยชาวมาเลย์ 40%, ชาวจีน 33%, ชาวอินเดีย 10%, ชาวพื้นเมืองเกาะบอร์เนียว 10%
    นับถือศาสนา : ศาสนาอิสลาม 60%, ศาสนาพุทธ 19%, ศาสนาคริสต์ 11% และอื่นๆ 10%
    ระบบการปกครอง : ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา

    จุดแข็ง

    – มีปริมาณสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 ในเอเชียแปซิฟิค
    – มีปริาณก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับ 2 ในเอเชียแปซิฟิค

    ข้อควรรู้

    – ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะได้รับสิทธิพิเศษ คือ เงินอุดหนุนทางด้านการศึกษา สาธารณสุข การคลอดบุตรงานแต่งงานและงานศพ
    – มาเลเซียมีปัญหาประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ในมาเลเซียประกอบด้วยชาวมาเลย์ กว่าร้อยละ 40 ที่เหลืออีกกว่าร้อยละ 33 เป็นชาวจีนร้อยละ 10 เป็นชาวอินเดีย และ อีกร้อยละ 10 เป็นชนพื้นเมืองบนเกาะบอร์เนียว
    – ใช้มือขวาเพียงข้างเดียวในการรับประทานอาหาร และรับส่งของ
    – เครื่องดื่มแอลกฮอล์เป็นเรื่องต้องห้าม


    6.ประเทศเมียนมาร์ หรือพม่า (Myanmar)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า หรือสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (Republic of the Union of Burma or Republic of the Union of Myanmar)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : เนปีดอ (Naypyidaw)
    ภาษา : ใช้ภาษาพม่า เป็นภาษาราชการ
    ประชากร : มีเชื้อชาติหลักๆ 8 กลุ่ม คือ ชาวพม่า 68%, ชาวไทยใหญ่ 8%, ชาวกระเหรี่ยง 7%, ชาวยะไข่ 4% ชาวจีน 3% ชาวมอญ 2% ชาวอินเดีย 2%
    นับถือศาสนา : ศาสนาพุทธ 90%, ศาสนาคริสต์ 5% ศาสนาอิสลาม 3% ลแะศาสนาอื่น 2%
    ระบบการปกครอง : เผด็จการทางทหาร ปกครองโดยรัฐบาลทหารภายใต้สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ

    จุดแข็ง

    – มีพรมแดนเชื่อมต่อกับประเทศจีน และประเทศอินเดีย
    – ค่าจ้างแรงงานต่ำเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน
    – มีปริมาณก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก

    ข้อควรรู้

    – ไม่ควรพูดเรื่องการเมืองกับคนไม่คุ้นเคย
    – เข้าวัดต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า
    – ห้ามเหยียบเงาพระสงฆ์
    – ให้นามบัตรต้องยื่นให้สองมือ
    – ไม่ควรใส่กระโปรงสั้น กางเกงขาสั้น ในสถานที่สาธารณะ และศาสนสถาน
    – ชาวพม่าทั้งผู้หญิง และผู้ชายชอบทา ทานาคา (สมุนไพรยอดนิยมของชาวพม่า) และผู้ชายชอบเคี้ยวหมาก


    7.ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : กรุงมะนิลา (Manila)
    ภาษา : ภาษาฟิลิปิโน และภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นภาษาสเปน, ภาษาจีนฮกเกี้ยน, ภาษาจีนแต้จิ๋ว ฟิลิปปินส์ มีภาษาประจำชาติคือ ภาษาตากาล็อก
    ประชากร : ประกอบด้วย ชาวมาเลย์ 40%, ชาวจีน 33%, ชาวอินเดีย 10%, ชาวพื้นเมืองเกาะบอร์เนียว 10%
    นับถือศาสนา : ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก 83% ศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์, ศาสนาอิสลาม 5%
    ระบบการปกครอง : ประชาธิปไตยแบบประธานาธิปดีเป็นประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร

    จุดแข็ง

    – แรงงานทั่วไป ก็มีความรู้สื่อสารภาษาอังกฤษได้

    ข้อควรรู้

    – การเข้าไปประกอบธุรกิจในฟิลิปปินส์ในลักษณะต่างๆ เช่น การลงทุนร่วมกับฝ่ายฟิลิปปินส์จำเป็นต้องมีการศึกษาข้อมูลให้ละเอียด โดยเฉพาะในด้านกฎหมาย การจดทะเบียนภาษี และปัญหาทางด้านแรงงาน เป็นต้น
    – เท้าสะเอว หมายถึง ท้าทาย, เลิกคิ้ว หมายถึง ทักทาย
    – ใช้ปากชี้ของเป็นเรื่องปกติ
    – กินข้าวบ้านเพื่อนสามารถห่อกลับได้ แต่ควรมีของฝากให้เขาด้วย
    – ชาวฟิลิปปินส์ ตกแต่งบ้าน 2 เดือน ต้อนรับคริสต์มาส


    8.ประเทศสิงคโปร์ (Singapore)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : สิงคโปร์ (Singapore)
    ภาษา : ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการ รองลงมาคือภาษาจีนกลาง
    ประชากร : ประกอบด้วยชาวจีน 76.5%, ชาวมาเลย์ 13.8%, ชาวอินเดีย 8.1%
    นับถือศาสนา : ศาสนาพุทธ 42.5%, ศาสนาอิสลาม 14.9%, ศาสนาคริสต์ 14.5%, ศาสนาฮินดู 4%, ไม่นับถือศาสนา 25%
    ระบบการปกครอง : สาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว) โดยมีประธานาธิปดีเป็นประมุข และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

    จุดแข็ง

    – รายได้เฉลี่ยต่อคน เป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 15 ของโลก
    – แรงงานมีทักษะสูง

    ข้อควรรู้

    – หน่วยราชการเปิดทำการวันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 น.-13.00 น. และ 14.00 น. – 16.30 น. และวันเสาร์ เปิดทำการระหว่างเวลา 08.00 น. – 13.00 น.
    – การหลบหนีเข้าสิงคโปร์ และประกอบอาชีพเร่ขายบริการผิดกฎหมาย จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
    – การลักลอบนำยาเสพติด อาวุธปืนและสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ จะได้รับโทษอย่างรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต
    – ขึ้นบันไดเลื่อนให้ชิดซ้าย
    – ห้ามทิ้งขยะเรี่ยราด, ห้ามเก็บผลไม้ในที่สาธารณะ
    – ผู้สูงอายุทำงาน ถือเป็นเรื่องปกติ


    9.ประเทศเวียดนาม (Vietnam)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : กรุงฮานอย (Hanoi)
    ภาษา : ใช้ภาษาเวียดนาม เป็นภาษาราชการ
    ประชากร : ประกอบด้วยชาวเวียดนาม 80%, ชาวเขมร 10%
    นับถือศาสนา : ศาสนาพุทธ นิกายมหายาน 70%, ศาสนาคริสต์ 15%
    ระบบการปกครอง : ระบบสังคมนิยม โดยพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมืองเดียว

    จุดแข็ง

    – มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากเป็นอันดับ 2 ในเอเชียแปซิฟิค

    ข้อควรรู้

    – หน่วยงานราชการ สำนักงาน และองค์กรให้บริการสาธารณสุข เปิดทำการระหว่างเวลา 08.00 น. – 16.30 น. ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์
    – เวียดนามไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพอาคารที่ทำการต่างๆ ของรัฐ
    – คดียาเสพติด และการฉ้อโกงหน่วยงานของรัฐ มีโทษประหารชีวิต
    – ตีกลองแทนออดบอกสัญญาณเข้าเรียน
    – ชุดนักเรียนหญิงเป็นชุดอ่าวหญ่าย
    – คนภาคเหนือไม่ทานน้ำแข็ง
    – ไม่ถ่ายรูป 3 คนอย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าจะทำให้เบื่อกัน หรือแแยกกันหรือใครคนใดหนึ่งเสียชีวิต
    – ต้องเชิญผู้ใหญ่ก่อนทานข้าว


    10.ประเทศไทย (Thailand)

    ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม : ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)
    ชื่อเมืองหลวง ชื่อเต็ม : กรุงเทพมหานคร (Bangkok)
    ภาษา : ใช้ภาษาไทย เป็นภาษาราชการ
    ประชากร : ประกอบด้วยชาวไทยเป็นส่วนใหญ่
    นับถือศาสนา : ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท 95%, ศาสนาอิสลาม 4%, ศาสนาคริสต์ 1%
    ระบบการปกครอง : ระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    จุดแข็ง

    – เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงคมนาคมด้านต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน
    – มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียง

    ข้อควรรู้

    – ไปศาสนสถานควรแต่งกายเรียบร้อย, ก่อนเข้าอุโบสถต้องถอดรองเท้า
    – ห้ามพระสงฆ์สัมผัสสตรี
    – สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ การละเมิดใดๆ ถือเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ
    – ทักทายกันด้วยการไหว้
    – ถือว่าเท้าเป็นของต่ำ ไม่ควรพาดบนโต๊ะ หรือเก้าอี้ หรือหันทิศทางไปที่ใคร
    – ธงชาติถือเป็นของสูง ไม่ควรนำมากระทำการใดๆ ที่เป็นการเหยียดหยาม
    – การแสดงออกทางเพศในที่สาธารณะ ยังไม่ได้รับการยอมรับในวัฒนธรรมไทย

  • สูตรวิธีทำขนมถั่วแปบ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมถั่วแปบ

    ขนมถั่วแปบ
     

    สูตรวิธีทำขนมถั่วแปบ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมถั่วแปบ

    – ถั่วเขียวซีกเลาะเปลือก 500 กรัม
    – มะพร้าวขูดฝอยนึ่งสุก
    – แป้งข้าวเหนียว 500 กรัม
    – น้ำเดือดสำหรับผสมแป้ง
    – สีผสมอาหาร 2-3 สี หากอยากได้สีธรรมชาติ ให้ใช้ใบเตย, ดอกอัญชัน, ฟักทอง
    – งาขาวและงาดำคั่วพอหอม
    – น้ำตายทรายละเอียด
    – เกลือป่นเล็กน้อย

    วิธีการทำขนมถั่วแปบ

    – เริ่มต้นที่การทำไส้ซึ่งมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ด้วยการนำถั่วเขียวมาล้างให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 5-6 ชั่วโมง จากนั้นนำไปใส่ในซึ้ง นึ่งให้สุก พักทิ้งไว้ก่อน แล้วให้นึ่งมะพร้าวขูดต่อได้เลย
    – เมื่อทั้งถั่วเขียวและมะพร้าวขูดเย็นแล้ว ใส่เกลือป่นเล็กน้อย แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน
    – จากนั้นหันมาทำ น้ำตาลที่เอาไว้โรย ด้วยการผสม งาขาวคั่ว งาดำคั่ว น้ำตาล และเกลือเล็กน้อย เข้าด้วยกัน พักเตรียมเอาไว้
    – ขั้นตอนต่อไปคือการนวดแป้ง ด้วยการแบ่งแป้งเป็นส่วนๆ ตามจำนวนสีที่เราต้องการ เทสีลงบนแป้ง จากนั้นเทน้ำเดือดใส่ ใช้ทัพพีคนผสมๆ กัน เมื่อแป้งเริ่มอุ่นให้ใช้มือนวดแป้งให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
    – เมื่อได้แป้งเป็นสีๆ ตามที่เราต้องการแล้ว ให้ปั้นแป้งเป็นรูปทรงรีๆ แล้วกดให้แบน วางคลุมผ้าขาวบางที่ชุบน้ำบิดหมากๆ เอาไว้ การปั้นแป้งควรจะแผ่ให้แป้งบางสักหน่อย เพราะขนมถั่วแปบที่ดี ต้องมีแป้งที่ค่อนข้างบาง และตัวไส้ที่เยอะ
    – ตั้งน้ำในหม้อให้เดือด แล้วใส่แป้งลงไป เมื่อแป้งสุกจะลอยตัวขึ้นมา ให้ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ และรอให้พอจะหายร้อน
    – เมื่อแป้งหายร้อนให้นำไส้ถั่วเขียวที่เรานึ่งแล้วมาใส่แล้วห่อให้มิด จากนั้นคลุกด้านนอกขนมด้วย ถั่วเขียวนึ่งที่ผสมกับมะพร้าวขูดที่เราเตรียมไว้ในข้อที่ 2
    – วางเรียงใส่จาน ก่อนกินต้องโรยน้ำตาลที่เราทำไว้ในข้อ 3 ด้วย

    สูตรวิธีทำขนมถั่วแปบ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมถั่วแปบ

    – แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวง
    – ถั่วเขียวซีก 300 กรัม
    – มะพร้าวทึนทึก 1 ลูก
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
    – งาขาว+งาดำ ½ ถ้วยตวง
    – เกลือ ½ ช้อนชา
    – กะทิ 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมถั่วแปบ

    – นำถั่วซีกเขียวมาแช่น้ำ 1 คืน ซึ่งในช่วงกลางวันสามารถวางถั่วซีกเขียวแช่ไว้ในอุณหภูมิห้องได้ แต่เมื่อถึงตอนมืดควรเอาเข้าตู้เย็นทั้งๆ ที่แช่เลย เช้าวันรุ่งขึ้นก็นำถั่วเขียวที่เราแช่ไว้มาล้างน้ำใหม่ให้สะอาด แล้วนำมานึ่งในซึ้ง อย่าลืมรองซึ้งด้วยผ้าขาวบางก่อนจะนึ่ง โดยใช้เวลานึ่งประมาณ 20 นาที แล้วพักไว้ให้เย็น
    – นำมะพร้าวทึนทึกมาขูดให้เป็นเส้นยาว หากต้องเก็บขนมไว้นาน ควรนำมะพร้าวไปนึ่งก่อน แต่ถ้ารับประทานเลย ไม่จำเป็นต้องนึ่ง เพราะมะพร้าวสดๆ จะให้ความหอมที่มากกว่า แต่ต้องโรยเกลือเล็กน้อยด้วย
    – แบ่งมะพร้าวและถั่วเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกเป็นไส้ ให้ผสมถั่วเยอะกว่ามะพร้าว ส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่ไว้คลุกตัวถั่วแปบด้านนอก ให้มะพร้าวมากกว่าถั่ว ในส่วนที่ 2 นี้ ควรใส่ถาดรอไว้ได้เลย จะได้คลุกง่าย
    – ได้เวลามาทำแป้ง เริ่มจากเทแป้งข้าวเจ้า ลงในอ่างผสม แล้วค่อยๆ เทน้ำ หรือจะใช้กะทิก็ได้ ลงไป แล้วใช้มือนวดไปเรื่อยๆ จากนั้นใส่สีผสมอาหารหรือน้ำใบเตยลงไป นวดต่อไปให้แป้งเนียนนุ่ม ซึ่งสามารถเลือกสีได้ตามชอบใจ
    – เมื่อแป้งเนียบเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมๆ แล้วบีบให้แบน ขนาดความใหญ่ประมาณ 2 นิ้ว
    – ตักน้ำใสหม้อต้มให้เดือด ระหว่างรอน้ำเดือดให้ นำงาขาว งาดำ บุบพอแตก และน้ำตาล มาผสมให้เข้ากัน เพื่อเอาไว้โรยหน้าขนม
    – เมื่อน้ำเดือดดีแล้ว ให้ใส่ใบเตยลงไป เพื่อเพิ่มความหอม แล้วค่อยๆ ทยอยเอาแป้งลงต้ม เมื่อแป้งสุกจะรอขึ้นมา ให้เราใช้ทัพพีตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำ ควรสลัดน้ำให้หลุดออกจากตัวแป้งให้หมด เพราะน้ำที่ติดอยู่จะทำให้แป้งแฉะไม่อร่อย
    – ควรทิ้งแป้งให้อุ่นสักหน่อยก่อน เพราะช่วงที่แป้งร้อนจะเหนียว จับยาก นำแป้งที่ได้ไปคลุกกับมะพร้าวและถั่วที่เราเตรียมใส่ถาดไว้ ให้ด้านนึงติดมะพร้าวกับถั่ว พลิกอีกด้านแล้วพยายามแผ่แผ่นแป้งออก ตักถั่วใส่ตรงกลางแผ่นแป้ง แล้วพับให้พอดี
    – นำมาเรียงให้สวยงาม แล้วเสิร์ฟพร้อมน้ำตาลผสมงาที่เราเตรียมไว้
    – เคล็ดลับในการนวดแป้ง ให้ค่อยใส่น้ำไปที่ละน้อย แล้วค่อยๆ นวดจนแป้งนุ่ม อาจใส่น้ำมากหรือน้อยกว่าที่สูตรกำหนด เพราะต้องดูตามอุณหภูมิห้องที่ทำเป็นปัจจัยด้วย และในการใส่สีผสมอาหารลงไปในขนม ควรใส่แค่ 2-3 หยดพอ เพราะขนมถั่วแปบ ส่วนใหญ่แล้วจะมีสีอ่อน หากสีเข้มเกินไปจะไม่น่ารับประทาน

    การขายขนมถั่วแปบ

  • การตลาดคืออะไร

    การตลาดคืออะไร
     

    คำว่า “การตลาด” หรือ “ Marketing ” เป็นคำที่คุ้นหู คุ้นตา มาตั้งแต่เรียนจนกระทั่งเข้าทำงานไม่ว่าวิชาชีพไหน แขนงไหน สาขาไหนก็หนีไม่พ้นคำว่า การตลาดแน่นอน นั่นคือที่มาของคำนี้ “ Marketing is everything ” การตลาดจะอยู่ในทุกองค์กร ทุกธุรกิจ แม้องค์กรการกุศลก็จำเป็นจะต้องทำการตลาด

    ความหมายของคำว่าการตลาด หลายๆ คนจะให้ความหมายของคำนี้ว่า การขายเพื่อผลกำไรสูงสุด แต่สำหรับตัวผมมันผิดถนัดการตลาดสำหรับตัวผมคือการ “วางแผนและลงมือทำอย่างไรให้องค์กรสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ใช่การวางแผนทำธุรกิจเพื่อผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่นั่นเป็นการวางแผน และลงมือทำเพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กร”

    “Marketing is defined by the American Marketing Association as “the activity, set of institutions, and processes for creating, communicating, delivering, and exchanging offerings that have value for customers, clients, partners, and society at large.”

    คำว่าการตลาดตามหลักสากล โดยองค์กรอเมริกัน มาเก็ตติ้ง ให้คำนิยามไว้ว่า

    “กิจกรรมหรือการกระทำใดๆ ขององค์กรใดๆ โดยมีขบวนการในการสร้างสรรค์, สื่อสาร, ส่งมอบ และแลกเปลี่ยน สิ่งที่มีมูลค่าถึงมือผู้รับ ไม่ว่าจะเป็นคู่ค้า ลูกค้า หรือสังคม”

    นั่นหมายถึงคำว่า Creating (การสร้างสรรค์), Communicating (การสื่อสาร), Delivering (การส่งมอบ), Exchanging (การแลกเปลี่ยน) เป็น Keyword สำคัญของคำว่า Marketing

    และสำหรับการตลาดในโลกยุคปัจจุบันนั้น หมายถึงการทำวางแผนทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการขาย การสร้างความมั่นคงให้กับ Brand หรืออาจจะยกให้เป็นการทำการตลาดโดยรวมทั้งหมดแทบทุกอย่าง ดั่งคำข้างต้นว่า Marketing is everything หรือการตลาดคือทุกสิ่งทุกอย่างของการดำเนินกิจกรรมใดๆ เพื่อแลกเปลี่ยนคุณประโยชน์กัoระหว่างองค์กรและผู้บริโภค

    การตลาดที่ดีนั้นจะต้องครอบคลุมได้ทุกขั้นตอนขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเข็มแข็งภายใน และการสร้างความเชื่อมั่นภายนอก โดยทั้งสองปัจจัยนี้ เริ่มต้นที่การลงมือควบคุมปัจจัยภายในที่แสนใกล้ตัวอย่าง วิสัยทัศน์ และผู้ร่วมงานสร้างความเข็มแข็งในจุดนี้ ก่อนที่จะลงมือ ไปสื่อสารและส่งข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยนมูลค่าจากปัจจัยภายนอก โดยระหว่างทางในปัจจัยภายนอกนั้น ย่อมมีการขัดแข็งขัดขาจากเหล่าคู่แข่งที่อยู่ในตลาดอยู่ก่อนแล้ว หรือแม้กระทั่งหน้าใหม่ในตลาด

    และในยุคนี้สิ่งที่เรียกได้ว่าเข้ามาขับเคลื่อนคำว่าการตลาดก็คือ โลกออนไลน์หรืออินเตอร์เน็ต การทำการตลาดออนไลน์ถูกผนวกเข้ากับเป้าหมายหลักของการทำการตลาดในแทบทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการวางแผน การสร้างสรรค์ การสร้างข้อมูล การส่งข้อมูล หรือแม้กระทั่งการวิเคราะห์วิจัย อินเตอร์เน็ตก็จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ผูกติดอยู่ด้วยเสมอในแทบทุกขั้นตอน แต่นั่นก็มากจากการเปลี่ยนไปของพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งการตลาดจำเป็นจะต้องคล้อยตาม และเดินตามกระแสที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ให้ทัน

  • คำแนะนำก่อนลาออกจากงาน

    คำแนะนำก่อนลาออกจากงาน
     

    บทความคำแนะนำก่อนลาออกจากงานนี้ก็ถือว่าเป็นข้อแนะนำของท่านที่จะลาอกจากออกงานนะครับ มาเริ่มอ่านกันเลยครับ

    ควรหาทางเลือกก่อนการตัดสินใจ

    – คุณต้องการจะลาออกหรือไม่ ควรหาเหตุผลต่างๆ มาชี้แจงการลาออกจากงานของคุณให้ชัดเจน
    – คุณต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงานจากบริษัทมากเพียงใด
    – หากคุณได้รับการเสนอเงินเดือนที่สูงขึ้นหรือได้รับการเลื่อนตำแหน่ง คุณจะลาออกหรือไม่
    – อธิบายลักษณะงานของคุณให้เจ้านายหรือผู้จัดการฝ่ายบุคคลทราบเพื่อเป็นการประเมินผลการทำงานของคุณ
    – คุณจะมีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานใหม่หรือไม่ รวมถึงเงินค่าตอบแทนที่ได้รับ สถานที่ทำงาน ลักษณะของงาน และการพัฒนาตัวคุณเองซึ่งเป็นปัจจัยแวดล้อมที่สำคัญ
    – พูดคุยกับครอบครัวของคุณ ถึงความก้าวหน้าในหน้าที่การงานใหม่ที่คุณจะได้รับ
    – คุณคิดอย่างไรกับงานนั้นๆ
    – การพูดคุยเรื่องการลาออก การสนทนากับเพื่อนๆ

    การเขียนจดหมายลาออก

    – การเขียนจดหมายลาออกเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยคุณในการเตรียมสิ่งที่จะพูดและช่วยให้คุณสามารถจำกัดคำพูดได้อีกด้วย ดังนั้นคุณควรใช้โอกาสนี้ในการเตรียมพร้อมสำหรับทุกอย่าง
    – วิธีทั่วๆ ไป การเขียนจดหมายลาออก คุณควรจะระบุเพียงข้อมูลที่สำคัญๆ เช่น ชื่อ วันเริ่มทำงานของผู้ยื่นใบลาออก ระบุวันลาออก และลงท้ายด้วยลายเซ็นของคุณ
    – หากคุณลาออกจากงานด้วยเหตุผลที่ดี และตระหนักว่าคุณมีบางอย่างที่อยากจะชี้แจงเช่น การพูดถึงสิ่งที่ดีๆ บางทีคุณอาจจะขอบคุณเจ้านายสำหรับโอกาสดีๆ ที่ได้รับ
    – อย่างไรก็ตาม หากเหตุผลที่คุณจะลาออกไม่ดีพอ ควรพยายามควบคุมอารมณ์ของคุณอยู่เสมอ เนื่องจากเจ้านายของคุณจะต้องเขียนจดหมายรับรองให้คุณ ซึ่งคุณอาจจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับเจ้านายคุณอีกในอนาคต
    – ไม่ควรให้ความคิดของตนเองเป็นใหญ่ จดหมายลาออกไม่ใช้เป็นเครื่องมือที่คุณจะใช้ในการบอกเจ้านายของคุณว่าคุณคิดอย่างไรกับบริษัท มันเป็นการไม่สุภาพที่คุณจะรวมความคิดเห็นส่วนตัวในจดหมายลาออก หากคุณมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตามกับเจ้านายคุณให้พูดเรื่องนั้นๆ ในเวลาและสถานที่อื่นๆ ที่เหมาะสมกว่า ไม่ควรรวมความคิดเห็นเหล่านั้นในจดหมายลาออก เพราะข้อมูลทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ในจดหมายรับรองการทำงานของคุณ

    เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้านาย

    – ไตร่ตรองให้รอบคอบว่าคุณต้องการชี้แจงอะไรบ้างและพูดให้ตรงประเด็นที่สุด เจ้านายของคุณจะพยายามที่จะถามคุณถึงเหตุผลในการลาออกจากงาน ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่คุณไม่ต้องการจะแจ้งให้ทราบ อย่ามีอคติแต่ควรชี้แจงทุกอย่างให้ชัดเจนเนื่องจากเป็นการสนทนากันระหว่างคุณกับเจ้านายของคุณ
    – พยายามย้ำแต่ข้อดี คุณอาจไม่เคยทราบว่างานของคุณมีความหมายกับเจ้านายของคุณเพียงใด ดังนั้นไม่ควรพูดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในแง่ลบที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่คุณทำงานอยู่กับบริษัท
    – ปฏิกิริยาตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าเจ้านายของคุณต้องการให้คุณลาออก การตัดสินใจของคุณอาจทำให้เจ้านายของคุณประหลาดใจ เจ้านายของคุณอาจมีอาการตื่นเต้นหรือต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามให้ยึดคำพูดที่ได้เตรียมไว้
    – ควรระงับอารมณ์ของคุณ ขณะนี้เจ้านายคุณอาจจะไม่เห็นว่าคุณเป็นพนักงานของบริษัทอีกต่อไป และอาจจะรู้สึกว่าถูกคุณหักหลัง ให้ยึดมั่นในคำพูดที่ได้ตระเตรียมไว้ และอย่าพูดอะไรในเชิงท้าทาย ควรพูดด้วยน้ำเสียงปกติ และหายใจอย่างปกติ
    – ควรจบบทสนทนาด้วยคำพูดที่ดี และเป็นกลางให้มากที่สุด พยายามควยคุมสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจทำให้คุณเกิดความกดดันให้ดีที่สุด ทุกคนมีจะจดจำภาพแรกและภาพสุดท้ายที่พบกันได้ดีที่สุด

    เมื่อได้รับการเสนออัตราเงินเดือนใหม่

    – หากคุณได้รับการขึ้นเงินเดือนหรือการเลื่อนตำแหน่งคุณจะยอมรับหรือไม่ ปัจจัยดังกล่าวคือ สิ่งที่คุณต้องการใช่หรือไม่ และอะไรคือเหตุผลที่คุณจะออก
    – ในกรณีที่เจ้านายคุณเสนอเงินเดือนที่สูงขึ้น แต่ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม หากคุณยืนยันที่จะไป การลาออกน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า
    – เนื่องจากคุณได้ยื่นใบลาออกจากงานไปครั้งหนึ่งแล้วและคุณก็ยอมรับในข้อเสนอใหม่ คงไม่เป็นการง่ายที่คุณจะยื่นใบลาออกอีกครั้งเพื่อเรียกร้องข้อเสนอใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
    – เมื่อคุณรับปากที่จะทำงานกับเจ้านายใหม่แล้วแต่คุณเปลี่ยนใจกลับมารับข้อเสนอของเจ้านายเก่า การตัดสินใจเช่นนี้จะทำให้ภาพพจน์คุณเสีย เพราะวันใดวันหนึ่งคุณอาจมีโอกาสได้ร่วมงานกับเขาได้อีก

    การลาออกอย่างถูกวิธี

    – คุณควรมั่นใจว่าคุณได้ยื่นใบลาออกพร้อมการชี้แจงเหตุผลที่ต้องการออกจากงาน ระยะเวลาที่คุณต้องยื่นใบลาออกมักจะชี้แจงไว้ในสัญญาว่าจ้างหรือคู่มือของบริษัท ควรจะยื่นใบลาออกประมาณ 2-4 สัปดาห์ก่อนเพื่อการทำทุกอย่างให้เป็นไปตามขึ้นตอน
    – คุณควรมั่นใจว่าคุณได้ทำงานทุกอย่างในส่วนที่คุณต้องรับผิดชอบอย่างเรียบร้อยก่อนการลาออก
    – ควรทำให้เจ้านายของคุณตระหนักว่า คุณรับผิดชอบหน้าที่ของคุณและพร้อมให้ความร่วมมือกับทางบริษัทอย่างเต็มที่
    – ควรใช้เวลาบางช่วงเพื่อที่จะแจ้งการลาออกจากงานให้เพื่อนร่วมงานทราบ ให้กำลังใจและคำติชมการรับผิดชอบในด้านต่างๆ ของเพื่อนร่วมงาน ไม่ควรงดการติดต่อกับเพื่อนร่วมงานของคุณ เนื่องจากคุณอาจจะได้ร่วมงานหรือให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในอนาคต
    – ควรทำการเจรจาตกลงเรื่องของเงินเดือน ค่าคอมมิชชั่นในส่วนที่คุณควรจะได้รับ ให้เรียบร้อยก่อนที่จะลาออก

  • การคิดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้

    ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องอื่น เราควรจะรู้จักการใช้เงินของเราก่อน เป็นการคิดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพราะว่าการใช้เงินเป็นเรื่องที่เราจะต้องระมัดระวังมากที่สุด มีหลายคนที่ใช้เงินตามใจตัวเอง ทำให้ต้องมานั่งร้องไห้ทีหลัง เพราะว่าเกิดอาการที่เรียกว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง รายจ่ายมีมากกว่ารายรับ ซึ่งราย จ่ายบางอย่างก็เป็นสิ่งที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือเรียกว่าเป็น ของใช้ฟุ่มเฟือยนั่นเอง แต่ก็มีหลายครั้งที่เราไม่สามารถจะห้ามใจตัวเองได้ หรือกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ซื้อของมาเต็มมือแล้ว ดังนั้นเรามีเทคนิคการจับจ่ายซื้อของแบบที่ไม่ต้องมาปวดหัวทีหลังมาฝากกันครับ

    1.จดรายการใชัจ่าย

    เราควรเสียเวลาวันละไม่กี่สิบนาทีเพื่อมาทบทวนว่าในวันหนึ่งๆ เราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นค่ารถ ค่าข้าว หรือว่าการชื้อนู่นซื้อนึ่ แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม เพราะการที่เราจดรายละเอียดการชื้อ จะทำให้เราสามารถรู้ว่าในแต่ละวันเราได้ใช้จ่ายในเรื่องใดไปบ้าง และเราจะได้นั่งทบทวนว่าสิ่งที่เราใช้จ่ายไปนั้น จำเป็นและเหมาะสมไหม เราใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยเกินไปหรือเปล่า เพราะบางครั้งเราใช้จ่ายไปโดยไม่คิดอะไรมาก แต่รายจ่ายที่เราใช้ไปนั้น เมื่อรวมๆ กันแล้ว ก็เป็นเงินอยู่มาก การที่เรามาทำรายรับรายจ่ายในแต่ละวัน จะทำให้เรามีสติ ยั้งคิดในการใช้เงินครั้งต่อไป ว่าสมควรที่จะใช้หรือเปล่า

    2.ตัองรู้รายไดัของตัวเอง

    ก่อนที่จะวางแผนการใช้จ่าย เราควรที่จะรู้รายได้ตัวเอง ไม่ใช่ใช้ตามเพื่อนไปหมดทุกอย่าง เพราะว่ารายได้เรากับรายได้เพื่อนไม่เท่ากัน ดังนั้น เวลาที่เราใช้อะไร จะต้องประมาณตัวเองว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ สามารถที่จะจ่ายตรงนี้ด้ไหม ซึ่งรายได้ของเราก็อาจจะมาจากหลายทาง โดยที่มีรายได้หลักอยู่ที่หนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นบริษ้ทที่เรากินเงินเดือนอยู่ ส่วนรายได้เสริมของเราก็อาจจะเป็นการเขียนหนังสือ ขายของเล็กๆ น้อยๆ เป็นต้น ซึ่งเราก็ต้องคำนวณเอาไวให้ดืว่า ใน แต่ละเดือนเรามีรายได้เท่าไหร่ มีรายได้ที่แน่นอนคิดเป็นกี่เปอร์เช็นต์ของรายได้ และมีรายได้ที่ไม่แน่นอนอีกเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะได้วาง แผนการใช้เงินของเราได้อย่างเหมาะสม และไม่เกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลัง ตองรู้รายจ่ายในแต่ละเดือน

    3.ต้องรู้รายจ่ายในแต่ละเดือน

    เมื่อรู้รายรับแล้ว สิ่งต่อไปที่เราพึงจะต้องรับรู้เอาไว้ก็คือ ใน แต่ละเดือนค่าใช้จ่ายของเรามีอะไรบ้าง ซึ่งในแต่ละเดือน สิ่งที่เราจำเป็นต้องจ่ายก็คงไม่พ้นค่านํ้า ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าของใช้ในบ้าน หรือว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับตัวลูก ซึ่งเราควรจะรวบรวมบิลค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาคำนวณดูคร่าวๆ และพยายามที่จะคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในวงเงินที่เราสามารถจะจ่ายได้โดยที่ไม่ต้องเดือดร้อน

    เราสามารถที่จะแบ่งคำใช้จ่ายออกเป็นหมวดหมู่ได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนก็คงไม่พ้นหมวดต่างๆ ดังต่อไปนี้
    1. อาหาร
    2. ที่พักอาศัย
    3. สาธารณูปโภค
    4. ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน
    5. เสื้อผ้า เครื่องประดับ
    6. ค่ารถ
    7. ค่าโทรศัพท์
    8. สุขภาพและการรักษา พยาบาล
    9. เรื่องบันเทิง
    10. ของขวัญและการบริจาคต่างๆ
    11. เงินออม
    12. ซื้อของเบ็ดเตล็ด
    13. ค่าใช้จ่ายจิปาถะ

    ซึ่งสิ่งที่เราจะต้องยึดถือและรู้เอาไว้ว่า เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องที่จะคำนวณคร่าวๆ ได้ เราควรที่จะคิดทุกบาททุกสตางค์ ไม่ว่าเราจะให้เงินขอทาน 5 บาท เราก็ควรจะเก็บมาคิดยิบคิดย่อย ในที่นี้ไม่ได้ หมายความว่าให้เรางก ไม่ยอมทำบุญหรือให้ทานบ้าง แต่หมายถึงเราควรจะนำเงินที่บริจาคทำบุญมารวมเอาไวในคำใช้จ่ายต่างๆ เพราะจะทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนขึ้น ว่าเงินของเราหายไปอยู่ตรงไหนบ้าง

    การคำนวณรายจ่ายระยะยาว

    เมื่อเราโตขึ้น มีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น การคำนวณค่าใช้จ่ายเป็นเดือนๆ คงจะไม่เพียงพอ ดังนั้นเราควรที่จะรู้จักการคำนวณค่าใช้จ่ายระยะยาว เพื่อที่จะสร้างเนื้อสร้างตัว หรือว่าวางแผนซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้เป็นอย่างดี

    การคำนวณรายจ่ายระยะยาว เราอาจจะทำเป็นปี หรือว่าราย 3 เดือน (ไตรมาส) ด้วยก็ได้ ซึ่งการคำนวณค่าใช้จ่ายระยะยาวจะทำให้เรามองเห็นภาพกว้างๆ ของการใช้จ่ายของเรา เหมาะสำหรับเวลาที่เรามีภาระต้องใช้จ่าย อย่างเช่น ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่าเทอมลูก เป็นต้น ซึ่งหากว่าเราคำนวณคำใช้จ่ายระยะยาวแล้ว เมื่อเรา ต้องการที่จะผ่อนของ หรืออสังหาริมทรัพย์อย่างบ้าน หรืออยากจะผ่อนรถ เราก็สามารถดูได้ว่าเรามีศักยภาพที่จะใช้จ่ายตรงนี้ไหม หรือว่าจะต้องรอเก็บเงินไปอีกนานไหม ถึงจะมีเงินในการชื้อของใหญ่ๆ เป็นต้น

    ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

    บางคนที่ไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่ายมาก่อน พอมาทำแล้ว อาจจะตกใจกับรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารที่แพงแสนแพง หรือว่าขนมนมเนยที่ไม่จำเป็น หรือของจุกจิกที่เราเห็นว่าน่ารักกุ๊กกิ้ก เลยชื้อมาหลายอันโดยไม่จำเป็น ซึ่งตรงนี้เราสามารถที่จะควบคุมได้ ซึ่งเมื่อเราทำบัญชีรายรับรายจ่ายแล้ว เราเห็นว่าอะไรไม่จำเป็น หรือว่าตัดได้ก็ควรตัด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นพวกของใช้ฟุ่มเฟือยต่างๆ และเมื่อเราตัดไปแล้วจะทำให้เรารู้สึกเลยว่า เงินของเราเหลือเยอะขึ้น และสามารถน่าไปใช้อะไรที่เป็นประโยชน์มากขึ้น

  • มีความฝันต้องทำความฝันให้เป็นจริง

    หลายสิ่งที่ฝันไว้ ถ้ามันจะเป็นเรื่องที่สายเกินไป นั่นเพราะที่ผ่านมามัวแต่คิดได้ แต่ไม่ยอมลงมือทำ
    ความสามารถของมนุษย์เรามีมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องที่ฝันไว้ ยิ่งฝัน ยิ่งจินตนาการกับมันมากเท่าไร แต่แล้วทำไม ยิ่งกลับไม่เคยสนใจว่าเมื่อไรจะลงมือทำเสียที

    ผมเห็นหลายคนที่เติบโตมาพร้อมความฝันสวยงามหลายอย่าง คนรอบตัวผมพูดให้ฟังเสมอว่ามีความฝันอย่างนั้น อย่างนี้ที่อยากทำ ผมคิดในใจ “อยากทำ แล้วทำไมไม่ทำ” หากสุดท้ายคนเหล่านั้นก็ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม อยู่กับสิ่งเดิม ๆ ไปวัน ๆ แล้วโปรเจกต์ความฝันอันอลังการที่คิดฝันไว้ทั้งหมดที่ผ่านมาล่ะมันหายไปไหน ความคิดที่ว่าอยากเห็นอนาคตตัวเองประสบความสำเร็จ มีเงินทองมากมาย เขายังคงคิดเช่นนั้นอยู่ไหม และถ้าหากใช่ ยังคิดได้ ฝันได้ แต่แล้วทำไมกลับลงมือทำไม่ได้

    อาจเป็นเพราะเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับความฝันนั้นมากพอ เพราะต่อให้เราฝันยิ่งใหญ่แค่ไหน ต่อให้มันยากที่จะได้มาครอบครอง แต่ถ้าหากนั่นเป็นสิ่งที่หัวใจค้นหาแล้วบอกว่า ‘ใช่’ ผมว่าหลังจากนั้นขั้นตอนการดำเนินงานมันจะหลั่งไหลเป็นคำตอบให้เราบอกโจทย์ตัวเองได้ว่า ควรจะเริ่มต้นยังไง จัดการกับความฝันอย่างไรต่อไป เพราะสิ่งที่ยากที่สุด คือ การเริ่มต้น ก้าวแรกของการลงมือทำจึงมักเป็นสิ่งที่เราหวาดหวั่น ด้วยความที่ไม่แน่ใจว่า หากลงมือทำไปแล้วจะสำเร็จไหม จะได้ดั่งใจที่ตั้งไว้หรือเปล่า และถ้าหากผลออกมาคือ ไม่สำเร็จนั่นย่อมเท่ากับเรากำลังสูญเสีย เราอาจจะเสียความมั่นใจ เสียเวลาที่มุ่งมั่นพยายามทำมัน หากแต่ไม่เสียใจกว่าหรือ ถ้าหากเรามีความฝันมาอย่างเนิ่นนาน แต่ไม่ได้ลงมือทำมันเลย

    ผมว่าเรื่องที่เราควรให้ความเสียใจกับมัน ไม่ใช่การทำอะไรสักอย่างแล้วไม่เป็นผลสำเร็จหรอก แต่มันคือ การไม่ยอมเริ่มต้นเลยต่างหาก

    คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่เขาฝันไว้ พวกเขามองการเริ่มต้นเป็นสิ่งที่ท้าท้าย และกระหายต่อการลงมือทำเท่านั้น เหนือจากนั้น เขาไม่ได้สนใจหรอกว่า ผลจะออกมาเป็นแบบไหน จะให้ประโยชน์ตอบแทนกลับมามากมายเท่าไร แต่ระหว่างที่เขาลงมือทำต่างหาก นั่นคือความสุขซึ่งสามารถตอบแทนสิ่งที่เขาพยายามทำมันมาโดยตลอด ผมเชื่อเช่นนั้น และเชื่ออีกว่า คนที่มีเป้าหมายในชีวิต เขาจะไม่ใช้ชีวิตแบบหมดไปวันๆ อย่างไร้ค่า เพราะตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาจนกระทั่งเข้านอนในคืนนั้น เขามีเป้าหมาย มีการวางแผนเป็นระบบของชีวิตแล้วว่า วันนี้จะทำอะไรบ้าง เมื่อทำแบบนี้แล้วผลจะเป็นแบบไหน ถ้าหากผลออกมาดีหรือไม่อย่างไร แผนการรองรับต้องเตรียมไว้พร้อมเพื่อป้องกันให้ทุกอย่างที่เขาทำพบร่องรอยของปัญหาน้อยที่สุด

    การลงมือทำฝันให้เป็นจริง หรือการตั้งตาทำอะไรสักอย่างที่เราปรารถนาจะให้มันสำเร็จ ขอจงอย่าหวาดกลัวกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น การพบเจอปัญหาเจอความล้มเหลวเสียบ้าง ถือเป็นน้ำมันหล่อลื่นอย่างหนึ่งของชีวิตที่จะทำให้เราได้สติ เพราะน้ำมันชนิดนั้นเราเพียงนำมาหยอดลงในร่องรอยของอุปสรรคที่มันฝืดเคืองต่อการเดินหน้า เมื่อน้ำมันแห่งสติปัญญาพาเราเคลื่อนหินแห่งอุปสรรคก้อนใหญ่ออกไปจากชีวิตได้ ความราบรื่น ในการทำความฝันให้สำเร็จก็ย่อมตกอยู่ในมือของเรา หากเพียงเราพึงใช้สติเป็นเพื่อนร่วมทางขณะลงมือปั้นฝัน ความฝันย่อมมีวันเป็นจริงได้ และความภาคภูมิใจก็จะเป็นรางวัลให้เราได้ชื่นใจตั้งแต่ลงมือทำ จนกระทั่งความฝันนั้นสำเร็จเป็นจริง

    การจะทำเรื่องยากสักเรื่องให้เป็นเรื่องง่ายได้นั้น มันขึ้นอยู่ที่ใจเราเท่านั้นแหละ ออกแบบชีวิตกันได้แล้วว่า จะลงมือปั้นความฝันให้เกิดขึ้นจริงเมื่อไร ตอนไหน ไม่ต้องมีข้ออ้างใดๆ สำหรับการปั้นฝันหรอก ตื่นสาย รถติด นอนไม่พอ เงินไม่มี เหนื่อยทุกวัน สมองตีบตัน คิดงานไม่ออก ฯลฯ เหล่านี้คือ ข้ออ้างเท่านั้น ข้ออ้างของผู้เข้าข่ายประสบความล้มเหลวในชีวิต แล้วเรายินดีหรือที่จะให้ตัวเองเป็นบุคคลประเภทนั้น ในเมื่อเรามีสมอง มีสติปัญญาและมีหนทางลงมือทำความฝันให้เป็นจริงได้ จะกลัวอะไรกับแค่การลงมือทำ เพราะหากสุดท้ายเราไม่อาจเข้าชิงเส้นชัยแห่งความสำเร็จ แต่รางวัลของความตั้งใจก็ทำให้เรายิ้มอย่างมีความสุขกับชีวิตได้มากกว่าไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยไม่ใช่หรือ

error: Content is protected !!