Author: admin

  • วิธีการทำธุรกิจบริการให้ประสบความสำเร็จ

    ธุรกิจบริการคืออะไร

    ธุรกิจบริการคืออะไร ธุรกิจบริการ คือ ธุรกิจที่ไม่มีตัวสินค้าให้จับต้องได้ เป็นธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้านความพึงพอใจ และความคาดหวัง เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจการรักษาพยาบาล ธุรกิจเกี่ยวกับการคมนาคมขนส่ง ธุรกิจเกี่ยวกับที่พักอาศัย ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ธุรกิจให้การบริการความงาม ธุรกิจเกี่ยวกับพลานามัย ธุรกิจการศึกษา ธุรกิจเกี่ยวกับการเงินและการธนาคาร และธุรกิจสปา เป็นต้น

    งานบริการ คือ การที่ลูกค้าหรือผู้บริโภค ไม่สามารถสัมผัสจับต้องกับสิ่งที่ตนต้องเสียเงินไปเพื่อแลกเอาสิ่งนั้นมาได้ เช่น การเข้าชมภาพยนต์ หรืออย่างการเสียเงินไปเที่ยวในสวนสนุก ก็ไม่สามารถเอาอะไรกลับบ้านได้ นอกจากความรู้สึกสนุกที่ได้รับ

    ดังนั้นเราอาจเรียกได้ว่า สินค้าของธุรกิจบริการส่วนใหญ่ก็คือ การขายประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคนั่นเอง ซึ่งในเรื่องของประสบการณ์ หรือความประทับใจนี่เองที่ทำให้การทำการตลาดของธุรกิจบริการจำเป็นที่จะต้องแตกต่างไปจากการทำการตลาดของสินค้าทั่วไปที่สามารถจับต้องได้

    และสินค้าบริการมักจะถูกผลิตขึ้นในทันทีทันใด ในขณะใดขณะหนึ่งให้กับผู้บริโภค ยกตัวอย่างเช่น การบริการของธนาคาร ซึ่งการฝาก หรือการถอนเงิน จะเกิดขึ้นโดยพนักงานธนาคารกับลูกค้าในขณะนั้นๆ พนักงานธนาคารมักจะต้องเป็นผู้ทำหน้าที่ผลิตบริการนั้นขึ้นมาด้วยตนเอง ไม่เหมือนกับการผลิตสินค้าในโรงงาน ที่ผู้ผลิต และผู้ขาย ไม่จำเป็นต้องเป็นคนๆ เดียวกัน ซึ่งประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับจากพนักงานผู้ให้บริการในขณะนั้น จึงหมายถึงความพึงพอใจ หรือไม่พึงพอใจต่อกิจการ หรือแบรนด์นั้นๆ โดยตรง ซึ่งก็หมายถึงการที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อซ้ำหรือไม่ในครั้งต่อๆ ไป ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการทำการตลาดอีกประการหนึ่ง

    ธุรกิจบริการแตกต่างจากธุรกิจอื่นอย่างไร

    ในธุรกิจบริการ ข้อแตกต่างอีกประการหนึ่งที่จะสังเกตเห็นได้ชัดเจนก็คือ การที่ลูกค้าจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการ หรือการใช้บริการ ร่วมกับผู้ให้บริการด้วย ในบางครั้งหากลูกค้าจะต้องได้รับการตอบสนองมากขึ้น ก็จะสร้างความประทับใจให้มากขึ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น การท่องเที่ยวแบบผจญภัย การเล่นเรือแคนู การล่องแก่ง หรือการใช้บริการฟิตเนส เป็นต้น การร่วมลงมือลงแรงระหว่างการใช้บริการ ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้บริโภคจะได้รับจากบริการของเรา

    ดังนั้นหลายๆ กลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ จึงหันมาเน้นที่การทำให้ลูกค้า หรือผู้บริโภคได้มีโอกาสมาร่วมสัมผัสบริการด้วยตนเองให้มากที่สุด

    และอีกประการที่ทำให้ธุรกิจบริการแตกต่างไปจากธุรกิจอื่นๆ ก็คือ ธุรกิจบริการเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างจะรักษาระดับคุณภาพให้คงที่ได้ยาก เหตุเนื่องจากลักษณะของการบริการที่ต้องเกิดขึ้นในทันที และไม่สามารถเก็บรักษา หรือนำมาแก้ไขข้อบกพร่องเหมือนสินค้าที่มีตัวตนอื่นๆ ภายหลังไม่ได้ ซึ่งความสำเร็จของธุรกิจบริการจึงจะต้องขึ้นอยู่ หรือฝากความหวังไว้กับพนักงานให้บริการ ซึ่งพนักงานให้บริการที่จะต้องทำหน้าที่รักษาภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือของธุรกิจไว้ให้ได้ขณะที่ให้บริการ ซึ่งเจ้าของธุรกิจให้บริการจะต้องให้ความใส่ใจกับการให้บริการของพนักงานด้วยคุณภาพที่ดีเสมอต้นเสมอปลาย

    การตลาดธุรกิจบริการ

    กลยุทธ์การตลาดส่วนใหญ่ที่เราจะได้ยินได้ฟังมา มักจะเป็นกลยุทธ์ที่นำมาใช้กับการขายสินค้าที่มีจับต้องได้ทั่วๆ ไป ซึ่งหลายต่อหลายครั้ง ไม่สามารถนำมาใช้อย่างได้ผลกับธุรกิจบริการได้โดยตรง

    ลักษณะอีกประการหนึ่งของธุรกิจบริการก็คือ สินค้าบริการจะมีอายุใช้งานเฉพาะครั้ง ไม่สามารถเก็บรอ หรือเก็บสต็อกไว้ได้ หากไม่มีลูกค้าหรือผู้บริโภคมาใช้บริการ ก็ไม่สามารถทำบริการเข้าสต็อกรอไว้ก่อนได้ ยกตัวอย่างเช่น บริการร้านตัดผม ช่างตัดผมไม่สามารถจะสร้างงานบริการได้ ถ้าไม่มีลูกค้าเข้ามานั่งให้ตัดผม ลักษณะที่แตกต่างจากสินค้าทั่วไปข้อนี้ ทำให้การตลาด หรือการบริหารจัดการธุรกิจบริการ จะต้องใช้กลยุทธ์พิเศษแตกต่างออกไปจากสินค้าธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจบริการที่ต้องทำเป็นรอบระยะเวลา เช่น โรงภาพยนตร์ ที่ต้องบริการฉายให้เป็นรอบๆ ตามเวลาที่กำหนด

    ดังนั้นเราจึงเห็นการใช้กลยุทธ์ราคาแพงในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูง เช่น รอบปฐมทัศน์ หรือการลดราคาลงในช่วงที่ความต้องการลดน้อยลง เช่น ในรอบดึก รวมถึงความแตกต่างในเรื่องของช่องทางการจำหน่าย เพราะธุรกิจบริการส่วนใหญ่แทบจะไม่สามารถใช้กลยุทธ์แสวงหาช่องทางการจำหน่ายอื่นๆ ได้เลย เช่น โรงภาพยนตร์ หรือสวนสนุก ก็ไม่สามารถยกไปให้ใครลองใช้ดูที่บ้านได้แน่ๆ

    การทำการตลาดสำหรับธุรกิจบริการบางประเภท จึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยนักการตลาดที่เชี่ยวชาญสำหรับธุรกิจบริการนั้นๆ โดยเฉพาะ ซึ่งลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของธุรกิจบริการที่แตกต่างไปจากธุรกิจการผลิต หรือธุรกิจการค้าอื่นๆ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับผู้ให้บริการ ธุรกิจบริการที่จะประสบความสำเร็จจะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่น และยาวนานกับลูกค้า เนื่องจากธรรมชาติของการบริการที่ต้องอาศัยความมั่นใจ หรือความเชื่อถือของลูกค้าที่มีต่อคุณภาพของผู้ให้บริการ ทำให้เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายในธุรกิจบริการ เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จที่สำคัญของธุรกิจเลยทีเดียว

    นอกจากความน่าเชื่อถือแล้ว ความประทับใจ ความอบอุ่น ความเป็นมิตร หรือความคุ้นเคย ก็สามารถนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ของการให้บริการที่จะทำให้นำเรื่องของความสัมพันธ์มาใช้สร้างธุรกิจให้มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง

    ธุรกิจบริการมีอะไรบ้าง

    ธุรกิจบริการมีอะไรบ้าง ก็จะขอแยกธุรกิจบริการออกไว้เป็น 12 ประเภทนะครับ

    1. การบริการด้านธุรกิจอาชีพ (Professional Business Services) ซึ่งครอบคลุมการบริการด้านวิชาชีพ ด้านคอมพิวเตอร์ การโฆษณา การค้นคว้าวิจัยและการพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ การให้เช่าโดยไม่รวมการดำเนินงาน และการบริการด้านธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
    2. การบริการสื่อสารคมนาคม (Communication Services) ครอบคลุมถึงการบริการไปรษณีย์ และพัสดุภัณฑ์ การโทรคมนาคม โสตทัศน์ และอื่นๆ
    3. การบริการด้านการก่อสร้าง และวิศวกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้าง (Construction and Related Engineering Service) ภายใต้สาขานี้ จะครอบคลุมถึงการบริการงานก่อสร้าง งานติดตั้งและอื่นๆ
    4. การบริการด้านการจัดจำหน่าย (Distribution Service) ครอบคลุมถึงการบริการค้าปลีก ค้าส่ง การบริการในลักษณะตัวแทนจำหน่าย การบริการธุรกิจแฟรนไชส์ และอื่นๆ
    5. การบริการด้านการศึกษา (Education Services) ครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา ตลอดจนหลักสูตรสำหรับผู้ใหญ่ และบริการด้านการศึกษาอื่นๆ
    6. การบริการด้านสิ่งแวดล้อม (Environment Services) ครอบคลุมถึงการบริการกำจัดมลภาวะต่างๆ รวมทั้งการบริการด้านสุขาภิบาล และอื่นๆ
    7. การบริการด้านการเงิน (Financial Services) ครอบคลุมถึงการบริการด้านการประกันภัย การธนาคาร ธุรกิจหลักทรัพย์และการบริการด้านการเงินอื่นๆ
    8. การบริการที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพและการบริการทางสังคม (Health Related and Social Services) ครอบคลุมถึงการบริการรักษาพยาบาล การบริการด้านสุขภาพ และการบริการด้านสังคมอื่นๆ
    9. การบริการด้านการท่องเที่ยวและการบริการด้านการเดินทางที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว (Tourism and Travel Related Service) ภายใต้สาขานี้จะครอบคลุมถึงการบริการของบริษัทตัวแทนการท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ โรงแรม ภัตตาคาร และอื่นๆ
    10. การบริการด้านนันทนาการ วัฒนธรรม และการกีฬา (Recreational, Cultural and Sporting Service) ครอบคลุมถึงการบริการของธุรกิจบันเทิงซึ่งรวมถึงโรงละคร ดนตรี ละครสัตว์ การบริการข่าวสาร ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ การบริการด้านวัฒนธรรมอื่นๆ การบริการด้านการกีฬา และการนันทนาการอื่นๆ
    11. การบริการด้านการขนส่ง (Transportation Services) ครอบคลุมการบริการด้านการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ทางอวกาศ และทางท่อ และการขนส่งอื่นๆ
    12. การบริการด้านอื่นๆ (Other Services not included Elsewhere) ตัวอย่างเช่น การบริการเสริมสวย เป็นต้น

    วิธีการทำธุรกิจบริการให้ประสบความสำเร็จ

    ธุรกิจบริการเป็นธุรกิจที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความตั้งใจที่จะทำธุรกิจบริการ ควรเลือกประเภทของธุรกิจให้เหมาะกับคุณ เพราะธุรกิจบริการถือเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และพื้นที่แบ่งชิ้นเค้กในวงการธุรกิจก็ยังมีพื้นที่อีกมาก ซึ่งการเริ่มทำธุรกิจนั้นต้องอาศัยปัจจัยในการตัดสินใจหลายๆ อย่าง เพราะสิ่งที่เจ้าของธุรกิจทุกคนคาดหวังให้ธุรกิจที่ทำนั้นประสบความสำเร็จกันทุกคน แต่ในความเป็นจริงในการประกอบธุรกิจ ซึ่งไม่ว่าจะประเภทใดก็ตาม ล้วนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ และล้มเหลว ในอัตราพอดี ดังนั้นหากคุณอยากมีธุรกิจบริการที่ประสบความสำเร็จควรเลือกทำธุรกิจบริการที่เหมาะกับคุณมากที่สุด โดยมีเทคนิคในการเลือกดังนี้

    มีความชื่นชอบ

    การเลือกทำธุรกิจบริการ ควรจะเริ่มจากความชื่นชอบ หรือความสนใจ เพราะคุณจะต้องอยู่กับธุรกิจนั้นต่อไปในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งถ้าเรามีความสุข มีความชื่นชอบในธุรกิจที่เรากำลังทำ มันจะสามารถเพิ่ม และเสริมกำลังใจให้คุณสามารถดำเนินธุรกิจไปได้อย่างไม่มีสะดุด เพราะความชื่นชอบในสิ่งที่ทำนั้น ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็มีความสุข แม้ระหว่างทางที่ทำธุรกิจจะเกิดความเหน็ดเหนื่อย แต่ก็จะรู้สึกสนุก มีความสุข และก้าวผ่านอุปสรรคในการทำธุรกิจไปได้

    มีความตั้งใจ

    ความตั้งใจจริงในการจะลงมือทำธุรกิจบริการ เป็นเคล็ดลับสำคัญสำหรับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เพราะหากไม่มีความตั้งใจธุรกิจจะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ และอาจมีแนวโน้มที่จะล้มเหลวอีกด้วย ดังนั้นคุณจะต้องมีความตั้งใจก่อนการตัดสินใจที่จะเริ่มทำธุรกิจบริการ ความตั้งใจในที่นี้ คือ ความตั้งใจที่จะลงมือทำธุรกิจให้อยู่ไปตลอดรอดฝั่ง และเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ก็จะตั้งใจทำการแก้ไขทันที

    มีความรู้

    ความรู้คือสิ่งที่นักธุรกิจไม่ว่าจะทำธุรกิจชนิดใดควรมี เพราะนักธุรกิจที่ดีต้องมีความรอบรู้ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ การติดตามข่าวทางโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต หรือหนังสือพิมพ์อยู่เสมอ เพื่อศึกษาความเป็นไป และแนวโน้มที่จะทำให้ธุรกิจบริการของเรานั้นเติบโต หรือต่อยอดมากขึ้นได้ เพราะการทำธุรกิจประเภทบริการนี้ไม่ใช่การทำเพื่อย้ำอยู่กับที่ แต่ควรทำเพื่อให้ธุรกิจได้เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง เช่น ธุรกิจร้านอาหารควรคิดค้นเมนูอาหารใหม่ๆ เพื่อบริการลูกค้าอยู่เสมอ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ และไม่จำเจของลูกค้า

    มีความสามารถ

    เมื่อนักธุรกิจบริการ มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ ผ่านสมรภูมิธุรกิจมาอย่างโชกโชน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ หรือความล้มเหลวผิดพลาด ล้วนสร้างนักธุรกิจให้เป็นคนที่มีความสามารถมากยิ่งขึ้นไม่มากก็น้อย ดังนั้นเทคนิคในการที่จะเลือกทำธุรกิจบริการ ให้เหมาะกับคุณควรจะเลือกที่คุณมีความสามารถในธุรกิจนั้นๆ ดูว่าความสามารถของคุณว่าอยู่ในระดับใด และสามารถพัฒนาไปได้ถึงระดับไหน เพื่อนำความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ต่างๆ ในการทำธุรกิจที่ผ่านมา เพื่อธุรกิจที่คุณเลือกจะได้ประสบความสำเร็จ และมีข้อผิดพลาด หรือปัญหาน้อยที่สุด

    รู้ความต้องการของลูกค้า และความต้องการของตลาด

    ความต้องการของลูกค้า และความต้องการของตลาด มีผลอย่างยิ่งในการเลือกธุรกิจบริการที่จะทำ เพื่อลดความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจแล้วเกิดความล้มเหลว แต่ในความจริงแล้วการทำธุรกิจนั้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจบริการ หรือธุรกิจประเภทใดก็ตาม ล้วนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวเท่าๆ กัน ดังนั้นก่อนที่จะทำธุรกิจบริการ ควรสำรวจความต้องการของลูกค้า และความต้องการของตลาด ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง และในอนาคตมีแนวโน้มเป็นอย่างไร เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดทุนให้น้อยที่สุด

    มีเวลาให้ธุรกิจ

    การประกอบธุรกิจบริการ ควรจะต้องเลือกที่คุณสามารถให้เวลากับธุรกิจนั้นๆ ได้ เพราะเวลาถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ ดังนั้นคุณจึงควรเลือกธุรกิจบริการ ที่คุณสามารถให้เวลากับสิ่งนั้นได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนวิธีในการดำเนินงาน แม้คุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ มีการจ้างพนักงาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจนี้คือ การเรียนรู้วิธีการทำงานด้วยตัวเองเพื่อให้สามารถควบคุมการทำงานของพนักงาน และยังสามารถตัดสินใจในการวางแผนดำเนินงานต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณมาดูแลบริษัททุกวัน ย่อมดีกว่ามาอาทิตย์ละไม่กี่วัน เพราะคุณจะได้วิธีการทำงานของลูกน้องว่ามีการบริการเป็นอย่างไร

    หากลุ่มลูกค้า

    เทคนิคการทำธุรกิจบริการ ควรจะสำรวจ และเลือกกลุ่มลูกค้าที่คาดว่าจะมาใช้บริการกับธุรกิจของคุณ เพื่อเป็นการสร้างฐานลูกค้า ดังนั้นคุณจึงควรให้ความสำคัญในการสำรวจ และเพิ่มกลุ่มลูกค้าที่มีความเหมาะสมกับธุรกิจของคุณให้มากขึ้น เพื่อจะได้มีฐานลูกค้าในการรองรับการทำธุรกิจบริการของคุณได้

    มีเงินลงทุน

    เงินไม่ใช่ทุกสิ่งของธุรกิจ แต่ในการจะเลือกทำธุรกิจบริการ ควรที่จะมีเงินสดเพื่อใช้หมุนเวียนในการทำธุรกิจ ไม่ควรอย่างยิ่งในการกู้สินเชื่อเพื่อให้เกิดหนึ้ ซึ่งเงินสดในการลงทุนจำเป็นต้องมี เพราะในการทำธุรกิจบริการนั้น จะต้องใช้เงินในการลงทุนตามขนาดร้าน หรือขนาดบริษัท เพื่อให้ธุรกิจออกมาในรูปแบบที่น่าสนใจ และเป็นที่ต้องการใช้บริการจากลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านนวดแผนไทย หรืออื่นๆ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เงินในระดับพอสมควรทั้งสิ้น อย่างน้อยๆ คุณต้องถือเงินสดอยู่ในมือสัก 1 ล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุน และใช้ในการหมุนเงินทางธุรกิจ เพื่อความอุ่นใจว่าธุรกิจของเราจะไม่ติดลบโดยเด็ดขาด

    สรุป

    เนื่องจากธุรกิจบริการเป็นธุรกิจที่ไม่มีตัวตนสินค้าสัมผัสไม่ได้ คุณภาพของการบริการจะเป็นที่พึงพอใจของลูกค้าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของเจ้าของ ที่ต้องทราบความต้องการของลูกค้า ซึ่งแต่ละรายก็มีความพึงพอใจแตกต่างกันออกไป เช่น บางคนมาแต่งหน้ามีความต้องการหลายแบบ โดยที่แต่ละแบบนี้ จะต้องให้เข้ากับใบหน้าด้วย

    การดำเนินธุรกิจบริการในปัจจุบันธุรกิจควรที่จะเน้นคุณภาพในเรื่องการบริการเหนือความคาดหวังของลูกค้า กล่าวคือสามารถสร้างความรู้สึก และความประทับใจที่ดีให้เกิดขึ้นกับลูกค้า เกินกว่าที่ลูกค้าต้องการ มิใช่เพียงทำให้ลูกค้ารู้สึกเฉยๆ กับการรับบริการเท่านั้น หรือถ้าลูกค้าไม่ประทับใจ จะเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าจะกรณีใดๆ ก็ตาม หากลูกค้าได้รับปัญหาไม่พอใจในการบริการ จะต้องรีบแก้ไขทันทีอย่าล่าช้า แต่อย่าลืมว่าจะต้องไม่มากเกินไปจนกระทั่งเราขาดทุน วิธีนี้คือการตอบสนองทันที (Take Action) ที่เคยได้ยินจนติดหู พยายามให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ และเกิดความรู้สึกว่าพนักงานเองมีความจริงใจ อย่าปล่อยให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีอย่างเด็ดขาด

    ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจกับธุรกิจบริการมากขึ้น เช่น สปา ขัดผิว ฟิตเนส ร้านเสริมสวยเสริมความงามแต่งหน้าทำผม ทำเล็บ เปลี่ยนสีผม คลีนิคลดความอ้วน รวมทั้งทำหน้าให้เด็กลง ซึ่งยังมีที่ว่างให้เราไปจับจองแบ่งชิ้นเค้กออกมาอยู่ ขอเพียงตั้งใจมุ่งมั่นทำให้สำเร็จ

    ธุรกิจบริการเป็นธุรกิจที่อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ดังนั้นลูกค้าจึงเป็นคนสำคัญที่คุณจะต้องคำนึงถึงในการทำธุรกิจประเภทบริการ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น และประสบความสำเร็จ และคุณควรจะเลือกธุรกิจให้เหมาะสมกับความชอบ และความสามารถในการประกอบธุรกิจมากที่สุด

  • สูตรวิธีทำขนมดอกจอก พร้อมคำแนะนำในการขายขนมดอกจอก

    ขนมดอกจอก
     

    ขนมดอกจอกเป็นขนมไทยที่มีมาแต่โบราณ กรุบๆ กรอบๆ หอมหวาน รสชาติมันอร่อย เด็กสมัยปัจจุบันมักจะไม่ค่อยรู้จักกันแล้ว เพราะนับวันจะหาคนทำขนมดอกจอกขายก็ยากเต็มที แต่ไม่ใช่ว่าปัจจุบันจะไม่มีคนทานขนมดอกจอกนะครับ ยังมีคนทานอยู่เรื่อยๆ และนี่ก็เป็นโอกาสของเราจะเข้ามาในตลาดนี้ ขายขนมดอกจอกสร้างรายได้ สร้างอาชีพครับ

    ขนมดอกจอกนั้นเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สังเกตธรรมชาติของพืช­น้ำ และพวกจอก แหน นำมาสร้างสรรค์เป็นรูปทรงขนมขึ้นมา หรืออีกนัยก็คือ ขนมดอกจอกเป็นขนมที่มีรูปทรงคล้ายดอกจอกที่มีเเหล่งกำเนิดอยุ่ในน้ำ ในสมัยก่อนเป็นที่นิยมมาก เป็นหนึ่งในขนมที่จัดขึ้นในงาน เเละพิธีการสำคัญต่างๆ เช่น งานบวช งานเเต่งงาน งานขึ่นบ้านใหม่ เป็นต้น ซึ่งความนิยมไม่เเพ้ขนมไทยอย่างทองหยิบ ทองหยอด หรือฝอยทองที่เป็นที่นิยมทั่งในอดีต และปัจจุบัน

    สูตรขนมดอกจอกนี้มีขั้นตอนการทำไม่ยาก รสชาติหวานกำลังดี หอมเนื้อแป้ง ชุบแล้วร่อนออกจากพิมพ์ทองเหลืองง่าย ซึ่งก่อนที่เราจะทำขนมดอกจอกไปขายกันกัน เราก็ต้องมารู้จักอุปกรณ์ในการทำขนมดอกจอกนี้กันก่อน ขนมชนิดนี้เป็นขนมไทย ที่จะต้องอาศัยพิมพ์ขนมในการทำให้ขนมเป็นรูปร่างอย่างที่ต้องการ ซึ่งพิมพ์ขนมดอกจอกหน้าตาเป็นแบบในรูปนี้ครับ

    พิมพ์ขนมดอกจอก

    ลักษณะจะมีพิมพ์อยู่ที่ปลายด้านหนึ่ง และก็จะมีด้ามยาวไว้สำหรับจับ หาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ทำขนมทั่วไปเลยครับ ซึ่งพิมพ์ขนมดอกจอกไม่ได้มีขนาดเดียวนะครับ มีประมาณ 3 ขนาดได้ ที่นิยมเห็นจะเป็นขนาดเล็กสุด เพราะทำออกมาแล้วขนมจะดูสวยงามขนาดเล็กดี แต่ละขนาดก็จะมีราคาแตกต่างกันออกไป ราคาก็เริ่มตั้งแต่ร้อยกว่าบาท อุปกรณ์ทำจากทองเหลือง

    ก่อนจะนำพิมพ์ดอกจอกไปชุบแป้งขนมนี่ ให้นำพิมพ์ไปแช่น้ำมันพอท่วมตัวพิมพ์ไว้อย่างน้อย 1-2 คืนนะครับ จะทำให้ตอนทอดขนมหลุดร่อนออกจากพิมพ์ได้โดยง่ายเพียงแค่การสลัดครับ

    เอาหล่ะครับ เรามาดูสูตรวิธีการทำขนมดอกจอกกันเลยครับ

    สูตรวิธีการทำขนมดอกจอก สูตรที่ 1

    วิธีการทำก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ผสมแป้งให้พอดีๆ ใช้แม่พิมพ์สำหรับขนมดอกจอก จุ่มลงกระทะตั้งน้ำมัน รอแป๊ปเดียว ก็ได้อร่อยกับขนมดอกจอกกันแล้วครับ

    ส่วนผสม

    – แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม
    – แป้งมัน 100 กรัม
    – แป้งสาลี 50 กรัม
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
    – น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันพืช สำหรับทอด
    – น้ำปูนใส 1/2 ถ้วย
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง
    – งาดำ งาขาว ตามชอบ
    – พิมพ์ขนมดอกจอก

    วิธีการทำ

    1. ผสมแป้งทั้งสามชนิดรวมกัน ค่อยๆ ใส่น้ำปูนใส และน้ำทีละนิด นวดแป้งพอเข้ากัน จากนั้น ใส่ไข่ไก่ น้ำตาลทราย เกลือป่น น้ำมัน คนให้เข้ากัน เติมน้ำที่เหลือจนหมด
    2. ใส่น้ำมันลงในภาชนะ แช่พิมพ์สำหรับทำขนมในน้ำมัน ตั้งไฟให้ร้อน ใช้ไฟปานกลาง ยกพิมพ์ขึ้นซับกับกระดาษซับน้ำมัน แล้วจุ่มลงในแป้งที่เตรียมไว้ ให้แป้งติดพิมพ์ แล้วนำลงไปจุ่มในน้ำมันทอด
    3.พอแป้งอยู่ตัวแล้วสะบัดให้แป้งหลุดจากพิมพ์ (ถ้าไม่หลุดหาไม้หรือมีดปลายแหลมช่วยเขี่ยออก) ทอดให้เหลือง ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน ปล่อยให้เย็น เก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท

    ข้อแนะนำ

    1. พิมพ์ใช้ทำขนม ควรแช่ในน้ำมันก่อน 1 คืน จะทำให้ขนมล่อนออกจากพิมพ์ง่าย
    2. ถ้าพิมพ์ไม่ร้อน ก็จะจุ่มแป้งไม่ติด และถ้าน้ำมันติดพิมพ์มากไป แป้งก็จะไม่ติดเช่นกัน
    3. ควรคนแป้งให้เข้ากันก่อนทุกครั้ง ก่อนจุ่มพิมพ์ เพราะแป้งที่ผสมจะนอนก้น
    4. การทอดแต่ละครั้ง ควรแบ่งแป้งใส่ถ้วยเล้กที่มีขนาดใหญ่กว่าพิมพ์เล็กน้อย

    สูตรวิธีการทำขนมดอกจอก สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    – แป้งมัน 1 ถ้วย
    – แป้งตราว่าว 1/2 ถ้วย (ใช้แป้งสาลีทั่วไปแทนได้)
    – น้ำ 3/4 ถ้วย (ใช้น้ำกะทิแทนเป็น 1 ถ้วยได้)
    – น้ำปูนใส 1 ถ้วย
    – น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
    – ไข่แดง 1 ฟอง
    – น้ำตาล 6 ช้อนโต๊ะ
    – งาดำงาขาว
    – น้ำมันสำหรับทอด
    – เกลือ (นิดหน่อย)

    วิธีการทำ

    1. เอาทุกอย่างมาผสมกัน
    2. ต่อมาใส่งาดำ งาขาว ลงไป คนให้เข้ากัน
    3. ระหว่างนั้น ก็ตั้งน้ำมันในกระทะให้ร้อน พร้อมน้ำพิมพ์ลงไปแช่ในน้ำมัน เตรียมความพร้อมของพิมพ์ก่อน
    4. เมื่อน้ำมันร้อนกำลังพอดี จุ่มพิมพ์ในขนม แต่ต้องจุ่มไม่ให้จมพิมพ์ไม่งั้นตอนทอดขนมจะไม่หลุดจากพิมพ์

    ข้อแนะนำ

    – ถ้าซื้อพิมพ์มาใหม่ๆ ต้องแช่น้ำมันไว้ก่อนใช้เป็นเวลา 1 คืน เวลาทอดขนมดอกจอกจะได้ไม่ติดพิมพ์ แต่หลังจากการใช้ครั้งแรกแล้ว ใช้ครั้งต่อไปก็ไม่ต้องน้ำไปแช่น้ำมันครับ

    สูตรวิธีการทำขนมดอกจอก สูตรที่ 3

    ส่วนผสม

    – แป้งข้าวเจ้าตราช้างสามเศียร 350 กรัม
    – แป้งมัน 50 กรัม
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – เกลือ 1/2 ช้อนชา
    – น้ำกะทิ 1 ถ้วย
    – น้ำปูนใส 1 ถ้วย
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง
    – น้ำมันสำหรับทอด
    – งาขาว งาดำ

    วิธีการทำ

    1. เทวัตถุดิบลงในอ่างผสม เริ่มจากเทแป้งแป้งข้าวเจ้า และแป้งมัน และตามด้วยน้ำตาล และเกลือ และกะทิ ตามลำดับ
    2. สำหรับน้ำปูนใสต้องค่อยๆ รินใส่ ระหว่างนี้ให้คนแป้งไปด้วย แป้งจะได้ไม่จับตัวกันเป็นก้อน
    3. ต่อไปใส่ไข่ลงไป
    4. คนส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน
    5. เมื่อคนส่วนผสมแล้ว ใส่งาขาวงาดำตามลงไป และคนส่วนผสมทั้งหมดอีกครั้ง
    6. นำกระทะมาใส่น้ำม้น ใส่พิมพ์ ตั้งไฟ ใช้ความร้อนระดับปานกลาง
    7. ให้จับที่ก้านพิมพ์ ถ้าร้อนแล้ว นำมาจุ่มแป้งได้เลย เวลาจุ่มแป้งให้เหลือขอบบนไว้เล็กน้อย จะได้ทำให้ขนมหลุดออกจากพิมพ์
    8. เวลาจุ่มพิมพ์ต้องค่อยๆ จุ่ม
    9. ตอนยกพิมพ์ขึ้น ให้แป้งหยดลงเล็กน้อย ห้ามสบัดพิมพ์เด็ดขาด
    9. ถ้าจะให้ขนมดอกจอกสวยงาม ต้องหรี่ไฟลงเล็กน้อย ดอกจะได้ไม่สะดุ้งไฟ
    10. กดพิมพ์ลงให้ตัวขนมจมน้ำม้นลงไป และเขย่าพิมพ์เบาๆ ให้ขนมหลุดออกมา
    11. พลิกกลับขนม ให้สุกโดยทั่วทั้งชิ้น ตัวขนมด้านล่างจะหนา ต้องทอดนานหน่อย
    12. สุดท้ายเรื่องพิมพ์ทอด ลองสังเกตพิมพ์ที่แช่นำ้มัน ถ้าซื้อพิมพ์ใหม่มา ต้องแช่พิมพ์ให้อิ่มน้ำมันก่อนนำมาใช้ครับ

    สูตรวิธีการทำขนมดอกจอก สูตรที่ 4

    ส่วนผสม

    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    – แป้งสาลี 1 ถ้วย
    – แป้งมัน 1/2 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย
    – เกลือ 1 ช้อนชา
    – ไข่แดง 1 ฟอง
    – น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
    – กะทิ 1 ถ้วย
    – น้ำปูนใส 1 ถ้วย
    – งาขาวงาดำ 1/2 ถ้วย
    – น้ำมันสำหรับทอด

    วิธีการทำ

    1. ผสมแป้งทั้ง 3 ชนิดเข้าด้วยกัน และพักไว้
    2. นำน้ำตาลทราย เกลือ ไข่แดง กะทิ น้ำปูนใส ผสมให้เข้ากัน และเติมน้ำมันพืชลงไป คนให้เข้ากัน
    3. ค่อยๆ ใส่ส่วนผสมที่ละลายแล้วดังข้อ 2 ลงในแป้งทีละน้อย จนแป้งรวมตัวเป็นก้อน นวดพอนุ่มมือ และค่อยๆ คลายด้วยส่วนผสมที่เหลือจนหมด นำมากรอง ใส่งาขาวงาดำ คนให้เข้ากัน
    4. นำน้ำมันใส่กระทะขึ้นตั้งไฟโดยใช้ไฟปานกลาง นำพิมพ์ลงจุ่มน้ำมันพอพิมพ์ร้อน ยกพิมพ์สลัดให้น้ำมันแห้ง หรือใช้กระดาษซับน้ำมันแล้วค่อยนำไปจุ่มในแป้ง ประมาณ 3/4 ของพิมพ์ แล้วจุ่มลงในน้ำมัน พอให้แป้งร่อนออก
    5. เคล็ดไม่ลับ ใส่น้ำปูนใส เพื่อให้ขนมกรอบนาน

    ข้อแนะนำ

    – ทอดไฟปานกลาง น้ำมันร้อนจัด
    – พิมพ์ชองดอกจอกต้องร้อนจัดขณะจุ่มแป้งลงไป จึงจะจับแป้งได้ดี

    การขายขนมดอกจอก

    การบรรจุซองขนมดอกจอก

    – ให้บรรจุขนมดอกจอกในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้
    – น้ําหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของขนมดอกจอกในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากขนมดอกจอก

    ที่ภาชนะบรรจุขนมดอกจอกทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมดอกจอก ดอกจอกสมุนไพร ดอกจอกฟักทอง ดอกจอกชาเขียว หรืออื่นๆ
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายขนมดอกจอก

    เท่านี้เราก็จะได้ขนมดอกจอกเอาไว้ขายกันได้แล้วครับ ลองดูนะครับ การขายขนมดอกจอกอาจจะทำให้คุณมีรายได้ จนถึงขั้นร่ำรวยก็ได้ ใครจะไปรู้ครับ

    ถ้าหน้าบ้านเรา อยู่ใกล้ตลาด หรือแหล่งชุมชน เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการเปิดขายเล็กๆ น้อยๆ หน้าบ้านเรา โดยใช้เวลาหลังเลิกงาน หรือวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ เพื่อดูการตอบรับมีผู้มาซื้อมากน้อยเพียงใด ถ้าผลตอบรับดี เราอาจจะลาออกจากงาน เพื่อมาขายขนมดอกจอกแบบเต็มเวลากันไปเลย เพื่อผลกำไรที่จะได้รับมากขึ้น อาจจะตั้งชื่อร้านให้เป็นทางการ คนจะได้จำชื่อร้านของเราได้ เผื่อมีการบอกต่อๆ กันถึงความอร่อยของร้านเรา เมื่อนึกถึงขนมดอกจอก จะต้องนึกชื่อของร้านเรา ทำอะไรทำให้สุดไปเลยครับ

    แต่ถ้าหน้าบ้านไม่ใช่แหล่งชุมชน ก็ต้องลองไปเช่าพื้นที่ตามตลาดนัด เพื่อดูปริมาณการซื้อในแต่ละวันว่ามีมากน้อยเพียงใด ขายได้กำไร หรือขาดทุน ซึ่งถ้าทำอร่อย ผมเชื่อว่ายังไงก็ขายได้อยู่แล้ว

    สรุป

    ซึ่งขนมดอกจอกก็เป็นขนมไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีประวัติอยุ่คู่กับคนไทยมายาวนาน เเละเป็นขนมที่มีขั้นตอนการทำไม่ยาก ทำได้ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งวัตถุดิบในการทำขนมดอกจอกก็หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไป และราคาไม่เเพง ขนมดอกจอกเป็นขนมอีกหนึ่งชนิดที่เหมาจะะขายเป็นอาชีพ และช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้อยู่คู่กับคนไทยไปนานๆ ครับ

  • สูตรวิธีทำข้าวเหนียวมะม่วง พร้อมคำแนะนำในการขายข้าวเหนียวมะม่วง

    ข้าวเหนียวมะม่วง
     

    สำหรับบทความนี้ ก็จะเป็นสูตรวิธีการทำข้าวเหนียวมะม่วงที่สุดแสนอร่อยนะครับ ว่ามีวิธีการทำอย่างไรบ้าง ซึ่งข้าวเหนียวมะม่วงก็เป็นขนมไทยที่มีความหอมหวานอร่อย ในหน้าข้าวเหนียวมะม่วง ก็จะมีการขายข้าวเหนียวมะม่วงอยู่เกือบทุกตลาด ฉะนั้นถ้าเพื่อนๆ ที่ชอบทานข้าวเหนียวมะม่วง เกิดอยากลงสนามขายข้าวเหนียวมะม่วงบ้างแล้วหล่ะก็ ถ้าทำออกมาอร่อยบวกกับทำเลดีๆ น่าจะขายดิบขายดีน่าดูครับ

    ก่อนอื่นก็ขอวกมาประวัติข้าวเหนียวมะม่วงกันสักเล็กน้อยนะครับ สำหรับข้าวเหนียวมะม่วงนะครับ มีมานานหลายร้อยปีแล้ว ดังที่ได้มีการกล่าวไว้ในกาพย์แห่ชมเครื่องคาวหวาน แสดงให้เห็นว่าข้าวเหนียวมะม่วงเป็นขนมที่อยู่คู่กับชาวไทยมาอย่างช้านานแล้ว โดยในสมัยก่อน จะทานข้าวเหนียวมูนกับมะม่วงอกร่อง ซึ่งจะมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว มาจนในยุคปัจจุบัน ที่เรามักนิยมทานข้าวเหนียวมะม่วงกันในฤดูร้อน เพราะเป็นช่วงที่มีมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ออกผลสุกให้รสหวานฉ่ำ แต่เนื่องจากในปัจจุบัน เราจะหาซื้อมะม่วงอกร่องได้ยากขึ้น ซึ่งลูกก็เล็ก และราคาแพงอีกต่างหาก จึงได้มีมะม่วงน้ำดอกไม้มาแทนเป็นตัวเลือกความอร่อย ซึ่งลูกจะใหญ่ และราคาก็ไม่ถูกไม่แพงเกินไป

    ซึ่งข้าวเหนียวมะม่วงเนี่ยจะมีสองส่วนนะครับ คือตัวผลมะม่วง กับข้าวเหนียวสีขาวๆ ที่เรียกว่า ข้าวเหนียวมูน ครับ สำหรับการปอกมะม่วงก็ไม่ยากนะครับ จะมีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่ที่การทำข้าวเหนียวมูนเสียส่วนใหญ่ครับ

    เอาหล่ะครับ เรามาเริ่มเรียนรู้วิธีการทำข้าวเหนียวมะม่วงกันเลยครับ

    สูตรวิธีการทำข้าวเหนียวมะม่วงสูตรที่ 1

    ส่วนผสมการทำข้าวเหนียวมูน

    – ข้าวเหนียวขาว 500 กรัม
    – กะทิ 3 ถ้วย (หัวกะทิ 2 ถ้วย และหางกะทิ 1 ถ้วย)
    – น้ำตาลทรายขาว 1 3/4 ถ้วย
    – สารส้มป่น 1 ช้อนชา
    – เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำข้าวเหนียวมูน

    – เริ่มแรกเลยนะครับ ให้เรานำข้าวเหนียวขาวที่ซื้อมา ใช้น้ำล้างให้สะอาด โดยนำสารส้มมาใช้ในการล้างด้วย
    – วิธีก็คือใส่สารส้มลงไปในภาชนะพร้อมกับข้าวเหนียวขาว ล้างเสร็จแล้วให้เทน้ำทิ้ง ทำอย่างนี้สัก 2 – 3 รอบ
    – อันดับถัดมาให้เปิดน้ำจากก๊อกลงในภาชนะ ปล่อยให้น้ำล้นออกมาจนกระทั่งน้ำใส ตอนเปิดก๊อกน้ำ ให้ระวังอย่าเปิดแรงมากนะครับ เดี๋ยวตัวข้าวเหนียวขาวจะล้นออกไปด้วย
    – เมื่อน้ำในภาชนะใสแล้ว ให้นำสารส้มออกมาจากภาชนะ และแช่ข้าวเหนียวขาวทิ้งเอาไว้สักประมาณ 4 ชั่วโมงนะครับ
    – ระหว่างที่แช่ข้าวเหนียวขาวทิ้งไว้ ก็จะมีเวลาว่าง ก็จะได้เวลามาเตรียมกะทิไว้พลางๆ
    – ซึ่งกะทิก็หาได้ตามตลาดทั่วไป เวลาซื้อก็คำนวณเลยนะครับ เช่น ถ้าจะทำข้าวเหนียวมูน 500 กรัม ก็ต้องซื้อกะทิมา 500 กรัม เช่นกัน หรือถ้าจะทำข้าวเหนียวมูน 1 กิโลกรัม ก็ต้องซื้อกะทิมา 1 กิโลกรัม อย่างนี้เป็นต้น
    – เมื่อได้กะทิมาแล้ว และแช่ข้าวเหนียวขาวได้ครบ 4 ชั่วโมงแล้ว ให้เอาซึ้งส่วนล่างใส่น้ำ แล้วนำมาตั้งไว้บนเตา และต้มน้ำให้เดือด
    – ส่วนซึ้งส่วนบน ก็เอาไว้ใส่ข้าวเหนียวขาวที่เราแช่เอาไว้แล้ว แล้วนำมาวางซ้อนบนซึ้งส่วนล่าง ใช้เวลานึ่งประมาณ 20 นาที
    – ในระหว่างที่รอข้าวเหนียวขาวที่อยู่ในซึ้งสุก ก็ให้เราเตรียมกะทิสำหรับการมูนข้าวเหนียว คนกะทิให้เกลือ และน้ำตาลละลาย

    ส่วนผสมการทำกะทิราดบนข้าวเหนียวมูน

    – แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ 1/2 ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
    – กะทิ 1 1/2 ถ้วย

    วิธีการทำกะทิราดบนข้าวเหนียวมูน

    – สำหรับขั้นตอนแรกของการทำน้ำกะทิ ก็ต้องนำส่วนผสมทั้ง 4 อย่างข้างต้น ใส่ลงในภาชนะ และคนส่วนผสมทั้ง 3 อย่างนี้ให้เข้ากัน เพราะจำให้แป้งละลายได้ง่าย ไม่จับกันเป็นเม็ด
    – ต่อมาให้ไปตั้งบนเตา ใช้ไฟอ่อนนะครับ ให้คนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเดือด สำหรับขั้นตอนนี้ระวังอย่าให้ไหม้นะครับ
    – เมื่อดูเวลาครบ 20 นาที ที่ข้าวเหนียวที่อยู่ในซึ้งตามขั้นตอนข้างต้น ให้เราเปิดฝาซึ้งดู จะเห็นเป็นข้าวเหนียวขาวเม็ดใสสม่ำเสมอกัน
    – ต่อมาให้เทข้าวเหนียวขาวจากในซึ้งลงไปในภาชนะสำหรับมูน ซึ่งตรงนี้เราต้องเผื่อขนาดของภาชนะไว้ด้วยนะครับ เหตุเพราะข้าวเหนียวที่มูนแล้ว จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และเราควรเทข้าวเหนียวไว้ในด้านใดด้านหนึ่งของภาชนะ เพื่อความสะดวกในการตลบข้าวเหนียวนะครับ
    – ถัดมา ให้เทกะทิตามลงไป และใช้ไม้พายกดข้าวเหนียวไปยังที่ว่างๆ ขั้นตอนนี้ระวังอย่าให้ข้าวเหนียวจับกันเป็นก้อนนะครับ
    – ให้เรานำภาชนะมาปิดให้สนิทประมาณ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที และตลบข้าวเหนียวอีกรอบ และปิดฝาทิ้งไว้อีกประมาณ 10 นาที และตลบข้าวเหนียวอีกรอบ เป็นครั้งสุดท้าย

    วิธีการทำข้าวเหนียวมะม่วง

    – เมื่อขั้นตอนข้างต้นทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็ตักใส่จานพร้อมเสริฟได้ แต่ตอนนี้ข้าวเหนียวมูนจะยังร้อนอยู่ ซึ่งกว่าเราจะปอกมะม่วงเสร็จ ข้าวเหนียวมูนก็อุ่นๆ กำลังดีพอทานครับ

    สูตรวิธีการทำข้าวเหนียวมะม่วงสูตรที่ 2

    ส่วนผสมการทำข้าวเหนียวมูน

    – ข้าวสารเหนียว 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทราย 500 กรัม
    – หัวกะทิ 500 กรัม
    – สารส้มป่น 2 ช้อนชา
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ใบเตย 4 ใบ

    วิธีการทำข้าวเหนียวมูน

    – เริ่มจากการซาวข้าวเหนียว แล้วให้เทน้ำทิ้ง
    – ใส่สารส้มลงไป แล้วใช้มือขัดสารส้มกับข้าวเหนียวเบาๆ ให้ทั่วๆ
    – เติมน้ำสะอาดให้พอท่วมข้าวเหนียว ให้แช่ที้งไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง แล้วเทน้ำทิ้ง
    – เติมน้ำลงไปอีกครั้ง ให้พอท่วมข้าวเหนียว แช่ต่อไปอีกประมาณไม่เกิน 5 ชั่วโมง
    – ตั้งซึ้ง และใส่น้ำลงไปให้มากหน่อย เพราะจะทำให้น้ำเดือดแรงระหว่างนึ่ง แต่ระวังอย่าให้น้ำมากเกินจนไป จะไปโดนข้าวเหนียวเวลาน้ำเดือด จะทำให้ข้าวเหนียวแฉะได้
    – ต่อมาให้กรองเอาน้ำออก และเทข้าวเหนียวบนผ้าข้าวบาง
    – เมื่อน้ำเดือดดีแล้ว ให้วางข้าวเหนียวใส่ลงในซึ้ง ปิดฝาไว้ให้แน่น นึ่งเอาไว้ 10 นาที
    – เมื่อครบ 10 นาทีแล้ว ให้เปิดฝาออก ให้ใช้ทัพพี หรือไม้พายตักข้าวเหนียวด้านบนสลับไปด้านล่าง
    – เสร็จแล้วปิดฝา นึ่งต่อไปอีก 10 นาที
    – ช่วงระหว่างรอนึ่งให้ข้าวเหนียวสุก ให้เราเอาน้ำกะทิ ใส่เกลือป่น และน้ำตาลลงไป
    – นำน้ำกะทิไปใส่หม้อ และให้เราเอาใบเตยลงไปขยำจนน้ำตาลละลาย
    – ต่อมาให้ยกขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ แค่พอให้น้ำกะทิเดือดเบาๆ ก็พอ ถ้าใช้ไฟแรงเดี๋ยวกะทิจะแตกมัน เสร็จแล้วยกลงพักไว้
    – เมื่อข้าวเหนียวสุกแล้ว ให้นำขึ้นจากซึ้ง และนำข้าวเหนียวไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดสนิทได้ ใช้ทัพพี หรือไม้พาย แคะข้าวเหนียวออกมา
    – เสร้จแล้วให้รีบเทน้ำกะทิ ที่เตรียมไว้ลงไป
    – ใช้ทัพพี หรือไม้พายคนให้ทั่ว ปิดฝาให้สนิทไว้ 10 นาที
    – เมื่อครบ 10 นาทีแล้ว เปิดฝาขึ้น และใช้ทัพพี หรือไม้พาย คนไปให้ทั่วอีกครั้ง เพื่อทำให้ข้าวเหนียวดูดน้ำกะทิ
    – และให้อบต่ออีก 10 นาที และให้ทำซ้ำเช่นนี้อีกครั้ง จนกระทั่งน้ำกะทิแห้งไป ข้าวเหนียวจะดูดน้ำกะทิจนหมด เม็ดข้าวจะพองตัว ก็เป็นอันเสร้จเรียบร้อย

    วิธีการทำข้าวเหนียวมะม่วง

    – ก็ทุกอย่างเรียบร้อยก็ก็นำข้าวเหนียวมุนมาวางบนจาน พร้อมกับปอกมะม่วง นำมาวางไว้อย่างเรียบร้อย
    – ราดน้ำกะทิหอมหวาน และถั่วทองโรยหน้าลงไป

    ส่วนผสมการทำน้ำกะทิ

    – กะทิ 1 ถ้วย
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำกะทิ

    – นำส่วนผสมทั้ง 3 อย่าง เทใส่ในหม้อให้หมด
    – ให้คนให้เข้ากัน แล้วยกขึ้นตั้งไฟ
    – พอไฟเดือดเบาๆ แล้ว ให้ปิดไฟ ยกลงจากเตา ก็เป็นอันเรียบร้อย

    สูตรวิธีการทำข้าวเหนียวมะม่วงสูตรที่ 3

    ส่วนผสมการทำข้าวเหนียวมูน

    – ข้าวเหนียวขาว 500 กรัม
    – ใบเตยฉีก และมัดเรียบร้อย ประมาณ 10 ใบ
    – สารส้มโขลกละเอียด 1 ช้อนชา
    – หัวกะทิคั้นสด 350 มิลลิลิตร
    – น้ำสำหรับแช่ข้าวเหนียว
    – น้ำตาลทราย 200 กรัม
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา

    วิธีการทำข้าวเหนียวมูน

    – วิธีการทำข้าวเหนียวมูน ให้เริ่มจากการซาวข้าวเหนียวจนสะอาด
    – เสร็จแล้วใส่สารส้มลงไป บวกกับเติมน้ำเปล่าลงไปจนเห็นว่าท่วมข้าวเหนียวจึงหยุด
    – นำมาคนผสมจนเข้ากัน ให้แช่ทิ้งเอาไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง
    – ต่อมาให้เราล้างข้าวเหนียว ที่เอาแช่ไว้กับสารส้ม จนสะอาด ให้ข้าวเหนียวสะเด็ดน้ำ และพักไว้สักครู่
    – ให้เราเทข้าวเหนียวลงไปในซึ้ง ตามด้วยใบเตยลงไป นำซึ้งไปวางลงในน้ำเดือด ให้นึ่งประมาณ 20 นาที ให้ข้าวเหนียวสุก
    – ขั้นตอนต่อมา ให้ผสมน้ำตาลทรายเข้ากับหัวกะทิ และเกลือป่นลงในอ่างผสม คนจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
    – เทข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วลงไป ให้คนผสมจนเข้ากัน
    – พักเอาไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง เป็นอันเรียบร้อย

    ส่วนผสมการทำข้าวเหนียวมะม่วง

    – มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
    – ข้าวเหนียวมูน (ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว)
    – กะทิ (เอาไว้สำหรับราดข้าวเหนียวมะม่วง)
    – ถั่วเขียวซีกคั่ว

    วิธีการทำข้าวเหนียวมะม่วง

    – สำหรับขั้นตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ เนื่องจากเราทำข้าวเหนียวมูนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
    – ให้เราตักข้าวเหนียวมูนร้อนๆ ใส่จาน และนำกะทิมาราดลงบนข้าวเหนียว และตามด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้สุกที่ปอกแล้ว มาวางเคียงข้าง เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับ

    วิธีการทำถั่วทองโรยหน้า

    – เริ่มจากให้นำเขียวถั่วซีก นำมาแกะเปลือก และต้มน้ำร้อนประมาณ 30 นาที
    – จากนั้นนำถั่วขึ้นให้สะเด็ดน้ำ เกลี่ยให้หมาดๆ
    – ต่อมาตั้งกระทะใส่น้ำมัน ตั้งไฟให้ร้อน เมื่อน้ำมันร้อนให้ใส่ถั่วลงไป
    – ให้เราคั่วไปเรื่อยๆ ด้วยไฟอ่อนๆ จนถั่วดูเหลืองกรอบ ก็เป็นอันเรียบร้อย

    เคล็ดลับการทำข้าวเหนียวมะม่วง

    – สำหรับการซาวข้าวเหนียว ต้องซาวให้น้ำใส ซึ่งจะเป็นส่วนที่ทำให้ข้าวเหนียวมูนไม่เสียง่าย และเอาไว้ข้างนอก ไม่ต้องเข้าตู้เย็นได้ถึง 3 วัน
    – ให้ใช้หัวกะทิทำข้าวเหนียวมูลเท่านั้น ถ้าเป็นกะทิกล่องไม่ต้องเติมน้ำเพิ่มอีก
    – ให้คนข้าวเหนียวบ่อยๆ ประมาณสัก 3-4 รอบ ก็จะทำให้ข้าวเหนียวดูนุ่ม และเม็ดดูเรียวสวยเป็นมันเงา

    วิธีการเลือกมะม่วงสุกสำหรับทำข้าวเหนียวมะม่วง

    – มะม่วงสุกที่นิยมนำมาทำข้าวเหนียวมะม่วง คือ มะม่วงน้ำดอกไม้ และมะม่วงอกร่อง เหตุผลคือมะม่วง 2 พันธุ์นี้ มีรสหวานหอม
    – การเลือกมะม่วงควรเลือกมะม่วงสุกที่มีผลอวบ และตามเปลือกมีรอยดำบ้างเล็กน้อย เพราะเราจะได้แน่ใจได้ว่ามะม่วงลูกนี้นั้นสุกเองตามธรรมชาติ
    – วิธีดูว่ามะม่วงสุกได้ที่หรือยัง ให้ลองใช้นิ้วกดเบาๆ หากเนื้อมะม่วงยุบลงไปเล็กน้อยแสดงว่าสุกได้ที่แล้ว แต่ถ้ากดแล้วยังไม่ยุบ แสดงว่าเป็นมะม่วงที่โดนบ่มแก๊สให้ผิวเหลือง แต่เนื้อข้างในไม่สุก เนื้ออาจจะแข็งหรือมีรสเปรี้ยว ทำให้ทานแล้วไม่อร่อย

     

    การขายข้าวเหนียวมะม่วง
     

    การบรรจุกล่องข้าวเหนียวมะม่วง

    – ให้บรรจุข้าวเหนียวมะม่วงในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้ เช่น บรรจุข้าวเหนียวมะม่วงลงกล่องพลาสติก หรือกล่องโฟม จำเป็นต้องมีใบตอง หรือพลาสติกใสมารองด้วย เพื่อความสะอาดในการรับประทาน
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของมะม่วงในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากข้าวเหนียวมะม่วง

    ที่ภาชนะบรรจุข้าวเหนียวมะม่วงทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ข้าวเหนียวมะม่วงแสนอร่อย ข้าวเหนียวมะม่วงหอมหวาน
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายข้าวเหนียวมะม่วง

    ดังที่ได้บอกไว้ตอนต้นแล้ว ข้าวเหนียวมะม่วงเป็นขนมไทยที่พบได้เกือบทุกตลาด และมีผู้ที่ทานอยู่มาก ดังนั้นโอกาสที่นำข้าวเหนียวมะม่วงมาขายที่ตลาดแล้วขาดทุน หรือเจ๊งนั้นมีอยู่น้อยครับ และเราก็ต้องดูว่าในตลาดที่เราจะไปเช่าที่ มีร้านไหนขายข้าวเหนียวมะม่วงบ้าง แล้วขายดีมั้ย ผมแนะนำว่าให้เราไปขายข้าวเหนียวมะม่วงในตลาดที่ไม่มีร้านที่ขายข้าวเหนียวมะม่วงครับ ซึ่งเราจะทำผลกำไรได้มากกว่าการไปแบ่งส่วนการตลาดกับเค้า หรือถ้าเราจะสู้ก็ลองดูครับ ลองหาวิธีการตลาดต่างๆ

    หรือถ้าใครมีทุนเยอะหน่อย จะลองเช่าพื้นที่ตึกแถว เปิดร้านขายข้าวเหนียวมะม่วง มีโต๊ะ มีเก้าอี้ ให้แขกนั่ง เปิดเหมือนร้านขายข้าวแกงเลยครับ ตั้งชื่อร้านให้เสร็จสรรพ ร้านนี้ขายแต่ข้าวเหนียวมะม่วง หน้าร้านก็ขายข้าวเหนียวมะม่วง ส่วนหลังร้านก็ทำข้าวเหนียวมูน พร้อมกับผลมะม่วงไว้ขายส่ง เพื่อเพิ่มผลกำไรทางการตลาด สำหรับข้าวเหนียวมะม่วงก็เป็นขนมไทยที่ต้องขายวันต่อวัน ซึ่งข้าวเหนียวมูนเป็นสิ่งที่ต้องทำไว้ทุกวันอยู่วัน ส่วนมะม่วง ลูกค้ามาแล้วค่อยปอก จะได้ดูสดใหม่ครับ

    สำหรับการตกแต่งภายในร้าน ให้พยายามแต่งโทนเหลืองๆ เขียวๆ เข้าไว้ สีให้เข้ากับมะม่วงที่เราขาย และพยายามหาโปสเตอร์มาแปะตามผนังของแต่ละโต๊ะ บรรยายประโยชน์และสรรพคุณของมะม่วงว่าดีเพียงใด ให้ลูกค้าได้อ่านพลางๆ ระหว่างรอเราทำข้าวเหนียวมะม่วง

    นี่ก็เป็นรายละเอียดคร่าวๆ นะครับ สำหรับการเปิดร้านขายข้าวเหนียวมะม่วง จริงๆ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก ที่เราต้องไปศึกษา ทำทั้งที ทำให้ดี ทำให้สุดๆ ไปเลยครับ สร้างร้านสร้างแบรนด์ให้ดัง ให้อยู่ในธุรกิจนี้ได้อย่างยาวๆ ครับ

    ผมก็ขอให้เปิดร้านขายข้าวเหนียวมะม่วงขายดิบขายดี ร่ำรวยกันทุกท่านครับ

  • สูตรวิธีทำกระท้อนลอยแก้ว พร้อมคำแนะนำในการขายกระท้อนลอยแก้ว

    สูตรวิธีการทำกระท้อนลอยแก้ว สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    – กระท้อนปุยฝ้าย 4 ลูก
    – น้ำตาล 1 ถ้วยตวง
    – เกลือ 6 ช้อนชา
    – น้ำร้อน 3 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่า หรือน้ำลอยดอกมะลิ 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำกระท้อนลอยแก้ว

    – ทุบกระท้อนเบาๆ เพื่อให้ได้รสหวาน แล้วปอกเปลือกกระท้อนแกะเมล็ดออก จากนั้นหั่นเป็นแว่นๆ เพื่อทำกระท้อนลอยแก้ว เสร็จแล้วเตรียมไว้
    – นำกะละมังผสมน้ำร้อนกับเกลือป่นเล็กน้อย นำเนื้อกระท้อนลงไปแช่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อเป็นการกำจัดรสฝาดของกระท้อน ขยำคลุกเคล้าเบาๆ ให้เกลือเข้าไปในเนื้อกระท้อน
    – ต้มน้ำเปล่า หรือน้ำลอยดอกมะลิ แล้วจึงค่อยๆเติมน้ำตาลลงไป เคี่ยวจนละลายกลายเป็นน้ำเชื่อม
    – บีบเอาน้ำเกลือแช่กระท้อนออก จากนั้นเอาเนื้อกระท้อนใส่ลงไป ไม่ต้องเติมเกลือลงไป เพราะกระท้อนเค็มจากเกลืออยู่แล้ว จากนั้นใส่ในน้ำเชื่อม
    – ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำใส่ตู้เย็นอย่างน้อย 1ชั่วโมง สามารถนำออกมาทานได้เลย รสชาติออกหวานๆ เค็มๆนิด อร่อยสุดยอด

    สูตรวิธีการทำกระท้อนลอยแก้ว สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    – กระท้อนหวานๆ 2 ลูก
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
    – เกลือ 3 ช้อนชา
    – น้ำร้อน 2/3 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำกระท้อนลอยแก้ว

    – เลือกกระท้อนลูกที่ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป แนะนำว่าให้ใช้กระท้อนที่ไม่แก่มาก เพราะจะให้เนื้อที่กรอบ แต่ถ้าชอบเนื้อนิ่ม ๆก็ใช้กระท้อนที่แก่ไม่มาก เพราะหากแก่เกินไป น้ำจะเยอะ เนื้อกระท้อนเละ ไม่อร่อย
    – ปอกเปลือกออกและสับให้ทั่วทั้งลูก แช่น้ำเกลือทิ้งใว้ 2 ชั่วโมง แช่น้ำเกลือไม่ต้องนานมาก เพราะกระท้อนที่ใช้เป็นกระท้อนที่ไม่เปรี้ยวและไม่ฝาดมากเกินไป แช่น้ำเกลือรอไว้
    – กระท้อนที่ใช้ ส่วนใหญ่เป็นกระท้อนปุยฝ้าย เพราะให้รสหวาน
    – แช่กระท้อนในน้ำเกลือแล้ว ก็นำมาทำการบีบ เอาน้ำฝาดและความเปรี้ยวของกระท้อนออก ห้ามบีบแรงจกระท้อนเสียรูปทรง
    – เมื่อกระท้อนนิ่มได้ที่ จึงทำการแช่ในน้ำเปล่าไว้บีบและปั้นเบา ๆ เพื่อเอาน้ำออก
    – ตั้งไฟ ใส่น้ำเปล่า น้ำตาลลงไป คนให้เข้ากันเป็นน้ำเชื่อมข้นๆ เสร็จแล้วพักไว้
    – จัดกระท้อนใส่ถ้วย เทน้ำเชื่อมราดลงไป เก็บแช่ตู้เย็นไว้ เพื่อให้น้ำเปรี้ยวและความเค็มออกจากเนื้อกระท้อน และให้ความหวานเข้าในเนื้อกระท้อน
    – หากต้องการเก็บกระท้อนไว้กินหลายวัน แนะนำให้ใส่ตู้เย็นไว้ กันเสีย
    – สามารถนำน้ำเชื่อมที่ราดกระท้อนมาใส่น้ำแข็งทุบ ทานได้ ให้รสชาติอร่อยไปอีกแบบ

    สูตรวิธีการทำกระท้อนลอยแก้วสูตรที่ 3

    ส่วนผสม

    – กระท้อน 3 ลูก
    – น้ำตาลทราย 250 กรัม
    – มะตูมชนิดผง 250 กรัม (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
    – น้ำเปล่า 750 มิลลิลิตร
    – เกลือสมุทร เล็กน้อย
    – น้ำผสมเกลือ (สำหรับแช่กระท้อนไม่ให้ดำ)

    วิธีการทำกระท้อนลอยแก้ว

    – ปอกเปลือกกระท้อนแล้วคว้านเอาเมล็ดออกให้เหลือแต่เนื้อ ทุบเบาๆ ก่อนหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ หรือหากใครต้องการทานทั้งเนื้อและเมล็ดกระท้อนก็ทำได้เช่นกัน โดยการไม่ต้องเอาเมล็ดออก แล้วทำการสับรอบๆกระท้อนให้เป็นเส้นเล็กๆ
    – นำลงแช่ในน้ำเกลือ ให้กระท้อนคลายความฝาด แช่ไว้ตามแต่จะเห็นว่ากระท้อนหายฝาดแล้ว ซึ่งโดยทั่วไปจะแช่ไว้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง ไม่ให้กระท้อนอมน้ำเกลือจนเกินไป
    – เสร็จแล้ว ทำการบีบน้ำฝาดออกเอาๆ ล้างกระท้อนสักนิดเพื่อให้น้ำฝาดออกให้หมด พักไว้
    – ระหว่างนั้นรอ เตรียมทำน้ำเชื่อมแช่กระท้อน
    – เติมน้ำเปล่า น้ำตาลทราย มะตูมผง และเกลือลงในหม้อ ต้มจนเดือด มะตูมช่วยเพิ่มสีของน้ำเชื่อมให้ข้น คนให้ส่วนผสมเข้ากัน กรองเอากากออก
    – ใส่เนื้อกระท้อนลงต้ม ต้มพอให้กระท้อนได้น้ำเชื่อม อย่าต้มนอน เพราะเนื้อจะเละ หากสามารถรอได้ แนะนำให้แช่กระท้อนในน้ำเชื่อม ให้น้ำหวานๆซึมเข้าไปจะดีกว่า เพราะเนื้อไม่เละ
    – เสร็จแล้วตักขึ้นใส่ชาม เติมน้ำแข็งเล็กน้อย พอเย็น
    – สามารถเก็บใส่กล่องแล้วนำเข้าตู้เย็นได้
    – รับประทานช่วงหน้าร้อน รสชาติหวาน ชื่นใจ

  • สูตรวิธีทำเงาะลอยแก้ว พร้อมคำแนะนำในการขายเงาะลอยแก้ว

    เงาะลอยแก้ว
     

    สูตรวิธีการทำเงาะลอยแก้ว สูตรที่ 1

    ส่วนผสมเงาะลอยแก้ว

    – เงาะ 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทรายขาว ½ กิโลกรัม
    – น้ำสะอาด 500 มิลลิลิตร

    วิธีการทำเงาะลอยแก้ว

    – นำเงาะที่เตรียมไว้ มาแกะเปลือกออก คว้านเมล็ดโดยใช้มีดปลายแหลม แคะเมล็ดออกโดยผ่าเนื้อเงาะตรงกลาง แล้วคว้านเอาเมล็ดออก จนเหลือแต่เนื้อ
    – นำเนื้อเงาะที่ได้ไปล้างน้ำ พอให้น้ำผ่านไม่ต้องล้างมาก เพราะจะทำให้เนื้อเงาะจืด เสร็จแล้วทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ
    – เตรียมน้ำตาลทรายขาว น้ำเปล่า เทผสมกัน ตั้งบนเตาไฟ เคี่ยวให้ส่วนผสมละลายจนเข้ากันดี กลายเป็นน้ำเชื่อม
    – พักน้ำเชื่อมไว้ ให้เย็น นำเงาะที่แกะไว้มาใส่ลงไปในน้ำเชื่อม
    – นำไปแช่ตู้เย็นไว้ 4 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้นก็ได้ เพื่อให้น้ำหวานของน้ำเชื่อมซึมเข้าเนื้อเงาะ
    – เสร็จแล้วนำเงาะลอยแก้ว หวาน เย็น ชื่นใจ ตักใส่ชาม รับประทานแก้ร้อนในหน้าร้อนที่จะถึงนี้

    สูตรวิธีการทำเงาะลอยแก้ว สูตรที่ 2

    ส่วนผสมเงาะลอยแก้ว

    – เงาะโรงเรียน ½ กิโลกรัม (สำหรับจำนวนผู้ทาน 2 ท่าน)
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 250 มิลลิลิตร
    – เกลือป่นเล็กน้อย 1 หยิบมือ

    วิธีการทำเงาะลอยแก้ว

    – เริ่มจากแกะเงาะออกจากเปลือก และแกะเมล็ดออก โดยการผ่าเนื้อเงาะตรงกลาง ใช้มีดปลายแหลมแหวกเอาเมล็ดออก จนได้เนื้อเงาะไร้เมล็ด
    – นำเงาะไปแช่ในน้ำกับเกลือป่น แช่ไว้เพื่อให้เนื้อเงาะ กรอบอร่อย แนะนำว่า ควรล้างเนื้อเงาะด้วยน้ำเปล่าเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เนื้อเงาะที่ได้จืด ไม่เข้ากับน้ำเชื่อมที่ใช้ทำลอยแก้ว แช่ไว้ประมาณ 10 นาที เทน้ำออกแล้วสักเนื้อเงาะไว้ให้สะเด็ดน้ำ
    – ทำน้ำเชื่อมลอยแก้ว โดยการนำน้ำตาลใส่ลงในหม้อ พร้อมน้ำเปล่า ตั้งไฟกลางๆ รอน้ำเดือด จึงคนน้ำตาลให้ละลาย จนน้ำเชื่อมเริ่มข้นหนืด จึงทำการยกลงจากเตา พักน้ำเชื่อมไว้ให้เย็น
    – นำเงาะที่แกะเมล็ดแล้ว ใส่ลงไปในน้ำเชื่อม พักไว้สัก 30 นาที เพื่อให้ความหวานเข้าเนื้อเงาะ
    – นำไปแช่ตู้เย็นเพื่อเพิ่มรสชาติได้ หรือใส่น้ำแข็งเล็กน้อย พอให้เย็น
    – จะได้เงาะลอยแก้วหวานๆ ทานได้ตลอดหน้าร้อนที่จะมาถึง

    สูตรวิธีการทำเงาะลอยแก้ว สูตรที่ 3

    ส่วนผสมเงาะลอยแก้ว

    – เนื้อเงาะ 1 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
    – ใบเตยหอม 1 กำ
    – น้ำตาลทรายขาว 500 กรัม

    วิธีการทำเงาะลอยแก้ว

    – ปอกเงาะจากเปลือก คว้านเมล็ดออก หั่นครึ่งหรือไม่หั่นก็ได้ จะได้เนื้อเงาะเป็นลูกๆ เต็มๆคำ
    – นำเงาะที่แกะใส่ถ้วย แช่ตู้เย็นทิ้งไว้ รอสำหรับทำน้ำเชื่อม
    – ตั้งเตาไฟ ในน้ำเล็กน้อย รอน้ำเดือด ใส่น้ำตาลและไปเตยลงหม้อ คนเล็กน้อย ปิดฝาหม้อ รอน้ำเดือด
    – เมื่อน้ำเดือดจนกลายเป็นน้ำเชื่อม ยกลงจากเตา รอน้ำเชื่อมเย็น
    – น้ำเงาะที่แช่เย็นมาผสมกับน้ำเชื่อม นำไปแช่ตู้เย็นอีกรอบ เพื่อให้น้ำเงาะเข้ากันกับน้ำเชื่อม
    – ใส่ชาม ทานได้เลย ไม่ต้องใส่น้ำแข็ง เพราะความเย็นของเนื้อเงาะ ช่วยให้น้ำเชื่อมเย็นชื่นใจ ทานได้ตลอดหน้าร้อนนี้ หรือใส่ตู้เย็นไว้ทานเป็นของว่างกับครอบครัวได้

     

    การขายเงาะลอยแก้ว

  • สูตรวิธีทำขนมครก พร้อมคำแนะนำในการขายขนมครก

    ขนมครก
     

    สำหรับวันนี้ก็จะขอมาแนะนำการทำขนมครกขายกันนะครับ สำหรับขนมครกก็ถือได้ว่าเป็นขนมไทยที่เห็นทำขายกันเกือบทุกตลาด เนื่องด้วยรสชาติที่อร่อยหอมหวานทำให้ผู้ที่ได้ทานติดอกติดใจไปตามๆ กัน และในปัจจุบันนี้กระแสความนิยมของขนมครกก็ไม่เคยเสื่อมคลาย เป็นขนมไทยที่สามารถขายได้เรื่อยๆ ครับ

    สำหรับความเป็นมาของขนมครกนั้นมีมานานหลายร้อยปีเลยครับ มีทำขายกันตั้งแต่สมัยก่อนนู้นเลยครับ นอกจากนี้ยังพบขนมครกในประเทศพม่า ประเทศลาว และประเทศอินโดนีเซีย โดยชาวอินโดนีเซียเรียกขนมครกว่า เซอราบี (Serabi)

    ต่อมาก็ได้เวลาทำขนมครกกันแล้วนะครับ ซึ่งก็จะมีสูตรวิธีทำต่างๆ ให้ท่านผู้อ่านได้ลองไปทำกันดูนะครับ

    สูตรวิธีการทำขนมครกสูตรที่ 1

    ส่วนผสมการทำแป้งขนมครก

    – แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม
    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 3 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
    – หางกะทิ 1 ลิตร
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง
    – เกลือ 2 ช้อนชา
    – น้ำอุ่นๆ 1 ลิตร

    วิธีการทำแป้งขนมครก

    – ขั้นตอนแรกให้เราผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งสาลีอเนกประสงค์ แป้งข้าวเหนียว เข้าด้วยกันทั้งหมด และนำมานวดด้วยน้ำอุ่นๆ จนแป้งเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน
    – ใส่ไข่ไก่ลงไปในแป้ง ใส่หางกะทิ และเกลือตามลงไป ผสมๆ ให้เข้ากัน

    ส่วนผสมการทำกะทิขนมครก

    อัตราส่วนนี้ต่อแป้งจำนวน 1 กิโลกรัม
    – น้ำกะทิ 1.5 กิโลกรัม (คั้นหัวกะทิ แยกหางกะทิ)
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – เกลือ 2 ช้อนชา
    – ฟักทองซอย
    – ต้นหอมซอย
    – เผือกซอย
    – ข้าวโพดเหลือง (ให้ฝานให้บางๆ)

    วิธีการทำกะทิขนมครก

    – ขั้นตอนแรกให้นำหางกะทิมาประมาณครึ่งลิตร นำมาละลายกับเกลือ และน้ำตาล เสร็จแล้วให้ใส่หัวกะทิลงไปให้หมด
    – ตั้งไฟอ่อนๆ และคนไปเรื่อยๆ คนไปในทางเดียวกัน อย่าคนกลับไปกลับมา เดี๋ยวกะทิจะคืนตัว เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยกลงได้เลย

    อุปกรณ์ในการทำขนมครก

    – ชุดหัวแก๊ส หรือถ้าใครสะดวกจะใช้เตาถ่านก็ได้
    – เตาขนมครก
    – ฝาปิดเตาขนมครก
    – ถาดรองขนมครกตอนแคะออกมาจากเตา และตะแกรง
    – ช้อนสแตนเลสแบบสั้น
    – กากมะพร้าว ผ้าขาวบาง และเชือกฝ้ายสีขาว สำหรับใช้ทำลูกตุ้มเช็ดเตาขนมครก หรือถ้าไม่มีก็ใช้แปรงที่เอาไว้ทาขนมเบเกอรี่ทดแทนได้ ไม่ควรใช้ฟองน้ำในการเช็ด
    – กล่องกระดาษ หรือกล่องโฟม ไว้ใส่ขนมครก ควรจะมีพลาสติกใสรองขนมครกในกล่องด้วย

    วิธีการทำขนมครก

    – มาถึงขั้นตอนการขนมครก เริ่มแรกจากการตั้งเต้าไฟให้ร้อนก่อน ถ้าร้อนน้อย หน้าขนมครก และแป้งจะด้าน ถ้าร้อนมากเวลาหยอดมันจะเด้ง ฉะนั้นให้ตั้งไฟพอดีๆ แต่ปานกลาง
    – ต่อมาให้เช็ดเบ้าเตาด้วยน้ำมันพืช และหยอดแป้งลงไปครึ่งเบ้า จนเต็มเตา
    – ต่อมาให้ยกพิมพ์เตา และร่อนไปร่อนมาสักเล็กน้อย พอที่จะให้เนื้อแป้งขึ้นมาที่ขอบ หรือถ้าอยากแคะครั้งเดียวออกมาเป็นแผ่น ก็ให้หยอดแป้งจนเกือบเต็มทุกเบ้า แล้วให้ร่อนแป้งไปให้ทั่ว
    – ให้รีบหยอดหน้ากะทิลงไป และโรยข้าวโพด ต้นหอม ลงไปตามสะดวกได้เลย
    – ในกรณที่เป็นฟักทอง กับเผือก ต้องซอยให้บางๆ เพราะพวกนี้จะสุกยาก
    – ปิดฝาไว้ และรอแคะขนมออกมาใส่ถาดรองขนมครก เป็นอันสิ้นสุดขั้นตอนการทำขนมครก

    สูตรวิธีการทำขนมครกสูตรที่ 2

    ส่วนผสมการทำแป้งขนมครก

    – แป้งข้าวเจ้า (แห้ง) 1 ถ้วยตวง
    – ข้าวสุก 1/3 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
    – น้ำ 2 ถ้วยตวง
    – น้ำร้อน 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – มะพร้าวทึนทึกขูดขาว 1/2 ถ้วยตวง

    ส่วนผสมการทำกะทิขนมครก

    – หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 1/2 ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง

    อุปกรณ์ในการขนมครก

    – เตาขนมครก
    – ลูกประคบ (สามารถทำได้โดยนำกากมะพร้าวห่อด้วยผ้าขาว โดยใช้ผ้าแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 6×6 นิ้ว ใส่กากมะพร้าวตรงกลาง รวบชายผ้าเข้ามาทุกด้าน และผูกเชือกให้กากมะพร้าวรวมตัวเป็นก้อนกลมแผ่น ทิ้งชายไว้สำหรับจับ)
    – ช้อน เอาไว้แคะขนมครก
    – น้ำมัน เอาไว้ทาเบ้าขนมครก
    – ชามผสม

    วิธีการทำขนมครก

    – เริ่มจากให้เราตวงแป้ง 1 ถ้วยตวง ใส่ชามผสม เติมน้ำประมาณ 1 ถ้วยตวงลงไป และคนให้เข้ากัน และแช่ไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง หรือแช่ไว้ค้างคืน
    – ต่อมาบดข้าวสุก 1/3 ถ้วยตวง และนำมะพร้าวขูด 1/2 ถ้วยตวงและน้ำอีก 1 ถ้วยตวง ใส่ลงเบลนเดอร์จนละเอียดดี
    – ให้เราเทข้าวสุก และมะพร้าวที่บดเรียบร้อยแล้ว เทลงในชามผสมที่แช่แป้งไว้
    – ให้เติมเกลือป่น และคนให้เข้ากัน อันนี้ใช้เป็นตัวแป้งขนมครก ผสมน้ำตาล เกลือ และกะทิ ให้เข้ากัน และคนให้น้ำตาลละลาย
    – ต่อมาให้ตั้งเตาขนมครกใช้ไฟอ่อนๆ ทิ้งไว้ให้ร้อนจัด แล้วจึงค่อยใช้ลูกประคบแตะน้ำมันพืช เพื่อนำมาเช็ดเบ้าขนมครกทุกเบ้าให้ชุ่มน้ำมัน
    – ขั้นตอนต่อมาตักแป้งหยอดลงในเบ้าลงไปประมาณค่อนเบ้า รอสักครู่จึงหยอดหน้ากะทิลงไปประมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – ปิดฝารอจนขอบแป้งเกรียมเหลือง จึงใช้ช้อนแซะขึ้นใส่ถาด
    – ใส่ต้นหอม หรือข้าวโพดฝาน หรือเผือก หรือฝอยทอง ลงไปเพิ่มเติมตามแต่ชอบครับ เป็นอันเสร็จการทำขนมครกครับ

    เคล็ดลับการทำขนมครก

    – แต่เดิมนั้นการทำขนมครกใช้แป้งโม่เอา โดยใช้ข้าวสารเก่า ที่แช่น้ำค้างคืนไว้แล้ว นำมาโม่พร้อมกับมะพร้าว และข้าวสุกให้ละเอียดยิบ ซึ่งในปัจจุบันนี้ใช้แป้งแบบผงแทน เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกมากขึ้น
    – การทำขนมครกอาจดัดแปลงด้วยการเติมหน้าต่างๆ แทนหน้ากะทิได้ เช่น หน้าสังขยา หน้ากุ้ง หน้าหัวผักกาด หรืออื่นๆ ส่วนผู้ที่ชอบทานขนมครกแบบหวานๆ ให้จิ้มน้ำตาลทรายแบบนี้ เป็นต้น
    – ขนมครก ตรงแป้งข้าวเหนียวควรจะขาวสะอาด และด้านล่างเป็นรูพรุน มีสีเหลืองทอง เนื้อขนมนุ่ม สำหรับผิวด้านล่าง หรือส่วนผิวที่เหลืองควรมีความกรอบ มีรสหวานน้อยๆ เจือรสเค็ม และมัน

    สูตรวิธีการทำขนมครก สูตรที่ 3

    ส่วนผสมการทำแป้งขนมครก

    – แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำสะอาด 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำกะทิ 1/2 ถ้วยตวง (ถ้าไม่มีน้ำกะทิ สามารถใช้นมสดแทนได้)
    – น้ำปูนใส 3 ช้อนโต๊ะ (ถ้าไม่มีน้ำปูนใส สามารถใช้น้ำกะทิ หรือน้ำสะอาด 3 ช้อนโต๊ะแทน แต่แป้งขนมครกจะดูไม่กรอบเท่าใส่น้ำปูนใส)
    – น้ำตาล 1 ช้อนชา
    – เกลือป่น 1/8 ช้อนชา

    วิธีการทำแป้งขนมครก

    – ขั้นแรกเลย เราต้องตวงส่วนผสมแป้งขนมครกทุกอย่างใส่ชาม และคนให้เข้ากัน สังเกตว่าแป้งละลายไม่จับเป็นเม็ดเป็นอันใช้ได้
    – แต่ถ้าเราไม่รีบร้อน ให้พักแป้งไว้สักครู่ เพื่อให้แป้งดูอิ่มตัว จะส่งผลให้เนื้อขนมครกมีความนุ่มขึ้น ถ้าเราไม่พักแป้งไว้ เวลาที่หยอดใส่เบ้า บางครั้งแป้งจะแตกออกมา หรือถ้าใครขยันหน่อย ก็นวดแป้งกับกะทิให้นุ่มก่อน ค่อยใส่น้ำลงไป เพื่อให้แป้งคลายตัว การนวดนี้ก็จะส่งผลให้แป้งเหนียวนุ่มขึ้น – – ข้อแนะนำ เราอาจจะทำแป้งไว้ในตอนกลางคืน และนำมาทำขนมครกในตอนเช้า

    ส่วนผสมการทำหน้าขนมครก

    – หัวกะทิ 1/2 ถ้วยตวง (ถ้าไม่มีหัวกะทิ สามารถที่จะใช้นมสด 1/3 ถ้วยตวง ผสมกับแป้งข้าวโพด 1 ช้อนชา คนเข้ากันให้แป้งละลายและตั้งไฟอ่อนๆ คนอีกครั้งจนแป้งข้น ถ้าหากมีกลิ่นมะพร้าว ก็ให้หยดกลิ่นมะพร้าวใส่ลงไปด้วย เราก็จะได้หัวกะทิเทียม ใช้แทนหัวกะทิแท้ได้)
    – หางกะทิ 1/4 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ (ถ้าเอาหวานกว่านี้ก็ 3 ช้อนโต๊ะ)
    – เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
    – แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา
    – ข้าวโพดต้ม ต้นหอมซอย เผือกซอย ฟักทองซอย หรืออื่นๆ เอาไว้โรยหน้าขนมครก

    วิธีการทำหน้าขนมครก

    – เริ่มจากการผสมหัวกะทิ เกลือป่น และน้ำตาลทราย เข้าด้วยกัน และคนเกลือ และน้ำตาล ให้ละลาย หรืออาจจะตั้งไฟอ่อนๆ แล้วคนจนน้ำตาลละลายก็ได้เหมือนกัน

    เบ้าขนมครก

    สำหรับเบ้าขนมครกที่มีขายในประเทศไทย ก็จะมีด้วยกันหลายแบบ ทั้งแบบทำด้วยเหล็ก อลูมิเนียม ทองเหลือง ดินเผา สำหรับขนาดเบ้าขนมครกก็จะมีแบบ 15 หลุม 22 หลุม 28 หลุม ถ้าหากว่าเราชอบทำขนมครกชิ้นใหญ่ ก็ให้ซื้อแบบ 15 หลุม

    วิธีการทำขนมครก

    – มาถึงวิธีทำกันหล่ะ เริ่มจากตั้งเบ้าขนมครกบนเตา ให้ใช้ไฟปานกลาง เมื่อร้อนเต็มที่ ให้เราหรี่ไฟใช้ไฟอ่อนๆ
    – นำลูกประคบมาแตะน้ำมันพืช ให้เช็ดทุกเบ้า ตามขอบว่างๆ ด้วย เมื่อหน้าขนมครกล้นออกมา จะได้แคะออกมาได้แบบง่ายๆ
    – ต่อมาตักแป้งที่เราเตรียมเอาไว้ หยอดลงไปสัก 3/4 ของเบ้า
    – นำกระบวย หรือช้อนกลมๆ กดลงไปที่แป้งที่หยอด ก็จะมีแป้งล้นขึ้นมาตามขอบที่ว่างๆ ที่ทำแบบนี้ก้เพราะว่า เราจะได้หยอดหน้าขนมครกได้มากๆ
    – เสร็จแล้วปิดฝาพักไว้สักครู่ และค่อยเปิดฝามาหยอดหน้ากะทิลงไป
    – ตักหางกะทิหยอดลงไปสักนิดหน่อย และตามด้วยหัวกะทิ
    – โรยหน้าขนมครกตามชอบใจ เช่น โรยข้าวโพดต้มบ้าง ต้นหอมซอยบ้าง ฟักทองบ้าง หรืออื่นๆ ตามที่เราชอบ
    – เมื่อขนมครกสุกแล้ว ก็แคะออกมาใส่จาน หรือจะแคะออกประกบคู่ก็ ได้เราจะได้ขนมครกแบบแป้งบาง และกรอบเนื้อนุ่ม

    สูตรวิธีการทำขนมครกสูตรที่ 4

    ส่วนผสมการทำแป้งขนมครก

    – แป้งข้าวเจ้าตราชัางสามเศียร 400 กรัม
    – แป้งข้าวเหนียวตราช้างสามเศียร 50 กรัม
    – น้ำกะทิ 3 ถ้วยตวง
    – น้ำร้อน 4 ถ้วยตวง

    วิธีการทำแป้งขนมครก

    – มาเริ่มกันเลยครับ เริ่มจากเทแป้งข้าวเจ้า 400 กรัม ใส่ลงอ่างผสมครับ ตามลงไปด้วยแป้งข้าวเหนียว 50 กรัม และค่อยๆ เท น้ำกะทิตามลงไปอีก 3 ถ้วย
    – ต่อมาให้คนแป้งแบบเบาๆ และใส่น้ำร้อนอีก 4 ถ้วยตามลงไป
    – เมื่อเราใส่ส่วนผสมลงไปครบแล้ว ให้เราคนแป้งอย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้ส่วนผสมทุกอย่างละลายเข้ากันครับ

    ส่วนผสมการทำกะทิขนมครก

    – หัวกะทิ 3 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
    – เกลือ 2 ช้อนชา

    วิธีการทำกะทิขนมครก

    – ให้เราเทน้ำตาลใส่อ่างผสมครับ และก็ตามด้วยเกลือ และเทหัวกะทิ
    – และให้คนส่วนผสมทุกอย่างให้ละลายเข้ากัน

    วิธีการทำขนมครก

    – ขั้นตอกแรกให้นำถาดขนมครก ยกขึ้นตั้งไฟ ให้เปิดไฟอ่อนๆ แนะนำว่าให้ใช้น้ำมันใหม่ๆ นะครับ และเช็ดให้ทั่วทุกหลุมขนมครกนะครับ
    เตรียมฝอยทอง เผือก ข้าวโพด ต้นหอม ตามแต่ที่เราชอบ เอาไว้โรยหน้าขนมครก
    – เมื่อถาดขนมครกเริ่มที่จะร้อน สามารถสังเกตได้จากมีควันขึ้นเล็กน้อย ให้เราตักแป้งขนมครก หยอดลงได้เลย ข้อควรระวังเวลาหยอดแป้งขนมครก อย่าหยอดให้เต็มหลุมนะครับ ให้เหลือที่ไว้หยอดหน้าขนมครกนะครับ
    – เมื่อเราหยอดไปได้สักประมาณ 5 หลุม เราต้องรีบกลับมาหยอดหน้าขนมต่อ เพราะว่าถ้าเราให้แป้งตัวขนมสุก หน้าขนมครกที่เป็นหัวกะทิ มันจะไหลทิ้งนะครับ
    – และก็มาถึงเวลาโรยหน้าขนมครกครับ หน้าขนมครกก็อย่างเช่น ข้าวโพด เผือก ฝอยทอง ต้นหอม ให้โรยตามที่เราชอบ
    – เสร็จแล้วให้ปิดฝา พักทิ้งไว้สักพัก แล้วก็เปิดฝาแคะขนมครกออกใส่ภาชนะที่เราเตรียมเอาไว้ เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับ

    การขายขนมครก

    การบรรจุกล่องขนมครก

    – ให้บรรจุขนมครกในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้
    – น้ําหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของขนมครกในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากขนมครก

    ที่ภาชนะบรรจุขนมชั้นทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมครกแสนอร่อย ขนมครกหอมหวาน
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายขนมครก

    สำหรับการขายขนมครกนะครับ ยังไปได้อีกไกลครับสำหรับเส้นทางนี้ คนทานขนมครกดูไม่มีวี่แววจะลดน้อยถอยลงเลย เด็กรุ่นใหม่ที่ทานขนมครกก็มีอยู่มากครับ อย่างว่าหล่ะครับ ขนมครกเป็นขนมไทยที่รสชาติอร่อย หอมหวาน ใครๆ ก็ต้องชอบ

    สำหรับการขายปลีกนั้น เราก็จะใช้กระทงใบตองวางรองขนมครก ลูกค้าท่านใดซื้อก็ให้ถือไปได้เลย แต่สำหรับการขายส่งนั้น เราต้องมีกล่องบรรจุขนมครกครับ ที่ผมเห็นส่วนมากจะใช้กล่องกระดาษสีขาว แต่บางเจ้าก็มีแต่กล่องกระดาษ ไม่มีอะไรรองขนม ผมคิดว่าน่าจะหาอะไรมาวางรองขนมสักนิดนะครับ เพื่อสุขอนามัย เช่น พลาสติก หรือใบตอง หรือจะใช้กล่องโฟมก็ได้เช่นกัน แต่ต้องมีพลาสติก หรือใบตอง มารองขนมเช่นกันครับ

    การขายแบบไม่มีแบรนด์ กับการขายแบบมีแบรนด์นั้น การขายแบบมีแบรนด์ ติดชื่อร้าน จะดีกว่านะครับ จะทำให้ลูกค้าสามารถจำได้ว่าขนมซื้อมาจากร้านไหน ถ้าขนมครกอร่อย จะทำให้บอกกันต่อแบบปากต่อปากได้ และเป็นผลดีกับการนำไปขายส่งให้กับร้านขายขนมไทยตามที่ต่างๆ ซึ่งเราจะรวยไม่รวยอยู่ที่ เจ้าที่มาซื้อของไปวางขายนั่นแหล่ะครับ ยิ่งมีมากมากยิ่งทำเงินได้มากครับ ส่วนหน้าร้านของเราก็ขายขนมครกไปตามปกติ หลังร้านก็ทำส่งขาย ถ้าอย่างนี้พอมีโอกาสรวยครับ

    แต่ถ้าขายหน้าร้านอย่างเดียว ไม่มีทำขายส่ง ก็ต้องหาคนมาซื้อให้ได้เยอะๆ ครับ ต้องหาทำเลที่มีผู้คนพลุกพล่านเยอะๆ ครับ เช่น ในตลาดนัด ในแหล่งชุมชน หรือหน้าโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัย

    เรื่องความอร่อยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยนะครับ ของเราดี เดี๋ยวก็จะมีคนมาซื้อเราเอง แล้วเค้าก็จะโฆษณาให้เราแบบปากต่อปาก เรื่องความอร่อยอย่าให้ตกเลยนะครับ ทำเลดี ขนมอร่อย มีชัยไปกว่าครึ่งครับ ขอให้ร่ำรวยจากการขายขนมครกกันทุกท่านนะครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำส้มคั้น พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำส้มคั้น

    น้ำส้มคั้น
     

    สำหรับบทความนี้ ผมก็จะมาแนะนำวิธีการทำน้ำส้มคั้นนะครับ ว่าเค้าทำกันอย่างไร ยากง่ายอย่างไร ถ้าพูดถึงน้ำส้มคั้นแล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นน้ำผลไม้ยอดนิยมจริงๆ นะครับ มีขายแทบทุกตลาดในประเทศไทย ฉะนั้นการซื้อหาน้ำส้มคั้นจึงหาซื้อได้ง่ายมาก และถ้าใครจะทำน้ำส้มคั้นไปขายเป็นอาชีพ ซึ่งก็แน่นอนมันต้องขายได้ เพราะคนนิยมดื่มกันมากครับ

    สูตรน้ำส้มคั้น สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำส้มคั้น

    – ส้มสายน้ำผึ้ง 2 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่าสะอาด ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 6 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – น้ำมะนาวคั้นสด 2 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำส้มคั้น

    – ขั้นตอนแรกก็เริ่มทำน้ำเชื่อมกันก่อนเลยครับ โดยผสมน้ำตาลทรายและน้ำเปล่าสะอาดเข้าด้วยกัน
    – จากนั้นก็ยกขึ้นไปต้มให้เดือด จนกระทั่งน้ำตาลทรายละลายจนหมด แล้วต้มต่อไปให้ส่วนผสมมีความเข้มข้น
    – และเมื่อได้น้ำเชื่อมเข้มข้นแล้วให้พักทิ้งไว้ก่อนครับ รอจนส่วนผสมเย็นตัวลง
    – นำส้มทั้งหมดไปแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
    – ต่อมาก็ล้างเปลือกส้มให้สะอาด โดยล้างทีละลูกและถูอย่างเบามือ ทำเช่นนี้ 2-3 รอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเปลือกส้มด้านนอกนั้นสะอาดหมดจรด
    – จากนั้นก็เอาส้มทั้งหมดพักไว้บนตะกร้าสะอาด แล้วรอให้สะเด็ดน้ำเล็กน้อย
    – เมื่อส้มสะเด็ดน้ำดีแล้ว ให้ใช้มีดผ่าส้ม แบ่งครึ่งตามแนวนอนออกเป็น 2 ส่วน แล้วพักใส่จานรอไว้ก่อน
    – ใช้เครื่องคั้นน้ำส้ม ซึ่งมีทั้งแบบคั้นมือ และใช้เครื่องบีบเอาน้ำออกครับ ซึ่งวิธีนี้เราจะใช้เครื่องคั้นด้วยมือ
    – และก่อนนำส้มลงไปวางตรงกลางของตัวคั้น ให้ใช้ไม้จิ้มฟันเขี่ยเม็ดส้มทิ้งไปให้หมด ซึ่งจะช่วยให้ตอนคั้นน้ำส้มออกมา ไม่มีรสขมครับ
    – กดส้มบนที่คั้น บีบให้น้ำออกมาจนมั่นใจว่าหมดน้ำส้มแล้วก็ทิ้งกากไป แล้วเทน้ำที่คั้นได้ลงในหม้อผสม ทำเช่นนี้เรื่อยๆ จนส้มหมด
    – หลังจากนั้นก็นำน้ำเชื่อมที่เย็นตัวลงแล้วใส่เติมลงไปในน้ำส้ม ตามด้วยน้ำมะนาวคั้นสด คนให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดี
    – กรอกน้ำส้มคั้นสดลงในขวด และนำไปแช่ให้เย็นก่อนดื่ม

    สูตรน้ำส้มคั้น สูตรที่ 2 (ส้ม 4 ชนิด)

    ส่วนผสมน้ำส้มคั้น

    – ส้มสายน้ำผึ้ง 1 กิโลกรัม
    – ส้มเขียวหวาน ครึ่งกิโลกรัม
    – ส้มแมนดาริน ครึ่งกิโลกรัม
    – ส้มเช้ง 3 ผล
    – น้ำตาลทรายขาว 6 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่าสะอาด ครึ่งถ้วยตวง
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำส้มคั้น

    – เลือกส้มแต่ละชนิดให้ได้ตามสัดส่วน โดยการใช้ส้มหลากหลายชนิดจะช่วยเพิ่มรสชาติที่น่ารับประทานให้กับน้ำส้มคั้น ซึ่งส้มแต่ละชนิดจะมีรสชาติหวานแตกต่างกันออกไป แต่ไม่ได้ผิดรสชาติกันมากนัก สามารถนำมาผสมรวมกันได้ครับ
    – นำส้มทั้ง 4 ชนิด แยกประเภทใส่ชามใบใหญ่รอไว้ แล้วนำน้ำสะอาดมาเติมให้เต็มภาชนะ แช่ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที
    – จากนั้นล้างส้มทุกชนิดให้สะอาด ถูเปลือกด้านนอกอย่างเบามือ
    – เมื่อล้างส้มจนหมดแล้วให้พักไว้ในตะกร้า รอจนส้มสะเด็ดน้ำ
    – ระหว่างที่รอก็เตรียมทำส่วนผสมน้ำเชื่อม โดยเทน้ำเปล่าสะอาดลงในหม้อ แล้วเติมน้ำตาลทรายลงไป
    – ต้มส่วนผสมให้เดือดจนได้น้ำเชื่อมเข้มข้น
    – พักส่วนผสมน้ำเชื่อมให้เย็นตัวลงก่อน
    – ต่อมาก็ใช้มีดหั่นส้มทุกชนิดออกเป็น 2 ซีกตามแนวนอน
    – ทยอยคั้นส้มแต่ละประเภท แล้วเทน้ำที่คั้นได้ใส่ลงไปในหม้อน้ำเชื่อมที่เย็นตัวลงแล้ว
    – โดยสูตรนี้มีการเลือกใช้ส้มเช้งแทนน้ำมะนาว ซึ่งจะให้ทั้งรสชาติเปรี้ยว และกลิ่นส้มที่หอมด้วยครับ
    – เมื่อคั้นน้ำส้มทุกชนิดใส่ลงไปในหม้อแล้ว หลังจากนั้นก็ค่อยเติมเกลือป่นลงไป คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
    – ขั้นตอนสุดท้ายก็กรอกน้ำส้มใส่ลงในขวด แล้วนำไปแช่เย็นก่อนดื่มครับ

     

    การขายน้ำส้มคั้น

    การขายน้ำส้มคั้น

    เครื่องหมาย และฉลากน้ำส้มคั้น

    ที่ภาชนะบรรจุน้ำส้มคั้นทุกขวด อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำส้มคั้นแสนอร่อย น้ำส้มคั้นสุดหวาน
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

  • สูตรวิธีทำลอดช่องน้ำกะทิ พร้อมคำแนะนำในการขายลอดช่องน้ำกะทิ

    ลอดช่องน้ำกะทิ

     

    สูตรวิธีทำลอดช่องน้ำกะทิ

    ส่วนผสมลอดช่องไทยน้ำกะทิ

    – ใบเตยแก่ 30 ใบ
    – น้ำต้มสุก 2 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
    – แป้งมันสำปะหลัง 1 ถ้วยตวง
    – แป้งถั่วเขียว 5 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำปูนใส 1 ลิตร (นำปูนแดง 2 ช้อนชา ละลายลงในน้ำสะอาด 1 ลิตร แล้วรอให้ปูนตกตะกอน รินเอาแต่น้ำใสๆ)
    – เผือกชิ้นเล็กต้มสุก
    – แตงไทยหั่นชิ้นเล็ก
    – ข้าวเหนียวดำนึ่งสุก
    – น้ำแข็งบดละเอียด

    ส่วนผสมน้ำกะทิ

    – กะทิคั้นสด 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – น้ำเปล่าสะอาด ครึ่งถ้วยตวง
    – เทียนอบขนม 1 แท่ง

    วิธีการทำน้ำกะทิ

    -การทำน้ำกะทิลอดช่อง สามารถทำเตรียมไว้ล่วงหน้าได้เลยนะครับ และยิ่งถ้าได้อบควันเทียนเป็นระยะเวลานานๆ จะช่วยให้น้ำกะทิมีรสชาติที่หอมอร่อยมากยิ่งขึ้น
    – ขั้นตอนแรก ให้คั้นมะพร้าวขูดจนได้น้ำกะทิสดใหม่ 2 ถ้วยตวง
    – จากนั้นก็เทน้ำกะทิลงในหม้อ แล้วใส่น้ำตาลปี๊บลงไป
    – สวมถุงมือพลาสติก แล้วนวดน้ำตาลปี๊บให้เข้ากันกับน้ำกะทิ นวดไปเรื่อยๆ จนน้ำตาลละลายจนหมด
    – เติมเกลือป่นลงไป 1 ช้อนชา
    – คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน แล้วยกขึ้นตั้งไฟที่ความร้อนปานกลาง
    – รอจนส่วนผสมเดือดเบาๆ ค่อยๆ คนให้น้ำกะทิไม่ข้นติดหม้อ และรอจนส่วนผสมเดือดทั้งหมด ก็ยกลงจากเตาแล้วปิดไฟ
    – นำหม้อน้ำกะทิวางลงในหม้อที่มีขนาดใหญ่กว่า
    – จุดเทียนอบขนมที่ฉนวนทั้ง 2 ช้าง รอให้ไฟติดที่ฉนวนประมาณ 2 นาที แล้วดับไฟลง ให้เหลือแต่ควัน
    – รีบวางเทียนอบขนมลงไปในหม้อ แล้วเอาฝามาปิดครอบไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง
    – เมื่อเวลาผ่านไปจนครบตามที่กำหนด ก็เอาเทียนอบออกจากหม้อ
    – ก็จะได้น้ำกะทิที่หอมกลิ่นควันเทียนอ่อนๆ และก่อนที่จะตักน้ำกะทิราดลงในขนมลอดช่อง ให้ใช้ทัพพีคนส่วนผสมให้เข้ากันก่อนทุกครั้ง เพราะตัวกะทิและน้ำตาลปี๊บที่เข้มข้นจะนอนก้นอยู่ใต้หม้อ ต้องคนให้เข้ากัน แล้วค่อยตักราดในลอดช่อง

    วิธีการทำตัวลอดช่อง

    – ในส่วนของขั้นตอนแรก ให้ทำการล้างใบเตยทุกใบให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตามแนวขวาง หรือหั่นให้มีความยาวประมาณ 1 นิ้ว เมื่อหั่นจนครบแล้ว ก็ใส่ลงไปในเครื่องปั่นอาหาร พักรอไว้ก่อน
    – ตามด้วยเติมน้ำต้มสุกลงไป แล้วกดปั่นประมาณ 5 นาที หรือรอจนกระทั่งใบเตยละเอียด และน้ำมีสีเขียวเข้มข้น ทั้งนี้ส่วนผสมน้ำใบเตยมีเยอะเกินไป ให้แบ่งตัวใบเตยและน้ำต้มสุกออกเป็น 2 ส่วน แล้วกดปั่นให้ละเอียดทีละรอบ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการทำน้ำใบเตย
    – จากนั้นก็นำผ้าขาวบางวางลงบนหม้อใบใหญ่ และเทน้ำใบเตยลงมากรองผ่านผ้าขาวบาง 1 รอบ แล้วก็ตักกากใบเตยทิ้งไป
    – พักน้ำใบเตยไว้ให้คลายความร้อนจากน้ำต้มสุกสักประมาณ 10 นาที
    – ขั้นตอนต่อมา ค่อยตวงแป้งทั้งสามชนิด ทั้งแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งถั่วเขียวให้ได้ตามสัดส่วนของสูตร
    – ทยอยเทแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งถั่วเขียวลงไปในน้ำใบเตยอย่างเบามือ เพื่อไม่ให้แป้งหกเลอะเทอะ แล้วก็สวมถุงมือพลาสติก ใช้มือคนส่วนผสมไปมา และนวดส่วนผสมของแป้งกับน้ำใบเตยให้เข้ากัน จนแป้งทั้งหมดละลายและไม่จับตัวเป็นก้อน
    – แล้วกรองส่วนผสมทั้งหมดผ่านผ้าขาวบางอีกครั้ง เพื่อให้ได้ส่วนผสมลอดช่องที่มีเนื้อเนียน ไม่มีเศษตะกอนจากแป้งที่เราใส่ลงไป
    – นำส่วนผสมน้ำใบเตยกับแป้งที่กรองแล้ว เทใส่ลงหม้อใบใหญ่ แล้วยกขึ้นตั้งไฟ ปรับระดับความร้อนปานกลาง
    – เมื่อส่วนผสมเริ่มเดือดเล็กน้อย ให้ใช้ไม้พายคนตะล่อมส่วนผสมไปเรื่อยๆ ในทิศทางเดียวกัน
    – และถ้าหากส่วนผสมเริ่มแห้ง หรือเริ่มยุบตัวลงมากเกินไป ให้ทยอยเติมน้ำปูนใสลงไปทีละน้อย แล้วคนส่วนผสมต่อไป หมั่นคนเรื่อยๆ อย่าหยุดมือ โดยจะใช้เวลาในการทำตัวลอดช่องประมาณ 45 นาที ทั้งนี้อาจจะใช้น้ำปูนใสไม่ถึง 1 ลิตร หากส่วนผสมสุกก่อน
    – โดยสังเกตส่วนผสมว่าเริ่มมีความหนืด เข้มข้น เนื้อเริ่มเนียนใส ก็ให้ยกลงจากเตา แล้วปิดไฟได้
    – เตรียมน้ำเย็นจัดใส่หม้อใบใหญ่รอไว้ หรือจะทุบน้ำแข็งใส่ลงไปในน้ำสะอาดจนได้ความเย็นจัดก็ได้เช่นกัน
    – คนส่วนผสมลอดช่องที่เพิ่งยกลงจากเตาให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วตักหยอดลงไปในที่กดลอดช่อง รอบละประมาณ 3 ทัพพี จากนั้นก็กดเนื้อลอดช่องใส่ลงในน้ำเย็นจัด
    – ตักเนื้อลอดช่องหยอดลงไปในที่กด แล้วกดลงในน้ำเย็นจัด ทำเช่นนี้จนเนื้อลอดช่องหมด ซึ่งที่กดลอดช่องสามารถซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ขนมไทยทั่วไป
    – ตักเนื้อลอดช่องที่แช่อยู่ในน้ำเย็น ขึ้นพักบนตะแกรงตาถี่ หรือกระชอน แล้วรอให้สะเด็ดน้ำประมาณ 30 นาที
    – เมื่อครบตามเวลาที่กำหนด ตัวลอดช่องสะเด็ดน้ำดีแล้ว ก็เตรียมจัดเสิร์ฟกันได้เลย
    – โดยตักตัวลอดช่องประมาณ 1-2 ทัพพี ใส่ลงในถ้วยใบเล็ก
    – ตามด้วยตักข้าวเหนียวดำนึ่งสุก 1 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงไปในถ้วย
    – ใส่เผือกต้มลงไป 1 ชิ้น และใส่แตงไทยหั่นอีก 2 ชิ้น
    – ขั้นตอนสุดท้ายให้ราดตัวลอดช่องด้วยน้ำกะทิอบควันเทียน และใส่น้ำแข็งบดละเอียดตามลงไป ก็พร้อมรับประทานแล้วล่ะครับ

error: Content is protected !!