Author: admin

  • วิธีหาเงินล้าน ฉบับคนเดินดิน

    เงินล้าน

     

    หลายๆ ท่านอาจจะไม่เชื่อว่าชีวิตนี้ตนเองจะสามารถหาเงินล้าน หรือจับเงินล้านได้ อาจจะเนื่องด้วยเงินเดือนน้อย ธุรกิจซบเซา หรือมีรายจ่ายในแต่ละเดือนมากมาย แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราจะหาเงินล้านกันจริงๆ แล้ว เราสามารถทำได้ ถ้าเราตั้งใจจริงในการหาเงินล้าน เราต้องก้าวไปถึงฝันนั้นได้

    ไม่สำคัญหรอกว่า คุณจะหาเงินล้านได้อายุ 30 ปี 40 ปี หรือ 50 ปี เพราะในชีวิตบางคนจะมีโอกาสจับเงินล้านได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าคุณหาเงินล้านได้ตอนแก่ ก็ยังมีว่าประสบความสำเร็จ แต่กว่าจะถึงตอนนั้น อาจจะยังอีกนาน

    วันี้ผมมีวิธีหาเงินล้าน ฉบับคนเดินดิน มาฝากท่านผู้อ่านครับ

    1. ต้องมีงานทำ

    อันนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และจำเป็นต่อการหาเงินล้านมากๆ ครับ ถ้าท่านไม่มีงานทำ ท่านจะหาเงินล้านมาจากไหน ท่านต้องมีเงินเดือนประจำพอที่จะมีเงินเหลือเก็บได้

    2. ไม่อวดรวย

    ถ้าท่านอยากมีเงินล้าน แล้วอวดรวย โดยที่ยังไม่รวย ใช้ของแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า เงินเก็บก็ไม่เหลือ ทำงานได้เงินมาไปซื้อของหมด แล้วก็มานั่งกินมาม่าตอนปลายเดือน หรือบางคนกลางเดือนก็ตุนมาม่าไว้แล้ว อย่างนี้ก็ไม่เวิร์คนะครับ

    3. เก็บเงินให้ได้

    ท่องไว้เลยนะครับ เก็บเงินให้ได้ และเก็บเงินให้ได้ เก็บเงินวันนี้อยู่ อนาคตมีสิทธิ์รวยแน่นอนครับ ในเว็บนี้ก็มีบทความเรื่องการเก็บเงินอยู่หลายบทความ ก็ลองอ่านดูนะครับ ซึ่งผมจะเน้นย้ำมากเรื่องการเก็บเงิน เพราะถ้าท่านเก็บเงินไม่อยู่เงินล้านมันก็ปลิวไปจากท่านแน่ครับ

    4. หลีกเลี่ยงการเป็นหนี้

    เรากำลังจะหาเงินล้าน เรากำลังจะเจริญงอกงาม เราต้องไม่สร้างสิ่งที่ถ่วงชีวิตเราไว้ เราต้องไม่สร้างหนี้ครับ ถ้าเรามีหนี้ เราจะไม่ได้ออมเงิน เราจะต้องหาเงินไปใช้หนี้ ซึ่งจะทำให้การหาเงินล้านของเราล่าช้ายิ่งๆ ขึ้นครับ ผมแนะนำว่าให้ใช้จ่ายแต่จำเป็น หลีกเลี่ยงของแบรนด์เนมที่ราคาแพงเกิน เราใส่เสื้อผ้าราคาไม่แพง ก็หล่อ ก็สวยได้ครับ

    5. อยากมีเงินล้านจริงๆ

    คนที่มีความปรารถนาที่สุด คนที่มีภาพในใจชัดเจนในเงินล้านที่สุด จะได้เงินล้านไปครองครับ มันเป็นศาสตร์แห่งความร่ำรวยชนิดหนึ่ง ที่คิดย้ำๆ ทุกวัน จนสิ่งนั้นเป็นจริง ถ้าคุณเชื่อว่าคุณทำได้ คุณก็ทำได้ครับ

    6. ทำงานมากกว่าคนอื่น

    ทำงานมากกว่าคนอื่นไปทำไม ก็เพื่อให้คุณได้รับค่าตอบแทนเยอะขึ้น เพื่อให้คุณเลื่อนตำแหน่งได้ไวขึ้น เพื่อให้คุณได้รับคำชมจากหัวหน้ามากขึ้น ล้วนเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น อย่างเช่น คุณอาจจะทำโอที เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนในแต่ละวันให้มากขึ้น เช่น คออื่นทำงานวันละ 8 ชั่วโมง คุณก็ทำวันละ 10 ชั่วโมง หรือ 12 ชั่วโมง แต่อย่ามากกว่า 12 ชั่วโมง เดี๋ยวจะไม่ได้จับเงินล้านกันซะก่อน

    7. ไม่โทษดวงชะตา

    บางท่านอาจจะเคยไปดูดวงมา แล้วหมอดูบอกว่า ชีวิตนี้ไม่มีทางรวย ดวงมีฐานะได้แค่นี้ แต่จริงๆ แล้ว ดวงชะตาของคนเราสามารถเปลี่ยนได้ครับ ถ้าคุณไม่กระตือลือล้นใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ยังไงคุณก็อาจจะไม่รวยอยู่แล้ว แต่ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ถ้าคุณอยากจะรวยซะอย่าง ยังไงคุณก็ต้องกระเสือกกระสนตัวเองครับ

    8. อ่านหนังสือที่คนรวยเขียน

    ในปัจจุบันนี้มีคนรวยหลายท่าน ที่ออกมาเขียนหนังสือว่าเค้ารวยได้อย่างไร หรือหาเงินล้านแรกได้อย่างไร เหล่านี้ล้วนเป็นหนังสืออันล้ำค่าที่น่าหามาอ่านมากๆ เพื่อย่นระยะเวลาในชีวิตเรา ไม่ให้ทำผิดพลาดแบบในอดีตของท่านเหล่านั้น ของเมืองนอกที่ดังๆ ก็มี T. Harv Eker ที่เขียน ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน ของเศรษฐีไทยที่รวยก็มีหลายท่านที่ออกมาเขียนหนังสือ ซึ่งหนังสือแนวนี้ที่ร้านหนังสือมีมากมาย ลองไปหามาอ่านดูครับ

    9. เอาเงินไปลงทุน

    เมื่อคุณทำงาน จนมีเงินเก็บแล้ว ถ้าคุณลองอ่านตารางการเก็บเงินในการหาเงินล้านแรกจากหนังสือต่างๆ คุณจะพบว่า ถ้าคุณเก็บเดือนละ 3000 บาท คุณจะใช้เวลาเกือบๆ 30 ปีทีเดียว กว่าจะมีเงินล้าน คุณอาจจะย่นระยะเวลาการหาเงินล้านลง โดยเอาเงินที่เก็บได้มาในระยะเวลา 5 ปี หรือ 10 ปี ไปลงทุนทำให้เงินงอกเงย จะสามารถย่นระยะเวลาได้ครึ่งต่อครึ่งเลยครับ ซึ่งการลงทุนก็มีมากมายหลายประเภท อยู่ที่ท่านถนัดเรื่องไหน ก็ลงทุนในเรื่องนั้นๆ

    สรุป

    ถ้าให้ผมประมาณการ จะมีพียง 1 ใน 100 คนเท่านั้น ที่หาเงินล้านได้จริง ไม่นับรวมพวกที่ได้รับมรดก หรือแต่งงานกับคนรวย หรือถูกหวยรวยเบอร์ ท่านที่เริ่มจากศูนย์ แล้วหาเงินล้านได้ ผมขอชื่นชมว่า ท่านเก่งมาก ถ้าท่านรู้วิธีหาล้านแรกแล้ว ล้านที่สองคงหามาได้ไม่ยากครับ ผมขอเปรียบเปรยว่า เหมือนคนที่ทำอาหารยากๆ พอทำครั้งแรกจะรู้สึกว่ามันยาก แต่ทำได้ครั้งนึงแล้ว ครั้งที่สองมันก็จะง่ายขึ้น รู้ว่าเครื่องปรุงแบบนั้นจะไปหาที่ไหน ใส่แบบไหนจะอร่อยเหมือนเดิม ฉันใดก็ฉันนั้นครับ

    ขอให้หาเงินล้านให้ได้กันทุกท่านนะครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำอ้อย พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำอ้อย

    น้ำอ้อยหวานๆ สุดแสนจะอร่อย ถ้าใครได้ดื่มแล้วรับรองจะติดใจในความหวาน ซึ่งกลุ่มที่นิยมดื่มน้ำอ้อยในประเทศไทยก็มีจำนวนไม่น้อย ซึ่งตัวผมเองก็ชอบดื่มน้ำอ้อยเหมือยกัน แต่จะว่าไปแถวบ้านมันหาน้ำอ้อยมาลำบาก คือไม่มีใครนำมาขายเลย จะได้ดื่มทีก็ต้องไปตลาดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด ซึ่งก็ทำรสชาดออกมาได้ไม่ผิดหวังเลยสักเจ้าเดียว อาจจะบางเจ้าที่ใส่ให้หวานไปนิด แต่โดยรวมก็ถือว่าใช้ได้

    สูตรน้ำอ้อย สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำอ้อย

    – อ้อย ตามจำนวนต้องการ

    วิธีการทำน้ำอ้อย

    – ตัดอ้อย ส่วนหัว และ ท้าย เพื่อทิ้งใบและราก
    – ตัดเป็นท่อนๆ แล้วปลอกเปลือกอ้อย นำไปล้างให้สะอาด
    – ใส่อ้อย ในเครื่องคั้นน้ำอ้อย เพื่อคั้นน้ำใส่ในภาชนะสะอาด
    – เสร็จแล้วนำไปแช่ตู้เย็น เก็บไว้ 1-2 วัน เท่านั้น เพราะหลังจากนั้นน้ำอ้อยจะเริ่มเป็นเมือกและเสียง่ายครับ แต่ถ้าดื่มสดจะดีที่สุดครับ สามารถใส่น้ำแข็งดื่มได้ทันทีนะครับ

    สูตรน้ำอ้อย สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำอ้อย

    – อ้อย 1 ต้น
    – น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำอุ่น 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำแข็งบด

    วิธีทำ

    – ผสมน้ำผึ้งและน้ำอุ่น ชงให้เข้ากันพักทิ้งไว้ให้เย็น
    – นำอ้อยมาตัดเป็นท่อน 3-4 ท่อน ใส่ในเครื่องรีดน้ำอ้อย เพื่อคั้นเอาน้ำ
    – ผสมน้ำผึ้งที่ชงน้ำอุ่นแล้วมาชงผสมในน้ำอ้อยอีกครั้ง
    – ตักน้ำแข็งใส่แก้ว เทน้ำอ้อยผสมน้ำผึ้งลงไป ยกเสิร์ฟได้ครับ

    สูตรน้ำอ้อย สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำอ้อย

    – น้ำอ้อย 200 มล.
    – น้ำแข็ง 200 มล.
    – น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
    – วุ้นมะพร้าว

    วิธีการทำน้ำอ้อย

    – ใส่น้ำอ้อย น้ำแข็ง น้ำผึ้ง ในเครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด
    – เสร็จแล้ว ใส่วุ้นมะพร้าว แล้วใช้ช้อนคน
    – เมื่อเสร็จแล้ว เทใส่แก้ว ยกเสิร์ฟได้ครับ

    การขายน้ำอ้อย

    การขายน้ำอ้อยนี้ เป็นการการทำมาหากินที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมากนัก กำไรจะอยู่ที่ครึ่งต่อครึ่ง อ้อยที่จะนำมาทำเป็นน้ำอ้อยนี้ ขอบอกเคล็ดลับเลยว่าต้องใช้อ้อยพันธุ์ สุพรรณ 50 เท่านั้นนะครับ เพราะอะไร เพราะเป็นพันธุ์อ้อยที่ให้น้ำมาก และรสชาดของน้ำอ้อยก็มีรสหวานได้ใจ ไม่มีรสออกเปรี้ยวเหมือนอ้อยพันธุ์อื่นๆ และอ้อยพันธุ์นี้ต้องซื้อที่จังหวัดสุพรรณเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่แล้วนอกจากจังหวัดสุพรรณไม่ค่อยมีคนปลูกเท่าไรนัก ผมเองก็ไม่ทราบว่าจังหวัดอื่นๆ จะมีขายหรือเปล่านะ ใน 1 มัดอ้อย จะมีอ้อยอยู่ 10 ลำ เมื่อนำมาบรรจุใส่ขวดแล้ว ขวดเล็กขายกันอยู่ขวดละ 10 บาท และขวดใหญ่จะขายกันอยู่ในราคา 20 บาท

    เอาหล่ะครับเมื่อมีอ้อย ก็ต้องมีเครื่องคั้นน้ำอ้อย เครื่องคั้นน้ำอ้อยนี้สามารถซื้อได้ตามตลาดทั่วไป ราคาจะอยู่ตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น ถ้าเป็นเครื่องคั้นน้ำอ้อยไฟฟ้าราคาจะสูงกว่าแบบธรรมดา สำหรับเครื่องคั้นน้ำอ้อยน่าจะหาซื้อได้อย่างไม่ยากจนเกินไปนัก

    การตลาดขายน้ำอ้อย

    การขายน้ำอ้อยนั้น ผมคิดว่า ธุรกิจนี้ยังมีที่ว่างอยู่ในตลาดอีกมาก คู่แข่งไม่น่าจะเยอะเท่าไหร่ แบบว่ามาเปิดร้านน้ำอ้อยรวมๆ กันในที่แห่งเดียว คงจะไม่มี ผมยังไม่เคยเห็นการแข่งขันร้านน้ำอ้อยกันสูงถึงขนาดนั้นเลยครับ และผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่จะชอบดื่มน้ำอ้อย เพราะเวลาดื่มน้ำอ้อยแล้ว ผมรู้สึกว่า น้ำอ้อยนี้สามารถดับความร้อนจากภูมิอากาศประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น และยังไงน้ำก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ มนุษย์ทุกคนต้องดื่มอยู่แล้ว เพียงแค่คุณหาที่ตั้งที่มีคนเดินไปเดินมา หรือจะเป็นหน้าโรงเรียน หน้าหมู่บ้าน หรือหน้าห้างสรรพสินค้าต่างๆ ได้ก็ยิ่งดี ที่ใดมีคนที่นั่นมีเงิน ทฤษฎีนี้ต้องจดเอาไว้เลยครับ

    ส่วนรายได้ต่อวันนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าในวันนึงมีคนมาซื้อเท่าไหร่ ในประเทศไทยโยเฉพาะฤดูร้อนนั้น จะขายน้ำอ้อยได้มากกว่าฤดูหนาวมากกว่ากันครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว แต่ในกรุงเทพมหานครนั้น น่าจะขายได้ทั้งปี เพราะหน้าหนาวมีระยะเวลาที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับหน้าร้อน แต่อย่างภาคเหนือ หรือภาคอีสาน ในหน้าหนาวคงจะขายได้น้อย เพราะว่าในแถบนั้นอากาศหนาว ที่หนาวจริงๆ

    สรุป

    ผมเองก็คิดว่าอาชีพขายน้ำอ้อยก็น่าจะทำให้คุณได้มีรายได้ที่ดี ถึงแม้อาจจะไม่ได้มาก แต่ก็ถือว่าได้เป็นนายตัวเอง ได้ทำอาชีพส่วนตัว บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่คุณต้องการอยู่ก็ได้ คือ อิสระในการทำอาชีพ ที่ม่ต้องมีเจ้านายมากวนใจ หรือคุณอาจจะตั้งเป้าหมายไว้จนถึงการเปิดบริษัทขายน้ำอ้อยแบบเดลิเวอรี่ ไปส่งตามบ้าน หรือตามตลาดต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คุณต้องตัดสินใจ และลองทำดู เพราะหมอดูไม่สามารถบอกคุณได้จริงๆ ว่าคุณต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วรวย มีแต่ตัวคุณต้องทดลองทดสอบ ไม่เกรงกลัวโชคชะตา ไม่ยอมแพ้อุปสรรคขัดขวางในชีวิต ถ้าคุณทำได้อย่างนี้คุณขายอะไร คุณประสบความสำเร็จครับ ลองดูนะครับ

  • สูตรวิธีทำขนมไข่ พร้อมคำแนะนำในการทำขนมไข่

    ขนมไข่

     

    สูตรและวิธีทำขนมไข่ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมไข่ (กรอบนอกนุ่มใน)

    – แป้งเค้ก 3 ถ้วยตวง
    – ผงฟู 2 ช้อนชา
    – ไข่ไก่ 2 ฟอง
    – ไข่เป็ด 2 ฟอง
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
    – กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา
    – น้ำมะนาวคั้นสด 2 ช้อนชา
    – มาการีน 2 ช้อนโต๊ะ
    – ลูกเกด ปริมาณตามความชื่นชอบ

    วิธีการทำขนมไข่

    – ตวงส่วนผสมแป้งเค้กให้ได้ตามสัดส่วน ทำการร่อนแป้งเค้กและผงฟูเข้าด้วยกัน 2 รอบ จนได้แป้งเนื้อเนียนละเอียด จากนั้นพักไว้ในอ่างผสม
    – ตอกไข่ไก่และไข่เป็ดลงไปในโถผสมอาหาร เตรียมเครื่องตีหัวตระกร้อ
    – ตีไข่โดยใช้ความแรงสปีดสูงสุด แล้วค่อยๆ เติมน้ำตาลทรายลงไปจนหมด
    – ตามด้วยน้ำมะนาวและกลิ่นวนิลา
    – ตีส่วนผสมไข่ทั้งสองชนิดให้ขึ้นฟู ประมาณ 10 นาที จนส่วนผสมตั้งยอด ถือเป็นอันใช้ได้
    – จากนั้นจึงตักแป้งและผงฟูที่ร่อนพักไว้ ทยอยใส่ลงไปในเนื้อไข่ทีละน้อย แล้วใช้ไม้พายตะล่อมส่วนผสมให้เข้ากัน
    – ทำเช่นนี้ไปจนกว่าแป้งเค้กและผงฟูจะหมด และคนส่วนผสมขนมไข่ให้เข้ากันอีกครั้ง
    – เปิดและวอร์มเตาอบทิ้งไว้ก่อน ด้วยความร้อนเล็กน้อย
    – นำผ้าขาวบางชิ้นเล็กๆ ชุบมาการีนเล็กน้อย ทาบางๆ ที่พิมพ์ขนมไข่
    – หยอดลูกเกดลงไป 4-5 เม็ดในพิมพ์ขนมหนึ่งชิ้น
    – ต่อมาก็ตักขนมไข่หยอดลงไปในพิมพ์ ทำเช่นนี้จนขนมเต็มทุกพิมพ์
    – เคาะพิมพ์ขนมเล็กน้อย ให้ส่วนผสมไม่ล้นออกมา
    – นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ใช้ทั้งไฟบนและล่าง อบขนมนาน 20 นาที
    – สังเกตว่าขนมไข่เริ่มขึ้นฟู พองตัวขึ้น และมีสีเหลืองนวล ส่งกลิ่นหอม
    – ให้ปิดเตาอบ แล้วนำพิมพ์ขนมออกจากเตา พักไว้ให้ขนมเย็นตัวลง
    – ใช้ไม้จิ้มฟัน แซะขนมอย่างเบามือเพื่อเอาออกจากพิมพ์
    – จากนั้นก็จัดเสิร์ฟขนมไข่ได้ทันที หรือจะเก็บใส่ถุงพลาสติก แล้วรัดในยางให้แน่น เก็บไว้ทานคู่กับชา กาแฟ หรือเป็นขนมกินเล่นยามว่างก็ได้เหมือนกันนะครับ สำหรับขนมไข่สูตรนี้จะมีเนื้อที่กรอบนอกนุ่มใน นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนจากลูกเกด เป็นไส้ชนิดอื่นได้ตามใจชอบเลยครับ

    สูตรและวิธีทำขนมไข่ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมไข่ (สูตรแยม 3 รส)

    – แป้งเค้ก 3 ถ้วยตวง
    – ผงฟู 2 ช้อนชา
    – ไข่ไก่เบอร์ 0 จำนวน 2 ฟอง
    – ไข่เป็ดเบอร์ 0 จำนวน 2 ฟอง
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
    – กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา
    – น้ำมะนาวคั้นสด 2 ช้อนชา
    – มาการีน 2 ช้อนโต๊ะ
    – แยมรสสตอเบอรี่
    – แยมรสส้ม
    – แยมรสบลูเบอรี่

    วิธีการทำขนมไข่

    – ในขั้นตอนแรกให้ผสมแป้งเค้กกับผงฟูเข้าตามสัดส่วนเข้าด้วยกัน แล้วทำการร่อนแป้งจำนวน 2 รอบ จนได้แป้งเนื้อเนียนละเอียด จากนั้นให้พักไว้ในภาชนะที่ใช้ผสม
    – เตรียมโถผสมอาหารและหัวตระกร้อสำหรับใช้ตีไข่
    – จากนั้นก็ตอกไข่ไก่ 2 ฟอง และไข่เป็ด 2 ฟองลงในโถผสม ตามด้วยเติมน้ำตาลทราย เติมน้ำมะนาวคั้นสดและกลิ่นวนิลาตามลงไป
    – ตีไข่ทั้งสองชนิดและส่วนผสมต่างๆ ด้วยความเร็วสูงสุด ตีนานประมาณ 10 นาที หรือตีจนส่วนผสมเริ่มมีเนื้อเนียน และให้เนื้อไข่ขึ้นฟูตั้งยอด
    – โดยต้องตีส่วนผสมไข่จนกว่าน้ำตาลทรายจะละลายจนหมด
    – ต่อมาให้นำแป้งเค้กและผงฟูที่ร่อนไว้ ทยอยผสมลงไปในไข่ที่ตีไว้ ใช้ไม้พายตะล่อมให้เข้ากัน ผสมไปมาอย่างเบามือ
    – ตักแป้งผสมลงไปในเนื้อไข่จนหมด คนให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันอีกรอบ แล้วพักรอไว้ก่อน
    – เลือกใช้เตาอบไฟฟ้าขนาดเล็ก สำหรับอบขนมชิ้นเล็ก
    – เสียบปลั๊ก แล้วกดเปิดไฟวอร์มเตารอเอาไว้ก่อนนะครับ
    – และนำผ้าขาวบางชุบมาการีนเล็กน้อย แล้วทาลงในพิมพ์ขนมเตาอบบางๆ
    – จากนั้นก็นำส่วนผสมขนมไข่ตักหยอดลงไปประมาณครึ่งช้อนโต๊ะ
    – หยอดแยมรสต่างๆ ลงไปประมาณครึ่งช้อนชา แล้วหลังจากนั้นก็หยอดขนมไข่ตามลงไปอีกประมาณครึ่งช้อนโต๊ะครับ
    – ปิดฝาเครื่องอบ แล้วอบขนมประมาณ 5-8 นาที รอจนขนมสุก มีสีเหลืองนวล
    – ในขั้นตอนการอบ แนะนำว่าอย่าเปิดฝาเตาอบบ่อยนะครับ เพราะจะทำให้ขนมสุกช้า และเนื้อขนมจะสุกไม่สม่ำเสมอกัน ให้อบแบบหนึ่งรอบ เปิดฝาหนึ่งครั้ง แล้วตักขนมออก
    – ใช้ไม้จิ้มฟัน หรือช้อนส้อมแซะขนมไข่ออกจากพิมพ์อย่างเบามือ
    – นำผ้าชุบมาการีนบางๆ แล้วเช็ดพิมพ์ขนมอีกครั้ง และทำการหยอดขนมแบบเดิมไปเรื่อยๆ จนตัวขนมหมด
    – โดยหยอดสลับแยมรสชาติต่างๆ หรือจะผสมแยมทั้งสามชนิดลงไปพร้อมกันก็ได้ครับ
    – เมื่อแซะขนมไข่ออกจากพิมพ์แล้ว ให้วางขนมไข่พักไว้บนตะแกรง รอให้ขนมเย็นตัวลงแล้วค่อยรับประทาน
    – สำหรับขั้นตอนการจัดเสิร์ฟ ให้เสิร์ฟพร้อมกับชา กาแฟ โกโก้ร้อน จะช่วยเพิ่มความอร่อยในการรับประทานขนมไข่มากยิ่งขึ้น
    – ทั้งนี้สูตรขนมไข่แบบใส่แยมรสชาติต่างๆ สามารถปรับเปลี่ยนได้ โดยนำผลไม้แห้งมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นสตอเบอรี่แห้ง อินทผลัมแห้ง กีวี่แห้ง ลูกพลับแห้ง แล้วนำมาใส่ไส้ขนมไข่แทนแยม หรือจะดัดแปลงไส้เป็นวัตถุดิบอื่นๆ ที่เหมาะสมได้ตามใจชอบครับ

    การขายขนมไข่

  • สูตรวิธีทำน้ำโอเลี้ยง พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำโอเลี้ยง

    สูตรน้ำโอเลี้ยง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำโอเลี้ยงร้อน

    – ผงกาแฟโบราณ ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตร
    – น้ำตาลทรายขาว 6 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำน้ำโอเลี้ยงร้อน

    – เตรียมหม้อชงโอเลี้ยง และกรวยผ้าขาวบางสำหรับใช้กรองกากกาแฟโบราณ
    – จากนั้นเติมน้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตรลงในหม้อ ต้มจนเดือดจัด
    – เทผงกาแฟทั้งหมดลงในกรวยผ้าขาวบาง แล้วนำไปวางในหม้อชง
    – เติมน้ำร้อนจัดตามลงไป ประมาณ ¾ ของหม้อชง
    – แล้วใช้ช้อนคนผงกาแฟในกรวยผ้าขาวบาง
    – แช่ผงกาแฟทิ้งไว้ในน้ำร้อนประมาณ 10 นาที
    – หลังจากนั้นก็ยกกรวยผ้าขาวบางขึ้น แล้วเติมน้ำตาลทรายลงในหม้อชง คนให้เข้ากันจนน้ำตาลทรายละลาย
    – เทน้ำโอเลี้ยงที่ได้ใส่แก้ว โดยใช้วิธีการเทผ่านกรวยผ้าขาวบาง เพื่อกรองกากกาแฟที่อาจจะหลงเหลือในน้ำออกไปให้หมด
    – และสำหรับโอเลี้ยงร้อน ควรรับประทานในขณะที่เครื่องดื่มกำลังอุ่น เพื่อคงรสชาติที่หอมและอร่อย
    – หากชอบรับประทานแบบเย็น ให้ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้วก่อน แล้วจึงค่อยเติมน้ำโอเลี้ยงลงไป

    สูตรน้ำโอเลี้ยง สูตรที่ 2

    ส่วนผสมโอเลี้ยง

    – ผงกาแฟโบราณ ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตร
    – น้ำตาลทรายขาว 6 ช้อนโต๊ะ
    – ผงครีมเทียม 3 ช้อนโต๊ะ
    – นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
    – นมข้นรสจืด (สำหรับราดหน้า)
    – น้ำแข็งป่น

    วิธีการทำโอเลี้ยง

    – ขั้นตอนแรกให้นำผงกาแฟโบราณเทใส่ลงในกรวยผ้าขาวบาง แล้ววางลงไปในหม้อชงชา
    – เติมน้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตร ใส่ลงในกาน้ำร้อน แล้วต้มให้เดือดจัด
    – นำน้ำร้อนเทเติมลงไปในหม้อชงชาประมาณ ¾ ของหม้อ แล้วใช้ช้อนคนส่วนผสมผงกาแฟให้ได้น้ำสีดำเข้มข้นออกมา
    – แล้วแช่ผงกาแฟทิ้งไว้ก่อนประมาณ 30 นาที
    – จากนั้นยกกรวยผ้าขาวที่มีผงกาแฟโบราณขึ้นมา แล้วเติมน้ำตาลทรายลงไป
    – ตามด้วยครีมเทียมและนมข้นหวาน คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน รอจนน้ำตาลทรายละลายหมด
    – ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้วรอเตรียมไว้ แล้วเติมน้ำโอเลี้ยงที่ชงไว้ใส่ลงไป โดยใช้กรวยผ้าขาวบางอันใหม่ กรองน้ำโอเลี้ยงอีกครั้ง ก่อนจะเทเติมลงไปในน้ำแข็ง เพื่อกรองเอาเศษผงกาแฟที่อาจจะหลงเหลืออยู่ออกไปให้หมด
    – และขั้นตอนสุดท้าย ก็เติมนมข้นรสจืดราดหน้าน้ำโอเลี้ยงเล็กน้อย
    – โดยโอเลี้ยงยกล้อจะมีลักษณะคล้ายกับกาแฟเย็น แต่รสชาติจะเข้มข้นมากกว่า หากไม่ชอบดื่มโอเลี้ยงที่มีรสเข้มจนเกินไป สามารถลดจำนวนผงกาแฟที่ชง แล้วเพิ่มผงโกโก้ใส่เข้าไปได้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่ไข่มุกต้มลงไป เพื่อเพิ่มความอร่อยและใช้วิธีการตีฟองนมตกแต่งแทนการราดนมข้นรสจืดได้เช่นกัน

  • สูตรวิธีทำน้ำอัญชัน พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำอัญชัน

    น้ำอัญชัน

     

    น้ำอัญชัน สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำอัญชัน

    – ดอกอัญชันแห้ง 20 ดอก
    – น้ำกรอง 1 ลิตร
    – น้ำตาลทราย 100 กรัม
    – ใบเตย หั่นท่อน 1 ใบ
    – น้ำเปล่า

    วิธีการทำน้ำอัญชัน

    – ดอกอัญชันที่เราจะนำมาใช้สำหรับทำน้ำอัญชันนั้น จะใช้ดอกอัญชันแห้ง โดยจะเก็บจากต้น นำมาตากแดด 2 – 3 แดดก่อนให้แห้ง
    – เมื่อได้ดอกอัญชันแห้งแล้ว จะตั้งไฟต้มน้ำใช้ไฟปานกลางจนเดือด จากนั้นเมื่อเดือดแล้ว ให้ใส่ใบเตยที่หั่นเตรียมไว้ลงไป ตามด้วยดอกอัญชันแห้ง ปิดฝาต้มต่อไปใช้วเลาประมาณ 5 นาที
    – จากนั้นให้ใส่น้ำตาลทราย คนจนน้ำตาลทรายละลาย แล้วยกลง นำน้ำที่ต้มมากรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อจะแยกกากออก
    – เมื่อน้ำอัญชันที่ได้เย็นลงแล้วสามารถใส่ขวดปิดฝา นำไปแช่ในตู้เย็น แล้วนำมาดื่มได้ เวลาดื่มอาจจะเติมน้ำแข็ง เติมโซดาเพื่อเพิ่มความสดชื่นได้

    น้ำอัญชัน สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำอัญชัน

    – ผงอัญชัน 4 ช้อนชา
    – น้ำร้อน ¾ แก้ว
    – น้ำตาลอ้อยธรรมชาติ (ทรายแดง) 1 ช้อนโต๊ะ
    – นมข้นหวาน 2 ออนซ์
    – นมข้นจืด 2 ออนซ์

    วิธีการทำน้ำอัญชัน

    – เตรียมน้ำร้อนไว้ รินใส่แก้วประมาณ ¾ ของแก้ว จากนั้นให้นำอัญชันผง 4 ช้อนชา มาผสมคนให้เข้ากันแล้วพักไว้
    – ต่อไปเราก็มาเตรียมแก้วขนาด 10 ออนซ์ แล้วให้ใส่น้ำตาลอ้อยธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วให้ใส่น้ำอัญชันที่เตรียมไว้ นมข้นหวาน 2 ออนซ์ จากนั้นก็คนให้เข้ากัน จนน้ำตาลละลายดี
    – จากนั้นก็นำน้ำแข็งมาใส่แก้วสักครึ่งแก้ว แล้วใส่น้ำอัญชันนมสดลงไป จากนั้นก็โรยหน้าด้วยนมข้นจืด 2 ออนซ์ สามารถตกแต่งด้วยวิปครีม ก็พร้อมดื่ม หวานชื่นใจ ดับร้อน

    น้ำอัญชัน สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำอัญชัน

    – ดอกอัญชันสด 100 กรัม
    – น้ำ 2 ถ้วยตวง
    – น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมะนาว ปริมาณตามชอบ
    – น้ำแข็ง

    วิธีการทำน้ำอัญชัน

    – นำดอกอัญชันสดมาล้างน้ำ ระหว่างล้างให้ระวังอย่าให้ดอกอัญชันช้ำ ล้างเบา ๆ จากนั้นก็ตั้งไฟต้มน้ำให้เดือด เมื่อน้ำเดือดแล้วให้ ใส่ดอกอัญชันลงไปต้ม แล้วปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที ก็ยกลงได้ แล้วนำมากรองน้ำอัญชันด้วยผ้าขาวบาง แยกากออกให้เหลือแต่น้ำ
    – จากนั้นก็นำน้ำดอกอัญชันกับน้ำเชื่อม น้ำผึ้ง และน้ำมะนาวมาผสมกัน แล้วคนให้เข้ากัน ชิมรสได้ตามชอบ แล้วก็เทใส่แก้ว ตามด้วยน้ำแข็ง พร้อมดื่มเพื่อดับกระหาย คลายร้อน

    การขายน้ำอัญชัน

  • สูตรวิธีทำน้ำมะนาว พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำมะนาว

    น้ำมะนาว

     

    สูตรน้ำมะนาว สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำมะนาว

    – น้ำมะนาวคั้นสด 3 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    – ชาผง ½ ช้อนชา
    – เกลือ 1/2 ช้อนชา
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วย
    – น้ำแข็งเกล็ด 1 แก้ว แก้วทรงสูง

    วิธีการทำน้ำมะนาว

    – เราจะเริ่มด้วยการเตรียมน้ำเชื่อมไว้ก่อน ด้วยการนำน้ำตาลทราย เกลือ และน้ำเปล่า ผสมเข้าด้วยกัน ตั้งไฟต้มส่วนผสมให้พอเดือดประมาณ 1-2 นาที แล้วพักไว้ให้เย็น
    – นำชาผงมาชงกับน้ำร้อนให้พอละลาย พักไว้
    – จากนั้นให้นำมะนาวสดล้างสะอาด ผ่าครึ่งลูก เอาเม็ดออก บีบเอาแต่น้ำ แล้วนำมาผสมกับน้ำเชื่อมที่ทำไว้แล้ว จากนั้นก็มาผสมด้วย คนทุกอย่างให้เข้ากัน แล้วก็ เทลงในแก้วที่มีน้ำแข็ง คนอีกครั้งให้เข้ากัน ก็สามารถดื่มได้ทันที

    สูตรน้ำมะนาว สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำมะนาว

    – น้ำมะนาว
    – น้ำผึ้ง
    – น้ำแข็ง
    – มะนาวฝานเป็นชิ้นบางและใบสะระแหน่ สำหรับแต่ง

    วิธีการทำน้ำมะนาว

    – เตรียมมะนาวสด ฝานแล้วเอาเม็ดออก บีบน้ำมะนาวสด แยกใส่ถ้วย จากนั้นก็นำผ้าขาวบางมากรองเอากากออก
    – จากนั้นก็นำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำผึ้งคนให้เข้ากัน แล้วก็เทใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง สามารถแต่งแก้วด้วยมะนาวฝาน และใบสะระแหน่ พร้อมดื่มได้ทันที

    สูตรน้ำมะนาว สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำมะนาว

    – น้ำมะนาวคั้นสด ½ ถ้วย
    – ชาเขียว 4 ซอง
    – เปลือกมะนาวขูด
    – น้ำตาลทราย ½ ถ้วย
    – น้ำเปล่า 4 ถ้วย

    วิธีการทำน้ำมะนาว

    – ต้มน้ำตั้งไฟปานกลาง แล้วใส่น้ำตาล เปลือกมะนาวขูด แล้วต้มจนเดือด คนให้น้ำตาลละลาย จากนั้นก็ปิดไฟ พักไว้
    – ต่อมาเราจะเอาชาเขียวมาใส่น้ำร้อน คนจนละลาย เราก็จะได้น้ำชาเขียว จากนั้นก็รอให้น้ำชาเขียวเย็น เพื่อที่จะใช้ผ้าขาวบางมากรองให้ได้น้ำชาเขียวที่ใสไม่มีกาก
    – จากนั้นก็ผสมน้ำมะนาวสดที่คั้นไว้ กับน้ำชา และน้ำเชื่อม คนให้เข้ากัน เทใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง พร้อมดื่มได้

    สูตรน้ำมะนาว สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำมะนาว

    – ขิงขูดละเอียด 3/4 ถ้วย (หรือประมาณ 4 ออนซ์)
    – น้ำมะนาว 1 ถ้วย
    – น้ำ 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – น้ำแข็ง

    วิธีการทำน้ำมะนาว

    – เราจะมาทำน้ำเชื่อมกันก่อน ด้วยการต้มน้ำให้เดือดใช้ไฟปานกลาง ใส่น้ำตาลทราย ระหว่างต้มก็คนผสมจนน้ำตาลทรายละลายเป็นน้ำเชื่อม อาจจะใช้เวลาประมาณ 2 นาที จากนั้นก็ ปิดไฟแล้วยกลง
    – จากนั้นให้ใส่ขิงขูดลงในน้ำเชื่อมร้อนๆ แล้วคนผสมให้เข้ากัน เราจะพักไว้ประมาณ 20 นาที ให้ขิงละลายเข้ากันกับน้ำเชื่อม
    – จากนั้น ก็จะเติมน้ำมะนาวสดที่คั้นไว้ แล้วคนผสมให้เข้ากัน แล้วนำมากรองผ่านผ้าขาวบางโดยจะเอาเฉพาะน้ำแยกกากออก เตรียมแก้วใส่น้ำแข็งไว้แล้วเทน้ำขิงมะนาวลงไป ก็พร้อมดื่มได้

    การขายน้ำมะนาว

  • สูตรวิธีทำถั่วตัด พร้อมคำแนะนำในการขายถั่วตัด

    สูตรถั่วตัด สูตรที่ 1

    ส่วนผสมถั่วตัด

    – ถั่วลิสงอบ 200 กรัม
    – น้ำตาลทราย 350 กรัม
    – น้ำ 1/4 ถ้วยตวง
    – แบะแซ 60 กรัม
    – งาขาวคั่ว 1/4 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

    วิธีการทำถั่วตัด

    – เริ่มขั้นตอนของการทำถั่วตัด ด้วยการนำหม้อมาจากนั้นก็ผสมน้ำตาล น้ำเปล่า แล้วคนให้ละลายเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ติดก้นหม้อ จึงยกขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ สักประมาณ 5 นาทีก็จะได้น้ำเชื่อม พอน้ำเชื่อมเริ่มเดือดก็ให้ใส่แบะแซและเติมเกลือป่นแล้วคนให้เข้ากัน
    – ต่อจากนั้นเราจะเคี่ยวน้ำเชื่อมต่อจนได้น้ำเชื่อมเหนียวได้ที่ ซึ่งจะใช้เวลาไม่นานนัก อาจจะพอสังเกตได้จากฟองหยาบ ๆ ในน้ำเชื่อม จะเริ่มกลายเป็นฟองละเอียดเล็กลงและฟูขึ้นมา แสดงว่าน้ำเชื่อมนั้นเหนียวได้ที่แล้ว
    – แล้วให้ใส่ถั่ว งาขาว จะใส่ทั้งหมดหมดหรือจะเก็บบางส่วนไว้โรยหน้าก็ได้ จากนั้นก็คนถั่ว งาขาวให้เข้ากันกับน้ำเชื่อม
    – เสร็จแล้วให้นำถั่วที่กวนเข้ากับน้ำเชื่อมดีแล้วมาเทลงบนแผ่นฟอยล์ทาน้ำมัน แนะนำว่าควรใช้แผ่นฟอยล์แบบหนา
    – จากนั้นก็ให้เทถั่วลงบนถาด ซึ่งขั้นตอนต่อไปนี้เน้นให้ทำเร็วที่สุดก่อนที่น้ำตาลจะแข็งตัว
    – จากนั้นก็ให้รีบเกลี่ยถั่วอย่างเร็วโดยจะใช้ระยะเวลาสั้น ๆ ทิ้งไว้ให้ถั่วแข็งตัวดี แล้วก็สามารถตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมได้
    – เมื่อเรียบร้อย ก็นำถั่วตัดมาใส่โหลมีฝาปิดสนิท สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน

    สูตรถั่วตัด สูตรที่ 2

    ส่วนผสมถั่วตัด

    – ถั่วลิสงคั่ว ๑ ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย ๒/๓ ถ้วยตวง
    – น้ำสะอาด ๑/๔ ถ้วยตวง
    – light corn syrup ๓ ช้อนโต๊ะ
    – งาขาวคั่ว ๑/๒ ถ้วยตวง อาจน้อยกว่านี้นิดหน่อยได้

    วิธีการทำถั่วตัด

    – ขั้นตอนแรกให้เริ่มทำด้วยการตวงน้ำใส่หม้อ แล้วใส่ light corn syrup ลงไป และให้ตวงน้ำตาลทรายใส่ลงไปด้วย คนให้เข้ากันแล้ว พักไว้
    – ถั่วนั้นให้ล้างให้สะอาด จากนั้นก็นำไปแช่น้ำทิ้งไว้สักคืน พอวันรุ่งขึ้น ก็นำถั่วมาล้างให้สะอาดอีกครั้ง แล้วค่อยนำมาคั่ว รวมทั้งงาด้วย การคั่วนั้นให้แยกกันคั่ว เนื่องจาก ถั่วและงา มีระยะการสุกที่ไม่เท่ากัน
    – จากนั้นให้เตรียมถาดไว้ แล้วให้ใช้ฟอยล์ปูรองถาดไว้ เพื่อเวลาแซะออกจะได้ง่ายหน่อย แล้วเอาน้ำมันพืชทาฟอยล์บนถาด
    – จากนั้นก็ให้ยกหม้อที่ใส่ light corn syrupและน้ำตาลที่เตรียมไว้ มาตั้งไฟโดยให้ใช้ไฟปานกลางแล้วทำการเคี่ยว เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนได้น้ำเชื่อมแห้งมากๆ สามารถทดสอบว่าใช้ได้หรือไม่ โดยให้ใช้ช้อนตักน้ำเชื่อมสัก ๑/๒ ช้อนชงกาแฟแล้วมาเทใส่ถ้วยน้าเย็น ถ้าน้ำเชื่อมตกตะกอนเป็นเส้นแข็งๆก็แสดงว่าใช้ได้แล้ว
    – เมื่อได้น้ำเชื่อมแล้ว ก็ให้ปิดไฟได้ จากนั้นให้รีบใส่ถั่วลิสงคั่ว และงาขาวคั่วลงไป
    – แล้วจัดการคนส่วนผสมให้ทุกอย่างเข้ากันดีโดยใช้ระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นก็เทใส่ฟอยล์ที่เราเตรียมไว้ แล้วใช้ส้อมสองคันมาช่วยเกลี่ยให้กระจายออกไปให้แผ่นสี่เหลี่ยมบางๆ โดยเร็วหรืออาจจะใช้กระดาษไข แล้วทาน้ำมันพืชปิดทับบนขนม จากนั้นก็ใช้ไม้ช่วยคลึงให้ขนมออกลักษณะแบนๆ
    – สำหรับถั่วกระจกนั้น แนะนำให้คลึงให้บางมากๆ หน่อย จากนั้นก็ให้ลอกกระดาษไขออกไป แล้วค่อยทิ้งให้ขนมเย็น
    – เมื่อขนมเย็นแล้วก็สามารถตัดแบ่งเป็นชิ้นๆได้ หรือจะทำตอนขนมยังร้อนอยู่ โดยก่อนจะตัดขนมนั้นให้นำมีดมาทาน้ำมันพืช แล้วค่อยใช้มีดกรีดแบ่งไว้เบาๆก่อน เมื่อขนมเย็นก็หักตามรอยกรีดไว้ได้
    – เสร็จเรียบร้อยก็สามารถเก็บขนมถั่วตัดไว้ในโหลแล้วฝาปิดให้สนิทเอาไว้รับประทานเป็นอาหารว่างได้

    สูตรถั่วตัด สูตรที่ 3

    ส่วนผสมถั่วตัด

    – ถั่วลิสงคั่ว 7 ขีด
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – แบะแซ 1 ช้อนโต๊ะ
    – งาขาวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำถั่วตัด

    – ขั้นตอนแรกจะทำความสะอาดถั่วลิสงก่อน โดยนำถั่วลิสงมาล้างให้สะอาด ให้คัดถั่วที่เสียดออก จากนั้นนำมาล้างแล้วสะเด็ดน้ำสัก 2 น้ำ
    – จากนั้นเราจะทำการคั่วถั่วลิสง โดยใช้กระทะแนะนำให้ใช้เทพล่อนมาตั้งไฟโดยให้ใช้ไฟอ่อน โดยจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที จากนั้นก็พักไว้ให้เย็น จากนั้นก็นำเปลือกที่หุ้มอยู่ออก
    – จากนั้นก็นำส่วนผสมทั้งถั่วคั่วแล้ว น้ำตาลทราย มาคลุกให้เข้ากัน แล้วเริ่มต้นเคี่ยวเพื่อที่จะได้น้ำเชื่อม โดยจะใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที แล้วใส่แบะแซลงไปจากนั้น คนให้ส่วนผสมเข้ากัน อาจจะเบาไฟให้เหลือไฟฉบับเต็ม ช่วงที่กวนแบะแซคอยระวังอย่าให้ส่วนผสมแต่ละอัน ไหม้ติดกระทะ
    – ต่อมาเราจะเทขนมลงบนพิมพ์ที่ได้เตรียมเอาไว้ โดยให้ทาน้ำมันลงบนฟอยล์ บทเม่พิมพ์แล้วให้โรยงาไว้ให้ทั่ว จากนั้นให้คลึงให้ทั่วแผ่น จนเต็มแม่พิมพ์ จนเต็มแม่พิมพ์ที่เตรียมไว้ จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ 5 นาทที จากนั้นก็สามาถตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมเป็นชิ้น ๆ ได้
    – ถั่วตัดนี้สามารถเก็บไว้ในโหลหรือภาชนะใดก็ได้ ที่มีฝาปิดสนิท ไม่ต้องนำไปแช่ตู้เย็นก็ได้ และนำออกมารับประทาน เป็นของว่างยามบ่ายได้

  • สูตรวิธีทำขนมถังทอง พร้อมคำแนะนำในการขายขนมถังทอง

    ขนมถังทอง

     

    สูตรวิธีการทำขนมถังทอง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมถังทอง

    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ ½ ถ้วย
    – ยีสต์ ½ ช้อนชา
    – น้ำสะอาด 1 ½ ถ้วยตวง
    – เบกกิ้งโซดา ¼ ช้อนชา
    – น้ำตาล ½ ถ้วย
    – ผงฟู ¼ ช้อนชา
    – น้ำมันพืช หรือเนยสด สำหรับทากระทะ

    ส่วนผสมไส้ขนม

    – น้ำตาลทราย
    – เกลือป่น
    – งาขาว
    – งาดำคั่ว
    – มะพร้าวอ่อน หรือมะพร้าวทึนทึกขูด

    วิธีการทำขนมถังทอง

    – ขั้นตอนแรกเริ่มทำกันที่ตัวแป้งขนมกันก่อน นำเอาแป้งสาลีอเนกประสงค์ แป้งข้าวเจ้า ยีสต์ น้ำตาลทราย เทลงในอ่างผสม ค่อยเติมน้ำลงไป แล้วตีหรือคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ดูให้น้ำตาลทรายละลายดี และแป้งต้องไม่จับตัวเป็นเม็ด เมื่อเห็นว่าแป้งเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้เทแป้งลงในภาชนะที่มีฝาปิด จัดการปิดฝาให้เรียบร้อย วางไว้ในอุณหภูมิห้อง ประมาณ 30 นาที
    – หันมาทำตัวไส้ง่ายๆ ด้วยการผสม น้ำตาล เกลือป่น งาขาว งาดำ ให้เข้าด้วยกัน พักเตรียมไว้สำหรับเป็นไส้
    – เมื่อครบเวลา 30 นาทีแล้ว ให้นำแป้งออกมาเปิดฝา ใส่เบกกิ้งโซดาและผงฟูลงไป ตีหรือคนส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้ง แต่คราวนี้สังเกตได้เลยว่าถ้ามีฟองขึ้นมา แปลว่าแป้งได้ที่แล้ว
    – ตั้งกระทะบนไฟปานกลาง เมื่อเห็นว่ากระทะเริ่มร้อนให้หรี่ไฟลงเล็กน้อย ทาน้ำมันพืชหรือเนยบางๆ ลงในกระทะ แล้วจัดการเตรียกแป้งที่เราทำไว้ลงไป แล้วปิดฝา ทิ้งไว้ไม่นาน เปิดฝาดูเมื่อแป้งสุกจะฟู่ขึ้น ให้ใส่มะพร้าวขูด และน้ำตาลที่เราผสมไว้ลงไป ชอบหวานขนาดไหนก็ใส่ได้ตามใจชอบ แล้วจัดการพับครึ่งตัวขนม แล้วใช่จานเสิร์ฟได้ทันที
    – สำหรับขนมถังทองสามารถทำได้หลายไส้ ไม่ว่าจะเป็น ไส้เผือก ไส้ข้าวโพด ไส้ครีม ไส้ฝอยทอง และอื่นๆ ได้อีกมากมาย นอกจากนี้การใส่ไส้ในขณะที่ขนมยังอยู่ในเตา ความร้อนจะทำให้น้ำตาลละลาย หากใครที่ไม่ชอบให้น้ำตาลละลาย สามาระตักขนมขึ้นมาแล้วรอให้เย็นก่อน ค่อยใส่ไส้ก็ได้

    สูตรวิธีการทำขนมถังทอง สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมถังทอง

    – แป้งข้าวเจ้า 2 กิโลกรัม
    – โซดาไบคาร์บอเนต 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำต้มสุด 1-2 ถ้วย
    – แป้งเชื้อที่หมักไว้
    – น้ำตาลเคี่ยว ½ ถ้วย (น้ำตาลปี๊บ 2 กิโลกรัม, น้ำ 1 ถ้วย, ใบเตย 8 ใบ)
    – ส่วนผสมของไส้ มะพร้าวทึนทึกขูด 6 ถ้วย, งานดำบุบพอแตก 1 ถ้วย, น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน

    วิธีการทำขนมถังทอง

    – ก่อนจะได้ทำขนมถังทอง ต้องทำแป้งเชื้อไว้ล่วงหน้า 2 วันเลยทีเดียว สำหรับสูตรนี้ โดยการผสมแป้งข้าวเจ้า 500 กรัม กับน้ำ ½ ถ้วย เข้าด้วยกัน แล้วปิดฝาหมักทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน
    – ทำน้ำตาลเคี่ยว ด้วยการนำน้ำตาลปี๊บ กับน้ำ 1 ถ้วย มาเทลงบนกระทะ ยกตั้งขึ้นไฟ โดยต้องใช้ไฟอ่อน ใส่ใบเตย เคี่ยวและคนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเหนี่ยวเป็นยางมะตูม แล้วค่อยตักใบเตยทิ้ง แล้วจัดการกรองอีกครั้งด้วยผ้าขาวบาง วางทิ้งไว้ให้เย็น
    – ถึงเวลาที่จะมาทำตัวแป้งขนมกันแล้ว ใส่แป้งเชื้อที่หมักไว้ลงในอ่างผสม แล้วเทแป้งข้าวเจ้า น้ำ แล้วคนให้เข้ากัน แป้งที่จะมีลักษณะเหนี่ยวข้น ให้ปิดฝาหมักทิ้งไว้อีก 6-10 ชั่วโมง
    – เมื่อแป้งได้ที่ให้ผสมแบ่งตามอัตราส่วน แป้งที่หมักไว้ 4 ถ้วย น้ำตาลเคี่ยว ½ ถ้วย โซดาไบคาร์บอเนต ¼ ช้อนชา คนให้ทุกอย่างเข้ากัน ควรใช้เวลา 5-10 นาที
    – ตั้งกระทะพิมพ์ให้ร้อน เช็ดพิมพ์ด้วยน้ำมันให้ทั่วพิมพ์ แล้วตักแป้งใส่ ปิดฝาประมาณ 2 นาที แล้วโรยด้วยมะพร้าวขูด และน้ำตาลที่เราผสมงาเอาไว้ แซะด้านข้างแล้วพักครึ่งเป็นรูปวงกลม เป็นอันว่าเสร็จ
    – เคล็ดลับการเทแป้งลงพิมพ์ ควรจะใส่จากขอบพิมพ์ก่อน ให้ตัวแป้งจับขอบพิมพ์บางๆ ตรงหน้าหนาได้ เวลาทำเสร็จช่วยขอบจะได้กรอบ ซึ่งสูตรนี้ทำได้ประมาณ 100-150 ชิ้นเลยทีเดียว หากทำน้อยๆ ให้ลดทอนส่วนผสมลง นอกจากนี้ในการหมักแป้งเชื้อ หากอากาศร้อนๆ แป้งจะขึ้นเร็วกว่าอากาศเย็น หากแป้งมีกลิ่นเปรี้ยวๆ แสดงว่าใช้ได้แล้ว

    สูตรวิธีการทำขนมถังทอง สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมถังทอง

    – แป้งสาลี 500 กรัม
    – แป้งข้าวเจ้า 1500 กรัม
    – กะทิ 3 ถ้วยตวง
    – น้ำ 6 ถ้วยตวง
    – ยีสต์ 2 ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 800 กรัม และน้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    – เกลือป่น
    – ส่วนผสมไส้ งาดำคั่วพอสุก 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับ น้ำตาลทราย และเตรียมมะพร้าวแก่ขูด 2 ½ ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมถังทอง

    – อย่างแรกเลยเราต้องผสมแป้งสาลี แป้งข้าวเจ้า และน้ำตาล 800 กรัม และเกลือเล็กน้อย คนให้เข้ากัน แล้วเติมกะทิและน้ำ กวนส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน
    – นำภาชนะที่ปิดฝาได้ มาใส่ ยีสต์ที่เตรียมมา มาผสมกับน้ำตาล 2 ช้อนชา และน้ำอุ่นอีกเล็กน้อย คนๆ ให้ส่วนผสมเข้ากันดี แล้วปิดฝาภาชนะ นำไปตั้งตากแดดไว้ประมาณ 8-10 นาที เมื่อครบเวลาแล้ว ให้นำยีสต์ที่ได้ไปผสมกับแป้งในขั้นตอนที่ 1 กวนๆ คนๆ ให้แป้งเข้ากัน แล้วปิดฝาอีกครั้ง ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 3 ชั่วโมง สังเกตว่ามีกลิ่นเปรี้ยวๆ และมีฟองขึ้น แปลว่าใช้ได้
    – ตั้งกระทะ ทาน้ำมัน ใช้ไฟกลางๆ ค่อนไปทางอ่อน เมื่อกระทะร้อนได้ที ก็เทแป้งลงในกระทะ พอแป้งสุกให้ใส่มะพร้าว โรยน้ำตาลที่เราผสมไว้ แซะออกจากพิมพ์พับครึ่ง จัดลงจานเสิร์ฟร้อนๆ อร่อยมาก

    การขายขนมถังทอง

  • Mass Marketing คืออะไร

    Mass Marketing
     

    ในเมื่อมีการเกิดขึ้นของ Demand ย่อมมีการเกิดขึ้น Supply ตามมาด้วยบนพื้นฐานของหลักเศรษฐศาสตร์สากลที่เข้าใจ และคำสองคำนี้ที่เข้ามาขับเคลื่อนวงล้อของธุรกิจได้ทุกแวดวง และการเพิ่มมากขึ้นของตามต้องการ เมื่อมีคนต้องสินค้ามากมาย สินค้าก็ย่อมจะถูกผลิตและนำมาขายมากมายเช่นกัน เมื่อนำข้อมูลส่วนนี้มาผูกโยงกับกลไกการตลาดในเรื่องของการแบ่งกลุ่มลูกค้านั้น ความต้องการที่ปล่อยสินค้าให้ได้มาก ให้ได้เยอะตามความต้องการ หรือ ตาม Demand ของคนทุกกลุ่มนั้นถูกเรียกว่าการแบ่งกลุ่มการตลาด “Mass Marketing”

    การตลาดกลุ่มรวมอย่าง ”Mass Marketing” นั่นคือการผลักดันและใช้กลยุทธ์การผลิตภัณฑ์แบบไม่แตกต่างกัน คือเน้นการผลิตจำนวนมาก และขายให้กับลูกค้าทุกคนเหมือนกัน ถือได้ว่าไม่มีการแบ่งส่วนตลาดเลย ตัวอย่างเช่น รองเท้ายี่ห้อนันยาง ที่ผลิตรองเท้าแบบเดียว

    สำหรับลูกค้าทุกกลุ่มโดยอาจจะเปลี่ยนเพียงแค่สีสันเท่านั้น โดยรวมไม่ว่า ลักษณะและรูปแบบการใช้งานก็ยังคงเหมือนเดิม ในรูปแบบเดิม และแนวทางการตลาดเช่นนี้อาจจะเคยได้รับนิยมมาพอสมควรในอดีตซึ่งค่อนข้างจะจำกัดรูปแบบของสินค้าและบริการอยู่มากพอสมควร แต่สำหรับในยุคใหม่เช่นนี้การทำการตลาดวงกว้างเช่นนี้นับว่าเป็นการที่เลือกที่จะแบกรับความเสี่ยงเอาไว้ในมือเช่นเดียวกัน ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า “ความต้องการของคนที่ต่างกัน ก็มาจากพื้นฐานของคนที่กัน” ความแตกต่างในแง่ของการใช้ชีวิต ช่วงอายุ หรือแม้กระหลักการทางความคิดนั้น อาจจะมาเป็นปัจจัยและตัวแปรของการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะส่งสินค้าหรือบริการเข้าไปให้

    การเลือกที่จะเจาะกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ องค์กรอาจจะต้องเสี่ยงกับการรับมือของเหล่าคู่แข่งในมากมายหลายกลุ่ม หากลองจินตนาการตามดูว่า หากเราเลือกที่จะยืนบนตลาดเช่นนี้นั้นละก็เปรียบเหมือนกับว่า “หากเลือกแบ่งโดนัทหนึ่งกล่องที่มีหลากหลายรสออกตามรสชาติของมัน คนที่ชอบกินโดนัทรสวานิลาก็จะไปแย่งกันในส่วนของวานิลา คนที่ชอบรสช็อคโกแลตก็จะไปแย่งชิงกันในส่วนของช๊อคโกแลต แต่หากมีใครต้องการจะกินต้องรสชาติแล้วละก็จะต้องแย่งยิงกับคนทั้งสองกลุ่ม” แนวคิดแบบง่ายเช่นนี้จะแสดงให้เห็นว่าการลงแข่งบนตลาดที่มีความหลากหลายนั้น หากสินค้าและบริการไม่สามารถตอบสนามได้ทุกกลุ่มแต่ก็ยังนำเสนอไปยังคนทุกกลุ่มอย่าง Mass Marketing แล้วละก็การที่จะเข้าไปสู่กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มผู้บริโภคนั้นจะมีตัวเลขที่เล็กน้อยเพียงเท่านั้น

    จากข้อมูลและหลากหลายประเด็นที่หยิบยกมาอธิบายนั้น อาจจะดูเหมือนการทำการตลาดแบบนี้จะไม่เป็นประโยชน์มากนัก ถึงแม้ว่านักการตลาดส่วนใหญ่จะไม่แนะนำในวิธีการลุยตลาด “Mass Marketing” เช่นนี้แต่ก็นับว่ามีผลดีอยู่บ้างในรูปของการสร้างสรรค์สินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนทั่วไปได้นั่นเอง หากทำเช่นนั้นได้ก็นับว่ายังมีเปอร์เซ็นที่ยังสามารถประสบความสำเร็จในตลาดเช่นนี้ได้

  • วิธีการแลกเงินวอนของเกาหลีใต้

    แลกเงินวอน

     

    การแลกเงิน

    ถ้าเราจะไปทำธุรกรรมที่ประเทศเกาหลีใต้ หรือจะไปชอปปิ้งที่นั่นก็ตามแต่ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านต้องทราบวิธีการแลกเงินวอนแบบต่างๆ ก่อนการเดินทาง ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกที่สุดคือ 28 บาท และสูงสุดที่ 39 บาท ต่อ 1,000 วอน หมายความว่า เงินไทย 28 บาท เราจะได้เงินวอนกลับมา 1,000 วอน อาจจะดูเยอะน่ะครับ แต่ว่า 1,000 วอนนี้เกือบทำอะไรไม่ได้เลย เพราะจะทานข้าวแต่ละมื้อคุณต้องมี 5,000 วอนต่อข้าว 1 จาน หมายถึง จานละ 28×5 คือ 140 บาทต่อข้าว 1จาน ส่วนวิธีการคิดค่าจากเงินวอนเป็นเงินไทยเวลาท่านซื้อของที่เกาหลี ก็ให้เอา ราคาที่เกาหลี คูณกัน กับอัตราแลกเปลี่ยนที่คุณแลกมา เช่น ซื้อเสื้อ 1 ตัว 10,000 วอน และคุณแลกเงินมา 1,000 วอน 28 บาท ก็เอา 10,000 x 0.028 ก็จะได้เท่ากับ 280 บาทนั่นเอง แสดงว่า 10,000 วอนก็เท่ากัน กับ 280 บาท แสดงว่าเสื้อที่ท่านซื้อ 10,000 วอน คือเสื้อราคา 280 บาทไทย ครับ การแลกเงินแต่ละวิธีได้คุ้มเสียต่างกันมากๆน่ะครับ เราลองมาดูกัน การแลกเงินหลักผมแนะนำทั้งหมดมี 4 วิธีดังนี้

    1. แลกเงินไทยเปินเงินวอน

    ท่านสามารถแลกเงินไทยเป็นเงินวอนได้ 4 กรณีดังนี้

    แลกเงินไทยเป็นเงินวอนที่สถานรับแลกเงินตราทั่วไป เช่น ซูเปอร์ริช (Super Rich) ตรงข้ามเซ็นทรัลเวิร์ลนั่นแหละครับ หรือสาขาย่อยอื่นๆ ลองค้นดูจากในเน็ตนะครับ สำหรับอัตราปกติแล้วที่นี่จะอยู่ที่ ซื้อคืน 24 บาท และขาย 28 บาท ต่อ 1,000 วอน
    แลกเงินไทยเป็นเงินวอนที่ธนาคารทั่วไป แต่อัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างแพง ซื้อคืน 22 บาท แต่ขายเรา 35 บาท ต่อ 1,000 วอน หมายความว่าเราต้องให้เงินถึง 35 บาท สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเราเข้าไปแล้วเรตจะแพงขึ้นอีกประมาณ 36 ถึง 39 บาท จึงจะแลกเงินมาได้ 1,000 วอนครับ
    แลกเงินไทยเป็นเงินวอนที่สนามบินเกาหลี เนื่องจากเงินธนบัตรเกาหลียังไม่ถูกขนส่งมายังไทย เมื่อเราแลกเงินที่นี่ก็ย่อมดีกว่าแต่คงไม่ ดีที่สุด แต่อย่างน้อยเราก็เซฟตัวเอง เผื่อว่าเราใช้เงินวอนไม่หมด ตอนขายคืนจะได้ไม่ขาดทุนนัก อัตราที่นี่จะอยู่ที่ ซื้อเงินไทย 30 บาท ต่อ 1,000 วอน และซื้อเงินวอนคืน 26 บาท ต่อ 1,000 วอน นั่นก้หมายความว่าถ้าท่านใช้เงินวอนไม่หมดขากลับให้เทขายที่สนามบินซ่ะ อย่าเอากลับมาแลกคืนที่ไทย เพราะจะได้เรตสูงกว่า
    แลกเงินไทยตามสถานรับแลกเงินทั่วไป เช่น แลกเงินที่ตลาดเมียงดง อันนี้ก็ยังอัตราแลกเงินดีกว่าและจากธนาคารบ้านเรา ไว้แลกยามที่ต้องการใช้เงินสุดๆ ก็พอเรตอยู่ที่ ขายเงินวอน 1,000 วอนละ 32 ถึง 36 บาท แต่เวลาที่เราจะแลกคืนเงินวอน จะไม่ได้เงินไทยกลับ เราจะได้เงินดอลล่าสหรัฐกลับ แล้วค่อยเอากลับมาแลกที่ ประเทสไทยอีกที

    2. การแลกเงินไทยเป็นเงินดอลล่าหรือปอนแล้วแลกเป็นวอนที่เกาหลี

    วิธีนี้สามารถทำได้ 2 วิธีคือ

    แลกเงินไทยเป้นดอลล่าจากไทย เก็บเอาไว้แลกเป็นเงินวอนที่เกาหลี แล้วเอาออกมาจ่ายทีละหน่อย จะต้องใช้เงินวอนเท่าไหร่ก็ เอาดอลล่าที่มีแลกไปเท่านั้น ปัญหาจะอยู่ที่ รอธนาคารเปิดหรือหาสถานแลกเงินให้เจอ ก้ไม่อด แต่วิธีนี้ก็เซฟดี แล้วจึงเอาดอลล่าที่เหลือกลับมาแลกที่ไทย
    แลกเงินไทยเป็นดอลล่าจากไทย แล้วพอถึงเกาหลีก็แลกเป็นวอนให้หมด ส่วนวันที่กลับ เหลือเงินวอนเท่าไหร่ก็แลกคืนที่เกาหลีให้หมด

    3. การใช้บัตรเอทีเอ็ม วีซ่า มาสเตอร์

    วิธีนี้เป็นวิธีที่ผมใช้เพราะผมว่าคุ้มสุด แต่ไม่ดีเลยสำหรับการเข้าเมืองเพราะหากมีการตรวจเงิน เราไม่มีเงินโชว์ก็เข้าเมืองไม่ผ่านแน่ๆ แต่วิธีนี้ ก็กดมาแล้วได้เรตเงินอยู่ที่ 27 บาท ถือว่าถูกที่สุดและค่าบริการกดอีกครั้งละ 100 บาท รวมแล้ว ก็ประมาณ 1,000 วอนละ 28 บาท เท่าๆกับซูเปอร์ริช แต่ดีกว่าตรงที่เราต้องใช้เท่าไหร่เราค่อยกดเอา เราจะได้ไม่ขาดทุนมากเวลาแลกเงินคืน

    4. การใช้บัตรเครดิต

    ก็คล้ายกับการใช้บัตรเอทีเอ็มวีซ่า มาสเตอร์ นั่นแหละครับ ข้อดีข้อเสียเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่การใช้บัตรเครดิตอาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม และมีดอกเบี้ยบัตรตามมาทีหลังล่ะสิครับ

    สรุป

    สรุปแล้วผมแนะนำการแลกเงินคือ แลกไปนิดหน่อยตามสถานรับแลกเงินทั่วไป แล้วจึงใช้บัตรเอทีเอ็มกดที่ตู้ธนาคารที่เกาหลี และแลกเงินวอนคืนที่สนามบินอินชอนก่อนกลับ ตู้เอทีเอ็มนั้นไม่ใช่ว่าจะกดได้ทุกตู้ถึงแม้จะมีสัญลักษณ์วีซ่าหรือมาสเตอร์ แปะอยู่ แต่ตู้ธนาคารที่สามารถกดได้ทุกตู้คือ ตู้ของธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์ทเตอร์ และตู้ที่กดยากสุดคือ ตู้ของธนาคารฮานะแบงค์ นั่นเองครับ

  • 10 ข้อดีของการทำธุรกิจ ที่คนไม่ได้ทำธุรกิจไม่รู้

    ธุรกิจคือสิ่งที่ช่วยให้ทุกๆคนที่ต้องการเติบโตและมีความฝันนั้นสามารถสร้างตนเองและฐานะขึ้นมาจนกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ ดังนั้นหากคุณต้องการที่จะทำธุรกิจ และยังไม่รู้หรือว่าไม่แน่ใจว่าธุรกิจนั้นจะสามารถสร้างสรรค์อะไรให้เกิดขึ้นกับชีวิตคุณได้แล้ว บทความชิ้นนี้จะขอเป็นแนวทางในการนำพาคุณนั้นไปทำความรู้จัก และทำความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจ และประโยชน์ของธุรกิจเพิ่มมากขึ้นครับ

    1.ทำให้เรากล้าที่จะฝัน

    หากในโลกนี้ไม่มีธุรกิจแล้ว เราคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตได้อย่างแน่นอน หากเราต้องเป็นคนธรรมดา แต่ต้องการพัฒนารายได้ของเราให้เติบโตขึ้นแล้ว แต่ไม่มีธุรกิจ สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลให้เรานั้นไม่กล้าที่จะมีความฝันบนเส้นทางนี้ ดังนั้นประโยชน์ของธุรกิจข้อแรกคือการทำให้เรากล้าที่จะฝัน กล้าที่จะบินออกไปให้กลายเป็นคนที่ดีกว่าและยิ่งใหญ่กว่านั่นเอง

    2.ช่วยหารายได้เสริมเพิ่มเติม

    ประโยชน์ของธุรกิจประการที่สองคือ หากคุณเคยทำงานประจำอยู่แล้ว สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นมากคุณอยู่เสมอคือในเรื่องของรายได้ที่เป็นแบบเดือนชนเดือน หรือรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ซึ่งการมีเพดานรายได้นั้นไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน เพราะจะทำให้คุณหมดเรี่ยวแรงในการทำงาน และทำให้คุณไม่สามารถทำงานต่อไปได้ แต่ธุรกิจจะช่วยทำให้คุณมีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง และมากเท่าที่คุณนั้นต้องการได้ อันนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณเอง

    3.ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงอิสรภาพทางการเงินได้

    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มากและธุรกิจจัดเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ที่จะนำพาเรานั้นมาถึงจุดๆนี้ได้อย่างเหลือเชื่อ ประโยชน์ของธุรกิจคือเมื่อมันสามารถทำเงินให้กับคุณได้มากแล้ว มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างอิสรภาพทางการเงินได้อย่างแท้จริง เพราะเมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่คุณมีรายได้เข้ามาโดยที่ไม่ต้องทำงานแล้ว นั่นแหละจะเป็นตัวบอกว่าคุณสามารถมาถึงความสำเร็จในเรื่องนี้ได้แล้ว

    4.ช่วยให้คุณมีเวลามากขึ้น

    คุณอาจเคยได้ยินว่าคนที่ทำธุรกิจ มักไม่ค่อยมีเวลาให้กับครอบครัว แต่อาจลืมหันมามองว่า คนธรรมดาที่ทำงานแบบกินเงินเดือนนี่ล่ะครับ ที่ไม่มีเวลาในการดูแลครอบครัวเหมือนกัน เพราะเวลาส่วนที่เหลือนั้นคุณจะต้องมอบให้กับนายจ้างของคุณ และเขาอาจให้คุณทำงานมากกว่าวันละ 8-10 ชั่วโมงเลยนะครับ แต่ถ้าคุณทำธุรกิจ แม้ว่าคุณอาจต้องทำงานตลอดทั้งวัน แต่ธุรกิจสามารถบอกให้คุณหยุดพักได้ตามต้องการ ไม่มีข้อห้ามหรือข้อจำกัดแต่อย่างใด

    5.ธุรกิจช่วยให้คุณไปต่างประเทศได้โดยไม่ต้องกังวล

    ในต่างประเทศมีเรื่องราวให้คุณนั้นได้เรียนรู้มากมาย และเป็นเรื่องแปลกว่าเมื่อมนุษย์เริ่มออกเดินทาง ก็มีเรื่องราวต่างๆมากมายให้มนุษย์นั้นได้ทำการศึกษาได้ทำการเรียนรู้ แน่นอนว่าประสบการณ์แห่งชีวิตข้อนี้ต้องใช้เงิน และถ้าคุณมีเงิน สิ่งนี้จะสามารถประคับประคองคุณให้คุณสามารถไปเที่ยวได้ และเงินมาจากไหนละ แน่นอน ทำธุรกิจสิครับ

    6.ธุรกิจช่วยให้คุณรู้ศักยภาพของตนเอง

    ภายหลังจากที่คุณนั้นเรียนหนังสือมา ไม่มีใครรู้หรอกครับว่า คุณมีความเก่งเท่าใด เพราะดีที่สุดคือการเปิดดูสมุดพกของคุณเท่านั้นเพื่อตรวจสอบและดูว่าคุณมีความเก่ง หรือเป็นคนอ่อนในเรื่องใด แน่นอนว่าเมื่อคุณก้าวออกมาสู่โลกของธุรกิจ ธุรกิจจะเป็นตัวบอกคุณถึงการแสดงให้เห็นว่า ความก้าวหน้าและศักยภาพในตัวคุณมีมากน้อยหรือไม่อย่างไร อยากรู้ศักยภาพของตนเองต้องทำธุรกิจนะครับ

    7.ธุรกิจช่วยให้คุณเรียนรู้ชีวิตมากขึ้น

    คนที่ออกมาทำธุรกิจทุกคนนั้น ชีวิตอาจไม่ได้โรยด้วยกุหลาบหรอกครับ ไม่มีความสำเร็จแบบอายุน้อยร้อยล้าน หรือมาทำงานแค่ปีหรือสองปีแล้วสำเร็จ มันเป็นนิยายหลอกเด็กครับ ชีวิตและหนทางในการเติบโตในทางธุรกิจนั้นแต่ละคนไม่เหมือนกัน และอาจต้องใช้เวลาและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นประโยชน์ของธุรกิจข้อนี้คือ ธุรกิจจะช่วยให้คุณเรียนรู้ชีวิตของคุณมากยิ่งขึ้นและทำให้ประสบการณ์ของเราจะเป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดให้กับคนอื่นๆได้เป็นแรงบันดาลใจต่อไป

    8.ธุรกิจช่วยให้คุณภูมิใจในชีวิต

    เชื่อไหม หากคุณจะต้องนึกย้อนกลับไปว่าชีวิตที่เราเกิดมานั้น มีเรื่องอะไรบ้างที่เราทำออกมาแล้ว ควรที่จะมีความภาคภูมิใจ หากมีเรื่องอะไรแล้วล่ะก็ ผู้เขียนขอนึกถึงเรื่องของการทำธุรกิจครับ อย่างที่บอกไปในข้อที่แล้วว่า หากคุณทำธุรกิจและประสบความสำเร็จ เรื่องราวของคุณจะถูกเล่าต่อๆกันไปในครอบครัว กลายเป็นเรื่องของความภาคภูมิใจ และอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นอยากภูมิใจในชีวิต อย่าลืมทำธุรกิจ

    9.ธุรกิจที่ดีจะช่วยให้เราทำเป้าหมายของชีวิตได้

    เรื่องนี้อาจดูเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรมไปเสียหน่อย แต่ผู้เขียนต้องการบอกกับเราว่า หากคุณสามารถทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จแล้ว คุณสามารถใช้ช่วงเวลาที่เหลือนั้นในการสร้างสรรค์เป้าหมายของเราได้ เช่นการให้เวลากับตนเองในการไปปฏิบัติธรรม หรือการให้เวลากับตนเองในการช่วยเหลือสังคมเป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่เราได้เกิดมาเลย

    สรุป

    ประโยชน์ของธุรกิจนั้นยังมีอีกมากมายหลายข้อ ยากที่จะเขียนให้หมดและครบถ้วน แต่ถ้าสรุปออกมาแล้วก็คือ ขอเพียงแค่คุณนั้นมีเวลาและมีโอกาสในการลองมาศึกษาเรื่องราวของธุรกิจและลงมือทำดูสักครั้ง ผู้เขียนเชื่อว่ามั่นว่าคุณต้องประสบแต่ความสำเร็จและเรื่องดีๆอีกมากมายอย่างแน่นอน ลองมาลุยในธุรกิจกันครับ

  • สูตรวิธีทำพุทราเชื่อม พร้อมคำแนะนำในการขายพุทราเชื่อม

    สูตรวิธีการทำพุทราเชื่อม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมต่าง

    – พุทราจีนแห้ง 300 กรัม
    – น้ำตาลทราย 500 กรัม
    – น้ำสะอาด 2 ถ้วยตวง
    – ใบเตย 3 ใบ

    วิธีการทำพุทราเชื่อม

    – นำพุทราอบแห้งมาเตรียมไว้ แนะนำว่าให้เลือกพุทราอบแห้งที่ผลิตจากประเทศจีน เพราะได้แกะเมล็ดออกเรียบร้อยแล้ว
    – นำพุทราที่เตรียมไว้ไปล้างน้ำให้สะอาด ต้องเป็นพุทราจีนเท่านั้น เพราะจะได้พุทราลูกเล็ก ขนาดพอดี เสร็จแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 15 นาที เพื่อให้เนื้อพุทราอบแห้ง นิ่มและคืนรูป
    – เสร็จแล้วยกขึ้นสะเด็ดน้ำ แล้วพักไว้ รอทำส่วนผสมของน้ำเชื่อมพุทรา
    – นำน้ำสะอาดปริมาณ 2 ถ้วยตวง ไปตั้งในหม้อ เปิดไฟร้อนปานกลาง ใส่น้ำตาล คนให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย แล้วรอจนน้ำเดือด จนเห็นว่าน้ำตาลละลายดีแล้ว
    – นำใบเตยใส่จนไปขณะที่น้ำเดือด เพื่อให้เกิดกลิ่นหอม ใส่ลงไปจนใบเตยเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม จึงนำออกจากหม้อ
    – ใส่พุทราลงไปในหม้อ เชื่อมจนผิวพุทราเป็นเงา และพองสวยดี จึงปิดไฟ ยกลงจากเตา
    – จะได้พุทราเชื่อมที่มีเนื้อฉ่ำๆ รสหวานอร่อย สามารถเก็บไว้ทานได้เป็นเวลาหลายวัน
    – ตักพุทราเชื่อมใส่ถ้วย เสิร์ฟเป็นของว่างทานเล่น หรือเก็บใส่ภาชนะมีฝามิดชิด แช่ตู้เย็น

    สูตรวิธีการทำพุทราเชื่อม สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    – พุทราจีนแห้ง 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 1-1/2 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร

    วิธีการทำพุทราจีนเชื่อม

    – นำพุทราอบแห้งที่เตรียมไว้ แกะออกจากห่อ แล้วล้างน้ำให้พุทราคืนตัว แล้วยกขึ้นให้สะเด็ดน้ำ
    – นำพุทราที่สะเด็ดน้ำแล้วมาคว้านเอาเมล็ดออก แล้วทำการแช่น้ำประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้เนื้อพุทรานิ่ม แล้วพักไว้เตรียมเคี่ยวส่วนผสมอื่นๆ
    – นำน้ำเปล่าใส่หม้อ ตั้งบนเตาไฟเร่งไฟปานกลาง พอน้ำเริ่มเดือด ใส่น้ำตาลทรายลงไปตามความชอบ ใส่มากหวานมากน้อยตามชอบ คนให้น้ำตาลละลาย รอให้น้ำเดือด ยกลงจากเตา
    – กรองน้ำเชื่อมลงผ้าขาวบาง เอาสิ่งสกปรกและตะกอนออก
    – เตรียมตั้งหม้อใหม่ นำน้ำเชื่อมที่เคี่ยวเสร็จแล้วเทลงไป เคี่ยวต่ออีก 10 นาที ในระหว่างเคี่ยว หากน้ำเชื่อมเริ่มข้นคล้ายๆว่ากำลังจะไหม้ สามารถนำน้ำเปล่ามาเทใส่ลงไปทีละนิด ไม่ให้น้ำเชื่อมแห้งจนไหม้ เคี่ยวจนน้ำเชื่อมข้นหนืด
    – นำพุทราที่พักไว้ใส่ลงในหม้อน้ำเชื่อม เคี่ยวจนเนื้อพุทราพอง ผิวพุทราเป็นเงาสวย
    – จัดใส่จาน สามารถราดน้ำเชื่อมลงบนพุทราได้อีก เพื่อเพิ่มความอร่อย
    – สามารถเก็บพุทราเชื่อมไว้ในกระปุกที่มีฝาปิด เพื่อนำมารับประทานในครั้งต่อๆไปได้อีก

    สูตรวิธีการทำพุทราเชื่อม สูตรที่ 3

    ส่วนผสม

    – พุทราจีนแห้งหรือพุทราจีนสด 1 กิโลกรัม
    – น้ำปูนใส 4 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 5 ถ้วยตวง
    – ใบเตยมัด 1 กำ
    – เกลือป่น ½ ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำพุทราเชื่อม

    – หากนำพุทราจีนสดมาทำ ขั้นตอนแรก นำพุทราสดมาคัดเลือก แล้วล้างน้ำให้สะอาด รอให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำไปไปตากแดดให้เนื้อพุทราเหนียวแล้วพักไว้
    – หากนำพุทราจีนแห้งมาทำ สามารถนำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วพักให้สะเด็ดน้ำ
    – จากนั้นนำพุทราแห้งที่ได้จากการตากแดดหรือพุทราจีนแห้งสำเร็จรูปมาแช่ในน้ำปูนใสประมาณ 30 นาที เพื่อให้พุทราเนื้อนิ่ม นำไปแช่ต่อด้วยน้ำเย็นอีก 5 นาที เพื่อให้ได้เนื้อกรอบ แล้วพักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ
    – นำพุทราที่ได้มาคว้านเอาเมล็ดออก
    – เตรียมทำน้ำเชื่อมพุทรา โดยตั้งกระทะใส่น้ำเปล่าลงไป แล้วใส่น้ำตาลทรายและเกลือป่นเล็กน้อยลงไป เคี่ยวจนส่วนผสมงวดดีบวกกับน้ำเดือด จึงยกลง
    – นำน้ำเชื่อมที่เคียวงวดดีแล้วมาใส่กระทะอีกใบไว้ เพื่อทำการนำพุทราลงไปเคี่ยว
    – ตั้งน้ำเชื่อมให้เดือดอีก 10 นาที พร้อมกับน้ำใบเตยมัด 1 กำ ลงไปเคียวเพื่อให้ได้กลิ่นหอม แล้วจึงนำพุทราลงไปเคี่ยวต่อให้น้ำเชื่อมซึมเข้าเนื้อพุทรา
    – เคี่ยวจนพุทราพอง ขึ้นรูป จนเกิดเงาบนผิวพุทรา เท่านี้ก็จะได้พุทราจีนเชื่อมแสนอร่อย
    – สามารถนำพุทราเชื่อมที่ได้ ทานเป็นของว่างหรือนำไปเป็นส่วนผสมในขนมหวานอื่นๆได้ เช่น เฉาก๊วย

error: Content is protected !!