Author: admin

  • วิธีการทำธุรกิจการเกษตรให้ประสบความสำเร็จ

    ทำอย่างไรให้ธุรกิจการเกษตรรวยอย่างยั่งยืน

    ปัจจุบันมีผู้คนที่เดินทางจากบ้านเกิดมุ่งสู่การทำงานที่เมืองใหญ่ๆ มากกว่าที่จะทำธุรกิจการเกษตร นั่นเป็น เพราะรายได้ที่เห็นอาจจะแตกต่างกัน ประกอบกับปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ราคาของผลผลิตที่ไม่ยั่งยืน หรือปัญหาแมลงต่างๆ รวมถึงการกู้หนี้ยืมสิน เพื่อซื้อยาฆ่าแมลง หรือแม้แต่การเช่าพื้นที่เพื่อทำธุรกิจการเกษตร ทำให้อาชีพนี้เป็นอาชีพสุดท้ายที่ หลายๆคนเล็งเห็นและอาจจะกลับไปทำธุรกิจการเกษตร ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ที่หลายคนมักจะคิดว่าการได้อยู่กับธรรมชาติและอยู่อย่างพอเพียงในความเป็นธรรมชาติคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่กระนั้นก็ยังมีวัยรุ่นอีกหลายคนที่เล็งเห็นเม็ดเงินจากการทำธุรกิจการเกษตร ทำให้มีการพัฒนาและการประยุกต์ในการทำธุรกิจการเกษตรรูปแบบใหม่ ซึ่งก็ได้ผลเกินคาด

    ความเชื่อในการทำธุรกิจการเกษตร

    ธุรกิจการเกษตร ไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบอาชีพ รวมถึงเจ้าของกิจการยากจนเสมอไปบางคนที่จับทางถูก ทำแล้วร่ำรวย และประสบความสำเร็จมากมายก็มีแต่ทำแล้วล้มเหลว ยากจนก็มีเช่นกัน ซึ่งธุรกิจการเกษตรที่หลายคนคิดอยู่เสมอว่า จะทำอย่างไรให้รวยและยั่งยืน หลายคนคิดว่าการทำธุรกิจการเกษตรจะเป็นทางเลือกท้ายๆ ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหลานของเกษตรกร ที่มักจะคิดว่ามันเป็นเรื่องยากเกินไปที่จะทำให้ธุรกิจการเกษตร ประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ และโดยภาพรวมที่เห็นคือ เกษตรกรมักจะยากจนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้หลายๆคนอยากที่จะเห็นเม็ดเงินการทำงานมากกว่า จึงได้เลือกทำงานอย่างอื่นมากกว่าที่จะไปจมปรักอยู่กับธุรกิจการเกษตรโดยปล่อยให้คนเฒ่า คนแก่ พ่อแม่ ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพอื่น ก้มหน้าก้มตาทำการเกษตรต่อไป

    การเพาะปลูกแบบอุตสาหกรรมเกษตของธุรกิจการเกษตร

    การเพาะปลูกพืชทางการเกษตร ส่วนใหญ่เน้นการเพาะปลูกที่เป็นผลผลิตมากกว่า หรือหากเป็นธุรกิจการเกษตร ถ้าจะให้เข้ากับเหตุการณ์ตอนนี้ ก็คงเป็นเรื่องของการปลูกข้าว และการนำไปจำนำกับทางรัฐบาล ข้อดีของการทำธุรกิจการเกษตร ก็คือ จะได้เงินจากการเพาะปลูกแต่ละรอบเป็นก้อนใหญ่ แต่ข้อเสียคือ ต้องใช้ต้นทุนค่าปุ๋ย ยา และการดูแลรักษาในการเพาะปลูกที่ค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะค่าปุ๋ยที่มีราคาขึ้นทุกปี เพราะปุ๋ยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากน้ำมัน (ปิโตเลียม) ซึ่งจะมีการขึ้นลงตามราคาตลาดโลก ทำให้ควบคุมได้ยาก และการเพาะปลูกธุรกิจการเกษตร จะต้องอาศัยสารเคมีในปริมาณมาก ทำให้ดินเสีย ในระยะยาวแล้ว รวมถึงแหล่งน้ำสกปรกที่มีการปนเปื้อนสารเคมี และยังเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอีกด้วย ที่สำคัญ หากเกษตรกรหันมาเพาะปลูกพืชชนิดเดียวกันมากเกินไปก็จะเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด ทำให้ราคาของพืชผักตกต่ำ และทำให้ธุรกิจการเกษตร อาจมีการขาดทุน

    เพาะปลูกแบบอินทรีย์ของธุรกิจการเกษตร

    ธุรกิจการเพาะปลูกพืชผลที่เป็นการเพาะปลูกแบบอินทรีย์ ส่วนใหญ่จะเน้น ทำการเกษตรปลอดสาร ข้อดีก็คือ ต้นทุนต่ำกว่าการใช้สารเคมี หรือใช้ปุ๋ยเคมี ที่ เพราะปุ๋ยอินทรีย์สามารถทำได้เอง และใช้แบบสารสกัดที่ราคาไม่แกว่งตัวซึ่งทำให้สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ง่ายกว่า และที่สำคัญความนิยมในการบริโภคผักปลอดสารพิษยังคงเป็นกระแสอยู่อย่างต่อเนื่อง และคาดว่าน่าจะอยู่ได้ในระยะยาว ซึ่งทำให้ธุรกิจการเกษตรที่ทำเกี่ยวกับผักผลไม้ปลอดสารพิษ เป็นสินค้าเกษตรปลอดสารที่สามารถขายได้ราคาดีกว่า และยังไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่มีสารเคมีตกค้างซึ่งผู้บริโภคเองก็ไม่เป็นโรคและไม่มีสารพิษสะสม แถมเกษตรกรก็มีสุขภาพแข็งแรงเพราะไม่มีสารเคมีสะสมในร่างกายเช่นกัน และมีแนวโน้มว่าการบริโภคผักปลอดสารพิษจะเป็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ธุรกิจการเกษตรมีโอกาสที่จะเติบโตได้เร็วเช่นกัน

    การขายอุปกรณ์การเกษตรในธุรกิจการเกษตร

    นอกเหนือจากการทำธุรกิจการเกษตรแล้ว ยังมีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือทาการเกษตร เมล็ดพืช ผัก ต่างๆ ปุ๋ย ยา และที่นิยมในปัจจุบันคือ อาหารเสริมสูตรชีวภาพที่ใช้กับพืชผลทางการเกษตร และสามารถนำมาใช้ในครัวเรือน ซึ่งกระแสของธุรกิจการเกษตร ที่เป็นเกษตรปลอดสาร เกษตรชีวภาพ และการบริโภคอาหารที่ปลอดสารพิษ หรืออาหารเพื่อสุขภาพมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แถมในปัจจุบันมีกระแสผู้คนหันมาปลูกผักทานเองในครอบครัวเพราะทำให้มั่นใจ 100% ว่าเราใส่อะไรไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่คนมักจะเลือกแนวทางปลอดสารเคมี เพราะผักที่ปลูกเองนอกจากจะปลอดสารแล้ว ยังรู้สึกดี เพราะเราปลูกเองกับมือ ส่วนในเรื่องของธุรกิจการเกษตร รับรองว่ายังไปได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

    ลงมือทำธุรกิจการเกษตรด้วยตัวเอง

    หากคุณมีโอกาสลงมือทำธุรกิจการเกษตร ด้วยสองมือของตัวเอง จะทำให้เห็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะทำธุรกิจการเกษตรในรูปแบบใดของการเกษตรหากแต่คุณมีการศึกษาข้อมูลที่ดี หรืออาจจะไปขอความรู้จากเกษตรจังหวัด เพื่อที่จะมาแนะนำแนวทางการทำธุรกิจการเกษตรแนวใหม่ หรือแบบเดิมๆ ประกอบกับการดูแลงานให้ดีขณะที่อยู่หน้างาน รวมถึงการศึกษาและหาข้อมูลเพื่อทำเป็นการบ้านสำหรับวางแนวทางให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในทุกๆด้าน มีธุรกิจการเกษตรบางตัว ที่มีการลงทุนไม่สูงมาก ซึ่งจะทำให้ผู้ที่หันมาเริ่มทำธุรกิจการเกษตร อาจจะไม่ต้องทุ่มทุนสูงมากนัก เพียงแค่มีบริเวณ หรือพื้นที่สำหรับการเพาะปลูก ซึ่งหากจะให้ธุรกิจการเกษตรประสบความสำเร็จ อาจจะต้องมีการสำรวจตลาดอีกครั้ง ว่า อะไรคือสิ่งที่คนนิยม อะไรคือสิ่งที่หายาก และความคิดแนวทางในการนำเสนอในรูปแบบและแนวคิดใหม่ๆ จะทำให้คุณประสบความสำเร็จแน่นอน

  • วิธีปลูกอัญชัน พร้อมคำแนะนำในการขายอัญชัน

    ในปัจจุบันนี้ เราจะเห็นได้ว่าพืชสมุนไพรไทยได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมากนะครับ ซึ่งอัญชันก็เป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรที่สารพัดประโยชน์ ตลาดมีความต้องการซื้อสูง และเป็นพืชที่ขายได้ราคาดี โดยจะนำดอกอัญชัน แปรรูปไปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ทำยารักษาโรค ใช้ทำสีผสมอาหาร ใช้ทำแชมพูรักษาอาการผมร่วง และอื่นๆ อีกมากมาย สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกอัญชันได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียวครับ

    ลักษณะทั่วไปของต้นอัญชัน

    – ต้นอัญชันนั้นจัดอยู่ในประเภทพันธุ์ไม้เลื้อยล้มลุกขนาดเล็ก ซึ่งจะมีเถาขนาดเล็ก และอ่อน แต่สามารถเลื้อยไปไกลได้ถึง 20 ฟุต
    – ลักษณะเถาอัญชันจะค่อนข้างกลม และออกสีเขียว แต่ถ้าเถาแก่จะออกสีน้ำตาล ตามลำต้นจะมีขนนุ่มๆ ปกคลุมโดยทั่ว
    – ดอกอัญชันจะเป็นดอกเดี่ยว และจะออกดอกเป็นช่อตามปลายยอด อัญชันจะมีทั้งชนิดดอกซ้อน และดอกรา
    – ดอกมีหลายสี เช่น สีม่วง สีฟ้า สีน้ำเงินอมม่วง และสีขาว
    – ลักษณะของดอกอัญชันจะมี 2 กลีบ ลักษณะกลีบแบที่ 1 เมื่อกลีบดอกบานอ้าออกเต็มที่ จะมองเห็นลักษณะของดอกคล้ายดอกถั่ว ลักษณะกลีบแบที่ 2 เมื่อกลีบดอกบานอ้าออกเต็มที่ จะมองเห็นลักษณะคล้ายกาบหอย หรือปีกผีเสื้อ
    – เมื่อดอกโรยก็จะติดฝัก
    – อัญชันเป็นพันธุ์ไม้ที่ออกดอกตลอดทั้งปี

    วิธีการปลูกอัญชัน

    วิธีการปลูกอัญชัน วิธีที่ 1

    วิธีการปลูกอัญชัน และดูแลรักษาอัญชันนั้นก็ไม่ยากครับ อัญชันเป็นพืชเลื้อยขนาดเล็กที่ปลูกง่าย และขึ้นง่ายไม่ต้องการดูแลรักษามากนัก

    – วิธีการปลูกโดยการนำต้นกล้า จากการเพาะเมล็ดมาปลูกลงแปลงปลูกที่ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกไว้
    – และบริเวณแปลงปลูกควรมีแสงแดดพอสมควร แต่ไม่ถึงกับจัดมาก
    – ใกล้ๆ กับแปลงปลูกทำรั้ว หรือไม้ระแนงเพื่อให้เถาอัญชันเลื้อยพาด หรือยึดเกาะเพื่อการทรงตัวได้
    – ส่วนการรดน้ำ รดน้ำแต่พอชุ่มก็พอ เพียงวัน ละ 2 ครั้งในช่วงเช้า และช่วงเย็นเท่านั้น
    – อัญชันขึ้นได้ดีในดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำได้ดี
    – ส่วนโรคและแมลง มีน้อยมาก แต่ควรระวังพวกสัตว์เลี้ยงมากินใบ และดอก
    – การปลูกอัญชันในกระถ่างก็สามารถทำได้ เพียงนำเมล็ดแก่มาเพาะบนสำลีที่ชุ่มน้ำ 2 วันก็งอกแล้วครับ
    – ประมาณ 1-2 เดือนก็เริ่มมีดอกให้เราเก็บแล้ว

    วิธีการปลูกอัญชัน วิธีที่ 2

    ซึ่งวิธีการปลูกอัญชันก็มีขั้นตอนที่ง่ายๆ โดยเราจะมุ่งไปที่การทำดินที่จะปลูกให้ดีซะก่อน หลักสำคัญในการปลูกต้นไม้ ไม่ว่าเราจะปลูกต้นไม้อะไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญเลยก็คือดิน การหมักดินให้ดีจะทำให้ต้นไม้ที่เราปลูกแข็งแรง ให้และให้ผลผลิตที่ดี

    สำหรับวิธีการหมักดินมีส่วนผสมดังนี้

    – ดินถุง
    – มูลสัตว์ (ปุ๋ยคอก)
    – เศษใบไม้แห้ง เศษอาหารสด ผัก ผลไม้ กากกาแฟ เปลือกไข่
    – หัวเชื้อจุลินทรีย์
    – น้ำตาล

    วิธีการหมักดิน

    – วิธีการหมักดิน ให้เรานำดินมาคลุกเค้ากับมูลสัตว์ เศษใบไม้แห้ง เศษอาหาร และหัวเชื้อจุลินทรีย์
    – ต่อจากนั้นให้เติมน้ำตาล และคลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยกะปริมาณตามความเหมาะสม
    – หลักสำคัญที่ควรทราบก็คือ มูลสัตว์ที่นำมาใช้ควรเป็นมูลสัตว์แห้ง เศษใบไม้ควรเลือกใบเล็ก และหากเป็นพืชตระกูลถั่วก็ย่อยง่ายขึ้น
    – เศษอาหารควรใส่ให้หลากหลายชนิด เพื่อให้ได้สารอาหารพืชหลายชนิด
    – น้ำตาลทราย ที่เติมลงไป ก็เพื่อไปกระตุ้นให้หัวเชื้อจุลินทรีย์ ที่นำมาผสมทำงานย่อยสลายได้ดีมากขึ้น
    – ต่อจากนั้น ให้เติมน้ำพอชุ่ม กะความชื้นให้เหมาะสม โดยสามารถสังเกตได้ด้วยการกำดินที่ผสมแล้ว นำขึ้นมาดุ
    – หากจับกันเป็นก้อน ไม่แตก และบีบแล้วไม่มีน้ำไหล ก็เป็นอันใช้ได้
    – แล้วจึงตักดินที่ผสมแล้ว ใส่ลงถุงดินที่ซื้อมา ถุงดินควรเป็นถุงกระสอบที่มีรูระบายอากาศ
    – ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม และให้จับดูว่าดินหายร้อนแล้วหรือยัง ถ้าหายร้อนแล้ว ก็สามารถนำมาปลูกได้

    วิธีการปลูกอัญชัน

    – ขั้นตอนแรกเริ่มจากนำเมล็ดแห้งของต้นอัญชัน นำมาแช่น้ำไว้ 1 คืน
    – เสร็จแล้วให้นำมาห่อผ้าทิ้งไว้ประมาณ 3 วันให้รากงอก
    – ต่อจากนั้น ให้นำดินที่เตรียมไว้ มาใส่กระถาง และไม่ควรใส่ดินจนเต็มกระถางเกินไป ให้ใส่ดินประมาณขอบล่าง เพื่อที่จะเหลือพื้นที่ไว้สำหรับรับน้ำเวลาปลูก
    – ต่อจากนั้นก็รดน้ำลงบนดินปกติ
    – เสร็จแล้วให้ขุดหลุมในกระถางตื้นๆ วางเมล็ดอัญชันประมาณ 3 เมล็ดต่อ 1 กระถางเพาะ
    – เคล็ดลับ คือ ถ้าอยากให้ต้นอัญชันงอกเร็ว ให้นำเอาถุงพลาสติกมาครอบ คลุมให้ทั่วทั้งกระถาง เพื่อให้เกิดความชื้นขึ้น ให้คลุมไว้จนกว่าต้นจะงอกพ้นดินมา แล้วค่อยเอาถุงออก
    – นำกระถางต้นไม้ ไปวางให้โดนแสงธรรมชาติ ประมาณ 2 เดือน ก็จะเริ่มมีดอกผลให้เก็บแล้ว

    การเก็บเกี่ยว และการขาย

    การเก็บเกี่ยว อัญชันเป็นพืชที่ออกดอกตลอดทั้งปี โดยใช้เวลานับตั้งแต่การปลูกจนเก็บเกี่ยวได้ ใช้เวลา 30-40 วัน ส่วนราคาดอกสดๆ กิโลกรัมละ 60–100 บาท ขึ้นอยู่กับความงามของดอก ราคาดอกอัญชันตากแห้งจำหน่ายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 250-500 บาท และถ้าเราขายส่งดอกอัญชันจะมีแม่ค้าพ่อค้าขาประจำเข้ามารับซื้อดอกอัญชันตากแห้งของเราด้วยราคาประมาณกิโลกรัมละ 100 – 500 บาท ซึ่งราคาส่งนั้นโดยปกติเราจะต้องขายถูกกว่าราคาปลีกอยู่แล้ว แต่ถ้าเราคิดว่าราคาขายนี้ดูน้อยเกินไป เราก็สามารถนำดอกอัญชันตากแห้งของเราไปต่อยอดทางธุรกิจเพิ่มเติมได้ ยังมีอาชีพเสริมอีกมากมายที่ต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ยกตัวอย่างเช่นการนำดอกอัญชันมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม หรือแม้แต่อาหาร

    ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากดอกอัญชัน

    ก็จะขอยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากดอกอัญชันนะครับ

    ชาดอกอัญชัน ตราขุนช้าง

    ชาดอกอัญชันตราขุนช้าง เป็นชาหอม ชาสมุนไพร และเป็นชาไทยที่ให้มากกว่าความอร่อย เป็นชาไทยมาตรฐานส่งออก ทุกความหอมกับหลากหลายสรรพคุณ ทุกความพิถีพิถันในการอบที่ทันสมัย ทุกความอร่อยที่บรรจงเสกสรรเติมแต่ง ทุกความตั้งใจที่มีไว้เพื่อคุณ มากสรรพคุณพร้อมรับประกันความอร่อย

    ชาดอกอัญชัน ตราขุนช้าง ผลิตด้วยเครื่องอบแบบดูดความชื้น ซึ่งสามารถรักษาคุณค่าของสมุนไพรไว้ได้ถึง 98% นอกจากนี้ยังมีการกระจายรายได้ให้กับเกษตรกรในท้องถิ่น ด้วยการรับซื้อวัตถุดิบสมุนไพรใบบัวบกจากชาวบ้านด้วย

    ชาดอกอัญชัน ตราขุนช้าง ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและยาระบาย แก้ตาฟาง และตาแฉะ มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมและนัยน์ตามากขึ้น

    วิธีชงให้ใส่ชาดอกอัญชัน 1 ซอง ในน้ำร้อน 130 มิลลิลิตร หรือประมาณ 1 แก้ว สามารถดื่มได้ทันที

    ชาดอกอัญชัน ผลิตภัณฑ์แปรรูปสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ตราขุนช้าง สินค้าจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเขาคีรี ของฝากจากจังหวัดสุพรรณบุรี

    ผ่านมาตรฐาน ใบอนุญาต GMP เลขที่ จ3-2(1)-13/52 สพ.
    ขนาดบรรจุ 15 ซอง น้ำหนักสุทธิ 20 กรัม

    ขอขยายความนิดนะครับ คำว่า GMP หรือชื่อเต็ม คือ Good Manufacturing Practice หมายถึง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร เป็นเกณฑ์หรือข้อกำหนดขั้นพื้นฐานที่จำเป็นในการผลิตและควบคุมเพื่อให้ผู้ผลิตปฏิบัติตาม และทำให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างปลอดภัย โดยเน้นการป้องกันและขจัดความเสี่ยงที่อาจจะทำให้อาหารเป็นพิษ เป็นอันตราย หรือเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

    สรุป

    ท่านที่ชื่นชอบการปลูกต้นไม้หรือทำการเกษตรอยู่แล้ว การปลูกดอกอัญชันตากแห้งขายเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยาก เป็นช่องทางสร้างความรวยที่น่าสนใจ ซึ่งการปลูกอัญชันลงทุนน้อยมาก การดูแลและบำรุงรักษาก็ไม่ยาก ทำควบคู่ไปกับงานอื่นๆ ได้ การปลูกดอกอัญชันขายยังสามารถพัฒนา หรือต่อยอดธุรกิจได้อีกหลากหลายรูปแบบ ทั้งผลิตเป็นเครื่องดื่มน้ำดอกอัญชัน หรือทำเป็นธุรกิจดอกอัญชันอบแห้ง ทั้งยังสามารถสกัดเป็นแชมพูสระผม ขายส่งให้กับแหล่งรับซื้อ การปลูกอัญชันจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำให้ท่านร่ำรวยได้อย่าง่ายๆ หากท่านกล้าที่จะลอง ขอให้ร่ำรวยกันทุกท่านครับ

  • การวางแผนอาชีพเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จ

    มีเป้าหมายอย่างเดียวไม่พอ เดินหมากชีวิต ต้องเดินอย่างมีแผน มีการวางแผนชีวิตและอาชีพเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จ เพราะวางแผนดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

    บางครั้งการใช้ชีวิตอาจต้องมีการวางแผนกันบ้าง เพื่อที่จะเป็นจุดมุ่งหมายพาเราก้าวสู่เส้นทางที่หวังไว้ได้ง่ายขึ้น สำหรับผมแล้ว ผมมองว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จของคนเราไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย แต่ที่เรามองเห็นว่ามันทอดยาวไกลนั่นเพราะเรากำลังอ่อนแอต่ออุปสรรคที่ขวางกั้น แท้จริง เมื่อนึกดูแล้ว อุปสรรคเหล่านั้นถือเป็นบันไดหลากหลายขั้นที่มีแต่จะนำพาเราก้าวยืนสู่ขั้นที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ และกว่าที่จะไปถึงปลายทางได้ เราอาจต้องก้าวเหยียบบนอุปสรรคในแต่ละด่านก่อน แล้วจากนั้นการก้าวผ่านในแต่ละด่านจะฉุดรั้งมือเราให้ขึ้นไปเหยียบยืนในขั้นที่สูงขึ้นตามลำดับ

    แต่ทั้งนี้โลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่ได้มีใครพบเจอความโชคดีได้ตลอดรอดฝั่ง บางครั้งเราจึงต้องพลัดหล่นลงมาเจ็บตัวบ้าง ดังนั้น เราจึงต้องมีอาวุธในมือซึ่งถือเปรียบเสมือนเคล็ดลับการเดินทางอย่างมีแบบแผน เรียกว่าเป็นการวางแผนอย่างชาญฉลาดและมีสติ เมื่อเราวางแผนในแต่ละด่านที่เดินได้อย่างแยบยล เป้าหมายของเราจะชัดเจนยิ่งขึ้น เราจะมองเห็นว่าอุปสรรคมันแค่เป็นกำแพงขวางกั้น ถ้าลองเราได้ทุบกำแพงหรือปีนป่ายกำแพงตรงนี้ไป ก็มีสิทธิ์เป็นไปได้ว่าหลังกำแพงนั้นจะเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จที่เปิดต้อนรับเราให้ก้าวเดินอย่างราบรื่นอีกครั้ง

    ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบการวางแผน แม้จะเป็นการได้วางแผนการใช้ชีวิตประจำวัน แต่นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกสนุกที่ได้ตั้งเป้าหมายและสามารถทำตามแต่ละแผนการอย่างสำเร็จได้ แต่แผนที่วางไว้นั้นต้องไม่เป็นเรื่องที่ยากเกินไป อาจจะเริ่มต้นด้วยเรื่องเล็กๆ ไปก่อนแล้วจากนั้นค่อยไล่ลำดับให้เป็นเรื่องยากขึ้น

    เชื่อไหมว่า ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองได้รับความกดดันที่ต้องตั้งเป้าหมายเอาไว้เพื่อให้ตัวเองทำตาม แต่การเดินตามเกมที่ตัวเองวางไว้เหล่านั้น มันกลับทำให้ชีวิตพบความมีระเบียบ พบว่าชีวิตของเราจากที่เคยพบเจอแต่เรื่องยากๆ เดี๋ยวนี้กลับกลายมาเป็นเรื่องง่ายไปเสียทุกเรื่อง

    เวลาที่เราเจอปมเชือกที่ไม่สามารถแก้ไขออกได้ เราย่อมหงุดหงิดใจจริงไหม ผมเองก็เช่นเดียวกัน ตอนที่ตัวเองมีความฝันและอยากทำความฝันนั้นให้สำเร็จดั่งใจ ก็มักจะตั้งเป้าเอาไว้สูงว่าผมจะต้องทำให้ได้ แต่เมื่อพอลงมือเอาเข้าจริงแล้ว ผมกลับกลายเป็นนักเดินทางที่มักพาตัวเองเดินหลงทางอยู่เสมอ เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะผมมีแต่ปลายทางที่รอให้ก้าวไปถึง แต่กลับไม่เคยรู้ว่าการจะก้าวไปถึงอย่างง่ายดายโดยปราศจากอุปสรรคหรือเจออุปสรรคน้อยที่สุดนั้น จะทำได้อย่างไร เมื่อได้แต่มุ่งหวังว่าอยากจะทำแต่เพียงอย่างเดียว

    ความอยากโดยไร้การวางแผนนี่แหละ ที่ทำให้ผมมุ่งมั่นตั้งตาทำอย่างไร้ทิศทาง จนกระทั่งเวลาผ่านหลายวัน สุดท้ายก็พบว่าการลงมือทำของผมไม่เป็นผลสำเร็จ ยิ่งทำยิ่งเจอเรื่องยากๆ ยิ่งเจอความยากก็ยิ่งไม่อยากแก้ เพราะแก้อย่างไรก็เต็มไปด้วยเรื่องให้น่าปวดหัว มันคล้ายกับการนั่งแกะปมเชือกนั่นเอง แต่ปมเชือกของผมมันยิ่งกลายเป็นปมใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะยิ่งใจร้อนอยากแก้อยากทำ แต่ทำอย่างไร้การวางแผน ไม่มีการไล่เรียงตามลำดับยากง่ายก่อน สุดท้ายก็เกิดความเหนื่อยใจท้อแท้ใจในที่สุด

    จนกระทั่งวันหนึ่งผมคิดได้ว่า จะเริ่มต้นใหม่ โดยการวางแผนในสิ่งที่อยากทำในแต่ละวัน สมมติวันนี้ตั้งเป้าหมายอยากทำงานให้สำเร็จ ผมก็จะมานั่งจดว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้างเอาตั้งแต่เริ่มตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอนเลย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการปรับจูนเข็มทิศที่เคยเขวให้หันกลับมาสู่เป้าหมายที่กระจ่างชัดดังเดิม

    ผมเชื่อว่าการใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผน จะสอนให้เรารู้จักขั้นตอนและระบบระเบียบในการใช้ชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องยากหรือใหญ่แค่ไหน หากเรามีแผนรับมือแล้ว เราสามารถก้าวข้ามขั้นตอนหรือด่านยากในชีวิตได้อย่างแน่นอน

    อาวุธลับของการเดินทางสู่ความสำเร็จแท้จริง ไม่ได้มีอะไรมากมายเลย มันก็เป็นเพียงแค่ การที่เราวางแผนให้เป็นก็เท่านั้น

  • สูตรวิธีทำข้าวหลาม พร้อมคำแนะนำในการขายข้าวหลาม

    สูตรวิธีทำข้าวหลาม สูตรที่ 1

    ส่วนผสม (สูตรดั้งเดิม)

    – ข้าวเหนียวขาว 3 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
    – กะทิคั้นสด 2 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าต้มสุก 1 ลิตร
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – ถั่วดำต้มสุกครึ่งถ้วยตวง
    – ใบเตย 20 ใบ
    – กาบมะพร้าว 3-4 กาบ
    – ไผ่ข้าวหลาม 10 กระบอก

    วิธีการทำข้าวหลาม

    – เลือกข้าวเหนียวขาว ที่สะอาด เมล็ดคุณภาพดี ไม่หัก ตวงให้ได้ปริมาณ 3 ถ้วยตวง
    – จากนั้นให้ล้างข้าวเหนียวประมาณ 2 รอบ ให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 60 นาที
    – เมื่อครบเวลาที่กำหนด ให้นำข้าวพักในกระชอน หรือตะกร้าที่มีรูถี่ รอให้สะเด็ดน้ำ
    – ตวงถั่วดำให้ได้ปริมาณครึ่งถ้วยตวง ล้างให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 30 นาที
    – เมื่อครบ 30 นาที ให้นำหม้อใส่น้ำ แล้วตั้งไฟให้เดือดจัด จึงใส่ถั่วดำลงไปต้มนาน 10 นาที จนถั่วดำสุก
    – ตักถั่วดำออกจากหม้อ แล้วพักไว้บนกระชอน รอให้สะเด็ดน้ำ
    – หลังจากนั้นให้นำข้าวเหนียวที่พักไว้จนสะเด็ดน้ำ และถั่วดำต้มสุกเทใส่ลงในชามผสม คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วพักรอไว้ก่อน
    – ทำน้ำกะทิสำหรับใส่ผสมลงไปในข้าวเหนียวและถั่วดำ โดยใช้มะพร้าวขูดฝอยผสมน้ำต้มสุก นวดให้เข้ากัน แล้วคั้นน้ำกะทิจำนวน 2 ถ้วยตวง
    – นำน้ำกะทิเทใส่หม้อ แล้วยกตั้งไฟความร้อนปานกลาง รอจนกะทิเดือดเล็กน้อย
    – เติมน้ำตาลทรายและเกลือป่น คนให้ส่วนผสมเข้ากัน หรือรอจนกระทั่งน้ำตาลทรายละลายจนหมด
    – ปิดไฟ แล้วยกหม้อลงพักไว้ให้ส่วนผสมเย็นตัวลง
    – ต่อมาเตรียมเหลาไม้ไผ่เพื่อทำกระบอกข้าวหลาม เลือกใช้ไม้ไผ่ข้าวหลามโดยเฉพาะ
    – วัดขนาดป้องไม้ไผ่ให้ได้ความยาว 10 นิ้ว แล้วตัดออก
    – นำไม้ไผ่ไปล้างทำความสะอาด ใช้ฟองน้ำสะอาดเอาน้ำเปล่าลูบและถูจนหมดเศษฝุ่น
    – แล้วใช้น้ำร้อนจัดลวกกระบอกไม้ไผ่ด้านในด้วย เพื่อความสะอาด แล้วคว่ำปลายกระบอกไม้ไผ่ลง พักให้แห้ง
    – เมื่อกระบอกไม้ไผ่แห้งแล้ว ก็สวมถุงมือพลาสติก แล้วค่อยๆ หยอดข้าวเหนียวกับถั่วดำที่ผสมไว้ลงไปในกระบอกไม้ไผ่ทีละ 1 กำมือ สลับกับตักน้ำกะทิหยอดลงไปครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ
    – กระแทกกระบอกไม้ไผ่ให้น้ำกะทิและข้าวเหนียวเข้ากัน เมื่อกระแทกเสร็จแล้วก็หยอดข้าวเหนียวลงไป ตามด้วยน้ำกะทิ ทำเช่นนี้ซ้ำไปมา จนข้าวเหนียวเกือบเต็มกระบอกไม้ไผ่
    – พับใบเตยประมาณ 2-3 ใบ เป็นชิ้นสี่เหลี่ยม ใส่อุดลงไปในปากกระบอกไม้ไผ่ ตามด้วยกาบมะพร้าวหั่นชิ้น กะให้ได้ขนาดที่พอดีกับปากกระบอกไม้ไผ่
    – พักใส่ส่วนผสมในกระบอกไม้ไผ่เข้ากันประมาณ 30 นาที
    – จากนั้นให้จุดเตาถ่าน แล้วรอให้ไฟร้อนปานกลาง นำตะแกรงเหล็ก 2 ชิ้นมาวางเป็นมุมสามเหลี่ยมในเตา เนื่องจากกระบอกข้าวหลามต้องวางเผาในลักษณะแนวตั้ง
    – นำกระบอกข้าวหลามมาวางเรียงกัน แล้วเผาด้วยไฟร้อนปานกลาง จนกระบอกเริ่มมีความเหลือง ก็ให้พลิกกลับด้านไปเรื่อยๆ จนความร้อนส่งไปทั่วทั้งกระบอก ใช้เวลาประมาณ 40-50 นาที
    – เมื่อข้าวหลามสุกได้ที่แล้ว ยกออกจากเตาถ่าน แล้วพักไว้ให้เย็นตัวลงเล็กน้อย หรือจะรอจนเย็นสนิทก็ได้
    – และเมื่อกระบอกข้าวหลามเย็นตัวลงแล้ว ให้นำมีดมาเหลากระบอกไม้ไผ่ เอาเนื้อไม้ไผ่ด้านนอกออกไป ให้เหลือแค่เนื้อไม้ไผ่บางๆ เพื่อที่จะแกะรับประทานได้โดยง่าย
    – ทั้งนี้ตอนรับประทาน สามารถทานในกระบอกได้เลย หรือจะแกะเนื้อข้าวเหนียวออกจากกระบอก มาจัดลงจานแล้วตกแต่งให้สวยงามก็ได้นะครับ

    สูตรวิธีทำข้าวหลาม สูตรที่ 2 (สูตรข้าวเหนียวดำ+ธัญพืช)

    ส่วนผสม

    – ข้าวเหนียวดำ 3 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
    – กะทิ 2 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าต้มสุก 1 ลิตร
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – ลุกเดือยต้มสุกครึ่งถ้วยตวง
    – ข้าวโพดสีเหลืองต้มสุกแกะเมล็ด ครึ่งถ้วยตวง
    – ใบเตย 20 ใบ
    – กาบมะพร้าว 3-4 กาบ
    – ไผ่ข้าวหลาม 10 กระบอก

    วิธีการทำข้าวหลาม

    – ขั้นตอนแรกให้ตวงข้าวเหนียว 3 ถ้วยตวง แล้วล้างน้ำให้สะอาด
    – จากนั้นให้แช่ข้าวเหนียวไว้ประมาณ 60 นาที เมื่อได้เวลาตามที่ตั้งไว้ ให้พักข้าวเหนียวไว้บนกระชอน รอให้สะเด็ดน้ำ
    – นำลูกเดือยครึ่งถ้วยตวง ต้มในน้ำสะอาดประมาณ 20 นาที จนสุก แล้วตักพักไว้บนกระชอน ให้สะเด็ดน้ำเช่นกัน
    – ต้มข้าวโพดสีเหลือง แล้วพักไว้ให้เย็นตัวลง จึงค่อยแกะเมล็ดออก ตวงให้ได้ครึ่งถ้วยตวงตามสูตร
    – นำส่วนผสมทั้งสามอย่าง ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพดและลูกเดือย เทลงในชามผสม แล้วคลุกเคล้าให้ทุกอย่างเข้ากัน
    – ต่อมาจึงทำส่วนผสมน้ำกะทิ โดยเทกะทิ 2 ถ้วยตวงลงในหม้อใบเล็ก ตามด้วยน้ำตาลทรายและเกลือป่น คนให้เข้ากัน
    – ยกตั้งไฟ ความร้อนปานกลาง ต้มจนส่วนผสมเดือด และรอจนน้ำตาลทรายละลาย
    – พักส่วนผสมทิ้งไว้ให้เย็นตัวลง
    – ตัดกระบอกไม้ไผ่ สำหรับทำข้าวหลาม ให้ได้ความยาวตามป้องไม้ไผ่ประมาณ 10 นิ้ว
    – ล้างทำความสะอาดด้านนอกกระบอกไม้ไผ่ และนำน้ำร้อนจัดลวกกระบอกไม้ไผ่ด้านในให้สะอาด แล้วตากทิ้งไว้ให้แห้งสนิท
    – สวมถุงมือพลาสติก แล้วค่อยหยิบส่วนผสมข้าวเหนียวที่คลุกธัญพืชไว้ 1 กำมือ ตวงใส่กระบอกไม้ไผ่ลงไป ตามด้วยหยอดน้ำกะทิลงไปในปริมาณที่พอเหมาะ
    – จากนั้นค่อยๆ กระแทกกระบอกไม้ไผ่ลงไป ให้ส่วนผสมเข้ากัน ทำเช่นนี้ประมาณ 2-3 รอบ ให้ส่วนผสมข้าวเหนียวเกือบเต็มตัวกระบอกไม้ไผ่
    – นำใบเตย 2-3 มาพับเป็นทรงสี่เหลี่ยม แล้วยัดลงไปที่ปากกระบอก ตามด้วยกาบมะพร้าวหั่นชิ้น ปิดทับลงไปที่ปากกระบอกอีกครั้ง
    – พักส่วนผสมในกระบอกไม้ไผ่ทิ้งไว้ให้เข้ากันอีก 30 นาที ระหว่างนี้ให้เตรียมจุดเตาถ่าน แล้วรอให้ไฟได้ความร้อนระดับปานกลาง
    – นำตะแกรงเหล็กสองชิ้นมาวางในเตา ให้ได้มุมสามเหลี่ยม เพื่อที่จะได้วางกระบอกข้าวหลามในแนวตั้งได้ทั้งสองฝั่ง
    – เผากระบอกข้าวหลามด้วยไฟร้อนปานกลาง จนกระบอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง จึงพลิกหมุน สลับด้าน ให้กระบอกไม้ไผ่โดนไฟเผาจนทั่ว ใช้เวลาประมาณ 40-50 นาที ข้าวหลามจึงจะสุก
    – เมื่อข้าวหลามสุก ให้ยกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นจากเตา แล้วพักให้เย็นตัวลง
    – นำมีดมาเหลาบริเวณไม้ไผ่ด้านนอกที่โดนเผาออกไป เพื่อให้เปลือกบางลง จะได้แกะข้าวหลามรับประทานได้โดยง่าย

  • วิธีการรับจำนำโทรศัพท์มือถือ

    ในยุคที่การสื่อสารก้าวหน้าจนเรียกได้ว่าประชากรแทบทุกคนต้องมีโทรศัพท์มือถือพกติดตัว ทำให้อุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือขยายตัวมากขึ้น โทรศัพท์มือถือมีมากมายหลายแบบให้เลือกซื้อ หรือเปลี่ยน จนทำให้ร้านขายโทรศัพท์มือถือต่างผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ซึ่งร้านขายโทรศัพท์มือถือเหล่านี้นอกจากรายได้หลักจากการขายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริมแล้ว ปัจจุบันยังมีอาชีพเสริมอีกอย่างหนึ่งขึ้นมาซึ่งนั่นก็คือการรับจำนำโทรศัพท์มือถือนั่นเอง

    การรับฝากมือถือหรือถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือการรับจำนำมือถือ เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับร้านขายโทรศัพท์มือถือได้ดีอยู่ไม่น้อย ด้วยว่าเป็นการให้ลูกค้านำโทรศัพท์มือถือที่ตนมีหรือเป็นเจ้าของมาจำนำไว้เพื่อรับเงินสดไปและกลับมาไถ่ถอนคืนไปพร้อมดอกเบี้ย

    หลักการรับจำนำโทรศัพท์มือถือของร้านขายโทรศัพท์มือถือทั่วไป มักจะเป็นการต่อดอกเบี้ยทุกสัปดาห์ จนกว่าจะมีการไถ่ถอนโดยมีการคิดอัตราค่ารับฝากอยู่ที่ 5-10% ตามแต่ตกลง โดยโทรศัพท์มือถือที่รับจำนำส่วนใหญ่จะเป็นโทรศัพท์มือถือยี่ห้อมาตรฐาน อาทิเช่น iPhone Samsung LG BlackBerry เป็นต้น ส่วนโทรศัพท์มือถือระดับรองลงมาส่วนใหญ่ร้านค้าไม่นิยมรับจำนำ

    การให้บริการรับจำนำโทรศัพท์มือถือนี้ ทางร้านค้าที่รับจำนำก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับความเสี่ยงสูงอยู่เช่นกัน เพราะหากลูกค้าไม่มาไถ่ถอนคืนทำให้ร้านค้าต้องสูญเสียเงินดังกล่าวไป และได้โทรศัพท์มือถือมาแทน ซึ่งหากโทรศัพท์ที่เราได้มานั้นเป็นโทรศัพท์ใกล้จะฟัง หรือมีตำหนิมากก็จะทำให้ร้านค้าขาดทุนจึงต้องทำให้มีการตั้งราคารับจำนำไว้อยู่ที่ประมาณ 30-35% ของราคาปัจจุบัน อีกทั้งร้านค้าที่รับจำนำยังต้องตรวจตราให้ถ้วนถี่ถึงสภาพ และตำหนิของโทรศัพท์ที่มารับฝากก่อนทุกครั้งด้วยเพื่อความเป็นมาตรฐานในการตีราคารับจำนำ

    ปัจจุบันร้านค้าที่รับจำนำโทรศัพท์มือถือบางร้านได้ขยับขยายจากการรับจำนำโทรศัพท์มาถือมาเป็นรับจำนำแทบเลต เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคส์ และในบางร้านอาจจะรับจำนำกล้องดิจิตัลอีกด้วย

    สำหรับแหล่งหรือสถานที่เหมาะกับกิจการรับจำนำโทรศัพท์มือถือนั้น นอกจากตามแหล่งซื้อขายโทรศัพท์มือถืออย่างมาบุญครอง ตะวันนา หรือคลองถมแล้วตามสถานที่ๆ ใกล้กันกับสถานบันเทิงบางที่ก็มีผู้ใช้บริการอยู่มากเช่นกัน เช่น แถวรัชดา แถวหอนาฬิกาห้วยขวางเป็นต้น

    มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่คิดจะประกอบอาชีพรับจำนำโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อีเลคโทรนิคส์ว่าคุณควรที่จะมีความรู้ในเรื่องของอุปกรณ์อีเลคโทรนิคส์เหล่านั้นอยู่บ้าง เพื่อไม่ให้ถูกลูกค้าย้อมแมวขาย อีกทั้งเงินที่นำมาลงทุนควรที่จะเป็นเงินเย็นหรือเป็นเงินที่ไม่ได้มีโครงการที่จะนำไปใช้จ่ายอะไรในระยะสั้นๆ เพราะเราเองก็ไม่ทราบได้เช่นกันว่าลูกค้าจะมาไถ่ถอนโทรศัพท์คืนเมื่อไหร่

  • สูตรวิธีทำฟักทองเชื่อม พร้อมคำแนะนำในการขายฟักทองเชื่อม

    ฟักทองเชื่อม
     

    สูตรวิธีทำฟักทองเชื่อม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมฟักทองเชื่อม

    – ฟักทอง 1/2 ลูก (เลือกที่เนื้อแน่นจะทำให้ฟักทองเชื่อมมีเนื้อเหนียว)
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
    – ใบเตย 5 ใบ

    วิธีการทำฟักทองเชื่อม

    – เตรียมฟังทองแล้วนำหั่นฟักทองให้ออกเป็นชิ้นที่มีลักษณะหนา ๆ โดยใช้มีดนั้นคว้านไส้ออกมาตัดแต่งให้สวยงาม กรณีถ้ามีน้ำปูนใสให้นำฟักทองไปแช่น้ำปูนใส แล้วให้ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นให้นำมาล้างด้วยน้ำให้สะอาดแล้วเด็ดน้ำทิ้งเตรียมเอาไว้
    – ค่อยๆ ใส่น้ำตาลทรายป่นลงในหม้อเชื่อม ตามด้วยน้ำเปล่าที่สะอาด และนำใบเตยใส่ลงไปในหม้อเช่นกันเพื่อเพิ่มความหอม เพราะใบเตยนั้นจะให้ความหอมที่น่ารับประทานยิ่งขึ้น นำหม้อตั้งขึ้น แล้วตั้งไฟพออ่อนคนเรื่อยๆจนน้ำตาลทรายป่นนั้นละลายหมดเป็นเนื้อเดียว
    – จากนั้นใส่ฟักทองที่หั้นเป็นชิ้นใส่ลงไปในหม้อ แล้วเร่งไฟให้แรงสุด รอจนน้ำนั้นเดือดแล้วค่อยๆลดเป็นไฟอ่อน ใช้ความร้อนแค่พอเดือด อย่าเดือดมากจนนานเกินไป เชื่อมฟักทองต่อไปเรื่อย ๆ ข้อควรระวังไม่ต้องคนเพราะจะทำให้น้ำตาลเกาะกันเป็นก้อน เชื่อมทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง และหมั่นตักน้ำเชื่อมในหม้อราดลงบนชิ้นฟักทองที่ไม่โดนน้ำเชื่อมด้วยเพื่อให้ฟักทองนั้นไม่แห้งกร้าน เชื่อมจนฟักทองสุกและมีลักษณะใสๆ ให้ปิดไฟทันที แล้วนำฟังทองออกมาพักไว้จนเย็น ตักใส่จาน พร้อมรับประทาน

    สูตรวิธีทำฟักทองเชื่อม สูตรที่ 2

    ส่วนผสมฟักทองเชื่อม

    – ฟักทองแก่ๆ (เพราะเนื้อจะเหนียวและมัน)
    – น้ำตาลปี๊บ หรือ น้ำตาลทรายป่น
    – น้ำมะนาว
    – เกลือป่น
    – น้ำปูนใส
    – ใบเตย

    วิธีการทำฟักทองเชื่อม

    – เตรียมหั่นฟักทองให้เป็นชิ้นพอประมาณให้มีลักษณะหนาพอสมควร แล้วนำไปแช่น้ำปูนใสทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือจะแช่ทิ้งไว้ทั้งคืนก็ได้ พอแช่เสร็จแล้วให้ล้างน้ำให้สะอาด แล้วพักสะเด็ดน้ำทิ้งไว้
    – ตั้งหม้อใส่น้ำสะอาดลงไป ตั้งไฟปานกลาง จากนั้นให้ใส่ใบเตยลงไปแล้วเร่งไฟต้มให้เดือด พอเดือดได้ที่แล้วปิดไฟทันที แล้วตักใบเตยที่ต้มนั้นออก
    – ใส่น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลทรายป่นลงไปในหม้อ ตามด้วยเกลือป่น และใส่น้ำมะนาวลงไปเพื่อเพิ่มความใสของน้ำเชื่อมข้อควรระวังอย่าใส่มากเกินไปเดี๋ยวจะมีรสชาติเปรี้ยวเกินไป
    – ยกเตาไฟต้ม ตั้งไฟให้เดือดอีกครั้งแล้วจึงใส่ฟักทองเติมลงไปต้มให้พอเริ่มเดือด จากนั้นให้หรี่ไฟน้อยลงแล้วเคี่ยวเรื่อยๆจนกว่าเนื้อฟักทองนั้นจะเริ่มมีลักษณะนุ่มนิ่มและชุ่มฉ่ำด้วยน้ำเชื่อม พอเนื้อฟักทองได้ที่แล้ว ให้ปิดเตาไฟทันที แล้วเตรียมตักใส่จานภาชนะที่เตรียมไว้ได้เลย ตามด้วยการราดด้วยน้ำกะทิก็จะอร่อยไปอีกแบบตามความต้องการ

    สูตรวิธีทำฟักทองเชื่อม สูตรที่ 3

    ส่วนผสมฟักทองเชื่อม

    – ฟักทอง 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 250 กรัม
    – น้ำเปล่า 450 กรัม
    – น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำกะทิ 100 กรัม
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
    – แป้งข้าวเจ้า 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำปูนใส

    วิธีการทำฟักทองเชื่อม

    – นำฟักทองไปทำความสะอาดล้างด้วยน้ำเปล่า และหั่นให้เป็นชิ้นๆมีลักษณะหนา จะปอกเปลือกฟักทองหรือไม่ปอกเปลือกฟักทองก็ได้ แล้วแต่ความชอบ เสร็จแล้วให้นำไปแช่กับน้ำปูนใส โดยใช้เวลาในการแช่ประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นจึงนำฟักทองที่แช่นั้นขึ้นมาล้างน้ำสะอาดและสะเด็ดน้ำ ผึ่งตากให้แห้งสนิท
    – ขั้นตอนการทำน้ำราดกะทิ โดยใส่น้ำกะทิลงไปผสมกับแป้งข้าวเจ้าและเกลือป่นเล็กน้อยใส่ในหม้อเล็กที่เตรียมไว้ ยกเตา
    ตั้งบนไฟอ่อนๆ เคี่ยวเรื่อยๆจนเข้ากันดีแล้ว ให้ปิดไฟและพักทิ้งไว้
    – ใส่น้ำเปล่าผสมด้วยน้ำตาลทรายป่นและตามด้วยน้ำมะนาวลงในกระทะทองเหลือง หรือจะใช้กระทะเชฟลอนแทนก็ได้ ข้อควรระวังอย่าใส่น้ำมะนาวเยอะเกินไปเพราะจะทำให้มีรสชาติเปรี้ยวเกินไป นำไปตั้งไฟร้อนปานกลางให้รอจนกว่าน้ำตาลจะละลายหมด จึงค่อยใส่ฟักทองที่หั้นเตรียมไว้ใส่ลงไปเชื่อมจนสุก เนื้อฟักทองนั้นจะมีลักษณะเงา และฉ่ำใส จึงค่อยปิดไฟทันที
    – ใช้ช้อนตักฟักทองใส่ถ้วยหรือภาชนะที่เตรียมไว้แล้วราดหน้าด้วยน้ำกะทิ เสิร์ฟพร้อมรับประทานได้ทันที

    สูตรวิธีทำฟักทองเชื่อม สูตรที่ 4

    ส่วนผสมฟักทองเชื่อม

    – ฟักทอง ½ กิโลกรัม
    – น้ำตาลทรายป่น 3 ขีด
    – น้ำดอกไม้สด 3 ถ้วย
    – น้ำปูนใส
    – ผ้าขาวบาง

    วิธีการทำฟักทองเชื่อม

    – เฉือนเปลือกฟักทองออกให้เกลี้ยงเกลาแล้วนำฟักทองนั้นไปล้างน้ำเปล่าให้สะอาด แล้วนำมาหั้นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ จากนั้นนำฟักทองที่หั้นเสร็จแล้วไปแช่กับน้ำปูนใส ใช้เวลานานประมาณครึ่งชั่วโมง
    – ตั้งกระทะทองเหลืองใช้ไฟปานกลาง เติมน้ำดอกไม้สดลงไปตามด้วยน้ำตาลทรายป่น ใส่ไปทีละน้อยค่อยๆเติมจนกว่าจะหมด พอน้ำตาลเริ่มเดือดและละลายเข้ากันแล้วจึงเทใส่หม้อโดยกรองด้วยผ้าขาวบางและนำน้ำเชื่อมที่กรองแล้วนั้นเทกลับคืนกระทะ แล้วนำมาตั้งไฟต่ออีกครั้ง
    – เมื่อเคี่ยวน้ำเชื่อมไปเรื่อยๆ สักครู่จึงใส่ชิ้นฟักทองที่หั้นเตรียมไว้ทั้งหมดลงไปในหม้อ คนให้ทั่วให้เข้ากัน พอน้ำเชื่อมเริ่มเหนี่ยวเป็นยางแล้ว น้ำเชื่อมจับตัวฟักทองทุกชิ้นดีแล้ว จึงค่อยยกลงกระทะ ตักใส่ถ้วยหรือจานพร้อมเสิร์ฟรับประทาน

  • วิธีปลูกบลูเบอร์รี่ พร้อมคำแนะนำในการขายบลูเบอร์รี่

    บลูเบอร์รี่ (Blueberry) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vaccinium spp. จัดอยู่ในวงศ์ ERICACEAE มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ผลจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 – 16 มิลลิเมตร ที่ปลายผลจะมีวงแหวนเล็ก ๆ คล้ายมุงกุฎ ผลเมื่อยังอ่อนจะเป็นสีเขียวจาง ๆ พอแก่ขึ้นมาหน่อยก็จะมีสีม่วงแดง และเมื่อสุกจะมีสีคราม ผลเมื่อสุกเต็มที่จะมีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว มีเปลือกสีม่วง มีสารแอนโทไซยานิน ที่สามารถส่วนต่อต้านอนุมูลอิสระ และอุดมไปด้วยวิตามินซี

    บลูเบอร์รี่จัดเป็นผลไม้ตระกลูเบอร์รี่ที่โดดเด่นด้วยสีน้ำเงินอมม่วงสวยสดใส เป็นผลไม้เมืองหนาวที่ปัจจุบันสามารถปลูกในไทยได้บางพื้นที่
    วิธีการปลูก ต้นบลูเบอร์รี่จะเจริญเติบโตในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ออกดอกในฤดูฝน และสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ต้นบลูเบอร์รี่จะมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน แต่ถึงจะมีเกสรอยู่บนต้นเดียวกันแต่แนะนำให้เลี้ยงผึ้งช่วยผสมเกสรหรือช่วยผสมเกสรด้วยแรงงานมนุษย์จะดีกว่าครับ การปลูกในต่างประเทศจะนิยมปลูกลงบนแปลงดิน แต่ในบ้านเราแนะนำให้ปลูกลงกระถางหรือภาชนะครับ เพราะจะสามารถดูแลได้ดีกว่า หากได้ปลูกในโรงเรือนด้วยก็จะดีที่สุดครับ

    สายพันธุ์ การปลูกบลูเบอร์รี่ในบ้านเราจะต้องเลือกบลูเบอร์รี่สายพันธุ์ที่ทนความร้อนได้ดี เช่น สายพันธุ์ลูกผสมจากแคลิฟอร์เนีย หากไม่เลือกสายพันธุ์ที่จะปลูกให้ดีบลูเบอร์รี่จะไม่ติดผลครับ

    การขยายพันธุ์ บลูเบอร์รี่สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธีแต่ที่นิยมจะมีแค่ 2 วิธี คือ การเพาะเมล็ดและการปักชำกิ่ง ซึ่งในบทความนี้จะแนะนำทั้งสองวิธีครับ

    1. การปักชำกิ่ง

    การปักชำเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะการปักชำจะทำให้ต้นบลูเบอร์รี่ให้ผลผลิตดี กิ่งพันธุ์สำหรับการปักชำควรมีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ตัดเฉียงทั้งส่วนโคนและส่วนปลาย เมื่อได้รับกิ่งพันธุ์มาแล้วให้นำกิ่งพันธุ์ที่ได้ไปห่อในถุง ปิดปากถุงให้แน่น แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นเป็นเวลาสามเดือน เพื่อเป็นจำลองการจำศีลของต้นบลูเบอร์รี่ปกติในธรรมชาติและเมื่อเอากิ่งพันธุ์ออกมาเจออากาศที่อุ่นขึ้นกิ่งพันธุ์ก็จะเริ่มตื่นขึ้นมาพร้อมสำหรับการเพาะปลูกนั่นเอง (แนะนำให้เก็บใสตู้เย็นในเดือนมกราคม เพราะเมื่อนำกิ่งพันธุ์บลูเบอร์รี่ออกมาจะเป็นต้นเดือนพฤษภาคมซึ่งจะมีอากาศร้อนและเข้าสู่ช่วงฤดูฝนซึ่งเหมาะกับการเพาะปลูกต้นบลูเบอร์รี่มาก) จากนั้นนำกิ่งพันธุ์ไปปักชำในถุงเพาะชำที่เตรียมไว้ ส่วนผสมในดินที่ใช้อาจใช้เป็นแกลบดำผสมทรายก็ได้ แล้วจึงรดน้ำสัปดาห์ละครั้งจนกิ่งพันธุ์เริ่มแตกใบอ่อน แสดงว่าต้นบลูเบอร์รี่ของเราพร้อมที่จะนำไปปลูกลงแปลงดินหรือลงปลูกในภาชนะแล้วครับ

    2. การเพาะเมล็ด

    ให้เอาเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาใส่ถุงพลาสติก มัดให้แน่นแล้วนำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 3 เดือน จากนั้นก็เริ่มการเพาะโดยเอาเมล็ดมาเกลี่ยบนจานเพาะ แล้วกลบเมล็ดเบา ๆ วัสดุที่ใช้เพาะอาจเป็นทรายปนแกลบดำในอัตรา 1 ต่อ 1 หรือเป็นวัสดุอะไรก็ได้ที่ระบายน้ำได้ดี แล้วจึงนำมาวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง บริเวณที่เย็น ๆ อาจจะอยู่ใต้ร่มไม้ มีแสงแดดส่องถึงรำไร เพราะถ้าโดนแดดแรงมากเกินไป เวลารากงอกแล้วต้นบลูเบอร์รี่อาจตายได้ พยายามให้ได้บรรยากาศที่เหมือนฤดูร้อนเมืองนอก ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 15 – 20 องศาเซลเซียส การรดน้ำนั้นให้ใช้วิธีสเปรย์ให้โชกในครั้งแรก แล้วทิ้งไว้จนกว่าดินจะหมาด การรดน้ำครั้งแต่ไปให้ตรวจสอบดินเป็นระยะ ๆ อย่าให้ดินแห้งเกินไป หรือ แฉะเกินไป สเปรย์น้ำให้พอเหมาะ ให้ดินพอหมาด ๆ มีความชื้นประมาณ 70 % อยู่ตลอด ในช่วงนี้ต้องระวังเชื้อรา หากมีเชื้อราเกิดขึ้นให้ใช้ยากันเชื้อราหรอเชื้อราไตรโคเดอร์มามาสเปรย์ ประมาณ 1 – 6 สัปดาห์เล็ดจะเริ่มงอกและเมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 2 เดือนหรือเมื่อต้นอ่อนแตกใบแท้แล้ว แสดงว่าต้นกล้าของเราพร้อมที่จะย้ายไปปลูกในแปลงดินหรือกระถางแล้ว

    การเตรียมแปลงดินและการปลูก ต้นบลูเบอร์รี่ปลูกได้แทบจะทุกสภาพดิน แต่จะชอบดินที่เป็นกรดนิดหน่อยคือมีค่า PH ระหว่าง 3.5 – 4.5 ทั้งนี้ผู้ปลูกสามารถปรับความเป็นกรดของดินได้ โดยการใช้กรดซิตริกหรือออกซาลิกผสมน้ำราด นอกจากนี้บริเวณที่ปลูกควรเป็นพื้นที่ที่แดงส่องถึง และพื้นดินควรมีความร่วนซุยระบายน้ำได้ดี ขุดหลุมให้มีขนาดกว้าง 1 ศอก ลึก 1 ศอก ระยะห่างระหว่างหลุมและแถวประมาณ 0.7 x 0.7 เมตร จนถึง 1.2 x 1.2 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 กำมือ นอกจากนี้ควรใส่ขี้เลื่อยหรือขุยมะพร้าวที่ก้นหลุมด้วยเพื่อทำให้การระบายน้ำทำให้ดียิ่งขึ้น นำต้นกล้าบลูเบอรี่ที่เตรียมไว้มาปลูก กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่นแล้วจึงนำฟางข้าวหรือหญ้าแห้งมาคลุมบริเวณโคนต้นอีกทีหนึ่งเพื่อเป็นการรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดินนั่นเอง

    การปลูกลงกระถางหรือพาชนะ ดินที่ใส่ในกระถางควรใช้ทรายผสมแกลบดำในอัตรา 1 ต่อ 1 ครับหรือจะเป็นวัสดุใดก็ได้ที่มีการระบายน้ำได้ดี นอกจากนี้ควรรองขี้เลื่อยหรือขุยมะพร้าวในก้นกระถางเพื่อเพิ่มการระบายน้ำด้วยครับ จากนั้นจึงนำต้นกล้าที่เตรียมไว้มาปลูกในกระถาง เมื่อปลูกเสร็จควรคลุมบริเวณโคนต้นด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้งเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดินครับ

    การให้น้ำ ในช่วงแรก ๆ ให้รดน้ำทุกวันเช้าเย็น จนกระทั้งต้นบลูเบอร์รี่ตั้งตัวได้จึงรดประมาณ 1 – 2 วันต่อครั้ง และในช่วงที่ต้นบลูเบอร์รี่จำศีล (ช่วงที่อากาศหนาวจัด) ควรงดการให้น้ำหรือให้น้ำ 7 วันต่อครั้งครับ การรดน้ำไม่ควรรดเกินเวลา 16.00 น. เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา นอกจากนี้ในช่วงออกดอกและช่วงที่ต้นบลูเบอรรี่กำลังเป็นผลต้องระวังอย่าให้ดินแห้งและคอยรดน้ำอยู่บ่อย ๆ ครับ

    การให้ปุ๋ย ควรให้เป็นปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักชีวภาพ 1 ครั้งต่อเดือน แต่ในช่วงที่ต้นบลูเบอร์รี่จำศีลให้งดให้ปุ๋ยครับและในช่วงที่ต้นบลูเบอร์รี่ออกดอกและติดผลควรให้น้ำหมักฮอร์โมนสูตรบำรุงดอกและผลครับ นอกจากนี้ควรงดใช้และการให้สารเคมีในบริเวณที่ต้นบลูเบอร์รี่อยู่เด็ดขาดครับ

    การตัดแต่งกิ่ง ควรเริ่มตัดแต่งกิ่งหลังจากปลูกต้นบลูเบอร์รี่มาได้ประมาณ 6 ปี กิ่งก้านสาขาที่แห้งตายแล้วให้ตัดออกไปทิ้งให้หมดครับ
    โรค ศัตรูพืชและการป้องกัน โรคที่พบบ่อยคือเชื้อราและเพลี้ย สามารถป้องกันไดโดยหากเจอเชื้อราให้ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาผสมน้ำฉีดพ่นทุก ๆ 3 – 7 วันจนกว่าจะหาย หากเจอเพลี้ยหรือแมลงศัตรูพืชให้ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย หรือน้ำหมักสมุนไพรสูตรไล่แมลงฉีดพ่นทุก ๆ 1 – 2 วันจนกว่าจะหาย ทั้งนี้การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาและเชื้อราบิวเวอร์เรียไม่ควรใช้พร้อมกันและควรเว้นระยะประมาณ 15 วันก่อนจะสลับใช้เชื้อรา

    ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีการปลูกบลูเบอร์รี่เพื่อการพานิชย์เต็มรูปแบบ ผู้ปลูกควรเลือกสายพันธุ์ให้ดีก่อนปลูกถือเป็นพืชที่ปลูกยากอีกชนิดหนึ่งเลยทีเดียว หากต้องการปลูกเพื่อการพานิชย์แนะนำให้ปลูกในโรงเรือนตามอย่างต่างประเทศ เพราะการดูแลบำรุงรักษาสามารถทำได้ง่ายกว่านั่นเอง

  • สูตรวิธีทำน้ำลำไย พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำลำไย

    สูตรน้ำลำไย สูตรที่ 1

    ส่วนผสมต่างๆที่ใช้ในการทำน้ำลำไย

    – เนื้อลำไยอบแห้ง 500 กรัม
    – น้ำตาลทรายแดง 250 กรัม
    – น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร

    วิธีการทำน้ำลำไย
    – นำน้ำเปล่าที่เตรียมไว้ไปต้มให้เดือด เทลำไยอบแห้งลงในน้ำเดือด
    – ใส่น้ำตาลทรายแดงลงในหม้อ ปิดฝารอให้น้ำลำไยเดือดเต็มที่ จนลำไยอบแห้งพองตัวขึ้นมาเป็นลูกๆ
    – รอน้ำลำไยเดือดจนได้กลิ่นหอมๆ จึงทำการยกลงจากเตา รอน้ำลำไยเย็นตัว
    – รับประทานกับน้ำแข็ง โดยเทน้ำลำไยใส่น้ำแข็ง ได้รสชาติที่อร่อยหอมชื่นใจ
    – สามารถดื่มน้ำลำไยเพื่อดับร้อนได้

    สูตรน้ำลำไย สูตรที่ 2

    ส่วนผสมต่างๆที่ใช้ในการทำน้ำลำไย

    – ลำไยอบแห้ง 100 กรัม
    – น้ำเปล่า 1 ลิตร
    – น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม (หรือน้อยกว่านั้น)

    วิธีการทำน้ำลำไย
    – นำลำไยอบแห้งมาล้างให้สะอาด แช่ในน้ำเปล่า 1 ชั่วโมงเพื่อให้ลำไยบวมน้ำ แล้วพองออก
    – พักลำไยที่แช่น้ำไว้ รอให้สะเด็ดน้ำ แล้วเตรียมต้มน้ำ โดยใช้ไฟปานกลาง
    – ต้มจนน้ำเดือด ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไป เพื่อให้ได้สีของน้ำลำไย
    – เทลำไยที่แช่น้ำลงไปในหม้อต้ม รอจนเดือด จึงยกหม้อลงจากเตา
    – รอให้น้ำลำไยเย็น
    – นำน้ำแข็งใส่แก้ว เทน้ำลำไยลงไป แล้วตามด้วยเนื้อลำไยไว้ด้านบนแก้ว
    – ได้เป็นน้ำลำไยแสนอร่อยไว้ดื่มให้ชื่นใจ

    สูตรน้ำลำไย สูตรที่ 3

    ส่วนผสมต่างๆที่ใช้ในการทำน้ำลำไย

    – เนื้อลำไยอบแห้ง 150 กรัม
    – เนื้อลำไยสด 100 กรัม
    – น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร
    – น้ำตาลทรายแดง 200 กรัม
    – น้ำแข็งทุบ 3 ถ้วยตวง

    วิธีการทำน้ำลำไย

    – แกะเนื้อลำไยสด เอาเมล็ดออก พักไว้ เตรียมแช่ลำไยอบแห้งในน้ำ 10 นาที เพื่อรอให้ลำไยพองตัวออก
    – แช่ลำไยเสร็จแล้ว ตักเนื้อลำไยอบแห้งขึ้นให้สะเด็ดน้ำ
    – เตรียมต้มน้ำตาลทรายแดง โดยการตั้งหม้อใส่น้ำเปล่าลงไป รอจนน้ำเดือด
    – ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไป คนให้น้ำตาลละลายหมด แล้วจึงใส่ลำไยแห้งและลำไยสดลงไป
    – คนให้ความหวานจากน้ำตาลทรายแดง ซึมเข้าไปในเนื้อลำไยแห้งและลำไยสด
    – รดจนน้ำเดือด จึงยกน้ำลำไยลง พักไว้จนน้ำลำไยที่ได้เย็นตัว
    – เตรียมทุบน้ำแข็งใส่แก้วให้ได้ตามจำนวนผู้นับประทาน
    – ใส่น้ำลำไยที่รอให้เย็นลงในแก้วที่มีน้ำแข็ง โดยใส่น้ำลงไปก่อนจนเต็มแก้ว แล้วตามด้วยเนื้อลำไย
    – จะได้น้ำลำไยทำเองที่ขั้นตอนแสนจะง่ายดาย ไว้สำหรับดื่มในช่วงหน้าร้อนนี้
    – นอกจากนี้ยังสามารถทำนำลำไยไว้สำหรับขายได้อีกด้วย

  • วิธีปลูกเก๋ากี้ พร้อมคำแนะนำในการขายเก๋ากี้

    เก๋ากี้ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โกจิเบอรรี่ (Goji-berry) เป็นผลไม้แห้งลูกเล็กๆ รีๆ คล้ายกับลูกเกดแต่มีสีแดงสดใส
    คนไทยเชื้อสายจีนย่อมคุ้นเคยกับหน้าตาของมันอยู่แล้ว เก๋ากี้มีเบต้าแคโรทีนสูง มีวิตามินอีมาก ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสสระ
    มีกรดกำมะถัน เอมีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามินบี 2

    การแพทย์จีนจัดให้เก๋ากี้เป็นยารสหวาน มีธาตุเป็นกลาง บำรุงเลือด ไตและสายตา ช่วยทำให้ผมดำ บำรุงผิวพรรณ คนจีนเฃื่อว่าเก๋ากี้ ทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง เป็นยาอายุวัฒนะ มักจะใช้กับคนที่ไม่มีแรง อ่อนเพลีย เวียนศรีษะ ตามัว ปวดเมื่อยเอว ปวดเข่า ประจำเดือนไม่ปกติ ไอเรื้อรัง เลือดจาง และมีอาการตับและไตอ่อนแอ เพราะเก๋ากี้มีความเป็นกลาง แพทย์จีนจึงบอกว่า หากคุณเป็นหวัด ตัวร้อน อาหารไม่ย่อย ท้องผูก อุจจาระเหลว ไม่ควรรับประทานเก๋ากี้ครับ

    เนื่องจากเก๋ากี้มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายตัว จากงานวิจัยใหม่ๆ พบว่าเก๋ากี้มีผลในการเสริมภูมิต้านทานโรค เพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวในร่างกาย ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ และช่วยทำให้เซลส์ตับทำงานได้ดีขึ้น

    เก๋ากี้นี้มีฉายาว่า “สมุนไพรเพื่อความมีอายุยืนยาว” หรือเรียกว่ายาอายุวัฒนะนั่นเอง เก๋ากี้จัดอยู่ในวงศ์ Solanaceae ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกับพริก, มะเขือ, มะเขือเทศ และมันฝรั่ง

    ลักษณะของเก๋ากี้เป็นไม้พุ่ม สูง 1-1.5 เมตร ลำต้นมีหนามแหลม ดอกสีม่วง ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ผลจะมีรูปกลมรี ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ด ดอกและผลอ่อน เก๋ากี้ที่ดีต้องมีเม็ดใหญ่ สีแดง เนื้อหนา อ่อนนิ่ม รสหวาน การเก็บรักษา ควรเก็บไว้ในที่แห้ง อย่าให้โดนความชื้น ในส่วนของใบจะมีหนาม คล้ายๆ ใบผักหวาน

    เก๋ากี้สามารถบริโภคได้ทั้งผลและใบ เมนูที่นิยมกันก็จะเป็นเมนูน้ำแกงเป็นหลัก เช่น ซุปกระดูกหมู ตุ๋นยาจีนตำหรับต่าง ๆ เป็นต้น ถ้าอากาศไม่หนาวจะไม่ค่อยเป็นลูก จึงทำให้บางพื้นที่ที่อากาศไม่หนาวจะนิยมเด็ดใบกิน

    วิธีเพาะปลูก เก๋ากี้เป็นพืชที่จะติดดอกออกผลในช่วงฤดูหนาว เป็นพืชที่ทนต่อโรคอีกชนิดหนึ่งและยังต้องการน้ำน้อย จึงสามารถทนแล้งได้ดี ชอบดินที่มีลักษณะโปร่ง เช่น ดินร่วนปนทราย เป็นต้น ชอบแสงแดด

    เพาะเมล็ด ข้อควรระวัง:หากเป็นมล็ดที่ผ่านกรรมวิธีการอบความร้อนมาจะเพาะไม่ได้ครับ เมื่อได้เมล็ดมาแล้วให้เอาไปแช่น้ำสักครู่หนึ่ง จากนั้นจึงบีบ ขยี้ ให้แตกเพื่อให้ตัวเมล็ดออกมาครับ เมล็ดที่แก่จะจมน้ำ ส่วนเมล็ดอ่อนจะลอยขึ้นมา เมล็ดอ่อนนำไปเพาะไม่ได้นะครับ ให้ตักทิ้งไป จากนั้นตักเมล็ดเก๋ากี้ส่วนที่จมขึ้นมาวางบนกระดาษ ผึ่งลมสองสามวันให้เมล็ดแห้งสนิท แล้วจึงนำเมล็ดไปคลุกกับไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันการเกิดโรคเชื้อรา จากนั้นจึงนำเมล็ดไปเพาะโดยวางเมล็ดบนกระดาษทิชชู หยอดน้ำให้ชุ่ม ใส่กล่องโฟมมีฝาปิด ทิ้งในอุณหภูมิห้อง รอประมาณเจ็ดถึงสิบวันก็จะเริ่มมีรากเล็ก ๆ งอกออกมา แล้วจึงนำไปเพาะต่อในถาดเพาะครับ

    การปลูก สามารถนำต้นเก๋ากี้ที่เพาะไว้ไปปลูกลงดินได้เลย แต่บางท่านก็นิยมนำไปปลูกในกระถางก็ได้เช่นกัน ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 60 X 60 เซนติเมตรครับ ใช้ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมก่อนปลูกประมาณ 1 กำมือ

    การรดน้ำ ในระยะแรกให้รดน้ำทั้งเช้าและเย็นครับ เมื่อต้นเริ่มแตกยอดให้รดแค่ 2 – 3 วันต่อครั้ง ควรรดก่อนเวลา 16.00 น. เพื่อป้องกันการเกิดโรคเชื้อรา และไม่ควรรดจนชุ่มน้ำเกินไปครับ

    การให้ปุ๋ย หลังจากปลูกลงดินประมาณ 2-3 เดือนจึงเริ่มให้ปุ๋ยครับ ให้ปุ๋ยครั้งละประมาณ 1 กำมือต่อเดือนก็ได้ครับตามความเมาะสมของสภาพพื้นดิน ในช่วงกำลังเป็นดอกแนะนำให้ใส่ปุ๋ยหรือฉีดน้ำหมักสูตรบำรุงดอก บำรุงผลเพื่อเพิ่มผลผลิตครับ

    การขยายพันธุ์ สามารถขยายด้วยเมล็ดได้ แต่โดยทั่วไปจะนิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักกิ่งครับ

    โรค ศัตรูและการป้องกันกำจัด เก๋ากี้จะเป็นพืชที่ไม่ค่อยเป็นโรคครับ ถ้าเป็นโรคก็จะเป็นโรคคล้าย ๆ กับพริก เพราะเก๋ากี้เป็นพืชตระกูลเดียวกับพริกนั่นเอง อาการโรคที่อาจพบได้คือโรคเชื้อรา สามารถแก้ไขได้โดยการราดเชื้อราไตรโคเดอร์มา

    สรุป เก๋ากี้เป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย และยังเป็นสมุนไพรในตัวด้วย สามารถนำไปปรุงอาหารได้ทั้งของคาวและของหวานเรียกว่าครอบจักรวาลกันเลยทีเดียวครับ สรรพคุณที่โดดเด่นของเก๋ากี้คือการช่วยรักษาอาการป่วยที่เกี่ยวกับดวงตา เช่น น้ำตาแห้ง ปวดตา หรือรับประทานเพื่อบำรุงสายตา จึงเหมาะกับ พนักงานออฟฟิศ หรือผู้ที่ต้องใช้สายตาในการทำงาน เช่น นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์เก๋ากี้ในบ้านเราก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น น้ำเก๋ากี้ แยมเก๋ากี้ ดังนั้นถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในเมืองก็สามารถหาผลิตภัณฑ์เก๋ากี้มาบริโภคได้อย่างง่ายดาย

  • สูตรวิธีทำชาซีลอน พร้อมคำแนะนำในการขายชาซีลอน

    สูตรชาซีลอน สูตรที่ 1

    ส่วนผสม ชาซีลอน

    1. ชาผงซีลอน 40 ช้อนชา
    2. น้ำ 1.5 ลิตร
    3. นมข้นหวาน 1 ½ กระป๋อง
    4. นมข้นจืด 20 ช้อนชา
    5. ครีมเทียม 20 ช้อนชา
    6. น้ำเชื่อม 25 ช้อนชา

    วิธีทำ ชาซีลอน

    1. ตั้งน้ำให้เดือด แล้วเตรียมชาซีลอนเทใส่ถุงกรองชาเอาไว้
    2. เมื่อน้ำเดือด ให้เทน้ำผ่านถุงกรองชา แล้วเทสลับไปมาประมาณ 12 รอบ ให้ชาในถุงกรองชุ่มน้ำ ซึ่งเทคนิคการเทนั้น เวลาเทให้ยกถุงชาให้สูงๆ เพื่อให้ผงชาได้สัมผัสกับอากาศ รสชาติของชาจะออกมาได้ดีขึ้น เมื่อเทชาสลับไปมาได้ 12 รอบแล้ว ให้แช่ชาทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วยกถุงชาออก บีบน้ำชาที่อยู่ข้างในออกมาให้หมด
    3. เติมครีมเทียมลงในน้ำชาที่ได้แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นเติมนมข้นหวานและนมข้นจืดลงไป ตามด้วยน้ำเชื่อม ในปริมาณที่กำหนด แต่ถ้าน้ำเชื่อมเป็นขวดปั๊มให้ใช้ 10 ปั๊ม
    4. คนให้เข้ากันแล้วชิมรสตามชอบ

    สูตรชาซีลอน สูตร 2

    ส่วนผสม ชาซีลอน

    1. ชาผง 2 ช้อนชา
    2. นมข้นหวาน 1 ช้อนโต๊ะ
    3. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
    4. นมร้อนเป่าให้ได้ฟองนม 150 ซีซี

    วิธีทำ ชาซีลอน

    1. อุ่นนมร้อน แล้วตีให้เกิดฟองนม โดยใช้เครื่องตีฟองนม จนกว่าจะได้ฟองเนียนสวย
    2. จากนั้นเตรียมแก้วสำหรับชง เทนมร้องลงไปประมาณ 1/3 ส่วนของแก้ว เติมนมข้นหวาน น้ำตาลทราย ขนให้ส่วนผสมเข้ากันดี
    3. เติมฟองนมลงด้านบน เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย

    สูตรชาซีลอน สูตรที่ 3

    ส่วนผสม ชาซีลอน

    1. ชาผงซีลอน 4 ช้อนชา
    2. น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    3. นมสด 3 ออนซ์

    วิธีทำ ชาซีลอน

    1. ชงชาซีลอนและน้ำตาลทรายด้วยน้ำร้อน คนให้น้ำตาลละลายดี
    2. เติมนมลงในแก้ว จากนั้นใส่น้ำแข็งลงไป เทฟองนมด้านบนของน้ำแข็ง (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) แล้วเติมชาที่เราชงไว้ หากชอบหวานให้เกิดน้ำเชื่อมได้

    สูตรชาซีลอน สูตรที่ 4

    ส่วนผสมชาซีลอน

    1. ผงชา 4 ช้อนชา
    2. น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนชา
    3. นมข้นหวาน 4 ช้อนชา
    4. นมข้นจืด ตามต้องการ
    5. น้ำร้อน 120 มิลลิลิตร

    วิธีทำ ชาซีลอน

    1. เริ่มต้นด้วยการตัดผงชาใส่แก้ว แล้วเทน้ำร้อนตามลงไป น้ำควรจะเดือดจัดๆ คนให้ละลายโดยใช้เวลาประมาณ 1 นาที แล้วกรองเอากากชาออก อย่าปล่อยเอาไว้นานมาก เพราะจำทำให้รสชาติฝาด
    2. จากนั้นเติมน้ำตาลทรายแดงและนมข้นหวานลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากันดี
    3. แล้วนำมาเทใส่น้ำแข็งที่เตรียมใส่แก้วไว้ แล้วราดหน้าบนด้วยนมข้นจืด

    สูตรชาซีลอน สูตรที่ 5

    ส่วนผสมชาซีลอน

    1. ผงชา 5 ช้อนโต๊ะ
    2. น้ำต้มเดือด 2 ½ ถ้วย
    3. น้ำตาลทราย ½ ถ้วย
    4. นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
    5. นมข้นจืด สำหรับราดหน้า

    วิธีทำ ชาซีลอน

    1. นำถุงกรองชามาเทผงชาใส่ลงไป จากนั้นหาภาชนะที่ทนความร้อนสูงมาใส่ และมีขนาดที่พอเหมาะ แล้วเทน้ำร้อนใส่ลงไปจนท่วมใบชา แช่ถุงกรองชาเอาไว พยายามเขย่าไปมาดูให้น้ำโดนจนทั่วใบชา แล้วตั้งพักไว้ 15 นาที
    2. นำน้ำตาลและนมข้นหวานใส่ลงในแก้ว แล้วพักเตรียมไว้
    3. เมื่อครบเวลา 15 นาที ให้ขยับถุงชาเล็กน้อย แล้วยกถุงชาขึ้นบีบถุงชาให้น้ำชาไหลออกมาจนหมด แล้วเทน้ำชาที่กรองแล้วใส่ลงในน้ำตาลทรายที่เตรียมไว้ คนให้ส่วนผสมละลายเข้ากันดี พยายามคนแรงๆ เพื่อให้ชาละลายเข้ากันอย่างรวดเร็ว
    4. ใส่น้ำแข็งลงในแก้วรอไว้ แล้วเทชาที่ชงเรียบร้อยลงในน้ำแข็ง กะประมาณ ¾ ของแก้ว เพราะต้องราดนมข้นจืดด้านบนอีก

    สูตรชาซีลอน สูตรที่ 6

    ส่วนผสม ชาซีลอน

    1. ชาผง 1 ส่วน : น้ำ 3 ส่วน
    2. นมข้นหวาน 4 ช้อนชา
    3. น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    4. นมสด 1 ช้อน
    5. นมจืด 1 ช้อน

    วิธีทำ ชาซีลอน

    1. นำชาที่เตรียมไว้มาใส่ลงในถุงกรองชา ตามอัตราส่วน ชา 1 ส่วน น้ำ 3 ส่วน จากนั้นเทน้ำร้อนลงไป แต่ต้องเทเบาๆ ดูให้ทั่วใบชา เพื่อเป็นการกระจายความร้อน จากนั้นเทน้ำชากลับไปมาระหว่าง 2 กระป๋อง ทำทั้งหมดประมาณ 3 ครั้ง แล้วแช่ชาเอาไว้อีกประมาณ 5 นาที
    2. เตรียมนมขนใส่ลงแก้วที่จะชง ตามด้วยน้ำตาลทราย นมสด และใส่ชาร้อนๆ ลงไป 3 ออนซ์ แล้วคนแรงๆ จนกว่าน้ำตาลจะละลายเข้ากันดี
    3. นำน้ำแข็งใส่แก้วที่ต้องการ แล้วเทชาที่ชงได้ลงไป จากนั้นเติมด้านบนด้วย นมจืด ตามต้องการ จัดเสิร์ฟได้เลย

  • สูตรวิธีทำขนมไข่นกกระทา พร้อมคำแนะนำในการขายขนมไข่นกกระทา

    ขนมไข่นกกระทา

     

    สูตรวิธีทำขนมไข่นกกระทา สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมไข่นกกระทา

    – มันเทศขนาดกลาง 2 หัว
    – แป้งมันสำปะหลัง 2 ถ้วยตวง
    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย ครึ่งถ้วยตวง
    – แป้งท้าวยายม่อม 5 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ผงฟู 1 ช้อนชา
    – น้ำสะอาดสำหรับแช่และล้างมันเทศ
    – น้ำมันพืช 1 ลิตร

    วิธีการทำขนมไข่นกกระทา

    – ในขั้นตอนแรก สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกมันเทศที่มีคุณภาพ โดยที่เปลือกผิวด้านนอกต้องสวยงาม ไม่มีรอยแมลงกัดผิวมัน เนื้อแน่น และเลือกให้ได้หัวมันขนาดกลาง จำนวน 2 หัว
    – จากนั้นนำมันเทศไปแช่น้ำสะอาดนาน 10 นาที เพื่อให้คราบดินที่ติดมา ล้างแล้วหลุดออกได้โดยง่าย
    – หลังจากนั้นก็ทำการปอกเปลือกมันเทศให้เกลี้ยง แล้วหั่นเป็นชิ้นเท่าๆ กัน
    – นำมันที่หั่นแล้วมาล้างออกให้หมดยางอีกครั้ง แล้วพักไว้ในกระชอน รอให้เนื้อมันเทศสะเด็ดน้ำ
    – ตั้งชุดหม้อนึ่ง ด้วยไฟแรง แล้วรอจนกระทั่งน้ำในหม้อนึ่งเดือดพล่าน
    – และนำมันเทศที่หั่น แล้วพักไว้นั้น มาใส่ภาชนะสำหรับนึ่ง แล้ววางบนลังถึง
    – ยกลังถึงตั้งบนชุดนึ่ง ซึ่งจะทำการนึ่งมันเทศให้สุกโดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที
    – เมื่อครบ 20 นาที ให้ปิดไฟ แล้วยกลังถึงลงมาพักไว้เล็กน้อย
    – รีบนำไม้บด ช้อน หรือส้อม ค่อยๆ กดให้เนื้อมันที่นึ่งนั้น มีความละเอียด จนเนื้อมันเนียนเข้ากันทั้งหมด
    – พักให้เนื้อมันเทศคลายความร้อนลงประมาณ 10 นาที
    – แล้วหลังจากนั้น ให้นำส่วนผสมที่เหลือเติมใส่ในภาชนะที่มีมันเทศบดละเอียดอยู่ เติมน้ำตาลทรายขาว แป้งมันสำปะหลัง แป้งสาลี แป้งท้าวยายม่อม ผงฟู และเกลือป่น นวดให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน จนได้แป้งก้อนใหญ่ที่เป็นเนื้อเดียวกัน
    – ทั้งนี้จะต้องมีการทดสอบด้วยว่า แป้งไข่นกกระทาของเรานั้น เนื้อเนียนเข้ากันพอที่จะปั้นเป็นลูกกลมๆ ได้หรือยัง ให้ลองเอาแป้งที่นวดและผสมเสร็จแล้ว หยิบแป้งออกมาเล็กน้อย แล้วปั้นให้ได้ลักษณะกลมๆ เหมือนลูกชิ้นขนาดเล็ก ถ้าเนื้อแป้งไม่แตกตัวออกจากกัน ก็ถือว่าทำการนวดแป้งสำเร็จ
    – นำแป้งก้อนใหญ่ออกมานวดคลึง แล้วปั้นแป้งให้เป็นเส้นยาวๆ แบบขนมปาท่องโก๋ แล้วเอาอุปกรณ์ตัดช่วยแบ่งให้แป้งที่จะปั้นมีขนาดลูกเท่าๆ กัน
    – ปั้นแป้งให้ได้ตามขนาด เป็นรูปวงกลม เหมือนกับไข่นกกระทา และเมื่อปั้นเสร็จแต่ละลูก ให้นำเรียงใส่ถาดไว้ก่อน เพื่อรอขั้นตอนการทอด
    – เมื่อปั้นแป้งไข่นกกระทาจนได้จำนวนมากแล้ว ต่อไปจะเป็นการทอด โดยใช้กระทะเทฟลอน หรือกระทะทองเหลือง ที่ทนต่อความร้อนได้ดีมาทำการทอดไข่นกกระทา
    – นำกระทะตั้งไฟร้อนปานกลาง แล้วเทน้ำมันพืชลงในกระทะ รอจนน้ำมันเริ่มร้อน ให้ลดความแรงของไฟลง เหลือแค่ความร้อนเล็กน้อย
    – จากนั้นนำไข่นกกระทาที่ปั้นไว้ ทยอยใส่ทอดในกระทะตามความเหมาะสม กำหนดจำนวนขนมและน้ำมันให้พอดีกัน
    – ทอดด้านละ 3 นาที ตัวขนมจะค่อยๆ ฟู พองตัวขึ้น ก็กลับอีกด้านให้โดนความร้อน จนสุกพองอีก 3 นาที
    – ใช้ด้ามตักที่เป็นตะแกรงกรองน้ำมันในตัว ตักไข่นกกระทาในกระทะขึ้นมา แล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
    – วางลงบนกระดาษซับความมันอีกครั้ง แล้วรอจนตัวไข่นกกระทาหายร้อน จึงจะรับประทานได้

    สูตรวิธีทำขนมไข่นกกระทา สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมไข่นกกระทา (มันญี่ปุ่น)

    – มันญี่ปุ่น 3 หัว
    – แป้งมันสำปะหลัง 2 ถ้วยตวง
    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย ครึ่งถ้วยตวง
    – แป้งท้าวยายม่อม 5 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ผงฟู 1 ช้อนชา
    – น้ำสะอาดสำหรับแช่และล้างมันญี่ปุ่น
    – น้ำมันพืช 1 ลิตร

    วิธีการทำขนมไข่นกกระทา

    – เลือกมันญี่ปุ่นจำนวน 3 หัว แล้วนำมาแช่น้ำสะอาด ประมาณ 10 นาที ล้างเปลือกด้านนอกให้สะอาด
    – ปอกเปลือกมันญี่ปุ่นออกให้หมด แล้วล้างน้ำให้สะอาด
    – จากนั้นหั่นมันให้เนื้อขนาดชิ้นที่เท่ากัน แล้วล้างให้สะอาดจนหมดยางอีกครั้ง
    – ตั้งชุดหม้อนึ่งด้วยไฟแรง รอให้น้ำเดือดจัด
    – นำมันญี่ปุ่นเรียงใส่ถาด แล้วยกวางในลังถึง รอจนน้ำในหม้อนึ่งเดือด ก็ยกขึ้นตั้งไฟแรงนาน 20 นาที จนเนื้อมันสุก
    – เมื่อเนื้อมันสุกได้ที่ ให้ตักออกจากถาด แล้วใส่ภาชนะ เช่น หม้อ หรือถ้วยชาม
    – ใช้ทัพพีค่อยๆ กดเนื้อมันญี่ปุ่นให้เละ จนเนื้อเนียนละเอียด ถ้ากดเนื้อมันตอนนี้ยังร้อนๆ จะบดง่าย
    – แล้วพักเนื้อมันให้เย็นตัวลงก่อน ประมาณ 10 นาที
    – ตวงส่วนผสมแป้งต่างๆ ให้ได้ตามสูตร แล้วเทลงไปผสมในเนื้อมัน เริ่มจากเทแป้งมันสำปะหลัง แป้งสาลี แป้งท้าวยายม่อม น้ำตาลทราย ผงฟู และเกลือป่น
    – นวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จนเนื้อแป้งเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน
    – จากนั้นแบ่งแป้ง แล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ ลักษณะเหมือนไข่นกกระทา ให้เท่ากันทุกลูก
    – พักแป้งที่ปั้นแล้ว เรียงไว้ในถาด จนได้ปริมาณมากๆ จึงค่อยเตรียมการทอด
    – ใช้กระทะเทฟลอนตั้งไฟร้อนปานกลาง แล้วเทน้ำมันพืช 1 ลิตรลงไป รอให้น้ำมันเดือด
    – นำไข่นกกระทาที่ปั้นลงไปทอด รอบละประมาณ 20 ลูก จากนั้นปรับไฟให้อ่อนลง แล้วทอดด้านละประมาณ 3 นาที จึงค่อยตักพลิกอีกด้าน แล้วทอดอีก 3 นาที รวมเป็น 6 นาที
    – สังเกตว่าเนื้อแป้งเริ่มพองฟู ให้ตักขึ้นมาพักไว้บนกระชอนกรอง หรือตะแกรงถี่ รอจนไข่นกกระทาสะเด็ดน้ำมัน
    – แล้ววางไข่นกกระทาลงบนกระดาษซับมัน พักขนมไว้ให้เย็นตัวลง แล้วจึงค่อยรับประทาน

    การขายขนมไข่นกกระทา

  • สูตรวิธีทำเค้กมอคค่า

    สำหรับวันนี้เรามีสูตรวิธีการทำ “มอคค่าเค้ก” ที่มีรสชาติหวานนุ่มลิ้นและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกาแฟ มาฝากกันครับ

    ส่วนผสมเค้กมอคค่า

    – แป้งสาลีสำหรับทำเค้ก 400 กรัม
    – ผงฟู 1 ช้อนชา
    – วานิลลาชนิดผง 1 ช้อนชา
    – เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    – เนยสดชนิดเค็ม 450 กรัม
    – น้ำตาลทราย 450 กรัม
    – ช็อกโกแลตแข็งละลาย 80 กรัม
    – ไข่ไก่ 9 ฟอง
    – กาแฟชนิดผงสำเร็จรูป 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำสำหรับละลายกาแฟ 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำหอมกลิ่นกาแฟ 1 ช้อนชา
    – นมข้นจืด 50 กรัม
    – อัลมอนด์สไลซ์อบกรอบสำหรับโรยหน้า
    – มารซิแพนปั้นเป็นเมล็ดกาแฟสำหรับแต่ง
    – พิมพ์ทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 นิ้ว จำนวน 2 พิมพ์ (ทาเนยขาว รองกระดาษ และทาเนยขาวทับ)

    วิธีการทำเค้กมอคค่า

    – ร่อนแป้งสาลีสาหรับทำเค้กกับผงฟู วานิลลาชนิดผงและ เกลือป่นเข้าด้วยกัน พักไว้
    – ตีผสมเนยสดชนิดเค็มกับน้ำตาลทรายจนขึ้นฟู ใส่ช็อกโกแลตแข็งละลาย ตีผสมจนเข้ากัน ใส่ไข่ไก่ครั้งละฟอง ตามด้วยกาแฟชนิดผงสำเร็จรูปที่ ละลายน้ำ และน้ำหอมกลิ่นกาแฟ ลดความเร็วต่ำใส่แป้งที่ร่อนไว้ ตามด้วยนมข้นจืด ตีผสมจนเขากันดี
    – เทส่วนผสมที่ได้ใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 330 องศา ฟาเรนไฮท์ใช้เฉพาะไฟล่างนาน 40-45 นาที หรือจนกระทั่งสุก นำออก จากเตา พักไว้จนเย็นสนิท
    – สไลซ์เค้กออกเป็น 3 ชิ้น สอดไส้เค้กและปาดเค้กให้เรียบด้วยบัตเตอร์ ครีมกาแฟ โรยหน้าด้วยอัลมอนด์และแต่งด้วยมาร์ซิแพนรูปเมล็ด กาแฟให้สวยงาม

error: Content is protected !!