Author: admin

  • Mobile Marketing คืออะไร

    Mobile Marketing
     

    ไม่ว่าแวดวงธุรกิจใดการสร้างผลกำไรสูงสุดถือว่าเป็นเป้าหมายขององค์กรส่วนมาก แต่สำหรับวิธีและขั้นตอนเพื่อให้องค์กรไปยังจุดนั้นก็มีมากมายหลายวิธีเช่นกัน การเจาะกลุ่มฐานลูกค้าให้ตรงกลุ่มก็นับว่าถือเป็นการลดต้นทุนได้มากเช่นเดียวกัน อีกทั้งการที่ปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าหาลูกค้า แทนที่จะเป็นการทุ่มงบประมาณจำนวนมากเพื่อออก “Event” กิจกรรม และการลงประชาสัมพันธ์ลงในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งการลงโฆษณาผ่านช่องทางทีวีโทรทัศน์ก็ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ค่อนข้างใช้งบประมาณสูงมากแบบหนึ่ง และสิ่งที่ตอบโจทย์ทั้งสองประเด็นนี้นั้นก็คือการลดต้นทุนในการทำการตลาดและการเพิ่มรายได้จากลูกค้าในฐานข้อมูลและคงไม่มีวิธีไหนที่จะเหมาะสมเท่ากับ “Mobile Marketing”

    ด้วยแนวที่ครอบคลุมทั้งเรื่องของกลุ่มลูกค้าและต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำกว่าช่องทางอื่น จึงมีองค์กรมากมายเลือกใช้ “Mobile Marketing” เป็นช่องทางในการทำการตลาดและด้วยการเพิ่มขึ้นของประชากรมือถือ ที่เรียกได้ว่าแทบทุกบ้าน หรือแทบทุกคนจะต้องมีมือถือส่วนตัวแน่นอน ฉะนั้นการเข้าถึงนั้นเรียกได้ว่ามีโอกาสสูงมากแน่นอน อีกทั้งความฉับไวทันใจของการส่งสารข้อมูลนั้นเรียกได้ว่าส่งถึงแบบทันที อีกทั้งยังสามารถขยายวงได้ไปอย่างกว้างขว้างทั้งการส่งข้อมูลเบื้องต้นและการส่งข้อมูลด้วยวิธีการปากต่อปากก็เช่นกัน อีกทั้งมีการสำรวจผลดูแล้วว่าการทำการตลาดโดยผ่านช่องทางมือถือไม่ว่าจะเป็นการส่ง SMS พร้อมทั้ง Link เพื่อเข้าสู่หน้าเว็บผ่าน SMS ก็นับว่าสร้างความสะดวกสบายมากขึ้นแน่นอน อัตราการประสบความสำเร็จกับการทำตลาดเช่นนี้ประสบความสำเร็จ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 ของจำนวน SMS ที่ส่งเข้าไปซึ่งนั้นก็มากกว่าส่งข้อมูลแบบ Direct Mail มากถึงร้อยละ 3 เลยทีเดียว

    และสิ่งที่จะต้องคำนึงเป็นพิเศษหากต้องการให้การทำการตลาดแนวนี้ประสบความสำเร็จนั่นก็คือ สิ่งแรกก็คือต้องเลือกมั่นใจในข้อมูลและสินค้าที่จะนำเสนอก่อน การปูทางโดยการทำความเข้าใจนั้นถือว่าเป็นการสร้างความแข็งแกร่งของข้อมูลของสินค้าที่มีอยู่ และแน่นอนว่าหากมีการตอบสนองจากลูกค้า หรือผู้รับสารนั้นผู้ให้ข้อมูลจะต้องชัดเจนและมั่นใจในข้อมูลเช่นกัน อีกทั้งการเลือกสร้างสรรค์ข้อมูลจะต้องเข้าถึงได้ทุกอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่าก็ต้องเปิดรับข้อมูลนั้นได้

    แต่สิ่งที่จะต้องระมัดระวังเลยนั้นก็คือ ในบางครั้งการโฆษณาแนวนี้ยังแพ้กับการโฆษณาโดยทีวีโทรทัศน์ยังอยู่เยอะพอสมควรและในบางครั้งการส่งข้อมูลนั้นไม่ทั่วถึงเนื่องจากการที่บางครั้งข้อมูลอาจจะยังไม่เข้าถึงกลุ่มที่ยังใช้รุ่นเก่าอยู่พอสมควร และบางครั้งการส่งข้อความและข้อมูลบ่อยครั้งมากไป หรือส่งผิดกลุ่มเป้าหมายอาจจะเป็นการสร้างภาพหลักติดลบต่อองค์กรได้เช่นกัน

  • Music Marketing คืออะไร

    Music Marketing
     

    ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย ดนตรีก็นับว่าเป็นดั่งเครื่องมือที่จะเข้าถึงจิตของผู้ฟังได้ไม่ว่าจะเป็นการปลุกใจ หรือแม้แต่การสร้างความรัก ความยินดีหรือความทุกข์ ดนตรีก็สามารถเข้าไปกระแทกความรู้และอารมณ์นั้นได้โดยง่ายได้ “Music Marketing” ก็นับว่าเป็นการดึงเอาความสามารถของดนตรีออกมาประยุกต์ใช้กับเป้าหมายของการตลาด “ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นก็คือการเข้าไปถึงจิตใจของผู้รับสารนี้”

    “Music Marketing” ถือได้ว่าเป็นอีกเครื่องมือการตลาด และแนวคิดที่ถูกสร้างมาเพื่อตอบเสนอภายในจิตใจและอารมณ์ของกลุ่มเป้าหมายของสินค้าและบริการ ตามหลักการของผู้คนในยุคปัจจุบันที่เป้าหมายของการจับจ่ายซื้อสินค้านั้นไม่ใช่แต่เพียงการซื้อสินค้าอีกต่อไป แต่นั้นหมายถึงการซื้อความรู้สึก ซื้อประสบการณ์พร้อมกันด้วย และแนวคิดการตลาดเช่นนี้ในปัจจุบันเหล่าบรรดาผู้ประกอบน้อยใหญ่ได้นำเหล่า ดารา นักร้องออกมาขับกล่อมและสร้างกระแสไปพร้อมกับการโปรโมทสินค้าและบริการของตนได้อย่างแนบเนียน ซึ่งแน่นอนว่าการทำการตลาดเช่นนี้ย่อมเหมาะกับกลุ่มลูกค้าหนุ่มสาว และวัยรุ่นที่หลงใหลในเหล่าศิลปินคนโปรดของตน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยนั้นคือเหล่าบรรดาผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ในธุรกิจมือถือ ที่ต่างจ้างดารานักร้องมาใช้สินค้าของตน “และพฤติกรรมการใช้นั้นก็ย่อมถ่ายทอดไปสู่กลุ่มแฟนคลับได้อย่างแนบเนียน”

    และอีกแนวทางหนึ่งของ “Music Marketing” นอกจะสามารถนำดารานักร้องมาช่วยผลักดันสินค้าและบริการแล้วนั้น การดึงความสามารถของดนตรีมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้นก็คือการนำไปผนวกเข้ากับ “Emotional Marketing” หรือการใช้ดนตรีเพื่อเช้าไปครองใจและกระแทกใจผู้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบรรยากาศให้นึกถึงสินค้าและบริการของตนเป็นที่แรก โดยส่วนมากหลักการนี้จะถูกใช้กับสถานประกอบการอย่าง ที่พัก โรงแรม ที่เหล่าบรรดาโรงแรมชื่อดังอย่าง JW Marriott หรือจะเป็น Hilton ก็แล้วแต่ต่างก็จะมีเพลงของตนเองทั้งสิ้น หรือจะเป็นโรงแรมบูติกอย่าง B2 ก็สร้างแนวเพลงของตนเองเช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการสร้างความจดจำให้กับผู้ฟัง โดยเมื่อฟังแล้วก็ตะสามารถนึกถึงโรงแรมได้ทันที หรือแม้อย่างน้อยไม่ได้นึกถึงโดยทันที แต่แน่นอนว่าจะต้องมีคับคล้าย คับคราแน่นอน

    ถึงแม้ว่าการทำการตลาดแนวนี้อาจจะมีต้นทุนที่ค่อนข้างจะสูงอยู่บ้างแต่นั้นก็แน่นอนว่า การเลือกซึ่งที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแนบเนียนและบางครั้งลูกค้าอาจจะยังไม่ทันตั้งตัวเลยก็ได้ นับว่าวิธีการนี้สามารถเข้าถึงจิตใจของกลุ่มเป้าหมายได้ดีมากวิธีหนึ่งเลยทีเดียว

  • Viral Marketing คืออะไร

    Web Marketing
     

    หากจะเปรียบช่องทางการตลาดออนไลน์แล้วนั้น “Social Network” ถือเป็นช่องทางที่องค์กรควรจะมีมากที่สุดเพื่อได้สะดวกต่อการรับส่งข้อมูล และมีการตอบสนองกันทันเวลา และอัพเดทได้ตลอดเวลาแต่สิ่งที่องค์กรขาดไม่ได้นั้นก็คือ “Website” ถึงแม้ว่าจากผลสำรวจหลายๆสถาบันนั้นจะมีตัวเลขที่ชีชัดเลยว่าการทำการตลาดอย่าง Social Network หรือ Blog อาจจะมีผลตอบรับ หรือการตอบสนองมากว่า Website Official ขององค์กรแต่ข้อสำคัญนั้นก็คือ “Website” เปรียบเสมือนหน้าบ้าน ที่คอยเปิดต้อนรับและแสดงความหน้าเชื่อถือให้กับกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุดในการทำการตลาดออนไลน์เลยก็ว่า หากมีการทำ ”Social Network” ดีแค่ไหนแต่ “Website Official ขององค์กร” รกร้างไม่มีการอัพเดทก็จะพากันดิ่งลงกันทุกช่องทาง

    หากต้องการที่จะให้สินค้าและบริการครองใจและได้รับความน่าเชื่อจากเหล่ากลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคนั้น ก็ควรที่จะให้ความสำคัญกับ Website ให้มากทั้งแง่ของข้อมูล และแง่ของรูปแบบและความสวยงาม แต่ที่สำคัญนั้นจะต้องเข้าถึงได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงจาก Ipod, Iphone, หรือ Smartphone เจ้าอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและข้อมูลชัดเจนก็เรียกว่าอาจจะมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วก็เป็นได้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้จำเป็นที่จะต้องมี Web Marketing หรือการวางแผนและกำหนดเป้าหมายของ Website เสียก่อน

    โดยขั้นตอนแรก ในส่วนของการเตรียมข้อมูลวางแผนและกำหนดรูปแบบของเว็บไซด์ว่าควรจะออกมาในรูปแบบใดโดยพิจารณาจากฐานข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ อีกทั้งรวมไปถึงกลุ่มผู้ที่จะเข้าชมเว็บว่าต้องการรับสื่อในรูปแบบไหนแต่ทั้งหมดนั้นก็จะต้องพิจารณาถึงความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและความถูกต้องของข้อมูลไว้เป็นอันดับแรก

    หลังจากลงมือจัดทำ Website แล้วนั้นยังไม่ถือว่าเป็นการจบขั้นตอนของการทำ Web Marketing แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือสิ่งที่จะต้องทำหลังได้ตัวเว็บไซด์แล้ว และนั้นก็คือการประชาสัมพันธ์และการลดช่องว่างระยะห่างระหว่าง Websiteขององค์กรและกลุ่มเป้าหมายให้ได้ โดยในปัจจุบันมีมากมายหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทำ Search Engine Optimization หรือ SEO ที่ใช้หลักการพึ่งพาการค้นผ่านเว็บต่างๆโดยมีการติด Keyword เพื่อช่วยให้การค้นหาและตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

    หรืออีกช่องทางในการโปรโมทยอดนิยมนั้นก็คือการลงโฆษณาผ่าน Social Network การนำ Website เข้าไปผูกเข้ารวมกันกับหลักการทำการตลาดบนสังคมออนไลน์นั้นก็จะช่วยเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าและบริการได้เป็นอย่างดี และนอกเหนือจากนี้ยังมีวิธีการอีกหลายวิธีที่สามารถโปรโมท Website เพื่อลดช่องว่างนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็น Blog Marketing หรือ E-mail Marketing

    และจะเห็นได้ชัดเจนว่าการทำการตลาดแบบ “Online Marketing” แทบทุกแนวคิด แทบทุกเครื่องมือทางการตลาดนั้นมีความจำเป็นจะต้องเอื้อระหว่างกันแทบทั้งนั้น ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเดียวกันคือการลดช่องว่าง และสร้างภาพลักษณ์อันดีเพื่อความสำเร็จและครองใจลูกค้าได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแต่ฉาบฉวยนั่นเอง

  • Services Marketing คืออะไร

    หากจะว่ากันจริงจริงแล้วนั้น “Service” หรือการบริการนั้น ไม่จำเป็นจะต้องผูกติดอยู่กับธุรกิจด้านบริการอย่างนำเที่ยวหรือที่พัก โรงแรม แต่การบริการแฝงอยู่กับกับทุกแวดวงของธุรกิจ และทุกตลาดเพียงแต่บางครั้งอาจจะเห็นภาพไม่ชัดเจนเท่าไรนัก กระแสสังคมและพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้คนในยุคปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมที่ของถูก คุณภาพดีก็นับว่าขายดีรวยกันมามากมายแล้วนั้น แต่สำหรับในยุคนี้แต่นั้นคงยังไม่เพียงพอ แต่จำเป็นจะต้องมีการสร้างประสบการณ์อันดี หรือสร้างความพึงพอใจเพิ่มเติมให้อีกด้วยและวิธีที่จะทำเช่นนั้นได้ดีที่สุดก็คือ ภาคส่วนของงานบริการ

    Intangibility หากจะเปรียบเทียบข้อแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสินค้าและบริการนั้นก็สามารถแตกย่อยออกมาได้ชัดเจน ทั้งในส่วนของรูปลักษณ์ เพราะเนื่องจากสินค้าเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้ สัมผัสได้แต่สำหรับคำว่าการบริการแล้วนั้นไม่สามารถจับต้องได้ ต้องจะสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกว่าดีหรือไม่

    Inseparability ในขั้นตอนการผลิตก็เช่นกัน สินค้านั้นจำเป็นจะต้องผลิตให้ออกมาในรูปแบบพร้อมวางขาย แล้วจึงจะส่งให้ผู้บริโภค บริโภคสินค้านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขนส่ง สร้างหีบห่อให้สวยงาม แต่สำหรับการบริการนั้นจะไม่สามารถแยกได้เลยว่าขั้นตอนการผลิตและการบริโภคนั้นอะไรจะเกิดขึ้นก่อน เพราะทั้งคู่จะย่อมมาพร้อมกันเสมอ ดั่งตัวอย่างเช่น “ช่างตัดผมไม่สามารถตัดผมเสร็จแล้วจึงนำมาให้ลูกค้า แต่ช่างตัดผมจะต้องตัดผมลูกค้าไปด้วยพร้อมกับทรงผมที่เปลี่ยนไปของลูกค้า”

    Variability การควบคุมการบริการนั้นจะเป็นไปได้ยาก แตกต่างกับสินค้าเนื่องจากการบริการจะเกิดจากความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายที่สามารถปรับเปลี่ยนไปได้เรื่อยตามความต้องการ และขีดจำกัดของผู้ให้บริการ

    Heterogeneous และแน่นอนเลยว่าในเมื่อไม่สามารถควบคุมได้แล้วนั้น การจัดทำมาตรฐานหรือสร้างความเหมือน ความถูกต้องในทุกครั้งนั้นย่อมเป็นไปได้ยากมากหากบางวันแล้วนั้นผู้ให้บริการมีปัญหาภายในใจระดับในการให้บริการก็ลดลงตามไปด้วย

    Perishability ข้อแตกต่าง อีกอย่างและสำคัญเลยนั้นก็คือการให้บริการจะไม่สามารถเก็บรักษาไว้เสียเสียแล้วจะเสียเลย สิ่งที่เสียไปนั้นคือโอกาสที่จะได้ให้บริการในครั้งนั้น หากจะเปรียบเทียบง่ายให้ลองนึกถึง “การซื้อตั๋วเข้าชมภาพยนตร์” หากภายในรอบนั้นมีที่ว่าง 5 ที่ ที่ว่าง 5 ที่นั้นก็จะไม่สามารถนำไปขายต่อในวันพรุ่งนี้ได้อีก และในกรณีเดียวกันกับตั๋วเครื่องบิน หรือห้องพักภายในโรงแรม

    ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเพียงภาพลักษณ์ของการบริการที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อสร้างความเข้าใจให้เข้าถึงคำว่า Service หรือการบริการให้มากยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ในการสร้างสำนึก หรือสร้างให้จิตใจนั้นมี Service Mind เพราะหัวใจหลักในงานบริการนั้นขอเพียงแต่สร้าง Service Mind ให้เกิดขึ้นภายในใจผู้ให้บริการแล้วละก็เพียงพอแล้วครับ

  • Seeding Marketing คืออะไร

    “Seeding Marketing” หากแปลความหมายตรงตัวแล้วนั้นจะหมายถึงการเพาะพันธ์ เพาะเมล็ดพืชสักต้นแต่นั่นก็เปรียบได้กับการปลูกเมล็ด Branding หรือการเริ่มต้นการปลูกฝัดความเป็น Branding และค่อยโตขึ้น แทรกซึมเพื่อให้เข้าไปอยู่ภายใต้จิตใจของผู้บริโภคและกลุ่มเป้าหมายได้

    อาจจะเรียกได้ว่าบนโลกออนไลน์เปรียบเสมือนคลังข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อรองรับผู้ที่จะเข้ามารับข้อมูลนี้จากทั่วทั้งมุมโลก การสร้าง Branding นั้นจำเป็นต้องใช้หลักการสร้างข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนหรือการทำการตลาดแบบ “Content Marketing” เพื่อสร้างความจดจำให้กับผู้คนที่เข้ามารับข้อมูลได้ไม่รู้ตัวและอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นการทำการตลาดออนไลน์ในยุคปัจจุบันอีกหนึ่งวิธีการที่ได้รับความนิยมมากนั้นก็คือ “Seeding Marketing” ถึงแม้วิธีการทำการตลาดในรูปแบบนี้อาจจะมีการแทรกซึมเรื่องที่อาจจะเกินจริง หรืออาจจะเป็นการสร้างข้อมูลที่ดูเชียร์สินค้าหรือบริการมากเกินไปจนบ้างครั้ง ข้อมูลของผู้เข้ามาค้นหาข้อมูลนั้นอาจจะไม่ได้รับข้อมูลในส่วนนั้นจริงๆ แค่กลับได้รับเพียงแต่สินค้าชิ้นหนึ่งเท่านั้น และเหตุการณ์เช่นนี้อาจจะเป็นการสร้างภาพลบให้กับ Brand ได้

    แต่เหตุผลอะไรที่ทำให้ผู้ประกอบการหลายๆเจ้ายังชื่นชอบและนิยมการทำการตลาด “Seeding Marketing” !?
    “เหตุผลสั้นๆง่ายๆที่สามารถตอบคำถามนี้ได้นั้นก็คือ “มันได้ผล”

    มีผลสำรวจออกมาว่า “เมื่อคนหนึ่งคนเมื่อได้รับข้อมูลจนเพียงพอแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าได้ แต่เมื่อได้รับคำบอกเล่าจากผู้อื่น หรือประสบการณ์จากผู้อื่น ถึงแม้บางครั้งอาจจะยังไม่ได้รับข้อมูลใดใดก็ทำให้ตัดสินใจที่ซื้อสินค้าชิ้นนั้นได้ง่ายกว่า รับข้อมูลจากผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว”

    และนี่ก็คือที่มาของ “Seeding Marketing” ที่แก่นหลักนั้นก็คือ “หน้าม้า” โดยอาศัยปัจจัยในการประกอบการตัดสิ้นใจข้างต้นนั้นมาเป็นแนวทางในการทำการตลาด โดยวิธีที่นิยมส่วนมากเลยนั้นก็คือการว่าจ้างผู้มีชื่อเสียง หรือผู้มีชื่อบนโลกออนไลน์ในด้านนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องสำอางหรือแม้แต่ อุปกรณ์ไอที โดยจะอาศัยกลุ่มคนดังเหล่านี้เขียนรีวิว หรือประสบการณ์การใช้งานให้แนบเนียนที่สุดจนไม่เหลือเค้าโครงของการให้ข้อมูลในรูปแบบเดียวกับที่ผู้ประกอบการให้แก่ลูกค้า แต่จะเน้นไปที่การแชร์ประสบการณ์การใช้เสียมากกว่า

    และแน่นอนว่าถ้าการที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าการตลาดแนวทางแบบไหนสิ่งที่จะต้องคำนึกที่สุดนั้นก็คือภาพลักษณ์ต่อสังคม ที่เหล่ากลุ่มเป้าหมายเห็น โจทย์ที่เหล่าหน้าม้าจะต้องตอบให้ได้นั้นก็คือการสร้าง Content ที่อ้างถึงแบรนด์แต่อาจจะไม่เพียงแง่ดี ข้อดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจจะอิงถึงข้อด้อยด้วยเพื่อความแนบเนียนว่ามาจากประสบการณ์จริงให้มากที่สุด แต่ถ้าอ้างอิงถึงฝั่งผู้รับสารหรือผู้บริโภคนั้นก็แสดงให้เห็นถึงการใช้ชีวิตในโลกยุคที่ข้อมูลไหลท่วมแบบนี้ ต้องมีสติมากและใช้สติพิจารณาเลือกสื่อเลือกข้อมูลที่จะรับด้วยตนเอง

  • วิธีทำธุรกิจค้าส่งให้ประสบความสำเร็จ

    ตลาดของธุรกิจค้าส่งมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น เนื่องจากยุคนี้อะไรๆ ก็สามารถหาได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ใครก็สามารถเข้ามาจับธุรกิจนี้ได้ เพียงแค่มีเงิน แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ดีกันทุกรายไป การประกอบธุรกิจค้าส่งให้มีผลกำไรก็พอจะมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง

    1. อย่าหมดเงินไปกับการหาทำเล

    การประกอบธุรกิจค้าส่งเป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งทำเลที่ดีมากนัก เนื่องจากการทำธุรกิจประเภทนี้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบ B2B (Business to Business) คือร้านค้าส่งถึงร้านค้าปลีก ดังนั้นการหาทำเลไม่ต้องถึงกับติดถนนใหญ่ หรือใกล้แหล่งชุมชน แค่พอเดินทางสะดวกไม่ได้เข้าซอยลึกเป็นสิบกิโลก็เพียงพอแล้ว เหลือเงินไว้สต็อกสินค้าดีกว่า

    2. Stock สินค้าอย่าให้ขาด

    แน่นอนว่าการที่เราจะเป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งให้มีลูกค้าที่เป็นร้านค้าปลีกมาซื้อของกับเราอย่างต่อเนื่อง สิ่งหนึ่งที่ต้องมีให้พร้อมเสมอนั่นคือการ stock สินค้า ไว้รองรับร้านค้าปลีกต่างๆ ที่เข้ามาซื้อสินค้ากับเรา ถ้าเราไม่สามารถตอบสนองความต้องการสินค้าของร้านค้าปลีกได้ ก็อาจทำให้ร้านค้าเหล่านั้นหันไปหาร้านค้าส่งรายอื่นที่มีสินค้าแทน

    3. อย่าให้สินค้าค้าง stock

    หัวใจของธุรกิจค้าส่งคือสินค้า และควรบริหารสินค้าที่มีอยู่ให้เกิดการหมุนเวียนถ่ายออก ไม่ค้างอยู่ใน stock เป็นเวลานาน เพราะจะกลายเป็นสินค้าที่เก่า ไม่ทันสมัย และจะขายยากหรือถึงขั้นขายไม่ออกในที่สุดทำให้จมทุน ยิ่งถ้าเป็นสินค้าที่มีการเน่าเสียได้แล้ว ควรจะต้องให้เกิดการหมุนเวียนออกไปให้เร็วที่สุด ซึ่งถ้าไม่สามารถขายออกไปได้ แน่นอนว่าต้องทิ้งเท่านั้น นั่นหมายถึงเงินที่ทิ้งไปฟรีๆ

    4. จัดสินค้าให้น่าซื้อ

    ด้วยธุรกิจค้าส่งเป็นการกักตุนสินค้าให้เพียงพอต่อลูกค้าที่เป็นร้านค้าปลีก การที่มีสินค้าอยู่มาก ปัญหาอย่างหนึ่งที่มักพบเสมอๆ คือการจัดสินค้าบนชั้นวางให้ดูง่าย และน่าซื้อ ถ้าร้านใหญ่ควรจะแบ่งโซนของสินค้าเป็นประเภทต่างๆ เช่น โซนอาหารและเครื่องดื่ม โซนของใช้จิปาถะ โซนสินค้าโปรโมชั่น โซนเครื่องสำอาง โซนของใช้ในบ้าน ฯลฯ ซึ่งการจัดโซนนี้ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าได้ง่ายและสะดวก

    5. มีเงินหมุนเวียนอย่าให้ขาด

    ธุรกิจค้าส่งไม่เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ ที่การซื้อขายเป็นแบบยื่นหมูยื่นแมว คือเงินมาของไป แต่ในบางครั้งลูกค้าต้องการซื้อแบบใช้เครดิต ลูกค้าจะไม่จ่ายในทันทีแต่ขอจ่ายในอีก 30 หรือ 60 วัน ซึ่งถ้าธุรกิจค้าส่งของคุณไม่มีเงินสดพอที่จะบริหารอยู่ได้ ทำให้ไม่เกิดสภาพคล่องภายในร้าน อาจส่งผลให้ธุรกิจเกิดการชะงักไม่สามารถหาเงินสดมาหมุนเวียนใช้จ่ายในร้านได้ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะต้องยุบกิจการได้เลย

    6. สร้างลูกค้าระยะยาว

    การจะประกอบธุรกิจค้าส่งให้ประสบความสำเร็จและมีกำไร ลูกค้าคือบุคคลสำคัญยิ่งกว่าใคร การได้ลูกค้าที่เป็นร้านค้าปลีกซื้อสินค้ากับเราประจำย่อมเป็นผลดีต่อธุรกิจ และสิ่งที่จะทำให้ลูกค้าอยู่กับเราในระยะยาวคือ การบริการที่จริงใจ ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ราคาเหมาะสม และเครดิตที่คุณให้กับลูกค้า

    7. สานสัมพันธ์เครือข่าย

    การออกไปพบปะลูกค้าตามร้านค้าปลีกต่างๆ ที่เป็นลูกค้าประจำหรือไม่เป็นลูกค้าก็ตาม ถามถึงความต้องการสินค้าที่อยากรับไปขาย อยากให้เรามีสินค้าตัวไหน ก็เป็นการช่วยให้ลูกค้าเกิดความเชื่อถือไว้ใจ และให้ความรู้สึกที่ดีกับธุรกิจค้าส่งของเรา รวมถึงการจัดโปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดสายสัมพันธ์กันทางธุรกิจและทางใจ ทำให้ลูกค้าเหล่านี้อยู่กับเราเหนียวแน่นและยาวนาน

    8. สร้างความแตกต่าง

    ในบางครั้งการทำอะไรเหมือนๆ กันมากๆ ก็ทำให้เกิดอาการเฟ้อได้ ซึ่งธุรกิจค้าส่งก็เช่นกัน การที่ร้านค้าส่งต่างๆ มีสินค้าที่เหมือนๆ กัน ซ้ำๆ กันย่อมไม่เป็นเรื่องดี อาจทำให้เกิดการตั้งราคาสินค้าตัดกันเอง รวมถึงสินค้าจะค้าง stock ด้วย เพราะฉะนั้นการสร้างความแตกต่างด้วยการอย่าอยู่นิ่ง หาสินค้าใหม่ๆ ที่น่าสนใจและแตกต่างมาขายอยู่เป็นประจำ ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ดีในการทำธุรกิจ

    9. เพิ่มช่องทาง online

    การจะประกอบธุรกิจในยุคที่เทคโนโลยีของการสื่อสารมีอิทธิพลทางการตลาดให้เกิดกำไรสูงสุด แน่นอนว่าขาดช่องทางนี้ไปไม่ได้เลยทีเดียวนั่นคือ online การประกอบธุรกิจค้าส่งเองก็เช่นกัน นอกจากลูกค้าที่อยู่บริเวณใกล้เคียงแล้ว ยังสามารถหาลูกค้าได้มากมายทั้งๆ ที่อยู่ไกลกันมาก หรืออยู่กันคนละจังหวัด แต่เพราะลูกค้าเห็นสินค้าเราจากใน internet ก็สามารถสั่งสินค้าของเราทาง online ได้โดยง่าย ทำให้เกิดการกระจายสินค้าได้มากยิ่งขึ้นอีกช่องทาง

    10. การประชาสัมพันธ์

    การกระตุ้นตนเองให้เกิดความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาในการทำธุรกิจ จะช่วยให้การประกอบธุรกิจค้าส่งของเราไม่ล้าหลัง และมีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา การอัพเดทสินค้าใหม่สม่ำเสมอ การจัดโปรโมชั่น การประชาสัมพันธ์ เช่น จัดทำแผ่นพับ ใบปลิว แจ้งวันจัดโปรโมชั่น แจ้งสินค้าใหม่ๆ ที่จะเข้ามา จะช่วยให้ลูกค้าเลือกที่จะซื้อสินค้ากับเรามากขึ้น

    เป็นอย่างไรกันบ้างกับเคล็ดลับการทำธุรกิจค้าส่งให้มีกำไร หวังว่าคงจะทำให้ท่านที่ต้องการจะทำธุรกิจนี้ขึ้นมา ได้พอเห็นแนวทางในการประกอบธุรกิจให้เกิดผลกำไร และสามารถดำเนินธุรกิจนี้ได้อย่างมั่นคงและมีเส้นทางที่ชัดเจน และอย่าลืมว่า ลูกค้ามากกำไรก็มากตามมาเช่นกัน

  • 8 สินค้าไทยส่งออกทำกำไรในต่างประเทศ

    การทำธุรกิจส่งออกของไทยมียอดการส่งออกที่สูงเพราะต่างชาติต่างรับรู้ว่าสินค้าของไทยมีคุณภาพดี มีราคาถูก ซึ่งนับได้ว่าการธุรกิจการส่งออกยังสามารถทำกำไรในต่างประเทศได้ดี หากเรากำลังมองหาสินค้าเพื่อจะทำธุรกิจส่งออกมาลองดูว่าสินค้าใดที่จะสร้างกำไร และเติบโตเร็ว ที่น่าจะทำกำไรในต่างประเทศในปีouhได้บ้าง

    1.ข้าวหอมมะลิไทย

    ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม ข้าวหอมมะลิจึงเป็นสินค้าส่งออกได้ดีที่สุด ในปัจจุบันชาวต่างชาตินิยมบริโภคข้าวมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิของไทย และไทยเรายังคงเป็นประเทศส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 มาตลอด จึงขึ้นชื่อเรื่องข้าวคุณภาพดี สร้างชื่อเสียงโด่งดังไกลไปทั่วโลก หากเราจะทำธุรกิจส่งออกประเภทข้าวหอมมะลิ จะต้องรักษาคุณภาพและมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยเพื่อการส่งออกตามกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานข้าวให้ได้คุณภาพและได้ราคา

    2.พืชผักต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร

    ผลผลิตทางการเกษตรนอกจากข้าว เห็นจะเป็นพืชผักต่างๆ ของไทยที่มีมากมายหลายชนิด เป็นอีกหนึ่งสินค้าส่งออกที่น่าทำกำไรได้ดีเนื่องจากต้นทุนต่ำ ทั้งพืชผักพื้นบ้านของไทย หรือจะเป็นผัก organic ผักปลอดสารพิษสู่ครัวโลก โดยขอให้สำรวจความต้องการของลูกค้าแต่ละประเทศและดูทิศทางของการทำสินค้าธุรกิจส่งออก หาวิธีและพัฒนาพืชผักต่างๆ ให้ง่ายต่อจัดเก็บ และการส่งออก จะทำเป็นผักแช่แข็ง หรือแปรรูปอื่นๆ ได้ เพราะสินค้าง่ายๆ ในบ้านเรา หากสร้างความแตกต่างก็สร้างรายได้ เป็นกำไรให้ผู้ค้าอย่างแน่นอน

    3.ผลไม้ไทยตามฤดูกาล

    ขึ้นชื่อว่าผลไม้ไทยย่อมเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับคนต่างชาติ เพราะผลไม้ไทยมีรสชาติถูกปาก ราคาดี มีหลากหลายชนิดให้ลูกค้าได้เลือกบริโภค หากเราสามารถนำผลไม้ตามฤดูกาลต่างๆ ของไทยทำเป็นสินค้าเพื่อส่งออกนอกจากจะส่งออกในรูปแบบผลไม้สดแล้ว เราต้องเพิ่มมูลค่าให้ตัวสินค้าด้วยการแปรรูปเพื่อให้สะดวกในการจัดส่งและสามารถเก็บได้นาน เช่น การดอง การแช่อิ่ม การอบแห้ง หรือทำเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายและกว้างขึ้นอีกด้วย

    4.อาหารไทยสู่โต๊ะอาหารต่างชาติ

    อาหารไทยเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งในแถบประเทศเพื่อนบ้าน และทางยุโรป ดูได้จากอัตราการเพิ่มจำนวนร้านอาหารไทยที่ขยายสาขามากขึ้น หากเราสามารถนำอาหารไทยมาจัดให้เป็นสินค้าธุรกิจส่งออก โดยการจัดทำให้เป็นอาหารไทยสำเร็จรูปตามเมนูยอดนิยมต่างๆ เพื่อให้คนต่างชาติสามารถเลือกบริโภคได้โดยง่าย หรือจัดทำเป็นเครื่องปรุงสำเร็จรูปให้ทำเองได้โดยไม่ต้องพึ่งครัวไทยก็อร่อยไปไกลถึงต่างแดนได้

    5.ผลิตภัณฑ์จากอาหารทะเล

    ประเทศไทยมีแหล่งอาหารทะเลที่เพียบพร้อม ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอยู่แล้ว ด้วยความที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบเรื่องการส่งออก เพราะมีทางออกทางทะเลทั้ง 2 ด้าน ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ทำให้สะดวกในการขนส่งและเป็นแหล่งอาหารทะเลชั้นดีเพื่อการส่งออก หากจะสร้างความแตกต่างแล้วต้องเพิ่มผลิตภัณฑ์จากอาหารทะเล โดยทำเป็นอาหารทะเลตากแห้ง อบแห้ง หรือปรุงรส คือต้องมีการแปรรูปให้สามารถจัดเก็บได้นาน ง่ายต่อการนำไปบริโภค

    6.งานฝีมือ

    การใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างงานฝีมือสามารถผลิตงานได้เอง มาเปลี่ยนจากงานเล็กๆ รายได้น้อยๆ ให้เป็นธุรกิจสินค้าส่งออกที่สร้างกำไรให้ได้อย่างงาม และงานฝีมือนั้นๆ จะต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพงานดี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถนำไปใช้งานได้จริง ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งโดยปกติสินค้าประเภทนี้ไม่ได้ซื้อขายกันเป็นประจำ การจะทำให้เป็นสินค้าธุรกิจส่งออก ต้องทำการหากลุ่มลูกค้าและขยายตลาดให้มากยิ่งขึ้น ก็จะส่งออกสินค้าได้มากเช่นกัน

    7.งานหัตถกรรมไทย

    งานหัตถกรรมไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากภูมิปัญญาคนไทยและเป็นงานที่ต้องใช้ฝีมือ เช่น งานจักสาน งานหวาย เครื่องประดับ งานประดิษฐ์ เครื่องปั้นดินเผา งานสิ่งทอ เป็นต้น จากที่มีการพัฒนาเป็นงานหัตถกรรมอุตสาหกรรม แต่ก็ต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวในการผลิต นั่นแสดงว่าคู่แข่งจะน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย สินค้าประเภทงานหัตถกรรมไทยจึงเป็นสินค้าธุรกิจส่งออก ที่มีมูลค่าสูง ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของไทย สามารถทำรายได้ สร้างกำไรได้ดี

    8.ผ้าไหมไทย

    สินค้าที่ผลิตจากผ้าไหมไทยเป็นหนึ่งในงานหัตถกรรมไทย ที่เป็นสินค้าธุรกิจส่งออกที่มีศักยภาพออกสู่ตลาดเกือบจะทั่วโลกก็ว่าได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมไทยได้เข้าสู่ตลาดแฟชั่นระดับโลก ด้วยความที่ผ้าไหมไทยมีความประณีตสวยงาม คุณภาพดี มีเอกลักษณ์ จึงได้รับความนิยม ดังนั้นเราสามารถต่อยอดงานผ้าไหม ให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความแตกต่างและขยายตลาดการส่งออก

    การทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม ย่อมมีความเสี่ยง และการทำธุรกิจส่งออกก็เช่นกัน ต้องมีเงินทุน สายป่านต้องยาว ยิ่งปัจจุบันการแข่งขันสูงจนทำให้มือใหม่ไม่กล้าลงตลาด ไม่กล้าที่จะเข้าร่วมแข่งขัน ดังนั้นการทำธุรกิจต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา ต่อยอดจากสินค้ายอดนิยม สร้างความแตกต่าง มีเอกลักษณ์ หรือจะคิดให้ต่าง คิดใหม่ ทำใหม่ พัฒนางานอยู่เสมอ หาข้อมูลประกอบการบริหารธุรกิจส่งออกเพิ่มเติม หากเราสามารถจับจุดสำคัญได้ย่อมเกิดกำไรแน่นอน

  • สูตรวิธีทำขนมเกสรลำเจียก พร้อมคำแนะนำในการขายขนมเกสรลำเจียก

    ขนมเกสรลำเจียก
     

    สูตรวิธีการทำขนมเกสรลำเจียก สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมเกสรลำเจียก

    – แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง (สำหรับทำตัวแป้ง)
    – หัวกะทิ 1/2 ถ้วยตวง (สำหรับทำตัวแป้ง)
    – มะพร้าวขูด 1 ถ้วยตวง (สำหรับทำไส้)
    – น้ำตาลมะพร้าว 1 1/2 ถ้วยตวง (สำหรับทำไส้)
    – เทียนอบ

    วิธีการทำขนมเกสรลำเจียก

    – อันดับแรกเราจะเตรียมทำไส้ก่อน ให้ใช้น้ำตาลมะพร้าวไปผสมกับน้ำเพียงเล็กน้อย แล้วก็นำไปตั้งไฟให้ละลาย ใช้ไฟแบบอ่อน ๆ ต้องระวังอย่าให้น้ำตาลไหม้ เพราะจะทำให้ขม จากนั้นจึงใส่มะพร้าวขูด แล้วให้เคี่ยวสักพัก แล้วก็เอาไปอบควันเทียนให้หอม
    – ต่อมาก็จะเป็นการทำตัวแป้ง จะใช้แป้งข้าวเหนียวไปนวดกับหัวกะทิ ถ้าผสมแป้งข้าวเหนียวกับกะทิแล้วมีความชื้นมาก ก็ให้นำแป้งข้าวเหนียวไปผึ่งให้หมาด แล้วค่อยนำมายีเพื่อที่จะได้ยีสะดวก แต่อย่างไรก็ตามแป้งต้องชื้นอยู่เสมอ เพียงอย่าให้ชื้นเกินไป
    – จากนั้นนำแป้งข้าวเหนียวที่ผสมกับกะทิแล้วยีเรียบร้อย ไปตั้งกระทะแบนให้ใช้ไฟอ่อน ๆ แล้วคราวนี้ให้ยีแป้งผ่านกระชอนลวดตาละเอียด ๆ หรือแล่ง ทำการโรยให้แป้งบางเสมอกันจนเป็นแผ่นกลม
    – เมื่อแป้งสุกดีแล้ว เราจะตักไส้เพื่อนำไปใส่บนตัวแป้ง แล้วให้ม้วนปิดไส้ จากนั้นก็แซะขึ้นเพื่อที่จะเรียงใส่โถ แล้วอบด้วยควันเทียนให้หอม ถือว่าเสร็จขั้นตอนการทำขนมเกสรลำเจียก นำไปรับประทานได้เลย

    สูตรวิธีการทำขนมเกสรลำเจียก สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมเกสรลำเจียก

    – แป้งข้าวเหนียว (อบควันเทียนค้างคืน) 1 ถุง
    – มะพร้าวทึนทึก (อ่อนๆ) 1 ลูก
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – น้ำใบเตย 4 ช้อนโต๊ะ
    – แป้งข้าวเหนียว 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่า (ใส่แป้งให้ร่วนชื้น)
    – ถุงพลาสติก (ใช้ห่อปั้นไส้)

    วิธีการทำขนมเกสรลำเจียก

    – เราจะเริ่มจากทำไส้ของขนมเกสรลำเจียกเป็นขั้นตอนแรก โดยจะนำส่วนผสมที่เป็นแป้งข้าวเหนียวใส่หม้อจากนั้นก็จะอบด้วยควันเทียน คือการจุดเทียนในถ้วยให้ไฟติดสักพักแล้วนำไปวางในหม้อที่ใส่แป้งไว้จากนั้นก็เป่าให้เทียนดับ ให้รีบเอาพลาสติกมาปิดปากหม้อเพื่อปิดฝาไว้ จากนั้นให้ทิ้งไว้ค้างคืน 1 คืน
    – ต่อมาเราจะเอามะพร้าวทึนทึกอ่อนมาขูด การขูดนั้นให้เริ่มขูดจากขอบๆ ก่อน เพื่อไม่ให้ติดหนังมะพร้าวสีน้ำตาล แล้วนำมาผสมกับน้ำตาลทราย ทำการคลุกมะพร้าวขูดกับน้ำตาลให้เข้ากันในกะละมัง
    – แล้วทำการตั้งไฟใช้ไฟอ่อน ๆ ตั้งกระทะทองเหลืองแล้วเทมะพร้าวที่คลุกน้ำตาล มาเคี่ยวมะพร้าวให้ขึ้นเงา แต่ระวังอย่ากวนมากจะทำให้มะพร้าวช้ำได้ ค่อยๆ ใส่สีเขียวใบเตย โดยจะใช้น้ำใบเตย 2 -3 ช้อนโต๊ะทำการผสม
    – กับแป้งข้าวเหนียว 1 ช้อนโต๊ะ แล้วคลุกให้เข้ากัน แล้วก็ใช้ช้อนตักส่วนผสมที่ได้มาใส่แผ่นพลาสติกแล้วปั้นให้เป็นก้อนยาวๆ นำมาใส่ถาดเรียงทำการพักไว้
    – เรามีแป้งที่อบเทียนไว้จนหอมแล้ว ให้ตักใส่กะละมังประมาณ 2 1/2 ทัพพี ระหว่างนั้นให้หยอดน้ำทีละน้อย ใช้มือบริเวณปลายนิ้วรวนให้เข้ากัน จะดูแป้งที่ใช้ได้ให้ดูให้มีลักษณะเหมือนดินร่วนมีความชื้นๆอยู่
    – ต่อมาเราจะตั้งกระทะแบนใช้ไฟแบบอ่อนๆ รอจนกระทะร้อน ก็เอาแป้งตักนำมาใส่ที่ร่อนแป้ง ยกสูงให้อยู่เหนือกระทะ ใช้มือกวนให้แป้งร่อนลงกระทะดูให้เป็นลักษณะแผ่นกลม ให้มีความหนาให้เท่ากัน จากนั้นรอแป้งสุกได้ที่ สามารถดูจากขอบแป้งจะร่อนไม่ติดกับกระทะ แล้วนำไส้ที่ปั้นไว้ใส่ตรงกลาง พับเป็นสี่เหลี่ยมก็ได้หรือจะม้วนเป็นแบบทองม้วนก็ได้ ก็จะได้ขนมเกสรลำเจียกพร้อมรับประทาน

    สูตรวิธีการทำขนมเกสรลำเจียก สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมเกสรลำเจียก

    เครื่องปรุงไส้

    – มะพร้าวทึนทึกขูด 1 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลปี๊บ 1/2 ถ้วยตวง
    – หัวกะทิ 2 ช้อนโต๊ะ
    – แป้งท้าวยายม่อม 1 ช้อนโต๊ะ

    เครื่องปรุงแป้ง

    – แป้งข้าวเหนียวโม่แล้วทับน้ำ 2 ถ้วยตวงหรือแป้งข้าวเหนียวแห้ง นวดกับน้ำพอขึ้น
    – กระทะแบนที่ไม่มีขอบ

    วิธีการทำขนมเกสรลำเจียก

    – ขั้นตอนแรกของการทำขนมเกสรลำเจียกจะเริ่มจาก ให้ตวงมะพร้าวอัดแน่น น้ำตาล แล้วหัวกะทิไปใส่กระทะทอง ยกขึ้นตั้งไฟอ่อนแล้วใช้พายกวนไปเรื่อย ๆ จนเดือด จากนั้นจึงโรยแป้งลงไปคน คนไปจนแป้งได้ที่แล้วค่อยยกลง และเมื่อหน้ากระฉีกเย็นให้ปั้นส่วนผสมที่ได้เป็นก้อน
    – การปั้นนั้นให้ปั้นเป็นก้อนกลมแบนขนาดพอดีคำ หรือจะปั้นเป็นแท่งกลมยาว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 1/2 เซนติเมตร ยาว 5 เซนติเมตรก็ได้ แล้วบรรจุลงขวดโหล หรือภาชนะปิดสนิทแล้วนำไปอบด้วยดอกมะลิ กระดังงา ค้างคืนไว้ 1 คืน
    – ต่อมาจะทำการยีแป้งข้าวเหนียวที่ทับน้ำจนแห้งแล้วทำให้เป็นผง ถ้ายังชื้นมาก ก็ผึ่งให้หมาด ถึงจะยีได้สะดวก แต่อย่างไรก็ตามแป้งต้องชื้นอยู่เสมอ
    – แล้วก้ไปตั้งกระทะแบนบนไฟกลางค่อนข้างอ่อน ให้ระวังเรื่องไฟถ้าไฟแรงหรือไฟอ่อนเกินไปจะทำให้แป้งไม่ติด กันเป็นแผ่น จากนั้นพอกระทะเริ่มร้อนกำลังดีก็ให้ยีแป้งผ่านกระชอนลวดตาละเอียด ๆ หรือแล่ง โรยให้แป้งบางเสมอกันเป็นแผ่นกลม เส้นผ่า ศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว พอขอบแป้งล่อนขึ้นจากกระทะก็เอาไส้ที่อบไว้มาวางตรงกลางแล้วใช้มีดบางแซะขอบแป้ง ตลบเข้าเพื่อห่อไส้
    – ถ้าเราทำไส้เป็นก้อนกลมแบนให้แซะแป้งพับเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ถ้าเราทำไส้เป็นแท่งกลมให้วางไส้ริมแป้งด้านใดด้านหนึ่ง แล้วม้วนให้แป้งห่อ จากนั้นจะอบดอกมะลิค้างอีกคืน หรือจะนำไปรับประทานเลยก็ได้

    การขายขนมเกสรลำเจียก

  • สูตรวิธีทำขนมโค พร้อมคำแนะนำในการขายขนมโค

    สูตรวิธีการทำขนมโค สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมโค

    – แป้งข้าวเหนียว
    – น้ำตาลแว่น
    – มะพร้าวขูด (เราหาไม่ได้เลยเอาเนื้อมะพร้าวทึนทึกมาสับ ๆ)
    – เผือกหอมนึ่ง
    – เกลือป่นเล็กน้อย (ใช้สำหรับคลุกกับมะพร้าวขูด)
    – เฮลซ์บลูบอยสีแดง (สีอื่น ๆ หรือน้ำคั้นจากผักสีธรรมชาติ) ไม่ใส่ก็ได้

    วิธีการทำขนมโค

    – ขั้นตอนแรกเราจะนึ่งเผือกก่อน โดยก่อนจะนึ่ง เผือกจะต้องล้างให้สะอาดและเอายางออกให้หมดก่อน ไเวลากินอาจจะมีอาการคันหรือแพ้ได้ เสร็จแล้วให้นำเผือกมานึ่งให้สุก แล้วให้นำเผือกที่นึ่งแล้ว นึ่งหั่นเป็นชิ้น ๆก้ได้ก่อนจะนึ่ง เผือก จะได้สุกเร็วขึ้น
    – เอาน้ำตาลแว่นมาตัดเพื่อจะนำไปทำไส้ โดยให้กะขนาดอย่าให้ใหญ่มาก ขนมจะมีขนาดใหญ่เกินไป
    – แล้วเราจะใช้ช้อนกับส้อมมาบดเผือกนึ่งแล้ว จากนั้นก็จะนำไปผสมกับแป้งข้าวเหนียว ทำการนวดผสมกันจนเป็นก้อน ถ้าส่วนผสมแห้งเกินไปก็เติมน้ำ หรือถ้ารู้สึกว่าเหนียวไปก็ให้เติมแป้งเพิ่ม ถ้าอยากได้แป้งสีชมพูก็ให้เอาน้ำหวานสีแดงผสมน้ำเปล่าเทใส่ลงไปแล้วนวดจนเข้ากัน
    – จากนั้นให้แบ่งแป้งเป็นก้อนกลม ๆ โดยปริมาณของแป้งมากพอที่จะหุ้มน้ำตาลที่ตัดเตรียมไว้
    – เมื่อเราทำการปั้นแป้งเป็นก้อนกลมแล้วก็ให้แผ่เป็นแผ่นบาง ให้กะความหนาให้พอดี ถ้าแป้งมีความหนาไปรสชาตอาจจะไม่พอดี แต่ถ้าแป้งบางไปไส้น้ำตาลก็จะทะลักได้ เมื่อวางน้ำตาลลงไป ก็ให้คลึงแป้งให้เป็นก้อนกลม ๆ อีกครั้ง
    – ต่อมาเราก็จะมาเตรียมน้ำสำหรับลวกขนม ให้เติมน้ำสะอาดใส่ลงในหม้อ ตั้งไฟความร้อนปานกลางแล้วรอจนน้ำเดือด
    – เมื่อน้ำเดือดแล้วก็นำขนมโคลงไปตอนแรก ตัวขนมจะจมอยู่ก้นหม้อและเมื่อเห็นขนมลอยขึ้นมาแล้วให้เตรียมกระชอนไว้ตักได้เลย
    – เมื่อได้ขนมที่สุกแล้ว เอาขนมที่สุกแล้วไปแช่น้ำเย็นไว้เพื่อขนมติดกัน แล้วให้ตักขนมขึ้นมาเตรียมรับประทานโดยให้นำมะพร้าวขูดคลุกกับเกลือป่นเล็กน้อยพอให้มีรสเค็มๆ มันๆ แล้วนำไปคลุกกับตัวขนมหรือจะโรยบนขนมก็ได้

    สูตรวิธีการทำขนมโค สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมโค

    – แป้งข้าวเหนียว 1/2 ถ้วย
    – น้ำ 4-5 ชต
    – น้ำตาลแว่นหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
    – มะพร้าวทึนทึกขูด นำไปนึ่งประมาณ 5 นาทีคลุกเกลือให้มีรสเค็มปะแล่มๆ

    วิธีการทำขนมโค

    – ขั้นตอนแรกเราจะค่อยๆผสมน้ำลงในแป้ง หากต้องการให้ตัวขนมมีสี สามารถใส่สีม่วงจากดอกอันชัญ สีชมพูจากน้ำเฮลส์บลูบอยส์ แล้วค่อย ๆ นวดจนเนื้อแป้งเนียน แป้งไม่ติดกัน อย่าให้แฉะหรือแห้งจนเกินไป จากนั้นให้พักแป้งไว้ในอ่างปิดฝาให้มิดชิดอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือ จะเก็บไว้ในตู้เย็น 1 คืน แล้วนำค่อยเอาออกมานวดก่อนปั้นก็ได้ การนวดแป้งและพักแป้งคือเป็นเคล็ดลับสำคัญความนุ่มของแป้ง
    – แล้วเอาแป้งที่ได้มาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ใส่ไส้น้ำตาลแว่นลงไป หรือถ้าไม่มีน้ำตาลแว่น ใช้น้ำตาลปึกแทนได้ แต่รสจะต่างออกไป คลึงแป้งให้กลม มีขนาดเล็กพอประมาณ แต่ควรจะต้องใหญ่พอจะใส่น้ำตาลแว่นได้
    – เสร็จแล้วเราจะไปตั้งน้ำใส่หม้อ ใช้ไฟปานกลางจนน้ำเดือดร้อนได้ที่แล้ว ถ้ามีใบเตยก็สามารถใส่ลงไปต้มกับน้ำจะได้มีความหอม
    – นำแป้งขนมที่ปั้นเสร็จไปต้ม พอได้ที่ คือขนมสุกแล้ว ตัวขนมก็จะลอยขึ้นให้ ช้อนเอาขนมที่สุกไปคลุกกับมะพร้าวขูดที่เตรียมไว้ รอให้เย็นแล้วพร้อมรับประทานได้เลย

    สูตรวิธีการทำขนมโค สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมโค

    – แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลแว่น ½ กิโลกรัม
    – มะพร้าวขูดขาว 1 กิโลกรัม
    – ใบเตย (ใส่น้ำต้มขนม) 3 ใบ

    วิธีการทำขนมโค

    – เราจะเริ่มจากการนวดแป้งก่อน ให้นำแป้งข้าวเหนียวผสมกับน้ำ แล้วนวดให้เข้ากัน จนเมื่อได้ที่ดีแล้วใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆ คลุมแป้งแล้วให้พักไว้
    – จากนั้นให้คลึงแป้งให้เป็นก้อนกลมและเป็นท่อนยาว ๆ แล้วค่อยหยิกแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลมให้แป้งมีขนาดเท่าๆกัน เตรียมไว้ จากเพื่อให้ขนมมีความหอม ให้นำไปอบควันเทียน 20-30 นาที
    – แล้วค่อยนำก้อนแป้งมาแบะทำให้แบนออกจากนั้น ใส่น้ำตาลแว่นลงไป โดยน้ำตาลแว่นนั้น ให้นำมาตัดด้วยกรรไกรคีบหมากแบบโบราณหรือจะใช้มีดทำการหั่นเป็นชิ้นเล็กๆประมาณ 12 ชิ้นต่อแว่น จากนั้น แล้วปิดแป้งให้คลุมจนมิดน้ำตาล แล้วก็คลึงแป้งเป็นก้อนกลมเหมือนเดิม พักไว้
    – จนได้แป้งในปริมาณ ก็ไปตั้งหม้อในน้ำ ให้ใช้น้ำเปล่าพอประมาณ แล้วตั้งไฟใช้ไฟปานกลาง แล้วรอจนน้ำเดือด จากนั้นนำแป้งไปต้มในน้ำเดือด จากนั้นระว่างต้มน้ำให้สังเกตลักษณะทำไปต้มไป ลองดูว่าขนมลอยแสดงว่าขนมสุกดีแล้ว
    – แล้วให้ใช้กระชอนตักขนมที่สุกออกมาใส่ถาดที่มีมะพร้าวเตรียมไว้ โดยมะพร้าวนั้นให้ผสมเกลือเล็กน้อย มะพร้าวที่ใช้อาจจะเป็นมะพร้าวอ่อน แต่ใกล้จะทึนทึกแล้ว จากนั้นเอาขนมลงไปคลุกพอให้มะพร้าวติดตัวขนมก็ใช้ได้ การคลุกขนมนั้นให้นำมะพร้าวไปใส่ถาด แล้วขนมโคใส่ถาด แล้วส่ายถาดเบา ๆ ในแนวราบ จนขนมคลุกมะพร้าวจนทั่ว ถือว่าเป็นอันเสร็จเรียบร้อย สามารถรับประทานตอนขนมยังร้อนๆ

  • สูตรวิธีทำขนมกลีบลำดวน พร้อมคำแนะนำในการขายขนมกลีบลำดวน

    ขนมกลีบลำดวน
     

    สูตรวิธีการทำขนมกลีบลำดวน สูตรที่ 1 (สูตรวังหลัง)

    ส่วนผสมขนมกลีบลำดวน

    – แป้งสาลีเอนกประสงค์ 4 ถ้วย
    – น้ำตาลไอซิ่ง 2 ถ้วย
    – น้ำมันพืช 1 1/3 ถ้วย

    อุปกรณ์อื่นๆ

    – เทียนหอมสำหรับอบขนม
    – กระชอน , ถ้วย , ถาด
    – ผ้าขาวบาง
    – มีด

    วิธีการทำขนมกลีบลำดวน

    – ขั้นตอนแรกให้นำแป้งมาร่อน 4 ครั้งและร่อนน้ำตาลไอซิ่ง 2 ครั้งเพื่อให้ส่วนผสมเบาซึ่งจะทำให้เนื้อของขนมกลีบลำดวนมีความเบา โดยให้แยกกันร่อนแล้วจึงนำมาผสมกัน
    – เมื่อนำส่วนผสมทั้งสองส่วนมาผสมกันแล้วก็ค่อยๆเทน้ำมันพืชลงในส่วนผสมที่ละนิด ขั้นตอนนี้ต้องค่อยๆเทไปเรื่อยพร้อมกับขยำแป้งและน้ำมันให้เข้ากันแบบเบามือไปเรื่อยจนนน้ำมันหมดและส่วนผสมเข้ากันดี ปล.ในส่วนของน้ำมันอาจจะไม่ต้องใส่หมดให้สังเกตจากแป้งที่เราขยำนั้นต้องนุ่มมือไม่แห้งหรือเหลว
    – เมื่อขยำเบาๆจนได้ที่แล้วให้ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆมาคลุมส่วนผสมไว้โดยพักไว้ประมาณ 20 นาที เคล็ดลับสำหรับขั้นตอนนี้แนะนำให้แบ่งส่วนผสมออกเป็น 3 ส่วนก่อนแล้วค่อยนำมารวมกันโดยตบและขยำเบาๆ แล้วจึงค่อยคลุมผ้าขาวบาง ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้เนื้อขนมมีความนุ่มเบา
    – เมื่อครบ 20 นาทีแล้วก็เริ่มทำการปั้นตัวขนมกลีบลำดวน โดยอันดับแรกให้แบ่งแป้งออกมาทีละนิดโดยให้ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ต้องค่อยคลึงหรือนวดและปั้นแบบเบามือที่สุด ส่วนขนาดนั้นประมาณเท่าเหรียญ 1 บาท
    – เมื่อปั้นเป็นก้อนกลมแล้วขั้นตอนต่อมาให้ใช้มีดผ่าแป้งที่เราปั้นไว้เป็น 4 ส่วนโดยกรีดให้ขาดจากกันจะได้แป้งเป็น 4 ส่วนเล็กๆ
    – เมื่อแบ่งกรีดแป้งเสร็จแล้วต่อมาคือขั้นที่สาม ให้ค่อยจับแป้งที่เป็นกลีบมาประกบกันจำนวน 3 กลีบโดยให้แต่ละกลีบเกยกันนิดๆตามรูปร่างของดอกลำดวนและการจับให้เกยกันจะทำให้กลีบไม่หลุดจากกันด้วย
    – ขั้นตอนที่สี่ นำกลีบแป้งที่เหลืออีก 1 ส่วนมาเป็นให้เป็นลูกกลมๆเล็กๆแล้วใช้มีดกรีดให้เป็นกากบาทแล้วนำมาวางบนกลางกลีบที่เราทำไว้เพื่อเป็นส่วนของเกสรดอกลำดวน
    – ขั้นตอนที่ห้าเมื่อเราทำดอกลำดวนจนเสร็จให้นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาประมาณ 10-15 นาที โดยให้ดูจากขนาดของดอกที่ปั้นหรือต้องการสีอ่อนสีเข้มของขนม (แนะนำให้วอร์มเตาไว้ก่อน)
    – ขั้นตอนที่หกเมื่ออบขนมกลีบลำดวนจนเสร็จทิ้งไว้จนขนมคลาความร้อนจนหมด จึงนำมาอบควันเทียนเพื่อให้มีกลิ่นหอม โดยนำขนมใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิทโดยให้นำเทียนสำหรับอบขนมวางบนไว้ในที่รองและนำไปวางในภาชนะที่ต้องการ แล้วค่อยๆนำขนมกลีบดอกลำดวนใส่ลงไปจนหมด แล้วจึงจุดเทียนให้มีควันและกลิ่นออกมาจึงดับเทียนและปิดฝาภาชนะให้สนิททิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที จึงนำออกจากภาชนะอบมาบรรจุใส่ถุงหรือขวดโหลที่ปิดสนิทสำหรับนำไปขายหรือเป็นของฝาก

    เคล็ดลับการทำขนมกลีบลำดวน

    สำหรับถาดรองขนมนั้นไม่จำเป็นต้องทาเนยหรือรองด้วยกระดาษไขเพราะตัวขนมจะไม่ติดกับถาดเมื่ออบเสร็จสามารถใช้มีดแซะเบาๆออกจากถาดได้เลย และควรเว้นระยะการวางไว้ด้วยเพื่อให้มีช่องวางเมื่อขนมขึ้นตัวในตอนอบ และ การเลือกเทียนหอมที่ใช้หากมีคุณภาพดีกลิ่นขนมจะหอมและติดทน หรือหากปริมาณขนมมีมากก็ค่อยๆแบ่งอบควันเทียนเป็นรอบๆ ก็ได้

    สูตรวิธีการทำขนมกลีบลำดวน สูตรที่ 2

    – แป้งสาลี 100 กรัม
    – น้ำมันพืช 50 กรัม (หรือเนยขาว)
    – น้ำตาลไอซิ่ง 80 กรัม
    – สีผสมอาหาร (ตามความชอบ)
    – เทียนอบ

    วิธีการทำขนมกลีบลำดวน

    – ขั้นตอนแรก ให้นำแป้งสาลีกับน้ำตาลไอซิ่งมาผสมเข้าด้วยกันแล้วจึงนำส่วนผสมไปร่อนประมาณ 2 ครั้ง หลังจากนั้นให้นำน้ำมันพืชหรือเนยขาวผสมลงไปแล้วนวดให้เข้ากันจนส่วนผสมมีความเนียนและเป็นเนื้อเดียวกัน
    – ขั้นตอนที่สอง ให้นำแป้งมาปั้นเป็นลูกกลมๆขนาดไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไปและแบ่งแป้งที่ปั้นแล้วเป็น 4 ส่วนโดยการใช้มีดกรีดเป็นส่วนๆให้มีขนาดเท่าๆกัน
    – ขั้นตอนที่สามนำแป้งที่แบ่งเป็นส่วนไว้นั้นมาวางเป็น 3 กลีบ โดยให้เนื้อแป้งติดกัน และแป้งอีกส่วนให้นำมาปั้นเป็นกลมๆสำหรับเป็นเกสรวางบนตรงกลางของ 3 กลีบจะได้เป็นดอกลำดวน และให้ทำเช่นนี้ไปจนหมดส่วนผสมที่เตรียมไว้ โดยให้เรียงใส่ถาดสำหรับอบไว้
    – ขั้นตอนที่สี่นำดอกลำดวนที่ปั้นเสร็จแล้วไปเข้าตบอบที่อุณหภูมิประมาณ 300 องศาฟาเรนไฮต์ประมาณ 10 – 15 นาทีโดยวิธีดูว่าขนมสุกหรือไม่นั้นให้ดูจากผิวขนมที่จะมีสีนวลขึ้นและมีความกรอบทั้งดอก
    – ขั้นตอนที่ห้านำขนมดอกลำดวนที่พักไว้จนเย็นไปอบควันเทียนโดยเลือกใช้เทียนหอมคุณภาพดี และอบในภาชนะที่ปิดสนิทประมาณ 15-20 นาทีแล้วจึงแบ่งใส่ภาชนะหรือบรรจุห่อตามต้อการ

    เคล็ดลับการทำขนมกลีบลำดวน

    สีของดอกลำดวนนั้นสามารถเลือกสีได้ตามต้องการ โดยการแบ่งแป้งจากขั้นตอนที่ 1 มาผสมสีต่างๆในขั้นตอนที่สองโดยเน้นสีอ่อนๆจะทำให้ดูน่าทานกว่าการใช้สีเข้มและควรนวดแป้งแบบเบามือจะทำให้ขนมมีความนุ่มเนื้อไม่กระด้าง

    สูตรวิธีการทำขนมกลีบลำดวน สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมกลีบลำดวน

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
    – น้ำมันพืช 1/2 ถ้วย
    – น้ำตาลไอซิ่ง 1/2 ถ้วย
    – สีผสมอาหารตามชอบหากต้องการแต่งสีตามใจชอบ
    – เทียนสำหรับอบควันเทียน

    วิธีการทำขนมกลีบลำดวน

    1. ร่อนแป้งสาลีฯ ผสมกับน้ำตาลไอซิ่งเข้าด้วยกันประมาณ 4-5 รอบ
    2. ค่อย ๆ เทน้ำมันพืชลงไปในส่วนผสมแป้งทีละนิดค่อยนวดไป เบา ๆ จนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดีและนุ่ม ถ้าหากต้องการแต่งสี ให้แบ่งแป้งนำไปผสมสีผสมอาหารตามชอบ
    3. ปั้นแป้งให้เป็นขนาดลูกกลมๆ แล้วใช้มีดแบ่งแป้งออกเป็น 4 ส่วน จับวางให้เป็นลักษณะกลีบขนม 3 กลีบ ส่วนแป้งอีก 1 ส่วนที่เหลือให้ปั้นเป็นลูกกลมๆแล้วนำไปวางลงตรงกลางกลีบ กดลงเบา ๆแล้วนำมาเรียงในถาด เตรียมเอาไว้
    4.อุ่นเครื่องเตาอบไว้สัก 5 นาที จากนั้น นำกลีบลำดวนเข้าอบในเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศา ประมาณ 15 นาที ทั้งนี้ระยะเวลาการอบขึ้นอยู่กับขนาดของขนม สังเกตจนขนมออกเป็นสีน้ำตาลอ่อน นำออกจากเตา แล้วพักทิ้งไว้จนเย็น
    5. ใส่เทียนสำหรับอบควันเทียนลงในหม้อ จากนั้นจุดเทียนให้ติดไฟแล้วเป่า จนมีควันออกมา นำขนมกลีบลำดวนมาสืลงในหม้อ จากนั้นปิดฝาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที เปิดฝาหม้อแล้วนำขนมออกมา เก็บใส่กล่อง หรือภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด

    สูตรวิธีการทำขนมกลีบลำดวน สูตรที่ 4

    ส่วนผสมขนมกลีบลำดวน

    1.แป้งสาลี 100 กรัม
    2.น้ำมันพืช 50 กรัม (หรือเนยขาว
    3.น้ำตาลไอซิ่ง 80 กรัม
    4.สีผสมอาหาร (แล้วแต่ชอบ)
    5. เทียนอบ

    วิธีการทำขนมกลีบลำดวน

    1. นำแป้งสาลีมาผสมรวมกับน้ำตาลจากนั้น นำไปร่อน 2-3 ครั้ง แล้วใส่น้ำมันพืชลงไปผสมเข้าด้วยกัน นวดทั้งหมดจนส่วนผสมทั้งสามเข้าด้วยกันดี
    2. นำแป้งมาปั้นเป็นลูกกลมๆขนาดเท่าๆกัน แล้ว ใช้มีดคม แบ่งแป้งเป็น 4 ส่วนให้เท่าๆกัน
    3. จับแป้งออกวางเป็นลักษณะ 3 กลีบ ส่วนอีก 1 กลีบที่เหลือให้ปั้นเป็นลูกกลมๆวางตรงกลางกลีบทั้งสามเป็นเกสร ก็จะได้รูปทรงออกเป็นลักษณะดอกไม้ ทำจนแป้งหมด เรียงไว้ในถาด
    4. อุ่นเตาอบ แล้วนำแป้งลงไปอบ ตั้งอยู่ที่ อุณหภูมิประมาณ 300 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ 10 นาทีหรือจนสุก สังเกตได้ขนมที่มีลักษณะผิวนวลนุ่ม สีสวยพอดีออกน้ำตาล ลักษณะกรอบ แล้วนำไปอบควันเทียนที่เตรียมไว้ให้หอมอีก 10 นาที ก็พร้อมรับประทานได้
    หมายเหตุ : ถ้าต้องการกลีบหรือเกสรที่มีสีต่างกัน ก็ให้แยกส่วนผสมแป้งในขั้นตอนที่หนึ่ง แล้วผสมสีตาม ที่ชอบขณะใส่น้ำมันพืชลงไปนวด ควรใช้สีโทนอ่อนมากกว่าสีเข้มจะน่ารับประทานยิ่งขึ้น

    สูตรวิธีการทำขนมกลีบลำดวน สูตรที่ 5

    ส่วนผสมขนมกลีบลำดวน

    1.แป้งอเนกประสงค์ 2 ถ้วย
    2. น้ำตาลไอซิ่ง 1 ถ้วย
    3. เกลือ 1/8 ช้อนชา
    4. น้ำมันพืช 112 มิลลิลิตร
    5. เทียนหอม (เทียนอบ)
    6. น้ำมันพืชสำหรับส่วนผสมของแป้งส่วนเกสร 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำขนมกลีบลำดวน

    1. นำแป้ง น้ำตาลและเกลือมาผสมแล้ว ร่อนเข้าด้วยกัน ค่อยๆ เทน้ำมันพืชลงไป
    2. เมื่อนวดผสมเข้ารวมกันดีแล้ว แบ่งแป้งไว้ประมาณ 1/4 ถ้วย สำหรับทำส่วนของเกสร
    3. นำแป้งที่เหลือมาสำหรับทำกลีบดอก แล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วใช้มีดคมๆแบ่งออกเป็น 4 ส่วน
    4. จับด้านมุมของกลีบดอกสามกลีบ จับชนกันให้ทะแยงมุม จากนั้นผสมน้ำมันกับส่วนผสมที่แบ่งไว้ค่อยๆเททุกอย่างรวมกัน แล้วปั้นเป็นก้อนกลมไปติดไว้ตรงกลาง
    5. นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียส นานประมาณ 12-15 นาที สังเกตได้จากขนมสุกหรือสีออกสีน้ำตาล นำขนมออกจากเตาพักแล้วไว้ให้เย็น วางใส่ไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด
    6. อบขนมด้วยควันเทียน ทิ้งข้ามคืน จะยิ่งหอมทานอร่อย

    สูตรวิธีการทำขนมกลีบลำดวน สูตรที่ 6

    ส่วนผสมขนมกลีบลำดวน

    1.แป้งเค้ก (แป้งสาลีอเนกประสงค์) 1 ถ้วยตวง
    2.น้ำตาลไอซิ่ง ½ ถ้วยตวง
    3.น้ำมันพืช 4 ช้อนโต๊ะ
    4.กลิ่นดอกมะลิ ½ ช้อนชา

    วิธีการทำขนมกลีบลำดวน

    1.ผสมแป้งรวมกับน้ำตาล และค่อยๆเทน้ำมันทีละน้อย คลุกให้เข้ากันดี ใส่กลิ่นมะลิลงไปผสม ใช้มือนวดให้เข้ากัน
    2.นวดทั้งหมดจนเข้ากันดี จนมีลักษณะคล้ายๆทรายละเอียดเปียกน้ำ
    3.ปั้นแป้งให้เป็นลักษระก้อนกลมๆ ให้ได้เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว โดยการหยิบแป้งใส่อุ้งมือ จากนั้น บีบอุ้งมือเข้าหากัน และนวดขยับแป้งไปมาแล้วคลึงให้เป็นลูกกลมๆ ทำไปเรื่อยๆจนแป้งหมด และเหลือแป้งสำหรับเกสาไว้ประมาณ ¼ ของแป้งทั้งหมด
    4.การทำส่วนเกสรนั้น ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ข้างไหนก็ได้หยิบแป้งขั้นมา แล้วนวดคลึงให้เป็นรูปกลมๆขนาดเล็ก
    5. การทำกลีบ ให้นำแป้งที่ปั้นกลมๆมาตัดกลีบ
    6.ใช้มีดคมๆตัดครึ่งวงกลม คือแบ่งออกให้เป็นสี่สวน แล้วใช้นิ้วแต่งกลีบให้สวยงาม
    7.จากนั้นเตาอบอุ่นไว้ 5 นาที นำไปอบในอุณหภูมิ 200 องศา ประมาณ 10 นาที หรือสังเกตสีของขนมให้ออกเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะกรอบสุก จากนั้นนำออกมาพักทิ้งเล็กน้อย ไว้แล้วใส่ในตู้หรือภาชนะมิดชิด

    การขายขนมกลีบลำดวน

  • สูตรวิธีทำขนมขี้มอด พร้อมคำแนะนำในการขายขนมขี้มอด

    สูตรวิธีการทำขนมขี้มอด สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมขี้มอด

    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย
    – มะพร้าวขูดขาว 2 ถ้วย
    – น้ำตาลทรายขาวป่นละเอียด 1 ถ้วย
    – ดอกมะลิ หรือ เทียนอบ
    – กระดาษแก้วสีต่างๆ

    วิธีการทำขนมขี้มอด

    – ขั้นตอนแรกของการทำขนมขี้มอด จะเริ่มจากการคั่วแป้งก่อน เราจะคั่วแป้งข้าวเจ้าด้วยไฟอ่อน ต้องระวังอย่าให้ไฟแรง แล้วคั่วอย่าให้ไหม้ ให้พอเป็นสีเหลืองนวล แล้วตักขึ้นมาพักไว้
    – จากนั้นขั้นตอนต่อมาเราจะทำการคั่วมะพร้าวอ่อน การคั่วมะพร้าวนั้น จะคั่วด้วยไฟอ่อนเหมือนเดิม ให้มีสีเหลืองนวลและกรอบ แล้วตักมะพร้าวอ่อนที่คั่วจนมีสีสวยใส่ครกทั้งร้อน ๆ แล้วโขลกให้ละเอียดหรือถ้าจะปั่นควรจะปั่นด้วยเครื่องปั่นต้องรอให้มะพร้าวเย็นก่อน จึงปั่นให้ละเอียด
    – เมื่อได้ทั้งมะพร้าวที่คั่วแล้วโขลกหรือปั่นจนละเอียด รวมทั้งแป้งที่คั่วจนสีเหลืองสวยแล้ว ให้ผสมแป้ง มะพร้าว น้ำตาล แล้วเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ทำให้ทั้งหมดกลายเป็นเนื้อเดียว แล้วตักใส่ขวดโหล อบด้วยดอกมะลิสดแนะนำให้ใช้มะลิตูมเกือบจะบานแล้วอบเวลาประมาณ 18.00 – 19.00 น.ก่อนอบให้กดปลายดอกมะลิให้บานเล็กน้อยเสียก่อน รุ่งเช้าประมาณ 6.00 – 7.00 น.รีบเอาออกทันที หรือถ้าจะอบด้วยควันเทียน จุดเทียนอบให้ไฟลุก ขยี้ไส้เทียนให้กระจาย เมื่อไฟลุกแล้วสัก 2 นาทีรีบดับเทียน แล้วใส่ลงไปในโหล ควรมีที่วางเทียนให้ควันคลุ้งอยู่ในโหลมาก ๆ ขนมจะหอม แล้วทิ้งไว้ 1 คืน
    – การจะรีบประทานให้ตักขนมขี้มอดใส่กระดาษแก้ว แล้ว ม้วนเป็นกรวยแหลมเล็ก ใส่ขนมพอเต็มกรวย ปิดปากกรวยให้เรียบร้อยก็สามารถนำไปรับประทานได้

    สูตรวิธีการทำขนมขี้มอด สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมขี้มอด

    – ข้าวเจ้าสีนิลตากแห้ง 3 ถ้วยตวง
    – ลูกเดือยตากแห้ง 1 ถ้วยตวง
    – งาขาว ½ ถ้วยตวง
    – งาดำ ½ ถ้วยตวง
    – สารสกัดจากหญ้าหวาน 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น ½ ช้อนชา

    วิธีการทำขนมขี้มอด

    – เราจะเริ่มต้นการทำขนมขี้มอดด้วยการคั่วข้าวเจ้าก่อน จริงๆ สูตรขนมขี้มอดสูตรนี้จะเป็นสูตรเพื่อสุขภาพ เลือกใช้ข้าวเจ้าสีนิลมาคั่ว โดยจะคั่วข้าวเจ้าสีนิลที่ตากแห้งแล้วมาคั่วให้มีสีเหลืองนวลและกรอบ ให้ใช้ไฟอ่อน ต้องระวังอย่าให้ข้าวเจ้าสีนิลไหม้
    – จากนั้นก็ตักข้าวเจ้าสีนิลที่คั่วเรียบร้อยขึ้นมาพักไว้ ต่อไปก็คั่วธัญพืชชนิดอื่น ๆ ตามลำดับ การคั่วนั้น อาจจะคั่วที่ละอย่าง เพราะอาจจะสุกไม่พร้อมกัน ธัญพืชที่นำมาใช้ในการทำขนม ก็จะมีลูกเดือยตากแห้ง งาขาว งาดำให้คั่วด้วยไฟอ่อนคั่วจนมีสีเหลืองนวลและกรอบ
    – เมื่อคั่วส่วนผสมทั้งหมดจนได้ที่แล้วก็นำทั้งข้าวเจ้าสีนิล ลูกเดือย งาขาว งาดำ มาใส่ครกโขลกให้ละเอียดตอนที่ยังร้อนอยู่ หรือจะประหยัดแรงด้วยการใช้เครื่องปั่นก็ได้ เพียงแต่ถ้าจะปั่นควรจะทิ้งไว้ให้เย็นก่อนแล้วค่อยปั่น ปั่นให้ละเอียด แล้วตักใส่จานพักไว้
    – เมื่อได้ส่วนผสมของข้าวเจ้าสีนิล ลูกเดือย งาขาว งาดำ ที่ตำหรือปั่นจนละเอียดแล้วให้คลุกเคล้ากับสารสกัดจากหญ้าหวานที่จะช่วยให้ความหวานแทนน้ำตาลแต่แคลเลอรี่น้อยกว่า และเกลือให้เข้ากัน จากนั้นก็ให้ใส่ถาดผึ่งไว้ให้เย็น แล้วเก็บใส่ภาชนะที่มิดชิด เวลารับประทานก็ตักใส่จาน เป็นของหวานทางเลือกที่แคลเลอรี่ต่ำ

    สูตรวิธีการทำขนมขี้มอด สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมขี้มอด

    – ข้าวตาก (ข้าวสวยที่เหลือจากทานตอนเย็น เอามาตากเก็บไว้) 3 ถ้วยตวง
    – มะพร้าวขูดขาว 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายละเอียด 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีการทำขนมขี้มอด

    – ขั้นตอนแรกให้เตรียมข้าวตากก่อน โดยจะใช้ข้าวสวยมาตากแดดให้แห้ง อาจจะตากสัก 1 – 2 แดด จากนั้นก็นำมาคั่ว การคั่วข้าวตาก ให้ใช้ไฟอ่อน แล้วค่อย ๆ คั่วใจเย็น ๆ เพราะต้องคั่วข้าวตากให้เหลืองนวลและกรอบ เมื่อได้ข้าวคั่วที่สีสวยได้ที่แล้ว ก็นำข้าวคั่วไปใส่ครกโขลกให้ละเอียดตอนที่ยังร้อนอยู่ แล้วตักใส่จานพักไว้ ขั้นตอนการโขลกด้วยครกนั้นจะเปลี่ยนการปั่นก็ได้ ทิ้งไว้เย็นแล้วนำไปปั่นให้ละเอียด
    – ต่อมาเราก็จะคั่วมะพร้าว การคั่วมะพร้าวก็จะใช้ไฟอ่อนเหมือนกัน ให้คั่วจนได้เป็นสีเหลืองทองโดยทั่ว เวลาคั่วต้องอย่ารามือจากตะหลิวคอยพลิกไปมาอยู่ตลอด ระวังอย่าให้มะพร้าวไหม้ เมื่อได้มะพร้าวคั่วแล้วก็เหมือนกับข้าวตากก็นำมาโขลกให้ละเอียดขณะที่ยังร้อนอยู่ หรือถ้าจะปั่นด้วยเครื่องปั่นก็ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วเอามาปั่นละเอียดก็ได้
    – เมื่อได้ข้าวคั่ว มะพร้าวคั่วที่โขลกหรือปั่นละเอียดแล้ว ก็ให้ผสมข้าวคั่ว มะพร้าวคั่ว กับน้ำตาลทรายและเกลือแล้วคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ปรุงรสให้มีความหวานมันเค็ม ชอบแบบไหนก็ปรุงตามที่ต้องการได้เลย ถ้าอยากให้ขนมขี้มอดมีความหอม ก็สามารถนำขนมไปอบด้วยดอกมะลิ หรือ อบควันเทียน ทิ้งไว้ 1 คืน ก็จะได้ขนมที่มีกลิ่นหอม
    – เรียบร้อยแล้วก็ตักขนมขี้มอดใส่โหลมีฝาภาชนะปิดสนิท แล้วถ้าต้องการรับประทานก็ตักใส่จาน หรือจะตักใส่กระดาษแก้วที่ม้วนเป็นกรวยแบบสมัยโบราณก็ได้

  • สูตรวิธีทำขนมไข่หงส์ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมไข่หงส์

    ขนมไข่หงส์

     

    ในบทความนี้ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสูตรและวิธีทำขนมไข่หงส์นะครับ ว่าขนมชนิดนี้มีที่มาอย่างไร ทำกันอย่างไร และขายกันอย่างไร มาเริ่มอ่านได้เลยครับ

    สำหรับขนมไข่หงส์จะเป็นเป็นขนมหวานที่มีส่วนผสมหลักทำมาจาก แป้งข้าวเหนียวผสมมันเทศ สอดไส้ด้วยถั่วเขียวผัดเค็ม ในสมัยก่อนขนมไข่หงส์จะมีลูกใหญ่ คล้ายไข่เป็ด และเนื้อแป้งหนา มาจนถึงในปัจจุบันก็ได้ย่อขนาดลงกลายเป็นฟองกลมๆ เล็กๆ และเนื้อแป้งบางลง และในสมัยก่อนขนมไข่หงส์ยังใช้ในพิธีขันหมาก หรือติดกัณฑ์เทศน์อีกด้วย มีความเชื่อว่าขนมไข่หงส์น่าจะได้รับอิทธิพลจากขนมเทียนของชาวจีน ซึ่งไส้เป็นถั่วเขียวนึ่งอีกด้วย

    เอาหล่ะครับ เราก็จะมาในส่วนการทำขนมไข่หงส์กันเลยนะครับ รับรองว่าทำไม่ยากอย่างที่คิดครับ

    สูตรวิธีการทำขนมไข่หงส์ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมไข่หงส์

    – แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย + 1/2 ถ้วย
    – แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วย
    – มันเทศ (ต้มสุกแล้วบด) 1/3 ถ้วย (หรือใช้มันฝรั่งแทนได้)
    – น้ำตาลปี๊บ 1/2 ถ้วย
    – กะทิสำเร็จรูปกล่องเล็ก 1 กล่อง
    – น้ำเย็น
    – ถั่วทองนึ่งบด (ปริมาณตามชอบ)
    – เกลือป่น (ปริมาณตามชอบ)
    – น้ำตาลทราย (ปริมาณตามชอบ)
    – รากผักชี กระเทียม และพริกไทย โขลกเข้าด้วยกัน (ปริมาณตามชอบ)
    – หอมแดงเจียว (อย่าทิ้งน้ำมันที่ใช้เจียว)
    – น้ำ 1/4 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย

    วิธีการทำขนมไข่หงส์

    – มาเริ่มกันด้วยทำแป้งขนมไข่หงส์ด้วยการผสมส่วนผสมแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า มันเทศต้มสุก น้ำตาลปี๊บ กะทิ น้ำเย็น ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน มีเคล็ดลับให้น้ำตาลปี๊บละลายง่าย ให้นำเข้าไมโครเวฟก่อนใช้ไฟปานกลางประมาณ 1 นาที เพื่ออุ่นให้น้ำตาลนิ่ม
    – ขั้นตอนต่อมา ใส่กะทิลงไป โดยค่อย ๆ เท และให้ยีของแห้งให้กระจายตัวไม่ให้เกาะกันเป็นก้อนก่อนแล้วค่อยใส่กะทิลงไปจากนั้นทำการนวดแป้งให้เข้ากัน แล้วค่อย ๆ เติมกะทิลงไป ต้องระวังอย่าให้เหลวเกินไป ถ้าเหลวให้เติมแป้งข้าวเหนียว แต่ถ้าถ้ากะทิหมดแต่ส่วนผสมยังแห้งอยู่ให้เติมน้ำเพิ่มได้
    – จากนั้นให้พักแป้งเป็นเวลา 1 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อให้น้ำตาลกับแป้ง ผสานตัวเข้าหากัน
    – ระหว่างนี้จะมาทำไส้กัน รสชาติของไส้จะออกหวาน เค็ม ส่วนใหญ่แล้วจะมีรสเค็มนำ การทำไส้นั้นเริ่มจากตั้งกระทะ ใส่น้ำมันที่เจียวหอมไว้ จากนั้นใส่ส่วนผสมรากผักชีกระเทียมพริกไทยที่โขลกไว้ลงไปผัดให้หอม ต้องระวังอย่าให้ไหม้ ใช้ไฟปานกลาง
    – พอผัดสักพัก ให้พอได้กลิ่นหอมแล้วใส่ถั่วทองลงไปผัด ทำการผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลทรายและเกลือป่น
    – เมื่อผัดพอเข้ากันแล้วให้ใส่ หอมแดงเจียว จากนั้นก็สามารถตักขึ้นพักไว้ให้คลายความร้อน
    – จากนั้นก็มาปั้นไส้ บีบไส้ให้แน่นเบา ๆ แล้วปั้นให้เป็นลูกกลม แล้วห่อไส้ด้วยแป้ง
    – จากนั้นให้ใช้น้ำมันทาที่มือและทาถาด เพื่อขนมจะได้ไม่ติดกัน นำแป้งที่พักไว้มาปั้นเป็นก้อนกลม ๆ แล้วทำให้เป็นแบน ใส่ไส้ลงไปบนแป้ง จากนั้นก็ห่อให้มิด แล้วปั้นให้เป็นก้อนกลมอีกครั้ง
    – จากนั้น ให้ตั้งกระทะใส่น้ำมันใช้ไฟแรงให้น้ำมันร้อนจัด พอน้ำมันร้อนจัดให้เบาไฟเป็นไฟปาน จากนั้นก็ใส่ไข่หงส์ลงไปทอด ทอดจนได้สีเหลืองนวล ตักขึ้นเพื่อสะเด็ดน้ำมัน แล้วก็พักไว้
    – แล้วเราจะเอาไข่หงส์มาเคลือบน้ำตาล การทำน้ำตาลเคลือบ ให้ใส่น้ำ 1/4 ถ้วยกับน้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย ลงในหม้อแล้วเอาไปตั้งไฟใช้ไฟปานกลาง คนผสมจนน้ำตาลทรายละลายจนเป็นน้ำเชื่อมและตกทราย (ตกผลึก) ข้างๆ กระทะ
    – เสร็จแล้วก็ใส่ไข่หงส์ที่ทอดแล้ว สะเด็ดน้ำมัน พักไว้จนเย็นแล้ว ลงไปในหม้อ
    – คนไปซักพักน้ำตาลจะเคลือบไข่หงส์ และตกทราย แล้วให้ตักขึ้นพักไว้ รอให้เย็น พร้อมรับประทานได้

    สูตรวิธีการทำขนมไข่หงส์ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมไข่หงส์

    – หัวหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
    – พริกไทย 1 ช้อนชา
    – รากผักชี 1 ช้อนโต๊ะ
    – ถั่วเขียวนึ่งบด 3 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำมัน 1/3 ถ้วยตวง
    – เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
    – ถั่วเขียวนึ่งบด 3 ถ้วยตวง
    – ฟักทองนึ่งบด 1/2 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเหนียว 3 ถ้วยตวง
    – หัวกะทิ 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำ 1/4 ถ้วยตวง
    – น้ำมันสำหรับทอด 1 ขวด
    – น้ำตาลฉาบ
    – น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำปูนใส 3/4 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเจ้า 1 1/2 ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมไข่หงส์

    – เริ่มจากทำตัวแป้งก่อน ให้ผสมแป้งทั้งสองชนิดคือ แป้งข้าวเหนียวกับแป้งข้าวเจ้าเข้าด้วยกัน จากนั้นให้เอามานวดกับฟักทองบดแล้วค่อย ๆเทน้ำปูนใส กะทิ แล้วนวดส่วนผสมทั้งหมดจนเข้ากันและเนื้อเนียนดี จากนั้นก็ปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลมขนาดประมาณ 1 นิ้ว
    – จากนั้นก็จะทำไส้ขนมไข่หงส์ โดยในส่วนของไส้นั้น เริ่มจากให้โขลกรากผักชี หัวหอม พริกไทย ให้ส่วนผสมทั้งหมดละเอียด จากนั้นตั้งไฟตั้งกระทะใส่น้ำมันในกระทะใช้ไฟปานกลาง แล้วเจียวเครื่องส่วนผสมที่โขลกไว้ให้เหลือง จากนั้นก็ใส่ถั่วลงผัดปรุงรสด้วยน้ำตาล เกลือให้เข้ากัน ให้ผัดจนแห้ง
    – เมื่อได้ไส้แล้ว ให้ปั้นไส้เป็นก้อนกลมเล็กกว่าก้อนกลมของแป้งที่ปั้นก่อนหน้านั้นนิดหน่อยแล้วพักไว้ จากนั้นให้คลึงแป้งออกให้แบน เอาไส้ใส่แล้วจับแป้งหุ้มให้มิดไส้ จากนั้นก็คลึงเป็นรูปรีหรือกลม แล้วนำไปทอดในน้ำมันที่ใช้ไฟร้อนจัดทอดจนเหลืองสวยดี จากนั้นก็ตักขึ้นมา พักไว้ให้เย็น
    – ขั้นตอนต่อมานำขนมไข่หงส์มาเคลือบน้ำตาล การทำน้ำตาลเพื่อจะมาเคลือบขนมนั้น ให้ผสมน้ำตาลทราย น้ำ แล้วตั้งไฟใช้ไฟปานกลางค่อนไปทางอ่อน แล้วเคี่ยวให้น้ำตาลทรายเป็นยางข้น จากนั้นก็เอาขนมไข่หงส์ที่ทอดทิ้งไว้จนเย็นลงไปคลุกจนน้ำตาลจับขนมเป็นเกล็ดขนาดใหญ่ จากนั้นให้ตักขึ้นผึ่งให้น้ำตาลแห้งเป็นเกล็ดขาว แล้วให้พักขนมไข่หงส์ให้เย็นเก็บใส่ภาชนะมีฝาปิด พร้อมรับประทานได้

    เครื่องหมาย และฉลากของขนมไข่หงส์

    ถุงพลาสติก หรือกล่องพลาสติกที่ใส่ขนมไข่หงส์ทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมไข่หงส์หอมหวาน ขนมไข่หงส์สุดอร่อย หรืออื่นๆ
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

error: Content is protected !!