Author: admin

  • Email marketing คืออะไร

    การเขียนจดหมายหย่อนตามตู้แดงหน้าหมู่บ้านนับว่าเป็นเรียกที่ล้าหลังและน้อยคนนักที่จะเลือกใช้วิธีการนี้ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน สำหรับการทำธุรกิจและการตลาดก็เช่นกันในโลกยุคปัจจุบันการ E-Mail Marketing ก็คงเปรียบได้เหมือนการส่งจดหมายข่าวสาร อัพเดทข้อมูลธุรกิจรวมไปถึงจดหมายขอนำเสนอขายสิ่งของต่างๆตามบ้านเรือนที่เคยมีมาในอดีต ซึ่งในปัจจุบันวิธีการนี้ถือว่าถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการทำการตลาดอย่างแพร่หลาย นอกจากประสิทธิภาพที่เรียกได้ค่อนข้างทรงประสิทธิภาพมากที่เดียว อีกทั้งยังรวดเร็วทันใจอีกด้วย และจากผลสำรวจของ Shop.org พบว่าผู้ที่เลือกใช้ วิธีการอีเมล์นี้ประสบความสำเร็จมากถึง 86 เปอร์เซ็นซึ่งตัวเลขนี้ถือว่ามากกว่าวิธีการอื่นอื่น ดังเช่นการทำการตลาดแบบ SEO หรือ Social Media

    หากจะหยิบยกประโยชน์ของการทำการตลาดแนวนี้มาถือว่าค่อนข้างมีเยอะพอสมควรซึ่งไม่ว่าจะเป็น ราคาต้นทุนที่ค่อนข้างจะถูกมากเมื่อเทียบกับการส่งผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสารหรือเช่าพื้นที่ในเว็บไซด์ต่างๆ อีกทั้งมีการตอบสนองระหว่างกันได้อย่างรวดเร็วต่อการวัดผลประเมินผลอีกด้วย และวิธีการเช่นนี้สามารถทำการตลาดได้ครอบคลุมทั้งโลกไม่ว่าจะอยู่โซนไหนก็สามารถรับข้อมูลข่าวสารของสินค้าและบริการที่ต้องการจะนำเสนอได้อย่างรวดเร็ว

    แต่หากจะประสบความสำเร็จกับช่องทางการตลาดในรูปแบบนี้แล้วละก็วนนี้ผมมี 3 วิธีที่จะนำธุรกิจของคุณเพื่อประสบความสำเร็จในการตลาดแบบ E-Mail Marketing

    – วิเคราะห์ฐานข้อมูลให้ชัดเจนว่ากลุ่มที่จะรับอีเมล์นี้เป็นใคร โดยอาจจะแบ่งกลุ่มผู้รับเป็น ฐานลูกค้าเก่าและกลุ่มลูกค้าใหม่ เพื่อการจัดสรรข้อมูลที่แตกต่างกัน รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่จะส่งจะต้องเป็นประโยชน์กับธุรกิจโดยตรง ไม่ใช่การทำการโฆษณาแบบอ้อมดั่งในสื่อวิทยุ โทรทัศน์
    – ข้อมูลที่จัดส่งจะต้องมีความชัดเจนในเนื้อหาและตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่รับ อีเมล์ดั่งเช่นกลุ่มลูกค้าเก่าก็ควรจะเป็นเพียงการอัพเดทสินค้าใหม่ หรือบริการใหม่รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆเพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่น่าเบื่อจนเกินไปของลูกค้าเก่า แต่ในกรณีลูกค้าใหม่ หรือผู้ที่เราต้องการจะดึงมาเป็นลูกค้านั้นก็ควรจะมุ่งเน้นในการนำเสนอว่า องค์กร ธุรกิจของเราคือใคร ทำอะไร และนำเสนอสินค้าชนิดใด
    – มีการตั้งเป้าหมาย วิเคราะห์และประเมินผลอยู่อย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของการทำการตลาดแนวนี้อยู่เสมอ เพื่อตรวจเช็คการตอบสนองของลูกค้าอยู่เป็นประจำ

    รูปแบบการทำการตลาดแนวนี้อาจจะสร้างความรำคาญให้กับคนที่ไม่ใช่ฐานลูกค้าของเราโดยตรง แต่หากเป็นผู้ที่ต้องการแล้วนั้น นับว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งนี้ยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับลูกค้าเก่าพร้อมยังสามารถสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าใหม่ได้อีกด้วย

  • E-marketing คืออะไร

    การทำการตลาดในโลกยุคปัจจุบันการที่นำธุรกิจ นำสินค้าและนำบริการมาวิ่งบนเส้นทางออนไลน์เป็นหลักนับว่าเป็นการตลาดหลักของการทำธุรกิจแทบทุกชนิดโดยการทำการตลาดที่ต้องพึ่งพา Electronic เป็นหลักไม่ว่าจะเป็นระบบอินเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบสื่อสารต่างๆจึงถูกเรียกกันว่า “E-Marketing” โดยวิธีการเดินทางตลาดในรูปแบบนี้จะเป็นเหมือนการนำเสนอสินค้า นำเสนอธุรกิจโดยผ่านช่องทางจุดกึ่งกลางบนโลก Electronic โดยมีกลุ่มลูกค้าจากหลากหลายมุมของโลกสามารถเข้ามาพบกันที่จุดนี้ได้

    อะไรที่ให้การตลาดแนวนี้แตกต่างและประสบความสำเร็จ ? หากจะตอบคำถามนี้ได้ก่อนอื่นก็ควรจะต้องเข้าใจลักษณะพิเศษของการตลาดรูปแบบนี้เสียก่อนว่าความโดดเด่นและวิธีเข้าถึงกลุ่มลูกค้านั้นเป็นเช่นไร สิ่งที่จะเป็นตัวชูโรงหลักของแนวทางการทำการตลาดวิธีการนี้เลยก็คือ การตลาดแนวนี้คือการสร้างฐานข้อมูลเฉพาะตัวของสินค้าและบริการของตนเองและสิ่งนับก็ย่อมชัดเจนว่าผู้คนที่เข้ามาชมสินค้าและบริการนั้นก็คือกลุ่มที่ต้องการและใช้สอยสินค้านั้น ถือว่าเป็นการดึงเฉพาะลูกเป้าหมาย หรือเรียกทางการตลาดว่า “Niche Market” นั่นเอง ทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มของผู้รับสื่อการตลาดได้อย่างชัดเจนตาม Product Line ของผู้ประกอบเองไม่ว่าจะเป็นการแบ่งเช่นไรแต่ก็นับว่าสามารถเข้าถึงทุกกลุ่มตามความต้องการพื้นฐานของแต่ละกลุ่ม

    เรียกได้ว่า “E-Marketing” ไม่เพียงที่จะสามารถเข้าถึงได้ง่ายนั้นแต่ยังเป็นการทำการตลาดที่สามารถตอบสนองความต้องการได้แบบหนึ่งต่อหนึ่งหรือเป็นส่วนตัวได้แบบรวดเร็วโดยทันทีไม่ว่าจะเป็นการรับส่งอีเมล์ หรือจะเป็นการสนนารองรับข้อผิดพลาดและความต้องการผ่านช่องทางบนอินเตอร์เน็ตที่ขับเคลื่อนโลกยุคเร่งด่วนอยู่นั้นเอง ปัจจัยเรื่องเวลาและการตอบสนองลูกค้านี้ถือเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดความได้โอกาสและเสียโอกาสในธุรกิจมากสุดสำหรับการทำธุรกิจในปัจจุบัน

    พื้นฐานของคนยุคปัจจุบันนั้นทำให้เกิดกระแสสองกระแสขึ้นมานั้นคือ “Showrooming” หรือวิธีการเลือกซื้อที่เข้าไปยังสถานที่จัดแสดงสินค้า ทดลองใช้ก่อนจะกลับมาเลือกซื้อในหน้าเว็บไซด์แทนเพื่อราคาที่ถูกกว่า และอีกกระแสหนึ่งคือ “Webrooming” หรือวิธีการที่ก่อนจะซื้อสินค้าจะเข้าไปยังอินเตอร์เพื่อศึกษาข้อมูลให้ชัดเจน วิธีใช้ร่วมถึงรายละเอียดต่างๆก่อนจะไปซื้อยังร้านค้า โชว์รูมแต่สิ่งที่แสดงให้เห็นก็คือทั้งสองกระแสมีสิ่งที่เหมือนกันคือ “โลกออนไลน์” คือฐานข้อมูลที่เข้าถึงง่ายและใช้พร้อมทั้งผู้รับชมสารแทบจะไม่เสียต้นทุนใดใดเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางเพื่อไปยังร้านค้า เพราะฉะนั้นนักการตลาดและผู้ประกอบการควรจะให้ความสำคัญเป็นอย่างมากโดยควรพิจารณาดูให้ถี่ถ้วนว่าสิ่งที่สินค้าและบริการนั้นควรจะมาจากช่องทางของกระแสใด และใช้วิธีการใดเพื่อมัดใจลูกค้าในยุคนี้ให้ได้

  • Experiential marketing คืออะไร

    ความไม่ยั่งยืนของการยืนอยู่บน “Marketing share” หรือการครองส่วนแบ่งของตลาดที่มีการแข่งขันอยู่อย่างสูงในแทบทุกตลาดในปัจจุบันนั้นนั้นก็มาจาก การที่ไม่สามารถเข้าไปครองใจ หรือเข้าไปกระแทกจิตใจของกลุ่มผู้บริโภคได้นั้นเองหรืออาจจะเรียกได้ว่า “ไม่สามารถสร้าง Brand Awareness” ได้นั้นเอง ในยุคปัจจุบันการที่จะสามารถให้สินค้าหรือบริการหนึ่งชิ้นนั้นครองใจ และสร้างความเป็น Loyalty ได้นั้นนับว่าเป็นเรื่องสุดหินและยากเลยที่เดียว ฉะนั้นรูปแบบการทำการตลาดเพื่อสร้างสิ่งเหล่านี้ให้กับกลุ่มผู้บริโภค และเดินการตลาดเพื่อสร้างความจดจำและสร้างความตราตรึงของประสบการณ์อันดีที่มากจากการบริโภคสินค้าได้นั้นเรียกกว่าการตลาดแบบ “Experiential Marketing”

    ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าในปัจจุบันนั้นความต้องการของผู้บริโภคและกลุ่มลูกค้านั้น “ในการซื้อสินค้าสินค้าสักหนึ่งชิ้นนั้น ความต้องการที่ได้รับนั้นไม่ใช่เพียงการได้ของชิ้นนั้นมาอุปโภคบริโภค” แต่เป็นการสร้างความประทับ สร้างประสบการณ์สร้างประโยชน์มากกว่าสิ่งที่ควรได้รับ ตามหลักแนวคิดในอดีตและแนวคิดเช่นนี้กำลังถูกบวกผนวกเข้ากับการวางแผนการตลาดในยุคใหม่ยุคปัจจุบันเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเสริมสิ่งใหม่ และสร้างความเป็นเอกลักษณ์ที่จะบ่งบอกความเป็น Brand นั้นได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อหลังจากที่จบขั้นตอนการบริโภคครั้งนี้ไปแล้วนั้น จะต้องมีเกิดการซื้อซ้ำอันเกิดจากประสบการณ์อันดีต่อสินค้าและบริการ

    การวางแผนการตลาดเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์อันดี หรือ “Experiential Marketing” โดยหลักอาจจะเกิดขึ้นมาจาก สามขั้นตอนของการมีส่วนรวมระหว่างธุรกิจและผู้บริโภค

    ขั้นแรก “กิจกรรมของก่อนการขาย” โดยในขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนแรกที่จะเข้าชนและสร้าง First Impression ให้กับผู้บริโภคหรือลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบข้อมูล การนำเสนอผ่านสื่อหรือผ่าน Sales Man แต่ไม่ว่าจะเกิดขั้นตอน วิธีการใด ผ่านช่องทางใดการให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์อันดีจากการส่งมอบข้อมูล เพื่อชูสินค้าและบริการให้โดดเด่นนั้นถือว่าเป็นจุดที่สำคุญมากจุดหนึ่งเลยทีเดียว

    ขั้นที่สอง “กิจกรรมของระยะการขาย” ในขณะที่เกิดขั้นตอนการขายเกิดขั้น หลังจากที่ผู้บริโภคมีข้อมูลอยู่แล้วนั้นการที่จะปิดการขายพร้อมกับการสร้างประสบการณ์อันดีและภาพลักษณ์อันดีไปด้วยนั้น หากสามารถสร้างโอกาสดีเช่นนี้ถือว่าการขายจะประสบความสำเร็จมากกว่าที่เพียงจะขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่นั้นจะเป็นเครื่องหมายว่าเมื่อวันใดที่ลูกค้าต้องการสินค้าหรือบริการเช่นนี้จะต้องกลับมาหาองค์กรของเราแน่นอน
    ขั้นสุดท้าย “ขั้นตอนของหลังการขาย” ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นการสร้างความรู้สึกดีเพื่อแสดงออกถึงความห่วงใยและการให้ความสำคัญกับลูกค้าได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำ CRM หรือการสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีด้วยการทำบริการหลังการขาย

    ไม่ว่าในขั้นตอนใด ระยะใดใน หรือไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมใดใดที่จะต้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริโภคและกลุ่มลูกค้านั้นการสร้างความรู้ที่ดี ประสบการณ์ที่ดี และทั้งหมดนั้นสิ่งที่จะต้องสื่อออกให้ชัดเจนเลยนั้นก็คือ “ความรู้สึกให้อยากกลับมาใช้บริการอีกครั้ง” นั้นเอง

  • Global Marketing คืออะไร

    เรามาถึงจุดที่เรียกว่าเป็นโลกของ “ยุคของไร้พรมแดน” ไม่ว่าจะก้าวเดินไปทางไหนหากผ่านเครือข่ายออนไลน์อย่างอินเตอร์เน็ตแล้วนั้น ก็สามารถไปถึงยังจุดใดใดในโลกก็ได้อย่างรวดเร็ว การวางแผนการตลาดและการทำธุรกิจก็เช่นกันการที่ธุรกิจสามารถตอบสนองและมีผู้บริโภคได้มากกว่าจุดเดียวที่เรายืนอยู่ แต่ยังสามารถเดินทางไปยังพื้นที่อื่นไม่จะเป็นต่างประเทศ หรือต่างทวีปแล้วละก็ ย่อมนำมาซึ่งรายได้และผลประกอบที่มากมาย ซ้ำยังสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ Brand Image ได้ดีอีกด้วย

    หากย้อนกลับไปในยุคก่อนก่อนแล้วนั้นการค้าขายระหว่างประเทศนั้นนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ หรือเป็นเพียงเรื่องของระดับรัฐบาลเพียงเท่านั้นที่จะพอมีกำลังในการค้าขายแลกเปลี่ยนเช่นนั้นได้ ซึ่งแตกต่างกับปัจจุบันโดยสิ้นเชิง ที่ซึ่งหลากหลายประเทศต่างทยอยกันเปิดเขตการค้าของตนเพื่อที่จะเรียกเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติที่พร้อมทุน ระดมเงินทุนจากบ้านเมืองของตนมาลงทุนยังต่างแดนด้วยนโยบาย ของรัฐบาลประเทศต่างๆที่เชิญชวนให้ลงทุนเสียเหลือเกิน

    ถึงแม้ว่าอาจจะดูเหมือนเรื่องง่ายดายนั้น แต่สิ่งที่จะต้องทำการบ้านด้วยความระมัดระวังเป็นที่สุดนั้นก็คือการที่จะสร้างฐานการผลิต การจัดสรรทรัพยากรและกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า หรือประชากรในประเทศนั้นนั้น และสิ่งที่จะต้องทำความเข้าและวางแผนการตลาดให้รอบคอบเลยนั้น มี 3 ปัจจัยดังนี้

    – ความมั่นใจในฐานข้อมูลของการเปิดพื้นที่ใหม่ ข้อมูลแทบทั้งหมดนั้นล้วนจำเป็นต่อการสร้างสรรค์สินค้า รูปแบบการนำเสนอและรวมไปถึงกฎหมายการค้าสำหรับนักลงทุนต่างชาติ หรือแม้กระทั่ง “Social Needs” หรือความต้องการพื้นฐานของสังคมนั้น และ “Social Needs” อันนี้จะเข้ามาเป็นฟันเฟืองตัวสำคัญที่จะผลักดันและเป็นแม่แบบของสินค้าหรือบริการที่จะถูกปล่อยออกต่อไป
    – ประสิทธิภาพของผู้ประกอบการและความพร้อมในกำลังการผลิต คุณภาพการจัดส่งรวมไปถึงการควบคุมและรักษาคุณภาพของสินค้าหรือบริการให้คงทน และคงอยู่
    – และข้อสุดท้ายก็คือ หลักการกระจายสินค้าหรือพื้นที่จะปล่อยสินค้าหรือบริการลงสู่ตลาด การวิเคราะห์นั้นย่อมมาจากการแบ่งกลุ่มของ Target Market ที่ได้ถูกวางเอาไปแล้วนั้นอาจจะเลือกวางจาก เพศ อายุ ศาสนา หรือแม้กระทั่งถิ่นที่อยู่ แต่นั้นต้องอย่าลืมคำนึงถึง “Social Needs” ของแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ

    สำหรับประเทศผู้กำลังเร่งสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างประเทศไทย ย่อมมีพร้อมไปด้วยกำลังการลงทุนและเม็ดเงินจากสถาบันทางการเงินต่างๆและรวมไปถึงเหล่า นักลงทุนเงินถุงเงินถังที่พร้อมกระจายความเสี่ยงไปยังเหล่าประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็น ลาว พม่า หรือเวียดนามที่รัฐบาลของแต่ละประเทศพลางกวักมือเรียกเชิญชวนให้นำเงินไปปล่อยสะพัดในและกระจายสินค้าเพื่อเปิดตลาดใหม่อีกด้วย และนับว่าเป็นสัญญาณอันดีที่จะส่งให้วางตลาดแนวนี้ประสบความสำเร็จไปด้วย

  • Green Marketing คืออะไร

    เป็นที่เข้าใจตรงกันว่า “สีเขียว” เป็นสีที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถ่ายทอดความเป็นธรรมชาติ แทนใบไม้ใบหญ้าต้นไม้ที่ให้ร่มเงาหรือแม้กระทั่งทรัพยากรทางธรรมชาติรูปแบบอื่นอื่น ในทางหลักการตลาดก็เช่นกัน “Green Marketing” หรือการตลาดสีเขียวก็เป็นดั่งการยกเอาความเขียว ความเป็นธรรมชาติมาผนวกเข้ากับหลักการวางแผนการทำการตลาด หรือการเดินสายบนเส้นทางธุรกิจนั้น ถึงแม้อาจจะดูแทบไม่เข้ากัน แต่ในปัจจุบันนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นกระแสนิยมกันเลยทีเดียว

    หากลองมองหันไปรอบตัว “กระแสสีเขียว” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกระแสหลักของสังคมยุคใหม่ ยิ่งมีการอนุรักษ์มากขึ้นเพียงใด นั้นก็นับว่าเป็นการโชว์ภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรให้ดูเด่นขึ้นมากเท่านั้น และนี่ก็เรียกได้ว่าเป็นสาเหตุหลักของแต่ธุรกิจ ของแต่ละองค์กรที่ต่างนำประเด็นมาบด มาแข่งกันในรูปแบบของกิจกรรม CSR หรือแม้กระทั่งการออกแบบสินค้าและบริการของตนให้สอดคล้องกับแนวทางนี้

    การสำนึก รัก และอนุรักษ์ในธรรมชาติกำลังหมดไปนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างยิ่งและกระแสนิยมเช่นนี้ไม่เพียงแต่เหล่ากลุ่มผู้บริโภคที่เปลี่ยนพฤติกรรมไปเพียงเท่านั้น แต่เหล่าผู้ประกอบและองค์กรจะต้องวิ่งตามกระแสและปรับเปลี่ยนตนเองให้ทันกับยุคแห่งสีเขียวเช่นนี้ และปัจจัยใดบ้างที่จะนำกระแสแห่งความเขียวเช่นนี้มาเป็นตัวขับเคลื่อนได้บ้าง

    ภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรเป็นอีกหนึ่งปัจจัยขององค์กรที่จำนำ Green Marketing มาประยุคให้กับกิจกรรมพัฒนาธรรมชาติรวมตัว รอบองค์กรแต่ส่วนมากแล้วที่เกิดขึ้นนั้นย่อมเชื่อมโยงกับองค์กรเป็นสำคัญดั่งตัวอย่างเช่นการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งเรียกได้ว่าทำลายทรัพยากรและสร้างมลพิษทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก แต่การที่โรงไฟฟ้าแห่งนั้นได้กลับมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมรอบองค์กรของตนนั้น นับว่าถือเป็นการยิงนกนัดเดียวได้นกสองเดียว ที่ถือเป็นการชูโรงเป้าหมายในการสร้างและรักษาทรัพยากรรวมตัว และการปรับทัศนะที่มีต่อโรงไฟฟ้าเสียใหม่ด้วย

    และการเลือกนำกระแสนี้เข้ามาเป็นแบบหลักในการออกแบบสินค้าและบริการไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้วัสดุที่จะไม่สร้างปัญหาให้กับโลกในระยะยาว หรือการเลือกใช้กระดาษแทนการใช้โฟม รวมไปถึงการคุมโทนสีของตัว Packaging ที่โดยมากหากต้องการให้กระแสนี้เป็นตัวชูโรง รูปแบบของสินค้ามักจะถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบสีน้ำตาล ที่มาพร้อมกับสีเขียว

    นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่คนทั่วโลกพร้อมใจกันชูกระแสรักษ์โลกเช่นนี้เป็นกระแสหลักของสังคม และนั่นเป็นการทำการตลาดแนวนี้ จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อเป็นการเดินตามกระแสที่มีประโยชน์เช่นนี้ให้ทัน และนั่นรวมไปถึงการเปลี่ยนไปของเหล่าผู้บริโภคที่อาจเรียกได้ว่า ของสองชิ้นหากทุกอย่างเหมือนกันแทบทั้งหมด ในราคาที่เท่ากันแต่อีก Brand ภาพลักษณ์ด้านการรักโลกดีกว่า สินค้าชิ้นนั้นก็จะเป็นผู้ชนะและได้รับส่วนแบ่งของตลาดนั้นไป

  • Guerrilla Marketing คืออะไร

    ในบ้างครั้งการลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลก็ไม่สามารถบันดาลความสำเร็จให้เกิดขึ้นได้ ในทางกลับกันการที่มองหาช่องทางที่คนอื่นมองข้ามแล้วรุกในช่องทางเส้นนั้นอย่างจริงจัง อาจจะเป็นหนทางในการนำพาความสำเร็จก็เป็นได้และนี่ก็คือแนวทางของการตลาดในรูปแบบ “Guerrilla Marketing” หรืออีกชื่อเรียกเก๋เก๋ว่า “กลยุทธ์การตลาดแบบกองโจร”

    ประเด็นหลักใจความสำคัญของการตลาดในรูปแบบนี้ก็คือ “การเข้ารบแบบกองโจร” การเข้าบั่นทอนกำลังคู่ต่อสู้ที่ละเล็ก ที่ละน้อยเพื่อช่วงชิงส่วนของตลาดหรือ “Market Share” เอาไว้ในมือให้ได้และนั่นก็ด้วยเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างออกไปจากคู่แข่งรายอื่นและนั่นก็เป็นการเริ่มต้นหาช่องโหว่ของตลาดนั้นนั้นว่า ช่องไหนที่สินค้าของเราสามารถเสียบเข้าไปได้แต่นั้นก็จะทำให้สินค้าหรือบริการนั้นไม่สามาถสร้างความเป็น “Brand Loyalty” ได้แบบยังยืนหากไม่เปลี่ยนวิธีการและกลยุทธ์ของการนำเสนอเสียใหม่

    อาจจะเรียกว่าข้อเสียและจุดด้วยของการตลาดแนวกองโจรนี้ก็คือการที่ในบ้างครั้งอาจจะต้องลด Brand Image ออกไปเสียบ้างเนื่องจากในบางครั้งช่องที่เลือกเดินนั้นอาจจะส่งภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าทีควรนักดั่งตัวอย่างเช่น “หากตลาดตอนนั้นราคาตลาดค่อนข้างสูง แต่เราเลือกจะเปิดตัวสินค้าใหม่ด้วยการใช่ช่องว่างนี้เพื่อตัดราคาตลาด” แต่นั้นก็สามารถทำได้เพียงไม่นานเพราะสุดท้ายผู้บริโภคจะตระหนักได้ว่าความสอดคล้องกันกับสินค้าและราคาตลาดนั้นเป็นเช่นไร

    หากจะว่าไปแล้วธุรกิจเกิดใหม่ หรือการเปิดตัวสินค้าใหม่นั้นเหมาะสมกับการตลาดแนวนี้ “Guerrilla Marketing” เป็นอย่างยิ่งหากสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดมาได้แล้วนั้นการที่จะเลือกเปลี่ยนรูปแบบการตลาดและสร้าง Brand Image ตามหลังมาก็ยังได้และหากต้องการที่จะเลือกวิธีการตลาดแนวนี้ให้ได้ดีนั่นก็ควรที่พิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลักดังนี้

    – ความแน่นของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานของสินค้าและพื้นฐานของกลุ่มลูกค้าและนั่นก็รวมไปถึงการพิจารณาวิเคราะห์ช่องว่างทางการตลาดทั้งหมดโดยอาจจะเริ่มต้นจากการนำฐานข้อมูลเก่ามากางและวางแผนคู่แข่งเพื่อหาช่องทางสร้างกลยุทธ์ที่จะรุกลงพื้นที่โดย ค่อยๆแทรกตัวเข้าไปในตลาดที่กำลังแข่งขัน

    – ส่งสารท้ารบให้กับบรรดาคู่แข่งรายเก่าที่แข่งขันกันอยู่ในตลาดนั้นนั้นโดยการนำเสนอสินค้าด้วยการทำลายภาพลักษณ์เก่าทิ้งไปและเริ่มสร้างใหม่ด้วยสินค้าใหม่ของเรานั้นเอง แต่นั่นก็อาจจะเลือกวิธีที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้นั่นเอง

    – การหาแหล่งพักพิงนับว่าสำคัญมากสำหรับการทำการตลาดแนวนี้ หรือนั่นก็อาจจะเทียบได้กับการหาคู่ค้าทางธุรกิจ หาพันธมิตรในการขายและวางแผนข้อนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงและมั่นใจให้กับสินค้าและบริการใหม่ที่กำลังลงสู่ตลาดได้

    แต่กระนั้นการตลาดแนวนี้ก็อาจจะไม่เหมาะกับสินค้าที่เคยสร้างภาพลักษณ์เก่าๆมาแล้วสักเท่าไหร่ เนื่องจากบางครั้งที่เคยได้กล่าวไปว่า การเลือกที่จะรบแบบกองโจร “ก็อาจจะสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าที่ควรในสนามรบนัก”

  • Holistic Marketing คืออะไร

    ความหมายของคำว่า “การตลาด” ถูกตีความออกเป็นหลากหลายความหมายตามความเชื่อและแนวทางการวางแผนของตนและก่อนจะมาเป็นแนวทางการวางแผนกาตลาดแบบ “Holistic marketing” หรือการทำการตลาดองค์รวม การให้ความสำคัญกับทุกแง่มุมของธุรกิจและองค์กรนั่นเรียกว่าคำว่าการตลาดนี้สามารถแบ่งได้เป็นยุคสมัยดังนี้

    ย้อนกลับไปถึงปีคริสต์ศักราช 1950 คำว่าการตลาดในยุคนั้นได้ถูกหยิบยกมาเพื่อใช้ควบคุมธุรกิจโดยการขับเคลื่อนของการผลิตเป็นหลักยิ่งสามารถควบคุมการผลิตได้ต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ก็ยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่านั้นต่อมาในปี คริสต์ศักราช 1960 สภาพทางสังคมมีการพัฒนาขึ้นไปในทิศทางที่ดีขึ้นหลักการตลาดยุคนั้นจึงมีการให้ความสำคัญกับตัวสินค้ามากขึ้น เช่นเดียวกันภายในปีคริสต์ศักราช 1960 เป็นต้นมา การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นของตลาดในโลกตะวันตกทำให้ความหมายของการตลาดเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก และนั้นคือการนำเสนอสินค้า หรือช่องทางการขายและการสร้างสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าถือว่าเป็นวิธีการที่ดีสำหรับการขับเคลื่อนการตลาดสำหรับแนวคิดนี้

    นับตั้งแต่ปีคริสต์ศักราช 1970 เป็นต้นมาการให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ข้อมูล การทำการวิจัยปัจจัยต่างต่างมีการหยิบยกและให้ความสำคัญกับการตลาดองค์รวมมากขึ้นตั้งเช่นปัจจุบันนอกจากนี้ในช่วง คริสต์ศักราช 1980 ในยุคทองของการพัฒนาอุตสาหกรรมรมของเป็นช่วงที่มีแนวคิดยุคใหม่ทางตลาดเกิดขึ้นมากมายและในปีคริสต์ศักราช 1990 ได้แนวคิดแนวใหม่ซึ่งเกิดการขั้นแย้งจากนักธุรกิจหลายท่านในยุคนั้นว่าอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ นั้นคือการตลาดเชิงสังคมหรือการสร้างภาพลักษณ์อันดีของธุรกิจ ขององค์กรต่อสังคมเมื่อแนวคิดนี้ได้ถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนการตลาด หลายองค์กรถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างง่ายดาย

    โดยคำว่าการสร้างการตลาดองค์รวมหรือ “Holistic Marketing” ถือเป็นการนำความหมายของคำว่าการตลาดมาแบ่งแยกออกเป็น 4 ส่วนหลักนั้นก็คือ

    การตลาดภายในองค์กร หรือการสร้างและส่งเสริมประสิทธิภาพของทีมงานภายใน เรียกได้ว่าการยกแผนการตลาดมาเป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้นสายพานการผลิตจนถึงขั้นตอนสุดท้ายของเมื่อสินค้าหรือบริการนั้นถูกส่งถึงมือผู้รับอย่างผู้บริโภค และนั้นก็หมายความว่าการตลาดสามารถเป็นได้ทั้งฝ่ายบุคคล ฝ่ายบริหารและฝ่ายผู้ปฏิบัติงาน

    การตลาดแบบบูรณาการ หรือการตลาดที่ถูกสร้างมาเพื่อควบคุมด้วยหลัก 4P ซึ่งประกอบด้วย Product Prices Place Promotion ตามพื้นฐานของการตลาดที่เรียนกันมานั้นจะเห็นได้ว่าแทบทุกบทเครื่องมือการตลาดล้วนแล้วเป็นนำ 4P มาแตกออกและขยายความเพียงเท่านั้น

    การตลาดแนวการสร้างความสัมพันธ์ หรือเรียกอีกอย่างว่า “Customer Relationship Management” และนั้นรวมไปถึงการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า ผลตอบรับของลูกค้าในแง่มุมต่างๆ

    ส่วนสุดท้ายของรูปแบบการตลาดที่จะพูดพึงนั้นก็คือ การตลาดเพื่อสังคมหรือ การที่สร้างความสัมพันธ์อันดีให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

    ทั้งสี่ส่วน ทั้งองค์ประกอบนี้เรียกได้ว่าถูกผนวกเข้าด้วยกันจะส่งผลเอื้อต่อการดำเนินทุกกิจกรรมทางธุรกิจและองค์กรเพื่อความก้าวหน้าและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

  • Inbound Marketing คืออะไร

    การดึงดูดลูกค้ามายังสินค้าหรือบริการของธุรกิจนั้นโดยการทำการตลาดแนวใหม่อย่าง “Inbound Marketing” ซึ่งนั้นก็นับว่าไม่ต่างกันกับรูปแบบของเทคนิคเก่าทางการตลาดอย่าง “Pull Strategy” หรือการที่ดึงกลุ่มลูกค้ามายังจุดที่สินค้ายืนอยู่ เรียกได้ว่าการทำการตลาดแนวนี้เหมือนดั่งการรอให้ลูกค้าวิ่งเข้ามาเราโดยที่ไม่จำเป็นต้องจ้าง Sales Man ไล่เคาะประตูขายของตามบ้าน เหมือนดั่งการทำการตลาดแบบเก่า

    ในปัจจุบันการทำการตลาดถูกผนวกเข้ากับอินเตอร์เน็ตโดยแยกกันไม่ออก ฉะนั้นการดึงลูกค้าเพื่อให้เข้ามายังสินค้าหรือบริการได้นั้นการสร้างสรรค์จุดเด่นให้เป็นดั่งนางกวักที่คอยกวักมือเรียกเชื้อเชิญให้เหล่ากลุ่มผู้บริโภคมาประทะยังจุดประทะที่เราวางไว้นั้น การอาศัยช่องทางที่มากมายบนอินเตอร์เน็ตนั้นถือว่าช่องที่สำคัญมากและเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าในปัจจุบันมากที่สุด

    โดยช่องทางทางอินเตอร์เน็ตที่กล่าวไว้นั้นสิ่งที่สำคัญคือการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าว่าจะสามารถเข้าถึงและพบเจอกลุ่มเป้าหมายนั้นได้ไม่ว่าจะเป็นช่องทาง

    Website ที่เนื้อข้างในค่อนข้างเป็นทางการและรวมไปถึงข้อมูลที่ดึงดูดตาและเข้าถึงง่ายพร้อมสร้างความเข้าใจให้กับผู้เข้าชมได้อย่างชัดเจน

    Blog นับว่าเป็นอีกช่องทางที่จะสามารถถ่ายทอดความเป็นตัวตนความเป็น Brand Image ได้อีกช่องทางหนึ่งถึงแม้ว่าด้วยลักษณะและโครงสร้างของ Blog ที่จำจัดแต่นั้นก็นับว่าเป็นเสน่ห์ที่ผู้เขียนข้อมูลจะต้องเลือกข้อมูลที่ชัดเจนและมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผู้รับชมโดยข้อมูลนั้นจะต้องแฝงไปด้วยการแสดงออกถึงภาพลักษณ์อันดีของสินค้าด้วยนั้นเอง

    หรือแม้กระทั่ง Social Network ที่เรียกได้ว่าเป็นช่องทางยอดฮิตของการทำการตลาดในยุคปัจจุบันที่ทั้งการสร้างสรรค์ข้อมูลและการเข้าถึงที่เรียกได้ว่าง่ายแทบทุกอย่างเลยทีเดียว แต่นั้นสิ่งที่ควรระมัดระวังให้ดีก็คือข้อมูลทุกข้อมูลที่จะส่งออกไปว่าจะต้องส่งผลดีต่อสินค้าและองค์กร หากผิดพลาดก็ย่อมส่งผลเสียให้องค์ได้อยากมหาศาลเช่นกัน

    โดยสิ่งที่ผู้ประกอบหรือนักการตลาดควรให้ความสำคัญมากที่สุดนั้นก็คือปัจจัยหลักที่ผลักดันให้การตลาดแนวนี้ประสบความสำเร็จได้นั้นก็คือ เนื้อหาที่จะต้องชูความเป็นองค์กรหรือธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงภาพลักษณ์ดีพร้อมการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์และมั่นใจว่าของมูลนั้นจะต้องเข้าใจง่าย เนื้อหาน่าสนใจและครบถ้วน

    การนำเสนอนั้นก็เช่นกันหากเมื่อมีข้อมูลที่มั่นใจแล้วนั้นการนำเสนอให้ตรงกลุ่มและถูกช่องทางนั้นนับว่าสำคัญมาก ช่องทางนั้นอาจจะเกิดมาจากการที่ทำการสำรวจฐานข้อมูลจากแหล่งต่างๆเพื่อสร้างจุดประทะระหว่างข้อมูล องค์กรและกลุ่มเป้าหมาย และสุดท้ายการเปลี่ยนจากเพียงผู้รับชมให้เป็นกลุ่มลูกค้านั้นนับว่าสำคัญมาก หากสามารถทำปัจจัยข้อสุดท้ายให้เกิดได้มากเท่าไหร่นั้น สินค้าก็จะย่อมได้รับความนิยมและสร้างชื่อเสียงได้มากตามไปด้วย

  • Internal Marketing คืออะไร

    ในยุคปัจจุบันความหมายของคำว่าการตลาดหรือ “Marketing” นั้นหมายถึงทุกสิ่งอย่างที่สามารถสร้างความก้าวหน้า ภาพลักษณ์ ผลประกอบ หรือประโยชน์สูงสุดให้กับองค์กร ธุรกิจนั้นและปัจจัยหลักของการตลาดอาจจะมาจากการรวมตัวกันของปัจจัยภายนอกหรือการตลาดแบบ External และปัจจัยภายในหรือที่เรียกกันว่า “Internal Marketing”

    ในทุกแนวคิดและเครื่องมือทางการตลาดนั้นเป้าหมายของทุกแนวคิดเทียบจะเรียกได้ว่ามีจุดมุ่งหมายเดียวกันนั้นก็คือการสร้างตัวตนและเข้าไปสู่จิตใจและความตราตรึงของลูกค้าได้อย่างเหนียวแน่นดั่งที่เหล่านักการตลาดระดับโลกหลายท่านได้กล่าวไว้ว่า
    ”เมื่อไรที่สามารถเข้าไปสู่จิตใจของประชาชน กลุ่มผู้บริโภคได้นั้นโอกาสที่จะประสบความสำเร็จย่อมมีมากกว่า 90 เปอร์เซ็น”

    วิธีการที่มากมายถูกออกแบบมาเพื่อสร้างสิ่งเหล่านั้น แต่การทำการตลาดแบบ Internal Marketing เรียกได้ว่าสามารถเริ่มต้นได้จากจุดเล็กเล็กภายในองค์กรก่อนเสมอ ปัจจัยภายในที่สามารถควบคุมได้ สามารถพัฒนาได้ย่อมเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีได้มากที่สุด และตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาขับเคลื่อนแผนการตลาดนี้ก็คือ “พนักงาน”

    การเริ่มต้นสร้างความเข็มแข็งของ Brand นั้นสามารถเริ่มต้นได้จากการพัฒนาประสิทธิภาพของการดำเนินงานของพนักงานและแต่ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพของเนื้องานเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่สิ่งสำคัญนั่นก็คือประสิทธิภาพของการผูกใจระหว่างองค์กรและพนักงานทุกคนเพราะเนื่องจาก “การทำงานด้วยใจย่อมดีกว่าการทำงานตามคำสั่งแน่นอน”

    และสามสิ่งแรกที่ควรคำนึงก่อนจะเริ่มต้นในการพัฒนาประสิทธิภาพเหล่านั้นก็คือการสร้างความมั่นใจและชัดเจนในวิสัยทัศน์ขององค์กรโดยการสร้างความเข้าใจให้ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเข้าใจตรงกันในเรื่องของหน้าที่ ในเรื่องของบทบาทของตนในสายงาน

    การสื่อสารกันภายในองค์กรเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและไปด้วยกันได้อย่างสอดคล้อง การทำความเข้าใจถ่องแท้เกี่ยว Brand และสินค้าของตนเองนั้นถือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก การที่จะสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้ Brand และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและคนภายนอกนั้นก็ควรเริ่มจากการศึกษาและเข้าใจในสิ่งที่ตนถืออยู่ก่อนเสมอ

    และสุดท้ายสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยนั่นก็คือ “การซื้อใจ” การซื้อใจจากผู้ประกอบการ หัวหน้างานสู่พนักงานผู้ขับเคลื่อนองค์กรในทุกระดับขั้นไม่ว่างจะเป็นระดับผู้ปฏิบัติงาน หรือระดับหัวหน้างานทุกระดับล้วนแล้วแต่ต้องการที่จะทำงานด้วยใจ ไม่ใช่เพียงการเข้ามาใช้แรงงานกาย แรงงานสมองเพื่อแลกกับเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

    หากทั้งสามปัจจัยนี้ถูกฝังลึกลงไปในจิตใจของผู้ร่วมงานและพนักงานทุกคนแล้วนั้นเชื่อได้เลยว่า คุณภาพและความแกร่งของ Brand นั้นจะสามารถนำมาขับเคลื่อนองค์กรได้เป็นอย่างดีและสิ่งนี้จะถูกถ่ายทอดไปในทิศทางที่ดีสู่ปัจจัยภายนอกอย่างลูกค้า และผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้นแน่นอน

  • International Marketing คืออะไร

    ปัจจุบันถือเป็นโลกยุคแห่งการแข่งขันและการส่งออกและการนำเข้าก็เช่นกัน การทวีความรุนแรงและเข้มข้นมากขึ้นของการนำเข้าไม่ว่าจะเป็นตัวเลขที่ถูกนำเสนอจากการวิจัย การสำรวจต่างต่างรอบโลก ทั้งหมดนั้นแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าและการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น มากขึ้นในทุกปีและตัวเลขเหล่านั้นก็เปรียบเหมือนการแสดงให้เห็นว่าการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจกันและกันระหว่างประเทศมากขึ้นเช่นกัน

    สำหรับการวางแผนเพื่อลงทุนและดำเนินกิจการระหว่างประเทศนั้นสิ่งที่ต้องจำเป็นมากที่สุดเลยนั้นก็คือการทำการตลาดที่รอบคอบและรัดกุมมากถึงมากที่สุด “International Marketing” ถือเป็นการวางแผนการตลาดทั้งเชิงรุกและเชิงรับเพื่อผลักดันและนำเสนอธุรกิจไปอย่างมีทิศทางและรูปแบบที่ชัดเจน และนั่นก็จะทำให้การดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจเดินต่อไปได้อย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน

    การเดินตลาดโลกนั้นหมายถึงการที่สินค้าและบริการได้ถูกส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าต่างๆ หรืออาจจะเป็นเพียงการส่งแม่แบบต้นแบบเพื่อการพัฒนาต่อเพื่อปรับให้เข้ากับ Social Need หรือธรรมชาติของพื้นที่นั้นนั้น สังเกตได้จากตัวอย่างของ KFC ร้านไก่ทอดชื่อดังจากอเมริกา แต่เมื่อได้ไปเยือนพื้นที่ใดก็ตามย่อมสร้างเอกลักษณ์ให้กับตนเองดั่งเช่นในประเทศไทย มีข้าวยำไก่แซ่บ หรือในประเทศจีนที่ก็ได้นำเมนูอาหารจีนมาประยุกต์กับไก่ทอดด้วยเช่นเดียวกัน

    การวางแผนและเตรียมให้รอบคอบรัดกุมก่อนที่จะเดินหน้าทำกิจกรรมนั้นนั้นใน พื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย หรือเป็นการรุกเดินเข้าไปในตลาดแห่งใหม่ หรือการแข่งขันในสนามใหม่ซึ่งข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการพื้นฐานของคนในพื้นที่ ความเข็มข้นของการแข่งขันในตลาดนั้น หรือแม้แต่กฎหมายการค้าระหว่างประเทศก็ตาม สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เป็นไปได้ตามที่วางไว้

    และหากต้องการประสบความสำเร็จตามเป้าที่วางไว้แล้วนั้น ปัจจัยหลักที่ควรจะนำมาพิจารณาเพื่อสร้างความมั่นคงและเข็มแข็งให้กับแผนการตลาดสากลแล้วนั้นก็คือ พื้นฐานของประเทศปัจจัยนี้ถือว่าเป็นสิ่งแรกที่ควรจะนำมาพิจารณาก่อนที่จะทำกิจกรรมใดใดทางการตลาดเนื่องจาก หากปราศจากข้อมูลส่วนนี้แล้วนั้นจะไม่สามารถทำได้แม้แต่โครงร่างของแผนการตลาดนี้เลย โดยข้อมูลหลักอาจจะเลือกพิจารณาจาก ข้อมูลทั่วไป กฎหมาย ศาสนาและพื้นฐานทางสังคม

    และปัจจัยต่อมานั่นคือประชากร พื้นฐานของเศรษฐกิจของแต่ละประเทศล้วนแล้วแต่มาจากการขับเคลื่อนของประชากรส่วนใหญ่ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฐานเงินเดือน สภาพคล่องภายใน หรือแม้กระทั่งความชอบและ Life Style ส่วนตัว สภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ อัตราแลกเปลี่ยน สภาพคล่องของรัฐบาลรวมไปถึงความมั่นคงของค่าเงินภายในประเทศถือเป็นตัวชี้วัดความน่าสนใจและความเสี่ยงที่จะลงทุนในประเทศนั้นนั้นได้

  • Internet Marketing คืออะไร

    หากพูดถึงการทำการตลาดออนไลน์นั้น ผู้คนทั่วไปก็อาจจะคิดแค่เพียงการเปิดหน้าร้านออนไลน์ ขายของและโอนเงินระหว่างกันเพียงเท่านั้นแต่จริงจริงแล้วการทำการตลาดโดยอาศัยอินเตอร์เน็ตนี้สามารถขยายวงกว้างกว่านั้นเยอะ และถ้าหากนำหลักการแบบเก่าที่เคยใช้กันมาอย่าง Pull and Push Strategy เพื่อมาเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่งวิธีของการทำ “Internet Marketing”

    Pull Strategy : หรือการดึงเหล่ากลุ่มเป้าหมาย ผู้บริโภคเข้ามาหายังตำแหน่งที่สินค้าหรือบริการตั้งอยู่และนั่นก็นับว่าเป็นวิธีการหลักของการทำการตลาดบนโลกอินเตอร์นั้น ซึ่งวิธีการหลักเลยนั่นก็คือ

    – การทำการตลาดบน Social Network ไม่ว่าจะเป็น Facebook , IG, Line หรือแม้กระทั่ง Twitter ที่เป็นวิธียอดนิยมและจะขาดไม่ได้เลยสำหรับธุรกิจในยุคปัจจุบันทั้งยังให้ประโยชน์ มากมายไม่ว่าจะเป็นความรวดเร็วในการรับส่งข้อมูลและการตอบสนองความต้องการของ ลูกค้า

    – Search Engine Marketing หรือการผูก Brand ตนเองเข้ากับการค้นหาออนไลน์อย่าง google และวิธียอดนิยมนั้นก็คือการทำ SEO

    – และถ้าหากเป็นบริการของทัวร์หรือโรงแรมก็ยังสามารถผูกตนเองเข้ากับเว็บไซด์ที่รองรับระบบ การจองออนไลน์อย่าง Agoda หรือ Book.com

    Push Strategy : หรือการผลักสินค้าหรือบริการของตนเองไปยังกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มลูกค้า ซึ่งถึงแม้ว่าอินเตอร์นั้นจะเป็นการทำการตลาดที่ค่อนข้างเปิดกว้างแต่การผลักสินค้าไปยังกลุ่มลูกค้านั้นก็ยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเช่นเดียวกับการทำการตลาดแบบปกติ

    – Messenger หรือการส่งข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆถึงแม้ว่าจะเป็นการที่สามารถรับส่งข้อมูลกับ ลูกค้าได้ทันทีก็ตาม แต่ถ้าหากลูกค้าไม่ได้สนใจในตัวสินค้าจริงจริงแล้ว การปิดการขายก็นับ ว่าเป็นไปได้ยากพอสมควร

    – E-Mail Marketing การเจาะกลุ่มลูกค้าแบบการส่ง Email เข้าไปนั้นหากเจาะได้ถูกเป้าหมาย ถู เวลาที่ต้องการสินค้านั้นก็นับว่าจะเป็นโอกาสที่ดีอีกรูปแบบหนึ่ง ที่จะเปลี่ยนผู้รับข้อมูลเป็น ลูกค้าได้ไม่ยาก

    ในยุคปัจจุบันคงต้องยอมรับว่าอินเตอร์เน็ตถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ในทุกกิจกรรมและช่วงเวลาเรียกได้ว่าแทบจะไม่ห่างจากผู้คนในยุคปัจจุบัน ทุกครั้งที่เปิดเข้าอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าเป้าหมายในการใช้อินเตอร์เน็ตครั้งนั้นคืออะไร หากคิดในแง่การทำการตลาดแล้วนั้นนับว่าการแฝงตัวเข้าไปตามสื่อออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลต่างๆ เว็บไซด์ต่างๆหรือแม้แต่กระทั่งคลิปวิดีโอและ รวมไปถึงพฤติกรรมของเหล่าผู้บริโภคที่เรียกได้ว่าข้อมูลในอินเตอร์เน็ตที่แสนรวดเร็ว มักจะเป็นข้อมูลที่คนทั่วไปจะเลือกเข้าถึงก่อนเป็นอย่างแรกก่อนสื่อใดใดและด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้การทำการตลาดแนว “Internet Marketing” ประสบผลสำเร็จได้ไม่ยากเย็นนัก

  • Marketing Environment คืออะไร

    “Marketing is everything” คำนี้ยังคงเป็นที่ครอบคลุมกับคำว่าการตลาดได้อย่างแนบเนียนแต่ในความหมายนั้นก็จะแฝงไปด้วยองค์ประกอบมากมาย แต่นั้นก็สามารถที่จะแบ่งแยกออกมาได้เป็นสองปัจจัยใหญ่

    และนั่นก็คือ “Internal Environment หรือ ปัจจัยภายใน” และ “External Environment” ปัจจัยภายนอก

    โดยที่ External Environment หรือสิ่งรอบตัวที่ไม่สามารถควบคุมได้และอาจจะเปรียบเทียบได้กับ Opportunities หรือ โอกาสและ Threat ความเสี่ยงของเครื่องมือการตลาดอย่าง SWOT Analysis และแน่นอนว่าสิ่งเหล่ามีผลกระทบกับองค์กรหรือธุรกิจเช่นกัน แต่อาจจะอยู่นอกเหนือการควบคุมขององค์กร และก็จำเป็นจะต้องพึ่งหน่วยงานอื่น อย่างเช่นภาครัฐเพื่อที่จะช่วยเข้ามาเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนและพัฒนาปัจจัยกลุ่มนี้ ”Micro Environment” หรือ สิ่งแวดล้อมระดับจุลภาค ในส่วนนี้ก็สามารถแบ่งได้ออกเป็น 5 ส่วนใหญ่ที่จะเข้ามาเป็นแก่นของส่วนนี้นั้นก็คือ

    1. เรื่องเกี่ยวกับประชากรและสังคมรอบตัวในแง่มุมต่างๆไม่ว่างจะเป็นการเพิ่มการลดข้อประชากรซึ่งนั้นก็เปรียบได้ดั่งการสร้างความเข้าใจและการมองหาโอกาสเกี่ยวการเพิ่มการลดของประชากรการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ หรือปัจจัยไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ใดที่เกิดขึ้นภายในสังคมเศรษฐกิจนั้นการขยายตัวและการลดขนาดของเศรษฐกิจโดยแน่นอนว่าปัจจัยเช่นนี้ ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ มีแต่เพียงภาครัฐที่จะคอยขับเคลื่อนและควบคุมสิ่งต่างๆเหล่านี้
    2. วัฒนาธรรมและจารีตประเพณี ปัจจัยข้อนี้ก็นับว่าสำคัญมากเลยทีเดียวที่จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับคนในสังคมและพื้นฐานของเศรษฐกิจ และอีกปัจจัยหนึ่งนั้นก็คือนอกจากพื้นฐานของสังคมแล้วนั้น กฎหมายและการเมืองก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องวิเคราะห์เพื่อที่จะวางแผนทำการตลาดใดใดเช่นกัน
    3. เทคโนโลยี ในสังคมปัจจุบันสิ่งนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์เลยก็ว่าได้ และนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ปัจจัยส่วนนี้มีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว
    4. การแข่งขันภายในตลาด เมื่อมี Demand ย่อมมี Supply และเมื่อมีทั้งคู่แล้วการแข่งขันของแต่ละ Supply จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่มีมา
    5. สิ่งแวดล้อมรับตัวไม่ว่าจะเป็น ธรรมชาติรอบตัวและสิ่งแวดล้อมภายในสังคม

    “Macro Environment” สิ่งแวดล้อมระบบมหาภาค ในสิ่งแวดล้อมส่วนนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นปัจจัยภายนอกนั้นแต่ก็นับว่ายังใกล้เคียงและส่งผลกระทบให้องค์กรและภาคธุรกิจอยู่มากมาย และนั่นก็มีด้วยกันสามปัจจัยหลัก

    1. ผู้ผลิตวัตถุดิบ หรือ Supplier ซึ่งแน่นอนว่าองค์กรไม่สามารถควบคุมได้แต่นับว่าการเปลี่ยนแปลงของไม่ว่าจะเป็นราคาหรือการขยายและลดตัวลงของผู้ผลิตนั้นย่อมมีผลกระทบต่อองค์กรแน่นอน
    2. คนกลางทางตลาด หรือในที่เข้าใจกันว่าพ่อค้าคนกลางที่จะเป็นดั่งปากเสียง ถ่ายทอดสินค้าและบริการขององค์กรไปยังกลุ่มสุดท้ายอย่างผู้บริโภค
    3. ลูกค้าหรือผู้บริโภค ในส่วนนี้ถือเป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยให้ธุรกิจและองค์กรไปรอด หรือล้มหายได้จากไปนั้นเองฉะนั้นปัจจัยข้อนี้จึงนับว่าสำคัญมากเลยทีเดียว

    Internal Environment หรือ สิ่งแวดล้อมภายในที่มีผลกระทบต่อองค์กรของสินค้าและบริการโดยตรง หรือถ้าหากเปรียบเทียบกับ SWOT Analysis นั้นก็ย่อมไม่ต่างกันกับ strange และ Weakness และเพื่อสามารถได้นำข้อมูลส่วนนี้ไปวิเคราะห์และสร้างประโยคให้กับองค์กรได้ดีทีเดียว โดยหลักนั้นก็สามารถอ้างอิงได้จากการนำหลัก 4P มาแตกต่อยอดในแต่ละส่วนนั้นเอง

error: Content is protected !!