Author: admin

  • Emotional Marketing คืออะไร

    สำหรับบทความนี้ก็จะกล่าวถึงศัพท์การตลาดคำว่า Emotional Marketing ถ้าใครอยากรู้ว่า Emotional Marketing คืออะไร ลองมาอ่านกันได้เลยครับ

    “The Best Marketing is how can go to customer mind”

    ซึ่งประโยคที่ผมกล่าวถึงนี้ เป็นประโยชน์ที่ถูกปลูกฝังมาในหัวนักการตลาดแทบทุกคน รวมถึงตัวผมเองด้วย แต่กระนั้นหากต้องการที่จะเข้าถึงจิตใจ เข้าไปสร้างความตราตรึงในใจลูกค้าได้ วิธีการใดจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ตั้งแต่มีการสร้างคำจำกัดความของคำว่าการตลาดมานั้น การให้ความสำคัญกับรูปแบบการนำเสนอสินค้าก็ถูกผนวกเข้าด้วยกันกับคำว่าการตลาด และสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกซื้อสินค้านั้นก็คือ อารมณ์ ความรู้สึกที่มีต่อสินค้านั้นเอง หรือจะเรียกการทำการตลาดแนวใหม่นี้ว่าเป็นการทำการตลาดแบบ Emotional Marketing

    โดยในระยะแรกการสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้า รวมไปถึงการทำแพ็คเก็จที่เชิญชวนถือว่าเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญ และสามารถบ่งบอกได้ว่า สิ่งที่นี่คืออะไรดั่งเช่นตัวอย่างของ Coca Cola ในยุคแรกที่นำเสนอด้วยสีแดงที่โดดเด่น จนสามารถสร้างความตราตรึงให้กับผู้บริโภคได้
    ในระยะต่อมาเมื่อมีผู้ประสบความสำเร็จในการสร้างสินค้ามากมาย สิ่งที่มีตามมานั่นก็คือ การสร้างสินค้าในรูปแบบ และชนิดเดียวกันตามขึ้นมามากมาย จนทำให้ความโดดเด่นของสินค้าลดน้อยลง

    และในระยะปัจจุบันพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้คนแตกต่างกันออกไป อันเนื่องมากจากการแข่งขันของสินค้าที่มีมากมาย และความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เองจึงเป็นที่มาของ Emotional Marketing การทำการตลาดที่เข้าถึงความรู้สึก และจิตใจของกลุ่มลูกค้า กลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด

    ในยุคที่สังคมเกิดการแข่งขันแย่งชิงพื้นที่ความโดดเด่นของสังคมนั้น การซื้อกาแฟสักหนึ่งแก้วในยุคก่อนหน้านี้ อาจจะเพื่อต้องการรสชาติที่นุ่มลึก และหอมชวนดื่มของกาแฟ แต่สำหรับปัจจุบันนอกจากรสชาติของกาแฟแล้ว สิ่งที่ต้องการมากกว่านั้นก็คือ ความรู้สึกที่เหนือกว่าคนอื่น ความสบายที่ได้นั่งจิบกาแฟในร้านหรู ความผ่อนคลายจากบรรยากาศภายในร้าน ในกรณีศึกษาเช่นนี้แสดงให้เห็นได้เลยว่า คนๆ หนึ่งเลือกซื้อของหนึ่งชิ้นสิ่งที่ต้องการนั้น ย่อมมากกว่าสินค้าหนึ่งชิ้นนั้น แต่สิ่งที่ถูกผนวกเข้ากับสินค้าชิ้นนั้นก็คือประสบการณ์ ความรู้สึก และอารมณ์นั่นเอง

    และเป็นที่แน่นอนถ้าหากเรายังคงเลือกทำธุรกิจในรูปแบบที่โชว์ความโดดเด่น และประสิทธิภาพของสินค้าเพียงอย่างเดียวนั้น จะทำให้ธุรกิจและองค์กรเดินถอยหลังแน่นอน แต่ถ้าหากนำสิ่งที่เหนือกว่านั้นผนวกเข้าไปกับสินค้าผ่านสื่อ ผ่านช่องทางต่างๆ ว่าทำไมถึงต้องซื้อสินค้าชิ้นนี้ ซื้อสินค้าชิ้นนี้แล้วจะได้อะไรตอบแทนมามากกว่าประโยชน์ของเบื้องต้นของสินค้า หากสามารถทำเช่นนี้ยอดขายที่สูงลิบคงจะอยู่ไม่ไกลนัก

    สรุปแล้ว Emotional Marketing คือการตลาดที่เข้าถึงอารมณ์ และความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อสินค้านั่นเองครับ

    ต่อไปเราจะมาดูเทคนิคการใช้กลยุทธ์ตลาดแบบ Emotional Marketing ซึ่งมีวิธีดังนี้ครับ

    1. Target Consumer

    เป็นการดูลูกค้ากลุ่มเป้าหมายว่าอยู่ในวัยใด เช่น ถ้าเราทำสินค้าเจาะกลุ่มวัยรุ่น การขายสินค้าให้กับวัยรุ่น การใช้ Emotional Marketing เป็นสิ่งที่เหมาะมาก บวกกับการจ้างดาราวัยรุ่นที่กำลังดังมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เป็นสิ่งที่สื่ออกมาว่า เราใช้สินค้านี้แล้วอินเทรนด์ เอาไปอวดเพื่อนได้ ทำให้เรารู้สึกภูมิใจที่ได้สินค้าตัวนี้มา ผมเชื่อว่าในช่วงวัยรุ่น เราน่าจะเคยผ่านช่วงนี้กันมาเกือบทุกคน ที่มีดาราวัยรุ่นดังโฆษณา ขอยกตัวอย่าง อาจจะเป็นโฟมล้างหน้ายี่ห้อหนึ่ง แล้วเราซื้อมาใช้ แล้วเราเอาไปใช้ที่โรงเรียนด้วย เพื่อนก็มาถามว่า ใช้โฟมล้างหน้ายี่ห้อนี้ด้วยหรือเนี่ย แพงนะ เราก็จะรู้สึกเท่ห์ที่มีโฟมล้างหน้ายี่ห้อนี้ แล้วก็ประจำที่เพื่อนจะต้องไปซื้อตาม

    แต่ถ้าเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ การสื่อสารแบรนด์ต้องตรงไปตรงมา ยกตัวอย่างเช่น ขายนมจืดให้กับผู้สูงอายุ ก็ต้องสื่อสารว่าดื่มแล้วดียังไง มีประโยชน์ยังไง ดื่มแล้วช่วยอะไรได้บ้าง เพราะผู้สูงอายุคงไม่ซื้อนมจืด เพราะเห็นดารารุ่นเดอะมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพราะไม่รู้ซื้อแล้ว จะเอาไปอวดใคร เพราะเป็นความรู่สึกคนละอย่างกับวัยรุ่น แบบนี้เป็นต้น

    2. Competitive Product

    จะเป็นการดูจุดยืนของคู่แข่งทางธุรกิจ ถ้าคู่แข่งใช้การวางธุรกิจแบบใช้เหตุผล มีข้อมูลสินค้าเป๊ะ สื่อสารกับผู้บริโภคอย่างตรงไปตรงมา ทั้งๆ ที่สินค้าเราก็ดีเทียบเท่า แต่เราไม่รู้จะแทรกตัวเข้าไปในตลาด หรือเข้าไปสู้ได้ยังไง เราก็จำเป็นต้องเลี่ยงเส้นทาง หันมาใช้ Emotional Marketing เข้ามาเป็นจุดแข็งของธุรกิจของเราแทน

    3. Luxurious Product

    เป็นกลุ่มสินค้าที่จัดว่าเป็นของฟุ่มเฟือย เจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน เช่น การขายกระเป๋าราคาใบละหนึ่งแสนบาท แน่นอนว่าลูกค้าที่ซื้อกระเป๋าระดับนี้ ต้องซื้อเพราะชอบในแบรนด์จริงๆ และส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลูกค้าผู้หญิง ซึ่งเมื่อซื้อไปแล้ว เมื่อเข้าไปในหมู่เพื่อน หรือวงสังคม ก็จะเกิดความมั่นใจ หรือภาคภูมิใจ ที่ได้ใช้กระเป๋าแบรนด์นี้ ทั้งๆ ที่กระเป๋าใบละหนึ่งพันก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน แต่เวลานำไปใช้ความรู้สึกจะไม่เหมือนกัน เช่นนี้เป็นต้น

    อารมณ์ความรู้สึกเป็นสิ่งที่มีอำนาจต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคมากกว่าเหตุผล และการตลาดแบบ Emotional Marketing จึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในการหันมาทำการตลาดในปัจจุบันนี้ที่ผู้สร้างแบรนด์ไม่ควรมองข้าม

  • Event Marketing คืออะไร

    ในปัจจุบันนี้ผู้ที่ทำอาชีพนักการตลาด ต่างต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปไปตลอดตามยุคตามสมัย ทำให้ต้องคิดค้น หรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดให้กันกับเหตุการณ์

    ซึ่งในบทความนี้ ผมก็จะขอนำเสนอเรื่อง Event Marketing คืออะไร เรามาเริ่มไปทำความรู้จักกับ Event Marketing กันดีกว่าครับ

    Event Marketing ถ้าแปลตรงๆ เลยจะแปลว่า การทำการตลาดเชิงกิจกรรม หรือ สื่อสารการตลาดผ่านกิจกรรมซึ่งผมก็จะขอขายความของคำศัพท์ทางการตลาดคำนี้เพิ่มเติมนะครับ

    Event marketing นับว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการตลาดที่นับได้ว่า เป็นการตลาดแบบเชิงรุก โดยอาศัยการ Push Strategy หรือการผลักสินค้า และบริการเข้าไปถึงตัวกลุ่มเป้าหมาย ผ่านการทำกิจกรรรม สัมมนา หรือแม้กระทั่งการจัดแสดงสินค้าตามงานต่างๆ ในทุกเทศกาล แต่ก่อนอื่น ถ้าเราจะเริ่มวางแผนลงมือทำการตลาดแนวนี้ จะต้องเข้าใจหลักของวิธีการนี้เสียก่อนว่า การทำการตลาดเชิงกิจกรรมหรือ Event Marketing ถึงแม้ว่าจะเป็นการตลาดเชิงรุกนั้น แต่เราก็สามารถปรับลดความเข้มข้นของการขายได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของกิจกรรมที่เข้าร่วม หรือลักษณะของผู้ร่วมกิจกรรม

    หากหยิบยกกระแสการตลาดต่างๆ ภายในประเทศไทย มาวิเคราะห์วิธีการเดินตลาดในรูปแบบนี้ของแบรนด์ใหญ่ๆ ทั่วประเทศนั้น ก็สามารถสอดส่องได้ตาม งานมอเตอร์โชว์ งานไทยเที่ยวไทย หรืองานอีเว้นท์ต่างๆ ที่มีแทบทุกเดือน ตัวอย่างเช่น ในงานเปิดตัวเปิดตัวสินค้าสำหรับเด็กที่ห้างสรรพสินค้า ที่มีการนำเอาตัวการ์ตูน หรือตัวมาสคอตประจำแบรนด์มาให้เด็กๆ ได้ถ่ายรูป พร้อมทั้งแจกสินค้าของแบรนด์เรา ก็นับว่าเป็นการดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาร่วมกิจกรรม โดยแฝงการสอดแทรกแบรนด์ของตนเข้าไปในกิจกรรมเรียบร้อยแล้ว หรือจะเป็นการออกบูทขายของในงานไทยเที่ยวไทย ที่รูปแบบงานก็จะเน้นไปยังการขายเป็นหลัก ผู้เข้าร่วมการออกกิจกรรมก็ต่างขนโปรโมชั่นโหมทำราคาลด แลก แจกแถมเป็นหลัก

    ดังตัวอย่างที่หยิบยกมานั้นก็แสดงให้เห็นว่า รูปแบบของการจัดกิจกรรมนั้นไม่ตายตัว แต่หากวิเคราะห์กันจริงๆ แล้ว Event Marketing จะสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้

    – กิจกรรมที่เลือกเข้าร่วม จะต้องมีความสอดคล้อง และตรงกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอ ดั่งเช่น ธุรกิจโรงแรม และทัวร์ ก็ควรเลือกออกงานไทยเที่ยวไทย
    – ความชัดเจนในการนำเสนอแบรนด์ จะต้องชัดเจน ไม่หลบอยู่ตามมุมของกิจกรรม เพื่อสร้างความตราตรึง และเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้ได้
    – การประชาสัมพันธ์งาน ต้องมีความชัดเจน และกระจายถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั่วถึง และควรพิจารณาจากสื่อที่กลุ่มลูกค้า กลุ่มเป้าหมายของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต นิตยสาร หรือสื่อการตลาดต่างๆ
    – รูปแบบของกิจกรรมไม่ควรมีแต่การนำเสนอเพียงฝ่ายเดียว การกระตุ้น และการตอบสนอง ระหว่างผู้จัดกิจกรรม และผู้เข้าร่วมกิจกรรม ควรจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น ควรจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูล และสอบถามกระตุ้นผู้เข้าร่วมอยู่ตลอดเวลาแต่กระนั้นก็ไม่ควรใช้วิธีเชิงรุก จนเกิดความรำคาญกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมจนเกิดไป
    – ควรมีการตั้งเป้าหมาย และคาดหวังไว้ ถ้าหากเป็นงานที่เน้นการขาย ก็ควรสร้างเป้าของยอดขายนั้น หรือหากเป็นเพียงกิจกรรมที่ต้องการนำเสนอ ก็ควรตั้งเป้าหมายของผู้ร่วมงานไว้ ว่าน่าจะมีจำนวนผู้เข้าร่่วมงานเท่าไหร่ เพื่อวิเคราะห์ และประเมินผล ก่อนจะนำมาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

    ซึ่งอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การตลาดเชิงกิจกรรม หรือ Event Marketing ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันนี้ เนื่องมาจากลูกค้าในปัจจุบันมีความแตกต่างกันมากขึ้น ทั้งในไลฟ์สไตล์ หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงวิธีการรับสื่อ บางท่านรับสื่อจากอินเตอร์เน็ต บางท่านรับสื่อจากโทรทัศน์ ทำให้ลูกค้าแต่ละกลุ่มต่างมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไปมากขึ้น การจัดอีเว้นท์จึงเข้ามามีบทบาทตรงนี้แทน เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ทำให้สนองความต้องการได้อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่ากลุ่มลูกค้าจะเล็กลง แต่ถ้าเข้าถึงลูกค้าตัวจริงได้ ก็ย่อมเพิ่มโอกาสในการขายได้ดีกว่า

    สรุป

    สรุปแล้วการจัด Event Marketing เป็นที่นิยมในการใช้สร้างกระแสให้กับแบรนด์ ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นมานี้ ก็เพื่อเป็นการดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มาเจอกับสินค้าของเรา ซึ่งสามารถทำได้ทั้งเป็นกิจกรรมภายในองค์กร กิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อแนะนำสินค้า เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์กับลูกค้า การออกร้านเพื่อการประชาสัมพันธ์ การบอกกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของแบรนด์ ด้วยการจัดประกวด การจัดการแข่งขัน การจัดงานฉลองความสำเร็จ หรือวันครบรอบต่างๆ การทำแรลลี่ การจัดงานสัมมนา ซึ่งไม่ว่ากิจกรรมนี้จะถูกจัดขึ้นด้วยเหตุใดก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง ภาพลักษณ์ของแบรนด์ จะถูกถ่ายทอดผ่านรูปแบบของการจัดงาน การตกแต่งสถานที่ รวมไปถึงบรรยากาศของงาน ที่สร้างขึ้นมาด้วยกิจกรรมในรูปแบบการตลาดเชิงกิจกรรม Event Marketing จึงเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่เป็นจุดเด่นหลักในปัจจุบันนี้ ทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มีโอกาสสัมผัสกับสินค้าอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

  • Social Media Marketing คืออะไร

    Social Media Marketing
     

    “Social Media” หากเดินไปถามผู้คนมากมายว่าคำคำนี้หมายความว่าอะไรคำตอบแทบจะร้อยเปอร์เซ็นนั้นจะได้มาว่า Facebook, IG, Line หรือเหล่าเว็บไซด์สังคมออนไลน์ที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน แต่ถ้าหากแยกคำสองคำนี้ออกจากกันแล้ว Social นั้นก็จะตรงตัวอยู่ที่กับความหมายที่แปลว่า “สังคม” และ Media ก็เช่นกันซึ่งสามารถตีความได้แปลว่า “สื่อ” และนั้นก็ไม่ว่าจะเป็นสื่อรูปภาพ วิดีโอ หรือแม้กระทั้งบทความตัวหนังสือต่างๆก็เช่นกัน ดังนั้นเมื่อรวมสองคำนี้ผนวกเข้าด้วยกันแล้วนั้น “สื่อสังคม” ที่เคลื่อนไหวและขับเคลื่อนอยู่บนโลกออนไลน์โดยทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารจะต้องมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันนั้นเอง

    จากแต่เดิม Website ทีใช้งานในรูปแบบปัจจุบันอยู่นั้นเป็นเพียงคล้ายกับดังกระดานที่มีเพียงข้อมูลโชว์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งแตกต่างจากยุคนี้พอสมควรที่ปัจจุบัน Website สามารถเนรมิตอะไรต่างๆได้มากมายไม่ว่าจะเป็นข้อมูลความรู้ รูปภาพสีสวยสด วิดีโอภาพเคลื่อนไหว หรือแม้กระทั่งการสนทนาโต้ตอบกันก็ทำได้อย่างง่ายดาย และปัจจัยข้อนี้ที่การพัฒนาของโลกในปัจจุบันเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมของผู้คนในยุคใหม่ที่ บางครั้งความรวดเร็วในการโต้ตอบมีประสิทธิภาพมากกว่าสินค้าหรือบริการก็เป็นได้

    ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าทุกวันนี้ Social Media แทรกซึมเข้าไปอยู่ภายในสังคมของมนุษย์ไปได้อย่างแนบเนียน โดย พฤติกรรมของเหล่าผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปนั้นทำให้การตลาดได้ถูกพัฒนาให้เข้ากับกระแสของโลกยุคปัจจุบันเช่นกัน Social Media Marketing หรือ SMM นั้นเป็นคล้ายกับการทำการตลาดโดยมุ่งเน้นที่โลกออนไลน์เป็นหลัง นอกจากเหล่า facebook, Line, Twitter หรือ IG ที่เป็นคล้ายดังเว็บไซด์สังคมออนไลน์ แต่การทำการตลาดแนวนี้นั้นไม่ได้มุ่งเน้นแต่โลกสังคมออนไลน์เพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังมุ่งเน้นไปยังเหล่า Website ที่มีผู้ติดตามมากด้วยเช่นกันดังตัวอย่างเช่น Youtube และ Blog

    – Facebook : เมื่อผู้คนนึกถึงคำว่าสังคมออนไลน์ เว็บแรกที่จะนึกถึงก็คือเว็บแห่งนี้ ด้วยการบริการที่เพียบพร้อมที่จะตอบสนองความต้องการของนักท่องอินเตอร์เน็ตที่คน ไม่ว่าจะเป็นการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา หรือแม้กระการตอบโจทย์การพบกันของผู้ซื้อและผู้ขายโดยผ่านสังคมออนไลน์เช่นนี้
    – Instragram : นับว่าเป็นอีกหนึ่งเว็บไซด์ที่มีการเน้นไปที่การเสพรูป ไม่ว่าจะเป็นการโพสรูปในชีวิตประจำวันหรือรูปเพื่อการค้าก็ตาม ปัจจุบันในไทยมีผู้ประสบความสำเร็จในการโพสรูปเพื่อการค้าในเว็บนี้เยอะมากโดยเฉพาะบรรดาเหล่าดารา นักร้อง
    – Youtube : หรือที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นเพียงเว็บเพียงดูวิดีโอเท่านั้น แต่จริงๆแล้ว Youtube มีอะไรแฝงอยู่มากมายกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นการแทรกซึมประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการ อย่างเช่นการโฆษณาและการทำ Visual Marketing ผ่านวิดีโอก็ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย

  • Online Marketing คืออะไร

    Online Marketing
     

    ในกระแสโลกยุคปัจจุบันที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าโลกของเราตอนนี้กำลังถูกขับเคลื่อนไปด้วยเทคโนโลยีมากมาย การพัฒนาและวิวัฒนาการเข้าสู่ยุคที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายอยู่เคียงข้าง บางครั้งเพียงแค่สามารถขยับนิ้วนิดเดียวก็ได้สิ่งของที่ต้องการแล้วนั้น และหนึ่งในเทคโนโลยีนั้นก็คือ “Online” โลกที่ซึ่งมีแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลต่างๆ ซื้อขายสินค้าหรือแม้กระทั้งความรักก็ยังสามารถหาได้จากโลกอินเตอร์เน็ต “ที่ Online อยู่ตลอดเวลานี้

    ในเมื่อพฤติกรรมการซื้อขายและการบริโภค การใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมเปลี่ยนไป การตลาดก็จะต้องมีการวิวัฒนาการตามเช่นกัน เพื่อนตอบสนองและสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ และ “Online Marketing” ไม่ใช่เพียงแต่ซื้อขายของออนไลน์ดั่งในยุคเก่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในปัจจุบัน แนวคิดการทำตลาดแบบ “Online Marketing” ถูกคิดค้นและสร้างต่อยอดมามากมายเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการผู้รับการสื่อสารนี้

    ดังเช่นการทำตลาดแบบ “Search Engine Marketing” หรือการทำการตลาดผ่านการค้นหาข้อมูล “Search Engine” โดยเน้นหลักไปที่การผูกเชื่อมโยงเข้ากับยักษ์ใหญ่อย่าง Google.com โดยการอาศัยแนวคิดง่ายง่ายนั้นก็คือเพียงหาคำใดในช่องการค้นหา สินค้าที่เกี่ยวกับหัวเรื่องนั้นก็จะติดขึ้นมาจากการค้นหานั้นด้วย ถือว่าการเลือกใช้การตลาดแบบ SEO นี้เป็นอีกช่องทางที่เข้าตรงสู่กลุ่มเป้าหมายได้โดยตรงอีกวิธีหนึ่ง

    หรือแม้กระทั่งการทำตลาดบนโลกสังคม Online อย่าง Social Network ที่แทบทุกเวลาทุกนาทีจะมีผู้ใช้บริการบนโลกออนไลน์อยู่ตลอดเวลาและประเทศไทยของเราเองนั้นก็นับว่าเป็นอันดับต้นๆของโลกที่มีผู้อาศัยอยู่บนโลกออนไลน์เยอะมากเช่นกัน และรวมไปถึงปัจจัยอัตราการใช้งานผ่านมือถืออย่าง Smart Phone ที่มากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ที่ใช้บริการโลก Social Network นั้นเลือกการใช้บริการผ่าน Smart Phone เพื่อเข้าสู่เว็บสังคมออนไลน์อย่างเช่น Facebook, Twitter, Instagram, และ Line ทำให้ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นแนวทางอันดีที่จะเลือกใช้การตลาดช่องทางนี้ให้ประสบความสำเร็จ

    จากปัจจัยที่ถูกหยิบยกมานั้นแสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมของผู้ซื้อเปลี่ยนไปมากมายแต่ มากกว่าร้อยละ 60 ของผู้ที่ต้องการสินค้าหรือบริการสักหนึ่งชิ้นการเลือกใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเพียงแหล่งข้อมูลคล้ายดั่ง Show room เพื่อเข้าถึงข้อมูลของสินค้าชิ้นและ เมื่อได้สินค้าที่ถูกใจแล้วนั้นก็ยังกลับไปใช้บริการตาม Shop ต่างๆเช่นเดิม และกระแสนิยมเช่นนี้แสดงชัดให้เห็นว่า “การแสวงหาลูกค้า และประสบความสำเร็จบนการขายของออนไลน์นั้น” สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดนั้นก็คือข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ยิ่งอ่านทำความเข้าใจได้ง่าย ยิ่งมีประโยชน์และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผู้ให้บริการข้อมูลอีกด้วย

  • Social Marketing คืออะไร

    นับตั้งแต่ปีคริสต์ศักราช 1990 ได้เกิดคิดแนวใหม่ซึ่งเกิดการขั้นแย้งจากนักธุรกิจหลายท่านในยุค ที่ก่อนหน้านั้นเป็นเพียงการเน้นแสวงหาผลประกอบการและการลดต้นทุน และแนวคิดที่ว่านั้นอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง และนั้นคือการตลาดเชิงสังคม (Social Marketing) หรือการสร้างภาพลักษณ์อันดีของธุรกิจ ขององค์กรต่อสังคมเมื่อแนวคิดนี้ได้ถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนการตลาด หลายองค์กรถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างง่ายดาย

    “Social Marketing” หรือในที่เข้าใจกับในรูปแบบของ “Customer Social Relationship : CSR” และแก่นความหมายที่จริงของการตลาดในรูปแบบนี้ก็คือการสร้างสรรค์สังคม หรือการแบ่งส่วนของผลประกอบการกลับเข้าเพื่อเข้าสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ทั้งในถิ่นที่ตั้งอยู่หรือแม้กระทั่งสังคมโลกก็ตาม โดยเป้าหมายของการทำเพื่อสังคมนั้นนอกจากสร้างความเป็นอยู่ที่ดีต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมรอบข้างแล้วนั้น การสร้าง Branding และภาพลักษณ์อันดีเพื่อให้สังคมและกลุ่มผู้บริโภคจดจำได้ หรือเรียกได้ว่าเป็นการสร้างการตลาดแบบยั่งยืนทั้งต่อผู้ประกอบการและต่อชุมชนเอง

    “การทำกิจกรรมเพื่อสังคม” ตามเป้าหมายของ Social Marketing นั้นทุกองค์กร ทุกแวดวงสามารถทำได้ไม่ว่าจะเป็นองค์กรแสวงหากำไรทั่วไป หรือแม้จะเป็นธุรกิจต้องห้ามของสังคมหรือธุรกิจอย่าง เหล้า เบียร์ บุหรี่ หรือแม้กระทั้งผับบาร์ต่างๆ โดยเป้าหมายของธุรกิจแต่ละแวดวงนั้นเป้าหมายก็ใกล้เคียงกันนั่นก็คือการคืนกำไรสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม หากจะหยิบยกตัวอย่างขึ้นมาสักหนึ่งตัวอย่างนั้นสิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คืออย่างเช่น การสร้างโฆษณาที่เชิญชวนให้รักเมืองรักบ้านเกิดรักทรัพยากรของประเทศ ผ่านโฆษณาทีวีโทรทัศน์และจากตัวอย่างที่หยิบยกมานั้นจะเห็นได้ว่า กิจกรรมที่เหล่าแบรนด์น้ำเมาแต่ละเจ้านั้นส่งคืนสู่สังคมถึงแม้ว่าอาจจะได้เกี่ยวข้องกับแบรนด์และสินค้าโดยตรง แต่นั้นก็เป็นเหมือนการลบล้างภาพลักษณ์ที่ดูแย่ต่อสังคมให้กลายเป็นภาพหลักที่ดีขึ้นนั้นเอง

    อีกหนึ่งตัวอย่างกิจกรรม CSR ที่สร้างขึ้นมาเพื่อพัฒนาแหล่งทำกินของตนและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กรด้วย อย่างเช่น “การดำน้ำเก็บขยะได้ทะเลของเหล่าบรรดาผู้ประกอบกิจการนำเที่ยว”

    จากตัวอย่างทั้งหมดทั้งมวลที่ได้หยิบยกขึ้นมานั้นจะเห็นได้ว่าในบางครั้งเป้าหมายจริงๆของ “Social Marketing” คือการสร้างความยั่งยืนแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากความยั่งยืนให้กลายเป็นความฉาบฉวย หรือการแย่งชิงโอกาสเพียงเท่านั้น ความร้อนแรงในการแข่งขันในตลาด CSR นั้นก็มีมากขึ้นพอสมควรในการแย่งชิงหน้าตา และการแย่งชิงภาพลักษณ์เพื่อความโดดเด่นในสังคม แต่สิ่งที่ได้รับอาจจะไม่ความยั่งยืนตามที่วางไว้แต่อาจจะเป็นเพียงผลกำไรที่ฉาบฉวยเท่านั้น

  • Affiliate Marketing คืออะไร

    Affiliate Marketing คืออะไร
     

    ในขณะที่เรากำลังใช้ชีวิตที่อยู่บนยุคของโลกออนไลน์ที่แทบสิ่งทุกอย่างบนลองสามารถเข้าไปหาได้ในอินเตอร์ได้แทบทั้งสิ้น ด้วยการเติบโตของตลาดธุรกิจออนไลน์หรือ E-commerce ของทั่วทั้งโลกนั้นมีการเติบโตขึ้นและขยายมูลค่าทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่มีผู้นิยมใช้บริการออนไลน์ติดอันดับโลกอย่าง “ประเทศไทย”

    การเติบโตที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นของตลาดออนไลน์ซึ่งปัจจุบันมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตัวเลขในปัจจุบันนั้นประมาณการได้ว่ามีการเติบโตอยู่ที่ 20-30 เปอร์เซ็นเลยทีเดียว แนวคิดการทำการตลาดออนไลน์ การขายของออนไลน์ถูกคิดค้นมามากมายและหนึ่งในนั้นก็คือ “Affiliate Marketing”

    “Affiliate Marketing” ถึงแม้ว่าในประเทศไทยของเราศัพท์คำนี้จะยังไม่ค่อยคุ้นหูคนทั่วไปมากนักแต่สำหรับนักการตลาดออนไลน์หรือเหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์แล้วนับว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการตักตวงรายได้อีกหนึ่งช่องทางเลยที่เดียว แต่ถ้าหากหยิบยกความหมายที่แท้จริงของคำคำนี้นั่นคือ การนำสินค้าหรือบริการของผู้อ่านมาวางบนหน้าเว็บไซด์ของตนและแบ่งผลกำไรรายได้ผ่านค่า Commission เมื่อเกิดการซื้อขายเกิดขึ้น โดยส่วนใหญ่จะแบ่งกันอยู่ที่สัดส่วน Commission จะถูกว่าอยู่ที่ 10-30 เปอร์เซ็นหรือแล้วแต่ตกลงกัน หรืออีกประเด็นหนึ่งนั่นก็คือการทำการตลาดออนไลน์โดยการอาศัยตัวแทน หรือพันธมิตรเพื่อฝาก Link ของตนวางขายกัน

    แล้ววิธีการเช่นนี้มันเป็นผลดีต่อใครบ้าง? แน่นอนว่าสำหรับวิธีการเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีทั้งเจ้าของสินค้าเองและผู้รับ Link มาเพื่อขยายกลุ่มลูกค้าเรียกได้ว่าเป็นวิธีการที่สามารถหาเงินเข้ากระเป๋าได้ไม่อย่างเย็นที่มาพร้อมกับข้อดีอีกมากมายเช่น

    การสร้างรายได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องออกแรงเฝ้าหน้าจอเป็นเวลานาน ละไม่จำเป็นต้องแบกรับต้นทุนค่าสินค้าเช่นเดียวกับผู้ผลิต และในเมื่อไม่มีสินค้า ไม่ใช่ผู้ดูแลเกี่ยวสินค้าจึงตัดปัญหาเรื่องการขนส่ง การสต๊อคสินค้าและสำหรับท่านที่ไม่ต้องการจะพบเจอผู้คนจำนวนมาก ไม่ต้องการที่ปากเปียกขายของทั้งวันนั้นนับว่าเหมาะเลยที่เดียวเพียงศึกษาด้วยสินค้าหรือบริการนั้นและนำไปออกสู่ตลาดตามช่องทางที่เราถนัดเท่านั้นเอง

    แต่หากจะพูดถึงแต่ด้านดีเพียงด้านเดียวก็อาจจะดูว่าแนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ออกจะขายฝันเกินไป สำหรับผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จกับแนวคิดเช่นนี้ก็นับว่ามีมากมายและตัวเลขของผู้ที่ล้มเลวไปนั้นอาจจะมีมากกว่า 95 เปอร์เซ็นเลยที่เดียวแต่นั่นก็อาจจะมาจากการวางแผนที่ผิดพลาดและล้มเลิกไปเสียก่อนที่ช่องทางการขายของตนจะประสบความสำเร็จ และการคิดเชิงลบที่คนส่วนมากจะท้อถอยก่อน “เราคงไม่เหมาะกับมัน” “ฝีมือเรายังไม่ถึงขั้น” ทั้งนี้ทั้งนั้นการทำทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีคนสมหวังและผิดหวังกันไป หากเริ่มต้นวางแผนดี ศึกษาสินค้าและบริการที่เราต้องการจะขาย ทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าของสินค้าให้ชัดเจนก่อนที่จะวางแผนวิธีการปล่อยออกสู่ตลาด เพียงเท่านี้วิธีการทำเงินเช่นนี้ก็จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเย็น

    เว็บไซต์ที่เปิดให้เจ้าของเว็บไซต์ เอาลิ้งค์ Affiliate ของตัวเองไปโปรโมท เช่น

    – Lazada
    – Shopee
    – SE-ED

  • Blog Marketing คืออะไร

    ในสังคมทุกวันนี้ ไม่ว่าธุรกิจขนาดเล็กเพียงขายของข้างทางหรือจะเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ สิ่งที่ทั้งสองแบบเหมือนกันก็คือ ”การทำการตลาด” ในการตลาดออนไลน์เป็นวิธีการที่จำเป็นมากสำหรับทุกธุรกิจในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแสวงหาผลกำไรหรือธุรกิจการกุศลก็ตาม และอีกช่องทางสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์นั้นก็คือ “Blog Marketing”

    “Blog Marketing” อาจจะเปรียบได้กับอีกแหล่งข้อมูลเช่นเดียวกับ Website โดยทั่วไปแต่จะแตกต่างกันที่วิธีการนำเสนอเพียงเท่านั้น
    Blog นั้นจะเป็นคล้ายกับสมุดโน้ตส่วนตัวที่คอยอัพเดทและบรรยายเนื้อหาของสิ่งนั้นนั้นชี้เฉพาะเจาะจงไป และผู้ติดตามส่วนใหญ่นั้นก็มาจากความต้องที่จะเรียนรู้เรื่องราวเหล่านั้นโดยแท้จริง และส่วนใหญ่ที่จะดึงดูดผู้ติดตาม ผู้เข้ามาชม Blog นั้นก็คือเนื้อหาและเสน่ห์ของการนำเสนอเนื้อหานั้นเอง ซึ่งนั้นก็จะต่างกันกับ Website ในส่วนที่ตัวเว็บไซด์เองนั้นสามารถมีฟังชั่นมากมายดั่งเช่นเว็บบอร์ด หรือการขายของแบบ “Hard Sale (การเน้นขายของเป็นหลัก)”

    ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการพื้นที่ Blog มากมายทั้งฟรีและมีค่าใช้จ่ายซึ่งนี้ถือเป็นโอกาสสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจและผู้สนใจโดยแทบจะไม่ต้องลงทุนในการทำการตลาดโดยวิธีการนี้เลยเพียงขอแค่มีเนื้อหาที่ถูกใจกลุ่มเป้าหมายของตนเพียงเท่านั้นตัวอย่างผู้ให้บริการที่เป็นที่นิยมสำหรับนักการตลาดไทยเช่น WordPress.com และ Blogger.com และสำหรับผู้เริ่มต้นที่อยากมี Blog เป็นของตนเองแล้วนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ นักธุรกิจหรือผู้ที่อยากแบ่งบันเรื่องราวของชีวิตตนนั้นก็เพียงเริ่มต้นจากการศึกษาวิธีใช้งานเว็บผู้ให้บริการเสียก่อน และมีการวางแผนชัดเจนว่า

    “จุดประสงค์ของการเขียน และลงข้อมูลลง Blog คืออะไร ” “เพื่อใคร” “ต้องการอะไรเป็นผลตอบแทน”

    เมื่อสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้แล้วก็อย่ารอช้าที่หยิบปากกา กระดาษมาร่างรูปแบบข้อมูล กำหนดเป้าหมายของการนำเสนอข้อมูลให้ชัดเจนก่อนที่จะลงมือหาข้อมูลและเขียนสิ่งเหล่านั้นลงไป ดั่งคล้ายกับไดอารี่หรือสมุดบันทึกออนไลน์ และปัจจุบันเหล่าผู้ให้บริการ Blog ก็เน้นไปที่การใช้งานง่ายและปรับแต่งได้ง่ายยิ่งขึ้นซ้ำยังสามารถผูกติดกับแหล่งข้อมูลอื่นๆของเราได้อีกด้วยไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter

    เป็นที่รู้กันในแวดวงนักการตลาดออนไลน์ว่าประโยชน์ของ Blog ไม่ได้มีเพียงแค่นำเสนอข้อมูลที่ชัดเจนเพียงเท่านั้นแต่ Blog ยังเป็นอีกแหล่งของการหารายได้ซึ่งหากทำถูกวิธีและโดนใจกลุ่มผู้ติดตามแล้วละก็นับว่า จะกอบโกยรายได้มหาศาลเลยที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นการผูก Blogกับ Link affiliate หรือจะเป็นการรับโฆษณาสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรากำลังนำเสนอนั้นเอง แต่ก็ควรระมัดระวังด้วยเช่นกันเนื่องจากเป้าหมายของผู้ที่เลือกที่เสพข้อมูลจาก Blog นั้นเป็นผู้ที่เข้ามาเพื่อต้องการข้อมูลไม่ใช่ต้องการซื้อของ หากโฆษณาดูเยอะจนน่ารำคาญก็อาจจะทำให้ Blog นั้นสูญเสียผู้ติดตามไปเลยก็ได้

  • วิธีเปิดร้านขายอาหารเช้าให้ประสบความสำเร็จ

    อาหารเช้าเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคนเลยก็ว่าได้ ด้วยเวลาเร่งรีบในตอนเช้าทั้งวัยเรียน วัยทำงาน อาจจะทำให้พวกเขาละเลยต่อความใส่ใจในสุขภาพ บางคนอาจจะหยิบเพียงชนมปัง 1 แผ่น บางคนอาจจะรีบจนไม่ได้ทานอะไรเลยเพือ่ให้ไปถึงที่หมายอย่างเร็วที่สุด ฉะนั้นแล้วด้วยจุดอ่อนเหล่านี้ ทำให้นึกถึงธุรกิจที่แม้จะไม่ใหญ่โตอะไร แต่ธุรกิจขายอาหารเช้าน่าจะตอบโจทย์ไปสู่ความร่ำรวยได้

    ถ้าหากจะพูดถึงอาหารเช้าก็มีเยอะแยะไปหมด มีหลายสไตล์ด้วยทั้ง break fast แบบฝรั่ง อย่าง ขนมปัง ออมเลต ไข่ดาวแฮม ไส้กรอก หรือจะเป็นสไตล์ไทย ๆ อย่างข้าวต้ม หมูทอด หมูฝอย และอื่น ๆ เยอะแยะเต็มไปหมด ถึงกับจับต้นชนปลายไม่ถูกกันเลยทีเดียว ฉะนั้นวันนี้จะมาแบ่งประเภทของอาหารเช้าเป็นข้อ ๆ แล้วกัน เผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่คิดจะทำธุรกิจนี้อยู่ จะขอแบ่งเป็นประเภทก่อนแล้วกัน
    ประเภท break fast คืออาหารเช้าสไตล์ฝรั่งที่เน้นคาร์โบไฮเดรตเป็นหลักในการให้พลังงานในตอนเช้า โดยอาหารที่น่าสนใจนำมาขายมีดังนี้เลย

    สปาเก็ตตี้ซุปไก่ อาหารชนิดนี้ใช้เวลาทำพอสมควร ซึ่งอยากจะแนะนำให้ทำเตรียมไว้ก่อนจะนำมาขาย วิธีนำมาขายนั้นเห็นใส่แพคเกจไว้เลย เช่นแยกเส้นกับน้ำไว้ต่างหาก สะดวกทั้งผู้ทานสะดวกทั้งผู้ทำ
    ไข่คน อาหารชนิดนี้จะต้องอาศัยอุปกรณ์สักหน่อย เพราะต้องทำสด ควรมีพื้นที่ไว้สำหรับวางแก็สด้วย ไข่คนเป็นอาหารที่ทำง่าย ใช้เวลาทำไม่นาน จึงเหมาะแก่การทำขาย
    แซนวิซขนาดเล็ก ยอดฮิตของคนขายอาหารเช้าเลยทีเดียวสำหรับเจ้าแซนวิซสารพัดไส้ เพราะสะดวกแก่การขายมากที่สุด สามารถทำทิ้งไว้ล่วงหน้าได้ ใช้พื้นที่ในการขายน้อย และที่สำคัญราคาไม่แพง จึงทำให้ขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว แต่หากจะทำแซนวิซขายหล่ะก็ ต้องทำใจนิดนึงตรงที่คู่แข่งเยอะ
    สลัดผลไม้ เหมาะกับสาวๆในยามเช้าที่ไม่ต้องการแคลลอรี่สูง วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากอะไรเลย แถมทำทิ้งไว้ได้อีกตะหาก แพคใส่กล่องไว้ได้เลย น่าจะเหมาะกับการที่ตั้งขายทำเลโซนออฟฟิต

    ประเภทอาหารเช้าสไตล์ไทย ๆ กันบ้าง คนไทยเคยชินกับการทานข้าวเป็นหลัก ฉะนั้นอาหารเช้าก็ต้องมีเช้าเป็นส่วนประกอบเช่นกัน โดยอาหารที่น่าสนใจนำมาขายมีดังนี้

    ข้าวต้ม ทั้งหมู ไก่ กุ้ง ปลา ปลาหมึก ได้หมด การทำข้าวต้มขายอาจจะต้องใช้อุปกรณ์เยอะดังนั้นเลยต้องใช้ทุนและแรงมากกว่าทำอาหารชนิดอื่น ๆ แต่รับรองขายดีชัวร์
    ข้าวผัดไข่ดาว เป็นอาหารพื้น ๆ ที่ทานได้ง่าย สามารถทำใส่กล่องไว้ได้เลย ถึงเวลาตั้งโต๊ะขาย ซื้อง่ายขายคล่อง ยิ่งถ้าคุณมีฝีมือการทำอาหารอยู่แล้วหล่ะก็ รับรองมีกี่กล่องก็ขายหมด
    โจ๊ก อาหารยอดฮิตในตอนเช้าเลยก็ว่าได้ ทำได้ง่าย ๆเพียงแค่ต้มโจ๊กไว้หม้อใหญ่ๆ เพราะสำหรับบางคนแล้วชอบทานอะไรร้อน ๆ ในตอนเช้า

    นี่เป็นเพียงตัวอย่างแนะนำเท่านั้น จริงๆ แล้วยังมีอาหารเช้าอีกเยอะแยะให้คุณเลือกทำขาย หวังว่าคงเป็นประโยชน์ในการที่จะทำให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นบ้าง

    แผนธรุกิจอาหารเช้า

    กลุ่มเป้าหมายคือใคร อาหารเช้าของคุณนั้นจะขายให้กับกลุ่มไหนเป็นหลัก นักเรียน พนักงานออฟฟิต คนกลางคืน หรือพวกแม่บ้าน คนเดินผ่านไปผ่านมา การกำหนดเป้าหมายไปในแผนทีเป็นส่วนสำคัญ เพราะจะทำให้คุณรู้ว่าธีมหลักคุณจะต้องทำอะไรประมาณไหน

    ทำเลสถานที่ตั้ง ข้อนี้ก็สำคัญไม่แพ้ข้อแรกเลย หากคุณมีอาหารที่อร่อยเลิศในสามโลก แต่คุณเปิดขายในโครงการบ้านเดี่ยว หรือขายในซอยที่ไร้ผู้คนที่มีแต่หนูกับแมลงสาบเป็นเพื่อน แบบนี้ธุรกิจของคุณร่วงแน่นอน ธุรกิจจะไปได้สวยหรือเสียก็วัดกันที่ทำเลนี่แหละ ลองมองหาทำเลที่เป็นย่านคนทำงาน หรือสถานที่ ที่มีออฟฟิตเยอะ ๆ รับรองไปได้สวย

    เงินทุน ข้อนี้เป็นตัวชี้วัดกิจการของคุณเลยก็ว่าได้ ทุนเยอะทุนหนา ก็จะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยธุรกิจอาหารเช้าแล้วไม่จำเป็นจะต้องมีทุนเยอะ เพราะเราเน้นของที่ทำง่าย กินง่าย ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก ขอเพียงมีเงินทุนสักก้อนไม่ต้องมาก ก็สามารถเริ่มธุรกิจได้แล้ว

    แหล่งวัตถุดิบ ข้อนี้เป็นเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อย ในการคำนวณต้นทุนว่า ของแต่ละอย่างควรใช้อะไร มีวัตถุดิบแบบไหนบ้างที่ต้องใช้ และจะลงทุนทำอาหารประเภทไหนบ้าง เวลาขายจะได้กำหนดราคาได้อย่างไม่ขาดทุน

    ความคิดสร้างสรรค์ไอเดียบรรเจิด สำหรับยุคนี้การขายไอเดียเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้ว่าจะเป็นการขายอาหารเช้าก็เถอะ หากคุณใส่ไอเดีย สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ลงไปในผลงานบ้าง ก็จะทำให้คนจดจำคุณได้ง่ายขึ้น และนั่นอาจเป็นการเรียกลูกค้าอีกวิธีนึงด้วยที่ไม่ต้องโปรโมตอะไรมากมายด้วย

    เมื่อคุณได้คำตอบทั้งหมดแล้ว ทั้งหมดจะสูญเปล่าถ้าไม่ลงมือทำ ฉะนั้นก้าวแรกสู่ความร่ำรวย คุณต้องลงมือทำแน่นอนว่าในเดือนแรก ๆ อยากคาดหวังเยอะ เพราะยังใหม่อยู่ ให้คุณสู้และปรับทิศทางกลยุทธของร้านให้ลงตัว เมื่อคนติดร้านคุณแล้ว รับรองทำกันจนไม่มีที่จะเก็บเงินเลยทีเดียว

  • วิธีตรวจสอบที่ดินง่ายๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ

    วิธีตรวจสอบที่ดินง่ายๆก่อนตัดสินใจซื้อ

    การหาซื้อที่ดินเป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งที่หลายๆคนล้วนแต่ต้องเคยผ่านมาทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของบ้านหรือที่ดินเปล่าๆ ก็จัดว่าเป็นการซื้อที่ดินทั้งนั้นแต่จะอยู่ในรูปของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือไม่เท่านั้น แต่ไม่ว่าลักษณะที่ดินจะเป็นอย่างไร การเลือกซื้อที่ดินก็ยังต้องอาศัยความรู้และข้อมูลต่างๆเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจทั้งสิ้นแน่นอนว่าการต่อรองราคาก็เป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่ควรเตรียมตัวไปเพื่อทำการซื้อขายที่ดินและสิ่งที่ควรรู้ในการซื้อขายที่ดินมีอะไรบ้าง มาดูกัน

    1. ควรตัดสินใจที่ดินหลังจากได้ลงไปในพื้นที่จริงๆแล้ว เพื่อให้ได้ดูสภาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคต่างๆก่อน
    2. ควรตรวจสอบความถูกต้องของโฉนดที่ดินก่อน ว่าเป็นเอกสารโฉนดที่ดินอะไร ประเภทไหนและตรงกับโฉนดที่ดินของกรมที่ดินหรือไม่ อาจจะตรวจสอบด้วยตนเองได้จากเว็บไซต์ออนไลน์ได้ที่ http://landprice.treasury.go.th สิ่งที่ควรตรวจสอบในโฉนดที่ดินมีดังนี้ขนาด ตำแหน่งที่ตั้งของที่ตั้ง ชื่อเจ้าของที่ดินคนปัจจุบันว่าตรงกับชื่อกับชื่อผู้ที่เสนอขายที่ดินหรือไม่โดยค้นได้จากทั้งเลขที่โฉนดและเลขที่ที่ดินได้เลย
    3. สอบถามประวัติที่ดินว่าเคยทำอะไรมาก่อนหรือไม่ อาจจะรวมไปถึงเหตุผลของการขายที่ดินแห่งนั้นด้วยเพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการซื้อ รวมไปถึงแนวทางในการพัฒนาที่ดิน แน่นอนว่าสำหรับพื้นที่ของประเทศไทยคงขาดเรื่องน้ำท่วมไปไม่ได้ ดังนั้นอย่าลืมตรวจสอบประวัติเรื่องน้ำท่วม
    4. ควรตรวจสอบเส้นทางคมนาคมการเดินทางเข้าถึงที่ดิน ตรวจสอบว่ามีเส้นทางเข้าออกจากที่ดินหรือไม่และเส้นทางนั้นเป็นที่ดินของใคร
    5. การทำสัญญา ควรทำการศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆในสัญญาให้ถูกต้องและควรทำสัญญาต่อหน้าทนายด้วย

  • Content Marketing คืออะไร

    “Content Marketing” คืออะไร? คำถามนี้เป็นคำถามที่ค่อนข้างจะคุ้นหูกับมากสำหรับผู้ที่เริ่มต้นที่จะเรียนรู้ และจัดการกับการตลาดออนไลน์ หากหยิบยกนำแก่นของคำคำนี้นั้นคือ “ข้อมูล” การนำเสนอข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆที่สามารถเชื่อมโยงกับสินค้าหรือบริการของเราได้นั้นเอง และอะไรคือความหมายของคำว่า “ข้อมูล” สำหรับการตลาดในรูปแบบเช่นนี้ ?
    ในกระแสโลกปัจจุบันนั้นการทำการตลาดออนไลน์ถือเป็นสิ่งที่มีผลและประสบความสำเร็จมากวิธีที่หนึ่ง การที่เลือกจัดข้อมูลหรือ Content นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ข้อมูลหรือสิ่งที่สามารถนำเสนอเพื่อประโยชน์แก่ผู้รับสื่อและกลุ่มลูกค้าของเรานั้น โดยที่สำคัญคือจะต้องชูภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้า บริการ หรือแม้กระทั่งองค์กรได้ชัดเจน

    3 ปัจจัยหลักที่จะเปลี่ยนจากผู้อ่านเป็นลูกค้าผ่าน “Content Marketing”
    1. ต้องอย่าลืมว่าการอัพข้อมูลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านและเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งข้อมูลหรือ ข้อมูลที่ส่งไปนั้นจะต้องมีการเชื่อมโยงกับการสร้าง“Brand” เพื่อให้ผู้อ่านนั้นเข้าถึงสินค้าและบริการให้ได้ ดังเช่นวิธีการเสนอข้อมูลโดยการกล่าวนำด้วยข้อมูลการประโยชน์ใช้สอยและยกตัวอย่างด้วยภายใต้สินค้าของ Brand ของเราเอง เนื้อที่นำเสนอจะต้องตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาเป็นฐานลูกค้า หากว่า Blog หรือ Website ของสินค้าที่ต้องการนำเสนอเป็นเสื้อผ้าผู้ชาย แต่เนื้อหา ข้อมูลที่นำเสนอส่วนมากเป็นการแต่งตัวของผู้หญิงนั่นก็นับว่าไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้แน่นอน และจะเป็นผลเสียอย่างยิ่งต่อการทำ SEO
    2. ให้ความสำคัญกับการส่งต่อหรือ แชร์ผ่าน Social Media ให้มากกว่าการทำ SEO ผ่าน google โดยเนื้อที่เข้าถึงและการตั้งชื่อหัวเรื่องที่ดึงดูด
    3. สำหรับความยาวของเนื้อหานั้น หากว่ากันตามหลักแล้วเนื้อหาเยอะย่อมมีประโยชน์ข้อมูลเยอะกว่าเนื้อหาที่น้อยกว่าแน่นอน แต่สำหรับการทำการตลาดนั้นต้องยกความง่ายต่อการอ่านเข้ามาเป็นอันดับแรก ฉะนั้นข้อมูลที่ดีต่อการนำเสนอต่อครั้งควรจะอยู่ระหว่าง 200-500 คำเท่านั้น ที่สำคัญควรเน้นไปทางการจัดวางและการนำเสนอพร้อมภาพเพื่อดึงดูดความสนใจ

    กระแสของลูกค้าหรือกลุ่มผู้บริโภคในยุคปัจจุบันนั้นสิ่งแรกก่อนที่จะเลือกซื้อสินค้านั้นก็คือการหาข้อมูลและวิธีที่เจอข้อมูลได้ง่ายที่สุดนั้นก็คือ “Internet”และได้มีการสำรวจช่องทางการค้นข้อมูลก่อนที่คนหนึ่งคนได้เลือกซื้อสินค้าหนึ่งชิ้นจะผ่านขั้นตอนใดบ้างและขั้นตอนแรกนั่นคือการหาข้อมูลโดยกว่า 92 เปอร์เซ็นนั้นจะเลือกใช้อินเตอร์เน็ตในการค้นหาและกว่า 33 เปอร์เซ็นจะเปิด Google เพื่อนำพาไปยังแหล่งข้อมูลที่ต้องการและด้วยการเข้าถึงง่ายง่ายเพียงเท่านี้เหล่ากลุ่มผู้บริโภคของเรานั้นก็จะสามารถพบเจอข้อมูลและสิ่งที่เรานำเสนอผ่านรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็น ข้อความ วิดีโอหรือแม้กระทั่งภาพ Infographic ผ่าน Website หรือ Blog เพื่อแสดงรายละเอียดของสินค้าหรือบริการนั้นโดยไม่ทำการ “Hard Sale” จนเกินไปนัก

  • Digital marketing คืออะไร

    Digital marketing
     

    กระแสเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของคนเราในปัจจุบันแทบจะทุกเวลาตั้งแต่ตื่นตอนเช้าจนถึงก่อนการนอนหลับพักผ่อนในเวลากลางคืน แทบตลอดเวลา คำว่า Digital Marketing ในความแบบเดิมเดิมที่เข้าใจกันหรือไม่ว่าจะเป็นนักการตลาดหลากหลายท่านก็ยังยึดแนวทางแบบเก่าที่ว่า Digital Marketing คือการทำการตลาดออนไลน์ผ่าน Website ผ่าน Facebook หรือสื่อ Social Media อื่นอื่นเพียงเท่านั้น

    ความหมายที่แท้จริงแล้วของคำคำนี้ก็คือ “การวางแผนและลงมือลุยสนามการตลาดแบบวงกว้างรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีแบบใดก็ต้องเข้าถึง” มีบทความบทหนึ่งว่าไว้ว่าการทำการตลาดที่ดีในยุคนี้ควรจะให้ความสำคัญทั้ง 3 จอรอบตัวมนุษย์นั่นก็คือ จอโทรศัพท์มือถือ จอคอมพิวเตอร์ จอโทรทัศน์ โดยควรไล่ระดับความสำคัญจากมากไปหาน้อยตามลำดับ และสิ่งที่ “Digital Marketing” มุ่งเน้นเลยนั้นก็คือการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า กลุ่มผู้บริโภคได้ง่าย และรวดเร็วที่สุดและในทิศทางเดียวกันกลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มลูกค้าในยุคที่ไม่มีอะไรสามารถรอคอยได้ก็ต้องเข้าถึงข้อมูลและสินค้าเร็วที่สุดทันที่ต้องการใช้สอยและใช้บริการมัน หากไม่ทันใจ หรือมีการรับช้า โอกาสที่จะเสียโอกาสทางธุรกิจในจุดนั้นไปนับว่ามีสูงมากเลยที่เดียว

    ไม่เพียงแต่เน้นการให้ความสำคัญกับโลก Social Network เพื่ออย่างเดียวแต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนิยมโอนเงิน รับเงินกันทางโทรศัพท์ผ่านแอพพิเคชั่น หรือล่าสุดตอนนี้มีแม้กระทั่งการเข้าคิวใช้บริการร้านอาหารบุฟเฟ่อย่าง “ชาบุชิ” ที่ใช้แอพพิเคชั่นในการแก้ปัญหาการรอคิวของลูกค้า และตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการให้ความสำคัญในรายละเอียดปลีกย่อยแต่ก็เพื่อลดเวลาและสร้างการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงมากขึ้นหลายเท่าตัว

    กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับการตลาดแนวนี้ มี 2 ปัจจัยที่ควรจะให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
    – Pull Strategy หรือการดึงลูกค้าให้เลือกและเข้ามาหาสินค้าหรือบริการเองผ่านการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์การใช้สอย หรือแสดงให้เห็นถึงการเข้าถึงที่แสนง่ายดายไม่ว่าจะเป็นแอพพิเคชั่น เว็บไซด์ หรืออาจะเป็นวิธีการกด SMS ก็สามารถปิดการซื้อของได้ทันทีและการนำเสนอสิ่งเหล่านี้ผ่านช่องทางต่างๆผ่านช่องทางที่กลุ่มลูกค้ายืนอยู่ สุดท้ายกลุ่มผู้บริโภคก็จะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าควรจะเดินเข้าไปตามแรงดึงของสินค้าหรือไม่
    – Push Strategy หรือการผลักสินค้าให้หากลุ่มผู้บริโภค ผ่านช่องทางต่างๆไม่ว่าจะเป็นวิธีการที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมอยู่ตอนนี้นั้นก็คือ Email Marketing หรือการสร้างสรรค์ Line Stickers เพื่อผลักสินค้าให้ตราตรึงผ่านตัวการ์ตูนน่ารักๆ

    ด้วยวิธีการมากมายที่จะเข้าถึงเทคโนโลยีในปัจจุบัน สิ่งที่นักการตลาดหรือผู้ประกอบการควรเน้นย้ำมากที่สุดก็คือ “การนำเสนอที่อ้างอิงถึงสินค้าและแบรนด์และลดเวลา ระยะทางระหว่างสินค้ากับกลุ่มลูกค้า” หากทำได้เท่านี้ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกลแน่นอน

  • Direct Marketing คืออะไร

    ปัจจุบันการสื่อสารถูกผนวกเข้าการทำการค้าการตลาดแบบแยกกันไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นตะโกนขายของอยู่หน้าร้านค้าแผงลอยหรือจะเป็นเดดินแจกใบปลิวตามสี่แยกมุมเมืองต่างๆแม้กระทั่งการโพสข้อมูล ข้อความตามเว็บบอร์ดชื่อดังก็นับว่าเป็นการสื่อสารการตลาดทั้งสิ้น และการสื่อสารการตลาดนี้สามารถแยกออกเป็นสองฝั่งได้อย่างชัดเจนและนั่นก็คือ ทางตรงและทางอ้อมแต่สิ่งธุรกิจและผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือการทำ “Direct Marketing” หรือการทำการตลาดทางตรง

    Direct Marketing ในยุคปัจจุบันถือว่าเครื่องมือและช่องทางในการเข้าหากลุ่มผู้บริโภคได้มากมายแต่ประเด็นหลักของการตลาดรูปแบบนี้ก็คือ “การต้องการการสนองของผู้ส่งสารและผู้รับสารผ่านข้อมูลและสื่อที่ส่งไปทันที” ซึ่งปัจจัยหลักที่จะเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนการตลาดในรูปแบบนี้ก็คือ ผู้ส่งสาร ผู้รับสาร และสารที่ส่งออกไป และสามปัจจัยนี้นี่เองที่จะเข้ามาชี้เป็นชี้ตายได้ว่าการทำการตลาดจะประสบความสำเร็จหรือไม่

    ทางฝั่งผู้ส่งสารหรือผู้ประกอบการนั้นสิ่งที่จะต้องคำนึงและให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือ ขบวนการที่จะเข้าถึงกลุ่มผู้รับสารหรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยอาจจะคำนึงจาก 5 ขั้นตอนดังนี้

    – ควรเริ่มต้นจากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลให้ชัดเจนเสียก่อนว่าใครคือกลุ่มลูกค้า กลุ่มเป้าหมาย
    – ต่อมาควรรวบรวมฐานข้อมูลและสิ่งที่ต้องการจะนำเสนอ ความถูกต้อง ความเป็นอัตลักษณ์ของ Brand ดึงสิ่งเหล่านี้ออกมาโดดเด่นผ่านการนำเสนอ
    – นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ให้ชัดเจนและเลือกช่องทางที่จะนำเสนอ หรือเข้าถึงกลุ่มลูกค้าช่องทางที่นำเสนอก็ควรจะมาจากข้อมูลที่ศึกษากลุ่มเป้าหมายแล้วว่าเค้าทำอะไร อยู่ไหน ทำยังไงและเวลาไหนบ้าง
    – สร้างความคาดหวังในแต่ละช่องทางว่าจะได้รับผลตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายเช่นใด
    – ลงมือส่งสารในแต่ละช่องทางและวิเคราะห์ผลตอบรับกับความคาดหวังที่ตั้งไว้

    สำหรับทางฝั่งผู้รับสารผู้ประกอบการและนักการตลาดก็ควรวิเคราะห์และตีโจทย์ข้อนี้ให้แตกโดยอาจจะอิงมาจากฐานข้อมูลของลูกค้าเก่าหรือ พิจารณาว่าสินค้าหรือบริการที่นำเสนอนั้นถูกสร้างมาเพื่อกลุ่มใดและนำกลุ่มเหล่านั้นมาพิจารณา Life Style , การใช้ชีวิตรวมถึงหลักการพิจารณาสินค้าพื้นฐานโดยอาจจะใช้หลักจิตวิทยาหรือข้อมูลอ้างอิงก็ได้

    และส่วนสุดท้ายก็คือ “สิ่งที่นำเสนอ” หรือข้อมูลที่จะถูกส่งต่อไปยังกลุ่มลูกค้า กลุ่มเป้าหมายนับว่าส่วนนี้จะเป็นเหมือนด่านแรกๆที่กลุ่มเป้าหมายผู้รับสารจะเจออาจจะเจอก่อนที่จะพบรูปร่างและรูปลักษณ์ของสินค้าเสียด้วยซ้ำ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเลยนั้นก็คือ “ความระมัดระวังในการนำเสนอ” และความถูกต้องของข้อมูลโดยช่องทางที่จะส่งสิ่งเหล่านี้ไปนั้นจะต้องเป็นช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายยืนอยู่
    ทั้งสามส่วนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นปัจจัยในการทำการตลาดทางตรงนี้นับว่ามีความสำคัญมากหรืออาจะเรียกได้ว่าคือหัวใจของการทำการตลาดแนวนี้เลยก็ว่าได้ แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อผลตอบรับและการตอบสนองอันดีที่จะได้มาจากกลุ่มเป้าหมายเพื่อความก้าวหน้าและผลประกอบการอันดีของผู้ประกอบการเอง

error: Content is protected !!