Author: admin

  • AEC Blueprint มีอะไรบ้าง

    สำหรับเสาหลักการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) เมื่อปี พ.ศ.2558 เพื่อให้อาเซียนมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ อย่างเสรี และเงินทุนที่เสรีขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ.2550 อาเซียนได้จัดทำพิมพ์เขียวเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) เป็นแผนบูรณาการงานด้านเศรษฐกิจให้เห็นภาพรวมในการมุ่งไปสู่ AEC ซึ่งประกอบด้วยแผนงานเศรษฐกิจในด้านต่างๆ พร้อมกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินมาตรการต่างๆ จนบรรลุเป้าหมายในปี พ.ศ.2558 รวมทั้งการให้ความยืดหยุ่นตามที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงกันล่วงหน้าเพื่อสร้างพันธสัญญาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน

    อาเซียนได้กำหนดยุทธศาสตร์การก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่สาคัญดังนี้

    1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
    2. การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง
    3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน และ
    4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

    โดยมีรายละเอียดแยกตามหัวข้อดังนี้

    1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน

    การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะทำให้อาเซียนมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น โดยอาเซียนได้กำหนดกลไกและมาตรการใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินมาตรการด้านเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้ว เร่งรัดการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในสาขาที่มีความสาคัญลำดับแรก อำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายบุคคล แรงงานฝีมือ และผู้เชี่ยวชาญ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกสถาบันในอาเซียน

    การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกันของอาเซียน มี 5 องค์ประกอบหลัก คือ

    (1) การเคลื่อนย้ายสินค้าเสรี
    (2) การเคลื่อนย้ายบริการเสรี
    (3) การเคลื่อนย้ายการลงทุนเสรี
    (4) การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรีขึ้น
    (5) การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรี

    ทั้งนี้อาเซียนได้กำหนด 12 สาขาอุตสาหกรรมสำคัญลำดับแรกอยู่ภายใต้ตลาดและฐานการผลิตเดียวกันของอาเซียน ได้แก่ เกษตร ประมง ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์ไม้ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ การขนส่งทำงอากาศ สุขภาพ e-ASEAN ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ รวมทั้งความร่วมมือในสาขาอาหาร เกษตรและป่าไม้

    การเป็นตลาดสินค้าและบริการเดียวจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค และเสริมสร้างศักยภาพของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยประเทศสมาชิกได้ร่วมกันดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของอาเซียน ได้แก่ ยกเลิกภาษีศุลกากรให้หมดไป ทยอยยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี ปรับประสานพิธีการด้านศุลกากรให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนธุรกรรม เคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรี นักลงทุนอาเซียนสามารถลงทุนได้อย่างเสรีในสาขาอุตสาหกรรมและบริการที่ประเทศสมาชิกอาเซียนเปิดให้ เป็นต้น

    2. การเป็นภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขัน

    เป้าหมายสำคัญของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน คือ การสร้างภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง มีความเจริญรุ่งเรือง และมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขันมี 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

    (1) นโยบายการแข่งขัน
    (2) การคุ้มครองผู้บริโภค
    (3) สิทธิในทรัพย์สินทำงปัญญา (IPR)
    (4) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
    (5) มาตรการด้านภาษี
    (6) พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

    ประเทศสมาชิกอาเซียนมีข้อผูกพันที่จะนำกฎหมายและนโยบายการแข่งขันมาบังคับใช้ภายในประเทศ เพื่อทำให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมกันและสร้างวัฒนธรรมการแข่งขันของภาคธุรกิจที่เป็นธรรม นำไปสู่การเสริมสร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคในระยะยาว

    3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน

    การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน มี 2 องค์ประกอบ คือ

    (1) การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
    (2) ความริเริ่มในการรวมกลุ่มของอาเซียน (Initiatives for ASEAN Integration: IAI)

    ความริเริ่มดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดช่องว่างการพัฒนา ทั้งในระดับ SME และเสริมสร้างการรวมกลุ่มของกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ให้สามารถดาเนินการตามพันธกรณีและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน รวมทั้งเพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศได้รับประโยชน์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ

    4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

    อาเซียนอยู่ในท่ามกลำงสภาพแวดล้อมที่มีการเชื่อมต่อระหว่างกันและมีเครือข่ายกับโลกสูง โดยมีตลาดที่พึ่งพากันและอุตสหกรรมระดับโลก ดังนั้น เพื่อให้ภาคธุรกิจของอาเซียนสามารถแข่งขันได้ในตลาดระหว่างประเทศ ทำให้อาเซียนมีพลวัตรเพิ่มขึ้นและเป็นผู้ผลิตของโลก รวมทั้งทำให้ตลาดภายในยังคงรักษาความน่าดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ อาเซียนจึงต้องมองออกไปนอกภูมิภาคอาเซียนบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก โดยดำเนิน 2 มาตรการคือ

    (1) การจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) และความเป็นหุ้นส่วนทำงเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด (CEP) กับประเทศนอกอาเซียน
    (2) การมีส่วนร่วมในเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานโลก

  • AEC คืออะไร และประวัติ AEC

    AEC หรือชื่อเต็มภาษาไทย คือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และชื่อเต็มภาษาอังกฤษคือ Asean Economic Community

    ผมจะขอเกริ่นนำให้อ่านก่อนนะครับว่า ก่อนที่จะมี AEC ได้มีการก่อตั้งอาเซียน (ASEAN) ขึ้นมาก่อน โดยอาเซียนได้ก่อตั้งขึ้นตามปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 โดยมีประเทศผู้ก่อตั้งแรกเริ่ม 5 ประเทศ คือ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ.2527 ประเทศบรูไน ก็ได้เข้าเป็นสมาชิกเป็นประเทศที่ 6 ตามด้วย พ.ศ.2538 ประเทศเวียดนามก็เข้าร่วมเป็นสมาชิกเป็นประเทศที่ 7 ต่อมา พ.ศ.2540 ประเทศลาวและประเทศพม่าก็เข้าร่วมเป็นประเทศที่ 8 และ 9 และปี พ.ศ.2542 ประเทศลาวกัมพูชา ก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเป็นประเทศที่ 10 ทำให้ปัจจุบันอาเซียนเป็นกลุ่มเศรษฐกิจภูมิภาคขนาดใหญ่ มีประชากรรวมกันเกือบ 500 ล้านคน

    ซึ่งอาเซียนก็ได้จัดการประชุมสุดยอดเรื่อยมา จนกระทั่งอาเซียนได้จัดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 9 ที่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2546  ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้ตกลงกันที่จะจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ

    1.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC ชื่อเต็มคือ Asean Economic Community) ดำเนินงานเเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอาเซียน
    2.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (Socio-Cultural Pillar) ดำเนินงานเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมในอาเซียน
    3.ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (Political and Security Pillar) ดำเนินงานเกี่ยวกับการเมืองและความมั่นคงในอาเซียน

    คำว่า AEC ก็เกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา AEC คือการรวมตัวของชาติใน Asean 10 ประเทศ โดยมี ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, บรูไน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน จะมีรูปแบบคล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone นั่นเอง จะทำให้มีผลประโยชน์ และอำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้าได้มากขึ้น และการนำเข้า ส่งออกของชาติในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า (เรียกว่าสินค้าอ่อนไหว)

    ซึ่งเดิมกำหนดเป้าหมายที่จะตั้ง AEC ขึ้นในปี พ.ศ. 2563 แต่ต่อมาได้ตกลงกันเลื่อนกำหนดให้เร็วขึ้นเป็นปี พ.ศ. 2558 ซึ่งเมื่อ 10 ประเทศพร้อมแล้ว ทุกอย่างพร้อมแล้ว จากโครงการที่ตั้งไว้ ก็ได้เวลาจัดตั้งไว้ตามแผน และ AEC ได้จัดตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ซึ่งทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปอย่างมากเลยทีเดียว

    จุดประสงค์การจัดตั้ง AEC

    สำหรับจุดประสงค์การจัดตั้ง AEC ในปี พ.ศ. 2558 จุดประสงค์เพื่อให้อาเซียนมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ อย่างเสรี และเงินทุนที่เสรีขึ้นต่อมาในปี พ.ศ. 2550 อาเซียนได้จัดทำพิมพ์เขียวเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) เป็นแผนบูรณาการงานด้านเศรษฐกิจให้เห็นภาพรวมในการมุ่งไปสู่ AEC ซึ่งประกอบด้วยแผนงานเศรษฐกิจในด้านต่างๆ พร้อมกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินมาตรการต่างๆ จนบรรลุเป้าหมายเมื่อปี พ.ศ. 2558 รวมทั้งการให้ความยืดหยุ่นตามที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงกันล่วงหน้า

    ในอนาคต AEC จะเป็นอาเซียน+3 โดยจะเพิ่มประเทศ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เข้ามาอยู่ด้วย และต่อไปก็จะมีการเจรจา อาเซียน+6 จะมีประเทศ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ อินเดียต่อไป

    AEC Blueprint (แบบพิมพ์เขียว) หรือแนวทางที่จะให้ AEC เป็นไปตามแบบแผนคือ
    1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
    2. การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง
    3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน
    4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

    โดยให้แต่ละประเทศใน AEC ให้มีจุดเด่นต่างๆ ดังนี้
    พม่า : สาขาเกษตรและประมง
    มาเลเซีย : สาขาผลิตภัณฑ์ยาง และสาขาสิ่งทอ
    อินโดนีเซีย : สาขาภาพยนต์และสาขาผลิตภัณฑ์ไม้
    ฟิลิปปินส์ : สาขาอิเล็กทรอนิกส์
    สิงคโปร์ : สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาสุขภาพ
    ไทย : สาขาการท่องเที่ยว และสาขาการบิน (ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ASEAN)

    การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้ชัดๆใน AEC โดยอธิบายให้เห็นภาพเข้าใจง่ายๆ เช่น

    – การลงทุนจะเสรีมากๆ คือ ใครจะลงทุนที่ไหนก็ได้ ประเทศที่การศึกษาระบบดีๆ ก็จะมาเปิดโรงเรียนในบ้านเรา อาจทำให้โรงเรียนแพงๆแต่คุณภาพไม่ดีต้องปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจจะสู้ไม่ได้
    – ไทยจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว และการบินอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะว่าอยู่กลาง Asean และไทยอาจจะเด่นในเรื่อง การจัดการประชุมต่างๆ, การแสดงนิทรรศการ, ศูนย์กระจายสินค้า และยังเด่นเรื่องการคมนาคมอีกด้วยเนื่องจากอยู่ตรงกลางอาเซียน และการบริการด้านการแพทย์และสุขภาพจะเติบโตอย่างมากเช่นกันเพราะ จะผสมผสานส่งเสริมกันกับอุตสาหกรรรมการท่องเที่ยว (ค่าบริการทางการแพทย์ของประเทศต่างชาติจะมีราคาสูงมากหากเทียบแกับประเทศไทย)

    – การค้าขายจะขยายตัวอย่างน้อย 25% ในส่วนของอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น รถยนต์, การท่องเที่ยว, การคมนาคม, แต่อุตสาหกรรมที่น่าห่วงของไทยคือ ที่ใช้แรงงานเป็นหลักเช่น ภาคการเกษตร, ก่อสร้าง, อุตสาหกรรรมสิ่งทอจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากฐานการผลิตอาจย้ายไปประเทศที่ผลิตสินค้าทดแทนได้เช่นอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยผู้ลงทุนอาจย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า เนื่องด้วยบางธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะมากนัก ค่าแรงจึงถูก

    – เรื่องภาษาอังกฤษจะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะมีคนอาเซียน เข้ามาอยู่ในไทยมากมายไปหมด และมักจะพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ แต่จะใช้ภาษาอังกฤษ (AEC มีมาตรฐานว่าจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางเพื่อสื่อสารใน AEC) บางทีเรานึกว่าคนไทยไปทักพูดคุยด้วย แต่เค้าพูดภาษาอังกฤษกลับมา เราอาจเสียความมั่นใจได้ ส่วนสิ่งแวดล้อมนั้น ป้ายต่างๆ หนังสือพิมพ์, สื่อต่างๆ จะมีภาษาอังกฤษมากขึ้น (ให้ดูป้ายที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นตัวอย่าง) และจะมีโรงเรียนสอนภาษามากมาย หลากหลายหลักสูตร

    – การค้าขายบริเวณชายแดนจะคึกคักอย่างมากมาย เนื่องจากด่านศุลกากรชายแดนอาจมีบทบาทน้อยลงมาก แต่จะมีปัญหาเรื่องยาเสพติด และปัญหาสังคมตามมาด้วย

    – เมืองไทยจะไม่ขาดแรงงานที่ไร้ฝีมืออีกต่อไปเพราะแรงงานจะเคลื่อนย้ายเสรี จะมีชาวพม่า, ลาว, กัมพูชา เข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น แต่คนเหล่านี้ก็จะมาแย่งงานคนไทยบางส่วนด้วยเช่นกัน  และยังมีปัญหาสังคม อาชญากรรม จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย อันนี้รัฐบาลควรต้องวางแผนรับมือ

    – คนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ บางส่วนจะสมองไหลไปทำงานเมืองนอก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมซอร์ฟแวร์ (ที่จะให้สิงคโปร์เป็นหัวหอกหลัก) เพราะชาวไทยเก่ง แต่ปัจจุบันได้ค่าแรงถูกมาก อันนี้สมองจะไหลไปสิงคโปร์เยอะมาก แต่พวกชาวต่างชาติก็จะมาทำงานในไทยมากขึ้นเช่นกัน อาจมีชาว พม่า, กัมพูชา เก่งๆ มาทำงานกับเราก็ได้ โดยจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง  บริษัท software ในไทยอาจต้องปรับค่าจ้างให้สู้กับ บริษัทต่างชาติให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดภาวะสมองไหล

    – อุตสาหกรรมโรงแรม, การท่องเที่ยว, ร้านอาหาร, รถเช่า บริเวณชายแดนจะคึกคักมากขึ้น เนื่องจากจะมีการสัญจรมากขึ้น และเมืองตามชายแดนจะพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นจุดขนส่ง

    – สาธารณูปโภคในประเทศไทย หากเตรียมพร้อมไม่ดีอาจขาดแคลนได้ เช่น ชาวพม่า มาคลอดลูกในไทย ก็ต้องใช้โรงพยาบาลในไทยเป็นต้น

    – กรุงเทพฯ จะแออัดอย่างหนัก เนื่องจากมีตำแหน่งเป็นตรงกลางของอาเซียนและเป็นเมืองหลวงของไทย โดยเมืองหลวงอาจมีสำนักงานของต่างชาติมาตั้งมากขึ้น รถจะติดอย่างมาก สนามบินสุวรรณภูมิจะแออัดมากขึ้น (ปัจจุบันมีโครงการที่จะขยายสนามบินแล้ว)

    – ไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารโลกในการผลิตอาหาร เพราะ knowhow ในไทยมีเยอะประสบการณ์สูง และบริษัทอาหารในไทยก็แข็งแกร่ง ประกอบทำเลที่ตั้งเหมาะสมอย่างมาก แม้จะให้พม่าเน้นการเกษตร แต่ทางประเทศไทยเองคงไปลงทุนในพม่าเรื่องการเกษตรแล้วส่งออก ซึ่งก็ถือเป็นธุรกิจของคนไทยที่ชำนาญอยู่แล้ว

    – ไทยจะเป็นศูนย์การการท่องเที่ยว และคมนาคมอย่างไม่ต้องสงสัย หากผู้ประกอบธุรกิจในไทยที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจนี้ปรับตัวและเตรียมพร้อมดีก็จะได้ประโยชน์จากการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและคมนาคม

    – ปัญหาสังคมจะรุนแรงถ้าไม่ได้รับการวางแผนที่ดี เนื่องจาก จะมีขยะจำนวนมากมากขึ้น, ปัญหาการแบ่งชนชั้น ถ้าคนไทยทำงานกับคนต่างชาติที่ด้อยกว่า อาจมีการแบ่งชนชั้นกันได้, จะมีชุมชนสลัมเกิดขึ้น และอาจมี พม่าทาวน์, ลาวทาวน์, กัมพูชาทาวน์, ปัญหาอาจญากรรมจะรุนแรง สถิติการก่ออาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างมากจากชนนั้นที่มีปัญหา, คนจะทำผิดกฎหมายมากขึ้นเนื่องจากไม่รู้กฎหมาย

    การขนส่งที่จะเปลี่ยนแปลง  East-West Economic Corridor (EWEC)หรือเส้นทางหมายเลข 9 (R9) ชื่อไทยว่า เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก

    จะมีการขนส่งจากท่าเทียบเรือทางทะเลฝั่งขวาไปยังฝั่งซ้าย เวียดนาม-ไทย-พม่า มีระยะทางติดต่อกันโดยประมาณ 1,300 กม.อยู่ในเขตประเทศไทยถึง 950 กม. ลาว 250 กม. เวียนดนาม 84 กม.เส้นทางเริ่มที่ เมืองท่าดานัง ประเทศเวียดนาม ผ่านเมืองเว้และเมืองลาวบาว ผ่านเข้าแขวงสะหวันนะเขตในประเทศลาว และมาข้ามสะพานมิตรภาพ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ข้ามแม่น้ำโขงสู่ไทยที่จังหวัดมุกดาหาร ผ่านจังหวัดกาฬสินธุ์, ขอนแก่น, เพชรบูรณ์, พิษณุโลก สุดที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จากนั้นเข้าไปยังประเทศพม่าไปเรื่อยๆ ถึงอ่าวเมาะตะมะ ที่เมืองเมาะลำไย หรือมะละแหม่ง เป็นการเชื่อมจากทะเลจีนใต้ไปสู่อินเดีย

    เส้นทาง R9 นี้จะทำให้การขนส่งรวมถึง logistic ใน AEC จะพัฒนาอีกมาก และจากาการที่ไทยอยู่ตรงกลางภูมิภาค ทำให้เราขายสินค้าได้มากขึ้นเพราะเราจะส่งของไปท่าเรือทางฝั่งซ้ายของไทยก็ได้ ทางฝั่งขวาก็ได้ ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในไทยบริเวณดังกล่าวก็น่าจะมีราคาสูงขึ้นด้วย

    และที่พม่ายังมี โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือโครงการ “ทวาย” (ศูนย์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และยังเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ ที่ปัจจุบัน Italian-Thai Development PLC ได้รับสัมปทานในการก่อสร้างแล้ว) โครงการทวายมีเป้าหมายที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมบนพื้นที่ประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร ในภาคใต้ของพม่า ซึ่งมีโครงการก่อสร้างโรงถลุงเหล็ก โรงงานปุ๋ย โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมัน ในระยะถัดไปอีกด้วย

    ซึ่งโครงการทวาย มีที่เส้นทางสอดคล้องกับ East-West Economic Corridor จะกลายเป็นทางออกสู่ทะเลจุดใหม่ที่สำคัญมากต่ออาเซียน เพราะในอดีตทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียจำเป็นต้องใช้ท่าเรือของสิงคโปร์เท่านั้น ขณะเดียวกันโปรเจกต์ทวายนี้ยังเป็นต้นทางรับสินค้าจากฝั่งมหาสมุทรอินเดียหรือสินค้าที่มาจากฝั่งยุโรปและตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มพลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซ ซึ่งจะถูกนำเข้าและแปรรูปในโรงงานปิโตรเคมีภายในพื้นที่โปรเจกต์ทวาย เพื่อส่งผ่านไทยเข้าไปยังประเทศกลุ่มอินโดจีนเช่น ลาว กัมพูชา และไปสิ้นสุดปลายทางยังท่าเรือดานังประเทศเวียดนาม และจะถูกส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นและจีน

    ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่เราควรจะเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ที่สำคัญตอนนี้คือ ภาษาอังกฤษ อย่างน้อยๆเราก็จะได้สื่อสารกันกับ Asean ได้ เพราะหากสื่อสารไม่ได้ เรื่องอื่นก็คงยากที่จะทำ และกาคิดจะหาลูกค้าแค่ในประเทศไทยก็อาจไม่เพียงพอแล้ว เพราะธุรกิจต่างชาติก็จะมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดของเราแน่นอน เรื่อง AEC จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ธุรกิจ และคนไทยต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมให้ดี

  • อาเซียนคืออะไร และประวัติอาเซียน

    สำหรับคำว่าอาเซียน (ASEAN) นั้น ชื่อเต็มภาษาไทย คือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชื่อเต็มภาษาอังกฤษ คือ Association of South East AsianNations

    ซึ่งอาเซียนก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) ซึ่งได้มีการลงนามที่วังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ผู้ที่ร่วมลงนามก็คือ รัฐมนตรีของไทย และต่างประเทศ สมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งก่อตั้ง 5 ประเทศ คือ

    – ประเทศสิงคโปร์
    – ประเทศมาเลเซีย
    – ประเทศอินโดนีเซีย
    – ประเทศฟิลิปปินส์
    – ประเทศไทย

    ซึ่งรัฐมนตรีผู้แทนจากทั้ง 5 ประเทศ ประกอบด้วย

    – นายเอส ราชารัตนัม (รัฐมนตรีต่างประเทศสิงค์โปร์)
    – นายตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน (รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติมาเลเซีย)
    – นายอาดัม มาลิก (รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย)
    – นายนาซิโซ รามอส (รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์)
    – พันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย)

    โดยการจัดตั้งในครั้งแรกมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและร่วมมือในเรื่องสันติภาพ ความมั่นคง เศรษฐกิจ องค์ความรู้ สังคมวัฒนธรรม บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก เมื่อจัดตั้งอาเซียนขึ้นครั้งแรกแล้ว ในเวลาต่อมาได้มีประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเพิ่มเติม คือ

    – ประเทศบรูไนดารุสซาลาม เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2527
    – ประเทศเวียดนาม เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2538
    – ประเทศลาว และประเทศพม่า เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2540
    – ประเทศกัมพูชา เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2542

    ซึ่งในปัจจุบันมีสมาชิกอาเซียนรวมแล้วทั้งหมด 10 ประเทศ

    คำขวัญอาเซียน คือ หนึ่งวิสัยทัศน์, หนึ่งอัตลักษณ์, หนึ่งประชาคม (One Vision, One Identity, One Community)

    สัญลักษณ์อาเซียน

    รูปรวงข้าวสีเหลืองบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาวและสีน้ำเงิน

    -รูปรวงข้าวสีเหลือง 10 ต้น มัดรวมกันไว้ หมายถึง ประเทศสมาชิกรวมกันเพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
    -พื้นที่วงกลม สีแดง สีขาว และน้ำเงิน ซึ่งแสดงถึงความเป็นเอกภาพ
    -ตัวอักษรคำว่า “asean” สีน้ำเงิน อยู่ใต้ภาพรวงข้าวอันแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง สันติภาพ เอกภาพ และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียน

    สีน้ำเงิน  หมายถึง   สันติภาพและความมั่นคง
    สีแดง     หมายถึง   ความกล้าหาญ และความก้าวหน้า
    สีขาว      หมายถึง   ความบริสุทธิ์
    สีเหลือง  หมายถึง   ความเจริญรุ่งเรือง

    วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งอาเซียน

    วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งอาเซียน คือ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาค ธำรงไว้ซึ่ง สันติภาพเสถียรภาพ และความมั่นคงทางการเมือง สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาทางสังคม และ วัฒนธรรมการกินดีอยู่ดีของประชาชนบนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก โดยแบ่งออกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

    1. เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร
    2. เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
    3. เพื่อเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
    4. เพื่อเสริมสร้างให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
    5. เพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปแบบของการฝึกอบรมและการวิจัยและส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    6. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม
    7. เพื่อส่งเสริมความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ และองค์การระหว่างประเทศ

    อาเซียน รวมตัวกันเพื่อ ความร่วมมือกันทางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม และได้มีการพัฒนาการเรื่อยมา จนถึงขณะนี้ที่เรามีกฎบัตรอาเซียน (ธรรมนูญ อาเซียน หรือ ASEAN Charter) ซึ่งเป็นเสมือนแนวทางการดำเนินงานที่จะนำไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ

    1.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC ชื่อเต็มคือ Asean Economic Community) ดำเนินงานเเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอาเซียน
    2.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (Socio-Cultural Pillar) ดำเนินงานเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมในอาเซียน
    3.ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (Political and Security Pillar) ดำเนินงานเกี่ยวกับการเมืองและความมั่นคงในอาเซียน

    ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มีพัฒนาการไปด้วยกัน โดยเหตุที่คนส่วนใหญ่มักจะพูดถึงแต่ AEC ซึ่งก็คือด้านเศรษฐกิจหรือ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” คงเป็นเพราะว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ดูจะจับต้องได้มากกว่าเรื่องอื่นๆ  อีกทั้งในการขับเคลื่อนส่วนใหญ่แล้วที่มักจะก้าวไปเร็วกว่าส่วนอื่นๆ ก็คือภาคธุรกิจ ดังนั้นคนอาจจะรับรู้เรื่อง AEC มากกว่ามิติความร่วมมืออื่นๆ ของอาเซียน

    อย่างไรก็ดีความร่วมมือทั้ง 3 เสาหลักของอาเซียนก็มีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น เพราะการสร้างประชาคมอาเซียนย่อมหมายถึงการร่วมมือและหลอมรวมกันในทุกมิติ และแต่ละมิติก็ล้วนมีความสำคัญและส่งเสริมซึ่งกันและกัน เราคงไม่อาจผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้หากปราศจากความมั่นคงทางการเมือง หรือความเข้าใจกันของคนในอาเซียน

    ขณะนี้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เรื่องการเปิดเสรีแรงงานในอาเซียนจะทำได้อย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น แรงงานสามารถข้ามฝั่งโขงไปก็หางานทำอีกประเทศหนึ่งได้เลย ข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะการเปิดเสรีด้านแรงงานที่อาเซียนได้เจรจากันครอบคลุมเฉพาะในส่วนของแรงงานมีฝีมือ ขณะนี้อาเซียนได้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมในคุณสมบัติวิชาชีพเพียง 7 สาขา คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล นักบัญชี วิศวกร สถาปนิก และชำงสำรวจ แต่การที่แรงงานมีฝีมือใน 7 สาขาดังว่าจะเข้ามาทำงานในประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้ จะต้องทำตามขั้นตอนและกฎระเบียบภายในประเทศต่างๆ อยู่ดี เช่น หากต้องการทำงานในไทยก็ต้องผ่านการสอบใบประกอบวิชาชีพหรือผ่านขั้นตอนการประเมินตามเงื่อนไขภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยเสียก่อน

    อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแรงงานไร้ฝีมือไม่อยู่ในขอบเขตของการเปิดเสรีด้านบริการอาเซียน ดังนั้นการเปิดเสรีเป็นคนละส่วนกับปัญหาแรงงานต่างด้าวทั่วไป รวมถึงแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งในส่วนนั้นประเทศไทยได้พยายามร่วมมือกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ไขปัญหาและจัดระเบียบ

    เมื่อไม่นานมานี้มีการสอบถามความตระหนักรู้ของประชาชนใน 10 ประเทศสมาชิกเกี่ยวกับอาเซียน ปรากฏว่า ไทยอยู่ในอันดับท้ายๆ ขณะที่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน (CLMV) อย่าง ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ และเวียดนาม กลับรู้จักและเห็นความสำคัญของอาเซียนมากกว่า เพราะเขาติดตามข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทย ซื้อสินค้าไทย ดูละครไทย และเรียนรู้ภาษาไทยกันมากขึ้น คนไทยเป็นคนเก่ง มีจุดแข็งและมีความโดดเด่นหลายด้าน และไม่ได้ด้อยเรื่องความรู้ความสามารถ แต่ยังมีจุดอ่อนอันดับแรกในเรื่องของภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาทางการของอาเซียน ซึ่งต้องพัฒนาอีกมาก

    นอกจากนี้ เราต้องหันมาให้ความสนใจกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนด้วยกันเองมากขึ้น ว่าตอนนี้เขาทำอะไรกัน มีพัฒนาการในเรื่องใด มีความแข็งแกร่งและมีจุดอ่อนในเรื่องไหน เพราะเมื่อรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนใน ปี 2558 ประเทศในอาเซียนจะมีการติดต่อกันมากขึ้น

    ขณะที่องค์กรต่างๆในประเทศไทย ก็ต้องพัฒนาความรู้และติดตามข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับอาเซียนในสาขาที่เกี่ยวกับตนเอง เพื่อให้สามารถรับมือกับคู่แข่งจากอีก 9 ประเทศให้ได้ จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไทยและประเทศไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงอยากให้มองว่าปี 2558 ที่อาเซียนจะก้าวสู่การเป็นประชาคม ไม่ได้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของอาเซียน แต่เป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของอาเซียน และเราจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

  • CLMV คือกลุ่มประเทศอะไร และสินค้าอะไรที่คนไทยทำตลาดได้บ้าง

    ประเทศกลุ่ม CLMV
     

    CLMV คือประเทศ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม เป็นประเทศในกลุ่ม ASEAN ที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจโตต่อเนื่องและยังมีแร่ธาตุทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และยังมีค่าจ้างแรงงานไม่สูงนัก กลุ่มประเทศ CLMV จึงเป็นประเทศที่มีคนสนใจเข้าไปลงทุนการผลิตและการตลาด แต่เนื่องด้วย CLMV นั้นมีพรมแดนติดกับไทยทุกประเทศจึงเหมาะมากที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปลงทุนหรือหาลู่ทางทำธุรกิจ

    C คือ ประเทศกัมพูชา

    ภาพรวมของกัมพูชานั้น มีจุดเด่นที่ประชากรเพิ่มขึ้นมากทุกปี และมีกลุ่มนึงที่มีกำลังซื้อสูง และมีอุปสงค์ในการบริโภคสินค้าและบริการทุกประเภทในปริมาณสูง แต่ยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ ต้องนำเข้าหลายอย่าง ซึ่งธุรกิจที่ชาวไทยน่าเข้าไปลงทุนก็มีที่ พนมเปญ พระตะบอง เสียมเรียบ ในส่วนพนมเปญ เมืองที่มีศักยภาพในการค้าของ SMEs ไทย ได้แก่ กรุงพนมเปญ จังหวัดเสียมเรียบ และจังหวัดพระตะบอง ในส่วนของกรุงพนมเปญ สินค้าและบริการทุกอย่าง สามารถขยายตัวทั้งปัจจุบันและอนาคต จังหวัดพระตะบอง ประเภทสินค้าที่มีศักยภาพ คือ สินค้าเกษตร เครื่องจักรกลเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค บริการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ส่วนจังหวัดเสียมเรียบ ประเภทสินค้าที่มีศักยภาพ คือการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่อง และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

    ในส่วนจังหวัดพระตะบองที่มีพรมแดนติดต่อกับไทย การค้าขายชายแดนนี้ ควรวางตำแหน่งสินค้าและบริการให้มีภาพลักษณ์ด้านคุณภาพสูงกว่าสินค้าจากมาเลเซียเล็กน้อย และราคาถูกกว่าสินค้าจากเกาหลีใต้

    สรุป : ประเทศกัมพูชามีศักยภาพในด้านค่าแรงแรงานที่ยังค่อนข้างต่ำ มีการเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวสูง ได้รับสิทธิพิเศษทางด้านการค้าระหว่างประเทศมาก และยังขาดแคลนอุตสาหกรรมการผลิตทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมแต่ก็มีข้อจำกัดในด้านขนาดตลาดภายในประเทศที่มีประชากรค่อนข้างน้อย และความพร้อมของสาธารณูปโภคที่น้อย

    L คือ ประเทศลาว

    สำหรับลาว ถือว่าเป็นประเทศที่มีสังคม วัฒนธรรม ใกล้เคียงกับประเทศไทยมากที่สุดเมืองที่น่าสนใจในการค้า คือ เมืองหลวงเวียงจันทน์ แขวงหลวงพระบาง และแขวงจำปาสัก สินค้าที่มีโอกาสทำตลาด ได้แก่ ประเภทสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะ สินค้ากลุ่มทำความสะอาดผ้า กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพความงาม เครื่องประดับมีดีไซน์ ยากันยุง หรือประเภทสินค้าเกษตรและเครื่องจักรการเกษตร โดยเฉพาะเครื่องพรวนดินและกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก เครื่องจักรแปรรูปสินค้าเกษตร กลุ่มสินค้าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง กลุ่มสินค้าอะไหล่ยานยนต์และรถยนต์ โดยเฉพาะล้อแม็กซ์ ฟิล์มกรองแสง GPS เครื่องเสียง และอู่ซ่อมรถ

    ในส่วนของสินค้าบริการของไทย ที่มีศักยภาพในแต่ละเมืองเป้าหมาย พบว่าเวียงจันทร์ สินค้าบริการที่มีศักยภาพ ได้แก่ ร้านกาแฟ อู่ซ่อมรถ ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย เมืองหลวงพระบาง ได้แก่ ร้านอาหาร นวด-สปา อู่ซ่อมรถ ร้านกาแฟ แขวงจำปาสัก ได้แก่ ร้านอาหาร นวด-สปา โรงแรม อู่ซ่อมรถ โดยช่องทางการเข้าสู่ตลาดใน ลาว ส่วนใหญ่จะเป็นการ การร่วมลงทุน ส่งออกทางอ้อม และส่งออกทางตรง

    สรุป : ประเทศลาวนั้นมีศักยภาพในด้านค่าแรงแรงานที่ยังค่อนข้างต่ำ มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทั้งแร่ธาตุ พลังน้ำ และที่ดินสำหรับทำการเกษตร มีวัฒนธรรมและภาษาใกล้เคียงกับไทย และยังขาดแคลนเทคโนโลยีการผลิตผลผลิตทางการเกษตร แต่ก็มีข้อจำกัดในด้านขนาดตลาดในประเทศที่มีประชากรน้อย ความพร้อมของสาธารณูปโภค และการไม่มีพรมแดนติดทะเลจึงทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศต้องผ่านประเทศอื่น

    M คือ ประเทศพม่า

    สหภาพพม่าเป็นประเทศที่มีประชากรอยู่จำนวนมาก และยังไม่สามารถผลิตปัจจัยสี่ได้เพียงพอ สภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม การนับถือศาสนาพุทธ วิถีชีวิต ความเชื่อ คล้ายกับไทย และเป็นจุดร่วมสำคัญที่สร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าไทย ซึ่งชาวพม่ามีค่านิยมในการบริโภคสินค้าที่ยึดติดกับตราสินค้าโดยเฉพาะตราสินค้าไทย ที่ชาวพม่ารับรู้และเชื่อมั่นว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี

    เมืองที่มีศักยภาพทางการค้าสำหรับ ไทย ได้แก่ เมืองย่างกุ้ง เมืองเมียวดี และเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งโอกาสของสินค้าไทยในแต่ละเมืองเป้าหมาย พบว่า เมืองย่างกุ้ง สินค้าที่มีศักยภาพคือ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มสินค้าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง กลุ่มสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ เมืองเมียวดี ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มสินค้าเกษตรและเครื่องการเกษตร กลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ เมืองมัณฑะเลย์ สินค้าที่มีศักยภาพ ได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตรและเครื่องจักรเกษตร และกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง

    สรุป : ประเทศเมียนม่าร์มีศักยภาพในด้านกำลังแรงงานที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก มีระดับค่าแรงที่ต่ำ ทรัพยากรธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งแร่ธาตุ น้ำมัน และที่ดินสำหรับทำการเกษตร นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันในประเทศที่ไม่สูงนัก แต่ก็มีข้อจำกัดใดด้านความไม่แน่นอนทางการเมือง การส่งเสริมการลงทุน การขนส่งสินค้าผ่านแดน และความพร้อมของสาธารณูปโภค ทั้งนี้ ช่องทางการเข้าสู่ตลาดของไทย ในสหภาพพม่า ส่วนใหญ่จะเป็นการส่งออกทางตรง ส่งออกทางอ้อม และธุรกิจแบบแฟรนไชส์

    V คือ ประเทศเวียดนาม

    ประเทศเวียดนาม ที่ปัจจุบันเป็นทั้งแหล่งผลิตและแหล่งตลาดที่สำคัญใน AEC มีศักยภาพพร้อมครบถ้วน ทั้งนโยบายด้านการค้า การลงทุนที่ชัดเจนและบังคับใช้ทั่วประเทศ และสำคัญคนเวียดนามมีความรู้สึกที่ดีต่อสินค้าไทย สินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดเวียดนาม ได้แก่ อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์และอะไหล่ อุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง ธุรกิจซ่อมรถจักรยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องสำอางค์ รวมถึงการทำธุรกิจท่องเที่ยวแบบ Inbound Tourism และธุรกิจต่อเนื่อง เช่น สปา ร้านอาหาร ภัตตาคาร

    เมืองที่มีศักยภาพทางเข้าทำการค้าด้วย ได้แก่ นครโฮจิมินห์ นครเกิ่นเธอ และนครไฮฟอง โดยเฉพาะนครไฮฟอง นั้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของคนไทย คือ บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท ได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการหมู่บ้านจัดสรรสำหรับผู้มีรายได้น้อยซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 2010 แล้ว

    การเข้าตลาดของสินค้าทุกประเภทในประเทศเวียดนาม ควรเริ่มต้นด้วยวิธีการส่งสินค้า (Export) เข้าไปจำหน่ายโดยผ่านตัวแทนจำหน่ายที่มีใบอนุญาตเท่านั้น ในส่วนของธุรกิจบริการสามารถเข้าตลาดด้วยการลงทุน 100% ร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น การร่วมมือทางธุรกิจ และการเช่าสถานที่พร้อมใบอนุญาต ฯลฯ โดยต้องวางภาพลักษณ์เป็นสินค้าคุณภาพและแข่งขันในตลาดสินค้าระดับกลาง-บน ในส่วนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ควรดำเนินการในลักษณะเป็นผู้รับเหมาช่วง

    สรุป : ประเทศเวียดนามนั้นนับว่ามีศักยภาพสูงมากทั้งในด้านกำลังแรงงานที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในวัยหนุ่มสาว ค่าแรงที่ยังค่อนข้างต่ำ การพัฒนาของสาธารณูปโภคอย่างต่อเนื่อง ขนาดของตลาดภายในประเทศที่มีประชากรมากกว่าประเทศไทย ช่องทางการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ ความรุนแรงในการแข่งขันทังนี้เนื่องจากประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่มีนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • จุดแข็งและจุดอ่อนทางด้านเศรษฐกิจของประเทศในอาเซียน

    1.ประเทศสิงคโปร์

    จุดแข็ง
    • รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีสูงสุดของอาเซียน และติดอันดับ 15 ของโลก
    • การเมืองมีเสถียรภาพ
    • เป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ
    • แรงงานมีทักษะสูง
    • ชำนาญด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล และธุรกิจ
    • มีที่ตั้งเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางเดินเรือ
    จุดอ่อน
    • พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและขาดแคลนแรงงานระดับล่าง
    • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจสูง
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • พยายามขยายโครงสร้างเศรษฐกิจมายังภาคบริการมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกสินค้า
    • สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอัตรารายได้เฉลี่ยต่อหัวมากที่สุดในกลุ่มสมาชิกฯ ตอนนี้ทางสิงคโปร์กำลังเน้นการขยายระบบเศรษฐกิจมายังภาคบริการมากขึ้น และลดการพึ่งพาการส่งออกสินค้า ข้อได้เปรียบของสิงคโปร์ คือตำแหน่งที่ตั้งของประเทศ อยู่ในจุดยุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางการเดินเรือ (เอื้อต่อการขนส่ง) ศูนย์การการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงการที่แรงงานที่มีทักษะ มีการศึกษาและภาษาดี ตบท้ายด้วยการเมืองมีเสถียรภาพ และจุดอ่อนคือ เนื่องจากมีประชากรน้อยและเป็นแรงงานที่มีทักษะ สิงคโปร์จะขาดแรงงานที่เป็นแรงงานระดับล่างและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจหรือค่าครองชีพค่อนข้างสูง


    2.ประเทศอินโดนีเซีย

    จุดแข็ง
    • ขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • ตลาดขนาดใหญ่ (ประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
    • มีชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก
    • มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายและจำนวนมาก โดยเฉพาะถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ โลหะต่างๆ
    • ระบบธนาคารค่อนข้างแข็งแกร่ง
    จุดอ่อน
    • ที่ตั้งเป็นเกาะและกระจายตัว
    • สาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร โดยเฉพาะการคมนาคม และการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • การลงทุนส่วนใหญ่เน้นใช้ทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก
    • ประเด็นที่น่าสนใจคือ การลงทุนส่วนใหญ่ในประเทศนี้เน้นทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก ส่วนจุดแข็งนั้น แน่นอน เมื่อเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในประเทศสมาชิกฯ (จำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลกและอันดับหนึ่งใน ASEAN) อินโดนีเซียก็กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีจำนวนผู้บริโภค (และเป็นมุสลิม) มากที่สุด มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก และมีระบบธนาคารที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่จุดอ่อนของประเทศนี้คือการที่ประเทศเป็นหมู่เกาะ ระบบสาธารณูปโภคและการคมนาคมก็ยังต้องพัฒนาต่อไป


    3.ประเทศมาเลเซีย

    • รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน
    • มีปริมาณสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 และก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิก
    • ระบบโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร
    • แรงงานมีทักษะ
    จุดอ่อน
    • จำนวนประชากรค่อนข้างน้อย ทำให้ขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะระดับล่าง
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • ตั้งเป้าหมายเป็น “ประเทศพัฒนาแล้ว” ในปี 2563
    • ฐานการผลิตและส่งออกสินค้าสำคัญที่คล้ายคลึงกับไทย
    • มีนโยบายพัฒนาการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างจริงจัง
    • เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่อปีมากเป็นอันดับสาม รองจากสิงคโปร์และบรูไน สิ่งที่น่าสนใจสำหรับประเทศนี้คือ มาเลเซียตั้งเป้าให้ในอีก 8 ปีข้างหน้าจะกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศนี้มีฐานการผลิตและสินค้าส่งออกหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับไทย และมีนโยบายการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ข้อเด่นของมาเลเซียคือ ความได้เปรียบเรื่องพลังงาน จำนวนปริมาณน้ำมันสำรองและก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่มาก ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจร รวมไปถึงแรงงานที่มีทักษะ ส่วนจุดอ่อนก็จะคล้ายๆกับของประเทศบรูไนคือการที่จำนวนประชากรน้อยและปัญหาการขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะแรงงานระดับล่างค่ะ


    4.ประเทศบรูไน

    จุดแข็ง
    • รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีอยู่ในอันดับ 2 ของอาเซียน และอันดับ 26 ของโลก
    • การเมืองค่อนข้างมั่นคง
    • เป็นผู้ส่งออกน้ำมัน และมีปริมาณสำรองน้ำมันอันดับ 4 ของอาเซียน
    จุดอ่อน
    • ตลาดขนาดเล็ก ประชากรประมาณ 4 แสนคน
    • ขาดแคลนแรงงาน
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
    • การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศพึ่งพาสิงคโปร์เป็นหลัก
    • ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารค่อนข้างมาก
    • บรูไน ประเทศที่คนไทยหลายคนไม่ค่อยจะรู้สึกคุ้นชินมากนัก ทำให้ไม่ค่อยได้ทราบข้อมูลหรือติดตามข่าวอัพเดตต่างๆในเชิงลึก เพื่อนๆหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า บรูไนเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ (สองประเทศแรกเข้าใจว่าเพราะเป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน) ส่วนสิงคโปร์จะเป็นหลักในการส่งสินค้าระหว่างประเทศให้กับบรูไน ที่สำคัญประเทศนี้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารค่อนข้างมากเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่เป็นประเทศที่เป็นผู้ผลิต-ส่งออกน้ำมันและมีปริมาณน้ำมันสำรองรายใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน บรูไนมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีมากเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ และมีเสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคง ที่กล่าวมานี้นับเป็นจุดแข็งของบรูไน ในขณะที่เรื่องที่ถือว่าน่าจะเป็นจุดอ่อนของบรูไน คือ ขนาดตลาดของประเทศนี้ถือว่าเล็กมาก เพราะมีจำนวนประชากรอยู่แค่สี่แสนคนเท่านั้น และปัญหาขาดแคลนแรงงานที่ตามมา


    5.ประเทศฟิลิปปินส์

    • ประชากรจำนวนมากอันดับ 12 ของโลก (>100 ล้านคน)
    • แรงงานทั่วไปมีความรู้-สื่อสารภาษาอังกฤษได้
    จุดอ่อน
    • ที่ตั้งห่างไกลจากประเทศสมาชิกอาเซียน
    • ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และสวัสดิภาพทางสังคมยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • สหภาพแรงงานมีบทบาทค่อนข้างมาก และมีการเรียกร้องเพิ่มค่าแรงอยู่เสมอ
    • การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการรองรับความต้องการภายในประเทศเป็นหลัก
    • เป็นอีกประเทศที่มีลักษณะทางภูมิประเทศเป็นเกาะ แก่ง น้อยใหญ่ จุดเด่นของประเทศนี้คือสหภาพแรงงานที่มีบทบาทมาก มีการประท้วงเกี่ยวกับเรื่องค่าแรงอยู่เรื่อยๆ การลงทุนส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปทางตอบสนองความต้องการภายในประเทศ เนื่องจากฟิลิปปินส์มีจำนวนประชากรจำนวนมาก (มากกว่า 100 ล้านคน ติดอันดับที่ 12 ของโลก) ทำให้เป็นตลาดที่น่าสนใจและมีขนาดใหญ่มาก จุดแข็งอีกเรื่องของประเทศนี้คือประชากร (หรือมองอีกแง่คือแรงงาน) แทบจะทั้งประเทศสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ ที่เป็นภาษากลางของประชาคมอาเซียน (AEC) ได้ดี ส่วนจุดอ่อนของฟิลิปปินส์คือที่ตั้งของประเทศที่ค่อนข้างห่างไกลจากประเทศสมาชิกอื่นๆ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิภาพทางสังคมที่ยังต้องการการพัฒนาอยู่


    6.ประเทศเวียดนาม

    จุดแข็ง
    • ประชากรจำนวนมากอันดับ 14 ของโลก (~90 ล้านคน)
    • มีปริมาณสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิก
    • มีแนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,200 กิโลเมตร
    • การเมืองมีเสถียรภาพ
    • ค่าจ้างแรงงานเกือบต่ำสุดในอาเซียน รองจากกัมพูชา
    จุดอ่อน
    • ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร
    • ต้นทุนที่ดินและค่าเช่าสำนักงานค่อนข้างสูง
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • มีรายได้และความต้องการสูงขึ้นจากเศรษฐกิจที่โตเร็ว
    • เวียดนามเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มสมาชิก (รองจากกัมพูชา) สิ่งที่น่าจับตามองของเวียดนามคือการเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็วในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ความต้องการภายในประเทศ รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเรื่องสิทธิและเสรีต่างๆ เวียดนามมีจุดแข็งที่การเมืองที่ค่อนข้างนิ่งและมีเสถียรภาพ ประชากรจำนวนมากซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่ มีปริมาณน้ำมันสำรองมาก (อันดับ2 ของอาเซียน) และมีแนวชายฝั่งทะเลยาวมากกว่า 3,000 กิโลเมตร ส่วนเรื่องที่ยังคงต้องกังวลอยู่คือระบบสาธารณูปโภคที่ยังต้องการการพัฒนาและราคาค่าที่ดินและค่าเช่าสำนักงานซึ่งยังถือว่าสูงมากทีเดียว


    7.ประเทศกัมพูชา

    จุดแข็ง
    • มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะน้ำ ป่าไม้ และแร่ชนิดต่างๆ
    • ค่าจ้างแรงงานต่ำสุดในอาเซียน (1.6 USD/day)
    จุดอ่อน
    • ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
    • ต้นทุนสาธารณูปโภค (น้ำ ไฟฟ้า และการสื่อสาร) ค่อนข้างสูง
    • ขาดแคลนแรงงานมีทักษะ
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • ประเด็นขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาอาจบั่นทอนโอกาสการขยายการค้า-การลงทุนระหว่างกันในอนาคตได้
    • กัมพูชาเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดในอาเซียน (USD 1.6/วัน) สำหรับไทยนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่งที่อาจจะเป็นได้ทั้งการสนับสนุนและบั่นทอนโอกาสในการร่วมมือ ขยายการค้า หรือการลงทุนต่างๆ จุดแข็งของกัมพูชานอกจากเรื่องค่าแรงต่ำแล้ว ประเทศนี้ยังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น แร่ธาตุ หรือป่าไม้ ส่วนเรื่องที่ต้องพัฒนาปรับปรุงต่อไปคือ เรื่องระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังให้บริการได้ไม่ทั่วถึงและมีต้นทุนค่อนข้างสูง และการขาดแรงงานที่มีทักษะ


    8.ประเทศลาว

    จุดแข็ง
    • มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะน้ำและแร่ชนิดต่างๆ
    • การเมืองมีเสถียรภาพ
    • ค่าจ้างแรงงานค่อนข้างต่ำ (2.06 USD/day)
    จุดอ่อน
    • ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
    • พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและภูเขา การคมนาคมไม่สะดวก ไม่มีทางออกสู่ทะเล
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานน้ำ และเหมืองแร่
    • ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับลาวคือการลงทุนทางด้านสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานน้ำ และเหมืองแร่ เพราะที่ประเทศนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะ น้ำ และ แร่ธาตุค่ะ การเมืองที่นี่ก็นิ่งและมีเสถียรภาพ บวกกับค่าแรงต่อหัวที่ยังถือว่าต่ำ (USD 2.06/วัน) ส่วนเรื่องที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนหรือการติดต่อต่างๆคือประเทศลาวไม่มีทางออกที่ติดกับทะเลเลย รวมถึงภูมิประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง ซึ่งจะมีผลต่อการขนส่ง รวมถึงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังคงต้องได้รับการพัฒนาอยู่


    9.ประเทศพม่า

    จุดแข็ง
    • มีทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก
    • มีพรมแดนเชื่อมโยงจีนและอินเดีย
    • ค่าจ้างแรงงานค่อนข้างต่ำ (2.5 USD/day)
    จุดอ่อน
    • ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
    • ความไม่แน่นอนทางการเมือง และนโยบาย
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมในประเทศเชิงรุก ทั้งทางถนน รถไฟความเร็วสูง และท่าเรือ
    • พม่ากำลังทุ่มสุดตัวกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและเครือข่ายคมนาคมภายในและเชื่อมต่อภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็น รถไฟความเร็วสูง ถนนต่างๆ และท่าเรือ เพื่อรองรับความต้องการและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ถ้าพูดเรื่องค่าแรง พม่ายังจัดอยู่ในประเทศที่มีค่าแรงต่อหัวค่อนข้างต่ำ (USD2.5/วัน) แถมยังความได้เปรียบทางภูมิประเทศและเพื่อนบ้าน โดยมีพรมแดนเชื่อมโยงกับประเทศจีนและอินเดีย ส่วนเรื่องทรัพยากรธรรมชาติก็ยังมีอยู่มากมาย รวมถึงแหล่งพลังงานอย่าง ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันด้วย จุดที่ต้องระวัง ก็น่าจะเป็นเรื่องนโยบายในหลายๆด้านและความไม่แน่นอนทางการเมือง บวกกับสาธารณูปโภคที่ยังต้องพัฒนาอยู่


    10.ประเทศไทย

    จุดแข็ง
    • เป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรหลายรายการรายใหญ่ของโลก
    • ที่ตั้งเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางโครงข่ายเชื่อมโยงคมนาคมด้านต่างๆ
    • สาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วถึง
    • ระบบธนาคารค่อนข้างเข้มแข็ง
    • แรงงานจำนวนมาก
    จุดอ่อน
    • แรงงานส่วนใหญ่ยังขาดทักษะ
    • เทคโนโลยีการผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นขั้นกลาง
    ประเด็นที่น่าสนใจ
    • ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางอาเซียนในหลายด้าน อาทิ ศูนย์กลางโลจิสติกส์ และศูนย์กลางการท่องเที่ยว
    • ดำเนินงานตามแผนปรับตัวสู่ AEC ปี 53-54 ได้ 64% สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของอาเซียนที่ 53% สะท้อนการเตรียมพร้อมอย่างจริงจัง
    • ปิดท้ายด้วยไทยแลนด์ แดนสยาม ประเทศอันเป็นที่รักของเราเอง ประเทศไทยตั้งเป้าเป็น Hub หรือเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นโลจิสติกส์ หรือการท่องเที่ยว จุดแข็งของประเทศเรา คือมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วถึง ที่ตั้งและภูมิประเทศเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางคมนาคมในภูมิภาค ระบบธนาคารค่อนข้างแข็งแข็ง ขนาดของตลาดใหญ่ มีแรงงานจำนวนมาก รวมถึงการที่เป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมรายใหญ่ของโลกเลยทีเดียว แต่จุดอ่อนยังคงอยู่ที่แรงงานส่วนใหญ่ยังขาดทักษะ เทคโนโลยีในการผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นขั้นกลาง และระดับความรู้และการใช้ภาษากลาง (อังกฤษ) ที่อาจทำให้เสียเปรียบด้านการแข่งขันสำหรับแรงงานเมื่อมีการเปิดเสรีแล้ว

  • เมืองหลวงของทั้ง 10 ประเทศในอาเซียน

    เมืองหลวงของ-10-ประเทศในอาเซียน

     

    เมื่อปลายปี พ.ศ.2558 ประเทศไทยและอีก 9 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้จับมือกันก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) เพื่อสร้างประชาคมที่มีความแข็งแกร่งทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักกับเมืองหลวงของทั้ง 10 ประเทศในประชาคมอาเซียนกันก่อน

    “กรุงเทพมหานคร” ประเทศไทย

    กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย และยังเป็นเมืองที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก และเป็นที่คาดว่าจะเป็น เมืองหลวงอาเซียน อย่างไม่เป้นทางการ เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ตรงกลางของอาเซียน

    กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจและการค้า ของไทย เป็นเมืองที่มีความทันสมัยและยังรักษาอดีตอันเก่าแก่ไว้ได้ในเวลาเดียวกัน มีพื้นที่ประมาณ 1,500 ตร.กม. มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น พระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งวิมานเมฆและวัดต่างๆ รวมไปถึงห้างสรรพสินค้าอันทันสมัย ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ได้เป็นจำนวนมาก

    “เวียงจันทน์” ประเทศลาว

    ประเทศลาว ถือเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศไทยมากที่สุด ภาษาลาวมีความใกล้เคียงกับภาษาไทยมาก สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ ประเทศลาวมีพรมแดนติดต่อกับไทยทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ มีแม่น้ำโขงกั้นเขตแดน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง และไม่มีทางออกสู่ทะเล มีนครหลวงเป็นเมืองหลวงอยู่ทางตอนกลางของประเทศ จากเมืองไทยจะไปเวียงจันทน์สามารถข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ผ่านทางจังหวัดหนองคายไปได้ เมืองเวียงจันทร์มีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง เช่น ประตูชัย พระธาตุหลวง หอพระแก้ว เป็นต้น และเมืองหลวงเวียงจันทร์เป็นเมืองที่แปลกเพราะว่าเป็นเมืองหลวงที่อยู่ใกล้ชายแดนไทยมาก (ปกติเมืองหลวงจะไม่อยู่ใกล้กับชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน)

    “พนมเปญ” ประเทศกัมพูชา

    กรุงพนมเปญ เป็นเมืองหลวงของกัมพูชา ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันออก และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศกัมพูชามีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีคือปราสาทหินนครวัดและนครธมในเมืองเสียมเรียบ ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างในอารยธรรมเขมรโบราณ ส่วนในกรุงพนมเปญซึ่งเป็นเมืองหลวงนั้นเป็นศูนย์กลางการค้าและอุตสาหกรรม และยังเป็นศูนย์ราชการของประเทศ มีชื่อเสียงในฐานะที่มีสถาปัตยกรรมแบบเขมรดั้งเดิม

    “ฮานอย” ประเทศเวียดนาม

    เวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศในประชาคมอาเซียนที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มีกรุงฮานอยเป็นเมืองหลวง และยังเป็นเมืองท่องเที่ยวของเวียดนาม ฮานอยเป็นเมืองเก่าแก่อายุนับพันปี เป็นเมืองหลวงที่มีขนาดเล็กที่มีเสน่ห์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเอเชีย ตัวเมืองตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแดง มีวัดเก่าแก่และทะเลสาบงดงามหลายแห่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว

    “เนปิดอว์” ประเทศเมียนมาร์

    ประเทศเมียนมาร์ หรือพม่า มีเขตแดนติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันตก แต่เดิมเมืองหลวงของพม่าคือกรุงย่างกุ้ง แต่เมื่อปี 2549 พม่าได้ย้ายเมืองหลวงและหน่วยราชการต่างๆ มาอยู่ที่เมืองเนปิดอว์ ซึ่งอยู่ห่างจากย่างกุ้งราว 350 ก.ม. เพื่อความสะดวกในการบริหารงาน พม่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่งดงามไปด้วยศรัทธาในศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ชเวดากอง พระธาตุอินทร์แขวน หรือนครแห่งเจดีย์ที่เมืองพุกาม แม้จะถูกปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการทหารมาเป็นเวลานาน แต่ปัจจุบันพม่าเริ่มเปิดประเทศออกสู่สังคมประชาธิปไตย พม่าจึงเป็นประเทศที่น่าจับตามองมากที่สุดประเทศหนึ่ง

    “กัวลาลัมเปอร์” ประเทศมาเลเซีย

    มาเลเซียเป็นประเทศที่มีเขตติดต่อกับไทยทางด้านทิศใต้ พื้นที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือมาเลเซียตะวันตก อยู่บนคาบสมุทรมลายู และมาเลเซียตะวันออกตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว เมืองหลวงตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายูชื่อกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเป็นเมืองที่ทันสมัยและมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ กัวลาลัมเปอร์ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของมาเลเซีย เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของ “ตึกเปโตรนาส” ตึกแฝดที่เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกในช่วงเวลาหนึ่ง (ปัจจุบันเป็นตึกที่สูงที่สุดอันดับ 6 ของโลก) มีความสูงถึง 88 ชั้นหรือ 452 ม.

    “บันดาร์เสรีเบกาวัน” ประเทศบรูไนดารุสซาลาม

    ประเทศบรูไน หรือชื่อเป็นทางการว่า “เนการาบรูไนดารุสซาลาม” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะบอร์เนียว ด้านหนึ่งติดทะเลจีนใต้ ส่วนที่เหลือถูกล้อมรอบด้วยรัฐซาราวัก ของมาเลเซียตะวันออก เป็นประเทศขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียง 5,765 ตร.กม. แต่เป็นแหล่งน้ำมันดิบอันอุดมสมบูรณ์ บรูไนจึงเป็นประเทศที่ร่ำรวยจากการส่งออกน้ำมัน

    “สิงคโปร์” ประเทศสิงคโปร์

    สิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดในกลุ่มประชาคมอาเซียน มีพื้นที่เพียง 699.4 ตร.กม. หรือมีขนาดเท่าๆ กับเกาะภูเก็ต เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลย์ และมีประชากรราว 5.08 ล้านคน (2553) แต่แม้จะมีขนาดเล็กและประชากรไม่มากนัก แต่สิงคโปร์นับเป็นประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในย่านนี้

    “จาการ์ตา” ประเทศอินโดนีเซีย

    อินโดนีเซียถือเป็นประเทศที่เป็นหมู่เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 5 ล้าน ตร.กม. และมีประชากรราว 243 ล้านคน (2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นเกาะบาหลี บุโรพุทโธ ฯลฯ อินโดนีเซียมีเมืองจาการ์ตาเป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะชวา เป็นศูนย์กลางด้านการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศ

    “มะนิลา” ประเทศฟิลิปปินส์

    ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่ประกอบด้วยหมู่เกาะต่างๆ กว่า 7,000 เกาะ มี “กรุงมะนิลา” เป็นเมืองหลวง ตั้งอยู่บนเกาะลูซอนซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดและตั้งอยู่ทางเหนือสุดของฟิลิปปินส์ เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศอาณานิคมของสเปนและสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลานาน ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ ในเมืองมีโบสถ์คริสต์เก่าแก่งดงามหลายแห่ง

  • RCEP คืออะไร

    RCEP ย่อมาจาก Regional Comprehensive Economic Partnership หรือภาษาไทย คือ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคของอาเซียน”

    หมายถึงข้อริเริ่มของอาเซียนในการขยายการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยการจัดทำความตกลงการค้าเสรีร่วมกันเป็นฉบับเดียว โดยเริ่มแรกมีเป้าหมายจะจัดทำความตกลงดังกล่าวกับประเทศภาคีFTAs ปัจจุบันของอาเซียน หรือ ASEAN+6 (คือ ASEAN และ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอินเดีย) ที่สนใจเข้าร่วมก่อน ส่วนประเทศอื่นๆ จะสามารถเข้าร่วมได้ภายหลังจากที่การเจรจา RCEP เสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้อาเซียนคาดว่าจะสามารถประกาศเริ่มการเจรจา RCEP ได้ภายใน ปลายปี2555 หรือไม่เกินต้นปี2556

    ล่าสุด 22 พ.ย.2555 ผู้นำอาเซียนและผู้นำประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ประกาศเปิดการเจรจาการจัดทำความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership หรือเรียกว่า RCEP) ซึ่งถือเป็นความตกลงที่มีผลกระทบสูง (high impact) ต่อเอเชียและแปซิฟิก ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่รวมกัน 3,358 ล้านคน และมีสัดส่วนการค้าที่มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันสูงถึง 17.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดย RCEP อยู่ 5 ฉบับ กับ 6 ประเทศ ให้เป็นความตกลงการค้าเสรีร่วมกันฉบับเดียว โดยมีอาเซียนเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ครอบคลุมทุกมิติการค้า (สินค้า บริการ ลงทุน มาตรการการค้า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ) หากการเจรจาประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มเจรจาได้ในต้นปี 2556 และมีเป้าหมายเจรจาให้เสร็จในปี 2558 อันเป็นปีที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไม่เพียงแค่นั้น ไทยยังได้ประกาศความร่วมมือข้าวกับ 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ด้วย

  • GMS Economic Corridors (ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง)

    หลังจากกระแสประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เริ่มมาแรง ช่วงหลังมานี้ คนไทยอาจได้ยินชื่อ “อีสต์-เวสต์คอริดอร์ส” หรือ “นอร์ธ-เซาธ์คอริดอร์ส” บ่อยมากขึ้น

    โครงการที่มีชื่อแปะท้ายว่า “คอริดอร์ส” (corridors) เหล่านี้คือเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างเมืองสำคัญๆ ในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion) ประกอบด้วย 6 ประเทศคือ ไทย จีน (มณฑลยูนนาน) เวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า

    กลุ่มประเทศเหล่านี้มีประชากรรวมกัน 250 ล้านคน มีพื้นที่รวมกัน 2.3 ล้านตารางกิโลเมตร (เทียบได้กับยุโรปตะวันตก) มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และเป็นภูมิภาคสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ ของเอเชีย

    ชื่อเต็มๆ ของโครงการนี้คือ GMS Economic Corridors หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง” มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการค้า การลงทุน ในภูมิภาคนี้

    โครงการนี้ได้รับเงินอุดหนุนจาก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ADB (Asian Development Bank) ในการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานหลายแขนง โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมทางถนน แต่ก็รวมถึงระบบไฟฟ้า โทรคมนาคม สิ่งแวดล้อม และกฎหมาย

    โครงการเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1998 ในที่ประชุมรัฐมนตรีของประเทศลุ่มน้ำโขงที่มะนิลา และประเทศไทยได้ลงนามในกรอบความร่วมมือตั้งแต่ปี 2535

    เส้นทางคมนาคมใน GMS Economic Corridors

    ADB ได้แบ่งส่วนของเส้นทางการคมนาคมใน GMS Economic Corridors ออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ตามภูมิภาค ได้แก่

    • North-South Economic Corridor
    • East-West Economic Corridor
    • Southern Economic Corridor

    แต่ละส่วนจะมีเส้นทางย่อยๆ ของตัวเอง (ที่น่าสนใจก็คือเส้นทางเกือบทุกเส้นผ่านประเทศไทย) ซึ่งจะขอกล่าวเป็นส่วนๆ ดังนี้

    North-South Economic Corridor (NSEC)

    เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักของ GMS Economic Corridors โดยจะเน้นการเชื่อมต่อจีนตอนใต้ (มณฑลยูนนาน) เข้ากับภูมิภาคแหลมทองผ่านถนนในแนวเหนือ-ใต้

    จุดเริ่มต้นของถนนในแนวเหนือ-ใต้ คือ เมืองคุนหมิง ส่วนจุดปลายจะแยกเป็นสองสายคือประเทศไทย และประเทศเวียดนาม

    เส้นทางในกลุ่มเหนือ-ใต้ แบ่งออกเป็น 3 เส้นย่อย ดังนี้

    1. เส้นทางสายตะวันตก (Western Subcorridor) เริ่มจากคุนหมิง มายังเชียงราย และลงมาถึงกรุงเทพ โดยมีส่วนที่ผ่านลาวและพม่าเล็กน้อย
    2. เส้นทางสายกลาง (Central Subcorridor) เริ่มจากคุนหมิงแต่ไปสิ้นสุดที่ฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม โดยจะเชื่อมต่อกับทางหลวงสายเอเชีย A1 ที่วิ่งในทิศเหนือ-ใต้ของประเทศเวียดนามที่เมืองฮานอย
    3. เส้นทางสายตะวันออก (Eastern Subcorridor) เริ่มจากเมืองหนานหนิง ในมณฑลกว่างสี (Guangxi) ของประเทศจีนมายังเมืองฮานอย โดยเลือกได้ว่าจะเป็นเส้นทางเลียบชายทะเล หรือเส้นทางในทวีป

    เส้นทางสายตะวันตก (Western Subcorridor: R3)

    เส้นทางที่สำคัญคือสายตะวันตก ซึ่งเชื่อมต่อประเทศจีนตอนใต้กับกรุงเทพฯ มีรหัสว่าเส้นทาง R3 แบ่งเป็นเส้นทางย่อยทางตะวันออก (R3E) ที่ผ่านประเทศลาว และเส้นทางย่อยทางตะวันตก (R3W) ที่ผ่านพม่า

    เส้นทางสาย R3E ส่วนของกรุงเทพ-เชียงราย ยาว 830 กิโลเมตรนั้นเป็นทาง 4 เลนหมดแล้ว (ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคม เดือนธันวาคม 2010) ยังเหลือส่วนของ จ. เชียงราย ไปยัง อ. เชียงของ (ซึ่งอยู่ติดกับพรมแดน) ยาว 115 กิโลเมตร ยังเป็นเส้นทาง 2 เลนอยู่ และยังต้องสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่ อ. เชียงของ ซึ่งไทยและจีนจะร่วมสร้าง กำหนดแล้วเสร็จปี 2012

    ส่วนเส้นทางในประเทศลาว 228 กิโลเมตรนั้นเสร็จแล้ว โดยได้รับเงินอุดหนุนจาก ADB ไทยและจีน

    เส้นทาง R3W ในส่วนของประเทศไทยคือ กรุงเทพ-แม่สาย และสะพานข้ามแม่น้ำสาย เสร็จสมบูรณ์หมดแล้ว

    เส้นทาง R3 จะช่วยให้การค้าตามแนวชายแดนเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะเขต “สี่เหลี่ยมมรกต” ระหว่างไทย-ลาว-พม่า-จีน เพิ่มขึ้น

    East-West Economic Corridor (EWEC)

    เส้นทางที่สองแนวตะวันออก-ตะวันตก เป็นการ “ตัดขวาง” เชื่อมระหว่างสองมหาสมุทรคือ มหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออก และมหาสมุทรอินเดียทางตะวันตก

    เส้นทางกลุ่ม EWEC มีเส้นเดียว ไม่มีเส้นย่อย จุดเริ่มต้นคือเมืองดานังในเวียดนาม (ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญของเวียดนาม) ตัดผ่านลาวและไทย มายังเมืองเมาะละแหม่ง หรือเมาะลำไย (Mawlamyine) ในพม่า

    จุดข้ามแดนสำคัญในเส้นทาง R2 คือสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่สองที่ จ.มุกดาหาร (สร้างเสร็จแล้ว) กับสะหวันนะเขต และด่านที่ อ.แม่สอด จ.ตาก กับเมืองเมียวะดีของพม่า

    จังหวัดที่มีเส้นทาง R2 ผ่านคือ ตาก สุโขทัย พิษณุโลก อ.หล่มสัก อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร

    เส้นทาง R2 เป็นเส้นทางที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจมาก โดยจะส่งผลให้หลายจังหวัดของเวียดนามมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่า 100% ส่วนในประเทศไทยจะอยู่ในระดับ 0-50%

    ส่วนผลกระทบทางการค้า จะช่วยให้การค้าระหว่างภูมิภาคตามเส้น R2 ขยายตัวขึ้น โดยเฉพาะการค้าจากไทย-เวียดนามที่ยังไม่เยอะมาก เมื่อเทียบกับการค้าระหว่างประเทศที่อยู่ติดกัน

    Southern Economic Corridor (SEC)

    เส้นทางสายสุดท้าย เชื่อมต่อระหว่างไทย-กัมพูชา-เวียดนาม แบ่งเป็น 4 เส้นทางย่อย เรียงตามแนวบน-ล่าง

    1. เส้นทางสายกลาง (Central Subcorridor) เริ่มจากกรุงเทพ ผ่านพนมเปญ ไปยังโฮจิมิห์นซิตี้ และสุดที่เมืองหวุงเต่าหรือวังเทา (Vang Tau) ริมชายทะเลเวียดนาม
    2. เส้นทางสายเหนือ (Northern Subcorridor) เริ่มจากกรุงเทพ ไปยังอรัญประเทศ (ส่วนนี้จะเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางสายกลาง) แต่เมื่อเข้าเขตกัมพูชาแล้วจะแยกขึ้นเหนือ ผ่านเสียมเรียบ และไปสุดที่เมือง Quy Nhon ทางตอนกลางของเวียดนาม
    3. เส้นทางเลียบชายฝั่งด้านใต้ (Southern Coastal Subcorridor) เริ่มจากกรุงเทพ ผ่านทางภาคตะวันออกของไทยเลียบอ่าวไทย มาออกที่ จ.ตราด ข้ามมายังเกาะกงของกัมพูชา และไปสุดที่ปลายแหลมของเวียดนามที่เมือง Nam Can
    4. เส้นทางเชื่อมภายในทวีป (Intercorridor Link) เป็นเส้นทางแนวตั้งผ่านกัมพูชาและลาว โดยจะเชื่อมเส้นทาง 3 เส้นก่อนหน้า (และเส้นทางหลักสาย East-West) ในแนวดิ่ง

    เส้นทางที่สำคัญมี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางสายกลาง หรือ R1 (กรุงเทพ-พนมเปญ-โฮจิมินต์ซิตี้-วังเตา) และเส้นทางเลียบชายฝั่งตอนใต้ หรือ R10

    เส้นทาง R1

    สำหรับเส้นทาง R1 นั้น ส่วนของประเทศไทยและเวียดนามสมบูรณ์แล้ว แต่ส่วนของกัมพูชายังอยู่ในช่วงปรับปรุงโดยใช้เงินกู้จาก ADB

    จุดสำคัญในเส้นทาง R1 คือสะพาน Neak Loeung ทางตอนใต้ของกัมพูชา ซึ่งใช้เงินกู้ของประเทศญี่ปุ่น และจะแล้วเสร็จในปี 2015

    เส้นทาง R10

    เส้นทางเลียบชายทะเล R10 ยังเหลือส่วนของประเทศกัมพูชาที่ต้องการปรับปรุงอยู่เช่นกัน

    เส้นทางสาย R10 มีความยาวทั้งหมด 970 กิโลเมตร มีความสำคัญต่อธุรกิจการประมง พลังงาน และอุตสาหกรรมเบา แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2553

  • สินค้าขายดีในอาเซียน มีอะไรบ้าง

    ดังที่ทราบกันดีว่า จุดมุ่งหมายหลักของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนคือการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว เปิดให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าบริการ การลงทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน ประกอบด้วย นักธุรกิจทั้งในกิจการขนาดใหญ่และขนาดเล็ก จะมีตลาดค้าขายใหญ่ขึ้น จากเคยขายให้กับคนไทย65 ล้านคน จะเพิ่มเป็น 590 ล้านคน ในขณะที่ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากโอกาสในการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่หลากหลายและมีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสมรวมถึงการได้รับความคุ้มครองการบริโภคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าบริการข้ามพรมแดน จากความร่วมมือของหน่วยงานที่รับผิดชอบในอาเซียน

    แน่นอนว่า สิ่งที่หลายคนอยากรู้คือ ปัจจุบันประเทศไทยส่งสินค้าไปขายในกลุ่มประเทศอาเซียนมากน้อยแค่ไหน สินค้าอะไรขายดีที่สุด? สินค้าไทยที่ขายดีในอาเซียน 10 อันดับแรกได้แก่

    1.น้ำมันสำเร็จรูป
    2.รถยนต์และอุปกรณ์ส่วนประกอบ
    3.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
    4.น้ำตาลทราย
    5.เคมีภัณฑ์
    6.เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ
    7.เม็ดพลาสติก
    8.เหล็ก
    9.แผงวงจรไฟฟ้า
    10.ยางพารา

    ส่วนสินค้าที่มีแนวโน้มการขยายตัวดี ได้แก่

    1.เครื่องดื่ม
    2.เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ
    3.เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว
    4.ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง

  • เจาะลึกการทำธุรกิจที่แขวงจำปาสัก ประเทศลาว

    สำหรับบทความนี้ก็จะมาเจาะลึกการทำธุรกิจที่แขวงจำปาสัก ประเทศลาว ว่ามีอะไรอย่างไรบ้าง เหมาะสำหรับท่านที่สนใจการทำธุรกิจที่ประเทศลาว โดยเฉพาะเจาะลึกที่แขวงจำปาสักนี้ เชิญอ่านกันได้เลยครับ

    ด้านสภาพทั่วๆ ไป

    – ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของแขวงจำปาสัก เป็นจุดเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมทางบกระหว่างไทย-ลาว-กัมพูชา ตามเส้นทางจังหวัดอุบลราชธานี-จำปาสัก-อัตตะปือ-สตรึงเตรง(กัมพูชา) และจุดเชื่อมต่อไทย-ลาว-เวียดนามโดยเชื่อมต่อไทย กับ ทะเลจีนใต้ ตามเส้นทางอุบลราชธานี-จำปาสัก-ดานัง-เว้ หรือ เชื่อมต่อไทยไปยังปากแม่น้ำโขง ตามเส้นทางอุบลราชธานี-จำปาสัก-โฮจิมินห์-คุชิ-วุงเตา (เวียดนาม)
    – แขวงจำปาสัก มีทั้งหมด 10 เมือง คือ เมืองปากเซ เมืองชนะสมบูรณ์ เมืองบาเจียงเจริญสุข เมืองปากช่อง เมืองปทุมพร เมืองโพนทอง เมืองจำปาศักดิ์ เมืองสุขุมา เมืองมูลปาโมกข์ เมืองโขง
    – แขวงจำปาสักเป็นจุดเชื่อมเครือข่ายคมนาคมทางบกระหว่างประเทศให้กับแขวงอื่นๆ ภายในประเทศ โดยเฉพาะแขวงที่ไม่มีด่านพรมแดน ได้แก่ แขวงสาละวัน เซกอง และอัตตะปือ ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางจากจังหวัดอุบลราชธานี ไปยังตอนใต้ของประเทศลาวจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรที่ด่านช่องเม็ก-วังเต่า รวมทั้งสินค้านำเข้าและส่งออกระหว่างไทยกับลาว
    – การเดินทางทางอากาศสะดวก ตอนนี้มีสนามบินนานาชาติ 1 แห่ง คือ สนามบินปากเซ ซึ่งสามารถบินจากกรุงเทพไปปากเซในแขวงจำปาสักได้เลย และยังมีบินอีกจากหลายจังหวัดในไทยที่ไปปากเซ

    ด้านธุรกิจการลงทุน

    – แขวงจำปาสักมีศักยภาพที่จะพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และมีภูมิอากาศที่พอเหมาะกับการผลิตพืชผลทางเกษตรสำหรับการบริโภคในประเทศ และการส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ข้าว เมล็ดกาแฟ ผักผลไม้ และพืชไร่ต่างๆ โดยเฉพาะเมืองปากช่อง ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบสูง มีสภาพอากาศเย็นตลอดทั้งปี และมีฝนตกชุก เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก นอกจากนั้นแขวงจำปาสักมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจ เช่น น้ำตกคอนพะเพ็ง (อยู่ในเชียงของ ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีขนาดยาวที่สุดในโลก ถึง 10.7 กิโลเมตร) น้ำตกหลี่ผี น้ำตกดอนเฮือง และประสาทหินวัดพู เป็นต้น
    – แขวงจำปาสักเป็น 1 ใน 4 แขวงของประเทศลาว ที่เจ้าแขวงมีอำนาจอนุมัติโครงการลงทุนได้เอง หากมูลค่าโครงการไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้พื้นที่ไม่เกิน 100 เฮกตาร์
    – จำปาสักในลาวเมืองตอนใต้ที่เชื่อมต่อไปยัง 3 ประเทศเพื่อนบ้าน คือ ไทย กัมพูชา และเวียดนาม เมืองมีความเป็นธรรมชาติ น่าท่องเที่ยว และเหมาะแก่การทำเกษตร ทั้ง สับปะรด กาแฟ
    – แขวงจำปาสักมีการเติบโตรายได้ต่อหัวของประชากร มูลค่า 1,034 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในปี พ.ศ. 2558 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,514 ดอลลาร์ต่อคนต่อปีใน พ.ศ. 2561 ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจดี ประชากรมีรายได้สูงกว่าเมืองหลวงเวียงจันทน์ ที่มีรายได้ต่อหัวเพียง 835 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี
    – เช่นเดียวกันกับ GDP สูงถึงปีละ 8% ในปี พ.ศ. 2552 ทำให้กลายเป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุนหลายโครงการจากต่างชาติ อีกทั้งกฎหมายยังเปิดกว้างรับเงินลงทุนต่างชาติ ที่สำคัญยังมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ แม้จะยังมีปัญหาทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยังรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ทัน แต่กระนั้นกลับกลายเป็นโอกาสทองในการเปิดรับทุนจากต่างประเทศ โดยอุตสาหกรรมที่เป็นโอกาส คือ อุตสาหกรรมการเกษตร เช่น กาแฟ ชา ถั่วเหลือง และหวาย รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร
    – แขวงจำปาสักเป็นแหล่งแร่บอกไซต์ขนาดใหญ่ติดอันดับโลก และสถานการณ์จะเปลี่ยนไปมาก หากสำรวจพบก๊าซ และน้ำมันดิบในปริมาณมากพอที่จะผลิตขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ ในแขวงนี้ยังมีเขื่อนผลิตไฟฟ้าอีกหลายแห่ง รวมทั้งเขื่อนกั้นลำน้ำโขงที่ชายแดนไทย 2 แห่ง
    – มีตลาด 25 แห่ง เป็นระดับแขวง 4 แห่ง เมือง 8 แห่ง และหมู่บ้าน 13 แห่ง
    – แขวงจำปาสักตอนนี้กำลังเร่งก่อสร้างปรับปรุงถนน อาคาร ร้านค้า มีรถบรรทุกขนส่งวัสดุก่อสร้าง เหล็กเส้น น้ำมันเชื้อเพลิง และสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยวิ่งกันขวักไขว่ และยังมีโรงแรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลายแห่งรองรับคนไทย และเวียดนามที่เดินทางเข้ามาไม่ขาดสาย
    – ที่ดินผืนใหญ่ในลาว เริ่มหายากขึ้นทุกทีสำหรับโครงการขนาดใหญ่ แต่แขวงจำปาสักกำลังหยิบยื่นโอกาสสำคัญนี้แก่นักลงทุน
    – แขวงจำปาสักยังรวมอยู่ในแผนพัฒนาสามเหลี่ยมมรกต (Emerald Triangle) ระหว่างลาว เวียดนามและกัมพูชาที่ได้รับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น เกาหลี และธนาคารพัฒนาเอเชีย เพื่อให้เขตรอยต่อ 3 ประเทศ กลายเป็นทั้งแหล่งผลิตอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
    – นอกจากนี้รัฐบาลลาวยังเปิดกว้างการลงทุน ด้านการผลิตแปรรูปสินค้าเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน ท่องเที่ยวและบริการ อุตสาหกรรม โลจิสติกส์ รวมถึงการพัฒนาคน

    เมืองสำคัญของแขวงจำปาสัก

    เมืองปากเซ

    เมืองปากเซ เป็นเมืองเอกของแขวงจำปาศักดิ์ และถือเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของลาวตอนใต้ ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง มีประชากรประมาณ 70,000 คน เป็นเมืองที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ประเพณีและวัฒนธรรม ทั้งชาวลาว ชาวจีน และชาวเวียดนาม บรรยากาศทั่วไปเงียบสงบเป็นธรรมชาติ ชาวบ้านมีวิถีชีวิตเรียบง่าย และสนามบินของแขวงจำปาสักก็ได้ตั้งอยู่ที่เมืองปากเซอีกด้วย

    เมืองจำปาศักดิ์

    เมืองจำปาศักดิ์ เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรจำปาสัก และเคยเป็นเมืองเอกของแขวงจำปาสัก ตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ภายหลังการยึดครองของฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2448 เมืองจำปาสักได้ถูกลดความสำคัญลงกลายมาเป็นเมืองบริวารของแขวง โดยย้ายเมืองเอกไปยังเมืองปากเซอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ห่างจากเมืองจำปาสักไปทางทิศเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร

    ด่านพรมแดนที่สำคัญของแขวงจำปาสัก

    – ด่านพรมแดนวังเต่า ติดต่อกับประเทศไทยที่ด่านพรมแดนช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีประมาณ 90 กิโลเมตร
    – ด่านพรมแดนเวินคาม ติดต่อกับประเทศกัมพูชาทางเรือโดยสารตามแม่น้ำโขงไปยังเมืองสตึงแตรง
    – ด่านพรมแดนดงกระลอ ติดต่อกับประเทศกัมพูชาที่ด่านดงกะลอ จังหวัดสตึงแตรง โดยทางหลวงหมายเลข 13 (ใต้) ของลาวเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 7 ของกัมพูชา

    การเดินทางจากพรมแดนไทย

    จากด่านพรมแดนช่องเม็ก สามารถเดินทางผ่านด่านพรมแดนวังเต่าเข้าสู่ประเทศลาว จากนั้นมาตามทางหลวงหมายเลข 16 ซึ่งเป็นถนนลาดยาง ระยะประมาณ 42 กิโลเมตร ข้ามแม่น้ำโขงที่สะพานลาว-ญี่ปุ่น ความยาว 1,380 เมตร เข้าสู่เมืองปากเซ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยสามารถใช้บริการรถโดยสารจากชายแดนไทยที่สถานีขนส่งลาว ห่างจากด่านตรวจคนเข้าเมืองลาวประมาณ 300 เมตร มีทั้งรถโดยสารประจำทาง และรถสองแถววันละหลายเที่ยว (แต่ถ้ามีประมาณ 3-4 คน แนะนำให้ใช้บริการรถยนต์รับจ้าง จะสะดวกและเร็วกว่า) นอกจากนี้ทั้งประเทศลาวและไทยได้ร่วมมือกันจัดเดินรถโดยสารประจำทางระหว่างประเทศ จากตัวเมืองอุบลราชธานี-ปากเซ

  • แหล่งการค้าที่สำคัญในนครหลวงเวียงจันทน์

    แหล่งการค้าที่สำคัญในนครหลวงเวียงจันทน์ (Vientiane Capital) ที่เป็นแหล่งกระจายสินค้าของไทยและต่างชาติ มีดังต่อไปนี้

    ตลาดเช้า

    อยู่ที่มุมถนนล้านช้างตัดกับคูเวียง อยู่ติดกับสถานีจอดรถโดยสาร ของนครเวียงจันทร์ เป็นตลาดหลัก และศูนย์กลางของการค้าขาย เป็นตลาดช้อปปิ้งที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นที่นัดพบปะของผู้คนในนครเวียงจันทน์ เปิดบริการตลอดตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น

    สำหรับตัวตลาดเก่า มีลักษณะเหมือนศาลาวัดขนาดใหญ่มีสองชั้น ปัจจุบันมีการก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม แต่ยังคงไว้ซึ่งตัวหลังคา เป็นเอกลักษณ์ของตลาดเช้า ในรูปแบบของห้างสรรพสินค้าทันสมัย ซึ่งจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองและสินค้าจากต่างประเทศ เช่น เครื่องมุกจากเวียดนาม นาฬิกาจากรัสเซีย ของใช้เบ็ดเตล็ดจากจีน เครื่องแก้วจากเชกโกสโลวาเกีย มีพื้นที่ขายเครื่องเงินเครื่องทองจำนวนมาก อาคารใหม่ของตลาดแห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของสาขาธนาคารต่างๆ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าขายทองคำ เครื่องเงิน และมีลานจัดกิจกรรมในโอกาสเทศกาลต่างๆ อีกด้วย

    โดยสินค้าส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากประเทศไทย และจากประเทศจีน โดยเฉพาะสินค้าวประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า ไอทีและมือถือ นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่นำเข้าจากเวียดนาม มีให้เห็นบ้างประปราย

    ตลาดคัวดิน (Kua Din Market)

    ตั้งอยู่ที่ถนนคัวดิน เป็นตลาดที่อยู่ด้านหลังตลาดเช้า ติดกับสถานีขนส่งโดยสาร เป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ เป็นแหล่งขายส่งสินค้าประเภท เสื้อผ้า ผ้าทอพื้นเมือง จำนวนมาก มองดูคล้ายตลาดโบ้เบ้ ของไทย นอกจากนี้ ก็ยังเป็นแหล่งขายพืชผัก และอาหารสด ป้อนให้กับผู้บริโภค ประชาชนภายในนครหลวงเวียงจันทน์ โดยเฉพาะในยามเช้าของตลาดแห่งนี้ และที่น่าสนใจคือ จากการสอบถามราคาสินค้าภายในตลาดคัวดิน แห่งนี้ถือได้ว่าราคาค่อนข้างถูก

    ตลาดทุ่งขันคำ (Tung Khun Kham Market)

    ตั้งบนถนนดงเมือง ติดกับถนนทุ่งขันคำ เป็นอาคารเปิดโล่งชั้นเดียว หลายอาคารติดต่อกัน มีบริเวณขายอาหารสด เป็นแผงแบบตลาดทั่วไป สินค้าประเภทอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และอีกส่วนจะเป็นสินค้าเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านเครื่องสังฆภัณฑ์ มีอยู่หลายร้าน มีทั้งขายปลีกและขายส่ง โดยสินค้าก็ส่วนใหญ่ผลิตจากประเทศไทย ตามด้วยสินค้าจีน และเวียดนาม

    ตลาดจีน (Chinese Market)

    ตลาดจีนเป็นอาคารหลังใหญ่ ล้อมรอบด้วยอาคารพาณิชย์ ที่มีสินค้าจากจีนมาขายเป็นจำนวนมาก หลากหลายชนิด ทั้งมี สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเลียนแบบ สินค้าแบรนด์แนมที่มีชื่อเสียง เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องมือและเครื่องจักรขนาดเล็ก สำหรับงานช่าง ที่นี่เป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกช้อปปิ้งสินค้าราคาถูก ซึ่งจากการสำรวจพบว่า พ่อค้า แม่ค้า ที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีน แต่บางร้านจะจ้างพนักงานชาวลาว เป็นคนขายหน้าร้าน โดยส่วนใหญ่สินค้าที่นี่มาจากประเทศจีน

    ศูนย์การค้าสากลซังเจียง (Sanjiang Shopping Mall)

    ตั้งอยู่บนถนน T-2 เป็นแหล่งรวบรวมสินค้านำเข้ามาจากประเทศจีนมีหลากหลายมากในพื้นที่อันกว้างใหญ่ สถานที่จอดรถขนาดใหญ่ เป็นศูนย์การค้าของสินค้าจีน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า, กระเป๋า, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องเสียง ของที่ระลึก เสื้อผ้า ผ้าม่าน นอกจากนี้ยังมีอาคารพาณิชย์ สำหรับขายเครื่องมือเครื่องจักร และโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงอาหาร เรียกได้ว่าเป็นศูนย์การค้า china town ของลาวอีกแห่งหนึ่ง เพราะมีชาวจีนเป็นเจ้าของกิจการ และจ้างลูกจ้างชาวลาวในการขายสินค้า ให้แก่นักท่องเที่ยวและประชาชนชาวลาว

  • เทคนิคการเจรจาธุรกิจกับชาวจีน

    การเจรจาทางธุรกิจนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่จะทำให้การตกลงทางธุรกิจประสบความสำเร็จ และการเจรจาธุรกิจกับนักธุรกิจประเทศต่างๆ ก็มีความแตกต่างกัน ตามวัฒนธรรมในประเทศนั้นๆ สำหรับบทความนี้ก็จะมาแนะนำเทคนิคการเจรจาธุรกิจกับชาวจีน ว่ามีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หลายอย่างที่นักธุรกิจไทยจะต้องศึกษาไว้ เพื่อการเจรจราธุรกิจที่ราบรื่น และประสบความสำเร็จกับนักธุรกิจชาวจีน

    คนกลางแนะนำมารู้จัก

    คนจีนไม่ชอบทำธุรกิจกับคนแปลกหน้า ดังนั้นการที่มีคนกลางที่เป็นที่รู้จักทั้งสองฝ่าย เป็นผู้แนะนำให้รู้จักซึ่งกันและกันจะเป็นประโยชน์มาก คนกลางเปรียบเสมือนเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายให้ทพความรู้จักสนิทกันเร็วขึ้น ถ้าคนกลางเป็นคนไทยก้จะดีมาก เพราะจะได้แนะนำมารยาททางการเจรจาธุรกิจกับชาวจีนให้เราได้ทราบ ทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น

    จ้างล่ามดีกว่า ถ้าไม่เชี่ยวชาญภาษาจีน

    คนจีนส่วนใหญ่มักจะใช้ภาษาจีนในการเจรจาแทนภาษาอังกฤษ ดังนั้นเราจำเป็นที่ต้องจ้างล่ามคนไทยที่พูดภาษาจีน และควรเลือกล่ามที่มีประสบการณ์ในการเจรจาทางธุรกิจ และเข้าใจวัฒนธรรมจีนอย่างถ่องแท้ ล่ามที่มีประสบการณ์เจรจาธุรกิจจะมีส่วนช่วยในการเจรจาให้ประสบความสำเร็จได้ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับนักธุรกิจจีนรุ่นใหม่ ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศก็มีมาก และกลับมาสืบทอดธุรกิจของพ่อแม่ ในกลุ่มนี้จะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว

    สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

    การให้เกียรติอีกฝ่ายซึ่งจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ซึ่งการทำให้อีกฝ่ายได้หน้าถือเป็นการให้เกียรติทางหนึ่ง จะส่งผลให้บรรยากาศในการเจรจาราบรื่น และสะท้อนถึงมิตรภาพ เช่น การชมข้อดีของอีกฝ่าย อาจจะเป็นความสามารถ การศึกษา บุคคลิกภาพ หรือรูปร่างหน้าตา ส่วนการทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า เช่น ไม่ทำการนัดหมายล่วงหน้าก่อนพบปะกัน หรือไปถึงสถานที่นัดหมายช้ากว่ากำหนดโดยไม่แจ้ง หรือแสดงความคิดเห็นที่ตรงเกินไป หรือปฏิเสธคำเชิญร่วมรับประทานอาหาร เหล่านี้อาจทำให้เสียโอกาสทางการค้าได้

    ตำแหน่งของผุ้เจรจาต้องเท่ากัน

    คนจีนให้ความสำคัญกับเรื่องลำดับชั้นตำแหน่ง หรือความอาวุโสมาก การติดต่อเจรจาธุรกิจควรส่งตัวแทนที่มีตำแหน่งในระดับเดียวกับผู้ที่จะไปเจรจาด้วย การส่งคนตำแหน่งต่ำกว่าไปเจรจาแสดงถึงการไม่ให้เกียรติ อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น ผู้ใหญ่ติดภารกิจเร่งด่วน ควรขอเลื่อนนัด และแสดงความขอโทษ หรือขอนัดกับผู้ที่มีตำแหน่งรองลงมา ที่ตำแหน่งเทียบเท่ากับฝ่ายเรา

    เรียกชื่อคู่สนทนาอย่างให้เกียรติ

    การเรียกชื่อคนจีน ควรนำหน้าด้วย “Mister หรือ Miss แล้วตามด้วยนามสกุล บางครั้งอาจจะเรียกเพียงตำแหน่งเท่านั้นก็ได้ และยิ่งเรียกเป็นภาษาจีน สำเนียงจีน ได้อย่างถูกต้อง จะยิ่งกระชับความสัมพันธ์ขึ้นอีกระดับ เนื่องจากถือเป็นการให้เกียรติคู่สนทนา บางครั้งการเรียกชื่อคนจีนแบบสำนวนไทย อาจจะทำให้คู่สนทนาดูตลกได้ หรือบางครั้งคู่สนทนาอาจไม่มีตำแหน่งในองค์กร หรือปลดเกษียณแล้ว แต่ถ้าทางบริษัทคู่ค้าได้เชิญเข้ามาร่วมเจรจาด้วย แสดงว่าเขาให้เกียรติ และรับฟังความคิดเห็นของผู้นั้น หรือแสดงว่าผู้นั้นยังมีความสัมพันธ์กับองค์กรอยู่ นั่นเพราะชาวจีนจะให้เกียรติผู้อาวุโสเป็นสำคัญ นอกจากนี้การเรียกคู่สนทนาด้วยตำแหน่งที่สูงกว่าก็ถือเป็นการให้เกียรติอีกวิธีหนึ่ง เช่น ถ้ารองผู้จัดการมาต้อนรับแทนผู้จัดการ ก็ให้เรียกเขาว่า “Manager” เฉยๆ หรือจะเรียก Manager แล้วตามด้วยนามสกุลก็ได้ เวลาเรียกผู้จัการตัวจริงก็เรียก Manager แล้วตามด้วยนามสกุลเช่นกัน

    วิธีการแลกนามบัตรกับนักธุรกิจจีน

    การแลกเปลี่ยนนามบัตรกันนั้นนับเป็นโอกาสดีในการสร้างความประทับใจ เพราะการให้และรับนามบัตรตามธรรมเนียมจีน มีความละเอียดอ่อนเรื่องกิริยาและท่าที ส่วนชาวไทยนิยมยื่นนามบัตรให้โดยใช้มือเดียวเพราะมองว่าเป็นเพียงกระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นหนึ่ง แต่สำหรับชาวจีนแล้ว เราต้องรับนามบัตรด้วยสองมือ เช่นเดียวกับเวลายื่นนามบัตร โดยหันชื่อตนเองออกไปเพื่อให้ผู้รับอ่านได้ พร้อมกับก้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย และก่อนจะเก็บนามบัตรก็ต้องแสดงความใส่ใจด้วยการพิจารณาข้อมูลบนนามบัตร ถือไว้สักครู่ จากนั้นพูดว่า “ยินดีที่ได้รู้จักท่าน” (ถ้าพูดเป็นภาษาจีนได้ก็จะยิ่งดี อาจจะฝึกไว้บ้าง) รวมทั้งจับมือ และสบตาคู่เจรจาด้วย ถ้าเป็นการประชุมเจรจาธุรกิจหลายคน ต้องวางเรียงนามบัตรที่ได้รับทั้งหมดไว้บนโต๊ะ เพื่อที่จะได้เรียกชื่อกับตำแหน่งของแต่ละคนได้อย่างถูกต้อง

    เตรียมประเด็นหารือให้พร้อม

    นักธุรกิจไทยควรแจ้งประเด็นหารือให้กับอีกฝ่ายทราบล่วงหน้า เพื่อการเตรียมตัวของทั้งสองฝ่าย ส่วนการหยิบยกประเด็นนอกเหนือจากที่ได้แจ้งไว้อาจนำไปสู่การเสียหน้าของอีกฝ่าย นอกจากจะกระทบความสัมพันธ์แล้ว ยังอาจทำให้อีกฝ่ายมีข้ออ้างที่จะหลีกเลี่ยงการเจรจาด้วยเหตุผลว่า ไม่ได้เตรียมข้อมูลหัวข้อนั้นๆ ไว้ การนำเสนอควรเริ่มจากการพูดถึงภาพรวม ก่อนจะไปยังประเด็นที่เล็กลง การมีข้อมูลเชิงตัวเลขไปด้วย จะช่วยให้นักธุรกิจจีนเข้าใจภาพรวมได้ง่ายขึ้น

    มารยาทบนโต๊ะอาหาร

    นักธุรกิจจีนมักใช้การรับประทานอาหารร่วมกันเป็นเวทีเจรจาธุรกิจ โดยวัฒนธรรมบนโต๊ะอาหารนั้นมีความละเอียดอ่อน และธรรมเนียมปฏิบัติค่อนข้างมาก แต่นักธุรกิจไทยมักแสดงความเป็นกันเองมากเกินไป บางครั้งก็พูดคุยเรื่องสัพเพเหระชวนขำขันเกินพอดี หรือนั่งหารือกันเองของฝ่ายตนมากจนเกินไป สิ่งเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะฝ่ายนักธุรกิจจีนจะเตรียมประเด็นมาเพื่อยื่นเสนอไว้เรียบร้อยแล้ว โดยให้ประธานเป็นผู้กล่าว และเขาก็คาดหวังว่าประธานฝ่ายไทยจะเป็นผู้กล่าวถึงข้อเสนอเช่นกัน ต่างจากฝ่ายไทยที่ชอบให้ผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละคนพูด ส่งผลให้หาข้อสรุปได้ยาก ฉะนั้นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องศึกษาไว้นะครับ

    การทำสัญญา

    สำหรับการทำสัญญาธุรกิจ จำเป็นจะต้องอาศัยนักกฎหมายท้องถิ่น ที่มีความรู้ความเข้าใจกฎหมายท้องถิ่นเป็นอย่างดี เพราะสามารถแนะนำลู่ทางต่างๆ ได้ดี และหลังจากตกลงที่จะทำสัญญากันแล้ว ในการลงนามสัญญาต่างๆ ถ้าเป็นไปได้ให้เชิญผู้ใหญ่ เช่น เจ้าหน้าที่จากสถานทูตไทยที่จีนมาเป็นสักขีพยาน เพื่อร่วมรับรู้สัญญากฎหมาย

    พบปะกัน ไม่ไปมือเปล่า

    พยายามไปมาหาสู่กับบริษัทที่ติดต่อด้วยอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากชาวจีนชอบพบปะพูดคุย สังสรรค์ และควรจะมีของกำนัลหรือของชำร่วยต่าง ๆ เพราะรากฐานวัฒนธรรมอันยาวนาน การไปพบปะกับแขกบ้านแขกเมืองต้องมีของชำร่วยไปมอบให้ทุกครั้งเพื่อเป็นการให้เกียรติ แสดงน้ำใจ แสดงความเคารพ และเป็นหน้าเป็นตา จะไม่ไปมือเปล่าเมื่อการเจรจาธุรกิจเพียงอย่างเดียว

    สรุป

    หากขาดความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่างระหว่างไทยกับจีน ก็จะทำให้การทำการค้ากับจีนก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว นักธุรกิจชาวไทยจึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องภาษา วิถีชีวิต และธรรมเนียมปฏิบัติเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ เพื่อให้การเจรจาทางธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

error: Content is protected !!