Author: admin

  • สูตรวิธีทำขนมกล้วย พร้อมคำแนะนำในการขายขนมกล้วย

    ขนมกล้วย
     

    สูตรวิธีการทำขนมกล้วย สูตรที่ 1 (สูตรดั้งเดิม)

    ส่วนผสมขนมกล้วย (สูตรดั้งเดิม)

    – กล้วยน้ำหว้าขาวสุกงอม 1 หวี
    – แป้งมันสำปะหลัง ครึ่งถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
    – หัวกะทิคั้นสด 1 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด 10 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 ถ้วยตวง

    อุปกรณ์ที่ใช้นึ่งขนมกล้วย

    – กระทงใบเล็กๆ ที่ทำจากใบตอง
    – อุปกรณ์ถ้วยตะไลสำหรับนึ่งขนม เช่น ถ้วยแก้ว ถ้วยสแตนเลส หรือถาดนึ่งขนมทรงสี่เหลี่ยม กสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ

    วิธีการทำขนมกล้วย (สูตรดั้งเดิม)

    – สำหรับขั้นตอนแรกของการทำขนมกล้วย หัวใจสำคัญก็คือการเลือกกล้วย โดยเราเลือกใช้กล้วยน้ำหว้าขาว ที่สุกงอมได้ที่ แล้วนำมาปอกเปลือกออกให้หมดเกลี้ยงทั้งหวี
    – นำกล้วยที่ปอกสะอาดเรียบร้อยแล้ว มาทำการบดให้ละเอียด ซึ่งจะใช้ไม้บด หรือจะสวมถุงมือแล้วนวดขยำๆ จนกล้วยมีเนื้อที่ละเอียด
    – เตรียมภาชนะใบใหญ่ เช่น ชามใบใหญ่ โถผสมอาหาร หรือหม้อใบใหญ่ เพื่อจะผสมส่วนผสมต่างๆ ของขนมกล้วยให้เข้ากัน
    – เริ่มจากนำกล้วยที่บดหรือนวดจนละเอียดและมีเนื้อเนียนแล้ว ใส่ลงไปในภาชนะ
    – ตามด้วยแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง น้ำตาลทราย และเกลือป่น ส่วนผสมที่เป็นของแห้งนั้น ใส่ลงไปจนหมด
    – สวมถุงมือทำอาหาร แล้วนวดส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน จนได้เนื้อเนียนเข้มข้น หรือนวดจนน้ำตาลทรายละลายทั้งหมด
    – เมื่อนวดส่วนผสมแห้งเข้ากันได้ที่ ให้ทยอยใส่หัวกะทิคั้นสด ซึ่งใช้มะพร้าวขูดมานวดกับน้ำอุ่น แล้วคั้นจนได้หัวกระทิเข้มข้นจำนวน 1 ถ้วยตวง
    – เทหัวกะทิทีละน้อย แล้วนวดให้เข้ากับเนื้อกล้วยและแป้งที่ผสมลงไป หากส่วนผสมมีความเข้มข้นจนเกินไป ให้เติมน้ำเปล่าสะอาดลงไปด้วย แล้วนวดต่อจนได้เนื้อขนมที่เนียน
    – จากนั้นให้พักส่วนผสมทุกอย่างไว้ประมาณ 30 นาที รอให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน ระหว่างนี้เราจะเตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการนึ่ง
    – เมื่อพักส่วนผสมของขนมกล้วยจนได้ที่ ตามเวลาที่กำหนดแล้ว ให้ตักขนมใส่ถ้วยตะไล หรือกระทง แล้วเรียงรอไว้ในลังถึง
    – นำชุดนึ่งขนม ตั้งบนไฟแรง รอจนน้ำในหม้อนึ่งเดือดจัด จึงนำลังถึงที่มีขนมกล้วยเรียงอยู่ ขึ้นตั้งบนหม้อได้ทันที แล้วรีบปิดฝาหม้อนึ่ง
    – จับเวลาในการนึ่งขนมกล้วยประมาณ 20-30 นาที
    – ทำการปิดไฟ แล้วเปิดฝาครอบหม้อนึ่งออก นำมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย โดยใช้กระต่ายมือขูด เพื่อให้ได้เส้นมะพร้าวขูดที่เรียวยาว เป็นริ้วดูน่ารับประทาน นำเกลือป่นเล็กน้อย เท่าหยิบมือใส่คลุกในเนื้อมะพร้าวให้เข้ากัน
    – โรยมะพร้าวลงบนหน้าขนมกล้วย แล้วยกลังถึงออกจากหม้อ พักไว้รอให้ขนมกล้วยเย็นตัวลง
    – ขั้นตอนสุดท้าย การจัดเสิร์ฟ ถ้าหยอดเนื้อขนมกล้วยลงในกระทงใบตอง ก็วางลงจานเสิร์ฟได้เลยครับ แต่ถ้าใส่ถ้วยตะไล ก็ต้องใช้ไม้พายอันเล็ก แคะเนื้อขนมออกจากพิมพ์ก่อน หรือถ้าตักขนมหยอดใส่ในพิมพ์รูปสี่เหลี่ยมใหญ่ เมื่อขนมเย็นตัวลง ให้ใช้มีดคมๆ กรีดขนมกล้วยในถาดให้ได้ขนาดชิ้นที่เท่ากัน แล้วจัดลงจานเสิร์ฟได้ครับ
    – ขนมกล้วยสามารถจัดเสิร์ฟให้ทานคู่กับชาร้อน ชาเย็น หรือกาแฟ ก็เข้ากันนะครับ และยังเป็นขนมไทยที่ทำง่าย ทานง่าย รสชาติอร่อย ถูกปากคนทุกเพศ ทุกวัยอีกด้วยล่ะครับ

    สูตรวิธีการทำขนมกล้วย สูตรที่ 2 (สูตรประยุกต์)

    ส่วนผสมขนมกล้วย (สูตรประยุกต์)

    – กล้วยน้ำหว้าขาวสุกงอม 1 หวี
    – แป้งมันสำปะหลัง ครึ่งถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
    – หัวกะทิคั้นสด 1 ถ้วยตวง
    – เนื้อมะพร้าวน้ำหอมหั่น ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำมะพร้าวน้ำหอม 10 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 ถ้วยตวง
    – ใบเตย 4-5 ใบ

    วิธีการทำขนมกล้วย (สูตรประยุกต์)

    – เลือกกล้วยน้ำหว้าขาว ลักษณะสุกงอม เนื้อนิ่ม 1 หวี แล้วปอกเปลือกออกให้หมด ให้เหลือแต่เนื้อกล้วยสีขาวนวล
    – ใส่กล้วยลงในภาชนะที่จะทำการผสมขนม แล้วใช้ไม้บดจนเนื้อละเอียด หรือจะนวดเนื้อกล้วยให้ละเอียดก็ได้เช่นกันครับ
    – ทำการตวงส่วนผสมของแห้งใส่ตามลงไป ทั้งแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง น้ำตาลทรายขาว และเกลือป่น นวดขยำไปมาให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน หรือใช้ไม้พายคนให้เข้ากัน
    – ต่อมาจึงค่อยเติมส่วนผสมที่เป็นน้ำ โดยนำหัวกะทิไปตั้งไฟอ่อนๆ แล้วใส่ใบเตยที่ล้างสะอาด 4-5 ใบ ลงไปต้มด้วย ให้พอเดือดเบาๆ และหัวกะทิเริ่มหอมกลิ่นใบเตย ก็ตักใบเตยออกจากหม้อได้
    – รอจนส่วนผสมหัวกะทิเย็นตัวลง แล้วจึงค่อยมาเทผสมลงไปในเนื้อขนมกล้วย
    – ตามด้วยน้ำมะพร้าวน้ำหอม แล้วนวดเนื้อขนมต่อไป จนน้ำตาลทรายละลายทั้งหมด
    – เติมเนื้อมะพร้าวน้ำหอม โดยหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จะหั่นเป็นเส้นยาวๆ หรือจะหั่นเต๋าขนาดเล็กๆ ก็ได้ครับ
    – ใส่ผสมลงไปในเนื้อขนมกล้วย แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง
    – พักส่วนผสมทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
    – นำชุดหม้อนึ่งตั้งไฟแรง และในระหว่างที่รอน้ำเดือด เตรียมอุปกรณ์ที่จะหยอดขนมกล้วยมาเรียงไว้ในลังถึง ไม่ว่าจะเป็นกระทงจากใบตอง หรือพิมพ์ถ้วยตะไล
    – เมื่อพักส่วนผสมขนมไว้จนครบตามเวลา เอาทัพพีหรือช้อนยาวคนส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้งก่อนตักหยอด
    – หยอดขนมกล้วยลงในกระทง หรือพิมพ์ขนม แล้วเรียงลงในลังถึง
    – เมื่อน้ำในชุดหม้อนึ่งเดือดพล่าน ยกลังถึงวาง แล้วนึ่งขนมประมาณ 20-30 นาที
    – ปิดไฟ แล้วเปิดฝาชุดหม้อนึ่งออก
    – โรยมะพร้าวขูดฝอยลงไปเล็กน้อย
    – รอขนมกล้วยเย็นตัวลง ค่อยจัดเสิร์ฟนะครับ ถ้าหยอดในกระทงใบตอง ให้จัดลงจานแล้วเสิร์ฟได้เลย แต่ถ้าหยอดลงพิมพ์ถ้วยตะไล ให้ใช้ไม้พายแคะขนม มาแคะเนื้อขนมออกจากพิมพ์แล้วค่อยจัดเสิร์ฟ สำหรับสูตรนี้สามารถดัดแปลงใส่เนื้อมะพร้าวชนิดอื่นได้ครับ แต่เนื้อมะพร้าวจะต้องไม่แข็งจนเกินไป และถ้ามีเนื้อมะพร้าวในขนมแล้ว จะไม่ใส่มะพร้าวขูดฝอยโรยหน้าก็ได้อีกเช่นกัน ซึ่งสูตรนี้จะให้ความหอมหวานจากน้ำและเนื้อมะพร้าวเผา และความหอมของใบเตยด้วยนะ เอาล่ะ ถ้าชอบสูตรไหนไปลองทำตามกันได้เลย

    การขายขนมกล้วย

  • สูตรวิธีทำขนมเทียน พร้อมคำแนะนำในการขายขนมเทียน

    สำหรับบทความนี้ก็จะเป็นเรื่องราวของขนมเทียน ประวัติขนมเทียน วิธีทำขนมเทียน และการขายขนมเทียน ขนมเทียนเนี่ยนะครับ ถ้าใครได้ลองทานดู ก็จะได้รับรู้ถึงรสชาติความอร่อย บวกความเผ็ดนิดๆ บางท่านทานแล้วติดใจจนต้องซื้อหามาทานประจำ บางท่านก็ผันตัวเองจากผู้ที่ชอบทานขนมเทียน จนไปเป็นผู้ทำขนมเทียนขายก็มี ด้วยความชอบกลายเป็นอาชีพขายขนมเทียน ซึ่งหนทางในการขนมเทียนยังเปิดกว้างมาก รอพ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ นะครับ เอาหล่ะครับ ก่อนอื่นก็จะขอเล่าประวัติขนมเทียนก่อนนะครับ

    ประวัติขนมเทียน

    ขนมเทียน มีอีกชื่อหนึ่งว่า ขนมนมสาว และในทางภาคเหนือของไทยเรียกว่า ขนมจ็อก มีการทำขนมเทียนมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งเป็นขนมที่นิยมใช้ในงานบุญ โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ แต่เดิมมีไส้มะพร้าวและไส้ถั่วเขียว แต่ในปัจจุบันมีการดัดแปลงไส้ออกไปหลากหลายมาก

    ซึ่งชาวจีนจะใช้ขนมเทียนในการไหว้บรรพบุรุษช่วงวันตรุษจีน และวันสารทจีน ขนมไหว้เจ้าในวันตรุษจีนส่วนใหญ่จะเป็นขนมที่ทำจากแป้งกวนกับน้ำตาล แล้วนำไปนึ่งเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งที่ต้องเป็นขนมเทียนก็เนื่องจากว่าขนมเทียนมีความหมายเป็นมงคล สื่อถึงความหวานชื่น ความราบรื่น และความอุดมสมบูรณ์นั่นเองครับ

    ชนิดของขนมเทียน

    – ขนมเทียนไส้เค็ม จะใส่พริกไทยและเกลือ
    – ขนมเทียนไส้ถั่ว จะใส่ไส้ถั่วบด
    – ขนมเทียนไส้หวาน จะใส่มะพร้าวและน้ำตาลลงไปเพิ่ม
    – ขนมเทียนแก้ว ตัวแป้งจะทำด้วยแป้งถั่ว

    แต่ที่นิยมกันส่วนมากจะเป็นขนมเทียนไส้เค็ม รสชาติจะออกเผ็ดนิดๆ ครับ

    สูตรวิธีการทำขนมเทียน สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมเทียนไส้เค็ม

    – ถั่วเขียวเลาะเปลือก 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – พริกไทยป่น 2 ช้อนชา
    – หอมแดงสับ 2 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมขนมเทียนไส้หวาน

    – น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
    – มะพร้าวทึนทึกขูดเส้น 2 ถ้วย
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วย

    ส่วนผสมแป้ง

    – แป้งข้าวเหนียว 200 กรัม
    – น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
    – น้ำกะทิ 2 ถ้วย

    วิธีการทำขนมเทียน

    – การเตรียมไส้เค็ม ให้เริ่มจากการนำถั่วเขียวมาแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นนำไปนึ่งในซึ้งให้สุก
    – เมื่อถั่วสุก ให้นำมาบดให้ละเอียด
    – ตั้งกระทะด้วยไฟปานกลาง แล้วนำหอมแดงสับที่เตรียมไว้ลงผัดให้พอเหลือง
    – ใส่ถั่วที่บดไว้ น้ำตาลทราย เกลือ และพริกไทย จากนั้นกวนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันดี กวนไปเรื่อยๆ จนกว่า เนื้อถั่วจะดูแห้ง เสร็จแล้วตั้งพักไว้
    – การเตรียมไส้หวาน ให้นำน้ำตาลปี๊บและน้ำเปล่า เคี่ยวในกระทะ โดยใช้ไฟปานกลาง เมื่อน้ำตาลเริ่มแตกฟอง ให้ใส่มะพร้าวทึนทึกขูดลงไป
    – เคี่ยวประมาณ 15 นาที ให้มะพร้าวเหนียวแห้งจนสามารถปั้นได้ จึงยกลงแล้วตั้งพักไว้ให้เย็น
    – มาถึงขั้นตอนการเตรียมแป้ง ให้เทแป้งข้าวเหนียวลงในกะละมังสำหรับนวดแป้ง ค่อยๆ เทกะทิที่ละน้อย แล้วนวดไปเรื่อยๆ จนกว่ากะทิจะหมดและแป้งเป็นเนื้อเดียวกัน
    – เมื่อได้แป้งและไส้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้เตรียมใบตองสำหรับห่อขนม ซึ่งควรเช็ดทำความสะอาดให้ดี แล้วอาจจะนำไปผึ่งแดดหรือลนไฟ เพื่อให้ใบตองไม่แตกง่าย จากนั้นให้ตัดใบตองเป็นวงกลม ขนาด 5 นิ้ว และ 8 นิ้ว แล้วเช็ดด้วยน้ำมันเตรียมไว้
    – ปั้นไส้หวาน และเค็มเป็นลูกกลมๆ ตามขนาดที่ต้องการ นำแป้งที่นวดเรียบร้อยแล้วมาปั่นเป็นก้อนกลม แล้วกดแป้งให้แบนเป็นแผ่นกลมๆ วางไส้ลงตรงกลาง แล้วห่อแป้งให้คลุมไส้ ดูให้ขนาดแป้งห่อหุ้มไส้พอดี และไม่หนาจนเกินไป
    – นำใบตองที่เราตัดไว้ ขนาด 5 นิ้ว และ 8 นิ้วซ้อนกัน ทำจีบให้เป็นรูปกรวย และวางขนมที่เราใส่ไส้เรียบร้อยแล้วลงไป พับเก็บสอดเหลี่ยมให้ดี ซึ่งจะออกมาเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม
    – จากนั้นนำขนมไปนึ่งในซึ้ง โดยใช้ไฟแรงประมาณ 30 นาที พักให้เย็นเล็กน้อย ก็เสิร์ฟได้แล้ว

    สูตรวิธีการทำขนมเทียน สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมเทียนไส้เค็ม

    – ถั่วเขียวกะเทาะเปลือกนึ่ง 2 ถ้วยตาง
    – น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ
    – พริกไทย 1 ช้อนชา
    – เกลือป่น 1 ½ ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมขนมเทียนไส้หวาน

    – น้ำตาลโตนด 1 ½ ถ้วยตวง
    – มะพร้าวขูด 2 ถ้วยตวง

    ส่วนผสมตัวแป้ง

    – แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลโตนด 2 ถ้วยตวง

    วิธีทำการขนมเทียน

    – การเตรียมไส้เค็ม ให้นำถั่วเขียวกะเทาะเปลือกไปนึ่งให้สุกแล้วนำมาบดให้ละเอียด พักเตรียมไว้ จากนั้น ตั้งกระทะใส่น้ำมันบนไฟปานกลาง แล้วใส่ถั่วที่เราเตรียมไว้ พริกไทย เกลือ และน้ำตาลทราย ผัดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหอมและส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดีเป็นเนื้อเดียว
    – การเตรียมไส้หวาน นำน้ำตาลโตนดเคี่ยวกับมะพร้าวจนกว่าจะแห้ง
    – เมื่อทำทั้ง 2 ไส้เสร็จแล้ว ให้วางทิ้งไว้ให้หายร้อน แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ รอไว้เลย
    – นำน้ำตาลโตนดไปเคี่ยวในกระทะจนข้นเหนียว แล้วนำไปนวดกับแป้งข้าวเหนียว ใช้มือนวดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เนื้อแป้งที่เนียนนุ่ม
    – แบ่งแป้งที่นวดเสร็จแล้วเป็นก้อน แล้วปั้นเป็นทรงกลม ใช้ฝามือค่อยๆ กดจนแป้งเป็นแผ่นๆ บางๆ ใส่ไส้ที่เราปั้นเตรียมไว้ลงไป แล้วนำใส่ลงในใบตอง จัดการห่อให้ได้ทรงสามเหลี่ยม
    – นำขนมเทียนที่ห่อเสร็จแล้วไปนึ่งในซึ้งที่มีน้ำเดือดประมาณ 30 นาที ก็เป็นอันเรียบร้อย

    สูตรวิธีการทำขนมเทียน สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมเทียนไส้เค็ม

    – ถั่วเขียวฝ่าซีก 1 ถ้วย
    – น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ
    – หอมแดงเจียว ¼ ถ้วยตวง
    – รากผักชี 2 ราก
    – เกลือ 1 ช้อนชา
    – น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    – พริกไทย ½ ช้อนชา

    ส่วนผสมแป้ง

    – แป้งข้าวเหนียว 400 กรัม
    – แป้งข้าวจ้าว 100 กรัม
    – น้ำกะทิ 3 ถ้วย
    – น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วย

    วิธีการทำขนมเทียน

    – ให้เริ่มจากการทำไส้กันก่อน ด้วยการนำถั่วไปนึ่งให้สุก แล้วนำไปเข้าเครื่องบดให้ละเอียด
    – ตั้งกระทะไฟปานกลาง เจียวหอมแดงให้พอเหลือง แล้วใส่ถั่วที่บดไว้ลงในกระทะ เติมน้ำตาล เกลือ พริกไทย แล้วผัดจนกว่าจะแห้ง เมื่อแห้งแล้วให้ยกลงตักพักไว้จนกว่าจะเย็น แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ เตรียมเอาไว้
    – การนวดแป้ง ให้เทแป้งทั้ง 2 ชนิดลงในอ่างผสม แล้วละลายน้ำตาลปี๊บกับน้ำอุ่น นำมาเทใส่แป้งทีละนิด ระหว่างที่นวดไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำตาลจะหมด จากนั้นให้ค่อยๆ เทกะทิใส่ต่ออีก แล้วนวดให้แป้งเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วตั้งพักทิ้งไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง
    – เมื่อครบเวลาที่หมักแป้งในข้อ 3 ไว้ ให้นำมาปั้นเป็นก้อน แล้วใส่ไส้ที่เราได้เตรียมไว้
    – ห่อลงในใบตองที่จับจีบเป็นกรวย แล้วพับให้เข้ามุมเรียบร้อย
    – นำซึ้งนึ่งใส่น้ำ แล้วยกตั้งไฟ เมื่อน้ำเดือดให้วางขนมเทียนที่เราห่อไปลง จากนั้นปิดฝานึ่งด้วยไปแรงประมาณ 30 นาที เพียงแค่นี้ก็ได้ขนมเทียนแสนอร่อยแล้ว

    การบรรจุกล่องขนมเทียน

    – ให้บรรจุขนมเทียนในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้ เช่น บรรจุขนมเทียนลงในกล่องพลาสติก
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของขนมเทียนในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากขนมเทียน

    ที่ภาชนะบรรจุขนมเทียนทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมเทียนแสนอร่อย
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายขนมเทียน

    สำหรับโอกาสในการขายขนมเทียนยังมีอีกมาก เนื่องจากเป็นขนมไทยที่ขึ้นชื่อไปแล้วในเรื่องความอร่อย การขายให้เริ่มจากการหาทำเลดีๆ ที่มีผู้คนเดินไปเดินมา เพราะทำเลก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการขายของ ถึงแม้จะทำขนมเทียนอร่อย แต่ทำเลไม่ดี ไม่มีคนมาซื้อ ก็จะทำให้เลิกขาย ไปทำอย่างอื่นได้ เมื่อได้ทำเลแล้ว เริ่มแรกเราอาาจะเปิดเป็นร้านเล็กๆ ก่อน ขายขนมเทียนอย่างเดียว ช่วงเริ่มใหม่ๆ อาจจะอดทนบ้าง ถ้ารายได้ไม่เป็นไปตามที่หวัง เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว รายได้ก็จะตามมาเอง

    การโปรโมทร้าน เดี๋ยวนี้ทำได้หลายช่องทาง ทั้งโฆษณาท้องถิ่น โฆษณาออนไลน์ โฆษณาในนิตยสาร ซึ่งเจ้าของร้านก็ควรจะศึกษาการทำการตลาดไว้ด้วยนะครับ การตลาดทำให้คนรู้จักเรา เมื่อคนรู้จักเรา เค้าก็จะมาซื้อขนมเทียน มาลองชิมฝีมือ ถ้าอร่อย ก็จะบอกกันไปปากต่อปาก เมื่อร้านเรามีคนรู้จักมากแล้ว ก็ได้เวลาพัฒนาไปอีกขั้นนึง คือ การทำขนมเทียนใส่กล่องพลาสติก พร้อมติดสติ้กเกอร์เป็นชื่อร้านของเรา ไว้ไปฝากขายตามร้านขนมไทยดังๆ ในละแวกนั้น

    ถ้าเรามีใจรักด้านการทำขนมเทียน ความมุ่งมั่นแน่วแน่ จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ คนทำแล้วประสบความสำเร็จก็มี คนที่ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็มี อยู่ที่ใครจะอดทน และมุ่งมั่นมากกว่ากัน ผมก็ขอให้ท่านที่สนใจจะเปิดร้านขายขนมเทียน ประสบความสำเร็จกันทุกท่านครับ

  • สูตรวิธีทำขนมหม้อแกง พร้อมคำแนะนำในการขายขนมหม้อแกง

    สวัสดีครับ วันนี้ผมก็จะนำพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับขนมสุดแสนอร่อยที่น้อยคนจะไม่รู้จัก ซึ่งนั่นก็คือขนมหม้อแกงครับ มาดูกันว่าขนมหม้อแกงมีที่มาอย่างไร ทำกันอย่างไร และขายกันอย่างไร ซึ่งบทความนี้จะนำเสนอคุณเอง ตามมาดูเลยครับ

    ก่อนอื่นเลยก็ต้องขอบอกว่าคอนเซ็ปของขนมหม้อแกงก็คือ เป็นขนมที่ใช้ไข่ ใช้แป้ง และใช้กะทิ มาเป็นส่วนประกอบหลัก นำผสมกันตามสัดส่วน และต้องนำไปอบให้หน้าของขนมหม้อแกงมีสีน้ำตาลทอง ซึ่งในปัจจุบันขนมหม้อแกงมีการใช้เผือก หอมเจียว เม็ดบัว และถั่ว นำมาผสม และแต่งหน้าขนมหม้อแกง ทำให้ขนมหม้อแกงมีรสชาติต่างๆ มากขึ้น

    ตามประวัติของขนมหม้อแกง ก็คงต้องย้อนกลับไปหลายร้อยปี ผู้ที่เป็นคนริเริ่มทำขนมต่างๆ ในอดีตซึ่งก็คือ นางมารี กีมาร์ หรือชื่อภาษาไทยคือ ท้าวทองกีบม้า และท้าวทองกีบม้านี้เองได้เริ่มทำขนมที่ใช้ไข่มาเป็นส่วนประกอบหลัก อาทิ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมผิง ขนมพล ขนมโปร่ง ขนมทองม้วน ขนมสัมปันนี รวมมาจนถึงขนมหม้อแกง ด้วยรสชาติของไข่และน้ำตาลซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของขนมหม้อแกง ทำให้ขนมหม้อแกงได้รับความนิยมชมชอบจากชนชั้นสูงในวัง และได้รับการขนานนามว่า ขนมกุมภมาส (เมื่อก่อนจะเรียกว่า ขนมกุมภมาส ซึ่งในปัจจุบันนี้จะเรียกว่า ขนมหม้อแกง)

    ต่อมาเมื่อลูกมือของท้าวทองกีบม้าได้แต่งงาน ก็ได้นำสูตรวิธีการทำขนมหม้อแกงออกมาถ่ายทอด ทำให้ชาวบ้าน คนธรรมดา ได้มีโอกาสรู้จักกับขนมหม้อแกง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    ซึ่งขนมหม้อแกงสมัยก่อนจะทำรับประทานกันเฉพาะในงานสำคัญๆ เช่น งานบวช งานแต่งงาน ในสมัยก่อนขนมหม้อแกงจะถูกอบในเตาถ่านที่ใช้แผ่นสังกะสีมาคลุมบนถาดขนม และใช้ถ่าน หรือกาบมะพร้าวมาจุดไฟ และเกลี่ยให้ทั่วสังกะสี ขนมหม้อแกงจะได้รับความร้อนทั้งด้านบน และด้านล่าง ทำให้หน้าของขนมหม้อแกงมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลทอง สมัยนี้วิธีทำก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา มาเชิญอ่านได้เลยครับ

    สูตรวิธีการทำขนมหม้อแกงถั่ว

    ส่วนผสมขนมหม้อแกงถั่ว

    – ถั่วเขียวนึ่งบดละเอียด 200 กรัม
    – ไข่เป็ด (ขนาดใหญ่) 5 ฟอง
    – ใบเตย
    – น้ำตาลปี๊บ 250 กรัม บางสูตรอาจใช้ 280 กรัม (แล้วแต่ความต้องการในรสชาติความหวาน)
    – หัวกะทิ 400 กรัม
    – หอมแดงซอย 50 กรัม (หรือมากน้อยตามชอบ)
    – น้ำมันพืช

    วิธีการทำขนมหม้อแกงถั่ว

    – สำหรับขนมหม้อแกงถั่วจะมีการทำหลายขั้นตอนโดยเริ่มจากการนึ่งถั่วเขียวให้ล้างถั่วเขียวให้สะอาดและแช่น้ำไว้ก่อนประมาณ 1-2 ชั่วโมงแล้วจึงนำไปนึ่งจนสุกแล้วจึงลอกเปลือกออกให้หมดเพื่อนำไปบดให้ละเอียด
    – เจียวหอมแดง ซอยหอมแดงปริมาณตามต้องการ วิธีการเจียวหอมแดงให้เจียวในน้ำมันร้อนๆไฟไม่แรงมากเจียวพอเหลือง (ไม่เหลืองจนเกรียม) เมื่อเสร็จแล้วให้พักจนสะเด็ดน้ำมันรอไว้สำหรับโรยหน้าขนม
    – การทำตัวขนมเริ่มจากล้างใบเตยให้สะอาดใส่ในภาชนะใหญ่ๆ แล้วตอกไข่ตามลงไปหลังจากนั้นใช้มือขยำไข่กับใบเตยจนไข่มีลักษณะขึ้นฟูแล้วจึงเติมน้ำตาลปี๊บลงไปขยำให้ไข่กับน้ำตาลเข้ากันแล้วเติมหัวกะทิขยำให้ส่วนผสมเข้ากันอีกรอบ
    – หลังจากนั้นให้นำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง 2 ครั้ง แล้วจึงเติมถั่วเขียวที่บดไว้ลงไปขยำหรือคนให้เข้ากันไม่ให้ถั่วจับเป็นก้อนแล้วจึงนำไปกวนในกระทะตั้งไฟกลางๆ แนะนำให้เติมน้ำมันเจียวหัวหอมลงไปสักเล็กน้อยเพื่อให้มีกลิ่นหอม กวนจนเนื้อขนมข้นขึ้นประมาณ 5-7 นาที
    – หลังจากนั้นจึงนำมาเทใส่พิมพ์ขนมหม้อแกงเกลี่ยให้หน้าขนมเสมอกัน แล้วนำเข้าเตาอบที่ อุณหภูมิ 180 – 200 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณนาน 40 นาที เป็นอันเสร็จเมื่อขนมคลายร้อนก็โรยหอมเจียวที่เตรียมไว้เป็นอันเรียบร้อย

    สูตรวิธีการทำขนมหม้อแกงเผือก

    ส่วนผสมขนมหม้อแกงเผือก

    – เผือกนึ่งบดประมาณ 1 ถ้วยตวง (ใช้เผือกหัวกลางๆ )
    – ไข่เป็ด (ถ้าไม่มีใช้ไข่ไก่ได้) 3 ฟอง
    – กะทิ (ใช้หัวกะทิ) 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลปี๊บ 220 กรัม ( ¾ ถ้วยตวง)
    – เกลือ ¼ ช้อนชา
    – ใบเตย 3-5 ใบ
    – น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
    – หอมแดงซอย หรือลูกบัว แล้วแต่ชอบสำหรับใส่หน้าขนม

    วิธีการทำขนมหม้อแกงเผือก

    – นำเผือกไปปอกเปลือกล้างให้สะอาดนึ่งจนสุกและนำมายีเพื่อเตรียมไว้สำหรับผสม
    – นำไข่มาตอกใส่ภาชนะสำหรับผสมและใส่ใบเตยลงไปหลังจากนั้นให้ขยำให้เข้ากันและดูว่าไข่ขึ้นฟูหรือไม่ขยำไปเรื่อยๆจนไข่ขึ้นฟู
    – เมื่อไข่ฟูแล้วให้เติมน้ำตาลปี๊บและเกลือลงไปผสมและขยำต่อไปจนเข้ากันดี แล้วจึงเทหัวกระทิใส่ลงไปขยำต่อจนเข้ากันดีแล้วจึงนำไปกรองด้วยผ้าขาวบางประมาณสองครั้งเพื่อให้เนื้อขนมไม่มีตะกอน
    – นำส่วนผสมที่กรองแล้วมาผสมกับเผือกบด โดยใช้วิธีการคนหรือขยำจนเข้ากันดีและเนื้อเผือกไม่จับตัวเป็นก้อน และใส่น้ำมันเจียวหอม หรือน้ำมันพืชลงไปเล็กน้อยประมาณ 2 ช้อนโต๊ะเพื่อให้มีกลิ่นหอม
    – นำส่วนผสมทั้งหมดไปกวนจนเนื้อขนมเนียนข้นประมาณ 5 นาทีใช้ไฟอ่อนๆและระวังไม่ให้ขนมแตกมัน
    – หลังจากวนจนเนื้อขึ้นเนียนแล้วก็นำมาเทใสถาดขนมหม้อแกงและนำไปอบที่ความร้อนประมาณ 350 องศาฟาเรนไฮต์ ใช้เวลา30-40 นาที เมื่อสุกแล้วจะแต่งหน้าด้วยหอมเจียวหรือโรยเม็ดบัวก็ได้

    สูตรวิธีการทำขนมหม้อแกงไข่

    ส่วนผสมขนมหม้อแกงไข่

    – ไข่เป็ด 10 ฟอง
    – หัวกะทิ 2½ ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย ½ ถ้วยตวง
    – น้ำตาลปีบ 1 ½ ถ้วยตวง
    – ใบเตย 3 ใบ
    – หัวหอมเจียว 1 ถ้วยตวง
    – แป้งสาลี 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมหม้อแกงไข่

    – ตอกไข่เป็ดทั้งหมดใส่ในภาชนะสำหรับผสม แล้วจึงเติมน้ำตาลทราย, น้ำตาลปี๊บ,ใบเตย ลงไปในชามผสมหลังจากให้ใช้มือขยำจนส่วนผสมเข้ากันดีโดยจะมีลักษณะขึ้นฟูของไข่
    – ให้นำแป้งสาลีมาละลายกับหัวกะทิคนจนแป้งและกะทิเข้ากัน แล้วจึงนำไปเทรวมกับส่วนผสมแรกที่เตรียมไว้และขยำให้เข้ากันอีกครั้ง
    – นำส่วนผสมที่ขยำจนเข้ากันดีแล้วไปกรองผ่านผ้าขาวบางโดยให้กรอง 2 ครั้งหรือมากกว่านั้นก็ได้โดยดูว่าในส่วนผสมไม่มีตะกอนตกอยู่
    – ให้นำส่วนผสมที่กรองแล้วในพิมพ์ขนมหม้อแกงและเทหัวกระทิราดหน้าขนมอีกครั้ง และนำไปอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส โดยจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที หลังจากนำออกจากเตาแล้วก็ให้โรยด้วยหอมเจียว

    เคล็ดลับสำหรับการทำขนมหม้อแกง

    – ทุกสูตรจะใช้วิธีการขยำส่วนผสมแทนการตีด้วยเครื่องเพื่อให้กลิ่นของใบเตยออกมาทำให้มีความหอม ในบางสูตรจะใช้ไข่เป็ดเพราะต้องการความมันหอมของไข่ แต่หากทำในปริมาณมาก (ทำขาย ) แนะนำให้ขยำไข่และใบเตยจนกลิ่นหอมก่อนแล้วจึงใส่ส่วนผสมอื่นก่อนใช้เครื่องตีหรือใช้เครื่องผสม
    – การกรองจะใช้ผ้าขาวบางกรองเพื่อไม่ให้มีตะกอนของส่วนผสมหลงเหลืออยู่และการกรองหลายๆครั้งจะทำให้เนื้อขนมมีความเนียนน่ารับประทาน
    – การใช้น้ำมันหอมเจียวใส่ผสมลงไปจะเพิ่มกลิ่นและความหอมมากกว่าการใช้น้ำมันพืชธรรมดา
    – การแต่งหน้าขนมหม้อแกงสามารถใช้ได้ทั้งหอมเจียว , เม็ดบัว , เม็ดแป๊ะก๊วย หากเป็นสองอย่างหลังแนะนำให้ต้มให้สุกก่อนและแต่งหน้าหลังนำออกจากเตาไม่ควรโรยในตอนอบเพราะทั้งสองอย่างจะจมไปในขนมและจะมีลักษณะแห้งแข็งทำให้ไม่น่าทาน

    การบรรจุถาดเหล็กใส่ขนมหม้อแกง

    – ให้บรรจุขนมหม้อแกงในถาดเหล็กที่สะอาดที่ไว้บรรจุขนมหม้อแกงโดยเฉพาะ หรือบรรจุขนมหม้อแกงในภาชนะบรรจุอื่นๆ ที่สะอาด
    – น้ําหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของขนมหม้อแกงในแต่ละถาด หรือหรือภาชนะบรรจุอื่นๆ ต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากของขนมหม้อแกง

    ถาดเหล็กที่ใส่ขนมหม้อแกง หรือภาชนะบรรจุขนมหม้อแกงทุกอัน อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมหม้อแกงหวานอร่อย ขนมหม้อแกงสุดฮิป ขนมหม้อแกงหอมหวาน หรืออื่นๆ
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายขนมหม้อแกง

    สำหรับการขายขนมหม้อแกงนั้น เราอาจจะไม่จำเป็นต้องไปขายที่ จ.เพชรบุรี แต่อย่างเดียว ผมคิดว่าจังหวัดอื่นก็ขายได้ มีคนทาน เพียงแต่แหล่งหลักๆ ที่ขายกันเยอะๆ ก็คือ จ.เพชรบุรี ขายเยอะ และก็ทำอร่อยด้วย เรียกได้ว่า ขนมหม้อแกงเมืองเพชรขึ้นชื่อมาก ใครไปเมืองเพชร ไม่ซื้อขนมหม้อแกงไปฝากญาติพี่น้องก็ดูจะกระไรอยู่ เมื่อผมไปซื้อขนมหม้อแกงที่เมืองเพชร ร้านที่ขายดี ก็ขายดีจริงๆ มีคนต่อคิวซื้อกันตลอด ขนมหม้อแกงที่นี่จึงสดใหม่ เพราะว่าทำของใหม่กันตลอด เอามาวางก็หมด เอามาวางก็หมด รายได้วันนึงน่าจะเยอะอยู่

    เมื่อผมเขียนอย่างนี้ หลายๆ ท่านที่อยากจะเปิดร้านขายขนมหม้อแกงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็อาจจะอยากไปดูทำเลดีๆ ที่เมืองเพชรกันเลย ซึ่งถ้าท่านได้เจอทำเลดีๆ แล้วสู้ราคาได้ ก็เอาเลยครับ ถ้ามีโอกาสต้องทำ ถ้าอยากรวยต้องกล้า ทำเลดีบวกขนมหม้อแกงอร่อย มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ อีกครึ่งนึงต้องใช้การตลาดเข้าช่วย ถ้าเราเตรียมตัวมาดี คำว่า เศรษฐี จะไปไหนไกลครับ

    แต่หลายท่านก็อาจจะมีคำถาม แล้วถ้าไม่ขายที่เมืองเพชรหล่ะ ขายที่เชียงใหม่ ขายที่อุดร ขายที่ระยอง ขายที่สงขลา แล้วจะซื้อคนซื้อรึเปล่า ก่อนอื่นเลย ผมก็ต้องขอบอกว่าขนมหม้อแกงเนี่ย เป็นขนมไทยที่คนไทยนิยมทานกันมาก ไม่ว่าจะไปขายภาคไหน ผมก็คิดว่าน่าจะขายได้ ถ้าเราทำอร่อย และเราได้ทำเลดีๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ไม่ต้องกลัว่าจะแตกต่าง เช่น อยู่เชียงใหม่ ร้านอื่นขายข้าวซอยกัน แต่ร้านเราขายแต่ขนมหม้อแกง ซึ่งมองในแง่ดี ถ้าเราขายข้าวซอยไปสู้ มีร้านข้าวซอย ตั้งเป็นสิบร้านต่อๆ กัน ถ้าเราทำไม่ดี เราอาจจะเจ๊งได้ แต่เราแหวกแนวมาขายขนมหม้อแกง แล้วดันอร่อย แล้วทำเลดี มีร้านหม้อแกงร้านเดียวในแถบข้าวซอย ใช้การตลาดเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าเราก็มีโอกาสโต และประสบความสำเร็จได้เหมือนกันครับ

    ถนนสายขนมหม้อแกงนี้ ยังมีที่ว่างให้ท่านอีกหลายที่ เศรษฐีคนใหม่อาจจะเป็นชื่อท่านก็ได้ครับ

  • สูตรวิธีทำขนมปลากริมไข่เต่า พร้อมคำแนะนำในการขายขนมปลากริมไข่เต่า

    สูตรวิธีการทำขนมปลากริมไข่เต่า สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมปลากริมไข่เต่า

    ส่วนผสมตัวแป้งขนมปลากริมไข่เต่า

    – แป้งข้าวเจ้า 250 กรัม
    – แป้งมัน 250 กรัม
    – น้ำ 1 ถ้วย
    – หัวกะทิ 2 1/2 ถ้วย
    – เกลือ 1/4 ช้อนชา

    ส่วนผสมน้ำลอยขนมปลากริมไข่เต่า

    – น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม
    – น้ำตาลมะพร้าว 1 กิโลกรัม
    – น้ำ 2 ถ้วย
    – ใบเตย (มัดไว้ลอยแต่งกลิ่น) 1-2 มัด

    ส่วนผสมน้ำลอยไข่เต่า

    – หางกะทิ 2 1/2 ถ้วย
    – เกลือ 1/4 ช้อนชา

    อุปกรณ์ที่ใช้ทำขนม

    – หม้อ
    – กระทะทองเหลือ
    – ที่กดขนม

    วิธีการทำขนมปลากริมไข่เต่า

    1.น้ำลอยปลากริม (รสหวาน)
    กระทะทองเหลืองใส่น้ำตาลทรายลงไป ตั้งไฟอ่อนผัดให้เป็นสีเหลืองเข้มออกสีเหลืองคาราเมล ค่อยๆใส่น้ำสองถ้วยจนหมด เพื่อช่วยคลายน้ำตาลที่ร้อนจัด ใส่น้ำตาลมะพร้าวลงไป เตาใช้ไฟกลาง คนให้ละลายให้ส่วนผสมเข้ากัน ใส่ใบเตยมัดเตรียมไว้ลงไป รอให้น้ำเดือดอีกครั้ง จากนั้น ปิดไฟพักไว้

    2.น้ำลอยไข่เต่า (รสเค็ม)
    ตั้งหม้อใส่หางกะทิลงไป ตั้งไฟแรง จากนั้นใส่เกลือ คนให้ละลายให้ส่วนผสมเข้ากันจากนั้นรอให้เดือด แล้วจึงปิดไฟพักไว้

    3.ตัวแป้งปลากริมไข่เตา
    ตั้งหม้อใส่แป้งข้าวเจ้า แบ่งตักออกไว้ทำส่วนของแป้งนวล 3/4 ถ้วยด้วย ใส่น้ำลงไป 1 ถ้วย คนละลายดูให้แป้งข้นพอประมาณ ตักแป้งแล้วเทดูให้หนืดๆเหนียวข้น ตั้งไฟให้ร้อนเป็นเวลา 1 นาที พยายามคนตลอดเวลา เพื่อกันแป้งติดก้นหม้อ พอเริ่มสุกๆ ดิบๆ ยกลง หลังจากนั้น พักไว้ให้พออุ่น

    4. แป้งมัน
    นำไปผสมกับแป้งข้าวเจ้าที่เราพักไว้ ใส่หัวกะทิลงไป 1/2 ถ้วย นวดแป้งจนรู้สึกนุ่มมือ นวดระยะเวลาประมาณ 20-30 นาที นำใส่หม้อและตามด้วยใส่หัวกะทิ 1 ถ้วย เพื่อให้ตัวแป้งนุ่มและหอม จากนั้นใส่เกลือและคนให้ละลาย ยกขึ้นตั้งไฟให้พอเดือดแล้วจากนั้น ยกลง กวนให้พอสุกๆ ดิบๆ แบ่งเป็น 2 ส่วน แบ่งส่วนของตัวไข่เตาให้มากกว่าส่วนของปลากริม

    4.1 ตัวปลากริม
    นวดรวมกับน้ำเปล่า 1/2 และใส่แป้งมันที่ตักออกไว้ นวดให้ส่วนผสมเข้ากันประมาณ 20 นาทีเป็นอย่างน้อย เพื่อทำให้ตัวแป้งนิ่มและมีความเหนียวนุ่ม แป้งขนมปลากริมไม่ควรเหลวหรือแข็งจนเกินไป จากนั้นนำไปต้มโดยกดผ่านพิมพ์ขนมปลากริม เมื่อสุกแล้ว ใช้กระชอนตักขึ้น สะเด็ดน้ำแล้วไปลอยในน้ำตาล เคี่ยวรวมกับน้ำตาลปีบ รอให้ตัวแป้งดูดน้ำจนอิ่มตัว แป้งจะมีรสหวานสีน้ำตาลแดงและเหนียวนุ่ม

    4.2 ตัวไข่เต่า
    นวดกับหัวกะทิ 1/2 ถ้วย ให้เข้ากันประมาณ 20 นาทีเป็น อย่างน้อย เพื่อที่จะทำให้แป้งนิ่มและมีความเหนียว จากนั้นนำไปต้มโดยกดการผ่านพิมพ์ เมื่อสุกแล้วใช้กระชอนตักขึ้นสะเด็ดน้ำ ใส่ลงไปลอยอยู่ในน้ำกะทิ ลักษณะของตัวไข่เต่าจะแข็งกว่าตัวปลากริม รอให้ตัวแป้งของตัวไข่เต่าดูดน้ำกะทิจนอิ่มตัวแล้ว แป้งจะมีรสชาติเค็มลักษณะสีขาว

    5.การต้มแป้ง
    นำหม้อใส่น้ำ ต้มน้ำให้เดือด หรี่ไฟอ่อนลงจนถึงกลาง ใช้แป้นพิมพ์วางบนปาก นำแป้งไปกดลงบนตัวพิมพ์ ให้ออกเป็นเส้นไหลลงในหม้อน้ำร้อน จากนั้นรอให้แป้งลอยตัวขึ้นมาอยู่บนผิวน้ำเป็นอันแสดงว่าแป้งสุกดีแล้ว

    6.การตักขนม
    ควรตักตัวแดงหรือตัวปลากริมก่อน 1/2 ทัพพี ตัวขาวหรือไข่เต่า 1 1/2 ทัพพี ตักตัวขาวให้มากกว่าตัวแดงเพราะตัวแดงมีรสชาติหวานจัด ตัวขาวมีรสชาติเค็มและมัน เมื่อถึงเวลารับประทานต้องผสมให้เข้ากันจึงจะมีรสชาติหวานมันเค็มเข้ากันอย่างพอดี

    สูตรวิธีการทำขนมปลากริมไข่เต่า สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมปลากริมไข่เต่า

    – แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย
    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    – แป้งมัน 1/2 ถ้วย
    – น้ำร้อนเดือด 1 ถ้วย
    – มะพร้าวขูดขาว 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
    – น้ำตาลปีบ 1/2 ถ้วย
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำดอกไม้สด 3 ถ้วย

    วิธีการทำขนมปลากริมไข่เต่า

    – นำแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า แป้งมัน มาคลุกเนื้อรวมกัน แล้วเทน้ำเดือดลงไปผสม ใช้พายคนให้ส่วนผสมต่างๆเข้ากัน หลังจากนั้นนวดจนแป้งมีลักษณะเหนียวนุ่มมือแล้วหมักและพักไว้ประมาณ 30 นาที
    – ระหว่างหมักแป้งนั้น เราเตรียมกะทิ โดยการคั้นมะพร้าว ด้วยน้ำดอกไม้สดที่เตรียมไว้ แบ่งคั้นทั้งหมดสองครั้งให้ได้น้ำกะทิ ประมาณ 4 ถ้วย
    – เตรียมหม้อสองหม้อ เพื่อนำมาทำน้ำกะทิเตรียมไว้ โดยหม้อแรกเราจะทำน้ำกะทิส่วนของขนมปลากริม โดยผสมกะทิเกลือและน้ำตาล จากนั้นตั้งไฟให้พอเดือด พักเอาไว้ หม้อที่สองทำส่วนน้ำกะทิของขนมไข่เต่า โดยการนำกะทิมาผสมกับน้ำตาลปีบ ตั้งไฟให้เดือด จากนั้นพักไว้
    – เมื่อหมักแป้งได้ที่แล้ว ก็นำแป้งมาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกปั้นให้เป็นลักษณะก้อนกลมๆ สำหรับเป็นส่วนของไข่เต่า และปั้นเป็นลักษณะยาวๆ รีๆ หัวท้ายแหลมๆ ให้เป็นส่วนของปลากริม
    – นำแป้งที่ปั้น ไปลวกลงในน้ำร้อนเดือดๆ ให้สังเกตว่าถ้าแป้งที่นำไปลวกและสุกแล้ว จะลอยขึ้นมาบนตัวน้ำ
    – ตักแป้งมาแช่ลงในน้ำเย็นที่เตรียมไว้
    – นำแป้งที่ลวกแล้วไปใส่ในหม้อกะทิปลากริม และหม้อกระทิไข่เต่า ตั้งไฟไว้ให้ย่ำเดือด พอเดือดแล้วปิดไฟ
    – วิธีเสริฟเวลาตักขนม ให้ตักส่วนของไข่เต่าครึ่งหนึ่งของถ้วย แล้วจึงตักตัวขนมปลากริมใส่ข้างบน เป็นอันเสร็จเรียบร้อยพร้อมทาน

  • สูตรวิธีทำขนมกระเช้าสีดา พร้อมคำแนะนำในการขายขนมกระเช้าสีดา

    ขนมกระเช้าสีดา
     

    สูตรวิธีการทำขนมกระเช้าสีดา สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมกระเช้าสีดา

    ส่วนผสมตัวกระเช้าสีดา

    – แป้งอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
    – เกลือป่น ¼ ช้อนชา

    ส่วนผสมไส้มะพร้าวแก้ว

    – มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นยาว 2 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – น้ำเปล่า ½ ถ้วย
    – สีผสมอาหารตามชอบ

    วิธีการทำขนมกระเช้าสีดา

    – นำแป้งอเนกประสงค์ผสมกับน้ำมันพืช เนยขาวและเกลือผสมเข้าด้วยกัน แล้วเติมน้ำเย็นเข้าไปประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ และนวดคลึงผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน
    – แป้งที่ผสมเสร็จเรียบร้อยแล้วนำมากดให้เรียบเป็นแผ่น โดยกดด้วยพิมพ์วงกลม แล้วเอาลงในพิมพ์ถ้วยขนาดเล็กๆ ใช้ส้อมหรือไม้จิ้มฟันจิ้มให้ทั่วก้นพิมพ์ ถ้าแป้งที่ผสมนั้นเหลือสามารถนำไปทำเป็นหูหิ้วเล็กๆ ปั้นให้เป็นเส้นยาวๆ แล้วใส่ถาดภาชนะเพื่อนำไปอบ
    – จากนั้นก็นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสหรือใช้เวลาอบอยู่ที่ประมาณ 10 – 15 นาที เมื่อแป้งเริ่มสุกแล้วให้นำออกจากพิมพ์ทันที
    – ต่อไปเป็นขั้นตอนการทำไส้ขนมกระเช้าสีดา ให้ตั้งไฟกระทะปานกลางใส่น้ำเปล่าผสมเข้ากับน้ำตาลคนให้เข้ากัน รอจนน้ำเดือด น้ำเดือดพอได้ที่จึงใส่มะพร้าวทึนทึกขูดลงไปผัด ผัดให้เข้ากัน ระวังไม่ควรให้น้ำตาลเป็นก้อน ให้น้ำตาลเคลือบทั่วมะพร้าว ผัดจนหอมอย่านานเกินไป พร้อมยกลง หลังจากนั้นใส่สีผสมอาหารลงไปตามใจชอบ
    – ตักไส้มะพร้าวที่ผัดใส่กระเช้าที่อบเอาไว้ แล้วนำแป้งที่ปั้นเป็นหูกระเช้ามาประกอบติดกับตัวกระเช้า ปล่อยไว้จนเย็นสนิท หูกระเช้าก็จะติดกับตัวกระเช้าทันที

    สูตรวิธีการทำขนมกระเช้าสีดา สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมกระเช้าสีดา

    ส่วนผสมตัวกระเช้า

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
    – เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
    – น้ำเย็น 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
    – เนยขาว 1 ช้อนโต๊ะ
    – พิมพ์
    – ไม้คลึงแป้ง
    – ถาด

    ส่วนผสมมะพร้าวแก้ว

    – มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้น 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทรายขาว 1/2 ถ้วย
    – น้ำ 1/4 ถ้วย

    วิธีการทำกระเช้าสีดา

    – วิธีทำตัวกระเช้า ให้ผสมแป้งสาลีเข้ารวมกันกับน้ำมัน เนยขาว และเกลือ ให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำเย็นลงไป ให้แป้งรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน
    – นำแป้งที่ผสมไว้มานวดคลึงเป็นแผ่นบางๆ ตัดให้เป็นแผ่นกลมๆแล้วกดลงในแม่พิมพ์ที่เตรียมไว้ จากนั้นใช้ส้อมจิ้มแป้งที่ก้นพิมพ์ให้ทั่ว ทำแบบนั้นจนหมด และนำเข้าเตาอบ ตั้งไฟ 350 องศาฟาเรนไฮต์ ใช้เวลานานประมาณ 10 นาที แป้งที่เหลือให้ตัดเป็นเส้นเล็ก ๆ จับเป็นหูกระเช้า แล้ววางบนถาด จากนั้นให้เอาไปอบให้สุก
    – ต่อไปวิธีทำมะพร้าวแก้ว ให้ใส่น้ำผสมกับน้ำตาลลงในกระทะทองเหลือง ตั้งไฟให้พอเดือด แล้วค่อยใส่มะพร้าวทึนทึก เคี่ยวจนน้ำตาลจับตัวกับมะพร้าว แล้วยกลง
    – ขณะที่ร้อนให้รีบตักใส่กระเช้าสีดาทันที และเอาหูกระเช้าที่อบเสร็จแล้วเสียบในตัวกระเช้า ปล่อยทิ้งให้แห้ง หูกระเช้านั้นจะติดกับตัวกระเช้า เป็นอันเสร็จสิ้น

  • สูตรวิธีทำขนมใส่ไส้ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมใส่ไส้

    สำหรับบทความนี้ ก็เป็นเรื่องของขนมใส่ไส้ที่สุดแสนจะหอมหวานอร่อย ทำทานเองก็อร่อย ทำขายก็มีคนซื้อ เพราะขนมใส่ไส้เป็นขนมที่มีชื่อเสียงมานานแล้วด้านความอร่อย ทุกวันนี้ก็ยังมีพ่อค้าแม่ค้าขายขนมใส่ไส้อยู่เป็นจำนวนมากตามตลาดต่างๆ สำหรับวิธีทำก็ไม่ยากนะครับ ลองศึกษา ลองทำดู เมื่อทำแล้วก็ลองทานเอง หรือให้ญาติพี่น้องลองชิมดูฝีมือของเราดูว่าอร่อยมั้ย รสชาติต้องปรับปรุงมั้ย ทำบ่อยๆ เข้า เดี๋ยวก็ทำขนมใส่ไส้ได้เองหล่ะครับ

    สำหรับขนมใส่ไส้ นี่นะครับ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ขนมสอดไส้ แต่ปัจุจุบันนี้จะเรียกว่าขนมใส่ไส้มากกว่า

    สำหรับวิธีทำก็ไม่ยากไม่ง่าย ลองมาศึกษาวิธีทำขนมใส่ไส้กันดีกว่าครับ

    สูตรวิธีการทำขนมใส่ไส้ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมใส่ไส้

    – แป้งข้าวเหนียวขาว 1 ถ้วย
    – แป้งข้าวเหนียวดำ 1 ถ้วย
    – น้ำอุ่น 1 ถ้วย
    – มะพร้าวขูด ½ กิโลกรัม
    – แป้งข้าวเจ้า ½ ถ้วย
    – เกลือ ½ ช้อนโต๊ะ
    – น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วย
    – มะพร้าวทึนทึกขูด 200 กรัม
    – น้ำตาลปี๊บ 200 กรัม
    – น้ำธรรมดา ¼ ถ้วย

    วิธีการทำขนมใส่ไส้

    – เริ่มต้นทำขนมใส่ไส้กันด้วยการทำตัวแป้งกันก่อน โดยการนำเอาแป้งข้าวเหนียวขาวและแป้งข้าวเหนียวดำที่เตรียมไว้มาผสมเข้าด้วยกัน ค่อยๆ เติมน้ำอุ่น แล้วใช้มือนวดแป้งไปเรื่อยจนกว่าจะเข้ากันดี เมื่อเห็นว่าแป้งเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ก็ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดประมาณ ½ นิ้ว พักเอาไว้ แต่ต้องนำผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆ มาคลุมไว้ เพื่อรักษาความชื้นของแป้ง
    – ขั้นตอนที่ 2 ทำหน้าขนม ด้วยการคั่นมะพร้าวขูด ½ กก. ที่เตรียมไว้กับน้ำลอยดอกมะลิ หากไม่มีน้ำลอยดอกมะลิให้ใช้น้ำเปล่าธรรมดาแทนก็ได้ โดยให้ได้หัวกะทิ 4 ถ้วย เมื่อได้หัวกะทิปริมาณตามต้องการแล้ว ให้นำไปผสมกับแป้งข้าวเจ้า เติมเกลือ แล้วนำขึ้นตั้งไฟ ให้ใช้ไฟอ่อน และต้องคนตลอดเวลา อย่าให้แป้งจับตัวเป็นก้อน เอาแค่ข้นๆ พอ จากนั้นยกลงพักไว้ก่อน
    – แล้วหันมาทำไส้ต่อ ด้วยการมะพร้าวทึนทึกที่ขูดเตรียมไว้ มาผสมกับน้ำตาลและน้ำ ยกขึ้นตั้งไฟกลาง คนไปเรื่อยๆ จนเห็นว่ามะพร้าวเหนียวพอที่จะปันได้ ให้ยกลงแล้วทิ้งไว้จนกว่าจะเย็น เมื่อเย็นก็จัดการปั้นเป็นก้อนกลมๆ
    – มาถึงขั้นตอนการห่อขนม เริ่มที่การนำแป้งที่เราปั้นเป็นก้อนกลมๆ ไว้ในข้อ 1 มาแผ่ออก แล้วใส่ไส้ จากนั้นห่อแป้งปิดไส้ให้มิดชิด นำบรรจุลงในใบตองที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมตัดหน้าขนมที่เราทำไว้ใส่ประมาณ 2-3 ช้อนชา แล้วห่อเป็นทรงตามแบบฉบับของขนมใส่ไส้ คาดด้วยทางมะพร้าวและกัดด้วยไม่กลัดด้านบน
    – นำไปนึ่งประมาณ 10 นาที ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมรับประทาน แต่ควรจะรอให้ขนมเย็นสักพักถึงจะรับประทานได้ เพราะในช่วงที่นึ่งเสร็จใหม่ๆ หน้าขนมจะร้อนและยังไม่เซ็ตตัว จึงควรให้เย็นก่อน

    สูตรวิธีการทำขนมใส่ไส้ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมใส่ไส้

    – น้ำตาลปี๊บ 200 กรัม
    – เกลือป่น ½ ช้อนชา สำหรับทำไส้ และ เกลือป่น 1 ช้อนชา สำหรับทำหน้าขนม
    – มะพร้าวทึนทึกขูด
    – แป้งข้าวเหนียว 350 กรัม
    – น้ำใบเตยปั่นละเอียด 300 มิลลิลิตร
    – กะทิ 800 มิลลิลิตร
    – แป้งข้าวเจ้า 80 กรัม
    – กลิ่นมะลิ 1 ช้อนชา

    วิธีการทำขนมใส่ไส้

    – การเตรียมใบตองสำหรับห่อขนม ควรเตรียมใบตอง 2 ขนาด คือใบตองชั้นนอกขนาด 5 นิ้ว และใบตองสำหรับใช้ในขนาดประมาณ 4 นิ้ว นำมาตัดมุมให้เป็นทรงวงรี แล้วจัดการเช็ดทำความสะอาด และสามารถนำไปลนไฟเล็กน้อยก็ได้ เพื่อให้ห่อขนมได้ง่ายขึ้น
    – ขั้นตอนการทำไส้ขนม นำมะพร้าวขูดทึนทึก เกลือ ½ ช้อนชา และน้ำตาลปี๊บ ลงไปกวนในกระทะทองเหลือง ผัดไปเรื่อย ใช้ไฟอ่อน กวนจนกว่าจะครบ 20 นาที เมื่อเห็นว่ามะพร้าวเริ่มแห้งดี ให้ยกลงแล้วพักไว้ให้เย็น
    – ทำตัวแป้ง ด้วยการนำแป้งข้าวเหนียวที่เตรียมไว้ มานวดกับน้ำใบเตย ค่อยเติมน้ำและนวดไปเรื่อยๆ จนกว่าแป้งจะเริ่มเป็นก้อน เมื่อแป้งเป็นก้อนดีให้คลุมไว้ด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำ หรือพาสติกแรป
    – ทำหน้าขนม จากกะทิทั้งหมด 800 มิลลิลิตร ให้นำกะทิ ¼ ของที่เราเตรียมมาผสมกับแป้งข้าวเจ้า เกลือป่น กลิ่นมะลิ นำขึ้นตั้งไฟ โดยใช้ไฟอ่อน คนให้ส่วนผสมเข้าไปไม่จับตัวเป็นเม็ด แล้วค่อยๆ เทกะทิส่วนที่เหลือลงไป และคนต่อไปเรื่อยๆ จนกะทิเหนียวข้นอย่างที่เราต้องการ แล้วยกลงจากเตาพักทิ้งไว้ให้เย็น
    – การเตรียมปั้นแป้ง สามารถปั้นแป้งในข้อ 3 ให้เป็นก้อนกลมๆ ประมาณ 1 นิ้วครึ่ง คลุมผ้าเตรียมเอาไว้
    – เมื่อเห็นว่าไส้เริ่มเย็นจนเราสามารถจับได้แล้ว ให้ปั่นไส้เป็นก้อนกลมขนาด 1 นิ้ว
    – เมื่อปั้นแป้งและไส้จนหมดเรียบร้อยแล้ว ให้เตรียมใบตอง และอุปกรณ์การห่อได้เลย โดยเริ่มจากการแผ่แป้งที่ปั้นเอาไว้ให้เป็นแบนๆ แล้ววางไส้ลงตรงกลาง แล้วจัดการห่อแป้งให้มิดไส้ นำใบตองที่ตัดไว้ 2 ขนาดมาว่าประกบกัน ด้วยการให้หน้านวลของทั้ง 2 แผ่นชนกัน นำขนมที่เราได้ปั้นไว้มาว่าลงบนใบตอง แล้วราดด้วยหน้าขนมที่เราทำไว้ ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วพับใบตองเป็นทรงสูงคาดด้วยใบมะพร้าวและกลัดด้วยไม่กลัด
    – เตรียมตั้งน้ำ และหม้อนึ่ง เมื่อน้ำเดือดจัด นำขนมวาง ประมาณ 30 นาที ยกลงได้ โดยต้องเสิร์ฟตอนที่ขนมเย็นแล้วเท่านั้น เพราะตอนที่ขนมยังร้อนอยู่หน้าขนมที่เป็นกะทิจะยังไม่เซ็ตตัว แล้วจะเละดูไม่น่ากิน

    การบรรจุกล่องขนมใส่ไส้

    – ให้บรรจุขนมใส่ไส้ในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้ เช่น บรรจุขนมใส่ไส้ลงในกล่องพลาสติก
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของขนมใส่ไส้ในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากขนมใส่ไส้

    ที่ภาชนะบรรจุขนมใส่ไส้ทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมใส่ไส้แสนอร่อย ขนมใส่ไส้หอมหวาน หรืออื่นๆ
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายขนมใส่ไส้

    สำหรับการขายขนมใส่ไส้นะครับ ก็ไม่ยากเลย เนื่องจากขนมใส่ไส้ได้รับความนิยมจากอดีตสู่ปัจจุบัน มีผู้คนรู้จักขนมชนิดนี้กันมาก เริ่มเลยเลยเราอาจจะหาทำเลดีๆ สักที่ เพื่อเปิดร้านขายขนมใส่ไส้ ทำเลดีๆ มักจะอยู่ในที่ชุมชน เป็นที่ที่คนเดินไปเดินมา เพื่อให้มีคนเห็นร้านเราให้ได้มากที่สุด เช่น ไปเช่าพื้นที่ในโซนการค้าในพื้นที่ที่เราอยู่ เมื่อได้ทำเลก็เปิดขายหน้าร้าน เพื่อทดสอบตลาด ว่ามีคนมาซื้อเยอะแค่ไหน คุ้มกับค่าเช่าหรือใหม่ แต่ถ้าใครมีบ้านอยู่แถวชุมชนก็ดีเลย จะได้ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่

    เมื่อลองตลาดได้สักระยะ จนอยู่ตัว อาจจะสัก 6 เดือน เริ่มรู้แล้วว่ารายได้ของเราอยู่ในระดับไหน พอค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ ในแต่ละเดือนมั้ย และที่สำคัญมีเงินเก็บมั้ย ทรัพย์สินย์จะเพิ่มมากขึ้นอก็อยู่ที่เงินเก็บนี่หล่ะครับ

    เมื่อทำธุรกิจจนอยู่ตัวแล้ว ขั้นต่อมาเราก็จะพัฒนารูปแบบของขนมใส่ไส้ ให้มันไปอยู่ในกล่องพลาสติก ติดสติ้กเกอร์ชื่อร้านค้าลงไปให้เรียบร้อย (เดี๋ยวนี้มีขนมใส่ไส้ที่ไม่ได้อยู่ในใบตอง แต่อยู่ในกล่องพลาสติก ลองศึกษาเพิ่มเติมดูนะครับ) เพื่อทำการฝากวางขายที่ร้านขนมไทยดังๆ ในละแวกพื้นที่ของเรา เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น

    หนทางเถ้าแก่ที่รวยด้วยการขายยขนมใส่ไส้ ก็เป็นหนทางที่มีความเป็นไปได้ บางคนทำ 5 ปี 10 ปี ทำจนรวย อย่างที่เราๆ ท่านๆ เคยเห็นในพวกนิตสารอาชีพ ว่ามีพ่อค้าแม่ค้ายืนหยัดขายขนมไทยจนรวยได้ อยู่ที่ความมุ่งมั่น ความขยัน ความอดทน ด้วยครับ ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ในที่สุดครับ

  • สูตรวิธีทำขนมโคกะทิ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมโคกะทิ

    ขนมโคกะทิ
     

    สูตรวิธีการทำขนมโคกะทิ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมโคกะทิ

    ส่วนผสมแป้ง
    – แป้งข้าวเหนียว
    – แป้งมัน
    – น้ำร้อน
    – น้ำฟักทอง
    – น้ำอัญชัญ
    – น้ำใบเตย

    ส่วนผสมไส้
    – มะพร้าวทึนทึกขูดกระฉีก
    – น้ำตาลโตนด
    – น้ำลอยดอกมะลิ
    – เกลือ
    – เทียนอบขนม (แล้วแต่ชอบ)

    ส่วนผสมน้ำกะทิ
    – หัวกะทิ
    – น้ำตาลทรายขาว
    – แป้งข้าวเจ้า
    – เกลือป่น

    วิธีการทำขนมโคกะทิ

    – นำแป้งที่เตรียมไว้มาผสมกัน โดยใช้อัตราส่วนแป้งข้าวเหนียวอยู่ที่ 5 ส่วน และแป้งมันอยู่ที่ 1 ส่วน นำแป้งทั้งหมดออกมาแบ่งเป็นสี่ส่วน ผสมสีฟ้าที่ได้จากดอกอัญชัน สีเหลืองที่ได้จากผลฟักทอง และสีเขียวที่ได้จากใบเตย โดยสีขาวนั้นไม่ต้องผสมสีให้ใช้น้ำลอยดอกมะลิแทน หลังจากนั้นนำแป้งมานวดรวมกับน้ำร้อนให้แป้งมีลักษณะเนียนและนุ่ม เมื่อเสร็จแล้วให้พักทิ้งเอาไว้ โดยใช้ผ้าขาวบางนำมาชุปน้ำให้หมาดคลุมแป้งไว้เพื่อไม่ให้ตัวแป้งนั้นแห้ง
    – นำน้ำตาลโตนดมาผสมรวมกับน้ำลอยดอกมะลิให้ละลายเข้ากัน หลังจากนั้นนำไปนวดรวมเข้ากับมะพร้าวขูดกระฉีก เมื่อเสร็จแล้วจึงนำไปตั้งไฟกลางค่อนข้างอ่อน ในกระทะทองเหลือง กวนให้เข้ากันจนไส้เริ่มเหนียวมีลักษณะแฉะเล็กน้อย
    – ถ้าอยากได้กลิ่นควันเทียนให้นำไส้ไปอบควันเทียนทิ้งไว้สักประมาณ 6 ชั่วโมงหรือทิ้งไว้ตลอดทั้งคืน แต่ต้องรอให้ไส้เย็นก่อนจึงค่อยนำไปอบควันเทียน
    – หลังจากนั้นนำแป้งมาวางแผ่เป็นลักษณะวงกลมบางๆ แล้วจึงนำไส้นั้นมาวาง ห่อแป้งให้หุ้มไส้ไว้ นวดคลึงให้เป็นก้อนกลมๆลักษณะเรียบเนียน
    – ขั้นตอนต่อไปนำแป้งที่ห่อแล้วลงไปต้มในน้ำเดือดจัด ให้สังเกตุดูได้จากถ้าแป้งสุกได้ที่ ตัวขนมจะลอยตัวขึ้นมาเหนือผิ วน้ำ จากนั้นให้ตักเอามาผ่านน้ำเย็นเพื่อไม่ให้ขนมนั้นติดกัน
    – เมื่อเสร็จแล้วเราก็มาทำส่วนของน้ำกะทิ โดยการนำแป้งข้าวจ้าวมาผสมรวมกับน้ำตาล และเกลือเล็กน้อยแล้วมาละลายในน้ำกะทิ เอาขึ้นไปตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวไปเรื่อยๆอย่าพักมือ จนกว่าน้ำกะทิจะข้นได้ที่ ก็เป็นอันใช้ได้ ควรระวังอย่าให้น้ำกะทิเดือดเด็ดขาดเพราะจะทำให้น้ำกะทิแตกมันจนทะลักหม้อขึ้นมา
    – หลังจากนั้นให้ตักขนมโคกะทิลงใส่ในถ้วย แล้วราดด้วยน้ำกะทิ โรยงาขาวคั่วหอมกรุ่ม เสริฟพร้อมทาน

    สูตรวิธีการทำขนมโคกะทิ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมโคกะทิ

    ส่วนผสมตัวแป้ง
    – แป้งข้าวเหนียวขาว 1 ถ้วย
    – น้ำเดือด 1 ถ้วย

    ส่วนผสมไส้
    – มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 1/2 ถ้วย
    – น้ำตาลบีบ 1/2 ถ้วย
    – น้ำลอยดอกมะลิ 1/4 ถ้วย

    ส่วนผสมน้ำกะทิ
    – กะทิ 2 ถ้วย
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    – ใบเตย

    อุปกรณ์ที่ใช้การทำขนมโคกะทิ
    – กระทะทอง
    – หม้อ
    – ชามผสม

    วิธีทำขนมโคกะทิ

    – นำกระทะทองมาใส่น้ำตาลทราย มะพร้าว น้ำลอยดอกมะลิ และตั้งไฟให้อ่อนปานกลาง เคี่ยวพอละลายให้เข้ากัน จากนั้นใส่มะพร้าวทึนทึกฝอยที่ขูดเตรียมไว้ แล้วกวนเรื่อยๆจนพอให้มีน้ำหล่อออกมา ให้มีลักษณะเหนียวหนึบเล็กน้อย พอได้ที่ก็ตักใส่ภาชนะที่เตรียมพักเอาไว้
    – จากนั้นมาทำวิธีการทำน้ำกะทิ นำกระทิใส่ลงในภาชนะหม้อที่เตรียมไว้ แล้วตามด้วยเกลือป่น น้ำตาลทราย และแป้งข้าวเจ้า ผสมกันแล้วเคี่ยวเรื่อยๆให้เนื้อเข้ากัน รอให้น้ำกระทิที่เราผสมนั้นเดือดปุดๆ ระวังอย่าใช้ไฟแรงมากเกินไปเพราะจะทำให้ตัวกะทิแตกมันแล้วทะลักออกนอกหม้อ พอเดือดได้ดีน้ำกะทิหอมข้น เราจึงปิดไฟ และนำใบเตยมาพับทบแล้วมัดเป็นห่อๆและก็ใส่ใบเตยลงไปในหม้อน้ำกระทิ
    – นำอ่างมาใส่แป้งข้าวเหนียวขาว แล้วผสมเข้ากับน้ำเดือดจัด ใช้พายยางพัดตลบไปมาให้ข้าวเหนียวขาวที่ผสมกับน้ำเดือดให้เป็นเนื้อเดียวกันคนแล้วนวดจนแป้งข้าวเหนี่ยวขาวนั้นมีความนุ่มมือ
    – กรณีที่แป้งข้าวเหนียวขาวนั้นแห้งไม่นวลนุ่มให้เติมน้ำเข้าผสมเล็กน้อยได้ หรือถ้าแป้งข้าวเหนียวขาวดูเหลวและนิ่มเกินไปให้เติมแป้งข้าวเหนี่ยวขาวเพิ่มได้หลังจากที่แป้งข้าวเหนียวขาวรวมเป็นเนื้อเดียวทีลักษณะนวลเป็นก้อน ให้แบ่งแป้งข้าวเหนียวขาวเป็นลักษณะก้อนกลมเล็กๆแล้วแผ่แป้งให้แบนออก และใส่ไส้ นำแป้งมาหุ้มใส้ให้มิด
    – นำไปต้มในหม้อแล้วใส่น้ำ ตั้งไฟปานกลางอย่าให้น้ำเดือดแรง ใส่ก้อนแป้งที่ปั่นห่อใส้ใส่ลงในหม้อต้ม พอก้อนแป้งลอยตัวขึ้นมาบนผิวน้ำ ให้ตักขึ้น แล้วนำมาผ่านน้ำเย็นอีกรอบ ยกขึ้นจากน้ำเย็นแล้วนำมาสะเด็ดน้ำ
    – ตักใส่ภาชนะที่เตรีนมไว้ แล้วราดด้วยน้ำกะทิ

    สูตรวิธีการทำขนมโคกะทิ สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมโคกะทิ

    ส่วนผสมไส้ขนม

    – น้ำตาลมะพร้าว
    – น้ำเปล่า
    – มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย

    ส่วนผสมน้ำกะทิ

    – กะทิอบควันเทียนสำเร็จรูปแบบกล่อง
    – น้ำตาลทราย
    – แป้งข้าวเจ้า เล็กน้อย
    – เกลือป่น
    – งาขาวคั่ว (เพื่อเพิ่มความหอม)

    ส่วนผสมแป้งขนม

    – แป้งข้าวเหนียว
    – น้ำเปล่า
    – น้ำใบเตยสีเขียว
    – น้ำอัญชันสีม่วง

    วิธีทำขนมโคกะทิ

    – วิธีทำไส้ขนม โดยนำน้ำตาลมะพร้าวผสมกับน้ำเปล่าเข้าด้วยกัน เคี่ยวจนน้ำตาลละลายแล้วใส่มะพร้าว เคี่ยวให้เข้ากัน แล้วนำไปใส่หม้อแล้วตั้งไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ใช้เวลาเคี่ยวประมาณ 5 นาที เคี่ยวไปเรื่อยๆรอจนกว่าไส้ขนมจะเเห้ง พอแห้งได้ที ก็ปิดไฟ แล้วนำมาพักไว้รอจนอุ่นแล้วปั้นให้เป็นลักษณะกลมๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วนำมาอบควันเทียนก่อนเพื่อความหอม
    – ต่อไปขั้นตอนการทำน้ำกะทิ โดยนำกะทิกับแป้งข้าวเจ้า น้ำตาลทราย และเกลือป่นเล็กน้อยผสมกันใส่ลงไปในหม้อ แล้วเคี่ยวให้เนื้อแป้งละลาย พอเนื้อแป้งละลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้วก็ตั้งไฟให้อ่อนสุด เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนเดือดเล็กน้อย แล้วยกลงจากเตา พักทิ้งไว้
    – จากนั้นมาทำแป้งขนมโค โดยการนวดแป้งข้าวเหนียวรวมกับน้ำเปล่า น้ำใบเตยหรือน้ำดอกอัญชัน นวดให้นุ่มจนสามารถปั้นได้ จากนั้นแผ่แป้งให้เป็นแผ่นบาง ๆ จัดส่วนผสมลงไปไส้ตรงกลาง ห่อแป้งหุ้มไส้ให้มิด นวดคลึงเป็นก้อนกลม ๆ เตรียมไว้
    – ต้มน้ำจนเดือด แล้วนำขนมที่ใส่ไส้แล้วลงมาต้มให้สุกจนลอยขึ้นบนผิวน้ำ จากนั้นตักก้อนแป้งขึ้นแล้วผ่านน้ำเย็นอีกรอบ เพื่อไม่ให้ก้อนแป้งนั้นติดกัน
    – ตักแป้งขนมโคใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ราดหน้าด้วยน้ำกะทิ และตกแต่งโรยหน้าด้วยงาขาวคั่วหอม เป็นอันเสร็จสิ้น

    การขายขนมโคกะทิ

  • สูตรวิธีทำขนมกง พร้อมคำแนะนำในการขายขนมกง

    ขนมกง
     

    สูตรวิธีการทำขนมกง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมกง

    ส่วนของขนมกง

    – ถั่วเขียวคั่วบด 4 ¼ ถ้วย
    – แป้งข้าวเหนียว ¼ ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 2 ½ ถ้วย
    – กะทิ 2 ¼ ถ้วย

    ส่วนของแป้งสำหรับชุบ

    – แป้งสาลี
    – ไข่แดง
    – น้ำ
    – น้ำมันพืช
    – เกลือ
    – น้ำมันพืชสำหรับทอด

    วิธีการทำขนมกง

    – นำกะทิและน้ำตาลทรายผสมเข้าด้วยกันในกระทะทองเหลือง แล้วยกขึ้นตั้งไฟขนาดกลาง พอน้ำกะทิเริ่มเดือดให้ใส่ถั่วเขียวบดกับแป้งข้าวเหนียวลงไปรวมกัน
    – กวนจนแป้งทั้งหมดที่ได้ให้มีลักษณะเหนียว จนสามารถปั้นได้
    – ปั้นถั่วกวนที่ได้เป็นลักษณะก้อนกลมๆ 2 ขนาด ขนาดที่เล็กกว่าให้คลึงเป็นเส้นยาว 2 เส้น วางพาดบนวงกลมให้เป็นรูปกากบาท ทำเรื่อยๆจนหมด แล้วเตรียมไว้ทอด
    – จากนั้นมาเตรียมแป้งสำหรับชุบ ผสมแป้งสาลี ไข่แดง น้ำ เกลือ และน้ำมันพืช ใช้ตะกร้อมือหรือเครื่องตีไข่ ตีผสมทั้งหมดให้เนื้อเข้ากัน
    – นำขนมที่เตรียมไว้ ลงชุบแล้วนำลงทอดในน้ำมัน ให้แป้งสุกเหลือง ตักขึ้นทิ้งให้สะเด็ดน้ำมัน หรือใช้กระดาษซับมันได้

    สูตรวิธีการทำขนมกง สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมกง

    – ถั่วเขียวโม่ละเอียด 2 ถ้วย
    – น้ำตาลปี๊บ 1/2 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
    – มะพร้าว 1 1/4 กิโลกรัม คั้นข้นๆ 1 ถ้วย

    ส่วนผสมของแป้งชุบขนมกง

    – แป้งข้าวเจ้าอย่างดี 1/2 ถ้วย
    – แป้งท้าวยายม่อม 1 ช้อนโต๊ะ
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง
    – หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
    – น้ำปูนใส 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำขนมกง

    – ล้างถั่วให้สะอาดแล้วนำมาคั่วให้หอม นำเปลือกออกให้หมด โม่ทีละน้อยให้ละเอียด จากนั้นพักเอาไว้
    – ละลายน้ำตาลปีบรวมกับหัวกะทิ ตั้งไฟขนาดกลาง นำมาเคี่ยวไฟให้พอเป็นยางมะตูมอ่อนๆ จากนั้นยกลงคนรวมกับน้ำตาลทรายจนเย็น แล้วจึงนำมาผสมกับแป้งถั่วนวดให้เข้ากัน ให้พอปั้นเป็นก้อนได้
    – ปั้นแป้งเป็นก้อนๆกลมขนาดเท่าเม็ดพุทรา แล้ววางคลึงบนกระดานให้ยาว 3 นิ้วครึ่ง ให้ทำเป็นวงกลมเหมือนวงแหวน แล้วเอาแป้งน้อยกว่าเล็กน้อย คลึงให้เป็นเส้นเล็กกว่า วางพาดกลางเป็นรูปกากบาท แล้วปั้นแป้งเม็ดกลมเล็กๆ อีก 5 อัน วางที่มุมตัดกัน 4 มุม และตรงกลางอีก 1 เม็ด เรียงลงตะแกรงผึ่งไว้

    วิธีผสมแป้งชุบขนมกง

    – นวดแป้งข้าวเจ้ารวมกับแป้งท้าวยายม่อม ไข่และน้ำปูนใส แล้วค่อยๆเทน้ำกะทิผสมให้จนแป้งละลายไม่เป็นเม็ด จากนั้นกรองซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
    – ตั้งกระทะ ใช้น้ำมันเยอะ ไฟขนาดกลาง พอน้ำมันเริ่มร้อนให้หยิบขนมที่ปั้นไว้ลงชุบแป้งทีละอัน ลงในกระทะแต่อย่าให้มากนัก พอขนมเริ่มเหลืองให้ตักขึ้น ซับน้ำมันบนกระดาษ พอเย็นแล้วเก็บใส่ขวดโหลไว้รับประทาน

    สูตรวิธีการทำขนมกง สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมกง

    ส่วนผสมตัวขนมกง

    – ถั่วทอง 4 ถ้วย
    – มะพร้าวขูด 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
    – น้ำมันพืชสำหรับทอด

    ส่วนผสมแป้งชุบขนมกง

    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    – แป้งสาลี 1 ถ้วย
    – ไข่แดง (ไข่เป็ด) 1 ฟอง
    – น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำปูนใส 1/2 ถ้วย
    – น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
    * น้ำสะอาด 1 ถ้วย

    วิธีการทำขนมกง

    – นำถั่วทองไปล้างให้สะอาด และนำไปบดละเอียด พักเตรียมไว้
    – นำมะพร้าวขูดที่เตรียมไว้ไปคั้น ให้ได้น้ำกะทิ ประมาณ 2 ถ้วย
    – นำน้ำกะทิที่คั้นเตรียมไว้ ไปตั้งบนไฟร้อนกลาง ใส่น้ำตาลลงไปผสมรวมกับกะทิ คนจนน้ำตาลละลายเป็นเนื้อเดียวแล้ว เคี่ยวต่อให้เหนียวข้นพอประมาณ เป็นยางมะตูม จึงปิดไฟพักไว้
    – ใส่ถั่วทองบดที่เตรียมไว้ลงไปผสมกับส่วนผสมน้ำกะทิและ น้ำตาล คนทั้งหมดให้เข้ากันดี จากนั้นปิดเตา พักไว้ให้เย็น
    – นำส่วนผสมที่เตรียมไว้มาปั้นเป็นตัวขนม โดยแบ่งวีธีทำเป็นสามส่วนย่อย
    – นำส่วนผสมปั้นเป็นเส้นลักษณะกลมยาวประมาณ 2 นิ้ว จากนั้นจึงจับปลายทั้งสองข้างชนกัน จัดรูปทรงให้เป็นวงกลม
    – ปั้นตัวขนมเป็นเส้นกลมยาวประมาณ 1 นิ้ว 2 เส้น จากนั้นนำไปวางพาดบนขอบของตัวขนม ที่ทำไว้ในขั้นตอนก่อนหน้านี้ โดยพาดเป็นลักษณะกากบาท
    – ปั้นเป็นตุ่มกลม 5 ลูก และนำไปแปะบนตัวขนมกง ตรงตำแหน่งของปลายเส้น พาดทั้งสองด้าน ของทั้งสองเส้น รวม 4 จุด และตรงกลาง อีก 1 จุด
    – พักทุกอย่างไว้ และทำแป้งสำหรับชุบตัวขนม โดยนำส่วนผสมทั้งหมด ผสมกันในกะละมัง หรือชามขนาดใหญ่ นวดรวมกันจนนิ่มและส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว หลังจากนั้นใส่น้ำลงไปผสมลงด้วย ผสมให้ส่วนผสมทุกอย่าง เข้ากันดี เนียนและแป้งไม่เป็นเม็ด พักเอาไว้
    – นำตัวขนมที่ปั้นเสร็จแล้ว จุ่มลงในแป้งชุบที่เตรียมไว้ หลังจากนั้นจึงนำไป ทอดในกระทะที่ตั้งไฟปานกลาง โดยทอดให้เหลือง สีสวย กรอบ และสุกดีแล้ว จึงนำขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน โดยวางทิ้งไว้บนตะแกรงหรือวางไว้กระดาษซับมัน
    – ตั้งขนมทิ้งไว้ให้กรอบ จัดขนมทั้งหมดใส่จานเสริฟ สามารถได้โดยการใส่กล่องภาชนะที่มิดชิด เก็บไว้ทานได้หลายวัน

     

    การขายขนมกง

  • สูตรวิธีทำขนมดอกโสน พร้อมคำแนะนำในการขายขนมดอกโสน

    ขนมดอกโสน
     

    สูตรวิธีการทำขนมดอกโสน สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมดอกโสน

    – ดอกโสน 200 กรัม
    – แป้งข้าวเจ้า 500 กรัม
    – น้ำตาลปี๊บ 250 กรัม
    – หัวกะทิ 1 ถ้วย
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – มะพร้าวทึนทึกขูด

    วิธีการทำขนมดอกโสน

    – นำดอกโสนที่ซื้อมา เด็ดก้านออกให้หมด แล้วนำมาล้างให้สะอาด แค่ 1 ครั้งพอ และต้องล้างอย่างเบามือ เพราะดอกโสนช้ำง่าย ใส่ลงกระชอนให้ดอกโสนสะเด็ดน้ำและแห้งที่สุด
    – เตรียมอ่างผสมที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เพื่อให้คลุกได้สะดวก เทแป้งข้าวเจ้าลงไป ค่อยๆ เทน้ำกะทิลงไปที่ละน้อย แล้วใช้มือค่อยๆ ขยำๆ จนกว่าน้ำกะทิจะหมด แล้วตั้งแป้งทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที
    – เมื่อครบ 20 นาที ให้เอากระชอน หรือตะแกรงที่สามารถร่อนแป้งได้ นำแป้งค่อยๆ เทใส่แล้วยีไปกับกระช่อน เอากะละมังรองด้านล่าง เพื่อให้ได้แบบที่ละเอียด และไม่ติดกันเป็นลูก
    – นำดอกโสนที่เราสะเด็ดน้ำไว้ มาคลุกกับแป้ง แล้วนำไปนึ่งในซึ้ง โดยต้องเอาผ้าขาวบางรองซึ้งไว้ ใช้เวลานึ่งประมาณ 15 นาที
    – เมื่อขนมสุกดี ให้เอามาโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด และน้ำตาล หรือหากไม่ชอบน้ำตาล อาจจะใช้น้ำตาลปี๊บผสมกับเกลือนิดหน่อยละลายในน้ำอุ่น แล้วราดไปที่ตัวขนมก็ได้

    สูตรวิธีการทำขนมดอกโสน สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมดอกโสน

    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    – ดอกโสน 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
    – มะพร้าวทึนทึกขูด 1 ถ้วย
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำมะพร้าวน้ำหอม ½ ถ้วย

    วิธีการทำขนมดอกโสน

    – นำก้านของดอกโสนออก แล้วใส่มะพร้าวขูด คลุกเคล้าให้เข้ากัน
    – นำน้ำมะพร้าวมาผสมเกลือ ½ ช้อนชา แล้วคนให้เกลือละลายดี แล้วนำน้มะพร้าวที่ได้มาพรมให้ทั่วดอกโสน ดูแค่ให้ดอกโสนชื้นๆ ไม่ต้องเปียกมาก แล้วใส่แป้งข้าวเจ้า ทีละน้อย ใช้มือค่อยเคล้าเบาๆ ให้แป้งติดที่ตัวดอกโสน ต้องใช้ความเบามือ เพื่อไม่ให้ดอกโสนช้ำ
    – นำดอกโสนที่คลุกแป้งใส่ลงในซึ้งที่รองด้วยผ้าขาวบาง นึงประมาณ 10-15 นาที เมื่อสุกดีให้ตักใส่จาน แล้วโรยด้วยมะพร้าวขูด เกลือเล็กน้อย แล้วคลุกๆ ให้เข้ากัน จากนั้นโรยด้วยน้ำตาลอีกครั้ง ตักเสิร์ฟใส่จานได้ทันที

    สูตรวิธีการทำขนมดอกโสน สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมดอกโสน

    – มะพร้าวขูดขาว 400 กรัม
    – ดอกโสนเด็ดเอาแต่ดอก 2 ถ้วย
    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    – แป้งมัน ¼ ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – เกลือป่น ½ ช้อนชา

    วิธีการทำขนมดอกโสน

    – เริ่มต้นการทำด้วยการ แบ่งมะพร้าวขูดออกมาประมาณ 100 กรัม แล้วใช้น้ำอุ่นคั่นเอาน้ำกะทิออกมาให้ได้ 1 ¼ ถ้วย
    – นำดอกโสนที่เด็ดออกจากก้านเรียบร้อยแล้ว มาหั่นให้เล็กลง เทลงอ่างผสม แล้วนำแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาล กะทิ มาเทแล้วคนเข้าด้วยกันจนน้ำตาลละลายดี
    – เมื่อส่วนผสมเข้าที่แล้ว ให้เทใส่ถาดขนาด 8×8 นิ้ว แล้วโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดที่เหลือที่เราแบ่งไว้ นำไปนึ่งในซึ้งที่มีน้ำเดือดๆ ประมาณ 25 นาที
    – เมื่อขนมสุก ให้ตัดแบ่งเป็นชิ้น ตามต้องการ

    สูตรวิธีการทำขนมดอกโสน สูตรที่ 4

    ส่วนผสมขนมดอกโสน

    – ดอกโสน 500 กรัม
    – แป้งข้าวเจ้า 500 กรัม
    – มะพร้าวขูด 500 กรัม
    – เกลือ 1 ช้อนชา
    – น้ำเปล่า ½ ถ้วย
    – น้ำตาลปี๊บ หรือ น้ำตาลทราย

    วิธีการทำขนมดอกโสน

    – นำดอกโสนมาเด็ดก้านออก ล้างน้ำให้สะอาด แล้วผึ่งให้แห้ง ควรล้างอย่างเบามือ เพราะดอกโสนช้ำง่าย
    – นำน้ำเปล่า มาผสมกับเกลือ แล้วคนให้เกลือละลาย จากนั้นนำน้ำเกลือไปพรมให้ทั่วดอกโสน ไม่ต้องให้เปียกมาก
    – แล้วนำแป้งข้าวเจ้าโรยลงบนดอกโสน ที่ละน้อย ค่อยๆ ใช้มือเคล้าให้ทั่ว จนกว่าแป้งจะหมด
    – ใส่มะพร้าวขูดลงบนดอกโสน แล้วเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง สามารถชิมได้ว่าแป้งมีรสเค็มๆ แล้วหรือยัง ถ้ายังให้เติมเกลือป่นได้เล็กน้อย
    – เอาน้ำใส่ซึ้ง แล้วนำผ้าขาวบางปูลงในซึ้ง เมื่อน้ำเดือด ให้เทขนมดอกโสนของเราลงไป ไม่ต้องกดขนม ให้ดูโปร่งๆ หลวมๆ ขนมจะได้ไม่ติดกันเป็นก้อน จากนั้นปิดฝานึ่งในไฟปานกลางนานประมาณ 30 นาที
    – เมื่อขนมสุก ทานต้องร้อนๆ แป้งจะนิ่มรวนอร่อย ก่อนทานให้ตัดใส่จานแล้วโรยด้วยน้ำตาลทราย หรือจะใส่น้ำตาลปี๊บก็ได้ แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน

    สูตรวิธีการทำขนมดอกโสน สูตรที่ 5

    ส่วนผสมขนมดอกโสน

    – ดอกโสน 2 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
    – น้ำลอยดอกมะลิ ½ ถ้วยตวง
    – มะพร้าวทึนทึกขูดเส้น 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น ½ ช้อนชา
    – ใบเตย 2-3 ใบ

    วิธีการทำขนมดอกโสน

    – เด็ดดอกโสนเอาแต่ดอก แล้วล้างให้สะอาด สะเด็ดน้ำผึ่งไว้ให้แห้ง
    – นำดอกโสนที่สะเด็ดน้ำแล้ว ใส่ลงในอ่างผสม เติมเกลือ แป้งข้าวเจ้า ลงไป ใช้มือคลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยระหว่างคลุกให้พรมน้ำลอยดอกมะลิไปที่ละน้อย ดูให้แป้งติดกับดอกโสน ถือว่าใช้ได้
    – นำซึ้งใส่น้ำขึ้นตั้งไฟให้เดือด แล้วนำผ้าขาวบางไปปูปิดรูให้ลังซึ้ง แล้ววางใบเตยลงบนผ้าขาวบาง ดูใบเตยกระจายตัวให้ทั่ว แล้วนำดอกโสนที่เราคลุกไว้แล้วเทลงทับใบเตย
    – นึ่งในน้ำเดือดประมาณ 20-30 นาที เมื่อสุกให้ตักใส่จาน แล้วโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด น้ำตายทราย เสิร์ฟได้เลยครับ

    การขายขนมดอกโสน

  • สูตรวิธีทำขนมกรอก พร้อมคำแนะนำในการขายขนมกรอก

    สูตรวิธีการทำขนมกรอก สูตรที่ 1

    ส่วนผสมแป้งขนมกรอก

    – แป้งเอนกประสงค์ 250 กรัม
    – หัวกะทิ 70-80 กรัม
    – ไข่ไก่ฟองเล็ก 1 ฟอง
    – น้ำปูนใส 2 ช้อนชา
    – น้ำมัน 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ 1/4 ช้อนชา

    ส่วนผสมน้ำตาลเคลือบขนมกรอก

    – น้ำตาลปี๊บ 150 กรัม
    – รากผักชีโขลก 3-5 ราก
    – พริกไทยเม็ดโขลก 3-4 ช้อนชา
    – น้ำ 3 ช้อนโต๊ะ
    – แบะแซ 30 กรัม
    – น้ำปลา 1+1/2 – 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำขนมกรอก

    – นำแป้งมาร่อนเตรียมเอาไว้
    – ตีไข่ให้ฟูโดยใช้ซ้อมหรือที่ตีไข่ก็ได้
    – นำเกลือ น้ำมันพืช กะทิ น้ำปูนใสลงไปแล้วผสมเข้าด้วย จากนั้นเทแป้งที่ร่อนเอาไว้ลงไป นวดทั้งหมดรวมให้เท่ากันระยะเวลาพอประมาณ ไม่ควรนวดนานเกินไป
    – นำแป้งมารีด ไม่ต้องพักแป้งทิ้งไว้ จากนั้นระหว่างรอมาตั้งกระทะใส่น้ำมัน ปรับไฟปานกลาง รีดแป้งให้บางที่สุดเพื่อจะได้กรอบเวลานำมาทอด
    – ตั้งน้ำมันจนร้อนจัด นำแป้งลงไปทอดจนเหลืองกรอบ ตรวจสอบด้วยการหักดูแป้งว่าเหลือทั้งสองด้านไหม เมื่อทอดเสร็จแล้วพักแป้งที่ทอดไว้
    – ระหว่างรอให้เตรียมน้ำตาลเคลือบ โดยการผสมน้ำ น้ำตาลปี้บ แบะแซ พริกไทยป่นและรากผักชีป่น ลงทั้งหมดไปในกระทะตั้งไฟอ่อน ไม่ต้องคนบ่อยมากนัก เพราะจะทำให้น้ำตาลตกผลึก จากนั้นรอจนฟองเดือดละเอียดและน้ำตาลใส
    – นำแป้งทอดลงไปคลุกรวมกับน้ำตาลที่ตั้งไฟอยู่ ค่อยๆคลุกเพื่อแป้งจะได้ไม่แตก
    – ปิดไฟ แล้วเทใส่ถาดทิ้งไว้ให้เย็น เพื่อให้กรอบและขึ้นเงาสวย จากนั้นใส่ภาชนะเก็บไว้ทานได้หลายวัน
    – สูตรนี้สามารถทำได้ 2 กล่องใหญ่ๆ

    สูตรวิธีการทำขนมกรอก สูตรที่ 2

    ส่วนผสมตัวแป้งขนมกรอก

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ (ว่าว) 2 1/2 ถ้วย + 1 ช้อนโต๊ะ
    – แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วย +1 ช้อนโต๊ะ
    – ไข่ไก่ตีพอเข้ากัน 1/2 ฟอง
    – น้ำปูนใส 1/4 ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำ 1/4 ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันพืช 6 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมน้ำตาลสำหรับคลุกขนมกรอก

    – รากผักชีหั่น 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – กระเทียมแกะเปลือก 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – พริกไทเม็ด 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ(สำหรับผัดส่วนผสม)
    – น้ำปลา 3-4 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลมะพร้าว (น้ำตาลปี๊บอย่างดี) 1 1/2 ถ้วย หรือจะใส่ 2 ถ้วยก็ได้ถ้าชอบหวานๆ

    วิธีการทำขนมกรอก

    – ร่อนแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน จากนั้นใส่ส่วนผสมตัวแป้งเข้าด้วยกันทั้งหมด แล้วค่อยๆนวด นวดให้เนียนพอประมาณ อย่านานเกินไป จะทำให้แป้งเหนียวได้ ถ้าส่วนผสมเหลวก็สามารถเติมแป้งลงไปได้เพื่อแก้ปัญหา
    – ตัดแบ่งเป็นก้อนเท่าๆ กันแล้วคลึงให้บางๆ ทำจนหมดแป้ง ทำรูปร่างลักษณะตามใจชอบ
    – ตั้งกระทะไฟขนาดกลางจนกระทะเดือด สามารถทดสอบได้โดยการใส่ขนมลงไปทอด 1 ชิ้น ถ้าขนมลอยฟูทันทีแสดงว่าน้ำมันร้อนใช้ได้เหมาะสำหรับทอดแล้ว นำขนมที่เหลือลงทอดจนเหลืองทั่ว อย่าให้สุกจนเกินไป ให้เหลืองพอดี ลองหักขนมดูสักชิ้นว่าเหลือทั้งในและนอกไหม เมื่อเสร็จแล้วตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน
    – ระหว่างสะเด็ดน้ำมัน นั้น ตั้งกระทะเตาไฟอ่อน นำน้ำตาลสำหรับคลุกโดยโขลกรากผักชี กระเทียม พริกไท ผัดจนมีกลิ่นหอม ใส่น้ำปลา น้ำตาล เคี่ยวให้เป็นยางนิดๆ แล้วจะใส่แบะแซก็ได้ แบะแซจะทำให้ขนมวาว น่ากิน จากนั้นนำขนมที่พักทิ้งไว้มาผัดรวมกับน้ำตาลที่คลุก อย่าคนน้ำตาลบ่อยจะทำให้น้ำตาลตกผลึก ค่อยๆผัดขนม เบาๆไม่ให้แตก จากนั้นเมื่อคลุกโดยรอบ นำขนมขึ้นตั้งให้กรอบ พร้อมรับประทาน

  • สูตรวิธีทำขนมบุหงาบุดะ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมบุหงาบุดะ

    ขนมบุหงาบุดะ

     

    สูตรวิธีการทำขนมบุหงาบุดะ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมบุหงาบุดะ

    ส่วนผสมไส้ขนม สำหรับทำขนมบุหงาบุดะ

    – มะพร้าวขูดขาว 2 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทรายขาว 1 กิโลกรัมครึ่ง
    – ใบเตยหรือสีผสมอาหาร
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำสะอาด 1 ถ้วย

    ส่วนผสมของแป้ง สำหรับทำขนมบุหงาบุดะ

    – แป้งข้าวเหนียว 2 กิโลกรัม
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – น้ำสะอาด 2 ถ้วย

    วิธีการทำขนมบุหงาบุดะ

    วิธีการทำไส้ขนมบุหงาบุดะ

    – ขูดมะพร้าวขาวให้สะอาด
    – นำเนื้อมะพร้าวขูดขาวมาผสมเข้ากับน้ำตาลทรายขาวให้เป็นเนื้อเดียว
    – หลังจากนั้นตามด้วยสีผสมอาหารหรือสีที่ได้จากธรรมชาติใส่ลงไป เช่นจากดอกอัญชัน และใบเตย เพื่อเพิ่มความโดดเด่นของสีให้ดูจัดจ้านสวยงาม น่ารับประทาน และเติมเกลือลงไปซักเล็กน้อย
    – จากนั้นให้นำใบเตยหอมใส่ลงในหม้อตามด้วยน้ำสะอาดแร้วตั้งไฟเดือดพอปานกลาง น้ำเริ่มเดือดให้นำเนื้อมะพร้าวใส่ลงไปในหม้อแล้วเคี่ยวจนเนื้อมะพร้าวและส่วนผสมทั้งหมดแห้งสนิทก็สามารถนำไปใช้ได้

    วิธีการทำแป้งขนมบุหงาบุดะ

    – นำแป้งข้าวเหนียวมาผสมกับน้ำเปล่าแล้วใส่เกลือซักเล็กน้อย คลุกเคล้าให้แป้งข้าวเหนียวกับน้ำเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
    – แล้วนำกระทะมาตั้งไฟปานกลาง พอกระทะเริ่มรู้สึกว่าร้อนได้ที่ ให้นำแป้งข้าวเหนียวที่ผสมเสร็จมาร่อน ค่อยๆร่อนลงในกระทะ ทำให้แป้งกลายเป็นลักษณะแผ่นๆ
    – จากนั้นนำไส้ขนมที่ทำเตรียมไว้ไปใส่รวมผสมกัน แล้วจึงนำมาพับให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายๆกับหมอน
    – พักขนมที่ทำเสร็จแล้วไว้สักครู่ จากนั้นตั้งทิ้งไว้บนกระทะสักพัก เพื่อให้ขนมนั้นแข็งตัว
    – เมื่อขนมแข็งตัวพอดีแล้ว จึงนำขนมเข้าไปเก็บในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด พยายามระวังอย่าให้ขนมโดนลม

    สูตรวิธีการทำขนมบุหงาบุดะ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมการทำขนมบุหงาบุดะ

    – มะพร้าวแก่ 1 กิโลกรัม
    – แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม
    – ดอกอัญชันและใบเตย หรือใช้สีผสมอาหาร
    – เกลือ 1 ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 700 กรัม

    อุปกรณ์การทำขนมบุหงาบุดะ

    – กระทะเหมือนกระทะโรตี
    – ตะแกรง
    – กะละมัง
    – เตาแก๊ส
    – กระปุกเก็บขนม

    วิธีการทำขนมบุหงาบุดะ

    วิธีการทำไส้ขนมบุหงาบุดะ

    – นำมะพร้าวแก่มาขูดให้มีลักษณะฝอย
    – ดอกอัญชัน กับใบเตย มาคั่นเพื่อเอาน้ำสีใส่ในไส้
    – มะพร้าวมาแช่รวมในน้ำสี จากนั้นจึงนำไปตากกลางแดดทิ้งไว้ให้มันแห้ง
    – ตั้งกระทะไฟอ่อน ใส่มะพร้าวที่ตากแดดกับน้ำตาลทราย เคี้ยวให้เข้ากันจนแห้ง
    – นำไปตากแดดทิ้งไว้ประมาณครึ่งวัน หรือ 3-4 ชั่วโมง

    วิธีการทำแป้งขนมบุหงาบุดะ

    – เริ่มจากนำแป้งข้าวเหนียวมาคั่วในกระทะประมาณ 10-15 นาที ตั้งไฟอ่อน
    – จากนั้นนำแป้งข้าวเหนียวมาพรมน้ำเกลือใส่ให้พอประมาณ ระวังอย่าให้เปียกชุ่มจนเกินไป
    – เตรียมนำกระทะมาขึ้นเตาตั้งไฟอ่อนๆ
    – จากนั้นนำตะแกรงมาใส่แป้งประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วค่อยๆ โรยบนกระทะบางๆ พอประมาณ แป้งจะจับรวมตัวกันเป็นลักษณะแผ่น หลังจากนั้นแล้วจึงใส่ไส้ลงไปในกระทะ
    – พับแป้งขนมให้เป็นลักษณะมุมสี่เหลี่ยม ขณะที่ยังร้อนอยู่ ยกลงจากกระทะ สามารถนำมารับประทานได้ทันที

    สูตรวิธีการทำขนมบุหงาบุดะ สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมบุหงาบุดะ

    – มะพร้าวแก่ 1.5 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – แป้งข้าวเหนียว 1.5 กิโลกรัม
    – เกลือ 1 ช้อนชา
    – ใบเตยหรือดอกอัญชัน หรืออาจจะใช้สีผสมอาหารโทนอ่อนก็ได้

    วิธีการทำขนมบุหงาบุดะ

    วิธีการทำไส้ขนมบุหงาบุดะ

    – ขูดมะพร้าว ขาวและล้างให้สะอาด
    – จากนั้นนำเนื้อมะพร้าวมาผสมรวมเข้ากับน้ำตาลทรายขาว และตามด้วยใส่สีผสมอาหารหรือสีที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น ดอกอัญชันและใบเตย เพื่อเพิ่มความโดดเด่นน่ารับประทานของสีใส้ขนม เติมเกลือใส่ลงไปเล็กน้อย
    – ขั้นตอนต่อไปนำใบเตยหอมไปต้มบนเตา ตั้งไฟกลางๆและเอาน้ำมาผสมรวมเข้าด้วยกัน กวนจนเนื้อมะพร้าวและส่วนผสมทั้งหมดแห้งสนิทก็เป็นอันใช้ได้

    วิธีการทำแป้งขนมบุหงาบุดะ

    – นำแป้งข้าวเหนียวมาผสมรวมกับน้ำเปล่า ใส่เกลือลงไปซักเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากันจนแป้งได้ที่
    – จากนั้นนำกระทะขึ้นตั้งไฟให้ร้อนโดยใช้ไฟปานกลาง นำแป้งที่ผสมเตรียมไว้ไปร่อนลงในกระทะ จนแป้งกลายเป็นแผ่น
    – แล้วนำไส้ที่เตรียมไว้ไปใส่รวมในกระทะ จากนั้นพับเป็นสี่เหลี่ยมรูปทรงคล้ายกับหมอน
    – นำขนมที่ทำเสร็จแล้วมาพักไว้ ตั้งทิ้งไว้บนกระทะสักพัก เพื่อให้ขนมนั้นแข็งตัว
    – เมื่อขนมนั้นแข็งตัวแล้วจึงนำไปเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดระวังอย่าให้โดนลม แล้วจึงนำมาบรรจุลงในบรรจุภัณฑ์ เพื่อวางจำหน่ายหรือรับประทาน

    การขายขนมบุหงาบุดะ

  • กฎบัตรอาเซียน มีอะไรบ้าง

    กฎบัตรอาเซียน หรือในภาษาอังกฤษมีชื่อว่า Asean Charter เปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของอาเซียนที่จะทำให้อาเซียนมีสถานะเป็นนิติบุคคล เป็นการวางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กรให้กับอาเซียน โดยนอกจากจะประมวลสิ่งที่ถือเป็นค่านิยม หลักการ และแนวปฏิบัติในอดีตของอาเซียนมาประกอบกันเป็นข้อปฏิบัติอย่างเป็นทางการของประเทศสมาชิกแล้ว ยังมีการปรับปรุงแก้ไขและสร้างกลไกใหม่ขึ้น พร้อมกำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรที่สำคัญในอาเชียนตลอดจนความสัมพันธ์ในการดำเนินงานขององค์กรเหล่านี้ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนให้สามารถดำเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการรวมตัวของประชาคมอาเซียน ให้ได้ภายในปี พ.ศ.2558 ตามที่ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันไว้

    ทั้งนี้ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองกฎบัตรอาเซียน ในการประชุมสุดยอดยอดเซียน ครั้งที่ 13 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 ณ ประเทศสิงคโปร์ ในโอกาสครบรอบ 40 ของการก่อตั้งอาเซียน แสดงให้เห็นว่าอาเซียนกำลังแสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงความก้าวหน้าของอาเซียนที่กำลังจะก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมั่นใจระหว่างประเทศสมาชิกต่าง ๆ ทั้ง 10 ประเทศ และถือเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนอาเซียนให้เป็นองค์กรที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลในฐานะที่เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล ประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียน ครบทั้ง 10 ประเทศแล้วเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2551 กฎบัตรอาเซียนจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2551 เป็นต้นไป

    วัตถุประสงค์ของกฎบัตรอาเซียน

    วัตถุประสงค์อของกฎบัตรอาเซียน คือ ทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประสิทธิกาพ มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเคารพกฎกติกาในการทำงานมากขึ้น นอกจากนี้ กฎบัตรอาเซียนจะให้สถานะนิติบุคคลแก่อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล (intergovernmental organization)

    โครงสร้างและสาระสำคัญของกฎบัตรอาเซียน

    กฏบัตรอาเชียน ประกอบด้วยบทบัญญัติ 13 หมวด 55 ข้อ ได้แก่

    หมวดที่ 1 ความมุ่งประสงค์และหลักการของอาเซียน
    หมวดที่ 2 สภาพบุคคลตามกฏหมายของอาเชียน
    หมวดที่ 3 สมาชิกภาพ รัฐสมาชิก สิทธิและพันธกรณีของรัฐสมาชิก และการรับสมาชิกใหม่
    หมวดที่ 4 โครงสร้างองค์กรของอาเซียน
    หมวดที่ 5 องค์กรที่มีความสัมพันธ์กับอาเซียน
    หมวดที่ 6 การคุ้มกันและเอกสิทธิ์
    หมวดที่ 7 กระบวนการตัดสินใจ
    หมวดที่ 8 การระงับข้อพิพาท
    หมวดที่ 9 งบประมาณและการเงิน
    หมวดที่ 10 การบริหารและขั้นตอนการดำเนินงาน
    หมวดที่ 11 อัตลักษณ์และสัญลักษณ์ของอาเซียน
    หมวดที่ 12 ความสัมพันธ์กับภายนอก
    หมวดที่ 13 บทบัญญัติทั่วไปและบทบัญญัติสุดท้าย

    กฎบัตรอาเชียนช่วยให้อาเซียนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เสริมสร้างกลไกการติดตามความตกลงต่างๆ ให้มีผลเป็นรูปธรรม และผลักดันอาเซียนให้เป็นประชาคมเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

    กฎบัตรอาเชียนช่วยให้อาเซียนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร มีข้อกำหนดใหม่ๆ ที่ช่วยปรับปรุงโครงสร้างการทำงานและกลไกต่างๆ ของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความยืดหยุ่นในการแก้ไขปัญหา เช่น

    1. กำหนดให้เพิ่มการประชุมสุดยอดอาเซียนจากเดิมปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ผู้นำมีโอกาสหารือกันมากขึ้น พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันอาเซียนไปสู่การรวมตัวกันเป็นประชาคมในอนาคต
    2. มีการตั้งคณะมนตรีประจำประชาคมอาเซียนตามเสาหลักทั้ง 3 ด้าน คือ การเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
    3. กำหนดให้ประเทศสมาชิกแต่งตั้งเอกอัคราชฑูตประจำอาเซียนไปประจำที่กรุงจาการ์ตา ซึ่งไม่เพียงแต่จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจแนวแน่ของอาเซียนที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อมุ่งไปสู่การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคต และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปร่วมประชุมและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก
    4. หากประเทศสมาชิกไม่สามารถตกลงกันได้โดยหลักฉันทามติ ให้ใช้การตัดสินใจรูปแบบอื่นๆ ได้ตามที่ผู้นำกำหนด
    5. เพิ่มความยืดหยุ่นในการตีความหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน โดยมีข้อกำหนดว่าหากเกิดปัญหาที่กระทบต่อผลประโยชน์ส่วนร่วมของอาเซียน หรือเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ประเทศสมาชิกต้องหารือกันเพื่อแก้ปัญหา และกำหนดให้ประธานอาเซียนเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    กฎบัตรอาเซียนจะเสริมสร้างกลไกการติดตามความตกลงต่างๆ ให้มีผลเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

    กฎบัตรอาเซียนสร้างกลไกตรวจสอบและติดตามการดำเนินการตามความตกลงต่างๆ ของประเทศสมาชิกในหลากหลายรูปแบบ เช่น

    1. ให้อำนาจเลขาธิการอาเซียนดูแลการปฏิบัติตามพันธกรณีและคำตัดสินขององค์กรระงับข้อพิพาท
    2. หากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐสมาชิกสามารถใช้กลไกและขั้นตอนระงับข้อพิพาททั้งที่มีอยู่แล้ว และที่จะตั้งขึ้นใหม่เพื่อแก้ไขข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยสันติวิธี
    3. หากมีการละเมิดพันธกรณีในกฎบัตรฯ อย่างร้ายแรง ผู้นำอาเซียนสามารถกำหนดมาตรการใดๆ ที่เหมาะสมว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อรัฐผู้ละเมิดพันธกรณีกฎบัตรอาเซียนช่วยให้อาเซียนเป็นประชาคมเพื่อประชาชนได้อย่างไรข้อบทต่างๆ ในกฎบัตรอาเซียนแสดงให้เห็นว่าอาเซียนกำลังผลักดันองค์กรให้เป็นประชาคมเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง จึงกำหนดให้การลดความยากจนและลดช่องว่างการพัฒนาเป็นเป้าหมายหนึ่งของอาเซียนกฎบัตรอาเซียนเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในอาเซียนผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ ของอาเซียนมากขึ้น ทั้งยังกำหนดให้มีความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสมัชชารัฐสภาอาเซียน ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐสภาของประเทศสมาชิกกำหนดให้มีการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนของอาเซียน เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

    ความสำคัญของกฎบัตรอาเซียนต่อประเทศไทย

    กฎบัตรอาเซียน ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามพันธกรณีต่างๆ ของประเทศสมาชิก ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมหลักประกันให้กับไทยว่า จะสามารถได้รับผลประโยชน์ตามที่ตกลงกันไว้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้ การปรับปรุงการดำเนินงานและโครงสร้างองค์กรของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการเสริมสร้างความร่วมมือในทั้ง 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียนจะเป็นฐานสำคัญที่จะทำให้อาเซียนสามารถตอบสนองต่อความต้องการและผลประโยชน์ของรัฐสมาชิก รวมทั้งยกสถานะและอำนาจต่อรอง และภาพลักษณ์ของประเทศสมาชิกในเวทีระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเอื้อให้ไทยสามารถผลักดันและได้รับผลประโยชน์ด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น

    – อาเซียนขยายตลาดให้กับสินค้าไทยจากประชาชนไทย 60 ล้านคน เป็นประชาชนอาเซียนกว่า 550 ล้านคน ประกอบกับการขยายความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางคมนาคม ระบบไฟฟ้า โครงข่ายอินเตอร์เน็ต ฯลฯ จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับไทย

    นอกจากนี้ อาเซียนยังเป็นทั้งแหล่งเงินทุนและเป้าหมายการลงทุนของไทย และไทยได้เปรียบประเทศสมาชิกอื่นๆ ที่มีที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน สามารถเป็นศูนย์กลางทางการคมนาคมและขนส่งของประชาคม ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และบุคคล ระหว่างประเทศสมาชิกที่สะดวกขึ้น

    – อาเซียนช่วยส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อเผชิญกับภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น SARs ไข้หวัดนก การค้ามนุษย์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หมอกควัน ยาเสพติดปัญหาโลกร้อน และปัญหาความยากจน เป็นต้น
    – อาเซียนจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลก และเป็นเวทีที่ไทยสามารถใช้ในการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของเพื่อนบ้านที่กระทบมาถึงไทยด้วย เช่น ปัญหาพม่า ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์พหุภาคีในกรอบอาเซียนจะเกื้อหนุนความสัมพันธ์ของไทยในกรอบทวิภาคี เช่น ความร่วมมือกับมาเลเซียในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วย

error: Content is protected !!