Author: admin

  • วิธีทำธุรกิจขายน้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้และสมุนไพร

    น้ำมันหอมระเหย

     

    ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่าน้ำหอมที่สกัดได้มาจากดอกไม้ และสมุนไพรชนิดต่างๆ นั้นมีราคาค่อนข้างแพง ประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านการผลิตน้ำหอมก็คือ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ ประเทศโปรตุเกส ประเทศเยอรมัน ประเทศอิตาลี ประเทศอเมริกา และประเทศอื่นๆ ส่วนประเทศที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกด้านการผลิตน้ำหอมที่มีคุณภาพดีคือ ประเทศฝรั่งเศส

    ซึ่งหัวน้ำหอมที่ส่งมาจากประเทศฝรั่งเศสจะมีราคาแพงมาก ประเทศไทยต้องเสียดุลการค้าด้านนี้ไม่น้อย เพราะในประเทศไทยยังไม่มีใครกลงทุนด้านนี้อย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีดอกไม้มากไม่แพ้ฝรั่งเศส โดยเฉพาะดอกกล้วยไม้ ประเทศไทยเรามีชื่อเสียงมาเป็นเวลานาน

    ในการผลิตน้ำหอมจากดอกไม้ เราจะต้องลงทุนด้านวัตถุดิบในปริมาณสูงมาก เช่น ดอกมะลิน้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม อาจจะผลิตหัวน้ำหอมบริสุทธิ์ได้เพียงครึ่งถึงหนึ่งลิตรเท่านั้น แต่หัวน้ำหอมบริสุทธิ์ 1 ลิตรนี้ สามารถนำไปใช้ผลิตเป็นหัวน้ำหอม และทำประโยชน์ด้านอื่นอีกมหาศาล

    ขั้นตอนการผลิตหัวน้ำหอมบริสุทธิ์จากดอกไม้ และสมุนไพร

    ดอกไม้ที่นำมาผลิตน้ำหอมได้ คือ

    – ดอกมะลิ
    – ดอกกุหลาบ
    – ดอกกล้วยไม้
    – ดอกดมแมว
    – ดอกจำปี
    – ดอกกระดังงา
    – ดอกพุดซ้อน

    และดอกไม้พันธุ์อื่นๆ ที่มีกลิ่นหอม

    สมุนไพรที่สามารถนำมาผลิตเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ คือ

    – ต้นมินต์
    – ไพร
    – ตะไคร้หอม

    และสมุนไพรชนิดอื่นๆ ที่มีน้ำมันหอมระเหย

    อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการสกัดน้ำมันหอมจากดอกไม้และสมุนไพร (ใช้หลักการเดียวกัน)

    1. แหล่งกำเนิดไอน้ำ
    2. ภาชนะบรรจุวัตถุดิบ
    3. เครื่องควบแน่น
    4. เครื่องมือดักน้ำมันหอม

    อุปกรณ์ที่จำเป็นเหล่านี้ ท่านสามารถออกแบบเองได้ โดยอาศัยหลักการดังต่อไปนี้ เป็นพื้นฐานในการออกแบบเครื่องมือผลิตน้ำมันหอม

    ปกติการเก็บน้ำมันหอมของดอกไม้ หรือสมุนไพร อาจจะนำไปผสมกับน้ำมันพืชบริสุทธิ์ ที่ปราศจากสี และกลิ่น เช่น น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ผสมเก็บไว้ในอัตราส่วน 1:1 เป็นหัวน้ำมันหอมที่เก็บเอาไว้ได้นาน

    การผลิตน้ำหอมจากน้ำมันหอมง่ายมาก โรงงานทำน้ำหอมทั่วโลกใช้หลักการเดียวกัน กล่าวคือนำน้ำมันหอมระเหยมาผสมกับแอลกอฮอล์ชนิดเอธธิลแอลกอฮอล์ 95% ตามอัตราส่วนที่ทั่วโลกแบ่งเกรดของน้ำหอมออกเป็น 4 เกรด

    1.เพอร์ฟูม มีหัวน้ำหอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 16-25 %
    2.ออเดอเพอร์ฟูม มีหัวน้ำหอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 11-15 %
    3.ออโดทอยเล็ท มีหัวน้ำหอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 7-10 %
    4.ออเดอโคโลญจน์ มีหัวน้ำหอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 4-6 %

    ส่วนกลิ่นที่มีความแตกต่างกัน เป็นเพราะฝีมือการผสมข้ามกลิ่นของดอกไม้แต่ละชนิดซึ่งเป็นสูตรของแต่ละคน และเป็นลิขสิทธิ์ที่เป็นลับเฉพาะของผู้คิดค้น

    ขั้นตอนในการผลิตน้ำหอมมีความซับซ้อนในด้านสูตร ป็นความสามารถเฉพาะบุคคล ที่จะสรรหาดอกไม้มาสกัดหัวน้ำมันหอม แล้วนำหัวน้ำมันหอมมาผสมกันให้เกิดกลิ่นใหม่ๆ จึงไม่มีสูตรและตำรากำหนดเอาไว้อย่างตายตัว ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างมา 1 ตัวอย่าง คือ

    การทำน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์

    ส่วนผสมและอุปกรณ์

    – ดอกลาเวนเดอร์
    – กระดาษเช็ดมือ
    – น้ำมันมะกอก
    – เหยือก
    – ลาสติกคลุมอาหาร
    – ยางรัด
    – ตะแกรง
    – ขวดแก้ว

    วิธีทำ

    1. นำดอกลาเวนเดอร์มารูดดอกออกจากกิ่ง วางลงบนกระดาษทิชชู
    2. บีบให้แน่น ด้วยกระดาษ จากนั้นนำดอกลาเวนเดอร์ใส่ขวดแก้ว
    3. เทน้ำมันมะกอกลงไป ปิดฝาขวดด้วยพลาสติก พร้อมรัดยางให้แน่น และวางทิ้งไว้
    4. กรองดอกลาเวนเดอร์ออกจากน้ำมัน
    5. นำน้ำมันที่ได้ ใส่ขวด คลุมด้วยพลาสติก เก็บไว้ใช้

    ส่วนกรณีสกัดน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพร อาจจะส่งไปให้กับบริษัทยาต่างๆ พิจารณาคุณภาพ เช่น น้ำมันจากมิ้นท์ใช้ทำเป็นยาขับลมได้ ไพรใช้น้ำมันหอมระเหยทำเป็นยาทากันยุงได้ ตะไคร้หอมก็มีคุณภาพกันยุงได้เช่นกัน

    กรรมวิธีการสกัดน้ำมันหอมจากดอกไม้และสมุนไพร มีวิธีการง่ายๆ ถ้าท่านที่สนใจ ลองนำไปใช้ และลงทุนทำดูโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีสูงมาก ทั้งนี้ต้องคำนึงถึง

    1. แหล่งวัตถุดิบ
    2. ขั้นตอนการสร้างอุปกรณ์
    3. ขั้นตอนการจัดจำหน่ายและการหาตลาดเพิ่ม

    ส่วนใครที่ไม่อยากนั่งคิดสูตรขึ้นมาเอง ผมก็ขอแนะนำให้ไปเรียนเป็นเรื่องราวเป็นราว ผมจะยกตัวอย่าง โรงเรียนน้ำมันหอมระเหยเพื่อสุขภาพ ค้นทางรวยกับอโรมาเธอราพี

    โรงเรียนน้ำมันหอมระเหยเพื่อสุขภาพ

    คิดจะเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์อโรมาเธอราพี หรืออยากผลิตสินค้าขายแบรนด์ดัง กระทั่งเชี่ยวชาญจนคิดสูตรขายได้เอง แหล่งเรียนรู้เป็นทางออกสำคัญ ที่คนหัวคิดก้าว น่าจะมาต่อเติมกำลังสมอง ก่อนเดินหน้าเก็บเกี่ยวเม็ดเงินในอนาคต ใครที่กำลังจะเปิดโอกาสให้ตัวเองเรียนรู้ “โรงเรียนน้ำมันหอมระเหยเพื่อสุขภาพ” เป็นอีกทางเลือกที่ลงทุนน้อย แต่เต็มอิ่มทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ

    หลายปีมาแล้วที่โรงเรียนน้ำมันหอมระเหยเพื่อสุขภาพ หรือในชื่อภาษาอังกฤษ คือ Aromatheraphy School ใต้การดูแลของ ดร.จงกชพร พินิจอักษร ผลิตบัณฑิตเต็มภูมิความรู้ด้านอโรมาเธอราพี (Aromatheraphy) มากมายให้โลดแล่นอยู่ในโลกธุรกิจ ด้วยความมุ่งมั่นของผู้บริหาร ที่ต้องการเติมเต็มความรู้สร้างนักวิจัยพัฒนา และนำความคิดดึงผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวพันในชีวิตประจำวันคนไทย เพื่อทดแทนสารเคมี ผ่านความพยายามกว่า 30 ปี

    คุณจงกชพร พินิจอักษร อยู่ในวงการอโรมาเธอราพีมาตลอด ตั้งแต่ปี 2517 ตอนนั้นเรียนปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษาเรื่องการสกัดน้ำมันหอมระเหยเพื่อจำกัดยุง และแมลงวันทอง แต่พอเรียนจบปรากฏว่าหางานทำยากมาก เพราะยังไม่มีบริษัทใดที่อยากทำยาจำกัดศัตรูพืชจากธรรมชาติ มีแต่สารเคมีทั้งเมือง ตอนนั้นคุณจงกชพร มองว่าปล่อยไปอย่างนี้สิ่งแวดล้อมบ้านเราต้องแย่แน่ จึงพยายามผลักดันตัวเองอย่างมุ่งมั่น เพื่อให้ความตั้งใจตรงนี้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้

    หลังจากเรียนจบคุณจงกชพรเริ่มงานแรกด้วยการเป็นอาจารย์อยู่ประมาณ 6 ปี และมาเป็นนักจิตวิทยาการแพทย์ ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อีก 2 ปี ตลอดเวลาก็ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับด้านธรรมชาติมาโดยตลอด หลังจากนั้นจึงตัดสินใจไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมัน คุณจงกชพรกล่าวว่านับเป็นจังหวะที่ดีมาก เพราะที่ประเทศเยอรมันในเวลานั้นกำลังตื่นตัวเรื่องการลดใช้สารเคมี และหันมาใส่ใจเรื่องธรรมชาติ นำหน้าบ้านเราไปไกลแล้ว หลายปีในประเทศเยอรมันจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวความรู้จนมากพอที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านเราได้

    พอกลับมาเมืองไทยในปี 2531 คุณจงกชพรได้เข้าร่วมงานกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง Oriental Princess โดยทำในส่วนงานวิจัยและพัฒนาเรื่องของน้ำมันหอมระเหย และอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ

    และแม้จะสัมผัสงานมาหลากหลายแต่ก็ยังเกี่ยวพันอยู่กับจุดมุ่งหมายเดิม จนเมื่อชิมลางเป็นผู้ประกอบการครั้งแรก ก็เริ่มจากทำดอกไม้แห้งใน แบรนด์ Royal Lotus แต่ทำได้ไม่นานเมื่อราคาตกลงมากจึงตัดสินใจปิดตัวไป

    คุณจงกชพร กล่าวว่าในช่วงแรกๆ พวกบุหงา มันขายเร็ว ขายง่าย เพราะยังไม่ค่อยมีคนทำ ต่อมาไม่นานก็เริ่มเต็มตลาด มีคนทำเยอะมาก จนราคาจากที่เคยขาย กิโลกรัมละ 2,800 บาท ลดลงมาเหลือไม่ถึง 100 บาท เลยคิดว่าทำต่อไปไม่ได้แล้ว จึงตัดสินใจหยุด เมื่อหมดจากงานดอกไม้หอม ก็มีโอกาสเข้าร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ในการจัดวิวัฒนาการเครื่องหอมไทยที่เกษรพลาซ่า จึงถือโอกาสนั้นนำเสนออโรมาเธอราพี โดยเริ่มต้นจากลูกประคบ

    คุณจงกชพร กล่าวว่า พูดได้ว่าเราเป็นรายแรก ที่ทำลูกประคบแห้ง ซึ่งปัจจุบันก็มีขายกันเกร่อ ตอนนั้นอาศัยความรู้เรื่องการสกัดน้ำมันหอมระเหย และความรู้ในการอบดอกไม้แห้ง นับได้ว่าเป็นสินค้าที่ภูมิใจที่ช่วยจุดประกายให้หลายคนร่ำรวยขึ้นมา

    หลังจากนั้นก็ยังมีการทำผลิตภัณฑ์หลายๆ อย่างตามมา แต่ด้วยการมองความคิดอย่างนักถ่ายทอด กับวิชาความรู้ที่มีอยู่เต็มมือ ที่ล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวและดีต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง คุณจงกชพรจึงมองถึงการเปิดโรงเรียนสอน เพื่อถ่ายทอดความรู้ที่มี อย่างนักวิจัยพัฒนาให้กับผู้สนใจ ได้นำความรู้ด้านอโรมาเธอราพีไปสร้างโอกาสที่ดีในชีวิตได้

    คุณจงกชพร กล่าวว่า การเปิดโรงเรียนเป็นความตั้งใจที่มีมานาน เพราะมองว่าความรู้ที่เรามีมันเป็นประโยชน์กับคนไทยมหาศาล อย่างรัฐบาลเองก็สนับสนุนการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ การเปิดสอนเรื่องอโรมาเธอราพี ก็คือเปิดโอกาสให้คนได้เรียนรู้ จึงตัดสินใจเปิดสอนตั้งแต่ปี 2540 ตอนนั้นยังเป็นการทดลองหลักสูตร พอเข้าสู่ปี 2543 ก็เข้าเป็นหลักสูตรกลางของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเรียนจบ ผ่านการสอบ ตามขั้นตอนการวัดผล ก็จะได้ใบประกาศไป

    แนวทางการสอนของโรงเรียนน้ำมันหอมระเหยเพื่อสุขภาพ จะเน้นหนักให้คนเป็นนักวิจัยพัฒนาที่ดี โดยเปิดสอนใน 2 หลักสูตร คือ อโรมาเธอราพีชั้นต้น และอโรมาเธอราพีชั้นสูง ที่จะสอนกันตั้งแต่การเรียนรู้ สมุนไพรไทยที่นำมาใช้ในการสกัด กว่า 100 ชนิด รู้วิธีการปลูก การสกัด วิเคราะห์ การนำไปใช้ การประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพ รวมถึงการแปรรูป ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ ด้วยพื้นฐานของการคิดค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงนัก

    โรงเรียนน้ำมันหอมระเหยเพื่อสุขภาพ จะเป็นการเรียนที่ครบวงจร โดยถ้าเรียนทุกวัน วันละ 8 ชั่วโมง ก็จะจบคอร์สในเวลาประมาณ 1 เดือน แต่ในความเป็นจริงจะหาคนที่มีเวลาเรียนขนาดนั้นยากมาก ส่วนใหญ่จึงใช้เวลาเรียนกันเป็นปี ส่วนค่าเรียนถ้าเทียบกับการเรียนอโรมาเธอราพีทั่วๆ ไป นับว่าถูกมาก คือ คอร์สละ 5 พันบาทเท่านั้น ขณะที่ที่อื่นเขาคิดกัน 4-5 หมื่นบาท เราคิดไม่แพงเพราะอยากให้คนที่ไม่มีเงินมากนัก มีโอกาสได้เรียนด้วย

    คุณจงกชพร กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักเรียนที่ผ่านหลักสูตรกว่าพันรายแล้ว ส่วนใหญ่ผู้ที่มาเรียนจะมีทั้งเจ้าของธุรกิจ และประชาชนทั่วไป หรือที่มาเรียนเพื่อไปแปรรูปผลิตภัณฑ์ของตัวเอง โดยวิธีการสอนคือการชี้ภาพใช้ผู้เรียนเห็นว่าน้ำมันหอมระเหยไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องหอมใช้ในสปาเท่านั้น แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ทำอะไรได้หลายอย่าง อาทิ ยาแก้สิว ยากันยุง สารบำบัดเพื่อช่วยคนที่หลับยาก ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ เฟลเวอร์เพิ่มกลิ่นให้อาหาร ล้วนทำได้ทั้งสิ้น

    ประเด็นสำคัญคือการสอนให้คนเป็นนักวิจัยพัฒนา เพื่อขายสูตรมากกว่าผลิตสินค้าในแบรนด์ของตนเอง การสร้างแบรนด์เองเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ต้องใช้ทั้งเวลาและเงินลงทุนที่สูง ไหนจะต้องไปวุ่นวายกับการทำตลาดอีก แถมยังต้องไปสู้กับแบรนด์ใหญ่ๆ แค่ยาสระผมก็โดนเขาตีตกกระป๋องแล้ว เราเลยต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ คือสร้างนักวิจัยพัฒนา ไม่ใช่สร้างนักก๊อบปี้ ให้มีความเป็นเอกลักษณ์จนได้สินค้าที่ดีที่สุดของตัวเอง เพื่อที่จะได้ขายสูตร ขายไอเดีย ใครไม่ซื้อก็เก็บสูตรไว้ พัฒนาต่อไป และหาทางหนีตลาดให้ได้ เพื่อที่เมื่อวันหนึ่งตลาดใดตัน หมดทางไป ก็จะได้ส่งสินค้าใหม่ๆ ที่มีช่องว่างอยู่ เข้ามาแทนที่

    เอาหล่ะครับ ถ้าสนใจเรื่องเกี่ยวกับการทำน้ำมันหอมระเหย ก็ลองศึกษาข้อมูลได้ที่เว็บ www.thaiaromatherapy.net และไปเริ่มเรียนศึกษาหาความรู้กันได้เลยครับ

  • ลักษณะคนรวย คนรวยเค้ามีอะไรที่มากกว่าเรา

    ลักษณะคนรวย

     

    ลักษณะคนรวย อยากรู้มั้ยครับว่าคนรวยเค้ามีอะไรที่มากกว่าเรา ในทุกๆ ปี สื่อมวลชนต่างๆ จะไปเสาะแสวงหาทำการสำรวจสินทรัพย์ของคนรวย หรือมหาเศรษฐีทั้งหลายทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ว่ามีใครบ้าง แล้วเค้ามีสินทรัพย์เท่าไหร่บ้าง เพราะนอกจากจะเป็นข่าวที่คนอยากรู้แล้ว ของแบบนี้ยังกระตุ้นให้ผู้ได้ยินได้ฟัง อยากร่ำรวยเหมือนมหาเศรษฐีเหล่านี้นั่นเอง เรียกได้ว่าดูไว้เป็นแรงบันดาลใจให้กับตนเอง

    แต่ผู้ที่ทำมาหากินอย่างเราๆ ท่านๆ คงรู้กันอยู่แก่ใจนะครับว่า การจะเป็นคนรวยได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เราจะเห็นได้ว่าในโลกนี้มีคนรวยที่เรียกได้ว่าเป็นมหาเศรษฐีเพียงน้อยนิดมาก เมื่อเทียบกับประชากรบนโลกที่มีมากมาย เงินส่วนใหญ่จะอยู่ในมือคนจำนวนน้อยนั่นเอง และการเป็นเศรษฐีอะไรเนี่ย ก็มีที่มาอยู่ 2 แบบซะด้วยนะ คือ รวยเพราะพ่อแม่รวยอยู่แล้ว กับรวยเพราะสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง แต่คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ฉะนั้นเราถ้าเราอยากรวย เราต้องขยันนะครับ

    แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ เรียนรู้จากประสบการณ์ของบรรดามหาเศรษฐีทั้งหลายต่างหากหล่ะ ที่พวกเราควรรู้ไว้ และเอาเยี่ยงอย่างคนที่รวย สร้างเนื้อสร้างตัวจากความสามารถของตัวเอง เพราะเราไม่ใช่ทายาทมหาเศรษฐี ที่จะอยู่ในกองเงินกองทอง ว่าแต่คนรวย ถ้าไม่รู้จักรักษามรดกไว้ให้ดีก็มีสิทธิ์สมบัติหมดได้เหมือนกันนะครับ การดำเนินชีวิตต้องไม่ประมาทครับ

    เอาหล่ะครับ เรามาพูดถึงคนที่สร้างเนื้อสร้างตัวแล้วรวยกันดีกว่า เพราะเราๆ ท่านๆ ย่อมประสงค์อยากมั่งมี และมั่งคั่งแบบเดียวกับคนกลุ่มนี้แน่ๆ การได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตของเศรษฐีเหล่านี้ไว้ สักวันนึงคุณอาจเป็นเศรษฐีกะเค้าบ้างก็ได้ ใครจะไปรู้หล่ะ แข่งอะไรแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้นะครับ แต่คุณต้องขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจ ในการก้าวเข้าไปหาความร่ำรวยด้วยนะครับ เอาหล่ะมาดูกันครับลักษณะของคนรวย คนรวยเค้ามีอะไรที่มากกว่าเรา

    1. ทำงานหนัก

    คนรวยทุกคนล้วนทำงานหนัก เป็นลายเซ็นต์ของคนรวยเลยก็ว่าได้ ผมยังไม่เคยเห็นคนรวยที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาด้วยตัวเองแล้วขี้เกียจเลยนะครับ ต่อให้เค้ารวยแล้ว ผมก็ยังไม่เห็นว่าเค้ามีทีท่าที่จะแผ่วเลย การทำงานหนักเป็นคุณลักษณะประจำตัวของคนรวยไปแล้วครับ

    2. มีปัญญาดี

    ดูอย่างอภิมหาเศรษฐี บิล เกตต์ เจ้าของไมโครซอฟท์เป็นตัวอย่างละกัน รวยขึ้นมาได้เพราะความฉลาดของตนเองแท้ๆ หลายๆ ท่านอาจจะบอกว่าตัวเองไม่ฉลาดจะเป็นเศรษฐีได้มั้ย ผมก็บอกได้เลยว่าได้ ความฉลาดเป็นสิ่งที่ฝึกกันได้ ไม่มีใครโง่ แล้วโง่ตลอดไป ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สิ่งไหน คุณก็เรียนสิ่งนั้น เอามาเติมเต็มให้กับคุณ คุณจะได้มีชั่วโมงบินในเรื่องนั้นๆ มากขึ้น

    3. ใช้เวลาในการก่อร่างสร้างตัวเป็น 10 ปี 20 ปี หรือมากกว่านั้น

    ถ้าคุณอยากรวย ก็ขอให้ลืมเรื่องการเป็นเศรษฐีในเวลาข้ามวันไปได้เลย มันเป็นไปแทบไม่ได้เลย นอกจากคุณสร้างบุญหนักไว้ในอดีตชาติ เช่น ส่งฝาลุ้นรางวัล แล้วได้เงินล้านมาแบบงงๆ หรือซื้อลอตเตอรี่แล้วโชคดีถูกรางวัลที่ 1 แต่คุณคิดว่าจะมีสักกี่คนที่โชคดีแบบนี้

    4. อายุเฉลี่ยของคนรวยด้วยตนเอง ส่วนใหญ่จะอยู่ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป

    หรือเรียกว่ากว่าจะมีฐานะร่ำรวยก็เข้าวัยกลางคนขึ้นไป แต่ในยุคสมัยนี้เราสามารถย่นย่อระยะเวลาในการสร้างฐานะได้ อยู่เลข 30 ปีต้นๆ แล้วรวยมีอยู่ถมเถไป ถ้าคุณเชื่อว่าคุณทำได้ คุณก็จะทำได้ ตอนนี้หลายๆ อย่างเปิดกว้าง โอกาสในการทำเงินเปิดมากขึ้น เรามีอินเตอร์เน็ตมาช่วยในการโปรโมท มาช่วยในการหาขายสินค้า ไม่เหมือนในสมัยก่อนที่ช่องทางการโปรโมทสินค้ามีไม่มากนัก ต้องใช้ความขยัน มานะมุ่งมั่นกันล้วนๆ

    5. เมื่อมีเงินแล้วก็ต้องทำให้เงินที่มีเพิ่มขึ้น

    ในสมัยนี้เค้ามีประโยคพูดติดปากว่า ให้เงินทำงานแทนเรา เช่น นำเงินที่ได้มาจำนวนหนึ่ง นำไปลงทุนต่อยอดเพิ่มในธุรกิจต่างๆ หรือนำเงินไปลงทุนในเรื่องต่างๆ หรือเก็บออมเงินไว้ในธนาคารกินดอกเบี้ย ขึ้นอยู่กับคุณด้วยว่า อยากขยายความรวยของตัวเองไปในระดับไหน หรือว่ารวยระดับนี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะนิยามความรวยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

    6. ลด ละ เลิก อบายมุข

    ทุกอย่างที่เป็นอบายมุขเลิกเสีย ถ้าไม่อยากหมดตัว แทนที่จะรวยเป็นเศรษฐี อบายมุขมีอะไรบ้าง เช่น ติดสุรา ได้เงินมาก็ซื้อสุรากิน ใจใหญ่เลี้ยงเพื่อนฝูงหมด หรือติดการพนัน เห็นว่าเล่นแล้วได้ ดวงขึ้นดวงดี ก็เล่นอีก โดยหารู้ไม่ว่าสักวันก็ต้องเสีย ไม่มีใครได้ตลอดไป และการเที่ยวกลางคืนทั้งหลายก็ต้องระวังไว้ด้วยนะครับ รวยแล้วเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ก็จะเป็นทุกข์ตลอดไปครับ มหาเศรษฐีที่ฉลาดจะหลีกเลี่ยงเรื่องพวกนี้ครับ

    เอาหล่ะครับ ตอนนี้ก็พอจะทราบแล้วใช่มั้ยครับว่าลักษณะคนรวย คนรวยเค้ามีอะไรที่มากกว่าเรา ผมขอสรุปให้ว่าคนรวยไม่ได้มีอะไรที่มากกว่าเรามากมาย แต่ความมุ่งมั่นที่จะรวยของเค้ามากกว่าเรานั่นเองครับ เราอาจจะอยู่แบบเฉื่อยๆ ไปวันๆ แต่คนรวยเหมือนจะมีไฟตลอดเวลา ทำนู่นทำนี่อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เรียกได้ว่าเป็นการติดสปีดให้กับชีวิตของตนเองนั่นเองครับ

  • 4 นิสัยของคนรวย ที่ควรทำตาม

    นิสัยของคนรวย

     

    ถ้าจะลองถามคนส่วนใหญ่ว่า ในชีวิตนี้คุณอยากจะเป็นคนรวยหรือเปล่า ผมเชื่อว่าคำตอบที่ได้รับ คือ มีคนอยากเป็นคนรวย มากกว่าไม่อยากเป็นคนรวย ซึ่งในสมัยพุทธกาล หากพูดถึงคนรวยหรือเศรษฐีแล้ว จะหมายถึง บุคคลที่เป็นที่น่ายกย่อง น่าเคารพนับถือมากในความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีน้ำใจไมตรี มีเมตตากรุณาต่อผู้ด้อยโอกาส เพราะว่าเศรษฐีในสมัยพุทธกาลหมายถึง ผู้ที่มีโรงทาน ใครมีโรงทานใหญ่ๆ หรือมีหลายๆ โรงทาน ก็จะถือเป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐี ส่วนใครมีโรงทานเพียงโรงเดียวหรือโรงทานไม่ใหญ่มากนักก็นับเป็นเศรษฐีน้อยๆ ก็จะว่ากันไปตามขนาดของโรงทานที่มีไว้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสในสังคม ฟังดูแตกต่างจากคน หรือเศรษฐีในสมัยปัจจุบันอยู่ไม่น้อยทีเดียว เดี๋ยวนี้พอนึกถึงเศรษฐี ภาพของคฤหาสน์ใหญ่โตโอ่อ่า วัตถุสิ่งของหรูหรา เครื่องอำนวยมากมายปรากฏขึ้นแทนโรงทานไป

    เพราะฉะนั้น ใครที่อยากเป็นคนรวย เป็นเศรษฐี ก็คงจะต้องเริ่มต้นจากการ กำหนดนิยามของคำว่าคนรวย ที่เราต้องการจะเป็นให้ชัดเจนก่อน เช่น บางคนอาจจะอยากเป็นคนรวยที่ใจบุญ หรือเศรษฐีใจบุญ สร้างอะไรหลายๆ อย่างไว้ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อแก่ผู้ด้อยโอกาสนสังคม ดังมีตัวอย่างเช่น นายห้างขายยาตราใบโพธิ์ในอดีต หรือคุณตัน อิชิตัน ถ้าเป็นเมืองนอกก็จะเป็น บิลล์ เกตส์ ที่บริจาคทรัพย์เพื่อการกุศลจำนวนมาก หรือบางคนอาจจะอยากเป็นคนรวยมีเงินมีทอง ไว้เสพสุขในเงินทองของตัวเอง ใครอยากจะเป็นคนรวยแบบใด ก็คงต้องออกแบบกันเองตามความพอใจ แต่ไม่ว่าใครจะอยากเป็นคนรวยแบบใด นิสัยคนรวยที่สำคัญ 4 ข้อต่อไปนี้น่าจะเป็นตัวช่วยนำพาท่านไปลองลิ้มชิมรสความเป็นคนรวย หรือเศรษฐีให้เร็วขึ้นได้บ้าง ใครอยากเป็นคนรวยก็ต้องมี 4 นิสัยของคนรวย ที่ควรทำตาม

    1. คิดอย่างคนรวย แต่ไม่ใช้อย่างคนรวย

    เราจะได้เห็นได้ว่า เมื่อเราไปร้านหนังสือ เราจะเห็นหนังสือที่สอนเราให้รวยมากมายหลายต่อหลายเล่ม แนะนำไปในทางเดียวกันว่าคนจะรวยได้ก็ต้องคิดแบบคนรวย คือจะต้องมีความเชื่อที่หนักแน่นก่อนว่าเราก็เป็นคนรวยได้ เมื่อเชื่อแล้วก็ต้องลงมือทำงานอย่างขยันขันแข็ง มีความพากเพียร มีวิริยะอุตสาหะ มีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานอย่างทุ่มเท ซึ่งก็ควรจะขยันอย่างฉลาด คือต้องหมั่นหาความรู้เพื่อการพัฒนางาน พัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วย แต่ที่สำคัญไปกว่าการคิดอย่างคนรวยก็คือ ต้องไม่ใช้เงินอย่างคนรวย คือต้องรู้จักใช้อยู่ให้ต่ำกว่าฐานะเสมอ หลายคนทำงานหาเงินได้มากมาย แต่ก็ไม่มีเงินเก็บเงินออมเป็นกอบกำสักที เพราะหาได้มากก็ยิ่งใช้จ่ายมาก หาได้เท่าไรก็ไม่เคยพอกินพอใช้ พอหน้าที่การงานเริ่มก้าวหน้าก็ใช้จ่ายมือเติบ ซื้อความสุขความสบายล่วงหน้า ใจใหญ่ เลี้ยงเพื่อนฝูง เรียกว่าการใช้ชีวิตสูงเกินเงินเดือน แบบนี้อาจจะลงเอยด้วยการเป็นคนรวยหนี้แทนที่จะได้นั่งอยู่บนกองเงินกองทอง

    2. อยากเป็นคนรวยต้องมีวินัย

    มีกฎที่สำคัญของการทำงานให้ประสบความสำเร็จ และบริหารเงินให้เป็นไปอย่างที่ใจคิดก็คือ อยากเป็นคนรวยต้องมีวินัย ต้องมีวินัย ทั้งวินัยในการทำงาน ต้องขัยนทำงานทำการ ไม่ขี้เกียจ เพราะถ้าขี้เกียจแล้วเมื่อไหร่เราจะรวยสักที และมีวินัยทางการเงิน ใช้เงินแบบเบาๆ ไม่ใช้จ่ายหนัก หรือใช้แบบผลาญเงินตัวเอง และสุดท้ายก็เงินหมด และกู้เงิน และก็เป็นหนี้ และข้อสุดท้าย ต้องวินัยในการใช้ชีวิต ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขทั้งหลาย ที่จะนำพาชีวิตไปพบกับความเสื่อม สรุปได้ว่ความมีวินัยจะช่วยให้ชีวิตเราเป็นระบบและมีระเบียบมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการเป็นคนรวยให้เราได้อย่างไม่ต้องสงสัย ข้อนี้ต้องหมั่นฝืนใจตัวเองให้ทำในสิ่งที่ควรทำบ่อยๆ และต้องลดการตามใจตัวเองลงบ้างทีละนิด ทีละหน่อย

    3. ต้องอดออมให้เป็น

    ใครอยากเป็นคนรวย ต้องอดออมให้ได้ เพราะเงินที่หามาได้ ไม่มีค่าเท่าเงินที่รักษาไว้ได้ คือ หาได้ 100 ต้องเก็บอย่างน้อยให้ได้ 50 ไม่ใช่ว่ามี 100 ใช้ 100 จะทำให้เราไม่มีโอกาสลิ้มรสความรวย ดังนั้นการวางแผนการเงินแบบคนรวย จึงต้องเริ่มต้นที่อดออม คือต้องอดใจ ต้องหักห้ามไว้ใจบ้าง อยากเป็นคนรวยต้องมีความอดทน รู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ไม่รีบร้อน ไม่เร่งรัดโดยเฉพาะการบริโภค หรือการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง หรือการใช้ของแบรนด์เนม ก็เปลี่ยนมาใช้ของแบบธรรมดาที่มันยังใช้ได้ดีพอๆ กัน อย่างเช่น เสื้อผ้าตัวละหลักร้อย ก็ใส่ดูสวยหล่อได้ไม่แพ้ เสื้อตัวละหลักพัน หรือขับรถราคาหลักแสน ก็สามารถขับไปทำงานได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องไปผ่อนรถจำนวนมากๆ เพื่อให้ได้รถราคาหลักล้านมาใช้ มันอาจจะเกินความจำเป็นของคุณถ้าคุณยังไม่รวย

    4. รู้จักความพอเพียง และการแบ่งปัน

    การรู้จักความพอเพียง และการแบ่งปัน ฟังดูเรียบง่าย แต่มีพลังสร้างสรรค์ที่มหาศาล เพราะทันทีที่เรารู้จักพอ ทันทีที่เราเข้าใจความพอเพียง และนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตัวเรา เราก็จะกลายเป็นคนรวยได้ในทันที เพราะที่เรารวยเพราะเราพอนั่นเอง และการมีความต้องการมากมายแบบไม่รู้จักพอ ก็เท่ากับยังไม่มี ยังต้องดิ้นรน ยังต้องแสวงหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าเรารู้จักพอ และพร้อมจะแบ่งปัน แสดงว่าเรามีมากตามที่เราต้องการ แถมยังมีส่วนเกินที่เผื่อแผ่ไปให้ผู้อื่นได้อีก เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของอภิมหาเศรษฐีใจบุญอย่างบิลล์ เกตส์ และวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่บริจาคทรัพย์สินเกือบทั้งหมดที่ตนเองมีเพื่อสาธารณกุศล นั่นคือส่งที่แสดงให้เห็นว่า การมีเงินล้นฟ้าก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขเสมอไป การแบ่งปันสิ่งที่ตนเองมีไปให้แก่คนที่ไม่มี หรือคนด้อยโอกาส ให้เค้าได้มี ให้เค้าได้ใช้บ้าง ก็ถือว่าเป็นความสุขทางใจอย่างหนึ่งของบรรดาเศรษฐีใจบุญครับ

    สรุป

    นี่ก็เป็น 4 นิสัยของคนรวย ที่ควรทำตาม เป็นสิ่งที่ดีถ้าเราทำตามแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมาย่อมดีตาม เพราะมีเหตุที่ดี ผลที่ออกมาจึงดีตาม ท่านผุ้อ่านลองนำไปปรับใช้ได้นะครับ หนทางในการไปสู่ความรวย อาจจะยังอีกยาวไกลสำหรับบางท่าน หรือบางท่านก็ใกล้เข้ามาแล้ว จะได้สัมผัสความรวยที่รออยู่ข้างหน้า เรื่องความรวยไม่เคยรอใคร ใครขยันกว่า ใครมุ่งมั่นกว่า ย่อมถึงเร็วกว่าครับ

  • ข้อคิดดีๆ จากวอร์เรน บัฟเฟตต์

    ชีวิตวอร์เรน บัฟเฟตต์

     

    เมื่อนานมาแล้ว ได้มีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งของสถานีโทรทัศน์ CNBC ซึ่งได้สัมภาษณ์วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) มหาเศรษฐีนักเล่นหุ้นชื่อดังของโลก ซึ่งได้บริจาคเงินให้การกุศลหลายหมื่นล้านดอลล่าร์ ถือได้ว่าเป็นเศรษฐีที่ใจบุญมากทีเดียว

    และนี่คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของวอร์เรน บัฟเฟตต์

    1. เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่อตอนอายุเพียง 11 ขวบเท่านั้น และปัจจุบันเขาบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป
    2. เขาได้ซื้อไร่เล็กๆ เมื่อตอนอายุ 14 ปี โดยใช้เงินเก็บจากการทำงานเป็นคนส่งหนังสือพิมพ์
    3. เขายังคงอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้ว หรือกำแพงล้อมแต่อย่างใด
    4. เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถ หรือคนมาคอยคุ้มกันเหมือนกับมหาาศรษฐีระดับโลกท่านอื่นๆ
    5. เขาไม่เคยเดินทางไปไหนมาไหนด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้ตัวเองจะเป็นถึงเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม
    6. บริษัท เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือเป็นจำนวนมาก เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุม หรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ
    7. เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ ของบริษัทในเครือเพียง 2 ข้อ คือ
    กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย
    กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1
    8. เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ และการพักผ่อนเมื่อเขากลับบ้าน คือการทำข้าวโพดคั่วกิน และดูโทรทัศน์
    9. บิลล์ เกตส์ มหาเศรษฐีชื่อก้องโลก ได้พบเป็นครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน บิลล์ เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัฟเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิลล์ เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึง 10 ชั่วโมง และบิลล์ เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัฟเฟตต์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
    10. วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือในการติดต่องาน และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน
    11. เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า จงหลีกห่างจากบัตรเครดิต และให้ลงทุนในตัวคุณเอง

    ท่านผู้อ่านได้พบอะไรบางอย่างมั้ยครับ ขนาดวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นมหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้า ก้ยังใช้ชีวิตที่พอเพียงเลย เค้าไม่ได้นำเงินที่ได้มาไปใช้ซื้อความสะดวกสบายแต่อย่างใด เค้าใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเหมือนคนทั่วไป บางทีใช้ชีวิตเรียบง่ายกว่าเราๆ ท่านๆ เสียอีก แสดงว่าเงินจำนวนมากก็ไม่ได้ซื้อความสุขได้เสมอไป ที่เราต้องการมีเงินมีทองมากมาย สุดท้ายก็เพื่อให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องการเงิน เพื่อที่ใจเราจะได้มีความสุขนั่นเอง

    ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย 4 อย่างเพียงพอนั่นเอง
    มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม 1 มื้อ เท่ากัน
    มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุดเท่ากัน
    มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกัน คือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว
    มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเท่าใด สุดท้ายก็ต้องตายเหมือนกัน

    ขอจบบทความนี้แต่เพียงเท่านี้ครับ

  • สูตรสบู่ซักผ้า พร้อมคำแนะนำในการขายสบู่ซักผ้า

    บทความนี้จะเกี่ยวกับเรื่องการขายสบู่ซักผ้าครับ ท่านผู้อ่านเที่ทำอาหารอยู่บ่อยๆ เป็นพ่อครัว หรือแม่ครัว เคยมั้ยครับที่ทำอาหารเสร็จแล้ว ไม่รู้ว่าจะเอาน้ำมันที่ทอดอาหารเสร็จแล้วไปทิ้งที่ไหนดี จะเอาไปขายให้ทำไบโอดีเซล มันก็มีแค่นิดเดียว ในที่สุดก็ต้องทิ้งลงทั้งถังขยะบ้าง เทลงท่อระบายน้ำบ้าง ซึ่งมันก็จะไปก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมาอีก เช่น ทำให้เกิดท่อน้ำอุดตัน หรือถ้าไหลลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ก็ทำให้เกิดน้ำเสียอีก

    แต่วันนี้ผมมีวิธีแก้ปัญหาครับ ไม่ต้องเทน้ำมันจากการทำอาหารทิ้งอีกต่อไป เราสามารถเอาน้ำมันจากการทำอาหารมาใช้ใหม่ได้โดยการแปรรูปไปเป็นสบู่สำหรับซักผ้าครับ ดูเป็นเรื่องแลปกมั้ยครับ ที่มันเอามาเป็นสบู่ซักผ้าได้ มันสามารถเอาไว้ล้างคราบมันได้ดีมากๆ โโยเฉพาะพวกผ้าขี้ริ้ว นี่จะล้างคราบออกได้ดีมากเลยครับ ท่านผู้อ่านสนใจแล้วใช่มั้ยครับ

    วิธีทำก็ทำได้ง่ายๆ ไม่ยากครับ แต่เราต้องป้องกันตัวเองหน่อยนะครับ โดยการใส่ถุงมือยางเพื่อเป็นการป้องกันน้ำด่างที่เวลาเราคน มันจะกระเด็นโดนผิวครับ เพราะเราจะมาทำสบู่ที่ได้จากจากธรรมชาติกันครับ

    ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า สบู่ธรรมชาติคืออะไร คำตอบก็คือ สบู่ธรรมชาติ เกิดจากการทำปฎิกิริยาทางเคมีระหว่างสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์กับน้ำมัน จะเป็นน้ำมันพืช หรือน้ำมันสัตว์ก็ได้ ทำให้ผลผลิตที่ได้กลายเป็นของแข็ง ลื่น มีฟอง ซึ่งในหนึ่งส่วนที่ได้นั้นจะประกอบด้วยสบู่ 5 ส่วน และกลีเซอรีน 1 ส่วน เอาไว้ใช้ทำความสะอาดขจัดคราบสิ่งสกปรกครับ เอาหล่ะครับมาดูส่วนผสม และวิธีทำกันดีกว่าครับ

    สูตรการทำสบู่ซักผ้าสูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    1. น้ำสะอาด 170 กรัม
    2. โซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ) 80 กรัม
    3. น้ำมันที่ใช้แล้ว 500 กรัม
    4. สี และกลิ่นตามชอบครับ

    วิธีทำ

    1. ถ้าน้ำมันมีกลิ่นก็ทุบหอมแดงแช่ไว้แล้วเอาขึ้นตั้งไฟ ทอดหอมแดงสักพัก ปิดไฟกรองผ่านกระชอน เอากระดาษซับที่ใช้ในครัววางรองไว้อักชั้นเพื่อกรองเศษอ่หารที่หลงเหลืออยู่ครับ
    2. เมื่อนำน้ำมันตั้งไฟรวมกับหอมแดงที่ทุบแล้ว เอามาพักให้เย็น อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 40-50 องศาเซลเซียส
    3. ค่อยๆ เทโซดาไฟลงในน้ำ ห้ามเทน้ำใส่โซดาไฟเด็ดขาด เพราะเมื่อโซดาไฟถูกผสมกับน้ำที่อุณหภูมิปกติ อุณหภูมิของสารละลายจะเพิ่มขึ้นทันทีจนเกือบ 100 องศาเซลเซียส เลยนะครับ ถ้าเทน้ำลงในโซดาไฟ จุด Hot Spot สามารถจะหลอมละลายภาชนะได้ หรืออาจจะทำให้เกิดการปะทุ หรือการระเบิดได้ จึงควรค่อยๆ โซดาไฟลงในน้ำ และห้ามใช้อลูมิเนียม หรือสังกะสีเพราะโซดาไฟจะกัดทั้งสองอย่างนี้ครับ
    3. ค่อยๆ คนให้เข้ากัน และให้ตั้งทิ้งไว้ให้อุณหภูมิลดลงเหลือประมาณ 40-50 องศาเซลเซียส ถ้ามีที่วัดอุณหภูมิก็นำมาใช้วัดดูนะครับ
    4. น้ำมันที่อุ่นแล้วก็ให้กรองเศษอาหารออกครับ
    5. ค่อยๆเทโซดาไฟลงในน้ำมันที่ีเตรียมไว้ คนให้เข้ากันต่อเนื่อง ใช้เวลานานอย่างน้อยประมาณครึ่งชั่วโมง หรือจนกว่าสบู่จะจับตัวเหนียวข้นคล้ายนมข้นหวาน เป็นอันใช้ได้
    6. เติมสี หรือเติมกลิ่น และคนให้เข้ากัน
    7. เทใส่พิมพ์ อาจจะใช้กล่องพลาสติกใส่อาหารที่ซื้อตามรัานสะดวกซื้อต่างๆ
    8. ตั้งทิ้งไว้ 1-2 วัน สบู่ก็จะจับตัวเป็นก้อนแข็ง
    9. แกะออกจากพิมพ์ แล้วตัดเป็นก้อน
    10. ห่อด้วยกระดาษไข หรือพลาสติกแรป และให้เก็บไว้อีก 1-2 เดือน เพื่อให้โซดาไฟหมดฤทธิ์จึงจะนำมาใช้ได้

    สูตรการทำสบู่ซักผ้าสูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    1. น้ำมันมะพร้าว 4 กิโลกรัม
    2. น้ำกลั่น 4 ลิตร
    3. โซดาไฟ 8 ขีด
    4. หัวน้ำหอม 3 ออนซ์
    5. สี 1 ห่อ

    วิธีทำ

    1. ให้เตรียมแม่แบบสบู่ตามขนาด และรูปร่างที่เราต้องการ
    2. ค่อยๆ เทโซดาไฟลงในน้ำ และผสมให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้ให้อุณหภูมิเหลือประมาณ 37.7 องศาเซลเซียส (100 องศาฟาเรนไฮน์)
    3. นำน้ำมันมะพร้าวใส่ภาชนะตั้งไฟ คนให้เข้ากันจนได้อุณหภูมิ 37.7องศาเซลเซียส (100 องศาฟาเรนไฮน์) แล้วยกลงจากเตา
    4. เทโซดาไฟในข้อ 2 ลงในน้ำมันในข้อ 3 และคนให้เข้ากัน
    5. ให้ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 4-8 ชั่วโมง จนสบู่จับตัวเป็นก้อนแข็ง ลองใช้นิ้วมือกดดู แล้วจึงเอาออกจากแม่แบบ เก็บต่อไปในระยะเวลา 1-2 เดือน จึงนำไปใช้ หรือนำไปจำหน่ายได้

  • 12 เคล็ดลับเศรษฐี เศรษฐีทำอย่างไรถึงรวย

    เคล็ดลับเศรษฐี

     

    ในบทความนี้ก็จะเกี่ยวกับ 12 เคล็ดลับการเป็นเศรษฐี หรือมหาเศรษฐี ใครอยากเป็นเศรษฐีต้องลองอ่านดูนะครับ

    1. ไม่ทำงานเพื่อเงิน

    การทำงานเพื่อเงิน จะไม่ได้ทำให้คุณเป็นเศรษฐี หรือมีเงินทองมากมาย เงินจะไหลมาเทมา ก็ต่อเมื่อคุณได้ทำในสิ่งที่คุณรัก ไม่ได้ทำแบบขอไปทีเพื่อให้ได้เงินมา และคุณต้องมี passion คือความหลงไหลในสิ่งที่ตัวเองทำ เรียกได้ว่าวันไหนที่ไม่ได้ทำสิ่งนี้ ชีวิตคุณเหมือนขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง และสิ่งนั้นจะต้องเป็นประโยชน์กับผู้อื่นด้วย แล้วเงินจะไหลมาหาคุณเอง เช่น คุณทำงานเป็นสถาปนิก คุณหลงใหลการออกแบบมาก วันไหนไม่ได้นั่งขีดๆ เขียนๆ ออกแบบสิ่งใด รู้สึกเหมือนชีวิตขาดอะไรไปอย่าง อันนี้คือการนำความหลงไหลมาแปรสภาพเป็นเงินครับ หรือในมุมมองของนักลงทุน ผมคิดว่ามันถูกต้องตรงกัน คือ อย่าลงทุนแบบจ้องหากับผลตอบแทนเกินไป เราควรจะมีความสุขกับการลงทุน หรือเลือกลงทุนอย่างถูกต้อง และคุณควรจะรักในการลงทุนด้วย ศึกษามัน ค้นคว้ามัน อยู่กับมัน แล้วเงินจะมาเองครับ

    2. รู้ความสามารถของตัวเอง

    เราจะต้องรู้จุดแข็ง หรือจุดอ่อนของตัวเอง และที่สำคัญเราจะต้องรู้ว่าอะไรคือความสามารถ หรือความเชี่ยวชาญที่สุดของตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นจุดขายของคุณเลย เพราะแต่ละคนจะมีจุดขายอย่างน้อยหนึ่งอย่าง ที่เป็นทักษะของคุณจริงๆ คุณต้องชอบมัน คุณต้องรักมัน มันจึงจะพัฒนากลายเป็นทักษะความรู้ที่สุดยอดได้ หรือถ้าคุณคิดว่าต้องไปทำงานหาเงินทุกวัน วันจันทร์คือวันที่ทุกข์ที่สุด นั่นคุณคิดผิดแล้ว งานจะไม่ใช่งานถ้าคุณทำแล้วมีความสุข และเป็นสิ่งที่คุณรักที่จะทำจริงๆ ยกตัวอย่างคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีชื่อก้องโลก ได้เคยบอกกับซูซี่ อดีตภรรยาที่ล่วงลับไป ในตอนที่แต่งงานกันใหม่ๆ ว่า เขาจะต้องรวย เหตุผลไม่ใช่เพราะเขาทำงานหนัก หรือมีความเก่งเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะเขาเกิดมาด้วยทักษะที่ถูกต้อง ในสถานที่ที่ถูกต้อง และในเวลาที่ถูกต้อง นั่นคือ ทักษะในการจัดสรรเงินทุน หรือก็คือความชอบในการลงทุนนั่นเอง

    3. เป็นนายของตัวเอง

    คุณไม่สามารถรวยได้โดยการทำงานให้คนอื่น เพราะการทำงานอย่างหนักให้บริษัทของคุณ ทำให้บริษัทของคุรรวย แต่คุณยังมีฐานะเท่าเดิม หรือบางทีติดลบลงด้วยซ้ำจากสถานะการเงินต่างๆ ถ้าคุณอยากเป็นเศรษฐี คุณต้องเป็นนายของตัวเอง อย่าพึ่งรีบลาออก ให้ทำงานเก็บเงินให้ได้มากที่สุดก่อน และศึกษาหาลู่ทางในช่องทางการทำธุรกิจต่างๆ ไว้ หาความรู้แบบเก็บเล็กผสมน้อย หรือรู้ว่าตัวเองทำกาแฟเก่ง แต่ไม่มีทักษะทางธุรกิจ ก็อาจจะไปเรียนเพิ่มเติมมาก็ได้ เติมเต็มในสิ่งที่เราไม่มี เพื่อที่จะทำให้สิ่งที่เรามีนั้นสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อถึงเวลาอันสมควร เงินทุนพร้อม ความรักในสิ่งที่จะทำพร้อม และความรู้ธุรกิจพร้อม ก็ให้ออกมาเป็นนายของตัวเอง เพื่อที่จะได้ลงทุนทำธุรกิจต่อไป

    4. ต้องมีความทะเยอทะยาน

    การจะเป็นเศรษฐีได้ เราต้องมีความทะเยอทะยานที่มากกว่าคนอื่น ถ้าเรามีความทะเยอทะยานเท่าคนทั่วไป ฐานะของเราก็จะเท่าคนทั่วไป เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างแรงบันดาลใจขึ้นมา จุดไฟให้ตัวเองมีความทะเยอทะยานขึ้นให้ได้ อาจจะโดยซื้อหนังสือประวัติเศรษฐีต่างๆ มาอ่าน ดูว่าเค้ามีหนทางในชีวิตเป็นอย่างไร ก่อนจะรวยเค้าทำอะไรมาก่อน หรือรวยแล้วเค้าปฏิบัติตัวอย่างไร หรือเค้ามีแง่คิดในชีวิตอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะไปจุดไฟความทะเยอทะยานในตัวคุณได้ ทำอะไรสำเร็จแล้ว ก็ต้องพยายามก้าวให้สูงขึ้นเรื่อยๆ

    5. ตื่นเช้า มาถึงที่ทำงานก่อนใคร

    เอาหล่ะเริ่มจากการตื่นเช้าก่อน ถ้าคุณจะเป้นเศรษฐี แล้วขี้เกียจตื่เช้า คุณไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการตื่นเช้าจะทำให้สมองของคุณปลอดโปร่ง คิดอ่านการใดมักจะราบรื่นปลอดโปร่ง ถ้าคุณเป็นคนทำงานที่ยังกินเงินเดือนอยู่ ให้คุณสร้างนิสัยของเศรษฐี โดยการไปถึงที่ทำงานให้เร็วก่อนใคร เรียกได้ว่าขยันกว่าคนอื่นนั่นเอง แล้วเวลาที่คนจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว เจ้านายคุณจะเสียดายคุณเป็นอย่างมาก จะไม่อยากให้คุณลาออกไป เค้าอาจะเสนอเงินเดือนที่สูงขึ้น ซึ่งถ้าหากคุณพอใจก็ให้ทำต่อไป หรือถ้าตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้ว ก็ให้ทำตามความต้องการของหัวใจของคุณ

    6. เริ่มธุรกิจตั้งแต่อายุน้อย

    การเริ่มธุรกิจตั้งแต่อายุน้อย เป็นข้อได้เปรียบอยู่อย่างหนึ่ง คือล้มแล้วไม่เจ็บตัวมาก สมมติถ้าคุณทำธุรกิจเมื่อตอนอายุมากแล้ว มีครอบครัวที่จำเป็นต้องใช้เป็น เวลาคุณล้ม คุณจะเจ็บตัวมาก เพราะฉะนั้นเริ่มก่อนได้เปรียบกว่า ยังหนุ่มยังสาว ยังมีไฟคุกรุ่น ยังไม่กลัวอุปสรรคขวากหนามมากนัก ก้าวแบบลุยๆ เป็นรสชาติของชีวิตอย่างหนึ่ง ถ้าทำแล้วรุ่งก็ทำต่อไป หรือถ้าทำแล้วร่วง ก็ให้มาทบทวนตัวเองว่าเราได้ทำสิ่งใดผิดพลาดไป ไปเติมหาความรู้ที่ตัวเองด้อยตรงนั้น และพัฒนาทักษะทางธุรกิจให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

    7. อย่าตั้งเป้าหมายที่ใหญ่จนเกินไป

    อย่าตั้งเป้าหมายที่ใหญ่จนเกินไป ให้ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่คุณคิดว่าทำได้ก่อน ให้ก้าวไปทีละขั้น ทีละอย่าง การที่คุณมีเป้าหมายที่ใหญ่จนเกินไป เวลาที่คุณทำไม่ได้คุณจะมีความทุกข์ ที่ทำไม่ได้ และก็จะล้มเลิกความตั้งใจไปกลางคัน เพราะฉะนั้นให้ตั้งเป้าหมายที่คิดว่าตนเองทำได้ อาจจะเป็นเป้าหมายเล็กๆ เช่น เดินนี้จะขายให้ได้เดือนละ 2 หมื่นบาท อย่าไปตั้งเป้าว่า เดือนนี้จะขายให้ได้ 1 แสนบาท เราจะนอนน้อยๆ เราจะขยัน เราจะไม่ไปเที่ยวไหน เราจะไม่พักผ่อนหย่อนใจ แบบนี้จะทำให้คุณเครียดเกินไป ได้เงินมาดีไม่ดีต้องนำไปรักษาอาการป่วยของตนเอง เพราะฉะนั้นค่อยๆ โตไปทีละขั้นนะครับ

    8. อย่ากลัวความล้มเหลว

    เมื่อคุณประกาศตนแล้วว่า คุณจะเป้นเศรษฐีคนหนึ่งในอนาคต แน่นอนว่าชีวิตคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อาจจะมีบ้างที่เราล้มเหลว อาจจะมีบ้างที่ทำธุรกิจแล้วเจ๊ง แต่เราก็ต้องสู้ต่อไป สักวันความสำเร็จต้องเป็นของเรา อย่าย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งหลาย ถ้าเรากลัวความล้มเหลว เราจะไม่กล้าทำอะไร ว่าที่จริงไม่มีคำว่าล้มเหลว ยกเว้นว่าคุณจะล้มเลิกเท่านั้น การลงทุนในเรื่องต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน ไม่มีทางที่คุณจะประสบความสำเร็จตลอด อย่าเลิกเมื่อขาดทุนหนัก สู้ต่อไป วันหนึ่งเราจะชนะ อย่าลืมทำบุญต่อบุญเพื่อให้ชีวิตเราเจริญรุ่งเรืองด้วยนะครับ

    9. ทำเลคือสิ่งสำคัญ

    บางคนมีเงินทุนมากมาย แต่คิดผิดที่ไปเลือกทำเลที่ไม่ดี ทำให้ขายของไม่ค่อยได้ หรือไม่ค่อยมีคนมาใช้บริการเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นก่อนที่จะทำธุรกิจเลือกทำเลให้ดีๆ นะครับ เอาที่มีคนเดินไปเดินมามากๆ ยิ่งดี ที่เค้าเรียกกันว่า ทำเลทอง นั่นแหล่ะครับ ค้นหาให้เจอ ราคาสูงก็ควรลองถ้ามันทำเงินให้ได้มาก และควรเลือกทำเลให้สัมพันธ์กับธุรกิจของคุณด้วย เช่น ทำธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา ควรจะหาสถานที่ที่ใกล้ๆ โรงเรียน ไม่ควรตั้งธุรกิจไว้ติดผับ บาร์ หรือสถานที่อื่นๆ ที่ไม่สมควร เพราะจะมีผลต่อการสร้างแบรนด์ธุรกิจของคุณ

    10. ทำการตลาด

    การทำการตลาด สามารถเพิ่มยอดขายของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นการ ลดแลกแจกแถม เหล่านี้คือหลักการเบื้องต้นในการทำการตลาด ธุรกิจเล็กๆ คุณอาจจะทำการตลาดเวยตัวของคุณเอง ขอให้ได้มีไอเดียเจ๋งๆ ก็พอ ส่วนธุรกิจขนาดกลาง และขนาดใหญ่ คุณอาจจะต้องจ้างเจ้าหน้าที่การตลาดมาช่วยเสนอไอเดียร่วมด้วย ถ้าการตลาดของคุณดีจริงๆ ธุรกิจของคุณจะก้าวไปได้ไวมาก เรื่องการตลาดบางครั้งก็ไม่จำเป็นจะต้องไปศึกษามาจากตำรา เพราะถ้าต่างคนต่างศึกษามาจากตำรา การตลาดของธุรกิจก็จะไปในทิศทางเดียวกัน เราต้องมีอะไรที่แตกต่างออกไปบ้าง เพราะแตกต่างธุรกิจคุณถึงรวย เพราะแตกต่างธุรกิจคุณถึงอยู่รอด

    11. ดูไอเดียของคนเก่งๆ

    ให้ลองดูคนเก่งๆ เค้าทำอย่างไร มีไอเดียอย่างไร ให้ดูแล้วนำมาพัฒนาในธุรกิจของเรา แต่ไม่ใช้ก็อปเค้ามาทั้งหมด ให้ศึกษาข้อดีของเค้า เรียกได้ว่าเก็บตกสิ่งที่ดีมานั่นเอง ถ้าทำได้แบบนี้ ตัวคุณจะพัฒนาทักษะทางธุรกิจได้มากทีเดียว จะส่งผลให้ธุรกิจของคุณได้พัฒนาตาม

    12. ยึดมั่นในจรรยาบรรณทางธุรกิจ

    นี่เป็นกฎเหล็กที่สำคัญที่สุด วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เคยพูดว่า ชื่อเสียงใช้เวลา 20 ปีในการสร้าง แต่ใช้เวลาแค่ 5 นาทีในการทำลาย ดังนั้นคุณต้องจำข้อไว้ตลอดเวลา อย่าทำอะไรที่ส่อไปในทางทุจริต แม้มันจะยั่วยวนเหมือนดอกไม้ที่น่าจับ แต่ในระยะยาวมันจะส่งผลลบถึงธุรกิจคุณแน่นอน

  • เรียนรู้บุคลิกนักธุรกิจต่างชาติ

    ในปัจจุบันนี้ชาวต่างชาติได้เข้ามาร่วมลงทุนธุรกิจในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก รวมถึงคนไทยเองก็ได้ไปร่วมหุ้น ร่วมธุรกิจกับชาวต่างประเทศเช่นกัน ผมคิดว่านักธุรกิจไทยหลายท่านๆ ต้องเคยพบกับความอึดอัดใจ ยามต้องติดต่อ หรือต้องทำงานร่วมกับนักธุรกิจต่างชาติ ใช่ไหมครับ

    เพราะอะไร เหตุก็คือ เพราะวัฒนธรรมของแต่ประเทศที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี กิริยามารยาทต่างๆ รวมถึงภาษา ทำให้การติดต่อสื่อสารอาจเกิดความเข้าใจที่ผิดพลาด โดยเฉพาะการทำธุรกิจ เกิดการผิดใจ จนกลายเป็นบ่อเกิดแห่งความล้มเหลวในการทำธุรกิจร่วมกัน ระหว่างคุณกับคู่ค้าต่างชาติได้

    สำหรับวันนี้ผมก็จะมาแนะนำว่า นักธุรกิจใน 4 ประเทศนี้ เค้ามีบุคลิก หรือขนบธรรมเนียมกันอย่างไรบ้าง จะได้กระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นครับ

    นักธุรกิจชาวจีน

    ในเรื่องการทักทาย สำหรับนักธุรกิจที่เป็นชาวจีน บางคนอาจทักทายด้วยการพยักหน้า และก้มศีรษะโค้งเล็กน้อย หรือในกรณีการจับมือ อาจจะจับแบบหลวมๆ ซึ่งหากไม่มีการสบตาเกิดขึ้นนั่นถือเป็นเรื่องปกติ เพราะชาวจีนบางท่าน อาจจะไม่คุ้นเคยกับการติดต่อกับนักธุรกิจต่างประเทศ

    ในการพรีเซนต์งาน หากเรามีข้อซักถามควรให้การพรีเซนต์นั้นจบลงเสียก่อนจึงค่อยเริ่มถามคำถาม โดยเฉพาะกับนักธุรกิจชาวจีน เพราะเขาจะถือว่าไม่สุภาพมาก ถ้าไปขัดจังหวะในขณะที่เขากำลังพูดอยู่

    เมื่อเชิญนักธุรกิจชาวจีนมางานเลี้ยง ควรเสิร์ฟอาหารหลัก ไม่ควรเสิร์ฟเครื่องดื่ม หรือขนม และหากคุณถูกเชิญไปงานเลี้ยงอาหารเย็น ควรจะลองชิมอาหารทุกจาน ที่เจ้าภาพเสิร์ฟ และควรเหลืออาหารไว้ในจานเล็กน้อยเมื่ออิ่ม เพราะเจ้าภาพจะถือว่าไม่อิ่มถ้ารับประทานอาหารจนเกลี้ยง และอาจได้รับการเสิร์ฟอาหารไปเรื่อยๆ

    ส่วนการไปทานที่ร้านอาหารจีน การให้ทิปค่อนข้างเหมือนกับประเทศไทย คือจะถูกห้าม เพราะถือว่าเป็นการติดสินบน แต่สมัยนี้ดูจะเป็นเรื่องธรรมดา ไปเสียแล้ว ฉะนั้นหากจะทิป ก็ให้ประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ของบิลในร้านอาหารนั้นเป็นพอ

    สำหรับการให้ของขวัญ ของที่ระลึก พยายามหลีกเลี่ยงสีขาว และสีดำ เพราะคนจีนถือว่าเป็นสีที่ใช้ในงานศพ และหลีกเลี่ยงของขวัญต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ นาฬิกา ร่ม ดอกไม้ขาว ผ้าเช็ดหน้า หรือมีด เพราะสิ่งเหล่านี้แสดงถึงความเศร้าโศกเสียใจ การจากกัน และการตัดสัมพันธ์

    ตัวเลขนำโชคของชาวจีน คือ 8 และ 6 ส่วนตัวเลขขัดลาภคือเลข 4

    นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น

    บุคลิกของนักธุรกิจญี่ปุ่น หรือชาวญี่ปุ่นโดยทั่วไปแล้ว เขาจะค่อนข้างเป็นชาตินิยม ดังนั้นการพูดจาอะไรที่ไม่ดีเกี่ยวกับชาติของเขา หรือไปวิพากษ์วิจารณ์ประเทศของเขา อาจสร้างความไม่พอใจ ผิดใจ จนแตกคอกันทางธุรกิจได้ ควรที่จะคุยเรื่องราวทั่วไปเบาๆ จะเหมาะสมกว่า

    ส่วนการวางตัวต้องสุภาพพอสมควร จะเห็นว่าวัฒนธรรมของเขา ต้องโค้ง ต้องคำนับ เราก็ไม่ต้องถึงขนาดนั้น รักษาความเป็นไทย ทำตัวให้สำรวมสุภาพก็พอแล้ว หรือถ้าท่านใดไปติดต่อธุรกิจที่ประเทศญี่ปุ่น อยากจะทักทายแบบชาวญี่ปุ่น จะลองโค้ง ลองคำนับแบบชาวญี่ปุ่นก็ได้

    ส่วนการเทคแคร์ด้านอาหาร ชาวญี่ปุ่นชาตินิยมมาก อย่างไรก็ตาม เขาย่อมชอบรับประทานอาหารญี่ปุ่น หรืออะไรที่เป็นของชาติญี่ปุ่นอยู่แล้ว ถ้าอยากพาไปสังสรรค์ต่อควรพาไปคาราโอเกะ และห้ามแย่งไมโครโฟนจากเขาเป็นอันขาด

    บุคลิกหนึ่งที่สัมผัสได้คือ นักธุรกิจญี่ปุ่นจะไม่ค่อยชอบไปสังสรรค์เฮฮา กับนักธุรกิจที่เป็นฝรั่งสักเท่าไรนัก ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใดก็ตาม เขารักที่จะทำงานร่วมกับชาวญี่ปุ่นด้วยกันมากกว่า ดังนั้นหากต้องไปร่วมกัน ควรจัดที่นั่งให้ได้ระยะห่างกันพอสมควร และมีคนไทย หรือคนเอเชียด้วยกันคั่นไว้จะเหมาะมาก

    นักธุรกิจชาวอเมริกัน

    เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศเปิด มีอิสระเสรีเหนืออื่นใด ทำให้ครอบคลุมมาถึงเรื่องของการทำงาน ทำธุรกิจ นักธุรกิจชาวอเมริกัน ค่อนข้างเปิดกว้างกับทุกคน กล้าได้กล้าเสีย เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน

    บุคลิกที่เด่นชัดของนักธุรกิจชาวอเมริกันอีกอย่าง คือ ค่อนข้างตรงไปตรงมา ต้องการอะไรก็จะพูดจะบอกกันตรงๆ ดังนั้นเราก็ควรพูดตรงๆ แต่อยู่ในลีลาของความเป็นไทยไปด้วย

    คนอเมริกันเป็นคนขี้คุย เพราะฉะนั้นต้องปล่อยให้เขาคุยมากๆ โดยเราต้องมีข้อมูลทั่วไปเตรียมพร้อมอยู่ในหัว และพร้อมที่จะเออออบ้าง หรือถ้าไม่เห็นด้วยก็คัดค้านบ้างอย่างมีเหตุผล อย่างมีศิลปะ

    นักธุรกิจชาวเยอรมัน

    บุคลิกคนชาติเยอรมันจะค่อนข้างเงียบๆ ไม่ชอบสั่ง ชอบทำอะไรด้วยตัวเอง ดังนั้นการปฏิบัติของเรา ถ้าเรามีนายเป็นชาวเยอรมัน ในฐานะที่เป็นลูกน้อง ก็ต้องเข้าหาเจ้านายให้มากขึ้นเพื่อช่วยงานของเขา ซึ่งการเข้าไปตรงๆ ถือว่าเป็นการเรียนรู้การทำงาน สร้างความเข้าใจกันได้ดียิ่งขึ้น หรือถ้าเป็นนักธุรกิจก็ต้องนัดพูดคุยเจรจากันตรงๆ จะได้เรื่องมากกว่าครับ

    เป็นอย่างไรบ้างครับกับบทความ เรียนรู้บุคลิกนักธุรกิจต่างชาติ ถึงตรงนี้คงทำให้นักธุรกิจทั้งหลายได้มีความเข้าอกเข้าใจ อุปนิสัยใจคอ นักธุรกิจต่างชาติเหล่านี้ดีขึ้นบ้างแล้วนะครับ และถ้าจะนัดเจรจาธุรกิจ กับชาวต่างชาติในครั้งหน้า หวังว่าคุณคงคว้าความสำเร็จมาอยู่ในมือของคุณเองได้ไม่ยากครับ

  • วิธีปลูกเงาะ พร้อมคำแนะนำในการขายเงาะ

    ต้นเงาะ
     

    เมื่อพูดถึงเงาะแล้วสิ่งที่เรานึกถึงคงเป็นรสชาติที่หวานชุ่มคอเนื้อกรอบนุ่มราคาไม่แพง รับประทานก็ง่ายไม่ยุ่งยาก ยิ่งถ้าได้แช่ให้เย็นฉ่ำด้วยล่ะก็ แค่คิดก็ชื่นใจแล้วใช่ไหมครับ และถ้าเอาไปขายก็ทำกำไรได้เรื่อยๆ ในวันนี้เรามาทำความรู้จักกับเงาะ และวิธีการปลูกเงาะกันให้ละเอียด จะได้รู้ถึงที่มาที่ไปว่ากว่าจะมาเป็นผลไม้ที่มีเปลือกสีแดง เนื้อในสีขาวรสหวานฉ่ำนี้ มีวิธีการปลูกอย่างไรกันบ้าง

    ก่อนอื่นก็ขอเกริ่นถึงเรื่องเงาะสักเล็กน้อย เงาะมีชื่อในภาษาอังกฤษคือ Rambutan และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Nephelium lappaceum Linn เงาะเป็นไม้ยืนต้น เป็นผลไม้เมืองร้อน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย และแพร่ขยายมาปลูกมาในประเทศไทยในภายหลัง เป็นผลไม้ที่สามารถเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีความชื้นสูง เงาะในประเทศไทยจึงนิยมปลูกในภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งสายพันธุ์ที่นิยมเพาะปลูกมากที่สุดก็ได้แก่ พันธุ์โรงเรียน หรือชื่อเรียกว่าอีกอย่าง คือ เงาะโรงเรียน และพันธุ์สีทอง พันธุ์สีชมพู เป็นต้น ส่วนสายพันธุ์อื่นๆ ก็มีปลูกกันอยู่บ้างตามพื้นที่ต่างๆ

    พันธุ์เงาะในปัจจุบัน มี 2 ชนิด คือ เงาะติดกับเงาะล่อน เงาะติดคือเงาะที่มีเนื้อติดกับส่วนของเมล็ด มักมีรสเปรี้ยวไม่นิยมรับประทานหรือปลูกเพื่อจำหน่าย อีกชนิดหนึ่งคือเงาะล่อน ซึ่งเนื้อของเงาะจะล่อนสามารถแยกออกจากเมล็ดโดยง่าย เงาะล่อนจะมีหลายสายพันธุ์ส่วนมากจะมีรสหวานอร่อย คนจะนิยมรับประทานเงาะล่อนมากกว่าเงาะติด

    ลักษณะ และคุณสมบัติของเงาะสายพันธุ์ที่นิยมปลูก

    1. เงาะโรงเรียน ปลูกง่ายผลดกเมื่อสุกเปลือกจะมีสีแดงเข้มปลายขนจะมีสีเขียว เปลือกบางเนื้อหนาแห้ง เม็ดล่อน เนื้อกรอบรสหวานแหลม สามารถเก็บได้นาน เป็นเงาะที่นิยมรับประทาน และปลูกกันมาก เป็นที่ต้องการของตลาด ที่ขึ้นชื่อที่สุดก็คือเงาะโรงเรียนของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

    2. เงาะเจ๊ะมง ใบจะใหญ่ปลูกยากแต่ผลจะงามมาก สีแดงสดสวย เนื้อหวานกรอบไม่แฉะ มีลูกน้อยผลไม่ดก นิยมปลูกกันมากทางภาคใต้

    3. เงาะสีชมพู เป็นพันธุ์ที่มีขนาดผลใหญ่ เมื่อสุกจะมีเปลือกและขนเป็นสีชมพูสด เนื้อผลจะเหนียวหนาฉ่ำน้ำ แต่เปลือกบางช้ำง่ายไม่ทนต่อการขนส่ง ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ นิยมปลูกกันมากในภาคตะวันออก

    นอกจากนั้นก็ยังมีพันธุ์สีทอง พันธุ์น้ำตาลกรวด พันธุ์ปีนัง พันธุ์ตาวี เงาะบางยี่ขัน ซึ่งไม่นิยมปลูกทำเลที่เหมาะในการทำสวนเงาะคือที่มีดินร่วนปนทราย และที่สำคัญคือมีปริมาณน้ำฝนมาก เพราะเงาะเป็นพืชที่ต้องการความชื้นในอากาศมากเป็นพิเศษ ซึ่งจะช่วยในการออกดอกติดผล ทำให้เงาะมีผลผลิตมาก

    วิธีการปลูกเงาะทำอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ

    1. วิธีการขุดหลุมปลูก การปลูกวิธีนี้เหมาะกับพื้นที่ซึ่งไม่มีการวางระบบน้ำไว้ก่อนปลูก วิธีนี้จะให้ดินในหลุมเป็นตัวเก็บกักความชื้น ควรขุดหลุมกว้างประมาณ 80 เซนติเมตร ลึก 60 เซนติเมตร ตากแดดทิ้งไว้หนึ่งสัปดาห์ ใช้หญ้าแห้งรองก้นหลุมใส่ปุ๋ยแล้วนำเงาะลงได้ หากมีปุ๋ยคอก เช่น มูลโค กระบือ หรือปุ๋ยดินฟอสเฟต ให้ใส่รองก้นหลุมก็จะดียิ่งขึ้น

    2. ปลูกแบบไม่ต้องขุดหลุม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การปลูกแบบนั่งแท่น หรือยกโคก วิธีนี้เหมาะกับพื้นที่มีฝนตกชุก วิธีนี้จะสามารถทำการระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ขังโคนต้นแต่ต้องมีการวางระบบน้ำไว้ก่อน เงาะจะเจริญเติบโตได้เร็วกว่าการปลูกในหลุม

    ทั้งนี้จุดเน้นที่สำคัญในการปลูกเงาะ คือ ควรใช้ต้นกล้าที่มีระบบรากดี ไม่ขดงอในถุง แต่ถ้าจะใช้ต้นกล้าขนาดใหญ่ก็ให้ตัดดิน และรากที่ขดหรือพันตรงก้นถุงออก

    ระยะห่างการปลูกเงาะ

    ระยะห่างการปลูกเงาะเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี ควรมีระยะห่างระหว่างต้นอย่างน้อยที่สุดคือ 12 เมตร แต่ระยะที่เหมาะสมจริงๆ ควรอยู่ที่ 16 เมตร เพราะเงาะจะได้แผ่กิ่งก้านสาขาได้อย่างเต็มที่ ในสวนหนึ่งไร่จะปลูกเงาะได้ราว 9-16 ต้นเท่านั้น และต้องคอยตัดแต่งกิ่งไม่ให้ทรงพุ่มชนและบังแสงกัน สำหรับสวนที่ใช้เครื่องจักรกลแทนแรงงาน ควรเว้นระยะระหว่างแถวให้ห่างพอที่เครื่องจักรกลจะเข้าไปทำงาน แต่ให้ระยะระหว่างต้นชิดขึ้น

    การดูแลรักษา

    การดูแลรักษา ต้องให้น้ำเงาะสม่ำเสมอ แล้วงดน้ำในช่วงปลายฝน เงาะที่ต้นสมบูรณ์เมื่อผ่านสภาพขาดน้ำติดต่อกัน ประมาณ 20-30 วัน จะแสดงอาการขาดน้ำโดยใบจะห่อ ให้กระตุ้นการออกดอกด้วยการให้น้ำในปริมาณมากเต็มที่ ก่อนหยุดให้น้ำอีกประมาณ 10 วัน เมื่อพบว่าตายอดเริ่มพัฒนาเป็นดอก ก็เริ่มให้น้ำอีกครั้งเพื่อเร่งการพัฒนาของดอก

    แต่ถ้าหลังจากให้น้ำแล้วตายอดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเขียว แสดงว่าให้น้ำมากเกินไป ถ้าตายอดพัฒนากลายเป็นใบ ต้องหยุดให้น้ำปล่อยให้ต้นเงาะขาดน้ำอีกครั้ง ถ้าตาดอกเปลี่ยนสีจากสีน้ำตาลอมเขียวกลายเป็นสีน้ำตาลทองก็เริ่มให้น้ำอีกครั้ง จากนั้นเมื่อต้นเงาะแทงช่อดอกและติดผลแล้ว ให้รดน้ำอย่างสม่ำเสมอ

    การบำรุงรักษาต้องคอยกำจัดหญ้า และใส่ปุ๋ย โดยเฉพาะเมื่อเงาะออกดอกแล้ว และหลังจากการเก็บเกี่ยว และเมื่อทำการเก็บเกี่ยวแล้วต้องมีการตัดแต่งกิ่งเงาะทุกครั้ง โดยตัดกิ่งเล็กๆ ออกทิ้ง เหลือไว้แต่กิ่งใหญ่

    สรุปการปลูกเงาะ

    จะเห็นได้ว่าการปลูก และวิธีการดูแลเงาะนั้นไม่ได้ยากอย่างที่หลายๆ ท่านคิดเลยครับ สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแต่เราหมั่นขยันดูแลเอาใจใส่ในงานของเราเพียงเท่านี้ ไม่ว่าการจะลงมือทำ หรือปลูกพืชชนิดใดก็แล้วแต่จะต้องสำเร็จได้อย่างแน่นอนครับ

    เงาะ

    การขายเงาะ

    สำหรับเงาะเนี่ยจะให้ผลผลิตปีละครั้ง เริ่มเก็บผลผลิตได้ช่วงปลายเดือนมีนาคม การปลูกเงาะมีเยอะในจังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด สำหรับในภาคใต้ต้องรอเดือนกรกฎาคมถึงจะเริ่มเก็บผลผลิตได้

    ราคาเงาะตอนออกจากสวนจะเป็นราคาที่ถูกที่สุด พอออกจากสวนแล้วก็มาวางขายที่ตลาดขายส่ง ราคาก็เขยิบขึ้นมานิดหน่อย และราคาจะแพงสุดเมื่อนำไปวางขายปลีก ซึ่งราคาเงาะที่ขายก็แล้วแต่พื้นที่ครับ

    สำหรับการขายเงาะนั้นนะครับ เงาะก็ถือได้ว่าเป็นผลไม้ที่มีคนทานเยอะ เรียกได้ว่าเอาไปวางขาย ยังไงก็ต้องมีคนซื้อ แต่การขายเงาะจะเหนื่อยหน่อย เพราะเราต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปขายเงาะ เพราะส่วนใหญ่คนจะมาซื้อเงาะที่ตลาดตอนเช้าๆ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็ทำให้เรามีเงินได้ครับ ชีวิตขายผลไม้ของพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ขายแบบสบายๆ ส่วนใหญ่จะเหน็ดเหนื่อย เหมาะสำหรับคนขยัน ไม่เกี่ยงความลำบาก แต่อาชีพขายเงาะก็ทำให้หลายๆ คนมีเงินจำนวนมากเข้าขั้นคนรวยมาแล้ว

  • วิธีปลูกว่านหางจระเข้ พร้อมคำแนะนำในการขายว่านหางจระเข้

    เมื่อพูดถึง ว่านหางจระเข้ เราก็คงนึกถึงสมุนไพรที่สารพัดประโยชน์ หลายคนอาจจะคิดว่าว่านหางจระเข้ เป็นพืชของประเทศไทยแต่ความจริง ว่านหางจระเข้เป็นพืชพื้นเมืองที่มาจากทวีปแอฟริกา แพร่หลายเข้ามาในเมืองไทยเมื่อไหร่ไม่ปรากฏชัด แต่คนไทยโบราณถือว่าว่านหางจระเข้ เป็นอีกหนึ่งสุดยอดสมุนไพรไทย

    วิธีปลูกว่านหางจระเข้

    วิธีการปลูกว่านหางจระเข้อาจจะดูเหมือนง่าย เพราะเป็นพืชที่ทนแล้งตายยาก แต่ความเป็นจริงการจะปลูกว่านหางจระเข้ให้เจริญเติบโตได้ดี ต้องมีการเอาใจใส่กับกระบวนการ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมดิน

    ว่านหางจระเข้ชอบดินร่วนซุย ควรเป็นดินปนทรายคล้ายดินลูกรัง ต้องมีความโปร่งของเนื้อดินพอสมควร ดินเหนียวไม่ควรใช้ในการปลูกว่านหางจระเข้ พื้นที่ปลูกต้องระบายน้ำได้ดี ไม่เป็นพื้นที่ต่ำน้ำขัง เป็นที่ ๆ รับแสงแดดจัดไม่ควรมีร่มเงา ต้องให้ต้นได้โดนแดด เพราะว่านหางจระเข้เป็นไม้ชอบแดด

    การเลือกต้นที่จะนำมาปลูก ต้นว่านหางจระเข้ยิ่งโตยิ่งปลูกติดง่าย ต้นที่นำมาปลูกควรมีใบยาวประมาณหนึ่งฝ่ามือ หรือมีใบ 8-10 ใบแล้ว การปลูกให้ขุดหลุมลึกประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์เล็กน้อยที่ก้นหลุม นำพันธุ์ลงปลูกถมดินให้เสมอโคนต้น หรือถ้าหากไม่ลงดินจะปลูกในกระถาง ก็ให้เลือกกระถางทรงลึกและใบใหญ่ ขนาดปากกว้าง 1 ฟุตขึ้นไป

    การดูแลรักษาว่านหางจระเข้ ควรใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแต่อย่าให้ปุ๋ยมากเกินไป ว่านหางจระเข้อาจเกิดอาการรากเน่าได้ ใส่ปุ๋ยประมาณเดือนละครั้ง และต้องหมั่นพรวนดิน เนื่องจากต้นว่านหางจระเข้ชอบดินร่วน ถ้าดินเริ่มจับแข็งเป็นก้อนน้ำซึมผ่านไม่ดี หรือมีน้ำขังให้พรวนดินให้ร่วน ต้องคอยกลบโคนต้น เพราะเมื่อต้นว่านหางจระเข้โตขึ้นเรื่อย ๆ ลำต้นจะยืดออกมาเหนือพื้นดิน ต้องคอยเอาดินกลบให้ใบล่างสุดเสมอชิดติดดิน

    เพราะการยืดยาวของต้นว่านหางจระเข้ จึงทำให้ต้องเปลี่ยนกระถางทุกปี หรือถ้าปลูกลงดินเมื่อลำต้นของว่านหางจระเข้พ้นจากดินมากไป จนเกินจะคอยถมดินให้เสมอใบล่างได้ ก็ให้ใช้วิธีตัดลำต้นให้สั้นลงแล้วปลูกใหม่ ลำต้นของว่านหางจระเข้จะงอกรากขึ้นมาใหม่

    หน้าฝนไม่จำเป็นต้องรดน้ำว่านหางจระเข้ แต่ในหน้าแล้งควรรดน้ำวันละ 1-2 ครั้งเพื่อให้ความชุ่มชื่น แต่อย่ารดน้ำให้ดินเกิดความชื้นแฉะเกินไป ควรจะให้น้ำแบบเป็นฝอยกระจาย หรือให้น้ำตรงโคนต้นว่านหางจระเข้ ห้ามให้น้ำด้วยการรดหรือเทราดลงบนต้น เพราะน้ำจะเข้าไปขังอยู่ในกาบใบของว่าน ทำให้ใบเน่าและต้นตาย

    การขยายพันธุ์ว่านหางจระเข้ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การแยกหน่อ การตัดเหง้า การปักชำยอดและการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แต่วิธีที่สะดวกที่สุดนิยมมากที่สุด คือ การแยกหน่อจากต้นแม่ ด้วยการตัดออกมาวางทิ้งไว้ในที่ร่มให้ยางแห้ง แล้วนำไปปลูก

    การขายว่านหางจระเข้

    ว่านหางจระเข้เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ที่การขายอาจจะไม่หวือหวาทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็เป็นว่านที่ขายได้เรื่อยๆ มีคนต้องการใช้อยู่เรื่อยๆ ด้วยสรรพคุณของว่านหางจระเข้ที่มีอย่างหลากหลาย ที่ไม่ได้เอาไว้ทาเวลาโดนของร้อนๆ อย่างเดียว ในปัจจุบันนี้ยังได้นำว่านหางจระเข้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายชนิด เช่น สบู่่ ยาสระผม เจลทาหน้า ไปจนกระทั่งเครื่องดื่มที่ทำจากว่านหางจระเข้

    หรือถ้าหากใครยังไม่แน่ใจว่าจะมาลงตลาดนี้ดีมั้ย ขอแนะนำว่าให้เริ่มทำจากการเป็นอาชีพเสริมไปพลางๆ ก่อน เป็นการลองตลาดว่ามีผู้ที่สนใจซื้อมากน้อยเพียงใด นอกจากการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทำจากว่านหางจระเข้ให้มีคุณภาพดีแล้ว เทคนิคสำคัญที่จะทำให้ขายผลิตภัณฑ์จากว่านหางจระเข้ได้ดี เราควรมุ่งนำสินค้าไปลงตามร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ถ้าเรามีฐานตลาดอยู่ในมือเพียงพอแล้ว ที่เหลือก็แค่การบริหารสินค้าให้ดีๆ เท่านี้จากอาชีพเสริมก็จะมาเป็นอาชีพหลักที่ทำเงินได้เรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงความร่ำรวยได้ในที่สุดครับ

  • วิธีปลูกผักชี พร้อมคำแนะนำในการขายผักชี

    ถ้าพูดถึงผักชีนั้น เป็นผักที่ทุกคนรู้จักกันดี มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงมีการนำผักชีมาใช้เป็นส่วนประกอบในการทำอาหารต่างๆ มากมาย เพื่อให้อาหารมีกลิ่นหอมน่าทาน และด้วยสีของผักชีที่เขียวสด และรูปร่างของใบ ที่มีความโดดเด่น ผักชีจึงกลายเป็นผักแต่งจานอาหาร ให้ชวนน่ารับประทาน จนมีหลายๆ คนมีวลีที่ติดปากกันว่าผักชีโรยหน้า ซึ่งก็หมายถึง โรยผักชีให้ดูสวยไว้ก่อน จะรับประทานหรือไม่ หรือรสชาติเป็นอย่างไรค่อยว่ากันทีหลัง ซึ่งผักชีสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งใบ ก้าน ลำต้นและราก นอกจากจะเป็นอาหารแล้วยังมีสรรพคุณด้านยาสมุนไพรอีกด้วย

    ซึ่งผักชีดั้งเดิมแล้วมีถิ่นกำเนิดมาจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน แหล่งปลูกผักชีที่สำคัญของประเทศไทย อยู่ที่จังหวัดนครปฐมและราชบุรี สามารถปลูกได้ในทุกฤดูกาล แต่หากปลูกในฤดูหนาวจะทำให้ผักชีโตเร็ว เพราะผักชีชอบอากาศหนาว

    ผักชีเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น ใช้เวลาปลูก และเติบโตประมาณ 40-60 วันเท่านั้น พันธุ์ผักชีที่นิยมปลูกกันมากในประเทศไทยคือ ผักชีพันธุ์สิงคโปร์ ผักชีพันธุ์สิงคโปร์เมล็ดดำ และผักชีพันธุ์ไต้หวันเป็นต้น การปลูกผักชีทำได้ไม่ยากเพราะเป็นพืชที่สามารถขึ้นในดินได้แทบทุกชนิด และในปัจจุบันนี้มีการพัฒนาปลูกผักชีแบบไม่ใช้ดินอีกด้วย

    วิธีปลูกผักชี

    วิธีการปลูกผักชี เริ่มจากการเตรียมดินเพื่อปลูกผักชีก็เหมือนกันการเตรียมดินเพื่อปลูกผักอื่นๆ ทั่วไปโดยการขุดหรือไถดินลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ตากทิ้งไว้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคแล้วพรวนดินให้ร่วน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน

    ซึ่งแปลงปลูกผักชีเพื่อการเกษตรกรรมมีหลายแบบ ทั้งแบบที่ยกร่องมีคูน้ำล้อมรอบ หรือจะปลูกผักชีในแปลงที่เป็นท้องนาก็ได้ หากปลูกในปริมาณที่ไม่มากเป็นผักสวนครัวไว้เพื่อรับประทานกันเองในบ้าน ก็อาจเตรียมที่ว่างไว้ไม่มากนักหรือปลูกใส่กระถาง

    ผักชีเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด ก่อนปลูกผักชีจึงต้องเตรียมเมล็ดพันธุ์ให้พร้อม โดยการนำเมล็ดพันธุ์ผักชีมาบดให้แตกออกเป็นสองซีก แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นนำเมล็ดผักชีที่แช่น้ำแล้ว นำมาผึ่งลมก่อนผสมกับทรายหรือขี้เถ้าเล็กน้อย รอให้เมล็ดงอกแล้วนำไปปลูกในดินที่เตรียมไว้ โดยก่อนปลูกผักชีต้องรดน้ำให้ทั่วแปลง จากนั้นนำเมล็ดมาหว่านลงในแปลง กลับด้วยดินแบบบางๆ จากนั้นคลุมด้วยหญ้าแห้งหรือฟางเพื่อป้องกันต้นอ่อนของผักชีจากแสงแดดและรักษาความชื้นของผิวดิน แล้วรดน้ำให้ชุ่มอีกครั้ง

    การให้น้ำ

    การให้น้ำ ผักชีถึงแม้จะพืชที่ต้องการน้ำมาก แต่ผักชีไม่ชอบน้ำขัง ดังนั้นควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและเย็น อย่าต้องอย่าให้มากเกินไปจนโชก เพราะผักชีอาจเกิดโรครากเน่าได้

    การใส่ปุ๋ย

    การใส่ปุ๋ยให้กับต้นผักชีมีอยู่หลายแบบด้วยกัน นอกจากการผสมปุ๋ยในดินก่อนปลูกแล้ว เมื่อผักชีแตกใบให้ใช้ปุ๋ยหมัก ถ้าอยากจะเร่งให้ผักชีงามเร็ว ก็ใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 3-4 ช้อนแกงผสมน้ำ 1 ปีบฉีดพ่น
    หรือใส่ปุ๋ยสูตร 12-4-4 ในอัตรา 100 กก.ต่อไร่ เมื่อต้นสูงได้ประมาณ 5 เซนติเมตร
    หรือใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 20 กก.ต่อไร่ โดยใส่ 2 ครั้งคือ เมื่อผักชีอายุได้ 15 วันและ 30 วัน

    และต้องคอยดูแลถอนวัชพืชทิ้ง อีกอย่างคือถ้าต้นผักชีขึ้นหนาแน่นเกินไปก็ต้องถอนทิ้งเช่นเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้นที่อาจเป็นสาเหตุให้ต้นเน่าและอาจลุกลามไปทั่วทั้งแปลงได้

    การเก็บเกี่ยวผักชี

    การเก็บเกี่ยวผักชีจะทำการเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุประมาณ 45 วัน วิธีการเก็บเกี่ยวให้รดน้ำให้ชุ่ม เพื่อให้ดินอ่อนตัวสามารถถอนต้นผักชีได้ง่าย จากนั้นให้ถอนต้นผักชีด้วยการดึงออกมาทั้งลำต้นและราก นำมาล้างเอาดินออกตกแต่งด้วยการเด็ดใบที่เสียหรือเหลืองทิ้ง ผึ่งลมให้แห้งผักชีที่มีความสมบูรณ์ทั้งใบ และราก รากไม่ขาดจะจำหน่ายได้ในราคาดี

    โรคและแมลงศัตรูพืชของผักชี

    แมลงที่ทำความเสียหายกับผักชี คือเพลี้ย ส่วนโรคผักชีที่พบบ่อยและทำความเสียหายให้กับการปลูกผักชีเป็นอย่างมาก คือโรคเน่าที่ใบและโคนต้น ซึ่งสามารถป้องกันและกำจัดได้ด้วยการฉีดพ่นยาแมนโซเซป (Mancoaeb-M45)และอีกโรคคือ โรคใบไหม้ ซึ่งทำให้เกิดใบเสียหายต้องเสียเวลาคัดทิ้งและทำให้ราคาตก โรคนี้ป้องกันกำจัดด้วยการฉีดพ่นยามาเนปหรือยาแคปเทน

    สรุปการปลูกผักชี

    สำหรับการปลูกผักชีก็เป็นวิธีที่ง่ายๆ ทุกคนสามารถทำได้ ถ้าจะไปปลูกผักชีขาย ก็สามารถขายได้เรื่อยๆ เพราะผักชีเป็นผักที่ต้องการของตลาด เป็นผักที่มีคนทานทุกวัน เรียกได้ว่ามีคนทานผักชีอยู่ที่ทุกภาคของประเทศไทยก็ว่าได้ ถ้าเรามาปลูกผักชีขาย อาจจะทำเป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริมก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

    การขายผักชี

    ผักชีเป็นผักที่เป็นที่ต้องการในตลาดสูง และเป็นผักที่ขายได้เรื่อยๆ ตลอดทั้งปี และขายได้ราคาค่อนข้างดี ซึ่งการขายนั้น ให้เริ่มเก็บเกี่ยวผักชีเมื่อผักชีอายุประมาณ 45 วัน ซึ่งก่อนที่เราจะทำการเก็บเกี่ยว เราจะต้องรดน้ำให้ชุ่มแปลงดินเสียก่อน เพื่อทำให้การถอนผักชีง่ายขึ้น และทำให้ต้นผักชีไม่ขาดอีกด้วย ซึ่งการเก็บเกี่ยวผักชีนั้นทำได้ไม่ยากเลย ให้เราใช้มือจับที่โคนรากแล้วดึงขึ้นมา สะบัดดินออก และน้ำไปล้างน้ำ ให้คัดใบที่เน่าออก หรือใบสีเหลืองๆ ออก และนำมามัดเป็นกำๆ นำใส่ลงตะกร้าเพื่อทำการขนส่งนำไปขายต่อไป ซึ่งต้นผักชีที่เป็นสีเขียวสม่ำเสมอจะขายได้ราคาดี

    และผักชีจะมีราคาดีที่สุดช่วงหน้าฝนครับ เหตุเนื่องจากผักชีเป็นพืชอวบน้ำ จึงบอบช้ำได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่มีฝนตกโดนต้น ทำให้ต้นช้ำ และยิ่งถ้าฝนตกช่วงสายๆ หรือฝนตกตอนกลางวัน ซึ่งหลังจากฝนตกแล้ว แดดจะออกทำให้ต้นผักชีเน่า ผักชีจึงเสียหายได้มาก และทำให้ผักชีมีราคาแพงในหน้าฝนนี่เอง ซึ่งเราอาจจะแก้ปัญหาด้วยการใช้เชื้อราไตโครเดอร์มา หรือเชื้อราคีโตเมียม ฉีดพ่นเพื่อลดอาการเน่า หรือใช้น้ำปูนขาวที่มีฤทธิ์เป็นด่าง มาปรับสภาพดิน เพราะว่าเชื้อราชชอบความเป็นกรด เมื่อมีน้ำปูนขาวซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่าง ทำให้เชื้อราหยุดการเจริญเติบโตเ ซึ่งถ้าเราพบว่าผักชีต้นไหนเป็นเชื้อรา เราควรที่จะรีบถอนทิ้งออกจากแปลงทันที แต่ถ้าผักชีขึ้นแน่หนาเกินไป เราก็ควรที่จะถอนทิ้งเหมือนกัน เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุของต้นเน่า และอาจจะลุกลามไปทั่วแปลง ถ้าเราไม่มีการดูแลที่ดี

    สำหรับช่องทางการการขายผักชีนะครับ

    1. ขายเหมาให้พ่อค้าแม่ค้าที่มาซื้อขายกันเป็นประจำ
    2. ขายปลีกวางขายเองหน้าบ้าน หรือวางขายตามตลาดนัด

    สำหรับท่านที่อยากจะลองเข้ามาขายผักชีดู ก็ไม่ยากเลยนะครับ สิ่งที่ต้องมีก็คือ เงินทุนที่จะต้องไปซื้อ หรือเช่าพื้นที่มาปลูกผักชี และความรู้ในการปลูกผักชี และที่สำคัญความเอาใจใส่ในการปลูกผักชีให้เจริญงอกงาม สำหรับท่านที่มีที่ดินในการปลูกอยู่แล้ว ก็ถือว่าลดต้นทุนลงไปมากเลยครับ ตลาดนี้เปิดกว้างกับทุกท่าน ใครเข้ามาขายก็มีสิทธิ์รวยได้ทุกท่าน ขายได้กำไร และนำไปขยับขยายพื้นที่การปลูก ทำแบบนี้ซ้ำๆ ไป ค่อยๆ รวยไปทีนิด ท่านอาจจะรู้ตัวอีกทีก็มีเงินจำนวนมากจากการขายผักชีไปแล้ว

  • 11 วิธีกินอยู่อย่างประหยัด

    ในปัจจุบันนี้อะไรๆ ก็แพงไปหมด ทั้งอาหารการกิน และการเป็นอยู่ แต่เงินเดือน หรือรายรับยังเท่าเดิม ซึ่งเราก็จะต้องรัดเข็มขัดประหยัดค่าใช้จ่ายกันมากขึ้น และหนทางที่จะทำให้เงินมีพอใช้ นั่ก็คือ หารายได้ให้เพิ่มมากขึ้น หรืออีกทางก็คือ ประหยัดเงินให้มากขึ้น ซึ่งการประหยัดเงินนั้นสามารถทำได้ไม่ยากเลยครับ วันนี้ผมก็จะขอแนะนำ 11 วิธีกินอยู่อย่างประหยัดครับ

    1. ทำอาหารกินเอง

    การทำอาหารกินเองช่วยให้คุณประหยัดขึ้นได้จริง เนื่องจากการทำอาหารกินเองนั้น คุณเป็นคนเลือกซื้อวัตถุดิบในการปรุงอาหารได้ หรืออาจจะเลือกปลูกผักเองเพื่อใช้ในการประกอบอาหาร การทำอาหารกินเองช่วยให้ประหยัดค่ากับข้าวไม่ว่าจะเป็น แกงถุง อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารตามร้านอาหาร ได้มาก

    2. ปลูกผักกินเอง

    ผักเป็นวัตถุดิบหลักในการปรุงอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนั้นหากบ้านของคุณมีพื้นที่อยู่บ้างก็ควรเลือกปลูกผัก อย่าง พริกขี้หนู กะเพรา โหระพา ต้นหอม ผักชี มะนาว หรือผักอื่นๆ ที่สามารถเติบโตได้ง่าย และไม่ใช้พื้นที่ในการปลูกมากนัก เพราะหากมีวัตถุดิบเองก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการต้องซื้อผักมาปรุงอาหาร อีกทั้งหากช่วงนั้นผักมีราคาแพง คุณก็สามารถเก็บผักที่ปลูกมาใช้ได้เลยไม่ต้องไปหาซื้อ

    3. เลือกสถานที่ซื้อ

    เราควรเลือกสถานที่สำหรับการซื้อวัตถุดิบในการทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็นตลาดสด หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยเลือกผักตามฤดูกาลซึ่งจะมีราคาที่ถูก ส่วนเนื้อหมู ไก่ ปลา หรืออาหารทะเลก็เลือกตามใจชอบและคำนึงถึงการนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนูเป็นหลัก

    4. ห่อข้าวกลางวัน

    มื้อกลางวันเป็นมื้อที่สำคัญไม่แพ้กับมื้ออาหารเช้า โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงาน การห่อข้าวกลางวันไปกิน จะช่วยประหยัดค่าอาหารตามสั่ง หรือก๋วยเตี๋ยวที่มีราคาสูง ซึ่งบางพื้นที่จะขายข้าวในราคาแพงมาก เช่น สยาม สีลม สุขุมวิท ทองหล่อ ถ้าคุณทำงานแถวนั้น การห่อข้าวไปกิน นี่คือทางประหยัดเงินของคุณ อีกทั้งการห่อข้าวกลางวันยังช่วยทำให้เจริญอาหาร มีเมนูเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามใจชอบ หากห่อข้าวกลางวันไปกินทั้งเดือนจะช่วยประหยัดค่าอาหารถึงหลักพันเลยทีเดียวครับ

    5. ไม่กินของจุกจิก

    การกินอยู่อย่างประหยัด ไม่ควรกินของจุกจิก อย่างเช่น ขนมขบเคี้ยวต่างๆ น้ำอัดลม หรืออาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และมีราคาแพง เพราะของเหล่านี้จะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้อีกด้วย ดังนั้นคุณจึงควรเลือกกินอาหารมื้อหลักมากกว่าของจุกจิก

    6. งดมื้อเย็นนอกบ้าน

    การกินมื้อเย็นนอกบ้านไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ควรเลือกกินเฉพาะในโอกาสพิเศษ หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะหากเลือกกินมื้อเย็นที่ร้านอาหารก็จะเพิ่มรายจ่าย เพราะร้านอาหารนั้นคิดราคาค่าอาหารที่เน้นกำไรอยู่แล้ว ดังนั้นหากคุณอยากที่ประหยัดเงิน ควรงดกินอาหารเย็นนอกบ้าน แต่เลือกที่จะกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าที่บ้าน เพื่อประหยัดค่าอาหาร อีกทั้งยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวอีกด้วย

    7. งดซื้อของฟุ่มเฟื่อย

    ของฟุ่มเฟื่อย คือ ของที่เกินความจำเป็น กล่าวคือไม่มีของเหล่านี้ เราก็สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ หลายคนยังทำข้อนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่มักชอบซื้อของฟุ่มเฟื่อย เช่น รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า เราควรใช้ของที่มีอยู่ให้คุ้มค่าเสียก่อนจึงเลือกซื้อใหม่ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ และเปลี่ยนเป็นเงินเก็บจะดีกว่านะครับ

    8. ออมเงิน

    การออมเงินควรออมไว้ประมาณ 5-10% ของรายได้ โดยหักเงินออมไว้ก่อน และเข้าบัญชีธนาคาร ให้ฝึกทำเป็นประจำจนเป็นนิสัยในการออม เพราะการออมเงินนั้นช่วยทำให้คุณรู้จักคุณค่าของเงิน อีกทั้งเงินออมยังสามารถนำมาใช้ในยามฉุกเฉิน เช่น เมื่อต้องเข้าการรักษาในโรงพยาบาล เป็นต้น

    9. ซื้อของที่มีคุณภาพ

    ของที่มีคุณภาพ หรือของดี คือของที่คุณต้องเลือกซื้อ เพราะของที่มีคุณภาพสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าของที่มีราคาถูก เช่น อาหารสำเร็จรูป หรือวัตถุดิบนำเข้า ส่วนของใช้ที่จำเป็น อย่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ควรเลือกซื้อของที่ดีมีคุณภาพเพื่อการใช้งานที่ยาวนานกว่า อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องการเสียหาย เพราะอาจจะนำมาซึ่งค่าซ่อมแซมที่ยุ่งยาก ค่าซ่อมอาจจะเท่าค่าซื้อ ดังนั้นคุณจึงควรเลือกซื้อของที่มีคุณภาพ

    10. เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ

    การซื้อของไม่ว่าจะเป็นของกินหรือของใช้ก็ตาม ควรสำรวจราคา และเปรียบเทียบกันเพื่อให้ได้ของที่มีราคาถูก หรือของที่มีราคาสูงแต่ได้ในปริมาณมาก ทำให้ได้ใช้สิ่งของนั้นนานขึ้นไม่ต้องซื้อซ้ำ หรือเลือกที่จะซื้อสินค้าซื้อ 1 แถม 1 ซื้อสินค้าชนิดเติม เช่น สบู่ ยาสระผม น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า เป็นต้น เพราะสิ่งของเหล่านี้เป็นสินค้าที่ต้องใช้ประจำทุกวัน หรือใช้เป็นประจำ หากเลือกซื้อด้วยการเปรียบเทียบราคาก็จะช่วยทำให้ได้ของที่มีปริมาณมากใช้ได้ยาวนานขึ้น และมีราคาที่เหมาะสมอีกด้วย

    11. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

    การทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นวิธีหนึ่งที่ดีสำหรับวิธีกินอยู่อย่างประหยัด เพราะการทำบัญชีรายรับรายจ่ายจะช่วยทำให้คุณรู้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในแต่ละเดือน ทำให้คุณสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ อีกทั้งยังสามารถหาวิธีการประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการปลูกผักกินเอง ทำอาหารกินเองทุกมื้อ งดซื้อของฟุ่มเฟื่อย หรือเลือกที่จะทำอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ของคุณให้มากขึ้น และในขณะเดียวกันก็เก็บออมเงินอีกด้วย

    สรุป

    วิธีกินอยู่อย่างประหยัด คือ การรู้จักกิน รู้จักใช้ ในทุกสิ่งทุกอย่าง และกินอยู่อย่างรู้คุณค่า และคุ้มค่ามากที่สุด เพราะไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงการกินการอยู่ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันได้ ดังนั้นวิธีกินอยู่อย่างประหยัดในยุคของแพงแบบนี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรรู้ และควรปฏิบัติตามอย่างยิ่งครับ

  • 9 ข้อควรรู้ จรรยาบรรณของพนักงานขาย

    จรรยาบรรณของพนักงานขาย
     

    พนักงานขายเป็นอาชีพที่มาแรงมากในขณะนี้ เพราะสินค้าจะต้องมีตัวช่วยในการส่งเสริมการขาย ซึ่งสินค้ากับพนักงานขายถือเป็นสิ่งคู่กัน หรือเรียกได้ว่าขาดกันไม่ได้ หน้าที่ของพนักงานขาย คือ การขายสินค้าโดยมีเป้าหมายในการขายให้สามารถขายได้มากที่สุด หรืออาจจะมียอดขายที่ทางบริษัทได้ตั้งเอาไว้ ซึ่งข้อนี้อาจทำให้พนักงานขายบางคนคำนึงถึงยอดขายมากกว่าจรรยาบรรณของพนักงานขายที่ดีไป ดังนั้นคนที่กำลังจะก้าวเข้ามาสู่อาชีพพนักงานขายควรรู้จรรยาบรรณของพนักงานขาย โดยมี 9 ข้อควรรู้ดังต่อไปนี้

    1. มีวาจาที่สุภาพ

    พนักงานขายควรมีวาจาที่สุภาพ พูดจาไพเราะน่าฟัง ใช้คำพูดในแง่บวกน่าฟัง เพราะพนักงานขายจะต้องสื่อสารกับลูกค้าเพื่อเสนอขายสินค้า ดังนั้นการพูดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อพนักงานขายไม่ว่าจะขายสินค้าประเภทใดก็ตาม และอีกสิ่งที่ควรคำนึงถึงคือจรรยาบรรณของพนักงานขายในเรื่องการพูด คือการพูดนั้นสามารถนำมาซึ่งยอดขาย หากพนักงานขายใช้คำพูดที่ดีไพเราะน่าฟัง และนำเสนอน่าฟัง แต่หากพูดไม่ดีก็นำมาซึ่งความไม่ประทับใจของลูกค้าได้เช่นกัน

    2. ไม่หลอกลวงลูกค้า

    จรรยาบรรณของพนักงานขายที่ดี คือ การไม่หลอกลวงลูกค้าอย่างเด็ดขาด โดยพนักงานขายหลายท่านที่คำนึงถึงแต่ยอดขาย มักหลงลืมจรรยาบรรณในข้อนี้ไป ดังนั้นจึงไม่ควรหลอกลวงลูกค้าด้วยวิธีการต่างๆ อาทิ การไม่พูดความจริงเกี่ยวกับสินค้าที่ขาย เช่น ทำมาจากวัสดุชั้นดีที่แข็งแรง แต่ความจริงเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพสูงนัก หรือวิธีอื่นๆ ที่ไม่กล่าวความจริงให้ลูกค้าทราบ

    3. ไม่โฆษณาเกินจริง

    การโฆษณาเกินจริง เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง และการโฆษณาสินค้าตามความเป็นจริงเป็นจรรยาบรรณของพนักงานขายอีกข้อหนึ่ง ซึ่งการโฆษณานั้นจะสร้างความเชื่อให้กับลูกค้าว่าสินค้านั้นมีคุณภาพตามที่พนักงานขายให้ข้อมูลกับลูกค้า ลูกค้าจะให้ความเชื่อถือกับพนักงานขายมากที่สุด เพราะพนักงานขายจะต้องเป็นคนที่ทราบข้อดี และข้อเสียของสินค้านั้นๆ มากที่สุด ดังนั้นคุณควรจะให้รายละเอียดข้อมูลของสินค้าที่เป็นความจริงมากกว่าการโฆษณาเกินจริง

    4.มีความจริงใจ

    พนักงานขายที่ดี และมีจรรยาบรรณควรมีความจริงใจในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับลูกค้าด้วยรอยยิ้ม และคำทักทายที่จริงใจ ให้ความสำคัญกับลูกค้าราวกับว่าเป็นคนพิเศษ และมีความจริงใจในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า ความจริงใจเป็นสิ่งที่สร้างความน่าเชื่อถือ และเชื่อมให้พนักงานขายกับลูกค้าใกล้กันมากขึ้น ซึ่งความสนิทใจของลูกค้าจะทำให้เกิดการขายสินค้าได้ ดังนั้นพนักงานขายควรมีความจริงใจในการขายสินค้า

    5.มีความซื่อสัตย์

    ความซื่อสัตย์ของพนักงานขายช่วยทำให้คุณได้ใจลูกค้า และได้ยอดขายในการขายสินค้าด้วย ความซื่อสัตย์ในที่นี้คือความซื่อสัตย์ที่มีต่อลูกค้าของคุณ เหมือนกับการให้ความจริงใจ แต่ความซื่อสัตย์ คือ ความซื่อสัตย์ในคำพูดของคุณในฐานะพนักงานขาย ต้องมีความรับผิดชอบในคำพูดทุกคำ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการซื้อสินค้าของคุณทุกชิ้น และที่สำคัญความซื่อสัตย์ยังนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือในสินค้า และพนักงานขายด้วย

    6. เสนอขายสินค้าดี มีคุณภาพ

    ใครๆ ก็ชอบของดี ดังนั้นพนักงานขายที่ดี และมีจรรยาบรรณควรจะเสนอขายสินค้าที่ดีมีคุณภาพสูง เพราะของดี มีคุณภาพ จะทำให้ลูกค้ามั่นใจในสินค้าของคุณ และติดตามซื้อสินค้าของคุณซ้ำ ของดี คือ ของที่มีคุณภาพ และราคาเป็นที่น่าพึงพอใจ ไม่ถูก หรือแพงจนเกินไป และมีระบบการใช้งานที่ง่าย หรืออื่นๆ ตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ของที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง หรือราคาสูงเสมอไป แต่ของดีที่พนักงานขายควรแนะนำให้กับลูกค้าทุกคนคือของที่มีคุณภาพ และตรงกับการนำไปใช้งานของลูกค้าด้วย

    7. มีการบริการที่ดี

    พนักงานขายที่มีจรรยาบรรณควรมีบริการที่ดีตั้งแต่เริ่มการขาย และหลังการขาย หลังจากที่ลูกค้าซื้อสินค้าไปแล้ว บริการที่ดีคือการให้ความสนใจกับลูกค้าทุกคนเท่ากัน และติดตามสอบถามความพึงพอใจของลูกค้า รวมถึงการให้บริการหลังการขาย ด้วยการแนะนำการใช้งานที่ถูกต้อง หรือมีสินค้าใหม่ หรือมีโปรโมชั่นใหม่ๆ เพื่อนำเสนอขายสินค้าต่อๆ ไป

    8. ฟังความต้องการลูกค้า

    พนักงานขายที่ยึดถือจรรยาบรรณควรรับฟังความต้องการของลูกค้าก่อน โดยการสอบถามความต้องการของลูกค้า เพื่อพนักงานขายจะได้เสนอขายสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ความต้องการของลูกค้าแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน พนักงานขายควรทำความเข้าใจกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคนเพื่อจะได้เสนอขายสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าคนนั้นๆ

    9. แก้ไขปัญหา

    การช่วยในการแก้ไขปัญหาเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นกับสินค้าที่พนักงานขายได้เสนอขายให้กับลูกค้า ในขั้นตอนการแก้ปัญหาของสินค้าถือว่าเป็นบริการหลังการขายอย่างหนึ่ง ซึ่งพนักงานขายจะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสินค้าที่มีข้อบกพร่องด้วย เพราะการขายสินค้าถือเป็นความรับผิดชอบหนึ่งของพนักงานขาย ดังนั้นเมื่อลูกค้าประสบปัญหา พนักงานขายที่ดีมีจรรยาบรรณจะต้องให้ความช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาจนลูกค้าเกิดความพึงพอใจ

    สรุป

    การจะทำอาชีพใดก็ตามจะต้องมีจรรยาบรรณในอาชีพ และโดยเฉพาะอาชีพพนักงานขาย ต้องมีจรรยาบรรณในอาชีพอย่างสูงมาก เพราะพนักงานต้องขายสินค้าให้กับลูกค้า ซึ่งสินค้านั้นจะต้องสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากที่สุด และขายของดี มีคุณภาพ และผลพลอยได้ของการขายของดี มีคุณภาพ อีกอย่างก็คือการกลับมาซื้อสินค้าซ้ำนั่นเอง

error: Content is protected !!