Category: สูตรอาหาร

  • สูตรวิธีทำขนมกอและห์ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมกอและห์

    สูตรขนมกอและห์ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมทำตัวขนม

    1. แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
    2. น้ำเปล่า 4 ถ้วยตวง
    3. หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง (ทำตัวขนม)
    4. น้ำตาลทราย 1 ½ ถ้วยตวง

    ส่วนผสมทำหน้า

    1. หัวกะทิ 2 ½ ถ้วยตวง (ทำหน้าขนม)
    2. ถั่วลิสงคั่ว 1/2 ถ้วยตวง ใช้เม็ดถั่วที่แบ่งครึ่งตามแนวยาว

    วิธีทำตัวขนม

    1. แป้งข้าวเหนียว น้ำเปล่า น้ำตาลทราย หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง ในขั้นตอนนี้ นำส่วนผสมดังกล่าวเทใส่หม้อรวมกันแล้วนำไปตั้งบนไฟอ่อน
    2. ค่อยๆ กวนส่วนผสมจนทุกอย่างให้เข้ากัน มีลักษณะเหนียวหนืด แล้วเทส่วนผสมขนมที่กวนจนข้นหนืดดีแล้วนั้นลงใส่ในถาด พักทิ้งไว้ให้เย็นก่อน ช่วงที่รอขนมในถาดเย็นเราะจะไปทำหน้าขนมในขั้นตอนต่อไปค่ะ

    วิธีทำหน้ากะทิ

    1. ทำหน้าขนม โดยนำหัวกะทิ 2 ½ ถ้วยตวง ใส่หม้อเพื่อทำการเคี่ยวโดยใช้ไฟอ่อนนะคะ เมื่อกะทิแตกมันให้ใส่ถั่วลิสงคั่วลงไปกวนจนเข้ากัน ยกลงจากเตา
    2. เทหน้าขนมลงในแป้งที่พักไว้ก่อนหน้า รอให้หน้าขนมเกาะแป้งชั้นล่างสักครู่ แล้วตัดแบ่งเป็นสี่เหลี่ยม เวลาที่ทำการตัดแบ่งขนมต้องระวังหน้าขนมแตกหรือละด้วยนะคะ เสร็จแล้วจัดเสิร์ฟรับประทานได้ค่ะ

    สูตรขนมกอและห์ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมทำตัวขนม

    1. แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
    2. น้ำเปล่า 4 ถ้วยตวง
    3. หัวกะทิ 3.5 ถ้วยตวง
    4. น้ำตาลทราย 1 ½ ถ้วยตวง
    5. ถั่วลิสงคั่วแบบเม็ดผ่าซีก 1/2 ถ้วยตวง
    6. ถั่วทอง 3 ช้อนโต๊ะ ไว้แต่งหน้าขนม
    7. ใบตอง

    วิธีทำ

    1. นำใบตองมาเช็ดทำความสะอาด ใบตองขนาดฝ่ามือใหญ่หน่อย โดยใบตองด้านสีอ่อน 2แผ่นประกบ พับเป็นกระทงโดยจับมุมพับแล้วใช้ไม้กลัดกลัดไว้อย่างเบามืออย่าให้กระทงแตก ทำไว้สัก 5-10 กระทง เผื่ออยากใส่แป้งมากน้อย หรืออยากทำกระทงเล็กพอสวยงามก็ทำไว้หลายๆกระทงค่ะ
    2. เติมน้ำเปล่าลงในหม้อหรือกระทะ แล้วค่อยๆเทแป้งข้าวเหนียวและน้ำตาลทรายตามลงไป จากนั้นตามด้วยหัวกะทิ ใช้เพียงแค่ 1 ถ้วยตวงก่อน (ที่เหลือจะเก็บไว้ทำหน้าขนม)คนส่วนผสมทุกอย่างที่กล่าวมาให้เข้าแล้วนำขึ้นตั้งไฟอ่อน
    3. ค่อยๆ ใช้ไม้พายกวนส่วนผสมไปเรื่อยๆ ควรกวนให้ไปทิศทางเดียวกัน กวนจนส่วนผสมหนืดเหนียว โดยยกพายขึ้นดูแป้งจะเป็นเส้นยาวไม่ขาดสาย เสร็จแล้ว เทขนมใส่กระทง
    4. จากนั้นมาทำหน้าขนมกันนะคะ นำหัวกะทิที่เหลืออีก 2 ½ ถ้วยตวง เคี่ยวในหม้อด้วยไฟอ่อน พอกะทิแตกมัน ใส่ถั่วลิสงคั่วลงไป กวนจนเข้ากัน ปิดไฟยกลง
    5. เทหน้าขนมลงในแป้งที่อยู่ในกระทง แต่งหน้าด้วยถั่วทองเล็กน้อยประมาณปลายช้อนชา จะดูสวยน่าทานมากค่ะ

    สูตรขนมกอและห์ สูตรที่ 3

    ส่วนผสมทำตัวขนม

    1. แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
    2. น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
    3. น้ำใบเตย 0.5 ถ้วยตวง (ใช้ใบเตย1-2ใบ บดแล้วคั้นเอาน้ำ) แล้วแบ่งเป็น 2 ถ้วย แยกไว้ ดังนี้
    ถ้วยที่ 1 ทำขนม 0.4ถ้วยตวง
    ถ้วยที่ 2 ทำหน้าขนม 0.1ถ้วยตวง หรือ 1 (หรือประมาณ 5 ช้อนชา) แยกไว้
    4. หัวกะทิ 3.5 ถ้วยตวง แบ่งเป็น 2 ถ้วย แยกไว้ ดังนี้
    ถ้วยที่1 ทำขนม 1ถ้วยตวง
    ถ้วยที่ 2 ทำหน้าขนม 2.5ถ้วยตวง
    5. น้ำตาลทราย 1.5 ถ้วยตวง
    6. ถั่วลิสงคั่วแบบเม็ดผ่าซีก 0.5 ถ้วยตวง

    วิธีทำ

    1. เท น้ำหัวกะทิ 1ถ้วยตวง น้ำเปล่า แป้งข้าวเหนียว และน้ำตาลทราย เทลงในกระทะทองเหลือง หรือกระทะธรรมดาก็ได้ นำขึ้นตั้งไฟอ่อน ใช้ไม้พายกวนจนส่วนผสมเริมหนืด ให้เทน้ำใบเตย 0.4 ถ้วยตวง ตามลงไปแล้วกวนให้น้ำใบเตยเข้ากันดีกับเนื้อแป้งทั้งหมด จนขนมหนืดมาก จึงนำขนมมาเทใส่ถาด เกลี่ยขนมให้ทั่วถาด ตัดเป็นชิ้นแบ่งไว้เลยค่ะ
    2. การทำหน้าขนม นำหัวกะทิ 2 ½ ถ้วยตวง เคี่ยวในกระทะทองหรือกระทะธรรมดาก็ได้ โดยใช้ไฟอ่อน พอกะทิแตกมัน ใส่ถั่วลิสงคั่วลงไป กวนจนเข้ากัน แล้วค่อยใส่น้ำใบเตย 0.15 ถ้วยตวง(หรือประมาณ 5 ช้อนชา)ลงไป แล้วกวนให้น้ำใบเตยเข้ากับส่วนผสม จึงยกลง
    3. เทหน้าขนมลงบนขนมที่อยู่ในถาดแต่งหน้า เกลี่ยให้ทั่วๆเสมอกันอย่างเบามือ รอให้หน้าขนมเกาะขนมชั้นล่างสัก 5 นาที ก็ตักรับประทานได้

    สูตรขนมกอและห์ สูตรที่ 4

    ส่วนผสมทำตัวขนม

    1. แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
    2. น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
    4. หัวกะทิ 3.5 ถ้วยตวง แบ่งเป็น 2 ถ้วย แยกไว้ ดังนี้
    ถ้วยที่1 ทำขนม 1ถ้วยตวง
    ถ้วยที่ 2 ทำหน้าขนม 2.5ถ้วยตวง
    5. น้ำตาลทราย 1 ½ ถ้วยตวง
    6. เม็ดมะม่วงหิมพานอบ นำมาโขลกพอแตกไม่ต้องละเอีอด 0.5 ถ้วยตวง
    (ถ้าซื้อในร้านสะดวกซื้อส่วนใหญ่จะมีแต่แบบอบเกลือ ต้องนำมาล้างเกลือออกให้หมดแล้วผึ่งให้
    แห้งก่อน ไม่แนะนำแบบอบน้ำผึ้งหรืออบอย่างอื่นเพราะล้างยาก ถ้าได้แบบไม่ผสมอะไรเลย
    จะดีมากค่ะ)

    วิธีทำ

    1. เท น้ำหัวกะทิ 1ถ้วยตวง น้ำเปล่า แป้งข้าวเหนียว และน้ำตาลทราย ลงในหม้อหรือกระทะ
    นำไปกวนบนเตาด้วยไฟอ่อน ใช้ไม้พายกวนจนขนมมีลักษณะหนืดมาก จึงนำขนมมาเทใส่ถาด
    2. จากนั้นจึงมาทำหน้าขนม น้ำหัวกะทิ 2 ½ ถ้วยตวง ใส่ลงในกระทะหรือหม้อ โดยใช้ไฟอ่อน เมื่อกะทิแตกมัน จึงทำการใส่เม็ดมะม่วงหิมพานลงไป กวนจนเข้ากันดี
    3. ให้นำหน้าขนมที่ทำด้วยหัวกะทิและเม็ดมะม่วงหิมพาน ค่อยๆเทลงบนตัวขนมที่อยู่ในถาดก่อน
    หน้านี้ รอให้หน้าขนมชั้นบนและตัวขนมชั้นล่างเกาะกันดีแล้วจึงตักรับประทานค่ะ

  • สูตรวิธีทำกาละแม พร้อมคำแนะนำในการขายกาละแม

    สูตรวิธีทำกาละแม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมกาละแม (สูตรดั้งเดิม)
    -แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวง
    -แป้งท้าวยายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำตาลทรายแดง ครึ่งถ้วยตวง
    -น้ำตาลโตนด ครึ่งถ้วยตวง
    -หัวกระทิ 1 ถ้วยตวง
    -กาบมะพร้าวเผา แล้วกรองเอาแต่น้ำสีดำ 1 ถ้วยตวง
    -แบะแซทำขนม 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำมันพืช 2 ช้อนชา (สำหรับทาถาดใส่ขนม)

    วิธีทำกาละแม (สูตรดั้งเดิม)

    -ในขั้นตอนแรก ให้ตวงส่วนผสมประเภทแป้ง ทั้งแป้งข้าวเหนียวและแป้งเท้ายายม่อมให้ได้ตามสัดส่วนที่กำหนด แล้วพักไว้ในภาชนะที่ใช้ผสม
    -เติมน้ำตาลทรายแดง และน้ำตาลโตนดลงไป
    -จากนั้นนำกาบมะพร้าวไปเผาไฟอ่อนๆ โดยสูตรดั้งเดิม หรือสูตรโบราณนั้น จะใช้ถ่านในการเผา ค่อยๆ เผา โดยใช้ไฟอ่อนให้ได้สีดำสนิท แล้วพักไว้ให้เย็นตัวลง
    -นำกาบมะพร้าวที่เผาแล้วไปขยำกับน้ำเปล่าสะอาด จากนั้นให้ใช้ผ้าขาวบางทบกันสองชั้น กรองจนได้น้ำสีดำเข้ม 1 ถ้วยตวง
    -นำน้ำสีดำที่ได้จากกาบมะพร้าว เทลงไปผสมในส่วนผสมแป้งและน้ำตาลที่พักไว้
    -นวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน หรือนวดจนกระทั่งน้ำตาลทรายแดง และน้ำตาลโตนดละลายจนหมด
    -เตรียมขั้นตอนสำหรับการกวนกาละแม โดยจะใช้กระทะทองเหลืองตั้งบนเตาถ่าน เนื่องจากจะทำให้รสชาติขนมหอมอร่อยกว่าตั้งไฟบนเตาแก๊ส แต่ถ้าไม่มีกระทะทองเหลือง เราก็สามารถใช้กระทะเทฟลอนตั้งเตาแก๊สได้เช่นกันค่ะ
    -เมื่อจุดเตาถ่านจนได้ความร้อนปานกลาง ก็นำกระทะทองเหลืองขึ้นตั้ง แล้วเทส่วนผสมทั้งหมดลงไป
    -ค่อยๆ ใช้ไม้พายกวนตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ส่วนผสมติดกระทะ แต่การใช้กระทะทองเหลืองจะช่วยให้ส่วนผสมไม่ติดกระทะ และทนต่อความร้อนในเวลานานๆ เนื่องจากการทำขนมกาละแม ต้องใช้เวลาในการกวนค่อนข้างมาก
    -ในระหว่างที่กวนขนมนั้น เมื่อส่วนผสมเริ่มเดือด ให้ทยอยเติมหัวกระทิลงไปทีละน้อย แล้วกวนต่อไป ทำเช่นนี้จนหัวกะทิหมด
    -หลังจากนั้นก็กวนส่วนผสมในกระทะต่อไป จนเนื้อเริ่มสุก โดยจะใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที
    -เมื่อส่วนผสมเริ่มมีความเข้มข้น ให้เติมแบะแซลงไป เพื่อช่วยให้เนื้อขนมยึดติดกันมากขึ้น แล้วกวนให้เข้ากันต่ออีกประมาณ 5 นาที
    -ยกกระทะทองเหลืองลงจากเตาถ่าน แล้วพักไว้ให้ขนมเย็นตัวลงเล็กน้อย ประมาณ 5 นาที
    -นำถาดขนาดที่พอดีกับส่วนผสมของตัวขนม มาทาน้ำมันพืชบางๆ เพื่อไม่ให้ตัวขนมติดกับถาด
    -เทส่วนผสมขนมลงในถาด แล้วใช้ไม้พายเกลี่ยให้เรียบเสมอกัน พักทิ้งไว้ให้ขนมเซ็ตตัวประมาณ 30 นาที
    -จากนั้นจึงใช้มีดตัดขนมเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม ขนาดพอดีคำ ให้ได้ชิ้นที่เท่ากัน แล้วจัดลงจานพร้อมเสิร์ฟ
    -ถ้าอยากจะเก็บขนมไว้รับประทานนานๆ ให้ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม และใส่ถุงพลาสติกแกงร้อนขนาดเล็ก แล้วพับปากถุงให้มิดชิด เก็บไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ หรือจะนำเข้าตู้เย็นช่องธรรมดาก็ได้ค่ะ เป็นการยืดอายุเพื่อเก็บขนมกาละแมไว้รับประทานได้นานๆ

    สูตรวิธีทำกาละแม สูตรที่ 2

    ส่วนผสมกาละแม (สูตรใบเตย)

    -แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวง
    -แป้งท้าวยายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำตาลทรายแดง ครึ่งถ้วยตวง
    -น้ำตาลโตนด ครึ่งถ้วยตวง
    -หัวกระทิ 1 ถ้วยตวง
    -น้ำใบเตยคั้นสด 1 ถ้วยตวง
    -แบะแซทำขนม 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำมันพืช 2 ช้อนชา (สำหรับทาถาดใส่ขนม)

    วิธีทำ

    -เตรียมภาชนะสำหรับทำการผสมแป้ง
    -ตวงแป้งทุกอย่างให้ได้ตามสัดส่วน แล้วใส่ลงไปในชามผสม เริ่มจากแป้งข้าวเหนียว แป้งท้าวยายม่อม น้ำตาลทรายแดง และน้ำตาลโตนด
    -ทำน้ำใบเตยคั้นสด 1 ถ้วยตวง ด้วยการใช้ใบเตยจำนวน 6-7 ใบ ล้างให้สะอาด แล้วหั่นให้ได้ 4 ส่วนใน 1 ใบ นำไปใส่ลงในเครื่องปั่นอาหาร แล้วเติมน้ำ 1 ถ้วยตวงลงไป
    -ปั่นจนใบเตยละเอียด แล้วได้น้ำใบเตยคั้นสดเข้มข้น
    -ใช้ผ้าขาวบางทบกันสองชั้น แล้วเทน้ำใบเตย กรองจนได้แต่ตัวน้ำ แล้วทิ้งกากไป
    -จากนั้นก็นำน้ำใบเตยเทลงไปผสมกับแป้งและน้ำตาล นวดให้เข้ากัน จนน้ำตาลทรายแดงและน้ำตาลโตนดละลายทั้งหมด
    -จุดเตาถ่าน แล้วรอให้ความร้อนของไฟลดระดับปานกลาง นำกระทะทองเหลืองขึ้นตั้งบนเตา
    -เทส่วนผสมทั้งหมดลงไป แล้วใช้ไม้พายกวนไปเรื่อยๆ ระวังอย่าให้เนื้อขนมติดก้นกระทะ หากไม่มีกระทะทองเหลือง สามารถใช้กระทะเทฟลอน วางบนเตาแก๊สแล้วกวนด้วยไฟอ่อนได้นะตะ
    -กวนขนมกาละแมไปเรื่อยๆ เมื่อส่วนผสมเริ่มเดือด ให้เติมหัวกะทิลงไป แล้วกวนต่อจนสุก ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที
    -จากนั้นเติมแบะแซลงไป 2 ช้อนโต๊ะ แล้วกวนส่วนผสมต่อไป ให้ได้ความเข้มข้น เนื้อหนึบ ประมาณ 5 นาที
    -ยกกระทะทองเหลืองลงจากเตา แล้วพักไว้เล็กน้อย รอให้ส่วนผสมทั้งหมดเย็นตัวลง
    -ใช้น้ำมันพืชเล็กน้อย ทาถาดใส่ขนมบางๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อขนมติดกับตัวถาด
    -จากนั้นให้นำส่วนผสมที่พักไว้ในกระทะ มาเทลงในถาดให้ทั่ว แล้วใช้ไม้พายเกลี่ยให้เท่ากัน
    -พักตัวขนมทิ้งไว้ในถาด รอให้ขนมเซ็ตตัวอีกประมาณ 30 นาที
    -เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดแล้ว ก็ทำการตัดขนม โดยใช้มีดคมตัดกาละแมเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม ขนาดพอดีคำ ตัดให้เท่ากันทุกชิ้น จัดลงจานเล็กๆ แล้วรับประทานได้ทันที
    -หรือจะตักเนื้อขนมใส่ถุงพลาสติกใสใบเล็ก แล้วพับปากถุงให้เรียบร้อย ก็จะช่วยให้เก็บไว้รับประทานได้นานขึ้นอีกด้วย
    -สำหรับการทำขนมกาละแมมีส่วนผสม และขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลา และพิถีพิถันในการกวน จึงจะได้กาละแมที่เหนียว หนึบ และหอมอร่อยค่ะ โดยสูตรใบเตยสูตรนี้ สามารถปรับเปลี่ยนใช้ส่วนผสมอื่นได้ เช่น ผงกาแฟ เอามากวนเป็นกาละแมกาแฟ หรือจะใส่สีผสมอาหาร แล้วทำเป็นกาละแมหลากสีได้เช่นกัน

  • สูตรวิธีทำเอแคลร์ พร้อมคำแนะนำในการขายเอแคลร์

    เอแคลร์ไส้คัสตาร์ดชาไทย สูตร 1

    ส่วนผสมแป้งชูว์ (แป้งเอแคลร์)

    – เนยสดจืด 90 กรัม
    – นมสด 100 กรัม
    – น้ำเปล่า 100 กรัม
    – น้ำตาลทรายป่นเอง 1 ½ ช้อนชา
    – แป้งขนมปัง (แป้งห่าน) 1 ถ้วยตวง
    – แป้งเค้ก (พัดโบก) ¼ ถ้วยตวง
    – ไข่ไก่ 3-4 ฟอง
    – เกลือป่น ¼ ช้อนชา

    ส่วนผสมของไส้คัสตาร์ด

    – เนยสดรสจืด 30 กรัม
    – นมสด 2 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวโพด ¼ ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย(ส่วนที่ 1) 1/4 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย(ส่วนที่ 2) 1/4 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    – ชาไทย 2 ช้อนชา
    – ไข่แดง 4 ฟอง

    วิธีทำตัวแอแคลร์

    1. วอร์มเตาที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียสนะครับ
    2. ร่อนแป้งขนมปังและแป้งเค้กรวมกัน พักไว้ก่อน (สูตรนี้ผมเลือกใช้แป้งขนมปังผสมกับแป้งเค้กเพราะผมอยากได้ความคงตัวของแป้งขนมปังครับแต่ผสมแป้งเค้กลงไปเพราะจะได้ไม่แข็งมากเกินนะครับ)
    3. นำนมสด เนย น้ำเปล่า น้ำตาลทรายและเกลือป่น เทลงในหม้อ ( ผมไม่ใช้หม้อเคลือบนะครับเพราะจะสังเกตได้ยากว่าตัวแป้งกวนได้ที่หรือยัง ใช้หม้อธรรมดา บ้านๆเรานี่เลยครับ )นำขึ้นตั้งไฟ คนผสมกันจนเริ่มเดือด เทแป้งที่เราผสมไว้ลงไปนะครับ เบาไฟอ่อน ใช้พายยางกวนแป้ง กลับไปมาจนแป้งไม่ไม่ติดหม้อ ปิดไฟยกลงเลยครับ
    4. ขั้นตอต่อไป เราต้องคนแป้งที่ร้อนให้อุณหภูมิลดลงก่อนจนอุ่น เสร็จแล้วค่อยๆใส่ไข่ไก่ลงไปทีละฟอง ใช้พายยางคนจนเข้ากัน ทำเช่นนี้ไปจนส่วนผสมขึ้นเงา แต่ต้องระวังไม่ให้เหลวเกินด้วยนะครับสังเกตได้จาก เวลาที่เรายกไม้พายขึ้น แป้งจะติดไม่พายขึ้นมาและไหลลงจนเหลือเป็นรูปสามเหลี่ยมครับถึงจะใช้ได้ ถ้าไหลออกจากไม้พายหมด แสดงว่าเหลวไปใช้ไม่ได้ ทิ้งอย่างเดียวครับ (ผมถึงต้องให้ใส่ไข่ทีละใบเพราะบางครั้งก็ใส่ 3 ฟอง ก็ใช้ได้แล้ว)
    5. นำถาดที่เตรียมไว้รองด้วยแผ่นอบหรือกระดาษไข นำแป้งที่ได้ ใส่ถุงบีบ โดยวันนี้เลือกใช้หัวบีบทรงกลมเรียบๆเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 เซนติเมตร ใครจะใช้หัวบีบ 4B ของวิลตั้นก็ได้นะครับ แต่ผมขอบเรียบๆมากกว่า บีบแป้งเอแคลร์ เป็นแท่งยาวๆ ขนาด 13 เซนติเมตร ถ้าสั้นกว่านั้นไม่เรียกเอแคลร์นะครับ
    6. นำแป้งเข้าเตาอบ สูตรนี้ตอนอบแอบแง้มฝาไว้นิดนะครับ ความชื้นจะได้ระบายออก ขนมจะได้พองตัว คงรูปครับ อบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส นาน 35-45 นาทีนะครับ สังเกตดูว่าสีเหลืองใช้ได้ก็เอาอกจาเตาอบครับ แกะออกจากกระดาษรองอบนำมาพักไว้ให้เย็นสนิทบนตะแกรง รอบีบไส้คัสตาร์ดต่อไปครับ

    วิธีทำไส้คัสตาร์ดชาไทย

    1. ทีนี้เรามาทำคัสตาร์ดชาไทยกันนะครับ นำไข่แดงและน้ำตาลทรายส่วนที่ 1 ตีผสมจนน้ำตาลทรายละลายหมด
    2. ใส่แป้งข้าวโพดลงในส่วนผสมของไข่แดงที่เตรียมไว้ คนจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
    3. ขั้นต่อไปนำนมสดต้มกับผงชาไทยนะครับต้มจนเดือด แล้วนำมากรองให้ได้น้ำชาไทย 2 ถ้วยตวง
    4. นำน้ำตาลทรายส่วนที่ 2 และเกลือป่นเทผสมลงในหม้อน้ำชาแล้วยกขึ้นตั้งไฟอีกครั้ง เอาแค่อุ่นๆและน้ำตาลละลายหมดนะครับ เสร็จแล้วยกลง
    5. ตักแบ่งส่วนผสมของชานมในข้อ4 ใส่ลงในถ้วยของไข่แดงนะครับ ไม่ต้องใส่มากก็ได้นะครับ สัก1/3ส่วนก็พอ คนจนเข้ากัน แล้วเทกลับคืนมาที่หม้อชานม ครับ
    6. เสร็จแล้วยกขึ้นตั้งไฟอีกครั้งครับ ใช้ไฟอ่อน ค่อยๆกวนครีมคัสตาร์ดบนไฟอ่อนไปเรื่อยๆ อย่าหยุดคนนะครับ คนไปจนเหนียวได้ที่ แล้วจึงใส่เนยสดที่เตรียมไว้ลงไป คนจนเข้ากันดี ยกลงจากเตา พักให้เย็นแล้วนำเตรียมมาใส่ถุงบีบกันครับ ถุงบีบที่เตรียมไว้ใส่หัวบีบขนาดเล็กนะครับ
    7. จากนั้น นำครีมคัสตาร์ดชาไทยที่ได้มาประกอบร่างรวมกันแป้งเอแคลร์ของเราที่เตรียมไว้เลยครับ เจาะที่ด้านล่างของขนมสุก 2-3 จุด หรือถ้ากลัวไหลออกก็เจาะรูด้านข้างแล้วบีบครีมลงไปก็ได้ครับ แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย หรือจะเพิ่มความเก๋โดยการแต่งหน้าเพิ่มก็ไม่ว่ากันครับ

    เลมอนเอแคลร์ สูตร 2

    ส่วนผสมและวิธีทำแป้งเอแคลร์เหมือนสูตรด้านบน(เอแคลร์ไส้คัสตาร์ดชาไทย)เลยครับ

    ส่วนผสมของไส้ครีมเลมอน

    – น้ำเลมอน/น้ำมะนาว 100 มิลลิลิตร
    – ไข่ไก่ 2 ฟอง
    – น้ำตาลทราย 130 กรัม
    – แป้งข้าวโพด 2/3 ช้อนชา
    – เนยเค็ม 85 กรัม

    ส่วนผสมของเมอแรงค์ไข่ขาว

    – ไข่ขาว 3 ฟอง
    – น้ำตาลทราย 6 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ 1/8 ช้อนชา
    – ครีมออฟทาร์ทา 1/8 ช้อนชา

    วิธีทำครีมเลมอน

    1. วิธีทำก็ง่ายๆเลยครับ แค่เรานำส่วนผสมทั้งหมดยกเว้นเนยนะครับ เทรวมใส่หม้อคน
    ให้แป้งข้าวโพดละลายหมดแล้วจึงยกขึ้นตั้งไฟ คนไปเรื่อยๆจนครีมหนืดข้นตามที่เรา
    ต้องการ
    2. เทเนยที่เตรียมไว้ลงไปคนจนเนยละลายหมด ปิดไฟ ยกลงจากเตาครับแค่นี้ก็เสร็จ
    เรียบร้อยสำหรับครีมเลมอน พักไว้จนเย็นนะครับนำใส่หัวบีบ บีบไส้ใส่แป้งเอแคลร์
    ของเรากันเลยครับ

    ขั้นตอนต่อมาเรามาทำเมอแรงสูตรง่ายกันครับ

    วิธีทำเมอแรงค์สูตรง่าย

    1. นำไข่ขาวตีให้เป็นฟองหยาบๆ ใส่เกลือและครีมออฟทาร์ทาลงไปครับ ตีต่ออีกนิด
    2. ค่อยๆเทน้ำตาลทรายใส่ลงไป ตีจนขึ้นเงาตั้งยอดอ่อนเกือบแข็งนะครับ
    3. นำใส่ถุงบีบเตรียมบีบแต่หน้าบนตัวเอแคลร์เลยครับ จะบีบโค้งไปมาหรือบีบเป็นหยดน้ำก็ได้แล้วแต่ถนัด หลังจากนั้นจะเบิร์นไฟด้วยหัวพ่นที่เมอแรงค์ หรือจะโรยด้วยผิวเลมอนขูดก็แล้วแต่ความชอบของใครเลยครับ

  • สูตรวิธีทำขนมไข่นกกระสา พร้อมคำแนะนำในการขายขนมไข่นกกระสา

    ขนมไข่นกกระสา
     

    ขนมไข่นกกระสา สูตรที่ 1

    ส่วนผสมตัวแป้งทำไข่

    – สาคูเม็ดเล็ก 250 กรัม
    – น้ำอุ่น 200 มล.

    ส่วนผสมตัวไส้

    – ถั่วทอง (ถั่วเขียวที่เราะเปลือก) นึ่งบด 1 ถ้วยตวง
    – รากผักชี 10 ราก
    – พริกไทยเม็ด 2 ช้อนชา
    – กระเทียม 1 หัว
    – น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – หอมแดงเจียว 40 กรัม
    – หัวกะทิ 200 มล.

    วิธีการทำตัวแป้ง

    – ล้างเม็ดสาคูให้สะอาด เทสาคูลงในชาม เทน้ำอุ่นตามลงไปให้ทั่วสาคู คลุกเคล้าเบาๆ ให้สาคูอมน้ำจนอิ่มตัวทั่วเม็ดสาคูให้ทั่ว สังเกตว่าตัวเม็ดแป้งสาคูสามารถจับตัวเป็นก้อนพอปั้นได้ พักไว้ก่อนโดยนำผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดมาคลุมกันไว้ไม่ให้สาคูแห้ง

    วิธีการทำไส้ขนมไข่นกกระสา

    – รากผักชี พริกไทยป่น กระเทียม โขลกรวมกัน ให้ละเอียด
    – เปิดไฟอ่อน ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืช รอน้ำมันร้อนอ่อนๆ ใส่เครื่องเคียงที่โขลกด้วย รากผักชี กระเทียม พริกไทย ลงไปผัดให้สุก ตามด้วยการใส่น้ำตาลปี๊บและเกลือ ลงไปเคี่ยวด้วยกันจนละลายเข้ากันดีทั้งหมด ใส่ถั่วทองลงไปกวนให้แค่พอเหนียวข้น แล้วใส่หอมเจียวลงไปกวนคลุกเคล้าทั้งหมดให้เข้ากัน จนได้ที่ ยกลง พักรอให้เย็น
    – นำไส้ที่ผัดและพักไว้จนเย็น มาปั้นให้เป็นแท่งวงรี ยาวประมาณ 2 นิ้ว ขนาดใหญ่ประมาณนิ้วชี้
    – นำแป้งเม็ดสาคูที่แช่น้ำอุ่นแล้ว ที่เราได้พักไว้ด้วยผ้าขาวบางบิดน้ำหมาดๆ ก่อนหน้านี้ มาปั้นบนฝ่ามือ และแบแป้ง นำไส้วางแล้วห่อแป้งคลุมไส้ให้หมด
    – วางไข่ที่ปั้นแล้ว ลงบนจานกระเบื้อง แล้วนำไปใส่ในลังถึงหรือซึ้งนึ่ง ทำการนึ่งด้วยไฟกลางจนสุก แล้วยกลง
    – หยอดหน้าขนมด้วยหัวกะทิ เมื่อจัดเสิร์ฟ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำครับ

    ขนมไข่นกกระสา สูตรที่ 2

    ส่วนผสมแป้งทำไข่

    – สาคูเม็ดเล็ก 250 กรัม
    – น้ำอุ่น 150 มล.
    – ใบเตย 5 ใบ คั้นเอาน้ำ 50 มล.

    ส่วนผสมไข่แดง

    – ถั่วเขียวที่เราะเปลือก นึ่งบด 1 ถ้วยตวง (ถั่วทอง)
    – รากผักชี 5 ราก
    – พริกไทยเม็ด 2 ช้อนชา
    – กระเทียม 10 กลีบ
    – น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – หอมแดงเจียว 40 กรัม

    กะทิราดหน้าขนม

    – หัวกะทิ 200 มล.
    – เกลือ ¼ ช้อนชา

    วิธีการทำแป้งห่อไข่แดง

    – ฟัดสาคูเพื่อคัดเอาสิ่งสกปรกออกแล้วนำมาล้างให้สะอาด
    – นำชามมาใส่สาคู
    – ผสมน้ำใบเตยคั้นลงในน้ำอุ่นให้เข้ากัน แล้วเทลงในชามสามคู นวดให้เม็ดสาคูอมน้ำให้ทั่ว จนแป้งสาคูเหนียว
    พอปั้นได้ ใช้ผ้าขาวบางบิดน้ำหมาดๆ คลุมแป้งเพื่อป้องกันแป้งแห้ง พักเอาไว้ แล้วไปทำไส้ก่อนครับ (สาเหตุที่ให้ใช้น้ำใบเตยสดแทนการใช้แป้งสาคูใบเตยสำเร็จรูป เพราะจะหอมกว่านั่นเองครับ)

    วิธีการทำไข่แดง

    – โขลก รากผักชี พริกไทยป่น กระเทียม ให้ละเอียด
    – น้ำมันใส่กระทะ ตั้งไฟอ่อน เมื่อน้ำมันร้อน ใส่ รากผักชี พริกไทยป่น กระเทียม ที่โขลกแล้ว ลงไปผัดให้สุก
    – ใส่เกลือและน้ำตาลปี๊บ ตามลงไปผัดในกระทะ เริ่มใช้ไฟกลางได้ เคี่ยวให้ละลาย
    – ใส่หอมเจียวและถั่วเขียวนึ่ง ตามลงไป กวนคลุกเคล้าจนเหนียว พักลง รอให้เย็นแล้วนำมาปั้นเป็นไข่แดงครับ
    โดยปั้นเป็นวงรี ขนาดประมาณนิ้วชี้ของเราแต่ความยาวแค่ประมาณ 2 นิ้วนะครับ วางเรียงกันไว้ ปั้นจนไส้หมดเลยครับ
    – นำเม็ดแป้งสาคูที่พักไว้ มาแบแป้งบนฝ่ามือ นำไส้วางบนแป้ง แล้วห่อด้วยแป้งเม็ดสาคู ทำจนครบ วางเรียงในจานกระเอง บนรังถึงหรือซึ้งนึ่ง ตั้งไฟกลาง นึ่งให้สุก แล้วยกลง
    – หัวกะทิและเกลือผสมกันตั้งไฟอ่อนพอร้อน ใช้ราดหน้าขนมเมื่อจัดเสิร์ฟ เสร็จขั้นตอนการทำครับ

    ขนมไข่นกกระสา สูตรที่ 3

    ส่วนผสมแป้งทำไข่

    – สาคูเม็ดเล็ก 300 กรัม
    – น้ำร้อน 100 มล.
    – นมสดรสจืด 150 มล.

    ส่วนผสมไข่แดง

    – ถั่วเขียวที่เราะเปลือกกลายเป็นถั่วทอง นึ่งและบดหยาบ 1 ถ้วยตวง
    – รากผักชี 10 ราก
    – พริกไทยเม็ด 2 ช้อนชา
    – กระเทียม 20 กลีบ
    – น้ำตาลทรายแดง 150 กรัม
    – เกลือป่น 1.5 ช้อนชา
    – หอมแดงเจียว 50 กรัม

    ส่วนหยอดหน้าขนม

    – นมสดรสจืด 200 –300 มล. (แยกไว้นะครับว่า นม ถ้วยไหนทำไข่ขาว และถ้วยไหนใช้ราดหน้าขนม กันลืมครับ)

    วิธีการทำแป้งห่อไข่แดง

    – ล้างเม็ดสาคูให้สะอาด
    – ใส่สาคูลงในชาม
    – เทนมสด 250 มล. ตั้งไฟอ่อน แค่พออุ่น อย่าให้ร้อนนะครับ และระวังจะเดือดจนล้น เพราะนมจะเดือดง่ายครับ
    นำนมอุ่นไปเทลงบนเม็ดแป้งสาคู รีบคนผสมอย่างรวดเร็ว ให้แป้งให้เหนียวและเกือบแห้ง ห้ามแป้งเหลว
    เด็ดขาด เมื่อได้แป้งแล้ว นำผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆ มาคลุมไว้นะครับ แป้งจะได้ไม่แห้งระหว่างที่เราไปทำ
    ไส้ขนมครับ

    วิธีการทำไข่แดง

    – โขลก รากผักชี พริกไทยป่น กระเทียม รวมกันในครกให้ละเอียดทั้งหมด
    – ตั้งไฟอ่อน นำกระทะขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำมัน เมื่อน้ำมันเริ่มร้อน ให้ใส่ส่วนผสมที่โขลกละเอียดแล้วลงไปผัดจนสุก
    – เปลี่ยนเป็นไฟกลาง ใส่น้ำตาลปี๊บ ใส่เกลือ ใส่ถั่วเขียว ลงไปเคียวให้ละลาย แล้วใส่หอมเจียวลงไปเคี่ยว
    ด้วยกันปิดท้าย เมื่อเคี่ยวจนเหนียวพอจะปั้นไส้ได้ ยกลงพักไว้
    – เมื่อไส้ที่กวนเย็นแล้ว นำมาปั้นเป็นวงรี้ประมาณนิ้วก้อยยาวประมาณ 1 นิ้ว ขนาดนิ้วก้อย เมื่อปั้นแป้ง จะได้
    หนึ่งคำพอดีเลยครับ ปั้นไส้ จนครบวางเรียงไว้ก่อนนะครับ
    – นำแป้งสาคูมาปั้นห่อไส้ให้ครบ เช่นกันครับ วางเรียงในลังถึงหรือซึ้งนึ่ง รองด้วยจานกระเบื้อง หรือถ้วยตะไล
    ก็ได้ครับ พอสุกยกลง
    – จัดเสิร์ฟโดยการ ราดนมสดลงบนขนม เสร็จขั้นตอนการทำไข่นกกระสาครับ

    การขายขนมไข่นกกระสา

  • สูตรวิธีทำขนมกล้วยไข่เชื่อม พร้อมคำแนะนำในการขายขนมกล้วยไข่เชื่อม

    กล้วยไข่เชื่อม
     

    สูตรขนมกล้วยไข่เชื่อม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมกล้วยไข่เชื่อม (สูตรดั้งเดิม)

    – กล้วยไข่ห่าม 1 หวี
    – น้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลโตนด ครึ่งถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำปูนใส 1 ลิตร (นำปูนแดงจำนวน 2 ช้อนชา แช่ลงในน้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตร รอจนปูนแดงนอนก้น แล้วรินเอาแต่น้ำปูนใส)
    – น้ำเปล่าสะอาด 2 ถ้วยตวง
    -ใบเตย 4-5 ใบ

    วิธีการทำกล้วยไข่เชื่อม

    – เลือกกล้วยไข่ห่าม 1 หวี แล้วทำการปอกเปลือกออกให้หมด
    – จากนั้นให้นำน้ำปูนใส 1 ลิตร เทใส่ภาชนะเช่น หม้อ ถ้วยชาม กะละมังใบเล็ก
    – นำกล้วยไข่ที่ปอกสะอาดแล้วมาแช่ในน้ำปูนใสเป็นเวลา 30 นาที
    – ระหว่างที่รอเวลาแช่กล้วยในน้ำปูนใส เราจะเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำการเชื่อม โดยจะใช้กระทะทองเหลือง หรือหม้อเทฟลอน ที่ทนต่อความร้อน นำมาตั้งไฟอ่อนๆ รอไว้ก่อน
    – เมื่อแช่กล้วยไข่จนครบเวลาแล้ว ให้นำขึ้นมาพักบนตะแกรง รอจนสะเด็ดน้ำ
    – ต่อมาให้ใส่น้ำเปล่าลงในกระทะหรือหม้อเชื่อม ตั้งไฟอ่อนๆ รอจนน้ำเดือด
    – และใส่น้ำตาลทราย น้ำตาลโตนด ตามด้วยเกลือป่น ใช้ไม้พายคนให้เข้ากัน
    – จากนั้นใส่ใบเตยสด 4-5 ใบ ลงไปต้มในน้ำเชื่อมจนส่งกลิ่นหอม แล้วตักใบเตยทิ้งไป
    – นำกล้วยไข่เรียงลงในกระทะเชื่อมจนหมด แล้วเคี่ยวไฟอ่อนเชื่อมไปเรื่อยๆ ประมาณ 20 นาที
    – รอจนเนื้อกล้วยไข่มีสีเหลืองนวล จึงค่อยปิดไฟ แล้วรอให้กล้วยไข่เชื่อมเย็นตัวลง ค่อยจัดเสิร์ฟพร้อมกับราดน้ำกะทิราดหน้า ซึ่งเราก็มีสูตรทำน้ำกะทิราดหน้ากล้วยไข่เชื่อมมาฝากกันด้วยครับ

    ส่วนผสมน้ำกะทิ (สำหรับราดหน้ากล้วยไข่เชื่อม)

    – หัวกระทิ ครึ่งถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำน้ำกะทิ

    – นำหม้อใบเล็กตั้งไฟที่ความร้อนปานกลาง แล้วเทหัวกระทิลงไป ตามด้วยเกลือป่น
    – คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วตั้งไฟต่อประมาณ 5 นาที หรือรอให้น้ำกะทิเดือด
    – จากนั้นให้ใส่แป้งข้าวเจ้าลงไป คนให้เข้ากันอย่างรวดเร็ว และระวังไม่ให้แป้งจับตัวเป็นก้อน
    – และเคี่ยวไฟอ่อนไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมน้ำกะทิมีความเข้มข้น เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ค่อยปิดไฟ
    – หลังจากนั้นพักส่วนผสมทั้งหมดทิ้งไว้ก่อน ให้หายร้อน แล้วค่อยตักราดหน้าหน้ากล้วยไข่เชื่อม
    – เพียงเท่านี้กล้วยไข่เชื่อมก็จะน่ารับประทาน พร้อมเสิร์ฟเป็นของว่างได้ทันทีครับ

    สูตรขนมกล้วยไข่เชื่อม สูตรที่ 2

    ส่วนผสมกล้วยไข่เชื่อม (สูตรประยุกต์)

    – กล้วยไข่ห่าม 1 หวี
    – น้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลโตนด ครึ่งถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำปูนใส 1 ลิตร (นำปูนแดงจำนวน 2 ช้อนชา แช่ลงในน้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตร รอจนปูนแดงนอนก้น แล้วรินเอาแต่น้ำปูนใส)
    – น้ำเปล่าสะอาด 1 ถ้วยตวง
    – น้ำมะพร้าวน้ำหอม 1 ถ้วยตวง
    – เนื้อมะพร้าวน้ำหอมหั่นเส้นยาวๆ ครึ่งถ้วยตวง
    – ใบเตย 4-5 ใบ

    วิธีทำขนมกล้วยไข่เชื่อม (สูตรประยุกต์)

    – ขั้นตอนแรกต้องเลือกกล้วยไข่ห่ามให้ได้ขนาดหวีที่พอดีจำนวน 1 หวี
    – นำมีดปอกเปลือกกล้วยไข่ออกให้หมด จนได้เนื้อที่สะอาด
    – หั่นแบ่งครึ่ง โดยกล้วยไข่ 1 ลูก ต้องหั่นให้ได้ 2 ชิ้น
    – ต่อมาเตรียมทำน้ำปูนใส โดยใช้ปูนแดง 2 ช้อนชา ละลายในน้ำเปล่าสะอาด ใส่ภาชนะ แล้วรอให้ปูนแดงตกตะกอน เหลือเพียงน้ำใสๆ เราก็ตวงเฉพาะน้ำใสๆ ด้านบนออกมาให้ได้ 1 ลิตร
    – นำกล้วยไข่ที่หั่นไว้แล้ว ลงไปแช่ในน้ำปูนใสประมาณ 30 นาที
    – เมื่อได้เวลาตามที่กำหนด ให้ตักกล้วยไข่ออกมาพักไว้ในกระชอน รอจนกล้วยไข่สะเด็ดน้ำ
    – ยกกระทะทองเหลืองขึ้นตั้งไฟร้อนปานกลาง ใส่น้ำเปล่าสะอาด และน้ำมะพร้าวน้ำหอม ตั้งไฟรอจนเดือด
    – จากนั้นจึงค่อยใส่น้ำตาลทราย น้ำตาลโตนด และเกลือป่น คนให้ทุกอย่างเข้ากัน
    – ใส่ใบเตยสด 4-5 ใบ ต้มในน้ำเชื่อม จนมีกลิ่นหอม แล้วค่อยตักทิ้งไป
    – นำกล้วยไข่ที่พักไว้ ใส่กระทะทั้งหมด จัดเรียงให้ทั่วกระทะ แล้วค่อยๆ เคี่ยวไฟอ่อน เชื่อมต่อไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
    – ใส่เนื้อมะพร้าวน้ำหอมลงไป แล้วคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
    – ปิดไฟ แล้วรอให้ส่วนผสมในกระทะเย็นตัวลง
    – สำหรับการจัดเสิร์ฟ ให้ตักชิ้นกล้วยไข่และเนื้อมะพร้าวน้ำหอมใส่จานใบเล็กๆ ขนาดกะทัดรัด
    – หากชอบทานกล้วยไข่เชื่อม ที่มีรสชาติทั้งหวานและมัน ต้องทำน้ำราดสูตรพิเศษด้วย โดยจะเลือกใช้นมข้นจืดไขมัน 0 % แทนการใช้กะทิครับ

    ส่วนผสมน้ำกะทิ (สำหรับราดหน้ากล้วยไข่เชื่อม)

    – นมข้นรสจืดไขมัน 0 % ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด 4 ช้อนโต๊ะ
    – แป้งข้าวเจ้า 3 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่นประมาณหยิบมือ

    วิธีการทำน้ำกะทิ

    – นำหม้อหรือภาชนะใบเล็ก ตั้งไฟอ่อน
    – เติมนมข้นรสจืดลงไป แล้วตามด้วยน้ำเปล่าสะอาด รอจนน้ำเริ่มเดือด
    – ใส่แป้งข้าวเจ้าลงในหม้อ แล้วใช้ทัพพีคนอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้แป้งจับตัวรวมกันเป็นก้อน
    – เติมเกลือป่นประมาณหยิบมือลงไป จากนั้นก็คนให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน
    – เคี่ยวไฟอ่อน รอจนเนื้อส่วนผสมเข้มข้น มีความหนืดเล็กน้อย
    – ปิดไฟ แล้วยกหม้อลง พักส่วนผสมให้เย็นตัวลงก่อน
    – เมื่อส่วนผสมเย็นตัวลงแล้ว จึงจะตักน้ำราดหน้า ราดลงบนกล้วยไข่เชื่อมได้ในปริมาณตามใจชอบ เท่านี้ก็พร้อมรับประทานแล้ว

     

    การขายกล้วยไข่เชื่อม

  • สูตรวิธีทำขนมไข่ปลา พร้อมคำแนะนำในการขายขนมไข่ปลา

    ขนมไข่ปลา
     

    สูตรขนมไข่ปลา สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมไข่ปลา

    – แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม
    – แป้งข้าวเหนียว 500 กรัม
    – เนื้อลูกตาล 500 กรัม
    – มะพร้าวทึนทึกขูดเส้น
    – เกลือป่น เล็กน้อย
    – น้ำตาลทราย 500 กรัม
    – ใบเตยต้ม 5 ใบ
    – งาขาวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำสะอาด

    วิธีการทำขนมไข่ปลา

    – ทำน้ำเชื่อมเพื่อแช่ขนม นำหม้อหรือกระทะทองเหลือง มาใส่น้ำลงไปประมาณ 1ลิตร ใส่ใบเตยมัดลงไป และน้ำตาลทรายลงไปเคี่ยวให้ละลาย ยกลงพักไว้
    – ทำตัวแป้งเพื่อปั้นไข่ปลา โดยนำชามมาทำการผสม แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว เนื้อลูกตาล ค่อยๆเติมน้ำทีละช้อน อย่าเติมเยอะในครั้งเดียวนะครับ ค่อยๆนวดแป้งให้เป็นเนื้อเดียวกันกับเนื้อตาล
    – จากนั้นนำมาปั้นเป็นก้อนกลมขนาดประมาณเหรียญสิบบาทก็ได้ แล้วคลึงด้วยฝ่ามือทั้งสองให้เป็นเป็นเส้นยาวประมาณ 2 ½ นิ้ว ปลายทั้งสองข้างแหลมๆ มนๆ แล้วนำปลายทั้งสองงอเข้าหากันให้ลักษณะแป้งให้เป็นรูปหยดน้ำ จัดเรียงวางไว้ในถาดรอ

    วิธีการทำให้ขนมสุกมี 2 แบบ ดังนี้
    – การนึ่ง
    ลังถึงหรือซึ้ง มารองด้วยผ้าขาวบางหรือใบตอง นำขนมที่ปั้นแล้วลงไปวางเรียงกัน
    โดยอย่าวางติดกันเพราะถ้าขนมสุกเนื้อแป้งจะติดกัน นำขึ้นนึ่งรอจนขนมสุกนำลงมา
    แช่ในน้ำเชื่อมประมาณ 30 นาที
    – การต้ม
    ตั้งหม้อ ใส่น้ำเปล่า ใช้กำลังไฟแรง พอน้ำเดือด ให้เปลี่ยนเป็นไฟกลาง แล้วใส่แป้งที่ปั้นลงไป ขนมจะค่อยๆลอยขึ้นมา รอให้ขนมที่ลอยขึ้นมามีลักษณะ เงาๆ ใสๆ แสดงว่าขนมสุกทั่วถึง จึงค่อยใช้กระชอนตักออกมาใส่น้ำเชื่อมเพื่อแช่ขนมในน้ำเชื่อมโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที

    – นำมะพร้าวขูดเส้นมาคลุกกับเกลือให้ทั่วถึงกัน นำขนมที่แช่ในน้ำเชื่อมเสร็จแล้วนั้นมาคลุกเคล้ากับมะพร้าวคลุกเกลือ โรยงาขาวคั่วตามชอบ เสร็จการทำขนมไข่ปลาครับ

    สูตรขนมไข่ปลา สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมไข่ปลา

    – แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
    – ฟักทองนึ่งสุก 1 ถ้วยตวง
    – มะพร้าวทึนทึกขูด ปริมาณตามชอบ
    – เกลือป่น 1/3 ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง (สำหรับทำน้ำเชื่อม เพิ่มได้ถ้าชอบแบบข้นและหวานจัด)
    – ใบเตยหอม 3 ใบ
    – น้ำเปล่า แบ่งไว้ 3 ถ้วย (สำหรับปั้นขนม 1 ถ้วย ต้มขนม 1 ถ้วยและ ทำน้ำเชื่อม 1 ถ้วย)
    – น้ำเปล่าสำหรับต้มขนมประมาณ 500มล.

    วิธีการทำขนมไข่ปลา

    – เทแป้งและฟักทองลงใช้ชาม ใส่น้ำ 2 ช้อนโต๊ะก่อน แล้วค่อยนวดแป้ง เติมน้ำเพิ่มครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะถ้ารู้สึกว่าแป้งแห้งและแข็งมาก ปั้นจนแป้งล่อน (น้ำเปล่าเหลือไม่เป็นไร)
    – คลึงแป้งให้มีความยาวและความหนาประมาณนิ้วชี้เรา ทำปลายแหลมแล้วงอเข้าหากัน วางพักไว้ในถาดรอไว้ก่อน แล้วไปทำน้ำเชื่อมกันบ้าง
    – ทำน้ำเชื่อมนำหม้อหรือกระทะทรงลึกมา เทน้ำลงไปครึ่งถ้วยก่อน เทน้ำตาลทรายและใบเตยมัด ใส่หม้อหรือกระทะ ขึ้นตั้งไฟอ่อน เคียวพอให้น้ำตาลทรายละลายเป็นน้ำเชื่อม ถ้าปริมาณน้ำลดจากการเคี่ยวให้เติมน้ำแค่ครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ อย่าเติมน้ำเยอะเกินไปเพราะต้องรักษาความหวานของน้ำตาล เสร็จแล้วตั้งพักไว้
    – ต่อมาเราจะต้มขนมที่ปั้นไว้นะครับ ตั้งหม้อใส่น้ำเพื่อต้มขนมลงไปประมาณ ¾ ของหม้อ โดยใช้ไฟแรง เมื่อน้ำเดือด จึงนำขนมที่ปั้นไว้มาต้มให้สุก โดยดูว่าเมื่อขนมลอยขึ้นมาให้รอสักพักจนกว่าขนมจะมีลักษณะเงาสวย จึงใช้กระชอนค่อยๆตักขึ้นมาแล้วสะบัดอย่างเบามือสัก 4-5ครั้ง เพื่อให้ขนมสะเด็ดน้ำเดิมก่อน แล้วไปแช่ในน้ำเชื่อม แช่ไว้ประมาณ 20 นาที ถ้าชอบหวานมากจะแช่นานกว่านั้นก็ได้
    – นำมะพร้าวขูดเส้นมาผสมคลุกเคล้ากับเกลือ
    – ขนมที่แช่ในน้ำเชื่อมรอไว้แล้ว ตักขึ้นใส่ถาดแล้วนำมะพร้าวคลุกเกลือโรยบนขนม หรือจะคลุกเบาๆให้ทั่วๆกันก็ได้ เสร็จขั้นตอนการทำครับ

    สูตรขนมไข่ปลา สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมไข่ปลา

    – แป้งข้าวเหนียว 240 กรัม แบ่งเป็น 3 ส่วน
    – แป้งข้าวเจ้า 60 กรัม แบ่งเป็น 3 ส่วน
    – เนื้อลูกตาล 150 กรัม
    – มันต่อเผือก(มันม่วง)ต้มสุกบด 150 กรัม
    – มันฝรั่ง ต้มสุกบด 150 กรัม
    – น้ำตาลทราย ½ กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า
    – มะพร้าวทึนทึก 1 ซีก ขูดเป็นเส้น
    – เกลือ 1 ช้อนชา
    – งาขาวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
    – ใบเตย 3-5 ใบ

    วิธีการทำขนมไข่ปลา

    – ทำน้ำเชื่อมรอไว้เพื่อแช่ขนม
    – เนื้อตาลผสมกับแป้งข่าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียว ใส่น้ำพอประมาณ แล้วนวดจนแป้งเข้ากันดีมีลักษณะเหนียวเนียน จะได้แป้งสีเหลือง
    – มันต่อเผือกผสมกับแป้งข่าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียว ใส่น้ำพอประมาณ แล้วนวดจนแป้งเข้ากันดีมีลักษณะเหนียวเนียน จะได้แป้งสีม่วง
    – มันฝรั่งต้มสุกผสมกับแป้งข่าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียว ใส่น้ำพอประมาณ แล้วนวดจนแป้งเข้ากันดีมีลักษณะเหนียวเนียน จะได้แป้งสีขาว
    – คลึงแป้งเป็นเส้นยาวขนาดเท่านิ้วก้อย ปลายมน แล้วงอปลายทั้งสองข้างเข้าหากัน ทำทีละชิ้น จนเสร็จ
    – ใส่น้ำ 3/4 ของหม้อ ใส่ใบเตยมัด ตั้งไฟแรงรอน้ำเดือด
    – เมื่อน้ำเดือดให้ลดไฟลงเป็นไฟกลางแล้วใส่ขนมที่ปั้นลงไป เมื่อขนมลอยขึ้นมาต้องปล่อยให้ขนมลอยอยู่สักครู่ สังเกตให้เนื้อของขนมมีความแวววาว ออกมันๆ เงาๆ ใช้กระชอนตักขึ้น สะบัดเบาๆให้สะเด็ดนำ
    – แล้วแช่ในน้ำเชื่อมที่ทำรอไว้แล้ว แช่ขนมในน้ำเชื่อมอย่างน้อย 20 นาที ถ้าต้องการหวานมากให้แช่ประมาณ 30 นาทีหรือมากกว่านั้น ตามความชอบ
    – นำมะพร้าวขูดมาคลุกเกลือ แล้วนำขนมที่แช่ในนำเชื่อมมาคลุก แล้วโรยด้วยงาขาวคั่ว เสร็จสิ้นการทำครับ

    การขายขนมไข่ปลา

  • สูตรวิธีทำขนมครกสิงคโปร์ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมครกสิงคโปร์

    ขนมครกสิงคโปร์

     

    สูตรขนมครกสิงคโปร์ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมครกสิงคโปร์

    – แป้งเค้ก 1 ½ ถ้วยตวง
    – แป้งมัน ¾ ถ้วยตวง
    – ผงฟู 1 ½ ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
    – เกลือ ½ ช้อนชา
    – กะทิ ½ ถ้วยตวง
    – น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น 1 ½ ถ้วยตวง
    – ไข่ไก่ 6 ฟอง
    – กลิ่นใบเตย 1 ช้อนชา

    วิธีการทำขนมครกสิงคโปร์

    – เริ่มต้นขนมแสนอร่อยของเราวันนี้ด้วยการ นำแป้งเค้ก แป้งมัน และผงฟู มาร่อนลงในกะละมัง เพื่อทำให้อากาศเข้าไปในแป้ง ซึ่งจะช่วยให้แป้งมีความเบาขึ้น
    – พักแป้งไว้ แล้วหันมาทำ น้ำใบเตยเข้มข้น ด้วยการนำใบเตยหอมมาล้างให้สะอาด จากนั้นหั่นให้เล็กลง เพื่อนำไปเข้าเครื่องปั่น เมื่อปั่นได้ละเอียดแล้ว ให้นำมาคั่นเอาน้ำ โดยใช้อัตราส่วน ใบเตย 1 กก. ต่อ น้ำ 3 ลิตร แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง
    – ขั้นตอนต่อไป นำแป้งที่ร่อนไว้มาใส่น้ำตาลและเกลือ ใช้มือเคล้าให้ทั่ว แล้วค่อยๆ ใส่ไข่ไก่ลงไป ค่อยๆ ใช้มือนวดให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน เมื่อเห็นว่าเข้ากันดีแล้ว ค่อยๆ เทน้ำกะทิลงไปที่ละน้อย ใช้ทัพพีหรือมือเคล้าไปเรื่อยๆ และสุดท้ายตามด้วยน้ำใบเตยและกลิ่นไปเตย คนจนกว่าน้ำตาลจะละลายและส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดี แล้วตั้งพักทิ้งไว้ 20 นาที
    – ระหว่างพักแป้งให้มาเตรียมกระทะตั้งไฟไว้ให้ร้อน ใช้แปรงจุ่มเนยหรือน้ำมันทาให้ทั่ว เมื่อแป้งได้ที่ ให้เบาไฟที่กระทะเป็นไฟอ่อนๆ แล้วตักแป้งในกระทะ เคล็ดลับคือหยอดแป้งในแต่ละช่องแค่ประมาณเกลือเต็มหรือ ¾ ของหลุม ปิดผารอ 2-3 นาที เมื่อขนมสุกให้สังเกตง่ายๆ คือ ขนมจะฟูขึ้นมานั้นเอง และเมื่อหยอดแป้งครั้งต่อไปไม่ต้องทาน้ำมันหรือเนยแล้วค่ะ

    สูตรขนมครกสิงคโปร์ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมครกสิงคโปร์

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ½ ถ้วยตวง
    – ผงฟู 1/14/ ช้อนชา
    – น้ำคั้นใบเตย 1 ถ้วยตวง
    – มะพร้าวขูดชนิดขาว ½ กิโลกรัม
    – ไข่ไก่ขนาดกลาง 3 ฟอง

    วิธีการทำขนมครกสิงคโปร์

    – เตรียมทำน้ำใบเตย ด้วยการใช้ใบเตย 6-7 ใบ มาหั่นฝอยแล้วโขลกหรือปั่นให้ละเอียด แล้วคั้นเอาน้ำ ใช้น้ำประมาณ 1 ถ้วยตวง แล้วกรองเอากากออกด้วยผ้าขาวบาง
    – นำมะพร้าวที่เตรียมมาคั้นกะทิด้วยน้ำใบเตยที่เราทำในข้อ 1 ให้ได้กะทิน้ำใบเตยสุดเข้มข้น 1 ½ ถ้วยตวง และอย่าลืมกรองด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง
    – นำแป้งสาลีอเนกประสงค์และผงฟู มาร่อนให้เข้ากัน พักไว้ในอ่างผสม
    – ใส่น้ำตาลลงในแป้งที่เราร่อน แล้วค่อยๆ ใส่ไข่ไก่ นวดเบาๆ ให้ส่วนผสมเข้ากัน เมื่อเห็นว่าเข้ากันดี ให้ค่อยๆ เทหัวกะทิที่เราเตรียมไว้ ทีละนิด คนสม่ำเสมอ ให้น้ำตาลละลายและส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดี จากนั้นพักไว้ให้แป้งเซ็ตตัว 20 นาที
    – เตรียมกระทะ และจัดการทาน้ำมันให้ทั่ว หยอดแป้ง ปิดผา รอ 3-4 นาที เมื่อขนมสุกฟูขึ้นมาเต็มพิมพ์ ใช้ไม่แหลมจิ้มขนมออกจากกระทะ แล้วจัดเสิร์ฟในขณะร้อนๆ ได้เลย

    สูตรขนมครกสิงคโปร์ สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมครกสิงคโปร์

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2/3 ถ้วยตวง
    – แป้งมัน 1/3 ถ้วยตวง
    – น้ำใบเตย ½ ถ้วยตวง
    – กะทิ 1/3 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    – ผงฟู 1 ช้อนชา
    – เกลือ ¼ ช้อนชา
    – น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำขนมครกสิงคโปร์

    – นำแป้งอเนกประสงค์ แป้งมัน น้ำตาลทราย เกลือ และผงฟู เทลงในอ่างผสมแล้วใช้ตะกร้อมือตีให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน
    – นำใบเตย 6-7 ใบล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อนๆ แล้วนำไปปั่นให้ละเอียด เพื่อนำมาคั่นกับน้ำ ½ ถ้วยตวง ให้ได้น้ำใบเตยเข้มข้น และต้องกรองด้วยผ้าขาวบาง
    – ผสมกะทิกับน้ำใบเตยที่เราทำในขั้นตอนที่ 2 คนให้เข้ากัน แล้วนำไปเทลงในแป้งที่เราผสมไว้ในขั้นตอนที่ 1
    – คนหรือเคล้าให้ทุกอย่างเข้ากันดี จากนั้นเติมน้ำตาลมะพร้าวและน้ำมันพืชลงไป คนส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้ง
    – เตรียมกระทะให้ร้อน แล้วนำส่วนผสมหยอดลงพิมพ์ได้เลย เมื่อสุกตักเสิร์ฟ รับประทานร้อนๆ ให้ความนุ่ม หอม อร่อย

    สูตรขนมครกสิงคโปร์ สูตรที่ 4

    ส่วนผสมขนมครกสิงคโปร์

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 กิโลกรัม
    – แป้งมันสำปะหลัง 1 กิโลกรัม
    – ไข่ไก่ 12 ฟอง
    – น้ำกะทิหัวและหาง 2 กิโลกรัม
    – น้ำตายทราบ 2 ถ้วยตวง
    – นมสด ½ ถ้วยตวง
    – น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น 1 ถ้วยตวง
    – ผงฟู 2 ช้อนชา
    – เกลือ ½ ช้อนชา

    วิธีการทำขนมครกสิงคโปร์

    – เริ่มต้นด้วยการคั่นน้ำใบเตย โดยใช้ใบเตย 15 ใบ มาปั่นให้ละเอียด คั่นเอาน้ำ 1 ถ้วยตวง แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางให้สะอาด
    – นำแป้งสาลี แป้งมันสำปะหลัง ผงฟู มาร่อนลงในอ่างผสม จากนั้นใส่น้ำตาลทรายและเกลือ แล้วตามด้วยไข่ไก่ ใช้มือเคล้าให้เข้ากันแล้ว เทน้ำกะทิ นมสด ตามลงไปทีนิด เสร็จแล้วใส่น้ำคั่นใบเตย คนไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำตาลจะละลาย แล้วพักทิ้งไว้ 20 นาที
    – เตรียมกระทะให้ร้อน ทาด้วยน้ำมันหรือเนย เมื่อแป้งเซ็ตตัวแล้ว นำแป้งตักใส่ในกระทะได้เลย แต่ต้องหรี่ไฟเป็นไฟอ่อน ปิดผารอจนสุก แล้วตักเสิร์ฟใส่จาน

    การขายขนมครกสิงคโปร์

  • สูตรวิธีทำขนมกะลอจี๊ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมกะลอจี๊

    สูตรวิธีการทำขนมกะลอจี๊ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมแป้งกะลอจี๊

    1.แป้งข้าวเหนียว 200 กรัม
    2.แป้งท้าวยายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
    3.น้ำร้อน 170 กรัม
    4.ใบเตย 1 ต้น (ใช้แต่งกลิ่น มีหรือไม่มีก็ได้)
    5.น้ำมันพืชสำหรับพักแป้ง และใช้ทอด

    ส่วนผสมน้ำตาลสำหรับคลุกแป้งกะลอจี๊

    1.น้ำตาลทราย 300 กรัม
    2.งาดำ, งาขาวคั่วบุบพอแตก 100 กรัม
    3.ถั่วลิสงคั่วบุบหยาบ 100 กรัม
    4.เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีทำขนมกะลอจี๊

    1. ผสมแป้งข้าวเหนียวรวมกับแป้งท้าวยายม่อมเข้าด้วยกันอย่างละเอียดจากนั้น ค่อย ๆ เติมน้ำร้อน นวดจนแป้งนุ่มดีจนทั่ว
    2. ปั้นแบ่งแป้งเป็นก้อนขนาดพอดี
    3. นวดแผ่แป้งออกเป็นแผ่นกลม ให้มีความหนาประมาณ ครึ่งนิ้ว
    4. นำแป้งมาต้มในน้ำเดือดผสมใบเตยที่เตรียมไว้ จนแป้งสุกลอยขึ้นมา จากนั้น ตักขึ้นพักไว้ในน้ำเย็น แล้วสะเด็ดน้ำเตรียมไว้
    5. ทาแป้งที่ปั้นโดยน้ำมันพืชทั้งชิ้นให้ทั่ว จากนั้น พักไว้จนเย็นสนิท
    6. นำแป้งมาทอดในน้ำมันพืช ใช้ไฟประมาณปานกลางจนเหลืองกรอบทั้ง 2 ด้าน
    7. ตัดขนมออกเป็นชิ้นพอดี ขนาดพอกินตามขนาดที่ต้องการ คลุกลงในส่วนผสมกับน้ำตาลที่คลุกไว้

    สูตรผสมขนมกะลอจี๊ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมแป้งกะลอจี๊ (รสต้นตำหรับ)

    1.แป้งท้าวยายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
    2.แป้งข้าวเหนียว 200 กรัม
    3.น้ำร้อน 170 กรัม
    4.ใบเตย 1 ต้น
    5.น้ำมันพืชสำหรับพักแป้ง และใช้ทอด

    ส่วนผสมน้ำตาลสำหรับคลุก (น้ำจิ้ม )

    1.น้ำตาลทราย 300 กรัม
    2.งาดำ, งาขาวคั่วบุบพอแตก 100 กรัม
    3.ถั่วลิสงคั่วบุบหยาบ 100 กรัม
    4.เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีทำขนมกะลอจี๊

    1. ผสมแป้งข้าวเหนียวเข้ากับแป้งท้าวยายม่อมเข้าด้วยกันอย่างละเอียดจากนั้น ค่อย ๆ เติมน้ำร้อน นวดจนแป้งนุ่มดีพอดี2. แบ่งแป้งออกเป็นก้อนขนาดพอดี
    3. นวดแผ่แป้งออกเป็นแผ่นขนาดกลม ให้มีความหนาประมาณครึ่งนิ้ว
    4. ต้มแป้งในน้ำเดือด จนแป้งเริ่มสุกลอยตัวขึ้น ตักขึ้นพักไว้ในน้ำเย็น สะเด็ดน้ำเตรียมไว้
    5. ทาน้ำมันพืชให้ทั่วทั้งชิ้น จากนั้นพักไว้จนเย็นสนิท
    6. ทอดแป้งลงในน้ำมันพืช โดยใช้ไฟปานกลางให้สุกเหลืองทั้งสองด้าน
    7. ตัดขนมเป็นชิ้นพอดีคำ คลุกลงในส่วนผสมน้ำตาลทรายที่เตรียมไว้

    วิธีทำน้ำตาลสำหรับคลุก

    – นำส่วนผสมน้ำตาลทรายทุกอย่างมารวมผสมเข้าด้วยกัน
    – ชิมรสให้ออกรสชาติหวาน มีรสเค็ม แล้วนำไปคลุกกับกะลอจี๊

    สูตรวิธีการทำขนมกะลอจี๊ สูตรที่ 3

    ส่วนผสมของขนมกะลอจี๊

    1. แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
    2.แป้งท้าวยายม่อม 1 ช้อนโต๊ะ ไม่มีก็ใช้แป้งมันสำปะหลังหรือแป้งข้าวโพดแทนได้
    3.น้ำร้อน ¾ ถ้วยตวง
    4.เกลือป่น นิดหน่อย
    5.งาดำและงาขาวคั่ว ปริมาณตามชอบ
    6.น้ำตาลทราย ปริมาณตามชอบ
    7.น้ำมันพืชสำหรับทอด

    วิธีทำขนมแป้งกะลอจี๊

    1.นำแป้งข้าวเหนียวและแป้งท้าวยายม่อมมาผสมรวมกันในชามอ่าง
    2.ค่อยๆเทน้ำร้อนใส่ลงไปในอ่างผสมแป้ง ค่อยๆเททีละนิด อย่าเททีเดียวหมด เพราะเดี๋ยวจะแฉะมากไป
    3.คนให้แป้งกับน้ำรวมให้เข้ากัน ถ้าแป้งแห้งไปก็ค่อยๆเติมน้ำร้อนที่เหลือ แล้วนวดจนแป้งละเอียดเนียนนุ่ม
    4.ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมแบนหนาประมาณครึ่งนิ้ว แล้วแต่ขนาดที่เราชอบกิน
    5.ตั้งหม้อตั้งใฟโดยเอามาน้ำสะอาดมาใส่จนเดือด ใส่แป้งที่ปั้นไว้ลงไปต้ม
    6.ต้มจนแป้งสุก ลอยตัวขึ้นมาบนปากหม้อ
    7.ตักแป้งที่ต้มสุกแล้วพักใส่ไว้ในชามน้ำเย็น
    8.ตักออกมาให้สะเด็ดน้ำ จากนั้น ทาน้ำมันพืชให้ทั่วแป้งที่ต้มสุกแล้ว ใส่จานพักทิ้งไว้
    9.นำน้ำมันใส่ลงในกระทะ ตั้งไฟขนาดปานกลาง พอร้อนแล้วจึงใส่แป้งต้มลงไปทอดจนเหลืองกรอบทั้ง 2 ด้านตักออกได้
    สะเด็ดน้ำมันเสร็จแล้วก็ใส่จานไว้
    10.เมื่อจะทานก็นำกรรไกรตัดเป็นชิ้นพอดีคำตามความชอบของแต่ละคน
    11.นำงาดำมาผสมรวมกับงาขาวคั่ว ทุบๆนิดนึงจะได้กลิ่นหอมของงา จากนั้นใส่น้ำตาลทรายลงไปตามความชอบ เกลือป่นเล็กน้อยและนำมาคลุกรวมกัน จากนั้น ตักโรยบนแป้งที่ทอดเสร็จแล้ว จะได้รสชาติที่กรอบอร่อยเวลาทานร้อนๆ

    สูตรวิธีการทำขนมกอลอจี๊ สูตรที่ 4

    ส่วนผสมขนมกะลอจี๊

    1. แป้งข้าวเหนียว 200 กรัม
    2.แป้งมันสำปะหลัง 2 ช้อนโต๊ะ
    3. เกลือ 1/4 ช้อนชา
    4. น้ำร้อน 160 มิลลิลิตร
    5.น้ำมันรำข้าว สำหรับทอด

    ส่วนผสมสำหรับทำน้ำตาลคลุก

    1.น้ำตาลทราย 100 กรัม
    2.งาขาว (คั่ว) 20 กรัม
    3.งาดำ (คั่ว) 10 กรัม
    4.ถั่วลิสง (คั่ว) 50 กรัม
    5. เกลือ 1/4 ช้อนชา

    วิธีทำขนมกะลอจี๊

    1. นำแป้งข้าวเหนียวมาผสมรวมกับ แป้งมันสำปะหลังเข้าด้วยกัน จากนั้นใส่เกลือลงไป จากนั้นค่อยๆเทใส่น้ำร้อนลงไปใช้ทัพพีคนอย่างรวดเร็ว พอแป้งเริ่มจับตัวกันให้ใช้มือนวดแป้งให้นุ่มเนียนพอดี นำแป้งมานวดเป็นก้อนกลมแบนแผ่ 4 ก้อน
    2. ต้มน้ำให้เดือด นำแป้งลงไปต้มในน้ำ เป็นเวลา 3 นาที ตักออกมาพักในน้ำเย็นจัด
    3. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันรำข้าวลงไปเล็กน้อยให้พอเคลือบกระทะ พอน้ำมันร้อนดีแล้วจึงลดไฟลง จากนั้นนำแป้งกะลอจี๊ลงไปจี่บนกระทะจนกรอบให้มีสีเหลืองสวยตามชอบ
    4.นำงาขาวและงาดำมาคั่วรวมกัน แล้วนำถั่วลิสงไปคั่วบดให้ละเอียด พักทั้งหมดให้เย็นแล้วนำไปผสมรวมกับน้ำตาลทรายและเกลือ
    5. ใช้กรรไกรตัดแป้งกะลอจี๊เป็นชิ้นๆขนาดพอดีคำ นำลงไปคลุกกับน้ำตาลที่เตรียมไว้

  • สูตรวิธีทำครองแครง พร้อมคำแนะนำในการขายครองแครง

    สูตรขนมครองแครง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมครองแครง

    1. แป้งมัน 2 ถ้วยตวง
    2. แป้งมันสำหรับโรยนวล 2 ถ้วย
    3. พิมพ์สำหรับกดตัวครองแครง 1 อัน
    4. ผ้าขาวบาง 1 ผืน
    5. น้ำแข็ง
    6. อ่างผสม 1 ใบ
    7. หากต้องการสีสัน ก็สามารถใช้สีผสมน้ำในการปั้นแป้งได้

    ส่วนผสมน้ำกะทิ

    1. น้ำกะทิ 500 กรัม
    2. น้ำตาลทราย 6 ช้อนโต๊ะ หรือตามชอบ
    3. เกลือป่น 2/4 ช้อนชา
    4. งาขาวคั่ว 6 ช้อนโต๊ะ
    5. ใบเตย 1 ใบ

    วิธีทำ

    1. ตั้งน้ำร้อนเดือด
    2. นำแป้งมันเทใส่อ่างผสม แล้วเทน้ำเดือดลงไปทีละนิด รีบคนแป้งและน้ำให้ทั่วถึงกันโดยเร็ว พอแป้งเหนียว ให้ใช้แป้งมันโรยนวลแล้วค่อยนวดแป้งจนกว่าแป้งจะล่อน เหนียวนุ่ม ไม่เหนียวเละ ใช้แป้งขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆ คลุมแป้งขนมไว้ก่อน
    ขั้นตอนนี้หากต้องการสีสัน ก็ต้องแบ่งแป้งตามจำนวนสี ต้มน้ำทีละสี โดยพอน้ำเดือดก็ค่อยใส่สีผสมอาหารลงไป การปั้นแป้งต้องปั้นแป้งสีนั้นๆ ทันที ต้องทำทีละสีครับ เพราะการนวดแป้งต้องใช้น้ำร้อนจัดเท่านั้น เมื่อปั้นแป้งแล้วใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดคลุมพักไว้ เพื่อรอพิมพ์ลายครองแครงครับ
    ส่วนสีที่ใช้ จะเป็นสีผสมอาหารธรรมดาหรือสีผสมอาหารจากธรรมชาติก็ได้
    3. ค่อยๆแบ่งแป้งออกมาปั้น โดยคลึงเป็นแป้งเส้นยาว ใช้แป้งนวลทามือทานิ้วแล้วบิออกมาปั้นเป็นก้อนกลม ที่ละเม็ด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร โรยแป้งนวลบนพิมพ์ แล้ววางเม็ดแป้งลงบนพิมพ์แล้วกลิ้งแป้งโดยไช้นิ้วโป้งกดเนื้อแป้งให้กลิ้งลงมาตามพิมพ์ ขั้นตอนนี้ต้องใช้แป้งนวลช่วยตลอด
    4. พักแป้งไว้ในชาม โรยแป้งนวลให้ทั่วๆอีกครั้ง
    5. ตั้งน้ำร้อนด้วยไฟกลาง พอน้ำเริ้มร้อน ให้นำครองแครงมา ล่อนเอาแป้งนวลออกด้วยตะแกรงเบาๆ แล้วเทครองแครงลงในน้ำร้อน พอน้ำเดือดและครองแครงสุก ตัวครองแครงจะลอยขึ้นมา
    6. นำชามมาใส่น้ำสะอาดและเติมน้ำแข็ง ใช้กระชอนตักครองแครงที่สุกขึ้นมาใส่ลงไปเพื่อเป็นการน๊อคตัวครองแครงให้หยุดสุก ขั้นตอนนี้จะทำให้เราได้ตัวครองแครงที่ใสและเด้ง น่ารับประทานมากเลยครับ
    หลังจากนั้นก็ตักครองแครงขึ้นมาสะเด็ดน้ำในระชอนพักไว้ก่อน

    วิธีทำกะทิ

    1. นำกะทิใส่หม้อทองเหลืองถ้าไม่มีใช้หม้อธรรมดาได้ ใส่เกลือ ใส่น้ำตาล ใส่ใบเตยมัด แล้วนำขึ้นตั้งไฟอ่อน
    2. พอกะทิร้อน เริ่มจะเดือด ห้ามเดือดจนแตกมันนะครับ ก็ปิดไฟ โรยงาขาวคั่วลงไป 3 ช้อนโต๊ะ อีก 3 ช้อนโต๊ะ เก็บเอาไว้โรยหน้ากะทิในถ้วยขนมเพื่อตกแต่งเมื่อเสิร์ฟ เสร็จขั้นตอนการทำครับ

    สูตรขนมครองแครง สูตรที่ 2 (ครองแครงกรอบ)

    ส่วนผสมครองแครงกรอบ

    1. แป้งสาลีเอนกประสงค์ 250 กรัม
    2. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    3. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
    4. ไข่ไก่เบอร์ 1 ฟอง
    5. หัวกะทิ 120 กรัม
    6. น้ำปูนใส 2 ช้อนโต๊ะ
    7. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
    8. พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
    9. น้ำมันสำหรับทอด 2 ถ้วยตวง
    10.แป้งสาลีเอนกประสงค์ 1 ถ้วยตวง เพื่อใช้ทำแป้งนวล แยกไว้ต่างหาก

    ส่วนผสมน้ำตาลเคลือบตัวครองแครงกรอบ

    1. พริกไทยเม็ด 1 ช้อนโต๊ะ
    2. กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
    3. รากผักชี 2 ช้อนโต๊ะ
    4. น้ำตาลปีบ 1/4 ถ้วยตวง
    5. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ

    1. ร่อนแป้ง 1 รอบ แล้วใส่น้ำตาลทราย และพริกไทยป่นลงไปผสมในเนื้อแป้ง ทำการร่อนส่วนผสมทั้งหมดอีกครั้ง แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ในชามผสม
    2. ทำแป้งให้เป็นหลุม แล้วนำ ไข่ไก่ น้ำปูนใส น้ำกะทิ น้ำมันพืชและเกลือ เทลงตางกลางหลุมแป้ง กลบแป้งลงและทำการคลุกเคล้าส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน ทำการนวดแป้งให้มี ลักษณะ เหนียม นุ่ม ร่อน
    ระหว่างนวด ถ้าแป้งแห้งเกินไป ใช้น้ำสะอาดเติมได้ทีละ ครึ่งช้อนโต๊ะ แต่ถ้าเหนียวและ
    เหลวเกินไป เติมแป้งนวลได้ที่ละนิดเช่นกัน
    3. เมื่อนวดแป้งเสร็จแล้ว นำแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม. วางพักไว้ในชาม ทำจนหมดแป้ง ขั้นตอนนี้ควรใช้แป้งนวลช่วยตลอด โดยใช้มือเราคอยหยิบแป้งนวลทามือ เวลาหยิบและปั้นแป้ง
    4. นำแป้งก้อนกลมมากดลงบนพิมพ์ เบาๆ ให้แบนด้วยนิ้วโป้ง แล้วใช้นิ้วโป้งแตะหัวแป้งออกมา
    ให้ค่อยๆ งอไปที่ปลาย แต่อย่าให้ม้วนเยอะนะครับ แป้งก็จะออกจากพิมพ์เป็นลายครองแครงครับ ทำจนครบ
    ต้องคอยใช้แป้งนวลทานิ้วมือ และดรยที่พิมพ์ตลอดกันแป้งติดพิมพ์ครับ
    5. นำครองแครงไปทอดด้วยไฟกลาง ให้เหลืองกรอบ โดยต้องใช้ตะหลิวคนแป้งกลับไปกลับมาตลอด เกลี่ยและกลิ้งครองแครงในน้ำมันให้ทั่วๆ ครับ พอครองแครงสุก เหลือง กรอบ แล้ว ยกลงพักในกระชอนให้สะเด็ดน้ำมัน

    วิธีทำครองแครงกรอบเคลือบน้ำตาล

    1. โขลกพริกไทยเม็ด กระเทียม รากผักชี รวมกันทั้งหมด ให้ละเอียด เรียกว่าสามเกลอ
    2. น้ำมันที่ใช้ทอดครองแครง แบ่งออกมา 2 ช้อนโต๊ะ ใส่กระทะ ตั้งไฟกลาง พอน้ำมันเริ่มร้อน ใส่สามเกลอโขลกลงไปผัด ตามด้วยการใส่ น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำสะอาด 1 ช้อนโต๊ะ ผัดให้น้ำตาลละลายและมีความข้นเล็กน้อย ปิดไฟ
    3. นำครองแครงมาเทใส่และคลุกเคล้าน้ำตาลให้ทั่วถึงครองแครงทั้งหมดทุกชิ้นโดยเร็ว เวลาลงมือคลุก ต้องคลุกเคล้าเร็ว จนมีลักษณะแห้ง ให้นำไปพักในถาดโดยพยายามเกลี่ยครองแครงให้กระจายให้มากที่สุด นำมารับประทานได้ หรือจะเก็บใส่ภาชนะปิดฝาเพื่อเก็บไว้รับประทานวันอื่นได้อีกด้วยครับ

  • สูตรวิธีทำขนมจาวตาลเชื่อม พร้อมคำแนะนำในการขายขนมจาวตาลเชื่อม

    สูตรขนมจาวตาลเชื่อม สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    • จาวตาล 1 กิโลกรัม
    • สารส้มผสมน้ำ (สำหรับล้างจาวตาล )
    • น้ำตาลทราย 500 กรัม
    • น้ำเปล่า (สำหรับต้ม)

    วิธีทำ ขนมจาวตาลเชื่อม

    • ขั้นตอนแรกเราจะปอกเปลือกจาวตาลก่อน เมื่อปอกเปลือกจาวตาลแล้ว ก็นำมาล้างน้ำให้สะอาด เราสามารถใช้ใช้ใบตองฉีกแล้วก็นำมาขัดผิวของจาวตาลจะช่วยให้เมือกขาวๆ ของจาวตาลออกง่าย เมื่อล้างสะอาดแล้ว ก็นำไปแช่ในน้ำผสมสารส้ม จากนั้นก็ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วก็นำไปล้างน้ำเปล่าอีกครั้งให้สะอาด จากนั้นก็สะเด็ดน้ำ พักไว้ก่อน
    • ตั้งไฟใช้ไฟแรงต้มน้ำเปล่าให้เดือด แล้วให้ใส่จาวตาลลงไปเพื่อลวกใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที เมื่อจาวตาลสุก โดยให้สังเกตที่ผิวของจาวตาล ว่าเริ่มมีสีเหลือง ก็ถือว่าเริ่มสุกแล้ว ก็ให้ตักขึ้นสะเด็ดน้ำแล้วพักไว้
    • จากนั้นเราจะทำการเชื่อมจาวตาล ด้วยการนำหม้อมาเพื่อใส่จาวตาล แล้วก็ใส่น้ำตาลทรายลงไป ประมาณ 250 กรัม แล้วก็เติมน้ำเปล่าลงไปพอท่วม จากนั้นก็ปิดฝาหม้อ เปิดไฟใช้ไฟแรงต้มจนเดือดอาจจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที
    • เมื่อน้ำเดือดจัดแล้วก็เปิดฝาแล้วให้พรมน้ำสะอาดด้านบนจาวตาลที่ได้เชื่อมไว้ ให้ใส่น้ำตาลทรายที่เหลืออีกคือ 250 กรัมลงไปแล้ว ปิดฝาหม้อ ตั้งไฟต่ออีกครั้งรอจนเดือด แล้วค่อยกลับด้านจาวตาลจากบนลงล่างเพื่อจะให้จาวตาลดูดซึมน้ำเชื่อมได้ทั่วถึงและเท่า ๆ กัน แล้วทำการเคี่ยวต่อไปเรื่อย ๆ จนน้ำเชื่อมเดือดและเหนียว ระหว่างนั้นต้องหมั่นช้อนฟองออก เมื่อได้ความเหนียวได้ที่แล้วก็ ปิดไฟ
    • จัดใส่จานพร้อมรับประทาน

    สูตรขนมจาวตาลเชื่อม สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    • จาวตาล 50 ลูก
    • น้ำตาลทราย 8 ถ้วยตวง
    • น้ำ 4 ถ้วยตวง
    • สารส้มสำหรับล้างจาวตาล
    • ใบตองขัดจาวตาล

    วิธีทำ ขนมจาวตาลเชื่อม

    • ขั้นตอนแรกเราจะทำความสะอาดจาวตาลก่อน ปอกเปลือกจาวตาลเป็นอันดับแรก จากนั้นก็นำจาวตาลไปทำความสะอาด ด้วยการนำไปล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นจะล้างจาวตาลให้หมดเมือกด้วยใบตองฉีกฝอยแล้วนำขัดผิวด้านนอกให้หมดคราบขาว ๆ จะได้จาวตาลที่ขาวใส แล้วนำไปแช่สารส้มเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้จาวตาลที่สะอาดจริง ๆ เมื่อแช่สารส้ม ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ต่อจากนั้นก็นำมาล้างน้ำอีกครั้ง เพื่อให้จาวตาลสะอาดไม่มีสารส้มในตัวจาวตาล แล้วก็สะเด็ดน้ำ พักไว้
    • ตั้งไฟต้มน้ำให้เดือดจัด แล้วนำจาวตาลไปลวกในน้ำเดือดใช้เวลาประมาณ 20 นาที คอยสังเกตดู เมื่อพอดูแล้วจาวตาลเริ่มสุก ให้ตักขึ้นมาไปแช่ในน้ำเย็นธรรมดา แล้วตักขึ้น เพื่อให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นก็พักไว้
    • จากนั้นเราจะ แบ่งน้ำตาลทรายเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจะนำมาเชื่อมจาวตาล ด้วยการนำน้ำตาลทรายมา ผสมน้ำตั้งไฟปานกลาง แล้วคนจนน้ำตาลละลาย จากนั้นก็ให้ตั้งไฟแรงจนเดือดแล้วให้ตักจาวตาลที่ลวกไว้แล้ว เพื่อใส่ในน้ำเชื่อมที่เดือดโดยจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที จากนั้นให้เติมน้ำตาลส่วนที่เหลืออีกครึ่ง เพื่อจะใช้เชื่อมต่อจนน้ำเชื่อมเหนียวดีแล้ว ระหว่างเชื่อม ควรจะคอยกลับให้จาวตาลเชื่อมน้ำตาลทรายได้ทั่วทั้งชิ้นและทุกชิ้น เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ปิดไฟได้
    • จากนั้นทิ้งไว้สักพักให้เย็น แล้วจึงจัดใส่จานนำมารับประทานได้

    สูตรขนมจาวตาลเชื่อม สูตรที่ 3

    ส่วนผสม

    • จาวตาลสด 7 กิโลกรัม
    • น้ำตาล 4 กิโลกรัม
    • น้ำลอยดอกมะลิ 4 ถ้วยตวง
    • สารส้ม นำมาล้างจาวตาลให้สะอาด
    • ฟางนำมาขัดจาวตาล ให้สะอาดไม่มีเมือกขาวๆ

    วิธีทำขนมจาวตาลเชื่อม

    • เริ่มต้นจากการทำความสะอาดจ้าวตาลก่อน ด้วยการปอกเปลือกจาวตาลให้เรียบร้อย ให้ตัดตรงส่วนที่เป็นรากของจาวตาลออกด้วย เนื่องจากส่วนนั้นจะแข็ง ไม่น่ารับประทาน จากนั้นก็นำจาวตาลไปล้างน้ำสะอาดก่อน1 น้ำ หลังจากนั้นก็นำจาวตาลมาขัดด้วยฟาง เพื่อจะขจัดเมือกของจาวตาลออกได้ ให้จาวตาลมีลักษณะใส ไม่ขุ่นมัว แล้วก็นำจาวตาลไปแช่สารส้มสัก15 นาทีเพื่อให้จาวตาลสะอาด แต่ต้องล้างน้ำอีกครั้งเพื่อไม่เหลือสารส้มบนผิวจาวตาล ดังนั้นเมื่อแช่สารส้มแล้วก็นำไปล้างน้ำให้ล้างให้สะอาดอีกหนึ่งครั้ง โดยล้างให้สารส้มออกให้หมด
    • ต่อไปเราจะทำการเชื่อมจาวตาล โดยจะเป็นการเชื่อมด้วยน้ำตาลทราย ให้ใส่น้ำตาลทรายลงในหม้อ แล้วจากนั้นให้ตั้งหม้อใช้ไฟแรงเพื่อต้มน้ำให้เดือดจนน้ำตาลทรายละลายดีแล้ว ก็ให้นำจาวตาลที่ล้างสะอาดลงไปต้มใช้เวลาอีกประมาณ 15 นาที แล้วก็ให้ใส่น้ำตาลลงไปจากนั้นต้มต่อให้เป็นน้ำตาลกลายเป็นน้ำเชื่อม ต้องคอยดูให้จาวตาลได้น้ำเชื่อมทั่วตลอดชิ้นและทุกชิ้น
    • จากนั้นให้ เติมน้ำลอยดอกมะลิลงไปด้วย เพื่อให้จาวตาลมีความหอมมากขึ้น ต่อจากนั้นก็ต้มเชื่อมจาวตาลต่อไปอีกประมาณ 20 นาที ให้สังเกตว่าให้ลูกตาลมีลักษณะเหลืองนุ่ม น่ารับประทาน
    • ทิ้งไว้สักพักจนจาวตาลเชื่อมเย็นลงแล้ว สามารถจัดใส่จานพร้อมรับประทานได้ หรือจะราดน้ำกะทิเพื่อให้หอมหวานมากยิ่งขึ้นก็ได้

  • สูตรวิธีทำซาหริ่ม พร้อมคำแนะนำในการขายซาหริ่ม

    สูตรขนมซาหริ่ม สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    1. แป้งถั่วเขียว 1 ถ้วย
    2. น้ำใบเตยสำหรับกวนแป้ง 500 กรัม
    3. น้ำต้มใบเตย 1 ถ้วย
    5. กะทิสด 500 กรัม
    6. น้ำตาลทราย 250 กรัม
    7.น้ำแข็งป่น

    วิธีทำ

    1. ในกระทะทองหรือกระทะเคลือบ ถ้าไม่มีใช้กระทะธรรมดาได้ ใส่น้ำใบเตยและแป้งถัวเขียว นำขึ้นตั้งไฟอ่อน กวน ตลอดโดยให้ไม้พายติดก้นกระทะเวลากวนด้วยนะครับ กวนจนแป้งสุกและข้นหนืด
    2. นำหม้อใส่น้ำเย็น ใส่น้ำแข็งได้ ตักแป้งที่กวนใส่กระบอกกด แล้วดันกระบอกกด ตัวแป้งที่ถูกกด จะกลายเป็นเส้นเล็กๆ ลงสู่น้ำเย็น เสร็จแล้วใช้กระชอนช้อนซาหริ่มขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำ
    3. นำน้ำสะอาดมาต้ม โดยใส่ใบเตยมัด 2 ใบ ต้มด้วยไฟอ่อน พอน้ำร้อน ให้ใส่น้ำตาลลงไปเคี่ยวจนน้ำตาลละลาย มีกลิ่นหอม ยกลง ไม่ต้องนำใบเตยออก เทน้ำกะทิลงไปทันที คนให้เข้ากัน
    4. ตักซาหริ่มใส่ถ้วย ใส่น้ำแข็ง ราดน้ำกะทิลงบนน้ำแข็ง ยกเสิร์ฟได้ครับ

    สูตรซาหริ่ม สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    1. แป้งถั่วเขียว 1 ถ้วย
    2. น้ำดอกอัญชัน 500 กรัม ใช้ดอกอัญชัน 10-20 ดอก ต้มน้ำให้ได้สี พักให้เย็นรอไว้
    3. น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ 1 ถ้วย
    5. กะทิสด 600 กรัม
    6. น้ำตาลทราย 300 กรัม
    7.น้ำแข็งป่น

    วิธีทำ

    1. นำน้ำดอกอัญชันและแป้งถั่วเขียวผสมกันในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟอ่อน กวนจนแป้งสุกทั่วถึงกันและมีลักษณะข้นเป็นครีม ยกลงพักไว้ก่อน
    2. นำหม้อมาใส่น้ำและน้ำแข็ง ตักแป้งที่กวนแล้วใส่ในกระบอกกด นำไปกดแป้งลงในหม้อ จะได้เส้นซาหริ่มในน้ำเย็น กดจนหมดแป้ง (แป้งติดค้างในกระบอกกดนิดหน่อยไม่เป็นไรครับ)
    3. ตักซาหริ่มที่ได้ขึ้นมาสะเด็ดน้ำในกระชอน พักไว้ ไปทำน้ำกะทิกันครับ
    4. น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ ผสม น้ำตาล ในหม้อ แล้วนำขึ้นตั้งไฟ เคียวให้น้ำตาลละลายกลายเป็นน้ำเชื่อม แล้วเทน้ำกะทิใส่ลงไปแล้วปิดไฟในเตาทันที่ แล้วคนกะทิและน้ำเชื่อมให้เข้ากัน
    5. ตักซาหริ่มใส่ถ้วย ราดกะทิ ตักน้ำแข็งใส่ แล้วราดกะทิบนน้ำแข็งนิดหน่อยให้ดูน้ากิน รับประทานได้ครับ

    สูตรซาหริ่ม สูตรที่ 3

    ส่วนผสม

    1. แป้งถั่วเขียว 1 ½ ถ้วย
    2. น้ำใบเตย 250 กรัม คั้นหรือบด แยกกากออก
    3. แครอท หรือ ฟักทอง 250 กรัม คั้นหรือบด แยกกากออก
    4. น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ 250 กรัม
    3. น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ 1 ½ ถ้วย
    5. กะทิสด 900 กรัม
    6. น้ำตาลทราย 450 กรัม
    7.น้ำแข็งป่น

    วิธีทำ

    1. นำแป้งถั่วเขียวมา แบ่งเป็น 3 ส่วนเท่าๆกัน โดยจะได้ปริมาณครึ่งถ้วยตวง ต่อส่วน
    2. นำน้ำใบเตย ผสม แป้งถั่วเขียวสวนที่หนึ่งที่แบ่งออกไว้เป็นสัดส่วนปริมาณครึ่งถ้วยตวงนั้น นำขึ้นตั้งเตากวน ให้ได้เป็นเนื้อครีม ใบเตยนี้จะให้สีเขียวแก่เส้นซาหริ่มครับ
    3. เตรียมภาชนะ ใส่น้ำและใส่น้ำแข็งลงไป
    4. ตักแป้งกวนใส่กระบอกกด กดแป้งลงในน้ำเย็น เมื่อได้เส้นให้ใช้กระชอนตักไปพักให้สะเด็ดน้ำ
    5. สำหรับน้ำแครอทหรือน้ำฟักทอง และ น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ นั้นให้ทำขั้นตอนและวิธีเดียวกันกับน้ำใบเตยครับ
    (แครอทหรือฟักทองจะให้เส้นซาหริ่มสีส้มหรือสีเหลือง ส่วน น้ำสะอาดลอยดอกมะลิให้เส้นซาหริ่มสีขาวครับ)
    6. น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ 1 ½ ถ้วย ผสม น้ำตาลในหม้อ กวนให้น้ำตาลละลายและมีความเหนียว ปิดไฟแล้ว เทกะทิลงไปทันที คนให้เข้ากันครับ
    7. ตักซาหริ่มใส่ถ้วย ตักน้ำแข็งใส่ แล้วราดด้วยน้ำกะทิผสมน้ำเชื่อม ทานได้ครับ

    สูตรซาหริ่ม สูตรที่ 4

    ส่วนผสม

    1. แป้งถั่วเขียว 1 ½ ถ้วย
    2. น้ำสะอาด 750 ม.ล.
    3. น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ 1 ½ ถ้วย
    5. นมสด 900 กรัม
    6. น้ำตาลทรายแดง 450 กรัม (น้ำตาลทรายที่ไม่ฟอกสี)
    7.น้ำแข็งป่น
    8. สีผสมอาหาร 2สี ใช้สีชมพู และ สีเขียว

    วิธีทำ

    1. แบ่งแป้งถั่วเขียว 3 ส่วน เท่าๆ กัน จะได้ ส่วนละครึ่งถ้วยตวง
    2. แบ่งน้ำสะอาด เป็น 3 ส่วนเช่นกันครับ จะได้ส่วนละ 250 ม.ล. พอดีเท่าๆกัน แยกไว้นะครับ เราจะผสมแป้งและทำทีละสีครับ
    3. นำกระทะมาตั้งบนเตา ใส่ น้ำสะอาด 250 ม.ล. ใส่แป้งถั่วเขียว หยดสีผสมอาหารลงไป คนผสมให้เข้ากันก่อน (ถ้าเป็นเส้นขาวไม่ต้องหยดสีในขั้นตอนนี้ครับ) แล้วเปิดไฟอ่อน เริ่มกวนผสมให้เข้ากัน จนได้เนื้อแป้งที่สุกทั่วกันเป็นเนื้อแป้งเหนียวข้น ยกลงได้
    4. นำหม้อมาทำการ ใส่น้ำและใส่น้ำแข็ง เตรียมไว้ สำหรับขั้นตอนการกดแป้งให้เป็นเส้นครับ
    5. ตักแป้งที่กวนแล้ว ใส่กระบอกกด นำไปกดลง ในหม้อน้ำแข็งที่เตรียมไว้ ต้องเป็นน้ำเย็นนะครับจึงจะได้เป็นเส้น ถ้าเป็นน้ำธรรมดาเส้นอาจไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นักเพราะจะไม่ค่อยเป็นตัว เมื่อได้เส้นแล้ว ใช้กระชอนตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำ จัดใส่ภาชนะไว้ ทำให้ครบทุกสีนะครับ
    6. ทำน้ำเชื่อม โดย นำหม้อมาใส่น้ำลอยดอกมะลิและน้ำตาล นำขึ้นตั้งบนไฟอ่อน เคี่ยวให้น้ำตาลละลาย เป็นน้ำเชื่อม มีความเหนียว แล้วปิดไฟพักไว้ครับ
    7. ใช้ส้อมม้วนเส้นซาหริ่มมาไว้ในถ้วยที่ละสี ตักน้ำเชื่อมราด ตามด้วยราดนมสดอีกครั้ง เมนูนี้จะทานกับน้ำเชื่อมนมสดเฉยๆ หรือจะมีน้ำแข็งป่นใส่ในขนมด้วยก็ได้ครับ

  • สูตรวิธีทำขนมด้วง พร้อมคำแนะนำในการขายขนมด้วง

    สูตรขนมด้วง สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    1. แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม
    2. แป้งมัน 25 กรัม (ส่วนนี้ใช้ตอนปั้นแป้งครับ)
    3. น้ำเปล่า 260 กรัม
    4. กะทิ 250 กรัม
    5. น้ำตาลทราย 150 กรัม
    6. งาขาวคั่ว 100 กรัม (ยังไม่ต้องคั่วนะครับ นำมาคั่วภายหลัง)
    7. แป้งข้าวเจ้า (สำหรับใส่กะทิ) 10 กรัม
    8. เกลือป่น 5 กรัม
    9. แป้งมัน (สำหรับทำแป้งนวล) 50 กรัม (แป้งนวลคือแป้งข้าวเจ้ากับแป้งมันที่ผสมกันแล้วคนใน
    กระทะจนติดเป็นก้อนครับ)
    10. มะพร้าวทึนทึกขูดเส้น 10 ลูกและ สีผสมอาหาร สีชมพู เขียว เป็นต้น

    วิธีทำ

    1. ล้างงาขาวให้สะอาด ใส่กระชอนพักให้สะเด็ดน้ำ คั่วจนกระทั่งเหลืองหอมด้วยไฟเบา ตักขึ้นพักไว้ให้เย็นแล้วบุบพอแตก ผสมกับน้ำตาลทรายพักเตรียมไว้
    2.ทำกะทิหยอดหน้า โดยผสมกะทิ เกลือป่น แป้งข้าวเจ้าคนให้เข้ากัน ยกขึ้นตั้งไฟคนจนกะทิข้น แล้วยกลงครับ
    3. ผสมแป้งข้าวเจ้ากับแป้งมัน ค่อย ๆ เติมน้ำลงไปทีละน้อยคนผสมให้เข้ากัน
    4. แล้วนำขึ้นตั้งไฟ กวนจนแป้งข้นเป็นก้อนล่อนจากกระทะ พักไว้พออุ่น
    5. นวดแป้งนวล(ที่ได้จากข้อ3และข้อ4)จนนวลเนียน ใส่สีผสมอาหารแค่พอให้มีสีอ่อน ๆ ผสมให้เข้ากัน
    6. คลึงเป็นตัวเล็ก ๆ ยาวประมาณ ๓ ซม. ให้หัวแหลมปลายมน
    7. ต้มในน้ำเดือด พอสุกจะลอยขึ้นมาเองครับ แล้วค่อยๆใช้กระชอนตักขึ้นมาให้สะเด็ดน้ำ
    8. ใส่ลงในมะพร้าวขูดที่นึ่งและคลุกเกลือแล้ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จาน
    เสิร์ฟพร้อมกะทิและน้ำตาลผสมงาคั่ว

    สูตรขนมด้วง สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    1. แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
    2. แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ
    3. มะพร้าวขูด 2 ขีด
    4. น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
    5. งาขาวคั่ว ¼ ถ้วยตวง
    6. น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วยตวง (นำดอกมะลิล้างสะอาดไปลอยไว้ในน้ำสะอาดให้มีกลิ่นหอมเพื่อใช้น้ำนั้นมาทำขนมครับ)
    7. มะพร้าวทึนทึก 1 ซีก
    8. เกลือป่น 1 ช้อนชา
    9. แป้งมันสำหรับทำแป้งนวล ½ ถ้วยตวง
    10. สีผสมอาหารสีอ่อนๆ เช่น สีเขียว สีชมพู สีเหลือง

    วิธีทำ

    1. ทำการผสมแป้งข้าวจ้าวและแป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะเข้าด้วยกัน ละลายกับน้ำดอกมะลิ 1 ถ้วยตวง กวนจนแป้งข้นเป็นก้อนกลม และล่อนจากกระทะทองเหลืองจึงยกลง
    2. แบ่งเป็นเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนผสมสีผสมอาหารสีอ่อนๆ แล้วนวดกับแป้งมันให้กลายเป็นแป้งนวล จนแป้งเหนียวนุ่มไม่ติดมือ
    3. คลึงแป้งที่นวลแล้ว เป็นตัวเล็กๆ กลมๆ หัวข้างหนึ่งมน อีกข้างหนึ่งแหลมยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร
    4. ปูรังถึง(ซึ้งนึ่ง)ด้วยผ้าขาวบาง นำขนมที่ปั้นเรียงบนผ้าขาวบางแล้วนำไปนึ่งให้สุก(ประมาณ 20-25 นาที)
    5. ใส่น้ำมะพร้าวลงในมะพร้าวขูด ใช้ผ้าขาวบางบิดให้ได้หัวน้ำกะทิข้นๆ
    6. เมื่อนึ่งสุกแล้วใส่ลงในชามใหญ่ พรมด้วยน้ำหัวกะทิในขณะที่ขนมยังร้อนอยู่ แล้วใช้ไม้พายคนเบาๆให้ตัวด้วงและกะทิคลุกเคล้าเข้ากัน
    7. นำมะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นผสมกับ งาขาว เกลือ น้ำตาลทราย เอาไว้ใช้โรยขนมเมื่อจะตักขนมมารับประทานครับ

    สูตรขนมด้วง สูตรที่ 3

    ส่วนผสมตัวแป้ง

    1. แป้งข้าวเจ้า 140 กรัม
    2. แป้งท้าวยายม่อม 3 ช้อนโต๊ะ
    3. กะทิ 300 กรัม
    4. สีผสมอาหาร(ตามชอบ)
    5. มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้น 200 กรัม

    ส่วนผสมกะทิราด

    1. หัวกะทิ 150 กรัม
    2. เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

    ส่วนผสมน้ำตาลงา

    1. งาขาวคั่ว 15 กรัม
    2. น้ำตาลทราย 50 กรัม
    3. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีทำขนมด้วง

    1. ทำตัวแป้งโดยการ ผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งท้าวยายม่อมลงในกระทะทองเหลือง ค่อยๆเติมกะทิทีละน้อยละลายแป้งจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เติมกะทิจนหมดใส่สีผสมอาหารคนให้สีเข้ากัน
    2. เปิดเตาแก๊สใช่ไฟกลางกวนแป้งจนแป้งเริ่มจับตัวเป็นเจล เปลี่ยนไฟเป็นไฟอ่อนแล้วกวนต่อจนแป้งร่อนจากกระทะ พักให้อุ่นแล้วนำมานวดต่อจนแป้งนวลเนียน
    3. นำแป้งที่ได้มาปั้นให้มีลักษณะเป็นเส้นปลายเรียวแต่ตรงกลางมีลักษณะปล่อง หรือคล้ายนิ้วมือแต่ไม่ต้องใหญ่มาก
    4. นำไปนึ่งให้สุก หรือใช้วิธีต้มให้สุกโดยการต้มถ้าตัวด้วงสุกจะลอยขึ้นมาเองใช้กระชอนตักออกมาใส่ชามไว้ นำแป้งสุกที่ได้เป็นตัวด้วงแล้วมาคลุกกับมะพร้าวขูด
    6. ทำกะทิราดโดยนำหัวกะทิใส่หม้อ ปรุงรสด้วยเกลือ ตั้งไฟพอเดือด พักไว้ ไว้ราดขนมเมื่อจะรับประทาน
    7. ทำน้ำตาลงาโดยการบุบงาขาวที่คั่วแล้วพอแตก ผสมกับน้ำตาลทรายและเกลือป่น รับประทานพร้อมกะทิราดและขนมด้วง

    สูตรขนมด้วง สูตรที่ 4

    ส่วนผสม

    1. แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ
    2. แป้งข้าวจ้าว 1 ถ้วย
    3. แป้งมันสำหรับทำแป้งนวล ½ ถ้วย
    4. มะพร้าวทึนทึกขูดขาว 200 กรัม
    5. น้ำตาลทราย ½ ถ้วย
    6. งาขาวคั่ว ¼ ถ้วย
    7. น้ำดอกมะลิ 2 ถ้วย
    8. หัวกะทิ 1 ถ้วย
    9. เกลือ 1 ช้อนชา
    10. สีผสมอาหารตามชอบ (ใช้สีที่อ่อนๆหน่อยนะครับ ใช้หลายสีได้ตามชอบครับ)

    วิธีทำ

    1. แป้งมันและแป้งข้าวจ้าวผสมเข้าด้วยกัน ค่อยๆเทน้ำดอกมะลิลงไป กวนด้วยกระทะทองเหลืองจนแป้งเป็นก้อนร่อนจากกระทะทองเหลืองจึงยกลง
    2. นำแป้งมานวดมือ โดยผสมสีผสมอาหารลงไปตามชอบ นวดจนแป้งนุ่มและไม่ติดมือ คลึงแป้งเป็นตัวด้วงปลายแหลมด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งมน ยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร
    3. นำไปนึ่งในซึ้งโดยปูรองด้วยผ้าขาวบาง เมื่อนึ่งขนมสุก นำขนมที่นึ่งสุกแล้วจัดใส่จาน พรมด้วยหัวกะทิโรยด้วย มะพร้าวขูด งาขาว น้ำตาลทราย
    4.หากไม่สะดวกในการนึ่งก็สามารถเปลี่ยนเป็นการนำแป้งที่ปั้นแล้วไปต้มแทนได้ โดยต้มในน้ำเดือด ไฟอ่อนถึงไฟกลาง แล้วรอให้แป้งสุกโดยเนื้อแป้งที่สุกจะลอยขึ้นมาเอง แล้วจึงใช้กระชอนตักช้อนแป้งสุกขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำ จัดใส่จาน พรมด้วย หัวกะทิ โรยด้วยมะพร้าวขูด งาขาวและน้ำตาลทรายครับ

error: Content is protected !!