Category: สูตรอาหาร

  • สูตรวิธีทำโรตี พร้อมคำแนะนำในการขายโรตี

    ขายโรตี ทานอร่อยแบบง่ายๆ

    ซึ่งการหาอะไรซักอย่างทำเพื่อสร้างความร่ำรวย อาจจะไม่ต้องตั้งร้านหรูหรา ขายของราคาแพงเสมอไป เมื่อเราเริ่มมองหาว่าจะทำอะไรเพื่อได้รายได้ดีๆ ซึ่งหลายๆ คนอาจสรุปได้ว่า สินค้าที่สามารถขายได้เรื่อยๆ คือ สินค้าเกี่ยวกับอาหาร และเครื่องดื่ม ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ว่าคนวัยใด หรืออยู่ที่ไหน ถึงเวลาก็ต้องกินต้องดื่มทั้งนั้น ซึ่งหนึ่งในอาหารที่เป็นที่รู้จักดีก็คือ ขนมโรตี ซึ่งเป็นอาหารที่ทานได้อร่อยแบบง่ายๆ นั่นเอง

    โรตีคืออะไร

    ขนมโรตี มีหรือที่ใครจะไม่รู้จักชื่อนี้ แต่ในเมื่อเรากำลังพูดถึงการขายโรตี ก็เป็นโอกาสดีที่จะขอเท้าความเกี่ยวกับโรตีกันซักหน่อย

    โรตี หรือภาษาอังกฤษคือ roti เป็นคำศัพท์ที่มีความหมายว่า ขนมปัง โรตีเป็นอาหารที่ทำจากแป้งข้าวสาลี เป็นที่แพร่หลายมากในประเทศอินเดีย และปากีสถาน และโรตีนี้ก็เหมือนกันกับอาหารอื่นๆ คือสามารถเดินทางได้ และโรตีเป็นอาหารที่เป็นที่นิยมจนสามารถเดินทางมาไกลจากประเทศดังกล่าวมาจนถึงประเทศไทย จนกลายเป็นอาหารที่รู้จักกันทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะทางภาคใต้

    ประเภทของโรตี

    เอาที่ผมจะหามาได้นะครับ ประเภทของโรตีมีดังต่อไปนี้

    – โรตีกรอบ
    – โรตีกรอบทรงเครื่อง
    – โรตีกล้วย
    – โรตีม้วน
    – โรตีช๊อคโกแลคกล้วยหอม
    – โรตีน้ำแกง
    – โรตีข้าวโพด
    – โรตีกลม
    – โรตีพิซซ่า
    – โรตีภูเขาไฟ
    – โรตีโอ่ง
    – โรตีใส้กรอก
    – โรตีแกงเขียวหวาน

    สูตรวิธีการทำโรตีสูตรที่ 1

    ส่วนผสมการทำโรตี

    – แป้งสาลี 2 1/2 ถ้วย
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง
    – น้ำสะอาด 1 ถ้วย
    – เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
    – เนยมาการีน 1/4 ถ้วย
    – น้ำมันพืช
    – นมข้นหวาน
    – น้ำตาลทราย

    อุปกรณ์การทำโรตี

    – ชามผสม
    – กระทะก้นแบน

    วิธีการทำโรตี

    1. ให้นำแป้งสาลีมาร่อนใส่อ่าง และทำเป็นเหมือนบ่อตรงกลาง ใส่น้ำ เกลือ ไข่ไก่ และตีผสมกับแป้งให้เข้ากัน ซึ่งถ้าแห้งเกินไปสามารถเติมน้ำได้ ถ้าหรือเหลวเกินไปให้ก็แก้ด้วยการเติมแป้งลงไป
    2. นวดจนแป้งนิ่มมือ ใส่เนยมาการีนลงไป นวดปั้นเป็นก้อนกลม ทาด้วยน้ำมันพืชให้ทั่วก้อน และใส่ภาชนะปิดฝาพักไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง
    3. ก่อนจะนำโรตีไปทอด ให้กดแป้งบนโต๊ะ หรือถาดที่ทาด้วยน้ำมันพืช ทำให้แป้งบาง ให้แผ่ออก แต่อย่าให้ขาดแบน หรือเราจะจับมุมแป้ง และฟาดให้แป้งยืดออกจนแป้งบาง
    4. นำไปทอดบนกระทะแบน ใช้ไฟกลาง ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย ให้ทอดจนโรตีเหลืองทั้ง 2 ด้าน
    5. สุดท้ายตักโรตีขึ้น ใส่จาน โรยด้วยนมข้นหวาน และน้ำตาลทราย หรือจะเสริฟแยกก็ได้

    สูตรวิธีการทำโรตีสูตรที่ 2

    ส่วนผสมการทำโรตี

    – แป้งสาลี 500 กรัม
    – น้ำตาล 2 ช้อนชา
    – เกลือ 1/2 ช้อนชา
    – นมจืด 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำสะอาด 3/4 ถ้วยตวง
    – เนยมาการีน 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – ไข่ไก่เบอร์เล็กๆ 1 ฟอง
    – น้ำมันพืช

    อุปกรณ์การทำโรตี

    – อ่างผสม

    วิธีการทำโรตี

    1. ผสมเกลือ และน้ำตาล ลงในน้ำ และคนให้ละลาย
    2. ให้นำแป้งลงไปในอ่างผสม และทำหลุมตรงกลาง
    3. ผสมของเหลวทั้งหมดลงตรงกลางหลุมเลยครับ และน้ำเปล่าให้ใส่ทีละน้อย เพราะถ้าแป้งแฉะจะแก้ยากครับ
    4. ค่อยๆ นวดทั้งหมดเข้าด้วยกัน และเมื่อแป้งเริ่มจับตัวเป็นก้อน ก็ให้ใส่เนยมาการีนลงไป จากนั้นนวดให้เข้ากัน ซึ่งยิ่งนวดนานยิ่งดี
    5. ต่อจากนั้น พักแป้งไว้ในอ่างผสม โดยทาน้ำมันพืช ปิดฝาพักไว้ 1 ชั่วโมง
    6. เมื่อครบชั่วโมง ให้นำแป้งมาปั้นเป็นลูกกลมๆ ระหว่างที่ปั้น ให้พรมน้ำมันพืชไปด้วย และพักแป้งไว้อีก 1 ชั่วโมง
    7. ให้ทาน้ำมันพืชลงบนที่ๆ เราจะแผ่แป้ง ไม่งั้นแป้งจะติด และโรยแป้งให้บางๆ พร้อมทั้งพับริมแป้งทั้ง 4 ด้าน
    8. ขั้นตอนสุดท้าย นำลงไปทอด และใช้ไฟปานกลาง

    สูตรวิธีการทำโรตีสูตรที่ 3

    ส่วนผสมการทำโรตี

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ถ้วย
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง
    – เกลือ 1/4 ช้อนชา
    – น้ำเย็น 1/4 ถ้วย
    – เนยสดละลาย 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันพืช
    – น้ำตาลทราย
    – นมข้น

    อุปกรณ์การทำโรตี

    – โต๊ะที่สะอาด
    – กระทะแบนๆ

    วิธีการทำโรตี

    1. ให้ทำการร่อนแป้งลงบนโต๊ะที่สะอาด ทำกองแป้งให้เป็นบ่อตรงกลาง กระเทาะไข่ไก่ใส่ตรงกลางบ่อแป้ง และละลายเกลือในน้ำแล้วใส่ตามลงไป
    2. ต่อจากนั้นเติมเนยสดละลายลงไป และใช้มือคนส่วนผสมของเหลวที่อยู่ตรงกลางบ่อเข้าด้วยกัน ให้คนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแป้งกับส่วนผสมรวมกันเป็นเนื้อเดียวกัน
    3. ให้แบ่งแป้งเป็นก้อนๆ ขนาดเท่าไข่ไก่ และนำไปแช่ในน้ำมันพืช หรือเนยละลาย ประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นจึงนำก้อนแป้งมาแผ่ ตีให้บาง
    4. แล้วรวบหมุนให้เป็นเกลียว แลันำมากองไว้ กดให้แบนๆ นำไปทอดในกระทะแบนๆ ให้ใช้ไฟกลางค่อนข้างแรง และพลิกกลับไปกลับมาจนแป้งเหลืองกรอด ตักขึ้น
    5. โรยโรตีด้วยนมข้นหวาน และน้ำตาลทราย พร้อมไปนำเสิร์ฟ

    สูตรโรตี สูตรที่ 4

    ส่วนผสมการทำโรตี

    – แป้งเอนก 500 กรัม
    – เกลือ 1 1/2 ช้อนชา
    – น้ำ 250 มิลลิลิตร
    – นมข้นหวาน 3 ช้อนชา
    – เนยมาการีน 120 กรัม
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง
    – น้ำมันพืช

    อุปกรณ์การทำโรตี

    – ชามผสม
    – ภาชนะวางโรตี

    วิธีการทำโรตี

    1. ให้นำเกลือมาใส่ในชามผสม แล้วเติมนมข้นหวาน และน้ำ และคนให้ละลาย
    2. นำแป้งมาใส่ในชามผสม เติมเนยมาการีนลงไป ขยำให้เข้ากัน และเติมน้ำ และไข่ไก่ ถ้าแป้งแห้งไปก็เติมน้ำ หรือถ้าแฉะเกินไปก็เติมแป้งได้นิดหน่อย
    3. ต่อมานวดให้เข้ากัน จนแป้งไม่ติดมือ และไม่ติดอ่างผสม และเด็ดให้เป็นก้อนๆ
    4. นวดแป้งให้เป็นก้อนกลมๆ และเตรียมภาชนะ ทาน้ำมันพืชให้ทั่ว
    5. นำเนยมาการีน และน้ำมันพืชมาทามือ และเอาแป้งมาลูบให้น้ำมันพืช และเนยมาการีนติดก้อนแป้งให้ทั่วๆ
    6. พักก้อนแป้งที่ทาน้ำมันพืชทั่วแล้ว เอาไว้ในภาชนะที่ทาน้ำมันพืชเอาไว้ และปิดฝา
    7. พักแป้งใว้ประมาณ 4-6 ฃั่วโมง ในห้องอุณหภูมิปกติ
    8. เวลาจะกินโรตีก็นำไปทอด และใช้ไฟปานกลาง

    %e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5

    การขายโรตี

    ขึ้นชื่อว่าโรตีนั้น ผู้คนบนโลกนี้ก็สร้างสรรค์โรตีออกมาหลายๆ แบบจนจำได้ไม่หมด โรตีบ้านเราซึ่งหลายๆ ท่านทำขายคงจะเป็นแบบแป้งทอดแบบเรียบๆ เมื่อทำเสร็จแล้วจึงม้วนเป็นท่อนยาว และสับเป็นชิ้นๆ ตามด้วยห่อด้วยกระดาษเพื่อซับน้ำมัน แต่ที่จริงแล้วบางร้านก็สามารถสร้างรายได้ด้วยโรตีแบบอื่นๆ เช่น

    เน้นขายแบบไส้โรตี : คงไม่มีร้านทำโรตีที่ไหนจะทำโรตีแบบแป้งทอดอย่างเดียวแน่นอน หากต้องการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีความชอบหลากหลายอยู่แล้วเพื่อสร้างรายได้ดีๆ จากการทำโรตีแล้วล่ะก็ การขายโรตีแบบหลากหลายไส้ได้ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่น โรตีกล้วยหอม ถั่วแดง ข้าวโพด ผัก เนื้อ ปลากระป๋อง ฯลฯ
    เน้นรูปทรง : หลายๆ ร้านที่ขายโรตีไม่ได้เน้นการทำไส้โรตีหรือรสชาติมากนัก แต่จะพุ่งประเด็นไปที่รูปทรงของโรตีที่อาจทำให้คนที่เห็นครั้งแรกอึ้งได้ เช่น โรตีทิชชู (หรือเรียกกันว่า โรตีกระเบื้อง)
    เน้นรสชาติ : ลูกค้าบางท่านอาจไม่สนใจไส้โรตี หรือรูปทรง แต่ต้องการลิ้มรสชาติอร่อยแบบต่างๆ หากใครต้องการทำโรตีขาย ก็อาจทำโรตีโดยเน้นรสชาติแบบต่างๆ ได้ เช่น โรตีรสช็อกโกแลต กาแฟ ชีส หรือราดนมข้น น้ำตาล แยมผลไม้ ฯลฯ
    เน้นการเก็บรักษา : หากอยากทำโรตีขายโดยเน้นการเก็บรักษาให้ได้นานๆ ทานเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ โรตีกรอบคืออีกทางเลือกหนึ่ง โรตีกรอบเป็นโรตีที่มีความกรอบมากๆ สมชื่อ มีลักษณะเป็นแท่ง ไม่เหม็นหืน และข้อดีอีกอย่างของโรตีกรอบคือสามารถเก็บไว้ได้นาน หากใครต้องการทำขายเป็นของฝากเวลาเดินทางไปต่างจังหวัด ก็สามารถทำโรตีกรอบรวมถึงบรรจุภัณฑ์ตั้งขายตามร้านได้ นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการสร้างรายได้ด้วยการทำโรตี

    ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าหากคุณตัดสินใจจะทำโรตีขายแล้ว ก็ให้มองหาเส้นทางที่เหมาะกับความถนัดของคุณ และความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด รวมถึงการตั้งราคาที่สมเหตุสมผล เพราะส่วนใหญ่โรตีจะมีราคาไม่แพงมากนัก ไม่เกินร้อยบาท

    เสน่ห์ของโรตี

    โรตีเป็นอาหารทอดที่แน่นอนว่าวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้คือ แป้งสำหรับทำโรตี น้ำมัน เนย และกระทะ เวลาการทำโรตีขายจะใช้เวลาไม่นานมากนัก และแล้วแต่ลูกค้าว่าต้องการทานโรตีแบบไหน เช่น ใส่ไส้แบบต่างๆ , เน้นรูปทรง , รสชาติ ฯลฯ ลูกค้าที่ได้รับโรตีไปรับประทานสามารถเลือกได้ว่าจะใส่ถุงกลับบ้านหรือจะให้ทำเป็นใส่กระดาษและไม้สำหรับจิ้มกินควันฉุยๆ ระหว่างเดินทางกลับก็ได้ เรียกได้ว่าหากหาทำเลดีๆ และทำได้อร่อยแล้วล่ะก็ การทำโรตีขายก็สามารถสร้างรายได้ได้เป็นกอบเป็นกำกันเลยทีเดียว

    เน้นความใส่ใจเพื่อกุมใจของลูกค้า

    นอกจากการทำโรตีให้อร่อยและหลากหลายจะเป็นสิ่งที่สำคัญแล้ว หากพ่อค้า, แม่ค้ามีความใส่ใจในรายละเอียดยิบย่อยแล้วล่ะก็ จะทำให้ลูกค้าจำร้านของท่านได้และเมื่อมีโอกาสทานโรตีอีก พวกเค้าเหล่านั้นอาจจะตรงมาที่ร้านของท่าน

    อัธยาศัยของพ่อค้าแม่ค้า : พ่อค้าแม่ค้าที่เผยรอยยิ้มและพูดคุยกับลูกค้าเพื่อสร้างความสัมพันธ์ ก็มีโอกาสที่จะทำให้ตัวท่านสามารถสร้างรายได้และรวยได้จากการขายโรตี
    ใส่ใจในโรตีที่ทำขายซักนิด : บางครั้งคนทอดโรตีอาจทำให้โรตีไม่น่าทานและสร้างความไม่พอใจให้กับลูกค้าได้ เช่น ทอดจนไหม้มากเกินไป หรือใส่หรือราดบางอย่างมากหรือน้อยเกินไป ฯลฯ สาเหตุทั้งหมดนี้อาจทำให้ลูกค้าคิดได้ว่าร้านทำโรตีดังกล่าวไม่ให้ความสำคัญในการทำโรตีที่ทางลูกค้ากำลังรอกินอย่างใจจดใจจ่อได้
    ความสะอาด : ในกรณีของรถเข็นที่มีคนขายเพียงคนเดียว เมื่อทำโรตีเสร็จเรียบร้อยและถึงเวลารับเงินจากลูกค้า พ่อค้าแม่ค้าจะรับเงินด้วยมือเปล่าที่ใช้นวดแป้งโรตี ซึ่งลูกค้าบางท่านอาจไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ผิดแปลกแต่ประการใด แต่ขึ้นชื่อว่าลูกค้าย่อมมีหลากหลายแบบ ลูกค้าบางท่านอาจเห็นว่าเมื่อคนขายรับเงินไปด้วยมือเปล่า จะเริ่มคิดถึงโรตีที่ซื้อมาว่าอาจไม่สะอาด และอาจตัดสินใจเปลี่ยนไปซื้อร้านอื่นในคราวต่อไปได้

  • สูตรวิธีทำโรตีกรอบ พร้อมคำแนะนำในการขายโรตีกรอบ

    สวัสดีครับ ใครใคร่อยากจะหาธุรกิจทำมาหากินในรูปแบบใหม่ๆ ก็เชิญอ่านทางนี้เลยนะครับ วันนี้เราอยากจะมาแนะนำธุรกิจพารวยอีกอย่างหนึ่งที่สามารถทำเองได้ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือพื้นที่เพียงเล็กน้อยก็สามารถเปิดแผงขายได้แล้ว

    โดยธุรกิจวันนี้ที่อยากจะแชร์ เป็นของขบเคี้ยวหวานมันส์ โรตีกรอบนี่เองครับ ที่สามารถทำขายได้ทุกเพศ ทุกวัย ขึ้นชื่อว่าเป็นขนมอร่อยๆ ทอดกรอบ เคี้ยวมันส์ เคี้ยวเพลินกันแล้ว แถมยังมีราดไซรัปหวานๆด้วย ก็สามารถดึงดูดผู้ซื้อ และเป็นที่ติดอกติดใจแก่ผู้รับประทานได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

    วิธีทำก็ง่ายอย่างมากเลยครับ ส่นผสมสามารถหาได้ทั่วไปครับ มาดูกันเลยครับ ว่าโรตีกรอบทำกันอย่างไร

    สูตรวิธีการทำโรตีกรอบสูตรที่ 1

    ส่วนผสมการทำโรตีกรอบ

    – แป้งสาลี 1 กิโลกรัม
    – ไข่ไก่ 2 ฟอง
    – เนยมาการีน 100 กรัม
    – นมสด 5 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ 1 ช้อนชา
    – ต้นหอมซอยละเอียด 4 ต้น
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วย

    วิธีการทำโรตีกรอบ

    1. เริ่มต้นจากเอาแป้งสาลีมาร่อนก่อน
    2. ให้เอาส่วนผสมทั้งหมด ไข่ไก่ เนยเนยมาการีน นมสด น้ำตาลทราย น้ำเปล่า เกลือ นำมาผสมให้เข้ากัน
    3. ค่อยๆ นำส่วนผสมโรยบนแป้งทีละน้อย นวดไปเรื่อยๆ จนกว่าเนื้อแป้งจะเนียน ใช้ผ้าคลุม และทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
    4. และเอามาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ และทิ้งไว้อีก 30 นาที
    5. นำแป้งแต่ละก้อนมานวดอีกครั้ง ดึงแป้งแล้วเอามาทับกัน 4 ครั้ง และนำไปทอดให้เหลืองกรอบ

    น้ำเชื่อมโรตีกรอบ

    ส่วนผสมการทำน้ำเชื่อมโรตีกรอบ

    – น้ำตาลปี๊บ 1 กิโลกรัม
    – เกลือ 1 ช้อนชา
    – น้ำเปล่า 1 1/2 ถ้วย

    วิธีการทำน้ำเชื่อมโรตีกรอบ

    1. นำส่วนผสมทั้งหมด น้ำตาลปี๊บ เกลือ และน้ำเปล่าผสมให้เข้ากัน
    2. นำไปตั้งไฟให้เคี่ยวให้เดือด
    3. นำน้ำเชื่อมมาโรยบนโรตีกรอบ และโรยด้วยต้นหอมอีกครั้งหนึ่ง
    4. สำหรับต้นหอมที่นำมาโรยนี้ ต้องนำมาตากให้แห้งก่อน แล้วค่อยเอามาซอยให้ละเอียด

    สูตรวิธีการทำโรตีกรอบสูตรที่ 2

    ส่วนผสมการทำโรตีกรอบ

    – แป้งสาลี 1 กิโลกรัม
    – แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วยครึ่ง
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง

    วิธีการทำโรตีกรอบ

    1. การทำโรตีกรอบ แป้งที่ทำ จะใช้แป้งชั้นนอก และแป้งชั้นใน
    2. เราจะเริ่มทำแป้งชั้นนอกก่อน โดยนำส่วนผสมทั้งหมดยกเว้นแป้งมันมาคลุกเคล้า และนวดให้เข้ากัน เสร็จแล้วพักไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง
    3. การทำแป้งทำชั้นใน เราจะใช้แป้งมันผสมกับน้ำมันพืชอย่างละเท่าๆ กัน นำมาผสมให้เข้ากัน
    4. สำหรับแป้งชั้นนอกที่เตรียมไว้ตามข้อแรก เมื่อพักไว้ถึงครึ่งชั่วโมงแล้ว ให้ปั้นเป็นก้อน และแผ่ออกให้เป็นแผ่นบางสี่เหลี่ยม นำแป้งชั้นในทับลงไป และม้วนเป็นกลมๆ หั่นเป็นชิ้นเท่าๆ กัน แผ่แป้งให้เป็นชื้นบางๆ
    5. ทอดในน้ำมัน ใช้ไฟปานกลาง
    6. นำโรตีมาวางเรียงบนกระดาษซับมัน เพื่อป้องกันการเหม็นหืน และเคลือบด้วยน้ำตาลที่เคี่ยวจนข้น หรือโรยน้ำตาลเม็ดก็ได้

    สูตรวิธีการทำโรตีกรอบสูตรที่ 3

    ส่วนผสมการทำโรตีกรอบ

    แป้งสาลี (แป้งเอนก) 250 กรัม
    น้ำ 105 กรัม
    นมสด 15 กรัม
    เนย 13 กรัม
    ไข่ไก่นำมาตีให้เข้ากัน 20 กรัม
    น้ำตาล 1/4 ช้อนโต๊ะ
    เกลือ 1/4 ช้อนชา
    น้ำมันพืช

    วิธีการทำโรตีกรอบ

    1. นำส่วนผสมทั้งหมดเข้าเครื่องนวดขนมปัง นวดจนเนียนนุ่ม
    2. ต่อจากนั้นปั้นเป็นก้อนกลมๆ ตามขนาดที่ต้องการ และคลึงด้วยเนย
    3. พักไว้อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง แล้วค่อยมาแปะๆ ให้บางๆ ตอนแปะนี้ให้ใส่น้ำมันพืชลงไปด้วย เพราะจะทำให้แป้งลื่น เป็นแผ่นบางๆ ไม่ติดกัน ทอดแล้วกรอบทั่วถึง
    4. ค่อยๆ ดึงชายเบาๆ แล้วรวบขดเป็นวงกลม พักอีก 10 นาทีแล้วนำไปทอด

    สูตรวิธีการทำโรตีกรอบสูตรที่ 4

    ส่วนผสมการทำโรตีกรอบ

    – แป้งสาลี
    – ไข่ไก่
    – นมสด
    – เนยเทียม
    – น้ำตาลทราย
    – เกลือ
    – ต้นหอม
    – น้ำตาลปี๊บ

    วิธีการทำโรตีกรอบ

    – เริ่มจากนำแป้งสาลีมาร่อนให้ละเอียด ให้ไม่จับตัวเป็นก้อน
    – จากนั้นนำส่วนผสมที่เหลือมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกันให้เป็นเนื้อเดียว แล้วค่อยๆโรยแป้งสาลีที่ร่อนเอาไว้ลงไปจนหมด ก็จะได้เป็นแป้งเนื้อเนียนนุ่ม
    – จากนั้นนำผ้ามาคลุมเอาไว้เพื่อให้แป้งอยู่ตัว ก่อนจะแบ่งนำมาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ทีละก้อนวางเอาไว้
    – พอจะเริ่มทอดก็เอาแป้งมานวดอีกครั้งแล้วพับเป็นชั้นๆ นำลงทอดในกระทะน้ำมันท่วม แค่นี้ก็ได้แล้วครับ โรตีกรอบ ฟูพองชิ้นใหญ่เบิ้ม
    – ตบท้ายด้วยต้นหอมที่วางให้แห้งเอาไว้ นำมาซอยแล้วโรยใส่ เพิ่มรสชาติขึ้นอีกต่อหนึ่ง ไม่ให้เลียนจนเกินไป
    – ต่อมาก็เริ่มทำน้ำเชื่อมสำหรับราด เพื่อให้ได้รสชาติที่หวานมันส์กลมกล่อม เพียงแค่ใช้น้ำตาลปี๊บมาเคี่ยวกับน้ำ แล้วโรยเกลือเล็กน้อย ได้น้ำเชื่อมรสชาติเข้มข้นมาราดลงบนโรตีกรอบๆ เสร็จแล้ว แขกไปใครมา ผ่านเห็นเข้าก็ต้องหยุดแวะซื้อกันครับ

    การขายโรตีกรอบ

    โดยการขายอาจทำไปด้วย วางขายไปด้วย ทำสดๆ ร้อนๆ ก็จะดูน่ากิน สดใหม่กว่า หรือไม่ก็อาจจะทำเก็บใส่ถุงไว้ขายก็ได้ จะสามารถเก็บไว้ได้นานหลายวันทีเดียวครับ นำไปฝากขายตามตลาดนัดก็ได้ หรือตามแหล่งที่มีคนสัญจรผ่านไปมาเยอะๆก็ดี ไม่ก็อาจจะฝากขายตามร้านอาหาร ก็สะดวกไปอีกแบบนะครับ

    โรตีกรอบนับว่ายังเป็นของคบเขี้ยวที่ไม่มีแพร่หลายมากนัก จึงยังมีคู่แข่งน้อย สามารถทำขายควบคู่ไปกับเครื่องดื่มประเภทชานม รสชาติเข้มข้น ก็จะเข้ากันดีครับ เป็นการฉีกรูปแบบการขายแนวเดิมๆ ออกไป ช่วยดึงดูดความสนใจจากลูกค้า ยิ่งถ้าสามารถหาทำเลไปเปิดขายใกล้ออฟฟิศ แหล่งคนทำงาน หรือสถาบันการศึกษาด้วยแล้ว ในช่วงเวลาเที่ยงๆ ย่อมต้องมีลูกค้ามาอุดหนุนกันมากมายครับ จะขายกาแฟสด หรือสังขยาไปด้วยก็ยิ่งเข้าที ดูดี และดึงดูดคนซื้อได้ทั้งนั้นนะครับ

    สรุปแล้วธุรกิจนี้เงินลงทุนต่ำ สามารถคืนทุนได้ในเวลาอันรวดเร็วครับ อุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ก็สามารถใช้ของที่มีอยู่แล้วได้ อย่างเช่นกระทะ สำหรับทอด หรือกะละมังผสมแป้งครับ ปัจจัยที่จะขายได้ดีหรือไม่ น่าจะอยู่ที่ทำเลเป็นสำคัญนะครับ ต้องเลือกแหล่งที่มีวัยรุ่น หรือกลุ่มคนทำงานเยอะๆ ก็จะยิ่งดีครับ

    เอาหล่ะครับ พูดมาถึงแบบนี้ก็เริ่มอยากจะไปหาโรตีกรอบมาเคี้ยวมันส์ เคี้ยวเพลินบ้างแล้ว งั้นวันนี้ขอลาทุกท่านไปก่อน สวัสดีครับ

  • สูตรวิธีทำฝอยทอง พร้อมคำแนะนำในการขายฝอยทอง

    ก่อนที่เราจะเริ่มต้นขายขนมฝอยทองกันนั้น ผมก็จะขอแนะประวัติของขนมฝอยทองกันก่อนนะครับ ว่ากว่าจะถึงทุกวันนี้มีที่มากันอย่างไรบ้าง ขนมฝอยทองนั้นดั้งเดิมเป็นขนมของประเทศโปรตุเกส ขนมมีลักษณะเป็นเส้นฝอยสีทอง ทำจากไข่แดงของไข่เป็ด ซึ่งชาวโปรตุเกสใช้รับประทานเป็นอาหารมื้อหลักกับเนื้อสัตรว์ หรือขนมปัง และใช้รับประทานกับขนมเค้กอีกด้วย ฝอยทองนั้นดั้งเดิมมีต้นกำเนิดจากเมืองอาไวรู อยู่ทางชายฝั่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศโปรตุเกส ซึ่งในประเทศสเปนเรียกขนมฝอยทองว่า อูเอโบอิลาโด ซึ่งแปลว่า ไข่ที่ปั่นเป็นเส้นด้าย

    สำหรับในประเทศไทย ขนมฝอยทองมาพร้อมกับขนมทองหยิบ และทองหยอด ในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยผู้ที่นำเข้ามาก็คือ มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา หรือชื่อไทยคือ ท้าวทองกีบม้า เป็นลูกครึ่งชาวโปรตุเกส ญี่ปุ่น และเป็นภริยาของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ท้าวทองกีบม้ามีหน้าที่เป็นหัวหน้าห้องเครื่องต้น เป็นผู้ทำอาหารเลี้ยงต้อนรับคณะราชทูตจากฝรั่งเศสที่มาเยือนกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น

    สำหรับในปัจจุบันขนมฝอยทองนิยมนำใช้กันในงานมงคล เพราะด้วยความเป็นขนมชื่อมงคล เพราะคำว่า ทอง เป็นคำมีความหมายที่ดี หมายถึงความร่ำรวย หรือความเจริญรุ่งเรือง การมอบขนมฝอยทองให้คนที่เรารัก หรือเคารพ เปรียบเหมือนนำทองไปมอบ ส่วนใหญ่จะนำไปใช้กันในงานมงคลสมรส หรืองานมงคลอื่นๆ

    สูตรวิธีการทำขนมฝอยทอง สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    – น้ำตาลทรายขาว 1 กิโลกรัม
    – น้ำลอยดอกมะลิ 1 กิโลกรัม (ถ้าไม่มี สามารถใช้น้ำสะอาด หยดกลิ่นมะลิลงไปประมาณ 2-3 หยด)
    – ใบเตยสีเขียวเข้ม 4 ใบ
    – ไข่เป็ด 6 ฟอง
    – ไข่ไก่ 3 ฟอง

    อุปกรณ์การทำ

    – กรวยใบตอง (ถ้าไม่มีให้ใช้กรวยแสตนเลส หรือกรวยที่ทำจากอลูมิเนียมแทน)
    – ไม้แหลม ยาวประมาณ 1 ฟุต
    – ถาดรองน้ำเชื่อม
    – ผ้าขาวบาง
    – ตะแกรง

    วิธีการทำ

    1. เริ่มจากการทำน้ำเชื่อมไว้ก่อน วิธีการทำน้ำเชื่อมก็คือ ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำลอยดอกมะลิเข้าด้วยกันในหม้อ จากนั้นก็ใส่ใบเตย ที่ได้ล้างสะอาดแล้ว ใส่สัก 4-5 ใบ มัดๆ รวมกันลงไป
    2. นำไปตั้งไฟจนน้ำตาลละลาย เคี่ยวไปอีก 5 นาที ซึ่งเราจะไฟกลางค่อนมาทางอ่อน และก็ยกลงมากรองด้วยกระชอนตาถี่ๆ หรือผ้าขาวบางชั้นเดียวสัก 1 ครั้ง และนำไปเทใส่ในกระทะทอง ทำการเคี่ยวไฟอ่อนๆ อีกสักพัก เพื่อให้น้ำเชื่อมมีความเหนียวข้นได้ที่
    3. ในระหว่างที่เราเคี่ยวน้ำเชื่อม เราก็จะมาจัดการกับไข่กันต่อ ให้นำไข่ไก่ และไข่เป็ดมาล้างทำความสะอาด และเช็ดด้วยผ้าแห้ง
    4. ต่อจากนั้นก็ตอกไข่ใส่ถ้วย โดยตอกไข่ทีละใบ และก็ทำการแยกไข่ขาว และไข่แดงออกจากกัน และรีดเยื่อไข่ที่หุ้มไข่แดงอยู่ออกให้หมด สำหรับเปลือกไข่ให้เก็บเอาไว้ก่อน ซึ่งเราจะต้องทำการรีดเอาไข่น้ำค้างออกมาจากก้นเปลือกไข่ด้วย และต่อไปก็ทำแบบเดียวกันนี้กับไข่ทั้งหมดที่เหลือ
    5. ต่อไปเราก็จะต้องมาทำการรีดไข่น้ำค้างกันต่อ การทำฝอยทอง ไข่น้ำค้างเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเลย การรีดไข่น้ำค้างสามารถทำด้วยการใช้ปลายนิ้วหัวแม่โป้งมือของเราวางลงไปด้านในเปลือกไข่บริเวณไข่น้ำค้าง ตรงที่เป็นเหมือนเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ และทำการรีดไข่น้ำค้างออกมา ซึ่งตรงนี้ใครไม่ถนัดใช้มือ จะใช้ช้อนขูดเบาๆ เอาก็ได้เช่นกัน ซึ่งไข่น้ำค้างมีคุณสมบัติช่วยทำให้เส้นฝองทองเหนียวนุ่ม และไม่ขาดง่าย
    6. ต่อมาให้นำไข่น้ำค้างทั้งหมด จากไข่ทุกใบ เทใส่ลงไปในถ้วยไข่แดง และใช้ส้อมคนไข่แดง และไข่น้ำค้างให้เป้นเนื้อเดียวกันแต่ไม่ต้องตีให้ขึ้นฟู
    7. และนำไปกรองผ่านผ้าขาวบางทบ 2 ชั้น ประมาณ 3 ครั้ง เพื่อที่ไข่แดงจะได้มีเนื้อที่ละเอียดมากขึ้น และเพื่อเป็นการรีดเอาเยื่อไข่แดงที่เราเอาออกไม่หมดในครั้งแรกให้หมดไป
    8. ต่อจากนั้น ก็ทำการทดสอบไข่แดง โดยการตักไข่แดงขึ้นมาเทดูว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ถ้าเทแล้วเป็นสายต่อเนื่องกัน ก็แสดงว่าใช้ได้ แต่ถ้าเทแล้วมีขาดออกจากกันเป็นช่วงๆ ก็ให้แก้ด้วยการกรองด้วยผ้าขาวบางอีกสัก 2 รอบครับ
    9. เมื่อเราเตรียมไข่แดง และน้ำเชื่อมไว้เรียบร้อยแล้ว (น้้ำเชื่อมที่ได้ที่แล้ว จะมีลักษณะฟองเป็นฟองละเอียด) เราก็ทำการตักไข่แดงใส่ในกรวย อย่าลืมเอาปลายนิ้วชี้อุดรูที่ปลายกรวยไว้ด้วยครับ (กรวยที่ใช้ อาจจะเป็นกรวยใบตอง หรือกรวยแสตนเลส หรือกรวยที่ทำจากอลูมิเนียมก็ได้ครับ)โดยจะต้องตักให้มีปริมาณเยอะหน่อย เพราะไม่งั้นแล้วมันจะไม่มีแรงกดที่จะทำให้ไข่แดงไหลผ่านรูของกรวยได้อย่างต่อเนื่องครับ
    10. เมื่อเราเห็นว่าไข่แดงสามารถไหลผ่านรูกรวย ไหลเป็นสายได้ต่อเนื่อง ไม่ขาดจากกันแล้ว ตอนนี้ก็ให้เราเริ่มทำการโรยเส้นฝอยทองลงบนน้ำเชื่อมได้เลยครับ โดยเริ่มต้นจากการหรี่เตาไฟให้เหลือไฟปานกลาง
    11. ให้เราถือกรวยที่ใส่ไข่แดงไว้เหนือน้ำเชื่อมประมาณ 15 เซ็นติเมตร และโรยไข่แดงให้มีลักษณะเป็นวงกลมประมาณ 25 วงต่อเนื่องกัน เมื่อโรยไข่เสร็จ ให้เรานำไม้ปลายแหลม มากดเส้นฝอยทองให้จมลงไปในน้ำเชื่อมสักประมาณ 5-10 วินาที เพื่อให้ไข่สุก และซึมซับเอาน้ำเชื่อมลงไป
    12. ทำการสอยฝอยทองด้วยการใช้ไม้ปลายแหลม พับครึ่งเส้นฝอยทอง และพับครึ่งอีกครั้ง และเอามาพักไว้บนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำเชื่อมนะครับ
    13. ถ้าเราต้องการฝอยทองเส้นเล็ก ให้เราถือกรวยให้สูงจากน้ำเชื่อมนะครับ แต่ถ้าต้องการฝอยทองเส้นใหญ่ ก็ให้ถือกรวยต่ำๆ นะครับ แต่ถ้าเป็นเส้นใหญ่ เนื้อฝอยทองก็จะหยาบไปด้วย ซึ่งเวลารับประทานแล้วอาจจะจะไม่ค่อยถูกปากนะครับ
    14. เมื่อฝอยทองที่เราพักไว้จนสะเด็ดน้ำเชื่อมดีแล้ว และเราเอามาคลี่ให้กระจายตัวเป็นเส้นๆ แล้ว เราก็จะได้ฝอยทองที่น่ารับประทานออกมาครับ

    สูตรวิธีการทำขนมฝอยทอง สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    – ไข่แดงจากไข่เป็ด 10 ฟอง
    – ไข่แดงจากไข่ไก่ 5 ฟอง
    – น้ำลอยดอกไม้ 5 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม

    อุปกรณ์การทำ

    – ไม้แหลม ยาวประมาณ 1 ฟุต
    – กรวย
    – ผ้าขาวบาง

    วิธีการทำ

    1. สำหรับน้ำดอกไม้ ให้หาถ้วยมาใส่น้ำเปล่า และให้เรานำดอกมะลิมาล้างให้สะอาด เพื่อล้างสารเคมีต่างๆ และค่อยๆ วางดอกมะลิลงในน้ำเปล่า วางให้ดอกมะลิลอยขึ้นนะครับ ปิดฝาให้สนิท ปล่อยทิ้งไว้ 1 คืน และมาเปิดออกตอนเช้าๆ นะครับ
    2. เมื่อเช้าแล้ว ให้เราช้อนดอกมะลิออกจากน้ำนะครับ
    3. ขั้นตอนต่อไปให้นำไข่เป็ด และไข่ไก่ไปล้างให้สะอาดครับ
    4. เมื่อล้างไข่ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อไปเราก็จะมาตอกไข่ลงไปในถ้วย ซึ่งนำค้างไข่ที่ออกมาด้วยจะมีลักษณะใสๆ ไม่มีเมือก ซึ่งประโยชน์ของน้ำค้างไข่ จะช่วยทำให้ขนมฝอยทอง ยาวเป็นเส้นต่อเนื่องกันไม่ขาดสายครับ
    5. เมื่อเราได้ตอกไข่หมดแล้ว ก็ต้องรีดไข่ขาวออกให้หมดครับ ส่วนน้ำค้างไข่ให้เก็บแยกไว้จากไข่ขาวนะครับ
    6. นำเฉพาะไข่แดงเท่านั้น วางลงบนผ้าขาวบาง นำมาวางให้ครบทั้งไข่แดงของไข่เป็ด และไข่ไก่นะครับ
    7. เมื่อได้ไข่ครบแล้ว ให้ตักไข่น้ำค้างที่เราเก็บไว้ ใส่ลงบนไข่ที่วางบนผ้าขาวบางประมาณ 10 ช้อน
    8. เมื่อเรียบร้อยแล้ว ให้รวบผ้าขาวบางไว้ด้วยกัน และใช้มือรีดไข่แดงทั้งหมดให้ไหลออกมา ลักษณะของไข่แดงเมื่อบีบออกมาแล้ว เมื่อตักขึ้นดู จะเป็นสายยาวดูสวยครับ
    9. ต่อไปก็จะได้เวลาทำน้ำเชื่อมกันแล้วครับ เริ่มจากการผสมน้ำลอยดอกไม้ และน้ำตาลทราย จากนั้นให้นำไข่เป็ดใส่ลงไปแล้วให้ขยำๆ ให้ทั่ว จนน้ำตาลละลายหมดครับ
    10. และนำไปเทใส่ใส่ผ้าขาวบางที่วางไว้บนถ้วย ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะเอาแต่น้ำนะครับ
    11. นำไปตั้งไฟ และใส่ใบเตยลงไป ซึ่งใบเตยจะทำให้น้ำมีความหอมครับ ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที เพื่อรอให้น้ำเชื่อมเดือดครับ
    12. เมื่อน้ำเชื่อมเดือดเรียบร้อยแล้ว ให้เราช้อนใบเตยออกก่อน
    13. ขั้นตอนต่อไป ให้ตักไข่แดงใส่กรวย เพื่อนำไปโรยเป็นฝอยทองในน้ำที่เราต้มไว้เดือดแล้ว เวลาโรยให้ยกสูงๆ นะครับ เส้นจะได้เล็กๆ ยาวๆ ครับ โรยเป็นวงกลม ประมาณ 20 รอบนะครับ
    14. ให้เราช้อนเส้นฝอยทองขึ้นมาจากน้ำ ด้วยการใช้ไม้ปลายแหลมหมุนขึ้นมา และเอามาวางไว้บนตะแกรงนะครับ เท่านี้ก็เป็นการเสร็จสิ้นการทำขนมฝอยทองแล้วครับ

    การบรรจุกล่องขนมฝอยทอง

    – ให้บรรจุขนมฝอยทองในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้
    – น้ําหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของขนมฝอยทองในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากขนมฝอยทอง

    ที่ภาชนะบรรจุขนมฝอยทองทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมฝอยทองแสนหวาน ขนมฝอยฝอยทองสุดอร่อย
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายขนมฝอยทอง

    สำหรับการขายขนมฝอยทองก็ไม่ยากครับ เราต้องหาทำเลที่มีคนเยอะๆ เดินกันพลุกพล่าน ตามชุมชนต่างๆ หรือจะไปเช่าพื้นที่ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ก็ได้ ซึ่งถ้าเราไปขายตามห้างสรรพสินค้า เราอาจจะต้องขายขนมฝอยทองให้แพงขึ้น เพื่อให้คุ้มกับค่าเช่าที่เราจะต้องเสียในแต่ละเดือน ซึ่งทำเลการตั้งร้านก็มีผลกับราคาขายของเราอยู่มาก ยิ่งถ้าบ้านเราอยู่แถวชุมชนก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ ทำให้ลดราคาขายลงมาได้อีก

    ซึ่งขนมฝอยทองสามารถเก็บไว้ได้ในอุณหภูมิปกติได้เต็มที่ประมาณ 3 วัน และสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้เต็มที่ประมาณ 20 วัน ซึ่งเราจะต้องขายให้หมดโดยที่ไม่เก็บค้างนานจนเกินไป เพื่อเป็นคุณภาพของขนมของร้านเรา

    การขายขนมฝอยทองนี้ก็สามารถทำให้เรารวยได้ ถึงแม้บางทีอาจจะช้า แต่เราก็ไม่ถอยหลัง ขายไปเรื่อยๆ สร้างแบรนด์ไปไม่หยุดยั้ง ไม่มีใครตอบได้ว่ากี่ปี อาจจะ 1 ปี 5 ปี 10 ปี แต่ถ้าร้านเราติดตลาด คนรู้จักเยอะแล้ว แบรนด์ของเราจะสามารถสืบต่อไปได้ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

    ผมก็อวยพรขอให้ท่านขายขนมฝอยทองจนประสบความสำเร็จ และร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • สูตรวิธีทำลูกชุบ พร้อมคำแนะนำในการขายลูกชุบ

    ลูกชุบ
     

    สวัสดีครับ สำหรับวันนี้ผมก็จะพาท่านผู้อ่านทุกท่านมาทำความรู้จักกับลูกชุบ ว่าลูกชุบมีวิธีการทำอย่างไร และจะนำไปขายอย่างไร รับรองว่าบทความนี้ต้องให้เนื้อหาสาระกับท่านที่ชื่นชอบในการทำขนมไทยได้ไม่มากก็น้อย แต่ก่อนอื่นเรามาลองอ่านประวัติของลูกชุบกันก่อนนะครับ

    ประวัติลูกชุบ

    ลูกชุบจริงๆ แล้วนั้นเป็นขนมประจำถิ่นของชาวโปรตุเกส ในแคว้นอัลการวี (Aigaeve) ชาวโปรตุเกสจะเรียกลูกชุบว่า Massapa’es โดยในสมัยก่อน ส่วนผสมหลักของลูกชุบจะใช้เม็ดอัลมอนด์ นำมากวนกับน้ำมันมะกอก และน้ำตาล และนำมาปั้นเป็นรูปต่างๆ เพื่อเอาไว้ประดับหน้าเค้ก ลูกชุบนั้นได้เข้ามาในประเทศไทยนานหลายร้อยปีแล้ว ผู้ที่นำเข้ามาคือ มาดามดอนญา มาเรีย กิอูมาร์ เดอ ปินา หรือมีชื่อในภาษาไทยว่า ท้าวทองกีบม้า (ชื่อเพี้ยนเสียงมาจาก กิอูมาร์) ซึ่งในประเทศไทยไม่มีเม็ดอัลมอนด์ ท้าวทองกีบม้าจึงได้นำถั่วเขียวมาใช้แทนเม็ดอัลมอนด์ จนกลายเป็นขนมลูกชุบแบบไทยๆ ซึ่งในสมัยก่อนการทำลูกชุบมักนิยมทำให้แก่เด็กๆ ในช่วงเทศกาลสำคัญ

    แต่ในปัจจุบันลูกชุบนั้นแพร่หลายขึ้น มีการนำมาขายตามที่ต่างๆ และในอนาคตลูกชุบจะเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากตอนนี้มีการส่งออก และได้มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ใส่ลูกชุบในรูปแบบใหม่ๆ และตอนนี้ก็มีการเปิดคอร์สสอนการทำลูกชุบ เพื่อสร้างรายได้สร้างอาชีพให้กับผู้ที่สนใจขนมไทยชนิดนี้ล

    สูตรวิธีการทำลูกชุบสูตรที่ 1

    อุปกรณ์การทำลูกชุบ

    – สีผสมอาหาร
    – หลอดหยด เอาไว้ใช้หยดสี
    – ถ้วยขนาดเล็กสีขาว เอาไว้สำหรับการผสมสี ใช้ถ้วยสีขาว จะได้เห็นสีชัดเจน
    – ไม้ไผ่นำมาเหลาปลายแหลมทั้ง 2 ข้าง หรือไม้เสียบลูกชิ้นก็ได้ ใช้เพื่อเสียบลูกชุบก่อนลงสี และปักลงบนโฟม
    – โฟม ใช้เป็นที่เสียบพักลูกชุบ เพื่อเตรียมนำไปทาสี และชุบวุ้นต่อไป
    – ขวดฉีดน้ำสำหรับพ่นสี ควรแยกสีแต่ละขวด ซึ่งใช้มือระบายสี จะทำให้ทำลูกชุบได้ช้า และได้ผลผลิตน้อย ในปัจจุบันนิยมลงสีด้วยการพ่นมากกว่า
    – พู่กัน ไว้ใช้สำหรับทำลวดลายที่ต้องการให้ดูเหมือนของจริง
    – หม้อแสตนเลส ไว้ใช้ผสมวุ้น
    – มีดบาง เอาไว้สำหรับตัดวุ้นส่วนเกิน
    – กรรไกร เอาไว้ตัดใบไม้ และวัสดุตกแต่ง
    – ตะเกียบ หรือไม้จิ้มฟัน ใช้ช่วยตกแต่งรูปทรงของลูกชุบ
    – อ่างใส่น้ำ เอาไว้จุ่มน้ำล้างมือทุกครั้งที่มีถั่วติดมือ
    – ผ้าขาวบาง บิดหมาดๆ เอาไว้ใช้คลุมลูกชุบที่ปั้นเสร็จ
    – ผ้าเช็ดมือที่สะอาด และซับน้ำได้
    – พิมพ์มือ และเครื่องพิมพ์อัตโนมัติ เอาไว้สำหรับทำลวดลาย
    – เครื่องกวนอัตโนมัติ จะสะดวก รวดเร็วกว่าการกวนถั่วด้วยแรงคน
    – ถาดวางพักวัสดุอุปกรณ์
    – กล่องพลาสติก เอาไว้ใส่ลูกชุบที่ปั้นเสร็จ

    ส่วนผสมการทำลูกชุบ

    ซึ่งสูตรนี้จะใช้ทำลูกชุบ 50 ลูก ส่วนผสมจะประกอบด้วย

    ส่วนผสมเนื้อในลูกชุบ
    – ถั่วเขียวเลาะเปลือก 100 กรัม
    – น้ำกะทิ 50 กรัม
    – น้ำตาลทรายขาว 100 กรัม

    ส่วนผสมการเคลือบขนม
    – วุ้นผง
    – น้ำเปล่า
    – น้ำตาลทรายขาว

    วิธีการทำลูกชุบ

    สำหรับขนมลูกชุบจะเป็นขนมที่ทำมาจากถั่วกวน วิธีการผลิตมีทั้งหมด 5 ขั้นตอน คือ การกวน การปั้น การลงสี การชุบวุ้น และการแต่งกลิ่น

    วิธีการกวนลูกชุบ

    – วิธีการกวนลูกชุบ เริ่มจากให้เรานำถั่วเขียวไปล้างให้สะอาด และแช่ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง
    – เมื่อครบ 1 ขั่วโมงแล้ว ให้นำถั่วเขียวมาเทใส่ผ้าขาวบาง ให้สะเด็ดน้ำ และนำไปนึ่งให้สุกอีก 1 ชั่วโมง แล้วพักไว้
    – ให้ลองจับถั่วดูว่านิ่มทั้งเม็ดแล้วหรือยัง ถ้านิ่มทั้งเม็ดแล้ว ให้นำมาบดด้วยเครื่องบดให้ละเอียด
    – นำถั่วที่บดเรียบร้อยแล้ว เทใส่ลงในกระทะทองเหลืองที่มีน้ำกะทิอยู่ กวนให้เข้ากัน และใส่น้ำตาลตามลงไป
    – เสร็จแล้วจึงยกไปตั้งไฟอ่อนๆ และใช้ไม้พายกวนไปทางเดียวกันเพื่อให้ถั่วเหนียว และไม่ติดกระทะ เสร็จแล้วพักไว้
    – ให้เราลองจับขึ้นมาปั้นดู ถ้าปั้นเป็นรูปร่างได้ เป็นอันใช้ได้
    – ถ้าเรากวนด้วยเครื่อง ให้เอาถั่วที่ระอุใส่ลงในเครื่องกวน ใช้เวลากวนประมาณ 1 ชั่วโมง ไม่เกินกว่านี้ เนื้อถั่วจะละเอียด ไม่เป็นเม็ดทราย จะสามารถย่นเวลากว่าการปั้นมือ ซึ่งนานหลายชั่วโมง

    วิธีการปั้นลูกชุบ

    – วิธีการปั้นลูกชุบ เราจะใช้วัสดุอุปกรณ์ช่วย ซึ่งก็มี ไม้จิ้มฟัน ตะเกียบ ผ้าเข็ดมือ และอ่างน้ำ
    – ต่อมาให้นำถั่วกวนที่เราเตรียมไว้ ตักออกมาใช้ตามปริมาณที่เราต้องการ และเป่าด้วยพัดลม
    – ถั่วกวนส่วนที่เหลือ ให้เก็บใส่ถาดไว้ ไม่ต้องเอาเข้าตู้เย็น
    – ถั่วที่นำไปผึ่งพัดลมแล้ว ให้นำมาใส่ถุงหนาๆ และนวดให้เนื้อถั่วเข้าด้วยกัน
    – เสร็จแล้วนำมาแบ่งตามขนาดที่เราจะปั้น ส่วนถั่วกวนที่เหลือ ให้เราใช้ผ้าดิบที่สะอาดๆ นำมาชุบน้ำคลุมเอาไว้
    – การปั้นลูกชุบ ควรจะแบ่งถั่วให้เท่าๆ กัน จะทำให้ลูกชุบ แต่ละลูกมีขนาดเท่ากัน และต้องคอยล้างมือในอ่างล้างมือ ไม่ให้ถั่วติดมือ
    – สำหรับการปั้นลูกชุบด้วยแม่พิมพ์ ถ้าเราได้เนื้อถั่วที่พร้อมปั้นแล้ว ก็ให้นำมากดลงบนแม่พิมพ์ เราก็จะได้เป็นลวดลายตามที่ต้องการ วิธีนี้ทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก และรวดเร็ว

    วิธีการลงสีลูกชุบ

    – วิธีการลงสีลูกชุบ เราจะใช้อุปกรณ์ประกอบด้วย สี ภาชนะผสมสี พู่กัน และน้ำ
    – ขั้นแรกการลงสี ให้เราเตรียมนำลูกชุบตามรูปที่เราต้องการ นำมาเสียบไม้เตรียมไว้ และนำมาปักลงบนโฟม ลงสีสันตามที่เราต้องการ
    – สำหรับการลงสีด้วยการพ่น วิธีการคือ ใช้ที่ฉีดน้ำพ่น แทนการใช้พู่กัน แต่เราจะต้องเรียงลูกชุบให้เป็นแถวบนแผงโฟม นำสีที่ผสมเรียบร้อยแล้ว พ่นรอบๆ ไปให้ทั่ว แล้วพักไว้ให้แห้ง เตรียมนำไปชุบวุ้นต่อไป

    วิธีการชุบวุ้น

    – วิธีการการชุบวุ้นจากลูกชุบ 50 ลูก จะใช้ผงวุ้นประมาณ 5 กรัม ผสมเยลลี่หรือเจลาติน จะทำให้ลูกชุบดูสีสดใส
    – ส่วนผสมการทำวุ้น จะใช้น้ำ 150 กรัม น้ำตาลทราย 20 กรัม อุปกรณ์ในการทำก็มี มีด และหม้อ – เริ่มจากการนำส่วนผสมการทำวุ้นทั้งหมดใส่ลงไปในหม้อ และยกตั้งไฟกลางๆ
    – ขั้นตอนนี้ต้องคนตลอด ถ้าไม่คนตลอด วุ้นจะไหม้ติดหม้อ
    – เมื่อวุ้นละลายหมดแล้ว จะมีลักษณะเป็นฟอง ให้เราเปิดไฟอ่อนๆ และคนอีกนิดหน่อย และปิดไฟ – ใช้ปาดฟองทิ้ง และให้นำลูกชุบที่ลงสีแล้วมาชุบวุ้นที่เตรียมไว้ 1 ครั้ง และปักไว้บนโฟม และรอให้แห้ง – สำหรับการชุบครั้งที่ 2 และ 3 ต้องพักไว้ให้แห้งสนิท
    – ต่อมาให้รูดลูกชุบออกจากไม้ และตกแต่งส่วนที่เกินออกไป
    – และนำใบไม้มาใส่ให้ดูสวยงาม การวางลุกชุบ ให้วางลูกชุบแยกสีกัน เพราะถ้าวางรวมกัน สีจะตก – สำหรับวุ้นที่เกินออกมา สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
    – ต่อมาให้นำโฟมที่ปักขนมลูกชุบ ที่เราพ่นสีไว้แห้งดีแล้ว ให้นำมาชุบวุ้นในภาชนะที่ผสมวุ้น ให้ได้ขนาดใหญ่กว่า หรือเล็กกว่าแผงโฟม
    – นำแผงโฟมจุ่มคว่ำลงไปในหม้อวุ้น
    – ต่อจากนั้นยกขึ้นทันที และรอให้วุ้นสะเด็ดน้ำ ค่อยหงายแผงโฟมขึ้น
    – ทำซ้ำให้ครบทุกแผง ให้รอจนแผงแรกแห้ง และนำไปชุบครั้งที่ 2 และให้รอแห้ง
    – เอาลูกชุบออกจากไม้ ตกแต่งส่วนเกิน และเสริมใบไม้ให้ลูกชุบดูสวยงาม

    วิธีการแต่งกลิ่นลูกชุบ

    – การแต่งกลิ่นลูกชุบ จะทำให้ลูกชุบมีกลิ่นหอม เริ่มจากนำถั่วที่กวนเรียบร้อยแล้ว พักจนเย็น และนำมาใส่ในภาชนะที่มีฝาปิด ที่ไม่ใช่พลาสติก
    – ให้นำถ้วยกระเบื้องเล็กมาวางไว้ตรงกลางถั่วกวน
    – ต่อมาจุดเทียน ให้เปลวไฟติด แล้วพอดับไฟ จะเกิดควัน
    – ให้เราวางเทียนลงบนถ้วยกระเบื้อง ปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง
    – ต่อจากนั้น ให้กลับถั่วด้านบนลงด้านล่าง และจุดเทียนอบใหม่อีกครั้ง และปล่อยทิ้งไว้ค้างคืน

    สูตรวิธีการทำลูกชุบสูตรที่ 2

    ส่วนผสมการทำถั่วกวนสำหรับปั้นตัวขนม

    – ถั่วเขียวผ่าซีก 2 ถ้วย (นึ่งให้สุก และบดให้ละเอียด)
    – น้ำกะทิ 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    อุปกรณ์การทำลูกชุบ

    – ไม้เสียบลูกชิ้นขนาดเล็ก
    – สีผสมอาหาร
    – พู่กันทาสี
    – แผ่นโฟม
    – ถ้วยสำหรับใส่สี

    วิธีการทำลูกชุบ

    – ขั้นตอนแรกนะครับ ให้เทถั่วเขียวนึ่งสุก และส่วนผสม คือ น้ำตาลทราย น้ำกะทิ และเกลือ ใส่ทั้งหมดลงไปในเครื่องปั่นครับ
    – เมื่อปั่นส่วนผสมจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้นำมาเทใส่กะทะ เพื่อกวนให้เหนียวพอที่จะปั้นได้ ให้ใช้ไฟร้อนแบบปานกลางพอนะครับ
    – ให้ลองตักถั่วในกะทะขึ้นมา อาจจะยังร้อนอยู่ ให้ใช้ถุงมือมาจับปั้นดู ถ้าปั้นๆ แล้ว ถั่วไม่ติดถุงมือถือว่าใช้ได้แล้ว
    – ขั้นตอนต่อมา เราก็มาปั้นผลไม้กัน จะปั้นผลไม้แบบใดก็ได้ แล้วแต่คนทำเลยครับ
    – เมื่อเราปั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อมาให้นำมาทาสีครับ และทิ้งไว้รอให้สีแห้งสักพักนะครับ
    – แต่ถ้าสียังไม่แห้ง ห้ามนำมาชุบวุ้นนะครับ เพราะจะทำให้สีตกละลายใส่วุ้นครับ

    ส่วนผสมการทำวุ้นลูกชุบ

    – น้ำเปล่า 2 ถ้วย
    – ผงวุ้น 2 ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย

    วิธีการทำวุ้นลูกชุบ

    – เริ่มจากนำผงวุ้นมาผสมกับน้ำเปล่า และให้เคี่ยวไฟอ่อนๆ ครับ
    – ถ้าสีลูกชุบแห้งสนิทแล้ว ให้เรานำมาลงชุบวุ้นได้เลยครับ ให้ชุบสักสามรอบนะครับ เพื่อความเงาของลูกชุบ
    – เมื่อชุบวุ้นเสร็จ ขั้นตอนต่อมาก็คือ นำลูกชุบนำมาตกแต่งด้วยใบไม้ปลอม ให้ดูสวยงาม
    – หาภาชนะสวยๆ ไว้ จัดใส่ขนมลูกชุบ ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนครับ

    ลักษณะของลูกชุบที่ดี

    – ลูกชุบดูความเหมือนจริง และมีสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งรูปร่างและรูปทรง ตามลักษณะของสิ่งที่ปั้นเลียนแบบ
    – มีสีสันสวยงาม และรสชาติหวานมัน
    – ผิวสัมผัสของลูกชุบต้องนุ่มนวล เนื้อเนียน
    – วุ้นที่เคลือบ จะต้องไม่หนาจนเกินไป และจะต้องมีมีลักษณะเป็นมันแวว
    – วัสดุที่ใช้ตกแต่งลูกชุบ ต้องไม่เป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

    การขายลูกชุบ.jpg
     

    การบรรจุกล่องลูกชุบ

    – ให้บรรจุลูกชุบในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้
    – น้ําหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของลูกชุบในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากลูกชุบ

    ที่ภาชนะบรรจุขนมชั้นทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ลูกชุบแสนอร่อย ลูกชุบสุดหวาน
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายลูกชุบ

    สำหรับการทำลูกชุบก็ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ ถ้าใครอยากเรียนเพิ่มเติมก็ลองติดต่อโรงเรียนสอนทำขนมไทยดูนะครับ ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายที่เลย ส่วนถ้าใครคิดว่าปั้นไม่สวยจริงๆ ในปัจจุบันนี้ก็ได้มีการผลิตเครื่องปั้นลูกชุบขึ้นมาแล้ว เพื่อเป็นการลดเวลาในการปั้นไปด้วย ส่วนจะสวยกว่าปั้นด้วยมือ หรือปั้นด้วยมือสวยกว่า อันนี้ต้องลองดูนะครับ แต่ถ้าขายในปริมาณเยอะๆ เราก็จำเป็นที่จะต้องจ้างพนักงานฝ่ายผลิตมาช่วยเราทำ หรือถ้าไม่จ้างพนักงานฝ่ายผลิต เราก็จำเป็นต้องใช้เครื่องปั้นลูกชุบแทน

    ซึ่งการวางลูกชุบลงในกล่องพลาสติก เราก็ต้องอะไรมารองเพื่อความสะอาด เช่น ใบตอง หรือพลาสติกใส เป็นต้น

    สำหรับลูกชุบนั้นในปัจจุบันนี้ได้นำมามอบให้กันในงานที่เป็นมงคล เช่น งานแต่งงาน งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ หรือเทศกาลต่างๆ เช่น วันปีใหม่ วันวาเลนไทน์ วันสงกรานต์ เป็นต้น ซึ่งในช่วงเทศกาลก็เป็นช่วงกอบโกยรายได้คูณสอง หรือคูณสาม ยกตัวอย่างเช่น

    – การจัดกระเช้าลูกชุบเพื่อมอบในวันปีใหม่
    – การปั้นลูกชุบสวยๆ เป็นของขวัญในวันวาเลนไทน์
    – การจัดพานผลไม้มงคลเนื่องในวันเกิด
    – ลูกชุบเป็นรูปขนมไหว้พระจันทร์

    ถ้าช่วงที่ไม่ได้เป็นเทศกาล ลูกชุบก็ยังคงขายได้เรื่อยๆ ขอแค่มีทำเลที่ดีๆ อยู่ในเขตชุมชนที่มีเดินกันเยอะๆ สร้างแบรนด์ให้ติดตลาด ถ้านึกถึงลูกชุบ ต้องนึกถึงเรา เราทำแล้วต้องเป็นระดับต้นๆ ในวงการลูกชุบถึงจะอยู่ในวงการการชายลูกชุบไปได้นาน

    ทำขนมอร่อย ทำเลดี การตลาดดี บริการประทับใจ เป็นสูตรสำเร็จที่ร้านขายลูกชุบต้องมี เพื่อทำให้ลูกค้ามาซื้อซ้ำในภายหลัง เกิดการพูดถึงร้านเราแบบปากต่อปาก ก็เป็นการช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ร้านเราไปในตัว และยิ่งในยุค Social Media นี้ การโฆษณาร้านเราก็ยิ่งง่ายใหญ่ ใช้เครื่องมือเหล่านี้ เช่น Facebook หรือ Line ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างแบรนด์ ทำให้คนรู้จักร้านเราให้มากที่สุดให้ได้

    และการทำธุรกิจขายลูกชุบนี้ ก็ไม่ได้วัดกันแค่รสชาติ และกำลังการผลิตเท่านั้น แต่ความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นหัวใจสำคัญ ที่จะดึงดูดใจลูกค้า เช่น การผลิตลูกชุบเป็นหน้าต่างๆ นอกจากหน้าแบบผลไม้ ตามแต่ผู้ทำจะครีเอทได้ เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ และหาภาชนะสวยๆ มาบรรจุ

    ผมก็ขอให้เปิดร้านขายลูกชุบ ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย กันทุกท่านนะครับ

  • สูตรวิธีทำขนมน้ำดอกไม้ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมน้ำดอกไม้

    ในบทความนี้ก็จะมาพูดถึงการขายขนมน้ำดอกไม้ พร้อมสูตรวิธีทำขนมน้ำดอกไม้ ซึ่งถ้าเราพูดถึงขนมน้ำดอกไม้แล้วหล่ะก็ ขนมน้ำดอกไม้เป็นขนมไทยที่มีมาอย่างยาวนาน ด้วยรสชาติของขนมที่หอมหวาน อร่อย บวกกับสีสันสวยงามที่อยู่บนตัวขนม ซึ่งที่จริงแล้วขนมน้ำดอกไม้สามารถทำได้ง่ายมาก ไม่ยากอย่างที่คิด ส่วนผสมก็มีไม่มาก แต่ก็มีเทคนิค และเคล็ดลับนิดหน่อยในขั้นตอนการทำขนม ซึ่งผู้อ่านสามารถลองทำตามดูได้เลยครับ

    สูตรวิธีการทำขนมน้ำดอกไม้ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมน้ำดอกไม้

    – แป้งข้าวเจ้า ครึ่งถ้วย
    – แป้งมันสำปะหลัง 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำลอยดอกมะลิ 3/4 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
    – สีผสมอาหาร หรือสีจากธรรมชาติ (สีขึ้นกับเราว่าจะทำขนมน้ำดอกไม้ออกมาสีไหน)

    วิธีการทำขนมน้ำดอกไม้

    – เรามาเริ่มต้นกันเลย ขั้นแรกเราก็ต้องเทแป้งข้าวเจ้ากับแป้งมัน รวมกันไว้ในกะละมังใบเล็กๆ สักใบ ใช้ทัพพี หรือพายยางคนให้พอเข้ากันอย่างคร่าวๆ ครับ
    – เสร็จแล้วนำไปร่อนที่ร่อนแป้ง 2 รอบครับ ร่อนเสร็จ ให้นำมาพักไว้ก่อน
    – อันดับต่อมาให้เทน้ำตาลใส่ลงในกะละมังใบเล็กๆ สักใบ แล้วค่อยๆ เทน้ำลอยดอกมะลิตามลงไป ส่วนดอกมะลิให้เอาออกนะครับ และคนด้วยตะกร้อมือ คนไปจนน้ำตาลละลายหมดครับ
    – เมื่อน้ำตาลละลายหมดแล้ว ก็ให้เทน้ำที่เราคนผสมน้ำตาลเมื่อสักครู่นี้ครับ ใส่ลงไปในกะละมังแป้ง ซึ่งการเทครั้งแรกให้ใส่น้ำลงไปแค่ครึ่งเดียวก่อนนะครับ และใช้ตะกร้อมือไปคนแป้งกับน้ำให้เข้ากัน จนไม่มีแป้งเป็นเม็ดๆ อยู่
    – และเทน้ำส่วนที่เหลือใส่ลงไป และคนด้วยตะกร้อมืออีกครั้งให้เข้ากัน เท่านี้ก็เป็นอันใช้ได้ครับ
    – ต่อจากนั้นให้แบ่งเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ซึ่งเราจะทำการแบ่งเป็นสี 3 สี อันนี้แล้วแต่ท่านใดว่าจะทำขนมดอกน้ำดอกไม้กี่สีนะครับ
    – สำหรับท่านใดที่ต้องการใช้สีจากธรรมชาติ แทนสีผสมอาหาร ก็สามารถทำได้เหมือนเดิมครับ หลักการเหมือนเหมือนขนมไทยชนิดอื่นๆ เช่น ต้องการให้ขนมน้ำดอกไม้ออกมาเป็นสีเขียว ก็ให้เราใช้น้ำใบเตยคั้นแทนน้ำเปล่า หรือต้องการให้ขนมน้ำดอกไม้ออกมามีสีฟ้าอ่อนก็ให้ใช้น้ำดอกอัญชันแทนน้ำเปล่าครับ
    – หยดสีผสมอาหาร หรือสีจากธรรมชาติลงไป ซึ่งตอนหยดสี ต้องหยดอย่างระมัดระวัง อย่าหยดสีลงไปครั้งเดียวเยอะๆ เพราะสีมันจะเข้มมากจนอาจจะทำขนมน้ำดอกไม้ดูไม่น่ากิน และถ้าหยดสีเข้มเกิน จะไม่สามารถแก้ไขกลับมาให้เป็นสีอ่อนได้
    – ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท เราจึงจำเป็นต้องมีตัวช่วยก็คือ หลอดดูดน้ำ 1 หลอดเอามาตัดแบบให้ปลายหลอดเฉียง จำนวน 3 อัน 3 สี แล้วใช้หลอดแตะสีจากในขวดมาใส่ในส่วนผสมทีละนิด เมื่อเราหยดสีครั้งนึง ก็ให้คนสีเข้ากับส่วนผสมครั้งนึง ซึ่งถ้าเห็นว่าสีอ่อนเกินไป ก็ให้เอามาหยดเติมลงอีกทีละนิดๆ นะครับ
    – เมื่อเราผสมสีเรียบร้อยแล้ว เราก็จะได้ส่วนผสมของขนมน้ำดอกไม้ออกมา
    – ในระหว่างนี้ให้เราพักส่วนผสมเอาไว้ก่อน และเริ่มตั้งหม้อซึ้งบนเตาไฟ ใส่น้ำลงไปในก้นซึ้งประมาณ 3/4 ของหม้อ และให้ใช้ไฟแรง
    – เมื่อน้ำเดือดแล้ว ก็ให้เราจัดเรียงถ้วยตะไลแบบปากแคบลงไปบนซึ้ง ซึ่ง 1 สูตร จะได้ประมาณ 20 ถ้วย ต่อด้วยการนำไปนึ่งอีกประมาณ 10 นาที หรือจนกระทั่งถ้วยร้อนเต็มที่ครับ
    – ในระหว่างนี้ ให้เทส่วนผสมแต่ละสีใส่ถ้วยเล็กๆ เอาไว้ก่อน
    – เมื่อถ้วยร้อนเต็มที่แล้ว ก็เปิดฝาซึ้งออก และหรี่ไฟลง ให้เหลือไฟอ่อนที่สุด เพื่อไม่ให้มีไอน้ำลอยขึ้นมาโดนมือเรา ขณะหยอดตัวขนม และก็หยอดตัวขนมลงไป จนเกือบจะเต็มถ้วย
    – ต่อจากนั้นให้ปิดฝาซึ้ง เร่งไฟให้แรง และนึ่งเป็นเวลาประมาณ 12-15 นาทีครับ เมื่อ 12-15 นาทีผ่านไป ให้เราดับไฟเตา และเปิดฝาซึ้งทันที เราก็จะได้ขนมน้ำดอกไม้ออกให้เห็นโฉมแล้วหล่ะครับ
    – แต่ถึงแม้ว่าขนมน้ำดอกไม้จะสุกแล้ว แต่เราก็ยังไม่สามารถนำไปรับประทานในตอนนี้ได้นะครับ จะต้องตั้งทิ้งไว้ รอให้ขนมหายร้อยก่อน เมื่อเราทิ้งขนมไว้ให้เย็นแล้ว ตรงกลางขนมจะบุ๋มตัวลงไป กว่าตอนที่ขนมสุกใหม่ๆ อีกด้วยครับ
    – เมื่อขนมเย็นลงแล้ว ก็ได้เวลาที่เราจะต้องแคะขนมออกจากถ้วยครับ ค่อยๆ แคะออกมาวางไว้บนจานทีละอันๆ นะครับ

    สูตรวิธีการทำขนมน้ำดอกไม้ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมน้ำดอกไม้

    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    – แป้งมันสำปะหลัง 1/4 ถ้วย
    – แป้งท้าวยายม่อม 1 ช้อนโต๊ะ (ถ้าไม่มีก็ใช้แป้งมันสำปะหลังแทน)
    – น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วยตวง
    – น้ำลอยดอกมะลิ 1 3/4 ถ้วย
    – กลิ่นมะลิครึ่งช้อนชา (สำหรับผู้ใช้น้ำสะอาดธรรมดา)
    – สีผสมอาหาร (ตามที่เราชอบ)

    วิธีการทำขนมน้ำดอกไม้

    – ขั้นแรกให้เราเตรียมซึ้งเอาไว้ก่อน เอาซึ้งตั้งไฟให้แรง และใส่น้ำให้มากหน่อยนะครับ เพราะว่าเราจะใช้ไฟแรง
    – วางเรียงถ้วยตะไลใส่ในซึ้ง และให้นึ่งถ้วยเปล่าประมาณ 15 นาที ให้ถ้วยร้อนจัดๆ ในระหว่างนั้นก็มาทำตัวขนมน้ำดอกไม้กัน
    – ต่อมาให้เราทำน้ำเชื่อม ซึ่งวิธีการทำน้ำเชื่อมนั้นก็ไม่ยากเลยครับ ให้เราตวงน้ำตาลใส่หม้อ และใส่น้ำลอยดอกมะลิลงไปประมาณ 3/4 ของถ้วย รอให้ต้มจนน้ำตาลละลาย เราจะได้น้ำเชื่อมขนาด 3/4 ถ้วย และทิ้งเอาไว้ให้เย็น
    – มาทำขนมน้ำดอกไม้กันต่อ ให้เราผสมแป้งทั้ง 3 ชนิดเข้าด้วยกัน คือ แป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งท้าวยายม่อม แล้วค่อยๆ รินน้ำ 1 ถ้วย ที่เหลือใส่ลงไป และก็ใช้อีกมือหนึ่งนวดแป้งไปด้วย ให้เราใส่น้ำไปนวดไป จนเนื้อแป้งเข้ากันดี ให้ทำจนกว่าน้ำจะหมด ซึ่งถ้าเราใช้น้ำเปล่าธรรมดา ก็สามารถใส่กลิ่นที่ขั้นตอนนี้ได้เลยครับ
    – ต่อไปก็ใส่น้ำเชื่อมลงไป และให้คนน้ำเชื่อมให้เข้ากันกับแป้งที่เราได้นวดไว้
    – เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นำมาแบ่งออกใส่ถ้วย ตามประมาณสีที่ต้องการ แล้วหยดสีที่เราชอบใส่ลงไปนิดหน่อย
    – เมื่อถ้วยร้อนจัดแล้ว ให้เราตักแป้งหยอดลงไป 3/4 ของถ้วย ก่อนที่จะตักแป้ง เราก็ต้องคนแป้งก่อนตักด้วยนะครับ มีข้อควรระวังคือ อย่าให้แป้งนอนก้นครับ
    – นึ่งไฟแรงต่ออีกประมาณ 15 นาที ขนมที่ได้จะสุก แต่หน้าจะดูบุ๋มลงไปไม่มาก
    – ขั้นตอนมา ขนมที่ได้ให้เราไปเอาไปหล่อเย็น อาจจะใส่น้ำแข็งลงไปเพื่อความเย็น หน้าขนมน้ำดอกไม้พอเย็นตัวก็จะค่อยๆ บุ๋มลงไปเอง
    – เมื่อขนมน้ำดอกไม้ได้เย็นลงสนิทแล้ว ให้เราค่อยๆ แคะออกมาจากตะไล ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

    ข้อแนะนำเกี่ยวกับขนมน้ำดอกไม้

    – ลักษณะของขนมน้ำดอกไม้ที่ดูสวยงาม จะต้องบุ๋มโค้งลึกเป็นวงกลมตรงกลาง และสีอ่อนสวยเป็นมันเงา มีความหอม นุ่มหวาน และก้นไม่เป็นไต
    – การใช้แป้งเก่าจะทำให้หน้าขนมน้ำดอกไม้บุ๋มมาก เราอาจจะกรองแป้งก่อนนึ่งเพื่อให้เนื้อแป้งละเอียดขึ้น และกรองเอาเศษผงออก
    – เมื่อนึ่งขนมเสร็จแล้วยกลง และทิ้งไว้ให้เย็นสนิท จึงค่อยแคะออกมาจากถ้วย ถ้าเราไปแคะออกตอนยังอุ่นอยู่ จะทำให้แป้งขรุขระ และทำให้ติดถ้วยไม่ร่อน
    – เวลาผสมสี ให้เราดูลักษณะแป้งให้สีอ่อนไว้ก่อน เพราะเมื่อถึงเวลานึ่งสีจะดูเข้มขึ้น

    การบรรจุกล่องขนมน้ำดอกไม้

    – ให้บรรจุขนมน้ำดอกไม้ในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้
    – น้ําหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของขนมน้ำดอกไม้ในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากขนมน้ำดอกไม้

    ที่ภาชนะบรรจุขนมน้ำดอกไม้ทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมน้ำดอกไม้หอมหวาน ขนมน้ำดอกไม้แสนอร่อย
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายขนมน้ำดอกไม้

    ปกติแล้ว เราจะเห็นขนมน้ำดอกไม้ อยู่ตามร้านของหวานต่างๆ ตัวขนมจะถูกวางอยู่บนถาดโฟมเล็กๆ สี่เหลี่ยมจตุรัส และถูกหุ้มด้วยพลาสติกอีกทีนึง หรือบางยี่ห้อก็ใส่กล่องพลาสติกแทน จะมีการวางไว้ในจุดที่เห็นได้สะดวก โดยเฉพาะแถวที่ชำระเงิน ซึ่งเป็นเพราะขนมชนิดนี้ เป็นขนมยอดนิยม ติดอันดับขนมไทยที่ขายได้เรื่อยๆ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเป็นร้านขายขนมน้ำดอกไม้โดยตรง จะใช้วิธีการผลิตขนมภายใต้แบรนด์ต่างๆ และส่งไปจัดจำหน่ายยังร้านขนมไทย หรือร้านขนมหวานต่างๆ

    ซึ่งถ้าท่านต้องการเข้ามาร่วมในตลาดขนมน้ำดอกไม้นี้ พื้นที่ก็ยังมีว่างให้ท่านได้เข้ามาจับจอง เป็นขนมไทยที่ขายได้อยู่เรื่อยๆ ขอเพียงท่านต้องนำขนมน้ำดอกไม้ที่ท่านผลิตขึ้นเข้าร้านค้าดังๆ ที่มีคนมาซื้อบ่อยๆ ให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่ารสชาติของขนมน้ำดอกไม้ที่ท่านทำต้องมีรสชาติอร่อย และสะอาด เพียงพอที่จะนำเข้าไปวางขายตามร้านขนมไทยต่างๆ ได้

  • สูตรวิธีทำขนมเกสรลำเจียก พร้อมคำแนะนำในการขายขนมเกสรลำเจียก

    ขนมเกสรลำเจียก
     

    สูตรวิธีการทำขนมเกสรลำเจียก สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมเกสรลำเจียก

    – แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง (สำหรับทำตัวแป้ง)
    – หัวกะทิ 1/2 ถ้วยตวง (สำหรับทำตัวแป้ง)
    – มะพร้าวขูด 1 ถ้วยตวง (สำหรับทำไส้)
    – น้ำตาลมะพร้าว 1 1/2 ถ้วยตวง (สำหรับทำไส้)
    – เทียนอบ

    วิธีการทำขนมเกสรลำเจียก

    – อันดับแรกเราจะเตรียมทำไส้ก่อน ให้ใช้น้ำตาลมะพร้าวไปผสมกับน้ำเพียงเล็กน้อย แล้วก็นำไปตั้งไฟให้ละลาย ใช้ไฟแบบอ่อน ๆ ต้องระวังอย่าให้น้ำตาลไหม้ เพราะจะทำให้ขม จากนั้นจึงใส่มะพร้าวขูด แล้วให้เคี่ยวสักพัก แล้วก็เอาไปอบควันเทียนให้หอม
    – ต่อมาก็จะเป็นการทำตัวแป้ง จะใช้แป้งข้าวเหนียวไปนวดกับหัวกะทิ ถ้าผสมแป้งข้าวเหนียวกับกะทิแล้วมีความชื้นมาก ก็ให้นำแป้งข้าวเหนียวไปผึ่งให้หมาด แล้วค่อยนำมายีเพื่อที่จะได้ยีสะดวก แต่อย่างไรก็ตามแป้งต้องชื้นอยู่เสมอ เพียงอย่าให้ชื้นเกินไป
    – จากนั้นนำแป้งข้าวเหนียวที่ผสมกับกะทิแล้วยีเรียบร้อย ไปตั้งกระทะแบนให้ใช้ไฟอ่อน ๆ แล้วคราวนี้ให้ยีแป้งผ่านกระชอนลวดตาละเอียด ๆ หรือแล่ง ทำการโรยให้แป้งบางเสมอกันจนเป็นแผ่นกลม
    – เมื่อแป้งสุกดีแล้ว เราจะตักไส้เพื่อนำไปใส่บนตัวแป้ง แล้วให้ม้วนปิดไส้ จากนั้นก็แซะขึ้นเพื่อที่จะเรียงใส่โถ แล้วอบด้วยควันเทียนให้หอม ถือว่าเสร็จขั้นตอนการทำขนมเกสรลำเจียก นำไปรับประทานได้เลย

    สูตรวิธีการทำขนมเกสรลำเจียก สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมเกสรลำเจียก

    – แป้งข้าวเหนียว (อบควันเทียนค้างคืน) 1 ถุง
    – มะพร้าวทึนทึก (อ่อนๆ) 1 ลูก
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – น้ำใบเตย 4 ช้อนโต๊ะ
    – แป้งข้าวเหนียว 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่า (ใส่แป้งให้ร่วนชื้น)
    – ถุงพลาสติก (ใช้ห่อปั้นไส้)

    วิธีการทำขนมเกสรลำเจียก

    – เราจะเริ่มจากทำไส้ของขนมเกสรลำเจียกเป็นขั้นตอนแรก โดยจะนำส่วนผสมที่เป็นแป้งข้าวเหนียวใส่หม้อจากนั้นก็จะอบด้วยควันเทียน คือการจุดเทียนในถ้วยให้ไฟติดสักพักแล้วนำไปวางในหม้อที่ใส่แป้งไว้จากนั้นก็เป่าให้เทียนดับ ให้รีบเอาพลาสติกมาปิดปากหม้อเพื่อปิดฝาไว้ จากนั้นให้ทิ้งไว้ค้างคืน 1 คืน
    – ต่อมาเราจะเอามะพร้าวทึนทึกอ่อนมาขูด การขูดนั้นให้เริ่มขูดจากขอบๆ ก่อน เพื่อไม่ให้ติดหนังมะพร้าวสีน้ำตาล แล้วนำมาผสมกับน้ำตาลทราย ทำการคลุกมะพร้าวขูดกับน้ำตาลให้เข้ากันในกะละมัง
    – แล้วทำการตั้งไฟใช้ไฟอ่อน ๆ ตั้งกระทะทองเหลืองแล้วเทมะพร้าวที่คลุกน้ำตาล มาเคี่ยวมะพร้าวให้ขึ้นเงา แต่ระวังอย่ากวนมากจะทำให้มะพร้าวช้ำได้ ค่อยๆ ใส่สีเขียวใบเตย โดยจะใช้น้ำใบเตย 2 -3 ช้อนโต๊ะทำการผสม
    – กับแป้งข้าวเหนียว 1 ช้อนโต๊ะ แล้วคลุกให้เข้ากัน แล้วก็ใช้ช้อนตักส่วนผสมที่ได้มาใส่แผ่นพลาสติกแล้วปั้นให้เป็นก้อนยาวๆ นำมาใส่ถาดเรียงทำการพักไว้
    – เรามีแป้งที่อบเทียนไว้จนหอมแล้ว ให้ตักใส่กะละมังประมาณ 2 1/2 ทัพพี ระหว่างนั้นให้หยอดน้ำทีละน้อย ใช้มือบริเวณปลายนิ้วรวนให้เข้ากัน จะดูแป้งที่ใช้ได้ให้ดูให้มีลักษณะเหมือนดินร่วนมีความชื้นๆอยู่
    – ต่อมาเราจะตั้งกระทะแบนใช้ไฟแบบอ่อนๆ รอจนกระทะร้อน ก็เอาแป้งตักนำมาใส่ที่ร่อนแป้ง ยกสูงให้อยู่เหนือกระทะ ใช้มือกวนให้แป้งร่อนลงกระทะดูให้เป็นลักษณะแผ่นกลม ให้มีความหนาให้เท่ากัน จากนั้นรอแป้งสุกได้ที่ สามารถดูจากขอบแป้งจะร่อนไม่ติดกับกระทะ แล้วนำไส้ที่ปั้นไว้ใส่ตรงกลาง พับเป็นสี่เหลี่ยมก็ได้หรือจะม้วนเป็นแบบทองม้วนก็ได้ ก็จะได้ขนมเกสรลำเจียกพร้อมรับประทาน

    สูตรวิธีการทำขนมเกสรลำเจียก สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมเกสรลำเจียก

    เครื่องปรุงไส้

    – มะพร้าวทึนทึกขูด 1 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลปี๊บ 1/2 ถ้วยตวง
    – หัวกะทิ 2 ช้อนโต๊ะ
    – แป้งท้าวยายม่อม 1 ช้อนโต๊ะ

    เครื่องปรุงแป้ง

    – แป้งข้าวเหนียวโม่แล้วทับน้ำ 2 ถ้วยตวงหรือแป้งข้าวเหนียวแห้ง นวดกับน้ำพอขึ้น
    – กระทะแบนที่ไม่มีขอบ

    วิธีการทำขนมเกสรลำเจียก

    – ขั้นตอนแรกของการทำขนมเกสรลำเจียกจะเริ่มจาก ให้ตวงมะพร้าวอัดแน่น น้ำตาล แล้วหัวกะทิไปใส่กระทะทอง ยกขึ้นตั้งไฟอ่อนแล้วใช้พายกวนไปเรื่อย ๆ จนเดือด จากนั้นจึงโรยแป้งลงไปคน คนไปจนแป้งได้ที่แล้วค่อยยกลง และเมื่อหน้ากระฉีกเย็นให้ปั้นส่วนผสมที่ได้เป็นก้อน
    – การปั้นนั้นให้ปั้นเป็นก้อนกลมแบนขนาดพอดีคำ หรือจะปั้นเป็นแท่งกลมยาว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 1/2 เซนติเมตร ยาว 5 เซนติเมตรก็ได้ แล้วบรรจุลงขวดโหล หรือภาชนะปิดสนิทแล้วนำไปอบด้วยดอกมะลิ กระดังงา ค้างคืนไว้ 1 คืน
    – ต่อมาจะทำการยีแป้งข้าวเหนียวที่ทับน้ำจนแห้งแล้วทำให้เป็นผง ถ้ายังชื้นมาก ก็ผึ่งให้หมาด ถึงจะยีได้สะดวก แต่อย่างไรก็ตามแป้งต้องชื้นอยู่เสมอ
    – แล้วก้ไปตั้งกระทะแบนบนไฟกลางค่อนข้างอ่อน ให้ระวังเรื่องไฟถ้าไฟแรงหรือไฟอ่อนเกินไปจะทำให้แป้งไม่ติด กันเป็นแผ่น จากนั้นพอกระทะเริ่มร้อนกำลังดีก็ให้ยีแป้งผ่านกระชอนลวดตาละเอียด ๆ หรือแล่ง โรยให้แป้งบางเสมอกันเป็นแผ่นกลม เส้นผ่า ศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว พอขอบแป้งล่อนขึ้นจากกระทะก็เอาไส้ที่อบไว้มาวางตรงกลางแล้วใช้มีดบางแซะขอบแป้ง ตลบเข้าเพื่อห่อไส้
    – ถ้าเราทำไส้เป็นก้อนกลมแบนให้แซะแป้งพับเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ถ้าเราทำไส้เป็นแท่งกลมให้วางไส้ริมแป้งด้านใดด้านหนึ่ง แล้วม้วนให้แป้งห่อ จากนั้นจะอบดอกมะลิค้างอีกคืน หรือจะนำไปรับประทานเลยก็ได้

    การขายขนมเกสรลำเจียก

  • สูตรวิธีทำขนมโค พร้อมคำแนะนำในการขายขนมโค

    สูตรวิธีการทำขนมโค สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมโค

    – แป้งข้าวเหนียว
    – น้ำตาลแว่น
    – มะพร้าวขูด (เราหาไม่ได้เลยเอาเนื้อมะพร้าวทึนทึกมาสับ ๆ)
    – เผือกหอมนึ่ง
    – เกลือป่นเล็กน้อย (ใช้สำหรับคลุกกับมะพร้าวขูด)
    – เฮลซ์บลูบอยสีแดง (สีอื่น ๆ หรือน้ำคั้นจากผักสีธรรมชาติ) ไม่ใส่ก็ได้

    วิธีการทำขนมโค

    – ขั้นตอนแรกเราจะนึ่งเผือกก่อน โดยก่อนจะนึ่ง เผือกจะต้องล้างให้สะอาดและเอายางออกให้หมดก่อน ไเวลากินอาจจะมีอาการคันหรือแพ้ได้ เสร็จแล้วให้นำเผือกมานึ่งให้สุก แล้วให้นำเผือกที่นึ่งแล้ว นึ่งหั่นเป็นชิ้น ๆก้ได้ก่อนจะนึ่ง เผือก จะได้สุกเร็วขึ้น
    – เอาน้ำตาลแว่นมาตัดเพื่อจะนำไปทำไส้ โดยให้กะขนาดอย่าให้ใหญ่มาก ขนมจะมีขนาดใหญ่เกินไป
    – แล้วเราจะใช้ช้อนกับส้อมมาบดเผือกนึ่งแล้ว จากนั้นก็จะนำไปผสมกับแป้งข้าวเหนียว ทำการนวดผสมกันจนเป็นก้อน ถ้าส่วนผสมแห้งเกินไปก็เติมน้ำ หรือถ้ารู้สึกว่าเหนียวไปก็ให้เติมแป้งเพิ่ม ถ้าอยากได้แป้งสีชมพูก็ให้เอาน้ำหวานสีแดงผสมน้ำเปล่าเทใส่ลงไปแล้วนวดจนเข้ากัน
    – จากนั้นให้แบ่งแป้งเป็นก้อนกลม ๆ โดยปริมาณของแป้งมากพอที่จะหุ้มน้ำตาลที่ตัดเตรียมไว้
    – เมื่อเราทำการปั้นแป้งเป็นก้อนกลมแล้วก็ให้แผ่เป็นแผ่นบาง ให้กะความหนาให้พอดี ถ้าแป้งมีความหนาไปรสชาตอาจจะไม่พอดี แต่ถ้าแป้งบางไปไส้น้ำตาลก็จะทะลักได้ เมื่อวางน้ำตาลลงไป ก็ให้คลึงแป้งให้เป็นก้อนกลม ๆ อีกครั้ง
    – ต่อมาเราก็จะมาเตรียมน้ำสำหรับลวกขนม ให้เติมน้ำสะอาดใส่ลงในหม้อ ตั้งไฟความร้อนปานกลางแล้วรอจนน้ำเดือด
    – เมื่อน้ำเดือดแล้วก็นำขนมโคลงไปตอนแรก ตัวขนมจะจมอยู่ก้นหม้อและเมื่อเห็นขนมลอยขึ้นมาแล้วให้เตรียมกระชอนไว้ตักได้เลย
    – เมื่อได้ขนมที่สุกแล้ว เอาขนมที่สุกแล้วไปแช่น้ำเย็นไว้เพื่อขนมติดกัน แล้วให้ตักขนมขึ้นมาเตรียมรับประทานโดยให้นำมะพร้าวขูดคลุกกับเกลือป่นเล็กน้อยพอให้มีรสเค็มๆ มันๆ แล้วนำไปคลุกกับตัวขนมหรือจะโรยบนขนมก็ได้

    สูตรวิธีการทำขนมโค สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมโค

    – แป้งข้าวเหนียว 1/2 ถ้วย
    – น้ำ 4-5 ชต
    – น้ำตาลแว่นหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
    – มะพร้าวทึนทึกขูด นำไปนึ่งประมาณ 5 นาทีคลุกเกลือให้มีรสเค็มปะแล่มๆ

    วิธีการทำขนมโค

    – ขั้นตอนแรกเราจะค่อยๆผสมน้ำลงในแป้ง หากต้องการให้ตัวขนมมีสี สามารถใส่สีม่วงจากดอกอันชัญ สีชมพูจากน้ำเฮลส์บลูบอยส์ แล้วค่อย ๆ นวดจนเนื้อแป้งเนียน แป้งไม่ติดกัน อย่าให้แฉะหรือแห้งจนเกินไป จากนั้นให้พักแป้งไว้ในอ่างปิดฝาให้มิดชิดอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือ จะเก็บไว้ในตู้เย็น 1 คืน แล้วนำค่อยเอาออกมานวดก่อนปั้นก็ได้ การนวดแป้งและพักแป้งคือเป็นเคล็ดลับสำคัญความนุ่มของแป้ง
    – แล้วเอาแป้งที่ได้มาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ใส่ไส้น้ำตาลแว่นลงไป หรือถ้าไม่มีน้ำตาลแว่น ใช้น้ำตาลปึกแทนได้ แต่รสจะต่างออกไป คลึงแป้งให้กลม มีขนาดเล็กพอประมาณ แต่ควรจะต้องใหญ่พอจะใส่น้ำตาลแว่นได้
    – เสร็จแล้วเราจะไปตั้งน้ำใส่หม้อ ใช้ไฟปานกลางจนน้ำเดือดร้อนได้ที่แล้ว ถ้ามีใบเตยก็สามารถใส่ลงไปต้มกับน้ำจะได้มีความหอม
    – นำแป้งขนมที่ปั้นเสร็จไปต้ม พอได้ที่ คือขนมสุกแล้ว ตัวขนมก็จะลอยขึ้นให้ ช้อนเอาขนมที่สุกไปคลุกกับมะพร้าวขูดที่เตรียมไว้ รอให้เย็นแล้วพร้อมรับประทานได้เลย

    สูตรวิธีการทำขนมโค สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมโค

    – แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลแว่น ½ กิโลกรัม
    – มะพร้าวขูดขาว 1 กิโลกรัม
    – ใบเตย (ใส่น้ำต้มขนม) 3 ใบ

    วิธีการทำขนมโค

    – เราจะเริ่มจากการนวดแป้งก่อน ให้นำแป้งข้าวเหนียวผสมกับน้ำ แล้วนวดให้เข้ากัน จนเมื่อได้ที่ดีแล้วใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆ คลุมแป้งแล้วให้พักไว้
    – จากนั้นให้คลึงแป้งให้เป็นก้อนกลมและเป็นท่อนยาว ๆ แล้วค่อยหยิกแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลมให้แป้งมีขนาดเท่าๆกัน เตรียมไว้ จากเพื่อให้ขนมมีความหอม ให้นำไปอบควันเทียน 20-30 นาที
    – แล้วค่อยนำก้อนแป้งมาแบะทำให้แบนออกจากนั้น ใส่น้ำตาลแว่นลงไป โดยน้ำตาลแว่นนั้น ให้นำมาตัดด้วยกรรไกรคีบหมากแบบโบราณหรือจะใช้มีดทำการหั่นเป็นชิ้นเล็กๆประมาณ 12 ชิ้นต่อแว่น จากนั้น แล้วปิดแป้งให้คลุมจนมิดน้ำตาล แล้วก็คลึงแป้งเป็นก้อนกลมเหมือนเดิม พักไว้
    – จนได้แป้งในปริมาณ ก็ไปตั้งหม้อในน้ำ ให้ใช้น้ำเปล่าพอประมาณ แล้วตั้งไฟใช้ไฟปานกลาง แล้วรอจนน้ำเดือด จากนั้นนำแป้งไปต้มในน้ำเดือด จากนั้นระว่างต้มน้ำให้สังเกตลักษณะทำไปต้มไป ลองดูว่าขนมลอยแสดงว่าขนมสุกดีแล้ว
    – แล้วให้ใช้กระชอนตักขนมที่สุกออกมาใส่ถาดที่มีมะพร้าวเตรียมไว้ โดยมะพร้าวนั้นให้ผสมเกลือเล็กน้อย มะพร้าวที่ใช้อาจจะเป็นมะพร้าวอ่อน แต่ใกล้จะทึนทึกแล้ว จากนั้นเอาขนมลงไปคลุกพอให้มะพร้าวติดตัวขนมก็ใช้ได้ การคลุกขนมนั้นให้นำมะพร้าวไปใส่ถาด แล้วขนมโคใส่ถาด แล้วส่ายถาดเบา ๆ ในแนวราบ จนขนมคลุกมะพร้าวจนทั่ว ถือว่าเป็นอันเสร็จเรียบร้อย สามารถรับประทานตอนขนมยังร้อนๆ

  • สูตรวิธีทำขนมกลีบลำดวน พร้อมคำแนะนำในการขายขนมกลีบลำดวน

    ขนมกลีบลำดวน
     

    สูตรวิธีการทำขนมกลีบลำดวน สูตรที่ 1 (สูตรวังหลัง)

    ส่วนผสมขนมกลีบลำดวน

    – แป้งสาลีเอนกประสงค์ 4 ถ้วย
    – น้ำตาลไอซิ่ง 2 ถ้วย
    – น้ำมันพืช 1 1/3 ถ้วย

    อุปกรณ์อื่นๆ

    – เทียนหอมสำหรับอบขนม
    – กระชอน , ถ้วย , ถาด
    – ผ้าขาวบาง
    – มีด

    วิธีการทำขนมกลีบลำดวน

    – ขั้นตอนแรกให้นำแป้งมาร่อน 4 ครั้งและร่อนน้ำตาลไอซิ่ง 2 ครั้งเพื่อให้ส่วนผสมเบาซึ่งจะทำให้เนื้อของขนมกลีบลำดวนมีความเบา โดยให้แยกกันร่อนแล้วจึงนำมาผสมกัน
    – เมื่อนำส่วนผสมทั้งสองส่วนมาผสมกันแล้วก็ค่อยๆเทน้ำมันพืชลงในส่วนผสมที่ละนิด ขั้นตอนนี้ต้องค่อยๆเทไปเรื่อยพร้อมกับขยำแป้งและน้ำมันให้เข้ากันแบบเบามือไปเรื่อยจนนน้ำมันหมดและส่วนผสมเข้ากันดี ปล.ในส่วนของน้ำมันอาจจะไม่ต้องใส่หมดให้สังเกตจากแป้งที่เราขยำนั้นต้องนุ่มมือไม่แห้งหรือเหลว
    – เมื่อขยำเบาๆจนได้ที่แล้วให้ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆมาคลุมส่วนผสมไว้โดยพักไว้ประมาณ 20 นาที เคล็ดลับสำหรับขั้นตอนนี้แนะนำให้แบ่งส่วนผสมออกเป็น 3 ส่วนก่อนแล้วค่อยนำมารวมกันโดยตบและขยำเบาๆ แล้วจึงค่อยคลุมผ้าขาวบาง ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้เนื้อขนมมีความนุ่มเบา
    – เมื่อครบ 20 นาทีแล้วก็เริ่มทำการปั้นตัวขนมกลีบลำดวน โดยอันดับแรกให้แบ่งแป้งออกมาทีละนิดโดยให้ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ต้องค่อยคลึงหรือนวดและปั้นแบบเบามือที่สุด ส่วนขนาดนั้นประมาณเท่าเหรียญ 1 บาท
    – เมื่อปั้นเป็นก้อนกลมแล้วขั้นตอนต่อมาให้ใช้มีดผ่าแป้งที่เราปั้นไว้เป็น 4 ส่วนโดยกรีดให้ขาดจากกันจะได้แป้งเป็น 4 ส่วนเล็กๆ
    – เมื่อแบ่งกรีดแป้งเสร็จแล้วต่อมาคือขั้นที่สาม ให้ค่อยจับแป้งที่เป็นกลีบมาประกบกันจำนวน 3 กลีบโดยให้แต่ละกลีบเกยกันนิดๆตามรูปร่างของดอกลำดวนและการจับให้เกยกันจะทำให้กลีบไม่หลุดจากกันด้วย
    – ขั้นตอนที่สี่ นำกลีบแป้งที่เหลืออีก 1 ส่วนมาเป็นให้เป็นลูกกลมๆเล็กๆแล้วใช้มีดกรีดให้เป็นกากบาทแล้วนำมาวางบนกลางกลีบที่เราทำไว้เพื่อเป็นส่วนของเกสรดอกลำดวน
    – ขั้นตอนที่ห้าเมื่อเราทำดอกลำดวนจนเสร็จให้นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาประมาณ 10-15 นาที โดยให้ดูจากขนาดของดอกที่ปั้นหรือต้องการสีอ่อนสีเข้มของขนม (แนะนำให้วอร์มเตาไว้ก่อน)
    – ขั้นตอนที่หกเมื่ออบขนมกลีบลำดวนจนเสร็จทิ้งไว้จนขนมคลาความร้อนจนหมด จึงนำมาอบควันเทียนเพื่อให้มีกลิ่นหอม โดยนำขนมใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิทโดยให้นำเทียนสำหรับอบขนมวางบนไว้ในที่รองและนำไปวางในภาชนะที่ต้องการ แล้วค่อยๆนำขนมกลีบดอกลำดวนใส่ลงไปจนหมด แล้วจึงจุดเทียนให้มีควันและกลิ่นออกมาจึงดับเทียนและปิดฝาภาชนะให้สนิททิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที จึงนำออกจากภาชนะอบมาบรรจุใส่ถุงหรือขวดโหลที่ปิดสนิทสำหรับนำไปขายหรือเป็นของฝาก

    เคล็ดลับการทำขนมกลีบลำดวน

    สำหรับถาดรองขนมนั้นไม่จำเป็นต้องทาเนยหรือรองด้วยกระดาษไขเพราะตัวขนมจะไม่ติดกับถาดเมื่ออบเสร็จสามารถใช้มีดแซะเบาๆออกจากถาดได้เลย และควรเว้นระยะการวางไว้ด้วยเพื่อให้มีช่องวางเมื่อขนมขึ้นตัวในตอนอบ และ การเลือกเทียนหอมที่ใช้หากมีคุณภาพดีกลิ่นขนมจะหอมและติดทน หรือหากปริมาณขนมมีมากก็ค่อยๆแบ่งอบควันเทียนเป็นรอบๆ ก็ได้

    สูตรวิธีการทำขนมกลีบลำดวน สูตรที่ 2

    – แป้งสาลี 100 กรัม
    – น้ำมันพืช 50 กรัม (หรือเนยขาว)
    – น้ำตาลไอซิ่ง 80 กรัม
    – สีผสมอาหาร (ตามความชอบ)
    – เทียนอบ

    วิธีการทำขนมกลีบลำดวน

    – ขั้นตอนแรก ให้นำแป้งสาลีกับน้ำตาลไอซิ่งมาผสมเข้าด้วยกันแล้วจึงนำส่วนผสมไปร่อนประมาณ 2 ครั้ง หลังจากนั้นให้นำน้ำมันพืชหรือเนยขาวผสมลงไปแล้วนวดให้เข้ากันจนส่วนผสมมีความเนียนและเป็นเนื้อเดียวกัน
    – ขั้นตอนที่สอง ให้นำแป้งมาปั้นเป็นลูกกลมๆขนาดไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไปและแบ่งแป้งที่ปั้นแล้วเป็น 4 ส่วนโดยการใช้มีดกรีดเป็นส่วนๆให้มีขนาดเท่าๆกัน
    – ขั้นตอนที่สามนำแป้งที่แบ่งเป็นส่วนไว้นั้นมาวางเป็น 3 กลีบ โดยให้เนื้อแป้งติดกัน และแป้งอีกส่วนให้นำมาปั้นเป็นกลมๆสำหรับเป็นเกสรวางบนตรงกลางของ 3 กลีบจะได้เป็นดอกลำดวน และให้ทำเช่นนี้ไปจนหมดส่วนผสมที่เตรียมไว้ โดยให้เรียงใส่ถาดสำหรับอบไว้
    – ขั้นตอนที่สี่นำดอกลำดวนที่ปั้นเสร็จแล้วไปเข้าตบอบที่อุณหภูมิประมาณ 300 องศาฟาเรนไฮต์ประมาณ 10 – 15 นาทีโดยวิธีดูว่าขนมสุกหรือไม่นั้นให้ดูจากผิวขนมที่จะมีสีนวลขึ้นและมีความกรอบทั้งดอก
    – ขั้นตอนที่ห้านำขนมดอกลำดวนที่พักไว้จนเย็นไปอบควันเทียนโดยเลือกใช้เทียนหอมคุณภาพดี และอบในภาชนะที่ปิดสนิทประมาณ 15-20 นาทีแล้วจึงแบ่งใส่ภาชนะหรือบรรจุห่อตามต้อการ

    เคล็ดลับการทำขนมกลีบลำดวน

    สีของดอกลำดวนนั้นสามารถเลือกสีได้ตามต้องการ โดยการแบ่งแป้งจากขั้นตอนที่ 1 มาผสมสีต่างๆในขั้นตอนที่สองโดยเน้นสีอ่อนๆจะทำให้ดูน่าทานกว่าการใช้สีเข้มและควรนวดแป้งแบบเบามือจะทำให้ขนมมีความนุ่มเนื้อไม่กระด้าง

    สูตรวิธีการทำขนมกลีบลำดวน สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมกลีบลำดวน

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
    – น้ำมันพืช 1/2 ถ้วย
    – น้ำตาลไอซิ่ง 1/2 ถ้วย
    – สีผสมอาหารตามชอบหากต้องการแต่งสีตามใจชอบ
    – เทียนสำหรับอบควันเทียน

    วิธีการทำขนมกลีบลำดวน

    1. ร่อนแป้งสาลีฯ ผสมกับน้ำตาลไอซิ่งเข้าด้วยกันประมาณ 4-5 รอบ
    2. ค่อย ๆ เทน้ำมันพืชลงไปในส่วนผสมแป้งทีละนิดค่อยนวดไป เบา ๆ จนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดีและนุ่ม ถ้าหากต้องการแต่งสี ให้แบ่งแป้งนำไปผสมสีผสมอาหารตามชอบ
    3. ปั้นแป้งให้เป็นขนาดลูกกลมๆ แล้วใช้มีดแบ่งแป้งออกเป็น 4 ส่วน จับวางให้เป็นลักษณะกลีบขนม 3 กลีบ ส่วนแป้งอีก 1 ส่วนที่เหลือให้ปั้นเป็นลูกกลมๆแล้วนำไปวางลงตรงกลางกลีบ กดลงเบา ๆแล้วนำมาเรียงในถาด เตรียมเอาไว้
    4.อุ่นเครื่องเตาอบไว้สัก 5 นาที จากนั้น นำกลีบลำดวนเข้าอบในเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศา ประมาณ 15 นาที ทั้งนี้ระยะเวลาการอบขึ้นอยู่กับขนาดของขนม สังเกตจนขนมออกเป็นสีน้ำตาลอ่อน นำออกจากเตา แล้วพักทิ้งไว้จนเย็น
    5. ใส่เทียนสำหรับอบควันเทียนลงในหม้อ จากนั้นจุดเทียนให้ติดไฟแล้วเป่า จนมีควันออกมา นำขนมกลีบลำดวนมาสืลงในหม้อ จากนั้นปิดฝาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที เปิดฝาหม้อแล้วนำขนมออกมา เก็บใส่กล่อง หรือภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด

    สูตรวิธีการทำขนมกลีบลำดวน สูตรที่ 4

    ส่วนผสมขนมกลีบลำดวน

    1.แป้งสาลี 100 กรัม
    2.น้ำมันพืช 50 กรัม (หรือเนยขาว
    3.น้ำตาลไอซิ่ง 80 กรัม
    4.สีผสมอาหาร (แล้วแต่ชอบ)
    5. เทียนอบ

    วิธีการทำขนมกลีบลำดวน

    1. นำแป้งสาลีมาผสมรวมกับน้ำตาลจากนั้น นำไปร่อน 2-3 ครั้ง แล้วใส่น้ำมันพืชลงไปผสมเข้าด้วยกัน นวดทั้งหมดจนส่วนผสมทั้งสามเข้าด้วยกันดี
    2. นำแป้งมาปั้นเป็นลูกกลมๆขนาดเท่าๆกัน แล้ว ใช้มีดคม แบ่งแป้งเป็น 4 ส่วนให้เท่าๆกัน
    3. จับแป้งออกวางเป็นลักษณะ 3 กลีบ ส่วนอีก 1 กลีบที่เหลือให้ปั้นเป็นลูกกลมๆวางตรงกลางกลีบทั้งสามเป็นเกสร ก็จะได้รูปทรงออกเป็นลักษณะดอกไม้ ทำจนแป้งหมด เรียงไว้ในถาด
    4. อุ่นเตาอบ แล้วนำแป้งลงไปอบ ตั้งอยู่ที่ อุณหภูมิประมาณ 300 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ 10 นาทีหรือจนสุก สังเกตได้ขนมที่มีลักษณะผิวนวลนุ่ม สีสวยพอดีออกน้ำตาล ลักษณะกรอบ แล้วนำไปอบควันเทียนที่เตรียมไว้ให้หอมอีก 10 นาที ก็พร้อมรับประทานได้
    หมายเหตุ : ถ้าต้องการกลีบหรือเกสรที่มีสีต่างกัน ก็ให้แยกส่วนผสมแป้งในขั้นตอนที่หนึ่ง แล้วผสมสีตาม ที่ชอบขณะใส่น้ำมันพืชลงไปนวด ควรใช้สีโทนอ่อนมากกว่าสีเข้มจะน่ารับประทานยิ่งขึ้น

    สูตรวิธีการทำขนมกลีบลำดวน สูตรที่ 5

    ส่วนผสมขนมกลีบลำดวน

    1.แป้งอเนกประสงค์ 2 ถ้วย
    2. น้ำตาลไอซิ่ง 1 ถ้วย
    3. เกลือ 1/8 ช้อนชา
    4. น้ำมันพืช 112 มิลลิลิตร
    5. เทียนหอม (เทียนอบ)
    6. น้ำมันพืชสำหรับส่วนผสมของแป้งส่วนเกสร 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำขนมกลีบลำดวน

    1. นำแป้ง น้ำตาลและเกลือมาผสมแล้ว ร่อนเข้าด้วยกัน ค่อยๆ เทน้ำมันพืชลงไป
    2. เมื่อนวดผสมเข้ารวมกันดีแล้ว แบ่งแป้งไว้ประมาณ 1/4 ถ้วย สำหรับทำส่วนของเกสร
    3. นำแป้งที่เหลือมาสำหรับทำกลีบดอก แล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วใช้มีดคมๆแบ่งออกเป็น 4 ส่วน
    4. จับด้านมุมของกลีบดอกสามกลีบ จับชนกันให้ทะแยงมุม จากนั้นผสมน้ำมันกับส่วนผสมที่แบ่งไว้ค่อยๆเททุกอย่างรวมกัน แล้วปั้นเป็นก้อนกลมไปติดไว้ตรงกลาง
    5. นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียส นานประมาณ 12-15 นาที สังเกตได้จากขนมสุกหรือสีออกสีน้ำตาล นำขนมออกจากเตาพักแล้วไว้ให้เย็น วางใส่ไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด
    6. อบขนมด้วยควันเทียน ทิ้งข้ามคืน จะยิ่งหอมทานอร่อย

    สูตรวิธีการทำขนมกลีบลำดวน สูตรที่ 6

    ส่วนผสมขนมกลีบลำดวน

    1.แป้งเค้ก (แป้งสาลีอเนกประสงค์) 1 ถ้วยตวง
    2.น้ำตาลไอซิ่ง ½ ถ้วยตวง
    3.น้ำมันพืช 4 ช้อนโต๊ะ
    4.กลิ่นดอกมะลิ ½ ช้อนชา

    วิธีการทำขนมกลีบลำดวน

    1.ผสมแป้งรวมกับน้ำตาล และค่อยๆเทน้ำมันทีละน้อย คลุกให้เข้ากันดี ใส่กลิ่นมะลิลงไปผสม ใช้มือนวดให้เข้ากัน
    2.นวดทั้งหมดจนเข้ากันดี จนมีลักษณะคล้ายๆทรายละเอียดเปียกน้ำ
    3.ปั้นแป้งให้เป็นลักษระก้อนกลมๆ ให้ได้เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว โดยการหยิบแป้งใส่อุ้งมือ จากนั้น บีบอุ้งมือเข้าหากัน และนวดขยับแป้งไปมาแล้วคลึงให้เป็นลูกกลมๆ ทำไปเรื่อยๆจนแป้งหมด และเหลือแป้งสำหรับเกสาไว้ประมาณ ¼ ของแป้งทั้งหมด
    4.การทำส่วนเกสรนั้น ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ข้างไหนก็ได้หยิบแป้งขั้นมา แล้วนวดคลึงให้เป็นรูปกลมๆขนาดเล็ก
    5. การทำกลีบ ให้นำแป้งที่ปั้นกลมๆมาตัดกลีบ
    6.ใช้มีดคมๆตัดครึ่งวงกลม คือแบ่งออกให้เป็นสี่สวน แล้วใช้นิ้วแต่งกลีบให้สวยงาม
    7.จากนั้นเตาอบอุ่นไว้ 5 นาที นำไปอบในอุณหภูมิ 200 องศา ประมาณ 10 นาที หรือสังเกตสีของขนมให้ออกเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะกรอบสุก จากนั้นนำออกมาพักทิ้งเล็กน้อย ไว้แล้วใส่ในตู้หรือภาชนะมิดชิด

    การขายขนมกลีบลำดวน

  • สูตรวิธีทำขนมขี้มอด พร้อมคำแนะนำในการขายขนมขี้มอด

    สูตรวิธีการทำขนมขี้มอด สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมขี้มอด

    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย
    – มะพร้าวขูดขาว 2 ถ้วย
    – น้ำตาลทรายขาวป่นละเอียด 1 ถ้วย
    – ดอกมะลิ หรือ เทียนอบ
    – กระดาษแก้วสีต่างๆ

    วิธีการทำขนมขี้มอด

    – ขั้นตอนแรกของการทำขนมขี้มอด จะเริ่มจากการคั่วแป้งก่อน เราจะคั่วแป้งข้าวเจ้าด้วยไฟอ่อน ต้องระวังอย่าให้ไฟแรง แล้วคั่วอย่าให้ไหม้ ให้พอเป็นสีเหลืองนวล แล้วตักขึ้นมาพักไว้
    – จากนั้นขั้นตอนต่อมาเราจะทำการคั่วมะพร้าวอ่อน การคั่วมะพร้าวนั้น จะคั่วด้วยไฟอ่อนเหมือนเดิม ให้มีสีเหลืองนวลและกรอบ แล้วตักมะพร้าวอ่อนที่คั่วจนมีสีสวยใส่ครกทั้งร้อน ๆ แล้วโขลกให้ละเอียดหรือถ้าจะปั่นควรจะปั่นด้วยเครื่องปั่นต้องรอให้มะพร้าวเย็นก่อน จึงปั่นให้ละเอียด
    – เมื่อได้ทั้งมะพร้าวที่คั่วแล้วโขลกหรือปั่นจนละเอียด รวมทั้งแป้งที่คั่วจนสีเหลืองสวยแล้ว ให้ผสมแป้ง มะพร้าว น้ำตาล แล้วเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ทำให้ทั้งหมดกลายเป็นเนื้อเดียว แล้วตักใส่ขวดโหล อบด้วยดอกมะลิสดแนะนำให้ใช้มะลิตูมเกือบจะบานแล้วอบเวลาประมาณ 18.00 – 19.00 น.ก่อนอบให้กดปลายดอกมะลิให้บานเล็กน้อยเสียก่อน รุ่งเช้าประมาณ 6.00 – 7.00 น.รีบเอาออกทันที หรือถ้าจะอบด้วยควันเทียน จุดเทียนอบให้ไฟลุก ขยี้ไส้เทียนให้กระจาย เมื่อไฟลุกแล้วสัก 2 นาทีรีบดับเทียน แล้วใส่ลงไปในโหล ควรมีที่วางเทียนให้ควันคลุ้งอยู่ในโหลมาก ๆ ขนมจะหอม แล้วทิ้งไว้ 1 คืน
    – การจะรีบประทานให้ตักขนมขี้มอดใส่กระดาษแก้ว แล้ว ม้วนเป็นกรวยแหลมเล็ก ใส่ขนมพอเต็มกรวย ปิดปากกรวยให้เรียบร้อยก็สามารถนำไปรับประทานได้

    สูตรวิธีการทำขนมขี้มอด สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมขี้มอด

    – ข้าวเจ้าสีนิลตากแห้ง 3 ถ้วยตวง
    – ลูกเดือยตากแห้ง 1 ถ้วยตวง
    – งาขาว ½ ถ้วยตวง
    – งาดำ ½ ถ้วยตวง
    – สารสกัดจากหญ้าหวาน 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น ½ ช้อนชา

    วิธีการทำขนมขี้มอด

    – เราจะเริ่มต้นการทำขนมขี้มอดด้วยการคั่วข้าวเจ้าก่อน จริงๆ สูตรขนมขี้มอดสูตรนี้จะเป็นสูตรเพื่อสุขภาพ เลือกใช้ข้าวเจ้าสีนิลมาคั่ว โดยจะคั่วข้าวเจ้าสีนิลที่ตากแห้งแล้วมาคั่วให้มีสีเหลืองนวลและกรอบ ให้ใช้ไฟอ่อน ต้องระวังอย่าให้ข้าวเจ้าสีนิลไหม้
    – จากนั้นก็ตักข้าวเจ้าสีนิลที่คั่วเรียบร้อยขึ้นมาพักไว้ ต่อไปก็คั่วธัญพืชชนิดอื่น ๆ ตามลำดับ การคั่วนั้น อาจจะคั่วที่ละอย่าง เพราะอาจจะสุกไม่พร้อมกัน ธัญพืชที่นำมาใช้ในการทำขนม ก็จะมีลูกเดือยตากแห้ง งาขาว งาดำให้คั่วด้วยไฟอ่อนคั่วจนมีสีเหลืองนวลและกรอบ
    – เมื่อคั่วส่วนผสมทั้งหมดจนได้ที่แล้วก็นำทั้งข้าวเจ้าสีนิล ลูกเดือย งาขาว งาดำ มาใส่ครกโขลกให้ละเอียดตอนที่ยังร้อนอยู่ หรือจะประหยัดแรงด้วยการใช้เครื่องปั่นก็ได้ เพียงแต่ถ้าจะปั่นควรจะทิ้งไว้ให้เย็นก่อนแล้วค่อยปั่น ปั่นให้ละเอียด แล้วตักใส่จานพักไว้
    – เมื่อได้ส่วนผสมของข้าวเจ้าสีนิล ลูกเดือย งาขาว งาดำ ที่ตำหรือปั่นจนละเอียดแล้วให้คลุกเคล้ากับสารสกัดจากหญ้าหวานที่จะช่วยให้ความหวานแทนน้ำตาลแต่แคลเลอรี่น้อยกว่า และเกลือให้เข้ากัน จากนั้นก็ให้ใส่ถาดผึ่งไว้ให้เย็น แล้วเก็บใส่ภาชนะที่มิดชิด เวลารับประทานก็ตักใส่จาน เป็นของหวานทางเลือกที่แคลเลอรี่ต่ำ

    สูตรวิธีการทำขนมขี้มอด สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมขี้มอด

    – ข้าวตาก (ข้าวสวยที่เหลือจากทานตอนเย็น เอามาตากเก็บไว้) 3 ถ้วยตวง
    – มะพร้าวขูดขาว 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายละเอียด 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีการทำขนมขี้มอด

    – ขั้นตอนแรกให้เตรียมข้าวตากก่อน โดยจะใช้ข้าวสวยมาตากแดดให้แห้ง อาจจะตากสัก 1 – 2 แดด จากนั้นก็นำมาคั่ว การคั่วข้าวตาก ให้ใช้ไฟอ่อน แล้วค่อย ๆ คั่วใจเย็น ๆ เพราะต้องคั่วข้าวตากให้เหลืองนวลและกรอบ เมื่อได้ข้าวคั่วที่สีสวยได้ที่แล้ว ก็นำข้าวคั่วไปใส่ครกโขลกให้ละเอียดตอนที่ยังร้อนอยู่ แล้วตักใส่จานพักไว้ ขั้นตอนการโขลกด้วยครกนั้นจะเปลี่ยนการปั่นก็ได้ ทิ้งไว้เย็นแล้วนำไปปั่นให้ละเอียด
    – ต่อมาเราก็จะคั่วมะพร้าว การคั่วมะพร้าวก็จะใช้ไฟอ่อนเหมือนกัน ให้คั่วจนได้เป็นสีเหลืองทองโดยทั่ว เวลาคั่วต้องอย่ารามือจากตะหลิวคอยพลิกไปมาอยู่ตลอด ระวังอย่าให้มะพร้าวไหม้ เมื่อได้มะพร้าวคั่วแล้วก็เหมือนกับข้าวตากก็นำมาโขลกให้ละเอียดขณะที่ยังร้อนอยู่ หรือถ้าจะปั่นด้วยเครื่องปั่นก็ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วเอามาปั่นละเอียดก็ได้
    – เมื่อได้ข้าวคั่ว มะพร้าวคั่วที่โขลกหรือปั่นละเอียดแล้ว ก็ให้ผสมข้าวคั่ว มะพร้าวคั่ว กับน้ำตาลทรายและเกลือแล้วคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ปรุงรสให้มีความหวานมันเค็ม ชอบแบบไหนก็ปรุงตามที่ต้องการได้เลย ถ้าอยากให้ขนมขี้มอดมีความหอม ก็สามารถนำขนมไปอบด้วยดอกมะลิ หรือ อบควันเทียน ทิ้งไว้ 1 คืน ก็จะได้ขนมที่มีกลิ่นหอม
    – เรียบร้อยแล้วก็ตักขนมขี้มอดใส่โหลมีฝาภาชนะปิดสนิท แล้วถ้าต้องการรับประทานก็ตักใส่จาน หรือจะตักใส่กระดาษแก้วที่ม้วนเป็นกรวยแบบสมัยโบราณก็ได้

  • สูตรวิธีทำขนมไข่หงส์ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมไข่หงส์

    ขนมไข่หงส์

     

    ในบทความนี้ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสูตรและวิธีทำขนมไข่หงส์นะครับ ว่าขนมชนิดนี้มีที่มาอย่างไร ทำกันอย่างไร และขายกันอย่างไร มาเริ่มอ่านได้เลยครับ

    สำหรับขนมไข่หงส์จะเป็นเป็นขนมหวานที่มีส่วนผสมหลักทำมาจาก แป้งข้าวเหนียวผสมมันเทศ สอดไส้ด้วยถั่วเขียวผัดเค็ม ในสมัยก่อนขนมไข่หงส์จะมีลูกใหญ่ คล้ายไข่เป็ด และเนื้อแป้งหนา มาจนถึงในปัจจุบันก็ได้ย่อขนาดลงกลายเป็นฟองกลมๆ เล็กๆ และเนื้อแป้งบางลง และในสมัยก่อนขนมไข่หงส์ยังใช้ในพิธีขันหมาก หรือติดกัณฑ์เทศน์อีกด้วย มีความเชื่อว่าขนมไข่หงส์น่าจะได้รับอิทธิพลจากขนมเทียนของชาวจีน ซึ่งไส้เป็นถั่วเขียวนึ่งอีกด้วย

    เอาหล่ะครับ เราก็จะมาในส่วนการทำขนมไข่หงส์กันเลยนะครับ รับรองว่าทำไม่ยากอย่างที่คิดครับ

    สูตรวิธีการทำขนมไข่หงส์ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมไข่หงส์

    – แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย + 1/2 ถ้วย
    – แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วย
    – มันเทศ (ต้มสุกแล้วบด) 1/3 ถ้วย (หรือใช้มันฝรั่งแทนได้)
    – น้ำตาลปี๊บ 1/2 ถ้วย
    – กะทิสำเร็จรูปกล่องเล็ก 1 กล่อง
    – น้ำเย็น
    – ถั่วทองนึ่งบด (ปริมาณตามชอบ)
    – เกลือป่น (ปริมาณตามชอบ)
    – น้ำตาลทราย (ปริมาณตามชอบ)
    – รากผักชี กระเทียม และพริกไทย โขลกเข้าด้วยกัน (ปริมาณตามชอบ)
    – หอมแดงเจียว (อย่าทิ้งน้ำมันที่ใช้เจียว)
    – น้ำ 1/4 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย

    วิธีการทำขนมไข่หงส์

    – มาเริ่มกันด้วยทำแป้งขนมไข่หงส์ด้วยการผสมส่วนผสมแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า มันเทศต้มสุก น้ำตาลปี๊บ กะทิ น้ำเย็น ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน มีเคล็ดลับให้น้ำตาลปี๊บละลายง่าย ให้นำเข้าไมโครเวฟก่อนใช้ไฟปานกลางประมาณ 1 นาที เพื่ออุ่นให้น้ำตาลนิ่ม
    – ขั้นตอนต่อมา ใส่กะทิลงไป โดยค่อย ๆ เท และให้ยีของแห้งให้กระจายตัวไม่ให้เกาะกันเป็นก้อนก่อนแล้วค่อยใส่กะทิลงไปจากนั้นทำการนวดแป้งให้เข้ากัน แล้วค่อย ๆ เติมกะทิลงไป ต้องระวังอย่าให้เหลวเกินไป ถ้าเหลวให้เติมแป้งข้าวเหนียว แต่ถ้าถ้ากะทิหมดแต่ส่วนผสมยังแห้งอยู่ให้เติมน้ำเพิ่มได้
    – จากนั้นให้พักแป้งเป็นเวลา 1 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อให้น้ำตาลกับแป้ง ผสานตัวเข้าหากัน
    – ระหว่างนี้จะมาทำไส้กัน รสชาติของไส้จะออกหวาน เค็ม ส่วนใหญ่แล้วจะมีรสเค็มนำ การทำไส้นั้นเริ่มจากตั้งกระทะ ใส่น้ำมันที่เจียวหอมไว้ จากนั้นใส่ส่วนผสมรากผักชีกระเทียมพริกไทยที่โขลกไว้ลงไปผัดให้หอม ต้องระวังอย่าให้ไหม้ ใช้ไฟปานกลาง
    – พอผัดสักพัก ให้พอได้กลิ่นหอมแล้วใส่ถั่วทองลงไปผัด ทำการผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลทรายและเกลือป่น
    – เมื่อผัดพอเข้ากันแล้วให้ใส่ หอมแดงเจียว จากนั้นก็สามารถตักขึ้นพักไว้ให้คลายความร้อน
    – จากนั้นก็มาปั้นไส้ บีบไส้ให้แน่นเบา ๆ แล้วปั้นให้เป็นลูกกลม แล้วห่อไส้ด้วยแป้ง
    – จากนั้นให้ใช้น้ำมันทาที่มือและทาถาด เพื่อขนมจะได้ไม่ติดกัน นำแป้งที่พักไว้มาปั้นเป็นก้อนกลม ๆ แล้วทำให้เป็นแบน ใส่ไส้ลงไปบนแป้ง จากนั้นก็ห่อให้มิด แล้วปั้นให้เป็นก้อนกลมอีกครั้ง
    – จากนั้น ให้ตั้งกระทะใส่น้ำมันใช้ไฟแรงให้น้ำมันร้อนจัด พอน้ำมันร้อนจัดให้เบาไฟเป็นไฟปาน จากนั้นก็ใส่ไข่หงส์ลงไปทอด ทอดจนได้สีเหลืองนวล ตักขึ้นเพื่อสะเด็ดน้ำมัน แล้วก็พักไว้
    – แล้วเราจะเอาไข่หงส์มาเคลือบน้ำตาล การทำน้ำตาลเคลือบ ให้ใส่น้ำ 1/4 ถ้วยกับน้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย ลงในหม้อแล้วเอาไปตั้งไฟใช้ไฟปานกลาง คนผสมจนน้ำตาลทรายละลายจนเป็นน้ำเชื่อมและตกทราย (ตกผลึก) ข้างๆ กระทะ
    – เสร็จแล้วก็ใส่ไข่หงส์ที่ทอดแล้ว สะเด็ดน้ำมัน พักไว้จนเย็นแล้ว ลงไปในหม้อ
    – คนไปซักพักน้ำตาลจะเคลือบไข่หงส์ และตกทราย แล้วให้ตักขึ้นพักไว้ รอให้เย็น พร้อมรับประทานได้

    สูตรวิธีการทำขนมไข่หงส์ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมไข่หงส์

    – หัวหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
    – พริกไทย 1 ช้อนชา
    – รากผักชี 1 ช้อนโต๊ะ
    – ถั่วเขียวนึ่งบด 3 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำมัน 1/3 ถ้วยตวง
    – เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
    – ถั่วเขียวนึ่งบด 3 ถ้วยตวง
    – ฟักทองนึ่งบด 1/2 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเหนียว 3 ถ้วยตวง
    – หัวกะทิ 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำ 1/4 ถ้วยตวง
    – น้ำมันสำหรับทอด 1 ขวด
    – น้ำตาลฉาบ
    – น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำปูนใส 3/4 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเจ้า 1 1/2 ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมไข่หงส์

    – เริ่มจากทำตัวแป้งก่อน ให้ผสมแป้งทั้งสองชนิดคือ แป้งข้าวเหนียวกับแป้งข้าวเจ้าเข้าด้วยกัน จากนั้นให้เอามานวดกับฟักทองบดแล้วค่อย ๆเทน้ำปูนใส กะทิ แล้วนวดส่วนผสมทั้งหมดจนเข้ากันและเนื้อเนียนดี จากนั้นก็ปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลมขนาดประมาณ 1 นิ้ว
    – จากนั้นก็จะทำไส้ขนมไข่หงส์ โดยในส่วนของไส้นั้น เริ่มจากให้โขลกรากผักชี หัวหอม พริกไทย ให้ส่วนผสมทั้งหมดละเอียด จากนั้นตั้งไฟตั้งกระทะใส่น้ำมันในกระทะใช้ไฟปานกลาง แล้วเจียวเครื่องส่วนผสมที่โขลกไว้ให้เหลือง จากนั้นก็ใส่ถั่วลงผัดปรุงรสด้วยน้ำตาล เกลือให้เข้ากัน ให้ผัดจนแห้ง
    – เมื่อได้ไส้แล้ว ให้ปั้นไส้เป็นก้อนกลมเล็กกว่าก้อนกลมของแป้งที่ปั้นก่อนหน้านั้นนิดหน่อยแล้วพักไว้ จากนั้นให้คลึงแป้งออกให้แบน เอาไส้ใส่แล้วจับแป้งหุ้มให้มิดไส้ จากนั้นก็คลึงเป็นรูปรีหรือกลม แล้วนำไปทอดในน้ำมันที่ใช้ไฟร้อนจัดทอดจนเหลืองสวยดี จากนั้นก็ตักขึ้นมา พักไว้ให้เย็น
    – ขั้นตอนต่อมานำขนมไข่หงส์มาเคลือบน้ำตาล การทำน้ำตาลเพื่อจะมาเคลือบขนมนั้น ให้ผสมน้ำตาลทราย น้ำ แล้วตั้งไฟใช้ไฟปานกลางค่อนไปทางอ่อน แล้วเคี่ยวให้น้ำตาลทรายเป็นยางข้น จากนั้นก็เอาขนมไข่หงส์ที่ทอดทิ้งไว้จนเย็นลงไปคลุกจนน้ำตาลจับขนมเป็นเกล็ดขนาดใหญ่ จากนั้นให้ตักขึ้นผึ่งให้น้ำตาลแห้งเป็นเกล็ดขาว แล้วให้พักขนมไข่หงส์ให้เย็นเก็บใส่ภาชนะมีฝาปิด พร้อมรับประทานได้

    เครื่องหมาย และฉลากของขนมไข่หงส์

    ถุงพลาสติก หรือกล่องพลาสติกที่ใส่ขนมไข่หงส์ทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมไข่หงส์หอมหวาน ขนมไข่หงส์สุดอร่อย หรืออื่นๆ
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

  • สูตรวิธีทำขนมกล้วย พร้อมคำแนะนำในการขายขนมกล้วย

    ขนมกล้วย
     

    สูตรวิธีการทำขนมกล้วย สูตรที่ 1 (สูตรดั้งเดิม)

    ส่วนผสมขนมกล้วย (สูตรดั้งเดิม)

    – กล้วยน้ำหว้าขาวสุกงอม 1 หวี
    – แป้งมันสำปะหลัง ครึ่งถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
    – หัวกะทิคั้นสด 1 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด 10 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 ถ้วยตวง

    อุปกรณ์ที่ใช้นึ่งขนมกล้วย

    – กระทงใบเล็กๆ ที่ทำจากใบตอง
    – อุปกรณ์ถ้วยตะไลสำหรับนึ่งขนม เช่น ถ้วยแก้ว ถ้วยสแตนเลส หรือถาดนึ่งขนมทรงสี่เหลี่ยม กสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ

    วิธีการทำขนมกล้วย (สูตรดั้งเดิม)

    – สำหรับขั้นตอนแรกของการทำขนมกล้วย หัวใจสำคัญก็คือการเลือกกล้วย โดยเราเลือกใช้กล้วยน้ำหว้าขาว ที่สุกงอมได้ที่ แล้วนำมาปอกเปลือกออกให้หมดเกลี้ยงทั้งหวี
    – นำกล้วยที่ปอกสะอาดเรียบร้อยแล้ว มาทำการบดให้ละเอียด ซึ่งจะใช้ไม้บด หรือจะสวมถุงมือแล้วนวดขยำๆ จนกล้วยมีเนื้อที่ละเอียด
    – เตรียมภาชนะใบใหญ่ เช่น ชามใบใหญ่ โถผสมอาหาร หรือหม้อใบใหญ่ เพื่อจะผสมส่วนผสมต่างๆ ของขนมกล้วยให้เข้ากัน
    – เริ่มจากนำกล้วยที่บดหรือนวดจนละเอียดและมีเนื้อเนียนแล้ว ใส่ลงไปในภาชนะ
    – ตามด้วยแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง น้ำตาลทราย และเกลือป่น ส่วนผสมที่เป็นของแห้งนั้น ใส่ลงไปจนหมด
    – สวมถุงมือทำอาหาร แล้วนวดส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน จนได้เนื้อเนียนเข้มข้น หรือนวดจนน้ำตาลทรายละลายทั้งหมด
    – เมื่อนวดส่วนผสมแห้งเข้ากันได้ที่ ให้ทยอยใส่หัวกะทิคั้นสด ซึ่งใช้มะพร้าวขูดมานวดกับน้ำอุ่น แล้วคั้นจนได้หัวกระทิเข้มข้นจำนวน 1 ถ้วยตวง
    – เทหัวกะทิทีละน้อย แล้วนวดให้เข้ากับเนื้อกล้วยและแป้งที่ผสมลงไป หากส่วนผสมมีความเข้มข้นจนเกินไป ให้เติมน้ำเปล่าสะอาดลงไปด้วย แล้วนวดต่อจนได้เนื้อขนมที่เนียน
    – จากนั้นให้พักส่วนผสมทุกอย่างไว้ประมาณ 30 นาที รอให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน ระหว่างนี้เราจะเตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการนึ่ง
    – เมื่อพักส่วนผสมของขนมกล้วยจนได้ที่ ตามเวลาที่กำหนดแล้ว ให้ตักขนมใส่ถ้วยตะไล หรือกระทง แล้วเรียงรอไว้ในลังถึง
    – นำชุดนึ่งขนม ตั้งบนไฟแรง รอจนน้ำในหม้อนึ่งเดือดจัด จึงนำลังถึงที่มีขนมกล้วยเรียงอยู่ ขึ้นตั้งบนหม้อได้ทันที แล้วรีบปิดฝาหม้อนึ่ง
    – จับเวลาในการนึ่งขนมกล้วยประมาณ 20-30 นาที
    – ทำการปิดไฟ แล้วเปิดฝาครอบหม้อนึ่งออก นำมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย โดยใช้กระต่ายมือขูด เพื่อให้ได้เส้นมะพร้าวขูดที่เรียวยาว เป็นริ้วดูน่ารับประทาน นำเกลือป่นเล็กน้อย เท่าหยิบมือใส่คลุกในเนื้อมะพร้าวให้เข้ากัน
    – โรยมะพร้าวลงบนหน้าขนมกล้วย แล้วยกลังถึงออกจากหม้อ พักไว้รอให้ขนมกล้วยเย็นตัวลง
    – ขั้นตอนสุดท้าย การจัดเสิร์ฟ ถ้าหยอดเนื้อขนมกล้วยลงในกระทงใบตอง ก็วางลงจานเสิร์ฟได้เลยครับ แต่ถ้าใส่ถ้วยตะไล ก็ต้องใช้ไม้พายอันเล็ก แคะเนื้อขนมออกจากพิมพ์ก่อน หรือถ้าตักขนมหยอดใส่ในพิมพ์รูปสี่เหลี่ยมใหญ่ เมื่อขนมเย็นตัวลง ให้ใช้มีดคมๆ กรีดขนมกล้วยในถาดให้ได้ขนาดชิ้นที่เท่ากัน แล้วจัดลงจานเสิร์ฟได้ครับ
    – ขนมกล้วยสามารถจัดเสิร์ฟให้ทานคู่กับชาร้อน ชาเย็น หรือกาแฟ ก็เข้ากันนะครับ และยังเป็นขนมไทยที่ทำง่าย ทานง่าย รสชาติอร่อย ถูกปากคนทุกเพศ ทุกวัยอีกด้วยล่ะครับ

    สูตรวิธีการทำขนมกล้วย สูตรที่ 2 (สูตรประยุกต์)

    ส่วนผสมขนมกล้วย (สูตรประยุกต์)

    – กล้วยน้ำหว้าขาวสุกงอม 1 หวี
    – แป้งมันสำปะหลัง ครึ่งถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
    – หัวกะทิคั้นสด 1 ถ้วยตวง
    – เนื้อมะพร้าวน้ำหอมหั่น ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำมะพร้าวน้ำหอม 10 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 ถ้วยตวง
    – ใบเตย 4-5 ใบ

    วิธีการทำขนมกล้วย (สูตรประยุกต์)

    – เลือกกล้วยน้ำหว้าขาว ลักษณะสุกงอม เนื้อนิ่ม 1 หวี แล้วปอกเปลือกออกให้หมด ให้เหลือแต่เนื้อกล้วยสีขาวนวล
    – ใส่กล้วยลงในภาชนะที่จะทำการผสมขนม แล้วใช้ไม้บดจนเนื้อละเอียด หรือจะนวดเนื้อกล้วยให้ละเอียดก็ได้เช่นกันครับ
    – ทำการตวงส่วนผสมของแห้งใส่ตามลงไป ทั้งแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง น้ำตาลทรายขาว และเกลือป่น นวดขยำไปมาให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน หรือใช้ไม้พายคนให้เข้ากัน
    – ต่อมาจึงค่อยเติมส่วนผสมที่เป็นน้ำ โดยนำหัวกะทิไปตั้งไฟอ่อนๆ แล้วใส่ใบเตยที่ล้างสะอาด 4-5 ใบ ลงไปต้มด้วย ให้พอเดือดเบาๆ และหัวกะทิเริ่มหอมกลิ่นใบเตย ก็ตักใบเตยออกจากหม้อได้
    – รอจนส่วนผสมหัวกะทิเย็นตัวลง แล้วจึงค่อยมาเทผสมลงไปในเนื้อขนมกล้วย
    – ตามด้วยน้ำมะพร้าวน้ำหอม แล้วนวดเนื้อขนมต่อไป จนน้ำตาลทรายละลายทั้งหมด
    – เติมเนื้อมะพร้าวน้ำหอม โดยหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จะหั่นเป็นเส้นยาวๆ หรือจะหั่นเต๋าขนาดเล็กๆ ก็ได้ครับ
    – ใส่ผสมลงไปในเนื้อขนมกล้วย แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง
    – พักส่วนผสมทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
    – นำชุดหม้อนึ่งตั้งไฟแรง และในระหว่างที่รอน้ำเดือด เตรียมอุปกรณ์ที่จะหยอดขนมกล้วยมาเรียงไว้ในลังถึง ไม่ว่าจะเป็นกระทงจากใบตอง หรือพิมพ์ถ้วยตะไล
    – เมื่อพักส่วนผสมขนมไว้จนครบตามเวลา เอาทัพพีหรือช้อนยาวคนส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้งก่อนตักหยอด
    – หยอดขนมกล้วยลงในกระทง หรือพิมพ์ขนม แล้วเรียงลงในลังถึง
    – เมื่อน้ำในชุดหม้อนึ่งเดือดพล่าน ยกลังถึงวาง แล้วนึ่งขนมประมาณ 20-30 นาที
    – ปิดไฟ แล้วเปิดฝาชุดหม้อนึ่งออก
    – โรยมะพร้าวขูดฝอยลงไปเล็กน้อย
    – รอขนมกล้วยเย็นตัวลง ค่อยจัดเสิร์ฟนะครับ ถ้าหยอดในกระทงใบตอง ให้จัดลงจานแล้วเสิร์ฟได้เลย แต่ถ้าหยอดลงพิมพ์ถ้วยตะไล ให้ใช้ไม้พายแคะขนม มาแคะเนื้อขนมออกจากพิมพ์แล้วค่อยจัดเสิร์ฟ สำหรับสูตรนี้สามารถดัดแปลงใส่เนื้อมะพร้าวชนิดอื่นได้ครับ แต่เนื้อมะพร้าวจะต้องไม่แข็งจนเกินไป และถ้ามีเนื้อมะพร้าวในขนมแล้ว จะไม่ใส่มะพร้าวขูดฝอยโรยหน้าก็ได้อีกเช่นกัน ซึ่งสูตรนี้จะให้ความหอมหวานจากน้ำและเนื้อมะพร้าวเผา และความหอมของใบเตยด้วยนะ เอาล่ะ ถ้าชอบสูตรไหนไปลองทำตามกันได้เลย

    การขายขนมกล้วย

  • สูตรวิธีทำขนมเทียน พร้อมคำแนะนำในการขายขนมเทียน

    สำหรับบทความนี้ก็จะเป็นเรื่องราวของขนมเทียน ประวัติขนมเทียน วิธีทำขนมเทียน และการขายขนมเทียน ขนมเทียนเนี่ยนะครับ ถ้าใครได้ลองทานดู ก็จะได้รับรู้ถึงรสชาติความอร่อย บวกความเผ็ดนิดๆ บางท่านทานแล้วติดใจจนต้องซื้อหามาทานประจำ บางท่านก็ผันตัวเองจากผู้ที่ชอบทานขนมเทียน จนไปเป็นผู้ทำขนมเทียนขายก็มี ด้วยความชอบกลายเป็นอาชีพขายขนมเทียน ซึ่งหนทางในการขนมเทียนยังเปิดกว้างมาก รอพ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ นะครับ เอาหล่ะครับ ก่อนอื่นก็จะขอเล่าประวัติขนมเทียนก่อนนะครับ

    ประวัติขนมเทียน

    ขนมเทียน มีอีกชื่อหนึ่งว่า ขนมนมสาว และในทางภาคเหนือของไทยเรียกว่า ขนมจ็อก มีการทำขนมเทียนมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งเป็นขนมที่นิยมใช้ในงานบุญ โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ แต่เดิมมีไส้มะพร้าวและไส้ถั่วเขียว แต่ในปัจจุบันมีการดัดแปลงไส้ออกไปหลากหลายมาก

    ซึ่งชาวจีนจะใช้ขนมเทียนในการไหว้บรรพบุรุษช่วงวันตรุษจีน และวันสารทจีน ขนมไหว้เจ้าในวันตรุษจีนส่วนใหญ่จะเป็นขนมที่ทำจากแป้งกวนกับน้ำตาล แล้วนำไปนึ่งเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งที่ต้องเป็นขนมเทียนก็เนื่องจากว่าขนมเทียนมีความหมายเป็นมงคล สื่อถึงความหวานชื่น ความราบรื่น และความอุดมสมบูรณ์นั่นเองครับ

    ชนิดของขนมเทียน

    – ขนมเทียนไส้เค็ม จะใส่พริกไทยและเกลือ
    – ขนมเทียนไส้ถั่ว จะใส่ไส้ถั่วบด
    – ขนมเทียนไส้หวาน จะใส่มะพร้าวและน้ำตาลลงไปเพิ่ม
    – ขนมเทียนแก้ว ตัวแป้งจะทำด้วยแป้งถั่ว

    แต่ที่นิยมกันส่วนมากจะเป็นขนมเทียนไส้เค็ม รสชาติจะออกเผ็ดนิดๆ ครับ

    สูตรวิธีการทำขนมเทียน สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมเทียนไส้เค็ม

    – ถั่วเขียวเลาะเปลือก 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – พริกไทยป่น 2 ช้อนชา
    – หอมแดงสับ 2 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมขนมเทียนไส้หวาน

    – น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
    – มะพร้าวทึนทึกขูดเส้น 2 ถ้วย
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วย

    ส่วนผสมแป้ง

    – แป้งข้าวเหนียว 200 กรัม
    – น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
    – น้ำกะทิ 2 ถ้วย

    วิธีการทำขนมเทียน

    – การเตรียมไส้เค็ม ให้เริ่มจากการนำถั่วเขียวมาแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นนำไปนึ่งในซึ้งให้สุก
    – เมื่อถั่วสุก ให้นำมาบดให้ละเอียด
    – ตั้งกระทะด้วยไฟปานกลาง แล้วนำหอมแดงสับที่เตรียมไว้ลงผัดให้พอเหลือง
    – ใส่ถั่วที่บดไว้ น้ำตาลทราย เกลือ และพริกไทย จากนั้นกวนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันดี กวนไปเรื่อยๆ จนกว่า เนื้อถั่วจะดูแห้ง เสร็จแล้วตั้งพักไว้
    – การเตรียมไส้หวาน ให้นำน้ำตาลปี๊บและน้ำเปล่า เคี่ยวในกระทะ โดยใช้ไฟปานกลาง เมื่อน้ำตาลเริ่มแตกฟอง ให้ใส่มะพร้าวทึนทึกขูดลงไป
    – เคี่ยวประมาณ 15 นาที ให้มะพร้าวเหนียวแห้งจนสามารถปั้นได้ จึงยกลงแล้วตั้งพักไว้ให้เย็น
    – มาถึงขั้นตอนการเตรียมแป้ง ให้เทแป้งข้าวเหนียวลงในกะละมังสำหรับนวดแป้ง ค่อยๆ เทกะทิที่ละน้อย แล้วนวดไปเรื่อยๆ จนกว่ากะทิจะหมดและแป้งเป็นเนื้อเดียวกัน
    – เมื่อได้แป้งและไส้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้เตรียมใบตองสำหรับห่อขนม ซึ่งควรเช็ดทำความสะอาดให้ดี แล้วอาจจะนำไปผึ่งแดดหรือลนไฟ เพื่อให้ใบตองไม่แตกง่าย จากนั้นให้ตัดใบตองเป็นวงกลม ขนาด 5 นิ้ว และ 8 นิ้ว แล้วเช็ดด้วยน้ำมันเตรียมไว้
    – ปั้นไส้หวาน และเค็มเป็นลูกกลมๆ ตามขนาดที่ต้องการ นำแป้งที่นวดเรียบร้อยแล้วมาปั่นเป็นก้อนกลม แล้วกดแป้งให้แบนเป็นแผ่นกลมๆ วางไส้ลงตรงกลาง แล้วห่อแป้งให้คลุมไส้ ดูให้ขนาดแป้งห่อหุ้มไส้พอดี และไม่หนาจนเกินไป
    – นำใบตองที่เราตัดไว้ ขนาด 5 นิ้ว และ 8 นิ้วซ้อนกัน ทำจีบให้เป็นรูปกรวย และวางขนมที่เราใส่ไส้เรียบร้อยแล้วลงไป พับเก็บสอดเหลี่ยมให้ดี ซึ่งจะออกมาเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม
    – จากนั้นนำขนมไปนึ่งในซึ้ง โดยใช้ไฟแรงประมาณ 30 นาที พักให้เย็นเล็กน้อย ก็เสิร์ฟได้แล้ว

    สูตรวิธีการทำขนมเทียน สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมเทียนไส้เค็ม

    – ถั่วเขียวกะเทาะเปลือกนึ่ง 2 ถ้วยตาง
    – น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ
    – พริกไทย 1 ช้อนชา
    – เกลือป่น 1 ½ ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมขนมเทียนไส้หวาน

    – น้ำตาลโตนด 1 ½ ถ้วยตวง
    – มะพร้าวขูด 2 ถ้วยตวง

    ส่วนผสมตัวแป้ง

    – แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลโตนด 2 ถ้วยตวง

    วิธีทำการขนมเทียน

    – การเตรียมไส้เค็ม ให้นำถั่วเขียวกะเทาะเปลือกไปนึ่งให้สุกแล้วนำมาบดให้ละเอียด พักเตรียมไว้ จากนั้น ตั้งกระทะใส่น้ำมันบนไฟปานกลาง แล้วใส่ถั่วที่เราเตรียมไว้ พริกไทย เกลือ และน้ำตาลทราย ผัดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหอมและส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดีเป็นเนื้อเดียว
    – การเตรียมไส้หวาน นำน้ำตาลโตนดเคี่ยวกับมะพร้าวจนกว่าจะแห้ง
    – เมื่อทำทั้ง 2 ไส้เสร็จแล้ว ให้วางทิ้งไว้ให้หายร้อน แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ รอไว้เลย
    – นำน้ำตาลโตนดไปเคี่ยวในกระทะจนข้นเหนียว แล้วนำไปนวดกับแป้งข้าวเหนียว ใช้มือนวดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เนื้อแป้งที่เนียนนุ่ม
    – แบ่งแป้งที่นวดเสร็จแล้วเป็นก้อน แล้วปั้นเป็นทรงกลม ใช้ฝามือค่อยๆ กดจนแป้งเป็นแผ่นๆ บางๆ ใส่ไส้ที่เราปั้นเตรียมไว้ลงไป แล้วนำใส่ลงในใบตอง จัดการห่อให้ได้ทรงสามเหลี่ยม
    – นำขนมเทียนที่ห่อเสร็จแล้วไปนึ่งในซึ้งที่มีน้ำเดือดประมาณ 30 นาที ก็เป็นอันเรียบร้อย

    สูตรวิธีการทำขนมเทียน สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมเทียนไส้เค็ม

    – ถั่วเขียวฝ่าซีก 1 ถ้วย
    – น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ
    – หอมแดงเจียว ¼ ถ้วยตวง
    – รากผักชี 2 ราก
    – เกลือ 1 ช้อนชา
    – น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    – พริกไทย ½ ช้อนชา

    ส่วนผสมแป้ง

    – แป้งข้าวเหนียว 400 กรัม
    – แป้งข้าวจ้าว 100 กรัม
    – น้ำกะทิ 3 ถ้วย
    – น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วย

    วิธีการทำขนมเทียน

    – ให้เริ่มจากการทำไส้กันก่อน ด้วยการนำถั่วไปนึ่งให้สุก แล้วนำไปเข้าเครื่องบดให้ละเอียด
    – ตั้งกระทะไฟปานกลาง เจียวหอมแดงให้พอเหลือง แล้วใส่ถั่วที่บดไว้ลงในกระทะ เติมน้ำตาล เกลือ พริกไทย แล้วผัดจนกว่าจะแห้ง เมื่อแห้งแล้วให้ยกลงตักพักไว้จนกว่าจะเย็น แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ เตรียมเอาไว้
    – การนวดแป้ง ให้เทแป้งทั้ง 2 ชนิดลงในอ่างผสม แล้วละลายน้ำตาลปี๊บกับน้ำอุ่น นำมาเทใส่แป้งทีละนิด ระหว่างที่นวดไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำตาลจะหมด จากนั้นให้ค่อยๆ เทกะทิใส่ต่ออีก แล้วนวดให้แป้งเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วตั้งพักทิ้งไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง
    – เมื่อครบเวลาที่หมักแป้งในข้อ 3 ไว้ ให้นำมาปั้นเป็นก้อน แล้วใส่ไส้ที่เราได้เตรียมไว้
    – ห่อลงในใบตองที่จับจีบเป็นกรวย แล้วพับให้เข้ามุมเรียบร้อย
    – นำซึ้งนึ่งใส่น้ำ แล้วยกตั้งไฟ เมื่อน้ำเดือดให้วางขนมเทียนที่เราห่อไปลง จากนั้นปิดฝานึ่งด้วยไปแรงประมาณ 30 นาที เพียงแค่นี้ก็ได้ขนมเทียนแสนอร่อยแล้ว

    การบรรจุกล่องขนมเทียน

    – ให้บรรจุขนมเทียนในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้ เช่น บรรจุขนมเทียนลงในกล่องพลาสติก
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของขนมเทียนในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากขนมเทียน

    ที่ภาชนะบรรจุขนมเทียนทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมเทียนแสนอร่อย
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายขนมเทียน

    สำหรับโอกาสในการขายขนมเทียนยังมีอีกมาก เนื่องจากเป็นขนมไทยที่ขึ้นชื่อไปแล้วในเรื่องความอร่อย การขายให้เริ่มจากการหาทำเลดีๆ ที่มีผู้คนเดินไปเดินมา เพราะทำเลก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการขายของ ถึงแม้จะทำขนมเทียนอร่อย แต่ทำเลไม่ดี ไม่มีคนมาซื้อ ก็จะทำให้เลิกขาย ไปทำอย่างอื่นได้ เมื่อได้ทำเลแล้ว เริ่มแรกเราอาาจะเปิดเป็นร้านเล็กๆ ก่อน ขายขนมเทียนอย่างเดียว ช่วงเริ่มใหม่ๆ อาจจะอดทนบ้าง ถ้ารายได้ไม่เป็นไปตามที่หวัง เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว รายได้ก็จะตามมาเอง

    การโปรโมทร้าน เดี๋ยวนี้ทำได้หลายช่องทาง ทั้งโฆษณาท้องถิ่น โฆษณาออนไลน์ โฆษณาในนิตยสาร ซึ่งเจ้าของร้านก็ควรจะศึกษาการทำการตลาดไว้ด้วยนะครับ การตลาดทำให้คนรู้จักเรา เมื่อคนรู้จักเรา เค้าก็จะมาซื้อขนมเทียน มาลองชิมฝีมือ ถ้าอร่อย ก็จะบอกกันไปปากต่อปาก เมื่อร้านเรามีคนรู้จักมากแล้ว ก็ได้เวลาพัฒนาไปอีกขั้นนึง คือ การทำขนมเทียนใส่กล่องพลาสติก พร้อมติดสติ้กเกอร์เป็นชื่อร้านของเรา ไว้ไปฝากขายตามร้านขนมไทยดังๆ ในละแวกนั้น

    ถ้าเรามีใจรักด้านการทำขนมเทียน ความมุ่งมั่นแน่วแน่ จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ คนทำแล้วประสบความสำเร็จก็มี คนที่ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็มี อยู่ที่ใครจะอดทน และมุ่งมั่นมากกว่ากัน ผมก็ขอให้ท่านที่สนใจจะเปิดร้านขายขนมเทียน ประสบความสำเร็จกันทุกท่านครับ

error: Content is protected !!