Author: admin

  • วิธีการทำธุรกิจรับจัดเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จ

    การทำธุรกิจรับจัดเลี้ยง
     

    สำหรับคนแอคทีฟอยากทำงาน หารายได้แบบรวยเร็ว แต่ก็เหนื่อยใช่ย่อยเช่นกัน ขอแนะนำธุรกิจรับจัดเลี้ยงครับ เดี๋ยวนี้เป็นเทรนด์ใหม่ที่คนนิยมเปิดบ้านจัดงานลี้ยงสังสรรค์ และมีปาร์ตี้กันนะครับ จึงทำให้ธุรกิจรับจัดเลี้ยงนอกสถานที่ นับว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่่ว่าจะเป็นการจัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ งานหมั้น งานเลี้ยงพระ ปารตี้วันเกิด หรือแม้กระทั่งจัดเลี้ยงแขกในงานศพ

    ซึ่งถ้าหากคิดค่าบริการหัวต่อแบบบุฟเฟต์แล้วสำหรับลูกค้า 50-100 คน ก็จะตกอยู่ที่ประมาณคนละ 300-350 บาท โดยจำกัดเวลาในการให้บริการอาหารด้วย ประมาณสองหรือสามชั่วโมงตามแต่ความเหมาะสม คิดๆดูแล้วนับว่าทำเงินได้ดีทีเดียวครับ

    เมนูอาหารก็สามารถเตรียมได้อย่างง่ายๆ แต่ต้องเน้นให้มีความหลากหลายเข้าไว้ เช่นถ้าเป็นอาหารไทย ก็ให้มีทั้งอาหารประเภททอด ผัด ยำ และประเภทแกง หรือนำ้พริกทั้งหลาย เช่นมียำถั่วพลู แกงจืด ทอดมัน ผัดเปรี้ยวหวาน และน้ำพริกอ่อง บวกกับผักสดเครื่องเคียง เตรียมให้ครบครับ

    ของว่างก็ได้แก่ ขนมน้ำแข็งใส อย่างเช่นลอดช่อง รวมมิตร หรือเฉาก๊วย ตามด้วยผลไม้สด และเครื่องดื่มอาจจะมีไว้ให้บริการโดยคิดค่าใช้จ่ายแยกต่างหากตามจำนวน เช่นน้ำอัดลม โซดา เหล้าเบียร์ หรือชา กาแฟ เป็นต้น

    ถ้าเป็นงานปาร์ตี้ก็สามารถเตรียมอาหารประเภทค็อกเทล ซูชิ ขนมคบเคี้ยว และอาหารทอดแบบกินเล่น ทานง่าย เช่นเฟรนซ์ฟาย ไก่ทอด และเน้นเครื่องดื่มอย่างพันซ์ หรือเครื่องดื่มผสมโซดาทั้งหลายแลเอาครับ

    สำหรับปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจประเภทนี้ นอกจากเรื่องของคุณภาพอาหารแล้ว การให้บริการก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันเลยครับ โดยต้องมีการตระเตรียมอาหาร และเครื่อมดื่มไว้ให้พร้อมเสมอ รวมทั้งดูแล เอาใจใส่ในเรื่องของความสะอาดด้วย เมื่อลูกค้าใช้บริการแล้วติดใจ ก็จะมีการบอกต่อๆกันไป ธุรกิจจึงจะสามารถอยู่ได้ ขายดีครับ

    ความยากการทำธุรกิจจัดเลี้ยงก็คือค่อนข้างจะเหนื่อย ต้องทำงานหลายอย่าง ต้องมีการจ้างลูกมือ ทั้งฝ่ายทำอาหาร ฝ่ายบริการขนส่งอาหาร และจัดเลี้ยงรับรองแขกในงาน ซึ่งจะต้องมีการตระเตรียมวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารแต่ละครั้งให้พอเหมาะ พอดีด้วย ถ้าทำมากไปแล้วเหลือทิ้งก็อาจจะทำให้ขาดทุน หรือกำไรน้อย แต่ถ้ามีไม่พอก็จะทำให้ไม่สามารถบริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่ จึงต้องมีการทำบัญชีรายรับ รายจ่ายแต่ละครั้งเอาไว้อย่างละเอียดด้วยครับ

    นอกจากนี้ยังต้องเป็นเรื่องคน เพราะต้องมีการจ้างลูกจ้างทั้งประจำ และชั่วคราว จึงต้องพยายามหาออเดอร์ให้ได้เรื่อยๆด้วย

    เอาล่ะครับ วันนี้ก็ขอฝากกันเพียงเท่านี้ ถ้าทำไปแล้ว รายได้ดี มีเงินเข้าเป็นกอบเป็นกำ ก็อย่าลืมมาบอกต่อกันบ้างนะครับ

  • วิธีการรับเขียนบทความให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการรับเขียนบทความให้ประสบความสำเร็จ
     

    ถ้าพูดถึงงานพิเศษในปัจจุบันนี้ คงไม่มีใครนึกถึงการเขียนบทความ เพราะถ้าพูดถึงการเขียนบทความ หลายๆ คนคงจะนึกถึงตอนเด็กๆ ที่คุณครูให้เขียนเรียงความ ที่ต้องมีบทนำ เนื้อหา และบทสรุป และต้องแก้ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้ถูกต้องตามอักขระภาษาไทย และตามรูปแบบที่กำหนด แต่คงไม่มีใครนึกถึงว่า การเขียนบทความนั้นสามารถนำมาทำงานเพื่อสร้างเป็นรายได้ได้

    ซึ่งในปัจจุบันงานเขียนบทความออนไลน์ กำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษาหรือคนที่กำลังตกงาน หรือคนทำงานที่มีเวลาว่าง และอยากทำงานอยู่ที่บ้าน หรือที่เค้าเรียกกันว่างานฟรีแลนซ์นั่นล่ะครับ ซึ่งงานฟรีแลนซ์นี้มักนิยมในหมู่ผรั่งที่รักอิสระ ไม่อยากทำงานบริษัท ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร แต่อยากทำงานที่ตนเองชอบ โดยทำอยู่ที่บ้าน การสั่งงานก็โดยการติดต่อทางอีเมลล์ ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่คนไทยที่รักอิสระ และได้มีเวลาในการสร้างสรรค์ผลงานที่ตนเองต้องการ หวังว่าบทความนี้พอมีประโยชน์กับเพื่อนๆ บ้างนะครับ

    หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า แล้วจะทำงานยังไง จะเขียนออกมายังไง เขียนแล้วไปขายให้ใคร แล้วถ้าไม่ถนัดในสิ่งที่จะเขียนต้องทำยังไง การเขียนบทความภาษาไทยถึงแม้เป็นภาษาพ่อภาษาแม่ก็เถอะ แต่ก็ไม่ถนัด ถ้าต้องการสำนวนที่เป็นเอกลักษณ์ สละสลวย จะทำอย่างไรดี เพียงนึกว่าจะต้องเริ่มต้นยังไง ก็รู้สึกว่าไม่ง่ายเลย วันนี้มีวิธีเขียนบทความจากประสบการณ์ตรงมาฝากครับ อาจจะนำเอาไปประยุกต์เพื่อใช้ในการเขียนบทความในแบบต่างๆ เพื่อเป็นรายได้เสริมหลังเลิกงาน หรือในเวลาว่างก็ดีนะครับ

    วิธีการเขียนบทความ

    สำหรับการเขียนบทความให้ได้ดี สละสลวยนั้น การวางโครงเรื่องของบทความก็จะช่วยการเขียนได้มาก เพราะโครงเรื่องจะเป็นการไม่ให้เราหุดไปจากกรอบความคิดที่เราจะเขียน เราจะเป็นแบบไม่สะเปะสะปะ หรือเขียนวกไปวนมา ทำให้ดูไม่น่าอ่าน โครงเรื่องของบทความแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป

    คำนำ

    จะเป็นเป็นการบอกกล่าวให้ผู้อ่านทราบว่าเราจะเขียนเรื่องอะไร ซึ่งการขึ้นคำนำก็จะต้องมีการกล่าวอารัมภบทก่อนก่อนที่จะวกเข้าเรื่องที่จะเขียน เช่น สำหรับช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี การทำมาค้าขายฝืดเคือง ผมก็จะขอแนะนำธุรกิจตัวใหม่ ที่ใช้เงินลงทุนน้อย แต่ได้กำไรเยอะ และที่สำคัญมีราคาถูก เหมาะกับการค้าขายในยุคเศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ อย่างนี้เป็นต้น การเขียนคำนำ ต้องเขียนให้น่าอ่านชวนติดตาม เพราะผู้อ่านส่วนใหญ่แล้วอ่านย่อหน้าแรกก่อน ถ้าเขียนคำนำดี ก็จะทำให้ผู้อ่าน อยากอ่านบทความของเราต่อได้

    วิธีเขียนคำนำ

    สำหรับการเขียนคำนำอาจจะเป็นขั้นเป็นตอนที่ยากที่สุด แต่ถ้าเริ่มได้แล้ว เครื่องติดแล้ว ก็จะช่วยให้การเขียนบทความดำเนินต่อไป การเขียนคำนำจึงต้องการความประณีตมาก เพื่อเป็นการจูงใจผู้อ่านให้ติดตามบทความของเราไปจนจบ ซึ่งการเขียนคำนำมีหลายแบบดังต่อไปนี้

    – คำนำด้วยข่าว
    – คำนำด้วยการอธิบาย
    – คำนำด้วยการเสนอความคิดเห็น
    – คำนำด้วยการใช้คำที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจ
    – คำนำด้วยการบอกความสำคัญ
    – คำนำด้วยการประชดประชันหรือเสียดสี
    – คำนำด้วยคำถาม
    – คำนำด้วยการสรุปใจความสำคัญของเรื่อง
    – คำนำด้วยสุภาษิต คำคม บทกวี

    เนื้อเรื่อง

    จะแบ่งเป็น 2 ตอน คือ ส่วนแรกเป็นการขยายความ เมื่อมีการอารัมภบทในคำนำแล้ว ผู้อ่านยังอ่านได้ไม่เข้าใจดีพอ เราก็ต้องขยายความออกไป เพื่อช่วยให้ผู้อ่านอ่านได้เข้าใจได้มากขึ้น ส่วนที่สองเป็นรายละเอียดข้อมูลลงลึกต่างๆ หรือมีการเปรียบเทียบ หรือยกตัวอย่างประกอบ

    วิธีการเขียนเนื้อเรื่อง

    สำหรับเนื้อเรื่องนั้น เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในบทความ เป็นการบอกข้อมูลต่างๆ ซึ่งย่อหน้าแต่ละย่อหน้าในเนื้อเรื่องจะต้องคล้อยตามเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่หลุดการเขียนออกไปการถึงเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับหัวข้อมากจนเกินไป หรือไม่เขียนวกวนไปมาจนทำให้ผู้อ่านอ่านไม่รู้เรื่อง ดังนั้นก่อนที่เราจะเขียนบทความ เราจะต้องหาข้อมูล หาความรู้ที่จะนำมาเขียนเสียก่อน

    การหาข้อมูลนั้นอาจได้จากการสัมภาษณ์ การสอบถามผู้รู้ การเดินทางท่องเที่ยว การอ่านหนังสื่อพิมพ์ หรือหนังสื่อต่างๆ หรือการค้นหาข้อมูลในกูเกิ้ล ในการเขียนเนื้อเรื่องควรคำนึงสิ่งต่างๆ ดังต่อนี้

    – ใช้ถ้อยคำที่ถูกต้องตามความหมาย ใช้ตัวสะกดถูกต้องตามพจนานุกรม สิ่งนี้สำคัญมาก บางท่านเขียนบทความได้ดี แต่เขียนผิดหลายจุด เมื่อส่งงานไปยังผู้จ้างแล้ว ทำให้ผู้จ้างต้องมาแก้ไขคำเอง ซึ่งอาจจะมีผลกับการจ้างงานในครั้งต่อไปได้ ฉะนั้นเมื่อเขียนเสร็จแล้ว ต้องตรวจทานก่อนอีกรอบนะครับ
    – ใช้สำนวนให้เหมาะกับเรื่อง เช่น ใช้ถ้อยคำที่เป็นทางการ ใช้ศัพท์เฉพาะในการเขียนบทความทางวิชาการ
    – หลีกเลี่ยงภาษาปาก หรือคำแสลงในการเขียนบทความ
    – ถ้าเป็นบทความวิชาการต้องมีข้อมูลการอ้างอิงประกอบเรื่อง เพื่อให้เข้าใจง่าย และน่าเชื่อถือ

    สรุป

    เป็นส่วนสุดท้าย เป็นส่วนที่แสดงทัศนะข้อคิดเห็นของผู้เขียน ว่าผู้เขียนมีความคิดเห็นอย่างไร มีข้อแนะนำอย่างไร

    วิธีการเขียนสรุป

    ในการเขียนบทความในส่วนของการสรุป เราจะต้องสื่อให้ผู้อ่านทราบว่า บทความที่เขียนมานี้นั้นได้จบลงแล้ว การเขียนสรุปมีหลายแบบดังนี้

    – สรุปด้วยคำถามที่ชวนให้ผู้อื่นคิดหาคำตอบ
    – สรุปด้วยการแสดงความประสงค์ของผู้เขียน
    – สรุปด้วยใจความสำคัญ
    – สรุปด้วยการใช้คำกล่าว คำคม บทกวี
    – สรุปด้วยการเล่นคำ

    เรทราคาการเขียนบทความ

    สำหรับเรทราคาการเขียนบทความภาษาไทยในตอนนี้ ถ้านับจาก MS Word ก็จะอยู่ที่ 500 คำ 50 บาท / 600 คำ 60 บาท ไปจนกระทั่ง 1000 คำ 100 บาท

    แต่ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศก็จะแพงหน่อย อย่างเช่น ภาษาอังกฤษ ถ้านับจาก MS Word ก็จะอยู่ที่ 500 คำ 150 บาท ไปจนกระทั่ง 1000 คำ 300 บาท

    ซึ่งราคานี้เป็นราคากลางเท่านั้น ผู้จ้างบางท่านอาจจะให้ราคาสูงกว่านี้ หรือถ้าเราไปเขียนบทความเฉพาะทาง ที่คนเขียนต้องพอมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ราคาก็จะสูงขึ้นไปอีกครับ

    บทความที่ขายได้เรื่อยๆ

    บทความที่ขายได้เรื่อยๆ ก็จะเป็นบทความ

    – สุขภาพ
    – ความสวยความงาม
    – ธุรกิจ การเงิน การทำมาค้าขาย

    3 หมวดนี้ คุณเขียนตุนไว้เรื่อยๆ ยังไงก็ขายได้ จะมีคนมารับซื้อไปเรื่อยๆ

    การต่อยอดการรับจ้างเขียนบทความ

    หลังจากฝึกปรือฝีมือพอสมควรแล้วอยากจะลองเขียนบทความให้กับสำนักพิมพ์ต่างๆ ก็สามารถทำได้ต่อไปครับ ลองค้นหาสำนักพิมพ์ที่รับบทความจากฟรีแลนซ์ดูนะครับ มีหลายบริษัท เลยหล่ะครับ

    โพสต์เสนอขายตัวเอง อาจจะลองเขียนบทความสักบทความนำไปเสนอคนที่ว่าจ้าง ถ้าเขาชอบ เราก็ได้งาน ก่อนที่เราจะเสนอเพื่อรับงาน แนะนำให้เลือกบทความที่เราถนัดก่อนในครั้งแรกนะครับ เพราะถ้าเราเริ่มจากที่เราถนัด เราจะได้ไม่รู้สึกว่ายากจนเกินไป และเราจะเขียนได้ดี บางคนมีงานระยะยาวให้ อย่างนี้แล้วเราก็จะได้งานเรื่อยๆ ครับ หรือถ้าเรามีบล็อกเป็นของตัวเองก็สามารถส่งให้คนที่จะจ้างเราดูผลงานที่ผ่านมาได้ครับ

    ข้อแนะนำเพิ่มเติม

    สิ่งแรกเลย ถ้าเราไม่ค่อยเก่งภาษาไทย เราก็ต้องอ่านเยอะๆ อ่านจากไหน ก็ในกูเกิ้ลนี่ล่ะครับ อ่านในสิ่งที่เราไม่รู้ ค้นหา แล้วก็อ่าน อย่างน้อยให้ผ่านตาก็ยังดี แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นสำนวนของเราเอง หรืออาจจะขอใช้สำนวนบางสำนวนที่เราชอบ ที่เราอ่านเจอ แต่ไม่ใช่ลอกมาทั้งหมด อันนี้ไม่สนับสนุนนะครับ

    เราต้องขยัน ซื่อสัตย์ และตรงต่อเวลานะครับ โดยเฉพาะการตรงต่อเวลา เพราะงานบางอย่างจากนายจ้าง บางงานเค้าก็รีบ บางงานเค้าก็ให้เวลาเรามากหน่อย อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับนายจ้างของเรานั่นล่ะครับ เพราะถ้าเราทำไม่ดี เราอาจจะไม่ได้งานจากที่นี่อีกเลยครับ ถ้าเราทำงานดี เราก็จะมีงานป้อนเข้ามาเรื่อยๆ เลยล่ะครับ โดยบางครั้งหากคนที่เราเคยทำงานด้วย และเค้าชอบผลงานเรา เค้าก็อาจจะสนับสนุนเรา โดยการให้งานให้เราเพิ่มขึ้น หรืออาจจะมีเงินโบนัสเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเข้ามาในค่าจ้างก็เป็นได้นะครับ

    ตลาดซื้อขายบทความในไทย

    ของไทยมีอยู่หลายที่เลยครับ

    1. www.thaiseoboard.com เราสามารถเข้าไปดูงานที่ www.thaiseoboard.com ในหัวข้อ “อยากซื้อ-ประกาศหาลูกจ้าง” จะมีหัวข้อมากมาย เราสามารถเลือกได้ว่าเราถนัดอันไหน
    2. www.fastwork.co เป็นเว็บหางาน freelance ชื่อดัง ที่นี่เราสามารถเข้าไปสมัครเป็น freelance รับเขียนบทความได้ โดยทุกงานที่เราได้รับ ทาง fastwork.co จะหักรายได้ของเรา 17% ที่นี่มีผู้เข้ามาใช้บริการค่อนข้างเยอะครับ
    3. www.facebook.com/groups/thaicontentmarket กลุ่มซื้อขายบทความ มีบทความเจ๋งๆ ไปขายเท่าไหร่ก็หมด
    4. www.facebook.com/groups/618282324867615 นี่เป็นอีกกลุ่มที่ขายบทความได้เรื่อยๆ ครับ

    ตลาดซื้อขายบทความในเมืองนอก

    สำหรับคนที่มีทักษะภาษาอังกฤษที่ดี อาจจะไม่ได้ดีมาก แต่สามารถเขียนได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ฝรั่งอ่านเข้าใจได้ ต้องการจะเขียนบทความภาษาอังกฤษ สามารถดูได้ที่

    1. www.freelancer.com ที่เว็บไซต์นี้สำหรับฟรีแลนซ์โดยเฉพาะ เราต้องสมัครเป็นสมาชิก และเข้าไปประมูลงาน (bid) ที่เราสนใจ โดยราคาที่ประมูลมีตั้งแต่ถูกจนถึงแพง บางครั้งรับเป็นงานๆ และคิดในอัตราเป็นชั่วโมงเลยก็มี เค้าจ่ายเป็นเงินดอลลาร์นะครับ
    2. www.iwriter.com ราคาที่จ้างในเว็บนี้ค่อนข้างถูก เริ่มต้นตั้งแต่ 1 ดอลลาร์ เป็นต้นไป และมีเพิ่มราคาให้ในกรณีที่เรามีประสบการณ์ และมีความชำนาญหรือมีทักษะเพิ่มขึ้นให้ด้วยนะครับ
    3. www.realwritingjobs.com ราคาที่เว็บนี้ถือว่าได้ราคาดีทีเดียว มีตั้งแต่บทความละ 5 ดอลลาร์ เป็นต้นไป แต่การจะสมัครเป็นสมาชิก ต้องเสียค่าสมัคร 34 ดอลลาร์ (50%) หรือประมาณ 1066.87 บาท ซึ่งผู้เขียนแนะนำสำหรับมืออาชีพเท่านั้นครับ
    4. www.fiverr.com ที่นี่ทุก order ราคา 5 ดอลลาร์ ส่วนใหญ่จะรับจ้างเขียนกันอยู่ที่ 500 คำ เราสามารถกดปุ่มเพิ่ม option เสริมเข้าไปได้ เช่น รับเขียน 1000 คำ แต่ต้องเพิ่มเงินใน order นี้อีก 5 ดอลลาร์ รวมราคาที่ต้องจ่ายใน order นี้ 10 ดอลลาร์ เป็นต้น ซึ่งที่นี่จะหักเรา 20% ในแต่ละ order และให้เรา 80% ซึ่งก็ดูน่าสนใจอยู่นะครับ
    5. www.seoclerks.com สำหรับที่นี่เราสามารถกำหนดราคาการเขียนได้เอง จะตั้งราคาสูงเท่าไหร่ หรือราคาต่ำเท่าไหร่ก็ได้ ต่ำสุดจะอยู่ที่ 1 ดอลลาร์ อยู่ที่ว่าเราจะตั้งราคาการเขียนบทความของเราไว้ในระดับไหน

  • วิธีขายนาฬิกาจากเศษผ้าให้ประสบความสำเร็จ

    นาฬิกาเศษผ้า

     

    ผู้หญิงหลายๆ คนที่ไว้ผมยาว คงจะเคยถักเปีย ไม่ว่าจะเป็นสมัยมัธยม หรือแม้แต่ตอนนี้เอง ทำให้คนที่ต้องการมีรายได้เพิ่มขึ้นจากงานประจำ และชอบนาฬิกาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งชอบงานศิลปะกับงานประดิษฐ์ บวกกับความมีไอเดียที่แตกต่างจากคนอื่น จึงได้เกิดการสร้างสรรค์ผลงาน เพราะเจ้าของไอเดียมองว่าเศษผ้าที่เรานำมาตัดเสือ้ผ้าของเราเอง มีสีสันสดใส น่าจะนำมาทำอะไรอย่างอื่นได้อีก จึงเกิดการต่อยอดได้เป็นผลิตภัณฑ์ สายนาฬิกาจากเศษผ้า

    ลักษณะนาฬิกา

    เป็นการนำการจักสานมาประยุกต์ใช้กับงานฝีมือ บวกกับความมีศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ของผู้ทำ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า คนทำต้องมีความคิดสร้างสรรค์และทันแฟชั่นนิดหน่อยเนื่องจากต้องเลือกผ้าสำหรับถักสายนาฬิกาให้เข้ากับหน้าปัดนาฬิกา

    การลงทุน

    ต้นทุนประมาณ 500 บาท

    รายได้

    ราคาขายชิ้นละ 250 บาท ถึง 350 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแบบ

    วัสดุอุปกรณ์

    1. นาฬิกา แบบไม่มีสาย สามารถหาซื้อตามร้านขายนาฬิกาแฟชั่นแถวสำเพ็ง หรือคลองถม แล้วบอกว่าไม่เอาสาย
    2. ด้ายหรือเชือก สีต่างๆ
    3. ลูกปัด สามารถหาซื้อได้ตามร้านสำหรับงานฝีมือทั่วไป
    4. สายสร้อย สามารถเลือกได้ตามแบบที่ชอบ บางคนชอบที่เป็นเงินก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน แต่ราคาค่อนข้างสูง และแบบไม่ค่อยทันสมัยเหมือนงานจิวเวอรี่ทั่วไป ที่มีหลายแบบและทันสมัยมากกว่า อีกทั้งมีการทำสีให้ใกล้เคียงกับสีธรรมชาติ เช่นสีทอง สีเงิน เป็นต้น
    5. กาว
    6. ห่วงเชื่อม
    7. คีม
    8. ตะขอเชื่อม
    9. ผ้าคอตตอนแท้ลายต่างๆ ที่ต้องเป็นคอตตอนแท้เพราะจะนิ่ม เวลาใช้งานกับข้อมือจะได้ไม่ระคายเคือง(พยายามเลือกลายเดียวกับหน้าปัดนาฬิกา) สำหรับถักเป็นสายนาฬิกา
    10.กรรไกร

    การขายและการตลาด

    1. ลองหาทำเลดี ๆ ตั้งร้าน ถ้าเป็นตลาดนัดเลือกโซนที่ผู้คนมองเห็นสะดวก ต้องมีโต๊ะสำหรับวางสินค้า โต๊ะอย่าสูงเกินไปนัก กะให้อยู่ในระดับสายตา เพื่อให้มองเห็นง่าย
    2. ควรระบุราคาที่ตัวสินค้าให้เรียบร้อย เพราะบางชิ้นงานความยากง่ายต่างกัน ราคาอาจจะแตกต่างกัน และง่ายสำหรับลูกค้าในการเลือกซื้อ
    3. หากเป็นไปได้สามารถมีสมุดรวมแบบต่างๆ ให้ผู้ซื้อได้เลือกซื้อ ในกรณีที่ต้องการสั่งทำ แต่ไม่ชอบแบบที่ทำการวางขาย
    4. หากมีรายได้เพิ่มขึ้น อาจจะอยากเปิดเป็นหน้าร้าน เพื่อให้คนที่สนใจได้ทราบว่าร้านเราอยู่ตรงนี้ ตรงนั้น ไม่ได้ขายตามตลาดนัดเพียงอย่างเดียว
    5. ทำเป็นเว็บไซต์และโพสต์ขายตามเว็บต่างๆ เพื่อให้ตลาดกว้างขึ้น และส่งสินค้าทางไปรษณีย์ หรือหากเก่งภาษาอังกฤษ อาจจะทำเป็นเว็บไซต์ภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นมาก็ได้ เพราะงานแฮนด์เมด ฝรั่งส่วนมากนิยมกัน

    กลุ่มลูกค้า

    1. กลุ่มวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา และคนวัยทำงาน เพราะเป็นงานแฟชั่น
    2. ลูกค้าชาวต่างชาติที่ชื่นชอบงานประดิษฐ์ด้วยมือ

  • วิธีขายโมบายกะลามะพร้าวให้ประสบความสำเร็จ

    ถ้าใครได้มีโอกาสไปเที่ยวเกาะสมุย คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ไม่เคยเห็นคนถือโมบายรูปสัตว์ต่างๆ ที่ทำจากกะลามะพร้าว เร่ขายฝรั่งตามชายหาด หรือตามร้านขายของที่ระลึกต่างๆ หรือประดับตกแต่งตามโรงแรมบางแห่ง จากการสอบถามราคาพบว่า ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 200บาท ขึ้นไป ถ้าซื้อหลายอันคนขายก็ลดให้ แต่ใครจะรู้บ้างว่า กว่าจะทำได้สักอัน ต้องอาศัยความพยายาม ความคิดสร้างสรรค์ และความพิถีพิถันกันพอสมควร

    โมบายรูปสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นก ไก่ ดอกไม้ แมลงปอ ผีเสื้อ ปลา ฯลฯ ล้วนทำมาจากกะลามะพร้าว และวัสดุธรรมชาติ พืชผลไม้จากท้องถิ่น หรือแม้แต่ขนจากไก่ หรือเป็ด ซึ่งแล้วแต่จะหามาได้ ได้ถูกนำมาประกอบเป็นโมบาย จุดเด่นอยู่ที่ เมื่อมีลมพัดมา หางของนก หรือสัตว์ต่างๆ จะหมุนตามแรงลมทำให้รู้สึกเหมือนโมบายมีชีวิต ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะถ้าหากครอบครัวนั้นมีเด็กๆ ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ขายได้หลายอัน และเมื่อแขวนหลายๆ อัน ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือน มีเหล่าสัตว์ปีกและแมลงบินอยู่รอบๆ ตัว

    วัสดุอุปกรณ์

    เครื่องขัดหินเจียร ตะไบหยาบ สว่านมือ ค้อน กระดาษทรายเบอร์ต่างๆ คันเลื่อยฉลุ ใบเลื่อยฉลุ ไขควง กาวลาเท็กซ์หรือกาวตราช้างหรือกาวร้อน แลคเกอร์ พู่กันเบอร์ใหญ่ เทียนไข ขี้ไต้ ไม้สนนอกหรือตะปู

    แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์

    ร้านจำหน่ายเครื่องมือช่างไม้ทั่วไม้ ส่วนกะลามะพร้าวมีขายที่สวนมะพร้าว โรงงานสกัดน้ำมันมะพร้าว

    ต้นทุน

    ประมาณ 4000บาท ขึ้นไป

    รายได้

    ราคาขายตั้งแต่อันละ 200 บาท ขึ้นไปแล้วแต่แบบ (ต้นทุนต่ออันประมาณ 100 บาท)

    ขั้นตอนการทำ

    1. การเตรียมกะลามะพร้าว ทำได้โดยปอกเปลือกมะพร้าวออก และเจาะเอาน้ำมะพร้าวออกให้หมด จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน ให้เนื้อด้านในล่อน แล้วจึงใช้มีดแคะเนื้อมะพร้าวสีขาวออกมา การเลือกกะลาที่เหมาะจะนำมาใช้งานนั้น ให้เลือกใช้กะลาที่มีความหนาพอสมควร ไม่หนาหรือบางจนเกินไป มีความโค้งไม่มาก ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบงาน
    2. เมื่อได้กะลาที่มีขนาดและรูปทรงตามต้องการแล้ว ให้นำกะลามะพร้าวที่ได้ มาทำการขัดผิวให้เรียบด้วยเครื่องขัดหรือ เครื่องเจียร จากนั้นทำการตรวจเช็คและขัดด้วยกระดาษทราย เพื่อขจัดเศษเสี้ยนของกะลามะพร้าวออกไป
    3. นำกะลามาผ่าซีกหรือตัดให้ได้ตามชิ้นส่วนของแบบที่ได้ออกแบบไว้ โดยอาจจะตัดเป็นชิ้นส่วนไว้ทีเดียวพร้อมกัน แล้วจึงค่อยนำมาประกอบภายหลังก็ได้
    4. เมื่อได้ส่วนประกอบครบถ้วนแล้ว ก็ให้นำไม้สนนอกมาเหลาเพื่อทำเป็น “สลักยึด” เพื่อใช้แทนตะปู โดยอาจทำไว้ทีเดียวหลาย ๆ ขนาดเหมือนกับขั้นตอนการทำชิ้นส่วน จากนั้นเมื่อได้ส่วนประกอบและสลักยึดครบแล้วก็นำมาประกอบกัน ให้ได้ตามแบบที่ต้องการ
    5. การประกอบชิ้นส่วน ให้เริ่มจากส่วนฐานและลำตัวก่อน โดยใช้กาวร้อนและไม้สนนอกที่เหลาเป็นสลักเป็นตัวยึด และเชื่อมในส่วนต่าง ๆ ถ้าต้องการตกแต่งให้สวยงาม ก็อาจใช้เศษกะลาที่เหลือหรือวัสดุอื่นๆ จากธรรมชาติมาตกแต่งเพิ่มเติมได้ เมื่อทำเสร็จแล้วให้ตั้งทิ้งไว้จนกาวแห้งสนิท เมื่อแห้งสนิทดีแล้ว จึงลงแล็กเกอร์เคลือบผิว เมื่อแล็กเกอร์แห้งสนิทก็เป็นอันเสร็จ 1 ชิ้น

    การขายและการตลาด

    1. ขายตามตลาดนัดหรือถนนคนเดินที่มีการจัดงานทุกสัปดาห์ เสียค่าเช่าพื้นที่นิดหน่อย หรืออาจจะไม่เสียเลย
    2. ส่งขายตามร้านขายของที่ระลึกที่ยังไม่มีงานแบบที่เราทำ หรือมีแต่เรานำเสนอในแบบที่แตกต่าง
    3. เสนอขายตามโรงแรม เพื่อประดับตกแต่ง
    4. เร่ขายตามชายหาด สำหรับพื้นที่ติดทะเล
    5. หาทำเลเหมาะๆ เปิดร้านขายเป็นของตนเอง ข้อนี้ต้องมีเงินลงทุนเช่าร้านพอสมควรนะคะ
    6. ขายออนไลน์ โดยการเปิดเว็บไซต์ของตนเอง โปรโมตเอง เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเงินทุนเปิดร้าน

    กลุ่มลูกค้า

    1.ลูกค้าชาวต่างชาติที่ชื่นชอบงานประดิษฐ์ที่ทำด้วยฝีมือ ที่เป็นเอกลักษณ์องไทย
    2.คนไทยที่ชื่นชอบงานจากวัสดุธรรมชาติและงานทำมือ

    หากใครที่คิดว่าตนเองมีฝีมือทางด้านงานไม้ งานฝีมือ จะลองทำผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวแบบง่ายๆ อย่างโมบายดูบ้างก็น่าสนใจดีนะคะ เผื่อว่าทำได้สวย จะได้นำไปเป็นอาชีพเสริมก็ไม่ว่ากันค่ะ

  • วิธีทำธุรกิจรับผลิตสิ่งพิมพ์ Print On Demand

    ในอดีตที่ผ่านมาการที่เราจะพิมพ์หนังสือที่เราเขียนขึ้นเองสักเล่มหรือพิมพ์โปสเตอร์ที่เราทำไว้เฉพาะสักแผ่นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากเพราะนั่นหมายความถึงว่าเราต้องทำเพลท สั่งพิมพ์ เข้าโรงพิมพ์ ซึ่งแน่นอนว่าปริมาณเพียงแค่ชิ้น สองชิ้นโรงพิมพ์ไม่รับทำอย่างแน่นอนเพราะมันไม่คุ้มอีกทั้งต้นทุนการผลิตยังสูงถึงสูงมากอีกด้วย แต่ในปัจจุบันยุคดิจิตัลที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าขึ้นมากกว่าแต่ก่อนระบบการพิมพ์มีความง่ายขึ้นและด้วยความต้องการที่ข้อจำกัดลดน้อยลงนี้เองจึงทำให้เกิดธุรกิจ Print On Demand ขึ้น

    มาถึงบรรทัดนี้แล้วหลายคนอาจจะยังสงสัยว่าธุรกิจ Print On Demand คือ ธุรกิจอะไร ซึ่งถ้าจะพูดให้ง่ายเข้าธุรกิจ Print On Demand ก็คือธุรกิจรับผลิตสิ่งพิมพ์ตามสั่งไม่ว่าจะเป็นหนังสือ โบรชัวร์ โปสเตอร์ ที่คั่นหนังสือ ฉลากสินค้า ฯลฯ โดยสามารถสั่งทำได้ตั้งแต่ 1 ชิ้นขึ้นไปโดยราคาการผลิตจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับจำนวนที่สั่งทำเป็นหลักซึ่งการผลิตแบบ Print On Demand นี้เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ต้องการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ออกมาคราวละมากๆ เพื่อลดต้นทุน และเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องเปลี่ยนสื่อสิ่งพิมพ์บ่อยๆ

    จุดประกายธุรกิจ Print On Demand ที่เริ่มต้นขึ้นนั้นน่าจะมาจากบรรดาร้านถ่ายเอกสารตำราเรียนที่อยู่บริเวณสถานศึกษาเป็นหลัก เพราะโดยทั่วไปแล้วนักเรียนนักศึกษาเหล่านั้นมักจะนำตำราเรียนมาถ่ายเอกสารบ้าง นำรายงานของตนมาเข้าเล่มบ้าง รวมถึงบางครั้งก็มีการให้ออกแบบปกรายงานด้วย ดังนั้นบรรดาผู้ประกอบการที่พอมีทุน และมีแนวคิดจึงพัฒนาต่อยอดธุรกิจให้เป็นธุรกิจ Print On Demand จนเป็นที่นิยมดังเช่นปัจจุบัน

    ธุรกิจ Print On Demand นั้นเป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรให้กับผู้ประกอบการได้มากพอสมควรเพราะเป็นการพัฒนาจากเดิมที่เพียงแค่ถ่ายเอกสารมาเป็นการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่ทำให้มีรายได้มากขึ้นกว่าเดิมแต่ก็มีข้อควรพิจารณาสำหรับธุรกิจ Print On Demand นี้พอสมควรกล่าวคือ

    ทำเลที่ตั้งของร้านควรจะเป็นร้านที่อยู่บริเวณชุมชนหรือสถานศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอยู่บริเวณสถานศึกษาแล้วจะมีโอกาสได้ลูกค้ามากเป็นพิเศษ ยิ่งหากตกแต่งร้านให้ดูดี ภูมิฐานแล้ว จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือและอยากใช้บริการยิ่งขึ้นซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งได้เปรียบกว่าร้านถ่ายเอกสารเย็บเล่มทั่วๆไป

    เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ต้องทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสีสันหรือโทนสีต้องมีความแม่นยำ ไม่ผิดเพี้ยนอีกทั้งคุณภาพการพิมพ์ต้องอยู่ในระดับที่ดีกว่าร้านทั่วๆ ไปเพราะเนื่องจากว่าสินค้าและบริการของเรานั้นมีราคาสูงกว่าเจ้าอื่นๆ ดังนั้นลูกค้าจึงหวังว่าเมื่อจ่ายเงินมากกว่าที่อื่นก็น่าจะได้รับสินค้าและบริการที่ดีกว่าที่อื่นด้วย

    สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดและคงหนีไม่พ้นนั่นก็คือต้องมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญในงาน Print On Demand กล่าวคือต้องมีพนักงานที่เชี่ยวชาญในเรื่องการพิมพ์ เชี่ยวชาญในเรื่องการออกแบบ เพราะบางครั้งนั้นลูกค้าที่มาใช้บริการมีเพียงแค่ไอเดียมาเล่าให้เราฟังเท่านั้นและต้องการให้เราออกแบบให้หรือบางรายมีเพียงแค่ไฟล์ฉบับนิยายที่เขียนขึ้นมาเท่านั้นให้เราจัดการออกแบบปกให้ดังนั้นบุคคลากรในส่วนนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

    หากเราสามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นได้ ผมเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จในธุรกิจ Print On Demand ได้อย่างแน่นอนครับ

  • วิธีขายสบู่แกะสลักให้ประสบความสำเร็จ

    สบู่แกะสลัก

     

    หากกล่าวถึงงานแกะสลัก เราคงนึกถึงการแกะสลักผลไม้ที่ใช้ในการตกแต่งอาหารตามโรงแรม หรือในงานพิธีต่างๆ คงไม่มีใครนึกถึงสบู่ที่เราใช้สำหรับถูตัวเป็นแน่ อาชีพแกะสลักสบู่ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Soap Carving นั้น เป็นอาชีพขายฝีมือ รวมทั้งไม่ต้องลงทุนมากเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ และยังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่มาก สามารถทำเป็นอาชีพเสริม อาชีพอิสระ หรือลงทุนเปิดเป็นธุรกิจส่วนตัวก็ย่อมได้

    ลักษณะอาชีพ

    การแกะสลักสบู่มีตั้งแต่แกะสลักดอกไม้อย่างง่าย ไปจนถึงแกะสลักเป็นสัตว์ในวรรณคดี และรูปร่างต่างๆ ตามแต่จะจินตนาการได้ ซึ่งสบู่ที่แกะแล้วสามารถนำไปเป็นของชำร่วย ของขวัญ ของฝากในโอกาสสำคัญต่างๆ หรือโอกาสพิเศษ สบู่แกะสลักนำไปใช้สำหรับประดับตกแต่งบ้าน หรือวางไว้ในห้องน้ำก็เหมาะไม่น้อยเพราะมีกลิ่นหอม หรือบางท่านจะซื้อสบู่แกะสลักไปถูตัวอาบน้ำก็ย่อมได้เหมือนกัน

    การลงทุน

    ต้นทุนประมาณ 500 บาท ขึ้นไป

    วัสดุอุปกรณ์

    1. มีดแกะสลัก ใบมีดมีปลายแหลม คมด้านเดียว ด้ามกลม มีปลอกสวมสะดวกในการพกพา มีหลายแบบให้เลือกใช้ ถ้าเป็นมือใหม่หัดแกะสลัก แนะนำให้ซื้อมีดแกะสลักด้ามพลาสติกมาใช้ก่อน ราคาประมาณ 120 บาท และเมื่อเริ่มชำนาญหรือเป็นมืออาชีพแล้วค่อยซื้อมีดแกะสลักที่เหมาะสำหรับมืออาชีพมาใช้ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 400 บาท ขึ้นอยู่กับชนิดของด้ามค่ะ ถ้าเป็นมีดแกะสลักลายไทย ราคา 600 บาท มีดแกะสลักไทยสแตนเลส ราคา 550 บาท มีดแกะสลักไทยด้ามไม้ ราคา 400 บาท
    บางครั้งสามารถซื้อเป็นชุดก็ได้ ซึ่งใน 1 ชุด มีทั้งมีดแกะสลัก มีดคว้านและมีดปอกผลไม้ ราคาประมาณ 200บาท
    2. มีดคว้าน ใช้สำหรับคว้านเมล็ดหรือเนื้อในผลไม้ ราคาเริ่มต้นที่ 50 บาท
    3. มีดปอกผลไม้
    4. ชุดหัวแกะสลักทำลวดลายต่างๆ ใช้สำหรับทำลายพื้น กลีบดอก หรือแกะในมุมที่มีดแกะสลักไม่สามารถเข้าไปถึง ส่วนมากขายเป็นชุด ราคาเริ่มต้นที่ 220 บาท
    5. กระดาษทรายสำหรับลับมีดแกะสลัก ราคา 10บาท
    6. สบู่สำหรับแกะสลัก แนะนำยี่ห้อชานเซ็ง เพราะเนื้อสบู่เหนียว นิ่ม แกะสลักง่าย แกะแล้วเนื้อสบู่พริ้วไหวเป็นลวดลายละเอียดอ่อน ตามต้องการ ไม่แตกเป็นขุยง่าย มี 4 สี ให้เลือก คือสีขาว ชมพู เหลือง และ เขียว ส่วนมากขายเป็นแพ็ค มี 6 ก้อน ราคาประมาณ 100 บาท
    7. สีผสมอาหาร
    8. กล่องพลาสติกสำหรับใส่สบู่ราคาตั้งแต่ 12 บาทขึ้นไป
    9. กล่องไม้มะม่วงสำหรับใส่สบู่สำหรับขาย

    รายได้

    ราคาขายตั้งแต่อันละ 250 บาท ขึ้นไปแล้วแต่แบบ (ต้นทุนต่ออันประมาณ 100 บาท)

    แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์

    ซึ่งร้านจำหน่ายสำหรับงานฝีมือสามารถสั่งซื้อทางอินเตอร์เนตได้

    การแกะสลัก

    เมื่อมีอุปกรณ์พร้อมแล้ว ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ฝึกแกะสลักสบู่ด้วยตนเอง หรือไปเรียนตามศูนย์ฝึกอาชีพต่างๆ ที่กรุงเทพมหานครก็มีหลายแห่งและสอนฟรีด้วย อาจจะต้องจ่ายค่าวัสดุอุปกรณ์นิดหน่อย จากนั้นจึงกลับมาฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ เพื่อให้สามารถแกะสลักได้หลากหลายลวดลาย เมื่อชำนาญแล้วก็เปิดร้านกันได้เลย

    ช่องทางการขาย

    1. ลองหาทำเลดี ๆ ตั้งร้าน ถ้าเป็นตลาดนัดเลือกโซนที่ผู้คนมองเห็นสะดวก ต้องมีโต๊ะสำหรับวางสินค้า โต๊ะอย่าสูงเกินไปนัก กะให้อยู่ในระดับสายตา เพื่อให้มองเห็นง่าย
    2. ควรระบุราคาที่ตัวสินค้าให้เรียบร้อย เพราะบางชิ้นงานความยากง่ายต่างกัน ราคาอาจจะแตกต่างกัน และง่ายสำหรับลูกค้าในการเลือกซื้อ
    3. ควรมีแคตตาล็อกลวดลายสบู่ให้ลูกค้าได้เลือก ในกรณีที่ลูกค้าบางคนต้องการสั่งทำ และเราไม่มีสินค้าตามที่โชว์อยู่หน้าร้าน

    กลุ่มลูกค้า

    ชาวต่างชาติ และคนไทยที่ชื่นชอบงานแกะสลัก

    การเก็บรักษาสบู่

    1.ถ้าแกะสลักยังทำไม่เสร็จควรเก็บใส่ถุงพลาสติก หรือกล่องปิดฝาได้อย่าให้โดนลม ถ้าทิ้งไว้ตากลม สบู่จะแข็ง แกะสลักอีกต่อไปไม่ได้เพราะจะทำให้แตกได้ง่าย
    2. เมื่อแกะสลักสบู่เสร็จแล้ว ให้ใช้พู่กันปัดตามซอก ตามร่อง ที่แกะลวดลายออกให้หมด
    3. อย่าตั้งงานที่แกะเสร็จแล้ววางไว้ในที่แดดส่อง สีจะซีดเร็ว เมื่อตั้งไว้นานเข้าแล้วมีฝุ่นจับมากๆ ก็ใช้พู่กันปัดออกให้หมด หรือใช้พู่กันจุ่มครีมทาผิว ปัดให้ทั่วทั้งชิ้นงาน จะทำให้ชิ้นงานสดใสเหมือนใหม่ยิ่งกว่าเดิม

    วิธีดูแลรักษามีดแกะสลัก

    หลังใช้งานมีดแกะสลักทุกครั้ง ควรทำความสะอาดให้เรียบร้อยและเช็ดให้แห้งด้วยผ้านุ่ม ใส่ปลอกมีดทุกครั้งหลังใช้ หากมีดแกะสลักเริ่มไม่คม ห้ามลับมีดโดยการใช้หินลับมีดโดยเด็ดขาด จะทำให้คมมีดแกะสลักเสียได้ ควรใช้กระดาษสำหรับลับมีด โดยวิธีการลับมีด ให้เลือกลับขึ้น หรือลับลง ไปทางด้านเดียวเท่านั้น (ไม่ควรลับขึ้นๆ ลงๆ) จากนั้นก็สลับมาลับมีดอีกด้านหนึ่ง

  • วิธีขายหมอนฟักทองให้ประสบความสำเร็จ

    “ผ้าต่วน” และ “ผ้าตาด ลายไทย” หลายคนที่ไม่ได้ทำงานผ้า อาจจะไม่รู้จัก แต่ใครจะรู้ว่าสามารถนำมาจับเป็นสม๊อก ได้สวยงาม จนใครเห็นแล้วต้องทึ่งในความงาม อย่างลงตัวของผ้าชนิดนี้ หมอนฟักทองเป็นงานฝีมือที่ค่อนข้างละเอียด และสวยงาม เหมาะสำหรับไว้ใช้ในงานแต่งงาน งานบวช หรือเป็นของฝากก็ได้อีกด้วย

    ลักษณะอาชีพ

    เป็นงานฝีมือที่อาศัยความละเอียดอ่อน และความประณีต ชำนาญ อีกทั้งความคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากบางครั้งต้องคิดลายที่จะปักเองไม่มีแบบ นั่นคือต้องทั้งปัก และออกแบบเอง อีกทั้งงานปักผ้าเป็นงานอีกงานที่ต้องทำทีละเล็กทีละน้อย และเป็นขั้นตอน ต้องมีการเลือกด้ายให้เหมาะกับสีผ้าด้วย ซึ่งหมอนฟักทองนี้เหมาะสำหรับนำไปเป็นของรับไหว้ในงานแต่งงาน หรือหมอนรองสำหรับรดน้ำสังข์ หรือใช้ในงานบวช อาจจะประดับตกแต่งในรถยนต์ ใช้เป็นของประดับตกแต่งบ้าน หรือนำไปเป็นของฝาก เป็นต้น

    การลงทุน

    ต้นทุนต่อหมอน 1 คู่อยู่ที่ประมาณ 200-400 บาท สำหรับขนาด 11-14 นิ้ว

    วัสดุอุปกรณ์

    1. ผ้าต่วน และผ้าตาด ลายไทย ราคาเมตรละประมาณ 45-60 บาท หน้ากว้าง 44นิ้ว ผ้า 1เมตรทำหมอนฟักทองได้ 1 คู่ (2ใบ) ขนาดหมอน 11-14 นิ้ว ขึ้นอยู่กับแบบที่เราเลือก
    2. ด้ายเย็บ 1 ม้วน สีเดียวกับผ้า
    3. เข็มสอย 1 อัน ใช้เข็มสอย เพราะมีขนาดเล็ก สามารถปักได้ง่าย
    4. กระดุมปั๊ม 4 เม็ด สำหรับหมอน 1 คู่
    5. เชือกไนลอนสำหรับเย็บกับกระดุมปั๊ม เพื่อดึงกระดุมทั้งสองด้านให้ตึง
    6. นุ่นสำหรับยัดหมอน ไม่แนะนำให้ใช้ใยโพลีเอสเตอร์ เนื่องจากต้องใช้ปริมาณมากและราคาแพง
    ( ใยโพลีเอสเตอร์ราคากิโลกรัมละ 120-150 บาท)

    รายได้

    ราคาหมอนอยู่ที่ใบละประมาณ 200-550 บาท สำหรับขนาด 11-14 นิ้ว ขึ้นอยู่กับขนาดและความยาก ง่ายของลายหมอน โดยปกติจะขายเป็นคู่ เพราะในงานแต่งงาน หรืองานบวชจะใช้เป็นคู่ และสีเดียวกัน

    แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์

    1. ร้านจำหน่ายสำหรับงานฝีมือ
    2. ร้านขายผ้าทั่วไป ถ้าอยากได้ผ้าราคาถูก แนะนำหาซื้อที่สำเพ็ง

    การขายและการตลาด

    1. หากจะมีหน้าร้านให้เลือกหน้าร้านที่เป็นแหล่งชุมชน ติดถนน ผู้คนเดินผ่านไปมาและเห็นง่าย หรือหากใกล้วัดก็ดี เนื่องจากเวลามีงานบวช คนมักหาซื้อเครื่องสังฆภัณฑ์ บริเวณร้านใกล้ๆ วัด หรือผู้คนที่มางานบวชจะได้เห็นผ่านตา
    2. หากตั้งโต๊ะขายตามตลาดนัด ควรเลือกโซนที่ผู้คนมองเห็นง่าย โต๊ะที่ใช้ต้องสูงพอประมาณ อย่าสูงเกินไป หรือเตี้ยเกินไป ให้สูงประมาณระดับสายตา
    3. หากไม่มีหน้าร้านต้องการขายทางอินเตอร์เนต ต้องมีการทำเว็บไซต์ และโปรโมตเว็บเพื่อให้ผู้คนรู้จักและเข้าเยี่ยมชม
    4. แนะนำให้ขายตามงานออกบูธ เช่น งานกลุ่มแม่บ้าน งานฝีมือ หรืองานหัตถกรรม เป็นต้น ซึ่งงานพวกนั้นผู้คนหลากหลาย และง่ายกว่าที่สิ้นค้าของเราจะเป็นที่รู้จัก
    5. มีการติดป้ายราคาให้ชัดเจนทุกแบบ ทุกสี
    6. ต้องจัดให้มีสิ้นค้าหลากหลาย เช่น หมอนฟักทองขนาดต่างๆ ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ คละขนาด คละลาย หรืออาจจะนำผ้ามาจับสม๊อกแปลงเป็นผลิตภัณฑ์อื่น เช่น กล่องใส่กระดาษทิชชู่ พวงกุญแจ ปลอกหมอน หมอนอิง เป็นต้น

    กลุ่มลูกค้า

    กลุ่มคนทั่วไป วัยทำงานจนถึงผู้สูงอายุ

  • วิธีเปิดร้านขายส้มตำให้ประสบความสำเร็จ

    ขายส้มตำ

     

    ส้มตำจัดได้ว่าอาหารที่อยู่คู่คนไทย และเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของไทย จะได้ว่าชาวต่างชาติเมื่อมาเที่ยวประเทศไทย จะนิยมเลือกเมนูอาหารส้มตำที่เผ็ดอร่อยที่เข้ามาร่วมด้วย และเราก็มักเห็นร้านส้มตำ ตั้งแต่ข้างถนนจนถึงร้านส้มตำไฮโซที่มีการออกข่าวให้เห็นกันมาแล้ว แต่ใครจะรู้บ้างว่าไม่ว่าส้มตำไฮโซ หรือส้มตำข้างถนน ก็ทำคนรวยมาหลายรายแล้ว

    ลักษณะอาชีพ

    เป็นงานขายฝีมือการทำอาหารอย่างแท้จริง เพราะปัจจุบันส้มตำมีหลากหลายเมนู “ตำ” และคนที่จะตำส้มตำได้ต้องตำส้มตำอร่อยเท่านั้น เพราะหากตำไม่อร่อย อาจจะไม่มีลูกค้าอีกเลยก็เป็นได้ ดังนั้นอาชีพนี้ ขายฝีมือ การบริการ อัธยาศัยใจคอต้องดี

    การลงทุน

    ประมาณ 20000-30000 บาท โดยที่การลงทุนส่วนมากอยู่ที่หน้าร้าน หากไม่มีหน้าร้านอาจจะเป็นการขายแบบรถเข็น ซึ่งราคาในการต่อรถมอเตอร์ไซต์ ให้เป็นรถเข็นอยู่ที่ 12000-15000 บาท หรือเป็นแบบแผงลอยก่อนก็ได้

    วัสดุอุปกรณ์

    ส่วนมากจะเป็นส่วนผสมที่ต้องใช้ในการตำส้มตำทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ ผัก และผลไม้ต่างๆ และที่ขาดไม่ได้คือเครื่องปรุงต่างๆ หากไม่ครบเครื่องคงไม่อร่อย และเมื่อขายส้มตำก็ต้องขายไก่ย่างด้วย

    1. หน้าร้าน หรือแผงลอย หรือรถเข็น ขนาด 1X2 เมตร
    2. ครก+สาก
    3. มะละกอ แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือ มะเขือเทศ มะนาว พริก และผักต่างๆ ที่นำมาใช้ในการตำส้มตำ และกินกับส้มตำ
    4. น้ำปลา น้ำตาลปิ๊บ
    5. ปูดอง กุ้งแห้ง ปลาร้า
    6. ทัพพี หม้อ เขียง
    7. ถ่าน ตะแกรง กระทะสำหรับย่างไก่ แทนเตาถ่าน
    8. วัสดุอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ถุงพลาสติกร้อน ถุงพลาสติกหูหิ้ว โฟมสำหรับใส่อาหาร ยางวงรัดของ และอื่นๆ

    รายได้

    ส้มตำราคาครกละ 20-30 บาทสำหรับรถเข็น แต่ถ้าเป็นเปิดร้านสามารถขายได้ 30-50 บาท แล้วแต่ประเภทของการตำ ไก่ย่างปีกละ 10-20 บาท หากเป็นครึ่งซีกอาจจะอยู่ที่ประมาณ 30-50 บาท

    แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์

    ร้านขายเครื่องครัวทั่วไป และตลาดสด

    การขายและการตลาด

    1. หากมีหน้าร้านให้ติดป้ายหน้าร้าน เพื่อให้คนเห็นชัด และเลือกทำเลที่ติดถนน อยู่ใกล้แหล่งชุมชน ใกล้โรงเรียน หรืออยู่ในหมู่บ้านที่ผู้คนสัญจรไปมา
    2. หากเป็นร้านรถเข็น สามารถขับรถเข้าไปขายตามสถานที่ต่างๆ และต้องค่อยๆ ขับ เผื่อมีคนเรียก หรือบีบแตร และจอดเป็นจุดๆ ไป โดยเลือกจอดเฉพาะจุดที่เป็นแหล่งชุมชน
    3. จัดทำเมนูราคาของประเภทส้มตำที่เรามี และหากมีเมนูอื่นเพิ่มเติมก็ต้องทำราคาด้วย เช่น ไก่ย่าง ข้าวเหนียว ขนมจีน ปลาดุกย่าง ลาบ น้ำตก เป็นต้น
    4. มีการเขียนเบอร์โทรศัพท์ติดไว้ที่รถหรือที่ร้าน เผื่อว่ามีคนได้ทานและติดใจต้องการโทรสั่ง เราจะได้มีลูกค้าประจำ
    5. เราต้องมีการบริการที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่นินทาลูกค้าท่านอื่นให้ลูกค้าอีกท่านฟัง เพราะเราจะเสียลูกค้าทันที

    กลุ่มลูกค้า

    คนทั่วไปที่ชอบทานส้มตำ แม้กระทั่งเด็กนักเรียน หรือคนทำงานทั่วไป

  • วิธีเปิดเนอสเซอรี่สถานรับเลี้ยงเด็กให้ประสบความสำเร็จ

    งานรับเลี้ยงเด็ก อาชีพในฝันของคนรักเด็กทั้งหลาย เป็นงานที่หนัก แต่ก็มีความสุข จากการสอบถามจากคนที่เลี้ยงเด็ก และพัฒนามาเปิดเป็นเนอร์สเซอรรี่

    ลักษณะของอาชีพ

    เหมาะสำหรับคนที่มีความรักเด็ก มีจิตใจดี ใจเย็น และที่สำคัญต้องมีความรู้ในการเลี้ยงเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านจิตวิทยา ความปลอดภัย เป็นต้น เป็นอย่างดี ซึ่งอาชีพนี้อาจจะไม่ต้องอาศัยความชำนาญมากนัก เพราะเด็กแต่ละคนมีพฤติกรรม และลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผู้ที่ต้องการจะทำงานนี้ต้องมีอย่างแน่นอน คือเจตคติที่ดีต่อเด็ก นั่นคือ ความรักเด็ก และความอดทนแม้ว่าบางครั้งเด็กบางคนอาจจะร้องไห้ โยเย เอาแต่ใจ หรือทำอะไรไม่ถูกใจเราบ้าง ก็เป็นลักษณะนิสัยปกติของเด็กวัยก่อนปฐมวัย

    การลงทุน

    ประมาณ 5000-10000 บาท

    หลักการเปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก

    1. สถานที่เลี้ยงเด็กที่สะอาด และปลอดภัย ถ้าหากเลี้ยงที่บ้าน สามารถดูแลบ้านให้สะอาดและจัดพื้นที่สำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อความปลอดภัย
    2. ของเล่นเสริมพัฒนาการเด็ก เช่น ตัวต่อ ตุ๊กตา ลูกบอล ตัวอักษรภาพ หนังสือนิทานที่มีภาพ ดนตรีและวีดีโอ
    3. ที่นอนสำหรับเด็ก
    4. ถาดอาหารและช้อนสำหรับเด็ก
    5. สบู่ และแชมพูสำหรับเด็ก

    รายได้

    หากเลี้ยงเต็มเวลา ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 3000-5000 บาท ต่อเด็ก 1 คน เวลารับเลี้ยง ก็คือเวลาที่ผู้ปกครองไปทำงาน คือช่วงเวลา 07.30-17.30น.

    วิธีให้บริการ

    1. ทำป้ายหน้าร้าน หรือที่บ้านให้เห็นชัดเจน ว่าที่นี่รับเลี้ยงเด็ก และอนุญาตให้ผู้ปกครองเข้ามาดูได้ เพื่อความมั่นใจว่าสะอาด และปลอดภัย
    2. อาจจะทำเป็นนามบัตรแจก หรือใบปลิว เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์
    3. ใช้วิธีบอกต่อ ปากต่อปาก เพราะวิธีนี้จะไปเร็วกว่า
    4. ควรมีรายละเอียดค่าใช้จ่าย เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ และตารางเวลากิจกรรมที่เด็กต้องทำในแต่ละวัน ให้ผู้ปกครองได้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร หรือจะทำเป็นใบปลิวเล็กๆ ก็ได้

    กลุ่มลูกค้า

    กลุ่มคนวัยทำงาน และคนที่มีลูกเล็กๆ แต่ไม่มีเวลาเลี้ยงลูกด้วยตนเอง เพราะต้องทำงาน โดยส่วนมากคนที่ทำงานบริษัท ส่วนใหญ่สามารถลาคลอดได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นต้องไปทำงาน และบางครอบครัวเป็นครอบครัวเดี่ยว และเนอร์สเซอร์รี่ส่วนมากรับเด็ก ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ดังนั้นต้องหาพี่เลี้ยงเด็กที่สามารถมาเลี้ยงที่บ้านได้ หรือที่นำไปฝากเลี้ยง

    หวังว่าอาชีพรับเลี้ยงเด็กคงจะตรงใจของหลายๆ คนที่มีความรักเด็ก และมีความรู้ในการดูแลเด็กอ่อน บ้างนะคะ บางเนอร์สเซอรรี่ก็เริ่มจากการรับเลี้ยงเด็กมาก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนามาเปิดเนอร์สเซอร์รี่

  • วิธีเปิดร้านขายปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้ให้ประสบความสำเร็จ

    ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้

     

    ตั้งแต่เด็กพอจำความได้จนกระทั่งโตเท่าปัจจุบัน ผมพบว่ามีธุรกิจอยู่ตัวหนึ่งเกี่ยวพันกับผมอยู่ตลอดเวลา เพราะเนื่องจากบ้านผมนั้นอยู่ติดบริเวณตลาด ในทุกวันก่อนที่จะไปโรงเรียนต้องผ่านร้านขายปาท่องโก๋ และน้ำเต้าหู้ ที่มีอาแปะเป็นคนขาย และเมื่อกลับมาจากโรงเรียนก่อนเข้าบ้าน ก็เห็นร้านปาท่องโก๋เจ้าเดิมเปิดขายอีกรอบท่ามกลางคนต่อแถวรอคิว อันเป็นภาพที่ผมเห็นเป็นประจำจนชาชินนับสิบปี จนกระทั่งปัจจุบันร้านปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ เจ้านี้ก็ยังคงขายอยู่เพียงแต่เป็นคนขายจากรุ่นพ่อไปสู่รุ่นลูกเท่านั้นเอง ส่วนรสชาติและจำนวนคนซื้อก็ยังคงมากเท่าเดิม ผมจึงเชื่อว่าธุรกิจขายปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ นั้นเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้จริงๆ

    ธุรกิจขายปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้นั้นเป็นธุรกิจที่ทำง่ายและลงทุนไม่มากนัก แต่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำพอสมควร เป็นธุรกิจที่ใช้ระยะเวลาในการขายไม่นานนัก สามารถนำเวลาที่เหลือไปทำอย่างอื่นได้ตามต้องการ โดยใช้เวลาเพียงแค่ช่วงเช้าหรือช่วงเย็นเท่านั้น แต่หากใครขยันอยากขายทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นก็สามารถทำได้ เพราะนั่นก็หมายถึงรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวนั่นเอง

    ขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยากที่สุดของธุรกิจขายปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้นี้ เห็นจะเป็นขั้นตอนการหมักแป้งปาท่องโก๋ เพราะต้องมีการผสมนวดแป้งให้เข้ากันพักไว้เพื่อให้แป้งขึ้นจนได้ที่ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ส่วนน้ำเต้าหู้นั้นตามปกติไม่ต้องใช้เวลาอะไรมากมาย เพียงแต่เตรียมเครื่องไว้ให้พร้อมสำหรับใส่น้ำเต้าหู้แค่นั้นเอง

    ราคา

    สนนราคาของปาท่องโก๋ และนำเต้าหู้ที่ขายกันอยู่ทั่วไปนั้น มีหลายราคาด้วยกัน โดยมีปัจจัยอยู่ที่ราคาของปาท่องโก๋เป็นหลัก ในร้านที่ปาท่องโก๋ตัวใหญ่อาจจะขายที่ราคาตัวละ 2-3 บาท ส่วนร้านใดที่ปาท่องโก๋ตัวไม่ใหญ่มากก็ขายในราคาตัวละ 1 บาท และอาจจะมีซาลาเปาทอดหรือสังขยาขายเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ด้วยอีกก็ได้ ส่วนน้ำเต้าหู้นั้นอยู่ในราคาที่ค่อยข้างตายตัว คือไม่ใส่เครื่องราคา 6 บาท ส่วนใส่เครื่องหรืองาดำอยู่ที่ 7-8 บาทตามลำดับ

    การตลาด

    ธุรกิจการขายปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้นี้ ไม่จำเป็นต้องใช้กลวิธีหรือกลยุทธทางการตลาดใดๆ มากนัก เนื่องจากว่าเป็นสินค้าที่คนทั่วไปรู้จักกันดีอยู่แล้ว อีกทั้งปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้โดยทั่วไปก็มีรสชาติไม่ต่างกันมากนัก ดังนั้นหากเราหาทำเลดีๆ ใกล้กับแหล่งชุมชนหรือตลาด ก็จะทำให้เราสามารถขายดีขึ้นอีกด้วย

    และสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากสร้างแบรนด์ให้กับปาท่องโก๋หรือน้ำเต้าหู้ของตัวเอง ก็สามารถกระทำได้ครับ เพราะตลาดนี้ยังสามารถขยายตัวขึ้นสู่ระดับบนได้อีกมาก ดังจะเห็นได้จากเริ่มมีบางรายนำปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้ของตัวเองขึ้นขายตามห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ หรือทำการแปรรูปน้ำเต้าหู้เป็นแบบพาสเจอร์ไรซ์ส่งขายตามร้าน Convenience Store เพียงแต่ต้องมีการวางแผนให้ดีเท่านั้นเองครับ

    การเพิ่มยอดขาย

    – มีปาท่องโก๋ แบบใส่งาดำผสมลงไปในแป้งนวดๆ ก่อนทอดด้วยครับ อร่อยมาก ลองนำเสนอรูปแบบใหม่ๆ ของปาท่องโก๋ครับ เช่น ผสมธัญพืชบางอย่างลงไปนิดหน่อย ผมคิดว่าเป็นการเพิ่มรสชาติ และไม่ทำให้ปาท่องโก๋เปลี่ยนนะครับ อย่างที่ทางภาคเหนือเหนือ เขายังมีแบบใส่ไส้เลยครับ ทำให้ขายดีมาก
    – ทำปาท่องโก๋ขนาดพอคำ มีถ้วยกระดาษใส่พร้อมทาน ให้ลูกค้าเลือกโรยหน้าด้วยนมข้นหวาน หรือช็อคโกแลต โรยเม็ดช็อคโกแล็ต หรือ ท็อปปิ้งอื่นๆ หรือวางปาท่องโก๋ตัวยาวตัดขนาดพอดีคำ แล้วให้ลูกค้าเลือกราดด้วยท็อปปิ้งอะไรก็ได้ มีไม้จิ้มพลาสติกอันเล็กให้ลูกค้าด้วยนะครับ คิดค่าท็อปปิ้งเพิ่มนิดหน่อยครับ แบบนี้ปาท่องโก๋ก็สูตรเดิมไม่ต้องเปลี่ยนใหม่ แต่ซื้อส่วนที่สำหรับเป็นท็อปปิ้ง ลูกค้าสั่งค่อยใส่ เก็บได้นานด้วยครับ
    – เครื่องของน้ำเต้าหู้ให้เพิ่มแปะก้วย และพุทราจีน สร้างมูลค่า ทำให้เพิ่มราคาขายได้
    – เพิ่มบัวลอยน้ำขิง น้ำเต้าหู้ใบเตย ปาท่องโก๋กรอบตัวเล็กที่ทานกับเต้าทึง ทำใส่ถุงแยกต่างหาก ขายได้อีกถุงละ 5 บาท หรือ 10 บาทก็มีคนซื้อครับ
    – ลองเพิ่มลูกเดือย หรือข้าวบาร์เลย์ครับ อยากบอกว่าถ้าได้ลองข้าวบาร์เลย์จะเป็นอะไรที่ลืมลูกเดือยไปเลย แต่หาได้น้อยร้านที่จะเอามาใช้ เพราะราคาแพงกว่าลูกเดือย แต่มันนุ่มกว่ามากและหนืดๆ อร่อยมากๆ หลายๆ ร้านที่เอาไปขาย ได้เสียงตอบรับที่ดี แต่โดยมากก็ยังเข้าใจว่ามันคือลูกเดือย
    – น้ำเต้าหู้ใส่ชาเขียวก็น่าสนใจนะครับ แต่ร้านที่ผมเคยทาน เค้าจะใส่ใบเตยครับ หอมใบเตย สีเขียวสวยด้วยครับ หรือจะใส่งาดำป่นก้ได้ครับ ตักใส่แล้วตักน้ำเต้าหู้ใส่ เป็นทางเลือกอีกทางครับ แต่ผมแนะนำว่าให้ซื้อเป็นผงมาดีกว่าครับ เช่น ผงชาเขียว งาดำ เผือก และอื่นๆอีกมากมาย เผื่อลูกค้าบางท่านอยากทานน้ำเต้าหู้เพรียวๆ จะได้ไม่เสียรสชาด ส่วนผงเราก็สามารถเก็บไว้ได้นาน
    – จัดโปรโมชั่นซื้อมาก มีของแถม ผมเคยสังเกต คนขายลูกชิ้นปิ้ง เขาขายไม้ละ 5 บาท คนส่วนมากก็จะซื้อกัน 20 บาท หรือ 30 บาท ก็คือ 4 หรือ 6 ไม้ ถ้าเทียบกับธุรกิจของเรา ลองจัดโปรโมชั่นซื้อน้ำเต้าหู้ 4 ถุงฟรี 1 ถุง น้ำเต้าหู้ เป็นธุรกิจที่ขายดีพอสมควร ลองหาทำเลที่คนเยอะๆ น่าจะขายดี เพิ่มน้ำขิงด้วยก็ได้ครับ

  • ไม่อยากเป็นหนี้ต้องหยุดสร้างหนี้

    การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีทางการเงินของแต่ละบุคคลนั้น ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของรายได้ที่มีการจัดสรรอย่างเหมาะสม สามารถที่จะมีเงินไว้ใช้จ่ายประจำวันอย่างพอเพียงโดยไม่สร้างภาระทางการเงินหรือใช้เงินเกินกว่ารายได้ที่ได้รับ นั่นคือต้องมีความสมดุลระหว่างรายรับกับรายจ่าย แต่คนส่วนใหญ่ก็คงต้องการความสมบูรณ์และมั่นคงในการดำเนินชีวิต การเก็บออมเงินเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ทันหรือไม่เพียงพอต่อความต้องการที่จะซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้กับตนเองและครอบครัว รวมถึงความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงในการดำรงชีวิตที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ

    ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงต้องมีการวางแผนในการรับมือกับความเสี่ยงเหล่านั้นด้วยการนำเงินมาลงทุนเพื่อให้เกิดรายได้ที่เพียงพอต่อความต้องการในการซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับตนเองและครอบครัวรวมถึงมีหลักประกันที่มั่นคงในชีวิต

    แหล่งเงินทุนที่ต้องนำมาใช้มีอยู่ 2 แหล่งคือ

    1.แหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินต่างๆ
    2.เงินของเราเองที่เก็บออมไว้

    ในแง่ของการลงทุนคนส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมากกว่าการนำเงินสดที่มีอยู่มาลงทุน จึงถือว่าการกู้ยืมเงินเป็นเครื่องมือในการสร้างรากฐานทางการเงิน เพราะเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ ซึ่งต่างจากการกู้ยืมเงินเพื่อจัดหาทรัพย์สินและซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับตนเอง เช่น กู้มาเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ประเด็นสำคัญในการกู้ยืมเงินอยู่ที่ว่าจะกู้ยืมเงินมาอย่างไรไม่ให้เป็นภาระต่อตนเองจนมากเกินไป หรือไม่ก่อหนี้จนเกินกว่ากำลังในการชำระคืนนั้นเอง

    การสร้างหนี้ ในทางปฏิบัติคนที่เป็นหนี้มักไม่ได้กู้ยืมเงินอยู่บนพื้นฐานของความพอประมาณและไม่ได้ประเมินความสามารถของตนเองในการชำระคืน โดยเฉพาะการกู้ยืมเพื่อการบริโภค เช่น บัตรเครดิตถือเป็นการกู้ยืมที่มีความเสี่ยงสูง เพราะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สามารถนำเงินออกมาใช้จ่ายได้ง่ายๆ เมื่อรู้ตัวว่าเป็นหนี้จนเกินกำลังความสามารถในการชำระคืนก็มักจะสายเกินไปแล้ว และนอกจากนั้นยังส่งกระทบหรือส่งผลเสียต่อสถานะทางการเงินของผู้กู้อีกด้วย สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกได้ว่าคุณมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มากเกินไป เช่น

    -ไม่เหลือเงินไว้เก็บออม
    -บัตรเครดิตมียอดใช้จ่ายเต็มวงเงิน
    -ชำระบัตรเครดิตด้วยยอดขั้นต่ำเสมอ
    -ชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ต่างๆ ช้ากว่ากำหนดอยู่เป็นประจำ
    -ไม่รู้ยอดเป็นหนี้ที่เป็นอยู่
    -ถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อ

    เมื่อเริ่มรู้สึกตัวว่ามีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มากจนเกินกำลังความสามารถในการชำระคืนแล้ว สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกก็คือการมีสติ หลายคนเมื่อมีหนี้สินจนเกินกำลังก็พยายามดิ้นรนทำงานหรือหาช่องทำกินเพื่อหารายได้ให้มากขึ้นซึ่งบางครั้งการแก้ไขด้วยวิธีเหล่านั้นอาจเป็นการสร้างหนี้สร้างภาระให้กับตนเองยิ่งขึ้น การมีสติและคิดวางแผนในการชำระหนี้ต้องเริ่มจากต้นเหตุคือสำรวจก่อนว่าเรามีข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดในการบริหารเงินอย่างไร จากนั้นก็หาช่องทางหรือหาวิธีปลดหนี้ถ้าบริหารเงินให้เป็นหนี้สินเหล่านั้นก็อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับทุกคน

  • วิธีเปิดร้านขายกาแฟให้ประสบความสำเร็จ

    การเปิดร้านขายกาแฟ
     

    เดี๋ยวนี้คนตัดสินใจมาทำธุรกิจกันมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากรายการทางทีวีที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องของการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และหนึ่งในธุรกิจที่ค่อนข้างมาแรงมากๆในปีนี้คือ ธุรกิจร้านกาแฟ และหากคุณเคยไปนั่งกินกาแฟ และมีความรู้สึกว่าชื่นชอบกับบรรยากาศในร้านกาแฟ จนเกิดความรู้สึกว่าต้องการที่จะเป็นเจ้าของร้านกาแฟ หรือว่าเป็นเจ้าของธุรกิจร้านกาแฟแล้ว ต้องอ่าน RoadMap บทความนี้เป็นแนวทางเลยนะครับ จะช่วยให้คุณเปิดธุรกิจร้านกาแฟและมีกำไรได้แน่นอน

    1.สำรวจตลาดกาแฟในพื้นที่ๆ เปิดเสียก่อน

    อันดับแรกก่อนที่คุณนั้นจะเริ่มต้นทำธุรกิจร้านกาแฟนั่นคือ การสำรวจเสียก่อนว่าร้านกาแฟของคุณนั้น จะเปิดในพื้นที่ใด และประชาการในพื้นที่แถวนั้น มีโอกาสที่จะมาเป็นผู้บริโภคของร้านคุณหรือไม่ โดยหลักการคือ หากคุณเปิดร้านกาแฟ จงเปิดในพื้นที่ที่ใกล้กับที่ทำงานจะดีที่สุด เพราะผู้บริโภคกาแฟนั้นส่วนใหญ่เป็นคนทำงานทั้งสิ้น

    2.เตรียมแผนธุรกิจและเงินทุนของคุณให้พร้อม

    เมื่อเราสามารถหาทำเลในการเปิดร้านกาแฟได้เรียบร้อยแล้ว สิ่งต่อไปที่เราจะต้องทำนั่นคือ การเตรียมแผนธุรกิจของคุณ โดยแผนธุรกิจของคุณนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำให้ธุรกิจของคุณนั้นสามารถเติบโตได้อย่างมีแผนงานที่ถูกต้อง อีกทั้งคุรยังสามารถใช้แผนธุรกิจนั้นในการเสนอต่อธนาคารเพื่อขออนุมัติวงเงินกู้ได้อีกด้วย

    3.กำหนดราคาขาย

    ราคาขายกาแฟนั้นมีผลต่อ การคำนวณต้นทุนและผลกำไรอย่างมาก ซึ่งตามพื้นที่ต่างจังหวัดนั้นกาแฟที่ไม่ได้มาจากร้านแฟรนไชส์อยู่ที่ประมาณ 30-50 บาทต่อแก้ว ทั้งในส่วนของแบบร้อนและแบบเย็น (โดยแบบเย็นจะแพงกว่าเล็กน้อย) ส่วนกาแฟที่มีการจำหน่ายในกรุงเทพนั้นอาจจะมีราคาที่แพงกว่านั่นคือ ราคาประมาณ 80-100 บาท ซึ่งราคาประมาณนี้จะสามารถช่วยให้ธุรกิจร้านกาแฟของคุณอยู่ได้และทำกำไรหลักแสนอัพต่อเดือนได้

    4.ออกแบบร้านค้าให้สวยงามน่านั่ง

    หัวใจข้อหนึ่งที่คุณต้องระลึกเสมอสำหรับการเปิดร้านกาแฟคือ คุณจะต้องออกแบบร้านกาแฟให้น่านั่งมากที่สุด เพื่อที่ว่าลูกค้านั้นจะได้สามารถนั่งอยู่ในร้านกาแฟของคุณได้อย่างนานที่สุด โดยโทนสีของร้านกาแฟที่เป็นที่ถูกอกถูกใจกับบรรดาคอกาแฟมากที่สุด น่าจะเป็นร้านกาแฟที่มีโทนสีเปลือกไม้และโทนสีเดียวกับกาแฟครับ

    5. เทคนิคการดึงใจลูกค้าให้อยู่ร้านกาแฟนานๆ

    สำหรับเทคนิคในการสร้างร้านกาแฟให้มีเสน่ห์และดึงดูด คอกาแฟทั้งหลายมาสิงอยู่ในร้านคุณ และทานกาแฟของคุณ ลองนำเทคนิคที่ผู้เขียนจะได้แนะนำต่อไปนี้ไปลองปรับใช้ดูนะครับ

    – รสชาติของการกาแฟสำคัญมากๆ

    สิ่งแรกที่คุณนั้นห้ามลืมเลยคือเรื่องของรสชาติของกาแฟ ที่จะต้องปรุงออกมาให้มีรสชาติที่ดี และอร่อยที่สุด เพราะรสชาติของการนี่แหละครับจะเป็นตัวการสำคัญในการทำให้ลูกค้าติดร้านของเราหรือไม่ ดังนั้นการเลือกใช้วัตถุดิบในการชงกาแฟที่ดีที่สุดคือหัวใจของรสชาติกาแฟเสมอๆ

    – จงทำให้กลิ่นอบอวนทั่วร้าน

    อยากให้ร้านกาแฟเป็นกาแฟจริงๆ จงทำให้ตลอดทั้งร้านกาแฟนั้นมีแต่กลิ่นของกาแฟอบอวลไปทั่วร้านกาแฟ ซึ่งกลิ่นของกาแฟนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มแรงจูงใจให้บรรดาคอกาแฟทั้งหลายนั้น หันมาทานกาแฟที่ร้านของคุณอย่างแน่นอน ดังนั้นสำรวจเลยครับว่า ร้านกาแฟของเรานั้นมีกลิ่นกาแฟหอมน่าทานหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีแล้ว อย่างนี้ถือว่าไม่ผ่าน ต้องทำใหม่

    – บาริสต้าต้องยิ้มแย้ม

    คนต่อไปที่มีส่วนสำคัญในการทำให้ร้านกาแฟประสบความสำเร็จคือบาริสต้านั่นเอง บาริสต้านั้นจะต้องมีทักษะและมีความสามารถในการชงกาแฟให้มีรสชาติที่อร่อย อีกทั้งยังทำให้บรรยากาศของร้านน่านั่งมากขึ้นด้วย

    – บัตรสะสมถ้ามีก็ดี

    แรงจูงใจในเรื่องการการทานกาแฟ สะสมแล้วนำมาแลกกาแฟนั้นก็สามารถใช้ได้ดี เพราะนอกจากจะทำให้ลูกค้านั้นติดร้านกาแฟของเราแล้ว ยังเป็นอีกวิธีในการทำให้เพิ่มยอดขายในการขายกาแฟของคุณให้เพิ่มมากขึ้นอย่างง่ายๆด้วย

    6.การต่อยอดธุรกิจร้านกาแฟบนโลกออนไลน์

    เพื่อให้ธุรกิจร้านกาแฟของคุณนั้นเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เขียนต้องการให้คุณนั้นหันมาทำการต่อยอดธุรกิจร้านกาแฟของคุณบนโลกออนไลน์ด้วยสิครับ เช่นการเปิด IG หรือ FanPage ที่เกี่ยวข้องกับร้านของคุณ เพื่อที่ว่าลูกค้านั้นจะได้สามารถติดต่อและเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับคุณได้อีกด้วย

    7.แนวโน้มธุรกิจร้านกาแฟในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้า

    สำหรับแนวโน้มของธุรกิจร้านกาแฟในอนาคตนั้นผู้เขียนเชื่อว่าจะยังคงเติบโตขึ้นอีกมาก และอีกมาก ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกให้ทราบว่าหากคุณต้องการทำธุรกิจร้านกาแฟวันนี้แล้ว ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นแล้วครับ

    ด้วยเหตุนี้แล้วหากนี่คือธุรกิจที่คุณต้องการหรือมีความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จแล้ว จงไม่ลืมที่จะนำแนวทางง่ายๆในการเกิดร้านกาแฟข้างต้นไปทดลองและทดสอบการใช้งานนะครับ เพราะจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการเพิ่มเงินเข้ากระเป๋าของคุณ และเป็นการสร้างรายได้ให้กับตัวคุณไปในตัวด้วย

error: Content is protected !!