Author: admin

  • วิธีการโปรแกรมจิตเพื่อเป็นเศรษฐีทำได้ง่าย ๆ

    เห็นจากชื่อเรื่องการโปรแกรมจิตแล้ว คิดว่าหลาย ๆ ท่านคงอยากอ่านกัน เพราะเกือบทุกท่านที่เข้ามาในเว็บนี้ ผมเชื่อว่าหลายท่านอยากเป็นเศรษฐี หรือมหาเศรษฐี หรือไม่ถึงกับเป็นเศรษฐีก็ขอให้ร่ำรวยพอสมควร ไม่ยากจน ไม่อัตคัตขัดสนทางการเงิน

    สำหรับท่านที่ไม่อยากรวย แต่อยากประสบความสำเร็จทางอื่น ก็อยากเพิ่งผิดหวังครับ เพราะเคล็ดลับนี้เอาไปใช้ดัดแปลงเพื่อประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง

    วิธีการโปรแกรมจิตเพื่อเป็นเศรษฐีนี้ ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ และได้ผล เคล็ดลับนั้นอยู่ที่การบอกให้จิตใต้สำนึกรู้ว่าเราต้องการอะไร โดยไม่ต้องสนใจว่าจะได้มาอย่างไร (มิใช่ได้มาโดยไม่ชอบนะครับ) จิตใต้สำนึกของเราจะจัดการให้เอง พาเราไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ง่ายจนเหลือเชื่อใช่ไหม

    แล้วจะบอกให้จิตใต้สำนึกรู้ได้อย่างไร ง่ายนิดเดียวครับ ก่อนอื่นต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ต้องอยากจริง ๆ ถ้าอยากไม่จริง ก็ไม่ได้ เขียนออกมาให้ชัดเจน ว่าต้องการอะไร เท่าไร เมื่อใด แล้วท่องออกเสียงด้วยอารมณ์ที่อยากได้จริง ๆ วันละหลาย ๆ ครั้ง แต่ถ้าไม่กล้าท่องออกเสียง ก็อาจท่องในใจก็ได้ แต่อาจจะได้ผลน้อยกว่า ผมเองก็ใช้วิธีท่องในใจ ผมเคยได้ชมรายการโทรทัศน์ มีจิตแพทย์ท่านหนึ่ง กล่าวว่า วิธีโปรแกรมจิตใต้สำนึกวิธีนี้ไม่มีผลเสียใด ๆ ไม่ได้ทำให้บ้า หรือเสียสติแต่ประการใด

    เขียนแล้วโปรแกรมจิตโดยการท่องสิ่งที่เป็นด้านบวก เช่น ถ้าอยากมีฐานะดี ไม่ยากจน ไม่ควรท่องว่า “ฉันจะไม่ยากจน” แต่ควรท่องว่า “ฉันจะรวย” หรือ “ฉันกำลังจะรวย” เพราะถ้าท่องว่า “ฉันจะไม่ยากจน” จิตใต้สำนึกจะเน้นการโปรแกรมจิตเข้าไปที่คำว่า “ยากจน” ส่วนคำว่า “ไม่” ซึ่งเป็นประโยคปฏิเสธ จิตใต้สำนึกจะไม่ได้รับเข้าไปครับ อาจทำให้ยากจนมากกว่าเดิมก็เป็นได้ ฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องระวังไว้นะครับ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตรงจุดนี้

    จิตใต้สำนึกเป็นจิตที่เราไม่รู้ตัวเปรียบดังภูเขาน้ำแข็งส่วนที่จมอยู่ใต้ทะเลซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าส่วนที่โผล่ให้เห็น(จิตสำนึก) หรือเปรียบจิตใต้สำนึกเป็นยักษ์หลับ ถ้าเราปลุกยักษ์หลับให้ตื่นขึ้นมาทำงานให้เราได้ มันก็จะทำงานให้เราตามที่เราต้องการทุกประการ ทั้งในยามที่เราหลับหรือตื่น รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ยักษ์หลับ (จิตใต้สำนึก) มีพลังมหาศาลยิ่งกว่ายักษ์ตื่น (จิตสำนึก) มากมายมหาศาล

    ทำไมเราต้องโปรแกรมจิตใต้สำนึก เพราะจิตใต้สำนึกอาจรับสิ่งผิด ๆ สิ่งที่ไม่ดีเข้าไป โดยไม่รู้ตัว อาทิ คำว่ากล่าว ตักเตือนหรือคำด่า โดยไม่เจตนาที่จะให้คำเหล่านั้นส่งผลในทางลบ แต่เมื่อจิตใต้สำนึกรับเข้าไป มันจะส่งผลให้เป็นไปในทางลบตามคำด่านั้น (เช่น ด่าว่า “แกมันโง่” “แกมันเลว” ก็จะทำให้โง่จริง ๆ หรือเลวจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ผู้ว่ากล่าวตักเตือนหรือด่ามิได้มีเจตนาที่จะให้เป็นไปในทางลบก็ตาม จึงต้องโปรแกรมจิตใต้สำนึกเสียใหม่

    เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าจะเขียนและท่องอะไร ขอยกตัวอย่าง

    “ทุกวันฉันจะดีขึ้นในทุก ๆ ทาง”
    “ฉันจะมีบ้านคอนกรีต 2 ชั้น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง มีโรงรถ 1 หลัง ภายในปี พ.ศ. 2560” เป้าหมายที่กำหนดต้องมีทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ “คอนกรีต 2 ชั้น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง มีโรงรถ” เป็นเชิงคุณภาพ “1 หลัง” เป็นเชิงปริมาณ “ภายในปี พ.ศ. 2560” เป็นเวลาที่กำหนด
    “ฉันจะเป็นคนดี”
    “ฉันจะประสบความสุข ความสำเร็จ”
    “ฉันกำลังจะรวย”
    “ฉันจะมีเงิน 100 ล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2570”
    “ผมจะมีมิตรที่ดี”
    “ผมจะมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข”

    คนส่วนใหญ่อยากรวย แต่ถามว่า เท่าใด เมื่อใด ตอบไม่ได้ จึงไม่รวย หรือรวยช้า เพราะจิตใต้สำนึกไม่รู้แน่ชัดว่าต้องการรวยเท่าใด เมื่อใด จึงไปเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ

    คนจำนวนมากไม่รู้ว่าต้องการอะไรกับชีวิต อยากทำอะไร อยากเป็นอะไร คนเหล่านี้มักปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม มักถูกกระแสสังคมพัดพาไปในทางไม่ดี ถ้ามีเป้าหมายที่ดี ก็คงไม่หลงไปในทางเลว ถ้าถ้าไม่มีเป้าหมาย จะหลงไปทางเลวได้ง่าย อย่างที่เห็นอยู่มากมายในปัจจุบัน เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ฉ้อโกง เกียจคร้าน เล่นการพนัน เล่นหวย ฯลฯ

    หลายท่าน อ่านมาถึงตรงนี้ คงยังไม่เชื่อว่ามันจะเป็นจริงได้หรือ แค่กำหนด เขียนแล้วท่อง ผมเองลองทำดูแล้ว ก็ได้ผลสำเร็จพอสมควร มีสิ่งดี ๆ ที่จะเรียกว่ามหัศจรรย์หลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นกับผม เมื่อต้องการสิ่งใด มักจะมีสิ่งนั้นเข้ามาหาเอง อย่างที่มีผู้กล่าวว่า “โอกาสมีเสมอสำหรับผู้แสวงหา” และมาหาเราเอง แต่ถ้าไม่อยาก ไม่คิด ไม่กำหนด ไม่แสวงหาย่อมไม่เห็นโอกาสแม้มันจะมาอยู่ตรงหน้าก็ตาม ผมคิดว่าวิธีโปรแกรมจิตใต้สำนึกวิธีนี้ง่ายและได้ผล ผมเชื่อมั่นในวิธีการนี้ซึ่งทางพุทธศาสนาก็สอนว่า จิตใจเป็นใหญ่ แต่ไม่ควรโลภจนเกิดไป และควรตั้งอยู่ในศีลธรรม

    ลองดูนะครับ มหาเศรษฐีทั้งหลายก็ใช้วิธีการโปรแกรมจิตทำนองนี้กันทั้งนั้น ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ไม่ลองไม่รู้ครับ

  • วิธีการเป็นนักเขียนให้ประสบความสำเร็จ

    รวยด้วยการเป็นนักเขียน
     

    ไม่ยากถ้าอยากเป็นนักเขียน

    เพื่อนๆ หลายๆ คนอาจจะเคยมีความคิดอยากจะเขียนหนังสือขึ้นมาสักเล่มแบบที่วางขายกันทั่วไป แต่ก็มีคำถามว่าไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไง แบบไหน และเขียนแล้วจะเอาไปขายใคร และเราเป็นเพียงแค่นักเขียนอิสระคนหนึ่ง ยังไม่มีชื่อเสียงอะไร และที่สำคัญงานเขียนหนังสือนั้นจะสามารถทำให้เรารวยได้หรือเปล่า? ถ้าอย่างงั้น ลองอ่านบทความเกี่ยวกับ “รวยด้วยงานเขียน” ในเว็บ Millionaire Academy นี้ดู แล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิดไว้ครับ

    ถ้ามองถึงการทำอาชีพนักเขียนที่ทำหนังสือขาย หลายคนอาจจะมองว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ยากกว่าอาชีพอื่นๆ เนื่องจากต้องมีความรัก มีทักษะ ความชำนาญในการเขียน จึงจะสามารถทำได้ โดยเชื่อว่าเป็นอาชีพเฉพาะทาง แต่ในความเป็นจริง ถ้าเรามองอย่างง่ายๆ ว่า เพียงแค่คุณรู้จริงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และคุณสามารถพูดให้คนทั่วไปฟังแล้วสื่อสารกันเข้าใจได้ คุณก็เพียงเปลี่ยนการเล่าจากการส่งเสียง เปลี่ยนเป็นตัวอักษร จัดองค์ประกอบเนื้อหา เขียนให้คำสะกดให้ถูกต้อง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเขียนหนังสือเป็นเล่มออกมาขายได้แล้ว

    งานเขียนนั้นก็ถือได้ว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยศาสตร์และศิลป์ (บางครั้งคนเขียนหนังสือส่วนใหญ่ออกจะดูติสๆ หน่อยครับ) เราต้องเรียนรู้สองสิ่งนี้ไปควบคู่กัน แต่นอกจากสองสิ่งที่กล่าวมาแล้วนั้น พื้นฐานสำคัญในการเขียนหนังสือก็คือ “การอ่าน” ยิ่งเราได้มีโอกาสอ่านหนังสือมากเท่าไร เราก็สามารถที่จะเขียนได้ดีเท่านั้น เพราะอะไร เพราะเราจะไเด้มีข้อมูลที่กลั่นกรองออกมาที่จะเขียน และการอ่านนี้แหล่ะเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้หลายๆ คนปรารถนาอยากเป็นนักเขียน

    ยกตัวอย่างเช่น พี่จุ้ย (ศุ บุญเลี้ยง) เค้าเป็นนักร้องชื่อดังระดับประเทศที่น้อยคนไม่รู้จัก และในอีกมุมหนึ่งเค้าก็เป็นนักเขียนชื่อดัง ซึ่งก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รวยด้วยงานเขียน จริงๆ ไม่ว่าหนังสือจะออกมากี่เล่มต่อกี่เล่ม ก็มีแฟน ๆ ของเค้าตามซื้อตามอ่านกันจนต้องพิมพ์เพิ่มอีกหลายๆ ครั้ง พี่จุ้ยเคยเขียนบทความไว้ชิ้นหนึ่งที่นิตยสารไรเตอร์ฯ เมื่อนานมาแล้วว่า “นักเขียนไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนเขียนเก่ง แต่จำเป็นจะต้องเป็นนักอ่านที่ดี” เพียงเท่านี้ก็พอจะมองภาพรวมในการเป็นนักเขียนออกแล้วว่าการอ่านนั้นมีประโยชน์มากมายขนาดไหน

    แล้วขั้นแรกเราจะต้องเริ่มอย่างไรละ? โดยพื้นฐานของนักเขียนเกือบจะทุกคนนั้นมักจะมีนิสัยที่ชอบเขียน และชอบจดบันทึกอยู่แล้วเวลาไปเจอเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต หรือท่องเที่ยวเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ อาจจะเขียนทุกวันหรือเขียนวันเว้นวัน หรือตามที่ใจอยากเขียนก็แล้วแต่ แต่อย่างไงก็ต้องเขียน ถ้าใครอยากเป็นนักเขียนอย่าละเลยกับการเขียนบันทึกประจำวันเสียละครับ เพราะการเขียนบันทึกประจำวันนั้นนอกจากจะทำให้เราฝึกเขียนแล้ว ยังฝึกให้เราสามารถจดจำสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย และตรงนี้นี่เองเมื่อเวลาผ่านไป หากเราจะหาข้อมูลหรืออยากจะหาเรื่องมาเขียน ไม่ว่ากำลังเขียนอะไรอยู่ เราสามารถย้อนกลับมาอ่านสิ่งที่เราเขียนบันทึกเอาไว้เป็นไอเดีย หรือเนื้อเรื่องประกอบการเขียนได้

    อาชีพไหนเหมาะแก่การเขียนหนังสือขาย

    หลายคนอาจตั้งคำถามอีกว่า แล้วจะเขียนเรื่องอะไร หรือออกตัวก่อนว่าเขียนไม่เป็นหรอก นิยาย เรื่องสั้น บทละคร ซึ่งจริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลยครับ งานประจำที่คุณทำอยู่ เช่น ครู ทหาร ตำรวจ หมอ พยาบาล พนักงานธนาคาร พนักงานบริษัท คนงานโรงงาน คนรับจ้างทั่วไป เกษตรกร และอาชีพอื่นๆ คุณสามารถเอาอาชีพของคุณนั้น มาเขียนหนังสือเพื่อสร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้ทั้งนั้น

    เช่น ถ้าคุณเป็นพนักงานบริษัทแผนกบุคคล คุณก็สามารถเขียนเรื่องเทคนิคการสมัคร และสอบสัมภาษณ์ได้ หรือถ้าคุณทำสวน ทำไร่ คุณก็สามารถเอาเคล็ดลับ เช่น วิธีการปลูกพืช การเพิ่มผลผลิตให้ดก การใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ หรือถ้าคุณทำอาชีพอสังหาริมทรัพย์ คุณก็เอาประสบการณ์มาเขียนเล่าเรื่องเทคนิคต่างๆ เช่น การเลือกทำเล การหาผู้รับเหมา การตรวจงาน หรืออีกตัวอย่างที่กำลังฮอตฮิตในตลาดหนังสือขณะนี้ คือถ้าคุณเป็นนักลงทุน คุณก็เอาเทคนิคการลงทุนมาเขียนได้ หนังสือขายดีในร้านหนังสือขนาดใหญ่ ล้วนเป็นหนังสือแนวประเภทนี้ทั้งนั้น ยิ่งเกิดจากประสบการณ์ที่ในสายงานนั้นๆ หรือในเรื่องราวนั้นๆ ยิ่งจะมีคนติดตามอ่านมาก

    เพียงคุณรู้เคล็ดลับ หรือเทคนิคบางประการว่า ก่อนที่จะเขียนหนังสือ คุณแค่ลองตั้งคำถามกับตัวคุณก่อนว่า เขียนเพื่อให้ใครอ่าน ทำไมเขาถึงต้องการอ่านเรื่องที่คุณเขียน ถ้าคุณตอบโจทย์ทั้ง 2 ข้อนี้ได้ชัดเจนในสาระสำคัญ เพียงแค่ปรับการดำเนินเรื่องให้กลุ่มคนอ่านที่คุณประเมิน หรือวิเคราะห์จากหลักการทั้งสองประการข้างต้น ให้เขียนออกมาให้น่าอ่าน ให้น่าสนใจ เพียงเท่านี้หนังสือของคุณก็สามารถโลดแล่นอยู่ในชั้นวางหนังสือ หรืออาจขึ้นชั้นหนังสือขายดีก็ได้ใครจะไปรู้ ถึงตรงนี้ สรุปได้เลยว่า ทุกสาขาอาชีพสามารถเอาความรู้ และประสบการณ์มาเขียนเป็นหนังสือได้ทั้งนั้น

    คุณสมบัติที่นักเขียนควรมี

    ถ้าคุณต้องการสร้างรายได้จากการเขียนหนังสือขาย เป็นช่องทางเป็นรายได้เสริม หรือต้องการที่จะพัฒนาเป็นรายได้ประจำในอนาคต คุณสมบัติหลัก และสำคัญมากที่นักเขียนต้องมีก็คือ ชอบบันทึก ค้นคว้า สังเกต วิเคราะห์ และชอบอ่าน นอกจากนั้น คุณสมบัติที่เรียกว่ามีความเป็นมืออาชีพ คุณต้องมีไหวพริบในการมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เพราะงานเขียนของคุณจะมีเสน่ห์มาก ถ้าคุณเขียนเรื่องธรรมดาๆ ในสิ่งที่ทุกคนมองข้าม หรือไม่ฉุกคิด ออกมานำเสนอได้ เรื่องแบบนี้โดยธรรมชาติผู้คนทั่วไปส่วนใหญ่จะชอบกัน เพราะใกล้ตัวแต่ลืมคิด

    คุณสมบัติเด่นๆ ที่ควรเตรียมตัวกับการเป็นนักเขียน คือ ควรพกสมุด ปากกา อยู่ใกล้มือตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่เจอประเด็นที่น่าสนใจ หรือไอเดียที่น่าวนใจ ก็ให้รีบจดบันทึกทันที เพราะถ้าปล่อยให้เนิ่นนานไปเราจะลืมเสียก่อน หรือเห็นชีวิตผู้คนนึกอะไรดีๆ ก็บันทึกเอาไว้ เข้าประชุมงานแล้วมีเรื่องน่าสนใจ ก็จดเอาไว้ เข้าไปในโลก Social Network แล้วมีเรื่องน่าสนใจ ก็จดเอาไว้ หรือแม้กระทั่งอ่านหนังสือ แล้วเจอประโยคเด็ดๆ ก็ควรจดเอาไว้ เพื่อไปประยุกต์ใช้ในงานเขียนของเรา หรือเอาไปต่อยอดกับงานเขียนของเรา

    ในโลกที่เทคโนโลยีล้ำสมัยบางครั้งโทรศัพท์มือถือของเราก็อาจทำหน้าที่แทนสมุด และปากกาได้ ทั้งถ่ายภาพ จดบันทึก หรือบันทึกเสียง เก็บไว้ได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ที่เราจะพลิกแพลงใช้ประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เช่นกัน

    สรุปนะครับว่าการเขียนบันทึกประจำวันนั้นมันไม่ได้เป็นการสูญเสียเวลาในชีวิตไปเปล่าๆ เลย ตรงกันข้ามกลับเป็นการฝึกเขียนชั้นดีเลยหล่ะครับ เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่ในหัวออกมาแปรเป็นตัวหนังสือ อาจจะลองเขียนแบบทำเป็นไดอารี่ออนไลน์ก็ได้ครับ หรือทำเป็น blog ที่ bloggang.com หรือที่ oknation.nationtv.tv/blog ก็ได้ เป็นการพิสูจน์ฝีมือในการเขียน โดยวัดจากผู้ที่ติดตามอ่านไดอารี่ออนไลน์ของเรา บางคนเขียนไดอารี่เล่นๆ แต่ปรากฎว่ามีคนเข้ามาอ่านมาก จนกระทั่งมีโฆษณามาขอลง ซึ่งบางคนก็สร้างเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากงานเขียนนี้ไป

    ครับ ก็ไม่ยากนะครับ ถ้าจะเริ่มต้นฝึกฝนงานเขียน ถ้าอยากเริ่ม ต้องลองดูเสียตั้งแต่วันนี้ครับ เวลาไม่เคยรอใครครับ

    ประเภทของงานเขียนมีอะไรบ้าง

    เมื่อเราเรียนรู้การเริ่มต้นที่จะเป็นนักเขียนแล้ว ขั้นต่อไปเราต้องเรียนรู้ก่อนว่าประเภทของงานเขียนนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นเรียกว่าอะไร และจะทำให้เรารู้ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งว่าเราถนัดอะไร

    มีนักเขียนหลายคนที่สามารถเขียนงานได้หลายประเภท ซึ่งนักเขียนเหล่านั้นมีความชำนาญกับการใช้ภาษาเป็นอย่างมาก เช่น ประชาคม ลุนาชัย นักเขียนอีกคนหนึ่งที่สามารถรวยด้วยงานเขียนของตน จากการเขียนหนังสือหลายแนว ทั้งเรื่องสั้น บทกวี นิยาย สารคดี บทความ และอัตชีวประวัติ

    ถ้าถามว่านักเขียนทั่วไปทำได้ไหม? ตอบได้ง่ายๆ เลยว่า ทำได้ ถ้าเราเรียนรู้ที่จะใช้ภาษามากพอ เคยมีคนถามนักต่อนักว่า งานเขียนประเภทไหนเขียนง่ายที่สุด ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะงานเขียนแต่ละประเภทก็มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภท คือ

    งานเขียนเรื่องสั้น เรื่องสั้นนั้นเป็นงานเขียน ที่นักเขียนหลายคนใช้เป็นก้าวแรกของการเป็นนักเขียน เพราะสั้นกระชับ วางพล๊อต หรือโครงเรื่องได้ง่ายกว่าแบบอื่น ทำให้สามารถควบคุมตัวละคร โครงเรื่อง แก่นเรื่องได้ง่าย

    งานเขียนนิยาย หรือนวนิยาย เป็นงานเขียนที่ยาว ต้องใช้เวลา และพลังในการเขียนค่อนข้างมาก ที่สำคัญต้องรู้จักที่จะวางพล๊อตเรื่อง หรือโครงเรื่องที่รัดกุมไม่ให้หลุดจากกรอบ หรือถึงหลุดจากกรอบ ก็สามารถควบคุมมันได้ ไม่ให้ไปไกลเกินกว่าที่วางพล๊อตไว้ตั้งแต่แรก

    งานเขียนบทกวี หรือบทกลอน จัดเป็นงานเขียนที่เรียกว่าง่ายก็ได้ หรือยากก็ได้ เพราะกลอน หรือกวีนั้นแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ กลอนเปล่า และกลอนฉันทลักษณ์ กลอนเปล่านั้นเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะไม่ต้องเกรง หรือกังวัลกับสัมผัสตามแบบแผนแบบกลอนฉันทลักษ์ที่เคยเล่าเรียนมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ต้องมีความชำนาญการใช้ภาษาคือ ต้องกระชับ รัดกุม

    งานเขียนบทความ,สารคดี,อัตชีวประวัติ งานเขียนทั้งสามประเภทนี้ เป็นงานเขียนที่นอกจากจะต้องใช้ความชำนาญในการใช้ภาษาแล้ว ยังต้องรู้จริงในสิ่งที่เขียนด้วย งานเขียนทั้งสามประเภทนี้ เป็นงานเขียนที่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งต่างจากงานเขียนข้อข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว

    นอกจากงานเขียนที่กล่าวมาแล้วนั้น แต่ละประเภทยังสามารถแยกย่อยลงไปได้อีก แต่ในเบื้องต้นยังไม่มีความจำเป็นต้องรู้ลึกเช่นนั้น เพียงแต่รู้ว่าหลักใหญ่ๆ ของประเภทงานเขียนนั้นมีอะไรบ้าง การชำนาญในการใช้ภาษานั้น สามารถทำให้เราเขียนงานได้หลายอย่าง และเมื่อเราชำนาญแล้ว เราก็สามารถรวยด้วยงานเขียนได้ไม่ต่างกับนักเขียนดังๆ เลย

    คำแนะนำในการเป็นนักเขียน

    สุจิปุลิ หัวใจของการเขียน

    คุณประภัสสร เสวิกุล นักเขียนอีกท่านที่รวยด้วยงานเขียน งานเขียนของท่านที่รู้จักกันดี คือ เวลาในขวดแก้ว,ลอดลายมังกร ฯลฯ นั้น ท่านเคยกล่าวไว้ว่า หัวใจหลักของการเป็นนักเขียนนั้น คือ สุ จิ ปุ ลิ คำทั้ง 4 คำนี้หมายถึง

    สุ ย่อมาจาก สุตตะ แปลว่า การฟัง
    จิ ย่อมาจาก จิตตะ แปลว่า การคิด
    ปุ ย่อมาจาก ปุจฉา แปลว่า การถาม
    ลิ ย่อมาจาก ลิขิต แปลว่า การเขียน

    กล่าวโดยสรุปแล้วคือ การจะเป็นนักเขียนที่ดีให้ได้นั้นต้องเป็นนักทั้ง 4 ที่ดีคือ นักฟังที่ดี ต้องตั้งใจฟังในสิ่งที่คนอื่นพูด เพราะการฟังมากก็ไม่ต่างกับการอ่าน แถมมีประโยชน์ต่องานเขียนเราเสียอีก มีประโยชน์อย่างไร? มีประโยชน์ตรงที่เราได้รับรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ เราได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสิ่งที่คนอื่นพบเจอมา (ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเท็จจริงหรือไม่ก็ตาม เพราะแน่นอนเมื่อฟังแล้วเราจะต้องไปสังเคาระห์กรองเอาความจริงเท็จออกจากกัน)

    นักคิดที่ดี ต้องคิดวิเคาะห์แยกแยะสิ่งที่ฟังนั้นออกมา กลั่นกรองว่าอะไรเป็นอะไรจริง ลวง เท็จ เราต้องแยกแยะออกให้ได้ ซึ่งตรงนี้ต่อไปจะเข้าสู่กระบวนการคิดพล๊อตเรื่อง ซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไปอีกที

    นักถามที่ดี แน่นอนสิ่งที่ได้ฟังมานั้น หลายสิ่งหลายอย่างเราไม่เคยพบเจอเลย เมื่อเราสงสัยในสิ่งนั้นๆ ควรจะถาม เพื่อให้รู้แจ้งในสิ่งที่ฟัง และการเป็นนักถามที่ดีนั้น มีประโยชน์ต่องานเขียนประเภทเขียนสารคดี เขียนบทความ หรือเขียนชีวประวัติบุคคล เพราะเราสามารถฝึกการตั้งคำถามที่ดี ที่ตรงจุด ที่ตรงประเด็นได้ นักเขียนที่ดี อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อเราผ่านทั้งสามคำมาเราก็เอามาเขียน ไม่ว่าจะเขียนบันทึก หรือสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ

    นักเขียนที่รวยด้วยงานเขียนหลายคนนั้นมีคำ 4 คำนี้คือ สุ จิ ปุ ลิ อยู่ในใจและใช้อยู่ในชีวิตประจำวันเสมอ ถ้าหากอยากจะเป็นนักเขียนที่ดีต้องเอาคำ 4 คำนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันครับ

    จินตนาการคือสิ่งสำคัญที่สุด

    นอกจากสำนวนของนักเขียนที่เคยกล่าวไปแล้วว่าทำให้ผู้อ่านติดใจจนซื้อหาหนังสือของนักเขียนนั้นๆ มาอ่าน จนนักเขียนคนนั้นรวยด้วยงานเขียน ซึ่งสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือ “จินตนาการ” ซึ่งจินตนาการนี้ละที่เป็นบ่อเกิดโครงเรื่องต่างๆ ตัวละครต่างๆ ที่โลดแล่นอยู่ในบรรณพิภพ จินตนาการกับงานเขียนนั้นเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง สำคัญมากกว่าความรู้เสียอีก ดั่งเช่นที่นักฟิสิกส์ทฤษฎี ชาวเยอรมันนี เจ้าของรางวัลเบล พ.ศ. 2464 นามว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าววว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”

    เมื่อจินตนาการสำคัญเพียงนี้เราจะหาจินตนาการได้จากที่ใด อันที่จริงจินตนาการนั้นมีอยู่รอบๆ ตัวเรานั้นเอง เราต้องฝึกมองเห็นอย่างที่คนอื่นไม่เคยเห็น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเดินไปถนนเห็นคนชรานั่งขอทานริมถนน เราจะต้องไม่คิดว่านั้นเป็นเพียงขอทานชราคนหนึ่งเท่านั้น แต่เราจะต้องเอาขอทานชรานั้นมาผูกเป็นเรื่อง โดยอาศัยจินตนาการของเราเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน ให้เป็นเรื่องเป็นราว อาจจะให้ขอทานนั้นเมื่อก่อนเป็นคนรวยแต่ติดการพนันจนล้มละลาย ลูกเต้าเลยไม่เหลียวแล เพราะแค้นที่ขอทานคนนั้นเอาแต่เล่นการพนันไม่สนใจคนในบ้าน สุดท้ายเลยต้องมานั่งขอทาน อะไรทำนองนี้

    เห็นไหมเพียงขอทานริมถนนคนหนึ่งซึ่งคนอื่นๆ อาจจะเห็นเพียงแค่ขอทานลูกหลานไม่มี แต่เมื่อเราเอาจินตนาการของเราใส่เข้าไปผูกโยงเป็นเรื่อง ก็จะได้เรื่องๆ หนึ่งขึ้นมา

    นักเขียนดังๆ หลายคนนั้นเป็นคนที่มีจินตนาการสูง เพราะพวกเขามองไม่เหมือนคนทั่วไป มองอะไรแต่ละอย่างก็ผูกเป็นเรื่องเป็นราวได้ร้อยแปด แล้วเขียนมันออกมา สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่อยากให้ฝึกไว้คือ พยายามสังเกตหรือมองสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว เก็บเกี่ยวรายละเอียดต่างๆ เอาไว้ในใจ หรือจดบันทึกเอาไว้ เพราะสิ่งเหล่านี้นั้นมันจะช่วยงานเขียนของเราในอนาคตได้ ยามเมื่อเราจะเขียนถึงมัน สิ่งดังกล่าวที่กล่าวมานั้นเป็นองค์สำคัญในการเขียนหนังสือ เพราะหากยากจะ รวยด้วยงานเขียน แล้วจะต้องหมั่นฝึกฝนอยู่เสมอ

    แรงบันดาลใจในการเขียนผลงาน

    นักเขียนหลายๆ คนไม่ว่าคนนั้นจะเป็นนักเขียนที่มีชื่อหรือมีชื่อเสียงน้อย ก็ล้วนแต่เคยไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเขียนด้วยกันทั้งสิ้น การไร้แรงบันดาลใจนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เหมือนมนุษย์เรานั้นละ ทำอะไรไปนาน ๆ ก็รู้สึกเบื่อ เมื้อยล้าบ้าง ฉะนั้นการหาแรงบันดาลใจนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อเราคิดจะเขียนอะไรแล้วอยู่ๆ ไม่มีแรงบันดาลใจเขียนขึ้นมาดื้อ ๆ ลองหยุดเขียนดูซักพัก ทางที่ดีที่สุดคือการออกท่องเที่ยว “การเดินทางเป็นหนทางของนักเขียน” นักเขียนต้องเดินทางอยู่เสมอ ไม่ว่าการเดินทางนั้นใกล้หรือไกล เดินทางไปหาสิ่งใหม่ๆ หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ แต่ระหว่างเดินทางนั้นอย่าเพิ่งไปคิดว่าจะเขียน ให้หยุดพักเรื่องการเขียนไว้ชั่วคราว อย่าไปคิดถึงมัน ปล่อยมันไว้เลยได้เป็นดี แล้วเราจะพบว่าระหว่างทางนั้นเราอาจจะพบเจอสิ่งอะไรใหม่ ๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เราเขียนต่อก็เป็นได้

    อีกวิธีหนึ่งเมื่อเราเขียนหนังสือหรือเรื่องอะไรซักเรื่องที่ยังไม่จบ แล้วหมดแรงบันดาลใจเสียดื้อๆ ให้เราหยุดเขียนเรื่องนั้นไปเลย ลองหันไปเขียนเรื่องอื่นๆ ดู แล้วค่อยกลับมาเขียนเรื่องเดิมที่เขียนค้างไว้ไม่จบก็ได้

    นักเขียนที่รวยด้วยงานเขียน หลายท่านก็ใช้วิธีนี้ นวนิยายบางเรื่องกว่าจะเขียนจบก็ใช้เวลาเป็นแรมปี เพราะเหตุผลเดียวกันนี้คือ ไม่มีแรงบันดาลใจเขียนต่อ จึงหยุดไปทำอย่างอื่นก่อน แล้วกลับมาเขียนใหม่ อย่าไปกลัวว่าจะทำไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรพล๊อตก็อยู่กับเรา ตัวละครที่เราสร้างขึ้นมาก็ยังอยู่กับเรา ไม่แน่ช่วงที่หยุดไปนั้นอาจจะได้ตัวละคร หรือสร้างพล๊อตใหม่ที่ต่อเนื่องจากเรื่องเดิมที่ดีก็อาจจะเป็นได้

    อยากเก่งต้องกล้าเขียน

    หลายคนที่ฝันอยากจะเป็นนักเขียน แต่ไม่ลงมือเขียนซักทีก็คงต้องบอกว่า ก็คงได้แต่ “ฝัน” ไปวันๆ นั้นล่ะครับ และไม่เพียงแต่การเขียนหนังสือเท่านั้น อะไรก็ตามถ้าเราอยากเป็นอยากจะทำแล้ว แต่ยังไม่กล้าที่จะลงมือทำ ก็คงไม่มีพระเจ้าที่ไหนมาบันดาลให้ฝันเป็นจริงได้หรอกครับ นอกจากตัวเราเอง ฉะนั้นการลงมือเขียนเสียแต่เดี๋ยวนี้คือ สิ่งแรกที่คนอยากเป็นนักเขียนควรทำครับ

    และเมื่อเราเขียนออกมาแล้ว เราจะต้องกล้าที่จะให้คนอื่นๆ อ่านผลงานของเรา และเราต้องกล้าที่จะยอมรับคำวิจารย์จากคนอ่าน พูดง่าย ๆ ก็คือต้องมีใจกว้างนั้นเอง ไม่ว่าคนอ่านคนนั้นจะเป็นพี่เรา น้องเรา เพื่อนเรา หรือแม้กระทั้งพ่อแม่ของเราเอง เพราะคำวิจารย์เหล่านั้นเป็นเสมือนกระจกเงาของงานเขียนของเรา ถ้อยคำวิจารย์นั้นเราสามารถนำมาปรับปรุงงานเขียนของเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

    ไม่มีนักเขียนที่ประสบความสำเร็จคนไหนที่ไม่เคยผ่านการวิจารณ์งานเขียนมา นักเขียนหลายๆ คน ที่ดังๆ สามารถสร้างรายได้ รวยจากงานเขียน ก็เคยผ่านการวิจารณ์งานเขียนมาทั้งสิ้น ท่านเหล่านี้โน้มรับคำวิจารย์อย่างยินดี ก่อนจะนำมาวิเคราะห์ปรับปรุงในชิ้นงานของตน

    แต่ถ้าหากคุณอายที่จะส่งงานของตนให้คนรอบตัวอ่านแล้วละก็ สมัยนี้โลกทางอินเตอร์เน็ทนั้นสามารถทำให้เราเผยแพร่งานเขียนของเราให้คนอื่นๆ อ่านได้อย่างสบายๆ มีเว็บไซต์มากมายที่เราสามารถนำเอางานเขียนของตัวเองไปลงให้คนอื่นอ่าน และมาวิจารย์งานของเรา และก็มีนักเขียนอีกมากมายเช่นกันที่ รวยด้วยงานเขียนของตนจากการนำผลงานของตนมาเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ท แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นการเป็นนักเขียนนั้นจะต้องมีใจเป็นกลาง ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และยอมรับที่จะรับฟังคำวิจารย์ ไม่ว่าคำวิจารย์นั้นจะดีหรือร้ายก็ตาม การจะเป็นนักเขียนนั้นต้องกล้า กล้าที่จะเขียน

  • เทคนิคการเจรจาต่อรองเงินเดือน

    หากย้อนไปประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว การได้รับเงินเดือนสมัยก่อนสำหรับคนที่จบปริญญาตรี แต่ละบริษัทจะสตาร์ทเงินเดือนเพียงแค่ประมาณ 7,500 บาท เท่านั้น และกว่าจะไต่เต้า หรือรอเวลาเพื่อให้เจ้านายขึ้นเงินเดือนในแต่ละปี ก็ดูเหมือนเป็นการรอคอยที่แสนยาวนาน หรือบางทีก็ไม่ขึ้นเงินเดือนให้ ซึ่งถือว่าต่างจากสมัยนี้ที่เริ่มสตาร์ทด้วยเงินเดือน 15,000 นั่นอาจเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิต รวมถึงค่าครองชีพต่างๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะค่าอาหารการกิน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ที่มีราคาสูงขึ้นตามยุคเศรษฐกิจนั่นเอง

    เหตุผลที่ทำให้หลายๆ คนอยากขึ้นเงินเดือนกับบริษัทเก่า

    เพราะพนักงานรุ่นเก่าที่เริ่มสตาร์ทจากเงินเดือนน้อยๆ แม้จะมีวุฒิถึงระดับปริญญาตรี ซึ่งกว่าจะทำงานมาจนถึงเงินเดือนที่เทียบเท่ากับการสาตาร์ทของเงินเดือนของเด็กเพิ่งจบสมัยนี้ เชื่อว่ามีหลายคนคงแอบน้อยใจกันบ้าง ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งหตุผลที่ทำให้พนักงานรุ่นก่อนๆ อยากจะให้เจ้านายเพิ่มเงินเดือนขึ้นบ้าง เพราะที่ผ่านมาก็ถือว่าทำงานเต็มที่ แถมบางปีเจอเศรษฐกิจแตกเป็นฟองสบู่ ทำให้อดได้โบนัสรายปีอีกต่างหาก แต่เพื่อความก้าวหน้า และการขึ้นเงินเดือนในอนาคต ทำให้ต้องตัดสินใจอยู่ และบางคนที่อายุมากแล้ว ไม่อยากเริ่มงานที่อื่นก็จึงต้องอยู่ที่เดิมต่อไป แม้จะได้เงินน้อยก็ตาม แต่ในใจก็ยังแอบหวังเล็กๆ ที่เจ้านายอาจจะขึ้นเงินเดือนให้บ้าง

    เหตุผลที่ทำให้พนักงานออกไปหางานใหม่เพื่อเพิ่มเงินเดือน

    เพราะบางคนที่ทำงานในบริษัทเดิมมานาน และไม่มีทีท่าว่า เจ้านายจะขึ้นเงินเดือนให้ แถมยังรับเด็กใหม่เข้ามาโดยให้เงินเดือนมากกว่า หรือเทียบเท่ากับตัวเองอีก ทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะเช่นนี้เกิดอาการน้อยใจ และคิดว่าตัวเองก็มีความสามารถพอเพียง บวกกับประสบการณ์ในการทำงานมานาน ซึ่งอาจจะเป็นการดีหากไปอยู่บริษัทอื่น เพื่อทำการเพิ่มเงินเดือน แม้จะยังไม่ลาออกโดยตรง แต่ก็คงจะลา และแอบไปสมัครงาน หรือสัมภาษณ์ที่อื่นนั่นเอง แต่เชื่อว่าก่อนที่จะตัดสินใจจะลาออกไปสมัครงานที่อื่นนั้น อาจจะมีการต่อรองเงินเดือน หรือทำการเจรจากับเจ้านาย เพื่อเป็นส่วนที่อาจจะทำให้เกิดการตัดสินใจเร็วขึ้น ซึ่งการต่อรองเงินเดือนกับเจ้านายถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างหนึ่ง เพราะเปรียบเสมือนการยื่นคำขาด ซึ่งหากทางเจ้านายยินดีก็ถือว่าเป็นโชคดีของคุณไป แต่หากถูกปัด หรือปฏิเสธ ก็เชื่อว่าคงจะต้องรีบทำให้คุณหาทางไปที่อื่นแน่นอน

    สมัครงานใหม่กับเทคนิคการต่อรองเงินเดือน

    เมื่อต้องไปสมัครที่ใหม่ และต้องการได้เงินเดือนตามที่ต้องการ ก็อาจจะเขียนช่องเงินเดือนที่ต้องการ เพื่อเป็นการวัดดวงไปเลยว่า ทางบริษัทนั้นจะเรียกสัมภาษณ์หรือเปล่า เพราะบางแห่งหากเรียกเงินเดือนสูงเกินไป เค้าก็จะดูจากประสบการณ์การทำงาน หรืออาจจไม่รับพิจารณาเลยก็ได้ การได้รับเงินเดือนตามที่ตัวเองตั้งใจ ถือเป็นสิ่งที่ควรคาดหวังอย่างหนึ่ง และหากคุณมีความมั่นใจที่ต้องการจะได้เงินเดือนตามที่ขอนั้น คุณจะต้องรู้ว่าตัวคุณมีความสามารถแค่ไหน เหมาะกับเงินเดือนที่คุณเสนอไปหรือไม่ ซึ่งอาจเขียนความสามารถเด่นๆ ในใบสมัคร เพื่อที่จะให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความสนใจในตัวคุณ จะช่วยทำให้การเจรจาง่ายขึ้น

    หลักการพูดเจรจาต่อรองเงินเดือน

    เมื่อข้อมูลของคุณพร้อมแล้ว ในช่วงสัมภาษณ์ที่ถูกยื่นข้อเสนอให้ได้รับเงินเดือนที่ต่ำกว่า คุณจะต้องมีเทคนิคในการพูดเพื่อให้ทางบริษัทเข้าใจว่า เหตุใด และทำไมคุณถึงต้องได้เงินตามที่คุณเสนอไป อย่างการพูดว่า ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจระดับเงินเดือนตำแหน่งนี้ และจากประสบการณ์การทำงาน อัตราเงินเดือนจะอยู่ในระดับที่ขอ และคิดว่าเงินเดือนที่ทางบริษัทเสนอมานั้นค่อนข้างน้อยไปนิด แต่ด้วยความสามารถ และประสบการณ์ เงินเดือนในระดับที่เสนอนี้น่าจะเหมาะสมมากกว่า

    มีใจกล้าที่จะต่อรองเงินเดือน

    ไม่ต้องกลัว หรือรู้สึกไม่ดี หากต้องเจรจาต่อรองเรื่องเงินเดือน เพราะผู้สมัครงานหลายคน มักจะทำลายโอกาสของตนด้วยการไม่ยืนหยัดรักษาสิทธิ์ที่ตัวเองพึงจะได้ ลองคิดดูว่าพูดแบบไหนจึงจะได้ตามที่คุณต้องการ วิธีต่อรองเงินเดือนที่แสดงถึงความมั่นใจ และความกล้า จะทำให้คุณดูดีกว่าคนที่กล้าๆ กลัวๆ ซึงการเจราต่อรองเงินเดือนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ด้วยวิธีการพูดที่ดี จะทำให้คุณได้ในสิ่งที่คาดหวัง หรืออย่างน้อยก็ได้มากกว่าที่คุณไม่ต่อรองอะไรเลย แต่ก่อนจะเจรจาต่อรองเงินเดือน ควรสอบถามเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจนก่อน เพื่อให้แน่ใจว่า อัตราเงินเดือนที่คุณต้องการนั้น เหมาะสมกับหน้าที่ที่คุณต้องรับผิดชอบแค่ไหน

    เทคนิคการต่อรองเงินเดือน

    การต่อรองเงินเดือน ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำหรับผู้ที่กำลังหางาน คือ การเจรจาต่อรองเงินเดือนนั้น ถือว่าขั้นตอนนี้มีความสำคัญตรงที่ผู้หางาน จะต้องโน้มน้าวใจให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าคุณมีความสามารถมากพอที่จะได้รับค่าตอบแทนตามที่คาดหวัง แต่ส่วนใหญ่ผู้หางานมักเป็นกังวลที่จะต่อรองอย่างมั่นใจ นอกจากความสามารถ และประสบการณ์ที่คุณมีแล้ว คุณคิดว่าทางบริษัทยังต้องการอะไรอีกบ้างในการเจรจาต่อรองเงินเดือน การเรียกเงินเดือนที่เหมาะสม ควรอ้างอิงจากอัตราเงินเดือนโดยเฉลี่ยตามราคาตลาด ซึ่งเมื่อได้ข้อมูล คุณก็จะทราบว่างานที่คุณสมัครนั้นจะได้รับค่าตอบแทนในระดับใด และอย่าเพิ่งพูดถึงเงินเดือนจนกว่าจะได้พูดคุยเรื่องคุณสมบัติของคุณให้เรียบร้อยเสียก่อน และหากทางผู้ประกอบการได้ทราบแล้วว่าคุณคือคนที่ใช่หรือ เหมาะสมกับงานดังกล่าว คุณจึงจะอยู่ในฐานะที่จะเรียกเงินเดือนตามที่คาดหวังไว้ได้

    หากบริษัทเสนอเงินเดือนให้คุณน้อยกว่าที่คุณคาดหวังไว้ อย่าลังเลที่จะต่อรองจากผลการทำงานในอนาคตของคุณ เพราะหากผลงานของคุณที่อยู่ในช่วงทดลองงานเป็นที่น่าพอใจ บริษัทสามารถเพิ่มเงินเดือนตามที่คุณเรียกได้หรือไม่ ซึ่งอาจบอกผู้ประกอบการให้เข้าใจว่าคุณยอมรับเงินเดือนต่ำกว่าที่คาดหวัง เพราะเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่จะพิสูจน์คุณค่าของคุณ และมีความเหมาะสมที่จะได้รับเงินเดือนมากกว่าที่บริษัทเสนอให้ในครั้งแรก ที่สำคัญ การแต่งกายให้สุภาพดูดี และการวางตัวที่เหมาะสม และมีความมั่นใจในคุณค่าของตนเอง สิ่งเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับคุณได้มากขึ้น

  • วิธีขายคอมพิวเตอร์มือสองให้ประสบความสำเร็จ

    แนวทาง

    ปัจจุบันการทำงานให้สำเร็จลุล่วงให้ทันสมัยสวยงาม ต่างต้องใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการทำงานทั้งสิ้น เช่นเราจะเห็นว่างานต่าง ๆ อาทิ งานบัญชีในสำนักงาน งานคิดต้นทุน และตั้งราคาสินค้า การบริหารงานต่าง ๆ จนถึงการทำการบ้านของเด็กสมัยปัจจุบัน ที่ต่างมีวิถีการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป ทุกสถาบันต่างต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์เป็นหลักเลยก็ว่าได้ ซึ่งคอมพิวเตอร์หลาย ๆ ขนาด ต่างมีคุณสมบัติ หลากหลาย และมีให้คุณเลือกมากมาย แต่ปัญหาคือราคาเครื่องใหม่ ถึงแม้อย่างถูกที่สุดแล้วก็ยังแพงสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ความแพร่หลายในการใช้จึงยังอยู่ในวงจำกัดกว่าที่ควรจะเป็น

    ดังนั้นร้านขายคอมพิวเตอร์มือสอง ตลาดยังสดใส และยังไปได้ดี เพราะแนวโน้มเกี่ยวกับธุรกิจที่นับวันจะยิ่งต้องการคอมพิวเตอร์มากขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังได้ช่วยผู้ที่มีเครื่องอยู่แล้ว แต่ต้องการเปลี่ยนเครื่องที่ใหญ่ขึ้น ดีขึ้น ตามลักษณะธรรมชาติของคนชอบของเทคนิคเกือบทุกชนิดด้วย แน่นอนผู้ที่มีเครื่องอยู่แล้ว อาจนำไปแลกซื้อของใหม่ได้ แต่บริษัทอาจกดราคา หรือรับแลกซื้อเฉพาะเครื่องยี่ห้อจำเพาะที่เขาขายอยู่ จึงไม่สะดวกแก่ลูกค้าที่ด้องการเปลี่ยนยี่ห้อ ตรงนี้ก็เปีนจุดขายของร้านขายคอมพิวเตอร์มือสองของคุณด้วยเช่นกัน

    ตลาดกลุ่มเป้าหมาย

    เป้าหมายหลักน่าจะได้แก่ผู้เริ่มซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรก และมีงบประมาณจำกัด หรือผู้ที่อยากจะซื้อเพื่อให้ตนเอง หรือพนักงานของตนคุ้นเคยก่อน นอกจากนั้นอาจจะเป็นนักเรียนที่เรียนในแขนงที่เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์ รวมทั้งโรงเรียนฝึกสอนคอมพิวเตอร์ด้วยก็ได้ ถ้ายิ่งคุณเสริมบริการ เงินผ่อนผนวกเข้าไปด้วยสำหรับบริการสถาบันการศึกษาก็อาจขยายลูกค้าไต้กว้างขวางขนไปอีก ทำนองเดียวกับสถาบันฝึกสอนพิมพ์ดีดในสมัยแรก ๆ

    และตลาดต่างจังหวัดก็น่าจะเป็นเป้าหมายที่ดี เพราะหลายโรงเรียนในต่างจังหวัดที่มีทุนก็มีมากเช่นกัน หรือธุรกิจร้านขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยากได้คอมพิวเตอร์ก็มีเยอะ แต่ยังไม่อยากลงทุนที่เริ่มด้นสูง อีกประการหนึ่งคอมพิวเตอร์นั้นถ้าใช้ถูกวิธีจะไม่เก่าเร็วเพราะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์กินไฟน้อย อายุการใช้งานนาน ทางต้านผูใช้งานก็มีความต้องการใช้งานด้านความรวดเร็ว และความซับซ้อนของงานต่างกัน เครื่องคอมพิวเตอร์มือสองจึงไม่ล้าสมัยง่าย และยังมีประสิทธิภาพดีอยู่ สามารถใช้งานบริการระบบพื้นฐานไต้ดี เช่น งานบัญชี งานบริหารธุรกิจขนาดกลาง เป็นต้น

    ปัญหาและโอกาส

    ปัญหาแรก คือ หากทำงานธุรกิจด้านนี้ เจ้าของกิจการควรรอบ รู้และมีใจรักที่จะเล่นกับคอมพิวเตอร์อย่างเป็นอย่างดี เพราะเป็นงานที่เสียเวลา และต้องสนุกอยู่กับเครื่องเหมือนคนชอบเล่นเครื่องยนต์กลไก หรือคนชอบงานประดิษฐ์ต่าง ๆ แต่ทั้งนี้คุณไม่ควรมุ่งหวังเพียงเรื่องแสวงหาเงินอย่างเดียว คุณควรมีช่างซ่อมเครื่องที่ทำงานรวดเร็ว และไว้ใจไต้ รวมถึงมีความคิดในแนวทางในการตั้งร้านประเภทนี้คล้าย ๆ กัน คือ ทำงานหนักร่วมทุกข์ร่วมสุข และรักงานนี้

    ที่จริงคอมพิวเตอร์รุ่นตั้งโต๊ะที่เรียกว่า PERSONAL COMPUTER หรือ PC นั้นแก้ไม่ยาก และมักจะเสีย เพียงไม่กี่จุด ตรวจแก้ง่ายถ้าสนใจ และได้เรียนมาแล้ว ไม่เหมือนการแก้เครื่องไฟฟ้าชนิดใช้หลอดสมัยโบราณ ซึ่งต้องนั่งไล่สะพานไฟกันนานเพื่อหาจุดเสีย เพราะเครื่องไฟฟ้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์อย่างคอมพิวเตอร์สมัยนี้เขาจัดแบ่งวงจรออกเป็นส่วนๆ ส่วนไหนเสียก็ตรวจได้ด้วยโอห์ม หรือโวล์มิเตอร์ธรรมดา แล้วดึงเปลี่ยนทั้งแผงเหมือนการกะเทาะกระเบื้องห้องนํ้าเปลี่ยนทีละแผ่น แต่ส่วนใหญ่คอมพิวเตอร์จะเสียที่ฟิวส์ และชิ้นส่วนหมดอายุมากกว่า ด้านโอกาสขยายงานนั้นมืมาตรการขยายตัว ธุรกิจในย่านที่ตั้งร้าน และการขยายตัวของโรงเรียนที่สอนวิชาธุรกิจ

    นอกจากนั้นแล้วคุณยังอาจขายวัสดุสนับสนุน (ACCESSORIES) อีกมากมายได้ด้วย เช่น กระดาษ เครื่องปริ๊นท์เตอร์ หมึกพิมพ์ เครื่องแปลงไฟ โปรแกรมสำเร็จรูป และการออกแบบระบบงานบริหารสำนักงาน ซึ่งมักซํ้า ๆ กัน คุณจึงสามารถขายตำรามาตรฐานชนิดต่าง ๆ สำหรับการใช้งานที่เป็นที่นิยมได้ด้วย เช่น ตำราใช้คอมพิวเตอร์ เขียนรายงาน (WORD PROCESSING) ตำราใช้คอมพิวเตอร์คิดค้นการผลิตงานต่าง ๆ เป็นต้น

  • วิธีการเปิดโรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็กให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการเปิดโรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็กให้ประสบความสำเร็จ
     

    ปัจจุบันครอบครัวของคนชั้นกลางในเมืองต่าง ๆ รวมถึงกรุงเทพต่างตระหนักถึงคุณค่าการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็ก คือลูกหลานของเขา เพราะได้ประโยชน์หลายประการคือ การอบรมเด็ก ๆ ให้มีสมาธิดี มีความละเอียดอ่อน และการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ทางสร้างสรรค์ นอกจากนั้นยังเป็นการเสริมทัศนะในการใช้นิ้วมือประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ส่วนพ่อแม่ก็ได้ประโยชน์ทางอ้อมคือ มีเวลาว่างลำหรับตัวเองได้มากขึ้น

    โรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็ก ๆ อาจตั้งขึ้นจากการรวมตัวของผู้ที่จบจากวิชาชีพครู หรือช่างศิลป๋ที่ยังไม่มีงานทำ หรืออาจเป็นรายได้เสริมของร้านทำป้าย หรือสตูดิโอวาดภาพก็ได้ แต่เพื่อให้เด็กไม่เบื่อควรเน้นบรรยากาศร้าน และตารางสอนให้เกิดความสนุก และมีความหลากหลาย เช่น การร่วมทำงานกับเพื่อนในระดับอายุใกล้เคียงกัน ซึ่งควรแบ่งแยกคล้ายชั้นเรียนในโรงเรียนชั้นประถมทั่ว ๆ ไป

    กลุ่มลูกค้า

    กลุ่มลูกค้า คือ พ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในระดับอายุ 5 – 14 ปี และมีเวลาในช่วงปิดเทอม อาจเปิดสอนในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ และแถมวันหยุดตามประเพณี ส่วนตอนหยุดปิดเทอมก็ทำเป็นคอร์สยาวๆ 1 -2 เดีอนได้เลย หรืออาจทำเป็นลักษณะค่ายเยาวชนในต่างจังหวัดก็ได้ นอกจากเงื่อนไขเวลาแล้วน่าจะเป็นเรื่องสถานที่ซึ่งควรเกาะติดอยู่กับศูนย์การค้าเพื่อสะดวกในการจอดรถ การนัดพบของครอบครัว และบริการเสริมต่าง ๆ เช่น พ่อแม่สามารถซี้อของรับประทานอาหาร หรีอดัดผมเสริมสวยระหว่างรอรับลูก ๆ เป็นด้น

    การหาที่ตั้งทำเล ควรทำในบริเวณแถบหน้าโรงเรียน ถ้าอยู่ในที่ชุมชนก็อาจทำเป็นใบปลิวให้เด็กแจกตามรถโดยมุ่งกลุ่มพ่อแม่ที่มีลูกในวัยเรียนกลุ่มเป้าหมาย หรืออาจจะติดต่อฝานโรงเรียนก็ย่อมได้คือจัดเป็นกิจกรรมหลังเลิกเรียนมีสถานที่สอนอยู่ใกล้ ๆ

    โรงเรียนชั้นประถมดัง ๆ ในเขตเมืองใหญ่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยครั้งแรก ๆ อาจทำเป็นชั้นเล็กก่อน รับ 5-7 คนแล้วค่อย ๆ ขยายได้ถึงชั้นเรียนละ 20 คนต่อครู 1 คน เด็กจะได้รับการดูแลให้สนุกรวมถึงแรงจูงใจก็คือการให้คะแนนและยกย่องผู้มีความสามารถ เช่น สอนให้เป็นดาว 1-4 ดวงหรือการแจกรางวัลผู้มา เรียนสม่ำเสมอ หรือมีการประกวดผลงานสำหรับเด็กนักเรียนที่มีฝีมือก็ย่อมได้

    ปัญหาและโอกาสทางธุรกิจ

    ปัญหาแรกก็คือสถานที่ และทำเลที่เหมาะสม ควรมีอยู่แล้ว มากกว่าลงทุนแพง ๆ และต่อมาก็คือความถนัดของผู้ร่วมทุนเปิดสอน ซึ่งควรมีวิชาครู และความรู้ความชำนาญด้านศิลป๋อยู่บ้าง ส่วนคุณภาพการสอนสูงหรือต่ำตามค่าเล่าเรียนซึ่งต้องดูให้ใต้คุณค่า การหาเด็กมาเรียนก็ต้องค่อย ๆ สร้างแรงปากต่อปาก อย่าเล็งผลเลิศโดยลงทุนมือหนักแบบจมทุน หรือเสียค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์เกินควรในระยะแรก

    ข้อควรคำนึงต่อมาก็คือเทคนิคในการจัดเวลาให้สะดวกทั้งผู้ปกครองและเด็กในการมาส่งและรับกลับบ้าน เช่น ไม่ควรไปเช้าเกินไปในวันหยุด หรือเลิกดึกเกินไปในวันธรรมดา หรือมีชั่วโมงยาวจนเกินไป เด็กจะเหนื่อยหรือหิวและไม่อยากมาเรียน

    โอกาสในการขยายสินค้าอื่น ๆ ที่ส่งเสริมคุณภาพเยาวชนแต่ต้องทำให้แนบเนียน ไม่ดูเป็นการค้าไปเสียหมดเช่น การขายเครื่องเขียนต่าง ๆ หรือแบบฝึกหัดทักษะต่าง ๆ เพื่อเอาไปฝึกต่อที่บ้าน หรือการขายหนังสือ และของเล่นแบบเสริมการศึกษา ถ้าธุรกิจเริ่มเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว อาจต้องดูแลเรื่องการขออนุญาตเป็นโรงเรียนเสียให้ถูกต้อง รวมทั้งเรื่องใบอนุญาตประกอบการค้า ถ้าคุณโชคดีอาจรวบรวมกลุ่มเพื่อน หรือชักชวนผู้มีตึกแถวในทำเลดี ๆ ที่ปล่อยชั้นบนไว้ให้อย่างไม่คุ้มค่า เปิดขยายเป็นหลายชั้นก็ไต้ตามย่านชุมชนทุกแห่ง รายการนี้เป็นโอกาสเหมาะสำหรับบัณฑิตว่างงานมากทีเดียวในการไต่เต้าไปเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจของตนเองไม่ต้องเป็นลูกจ้างเขา

  • วิธีการเป็นพ่อค้าแม่ค้ารถเร่ให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการเป็นพ่อค้าแม่ค้ารถเร่ให้ประสบความสำเร็จ
     

    แนวทาง

    ในปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพ ชานเมือง หรือแม้แต่ในต่างจังหวัด ต่างอำเภอ เราจะพบว่าการออกจากบ้านไปซื้อของแต่ละทีโดยเฉพาะของประจำวันเป็นสิ่งที่เสียเวลา และไม่สะดวก บางครั้งก็ออกไปไม่ได้ เพราะไม่มีใครเฝ้าบ้าน เพราะต่างคนต่างก็มีภารกิจด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้นการที่เรามีของใช้จำเป็นที่จะเร่ขายถึงบ้านนั้น เป็นที่เรื่องที่เป็นความต้องการของคนเมืองโดยทั่วไป แล้วก็เป็นอาชีพที่น่าสนใจ สามารถทำกำไรได้ดี สิ่งของที่พ่อค้า-แม่ค้าเร่ ควรจะนำมาขายอย่างแรกก็คงไม่พ้นพวกอาหารต่าง ๆ เช่น จำพวกกับข้าว ขนม หรือผลไม้ ซึ่งเรามักจะเห็น และได้ยินเสียงร้องขายของในวันเสาร์-อาทิตย์ และช่วงเวลาเย็นวันธรรมดาในหมู่บ้านต่าง ๆ

    ส่วนสินค้าหมวดที่สองที่เขาขายกันอยู่ก็มักจะเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันอาจจะแบ่งได้คร่าว ๆ ออกเป็นพวกเสื้อผ้าเป็นอย่างแรก และพวกสินค้าพลาสติกของใช้ในบ้าน เช่น ตะกร้า กระมุง ไม้แขวนเสื้อ ไม้เกาหลัง และสินค้าเบ็ดเตล็ดที่สามารถต้องการ และก็ใช้อยู่หรือหายได้ง่าย ๆ ตั้งแต่หวีเรื่อยลงไปจนกระทั่งถึงเครื่องประดับร่างกาย เช่น กิ้ปติดผม เข็มกลัด หรือกระทั่งถุงเท้า รองเท้าไปตามลำดับ

    สินค้าประเภทที่สามที่อาจจัดว่าเป็นสินค้าประจำวันได้พอสมควรสำหรับคนเมืองก็คือ ต้นไม้ประดับ หรืออุปกรณ์ทำสวน เป็นต้น ลักษณะการขายของประเภทนี้ก็มักจะใช้รถปิคอัพเป็นตัวพาหนะที่จะไปเร่ขาย การใช้รถเร่ขายโดยทั่วไปก็มักจะเป็นที่ เราเรียกว่า วิ่งประจำ เช่น สายไหนก็สายนั้น ทั้งประจำเส้นทาง และประจำวัน ถนนไหนจะวิ่งก่อนถนนไหนจะวิ่งหลัง แล้วก็ลูกค้าต่างๆ ก็มักจะเป็นขาประจำ

    นอกจากนั้นแล้ว วันที่จะไปขายของแต่ละหมู่บ้านหรือแต่ละชุมชนก็เป็นประจำสัปดาห์ เช่น วันจันทร์ไปหมู่บ้านหนึ่ง วันอังคารไปอีกชุมชนที่สอง เป็นต้น ของที่จำหน่ายก็เป็นของประจำ ไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้คนที่หวังอยู่ว่าจะซื้ออะไรนั้นจำไต้ แล้วถือเป็นอุปนิสัยเลยทีเดียวที่จะรอคอยซื้อของสิ่งนั้นเป็นต้น

    ตลาดกลุ่มเป้าหมาย

    ตลาดกลุ่มเป้าหมายของการข้บรถขายของเร่ก็คือ พวกหมู่บ้านจัดสรร และชุมชนในระดับต่าง ๆ แล้วแต่ราคา และลักษณะของสินค้าที่เราจะนำไปขาย ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นชุมชนชานเมือง หรืออาจจะเป็นตามห้องแถวก็ไต้ โดยอาจจะกำหนดราคาสินค้า คุณค่าทางเศรษฐกิจให้เหมาะสมกัน หรือในลักษณะผสมก็ไต้ เพราะฉะนั้นตลาดกลุ่มเป้าหมายอาจจะเป็นลักษณะของตลาดเดียว คือ คนชั้นกลางทั่วไป หรือเป็นตลาดผสม เช่น มีสินค้าสำหรับชนชั้นกลาง และก็มีสินค้าราคาประหยัด สำหรับคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างจะน้อย ที่อยู่ในละแวกเดียวกัน และมักจะซื้อของในลักษณะเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทอาหาร เช่น ซื้อหาแบบวันต่อวัน เป็นลักษณะของกิจวัตร เป็นกับข้าวประจำวันมากกว่าคนที่มีสตางค์ที่ซื้อแบบสัปดาห์ละครั้ง

    ตลาดกลุ่มเป้าหมายอีกแบบหนึ่งอาจจะเป็นพวกน้กศึกษาที่อยู่ ตามหอพัก หรือพวกชุมชนที่เป็นลักษณะหอพักของผู้ใช้แรงงาน ในปัจจุบันอาจจะเป็นคอนโดมิเนียมสำหรับผู้มีรายไต้น้อย หรือว่าหอพักกรรมกรชาย-หญิงที่นายจ้างจัดไว้ให้ ในกรมกองของข้าราชการทหารตำรวจ และข้าราชการพลเรือนก็ย่อมได้

    ส่วนในต่างจังหวัด จะมีชุมชนเหล่านี้เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน เช่น บริเวณบ้านข้าราชการ ถ้าคุณทำการบ้านศึกษารายละเอียดเสียสักหน่อย ก็พอจะหาดลาดกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น คือ สถานที่ขายประจำเส้นทาง ซึ่งเป็นต้องวางแผนประกอบการทำงานแต่ละวันเป็นประจำที่จะนำของไปขาย

    ปัญหาและโอกาส

    หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ต้องการเป็นพ่อค้าแม่ค้ารถเร่ ก่อนอื่นคุณต้องเรียนรู้แหล่งซื้อขายที่เป็นศูนย์กลางของสินค้าราคาถูก

    ตลาดผักผลไม้ คุณต้องไปที่ตลาดไท หรือตลาดสะพานใหม่ ตลาดสะพานหัน ตลาดสะพานขาว ตลาดสี่มุมเมือง เป็นต้น หากต้องการสินค้ากระจุกกระจิกคุณอาจสอบถามเพื่อนผู้ค้าด้วยกัน หรือลองสำรวจตามตลาดนัดจตุจักร ตลาดสำเพ็ง ตลาดคลองถม หรือตลาดโบ๊เบ๊ ฯลฯ เพื่อเปรียบเทียบราคา ก่อนลงมือขาย

    ปัญหาแรกก็คือ คุณต้องรู้จักเลือกของและการตั้งราคา ให้เหมาะสมกับกระเป๋าของชุมชนที่จะไปขาย คือราคาอาจจะแพงได้บ้างเล็กน้อย แต่อาศัยว่าผู้ซึ้อสะดวกกว่าจะออกไปซื้อเอง เช่น กะปิ นํ้าปลา และกับข้าวต่าง ๆ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า ไม่ควรจะเลือกสินค้าที่เสียได้ง่าย หรือขายออกช้า สินค้าส่วน ใหญ่ควรจะเปีนของที่ขายเร็วพอสมควร หรือของที่แน่ใจว่าเก็บไว้ได้นานพอสมควร ไม่เสียง่าย เช่น ถ้าเป็นอาหารก็ควรจะเป็นอาหารแห้ง หรือพวกข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึงอาหารหมักดอง ของเค็มต่าง ๆ ปัญหาต่อมาก็คือ หากคิดจะทำธุรกิจประเภทนี้จะต้องขับรถได้ แล้วก็สามารถรู้เส้นทางต่าง ๆ ดีพอสมควร

    นอกจากนั้นจะต้องมีความอดทนถ้าเผื่อในบางทีที่จะต้องวิ่งไปต่างจังหวัด หรือบางท้องถิ่นที่จะต้องค้างแรม จึงน่าที่จะเป็นคนโสด หรือเป็นสามีภรรยาที่ยังไม่มีลูก จะได้ช่วยเหลือกันโดยไม่ทิ้งบ้านไว้ให้อยู่เฉพาะเด็ก ๆ

    ส่วนเรื่องเงินทองก็ต้องระวัง สินค้าบางอย่างขายดีมากจนหมดเกลี้ยง และวิ่งกันเป็นสายประจำ อาจจะมีผู้ประสงค์ร้ายคอยดักทำร้าย หรือว่าเอาเงินทองทรัพย์สินไปก็ต้องระวังให้ดี บางครั้งสินค้าที่แขวนขายอยู่นั้นแหละ อาจจะมีนักเลงประจำถิ่น หรือผู้ไม่หวังดีต้องการได้ไปฟรี ๆ โดยการขอดื้อ ๆ สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นอุปสรรค และเป็นปัญหาได้ ต้องระวังให้ดี

    การเลือกของควรเลือกของที่มีกำไรพอสมควร และการตั้งราคาก็สำคัญ ของบางอย่างเราเรียกว่าได้ กำไรน้อยแต่เป็นของที่ทุกคนอยากซื้อหา เราก็อาจจะตั้งโชว์เป็นแรงจูงใจให้คนมาซื้อก่อน แล้วก็ขายสินค้าอื่นได้ ของพลาสติก เครื่องใช้ประจำวัน อาจจะได้กำไรน้อยมากแต่คนซื้อบ่อย ส่วนหมวดที่เป็นขนมสำหรับเด็ก และของเล่นอาจจะได้กำไรงามทีเดียว

    รถร้านค้าเร่ประเภทนี้มีรูปร่างลักษณะทั่วไปจะคล้ายร้านชำ แต่คุณต้องระวังสินค้าบางหมวดบางประเภทที่มีลักษณะเป็นการพนัน คุณจึงต้องระวังไม่ให้เกิดเหตุในเรื่องผิดกฎหมาย หรือเรื่องไม่พึงประสงค์ของท้องถิ่นที่คุณไปขายถ้าทำไต้เช่นนี้เราก็เชื่อว่าอาชีพการขายของเร่นี้ยังมีโอกาสสำหรับผู้ที่ขยันแบบสอง คนตายาย หนุ่มสาว หรือคนที่มีพลังและพอมีทุนอยู่บ้างในเรื่องของการลงทุนรถปิคอัพ

  • อยากปลดหนี้จากบัตรเครดิตต้องอ่าน

    ปลดหนี้บัตรเครดิต

     

    ถ้าท่านอยากปลดหนี้จากบัตรเครดิต หรืออยากหาทางออกหนี้บัตรเครดิต ต้องลองอ่านบทความนี้ดูก่อนครับ เนื่องจากด้วยสภาพเศรษฐกิจดังเช่นในทุกวันนี้ ที่คนทำงานอย่างเราๆ จะมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินกันขึ้นมา หลายๆ ท่านที่มีอัตราเงินเดือนถึง ก็จำเป็นต้องไปทำบัตรเครดิต เพื่อนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้า หรือไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก่อน หลายๆ ท่านที่ใช้บัตรเครดิตแล้ว ผลปรากฎในภายหลังว่าตัวเองมีหนี้จากบัตรเครดิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น ไปปลดหนี้ไม่ทัน ทำให้ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ย แทนที่จะจ่ายน้อย ก็ต้องจ่ายมากขึ้น หรือเครียดกับปัญหาการเงิน ซึ่งก็เป็นปัญหาหนักอกอยู่ทีเดียวนะครับเรื่องเงิน จะต้องไปหาเงินกู้ยืมจากที่อื่นมาโปะหนี้บัตรเครดิต ทำให้วงจรทางด้านการเงินต้องติดลบไป และส่งผลเรื่อยมาถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งผลถึงชีวิตในด้านอื่นตามๆ มา

    ซึ่งผมก็มีวิธีการปลดหนี้จากบัตรเครดิตแบบง่าย ๆ ไปลองปรับใช้ดูเพื่อการลดหนี้บัตรเครดิตนะครับ

    1. ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

    ครับ สำหรับข้อแรกนี้ ก็เป็นการบอกกล่าวกันอย่างตรงประเด็นเลยว่า ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ถ้ามันเป็นเหตุทำให้เกิดปัญหาทางการเงินต่างๆ ตามมา ซึ่งคุณก็อาจจะรู้อยู่แล้วว่า อาจจะจ่ายได้ไม่หมด ต้องเป็นหนี้อย่างแน่นอน

    ซึ่งการหมุนเงินบัตรเครดิต คือ คุณไม่ได้ชำระหนี้ทั้งหมด คุณจ่ายแค่ 5-10% เท่านั้น (หรือมากกว่า) หนี้ที่ค้างชำระก็จะเพิ่มในเดือนถัดไปเรื่อยๆ คุณจะถูกชาร์จดอกเบี้ย (ประมาณ 2.5-2.75% ต่อเดือนแล้วแต่ที่) ตามที่เงินต้นที่ติดค้าง และรวมไปถึงทุกธุรกรรมด้านการเงินที่จ่ายบัตรเครดิต

    ถ้าคุณมีหนี้ค้างชำระ 10,000 บาท และคุณออกไปทานข้าวซึ่งมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 800 บาท จำนวนเงินที่คุณค้างชำระจะเป็น 10,800 บาท และดอกเบี้ยนั้นจะคิดกับเงินต้นที่ 10,800 บาท ไม่ใช่ 10,000 บาท

    ทางออก คือ เลิกใช้บัตรเครดิต เมื่อคุณต้องออกไปช้อปปิ้ง ให้เก็บมันหรือวางมันเอาไว้ที่บ้าน อย่าให้บัตรเครดิตมาเอาชนะชีวิตคุณ ใช้เงินสดแทนหรือสินเชื่ออื่นๆ จนกว่าคุณจะจ่ายหนี้หมด ให้ระลึกเอาไว้ในใจว่า การเป็นหนี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุขเลย ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป

    2. เอาบัตรเครดิตอีกใบหนึ่งไปโปะใบที่เป็นหนี้

    เมื่อคุณเข้าไปในธนาคาร และขอทำธุรกรรมทางการเงิน ธนาคารหลายแห่งต่างยินดีที่จะบริการคุณในกรณ๊ที่คุณไม่เคยมีหนี้เครดิตบูโรมากก่อน ดังนั้นเขาจะเสนอวงเงินให้คุณใช้จ่าย ซึ่งแน่นอนว่าคุณอาจจะมีความสุขในตอนที่ได้บัตรเครดิตมา คุณจะดูเหมือนว่าคุณจะเอาไปซื้ออะไรก็ได้ ส่วนเรื่องอื่นไว้ว่ากันทีหลัง

    ผมจะเสนอวิธีเอาบัตรเครดิตอีกใบหนึ่งไปโปะใบที่เป็นหนี้ นั่นหมายความว่า สมมุติว่าคุณมีบัตรเครดิตของบริษัท A และคุณใช้วงเงินของบัตรเครดิตของบริษัท B จ่ายหนี้ที่คุณค้างชำระที่บริษัท A อะไรคือผลของข้อตกลงนี้ ผลของข้อตกลงนี้คือคุณจะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราตามของธนาคาร B

    ดอกเบี้ยจะต่ำใน 6 เดือนแรก ซึ่งจะลดลงประมาณ 1.25%-1.75% คุณควรที่จะปิดหนี้ในช่วงเวลา 6 เดือนนี้ แต่ถ้าเกิน 6 เดือนนี้ ดอกเบี้ยจะกระโดดไปที่ 2.5%-2.75% ทันที

    3. ใช้สินเชื่อส่วนบุคคลมาชำระหนี้บัตรเครดิต

    ผมคิดว่าบางท่านอาจจะเคยถูกพนักงานขายสินเชื่อโทรหา เป็นการขายสินเชื่อทางโทรศัพท์ซึ่งเค้าจะมีฐานข้อมูลของเราอยู่ เพื่อเสนอสินเชื่อกู้ยืมเงินส่วนบุคคล (เหมือนเขาจะมีแบบนี้นี้บ่อยมากในช่วงนี้) หรือถ้าคุณทำธุรกรรมทางการเงินผ่านธนาคารต่างๆ บ่อย คุณจะมีโอกาสกู้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่น้อยกว่าที่อื่นๆ

    ถ้าอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตอยู่ที่ 2.5%-2.75% ต่อเดือน และจะประมาณ 30%-33% ต่อปี ถ้าใช้มาตรฐานนี้ สินเชื่อส่วนบุคคลจะถูกกว่า

    สินเชื่อส่วนบุคคลจะประมาณ 21% ต่อปี หรือน้อยกว่านั้น (14%-18% ต่อปี) ถ้าคุณเลือกธนาคารที่เหมาะสม ใช้สินเชื่อนี้ชำระหนี้บัตรเครดิตเพราะดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคคลน้อยกว่ามาก

    4. ขอผ่อนส่งเป็นรายเดีอน

    อีกทางเลือกหนึ่งก็คือการพูดกับตัวแทนของบริษัทเจ้าของบัตรโดยตรง และขอให้เขาจัดตารางการใช้หนี้ของเราใหม่ ลองถามเค้าว่าสามารถระงับดอกเบี้ย และแยกหนี้ของคุณออกเป็นส่วนๆ เพื่อที่จะให้คุณสามารถจ่ายเป็นงวดๆ ได้หรือไม่ การจ่ายเป็นรายเดือนจะกำหนดจำนวนเงินที่คุณจะต้องจ่าย และเวลาที่คุณต้องใช้หนี้ จนกระทั่งคุณจ่ายเงินหมด ซึ่งจะเป็นเวลากี่เดือน หรือกี่ปีก็แล้วแต่คุณจะตกลงกับทางบริษัทเจ้าของบัตร

    สรุป

    ซึ่งผมเองก็ดูแล้วว่า การไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตนั้นเป็นหนทางที่ดีที่สุด เป็นการทำให้ตัวเองไม่เดือดร้อนนอนทุกข์ หลังจากที่เราปลดหนี้จากบัตรเครดิตไปเรียบร้อยแล้ว เราควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของเราเสียใหม่ ด้วยการไม่แตะบัตรเครดิต เราต้องเดินสวนทางกับคนอื่น ถ้าเราไม่อยากเป็นหนี้อีกในอนาคต หลายๆ คนก็หาเงินใช้หนี้กันหลายปีจนหมด แล้วก็เลิกใช้บัตรเครดิตกันไปเลย แต่บางคนก็ยังไม่เข็ด เพราะว่าบัตรเครดิตมันย่างเย้ายวนใจเหลือเกิน

    เราอาจจะลองเก็บเงินในการซื้อสินค้าอะไรสักอย่างที่เราต้องการ ลองเก็บไปสัก 6 เดือน พอถึงเวลานั้นคุณอาจจะเกิดเปลี่ยนใจว่าสินค้าชนิดนั้นมันก็ไม่ได้จำเป็นอะไรเท่าไหร่ ซึ่งเงินที่จะนำไปซื้อสินค้าของคุณทั้ง 6 เดือน ก็กลายเป็นเงินเก็บเข้าธนาคารของคุณไป หรือถ้าคุณเกิดเปลี่ยนใจคุณจะนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อสินค้าชนิดนั้นก็ได้ แต่เป็นการซื้ออย่างสบายใจ ซื้อมาแล้วมีความสุข ไม่ต้องไปจ่ายหนี้ในภายหลัง ผมว่าวิธีนี้จะดีกว่านะครับ

    และผมอยากฝากไว้ “การไม่เป็นหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ” นะครับ

  • มหาเศรษฐีแตกต่างจากคนธรรมดาอย่างไร

    “มหาเศรษฐีแตกต่างจากคนธรรมดาอย่างสิ้นเชิงหรือเปล่า”

    นี่คือคำถามที่ China Market Research พยายามหาคำตอบด้วยการสัมภาษณ์บรรดาเหล่ามหาเศรษฐีหลายสิบคนจากวงการต่าง ๆ ทั้งจากจีน อินเดีย และชาติตะวันตกอื่น ๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วสามารถได้ข้อสรุปถึงความเหมือน 3 ประการ ของบรรดามหาเศรษฐีเหล่านี้ ที่ถือเป็นเคล็ดลับนำพาพวกเขาสู่ความสำเร็จในที่สุด

    ในบทความชื่อ “How To Be A Billionaire” ของเว็บไซต์นิตยสาร Forbe ได้ไล่เรียงเคล็ดลับนี้ไว้ 3 ประการว่า

    เคล็ดลับแรกคือ คนรวยไม่เคยกลัวที่จะล้มเหลว โดยมหาเศรษฐีส่วนใหญ่บอกว่า ณ จุด ๆ หนึ่ง พวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะยึดติดอยู่กับเส้นทางที่ง่ายและปลอดภัย หรือจะยอมเสี่ยงหลังจากไตร่ตรองแล้วว่าคุ้ม แต่อาจเกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีก็ได้ แต่เมื่อต้องการไปถึงความมั่งคั่งอย่างแท้จริง บางครั้งก็ต้องเสี่ยง นอกจากนี้แม้ว่าพวกเขาล้มเหลว พวกเขาก็พร้อมจะเรียนรู้จากความผิดพลาด และเริ่มเดินหน้าอีกครั้ง และอย่าปล่อยให้ประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีตทำลายการมองโลกในแง่ดีและความปรารถนาอันแรงกล้าของตนเอง ให้มีมันไว้เป็นประสบการณ์

    เคล็ดลับที่ 2 คือ มหาเศรษฐีจะมองปัญหาอย่างสร้างสรรค์และหาแหล่งสร้างรายได้ใหม่ ๆ มหาเศรษฐีที่ถูกสัมภาษณ์มักบอกว่าพวกเขามองปัญหาจากหลายแง่มุม และชอบที่จะทำอะไรที่แตกต่างไป พวกเขามักจะต้องคิดแบบวิเคราะห์เมื่อมองปัญหาต่าง ๆ และไม่ยอมให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เล็กน้อยทำให้พวกเขาล้มเลิกที่จะทำในสิ่งที่ตนคิดว่าถูกต้อง

    ส่วนเคล็ดลับสุดท้ายคือ การมีคู่ครองที่ดี มหาเศรษฐีส่วนใหญ่โดยเฉพาะพวกที่ก่อร่างสร้างตัวด้วยตัวเองล้วนบอกว่าคู่ครองที่ดีมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จ เพราะการเริ่มทำธุรกิจหรือบริหารอาณาจักรธุรกิจต้องอาศัยการทุ่มเทอย่างมาก และความเครียดอาจฆ่าพวกเขาได้ ดังนั้นการมีคู่ครองที่ดีที่คอยสนับสนุน และเชื่อมั่นในตัวพวกเขา ระหว่างการดิ้นรนต่อสู้บนเส้นทางสู่ความสำเร็จจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

  • วิธีเก็บเงินแต่งงาน และการออมเงินหลังจากแต่งงาน

    เก็บเงินแต่งงาน

     

    ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามก่อให้เกิดสิ่งดีๆ ให้กับชีวิต ความรักเป็นก้าวแรกซึ่งนำไปสู่การแต่งงานจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ คู่รักหลายคู่ฝันที่จะแต่งงานเพื่อเลื่อนสถานะจากการเป็นแฟนไปสู่การเป็นสามีภรรยา ซึ่งการแต่งงานนั้นแน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าจัดงาน ค่าชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาว ค่าถ่ายรูปแต่งงาน ค่าสถานที่ ทุกอย่างในงานแต่งงานนั้น ล้วนใช้เงินทั้งสิ้น ดังนั้นคู่รักหลายคู่จึงเลือกที่จะช่วยกันเก็บเงินเพื่อแต่งงาน ในบทความนี้ผมก็จะขอแนะนำ 9 วิธีเก็บเงินแต่งงานครับ

    1. เปิดบัญชีเงินฝาก

    ควรเริ่มที่การเปิดบัญชีเงินฝากประจำร่วมกัน โดยชื่อบัญชีเป็นชื่อทั้งสองคน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเบิกถอน เพราะบัญชีร่วมจะต้องมีเจ้าของบัญชีมายืนยันในการถอนเงินทุกครั้ง ที่ต้องเลือกบัญชีแบบฝากประจำ เพื่อเป็นการบังคับตัวของคุณเองว่า ต้องฝากประจำทุกเดือน และไม่เบิกถอนก่อนเวลาที่กำหนด โดยเลือกแบบฝากประจำ 1 ปีขึ้นไป โดยฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท ซึ่งการฝากเงินแบบประจำจะมีดอกเบี้ยที่สูงด้วยทำให้เงินฝากของคู่รักงอกเงยอีกด้วย ในปัจจุบันนี้มีหลายที่เปิดให้ฝากประจำ เพื่อเพิ่มช่องทางให้กับลูกค้าในการฝากเงิน ซึ่งบัญชีฝากประจำเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคู่รักที่ต้องการเก็บเงินแต่งงาน

    2. ออมเงิน

    การออมเงินควรทำทุกวิธีทาง โดยนอกจากจะฝากประจำในบัญชีธนาคารแล้ว ยังควรเก็บในกระปุก หากมีเงินเศษก็ควรเก็บใส่กระปุกออมสินไว้ ซึ่งมองข้ามไม่ได้เลยสำหรับเงินเหรียญ เพราะถ้าคู่รักทำเป็นกิจวัตรประจำวันด้วยการออมเงินแบบหยอดกระปุก ก็จะช่วยทำให้คุณมีเงินเก็บมากขึ้น อีกทั้งในยามฉุกเฉินยังสามารถนำเงินจากในกระปุกมาใช้ได้อีกด้วย การออมเงินโดยการหยอดกระปุกควรทำทุกวัน โดยหยอดได้ทั้งเหรียญบาท เหรียญห้า เหรียญสิบ ซึ่งการหยอดกระปุกทุกวันจะช่วยเพิ่มเงินเก็บให้กับคู่รักอย่างเหลือเชื่อ

    3. ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย

    การทำบัญชีรายรับ รายจ่าย เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะทำให้คู่รักเห็นการเคลื่อนไหวของรายรับ รายจ่าย และเงินเก็บ ในแต่ละเดือน เพื่อที่จะได้ช่วยในการคำนวณเงินให้มีเงินหมุนเวียน และเพื่อจัดสรรแบ่งเงินในส่วนของ เงินเก็บในบัญชีฝากประจำ เงินออม ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่ากิน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ การทำบัญชีสามารถทำได้ง่ายแบบที่คู่รักเข้าใจ โดยระบุวันที่ เดือน ปี ในการได้รายรับ มีรายจ่ายต่างๆ อะไรบ้างควรเขียนอย่างละเอียดและนำมาตรวจดู เพื่อตัดข้อที่เกินความจำเป็นออกไปด้วย

    4. ตั้งเป้าหมาย

    คู่รักควรตั้งเป้าหมายเก็บเงินที่จะใช้ในการแต่งงาน เช่น เวลาภายในกี่ปีจะแต่งงาน หรือจะใช้เงินประมาณเท่าไหร่ คู่รักควรตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนเพื่อจะได้ทราบกำหนดเวลาที่แน่นอนในการเก็บเงิน อย่างเช่น ต้องการจัดงานแต่งงานโดยใช้เงินจำนวน 3 แสนบาท ก็จะสามารถคำนวณได้ว่าต้องเก็บเงิน 3 ปี ปีละ 1 แสนบาท เป็นต้น

    5. งดซื้อของฟุ่มเฟือย

    คู่รักควรงดซื้อของใช้ฟุ่มเฟือย หรือของที่เกินความจำเป็น อย่างเช่น เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า หรือของตามกระแสต่างๆ ที่สร้างความฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น โดยคู่รักจะต้องไม่ใช้เงินในการซื้อของฟุ่มเฟือยอย่างเด็ดขาด เพราะของฟุ่มเฟือยอาจจะส่งผลกระทบถึงเงินเก็บในระยะยาวได้

    6. งดทานข้าวนอกบ้าน

    การไปทานอาหารนอกบ้านยังสามารถทำได้ โดยเลือกรับประทานเฉพาะในโอกาสพิเศษ เช่น วันเกิด หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งไม่ควรทานอาหารนอกบ้านบ่อยครั้งนัก เพราะอาหารในร้านอาหารจะมีราคาสูงกว่าการซื้ออาหารสำเร็จรูป หรือการทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ใช้สำหรับรับประทานอาหารนอกบ้าน เมื่อลดให้น้อยลงจะทำให้มีเงินเก็บเพิ่มมากขึ้น

    7. งดสังสรรค์ยามค่ำคืน

    การสังสรรค์ยามค่ำคืน เป็นเรื่องธรรมดาที่คู่รักหนุ่มสาวทำกัน เพื่อเป็นการพบปะเพื่อนฝูงในวันสุดสัปดาห์ หรือในโอกาสพิเศษ แน่นอนว่าการสังสรรค์ยามค่ำคืนมีค่าใช้จ่ายมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร เครื่องดื่ม หรือค่าบริการต่างๆ ดังนั้นสำหรับคู่รักที่ต้องการจะเก็บเงินแต่งงานควรงดสังสรรค์ยามค่ำคืนให้น้อยลง

    8. ไม่ก่อหนี้

    คู่รักไม่ควรก่อหนี้สินในระหว่างการเก็บเงินแต่งงาน เพราะหนี้สินนั้นสามารถทำให้คนหมดตัวได้ ดังนั้นคู่รักระหว่างที่เก็บเงินแต่งงาน ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะก่อหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือการผ่อนสิ่งของเกินความจำเป็น เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ เพราะการใช้บัตรเครดิตในการผ่อนสินค้าส่วนใหญ่จะมีดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ซื้อของราคาที่สูงเกินกว่าปกติ ควรจะซื้อของด้วยเงินสดมากกว่า คู่รักที่จะเก็บเงินแต่งงานไม่ควรก่อหนี้สินอย่างเด็ดขาด

    9. หารายได้เสริม

    การหารายได้เสริม คือ การเพิ่มรายได้ที่ช่วยให้เงินสำหรับใช้เพื่อแต่งงานเพิ่มมากขึ้น โดยการหารายได้เสริมนั้น คู่รักสามารถเลือกทำได้ตามความสามารถ ซึ่งในปัจจุบันนี้อาชีพหารายได้เสริมมีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการขายของมือหนึ่ง มือสอง การเปิดร้านอาหาร ขายสินค้าอื่นๆ ตามความถนัด ที่จะทำให้เกิดรายได้เพิ่ม ซึ่งการหารายได้เสริมควรเริ่มด้วยเงินทุนที่ไม่มาก และที่สำคัญคือ ไม่กู้เงินมาเพื่อเป็นทุนหารายได้เสริมโดยไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด

    สรุป

    การเก็บเงินแต่งงานสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การลดรายจ่าย และการเพิ่มรายได้ และท่องไว้คำเดียวว่า เก็บเงินอย่างเดียว โดยตั้งเป้าหมายงานแต่งงานไว้ว่าจะต้องใช้งบประมาณในการจัดงานเท่าไหร่ และเงินอีกส่วนคือเงินที่จะใช้ร่วมกันเพื่อตั้งต้นชีวิตคู่ที่ราบรื่นต่อไปด้วย

    การออมเงินหลังจากแต่งงาน

    จากการเฝัาสังเกตชีวิตแต่งงานของหลายๆ คู่ ทำให้ทราบว่า ปัญหาครอบครัวโดยส่วนใหญ่เกิดจากการที่พวกเขาไม่ได้ตกลงกันเรื่องการเงินให้ดีว่า จะหามาอย่างไร และจะใช้กันแบบไหน

    เพราะค่านิยมของคนไทยคือจะไม่พูดกันถึงเรื่องเงินถ้ารักกันจริง คือถ้าพูดถึงเรื่องเงินเมื่อไร จะทำให้อีกฝ่ายคิดทันทีว่าไม่รักกันหรือเปล่า และอีกประการหนึ่งก็คือ นิสัยของคนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบการวางแผนล่วงหน้าในระยะยาวๆ จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายขาดความเข้าใจกัน

    แม้การพูดจาตกลงกันเรื่องเงินจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งสามารถทำให้เกิดความน้อยอกน้อยใจ แต่ก็ต้องพูดกัน ตกลงกันให้ดี แล้วจะไม่มีปัญหาตามมาจนทำให้หมดรักกันในที่สุด

    เรื่องที่ต้องเปิดอกพูดคุยกันเป็นอันดับแรกก็คือ รายรับรายจ่ายของแต่ละคน เปิดเผยตัวเลขกันให้ละเอียดชัดเจนว่า แต่ละฝ่ายมีรายได้จากอะไรบ้าง มีทรัพย์สินมากน้อยขนาดไหน มีเรื่องให้ใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินเท่าไร เพื่อจะได้ทราบว่า คุณทั้งสองมีสถานะทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ใด ยากจน ปานกลาง หรือรํ่ารวยเหลือกิน เหลือใช้ ซึ่งจะทำให้สามารถวางแผนการหาเงิน และใช้เงินในระยะยาวต่อไปได้

    ต่อมาก็คือตกลงกันให้ดีว่า จะเพิ่มค่าใช้จ่ายตรงส่วนไหน หรือจะตัดค่าใช้จ่ายส่วนใดออกไป หรือจะแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าใช้จ่ายส่วนรวม ถ้าต่างฝ่ายต่างมีรายได้เป็นของตนเอง และต้องการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนตัว ก็ควรจะทำเพื่อเป็นการลดภาระของอีกฝ่ายที่ต้องหาเงินมาให้อีกฝ่ายใช้ส่วนตัวโดยไม่จำเป็น

    และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือเรื่องของเงินเก็บเงินออม ควรจะมีการวางเป้าหมายร่วมกันว่าคุณจะเก็บเงินไว้เพื่ออะไรบ้าง เช่น ไว้ใช้สำหรับการแต่งงาน แทนที่เงินส่วนนั้นจะตกเป็นภาระของพ่อแม่ หรือไปกู้หนี้ยืมสิน ต้องหาเงินมาใช้หนี้กันหน้าดำหน้าแดง แทนที่จะนำเงินส่วนนั้นไปใช้สร้างครอบครัว หรือจะเก็บเงินออมไว้เผื่อยามจำเป็น เช่น ยามตกงาน ประสบอุบัติเหตุต้องเข้าโรงพยาบาล เกิดโรคภัยไข้เจ็บ

    ซึ่งการเก็บออมเงินนั้นต้องใช้ทั้งความอดทน และความมีวินัยที่เคร่งครัดอย่างมากทีเดียว ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันให้ดี ควบคุมพฤติกรรมอันจะนำไปสู่ปัญหาการเงินให้ได้ ไม่สุรุ่ยสุร่าย ใช้เงินเกินเงินเดือน เล่นการพนัน หรือนำเงินไปใช้นอกลู่นอกทางโดยไม่ปรึกษาหารือกัน

    ถ้าปฏิบัติได้ดังนี้ “เงิน” จะไม่เป็นปัญหาสำหรับชีวิตคู่แน่นอน

  • วิธีทำธุรกิจหอพักให้ประสบความสำเร็จ

    ถ้ากำลังมองหาช่องทางการสร้างรายได้ให้ร่ำรวยแล้วล่ะก็ การสร้างธุรกิจหอพักก็เป็นธุรกิจที่น่าทำในปัจจุบันนี้ หากลองเดินเที่ยวตามมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาแล้วล่ะก็ กลุ่มคนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นส่วนใหญ่แล้วแน่นอนว่าจะต้องเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา ซึ่งทำให้เจ้าของที่ดินหัวใสหลายราย ลงทุนสร้างหอพักสำหรับตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยกลุ่มนี้โดยเฉพาะ นั่นก็คือ “ธุรกิจหอพัก” นั่นเอง

    ทำความเข้าใจกับคำว่า “หอพัก” กันก่อน

    หอพัก เป็นอีกหนึ่งรูปแบบในการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเน้นเปิดรับคนที่เข้าพักอาศัยคือกลุ่มนักเรียนนักศึกษาตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งค่าเช่าหอพักจะถูกกว่าเมื่อเทียบกับค่าเช่าอพาร์ทเมนต์ ผู้ขอเช่าจะจ่ายค่าเช่าหอพักและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ฯลฯ ให้กับผู้จัดการหอพัก (ซึ่งอาจเป็นเจ้าของหอพักเองหรือไม่ก็ได้) โดยที่ถึงแม้ว่าจะเป็นหอพักที่ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาเช่าก็ตาม แต่อาจจะมีคนอาชีพอื่นมาขอเช่าด้วยก็ได้

    หอพักสามารถแบ่งเป็น 2 แบบง่ายๆ คือ หอพักหญิง และหอพักชาย คงไม่ต้องอธิบายว่าแต่ละแบบเป็นอย่างไรจริงมั๊ย

    ประเภทของอาคารสำหรับทำเป็นหอพัก

    เมื่อพูดถึงหอพัก เราอาจจินตนาการว่าเป็นตึกอาคารหลังเดี่ยวๆ แต่ที่จริงหากใครจะลงทุนสร้างรายได้ด้วยการสร้างหอพัก สามารถเลือกสร้างได้หลายแบบ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินสำหรับก่อสร้าง หรือความกว้างของที่ดินสำหรับทำหอพัก เช่น

    • ตึก/บ้านโดด : ตามชื่อเลยก็คือ บ้านหรือตัวตึกที่ปลูกสร้างแบบหลังเดียว หรือจะเป็นแบบปลูกหลายหลังแต่อยู่ภายในบริเวณรั้วเดียวกัน ก็ถือว่าอยู่ในประเภทนี้ หอพักประเภทนี้จะเน้นให้เช่าเป็นกลุ่มแล้วเก็บเงินก้อนค่าเช่าเป็นรายเดือน

    • ตึกแถว ห้องแถว : นี่ก็คือตึกเช่นกัน แต่จะไม่เป็นแบบหลังเดียวเหมือนประเภทแรกอีกแล้ว ตัวอาคารจะแบ่งเป็นห้องติดๆ กันเป็นแถว ภายในห้องอาจจะมีขนาดเล็กกว่าแบบตึก/บ้านโดด

    • อาคารลักษณะอื่นๆ : อาคารแบบอื่นที่ไม่เข้าพวกกันกับ 2 แบบแรก

    ค่าใช้จ่ายในการลงทุนธุรกิจหอพัก

    เคยได้ยินกว่าจะรวยได้จากการให้เช่าหอพักนั้นต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่หากสามารถมีรายได้จากการเช่าได้เรื่อยๆ และดีแล้วล่ะก็ คนที่รับทรัพย์สามารถอยู่อย่างสบายใจได้เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนจะรวยก็ต้องสู้กับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะพร้อมใจกันเรียงแถวเข้ามาเหมือนตึกแถวกันเลยทีเดียว หลายๆ ท่านที่กล้าลงทุนหนักๆ กับหอพักแต่พอรู้เรื่องค่าใช้จ่ายที่ตามมาทีหลัง จะหมุนเงินไม่ทันเอาได้ แต่หากคุณรู้ถึงค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็สามารถนำมาคิดต่อว่าคุณจะสามารถพอที่จะหาเงินมาเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้หรือไม่ด้วย อย่าลืมว่า รายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไร

    นอกจากค่าก่อสร้างตลอดจนการจ้างคนมาทำงานในหอพักแล้ว ก็ต้องไปเดินเรื่องเพื่อขออนุญาตและเสียค่าธรรมเนียมดังนี้
    1. ใบอนุญาตให้ตั้งหอพัก 200 บาท 5. ใบแทนใบอนุญาตให้ตั้งหอพัก 20 บาท
    2. ใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการหอพัก 100 บาท 6. ใบแทนใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการ
    หอพัก 20 บาท
    3. การต่ออายุใบอนุญาตให้ตั้งหอพัก 100 บาท
    4. การต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการหอพัก 50 บาท

    รวมถึงเสียภาษีอีกจิปาถะ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากลางปี, ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี, ภาษีโรงเรือน (ประมาณ 12.5% ของรายได้ค่าเช่า), ภาษีป้าย (กรณีที่หอพักมีป้าย)

    เมื่อการลงทุนของท่านมุ่งเน้นไปที่กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่จะมีช่วงอายุไม่มากนัก คือ 18-22 ปี หอพักของท่านอาจต้องลงทุนเพิ่มอีกในส่วนของ เครื่องใช้ไฟฟ้า (เช่น โทรทัศน์, ตู้เย็น, ฯลฯ), เฟอร์นิเจอร์ (เช่น เตียง, ตู้เสื้อผ้า, โต๊ะเก้าอี้, ฯลฯ) และอื่นๆ เช่น อินเตอร์เน็ต

    รายได้จากการลงทุนให้เช่าหอพัก

    หลังจากที่ได้รู้ถึงค่าใช้จ่ายอันน่าสะพรึงกลัวของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นี้กันแล้ว คราวนี้มาดูในส่วนที่จะทำให้เจ้าของหอพักหลายๆ ท่านใจชื้นกันบ้าง ซึ่งก็คือ รายได้จากการทำธุรกิจนี้ ส่วนใหญ่แล้วรายได้จากการให้เช่าหอพักจะมาจากค่าเช่ารายเดือนเป็นหลัก และอาจมีค่าเช่ารายวันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ขอเช่าที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด บางหอพักอาจหารายได้เพิ่มพิเศษด้วยการขายอาหารและเครื่องดื่ม, เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ, บริการซักอบรีด, ฯลฯ

    ทำเลในการตั้งหอพัก

    ทำเลเหมาะๆ ในการสร้างหอพักเพื่อสร้างรายได้อย่างยาวนานได้นั้นสำคัญสุดๆ ถ้าที่ตั้งไม่ได้อยู่ใกล้สถาบันการศึกษาสำหรับเด็กโตเลย โอกาสที่จะมีคนมาพักจะน้อยมาก เพราะก่อนที่จะเช่าหอพัก หลายๆ ท่านคงจะคำนวณระหว่างค่าน้ำมันกับค่าเช่าแล้วว่าอย่างไหนค่าใช้จ่ายสูงกว่า

    นอกจากนี้แล้วควรจะอยู่ใกล้ร้านขายอาหาร ในยามที่คนเช่าเริ่มท้องกิ่ว ก็สามารถออกจากหอพักเพื่อเลือกซื้ออาหารได้ไม่ลำบาก เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่นิยมเดินไปทานอาหารกับเพื่อนร่วมห้องตามร้านขายอาหารใกล้ๆ อยู่แล้ว

    ปัจจุบันนี้นักศึกษานิยมมียานพาหนะเป็นของตนเอง และจะมองหาหอพักที่มีที่จอดรถได้สะดวกและปลอดภัย
    เพื่อนในหอพักที่ผู้เขียนเคยอยู่นั้น ก็เคยมีประสบการณ์ที่น่าเจ็บปวดมาแล้ว นั่นคือจอดรถไว้ด้านนอกที่จอดรถหอพัก และเมื่อจะใช้รถอีกครั้ง ปรากฏว่ารถหายไปแล้ว

    และหากหอพักไหนมีที่จอดรถยนต์ด้วย ก็จะเพิ่มโอกาสที่จะได้ผู้มาเช่ามามากขึ้น เพียงแต่เจ้าของหอพักคงต้องยอมเสียพื้นที่สำหรับจอดรถเช่นกัน

    นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องศึกษาอีกมาก จึงทำให้การทำหอพักสำหรับเช่าเพื่อสร้างความร่ำรวยนั้นต้องใช้เวลาและควบคุมค่าใช้จ่ายตลอด แต่หากบริการดีใส่ใจผู้เช่าตลอด บวกกับค่าเช่าที่ถูกใจคนเช่าและคนให้เช่าแล้วล่ะก็ จะประสบความสำเร็จและได้รับรายได้ดีตลอดทั้งเดือนสมดังใจ

  • วิธีซื้อขายทองคำแท่งออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ

    การซื้อขายทองคำแท่งออนไลน์

     

    การซื้อขายทองคำแท่งออนไลน์ เป็นการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งของการลงทุนเกี่ยวกับทองคำที่มีมาซักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งการลงทุนรูปแบบนี้เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำแท่งเกิดสภาวะราคาขยับขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากใครที่เป็นนักลงทุนแล้วล่ะก็เชื่อว่าคงจะเคยได้ยินการซื้อขายรูปแบบมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย และนักลงทุนรวมถึงนักเทรดหลายๆ ท่าน ที่ศึกษาเรื่องนี้มาอย่างดีนั้นสามารถสร้างความร่ำรวยได้อย่างเป็นกอบเป็นกำมานักต่อนักแล้ว

    ทำความรู้จักกับทองคำแท่ง

    ทองคำแท่งเป็นทองคำรูปแบบหนึ่งที่มีมูลค่าสูงกว่าทองคำรูปแบบอื่นๆ เหมาะกับการซื้อขาย, เก็บไว้ระยะยาวสำหรับการทำกำไรในภายภาคหน้า รวมถึงซื้อเก็บไว้เพื่อนำออกมาใช้ในยามที่สภาวะทางการเงินของท่านแย่ลง ไม่เหมือนกับทองคำรูปแบบอื่นที่เน้นการใส่เพื่อความงาน (และบารมี) หรือสำหรับการสะสมไว้โดยเฉพาะ เช่น เหรียญทองคำ

    ทองคำแท่งสำหรับการลงทุนมีกี่แบบ

    หากท่านเริ่มสนใจในการสร้างความร่ำรวยด้วยการลงทุนในทองคำแท่งออนไลน์ ควรอย่างยิ่งที่ต้องทำความรู้จักกับทองคำแท่งให้ดีก่อนจะเริ่มทำการซื้อขาย ทองคำแท่งสำหรับการลงทุนนั้นมีอยู่ 2 แบบ ซึ่งจัดประเภทตามความบริสุทธิ์ของทองคำ นั่นคือ

    1. ทองคำแท่ง 96.5% เป็นทองคำแท่งที่มีความบริสุทธิ์ 96.5% ตามชื่อ อีก 3.5% เป็นเนื้อเงิน บริสุทธิ์ ทำให้มีราคาถูกกว่าทองคำแท่ง 99.99%
    2. ทองคำแท่ง 99.99% เป็นทองคำแท่งที่มีความบริสุทธิ์มากกว่าแบบแรก (อาจไม่ต้องอธิบายว่ามีความบริสุทธิ์กี่เปอร์เซ็นต์) รวมถึงยังมีความอ่อนตัวมากกว่าแบบแรกด้วยเช่นกัน

    ในประเทศไทย จะนิยมใช้ทองคำแท่ง 96.5% ในการซื้อขายลงทุนมากกว่าแบบ 99.99% ทั้งๆ ที่มีความบริสุทธิ์น้อยกว่า ส่วนในต่างประเทศนั้น นักลงทุนจะเน้นการทำกำไรกันด้วยทองคำแท่ง 99.99% กันมากกว่า

    หลายๆ ท่านคงต้องการรวยด้วยการลงทุนทองคำแท่ง 99.99% เนื่องด้วยความบริสุทธิ์ของมัน ทำให้ราคาสูงกว่าแบบ 96.5% อย่างที่บอกไปแล้ว แต่ช้าก่อน ของดีย่อมหามาได้ยาก ดังนั้นอยากให้ทำความเข้าใจไว้ก่อนว่าทองคำแท่งทั้ง 2 แบบนี้มีหน่วยนับไม่เหมือนกันเลย นั่นคือ

    • ทองคำแท่ง 96.5% มีหน่วยนับเป็นบาททองคำ
    • ทองคำแท่ง 99.99% มีหน่วยนับเป็นกิโล

    พูดง่ายๆ ก็คือ เวลาเราทำการซื้อขายออนไลน์ ทางร้านทองคำผู้เปิดรับซื้อขาย จะกำหนดขั้นต่ำว่าคุณต้องซื้ออย่างต่ำกี่กิโลหรือกี่บาท

    อาจจะเห็นอธิบายในส่วนของรูปแบบของทองคำแท่งยาวไปหน่อย แต่การลงทุนทั้ง 2 แบบนั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอย่างมากและไม่สามารถอธิบายได้หมด ดังนั้นหากต้องการหารายได้จากการลงทุนทองคำแท่ง ไม่ว่าจะลงทุนทองคำแท่งแบบไหน แนะนำว่าให้ศึกษารายละเอียดกับร้านทองคำที่เปิดบริการออนไลน์ดังกล่าวให้เยอะเข้าไว้

    สิ่งจำเป็นในการหารายได้จากทองคำแท่งออนไลน์

    ผู้อ่านอาจจะต้องการมีรายได้จากการลงทุนแบบนี้ แต่หันซ้ายหันขวาแล้วยังไม่รู้ว่าจะต้องมีอะไรบ้างเพื่อเลือกเดินเส้นทางแห่งความร่ำรวยเส้นนี้ ขอบอกเลยว่าท่านต้องมี…
    เงิน : ข้อนี้ใครก็เดาได้ว่าต้องมี แน่นอนว่าเราจำเป็นต้องมีเงิน (มากพอ) ในบัญชีธนาคารที่ไว้ใช้สำหรับการลงทุนทองคำแท่งออนไลน์ และขอย้ำว่าควรมีวงเงินให้มากกว่าจำนวนเงินที่ท่านจะนำไปใช้ซื้อขายด้วย แค่นั้นยังไม่พอ ร้านค้าทองออนไลน์จะกำหนดให้ท่านทั้งหลายวางเงินหลักประกันไว้ด้วย(ขึ้นอยู่กับว่า ท่านจะลงทุนมากเท่าไหร่ ยิ่งลงทุนมาก ก็ต้องวางเงินหลักประกันให้มากตาม)

    เงินที่นักลงทุนทุกท่านจะนำมาจัดเต็มให้กับการซื้อขายดังกล่าวนี้ ควรเป็นเงินเก็บบางส่วนของท่านเอง และไม่แนะนำให้นำเงินจากการกู้ยืมมาใช้ในการลงทุนนี้ หลายๆ คนใช้วิธีกู้ยืมเพื่อหวังกำไร แต่ไม่สามารถสู้กับดอกเบี้ยเงินกู้ที่มากขึ้นๆ ได้

    ความรู้ : ใครที่คิดจะลงทุนทองคำแท่งออนไลน์แล้วหวังรวย แต่ไม่ศึกษาให้มากพอ ระวังจะเสียเงินและขาดทุนไปในที่สุด นักลงทุนทองคำออนไลน์จะต้องรู้รอบรู้ลึกราคาทองคำโลก, ค่าเงินบาท, การตัดขาดทุน, ฯลฯ รวมถึงต้องติดตามข่าวสารที่อาจกระทบกับราคาทองคำได้อีกด้วย

    หากยังไม่แน่ใจว่าแล้วจะไปรวบรวมความรู้จากที่ไหนดี แนะนำให้มองหาเว็บบอร์ดต่างๆ ที่ให้ความรู้และเทคนิคในการทำรายได้จากทองคำแท่งออนไลน์ ที่นั่นท่านจะได้รับความรู้จากนักลงทุนท่านอื่น เท่านั้นยังไม่พอ อาจจะได้ศึกษาถึงความผิดพลาดจากประสบการณ์ในการลงทุนของพวกเค้าเหล่านั้นอีกด้วย

    บัญชีซื้อขายออนไลน์ : หากต้องการจะเล่นทองคำแท่งออนไลน์ จำเป็นต้องเปิดบัญชีกับทางร้านทองที่เปิดบริการดังกล่าว ซึ่งเราสามารถขอแจ้งความจำนงกับทางร้านได้ในเวลาที่เปิดให้บริการ

    อินเตอร์เน็ต : ขึ้นชื่อเรื่องออนไลน์ ก็ไม่พ้นที่จะต้องมีอินเตอร์เน็ต ถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ตก็ไม่สามารถลงทุนทองคำแท่งออนไลน์ได้ การมีอินเตอร์เน็ตจะช่วยให้นักลงทุนที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถทำการซื้อขายจากการลงทุนดังกล่าวได้

    ได้กำไรจากการลงทุนนี้อย่างไร

    ในโลกของการลงทุนทองคำแท่งออนไลน์นี้ ท่านจะสามารถสร้างกำไรได้จาก “ส่วนต่าง” ส่วนต่างในที่นี้ก็คือผลต่างของราคาทองคำแท่งที่เราขายหักลบกับราคาซื้อ และนอกจากนี้การซื้อขายทองออนไลน์จะไม่มีค่าธรรมเนียมจากการซื้อขาย ไม่มีค่ากำเหน็จ ยกเว้นแต่ว่าท่านจะผิดนัดชำระซึ่งอาจมีเบี้ยปรับแล้วแต่ทางร้านทองจะกำหนด

    ร้านทองที่เปิดบริการซื้อขายทองคำออนไลน์

    ร้านทองที่เปิดบริการซื้อขายทองคำแท่งออนไลน์นั้นมีหลายที่และส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้จักดี เช่น ฮั่วเซ่งเฮง, แม่ทองสุก, ออสสิริส, วายแอลจี, ฯลฯ และแต่ละร้านจะมีช่วงเวลาในการส่งคำสั่งซื้อขายไม่เหมือนกันอีกด้วย

    หากผู้อ่านท่านใดเริ่มคันไม้คันมืออยากสร้างความร่ำรวยโดยเน้นช่องทางออนไลน์หรือการลงทุนทองคำ แนะนำให้ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนจะดีที่สุด อย่าลืมว่าเงินลงทุนเป็นเงินของท่านเอง โชคดีขอให้ร่ำรวยกันถ้วนหน้า

  • 10 สิ่งที่ต้องมีเมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ

    เมื่อคุณเริ่มต้นทำธุรกิจก็เหมือนกับคุณก้าวไปสู่เส้นทางสายใหม่ ที่คุณยังไม่เคยเดินไปก่อน ถ้าคุณสามารถเตรียมตัวได้ว่าคุณจะต้องมีอะไรไปในการเดินทางไปในเส้นทางสายนี้บ้าง ก็จะทำให้คุณเดินไปในทางข้างหน้าได้อย่างมั่นใจครับ เอาหล่ะครับ วันนี้ผมก็จะขอแนะนำสิ่งที่ต้องมีเมื่อเริ่มทำธุรกิจให้กับท่านผู้อ่านได้อ่านกันไว้เป็นเสบียงก่อนเดินทางนะครับ

    10 สิ่งที่ต้องมีเมื่อเริ่มทำธุรกิจ

    1. ไอเดียดีๆ

    เมื่อคุณจะเริ่มทำธุรกิจ แน่อนว่าต้องเริ่มจากไอเดียดีๆ ที่คุณคิดว่า มันต้องทำแล้วดี ทำแล้วต้องมีกำไร ซึ่งอาจจะเป็นสินค้าใหม่ หรือเป็นตลาดใหม่ หรือเป็นทำเลดีๆ ที่คุณคิดว่าเอาไปทำธุรกิจแล้วยังไงคนก็ต้องเข้ามาซื้อแน่นอน ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะทำธุรกิจในสิ่งที่เรารัก และถนัดในสิ่งนั้น เพราะจะทำให้เราอยู่กับได้นาน และมีความดีๆ ที่จะต่อยอดธุรกิจนั้นต่อไป มันจะยากทีเดียวถ้าเราต้องทำธุรกิจที่เราไม่ชอบ ต่อให้คนอื่นๆ มีไอเดียดีๆ มาพูดให้เราฟัง แล้วฟังดูน่าสนใจ แต่ถ้าเราไม่ได้ชอบก็เปล่าประโยชน์อะไรในการทำธุรกิจนั้นในระยะยาว

    2. ความรู้ในทางธุรกิจ

    เมื่อเริ่มทำธุรกิจมีไอเดียดีๆ อย่างเดียวก็คงไม่พอ ถ้าคุณต้องการที่จะเข้ามาในวงการธุรกิจได้โดยไม่มีความรู้ทางธุรกิจ คุณจะเหมือนกับนกที่รู้ทางบิน แต่ไม่มีปีกที่จะบินไป คุณจะต้องมีความรู้ในทางธุรกิจด้วย ซึ่งคุณอาจจะศึกษาจากการเข้าคอร์สอบรมสัมมนาระยะสั้น หรือหาซื้อหนังสือทางธุรกิจมาก่อน หรือถ้ามีเพื่อน หรือคนรู้จักที่พร้อมจะให้ความรู้ทางธุรกิจให้กับเราได้ก็ยิ่งดีเลย สิ่งที่ต้องเรียนรู้ก็จะเป้นพวกพื้นๆ เช่น การทำการตลาด วิธีการทำบัญชีอย่างง่ายๆ ภาษีทางธุรกิจ หรือสาระสำคัญทางธุรกิจอื่นๆ อาจจะเป็นพวกกลยุทธ์การขาย การบริการลูกค้า หรือการรักษาผลกำไรไว้ให้ไม่สะดุด

    3. ทักษะบริหารธุรกิจ

    ทักษะบริหารนั้นหมายถึงความสามารถในการตัดสินใจที่เด็ดขาดและความสามารถในการบริหารจัดการทุกองค์ประกอบขององค์กรให้ทำงานไปในทางเดียวกันให้ได้ รวมถึงความสามารถในการมองภาพรวมธุรกิจอย่างเฉียบขาดด้วย

    ความสำคัญของทักษะบริหารนั้นมีอยู่ในทุกช่วงระยะเวลาของธุรกิจ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นคนที่เป็นหัวหน้าทีมก็ต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรที่จำกัดให้ออกมาเป็นชิ้นงานที่มีจุดเด่นให้ได้ และยังต้องสร้างความแข็งแกร่งของแนวความคิดธุรกิจให้โดดเด่น เมื่อกิจการขยายขึ้นเรื่อยๆ มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ก็ย่อมต้องใช้ลูกทีมในการทำงาน ในจุดนี้ผู้นำก็ต้องใช้ความสามารถในการบริหารจัดการคนให้มีประสิทธิภาพ ทั้งยังต้องบริหารเงินและทรัพยากรอื่นๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จนมาถึงช่วงที่ต้องหาหนทางในการขยายธุรกิจต่อเนื่อง คนเป็นผู้นำองค์กรก็ต้องบริหารความสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งในและนอกองค์กรเพื่อผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และยังต้องรับหน้าที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ในการจะนำพาธุรกิจให้เดินหน้าไปในทิศทางที่ต้องการ

    4. เงินทุน

    มีไอเดีย และมีความรู้ในเรื่องธุรกิจ ขั้นตอนต่อไปก็คือการมีเงินทุน หรือบางท่านอาจจะเริ่มธุรกิจจากการมีเงินทุน ก่อนมีไอเดียทางธุรกิจก็ได้นะครับ ธุรกิจอาจจะเริ่มต้นด้วยวิธีต่างกัน แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือการมีผลกำไรเหมือนกัน การหาเงินทุนแต่ละคนจะแตกต่างกันไปอย่างเช่น บางคนเก็บเงินก้อนจนได้เงินมาลงทุน บางคนไม่มีเงินแต่ไปขอกู้ยืมสินเชื่อมาทำธุรกิจ บางคนอาจจะเอาทรัพย์สินย์ที่ตัวเองมีไปขายเมื่อนำเงินไปลงทุนในธุรกิจ และเงินทุนนั้นนอกจากจะต้องมีเงินต้นแล้ว ยังต้องมีเงินทุนหมุนเวียน และเงินทุนสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินด้วยนะครับ เพราะธุรกิจเมื่อทำแล้วต้องอยู่รอดให้ได้ ถ้าเงินหมุนไม่พอสุดท้ายก็ต้องเลิกกิจการ เพราะฉะนั้นเงินทุนเป็นสิ่งที่สำคัญมากนะครับ

    5. ทำเล

    ทำเลหมายถึงสถานที่สำหรับประกอบกิจการ ซึ่งอาจหมายถึงสถานที่เชิงกายภาพที่จับต้องได้เช่นห้องเช่า อาคาร หรือที่ดินสำหรับธุรกิจที่ต้องใช้พื้นที่ในการดำเนินการ หรืออาจหมายถึงสถานที่ที่จับต้องไม่ได้เช่นเว็บไซต์สำหรับขายของออนไลน์เป็นต้น

    ทำเลสำหรับทำธุรกิจถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกช่วงเวลา ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นทำธุรกิจไปจนถึงช่วงที่ธุรกิจขยายใหญ่เติบโต เนื่องจากทำเลสามารถชี้วัดว่าลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าหรือบริการเราได้มากน้อยแค่ไหน อันจะส่งผลถึงผลประกอบการได้ ดังนั้นการเลือกทำเลจึงควรอยู่ในพื้นที่ที่มีกลุ่มลูกค้าที่เราต้องการอยู่เป็นจำนวนมาก

    ตัวอย่างเช่น หากจะทำธุรกิจร้านกาแฟและเบเกอรี่อาจจะเลือกทำเลสำนักงานที่มีคนพลุกพล่าน ทำเลสำหรับร้านเสื้อผ้าวัยรุ่นอาจจะต้องอยู่ในย่านสถานที่ท่องเที่ยว หรือถ้าเป็นธุรกิจขายของออนไลน์การเลือกโดเมนเว็บไซต์ให้จดจำง่ายไม่ซับซ้อนเป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ง่าย นอกจากนี้การดูแลจัดการเว็บไซต์ตามหลักการ SEO หรือ Search Engine Optimization ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่มากขึ้นได้ โดยการจัดการ SEO ที่ดีจะทำให้เมื่อผู้ใช้ค้นหาร้านค้าที่เกี่ยวข้องบน search engine อย่าง google หน้าเว็บไซต์ของเราจะปรากฎอยู่หน้าแรกๆ ของผลการค้นหา ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงหน้าร้านของเราบนเว็บไซต์ได้มากขึ้น

    6. โค้ช

    การทำธุรกิจจริงๆ แล้วคนมีโค้ชมีชัยไปกว่าครึ่งครับ ถ้าเราหาคนที่มีชั่วโมงบินในทางธุรกิจให้กับเราเมื่อตอนเริ่มทำธุรกิจ เราจะก้าวไปได้เร็วเลยครับ เหมือนกับเอารถไปติดเทอร์โบยังไงก็ถึงก่อน แล้วหาโค้ชทางธุรกิจคุณจะไปหาที่ไหน ก็ไม่ยากครับ ลองมองไปรอบๆ ตัวก่อนว่าญาติหรือเพื่อนๆ ของเรามีคนไหนทำธุรกิจเก่งๆ อยู่บ้าง ให้ไปหาโอกาสคุยขอความรู้ในเรื่องต่างๆ จากเค้า ยิ่งคุณสนิทกันอยู่แล้วก็ยิ่งดีใหญ่ พยายามหาคนเก่งๆ อยู่รอบๆ ตัวครับ เพราะเมื่อธุรกิจเราติดขัด หรือมีโอกาสจะต้องยุบ เราจำเป็นจะต้องไปปรึกษากับเค้าเหล่านี้อย่างแน่นอน แต่ทางที่ดีหาโค้ชไว้แต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเริ่มธุรกิจก็ดีนะครับ เพื่อเป็นการเดินอย่างมีสเตป

    7. ทีม

    ทีมหมายถึงคนที่จะขับเคลื่อนกิจการให้ดำเนินไปได้ บางครั้งอาจหมายถึงเพียงตัวผู้ประกอบการคนเดียวหรือรวมไปถึงเพื่อนหรือแม้แต่หุ้นส่วนที่มีความคิดเดียวกันมาร่วมมือช่วยกันสร้างงานก็ได้ ความสำคัญของทีมอยู่ที่ความเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีความสนใจร่วมกัน อยากมาทำสิ่งที่ชอบร่วมกัน และสุดท้ายก็ลงมือสร้างธุรกิจขึ้นมา

    ทีมถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในช่วงแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ เพราะเป็นแกนกลางที่จะป้อนไอเดียและลงมือทำให้เกิดขึ้นมาเป็นชิ้นงานสินค้าหรือบริการได้
    ทีมถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในช่วงแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ เพราะเป็นแกนกลางที่จะป้อนไอเดียและลงมือทำให้เกิดขึ้นมาเป็นชิ้นงานสินค้าหรือบริการได้ ในแง่มุมหนึ่งเราเชื่อว่าทีมมีความสำคัญอันดับหนึ่งในช่วงแรกเริ่มธุรกิจมากกว่าทุนเริ่มต้นเสียอีก เพราะหากไม่มีความคิดริเริ่มที่อยากจะทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง แม้มีเงินมากมายธุรกิจก็อาจไม่เกิดขึ้นมาก็ได้ แต่ถ้าหากมีแนวความคิดในใจว่าอยากจะทำสิ่งหนึ่งขึ้นมาแม้ว่าจะมีเงินทุนเริ่มต้นน้อยนิด พลังผลักดันก็จะช่วยให้ทีมสามารถหาหนทางที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีแนวคิดน่าสนใจขึ้นมาไม่ว่าจะมีเงินสำรองอยู่มากหรือน้อยก็ตาม กระทั่งสามารถนำแนวคิดและโมเดลธุรกิจดังกล่าวไปนำเสนอเพื่อหาเงินทุนสำหรับขยับขยายกิจการต่อไปได้

    ทีมก่อตั้ง Apple ในช่วงเริ่มต้นมีเพียง Steve Jobs, Steve Wozniak และ Ronald Wayne เท่านั้น โดยอาศัยโรงรถของพ่อแม่ Jobs เป็นสถานที่ทำงาน ความสนใจร่วมกันที่จะสร้างคอมพิวเตอร์ Apple เครื่องแรกเป็นแรงผลักดันให้ทีมดั้นด้นทำคอมพิวเตอร์ขึ้นมาก่อนที่พวกเขาจะมีเงินทุนสนับสนุนจริงจังจากภายนอกเสียอีก และจากความมุ่งมั่นเล็กๆ ของทีมเล็กๆ ในวันนั้นนั่นเอง ได้ก่อเกิดผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงโลกอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาต่อมา

    8. สายสัมพันธ์ทางธุรกิจ

    เมื่อเราเข้าสู่วงการธุรกิจ เราจะต้องมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่ามี Connection กับนักธุรกิจต่างๆ ในวงการ เป็นการรวมกลุ่มกันบ้างเป็นครั้งคราว หรือต่างแบ่งปันข่าวสารในวงการธุรกิจนั้นๆ ระหว่างกัน เพราะฉะนั้นเวลาไปไหนมาไหนคุณจะต้องพกนามบัตรติดตัว เพื่อที่จะได้แลกเปลี่ยนทำความรู้จักกับนักธุรกิจท่านอื่นในทุกครั้งที่มีโอกาส

    9. โชค

    คนจีนได้กล่าวเอาไว้เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเฮงด้วย เพราะบางคนเก่งมาก คิดแผนธุรกิจ คิดกลยุทธ์ธุรกิจ ออกมามากมาย แต่สุดท้ายไม่เป็นไปตามแผนจะด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ ทำให้ความมีโชค หรือความเฮง มักจะมาเกี่ยวข้องกันเรื่องธุรกิจอยู่เสมอ ถ้าอยากให้ตัวเองเฮงอยู่เสมอ ก็ให้หาโอกาสทำบุญทุกครั้งที่มีโอกาส ทำด้วยจิตที่อยากทำจริงๆ แล้วผลบุญจะส่งคืนกลับที่คุณแบบจริงๆ เช่นกัน ต่างจากการทำบุญแบบเอาหน้า คุณจะได้บุญไม่เท่ากับเวลาที่คุณอยากทำบุญจริงๆ การทำบุญอยู่เสมอจะส่งผลให้ธุรกิจของคุณเจริญก้าวหน้า ถึงแม้ติดขัดก็จะผ่านไปได้ด้วยดี โชคเป็นของคนที่สร้างบุญสร้างกุศลอยู่เนืองๆ ครับ

    10. ความคิดสร้างสรรค์ในการขยายธุรกิจ

    เป็นความคิดสร้างสรรค์ในการต่อยอดธุรกิจที่คุณทำอยู่แล้ว ให้มันโตขึ้นไป ยิ่งใหญ่ขึ้นไป เป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับนักธูรกิจที่มีธุรกิจมูลค่าสูงๆ อยู่ในมือ หัวใจสำคัญสุดท้ายแล้ว คือ การขยายมันออกไป ไม่ว่าจะขยายการผลิต เพิ่มการขายให้มากขึ้น หรือขยายแบรนด์ของตัวเอง ด้วยการผลิตสินค้าอื่น ทั้งหมดนี้ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อยู่พอดูทีเดียว หลายๆ ท่านอาจจะเคยเห็นเจ้านายตัวเองวันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากออกไปกินข้าวข้างนอก ไปตีกอล์ฟ หรือมาทำงานก็นั่งอ่านหนังสือ นั่งอ่านข่าว แต่จริงๆ แล้วนักธุรกิจระดับนี้ใช้หัวสมองคิดสร้างสรรค์ผลงานอยู่มากทีเดียว และความคิดสร้างสรรค์ดีๆ จะออกมาในตอนที่คนเราผ่อนคลายความคิด หรือตอนที่จิตใจสบายๆ นั่นเอง

error: Content is protected !!