Author: admin

  • เทคนิคปลูกฝังวินัยการออมเงิน

    การออมเงินเป็นวิธีบริหารเงินที่คนส่วนใหญ่มองข้ามและไม่ให้ความสำคัญเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องนำไปใช้กับการบริหารธุรกิจบริหารการเงินของคนที่มีเงินเป็นจำนวนมากๆหรือคนที่มีเงินเหลือใช้แล้วเท่านั้น ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าการออมเงินเป็นการบริหารเงินที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองหรือเกิดประโยชน์ต่อครอบครัว แต่สำหรับคนที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายมักจะคิดว่าแล้วจะนำเงินส่วนไหนไปเก็บออม

    ซึ่งในความเป็นจริงการออมเงินก็คือการแบ่งรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ทั้งหมดมาเก็บออมไว้โดยไม่มีการนำออกมาใช้จ่าย หรือมีการตั้งเป้าหมายการเก็บออมไว้ว่าควรจะนำออกมาใช้จ่ายเมื่อใด สิ่งสำคัญในการออมเงินให้ประสบความสำเร็จก็คือต้องปลูกฝังวินัยการออมเงินให้กับตนเองจนทำให้รู้สึกว่าการออมเงินเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ง่ายๆ

    การเก็บออมเงินเป็นเรื่องที่ยากตอนเริ่มต้นและจะยากยิ่งขึ้นเมื่อต้องทำอย่างต่อเนื่อง การเริ่มต้นที่ดีคือการเลือกวิธีออมเงินของนักออมทั่วโลกมาลงมือทำทันทีอย่างเป็นรูปธรรม โดยเลือกเฉพาะข้อที่เห็นว่าตรงตามวัตถุประสงค์และเหมาะกับตัวเราในการนำไปปฏิบัติ เช่น

    1.กันเงินที่เกิดจากรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย ร้อยละ 10 เข้าบัญชีเงินฝาก และจะต้องหักทุกครั้งที่มีรายได้เกิดขึ้นถึงแม้จะเป็นรายได้เพียงน้อยนิดเพื่อเป็นการปลูกฝังวินัยให้กับตนเอง
    2.เก็บเงินเหรียญหยอดลงกระปุก โดยแบ่งแยกประเภทค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือนเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต วิธีนี้จะกระตุ้นให้เก็บออมเงินได้ดีที่สุดเพราะเมื่อถึงเวลาต้องนำเงินไปใช้จ่ายจะช่วยลดรายจ่ายในกระเป๋าลงได้มาก
    3. ตั้งงบประมาณรายจ่ายของตนเองในแต่ละเดือนและพยายามใช้เงินให้อยู่ในกรอบที่กำหนดไว้
    4. ต้องวางแผนการใช้จ่ายเงินก่อนไปตลาดหรือไปซื้อสิ่งของทุกครั้ง เพราะจะทำให้เราเลือกซื้อเฉพาะสิ่งของที่จำเป็นและไม่ใช้จ่ายเงินเกินงบประมาณที่มีอยู่
    5. พยามยามไม่ใช้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตหรือซื้อสินค้าเงินผ่อน
    6. จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายหรือบัญชีครัวเรือนเพื่อช่วยสร้างวินัยให้กับตัวเองในการเก็บออมเงิน
    7. ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าลดราคา
    8. เลือกบริโภคและอุปโภคสินค้าตามฤดูกาลนอกจากราคาถูกแล้วยังมีผลดีต่อสุขภาพ
    9. จัดสรรเวลาให้เป็นและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
    10. ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุขทั้งปวง

    วิธีปฏิบัติเพื่อปลูกฝังวินัยการออมให้กับคนเองไม่จำเป็นต้องนำไปปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อ ขอแค่ลงมือทำอย่างจริงจังเพียงไม่กี่ข้อ เชื่อว่าจะทำให้ทุกคนมีเงินเหลือเก็บแน่นอนครับ

  • 6 ข้อดีของการใช้ email เพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจ

    คนจำนวนมากมอง email เป็นเพียงแค่เครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่งเท่านั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วประโยชน์ของ email มีมากกว่านั้น โดยเฉพาะในด้านการช่วยส่งเสริมการทำธุรกิจ เพราะปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อส่วนใหญ่มักมีรูปแบบการทำงานบนโต๊ะและหันหน้าเข้าหาคอมพิวเตอร์ด้วยกันทั้งสิ้น email จึงกลายเป็นวิธีการเข้าถึงที่รวดเร็วและแม่นยำมากที่สุดที่หลายๆ ธุรกิจต่างนิยมใช้เพื่อช่วยส่งเสริมการทำธุรกิจ ทั้ง email ยังมีรูปแบบที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเปิดตัวซึ่งจำเป็นต้องกระตุ้นยอดขายในงบประมาณที่มีจำกัด ข้อดีของการใช้ email เพื่อส่งสริมการทำธุรกิจมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 6 ประการคือ

    1. email เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย และมากกว่า

    email จัดเป็นเครื่องมือสื่อสารประเภทหนึ่งที่มีจุดเด่นอยู่ตรงที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคเป็นรายบุคคลได้ในปริมาณมากเมื่อเทียบกับการกดส่งเพียงหนึ่งครั้ง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไม่มีทางหาได้จากสื่อการตลาดประเภทอื่นๆ และเพราะในปัจจุบันทุกคนแทบจะมี email เป็นของตนเองกันหมดแ้ลว บางคนอาจมีมากกว่าหนึ่งด้วยซ้ำไป ซึ่งพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่มักเปิดอ่าน email อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ผู้ประกอบการจึงสามารถส่งข่าวสารทางธุรกิจหรือขายสินค้าผ่านทาง email ได้โดยตรง เพราะมันจะไปถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เรากำำหนดไว้ในแอดเรสอย่างแน่นอน นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังสามารถส่งไปถึงผู้บริโภคหลายคนได้ในคราวเดียวกันอีกด้วย

    2. email ระบุผู้รับได้ชัดเจนกว่า

    สื่อการตลาดประเภทอื่นมักจะใช้วิธีสื่อสารไปยังผู้บริโภคในลักษณะเหวี่ยงแห ซึ่งบางครั้งค่อนข้างจะคลุมเครือและไม่ค่อยตรงกับกลุ่มฐานลูกค้าที่ผู้ประกอบการต้องการและวางเอาไว้มากนัก email จึงเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากที่สุด เพราะผู้ประกอบการสามารถใส่ email ชื่อ ที่อยู่ ลงไปในช่องว่างของผู้รับได้โดยตรง จึงสามารถส่งข้อความไปยังผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่ตนเองต้องการได้ในทันที ปัญหาการเหวี่ยงแหจับผู้บริโภคจึงหมดไป

    3. email กำหนดเวลา และความถี่ในการส่งได้

    ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการใช้ email ทำธุรกิจก็คือ ผู้ประกอบการสามารถเลือกเวลาพร้อมความถี่ในการส่งได้ด้วยตนเอง ถึงแม้การสื่อสารทางการตลาดวิธีอื่นๆ ก็สามารถทำส่วนนี้ได้เหมือนกัน แต่มันไม่มีความละเอียดเทียบเท่ากับ email เพราะหากเป็นสื่ออย่างวิทยุหรือโทรทัศน์ แม้ผู้ประกอบการจะสามารถกำหนดเวลาการยิงโฆษณาได้ แต่หากผู้บริโภคเกิดลุกไปรับโทรศัพท์ในตอนนั้นก็เท่ากับว่าเขาไม่ได้เห็นโฆษณา แต่หากเป็น email ผู้ประกอบการสามารถกำหนดเวลาลงไปได้อย่างชัดเจนว่าต้องการส่ง email เวลาไหนและความถี่เท่าไร อีกทั้งแม้จะเลยเวลาไปแล้ว แต่ผู้บริโภคก็ยังมาเปิดดูได้ภายหลัง email จึงเป็นวิธีการที่ลดการคลาดเคลื่อนระหว่างสื่อกับผู้บริโภคได้ดีมากอีกวิธีการหนึ่ง

    4. email ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

    จุดเด่นที่สุดของ email คงต้องยกให้เรื่องค่าใช้จ่าย เพราะในกรณีที่ใช้ email ทำธุรกิจผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียว เนื่องจากเป็นบริการฟรีและสามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ในทุกขั้นตอน จึงเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของบริษัทไปได้มาก เพราะหากเป็นวิธีการอื่นๆ ผู้ประกอบการอาจต้องเสียเงินจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะมาเป็นผู้ดำเนินการให้ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น โฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เป็นต้น

    5. ปรับเนื้อหา email ให้เหมาะกับผู้รับได้

    เครื่องมือการตลาดในแบบอื่นๆ มักถูกผลิตออกมาให้มีลักษณะการสื่อสารที่เป็นกลางสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม ซึ่งแม้จะมีข้อดีแต่ก็มีข้อเสียในบางส่วนอยู่เช่นกัน เพราะต้องเข้าใจว่ารูปแบบสื่อสารการตลาดในลักษณะหนึ่งไม่ได้มีความเหมาะสมและสามารถใช้ได้กับกลุ่มผู้บริโภคทุกประเภท และหากปรับเปลี่ยนให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น แน่นอนว่ารายจ่ายก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน แต่สำหรับ email สามารถปรับเปลี่ยนหรือสร้างชิ้นงานโฆษณาให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายทุกประเภทได้ แค่ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนเนื้อหารายละเอียดภายใน email เพียงเท่านี้ผู้ประกอบการก็จะได้ email ที่มีความเหมาะสมเป็นการเฉพาะกับลูกค้ากลุ่มต่างๆแล้ว ถือว่าเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

    6. email สามารถวัด feedback กลับได้ทันที

    email มีข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือผู้ประกอบการสามารถวัด Feedback หรือผลตอบรับได้ทันทีที่ส่ง email ออกไปยังผู้บริโภค เพราะหากผู้บริโภคตอบ email กลับมาหรือแม้กระทั่งเปิดอ่าน ก็แสดงว่ารูปแบบการใช้ email ของผู้ประกอบการได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งแตกต่างจากวิธีอื่นที่วัดผลความสำเร็จได้ค่อนข้างยากและส่วนใหญ่ยังเป็นการคาดคะเนอีกต่างหาก จึงมักขาดความเที่ยงตรงอยู่เสมอ

    สรุป

    ปัจจุบันเป็นที่รับรู้กันโดยดุษณีว่า email มีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจค่อนข้างมาก ธุรกิจหลายประเภทประสบความสำเร็จได้เพราะใช้ email เป็นเครื่องมือในการวิ่งหาผู้บริโภคแทนการใช้พนักงาน จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการทุกคนควรหันมาให้ความสนใจมากขึ้น แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการควรต้องระมัดระวังคือการส่ง email ทางธุรกิจถึงแม้จะเป็นวิธีการที่ง่าย แต่บางครั้งก็อาจสร้างความรำคาญจนเป็นที่มาของความหงุดหงิดในกลุ่มผู้บริโภคที่มีต่อบริษัทของผู้ประกอบการได้เหมือนกัน ผู้ประกอบการจึงต้องพิจารณาดูถึงความถี่ในการส่งควบคู่กันไปด้วย ไม่ให้น้อยหรือมากจนเกินไป เพราะสุดท้ายแล้ว email ทางธุรกิจคงสูญเปล่าและไม่มีค่าอันใดหากถูกผู้บริโภคกำหนดให้มันเป็น email ขยะ

  • เคล็ดลับการทำงานอย่างสุขใจ

    เชื่อว่าหลายๆท่านที่กำลังทำงานประจำอยู่คงกำลังเบื่องานของตัวเองเป็นแน่แท้ แม้นึกอยากจะลาออกเปลี่ยนไปทำงานอื่นแต่ก็ทำไม่ได้ เนื่องด้วยความจำเป็นต่างๆ บีบคั้นอยู่ จึงจำเป็นต้องก้มหน้าอดทนทำงานต่อไปแม้ว่าใจนั้นจะไม่ได้นึกชอบงานของตนเลยก็ตาม ในเมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนงานได้สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดก็คือเปลี่ยนมุมมองของใจตนเองเท่านั้น เพื่อที่ว่าจะได้ใช้ชีวิตการทำงานไปในทุกๆวันอย่างมีความสุข สำหรับเคล็ดลับการทำงานอย่างสุขใจนั้นมีดังนี้

    1.เริ่มงานด้วยความสดชื่น และกระตือรือร้น กระปรี้กระเปร่า

    แม้ว่าจะรู้สึกเบื่องานสักเพียงใด แต่หากในทุกๆวันเราเริ่มงานด้วยความสดชื่น สดใจ จะทำให้จิตใจแจ่มใส ปลอดโปร่ง และพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาหรืองานต่างๆได้เต็มที่ไม่ว่างานนั้นจะยากหรือง่ายมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้แล้วยังจะสามารถช่วยทำให้ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นอีกด้วย

    2.เปลี่ยนแปลงบุคลิกให้กับตำแหน่งงาน

    บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำงาน หากงานของคุณเป็นงานบริการ หรืองานที่ต้องมีการติดต่อประสานงานกับผู้คนมากมาย ควรจะยิ้มแย้มและพูดคุยกับลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงานอย่างรู้กาละเทศะ รู้จักอดทนอดกลั้น ปัญหาระหว่างการทำงานมักจะมีมาเสมอทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว จำเป็นจะต้องรู้จักข่มกลั้นใจไว้ไม่ให้โกรธหรือแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว ควรคิด พูดจาอย่างมีเหตุผลและรู้จักการประนีประนอมเพื่อบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน

    3.ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมใหม่ๆอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงานของท่าน การทำงานซ้ำๆซากๆอยู่ทุกวันนั้นมักจะทำให้เรารู้สึกจำเจเบื่อหน่าย จนทำงานไปด้วยความเคยชินโดยไม่ได้คิดปรับปรุงงานให้ดีขึ้น เราควรมีความกระตือรือร้นที่จะหาความรู้ใหม่ๆมาพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม จนงานของเรามีความโดดเด่นและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นหนทางก้าวไปสู่การเลื่อนตำแหน่งของคุณก็เป็นได้

    4.แบ่งงานออกเป็นส่วนต่างๆตามลำดับความสำคัญ

    วิธีนี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องเจอกับปัญหาจากเหตุการณ์ที่เวลามีเหลือไม่พอกับงานที่แสนสำคัญ เพราะธรรมชาติของคนเรานั้นมักจะเลือกทำงานง่ายที่สุดก่อน ให้คุณเลือกทำงานที่สำคัญที่สุดก่อนเพราะมักจะเป็นงานที่กินเวลานาน ส่วนงานง่ายๆเก็บไว้ทำทีหลังอย่างสบายใจดีกว่า

    5.เขียนบันทึกเพื่อเตือนตนเอง

    บางครั้งอาจจะมีบางสิ่งที่เราทำผิดพลาดในงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าจะเตือนตนเองสักแค่ไหนก็ยังเผลอทำจนได้ ให้คุณลองหากระดาษnotepad ที่ใช้แปะกันลืมมาแปะติดไว้ที่โต๊ะทำงานตามมุมที่มองเห็นง่าย เมื่อเราอ่านกระดาษข้อความเหล่านี้อยู่ทุกวันจิตใจก็จะซึมซับเข้าไปในจิตใต้สำนึกและปฏิบัติตามในที่สุด

    6.อย่าเครียดและจริงจังกับงานมากเกินไป

    จริงจังกับงานได้แต่อย่ามากจนเกินพอดี ควรหยุดพักบ้างหากรู้สึกเหนื่อยหรือเครียดมากเกินไป และที่สำคัญอย่าโกรธหรือโทษตัวเองเมื่อทำผิดพลาด ไม่มีสิ่งใดที่ถือว่าผิดพลาดหากเราได้ทำอย่างเต็มที่และดีที่สุดแล้ว ให้นำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นบทเรียนแล้วเริ่มต้นใหม่

    7.แบ่งเวลาทำงานและพักผ่อนให้สมดุลกัน

    อาจมีหลายครั้งที่งานเร่งจนคุณโหมทำลืมพักผ่อน เพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนั้นควรกำหนดเวลาอย่างชัดเจนว่าช่วงไหนคือเวลางาน ช่วงไหนคือเวลาพัก เพราะแม้แต่เครื่องจักรก็ยังต้องการการหยุดพักเพื่อปรับสภาพที่สมดุล ร่างกายมนุษย์ก็เช่นกัน แม้งานจะเร่งสักเพียงใดแต่หากทำงานโดยไม่หยุดพักร่างกายและสมองของเราก็จะเหนื่อยล้า และส่งผลให้งานที่สำเร็จได้มาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ต้องนำกลับไปแก้ไขใหม่อยู่เรื่อยไป

  • วิธีทำธุรกิจขายกากกาแฟให้ประสบความสำเร็จ

    มาถึงชั่วโมงนี้คงไม่มีใครที่ไม่เคยสัมผัสลิ้มลองกาแฟสด ทั้งบางบ้านอาจจะพิสมัยในรสชาติของกาแฟสดถึงขั้นยอมลงทุนซื้อเครื่องชงเอสเปรสโซ และไปร่ำเรียนวิชาการชงกาแฟสดเพื่อมาทำกินในบ้าน ส่วนคนที่ยังมีทุนทรัพย์ไม่พอก็ยังคงหาตระเวนหากาแฟสดที่เขาเปิดขายกันอยู่ทั่วต่อไปแต่สำหรับวันนี้ผมมีอาชีพหนึ่งมานำเสนอครับซึ่งหากคุณทั้งหลายเป็นคนที่ชอบกาแฟ ทำกาแฟ หรือเกี่ยวข้องกับกาแฟโดยตรงแล้วเชื่อเลยว่าอาชีพนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้กับคุณไม่น้อยไปกว่าการขายกาแฟสดเลยแถมยังเป็นงานอดิเรกได้อีกด้วยซึ่งนั่นก็คืออาชีพสร้างผลิตภัณฑ์จากกากกาแฟนั่นเองครับ

    คงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ากาแฟนั้นกลั่นมาจากการที่น้ำร้อนไหลผ่านผงกาแฟลงมาโดยเจ้าน้ำตัวนั้นแหละที่เราเอามาชงเป็นกาแฟส่วนกากกาแฟที่น้ำไหลผ่านแล้วเราจะเคาะทิ้งไปเพราะว่ากาแฟที่ดีนั้นจะไม่เอาผงกาแฟเก่ามากรองน้ำอีกครั้งหนึ่งเพราะจะทำให้รสชาติเจือจางลง ดังนั้นในแต่ละวันร้านขายกาแฟสดจึงมีเจ้ากากกาแฟเหลือทิ้งเป็นจำนวนมากซึ่งหากเรานำกากกาแฟเหล่านั้นมาต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์อื่นๆ ให้เกิดประโยชน์ก็จะทำให้เรามีรายได้มากขึ้นดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าครับว่ากากกาแฟนั้นนำมาทำอะไรกันได้บ้าง

    สำหรับคนที่ชอบปลูกต้นไม้เจ้ากากกาแฟนี่แหละครับเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ได้เป็นอย่างดี เราอาจจะทำเป็นแพคเกจดูดีสักหน่อยเขียนว่าปุ๋ยกากกาแฟสำหรับปลูกต้นไม้ขายในราคาไม่แพงมากเท่านี้ก็อาจจะมีคนที่มาดื่มกาแฟสนใจแล้วซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านไปก็ได้

    ส่วนเจ้าของกิจการท่านใดที่ชอบในงานศิลปะหรือพอมีฝีมือในการวาดภาพอยู่บ้างแล้วล่ะก็การนำกากกาแฟมาผสมน้ำแล้วมาวาดรูปต่างสีน้ำแล้วนำผลงานออกขายก็อาจสร้างรายได้ให้เช่นกันเพราะในต่างประเทศมีการวาดภาพจากน้ำกาแฟขายแถมยังขายดีเสียอีกด้วยดังนั้นหากคุณเป็นคนที่มีฝีมือแล้วจึงไม่ควรปล่อยโอกาสให้พลาดไป

    นอกจากทั้งสองอย่างข้างต้นแล้วเรายังอาจจะนำกากกาแฟเหล่านั้นมาบรรจุถุงลูกไม้สีสวยๆ ห่อให้มีความสวยงามแล้วขายเป็นถุงดับกลิ่นไม่พึงประสงค์เหมือนกับถุงการบูรที่ใส่ไว้ตามตู้เสื้อผ้าก็ได้เพราะกากกาแฟนั้นมีคุณสมบัติในการดูดความชื้นและดูดกลิ่นได้ดีเยี่ยมและหากใครที่รักสวยรักงามแล้วล่ะก็สามารถนำกากกาแฟมาผสมกับส่วนผสมอื่นๆเพื่อผลิตเป็นผงกาแฟขัดผิวได้ ซึ่งเจ้าผงกาแฟขัดผิวนี้มีคุณสมบัติในการขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายไปให้ออกจากร่างกายทำให้ร่างกายขาวเนียนสวยขึ้น

    เป็นอย่างไรกันบ้างล่ะครับเห็นหรือยังว่าเจ้ากากกาแฟที่ดูเหมือนจะไม่มีค่านั้นสามารถนำมาต่อยอดทำอะไรได้มากมายดังนั้นถ้าใครมีกากกาแฟอยู่ในมือก็อย่าเพิ่งทิ้งไปให้เสียประโยชน์ลองเอามาดัดแปลงทำดูตามที่ผมบอกไม่แน่ว่าเถ้าแก่มือใหม่ในอนาคตอาจเป็นคุณก็ได้

  • สูตรวิธีทำฝอยทอง พร้อมคำแนะนำในการขายฝอยทอง

    ก่อนที่เราจะเริ่มต้นขายขนมฝอยทองกันนั้น ผมก็จะขอแนะประวัติของขนมฝอยทองกันก่อนนะครับ ว่ากว่าจะถึงทุกวันนี้มีที่มากันอย่างไรบ้าง ขนมฝอยทองนั้นดั้งเดิมเป็นขนมของประเทศโปรตุเกส ขนมมีลักษณะเป็นเส้นฝอยสีทอง ทำจากไข่แดงของไข่เป็ด ซึ่งชาวโปรตุเกสใช้รับประทานเป็นอาหารมื้อหลักกับเนื้อสัตรว์ หรือขนมปัง และใช้รับประทานกับขนมเค้กอีกด้วย ฝอยทองนั้นดั้งเดิมมีต้นกำเนิดจากเมืองอาไวรู อยู่ทางชายฝั่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศโปรตุเกส ซึ่งในประเทศสเปนเรียกขนมฝอยทองว่า อูเอโบอิลาโด ซึ่งแปลว่า ไข่ที่ปั่นเป็นเส้นด้าย

    สำหรับในประเทศไทย ขนมฝอยทองมาพร้อมกับขนมทองหยิบ และทองหยอด ในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยผู้ที่นำเข้ามาก็คือ มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา หรือชื่อไทยคือ ท้าวทองกีบม้า เป็นลูกครึ่งชาวโปรตุเกส ญี่ปุ่น และเป็นภริยาของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ท้าวทองกีบม้ามีหน้าที่เป็นหัวหน้าห้องเครื่องต้น เป็นผู้ทำอาหารเลี้ยงต้อนรับคณะราชทูตจากฝรั่งเศสที่มาเยือนกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น

    สำหรับในปัจจุบันขนมฝอยทองนิยมนำใช้กันในงานมงคล เพราะด้วยความเป็นขนมชื่อมงคล เพราะคำว่า ทอง เป็นคำมีความหมายที่ดี หมายถึงความร่ำรวย หรือความเจริญรุ่งเรือง การมอบขนมฝอยทองให้คนที่เรารัก หรือเคารพ เปรียบเหมือนนำทองไปมอบ ส่วนใหญ่จะนำไปใช้กันในงานมงคลสมรส หรืองานมงคลอื่นๆ

    สูตรวิธีการทำขนมฝอยทอง สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    – น้ำตาลทรายขาว 1 กิโลกรัม
    – น้ำลอยดอกมะลิ 1 กิโลกรัม (ถ้าไม่มี สามารถใช้น้ำสะอาด หยดกลิ่นมะลิลงไปประมาณ 2-3 หยด)
    – ใบเตยสีเขียวเข้ม 4 ใบ
    – ไข่เป็ด 6 ฟอง
    – ไข่ไก่ 3 ฟอง

    อุปกรณ์การทำ

    – กรวยใบตอง (ถ้าไม่มีให้ใช้กรวยแสตนเลส หรือกรวยที่ทำจากอลูมิเนียมแทน)
    – ไม้แหลม ยาวประมาณ 1 ฟุต
    – ถาดรองน้ำเชื่อม
    – ผ้าขาวบาง
    – ตะแกรง

    วิธีการทำ

    1. เริ่มจากการทำน้ำเชื่อมไว้ก่อน วิธีการทำน้ำเชื่อมก็คือ ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำลอยดอกมะลิเข้าด้วยกันในหม้อ จากนั้นก็ใส่ใบเตย ที่ได้ล้างสะอาดแล้ว ใส่สัก 4-5 ใบ มัดๆ รวมกันลงไป
    2. นำไปตั้งไฟจนน้ำตาลละลาย เคี่ยวไปอีก 5 นาที ซึ่งเราจะไฟกลางค่อนมาทางอ่อน และก็ยกลงมากรองด้วยกระชอนตาถี่ๆ หรือผ้าขาวบางชั้นเดียวสัก 1 ครั้ง และนำไปเทใส่ในกระทะทอง ทำการเคี่ยวไฟอ่อนๆ อีกสักพัก เพื่อให้น้ำเชื่อมมีความเหนียวข้นได้ที่
    3. ในระหว่างที่เราเคี่ยวน้ำเชื่อม เราก็จะมาจัดการกับไข่กันต่อ ให้นำไข่ไก่ และไข่เป็ดมาล้างทำความสะอาด และเช็ดด้วยผ้าแห้ง
    4. ต่อจากนั้นก็ตอกไข่ใส่ถ้วย โดยตอกไข่ทีละใบ และก็ทำการแยกไข่ขาว และไข่แดงออกจากกัน และรีดเยื่อไข่ที่หุ้มไข่แดงอยู่ออกให้หมด สำหรับเปลือกไข่ให้เก็บเอาไว้ก่อน ซึ่งเราจะต้องทำการรีดเอาไข่น้ำค้างออกมาจากก้นเปลือกไข่ด้วย และต่อไปก็ทำแบบเดียวกันนี้กับไข่ทั้งหมดที่เหลือ
    5. ต่อไปเราก็จะต้องมาทำการรีดไข่น้ำค้างกันต่อ การทำฝอยทอง ไข่น้ำค้างเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเลย การรีดไข่น้ำค้างสามารถทำด้วยการใช้ปลายนิ้วหัวแม่โป้งมือของเราวางลงไปด้านในเปลือกไข่บริเวณไข่น้ำค้าง ตรงที่เป็นเหมือนเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ และทำการรีดไข่น้ำค้างออกมา ซึ่งตรงนี้ใครไม่ถนัดใช้มือ จะใช้ช้อนขูดเบาๆ เอาก็ได้เช่นกัน ซึ่งไข่น้ำค้างมีคุณสมบัติช่วยทำให้เส้นฝองทองเหนียวนุ่ม และไม่ขาดง่าย
    6. ต่อมาให้นำไข่น้ำค้างทั้งหมด จากไข่ทุกใบ เทใส่ลงไปในถ้วยไข่แดง และใช้ส้อมคนไข่แดง และไข่น้ำค้างให้เป้นเนื้อเดียวกันแต่ไม่ต้องตีให้ขึ้นฟู
    7. และนำไปกรองผ่านผ้าขาวบางทบ 2 ชั้น ประมาณ 3 ครั้ง เพื่อที่ไข่แดงจะได้มีเนื้อที่ละเอียดมากขึ้น และเพื่อเป็นการรีดเอาเยื่อไข่แดงที่เราเอาออกไม่หมดในครั้งแรกให้หมดไป
    8. ต่อจากนั้น ก็ทำการทดสอบไข่แดง โดยการตักไข่แดงขึ้นมาเทดูว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ถ้าเทแล้วเป็นสายต่อเนื่องกัน ก็แสดงว่าใช้ได้ แต่ถ้าเทแล้วมีขาดออกจากกันเป็นช่วงๆ ก็ให้แก้ด้วยการกรองด้วยผ้าขาวบางอีกสัก 2 รอบครับ
    9. เมื่อเราเตรียมไข่แดง และน้ำเชื่อมไว้เรียบร้อยแล้ว (น้้ำเชื่อมที่ได้ที่แล้ว จะมีลักษณะฟองเป็นฟองละเอียด) เราก็ทำการตักไข่แดงใส่ในกรวย อย่าลืมเอาปลายนิ้วชี้อุดรูที่ปลายกรวยไว้ด้วยครับ (กรวยที่ใช้ อาจจะเป็นกรวยใบตอง หรือกรวยแสตนเลส หรือกรวยที่ทำจากอลูมิเนียมก็ได้ครับ)โดยจะต้องตักให้มีปริมาณเยอะหน่อย เพราะไม่งั้นแล้วมันจะไม่มีแรงกดที่จะทำให้ไข่แดงไหลผ่านรูของกรวยได้อย่างต่อเนื่องครับ
    10. เมื่อเราเห็นว่าไข่แดงสามารถไหลผ่านรูกรวย ไหลเป็นสายได้ต่อเนื่อง ไม่ขาดจากกันแล้ว ตอนนี้ก็ให้เราเริ่มทำการโรยเส้นฝอยทองลงบนน้ำเชื่อมได้เลยครับ โดยเริ่มต้นจากการหรี่เตาไฟให้เหลือไฟปานกลาง
    11. ให้เราถือกรวยที่ใส่ไข่แดงไว้เหนือน้ำเชื่อมประมาณ 15 เซ็นติเมตร และโรยไข่แดงให้มีลักษณะเป็นวงกลมประมาณ 25 วงต่อเนื่องกัน เมื่อโรยไข่เสร็จ ให้เรานำไม้ปลายแหลม มากดเส้นฝอยทองให้จมลงไปในน้ำเชื่อมสักประมาณ 5-10 วินาที เพื่อให้ไข่สุก และซึมซับเอาน้ำเชื่อมลงไป
    12. ทำการสอยฝอยทองด้วยการใช้ไม้ปลายแหลม พับครึ่งเส้นฝอยทอง และพับครึ่งอีกครั้ง และเอามาพักไว้บนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำเชื่อมนะครับ
    13. ถ้าเราต้องการฝอยทองเส้นเล็ก ให้เราถือกรวยให้สูงจากน้ำเชื่อมนะครับ แต่ถ้าต้องการฝอยทองเส้นใหญ่ ก็ให้ถือกรวยต่ำๆ นะครับ แต่ถ้าเป็นเส้นใหญ่ เนื้อฝอยทองก็จะหยาบไปด้วย ซึ่งเวลารับประทานแล้วอาจจะจะไม่ค่อยถูกปากนะครับ
    14. เมื่อฝอยทองที่เราพักไว้จนสะเด็ดน้ำเชื่อมดีแล้ว และเราเอามาคลี่ให้กระจายตัวเป็นเส้นๆ แล้ว เราก็จะได้ฝอยทองที่น่ารับประทานออกมาครับ

    สูตรวิธีการทำขนมฝอยทอง สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    – ไข่แดงจากไข่เป็ด 10 ฟอง
    – ไข่แดงจากไข่ไก่ 5 ฟอง
    – น้ำลอยดอกไม้ 5 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม

    อุปกรณ์การทำ

    – ไม้แหลม ยาวประมาณ 1 ฟุต
    – กรวย
    – ผ้าขาวบาง

    วิธีการทำ

    1. สำหรับน้ำดอกไม้ ให้หาถ้วยมาใส่น้ำเปล่า และให้เรานำดอกมะลิมาล้างให้สะอาด เพื่อล้างสารเคมีต่างๆ และค่อยๆ วางดอกมะลิลงในน้ำเปล่า วางให้ดอกมะลิลอยขึ้นนะครับ ปิดฝาให้สนิท ปล่อยทิ้งไว้ 1 คืน และมาเปิดออกตอนเช้าๆ นะครับ
    2. เมื่อเช้าแล้ว ให้เราช้อนดอกมะลิออกจากน้ำนะครับ
    3. ขั้นตอนต่อไปให้นำไข่เป็ด และไข่ไก่ไปล้างให้สะอาดครับ
    4. เมื่อล้างไข่ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อไปเราก็จะมาตอกไข่ลงไปในถ้วย ซึ่งนำค้างไข่ที่ออกมาด้วยจะมีลักษณะใสๆ ไม่มีเมือก ซึ่งประโยชน์ของน้ำค้างไข่ จะช่วยทำให้ขนมฝอยทอง ยาวเป็นเส้นต่อเนื่องกันไม่ขาดสายครับ
    5. เมื่อเราได้ตอกไข่หมดแล้ว ก็ต้องรีดไข่ขาวออกให้หมดครับ ส่วนน้ำค้างไข่ให้เก็บแยกไว้จากไข่ขาวนะครับ
    6. นำเฉพาะไข่แดงเท่านั้น วางลงบนผ้าขาวบาง นำมาวางให้ครบทั้งไข่แดงของไข่เป็ด และไข่ไก่นะครับ
    7. เมื่อได้ไข่ครบแล้ว ให้ตักไข่น้ำค้างที่เราเก็บไว้ ใส่ลงบนไข่ที่วางบนผ้าขาวบางประมาณ 10 ช้อน
    8. เมื่อเรียบร้อยแล้ว ให้รวบผ้าขาวบางไว้ด้วยกัน และใช้มือรีดไข่แดงทั้งหมดให้ไหลออกมา ลักษณะของไข่แดงเมื่อบีบออกมาแล้ว เมื่อตักขึ้นดู จะเป็นสายยาวดูสวยครับ
    9. ต่อไปก็จะได้เวลาทำน้ำเชื่อมกันแล้วครับ เริ่มจากการผสมน้ำลอยดอกไม้ และน้ำตาลทราย จากนั้นให้นำไข่เป็ดใส่ลงไปแล้วให้ขยำๆ ให้ทั่ว จนน้ำตาลละลายหมดครับ
    10. และนำไปเทใส่ใส่ผ้าขาวบางที่วางไว้บนถ้วย ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะเอาแต่น้ำนะครับ
    11. นำไปตั้งไฟ และใส่ใบเตยลงไป ซึ่งใบเตยจะทำให้น้ำมีความหอมครับ ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที เพื่อรอให้น้ำเชื่อมเดือดครับ
    12. เมื่อน้ำเชื่อมเดือดเรียบร้อยแล้ว ให้เราช้อนใบเตยออกก่อน
    13. ขั้นตอนต่อไป ให้ตักไข่แดงใส่กรวย เพื่อนำไปโรยเป็นฝอยทองในน้ำที่เราต้มไว้เดือดแล้ว เวลาโรยให้ยกสูงๆ นะครับ เส้นจะได้เล็กๆ ยาวๆ ครับ โรยเป็นวงกลม ประมาณ 20 รอบนะครับ
    14. ให้เราช้อนเส้นฝอยทองขึ้นมาจากน้ำ ด้วยการใช้ไม้ปลายแหลมหมุนขึ้นมา และเอามาวางไว้บนตะแกรงนะครับ เท่านี้ก็เป็นการเสร็จสิ้นการทำขนมฝอยทองแล้วครับ

    การบรรจุกล่องขนมฝอยทอง

    – ให้บรรจุขนมฝอยทองในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้
    – น้ําหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของขนมฝอยทองในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากขนมฝอยทอง

    ที่ภาชนะบรรจุขนมฝอยทองทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมฝอยทองแสนหวาน ขนมฝอยฝอยทองสุดอร่อย
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายขนมฝอยทอง

    สำหรับการขายขนมฝอยทองก็ไม่ยากครับ เราต้องหาทำเลที่มีคนเยอะๆ เดินกันพลุกพล่าน ตามชุมชนต่างๆ หรือจะไปเช่าพื้นที่ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ก็ได้ ซึ่งถ้าเราไปขายตามห้างสรรพสินค้า เราอาจจะต้องขายขนมฝอยทองให้แพงขึ้น เพื่อให้คุ้มกับค่าเช่าที่เราจะต้องเสียในแต่ละเดือน ซึ่งทำเลการตั้งร้านก็มีผลกับราคาขายของเราอยู่มาก ยิ่งถ้าบ้านเราอยู่แถวชุมชนก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ ทำให้ลดราคาขายลงมาได้อีก

    ซึ่งขนมฝอยทองสามารถเก็บไว้ได้ในอุณหภูมิปกติได้เต็มที่ประมาณ 3 วัน และสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้เต็มที่ประมาณ 20 วัน ซึ่งเราจะต้องขายให้หมดโดยที่ไม่เก็บค้างนานจนเกินไป เพื่อเป็นคุณภาพของขนมของร้านเรา

    การขายขนมฝอยทองนี้ก็สามารถทำให้เรารวยได้ ถึงแม้บางทีอาจจะช้า แต่เราก็ไม่ถอยหลัง ขายไปเรื่อยๆ สร้างแบรนด์ไปไม่หยุดยั้ง ไม่มีใครตอบได้ว่ากี่ปี อาจจะ 1 ปี 5 ปี 10 ปี แต่ถ้าร้านเราติดตลาด คนรู้จักเยอะแล้ว แบรนด์ของเราจะสามารถสืบต่อไปได้ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

    ผมก็อวยพรขอให้ท่านขายขนมฝอยทองจนประสบความสำเร็จ และร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • วิธีเปิดร้าน Pet Shop ให้ประสบความสำเร็จ

    การเปิดร้าน-Pet-Shop

     

    เชื่อว่าแทบทุกบ้านที่พอมีพื้นที่ใช้สอยคงจะมีโอกาสหาสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงไว้เป็นงานอดิเรกเพื่อคลายเหงาท่ามกลางสภาพสังคมแห่งการแข่งขันในยุคที่ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไม่ว่าจะเป็นนก สุนัข แมวหรือแม้แต่กระทั่งสัตว์แนวๆตามกระแสอย่างชูการ์ไกลเดอร์ก็สามารถเลือกเลี้ยงกันได้ตามความชอบ ตามความเหมาะสม

    สิ่งหนึ่งที่นักวิชาการได้วิจัยเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ของคนทั่วไปพบว่าสำหรับผู้ที่รักสัตว์แล้วการใช้จ่ายเงินเพื่อสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นค่าอะไร มีราคาสูงสักแค่ไหน เจ้าของสัตว์เหล่านั้นล้วนแต่ยอมที่จะจ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงของตนซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนี้เองจึงเป็นที่มาของการถือกำเนิดร้าน Pet Shop ขึ้น

    ร้าน Pet Shop หรือแปลไทยว่าร้านสัตว์เลี้ยงเป็นร้านที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของบรรดาผู้รักสัตว์เลี้ยงทั้งหลายที่ต้องการมอบความสะดวกสบาย ต้องการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสัตว์เลี้ยงของตนราวกับว่าสัตว์เหล่านั้นเป็นคนในครอบครัวเดียวกันโดยในร้าน Pet Shop นั้นจะมีทั้งสิ้นค้าและบริการของเจ้าตัวน้อยให้ผู้ใช้บริการได้เลือกสรรกัน

    สินค้าที่ขายอยู่ในร้าน Pet Shop นั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงเป็นสำคัญอาทิเช่น อาหารสุนัข อาหารแมว และ accessories ต่างๆ อันได้แก่พวกกรงขัง กระบะทรายใส่อุจจาระแมว ของเล่นเสริมปัญญา หนังสือวิธีการเลี้ยงเป็นต้น และในร้าน Pet Shop ขนาดใหญ่บางแห่งอาจมีการให้บริการรับฝากและอภิบาลสัตว์เลี้ยงอีกด้วยซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าหากร้าน Pet Shop ร้านใดเปิดให้บริการดังกล่าวร้านนั้นก็มักที่จะได้รับความนิยมอย่างสูงและเป็นที่รู้จัก รวมถึงมีคนมาใช้บริการกันอย่างกว้างขวางเพราะลูกค้าสามารถฝากสัตว์เลี้ยงของตนไว้กับร้านค้าได้ในกรณีที่ไม่อยู่บ้านหลายวันและไม่มีคนดูแลซึ่งรายได้ส่วนนี้ของร้านค้าก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

    สิ่งที่ควรทราบสำหรับธุรกิจ Pet Shop นี้ ผู้ประกอบการควรมีใจรักในสัตว์เลี้ยง มีความโอบอ้อมอารีย์กับสัตว์ต่างๆ เป็นทุนเดิมเพื่อเป็นความก้าวหน้าในอาชีพอีกทั้งยังควรเสาะแสวงหาสินค้าและความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงจากแหล่งต่างๆ เพื่อนมาบริการลูกค้าอยู่เสมอ

    ปัจจุบันมีร้าน Pet Shop ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างมากมายโดยร้าน Pet Shop แต่ละแห่งนั้นก็มีจุดดี จุดด้อยแตกต่างกันตามแต่เทคนิคการขายและการบริหารงานของแต่ละคนแต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือต้องนำเสนอสินค้าที่ดีมีคุณภาพให้กับลูกค้าเพราะลูกค้าที่เลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลุกค้าที่ค่อนข้างมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยซึ่งหากเราเอาของไม่ดี ไม่มีคุณภาพมาหลอกขายลูกค้าจะทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึกและหันไปใช้บริการจากเจ้าอื่นในที่สุด

  • วิธีการขายผลไม้รถเข็นให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการขายผลไม้รถเข็นให้ประสบความสำเร็จ
     

    ต้องเรียกว่าเป็นความโชคดีของคนไทยที่ประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม เป็นแหล่งผลิตพืชพันธุ์ และผลไม้ต่างๆ ได้ตลอดทั้งปี จนทำให้ประเทศไทยได้เปรียบในเรื่องการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมมากกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบเอเซีย และด้วยความได้เปรียบนี้เองจึงทำให้เกิดอาชีพขายผลไม้รถเข็นขึ้น ซึ่งสามารถสร้างรายได้อย่างงามให้กับผู้ประกอบอาชีพ

    ซึ่งในปัจจุบันนี้ ในทุกตรอกซอกซอยของสถานที่ๆ เราอาศัยอยู่ น่าจะเคยได้ยินเสียงกระดิ่งสั่นดังแกร๊งๆ และเมื่อเราโผล่ออกไปจะพบคนเข็นรถขายผลไม้นานาชนิด เช่น ฝรั่ง มะม่วง มันแกว ชมพู สัปปะรด แตงโม รวมไปถึงผลไม้ตามฤดูกาลอย่างเช่น แก้วมังกร นั่นแหละครับคืออาชีพที่ผมกล่าวถึง

    อาชีพขายผลไม้รถเข็นนี้เป็นอาชีพที่จะเรียกว่าทำง่ายก็ง่าย จะทำยากก็ยาก เพราะเนื่องจากว่าผู้ขายต้องมีความอดทน และขยันขันแข็งมากกว่าอาชีพอื่นทั่วๆ ไป โดยจะต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปตลาดผลไม้ ต้องคัดเลือกผลไม้ว่าผลไม้ชนิดใดกำลังอยู่ในฤดูกาล และเป็นที่ต้องการ หรือผลไม้ชนิดใดที่คนนิยม แต่ไม่ค่อยมีขาย โดยคนขายเองก็ต้องคิดคำนวณให้ดี มิฉะนั้นจะทำให้ซื้อผลไม้มามากเกินความต้องการขาย และอาจทำให้เหลือทิ้ง ซึ่งนั่นหมายความว่าขาดทุนนั่นเอง

    การเลือกผลไม้ก็เช่นกันผู้ขายต้องเลือกผลไม้ให้อยู่ในระดับที่พอดีๆ ไม่ดิบหรือสุกจนเกินไป หากผลไม้ใดที่มีระยะเวลาในการเก็บ ก็ต้องคำนวณว่าควรเก็บไม่เกินเท่าใดจึงจะเหมาะสม และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ พริกเกลือ สิ่งนี้สำคัญขาดไม่ได้เลยทีเดียว

    ซึ่งพริกเกลือ จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่ทำจากพริกป่นผสมเกลือป่นผสมน้ำตาลทราย ชิมดูให้ออก 3 รส คือ เค็ม หวาน เผ็ดนิดหน่อย และชนิดทำจากน้ำตาลปี๊บผสมพริกขี้หนูสดผสมเกลือให้มี 3 รส เช่นกัน

    เมื่อได้ผลไม้มาแล้วก็ต้องนำผลไม้เหล่านั้นมาจัดการทำความสะอาด ล้างปอกเปลือก หั่นเพื่อเตรียมแช่น้ำแข็งที่อยู่บนรถเข็น เตรียมถุง เตรียมไม้จิ้ม และพริกกับเกลือให้พร้อม ซึ่งวิธีการปอกผลไม้ ควรปอกให้น่ารับประทาน อีกทั้งการจัดตู้ผลไม้ ควรสะอาด สวยงาม จะทำให้ลูกค้าอยากซื้อมากขึ้น

    ก่อนที่จะดำเนินการออกขาย โดยส่วนใหญ่หากผู้ขายเตรียมตัวตั้งแต่เช้ากว่าจะได้ขายก็ประมาณบ่ายๆ ขึ้นไปจึงเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งของอาชีพขายผลไม้ เพราะต้องใช้เวลาเตรียมการขายนานพอสมควร แต่ในบางกรณีผู้ขายบางคนตื่นตอนกลางคืน และไปตลาดเพื่อซื้อผลไม้ และเตรียมทำไว้เพื่อขายตอนเช้า กรณีนี้ก็สามารถออกรถขายตอนเช้าได้เลย

    และตลาดที่ควรไปรับผลไม้มาขาย แน่นอนว่าต้องเป็นตลาดขายส่ง ยกตัวอย่างเช่น ตลาดไท หรือตลาดโบ้เบ้ เพราะเค้าขายในราคาที่ค่อนข้างถูก ทำให้คุณมีผลกำไรที่มากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วกำไรที่คุณควรจะมีจากการขายผลไม้น่าจะอยู่ที่ครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว

    ในปัจจุบันเริ่มมีผู้ประกอบการที่เล็งเห็นความไม่สะดวกของบรรดาพ่อค้า ที่ต้องเสียเวลาไปตลาดเพื่อเลือกซื้อผลไม้ และเสียเวลาเตรียมการปอกผลไม้เพื่อขาย จึงได้ผันตัวเองขึ้นเป็นพ่อค้าคนกลางด้านผลไม้รถเข็นเสียเอง โดยตัวเองเป็นผู้จัดการหาผลไม้ และจัดการหั่นปอกเปลือกให้ทั้งหมด ผู้ขายผลไม้มีหน้าที่มาซื้อจากพ่อค้าคนกลางแล้วไปขายต่อทำกำไรอีกต่อเท่านั้น ซึ่งถือเป็นผลดีทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายพ่อค้าคนกลางสามารถหาคนที่ต้องการมาซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องหาวิธีมากนัก ส่วนผู้ขายที่รับสินผลไม้ไปขายต่อก็ไม่ต้องเสียเวลานั่งรถไปซื้อของเตรียมของอีกทั้งยังสามารถซื้อปลีกเป็นลูกๆ หรือเป็นชิ้นๆ ได้อีกด้วย

    การเข็นรถเข็นไปขาย ผุ้ขายก็ต้องไปขายที่ย่านชุมชนที่มีผู้คนพลุกพล่าน เช่น หน้าสำนักงานต่างๆ ตลาด หน้าหมู่บ้าน ปากซอย หรือริมทางที่มีคนเดินผ่านประจำ และตามมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนต่างๆ

  • วิธีขายโคมไฟจากกะลามะพร้าวให้ประสบความสำเร็จ

    สำหรับวันนี้ ผมก็จะขอนำท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับโคมไฟที่ทำจากกะลามะพร้าว หรือที่เรียกกันว่า โคมไฟกะลามะพร้าว นั่นเองครับ

    ซึ่งแต่เดิมเนี่ยโคมไฟใช้เป็นอุปกรณ์ใช้สำหรับการอ่านหนังสือ แต่ในปัจจุบันมีการนำโคมไฟมาเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับตกแต่งบ้าน ซึ่งโคมไฟที่ถูกออกแบบมาเพื่อตกแต่งบ้าน จะมีรูปทรงที่แต่งต่างกันออกไป ตามแต่วัสดุที่นำมาประดิษฐ์ ซึ่งการผลิตโคมไฟสามารถใช้วัสดุได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น พลาสติก อะลูมิเนียม หรือเหล็ก ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันออกไปตามวัสดุที่นำมาผลิต แต่ในปัจจุบันโคมไฟสามารถผลิตจากกะลามะพร้าวได้แล้วครับ

    กะลามะพร้าวเนี่ยนะครับ เป็นส่วนประกอบของมะพร้าว มีความสวยงามในด้านความเป็นมันวาวของตัวมันเอง เราสามารถนำมาทำเป็นโคมไฟได้ โดยการนำความสวยงามในกะลามะพร้าวมาประดิษฐ์เป็นโคมไฟสวยงาม มาใช้ประโยชน์ตามต้องการได้

    คนที่คิดสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ขึ้นมานี่ก็มีความคิดที่บรรเจิดมากเลยครับ สามารถที่จะหยิบกะลามะพร้าวที่ไม่มีใครสนใจปล่อยทิ้งปล่อยขว้างตามสวนมาสร้างสรรค์ผลงานออกมาจนทำให้มีรายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง นับถือจริงๆ ครับ แถมลักษณะของโคมไฟจากกะลามะพร้าว ยังมีลักษณะที่แปลกแตกต่างจากสิ่งอื่น เรียกได้ว่าใครเห็นก็คงต้องแวะชมกันทุกรายหล่ะครับ และยังเป็นสินค้าที่ส่งออกขายต่างประเทศได้อีกด้วย ซึ่งได้เงินเข้ากระเป๋าตัวเองไม่พอ แถมยังช่วยประเทศอีกนะครับ เห็นดังนั้นแล้วก็เลยนำวิธีในการทำโคมไฟจากกะลามะพร้าว มาฝากท่านผู้อ่าน มาอ่านวิธีการทำกันเลยดีกว่าครับ

    วิธีการทำกะลามะพร้าว วิธีที่ 1

    วัสดุในการทำ

    – กะลามะพร้าว 1 ลูก
    – จั่นมะพร้าว หรือช่อดอกมะพร้าว
    – เครื่องตัดไฟฟ้า
    – สว่านไฟฟ้า
    – เลื่อยฉลุไฟฟ้า
    – กระดาษทราย
    – ไม้
    – หลอดไฟ
    – สายไฟ
    – สวิตช์ไฟ
    – กาวร้อน
    – แล็กเกอร์ และสีทาไม้

    วิธีการทำ

    1. ยกตัวอย่างการทำโคมไฟกะลามะพร้าวรูปทรงแบบตัวไก่ ให้เรานำมะพร้าวมาปอกเปลือกออกให้หมด ให้เหลือแต่ส่วนที่เป็นกะลาทั้งใบไว้
    2. นำสว่านไฟฟ้ามาเจาะรูด้านล่างของกะลามะพร้าว และขูดเนื้อมะพร้าวด้านในออกให้หมด และขัดกะลาด้านในให้สะอาด
    3. ขั้นตอนต่อมานำกะลามะพร้าวมาขัดผิวด้านนอกให้เรียบ ผิวเรียบ หรือไม่เรียบสามารถวัดได้จากการลูบผิวกะลา เมื่อลูบแล้วจะรู้สึกลื่นมือ
    4. เพื่อให้แสงไฟลอดผ่านเข้ามาได้ เราก็จะต้องเจาะรูให้ทั่วทั้งกะลามะพร้าว โดยกะระยะแต่ละรูให้ห่างเท่าๆ กัน
    5. ให้นำกะลามะพร้าวมาขัดด้วยกระดาษทรายให้ผิวเรียบ
    6. ขั้นต่อมาจะเป็นการทำในส่วนหัวไก่ และคอไก่ โดยให้นำไม้ที่เตรียมมาไว้แล้ว มาตัดด้วยเครื่องตัดไฟฟ้า และนำกระดาษทรายมาขัดผิวกะลาให้เรียบ
    7. และนำจั่นมะพร้าวที่เตรียมไว้ มาติดตกแต่งลงบนหัวไก่สำหรับทำเป็นขนช่วงคอไก่
    8. เมื่อเราได้ตกแต่งจั่นมะพร้าวเรียบร้อยแล้ว ให้นำจั่นมะพร้าวมาประกอบกับกะลาที่เจาะรูไว้ โดยใช้ฝุ่นผงกะลาโรยลงไปก่อน และหยดกาวร้อนตามลงไปตามรอยต่อ จะช่วยทำให้ติดแน่นมากขึ้น
    9. ต่อจากนั้นนำกะลามะพร้าวผ่าซีก 2 ชิ้น มาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ทำเป็นส่วนหางของไก่ และส่วนปีกของไก่ ส่วนขา เล็บ และเดือยไก่นั้น ให้ใช้ไม้มาทำการตัดขึ้นรูป
    10. เมื่อเราได้ส่วนประกอบทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ให้นำมาติดยึดเข้ากับลำตัวไก่ โดยจะใช้กาวร้อนในการยึดติด
    11. ต่อไปจะมาถึงขั้นตอนการทำขอนไม้สำหรับให้ไก่ยืน เริ่มจากการนำขอนไม้ที่เตรียมไว้มาขัดผิวให้เรียบ และนำตัวไก่ที่ประกอบเสร็จแล้วมาติดลงบนขอนไม้ นำกาวร้อนมาทาให้ยึดติดกัน
    12. ต่อจากนั้นให้ทาสีให้ทั่ว ทิ้งไว้ให้แห้ง และเคลือบผิวด้วยน้ำยาแล็กเกอร์อีกครั้ง ทิ้งไว้ให้แห้งอีกครั้งหนึ่ง จึงทำการติดชุดไฟ เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นวิธีการทำ

    วิธีการทำกะลามะพร้าว วิธีที่ 2

    วัสดุในการทำ

    – กะลามะพร้าว 1 ลูก
    – หลอดไฟ สายไฟ ปลั๊กไฟ
    – เทปพันสายไฟ
    – ไม้อัดเหลือใช้
    – คอโคมไฟไม่ใช้แล้ว
    – เครื่องยิงกาว
    – สีไม้โอ๊ก
    – เลื่อยฉลุ
    – สว่านเจาะ
    – กระดาษทรายหยาบ
    – กระดาษทรายละเอียด
    – ดินสอ
    – วงเวียน

    วิธีการทำ

    1. ให้นำกะลามะพร้าว 1 ลูก มาผ่าตรงกลางกะลาเป็น 2 ส่วน ผ่าให้มีขนาดที่ไม่เท่ากัน ให้ส่วนหนึ่งเล็กกว่าอีกส่วนหนึ่งประมาณ 1 เซนติเมตร
    2. ให้นำกะลามะพร้าวส่วนที่เล็กมาเจาะรูตรงกลาง ให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว
    3. ขัดกะลามะพร้าวให้มัน และนำมาทาด้วยสีไม้โอ๊ก
    4. นำกะลามะพร้าวส่วนที่ใหญ่กว่า มาเจาะรูตรงกลาง ให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว และเจาะรูด้านข้างขนาดเส้น
    ผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อไว้ติดสวิตช์ไฟ
    5. ขั้นตอนต่อไปให้นำคอโคมไฟที่ไม่ใช้แล้ว มาติดกับกะลามะพร้าวด้านที่ใหญ่ โดยใช้ติดกาวให้แน่น
    6. นำสายไฟติดปลั๊กไฟให้เรียบร้อย และนำมาสอดเข้ารู เพื่อติดสวิตช์ไฟ ต่อจากนั้นนำไม้อัดมาปิด ฐานกะลามะพร้าวให้เรียบร้อย
    7. นำกะลามะพร้าวาส่วนที่เล็ก มาติดกับคอโคมไฟด้านบน และสอดสายไฟจากฐานกะลามะพร้าวขึ้นมา ก็เป็นอันเรียบร้อย

    วิธีการทำกะลามะพร้าว วิธีที่ 3

    วัสดุในการทำ

    – กะลามะพร้าว 1 ลูก
    – โคมไฟพร้อมส่วนประกอบ เช่น หลอดไฟ สายไฟ ขั้วไฟ
    – กาวร้อน ใช้ติดส่วนประกอบ
    – เศษผงไม้ ใช้เป็นตัวประสานชิ้นงานโดยใช้กาวร้อนเป็นตัวเชื่อม
    – ไดนาโม
    – มอเตอร์
    – เลื่อยฉลุ
    – สว่านแท่น
    – ใบเลื่อย
    – ผ้าซับมัน
    – กระดาษทรายหยาบ และกระดาษทรายละเอียด

    วิธีการทำ

    1. เริ่มจากการคัดเลือกกะลามะพร้าวก่อน
    2. ให้นำกะลามะพร้าวมาขึ้นเป็นแบบต่างๆ ตามที่ต้องการ
    3. ตัดส่วนประกอบ และประกอบกันเป็นรูปร่างตามที่ต้องการ
    4. นำกระดาษทรายชนิดหยาบมาขัด
    5. นำกะลามะพร้าวมาขึ้นลวดลายตามต้องการ
    6. นำกะลามะพร้าวไปเจาะรูตามแบบที่ต้องการ
    7. นำกระดาษทรายชนิดละเอียดมาขัด จำนวน 2 ครั้ง
    8. ให้นำชิ้นส่วนทั้งหมด มาประกอบกันเป็นรูปร่างตามที่เราต้องการ โดยใช้กาวร้อนเป็นตัวเชื่อม
    9. นำชิ้นงานกะลามะพร้าวไปขัดด้วยผ้าซับมัน เพื่อเป็นการเคลือบแลกเกอร์ให้ดูเงางาม

    วิธีการทำกะลามะพร้าว วิธีที่ 4

    วัสดุในการทำ

    – กะลามะพร้าว 1 ลูก
    – รากไม้
    – หลอดไฟ
    – สายไฟ
    – สวิตซ์ และปลั๊กไฟ
    – แลคเกอร์สำหรับเคลือบเงา
    – กระดาษทราย
    – กาวร้อน
    – เลื่อยฉลุ
    – สว่านเจาะ
    – เครื่องขัดไม้
    – บุ้งขัดไม้
    – ตะปู
    – ดินสอ
    – วงเวียน
    – เทปพันสายไฟ

    วิธีการทำ

    1. ให้นำผลมะพร้าวมาปลอกเปลือกออก และนำน้ำมะพร้าว และเนื้อมะพร้าวออก
    2. ต่อมาให้นำกระดาษทรายขัดผิวลูกมะพร้าวให้เรียบ
    3. นำกะลามะพร้าวที่ขัดผิวแล้ว มาตัด และเจาะตามแบบที่เราต้องการ
    4. ให้นำส่วนประกอบทุกชิ้นมาประกอบกันเป็นโคมไฟ
    5. นำแลคเกอร์สำหรับเคลือบเงามาพ่นลงกะลามะพร้าวเพื่อให้เกิดความเงางาม
    6. ขั้นตอนสุดท้ายให้นำสายไฟติดปลั๊กไฟให้เรียบร้อย และสอดเข้ารูเพื่อติดสวิตซ์ไฟ แล้วนำไม้อัดมาปิดฐานกะลามะพร้าวให้เรียบร้อย

    การเลือกกะลามะพร้าว

    สำหรับกะลามะพร้าวที่จะนำมาใช้ทำเป็นโคมไฟนั้น เราจะเลือกใช้มะพร้าวลูก โดยนำมาปอกเปลือกให้หมดจนเหลือเพียงแต่กะลา ต่อจากนั้นให้เราคัดกะลาที่มีขนาดพอเหมาะพอดีที่จะนำไปทำโคมไฟ ซึ่งขนาดของกะลาที่จะใช้นั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของโคมไฟที่เราต้องการทำ ว่ารูปทรงเป็นแบบไหน เล็ก หรือใหญ่เพียงใด

    เงินลงทุน

    สำหรับเงินลงทุนสำหรับท่านที่ขายโคมไฟกะลามะพร้าวนี้ ขึ้นว่ากับว่าจะทำเป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริม ถ้ายึดทำเป็นอาชีพหลัก เปิดเป็นร้านวางขายเลย เงินทุนก็จะอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท ไม่รวมค่าเช่าที่ ซึ่งเงินลงทุนส่วนใหญ่แล้วจะเป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ ถ้าทำเป็นอาชีพเสริมก็อาจจะไม่ต้องลงทุนเยอะ ทำตามกำลังทรัพย์ที่สามารถทำได้ ต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 50% ของราคาขาย ซึ่งราคาขายอยู่จะอยู่ที่ประมาณหลักร้อยต้นๆ ถึงหลักพันกลางๆ ขึ้นอยู่กับความประณีตของงาน

    ไอเดียการทำโคมไฟกะลามะพร้าว

    ซึ่งจุดเด่นของโคมไฟจะมีจุดเด่นอยู่ที่ไอเดียการออกแบบของผู้ทำ โดยชิ้นงานที่ผลิตขึ้นขอยกตัวอย่างเช่น โคมไฟรูปสัตว์ และโคมไฟรูปดอกไม้ สำหรับการใช้งานก็จะมีทั้งแบบตั้งโต๊ะ แขวน ระย้า และติดผนัง ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะชอบโคมไฟที่แปลกแหวกแนวไม่ซ้ำใคร และลูกค้าจะชอบร้านขายที่มีลักษณะการออกแบบเฉพาะตัว เพราะลูกค้าที่ซื้อไปส่วนใหญ่จะซื้อไปตกแต่งบ้าน หรือสถานที่ทำงาน ตัวผู้ทำก็ต้องมีการคิดออกแบบรูปทรงใหม่ๆ ออกมา เพื่อไม่ให้รูปทรงเกิดการซ้ำกันมากจนเกินไป และเพื่อเป็นการให้แตกต่างจากร้านขายโคมไฟกะลามะพร้าวร้านอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศได้อีกด้วย ซึ่งก็มีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบโคมไฟดีไซน์สวยงามเหล่านี้

    นอกจากนั้น เศษวัสดุกะลาจากการทำโคมไฟ ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นเครื่องใช้หลากหลายชนิด เช่น นาฬิกา เข็มขัด แหวน เครื่องใช้ในครัวเรือน โมบาย กระเป๋าสตางค์ และอื่นๆ อีกมากมาย

    สรุป

    เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ท่านใดมีสวนมะพร้าว ก็ลองนำกะลามะพร้าว มาทำโคมไฟจากกะลามะพร้าวกันดูได้นะครับ จะทำเป็นอาชีพเสริม หรืออาชีพหลักก็น่าลอง และถ้ายิ่งใส่ไอเดียที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครรับรองเมื่อนำไปวางขาย จะสะดุดตาคนที่เดินผ่านไปผ่านมาแน่นอนครับ นอกจากจะสร้างรายได้ให้กับเราและครอบครัวแล้ว ยังเป็นการนำสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นค่า และเป็นขยะ มาประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้อย่างดีเลยทีเดียวครับ

  • วิธีทำธุรกิจสปาให้ประสบความสำเร็จ

    ความสวยความงามเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะคุณผู้หญิง เหตุนี้จึงทำให้เกิด ธุรกิจสปา ซึ่งเป็นธุรกิจที่ช่วยเพิ่มความงามและดูแลสุขภาพความงามไปในเวลาเดียวกัน ธุรกิจสปา กำลังได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ที่เป็นยุคแห่งการหันมาใส่ใจสุขภาพทั้งภายในและภายนอก รวมถึงสุขภาพที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความงามที่ปราศจากสารเคมี ธุรกิจสปา ถือเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่รักทั้งสุขภาพและความงาม โดยเฉพาะคุณผู้หญิง สำหรับผู้ที่กำลังทำ ธุรกิจสปา อยู่และต้องการเพิ่มจุดสนใจให้ธุรกิจไปได้สวย ขอแนะนำ 9 สิ่ง ดังต่อไปนี้

    นวดหน้า

    การนวดหน้าให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ธุรกิจสปา เป็นการเสริมความงามให้กับลูกค้า โดยคุณควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี เพื่อไม่ให้เกิดอาการแพ้กับลูกค้า โดยเลือกผลิตภัณฑ์จากส่วนผสมจากธรรมชาติ หรือสมุนไพร โดยการนวดหน้านั้นจะช่วยเพิ่มผ่อนคลายให้กับลูกค้า และยังช่วยเพิ่มความงามให้กับผิว เพื่อสุขภาพผิวที่ดี พนักงานจะต้องมีการฝึกฝนการนวดหน้าจากสถาบันความงาม เพราะการนวดหน้านั้นสามารถเพิ่มความกระชับเรียบเนียนให้กับผิวหน้าได้ดีอีกด้วย ผิวหน้าเป็นส่วนที่มีความสำคัญและบอบบางมาก ดังนั้นการนวดหน้าจึงต้องทำโดยพนักงานมืออาชีพประกอบกับผลิตภัณฑ์ที่มีการทดสอบแล้วว่าไม่เกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง

    บำรุงผิวกาย

    การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากธรรมชาติ สมุนไพรที่ส่งผลดีต่อสุขภาพผิวกาย ซึ่งสมุนไพรเป็นสิ่งที่มาจากธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง ซึ่งทำให้ลูกคี้ท่เข้ามาใช้บริการใน ธุรกิจสปา มั่นใจ โดยการบำรุงผิวกายสามารถทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ผิวเรียบเนียนเสมอกันทั่วเรือนร่าง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับลูกค้าที่ไม่มีเวลาในการบำรุงผิวกายอย่างสม่ำเสมอ

    ลูกประคบ

    การใช้ลูกประคบใน ธุรกิจสปา ที่ประกอบด้วยสมุนไพรนานาชนิดนั้นช่วยดูแลในเรื่องสุขภาพ โดยการนำลูกประคบมานวดประคบตามร่างกาย ซึ่งคุณประโยชน์หลักของลูกประคบหลักๆ ก็คือช่วยบรรเทา และคลายอาการปวดเมื่อยล้าตามร่างกาย เหมาะอบอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่หลังคลอด หรือคุณผู้หญิงคุณผู้ชาย ผู้สูงอายุที่มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

    อบตัว

    การอบตัวถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่อยู่ใน ธุรกิจสปา มาอย่างยาวนาน เพราะการอบตัวถือเป็นศาสตร์ในการดูแลความงามของคุณผู้หญิงที่มีสืบทอดกันมาตั้งแต่ในสมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน โดยการอบตัวนั้นจะใช้สมุนไพรนานาชนิดที่มีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพ ทั้งช่วยกระชับรูขุมขนบนผิวหน้า กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวพรรณผ่องใสเรียบเนียน ส่วนกลิ่นในระหว่างอบตัวยังช่วยกระตุ้นให้เกิดความผ่อนคลายช่วยบรรเทาอาการตึงเครียด ลดอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย

    ขัดผิว

    การขัดผิวเป็นการดูแลความงามด้านผิวใน ธุรกิจสปา โดยใช้สมุนไพรโบราณที่มีประโยชน์ในการช่วยผลัดเซลล์ผิว ซึ่งสมุนไพรเหล่านั้นเป็นสมุนไพรที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นมะขาม ขมิ้น หรือทานาคา ที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวของผู้ที่มาใช้บริการสปามีผิวที่เรียบเนียน สีผิวที่กระดำกระด่างไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ผิวพรรณทั่วเรือนร่างขาวสกระจ่างใส เรียบเนียนขึ้น

    แช่น้ำนม

    ธุรกิจสปา โดดเด่นในเรื่องการดูแลสุขภาพผิว การแช่น้ำนมเป็นการดูแลผิวที่ช่วยเพิ่มความผ่อนคลายและความชื่นชอบให้กับผู้ที่เข้ามาใช้บริการสปาเป็นอย่างยิ่ง เพราะการแช่น้ำนมนั้นถือเป็นการบำรุงผิวที่มากกว่าการขัดผิว และการทาครีมบำรุงผิว เพราะน้ำนมเป็นสิ่งที่มาจากธรรมชาติ ทำให้ผิวนั้นได้รับการดูแลอย่างอ่อนโยน ส่งผลให้ผิวเต่งตึงแลดูอ่อนเยาว์ขึ้น

    นวดตัว

    การนวดตัว ช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย และลดอาการปวดเมื่อยได้เป็นอย่างดี ซึ่งใน ธุรกิจสปา เลือกที่จะนำการนวดตัวมาเป็นตัวชูโรงในการทำธุรกิจนี้ เพราะการนวดตัวนอกจากจะนวดเพื่อผ่อนคลายแล้ว ยังสามารถนำการนวดแผนโบราณ หรือแผนไทยโดยผู้ที่มีฝีมือในการนวดมานวดให้กับลูกค้าได้อีกด้วย

    เครื่องดื่มสุขภาพ

    เครื่องดื่มสมุนไพรควรนำมาใช้ใน ธุรกิจสปา โดยเลือกเครื่องดื่มสมุนไพรมาใช้ตอนรับผู้ที่มาใช้บริการ โดยเลือกนำสมุนไพรที่มีรสชาติและกลิ่นที่ผ่อนคลาย อาทิ น้ำใบเตย น้ำชา เพื่อให้ลูกค้าได้รับการดูแลสุขภาพทั้งภายในและภายนอก ซึ่งเครื่องดื่มสมุนไพรนั้นกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นควรเลือกมาบริการใน ธุรกิจสปา

    อาหารสุขภาพ

    อาหารสุขภาพเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรมีใน ธุรกิจสปา เพราะในยุคนี้ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หันมาสนใจดูลสุขภาพ ดังนั้นในธุรกิจควรมีการให้บริการอาหารสุขภาพโดยเน้นที่ผัก ผลไม้ หรืออาหารที่ไม่มีไขมันหรือน้ำตาล เพื่อให้ลูกค้ามีสุขภาพดีขึ้น

    สรุป

    การทำ ธุรกิจสปา จะต้องเริ่มจากความตั้งใจและมีใจรักในการบริการ เพราะธุรกิจนี้ถือเป็นธุรกิจบริการที่ต้องการความละเอียดอ่อนและให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่นั้นเป็นคุณผู้หญิง สำหรับทั้ง 9 สิ่งที่แนะนำไม่ว่าจะเป็น นวดหน้า ครีมบำรุงผิวกาย ลูกประคบ การอบตัว ขัดผิว แช่น้ำนม การนวดตัว เครื่องดื่มสุขภาพ และอาหารสุขภาพ ถือเป็นสิ่งที่ช่วยให้ ธุรกิจสปา มีความหลากหลายมากขึ้นเป็นอีกทางเลือกสำหรับการเข้ามาใช้บริการสปาของลูกค้าด้วย

  • วิธีปลูกถั่วงอก พร้อมคำแนะนำในการขายถั่วงอก

    ถั่วงอกเป็นผักที่เราสามารถได้จากต้นอ่อนของเมล็ดถั่วเขียว ที่มีการเพาะโดยไม่ให้ถูกแสงแดด ซึ่งคนส่วนใหญ่แล้วนิยมนำมาประกอบอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยว ผัดถัวงอก ยำถัวงอก รวมถึงใช้เป็นผักเพื่อรับประทานควบคู่ไปกับอาหาร บอกเลยว่ารับประทานแบบสดๆ หวานกรอบ ฟินเวอร์

    แต่ที่ถั่วงอกไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไหร่นั้น ส่วนหนึ่งมาจากแหล่งจำหน่ายบางที่มีการใช้สารฟอกขาว และสารรักษาความสดอย่างฟอร์มาลีน ก่อนที่จะมีการจำหน่ายออกสู่ผู้บริโภค ซึ่งสารเหล่านี้เองนะคะจะคอยสะสมและเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคอย่างมาก อาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้หากได้รับในปริมาณมาก

    ในการเพาะถั่วงอก ถือว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับเกษตรกรยุคใหม่ เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการเพาะปลูกสั้นๆ รวดเร็ว รวมไปถึงมีขั้นตอนในการเพาะ และดูแลรักษาที่ง่าย ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายสักเท่าไหร่ เพียงแค่ 4 วันก็สามารถเก็บผลผลิตรับประทาน หรือจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้แล้ว

    พันธุ์ที่นิยม

    ปัจจุบันนี้นิยมใช้เมล็ดถั่วเขียวในการเพาะถัวงอก 2 สายพันธ์ได้แก่ ถัวเขียวผิวมันและถัวเขียวผิวดำ ซึ่งถัวเขียวผิวดำจะเป็นที่นิยมมากที่สุด มีอัตราการงอกและให้ผลผลิตที่ดีกว่า อายุการเก็บเกี่ยวสั้น มีลักษณะที่แตกต่างไปตามสายพันธุ์

    การเพาะถั่วงอก

    การเลือกซื้อเมล็ดพันธ์ที่จะนำมาทำการเพาะถัวงอก
    1.พันธุ์ถั่วเขียวผิวดำ ให้เกษตรกรเลือกใช้ พันธุ์กำแพงแสน 1 และ2 หรือจะเป็นพันธุ์ชัยนาท 36 และ72
    2.พันธุ์ถั่วเขียวผิวมัน จะต้องเป็นพันธุ์พิษณุโลก 2 และพันธุ์ KABA

    อุปกรณ์ และวัสดุที่ใช้สำหรับการเพาะปลูกถั่วงอก

    1.ตะกร้าพลาสติก ถ้าไม่สะดวก อาจใช้เป็นตะกร้าไม้ไผ่ตาถี่dhwfh8jt
    2.ถังน้ำหรือกะละมัง
    3.ถังเพาะพลาสติก ขนาด หรือปริมาณตามที่เกษตรกรต้องการเพาะปลูกเลย ง่ายๆ ในการเตรียม เพียงแค่ทำการเจาะรูที่ก้นถัง 0.5-1 เซนติเมตร โดยให้เว้นระยะห่างต่อรูประมาณ 1 นิ้ว ทั่วทั้งก้นถัง
    4.ตาข่ายพลาสติกตาถี่
    5.อิฐก้อน หรืออาจใช้เป็นท่อนไม้

    อุปกรณ์การให้น้ำ

    กระด้ง รูขนาด 0.5 เซนติเมตร สามารถหาซื้อได้จากแหล่งขายอุปกรณ์การเกษตร

    ขั้นตอนในการเตรียมเมล็ดพันธุ์

    เมล็ดพันที่จะนำมาเพาะปลูกนั้น จะต้องมีความสมบูรณ์ และมีการจัดเก็บไม่นานกว่า 2-3 เดือน จะสามารถให้ผลผลิตได้เยอะ และปริมาณมาก
    1.ในการเลือกซื้อเมล็ดพันธ์สำหรับการเพาะปลูก จะต้องนำมาเก็บในพื้นที่ที่ปราศจากความชื้น อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อบอ้าว และจะต้องเป็นพื้นที่ไม่โดนละออกฝน หรือน้ำฝนอย่างเด็ดขาด
    2.เริ่มต้นด้วยการนำเมล็ดพันธ์ใส่ในตะกร้าที่จัดเตรียมไว้ จากนั้นนำลงร่อนในน้ำ เพื่อคัดเลือกเมล็ดพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์ออก สังเกตเห็นว่าเมล็ดพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์เหล่านั้นจะลอยน้ำขึ้นมา

    การเพาะเมล็ด

    1.นำเมล็ดพันธ์ที่สมบูรณ์แช่น้ำนาน 6-12 ชั่วโมง
    2.จัดเตรียมสถานที่เพาะปลูกด้วยการนำท่อนไม้ หรืออิฐวางบริเวณก้นถัง ตามด้วยการวางตาข่ายทาบลงไป ตามด้วยเมล็ดพันธุ์ 1 ใน 4 ส่วนของถัง
    3.ให้น้ำทุก 2-3 ชั่วโมง ในแต่ละครั้งนาน 2-5 นาที ในช่วงที่มีการเพาะปลูกแนะนำว่าอุณหภูมิของโรงเรือนควรอยู่ที่ 20-25 องศา เพื่อที่ถั่วงอกจะได้เจริญเติบโตได้เต็มที่ และรวดเร็ว

    การเก็บถั่วงอก

    หลังจากที่มีการเพาะปลูก จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ ประมาณ 4 วัน โดยเมล็ด 1 กิโลกรัม สามารถเพิ่มน้ำหนักและให้ผลิตประมาณ 5-7 เท่า
    การ จำหน่ายสามารถจำหน่ายให้พ่อค้าคนกลางหรือส่งขายให้แม่ค้าโดยตรง โดยอาจขายขณะที่ถั่งอกยังอยู่ในถังด้วยการชั่งกิโลหรือนำถั่วงอกมาคัดแยก และบรรจุถุงจำหน่าย

    ตลาดรองรับการเพาะปลูก

    ก่อนที่จะมีการเพาะปลูกนั้นจะต้องหาแหล่ง หรือสถานที่รองรับผลผลิตของคุณด้วย เพราะไม่อย่างนั้นเมื่อมีผลผลิตออกมาแล้ว ไม่มีที่ระบายอาจนำไปสู่การสูญเสีย ทั้งเวลา และเงินทุน ก่อนที่จะมีการจำหน่าย ถัวงอกที่ได้จะต้องมีการคัดแยกเปลือกเมล็ดออก โดยเบื้องต้นกาก หรือเปลือกถัวจะหลุดออกตกลงตามรูของตะแกรง

    ข้อแนะนำสำหรับโรงเรือน น้ำ และอุปกรณ์ให้น้ำ

    1. โรงเรือน
    – ลักษณะของโรงเรือนเบื้องต้นต้องไม่ให้แสงสว่างส่องถึง อาจใช้เป็นผ้าทึบ หรือก่ออิฐก็ได้
    – การสร้างโรงเรือนจะต้องเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อการระบายน้ำที่ดีเนื่องจากการเพาะปลูกถั่วงอกจะต้องอาศัยการรดน้ำอยู่ตลอดอยู่ตลอดเวลา
    – ด้านหน้าต้องมีประตูปิดหรือปิดด้วยพลาสติกกันแมลง เพื่อป้องกันแมลงเข้าไปรบกวน
    2. อุปกรณ์การให้น้ำแบบรดมือ
    – ส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรนิยมรดน้ำด้วยรดน้ำ รูเล็ก เพื่อเป็นการประหยัดน้ำ และสามารถรดน้ำได้อย่างทั่วถึง ด้วยการตักน้ำจากบ่อและรดด้วยมือ
    – กรณีที่เป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ อาจดัดแปลงโดยการน้ำหัวบัวรดน้ำมาทำการต่อกับปั๊มสายยาง เพื่อง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น
    3. อุปกรณ์การให้น้ำแบบอัตโนมัติ
    – สำหรับโรงเรือนบางที่อาจมีการเครื่องให้น้ำอัตโนมัติ เพื่อประหยัดแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ทั้งนี้จะต้องมีบ่อพักน้ำ พร้อมกับปั๊มแรงดัน
    – จากนั้นทำการต่อท่อ และสายส่งน้ำจากปั๊มแรงดันดังกล่าว โดยการใช้ระบบหัวสเปรย์ในการกระจายน้ำ เพียงเท่านี้ก็สามารถกระจายน้ำได้ครอบคลุมทั่วทั้งปากถังเพาะแล้วล่ะจ้า
    แต่สิ่งที่ไม่ควรพลาดในสิ่งเล็กสิ่งน้อย สำหรับการเพาะปลูกคือคุณภาพของน้ำ หากเป็นน้ำคลอง หรือน้ำจากบ่อจะต้องมีการนำมาปรับปรุง ด้วยการกร่อนให้ตกตะกอย ฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนไปสู่ผู้บริโภค

    วิธีปลูกแบบที่ 2

    ถั่วงอกสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายชนิด การเพาะถั่วงอกแบบปกติจะทำให้ถั่วงอกมีรากฝอยมาก มีสีคล้ำ ทำให้ไม่น่ารับประทาน ผมขอแนะนำการเพาะถั่วงอกแบบไร้รากฝอยและไร้สารพิษด้วยครับ วิธีดังกล่าวจะช่วยให้ถั่วงอกที่ได้สวยงามน่ารับประทาน และมีมูลค่ามากขึ้นด้วย จึงทำให้ การเพาะถั่วงอกเป็นอาชีพที่น่าสนใจอีกอาชีพหนึ่งที่ทำได้ไม่ยาก ลงทุนน้อย ได้ผลกำไรมาก

    อันดับแรกก็หาภาชนะที่ใช้ใส่ถั่วงอกกันก่อนครับ ต้องเป็นภาชนะต้องทึบแสงนะครับ มีการระบายน้ำดี เช่น การเพาะถั่วงอกในตะกร้า ก็เอาถุงดำมาคลุมแล้วไว้ในห้องที่มืด หรือ เพาะในวงบ่อซีเมนต์ที่ปิดปากบ่อให้มืด เป็นต้น ถั่วงอกที่นำมาเพาะควรเป็นถั่วงอกพันธุ์ดี ให้น้ำอย่างเหมาะสมและเพียงพอที่จะทำให้ถั่วงอกที่เพาะ เพราะจะทำให้ไม่เกิดความร้อนที่สะสมมากเกินไปครับ หากตะกร้าหรือวงบ่อที่เพาะถั่วงอกมีความร้อนสะสมมากเกินไป ก็จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของถั่วงอกจะทำให้ลำต้นเล็ก ไม่อวบอ้วน จะทำให้ถั่วงอกมีรากฝอยมาก ทำให้ไม่น่ารับประทาน และขายได้ในราคาต่ำครับ

    การผลิตถั่วงอกแบบไร้รากฝอย 1 วงบ่อปูน จะใช้เมล็ดถั่วเขียวประมาณ 1.8 กิโลกรัมต่อวงบ่อ เมื่อเพาะแล้วจะได้ถั่วงอก 10-12 กิโลกรัม ผลที่ได้จากการเพาะถั่วงอกแบบไร้รากฝอยคือ ต้นยาว ขาว มีรสชาติหวาน กรอบ ไม่เหม็นเขียว และที่สำคัญยังปลอดสารพิษอีกด้วยครับ ส่วนการเก็บ ก็สามารถเก็บไว้ได้นาน หากใส่ถุงมัดปากถุงแล้วเก็บในอุณหภูมิปกติจะไว้ได้นานราว 3 วัน แต่หากเก็บไว้ในตู้เย็น จะเก็บไว้ได้นานถึง 7-10 วันเลยครับ จะเห็นได้ว่าการเพาะถั่วงอกนั้น ทำได้ไม่ยาก และยังให้ผลตอบแทนที่สูงมาก

    ขอให้ร่ำรวยกันทุกคนนะครับ

  • วิธีปลูกลำไย พร้อมคำแนะนำในการขายลำไย

    ต้นลำไย
     

    ในบทความนี้ผมก็จะพาท่านผู้อ่าน ไปพบกับสาระน่ารู้เกี่ยวกับผลไม้ไทย ที่มีชื่อเรียกว่า ลำไย ว่าลำไยมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีวิธีปลูกอย่างไร รวมไปถึงการทำธุรกิจขายลำไย เอาหล่ะครับ มาเริ่มต้นอ่านเรื่องราวของลำไยกันเลยดีกว่าครับ

    ข้อมูลทั่วไปของลำไย

    – ลำไย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Dimocarpus longan
    – และชื่อภาษาอังกฤษว่า Longan (ลองแกน)
    – และมีชื่อเรียกทางพื้นบ้านว่า บ่าลำไย
    – เป็นผลไม้ในตะกูล Sapindaceae
    – เป็นพืชพื้นเมืองในพื้นที่ราบต่ำของลังกา และอินเดียตอนใต้ บังกลาเทศ พม่า รวมไปถึงจีนภาคใต้
    – เป็นพืชไม้ผลเขตร้อน และกึ่งร้อน
    – เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นจะมีสีน้ำตาล ออกดอกเป็นช่อ มีสีขาวครีม
    – ผลมีลักษณะทรงกลมเป็นช่อ ผลดิบจะมีเปลือกสีน้ำตาลอมเขียว ผลสุกจะมีสีน้ำตาลล้วน
    – เนื้อลำไยจะมีสีขาว หรือสีชมพูอ่อน
    – เมล็ดจะมีสีดำเป็นมัน เนื้อล่อนเม็ด

    ประวัติลำไย

    ถิ่นกำเนิดของลำไย สันนิษฐานว่าอยู่ในประเทศจีนตอนใต้ เนื่องจากในหรังสือ RuYa ของจีนที่ได้เขียนไว้เมื่อ 110 ปีก่อนคริสตกาล ได้มีการกล่าวถึงผลไม้ที่มีชื่อว่าลำไยไว้แล้ว และชาวยุโรปก็ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับลำไยไว้ในปี พ.ศ. 1585 แสดงว่าลำไยมีการปลูกในจีนที่มณฑลกวางตุ้งเสฉวน มีศูนย์กลางอยู่ที่มณฑลฟูเกียน และลำไยได้กระจายตัวเข้าสู่ประเทศอินเดีย พม่า ฟิลิปปินส์ จนไปถึงฝั่งยุโรป และฮาวาย ฟลอริดาในสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงประเทศคิวบา หมู่เกาะอินเดียตะวันตก และเกาะมาดากัสการ์ เรียกได้ว่าไปไกลหลายทวีปเลยนะครับ ส่วนในประเทศไทยนั้น สันนิษฐานว่าลำไย ได้ถูกเข้ามามาจากทางประเทศจีนตอนใต้เช่นกัน โดยมาที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นที่แรก จากนั้นก็ได้กระจายตัวไปตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย โดยใช้การเพาะเมล็ดจนเกิดการกลายพันธุ์ขึ้น เกิดลำไยพันธุ์ใหม่ตามสภาพพื้นที่ และภูมิอากาศในสถานที่นั้นๆ

    พันธุ์ลำไย

    ลำไยกะโหลก เป็นพันธุ์ลำไยที่ให้ผลขนาดใหญ่มีเนื้อหนา รสหวานมีหลายสายพันธุ์ คือ
    – สายพันธุ์สีชมพู จะมีผลใหญ่ มีเนื้อหนา เมล็ดจะมีขนาดเล็ก เนื้อจะมีสีชมพูเรื่อๆ รสชาติจัดว่าดีที่สุด ออกดอกประมาณปลายเดือนธันวาคมถึงต้นมกราคม เก็บเกี่ยวได้ประมาณกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม
    – สายพันธุ์ตลับนาค จะมีผลใหญ่ เนื้อหนา เมล็ดจะมีขนาดเล็ก หวานกรอบแห้ง เปลือกบาง
    – สายพันธุ์เบี้ยวเขียว หรือเรียกอีกย่างว่าอีเขียว เป็นพันธุ์หนัก จะมีผลใหญ่กลมเบี้ยว เนื้อหนา เมล็ดจะมีขนาดเล็ก รสชาติหวานกรอบ เนื้อล่อน ออกดอกปลายเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน
    – สายพันธุ์อีดอ เป็นพันธุ์เบา จะมีผลขนาดปานกลาง เมล็ดเล็ก รสขาติออกไปทางหวาน แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ อีดอยอดแดง ใบอ่อนจะมีสีแดง และอีดอยอดเขียว ใบอ่อนจะมีสีเขียว ออกดอกประมาณเดือนธันวาคม เก็บเกี่ยวประมาณเดือนมิถุนายน หรือกรกฎาคม
    – สายพันธุ์อีแดง จะสีเปลือกของผลค่อนข้างแดง เป็นพันธุ์กลาง กิ่งเปราะทำให้หักง่าย ผลกลมใหญ่ เมล็ดจะมีขนาดใหญ่ รสชาติหวานแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ อีแดงเปลือกหนา จะมีใบป้อมใหญ่ผลใหญ่ กับอีแดงเปลือกบาง จะมีใบยาว ผลจะมีขนาดเล็กกว่าอีแดงเปลือกหนา
    – สายพันธุ์อีดำ จะมีผลใหญ่ ใบดำ เนื้อหนา เมล็ดจะมีขนาดเล็ก รสชาติหวานกรอบ แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ อีแห้วยอดแดง จะมีเมล็ดขนาดปานกลาง และอีแห้วยอดขาว จะมีผลกลมใหญ่ หัวเบี้ยว เนื้อกรอบ รสชาติไม่หวาน
    ลำไยกระดูก เป็นพันธุ์พื้นเมือง ทรงพุ่มกว้างใบหนาทึบ ผลเล็กมีน้ำมาก เนื้อน้อยไม่หวาน มีน้ำตาลประมาณ 13.75% ขึ้นได้ทั่วไปปลูกง่าย เหลือให้เห็นน้อย เพราะไม่นิยมปลูก ไม่มีราคา
    ลำไยธรรมดา ผลจะมีขนาดปานกลาง เนื้อจะออกหนากว่าลำไยพันธุ์กระดูก เนื้อกรอบบางมีน้ำมาก และให้ผลดก
    ลำไยสายน้ำผึ้ง ลักษณะภานอกดูคล้ายลำไยธรรมดา แต่เนื้อลำไยมีสีเหลืองอ่อน รสชาติดี หอมกรอบ เมล็ดจะมีขนาดเล็ก
    ลำไยเถา หรือลำไยเครือ เป็นไม้ต้นรอเลื้อย ลำต้นจะไม่มีแก่น จึงสามารถพันเข้ากับรั้วหรือหลักได้ ผลเล็ก และเมล็ดจะมีขนาดโตกว่าลำไยบ้าน เนื้อหุ้มเมล็ดบาง ลำไยพันธุ์นี้นิยมปลูกไว้ประดับมากกว่าปลูกไว้ทาน ส่วนใหญ่จะชอบขึ้นตามป่าเขา
    ลำไยขาว ผลจะมีขนาดเล็กกว่าลำไยทั่วไป เปลือกออกสีน้ำตาลอ่อนเกือบขาว เนื้อลำไยเป็นสีขาวใส เมล็ดลีบ รสชาติหวาน

    วิธีการปลูกลำไย

    พื้นที่สำหรับปลูกลำไย

    หากเคยเป็นพื้นที่ ที่เคยปลูกพืชอย่างอื่นมาก่อน ให้ไถดินลึกลงไปประมาณ 30 เซนติเมตร และตากดินไว้ประมาณ 20 วัน และพรวนย่อยดินอีกสัก 2 ครั้ง และปรับระดับดินให้สม่ำเสมอตามแนวลาดเอียง ดินที่จะปลูกลำไยได้ดี จะต้องมีความอุดมสมบูรณ์สูง สามารถระบายน้ำได้ดี และมีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ที่ประมาณ 5.5 – 6.5 และการปลูกลำไยต้องปลูกในที่โล่งแจ้ง ที่มีแสงแดดส่อง

    การเตรียมพันธุ์ลำไย

    เตรียมพันธุ์ลำไยโดยวิธีการตอนกิ่ง ซึ่งเราควรจะเตรียมล่วงหน้าไว้ 1 ปี เพื่อที่จะได้ต้นกล้าลำไยที่มีความแข็งแรง

    ระยะปลูกลำไย

    ระยะปลูกลำไยที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่างแถวและต้นขนาด 8×8 เมตร หรือขนาด 10×8 เมตร ตามสภาพพื้นที่ หรือขนาด 7×5 เมตร ในกรณีที่มีการควบคุมทรงพุ่ม

    วิธีการปลูกลำไย

    – เริ่มจากขุดหลุมปลูกขนาดกว้าง ยาว ลึก ขนาด 80x80x80 เซนติเมตร
    – รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ที่ย่อยสลายแล้ว อัตราที่ 3-5 กิโลกรัมต่อหลุม โดยผสมกับหน้าดิน และใส่ลงหลุม พูนดินสูงจากปากหลุมประมาณ 15 เซนติเมตร
    – ก่อนปลูกทำหลุมเท่าถุง เพื่อวางชำต้นกล้า ตัดรากที่ขดงอรอบๆ ถุงชำต้นกล้าทิ้งไป โดยเฉพาะบริเวณก้นถุงให้ใช้มีดกรีดจากก้นถุงขึ้นมาปากถุงทั้งสองด้าน แล้วดึงถุงพลาสติกออก ระวังอย่าให้ดินแตก และกลบดินลงให้แน่น
    – ปักไม้หลัก และผูกเชือกยึดต้น เพื่อป้องกันต้นกล้าโยกคลอน
    – รดน้ำให้ชุ่ม พรางแสงให้จนกระทั่งแตกยอดอ่อน 1 ครั้ง จึงงดการพรางแสง
    – ฤดูปลูกลำไย สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ช่วงที่เหมาะที่สุด คือ ปลายฤดูฝน ประมาณเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม) ซึ่งความชื้นในดินและอากาศเหมาะสม ลำไยจะเจริญเติบโตได้ดี

    การดูแลรักษาลำไยในระยะที่ยังไม่ให้ผล

    – การทำร่มเงาต้นลำไย ควรจะทำร่มเงาให้กับต้นลำไยที่ได้ปลูกใหม่ เมื่อต้นลำไยตั้งตัวได้ดีแล้ว จึงค่อยเอาที่บังออก
    – การให้น้ำต้นลำไย ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอประมาณสัปดาห์ละ
    หนึ่งครั้ง จนต้นลำไยตั้งตัวได้ดีแล้วก็ให้น้ำตามความจำเป็น
    – การคลุมดินต้นลำไย วัสดุใช้คลุมดิน เช่น ฟางข้าว เศษหญ้า หรือพืชตระกูลถั่วต่างๆ ปลูกคลุมดิน ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน
    – การสร้างทรงพุ่มของต้นลำไย จะสร้างทรงพุ่มของลำไยให้เป็นต้นเดี่ยวขึ้นไปก่อน และต่อมาจึงค่อยปล่อยให้แตกกิ่งก้าน เมื่อต้นลำไยมีความสูงจากดินประมาณ 1 เมตร สักประมาณ 3 กิ่ง
    – การให้ปุ๋ยต้นลำไย เมื่อต้นลำไยตั้งตัวได้แล้ว ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไป เช่น ปุ๋ยคอก และปุ๋ยวิทยาศาสตร์สูตร 15-15-15 อัตรา 100 – 150 กรัม/ครั้ง/ต้น

    การดูแลรักษาลำไยในระยะที่ให้ผลผลิต

    เดือนกันยายน ระยะหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต

    – การตัดแต่งกิ่ง ควรตัดแต่งกิ่งที่ถูกโรคแมลงเข้าทำลาย กิ่งฉีกหัก กิ่งน้ำค้าง กิ่งไขว้ซ้อนกัน เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งขึ้น
    – ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 10 – 20 กก./ต้น
    – ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 1 – 2 กก./ต้น
    – ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยในการแตกใบอ่อนได้เร็วขึ้น
    เดือนตุลาคม ระยะแตกใบอ่อน
    – พ่นปุ๋ยทางใบสูตร 30-20-10 อัตรา 20 – 30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
    – ควรกำจัดวัชพืชให้หมด

    เดือนพฤศจิกายน ระยะใบแก่

    – ควรมีการแต่งกิ่งอีกครั้ง ตัดเฉพาะกิ่งที่แตกออกมาเป็นกระจุก กิ่งน้ำค้าง กิ่งซ้อนกัน
    – การใส่ปุ๋ยเคมีตัวกลางและตัวหลังสูง เช่น สูตร 9-24-24 ประมาณ 1 – 2 กก./ต้น เพื่อบำรุงให้มีการสะสมอาหารและการสร้างตาดอก
    – ควรงดให้น้ำเพื่อให้ต้นพักตัวเร็วขึ้น

    เดือนธันวาคม ระยะใบแก่

    $11. ควรกำจัดวัชพืช ทำความสะอาดสวนและใต้ทรงพุ่ม
    $12. ควรพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อบำรุงต้นและกระตุ้นการสร้างตาดอก เช่น ปุ๋ย 10-45-10 อัตรา 20 – 30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
    $13. ควรงดการให้น้ำเพื่อให้ต้นลำไยมีการสร้างตาดอก

    เดือนมกราคม ระยะแทงช่อดอก

    $11. ควรมีการให้น้ำเล็กน้อย และเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ
    $12. ควรมีการพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อบำรุงช่อดอก และการติดผลที่ดี เช่น ปุ๋ยสูตร 10-45-10 อัตรา 20 – 30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

    เดือนกุมภาพันธ์ ระยะดอกบาน

    – ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
    – ควรนำผึ้งมาเลี้ยงในระยะนี้เพื่อช่วยในการผสมเกสร
    – ควรงดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคแมลงทุกชนิด

    เดือนมีนาคม – เมษายน ระยะติดผลขนาดเล็ก

    – ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
    – ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 ประมาณ 1 – 2 กก./ต้น เพื่อบำรุงให้ผลโตอย่างสม่ำเสมอ

    เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม ระยะผลกำลังเจริญเติบโต

    – ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
    – ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 30 วัน ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21

    เดือนสิงหาคม ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต

    – ควรงดการให้น้ำก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 7 – 10 วัน
    – การเก็บเกี่ยว ควรใช้ บันได หรือ พะอง พาดกิ่งขึ้นไปใช้กรรไกรตัดข้อผลให้ลึกเข้าไปประมาณ 1 ฟุต จากปลายช่อ

    ลำไย

    การขายลำไยนอกฤดู

    ลำไยถือเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่มีความสำคัญชนิดหนึ่งของไทย ซึ่งแต่ละปีสามารถส่งออกและสร้างรายได้ให้กับประเทศ ทั้งในรูปของการส่งออกลำไยสด ลำไยอบแห้ง และผลิตภัณฑ์รวมกันปีละกว่า 5,000 ล้านบาท โดยผลผลิตส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 อยู่ในภาคเหนือ แต่เมื่อถึงช่วงฤดูกาลที่ลำไยให้ผลผลิตคือ ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เกษตรกรมักประสบกับปัญหาราคาตกต่ำจนภาครัฐต้องมีมาตรการเข้าไปช่วยเหลือเป็นประจำทุกปี ในขณะที่ความต้องการของตลาดจีนที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่มีเกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์และงานฉลองวันชาติจีน และในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งอยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน ดังนั้น หากเกษตรกรสามารถกระจายผลผลิตให้ออกในช่วงเวลาที่ตลาดต้องการแล้ว ก็จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาราคาลำไยตกต่ำได้อย่างยั่งยืน

    การวิเคราะห์โครงการทางการเงินเพื่อศึกษาความคุ้มค่าในการผลิตลำไยนอกฤดู พบว่า เกษตรกรควรมีงบลงทุนเริ่มแรกแปลงละประมาณ 70,000-90,000 บาท (ประมาณ 5 ไร่) เพื่อใช้ในการวางระบบน้ำ การขุดบ่อน้ำบาดาล รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายต่อไร่? ในการปลูกลำไย และจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องฉีดพ่นวัชพืชและกำจัดแมลง โดยมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาปีที่ 1-4 เฉลี่ยปีละ 3,000-4,000 บาท ปีที่ 5-10 เฉลี่ยตั้งแต่ไร่ละ 7,000- 13,000 บาท และปีที่ 11-20 เฉลี่ยตั้งแต่ไร่ละ 15,000-18,000 บาท

    มีอัตราผลตอบแทนจากโครงการ ร้อยละ 16 มีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อทุน 1.25 มีระยะเวลาคืนทุน 9 ปี และเมื่อวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการ โดยกำหนดให้ราคาที่เกษตรกรขายได้ลดลงร้อยละ 10 และกำหนดให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากที่คาดการณ์ไว้ การลงทุนผลิตลำไยนอกฤดูของเกษตรกรถือว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุน

    ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ลำไยเป็นผลไม้ที่เป็นที่นิยมบริโภคของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ สามารถบริโภคได้ทั้งในรูปผลสด และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้หลายชนิด ผลผลิตลำไยนอกจากมีการขายในตลาดใน ประเทศแล้ว ยังมีการส่งออกไปขายยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย

  • วิธีทำธุรกิจขนาดเล็กให้ประสบความสำเร็จ

    การที่จะลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ สักธุรกิจหนึ่ง เชื่อว่าคนที่มีฐานะการเงินดี ก็คงจะไม่เดือดร้อนเหมือนกับผู้ที่ไม่ค่อยมีเงินทุนเท่าใดนัก เพราะหากจะเอาเงินเก็บทั้งหมดมาลงทุนทำธุรกิจตู้มเดียวก็ดูจะเสี่ยงจนเกินไป ถึงแม้จะเป็นธุรกิจเล็กๆก็ตาม แต่การที่จะลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ จะต้องคำนวณรายจ่ายทั้งหมดก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน ซึ่งการลงทุนทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายของสถานที่ตั้ง ค่าลงทุนวัตถุดิบ ไปจนถึงค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ ซึ่งอาจจะทำให้นักธุรกิจหน้าใหม่ที่มีเงินน้อยต้องหัวหมุนในการกู้หนี้ยืมสินซึ่งอาจเป็นปัญหาการเงินในภายหลังได้

    หลักการทำธุรกิจเล็กๆ

    หากคุณมีความต้องการอยากลองทำธุรกิจสักอย่าง แต่ทุนไม่เอื้ออำนวยมากเท่าใดนักลองหันมาเปิดเป็นกิจการเล็กๆ ที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนัก ส่วนสถานที่อาจจะเริ่มจากบ้านของคุณ โดยไม่ต้องไปหาเช่าพื้นที่ แต่ก็ต้องดูด้วยว่าธุรกิจที่คุณเปิดนั้นคืออะไร และเหมาะกับการทำในบ้านหรือไม่ ซึ่งในการที่คุณจะทำธุรกิจหรือทำอาชีพเสริมนั้น จะต้องดูก่อนว่าคุณถนัดหรือชอบอะไร และการทำธุรกิจก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีหน้าร้านเสมอไป อย่างการรับดอกไม้ประดิษฐ์มาทำ การจัดสวนถาด การทำขนมอบส่งตามร้านกาแฟ การปลูกผักออแกนิคส่ง ฯลฯ ซึ่งมีธุรกิจอีกมากมายหลายอาชีพที่สามารถนำมาทำที่บ้านได้ โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน ก็สามารถทำรายได้ได้เช่นกัน

    อุปสรรคของการทำธุรกิจเล็กๆ

    การลงทุนประกอบอาชีพอะไรสักอย่าง แน่นอนว่าอาจจะต้องเจอกับอุปสรรค แต่ในอุปสรรคก็ย่อมมีโอกาสซึ่งหากคุณเป็นคนที่มีความรู้มีความสามารถ และมีความชำนาญด้านใดด้านหนึ่ง หรือมีเครือข่ายของสังคมที่พอจะช่วยเหลือค้ำจุนได้ คุณก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองไม่ได้ นักธุรกิจบางคนก็มีการเริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียงน้อยนิด แต่อาศัยสมองและสองมือเป็นหลัก หลายคนที่เริ่มต้นจากเล็กน้อย แต่ด้วยหัวใจที่กล้าเสี่ยงและกล้าลองกับสมองที่มีการลับคมอยู่ตลอดเวลาที่สำคัญที่สุดคือไม่ย่อท้อไม่ยอมแพ้ง่ายๆ จึงทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างลงตัวแม้จะต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการก็ตาม

    ความพร้อมของการทำธุรกิจเล็กๆ

    ผู้ที่อยากเริ่มธุรกิจ ควรคิดให้ถี่ถ้วนว่าหัวใจพร้อมจะก้าวไปแล้วหรือยัง เชื่อว่ามีหนุ่มสาวออฟฟิศจำนวนไม่น้อยที่อยากจะมีรายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำด้วยการลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ ขึ้นมา เพียงแต่บางคนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี และยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ซึ่งก่อนจะลงทุนไปกับสิ่งใด ควรจะมีแนวทางที่ชัดเจนก่อน จะได้ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจเพราะทุนหายกำไรก็ยังหายตามไปด้วย ก่อนอื่นต้องสำรวจดูว่าธุรกิจที่คุณอยากทำนั้น เป็นงานอดิเรกที่มีชอบหรือถนัดหรือไม่ เพราะหากได้ทำในสิ่งที่ชอบและถนัด จะทำให้โอกาสที่จะพัฒนาต่อยอดและกลายมาเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งถือว่าการเลือกทำงานที่ถนัดจะดีกว่างานที่ไม่มีความชำนาญ

    สร้างความมั่นใจในการทำธุรกิจเล็กๆ

    ก่อนที่คุณจะตัดสินใจลาออกจากงานประจำ คุณควรมีความมั่นใจว่าในการทำธุรกิจเล็กๆ ของคุณสามารถทำกำไรได้ดี และต่อเนื่องหรือไม่ ควรทำการสำรวจด้านการตลาดว่าสินค้าหรือบริการของคุณมีผู้มาซื้อหรือใช้บริการมากน้อยแค่ไหน และเป็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าหรือไม่ เพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจเล็กๆ อาจใช้เป็นแบบพาร์ทไทม์ไปก่อน อาจเป็นช่วงตอนเย็นหรือสุดสัปดาห์ ลองดูว่ากิจการจะไปรอดหรือไม่ และหากออกจากงานประจำแล้ว จะมาทำอย่างเต็มตัวดีหรือไม่

    คิดให้ดีก่อนทำธุรกิจเล็กๆ

    พึงระลึกไว้เสมอว่างานประจำนั้นสามารถสร้างรายได้ให้คุณทุกเดือน โดยเป็นงานที่คุณลงแรงและใช้สมองทำงานโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนหรือตัวเงินเลย แต่การทำธุรกิจจะต้องมีต้นทุน ทั้งเรื่องค่าเช่า ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าต้นทุนสินค้า ฯลฯ ซึ่งหากโชคดี มีลูกค้าให้ความสนใจก็ถือว่ากิจการรุ่งเรือง แต่หากโชคร้ายกิจการของคุณไม่เข้าตาใครเลยก็อาจทำให้เสียเงินลงทุนนั่นเอง แถมบางคน ที่ทำธุรกิจครั้งแรกและทำการกู้เงินมาเป็นทุน ซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยทุกเดือน และรายได้จะต้องเก็บไว้บางส่วนเพื่อจะจ่ายคืนหนี้ด้วย หากมีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินจริงๆ ก็พยายามอย่ากู้เงินมากเกินไป เพราะหากกำไรที่ได้มา แต่ต้องนำมาจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นจนหมดก็เท่ากับคุณทำแล้วเหนื่อยฟรี และไม่ได้อะไรอีกด้วย

    สรุป

    การทำกิจการของคุณจะต้องมีเงินสดสำรองไว้เสมอ เพราะธุรกิจทุกอย่างมีทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งในระหว่างขาขึ้นกระแส
    เงินสดก็จะมีการหมุนเวียนได้ดี แต่บางครั้งถ้าเกิดมีคู่แข่งมากขึ้น หรือสินค้าไม่เป็นที่ต้องการ ก็อาจทำให้คุณขายสินค้าได้น้อยลง การเตรียมเงินสดไว้คอยจุนเจือในช่วงเวลาที่ขายสินค้าหรือบริการได้น้อย ก็ถือเป็นการสำรองเงินทุนยามที่ขายของได้น้อยนั่นเอง ที่สำคัญหากคุณทำธุรกิจมักจะมีลูกค้ามาขอซื้อเชื่อ ซึ่งหากปล่อยไว้นานเข้าจะกลายเป็นหนี้และเก็บเงินไม่ได้ ทำให้กิจการของคุณขาดเงินทุนหมุนเวียน จึงควรขายสินค้าและบริการเป็นเงินสดเท่านั้น

error: Content is protected !!