Author: admin

  • สูตรวิธีทำโรตี พร้อมคำแนะนำในการขายโรตี

    ขายโรตี ทานอร่อยแบบง่ายๆ

    ซึ่งการหาอะไรซักอย่างทำเพื่อสร้างความร่ำรวย อาจจะไม่ต้องตั้งร้านหรูหรา ขายของราคาแพงเสมอไป เมื่อเราเริ่มมองหาว่าจะทำอะไรเพื่อได้รายได้ดีๆ ซึ่งหลายๆ คนอาจสรุปได้ว่า สินค้าที่สามารถขายได้เรื่อยๆ คือ สินค้าเกี่ยวกับอาหาร และเครื่องดื่ม ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ว่าคนวัยใด หรืออยู่ที่ไหน ถึงเวลาก็ต้องกินต้องดื่มทั้งนั้น ซึ่งหนึ่งในอาหารที่เป็นที่รู้จักดีก็คือ ขนมโรตี ซึ่งเป็นอาหารที่ทานได้อร่อยแบบง่ายๆ นั่นเอง

    โรตีคืออะไร

    ขนมโรตี มีหรือที่ใครจะไม่รู้จักชื่อนี้ แต่ในเมื่อเรากำลังพูดถึงการขายโรตี ก็เป็นโอกาสดีที่จะขอเท้าความเกี่ยวกับโรตีกันซักหน่อย

    โรตี หรือภาษาอังกฤษคือ roti เป็นคำศัพท์ที่มีความหมายว่า ขนมปัง โรตีเป็นอาหารที่ทำจากแป้งข้าวสาลี เป็นที่แพร่หลายมากในประเทศอินเดีย และปากีสถาน และโรตีนี้ก็เหมือนกันกับอาหารอื่นๆ คือสามารถเดินทางได้ และโรตีเป็นอาหารที่เป็นที่นิยมจนสามารถเดินทางมาไกลจากประเทศดังกล่าวมาจนถึงประเทศไทย จนกลายเป็นอาหารที่รู้จักกันทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะทางภาคใต้

    ประเภทของโรตี

    เอาที่ผมจะหามาได้นะครับ ประเภทของโรตีมีดังต่อไปนี้

    – โรตีกรอบ
    – โรตีกรอบทรงเครื่อง
    – โรตีกล้วย
    – โรตีม้วน
    – โรตีช๊อคโกแลคกล้วยหอม
    – โรตีน้ำแกง
    – โรตีข้าวโพด
    – โรตีกลม
    – โรตีพิซซ่า
    – โรตีภูเขาไฟ
    – โรตีโอ่ง
    – โรตีใส้กรอก
    – โรตีแกงเขียวหวาน

    สูตรวิธีการทำโรตีสูตรที่ 1

    ส่วนผสมการทำโรตี

    – แป้งสาลี 2 1/2 ถ้วย
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง
    – น้ำสะอาด 1 ถ้วย
    – เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
    – เนยมาการีน 1/4 ถ้วย
    – น้ำมันพืช
    – นมข้นหวาน
    – น้ำตาลทราย

    อุปกรณ์การทำโรตี

    – ชามผสม
    – กระทะก้นแบน

    วิธีการทำโรตี

    1. ให้นำแป้งสาลีมาร่อนใส่อ่าง และทำเป็นเหมือนบ่อตรงกลาง ใส่น้ำ เกลือ ไข่ไก่ และตีผสมกับแป้งให้เข้ากัน ซึ่งถ้าแห้งเกินไปสามารถเติมน้ำได้ ถ้าหรือเหลวเกินไปให้ก็แก้ด้วยการเติมแป้งลงไป
    2. นวดจนแป้งนิ่มมือ ใส่เนยมาการีนลงไป นวดปั้นเป็นก้อนกลม ทาด้วยน้ำมันพืชให้ทั่วก้อน และใส่ภาชนะปิดฝาพักไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง
    3. ก่อนจะนำโรตีไปทอด ให้กดแป้งบนโต๊ะ หรือถาดที่ทาด้วยน้ำมันพืช ทำให้แป้งบาง ให้แผ่ออก แต่อย่าให้ขาดแบน หรือเราจะจับมุมแป้ง และฟาดให้แป้งยืดออกจนแป้งบาง
    4. นำไปทอดบนกระทะแบน ใช้ไฟกลาง ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย ให้ทอดจนโรตีเหลืองทั้ง 2 ด้าน
    5. สุดท้ายตักโรตีขึ้น ใส่จาน โรยด้วยนมข้นหวาน และน้ำตาลทราย หรือจะเสริฟแยกก็ได้

    สูตรวิธีการทำโรตีสูตรที่ 2

    ส่วนผสมการทำโรตี

    – แป้งสาลี 500 กรัม
    – น้ำตาล 2 ช้อนชา
    – เกลือ 1/2 ช้อนชา
    – นมจืด 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำสะอาด 3/4 ถ้วยตวง
    – เนยมาการีน 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – ไข่ไก่เบอร์เล็กๆ 1 ฟอง
    – น้ำมันพืช

    อุปกรณ์การทำโรตี

    – อ่างผสม

    วิธีการทำโรตี

    1. ผสมเกลือ และน้ำตาล ลงในน้ำ และคนให้ละลาย
    2. ให้นำแป้งลงไปในอ่างผสม และทำหลุมตรงกลาง
    3. ผสมของเหลวทั้งหมดลงตรงกลางหลุมเลยครับ และน้ำเปล่าให้ใส่ทีละน้อย เพราะถ้าแป้งแฉะจะแก้ยากครับ
    4. ค่อยๆ นวดทั้งหมดเข้าด้วยกัน และเมื่อแป้งเริ่มจับตัวเป็นก้อน ก็ให้ใส่เนยมาการีนลงไป จากนั้นนวดให้เข้ากัน ซึ่งยิ่งนวดนานยิ่งดี
    5. ต่อจากนั้น พักแป้งไว้ในอ่างผสม โดยทาน้ำมันพืช ปิดฝาพักไว้ 1 ชั่วโมง
    6. เมื่อครบชั่วโมง ให้นำแป้งมาปั้นเป็นลูกกลมๆ ระหว่างที่ปั้น ให้พรมน้ำมันพืชไปด้วย และพักแป้งไว้อีก 1 ชั่วโมง
    7. ให้ทาน้ำมันพืชลงบนที่ๆ เราจะแผ่แป้ง ไม่งั้นแป้งจะติด และโรยแป้งให้บางๆ พร้อมทั้งพับริมแป้งทั้ง 4 ด้าน
    8. ขั้นตอนสุดท้าย นำลงไปทอด และใช้ไฟปานกลาง

    สูตรวิธีการทำโรตีสูตรที่ 3

    ส่วนผสมการทำโรตี

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ถ้วย
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง
    – เกลือ 1/4 ช้อนชา
    – น้ำเย็น 1/4 ถ้วย
    – เนยสดละลาย 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันพืช
    – น้ำตาลทราย
    – นมข้น

    อุปกรณ์การทำโรตี

    – โต๊ะที่สะอาด
    – กระทะแบนๆ

    วิธีการทำโรตี

    1. ให้ทำการร่อนแป้งลงบนโต๊ะที่สะอาด ทำกองแป้งให้เป็นบ่อตรงกลาง กระเทาะไข่ไก่ใส่ตรงกลางบ่อแป้ง และละลายเกลือในน้ำแล้วใส่ตามลงไป
    2. ต่อจากนั้นเติมเนยสดละลายลงไป และใช้มือคนส่วนผสมของเหลวที่อยู่ตรงกลางบ่อเข้าด้วยกัน ให้คนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแป้งกับส่วนผสมรวมกันเป็นเนื้อเดียวกัน
    3. ให้แบ่งแป้งเป็นก้อนๆ ขนาดเท่าไข่ไก่ และนำไปแช่ในน้ำมันพืช หรือเนยละลาย ประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นจึงนำก้อนแป้งมาแผ่ ตีให้บาง
    4. แล้วรวบหมุนให้เป็นเกลียว แลันำมากองไว้ กดให้แบนๆ นำไปทอดในกระทะแบนๆ ให้ใช้ไฟกลางค่อนข้างแรง และพลิกกลับไปกลับมาจนแป้งเหลืองกรอด ตักขึ้น
    5. โรยโรตีด้วยนมข้นหวาน และน้ำตาลทราย พร้อมไปนำเสิร์ฟ

    สูตรโรตี สูตรที่ 4

    ส่วนผสมการทำโรตี

    – แป้งเอนก 500 กรัม
    – เกลือ 1 1/2 ช้อนชา
    – น้ำ 250 มิลลิลิตร
    – นมข้นหวาน 3 ช้อนชา
    – เนยมาการีน 120 กรัม
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง
    – น้ำมันพืช

    อุปกรณ์การทำโรตี

    – ชามผสม
    – ภาชนะวางโรตี

    วิธีการทำโรตี

    1. ให้นำเกลือมาใส่ในชามผสม แล้วเติมนมข้นหวาน และน้ำ และคนให้ละลาย
    2. นำแป้งมาใส่ในชามผสม เติมเนยมาการีนลงไป ขยำให้เข้ากัน และเติมน้ำ และไข่ไก่ ถ้าแป้งแห้งไปก็เติมน้ำ หรือถ้าแฉะเกินไปก็เติมแป้งได้นิดหน่อย
    3. ต่อมานวดให้เข้ากัน จนแป้งไม่ติดมือ และไม่ติดอ่างผสม และเด็ดให้เป็นก้อนๆ
    4. นวดแป้งให้เป็นก้อนกลมๆ และเตรียมภาชนะ ทาน้ำมันพืชให้ทั่ว
    5. นำเนยมาการีน และน้ำมันพืชมาทามือ และเอาแป้งมาลูบให้น้ำมันพืช และเนยมาการีนติดก้อนแป้งให้ทั่วๆ
    6. พักก้อนแป้งที่ทาน้ำมันพืชทั่วแล้ว เอาไว้ในภาชนะที่ทาน้ำมันพืชเอาไว้ และปิดฝา
    7. พักแป้งใว้ประมาณ 4-6 ฃั่วโมง ในห้องอุณหภูมิปกติ
    8. เวลาจะกินโรตีก็นำไปทอด และใช้ไฟปานกลาง

    %e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5

    การขายโรตี

    ขึ้นชื่อว่าโรตีนั้น ผู้คนบนโลกนี้ก็สร้างสรรค์โรตีออกมาหลายๆ แบบจนจำได้ไม่หมด โรตีบ้านเราซึ่งหลายๆ ท่านทำขายคงจะเป็นแบบแป้งทอดแบบเรียบๆ เมื่อทำเสร็จแล้วจึงม้วนเป็นท่อนยาว และสับเป็นชิ้นๆ ตามด้วยห่อด้วยกระดาษเพื่อซับน้ำมัน แต่ที่จริงแล้วบางร้านก็สามารถสร้างรายได้ด้วยโรตีแบบอื่นๆ เช่น

    เน้นขายแบบไส้โรตี : คงไม่มีร้านทำโรตีที่ไหนจะทำโรตีแบบแป้งทอดอย่างเดียวแน่นอน หากต้องการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีความชอบหลากหลายอยู่แล้วเพื่อสร้างรายได้ดีๆ จากการทำโรตีแล้วล่ะก็ การขายโรตีแบบหลากหลายไส้ได้ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่น โรตีกล้วยหอม ถั่วแดง ข้าวโพด ผัก เนื้อ ปลากระป๋อง ฯลฯ
    เน้นรูปทรง : หลายๆ ร้านที่ขายโรตีไม่ได้เน้นการทำไส้โรตีหรือรสชาติมากนัก แต่จะพุ่งประเด็นไปที่รูปทรงของโรตีที่อาจทำให้คนที่เห็นครั้งแรกอึ้งได้ เช่น โรตีทิชชู (หรือเรียกกันว่า โรตีกระเบื้อง)
    เน้นรสชาติ : ลูกค้าบางท่านอาจไม่สนใจไส้โรตี หรือรูปทรง แต่ต้องการลิ้มรสชาติอร่อยแบบต่างๆ หากใครต้องการทำโรตีขาย ก็อาจทำโรตีโดยเน้นรสชาติแบบต่างๆ ได้ เช่น โรตีรสช็อกโกแลต กาแฟ ชีส หรือราดนมข้น น้ำตาล แยมผลไม้ ฯลฯ
    เน้นการเก็บรักษา : หากอยากทำโรตีขายโดยเน้นการเก็บรักษาให้ได้นานๆ ทานเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ โรตีกรอบคืออีกทางเลือกหนึ่ง โรตีกรอบเป็นโรตีที่มีความกรอบมากๆ สมชื่อ มีลักษณะเป็นแท่ง ไม่เหม็นหืน และข้อดีอีกอย่างของโรตีกรอบคือสามารถเก็บไว้ได้นาน หากใครต้องการทำขายเป็นของฝากเวลาเดินทางไปต่างจังหวัด ก็สามารถทำโรตีกรอบรวมถึงบรรจุภัณฑ์ตั้งขายตามร้านได้ นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการสร้างรายได้ด้วยการทำโรตี

    ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าหากคุณตัดสินใจจะทำโรตีขายแล้ว ก็ให้มองหาเส้นทางที่เหมาะกับความถนัดของคุณ และความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด รวมถึงการตั้งราคาที่สมเหตุสมผล เพราะส่วนใหญ่โรตีจะมีราคาไม่แพงมากนัก ไม่เกินร้อยบาท

    เสน่ห์ของโรตี

    โรตีเป็นอาหารทอดที่แน่นอนว่าวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้คือ แป้งสำหรับทำโรตี น้ำมัน เนย และกระทะ เวลาการทำโรตีขายจะใช้เวลาไม่นานมากนัก และแล้วแต่ลูกค้าว่าต้องการทานโรตีแบบไหน เช่น ใส่ไส้แบบต่างๆ , เน้นรูปทรง , รสชาติ ฯลฯ ลูกค้าที่ได้รับโรตีไปรับประทานสามารถเลือกได้ว่าจะใส่ถุงกลับบ้านหรือจะให้ทำเป็นใส่กระดาษและไม้สำหรับจิ้มกินควันฉุยๆ ระหว่างเดินทางกลับก็ได้ เรียกได้ว่าหากหาทำเลดีๆ และทำได้อร่อยแล้วล่ะก็ การทำโรตีขายก็สามารถสร้างรายได้ได้เป็นกอบเป็นกำกันเลยทีเดียว

    เน้นความใส่ใจเพื่อกุมใจของลูกค้า

    นอกจากการทำโรตีให้อร่อยและหลากหลายจะเป็นสิ่งที่สำคัญแล้ว หากพ่อค้า, แม่ค้ามีความใส่ใจในรายละเอียดยิบย่อยแล้วล่ะก็ จะทำให้ลูกค้าจำร้านของท่านได้และเมื่อมีโอกาสทานโรตีอีก พวกเค้าเหล่านั้นอาจจะตรงมาที่ร้านของท่าน

    อัธยาศัยของพ่อค้าแม่ค้า : พ่อค้าแม่ค้าที่เผยรอยยิ้มและพูดคุยกับลูกค้าเพื่อสร้างความสัมพันธ์ ก็มีโอกาสที่จะทำให้ตัวท่านสามารถสร้างรายได้และรวยได้จากการขายโรตี
    ใส่ใจในโรตีที่ทำขายซักนิด : บางครั้งคนทอดโรตีอาจทำให้โรตีไม่น่าทานและสร้างความไม่พอใจให้กับลูกค้าได้ เช่น ทอดจนไหม้มากเกินไป หรือใส่หรือราดบางอย่างมากหรือน้อยเกินไป ฯลฯ สาเหตุทั้งหมดนี้อาจทำให้ลูกค้าคิดได้ว่าร้านทำโรตีดังกล่าวไม่ให้ความสำคัญในการทำโรตีที่ทางลูกค้ากำลังรอกินอย่างใจจดใจจ่อได้
    ความสะอาด : ในกรณีของรถเข็นที่มีคนขายเพียงคนเดียว เมื่อทำโรตีเสร็จเรียบร้อยและถึงเวลารับเงินจากลูกค้า พ่อค้าแม่ค้าจะรับเงินด้วยมือเปล่าที่ใช้นวดแป้งโรตี ซึ่งลูกค้าบางท่านอาจไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ผิดแปลกแต่ประการใด แต่ขึ้นชื่อว่าลูกค้าย่อมมีหลากหลายแบบ ลูกค้าบางท่านอาจเห็นว่าเมื่อคนขายรับเงินไปด้วยมือเปล่า จะเริ่มคิดถึงโรตีที่ซื้อมาว่าอาจไม่สะอาด และอาจตัดสินใจเปลี่ยนไปซื้อร้านอื่นในคราวต่อไปได้

  • 14 วิธีการเพิ่มยอดขาย ให้ประสบความสำเร็จ

    ในปัจจุบันหนุ่มสาวส่วนใหญ่ได้หันมาสนใจอาชีพพ่อค้าแม่ค้ากันมากขึ้น และสิ่งสำคัญในการขาย หรือจุดมุ่งหมายของพ่อค้าแม่ค้าก็คงหนีไม่พ้นการทำยอดขาย หรือการเพิ่มยอดขาย ซึ่งวิธีการเพิ่มยอดขายจึงเป็นสิ่งที่หลายๆ คนแสวงหามาใช้กับสินค้าของตนเอง วิธีการเพิ่มยอดขายสามารถทำได้มากมายหลากหลายวิธี ซึ่งถือเป็นเทคนิคส่วนตัวที่พ่อค้าแม่ค้าเลือกใช้ เรียกได้ว่าเป็นวิธีการเฉพาะตัวของแต่ละคน

    ในวันนี้เราก็ขอนำเสนอวิธีการเพิ่มยอดขาย ซึ่งจริงๆ แล้วสามารถทำได้ไม่ยาก เราลองมาอ่าน 14 วิธีการเพิ่มยอดขาย อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ กันดูเลยนะครับ

    1. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการทักทายลูกค้า

    วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการทักทายลูกค้า เป็นการสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าในการซื้อสินค้าในร้าน ซึ่งการทักทายลูกค้าไม่ว่าจะด้วยรอยยิ้ม การกล่าวคำสวัสดีครับ หรือสวัสดีค่ะ หรือการสอบถามความต้องการของลูกค้า ล้วนเป็นเรื่องที่ลูกค้าประทับใจ ซึ่งจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเค้าเป็นคนพิเศษ เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่มองข้ามไปไม่ได้ครับ

    2. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยชื่อร้าน

    การตั้งชื่อร้านเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และเป็นวิธีการเพิ่มยอดขายที่ดี กล่าวคือ การตั้งชื่อร้านต้องมีความสอดคล้องกับสินค้าที่คุณพ่อค้าแม่ค้าขายด้วย การตั้งชื่อร้านต้องเป็นชื่อที่สั้นกระชับ จำง่าย และสื่อถึงสินค้าที่ขายมากที่สุด ในความเชื่อของคนไทยการตั้งชื่อร้านควรเป็นชื่อที่เป็นศิริมงคล บางท่านก็ได้ให้สินแสตั้งชื่อร้านให้ บางท่านก็ตั้งชื่อร้านแบบแหวกแนวไปเลย คือเป็นชื่อแปลกๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสินค้าเลย ถ้าท่านตั้งชื่อแนวนี้ ต้องเน้นโฟกัสไปที่การสร้างแบรนด์ให้คนติดหู ซึ๋.ชื่อร้านสำคัญมากเพราะชื่อร้านเป็นสิ่งแรกที่สะดุดตาลูกค้า

    3. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการสร้างบรรยากาศร้าน

    นอกจากการตั้งชื่อร้านแล้ว การสร้างบรรยากาศภายในร้านให้สวยงาม ชวนให้ลูกค้าเข้ามาในร้านก็เป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผลมากที่เดียว โดยบรรยากาศในร้านต้องตกแต่งให้ดูสวยงาม โดดเด่น และสะดุดตา วิธีจะทำให้คุณได้ต้อนรับลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาในร้าน การสร้างบรรยากาศภายในร้านสามารถทำได้ตามงบประมาณในการตกแต่งร้านที่เรามี บางคนมีงบน้อย แต่มีไอเดียดี ก็ทำให้รูปแบบร้านออกมาดีได้ บางคนมีทุนมากก็จัดแต่งร้านแบบอลังการ ในส่วนนี้ก็แล้วแต่ไอเดีย และงบประมาณของแต่ละท่าน

    4. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการจัดวางสินค้า

    การจัดวางสินค้าก็เป็นการช่วยเพิ่มยอดขายอีกวิธีหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าสามารถเพิ่มยอดขายได้จริง เพราะการจัดวางสินค้าให้เป็นระเบียบ หรือจัดวางแบบมีลูกเล่น สามารถสร้างความสนใจให้แก่ลูกค้า ซึ่งการจัดวางสินค้านี้ในตอนนี้ก็มีหนังสืออกมาหลายเล่มเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าต้องวางอะไรตำแหน่งไหนคนถึงจะสนใจ ถึงอยากจะเดินมาดู ส่วนใหญ่คนจะเข้ามาดู เพราะเห็นสินค้าที่วางอยู่ทางด้านหน้าร้าน ตรงจุดนี้เราจะต้องโฟกัสเป็นพิเศษ เอาสินค้าเด่นๆ ของร้านเรามาวางไว้ตรงจุดนี้ จะช่วยเพิ่มยอดขายได้

    5. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการจัดโปรโมชั่น

    วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการจัดโปรโมชั่นแบบ ลด แลก แจก แถม สินค้าภายในร้านเสมอ เพื่อให้เป็นแรงจูงใจในการซื้อสินค้าของลูกค้า วิธีนี้ได้ผลมาก ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าหลายๆ ท่านก็เลือกที่จะใช้วิธีนี้ในการเพิ่มยอดขาย แต่ไม่ควรจัดโปรโมชั่นทั้งปี จะทำให้ลูกค้รู้ว่าสินค้าเราไม่แพง ลดครึ่งนึงเรายังได้กำไร การจัดโปรโมชั่นควรจะทำปีละไม่กี่ครั้งเท่านั้น และไม่ควรทำในช่วงที่คนมีกำลังซื้อ เช่น ปีใหม่ ส่วนใหญ่จะโบนัสออก หรือช่วงตรุษจีน ที่คนต้องซื้อสินค้าเยอะๆ ช่วงนี้คนมีกำลังซื้อ เราควรจะขายเต็มราคา แต่ช่วงใดที่คนซื้อซบเซา ควรจะจัดโปรโมชั่นทันที

    6. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการให้ความสำคัญกับลูกค้า

    การให้ความสำคัญกับลูกค้า สามารถทำได้โดยการสอบถามความต้องการของลูกค้า ไถ่ถามว่าลูกค้าต้องการสินค้าแบบใด และที่สำคัญควรให้ความสำคัญกับลูกค้าเท่าๆ กัน ทั้งลูกค้าเก่า และลูกค้าใหม่ เราต้องรักษาลูกค้าไว้ เพื่อการขายที่ยั่งยืน ไม่ใช่การขายเพียงแค่ครั้งเดียวไม่มีการซื้อซ้ำ วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้ต้นทุน ใช้แค่รอยยิ้ม และความเอาใจใส่ครับ

    7. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการให้ข้อมูลสินค้า

    การให้ข้อมูลสินค้าแก่ลูกค้า เป็นวิธีการเพิ่มยอดขายที่ดีที่สุด เพราะสิ่งที่สำคัญในการขายสินค้าคือการให้ข้อมูลกับลูกค้าอย่างถูกต้อง และตรงไปตรงมา แนะนำสินค้าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าได้ทุกคำถาม ลูกค้าจะได้เห็นถึงความเอาใจใส่ของพ่อค้าแม่ค้า ไม่ใช่การจ้องแต่จะขายสินค้าเพียงอย่างเดียว

    8. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการสาธิตสินค้า

    การสาธิตสินค้าให้ลูกค้าดูเพื่อลูกค้าจะได้รู้ถึงการใช้งานอย่างถูกวิธี สามารถเพิ่มยอดขายได้ เพราะลูกค้าจะได้เห็นสินค้าจริงก่อนซื้อ และรู้ว่าวิธีใช้งาน สามารถใช้งานได้ง่าย หรือสะดวกมากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งการสาธิตสินค้าให้ลูกค้าดู ส่วนใหญ่จะเป็นพวกของใช้จิปาถะ และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลาย

    9. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการให้ทดลองสินค้า

    การให้ทดลองสินค้า จะทำให้ลูกได้รู้ถึงคุณสมบัติของสินค้าที่จะซื้อ เช่น การขายกางเกงก็ควรให้ลูกค้าได้ลองสินค้าก่อน เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นว่าใส่แล้วจะเป็นแบบใด ซึ่งการให้ทดลองสินค้าเป็นวิธีการขายที่ดีทำให้ลูกค้าประทับใจ และกลับมาซื้อสินค้าร้านคุณอีก

    10. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการให้ชิมสินค้า

    วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการให้ชิมสินค้า เหมาะสำหรับร้านที่ขายเกี่ยวกับอาหาร การให้ลูกค้าได้ชิมสินค้าทำให้ช่วยในการตัดสินใจซื้ออาหารได้มากขึ้น และการให้ชิมสินค้านี้ สามารถทำให้พ่อค้าแม่ค้ารับฟังคำติชมจากการชิมของลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง และยังเหมือนการสำรวจความพึงพอใจในสินค้าอีกด้วย จะทำให้คนที่ซื้อไปซื้อไปเพราะพึงพอใจในรสชาติอาหารอหารที่เราขาย เมื่อเค้านำไปทานแล้วอร่อย เค้าก็จะกลับมาซื้ออาหารของเราซ้ำอีก

    11. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการเปิดสาขาเพิ่ม

    ถ้าหากสินค้าของเราขายดีแบบก้าวกระโดด จนสามารถเก็บสะสมเงินได้อีกก้อนหนึ่ง การไปเปิดสาขาใหม่ ในทำเลดีๆ ก็เป็นช่องทางที่ดีในการเพิ่มยอดขายของเราให้เพิ่มมากขึ้น

    12. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการกระจายสินค้า

    วิธีนี้เป็นการเพิ่มยอดขายโดยการกระจายสินค้าเข้าร้าน 7-11 ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย หรือ Tesco Lotus หรือ BiG C นั่นหมายความว่าถ้าเรานำสินค้าของเราเข้าไปอยู่ในชั้นวางสินค้าของเค้าได้ ยอดขายของเรามีโอกาสที่จะโตแบบก้าวกระโดดไปเลยทีเดียว

    13. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการเพิ่มช่องทางขาย

    ในขณะที่เมื่อก่อนการค้าขายอาจมีแค่เพียงหน้าร้านเท่านั้น แต่ในขณะนี้เว็บไซต์ และ Social Media กำลังเติบโต และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย การที่เราจะนำสินค้ามาขายบนโลกออนไลน์ก็เป็นอีกช่องทางที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากมาย โดยผู้ประกอบการในยุคนี้นั้น สามารถขายสินค้าได้ทั้งบนเว็บไซต์ของตัวเอง (อาจจะทำเอง หรือจ้างทำ) หรือเว็บไซต์ที่เป็นเว็บไซต์กลางในการขายสินค้า เช่น Lazada หรือ Shopee หรือบน Social Media ชื่อดังอย่างเช่น Facebook ก็ล้วนเป็นช่องทางที่น่าสนใจ

    14. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการส่งสินค้าไปขายต่างประเทศ

    ถ้าเราขายสินค้าได้ยอดขายมาก เหนือความคาดหมาย และเล็งเห็นว่าตลาดต่างประเทศน่าจะต้องการสินค้าแบบที่เราขาย เราก็ลองศึกษาตลาดต่างประเทศดู ว่าสินค้าแบบที่เราขายอยู่ ความนิยมในประเทศนั้นๆ ได้รับความนิยมเพียงใด ถ้านึกไม่ออกลองเข้าเว็บ amazon.com ดู แล้วไปค้นหาสินค้าไทยในเว็บนี้ จะมีขึ้นมาเพียบ ผมดูแล้วเยอะมากจริงๆ สินค้าตัวไหน มีคนมารีวิวเยอะๆ นั่นคือสินค้าที่ยอดขายดี ลองเข้าไปดูนะครับ

    สรุป

    ก็จบบทความ 14 วิธีการเพิ่มยอดขาย อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ กันแล้วนะครับ ก็ลองนำไปปรับใช้ดูในการขายสินค้าของท่านนะครับ สุดท้ายนี้ ผมก็อวยพรให้สินค้าของท่านขายดียอดขายเพิ่มขึ้นทุกปีนะครับ

  • วิธีเปิดร้านเช่าหนังสือให้ประสบความสำเร็จ

    การเปิดร้านเช่าหนังสือ
     

    ธุรกิจเปิดร้านเช่าหนังสือ ถือว่าเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่เน้นการให้เช่าสินค้าราคาเล็กๆ เน้นจำนวน แต่สามารถสร้างรายได้จากนักเรียน และนักศึกษามาหลายต่อหลายเจ้าแล้ว ด้วยทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นคนเราจะอายุเท่าไหร่หรือประกอบอาชีพอะไรมา ก็คงจะเครียดกับการเรียนหรือการงานมาจนในหัวสมองสะสมความเครียดมาเต็มพิกัดแล้ว ลองนึกภาพลูกโป่งที่มีลมอยู่ข้างในจนใกล้จะปริแตกเมื่อไหร่ก็ได้ดู เพื่อให้ลูกโป่งดังกล่าวค่อยๆ แฟบลงๆ ไม่แตกไปซะก่อน หลายคนก็แสวงหาวิธีการกำจัดความเครียดต่างๆ นาๆ และหนึ่งในนั้นก็คือ หาหนังสือสนุกๆ อ่านจากร้านเช่าหนังสือ

    หนังสือให้เช่ามีแบบไหนบ้าง

    อันว่าด้วยจะเริ่มกิจการให้เช่าหนังสือนั้น ก็ต้องมองหาหนังสือที่เตะตาตรงใจกับกลุ่มลูกค้าใช่หรือไม่ ต้องตีโจทย์ให้แตกว่าพวกเค้าต้องการแวะมาที่ร้านเพื่อเช่าหนังสือแบบไหนดี ก็จะสามารถสร้างรายได้สบายๆ ว่าแต่มีหนังสือแบบไหนบ้างที่ทางร้านนิยมให้เช่ากัน?

    หนังสือการ์ตูน (Comic Book) : ไม่มีใครไม่รู้จักหนังสือการ์ตูนแน่นอน เป็นประเภทหนังสือที่ร้านเช่าหนังสือส่วนใหญ่จะมีไว้ตามหิ้งอยู่แล้ว แถมยังมีคุณสมบัติในการกำจัดความเครียดของผู้อ่านได้เป็นอย่างดี (ยกเว้นการ์ตูนที่มีเนื้อเรื่องเครียดๆ อีกที) หนังสือการ์ตูนจะมีหลายขนาด แต่ขนาดที่เห็นกันทั่วไป คือ ขนาดเล่มแบบพ็อคเก็ตบุ๊ค (Pocket Book) เป็นหนังสือการ์ตูนขนาดเล่มไม่ใหญ่มาก ขนาดประมาณครึ่งกระดาษ A4 และพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก และอีกขนาดคือแบบที่ใหญ่กว่าประมาณเกือบเท่าตัว ซึ่งในปัจจุบันนี้ หลายสำนักพิมพ์เริ่มผลิตการ์ตูนขนาดเล่มใหญ่ขึ้น แต่มีให้เห็นไม่มากนัก

    นิตยสาร (Magazine) : เมื่อก่อนจะไม่ค่อยมีนิตยสารให้เช่าตามร้าน ส่วนใหญ่จะวางขายตามหน้าร้านกันมากกว่า แต่เดี๋ยวนี้เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารผู้หญิง, แฟชั่น, ฯลฯ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เช่าก็จะเป็นนักศึกษาหรือคนวัยทำงาน
    นอกจากนี้ก็ยังมีหนังสือการ์ตูนแบบนิตยสารด้วย แบ่งเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน (แต่ส่วนใหญ่จะนิยมให้เช่านิตยสารรายสัปดาห์มากกว่า) มีไว้เจาะกลุ่มลูกค้าที่สนใจการ์ตูนเรื่องใดเรื่องหนึ่งในนิตยสารรายสัปดาห์เป็นพิเศษ เพราะนิตยสารรายสัปดาห์จะออกตอนต่อไปของการ์ตูนเร็วกว่าหนังสือการ์ตูนแบบรวมเล่ม

    นวนิยาย (Fiction) : หนังสือแบบนี้อาจจะถูกใจป้าๆ ที่ติดละครหลังข่าวก็ได้ เคยเห็นร้านเช่าหนังสืออยู่ร้านหนึ่ง เจ้าของเน้นนวนิยายอย่างเดียว แถมหนังสือในร้านยังออกแนว love love ด้วย ก็เป็นไอเดียให้ผู้ที่สนใจจะเปิดร้านเช่าหนังสือได้อีกอย่างหนึ่ง

    ไลท์โนเวล (Light Novel) : เป็นนิยายแบบที่เดิมทีมีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น ตัวเล่มมีขนาดเล็กสมชื่อของมันเอง คำว่า “ไลท์” แปลว่า “เบา” ภายในเล่มจะมีภาพประกอบจากการ์ตูนหรือ อนิเมะของเรื่องนั้นๆ ไลท์โนเวลบางเรื่องอาจจะเคยพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือการ์ตูนหรือทำเป็นหนังอนิเมะมาแล้ว จึงเป็นทางเลือกสำหรับแฟนๆ ที่ติดตามเรื่องนั้นๆ เพราะส่วนใหญ่แล้ว ไลท์โนเวลจะมีเรื่องราวที่ละเอียดกว่าหนังสือการ์ตูนหรืออนิเมะ ข้อดีของหนังสือประเภทนี้ คือ ข้างในหนังสือจะบรรยายด้วยตัวอักษรเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้หลายๆ คนใช้เวลาอ่านมากพอควร ทำให้รายได้จากการให้เช่าหนังสือประเภทนี้ได้จากเวลาที่ผู้อ่านใช้ไปกับการอ่านนั่นเอง

    อื่นๆ เช่น บางร้านหนังสือให้เช่าที่เคยไปสำรวจมาจะมีจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับหนังสือการ์ตูน เช่น อนิเมะ (Anime) ควบด้วย ใครที่ไม่รู้ว่าอนิเมะคืออะไรก็ขออธิบายให้ฟังนิดนึง อนิเมะเป็นภาพยนตร์การ์ตูนของประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

    ทำร้านเช่าหนังสือจะมีต้นทุนอะไรบ้าง

    ต้นทุนหนังสือ : แน่นอนว่าต้องลงทุนซื้อหนังสือสำหรับให้เช่าอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเป็นหนังสือออกใหม่ ทางเจ้าของร้านก็อาจจะเดินทางไปซื้อมาใส่เพิ่ม แต่ถ้าเป็นกรณีหนังสือที่ออกมานานแล้ว อาจประหยัดงบได้โดยมองหาตามร้านหนังสือมือสองแทน
    การตกแต่งร้าน : บางท่านจะตกแต่งบ้านของตัวเองให้เป็นร้านเช่าซึ่งทำให้ประหยัดงบสำหรับเช่าร้าน แต่ถ้าใครไม่มีทำเลเป็นของตัวเอง ก็ต้องหาบ้านเช่าซักห้อง
    ชั้นวางหนังสือ : ทำกิจการแบบนี้คงไม่มีทางวางหนังสือแบบไม่มีชั้นวางแน่นอน แล้วแต่ว่ามีหนังสือเยอะด้วยหรือไม่ ก่อนซื้อชั้นวางหนังสือควรคำนวณให้ดีว่าต้องการแบบไหนและจำนวนกี่ตู้ เช่น ชั้นวางแบบพิงผนังกี่ตู้, ชั้นวางแบบโชว์หนังสือออกใหม่หรือนิตยสาร, เลือกชั้นวางให้มีความสูงกี่ชั้น, ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีชั้นวางแบบด้านเดียวและแบบ 2 ด้าน ชั้นวางแบบ 2 ด้าน ไว้สำหรับตั้งไว้ตรงกลางร้านเพื่อใส่หนังสือได้ทั้งด้านซ้ายและขวา
    โปรแกรมสำหรับร้านเช่าหนังสือและคอมพิวเตอร์ : คอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 เครื่องและโปรแกรมติดตั้งสำหรับเก็บข้อมูลการเช่าและคำนวณเงินไปในตัว บางร้านจะมีเครื่องยิงบาร์โค้ดด้วย แต่บางร้านอาจจะไม่ได้ลงทุนในส่วนของตรงนี้เลยก็ได้แต่จะใช้วิธีทำสมุดบัญชีเอา
    ค่าจ้างพนักงาน : บางร้านเจ้าของอาจเฝ้าเอง หรือบางร้านอาจจ้างพนักงานซักคนสองคนมาดูแลร้าน
    อื่นๆ เช่น ค่าห่อปกซึ่งจะใช้พลาสติกใสห่อปกหนังสือเพื่อไม่ให้หนังสือชำรุดได้ง่าย, ค่าใช้จ่ายสำหรับการซ่อมหนังสือ หนังสือเป็นสินค้าที่ชำรุดได้ตามกาลเวลา เจ้าของร้านต้องมีสกิลซ่อมหนังสือได้เพื่อให้มันอยู่กับร้านเช่าไปนานๆ

    รายได้จากร้านเช่าหนังสือ

    ส่วนใหญ่ดูจากราคาปกแล้วคูณด้วย 10% เช่น หนังสือราคา 50 บาท บางร้านจะคิดค่าเช่า 5 บาท ถ้าเป็นไลท์โนเวลหรือนวนิยายอาจคิดราคาได้สูงกว่าเพราะสังเกตจากราคาปกก็ประมาณร้อยกว่าบาทแล้ว และยืมนานกว่าหนังสือการ์ตูน นอกจากนี้ถ้ามีขายแผ่นอนิเมะด้วยก็จะได้รายได้เพิ่ม

    รายได้จะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับทำเลด้วย เช่น ควรอยู่ใกล้โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, ตลาด, ฯลฯ โดยเฉพาะร้านที่เปิดในต่างจังหวัดต้องสนใจเรื่องทำเลมากเป็นพิเศษ เพราะจำนวนลูกค้าจะเป็นตัวคูณกับราคาเช่า และถ้าได้ลูกค้าประจำที่ยืมครั้งนึงหลายสิบเล่มก็จะทำรายได้ได้ดีมาก

  • การเพาะเห็ดฟางขาย

    ใครจะเชื่อบ้างว่าเจ้าเห็ดฟางลูกกลมๆ นิ่มๆ น่ารักที่ใส่ในต้มยำกุ้งจนอร่อยเหาะ จะสามารถสร้างรายได้และปลดหนี้ให้หลายๆ คนมานักต่อนักแล้ว การเพาะเห็ดฟางนั้นคนปลูกอาจได้รายได้ไม่เฉพาะแต่การขายเห็ดที่ปลูกมากับมือ แต่สามารถเพิ่มทางเลือกขายเชื้อเห็ด หรือหมักจนเป็นปุ๋ยเอาไว้ปลูกพืชพันธุ์อื่นๆ ต่อยอดต่อไปก็ได้ เรียกว่าขยันมากก็ได้รายได้มากไปเลย แถมงานเพาะเห็ดฟางนั้นเราทำได้ตลอดปีเลยเชียวนะ แล้วคุณล่ะเลือกเห็ดฟางเป็นคำตอบสุดท้ายเพื่อสร้างความรวยแล้วหรือยัง

    พร้อมทั้งบู๊และบุ๋น ก่อนวาดฝันรวยจากเห็ดฟาง

    บุ๋น คือ ก่อนที่จะตัดสินใจร่วมทางเดินไปกับการเพาะเห็ดฟาง ก็ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการเพาะเห็ดฟางแบบถึงลึกถึงแก่น ความเข้าใจว่าการเพาะจะต้องทำอย่างไร, เตรียมอะไรบ้าง, ดูแลเห็ดอย่างไรเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง, ไม่รดน้ำตอนไหนถึงจะดี ฯลฯ แหล่งรวมความรู้ที่อยากแนะนำคือหนังสือที่เว้าด้วยเรื่องการเพาะเห็ดฟาง หรือถ้าบ้านใครอยู่ใกล้สำนักงานเกษตรจังหวัดหรืออำเภอ ก็สามารถขอคำปรึกษาได้

    บู๊ คือ ใช้พลังออกแรงกันเหงื่อแตกแน่นอน เพราะก่อนเพาะเห็ด ต้องรวบรวมพลังกายทั้งหมดเตรียมที่เตรียมดิน แถมต้องดูแลเอาใจใส่กับลูกเห็ดทั้งหลายเสมือนมันคือลูกของเราที่กำลังเติบใหญ่

    อย่างไรก็ตาม เราอาจต้องใช้พลังบู๊และบุ๋น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สำคัญในการขายเห็ดฟางให้มีรายได้ นั่นคือ ตลาดรับซื้อเห็ดฟาง โดยไล่หาว่ามีที่ไหนบ้างที่ต้องการรับซื้อเห็ดฟาง ซื้อเยอะหรือไม่ เช่น ภายในหมู่บ้าน, ตามตลาดสด, โรงงาน, ร้านอาหาร/ภัตตาคาร, ร้านขายของสด, ซุปเปอร์มาร์เก็ต, ฯลฯ สำรวจราคาที่แต่ละที่จะรับซื้อเห็ดฟาง ไว้ด้วยจะดีมาก แล้วคิดเป็นอัตราส่วนว่าจะมีคนรับซื้อเรากี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์

    การเพาะเห็ดฟางมีกี่แบบกัน

    ขอบอกว่ามีให้เลือกหลากแบบแล้วแต่ท่านว่าถนัดจะเพาะแบบไหน การเพาะเห็ดฟางที่รู้จักกันดี คือ แบบปลูกในโรงเรือน, แบบกองสูง, แบบกองเตี้ย, ในตะกร้า, ปลูกจากเปลือกพืช เช่น ปลูกจากเปลือกมันสำปะหลัง หรือเปลือกฝักถั่ว ส่วนอุปกรณ์ที่จำเป็นและขาดไม่ได้ คือ

    เชื้อเห็ดฟาง : (ถ้าจะเพาะเห็ดฟางแล้วอย่าหลวมตัวไปซื้อเชื้อเห็ดหูหนูมานะ) มีหลายสายพันธุ์ให้ท่านได้เลือกสรร ตั้งแต่สายพันธุ์ TBKH 1 ถึง TBKH 3 (ชื่อสายพันธุ์อย่างกะยี่ห้อกับรุ่นปืน)
    ฟาง : เห็ดฟางเป็นชื่อเห็ดที่โตมาจากดินและฟาง ดังนั้นฟางจึงจำเป็นสำหรับเพาะเห็ดดังกล่าวด้วย
    อื่นๆ เช่น อุปกรณ์สำหรับการเกษตร, พลาสติกใส, ถุงพลาสติก, ตะกร้า, อาหารเสริม, ฯลฯ

    สินค้าจากการเพาะเห็ดฟางมีอะไรบ้าง

    อยากเลือกขายเห็ดแบบไหนมาดูกัน

    เห็ดฟางสด : เห็นกันบ่อยอยู่แล้วตามตลาดสดและในอาหารจานที่มีเห็ดฟางเป็นส่วนผสม แต่ได้ชื่อว่าเห็ดสด พ่อค้าแม่ค้าที่จะขายเห็ดสดต้องเร่งทำเวลาเอาไปขายอย่างรวดเร็วในตอนเช้า ไม่งั้นความสดจะค่อยๆ หายไป คนไทยโชคดีนะเนี่ยที่ได้ทานเห็ดฟางสด
    เห็ดฟางแห้ง : โดยส่วนตัวไม่ค่อยได้เห็นเห็ดแบบนี้ เพราะบ้านเรามีเห็ดฟางสดให้ได้ทานกันอยู่แล้ว เห็ดฟางแห้งจะเป็นสินค้าที่ผ่านการแปลงร่าง เอ๊ย แปรรูปโดยการอบในตู้อบของโรงงานอุตสาหกรรม แล้วส่งออกไปยังต่างประเทศเพราะมีความต้องการซื้อมากกว่า โดยเฉพาะประเทศในฝั่งทวีปยุโรปที่ชอบทำกับข้าวด้วยเห็ดกันอยู่แล้ว ก็พอเข้าใจได้เพราะเห็ดบ้านเรามันอร่อยเกินไป
    เห็ดกระป๋อง : ตามชื่อเลยก็คือเห็ดบรรจุกระป๋อง ใครที่กำลังจะขายเห็ดฟางให้ทางโรงงานไปผลิตเป็นสินค้าบรรจุกระป๋องอีกที ต้องรู้สเป็คและคุณภาพที่ทางโรงงานอยากได้ด้วยนะ เพราะเจ้าหน้าที่จะคัดอย่างละเอียดเลยทีเดียว

    เพาะเสร็จแล้วก็ได้เวลาขาย

    รายได้จากการขายเห็ดฟางจะแตกต่างไป แล้วแต่ว่าคุณจะเป็นคนเพาะและขายปลีกในตัวคนๆ เดียวกัน หรือจะขายส่ง หรือจะเสนอให้โรงงานไปผลิตอีกที ราคาของเห็ดฟางจะแตกต่างไปด้วยแล้วแต่ตลาดและแล้วแต่ฤดูกาล นอกจากนี้ถ้าคุณเพาะเห็ดได้ดอกใหญ่ ราคาก็เพิ่มขึ้นด้วย

    – เห็ดฟางเป็นเห็ดที่ปลูกง่ายและปลูกได้ตลอดทั้งปี แรงดีไม่มีตก แต่ฤดูหนาวเป็นช่วงของปีที่เห็ดฟางจะมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับฤดูอื่น ดังนั้นราคาเห็ดฟางช่วงนี้จะขยับราคาสูงขึ้น ตรงข้ามถ้านอกเหนือจากช่วงนี้แล้ว ราคาเห็ดจะลดลง
    – ขายปลีก/ขายส่ง : ถ้าตัดสินใจเลือกเส้นทางขายปลีก งานนี้เราทำหน้าที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าเอง ส่วนเวลาขายก็แล้วแต่ว่าจะแบ่งขายเป็นกิโลกรัมหรือแบ่งเป็นขีด แต่ถ้าคุณเลือกวิถีแห่งการขายส่ง ราคาเห็ดจะลดลงจากราคาขายปลีกประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่ซื้อต่อจากเราจะเอาไปขายลูกค้าต่อ
    – ถ้าเพาะเห็ดฟางจนชำนาญและมีเชื้อเห็ดฟางเป็นของตัวเอง เราก็จะขายเชื้อเห็ดเป็นถุงให้ใครก็ตามที่สนใจจะเพาะเห็ดเหมือนกันกับเราด้วยได้เลย
    – อย่าลืมนะว่าปุ๋ยหมักจากการเพาะเห็ดฟางก็ทำรายได้ได้อีกนะเออ โดยปุ๋ยหมักที่ว่านี้จะนำวัสดุที่เหลือจากการเพาะเห็ดมาผสมกับมูลสัตว์มาหมักด้วยวิธีง่ายๆ และเสียค่าใช้จ่ายน้อย

    การเพาะเห็ดฟางเป็นอาชีพที่ทำอย่างเดียวแต่สร้างรายได้ได้หลายช่องทาง ขอให้คุณที่สนใจทำอาชีพนี้ รักเห็ดมากๆ มันจะรักคุณตอบและส่งรายได้ให้คุณแบบรายวัน

  • วิธีเปิดร้านขายอาหารให้ประสบความสำเร็จ

    ธุรกิจเปิดร้านขายอาหาร ยังคงได้รับควงามนิยมในทุกยุคทุกสมัย เพราะคนเราทุกคนต้องทานอาหาร ธุรกิจเปิดร้านขายอาหารในปัจจุบันนี้ถือว่าคนที่สามารถก้าวมาเป็นเจ้าของธุรกิจได้นั้นถือว่าเป็นคนที่มีความกล้ามาก เพราะร้านอาหารนั้นมีมากมายร้านหลาย มีหลายประเภทให้ลูกค้าเลือก แต่สำหรับคนที่กำลังจะเริ่มมองหาลู่ทางเปิดร้านอาหาร ควรจะศึกษาหาความรู้ให้มากก่อนที่จะลงมือทำ เพื่อให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ และอาหารอร่อย บริการดี เป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้า โดยจะขอแนะนำเคล็ดลับดังนี้

    1. รู้เรื่องอาหาร

    เคล็ดลับแรกในการทำธุรกิจร้านอาหาร อันดับแรก คือ คือเราควรจะรู้เรื่องอาหารให้มาก และโดยเฉพาะอาหารที่จำหน่ายอยู่ในร้านของเรา เราจะต้องรู้วัตถุดิบ แหล่งซื้อ ราคา ปริมาณที่จะต้องใช้ เครื่องปรุงรสที่ต้องใช้ เพราะหลายร้านที่เจ้าของร้านนั้นไม่มีความรู้ในเรื่องอาหารเลย มีเพียงความรู้ด้านธุรกิจ และการลงทุน และมาเปิดร้านอาหาร ทำให้ร้านอาหารนั้นไปไม่ได้สวย และจบลงในที่สุด ดังนั้นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจนี้อยู่ได้นาน และยั่งยืน ส่วนหนึ่งมาจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องอาหารของเจ้าของร้านด้วย เพื่อจะได้นำความรู้เหล่านั้นไปเลือกสรรค์สิ่งดีๆ มาทำอาหารอร่อยๆ ให้กับลูกค้า

    2. เงินทุน

    เงินทุนก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การทำทุกธุรกิจต้องใช้เงินทุน เราต้องดูก่อนว่า ในขณะนี้เรามีเงินทุนเท่าไหร่ ถ้าจะเปิดร้านอาหารจะเปิดได้ในพื้นที่ขนาดไหน ขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ หรือถ้าเงินทุนไม่พอ ต้องเก็บเงินอีกกี่ปี ถึงจะเปิดร้านอาหารได้ ผมไม่แนะนำให้กู้เงินมาทำธุรกิจร้านอาหาร ถ้าสายป่านทางการเงินเราไม่ยาวพอ ถ้าถึงจุดที่ร้านอาหารไปไม่รอด เราอาจจะหมดตัวได้ ผมอยากให้ทำธุรกิจแบบสบายๆ ดีกว่าครับ ทำงานเก็บเงิน เก็บหอมรอมริบจนมีเงินเพียงพอ แล้วถึงค่อยนำเงินนั้นมาลงทุนในร้านอาหาร แบบนี้จะดีกว่าการเป็นหนี้ครับ

    3. concept ของร้าน และการตกแต่งภายในร้าน

    การเปิดร้านอาหาร เราต้องมี concept ว่าร้านเราจะไปในทิศทางใด คือ จะเป็นอาหารไทย อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น อาหารเกาหลี หรืออาหารฝรั่ง หรือขายแบบผสมรวมๆ กัน เมื่อเรารู้ความต้องการของเราแล้วว่าจะให้ร้านของเราขายอาหารชนิดใด ขั้นตอนต่อมาเราก็ต้องตกแต่งร้านให้เข้ากับอาหารที่เราขาย เช่นขายอาหารจีน ก็ตกแต่งร้านให้ดูจีนๆ เรื่องการตกแต่งร้าน เราอาจจะดูไอเดียได้จากตามเว็บไซต์เกี่ยวกับการตกแต่งร้านต่างๆ หรืออาจจะสำรวจลงสถานที่จริง ด้วยการไปทานอาหารร้านจีนๆ ในแถวถิ่นที่อยู่ของท่าน ว่าเค้าจัดตกแต่งร้านยังไง ให้เราดูไว้ให้เกิดแรงบันดาลใจ และสร้างแบบเฉพาะของเราขึ้นมา

    4. ชื่อร้าน

    ชื่อร้านก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ที่มาทานอาหารได้จดจำ บอกกันปากต่อปาก ว่าอาหารร้านนี้อร่อยนะ ซึ่งชื่อร้านที่ดีควรจะทำให้คนจำง่าย ไม่ควรยาวจนเกินไป เพราะจะทำให้คนจำได้แต่เพียงบรรยากาศในร้าน แต่จำชื่อร้านไม่ได้ เช่น ถ้าเราขายอาหารเกาหลี ก็ควรตั้งชื่อร้านเพียงแค่ 3 คำ เพื่อให้คล้องจองกับชื่อคนเกาหลี หรือขายอาหารไทยเผ็ดๆ ก็ควรจะมีชื่อที่สื่อให้รู้ว่า อาหารในร้านนี้ส่วนใหญ่จะออกโทนเผ็ด เป็นต้น

    5. รสชาติอาหาร

    รสชาติก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เรียกได้ว่าจะรุ่งหรือร่วง รสชาติอาหารตัดสินได้เลย บางร้านทำร้านไว้หรูดูดี แต่รสชาติอาหารไม่อร่อย ทำให้ลูกค้าไม่กลับมาทานที่ร้านอีก ซึ่งปัญหานี้ทางเจ้าของร้านจะต้องจ้างกุ๊กที่มีความชำนาญ และประสบการณ์ในการทำอาหาร และทางร้านควรจะรักษารสชาติอาหารให้มีความอร่อยอยู่เสมอ และพัฒนาคิดค้นสูตรทำให้อร่อยถูกปากมากขึ้น แต่ไม่ควรทำให้อร่อยน้อยลงอย่างเด็ดขาด เพราะนั้นอาจทำให้จำนวนลูกค้าลดลงได้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องรสชาติอาหารมาก

    6. บรรยากาศภายในร้าน

    บรรยากาศของร้านถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนทำธุรกิจร้านอาหารควรให้ความสำคัญในการตกแต่งเพิ่มความสวยงาม ความสบายตา ให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ โดยมีพื้นที่นั่งรับประทานอาหารแบบครอบครัว และแบบหมู่คณะ อาจมีทั้งห้องปรับอากาศ แบบกลางแจ้ง หรือแบบห้องส่วนตัว เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเข้ามารับประทานอาหารที่ร้านมากยิ่งขึ้น หรือบางร้านอาจจะเพิ่มความบันเทิงให้กับลูกค้า โดยมีห้องแบบคาราโอเกะ ให้ลูกค้าที่มาทานอาหารได้ร้องเพลงกัน เป็นต้น

    7. การบริการภายในร้าน

    การบริการถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปิดร้านอาหาร เพราะการทำธุรกิจนี้จะต้องมีการบริการอาหารแก่ลูกค้าเป็นหลัก ดังนั้นในด้านการบริการนี้ จะต้องเริ่มจากเจ้าของร้านที่ควรมีใจรักในการบริการ รวมถึงการฝึกพนักงานภายในร้านให้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยทักทายกับลูกค้าอย่างเป็นมิตร และต้องฝึกให้พนักงานในร้านรู้เรื่องอาหารในร้านเป็นอย่างดี เพื่อให้เป็นที่ประทับใจแก่ลูกค้า โดยการบริการนั้นไม่ใช่เพียงแค่การบริการอาหาร แต่เป็นการแสดงความเอาใจใส่ลูกค้า หรือที่เรียกกันติดปากว่า Service Mind นั่นเอง

    8. การบริหารพนักงาน

    การเปิดร้านอาหารแน่นอนอยู่แล้วว่าจะต้องมีพนักงานไม่มากก็น้อย ซึ่งก่อนที่จะเริ่มธุรกิจ ควรจะเริ่มที่มีการฝึกอบรมพนักงานให้ทราบสิ่งที่ต้องปฏิบัติ และสิ่งที่ห้ามปฏิบัติ เมื่อให้บริการภายในร้าน เพื่อให้การบริการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พนักงานถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การทำธุรกิจร้านอาหารไปได้ดี เพราะพนักงานจะต้องเป็นคนที่บริการอาหารแก่ลูกค้า และเราต้องจัดสรรค์เวลาทำงานของพนักงานให้ละเอียดรอบคอบ ถ้าร้านเราเปิดตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ก็ต้องดูว่าให้ใครเข้ากะเช้า ให้ใครเข้ากะบ่าย หรือพนักงานบางคนต้องการเข้ากะเช้าด้วย บวกควบกะบ่ายยันร้านปิดด้วย เพราะต้องการนำเงินไปใช้ อันนี้เราก็ต้องดูตามความเหมาะสมว่าเค้าจะทำได้ไหวหรือไม่ เป็นการฝืนร่างกายเกินไปหรือเปล่า เช่นนี้เป้นต้น

    9. ราคาอาหาร

    ราคาของอาหารในร้านอาหารต่างๆ ไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ว่าจะต้องขายในราคาเท่าใด แต่ควรจะขายในราคาที่มีความเหมาะสมกับต้นทุนมากที่สุดมากกว่า ซึ่งจะสังเกตเห็นได่ว่าปัจจุบันนี้ ร้านอาหารที่มีการขายอาหารราคาแพงนั้น เนื่องจากวัตถุดิบนำเข้า เป็นวัตถุดิบหายากนอกฤดูกาล หรือขายอาหารแบบใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่ช่วยทำให้ธุรกิจร้านอาหารไปได้สวย และถูกใจลูกค้า ซึ่งหากมีราคาสูง ลูกค้าก็ยอมที่จะจ่าย เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่า ซึ่งในการกำหนดราคาอาหารนี้ เราต้องกำหนดจุดยืนของร้านเอาไว้ว่าอยู่ในเกรดไหน จริงๆ ขายข้าวแกง ก็กำหนดราคาสูงได้ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ค่าเช่าแพง หรือขายอาหารฝรั่ง ก็สามารถขายราคาถูกได้ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ค่าเช่าถูก ซึ่งการวางจุดยืนของร้านถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งเลยครับ

    10. ความสะอาด

    ความสะอาดกับอาหาร ถือเป็นของคู่กัน เพราะอาหารเป็นสิ่งที่ต้องทานเข้าไปสู่ร่างกาย ดังนั้นเคล็ดลับที่ไม่ลับสำหรับการทำร้านอาหารก็คือ อาหารในร้านจะต้องมีความสะอาดมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ เครื่องใช้จานช้อนส้อม โต๊ะเก้าอี้ รวมถึงบรรยากาศโดยรอบก็จะต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ เพื่อเป็นหน้าตาของร้าน ให้ลูกค้าอยากเข้ามาทานอาหารในร้านของเรา ซึ่งเรียกว่าเป็น ความประทับใจครั้งแรก ถ้าร้านสะอาด จานชามดูสะอาด จะทำให้ลูกค้ากลับมาทานอาหารที่ร้านเราอีก แต่ถ้าร้านเราสกปรก มีหยากไย่แมงมุม มีขี้ฝุ่นเต็มไปหมด หรือจานชามมีคราบอาหารติดต่อ อย่างนี้ก็มีโอกาสที่ลูกค้าจะไม่กลับมาทานอาหารที่ร้านเราอีก

    11. มี Fanpage

    ในยุคสมัยนี้อะไรๆ ก็เป็นเทคโนโลยีไปเสียหมด และโทรศัพท์ในปัจจุบันนี้ก็สามารถเข้าถึง social media ได้ง่ายยิ่งขึ้น จะเป็นการดีมากถ้าร้านอาหารของคุณมี Fanpage ให้ลูกค้ามากด like กด share หรือแสดงความคิดเห็นต่างๆ เมื่อมาทานอาหาร จะทำให้การบอกปากต่อปากกันใน social media จะทำให้ร้านของคุณเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    สรุป

    การทำธุรกิจร้านอาหารเราจะต้องให้ความสำคัญในทุกๆ ด้าน เก็บทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป้นในเรื่องของเงินทุน หรือรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ตามด้านลน ที่ผมได้เขียนไว้ ยิ่งรู้ลึกรู้ละเอียดในธุรกิจร้านอาหาร ยิ่งทำให้เรามีความมั่นใจที่จะทำธุรกิจนี้ให้ประสบความสำเร็จ เพื่อทำให้ธุรกิจของเราก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และที่สำคัญจะต้องเป็นที่ถูกใจ และครองใจลูกค้าให้กลับมาทานอาหารร้านเราซ้ำ เพื่อเป็นลูกค้าประจำร้านเราได้ ถ้าเราทำได้ถือว่าธุรกิจอาหารของเรานั้นประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้วครับ

    การเปิดร้านอาหารสามารถทำให้เรารวยด้วย ด้วยการเริ่มจากร้านเล็กๆ เมื่อเงินทุนมากขึ้นค่อยขยายสาขาให้เพิ่มขึ้น เป็นการนำเงินไปต่อเงิน เอาเงินทุนจากสาขา 1 ไปลงทุนในสาขา 2 จากสาขา 2 ไปลงทุนในสาขา 3 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับท่านด้วยว่าอยากมีกี่สาขา หรืออยากมีร้านเล็กๆ ร้านเดียวก็พอแล้ว หนทางนี้ผู้มุ่งมั่นต้องได้รางวัลเป็นชัยชนะกลับมาแน่นอนครับ

    ขอให้ประสบความสำเร็จกันทุกท่านครับ

  • วิธีทำเทียนแฟนซี พร้อมคำแนะนำในการขายเทียนแฟนซี

    การขายเทียนแฟนซี
     

    เทียนแฟนซีนั้นเป็นชิ้นงานศิลปะประเภทหนึ่ง ที่มีรูปแบบและสีสรรสวยงามสะดุดตาเทียนแฟนซีเหมาะสำหรับนำมาเป็นของตกแต่งบ้านหรือเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น วันรับปริญญา วันวาเลนไทน์วันปีใหม่ วันเกิด เป็นต้นการทำเทียนนั้นใช้เงินลงทุนน้อย แต่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าวิธีพื้นฐานขั้นต้นในการทำเทียนนั้นก็ไม่ยาก แต่ต้องอาศัยความใส่ใจ และคุณภาพของสินค้า

    การหล่อเทียนให้ได้คุณภาพ ผู้ทำควรใช้วัตถุดิบแบบผง เพราะมีความสะดวก สีใส และราคาไม่แพงกรณีที่ทำเทียนหลายสี ผู้ทำควรแยกหม้อหล่อเทียนต่างหาก ไม่ให้ปะปนกัน ถ้าใช้หม้อเดียวกันทำทุกสี จะได้เนื้อเทียนสีหม่น ไม่สวยสถานที่ในการทำเทียนจะต้องมีอากาศถ่ายเทสะดวกการหล่อเทียนต้องใช้ความร้อนสูงมาก ถ้าไฟลุกไหม้แล้วจะดับด้วยน้ำไม่ได้ต้องใช้ฝาหม้อปิดหรือนำผ้าชุบน้ำคลุมไว้ เพื่อไม่ให้อากาศผ่านเข้าไปได้

    งานเทียนต้องมีความละเอียด และความปราณีต โดยส่วนผสมของเทียนต้องเหมาะกับการนำไปใช้งานมากที่สุด เช่น งานหล่อประเภทเทียนหอม ไม่ควรใส่ไมโคแว็กซ์มากเกินไป เพราะจะทำให้มีควันมากจนอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ แต่ถ้างานปั้นส่วนมากใช้ประโยชน์ในการตั้งโชว์เพื่อความสวยงาม งานประเภทนี้ไม่ควรใส่พีอีเยอะเกิน เพราะทำให้งานไม่สวยงาม เนื่องจากพีอีมีคุณสมบัติทำให้เนื้อเทียนขุ่น

    สูตรเทียนแฟนซี

    ส่วนผสม

    1. พาราฟิน 1 กิโลกรัม
    – พาราฟิน หรือเรียกอีกชื่อว่าเคโรซีน เป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมซึ่งกลั่นแยกออกจากน้ำมันดิบ ซึ่งพาราฟินแข็งจะนำมาใช้ผลิตเทียนพาราฟินที่นำมาทำเทียนมีสองชนิด คือ Normal Paraffin เป็นส่วนเหลือจากการกลั่นน้ำมัน หรือที่เรียก กันว่ากากน้ำมัน ลักษณะจะแข็งๆ สีขาวขุ่น บางครั้งก็มีสีเหลือง กลิ่นคล้ายน้ำมันก๊าด มีจุดหลอมเหลวที่ 40-50 องศาเซลเซียส ถ้าเอาพาราฟินชนิดนี้มาทำเทียน เทียนจะอ่อนตัวง่าย มีควันมาก และอีกชนิดคือ Fully Paraffin ได้มาจากการสกัด Normal Paraffin เป็นของแข็งๆ สีขาวใส ไม่มีกลิ่น จุดหลอมเหลวที่ 60-70 องศาเซลเซียส
    2. สเตียริน 8 ช้อนโต๊ะ
    – สเตียริน คือ แว๊กซ์แข็งสีขาวใช้เป็นส่วนผสมของพาราฟีน ประมาณ 10% เพื่อเพิ่มการหดตัวในการทำเทียนหล่อ ทำให้เทียนหลุดจาก พิมพ์ง่าย เทียนจะเป็นเงา และมีสีสดใส
    3. ไมโครแว็คซ์ 300 กรัม
    – ไมโครแว็คซ์ คือ แว๊กซ์ทำจากธรรมชาติมีกลิ่นหอมอ่อนๆ หรือบางทีก็เรียกว่าขี้ผึ้ง ใช้ผสมกับพาราฟิน ประมาณ 1% เพื่อเพิ่มระยะเวลาผาไหม้ของเทียน และช่วยทำให้สีของเทียนสดขึ้น
    4. ไส้เทียน 1 เมตร
    – ไส้เทียนทำจากเส้นใยธรรมชาติ 100% มีขนาดต่างๆกัน ซึ่งก็แล้วแต่ความเหมาะสม
    5. น้ำหอม 50 กรัม
    – ช่วยทำให้เทียนมีกลิ่นหอมน่าใช้ มีหลายกลิ่นให้เลือกใช้ เช่น กลิ่นกุหลาบ ส้ม สตรอเบอร์รี มะลิ ลาเวนเดอร์ กำยาน ฯลฯ เลือกใช้ได้ตาม สีของเทียน หรือโอกาส
    6. สีเทียนสำเร็จรูป
    – สีเทียนช่วยทำให้เทียนมีสีสวยน่าใช้ การใช้แผ่นสีเทียนช่วยให้สะดวกในการผสมสีเข้ากับเทียน หากใส่สีมาก สีจะเข้มมาก หาซื้อได้ตามร้านเครื่องเขียนเลย โดยดูที่กล่องมันจะระบุว่าเป็น Oil Color หรือ Color Wax คือใช้สีพวกสีน้ำมัน จะเป็นผง ครีม แท่ง แล้วแต่ความชอบ สีเทียน สีชอล์ก หรือสีน้ำมันหลอดก็ใช้ได้เหมือนกัน

    วิธีทำเทียนแฟนซี

    1. นำพาราฟินกับไมโครแว็คซ์ และสเตียรินใส่หม้อตั้งไฟให้ละลาย
    2. ยกหม้อลงจากเตา เทใส่ภาชนะแก้ว และเทสีใส่ลงไป และใส่น้ำหอมคนให้เข้ากัน
    3. เอาไส้เทียนประมาณ 15 เซนติเมตร วางตรงกลางพิมพ์ โดยร้อยกับเหรียญเพื่อให้ไส้เทียนตรง แล้วเทเทียนตอนที่ยังร้อนอยู่ ตามลายที่ต้องการ หรือ เอาลายเทียนสำเร็จรูปวางก็ได้
    4. ทิ้งให้เย็น รอให้เทียนแข็งตัว จึงค่อยแกะออกจากพิมพ์ ก็เสร็จพร้อมขายได้เลย

    เทคนิคขณะทำเทียนแฟนซี

    1. ใช้หม้อ 2 ชั้นในการต้มเทียน ซึ่งจะเป็นวิธีที่ดี และปลอดภัย
    2. อย่าต้มเทียนในอุณหภูมิที่สูงเกินกว่า 100 องศา เพราะน้ำเทียนจะติดไฟ ได้ง่าย
    3. ถ้าเทียนที่กำลังต้มอยู่ติดไฟ ให้ปิดแก๊ส หรือดึงปลั๊กไฟออกทันทีอย่าเคลื่อน ย้ายหม้อต้ม หรือใช้น้ำดับไฟ (ถ้าต้องการดับไฟให้ปิดฝาหม้อหรือใช้ ผ้าชื้นๆ ปกคลุมฝาหม้อไว้)
    4. ถ้าเทียนหกบนพื้นหรือโต๊ะ ต้องคอยจนกว่าเทียนเย็น หรือแข็งตัวแล้วขูดออก
    5. อย่าเทเทียนเหลวลงในท่อน้ำ เพราะจะทำให้ท่อน้ำอุดตัน

    การตกแต่งเทียนแฟนซีเพิ่มเติม

    1. หั่นแผ่นสีเทียนเป็นชิ้นสามเหลี่ยม หรือสี่เหลี่ยมเล็กๆ แล้วโรยในพิมพ์ จากนั้นจึงเทเทียนที่ผสมแล้วลงพิมพ์ ควรใช้ชิ้นสีหลายๆ สี และเลือกสีที่เข้มกว่าสีเทียนที่จะเท เพื่อให้สีต่างๆ สามารถมองทะลุเทียน ออกมาได้
    2. ตกแต่งพื้นผิวด้านนอกของเทียนด้วยเทียนแฟนซีที่เป็นรูปดอกไม้ หรือรูปทรงอื่น ให้ตกแต่งทีละด้าน จุ่มเทียนแฟนซีในน้ำเทียนบาง ๆ แล้วนำไปติดข้างในพิมพ์ด้านที่ต้องการตกแต่ง จากนั้นจึงเทเทียน ที่ผสมแล้วลงไป หรือวางชิ้นเทียนแฟนซีลงบนพิมพ์ด้านใน จากนั้นนาบด้วยมีด หรือโลหะที่ร้อนที่ด้านนอกของพิมพ์ เพียง 1 นาที ชิ้นเทียนแฟนซีก็จะติดที่พิมพ์ จากนั้นจึงเทเทียนที่ผสมแล้วลงไป
    3. การทำเทียน 2 สี ให้เทเทียนสี ที่ 1 ลงไปในพิมพ์ ปล่อยให้เทียนเกือบแข็งตัว( สังเกตุดูเนื้อเทียนจะเป็นสีขุ่นมาก )แล้วเทเทียนสี ที่ 2 ลงไป อาจทำสลับกันเป็นชั้นๆ แต่ต้องทิ้งให้แต่ละชั้นเย็นตัวเสียก่อน แต่ไม่แข็ง

    ซึ่งการทำเทียนสูตรอื่นๆ อาจจะไม่มีการผสมไมโครแว็กซ์ลงไป การผสมแว็กซ์จะช่วยทำให้เนื้อเทียนสวย เพิ่มระยะเวลา เผาไหม้ของเทียนให้นานขึ้น

    ทำเทียนแฟนซีขายอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

    การทำเทียนแฟนซีให้สวยงามถูกใจลูกค้านั้น ผู้ทำจำเป็นต้องมีความละเอียดอ่อน มีความคิดสร้างสรรค์ ในการออกแบบสินค้าให้โดดเด่น น่าสนใจ คนที่คิดผลิตเทียนแฟนซีขายจะปิดตัวเองไม่ได้ต้องเรียนรู้รสนิยมของลูกค้าแต่ละกลุ่ม แต่ละวัยให้มากที่สุดเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบเทียนให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย ส่วนใหญ่จะทำสินค้าที่มองดูง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ลูกค้าเห็นแล้วถูกใจถ้าคิดจะทำธุรกิจเทียนแฟนซีให้ประสบความสำเร็จ ผู้ทำต้องมีความคิดเป็นผู้นำคนอื่น ทำในสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทำซึ่งธุรกิจนี้นั้นสามารถเติบโตต่อยอดไปยังตลาดต่างประเทศได้ไม่ยาก เพราะด้วยความเป็นสินค้าแฮนเมด ที่ขายไอเดียจากมันสมอง น่าจะเติบโตได้ไม่ยาก

    ในส่วนของเทียนแฟนซีที่อยากจะแนะนำ เป็นประเภทการปั้นเทียนเป็นขนม หรืออาหารต่างๆ ซึ่งมีความยากในการทำ และต้องอาศัยฝีมือความประณีตเป็นอย่างมาก แต่หากเทียนปั้นจำลองขนม หรืออาหารนี้ กลับถูกใจตลาดต่างประเทศมาก เพราะสามารถนำไปเป็นสินค้าสาธิต จัดวางงานแสดง หรือเป็นของขวัญของฝากได้ไม่แพ้งานปั้นอื่นๆ ซึ่งเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการขายเทียนปั้นขนม จากความตั้งใจของ คุณอาริสรา นุกูล เจ้าของแบรนด์เทียนแฮนด์เมดที่ผันตัวเองจากสถาปนิก สู่ธุรกิจปั้นเทียน เริ่มต้นจากการปั้นขนมไทยๆ ขายที่ตลาดหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากนั้นเริ่มขยับขยายมาปั้นเทียนอาหารนานาชาติ จนมีออเดอร์จากต่างประเทศมากมาย

    เทียนแฟนซีจะต้องการประยุกต์เข้ากับงานต่างๆให้ได้มากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นงานออแกไนซ์ งานในบริษัท หรือองค์กรต่างๆ เนื่องจากงานเหล่านั้น จำเป็นต้องเพิ่มสีสันให้กับบรรยากาศภายในงานให้มีความพิเศษ หรือใช้สำหรับเป็นของที่ระลึก ตามรูปแบบที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งความหมายของการให้เทียนก็เปรียบเสมือนให้แสงสว่างในชีวิต หรือแม้แต่ประโยชน์ที่ใช้ในการบำบัดรักษาอาการบางโรค ด้วยการใส่ส่วนผสมน้ำหอมเพื่อบำบัดโรค เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยในผู้มีปัญหานอนหลับยาก และความดันสูง ถ้าเป็นกลิ่นเปปเปอร์มิ้นท์จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด สำหรับกลิ่นตะไคร้ ยูคาลิปตัส จะช่วยไล่แมลงไล่ยุงเป็นต้น

    ซึ่งหากใครสนใจธุรกิจประเภทนี้อยู่หล่ะก็ ปัจจุบันมีสถาบันที่เปิดสอนทำเทียนอยู่มากมาย ซึ่งธุรกิจนี้เป็นแฮนเมดฉะนั้น ผู้ขายจะต้องใช้ความตั้งใจฝึกฝนด้วย เพื่อที่ว่า สินค้าที่ขายจะได้มีคุณภาพที่ดี และได้มาตรฐาน ซึ่งเพื่อผ่านการฝึกฝนมาแล้วแน่นอนว่า ธุรกิจของคุณไปได้สวยแน่นอน

  • วิธีการทำธุรกิจรับเพ้นท์เสื้อให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการทำธุรกิจรับเพ้นท์เสื้อให้ประสบความสำเร็จ
     

    เสื้อผ้าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องมี ต้องสวมใส่ เพื่อปกปิดร่ายกายถ้าเสื้อมีความสวยงาม แปลกไม่เหมือนใครก็จะเพิ่มความน่าสนใจให้ผู้ที่พบเห็นจึงอยากจะแนะนำอาชีพอิสระอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ คือ การเพนต์เสื้อโดยที่มีการลงทุนไม่สูงอย่างที่คิด กำไรก็มองเห็นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม สิ่งที่ควรมีคือ ฝีมือล้วนๆ เพราะอาชีพนี้นั้นเน้นการใช้ทักษะทางด้านศิลปะเป็นหลัก ซึ้งผู้ขายสามารถออกไอเดียครีเอทได้เต็มที่ ยิ่งสร้างสรรค์มากเท่าไหร่ สินค้าก็ยิ่งเป็นจุดเด่นมากเท่านั้น เพราะปัจจุบันวัยรุ่นหันมานิยมชมชอบงานฝีมือเก๋ๆ ที่ไม่เหมือนใคร ใส่แล้วเป็นตัวของตัวเอง เสื้องานเพนต์เหล่านี้จึงขายได้ไม่ยาก

    เงินลงทุนและรายได้

    เงินลงทุน : ประมาณ 1,000 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนเสื้อและการตกแต่ง)
    รายได้ : 199 บาทขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับการเพนต์และลวดลายการตกแต่ง)

    วัสดุ/อุปกรณ์

    เสื้อยืด เสื้อผ้าฝ้าย เสื้อผ้าไหม สีอะคริลิก หลากหลายสี สีทองหรือสีเงินใช้สำหรับตัดเส้น ตัวหนีบพู่กันสำหรับเพนต์ (ขนาดใหญ่ กลางเล็ก) แบบลายที่ต้องการเพนต์ แผ่นพลาสติก แผ่นไม้ หรือกระดาษแข็ง คัตเตอร์กรรไกร สก็อตเทป เตารีด

    แหล่งหาวัตถุดิบอุปกรณ์

    เสื้อซื้อที่ตลาดโบ๊เบ๊ ตลาดสำเพ็ง และพาหุรัด เพราะจะได้เสื้อที่ราคาถูก วัสดุอื่นซื้อที่ร้านขายเครื่องเขียนมีขายตามร้านเครื่องเขียนทั่วไป

    เสื้อที่วัยรุ่นนิยมซื้อกันตลอดนั้น จะเป็นเสื้อที่เพนต์ข้อความโดนๆ ทั้งหลายแหล่ อทิเช่น ไม่สวยแต่แซ่บ!! ศัลตั้งแต่หัวจดเท้า หากผู้ขายนั้นมีความรู้ทางภาษาไทยดี สามารถครีเอทข้อความโดนๆ ก็จะยิ่งทำให้มีลูกค้ามาสนใจเป็นจำนวนมากมาย งานแบบนี้นั้น จะขายไอเดียเป็นหลัก ลองเสนอไอเดียแปลกแหวกแนว รับรองโดนใจวัยรุ่นแน่นอนคุณสามารถวาดลวดลายตามจินตนาการของคุณโดยไม่ต้องใช้แผ่นพลาสติกวางไว้เลยก็ได้และนั่นก็จะทำให้เสื้อของคุณไม่เหมือนใครรับรองขายได้เป็นเทน้ำเทท่าแน่นอน

    แหล่งขายสินค้า

    แหล่งขายสินค้าประเภทนี้นั้น ควรเป็นตลาดนัดที่มีวัยรุ่นเดินเยอะ อาจจะเป็นตลาดหน้าห้างสรรพสินค้า เช่น โลตัส โรงหนังเมเจอร์ เป็นต้น กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษา วัยเรียน จะนิยมชมชอบเสื้อเพนต์มากกว่าวัยอื่นๆ หรือหากว่าอยากได้กลุ่มลูกค้าที่หลากหลายวัยขึ้น แนะนำให้คุณเล่นลวดลายอื่นๆ นอกจากเพนต์ข้อความอย่างเดียว อาจจะมีอุปกรณ์อย่างลูกปัด หรือลูกไม้ เข้ามาช่วยสร้างเลเยอร์ในงานของคุณ ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งงานนี้ผู้ที่จะเริ่มต้นธุรกิจนี้ คงต้องไปศึกษาตลาดเพิ่มเติมสักนิด ว่าช่วงแต่ละวัยนั้น มีความสนใจในสิ่งไหนบ้าง แนวแฟชั่นเป็นอย่างไร รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้งชัวร์

  • การเพาะเห็ดโคนขาย

    สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพ วันนี้ขอแนะนำช่องทางหารายได้ที่น่าสนใจอีกทางช่องหนึ่งนะครับ โดยท่านอาจจะเลือกทำเป็นอาชีพเสริมก็ได้ หรือเป็นรายได้หลักไปเลยก็ดีเช่นกันครับ เพียงแค่ขยันและเอาใจใส่ ก็สามารถหาเงินได้แล้ว โดยสิ่งที่เราจะแนะนำกันวันนี้ก็คือ การเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นขายครับ ท่านๆที่เคยซื้อมาประกอบอาหาร มารับประทานกัน ก็คงจะทราบกันดีว่า เห็ดโคนตัวนี้มีราคาแพงมาก แถมยังขายดีมีคนซื้อตลอด ก็เพราะว่าอร่อย สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย และดีต่อสุขภาพนั่นเองครับ

    ทั้งนี้วิธีเพาะนั้นไม่ยากเย็นอะไรเลย ตอนเริ่มแรกเพียงแค่มีพื้นที่เล็กๆน้อยๆ เช่นบริเวณหน้าบ้าน หรือระเบียงหอพัก ก็สามารถเลือกซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเพาะได้แล้ว ด้วยการให้น้ำแบบสเปร์ย หรือพรมน้ำเอา ผ่านไป 15 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวเห็ดเอาไปขายได้เลยครับ

    ถ้าหากท่านสนใจทำเล่นๆ เป็นอาชีพเสริม ก็อาจจะซื้อก้อนเชื้อจากแหล่งผลิตที่เค้ารับซื้อเห็ดโคนแบบขายส่งด้วยเลย เอามาเพาะที่บ้านแล้วขาย ก็จะสะดวกตรงที่ไม่ต้องไปขายเอง มีพื้นที่เยอะก็เพาะเยอะ พื้นที่น้อยก็เพาะน้อยหน่อย แทบไม่ต้องทำอะไรมากครับ

    แต่ถ้าหากอยากจะทำเป็นงานหลัก อาจจะต้องมีการลงทุนสร้างเรือนเพาะขึ้นมา ทำการศึกษาวิธีการเพาะเลี้ยงอย่างละเอียด แล้วซื้อก้อนเชื้อมาเพาะขายเอง โดยก้อนเชื้อหนึ่งก้อนสามารถเก็บเกี่ยวเห็ดไปได้ถึง 15 รุ่นทีเดียวครับ ซึ่งการเลือกซื้อก้อนเชื้อในระยะแรกที่เริ่มปลูกนั้นควรซื้อแบบที่เชื้อเดินเต็มแล้ว สามารถรอระยะเวลาแล้วเก็บดอกเห็ดได้เลย โอกาสที่ก้อนเชื้อจะเสียก็น้อยกว่าครับ

    เสร็จแล้วอาจจะหาแหล่งส่งของ ระบายผลผลิตตามตลาดใกล้ๆบ้านได้ ถ้าหากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านก็สามารถหาลูกค้าได้ไม่ยาก แบบนี้ก็จะได้กำไรดีกว่าครับ ซึ่งการเพาะเป็นอาชีพจะต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาดของเรือนเพาะให้มาก นั่นคือต้องหมั่นทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคโดยการโรยปูนขาวอยู่เสมอด้วยนะครับ โดยโรคควรระวังที่มีมากับเห็ดก็ได้แก่เชื้อราครับ

    เมื่อเริ่มมีความชำนาญแล้วต่อไปก็สามารถทำก้อนเชื้อเห็ดสำหรับเพาะขึ้นมาเอง แล้วซื้อหัวเชื้อมาใส่ก็ได้ จะยิ่งลดต้นทุนได้มาก โดยส่วนผสมของก้อนเพาะก็ได้แก่ ขี้เลื่อย รำอ่่อน ปูนขาว ดีเกลือ พูไมท์ และแป้งข้าวเหนียวครับ ให้นำส่วนผสมมาคลุกเข้าด้วยกันกับน้ำ แล้วบรรจุใส่ถุง อัดให้แน่นเต็ม ใส่คอขวดพลาสติคเอาไว้แล้วรัดด้วยหนังยาง ก่อนนำไปนึ่งที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส

    ต่อมาจึงทำการเขี่ยเชื้อ เริ่มจากนำขวดเชื้อมาลนไฟเพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วบี้หัวเชื่อให้ละเอียดก่อนจะเขี่ยเชื้อลงถุงเพาะที่เตรียมไว้ แล้วรีบปิดปากถุงให้สนิท จากนั้นก็สามารถนำถุงก้อนเชื้อไปตั้งเรียงให้ในโรงเพาะเพื่อทำการบ่มประมาณ 45-60 วัน ก็จะเริ่มเก็บดอกเห็ดได้ครับ

    ทั้งนี้การเพาะเลี้ยง และเก็บเกี่ยวเห็ดโคนสามารถทำได้ง่ายและสะดวกกว่าพืชผลอย่างอื่นมาก แถมตลาดผู้บริโภคก็มีความต้องการสูง และยังขายได้อยู่เรื่อยๆไม่มีตก การเก็บเห็ดจะทำตอนเช้าหรือตอนกลางคืนก็ได้ แล้วนำไปใส่ตู้เย็นเอาไว้เพื่อไม่ให้เห็ดบาน ก่อนจะนำไปขายครับ ยิ่งถ้าหากมีขาประจำคอยรับซื้อ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแม่บ้านหรือร้านอาหาร ก็จะยิ่งช่วยให้สะดวกมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลามาขายเองอีกด้วย

    เอาล่ะครับ ขอจบเรื่องเครื่องมือทำกินกันวันนี้ขอลาทุกท่านไปก่อน สวัสดีครับ

  • สูตรวิธีทำโรตีกรอบ พร้อมคำแนะนำในการขายโรตีกรอบ

    สวัสดีครับ ใครใคร่อยากจะหาธุรกิจทำมาหากินในรูปแบบใหม่ๆ ก็เชิญอ่านทางนี้เลยนะครับ วันนี้เราอยากจะมาแนะนำธุรกิจพารวยอีกอย่างหนึ่งที่สามารถทำเองได้ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือพื้นที่เพียงเล็กน้อยก็สามารถเปิดแผงขายได้แล้ว

    โดยธุรกิจวันนี้ที่อยากจะแชร์ เป็นของขบเคี้ยวหวานมันส์ โรตีกรอบนี่เองครับ ที่สามารถทำขายได้ทุกเพศ ทุกวัย ขึ้นชื่อว่าเป็นขนมอร่อยๆ ทอดกรอบ เคี้ยวมันส์ เคี้ยวเพลินกันแล้ว แถมยังมีราดไซรัปหวานๆด้วย ก็สามารถดึงดูดผู้ซื้อ และเป็นที่ติดอกติดใจแก่ผู้รับประทานได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

    วิธีทำก็ง่ายอย่างมากเลยครับ ส่นผสมสามารถหาได้ทั่วไปครับ มาดูกันเลยครับ ว่าโรตีกรอบทำกันอย่างไร

    สูตรวิธีการทำโรตีกรอบสูตรที่ 1

    ส่วนผสมการทำโรตีกรอบ

    – แป้งสาลี 1 กิโลกรัม
    – ไข่ไก่ 2 ฟอง
    – เนยมาการีน 100 กรัม
    – นมสด 5 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ 1 ช้อนชา
    – ต้นหอมซอยละเอียด 4 ต้น
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วย

    วิธีการทำโรตีกรอบ

    1. เริ่มต้นจากเอาแป้งสาลีมาร่อนก่อน
    2. ให้เอาส่วนผสมทั้งหมด ไข่ไก่ เนยเนยมาการีน นมสด น้ำตาลทราย น้ำเปล่า เกลือ นำมาผสมให้เข้ากัน
    3. ค่อยๆ นำส่วนผสมโรยบนแป้งทีละน้อย นวดไปเรื่อยๆ จนกว่าเนื้อแป้งจะเนียน ใช้ผ้าคลุม และทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
    4. และเอามาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ และทิ้งไว้อีก 30 นาที
    5. นำแป้งแต่ละก้อนมานวดอีกครั้ง ดึงแป้งแล้วเอามาทับกัน 4 ครั้ง และนำไปทอดให้เหลืองกรอบ

    น้ำเชื่อมโรตีกรอบ

    ส่วนผสมการทำน้ำเชื่อมโรตีกรอบ

    – น้ำตาลปี๊บ 1 กิโลกรัม
    – เกลือ 1 ช้อนชา
    – น้ำเปล่า 1 1/2 ถ้วย

    วิธีการทำน้ำเชื่อมโรตีกรอบ

    1. นำส่วนผสมทั้งหมด น้ำตาลปี๊บ เกลือ และน้ำเปล่าผสมให้เข้ากัน
    2. นำไปตั้งไฟให้เคี่ยวให้เดือด
    3. นำน้ำเชื่อมมาโรยบนโรตีกรอบ และโรยด้วยต้นหอมอีกครั้งหนึ่ง
    4. สำหรับต้นหอมที่นำมาโรยนี้ ต้องนำมาตากให้แห้งก่อน แล้วค่อยเอามาซอยให้ละเอียด

    สูตรวิธีการทำโรตีกรอบสูตรที่ 2

    ส่วนผสมการทำโรตีกรอบ

    – แป้งสาลี 1 กิโลกรัม
    – แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วยครึ่ง
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง

    วิธีการทำโรตีกรอบ

    1. การทำโรตีกรอบ แป้งที่ทำ จะใช้แป้งชั้นนอก และแป้งชั้นใน
    2. เราจะเริ่มทำแป้งชั้นนอกก่อน โดยนำส่วนผสมทั้งหมดยกเว้นแป้งมันมาคลุกเคล้า และนวดให้เข้ากัน เสร็จแล้วพักไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง
    3. การทำแป้งทำชั้นใน เราจะใช้แป้งมันผสมกับน้ำมันพืชอย่างละเท่าๆ กัน นำมาผสมให้เข้ากัน
    4. สำหรับแป้งชั้นนอกที่เตรียมไว้ตามข้อแรก เมื่อพักไว้ถึงครึ่งชั่วโมงแล้ว ให้ปั้นเป็นก้อน และแผ่ออกให้เป็นแผ่นบางสี่เหลี่ยม นำแป้งชั้นในทับลงไป และม้วนเป็นกลมๆ หั่นเป็นชิ้นเท่าๆ กัน แผ่แป้งให้เป็นชื้นบางๆ
    5. ทอดในน้ำมัน ใช้ไฟปานกลาง
    6. นำโรตีมาวางเรียงบนกระดาษซับมัน เพื่อป้องกันการเหม็นหืน และเคลือบด้วยน้ำตาลที่เคี่ยวจนข้น หรือโรยน้ำตาลเม็ดก็ได้

    สูตรวิธีการทำโรตีกรอบสูตรที่ 3

    ส่วนผสมการทำโรตีกรอบ

    แป้งสาลี (แป้งเอนก) 250 กรัม
    น้ำ 105 กรัม
    นมสด 15 กรัม
    เนย 13 กรัม
    ไข่ไก่นำมาตีให้เข้ากัน 20 กรัม
    น้ำตาล 1/4 ช้อนโต๊ะ
    เกลือ 1/4 ช้อนชา
    น้ำมันพืช

    วิธีการทำโรตีกรอบ

    1. นำส่วนผสมทั้งหมดเข้าเครื่องนวดขนมปัง นวดจนเนียนนุ่ม
    2. ต่อจากนั้นปั้นเป็นก้อนกลมๆ ตามขนาดที่ต้องการ และคลึงด้วยเนย
    3. พักไว้อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง แล้วค่อยมาแปะๆ ให้บางๆ ตอนแปะนี้ให้ใส่น้ำมันพืชลงไปด้วย เพราะจะทำให้แป้งลื่น เป็นแผ่นบางๆ ไม่ติดกัน ทอดแล้วกรอบทั่วถึง
    4. ค่อยๆ ดึงชายเบาๆ แล้วรวบขดเป็นวงกลม พักอีก 10 นาทีแล้วนำไปทอด

    สูตรวิธีการทำโรตีกรอบสูตรที่ 4

    ส่วนผสมการทำโรตีกรอบ

    – แป้งสาลี
    – ไข่ไก่
    – นมสด
    – เนยเทียม
    – น้ำตาลทราย
    – เกลือ
    – ต้นหอม
    – น้ำตาลปี๊บ

    วิธีการทำโรตีกรอบ

    – เริ่มจากนำแป้งสาลีมาร่อนให้ละเอียด ให้ไม่จับตัวเป็นก้อน
    – จากนั้นนำส่วนผสมที่เหลือมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกันให้เป็นเนื้อเดียว แล้วค่อยๆโรยแป้งสาลีที่ร่อนเอาไว้ลงไปจนหมด ก็จะได้เป็นแป้งเนื้อเนียนนุ่ม
    – จากนั้นนำผ้ามาคลุมเอาไว้เพื่อให้แป้งอยู่ตัว ก่อนจะแบ่งนำมาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ทีละก้อนวางเอาไว้
    – พอจะเริ่มทอดก็เอาแป้งมานวดอีกครั้งแล้วพับเป็นชั้นๆ นำลงทอดในกระทะน้ำมันท่วม แค่นี้ก็ได้แล้วครับ โรตีกรอบ ฟูพองชิ้นใหญ่เบิ้ม
    – ตบท้ายด้วยต้นหอมที่วางให้แห้งเอาไว้ นำมาซอยแล้วโรยใส่ เพิ่มรสชาติขึ้นอีกต่อหนึ่ง ไม่ให้เลียนจนเกินไป
    – ต่อมาก็เริ่มทำน้ำเชื่อมสำหรับราด เพื่อให้ได้รสชาติที่หวานมันส์กลมกล่อม เพียงแค่ใช้น้ำตาลปี๊บมาเคี่ยวกับน้ำ แล้วโรยเกลือเล็กน้อย ได้น้ำเชื่อมรสชาติเข้มข้นมาราดลงบนโรตีกรอบๆ เสร็จแล้ว แขกไปใครมา ผ่านเห็นเข้าก็ต้องหยุดแวะซื้อกันครับ

    การขายโรตีกรอบ

    โดยการขายอาจทำไปด้วย วางขายไปด้วย ทำสดๆ ร้อนๆ ก็จะดูน่ากิน สดใหม่กว่า หรือไม่ก็อาจจะทำเก็บใส่ถุงไว้ขายก็ได้ จะสามารถเก็บไว้ได้นานหลายวันทีเดียวครับ นำไปฝากขายตามตลาดนัดก็ได้ หรือตามแหล่งที่มีคนสัญจรผ่านไปมาเยอะๆก็ดี ไม่ก็อาจจะฝากขายตามร้านอาหาร ก็สะดวกไปอีกแบบนะครับ

    โรตีกรอบนับว่ายังเป็นของคบเขี้ยวที่ไม่มีแพร่หลายมากนัก จึงยังมีคู่แข่งน้อย สามารถทำขายควบคู่ไปกับเครื่องดื่มประเภทชานม รสชาติเข้มข้น ก็จะเข้ากันดีครับ เป็นการฉีกรูปแบบการขายแนวเดิมๆ ออกไป ช่วยดึงดูดความสนใจจากลูกค้า ยิ่งถ้าสามารถหาทำเลไปเปิดขายใกล้ออฟฟิศ แหล่งคนทำงาน หรือสถาบันการศึกษาด้วยแล้ว ในช่วงเวลาเที่ยงๆ ย่อมต้องมีลูกค้ามาอุดหนุนกันมากมายครับ จะขายกาแฟสด หรือสังขยาไปด้วยก็ยิ่งเข้าที ดูดี และดึงดูดคนซื้อได้ทั้งนั้นนะครับ

    สรุปแล้วธุรกิจนี้เงินลงทุนต่ำ สามารถคืนทุนได้ในเวลาอันรวดเร็วครับ อุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ก็สามารถใช้ของที่มีอยู่แล้วได้ อย่างเช่นกระทะ สำหรับทอด หรือกะละมังผสมแป้งครับ ปัจจัยที่จะขายได้ดีหรือไม่ น่าจะอยู่ที่ทำเลเป็นสำคัญนะครับ ต้องเลือกแหล่งที่มีวัยรุ่น หรือกลุ่มคนทำงานเยอะๆ ก็จะยิ่งดีครับ

    เอาหล่ะครับ พูดมาถึงแบบนี้ก็เริ่มอยากจะไปหาโรตีกรอบมาเคี้ยวมันส์ เคี้ยวเพลินบ้างแล้ว งั้นวันนี้ขอลาทุกท่านไปก่อน สวัสดีครับ

  • วิธีการทำธุรกิจข้าวกล่องเดลิเวอรี่ให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการทำธุรกิจข้าวกล่องเดลิเวอรี่ให้ประสบความสำเร็จ
     

    สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพ วันนี้ผมมีช่องทางพารวยมาฝากท่านๆ กันอีกแล้วนะครับ สำหรับท่านที่เบื่องานประจำอันซ้ำซากจำเจ หรือรู้สึกว่างานที่ทำยังไม่ใช่ตัวเอง อยากจะลองเปลี่ยนแนวมาทำธุรกิจอย่างอื่นดูบ้าง แต่ก็ขาดที่เงินลงทุน จะให้ไปกู้แบงค์ก็คงไม่ไหว ยังไม่มีแผนธุรกิจในใจไปนำเสนอ ไหนจะต้องหาบุคคลมาค้ำประกัน แล้วยังมีภาระค่าดอกเบี้ยตามมาอีก เรามีทางออกให้ท่านนะครับ เชิญอ่านทางนี้กันเลยดีกว่า

    วันนี้เราจะมาแนะนำธุรกิจข้าวกล่องเดลิเวอรี่ครับ อันนี้อาจจะเหมาะกับท่านที่มีฝีมือในการทำอาหารเสียหน่อยนะครับ แต่ถ้าไม่ ก็อาจจะใช้วิธีจ้างพ่อครัว หรือแม่ครัวแทน ก็ได้เหมือนกันครับ

    ซึ่งเริ่มแรกธุรกิจนี้ท่านต้องหาลูกค้าก่อนครับ โดยท่านอาจจะลองไปสำรวจตามตึกออฟฟิศ สถานที่ทำงาน หรือในหมู่บ้านจัดสรร คอนโด หอพักก็ตามแต่จะสะดวก เอาที่ๆ ไม่ไกลจากตัวบ้านมากนัก ใช้วิธีเข้าหาลูกค้า เอาเมนูไปนำเสนอ ไปแจกจ่าย แล้วใช้วิธีรับออเดอร์ทางโทรศัพท์เอาครับ

    ธุรกิจแบบนี้ก็มีข้อดีตรงที่ ไม่จำเป็นต้องมีร้าน ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ แถมยังไม่ต้องจ้างพนักงานมากมายมาเสริฟ เก็บโต๊ะ และล้างจานอีกด้วยครับ เพียงแค่มีพ่อครัว หรือแม่ครัวที่มีฝีมือ กับจ้างเด็กส่งของเพิ่มมาก็พอแล้วครับ นอกจากนี้ต้นทุนอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ก็มีไม่มากนัก สามารถใช้เครื่องทำครัวที่มีอยู่แล้วได้เลย

    ทั้งนี้ธุรกิจข้าวกล่องเดลิเวอรี่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า โดยบริการส่งอาหารถึงที่ จึงต้องควบคุมเรื่องเวลาในการส่งให้เหมาะสมด้วย อาจจะใช้วิธีเลือกส่งเฉพาะอาหารมื้อเที่ยง โดยปิดรับออเดอร์ก่อนเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อที่ท่านจะได้มีเวลาในการตระเตรียมอาหารให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างทันเวลาครับ

    ถ้าหากว่ามั่นใจในฝีมือจริงๆ อาจจะกำหนดเมนูเจาะจงไปเลย เลือกทำเฉพาะอาหารที่ถนัดเพียงไม่กี่อย่าง ที่เลือกมาแล้วว่าลูกค้าต้องติดใจ แบบนี้ก็จะสามารถควบคุมปริมาณวัตถุดิบ และจัดสรรเวลาได้ง่ายกว่าครับ แต่จะขอแนะนำว่าเมนูส่วนใหญ่ที่ขายได้ทุกวันก็จะเป็นพวก ข้าวกระเพราหมู หรือกระเพราไก่ ไข่ดาว , ผัดซีอิ้ว , ผัดไทย, เส้นใหญ่ราดหน้า , ข้าวไข่เจียวหมูสับ , ข้าวผัด , ข้าวหมูกระเทียม ซึ่งเหล่านี้เป็นเมนูพื้นฐานที่น่าจะขายได้ทุกวัน

    ธุรกิจข้าวกล่องเดลิเวอรี่นี้ เวลานาทีทองในการขาย คือ เวลากลางวัน และส่วนใหญ่จะเป็นการสั่งข้าวจากบริษัทต่างๆ ในละแวกนั้น ซึ่งพนักงานอาจจะขี้เกียจเดินไปหาร้านข้าวในเวลากลางวัน เพราะอากาศตอนเที่ยงๆ แดดเปรี้ยง จึงใช้การโทรศัพท์ไปหาร้านข้าวแทน เราจึงจำเป็นต้องหาลู่ทางเข้าไปแนะนำตัวกับบริษัทต่างๆ ในละแวกร้านเราให้ได้มากที่สุด หรือเราจะขยายธุรกิจโดยใช้วิธีรับทำข้าวกล่องส่งกับพนักงานที่อยู่ตามงานอีเว้นท์ต่างๆ หรือส่งข้าวกล่องให้ตามกองถ่ายต่างๆ ซึ่งในส่วนนี้อาจจะต้องทำการบ้านคิดกลยุทธ์ในการนำเสนอกันสักหน่อย

    ผมก็ขอสรุปการทำธุรกิจข้าวกล่องเดลิเวอรี่ให้ประสบความสำเร็จไว้นะครับ

    – ทำเลที่ตั้งของธุรกิจ ไม่ควรไกลจากร้านของเราจนเกินไป เพราะเราจะได้สามารถกะเวลาในการส่งอาหารได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วจะส่งฟรี ส่งให้คนที่อยู่ละแวกร้านของเรา แต่ถ้าไกลเกินไป เราก็ต้องพิจารณา ถ้าต้องการข้าวกล่องจากร้านเราจริงๆ ต้องขอค่าส่งเพิ่มเติม
    – รสชาติอาหาร เมื่อมีออเดอร์เข้ามาแล้ว ก็อย่าลืมมัดใจลูกค้าด้วยคุณภาพอาหารสดใหม่ บวกกับฝืมือการปรุงอาหาร
    – รสชาติ และราคา ต้องมีความสัมพันธ์กัน ราคาอาหารควรเป็นราคาที่เหมาะสม และเพิ่มค่าบริการส่งข้าวกล่องไปเพียงเล็กน้อย
    – การตรงต่อเวลาในการจัดส่ง คงจะไม่ดีแน่ที่เราทำอาหารนานจนเกินไป เช่น ลูกค้าสั่งอาหาร 11.30 น. แต่เราไปส่งเวลา 13.00 น. ซึ่งเวลาเกินพักเที่ยงของลูกค้า ถ้าเราไปส่งช้าแบบนี้บ่อยๆ แน่นอนว่าลูกค้าอาจจะเปลี่ยนใจสั่งข้าวกล่องร้านใหม่ได้
    – การบริการ ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจบริการครับ ดังนั้นในส่วนของพนักงานรับออร์เดอร์ และพนักงานจัดส่ง จะต้องมีการบริการที่ดี
    – การประชาสัมพันธ์ คงไม่ดีแน่ครับถ้าไม่มีคนรู้จักร้านของเราเลย ดังนั้นเราจะต้องประชาสัมพันธ์ร้านของเรา นำเสนอเมนูอาหาร และราคา แก่บริษัท และย่านชุมชนในแถบนั้น รวมทั้งมีป้ายติดประชาสัมพันธ์ไว้ตามจุดต่างๆ ในแถบละแวกร้านของเรา ซึ่งธุรกิจนี้ปัจจัยที่จะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่การเข้าหาลูกค้าเป็นสำคัญครับ
    – ของเสริมต้องพร้อม ทั้งถุงน้ำปลา ซอสพริก รวมถึงช้อน ส้อมพลาสติกก็จำเป็น

    เอาหล่ะครับ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายท่านอาจจะลองเริ่มต้นเดลิเวอรรี่ข้าวกล่องดูบ้าง ก็สามารถทำได้เลยนะครับ ไม่ต้องกู้ ไม่ต้องผ่อนอะไรเลย ถ้าเกิดทำแล้วเบื่อ อยากจะเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น ซึ่งข้อดีของธุรกิจนี้ก็คือ ถ้าเราเลิกทำ เราก็ไม่มีต้นทุนต้องจมอีก เพราะเป็นการขายแบบวันต่อวัน เรียกว่าน่าลองจริงๆ นะครับ ซึ่งธุรกิจนี้โอกาสเจ๊งมีน้อย ถ้ายังได้รับออเดอร์มาเป็นประจำ ซึ่งก็ทำให้เราอยู่ได้ แต่ถ้าอยากจะร่ำรวยจากธุรกิจนี้ ท่านต้องขยับขยายในการหาฐานลูกค้า ฐานลูกค้ายิ่งเยอะเรายิ่งได้รับเงินที่มากขึ้น และประสบกับความร่ำรวยได้ในที่สุดครับ

  • วิธีเปิดร้านขายขนมจีบซาลาเปาให้ประสบความสำเร็จ

    ขนมจีบ

     

    สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่สนใจทำธุรกิจ SME วันนี้เรามีสูตรพารวยมาแบ่งปันกันอีกแล้วนะครับ โดยธุรกิจวันนี้ขอแนะนำการทำขนมจีบซาลาเปาขายครับ เนื่องจากเราเล็งเห็นว่า ขนมจีบซาลาเปาเป็นอาหารที่อร่อยถูกปากคนไทย รับประทานได้ง่าย สะดวกทุกเวลา แถมยังทานได้สนิทใจ ไม่มีพิษมีภัยต่อสุขภาพ เหมือนอย่างอาหารปิ้งย่าง หรืออาหารทอดเกรียมอย่างอื่นนะครับ ซึ่งนอกจากร้านเซเว่นแล้ว ขนมจีบซาลาเปาก็ยังไม่มีการขายแพร่หลายนัก นอกจากไปร้านอาหารติ่มซำดังๆ

    วิธีการทำขนมจีบแบบธรรมดา

    – หมูสับ 400 กรัม
    – หมูเด้ง 400 กรัม (ปรุงรสแล้ว)
    – กุ้งสับหยาบ 200 กรัม
    – มันหมูแข็ง หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 100 กรัม
    – กระเทียม ,พริกไทย และรากผักชี โขลกให้ละเอียด มากน้อยตามความชอบ
    – น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ
    – แห้วสับหยาบ กะเอาเองครับ
    – เห็ดหอมสับหยาบ กะเอาเองครับ

    เมื่อได้วัตถุดิบมาแล้ว ให้เอาทุกอย่างผสมให้เข้ากัน และพักไว้ และให้นำแป้งเกี๊ยว (ตราไก่) 1 ห่อ ตัดมุมทั้ง 4 มุม จุ่มน้ำ แล้วเอาขึ้นทันที จะช่วยให้แป้งเกาะไส้ และแป้งเกี๊ยวนิ่ม ตักไส้ใส่ ใหญ่เล็กตามใจครับ และให้ขยำๆ แป้งวางบนลังถึงที่วางใบตองฉีก และทาน้ำมันเอาไว้แล้ว เมื่อเราวางขนมจีบเต็มลังถึงแล้ว ก่อนนึ่งต้องพรมน้ำก่อนนะครับ ขนมจีบเราจะได้ดูนิ่มๆ เด้งๆ

    วิธีการทำขนมจีบไก่

    – ไก่บด 3 ขีด ซื้อที่เขาบดแล้วมันจะปนหนังด้วย ซึ่งหนังมันๆ ที่ปนอยู่จะทำให้ไส้นุ่มไม่กระด้าง ถ้าใช้หมูก็ต้องเป็นหมูสับผสมกับมันหมูแข็งต้มสุกสับละเอียด
    – ข้าวโพดดิบฝาน
    – แครอทหั่นเต๋าเล็กๆ พอประมาณ
    – ต้นหอมซอยสัก 2 ต้น
    – ซอสปรุงรส
    – รากผักชี กระเทียม พริกไทย อาจเพิ่มรสดีรสไก่ก็ได้แต่ต้องลดซอสปรุงรสลง
    – แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
    – เห็ดหอมหั่นละเอียด
    – แผ่นเกี๊ยว ต้องเลือกแบบที่เป็นแผ่นบางอย่าเอาอย่างแผ่นหนาไม่เหมาะทำขนมจีบ เวลานึ่งแล้วแป้งจะแข็งไม่นิ่ม

    1. นำส่วนผสมไส้ทั้งหมดผสมเข้าด้วยกัน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าไส้รสชาดใช้ได้แล้ว วิธีทดสอบคือให้นำไส้มาปั้นเหมือนทอดมันแล้วนำไปทอดให้สุกแล้วชิมดู ถ้าถูกใจแล้ว ก็นำไส้ที่ผสมแล้วพักแช่ตู้เย็นไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง
    2. ตัดแผ่นเกี๊ยวให้เป็นวงกลม นำไส้ที่แช่ตู้เย็นเรียบร้อยแล้วมาห่อ โดยตักไส้ใส่ตรงกลางแผ่นแป้ง โดยทำมือให้หัวแม่มือกับนิ้วชี้เป็นวงกลม วางแผ่นเกี๊ยวลงไป ตักไส้ใส่ลงไป แล้วห่อจับจีบให้ดูสวยงาม
    3. จัดใส่ลังถึงโดยปูผ้าขาวบางบนลังถึงก่อน หรือจะใช้ใบตองรอง หรือจะนำน้ำมันทาลงบนลังถึงตามแต่ถนัด แล้วนำขนมจีบจัดวางลงไปอย่างให้ติดกัน นำไปนึ่งน้ำเดือดประมาณ 5 นาที ก็รับประทานได้แล้วครับ

    ลองทำดูนะครับ เพราะที่ทำไส้จะไม่เละเกาะตัวกันดีแล้วแป้งก็ไม่กระด้างด้วยครับ ทำสำคัญแผ่นแป้งต้องบางครับ ถ้าเอาออกมาจากห่อแล้วแป้งแข็งหรือแห้งก็ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดแผ่นแป้งก่อนห่อก็ได้ครับ ถ้าต้องการใส้กุ้งก็เพิ่มกุ้งเข้าไปได้ครับ โดยกุ้งจะหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เคล้ากับเกลือนิดหน่อยแล้วผสมกับส่วนผสมอื่นๆ บางสูตรก็จะเพิ่มไข่ขาวลงไปด้วย 1 ฟอง แต่ที่ทำจะไม่ได้ใส่ไข่ขาวใส่ แต่แป้งข้าวโพดก็จับตัวกันดี แล้วแต่ความชอบนะครับ

    ซาลาเปา

    ข้อมูลเกี่ยวกับซาลาเปา

    ซาลาเปา หรือภาษาจีนเรียกว่า เปาจื่อ ซึ่งพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 นิยามว่า “ชื่อขนมชนิดหนึ่งของจีน ทำด้วยแป้งสาลีปั้นเป็นลูกกลม ข้างในใส่ไส้ มีทั้งไส้หวานและไส้เค็ม”

    ซาลาเปาเป็นอาหารจีนชนิดหนึ่งทำมาจากแป้งสาลีและยีสต์ และนำมาผ่านขบวนการนึ่ง ซาลาเปาจะมีไส้อยู่ภายในโดยอาจจะเป็นเนื้อหรือผัก ซาลาเปาที่นิยมนำมารับประทานได้แก่ ซาลาเปาไส้หมู และ ซาลาเปาไส้ครีม สำหรับอาหารที่มีลักษณะคล้ายซาลาเปา ที่ไม่มีไส้จะเรียกว่า หมั่นโถว นอกจากนี้ซาลาเปายังคงเป็นส่วนหนึ่งในชุดอาหารติ่มซำ ในวัฒนธรรมจีน ซาลาเปาสามารถนำมารับประทานได้ในทุกมื้ออาหาร ซึ่งนิยมมากในมื้ออาหารเช้า

    ซาลาเปาได้ชื่อว่าได้รับการคิดค้นขึ้นมาโดย จูกัดเหลียง หรือ ขงเบ้ง ในคริสต์ศตวรรษที่ 2 เมื่อจูกัดเหลียงกลับจากการต่อสู้กับเบ้งเฮ็กแล้วก็เดินทางมากถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งที่คนแถวนั้นเชื่อว่ามีวิญญาณสิงอยู่ใต้น้ำ ทหารบอกจูกัดเหลียงว่า ถ้าจะข้ามฟาก ต้องตัดหัวทหารทั้งหมดเพื่อบูชาดวงวิญญาณ แต่จูกัดเหลียงไม่อยากให้ทหารต้องตายจึงคิดการทำหมั่นโถวขึ้นมา แล้วปล่อยให้ลอยตามน้ำเพื่อบูชาดวงวิญญาณ เมื่อบูชาแล้ว จูกัดเหลียงก็พาทหารข้ามสะพานไปยังพระนครเซงโต๋

    ในภาษาอังกฤษเรียกซาลาเปาว่า “Chinese bun” ถ้ารู้ไส้ก็เรียกตามไส้ เช่น “pork bun” คือ ซาลาเปาไส้หมู

    วิธีการทำซาลาเปา

    วันนี้ผมจึงอยากจะมาสาธิตวิธีเริ่มธุรกิจกันได้อย่างง่ายๆ เลยครับ

    เริ่มจากมาลองหัดทำซาลาเปากันก่อนเลยดีกว่า ดูสิว่าฝีมือของท่านอยู่ระดับไหน วิธีการทำก็ไม่ยาก เตรียมส่วนผสมได้เลยตามนี้ครับ

    – แป้งสำเร็จรูป หรือแป้งร่อนแล้ว 500 กรัม
    – ยีสต์ 1 ช้อนโต๊ะ
    – นำเปล่า 350 กรัม

    นำส่วนผสมทั้งสามอย่างมาผสมเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียว และใส่ภาชนะปิดฝาทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เนื้อแป้งจะฟูขึ้นมาประมาณ 2-3 เท่า จากนั้นเตรียมแป้งอีกส่วนหนึ่งประกอบด้วย

    – แป้ง 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 200 กรัม
    – เกลือ ครึ่งช้อนชา
    – เนยขาว 110 กรัม
    – น้ำเปล่า 150 กรัม

    – นำส่วนผสมที่สองมาใส่รวมกับก้อนเชื้อแป้งที่หมักไว้ก่อนหน้า แล้วผสมให้เข้ากันด้วยเครื่องผสม จนรู้สึกว่าเนื้อเนียนเป็นก้อนเดียวกัน ไม่ติดชามแล้ว ก็ลองเอามือดึงแบ่งมาดู เนื้อแป้งจะต้องเหนียวนุ่มมากถึงจะเรียกว่าใช้ได้แล้ว
    – จากนั้นก็ตัดแบ่งแป้งเป็นก้อนๆ เพื่อเตรียมใส่ไส้ โดยไส้ที่ทำก็แล้วแต่จะครีเอทีฟกันเลยนะครับ ทั้งนี้ไม่ควรพลาดไส้ยอดนิยมอย่างหมูสับและไส้ครีมครับ จะจัดไส้กันเต็มๆเอาใจลูกค้าก็ว่ากันเลย ถ้าไม่กลัวขาดทุน
    – สำหรับไส้อื่นๆ ก็อาจจะทำไส้ถั่วดำ ถั่วแดง หรือคิดไส้ขึ้นมาเองง่ายๆ เช่นไส้กะเพราะ แกงกะหรี่ แกงเขียวหวาน ลองดูนะครับ อันนี้แล้วแต่ฝีมือของใครของมัน ไม่กล้าบอกสูตร เพราะไม่มีจริงๆ ครับ
    – ได้แป้งได้ไส้มาแล้วขั้นต่อไป ก็เริ่มปั้นซาลาเปา ใส่ไส้ให้เป็นลูกได้เลยครับ หัดพับจีบพับมุมให้สวยหรูดูน่ารับประทานด้วยนะครับ ทิ้งเอาไว้ให้แป้งขึ้นต่ออีกสักครึ่งชั่วโมง เพื่อความหนานุ่มอร่อยนะครับ
    – ขั้นต่อไป ก็ตั้งหม้อน้ำให้เดือด แล้วนำซาลาเปาไปนึ่งสักสิบนาที แค่นี้ก็อร่อยแล้วครับ

    พอทำเสร็จแล้ว จะไปขายตามตลาดนัดก็ได้ ตามเส้นทางที่มีคนเดินผ่านไปมาเยอะๆ ก็ดี ยิ่งถ้าหากหน้าบ้านท่านอยู่ติดถนน หรือเป็นซอยทางเข้าหมู่บ้าน ก็จะเข้าทางเลยทีเดียวครับ

    เป็นอย่างไรเอ่ย วิธีการช่างง่ายเลยนะครับ ประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ที่การทำไส้ให้อร่อยติดใจลูกค้าด้วยครับ อย่าลืมไปฝึกปรือฝีมือกันนะครับ ขอให้รวยจากการขายขนมจีบซาลาเปานะครับ สวัสดีครับ

error: Content is protected !!