Author: admin

  • สูตรวิธีทำขนมปาด พร้อมคำแนะนำในการขายขนมปาด

    ขนมปาด
     

    สูตรวิธีการทำขนมปาด สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมปาด

    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำใบเตยข้น 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
    – มะพร้าวทึนทึก 1 ซีก
    – น้ำปูนใส 3 ถ้วยตวง
    – เกลือ 1/2 ช้อนชา
    – น้ำดอกมะลิ 3 ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมปาด

    – ให้นำน้ำตาลทรายและน้ำดอกมะลิมาผสมรวมกันแล้วเคี่ยวจนให้น้ำตาลนั้นละลายเป็นเนื้อเดียว แล้วจึงนำมาผสมกับแป้งคนให้เข้ากันอีกที จากนั้นให้ใส่น้ำปูนใสลงไปผสมด้วยกัน
    – เทส่วนผสมทั้งหมดของแป้งที่ผสมเอาไว้แล้วใส่ลงไปในกระทะทอง นำขึ้นเตาแล้วตั้งไฟปานกลาง โดยใช้ไม้พายเคี่ยวกวนไปมาเรื่อยๆ จนได้ที่จึงลดไฟให้อ่อนลงแล้วเคี่ยวต่อไปจนส่วนผสมทั้งหมดนั้นเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
    – จากนั้นให้นำน้ำใบเตยข้นๆใส่ลงไปกวนให้เข้ากัน การกวนแป้งมีเคล็ดลับเด็ดตรงที่ให้กวนไปในทิศทางเดียวกันระวังอย่ากวนแป้งกลับไปกลับมา เพราะมันจะทำให้ตัวแป้งขนมจะไม่เหนียวหนืด
    – มาดูลักษณะแป้งกันว่าแป้งที่สุกได้ที่จะออกมาใสๆ เมื่อยกพายขึ้นมาขนมจะไม่ไหลลง จากนั้นจึงตักขนมใส่ถาดที่เตรียมไว้
    – ตกแต่งโดยการโรยหน้าขนมด้วยมะพร้าวขูดเป็นเส้นฝอยๆ ผสมกับเกลือป่นสักเล็กน้อย แล้วจึงปล่อยทิ้งไว้จนให้ขนมเย็นตัว
    – เมื่อขนมเย็นตัวแล้วจึงนำมาตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆขนาดลักษณะขนมเปียกปูน ภาชนะที่ใช้ใส่ขนมอาจจะใช้วัสดุธรรมชาติ เช่นใบตอง หรือใส่ในถ้วยพลาสติกใบเล็กๆก็ได้ อาจจะช่วยให้เพิ่มน่ารับประทานยิ่งขึ้น

    สูตรวิธีการทำขนมปาด สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมปาด

    – แป้วข้าวจ้าว 1 กิโลกรัม
    – น้ำปูนใส ครึ่งถ้วยตวง
    – มะพร้าวขูดผสมเกลือเล็กน้อย
    – น้ำอ้อยประมาณ 10 ก้อน

    วิธีการทำขนมปาด

    – ก่อนอื่นให้ร่อนแป้งข้าวจ้าวเพื่อเอาเศษผงออกก่อนแล้วนำไปผสมรวมกับน้ำอ้อยหรือน้ำตาลปี๊บ
    – จากนั้นให้ใส่น้ำผสมลงไป แล้วคนแป้งข้าวจ้าวให้ละลายเข้ากับน้ำอ้อยหรือน้ำตาลปี๊บ
    – ใช้ผ้าขาวสะอาดบางๆกรองเศษผงออกแล้วเทใส่กระทะทองเหลืองที่เตรียมเอาไว้
    – ตั้งกระทะกวนส่วนผสมทั้งหมดด้วยไฟปานกลางรอจนแป้งสุกร่อนแล้วเทใส่ถาดพักทิ้งไว้ให้เย็นแล้วตัดให้เป็นขนาดชิ้นสี่เหลี่ยม หรือสามเหลี่ยมตามที่ต้องการ จากนั้นตกแต่งโดยการโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดที่ผสมกับเกลือเพื่อเพิ่มความสวยงาม และรสชาติ

    สูตรวิธีการทำขนมปาด สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมปาด

    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำใบเตยข้น 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
    – มะพร้าวทึนทึก 1 ซีก
    – น้ำปูนใส 3 ถ้วยตวง
    – เกลือ 1/2 ช้อนชา
    – น้ำดอกมะลิ 3 ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมปาด

    – นำน้ำตาลทรายมาผสมกับน้ำดอกมะลิ แล้วคนให้น้ำตาลละลายจึงนำมาผสมกับแป้งข้าวเจ้าคนทั้งหมดให้เข้ากัน ใส่น้ำปูนใสลงไปผสมรวมด้วย
    – จากนั้นให้เทส่วนผสมของแป้งลงในกระทะทองเหลือง นำขึ้นไปตั้งไฟและใช้ไม้พายค่อยๆกวนโดยใช้ไฟอ่อน ๆ จน ส่วนผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
    – ใส่น้ำใบเตยข้น ๆ ที่เรากลั่นแล้ว ลงไปผสม ค่อยๆกวนให้เข้ากัน การกวนแป้งนั้นแนะนำให้กวนไปในทางเดียวกันอย่ากวน กลับไปกลับมา ซึ่งจะทำให้ขนมไม่เหนียวและไม่จับตัว
    – ลักษณะแป้งที่สุกได้ที่จะมีลักษณะใส เมื่อยกไม้พายขึ้นขนมจะไม่ไหลลงมา หลังจากนั้นก็ตักขนมใส่ถาด
    – ตกแต่งโรยหน้าขนมด้วยมะพร้าวขูดที่เป็นเส้นฝอยๆ แล้วผสมกับเกลือป่นเล็กน้อย
    – เมื่อขนมเย็นแล้วจึงตัดเป็นชิ้นเล็กๆสี่เหลี่ยมเหมือนขนมเปียกปูน ใส่ในภาชนะที่ทำจากธรรมชาติ อย่างเช่นใบตอง หรือใส่ในถ้วยพลาสติกใบเล็กๆ ก็ได้ จะช่วยให้ดูน่ารับประทานมากขึ้น

    สูตรวิธีการทำขนมปาด สูตรที่ 4

    ส่วนผสมขนมปาด

    – แป้งข้าวเจ้า 4 ถ้วยตวง
    – น้ำใบเตยข้น 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 4 ถ้วยตวง
    – มะพร้าวทึนทึก 2 ซีก
    – น้ำปูนใส 6 ถ้วยตวง
    – เกลือ 2 ช้อนชา
    – น้ำดอกมะลิ ½ ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมปาด

    – นำน้ำตาลทรายและน้ำดอกมะลิมาผสมกันแล้วคนให้น้ำตาลละลายจึงนำมาผสมกับแป้งข้าวจ้าวให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันเป็นเนื้อเดียว แล้วใส่น้ำปูนใสเข้าไป
    – เทส่วนผสมของแป้งที่ผสมนั้นใส่ลงในกระทะทองเหลืองที่เตรียมไว้ นำยกขึ้นเตาตั้งไฟอ่อนๆโดยใช้ไม้พายกวนเรื่อยๆ จนส่วนผสมนั้นเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
    – นำน้ำใบเตยข้นๆใส่ลงไปในกระทะแล้วกวนให้เข้ากัน การกวนแป้งให้กวนไปในทางเดียวกันอย่ากวนวนกลับไปกลับมา ลักษณะขนมจะไม่เหนียว
    – ลักษณะแป้งที่สุกได้ที่จะใสๆ เมื่อลองยกไม้พายขึ้นมาขนมจะไม่ไหลลง ตักใส่ถาดแล้วพักไว้
    – โรยหน้าขนมตกแต่งด้วยมะพร้าวขูดเป็นเส้นฝอยๆ ใส่เกลือป่นผสมลงไปเล็กน้อย
    – เมื่อขนมเย็นตัวแล้วจึงค่อยตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเท่าขนมเปียกปูน ภาชนะที่ใช้ใส่ขนมอาจจะทำจากใบตอง หรือพลาสติก ใบเล็กๆ ก็ได้แล้วแต่ต้องการ ซึ่งการใส่ภาชนะนั้นจะช่วยให้ขนมน่ารับประทานยิ่งขึ้น

  • สูตรวิธีทำบัวลอยไข่หวาน พร้อมคำแนะนำในการขายบัวลอยไข่หวาน

    บัวลอยไข่หวาน
     

    สูตรวิธีทำบัวลอยไข่หวาน สูตรที่ 1

    ส่วนผสมบัวลอยไข่หวาน

    – แป้งข้าวเหนียว 500 กรัม
    – น้ำตาลปึก 1 ถ้วย
    – หัวกะทิ 5 ถ้วย
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ไข่ไก่

    วิธีการทำบัวลอยไข่หวาน

    – ให้นำแป้งข้าวเหนียวใส่ลงในภาชนะเพื่อผสม วิธีนี้จะใส่ได้ประมาณ 8-10 ถ้วย แต่ไม่ควรผสมแป้งข้าวเหนียวจนหมด ควรเหลือแป้งข้าวเหนียวไว้นิดหน่อย เผื่อเวลาผสมแป้งข้าวเหนียวมีความเหลวเกินไปจะได้เติมแป้งส่วนที่เหลือได้ นำแป้งมานวดผสมเข้ากับน้ำเปล่า ให้นวดจนแป้งข้าวเหนียวนั้นจับตัวกันเป็นก้อน แล้วแบ่งออกให้เป็นส่วนๆ เพื่อนำไปผสมเข้ากับสีผสมอาหาร
    – จากนั้นปั้นแป้งให้เป็นเม็ดลักษณะกลมเล็ก ยกเตาตั้งไฟแรงปานกลางพอน้ำเริ่มเดือดให้นำแป้งที่ปั้นเป็นเม็ดกลมใส่ลงไปต้ม จนกว่าแป้งนั้นจะสุกและตัวแป้งลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ ตักขึ้นมาใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ใส่น้ำแล้วพักทิ้งไว้
    – นำหัวกะทิใส่ลงไปในหม้อ และเติมน้ำเปล่าลงไปนิดหน่อย โดยใช้อัตราส่วนประมาณ กะทิ 3 ส่วน น้ำเปล่า 1 ส่วน ยกเตาตั้งไฟอ่อนๆ เติมน้ำตาลปึกลงไป แล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ต้องมั่นเคี่ยวเรื่อยๆเพราะมิใช่นั้นจะทำให้กะทินั้นไหม้ได้ แล้วใส่เกลือตามลงไปเล็กน้อย ต้มจนกะทิเดือดอ่อนๆ ให้ทั่วทั้งหม้อพอเดือดได้ที่ จากนั้นให้ปิดไฟ
    – เตรียมไข่ไก่ไว้ พอกะทินั้นเดือดทั่วทั้งหม้อแล้วจึงตอกไข่ไก่ใส่ลงไป ต้มจนไข่ไก่นั้นสุกและลอยขึ้นมา
    – ใช้ช้อนตักบัวลอยใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้และตามด้วยน้ำกะทิราดลงไป จักนั้นจึงตักไข่ตามลงไป
    แนะนำให้รับประทานบัวลอยไข่หวานตอนร้อนๆ เพราะจะทำให้สดชื่น

    สูตรวิธีทำบัวลอยไข่หวาน สูตรที่ 2

    ส่วนผสมบัวลอยไข่หวาน

    – แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย
    – น้ำ 1/4 ถ้วย
    – น้ำกะทิ 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทรายป่น 1 ถ้วย
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ไข่ไก่

    วิธีการทำบัวลอยไข่หวาน

    – นำแป้งข้าวเหนียวมานวดผสมกับน้ำสะอาดจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว แล้วปั้นให้เป็นก้อนกลมๆขนาดเล็ก จากนั้นนำแป้งที่ปั้นเสร็จแล้วไปคลุกกับแป้งข้าวเหนียวบาง ๆ เพื่อเตรียมไว้
    – ยกเตาตั้งไฟปานกลาง แล้วใส่น้ำกะทิลงไปในหม้อ เติมน้ำตาลทรายป่นและเกลือป่นลงไปเล็กน้อย คนจนส่วนผสมทั้งหมดนั้นจะละลาย พอน้ำเริ่มเดือดให้รีบปิดไฟทันที แล้วตักใส่ถ้วยเตรียมไว้
    – ยกเตาตั้งไฟอีกรอบเพื่อต้มน้ำในหม้อให้เดือด นำบัวลอยลงต้ม พอเริ่มสุกตัวแป้งนั้นจะลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ จากนั้นให้ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ และใส่ลงในภาชนะเตรียมไว้
    – ตั้งไฟต้มน้ำกะทิ พอเริ่มเดือดให้ตอกไข่ไก่ใส่ถ้วยแล้วค่อยๆเทลงในหม้อน้ำกะทิ รอจนกว่าไข่ไก่จะสุก พอสุกได้ที่แล้วตักขึ้นใส่ลงในถ้วยบัวลอย และราดตามด้วยน้ำกะทิ พร้อมเสิร์ฟรับประทาน

    สูตรวิธีทำบัวลอยไข่หวาน สูตรที่ 3

    ส่วนผสมบัวลอยไข่หวาน

    – มะพร้าว
    – ไข่ไก่
    – แป้งข้าวเหนียว
    – แป้งข้าวเจ้า
    – น้ำตาลมะพร้าว
    – เกลือป่น

    วิธีการทำบัวลอยไข่หวาน

    – ขั้นตอนแรกให้นำมะพร้าวมาขูด เอามะพร้าวที่ขูดได้นั้นมาคลุกผสมกับเกลือป่นนิดหน่อย ข้อควรระวังอย่าใส่ปริมาณที่เยอะเกินไป รสชาติจะเค็มไป
    – เมื่อคลุกเกลือกับมะพร้าวขูดเสร็จแล้ว ให้ยกเตาตั้งไฟเพื่อเอาไปนึ่ง ใช้เวลาในการนึ่งประมาณ 10 นาที พอนึ่งเสร็จเรียบร้อยให้นำมาผึ่งให้เย็น
    – จากนั้นให้เอามือลงไปนวดมะพร้าว ใช้เวลานวดประมาณ 10 นาที ให้นวดก่อนคั้น แล้วจึงเอาไปคั้นเพื่อเอาหัวกะทิออกมา เสร็จแล้วเก็บหัวกะทิเตรียมไว้
    – ยกเตาตั้งไฟต้มน้ำให้พอสุก แล้วนำน้ำต้มที่ยังอุ่นๆอยู่นั้น ใส่ลงไปในเนื้อมะพร้าวที่คั้นแล้ว จากนั้นให้นวดโดยใช้เวลานวดประมาณ 10 นาที แล้วก็เอามาคั้นน้ำกะทิ ส่วนที่ได้นี้ เรียกว่า หางกะทิ
    – ต่อไปเป็นขั้นตอนการทำบัวลอย เอาแป้งข้าวเหนียวมาผสมเข้ากับแป้งข้าวเจ้า แล้วเติมน้ำอุ่นจัดๆลงไปนิดหน่อย แล้วค่อยๆนวดให้ตัวแป้งนั้นเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน นวดจนแป้งนั้นไม่ติดภาชนะ และเนื้อแป้งขึ้นเป็นเงาก็ถือว่าเป็นอันใช้ได้
    – จากนั้นให้นำมาแป้งนั้นมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดใหญ่หรือเล็กตาม แล้วผึ่งไว้ให้แห้ง
    – ติดไฟตั้งหม้อ แล้วใส่หางกะทิลงไปในหม้อต้ม ใส่น้ำตาลมะพร้าว และน้ำตาลทรายป่น ต้มให้จนเดือด คนให้ส่วนผสมนั้นเข้ากัน จากนั้นให้ใส่เม็ดบัวลอยลงไปในน้ำที่ยังเดือดๆอยู่ ต้มจนเม็ดบัวลอยนั้นสุก เม็ดบัวลอยจะสุกได้ที่นั้นให้สังเกตได้ว่าเม็ดบัวลอยจะลอยขึ้นบนผิวน้ำ
    – ตอกไข่ไก่ใส่ลงไปในหม้อได้เลย ใช้เวลาต้มไข่ไก่ประมาณ 3-4 นาที ไข่ไก่ก็จะสุกได้ที่ จากนั้นตักใส่ถ้วยแล้วราดด้วยหัวกะทิที่คั้นเอาเตรียมไว้ พร้อมเสิร์ฟรับประทาน

    การขายบัวลอยไข่หวาน

  • สูตรวิธีทำน้ำมังคุด พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำมังคุด

    สูตรน้ำมังคุด สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำมังคุด

    – มังคุด 10 ลูก
    – น้ำผึ้ง 1 ขวด
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำน้ำมังคุด

    – ปอกเปลือกมังคุด เอาแต่เนื้อขาวๆ แล้วแกะเอาเม็ดออกให้หมด
    – นำเนื้อมังคุดที่แกะเม็ดออกแล้ว ไปแช่ตู้เย็นให้เย็นประมาณ 15 นาที
    – นำเนื้อมังคุดมาใส่ลงโถเครื่องปั่นไฟฟ้า ใส่น้ำผึ้งและน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย ตามความเหมาะสม
    – ทำการปั่นส่วนผสมให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
    – เสร็จแล้ว ทำการเทน้ำมังคุดปั่นที่ได้ใส่ลงในแก้ว หรือแช่ตู้เย็นเก็บไว้ดื่มครั้งอื่นๆได้

    สูตรน้ำมังคุด สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำมังคุด

    – มังคุดที่ยังไม่ปอกเปลือก 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทราย 500 กรัม
    – น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำมังคุด

    – ปอกเปลือกมังคุดออก แยกส่วนที่เป็นเนื้อกับเปลือกไว้ แล้วแกะเมล็ดมังคุดออกให้เหลือแต่เนื้อขาวๆ
    – เตรียมต้มมังคุด โดยน้ำเนื้อมังคุดใส่ลงหม้อ แล้วเติมน้ำตาลทรายลงไป แล้วต้มด้วยไฟอ่อนๆ รอจนเนื้อมังคุดยุ่ย
    – เสร็จแล้วยกลงจากเตา กรองเอาส่วนที่เป็นเนื้อยุ่ยๆของมังคุดออก ด้วยผ้าขาวบาง
    – นำน้ำมังคุดที่ได้ตั้งไฟ แล้วต้มให้เดือด เติมน้ำตาลและเกลือป่นลงไป รอจนเดือดแล้วยกลงจากเตา
    – นำเปลือกมังคุดที่แยกไว้มาต้มให้เดือดแล้วใส่น้ำตาลทรายเพิ่มรสชาติลงไป จากนั้นกรองเอากากออก
    – นำน้ำจากเนื้อมังคุดต้มมาผสมกับน้ำเปลือกมังคุดที่ต้มในอัตราส่วนที่เท่ากัน เพิ่มรสชาติอีกนิดให้ลงตัวแล้วกรอกใส่ขวด
    – นำไปแช่ตู้เย็นหรือดื่มแก้กระหาย จะได้น้ำมังคุดที่น่าดื่ม รสชาติอร่อย

    สูตรน้ำมังคุด สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำมังคุด

    – มังคุด ½ กิโลกรัม
    – น้ำเปล่าต้ม 5 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – น้ำผึ้ง 1 ถ้วย
    – เกลือป่นเล็กน้อย

    วิธีการทำน้ำมังคุด

    – ล้างมังคุดให้สะอาด แกะเอาเมล็ดออกให้หมด นำส่วนที่เป็นเนื้อขาวๆมาขยำให้มีน้ำออกมา
    – นำเนื้อมังคุดที่ขยำผสมกับน้ำเปล่าต้ม แล้วนำไปตั้งไฟให้น้ำเดือด 5 นาที จะได้น้ำมังคุดที่ออกมาจากการขยำเนื้อมังคุด
    – กรองส่วนผสมที่ได้ เอาแต่น้ำแล้วปรุงด้วยน้ำตาลทราย เกลือ และน้ำผึ้ง คนส่วนผสมให้เข้ากัน
    – ชิมให้ได้รสชาติน้ำมังคุดที่อร่อยตามความชอบ
    – กรอกน้ำมังคุดที่ได้ใส่ขวด แล้วนำไปแช่ตู้เย็นให้ได้รสชาติ
    – จะได้เป็นน้ำมังคุดแสนอร่อยที่ได้ทั้งรสชาติของมังคุดแท้ๆ หากชอบเนื้อมังคุดก็สามารถใส่เพิ่มลงไปกับน้ำมังคุดที่ทำด้วยได้

  • สูตรวิธีทำไอศครีมกะทิสด พร้อมคำแนะนำในการขายไอศครีมกะทิสด

    ไอศครีมกะทิสด

     

    สูตรวิธีการทำไอศครีมกะทิสด สูตรที่ 1

    ส่วนผสม (สูตรดั้งเดิม)

    – กะทิคั้นสด 2 ถ้วยตวง
    – น้ำมะพร้าวน้ำหอม ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ไข่ขาวจากไข่ไก่ 2ฟอง
    – ถั่วลิสงคั่ว (สำหรับโรยหน้าไอศครีม)
    – ขนุนเชื่อมฉีกเป็นเส้นยาว (สำหรับโรยหน้าไอศครีม)

    วิธีการทำไอศครีมกะทิสด (สูตรดั้งเดิม)

    – ขั้นตอนแรกให้นำมะพร้าวทึนทึกขูดฝอยด้วยเครื่องใส่ลงในชามผสม
    – เติมน้ำต้มสุกประมาณครึ่งถ้วยตวง ลงไปนวดให้เข้ากับเนื้อมะพร้าว และคั้นน้ำกะทิให้ได้ตามสูตร คือ 2 ถ้วยตวง
    – จากนั้นก็นำน้ำกะทิที่ได้มาผสมกับน้ำมะพร้าวน้ำหอม
    – ตามด้วยน้ำตาลทรายขาวและเกลือป่น แล้วคนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน
    – เทส่วนผสมทั้งหมดใส่หม้อ แล้วนำขึ้นตั้งไฟที่ความร้อนปานกลาง ต้มให้ส่วนผสมเดือด และคนให้เข้ากันจนน้ำตาลทรายขาวละลายจนหมด
    – พักส่วนผสมให้เย็นตัวลง ประมาณ 20 นาที
    – เมื่อส่วนผสมกะทิเย็นตัวลงจนไม่เหลือความร้อนแล้ว ให้นำไปกรองโดยใช้ผ้าขาวบาง กรองส่วนผสมทั้งหมด 1 รอบ
    – เทส่วนผสมที่ผ่านการกรองแล้ว ใส่ลงในชามสแตนเลส
    – นำเข้าไปแช่ในช่องฟรีซตู้เย็นนานถึง 2-3 ชั่วโมง โดยการแช่ส่วนผสมในชามสแตนเลสจะช่วยให้รับอุณหภูมิความเย็นได้ง่าย จะทำให้ตัวไอศครีมแข็งตัวได้ไวยิ่งขึ้น
    – และในระหว่างที่รอไอศกรีมแข็งตัว เราจะเตรียมทำถั่วลิสงคั่ว ไว้โรยหน้าไอศกรีมกันครับ โดยใช้ถั่วลิสงสำเร็จรูปประมาณ 2 ทัพพี จากนั้นก็ตั้งกระทะที่ไฟอ่อน แล้วใส่ถั่วลิสงลงไปคั่วอย่างเบามือ จนกลิ่นเริ่มหอม และต้องระวังอย่าให้ถั่วสิลงไหม้
    – เมื่อคั่วถั่วลิสงเสร็จแล้ว ให้พักไว้ในภาชนะ รอให้เย็นตัวลง
    – ส่วนขนุนเชื่อม หากมีเวลา เราก็สามารถเชื่อมได้เองครับ โดยนำขนุนที่แกะเมล็ดพร้อมรับประทาน ประมาณ 6-7 ชิ้น ใส่ลงในภาชนะ แล้วเติมน้ำเปล่าสะอาด 1 ถ้วยตวง ใส่น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ ยกตั้งไฟอ่อน เชื่อมจนขนุนเริ่มเปลี่ยนสี เมื่อชิมก็จะได้ขนุนที่มีรสชาติหวาน เหมาะที่จะนำมารับประทานคู่กับไอศกรีมกะทิสด หรือใส่เป็นเครื่องเคียงขนมหวานอีกหลายอย่างได้ครับ
    – หากไม่มีเวลาทำขนุนเชื่อม สามารถซื้อแบบสำเร็จรูป และนำมาฉีกเป็นเส้นยาวๆ เตรียมไว้รับประทานกับไอศกรีมกะทิสดเลยครับ
    – เมื่อเวลาผ่านไป 3 ชั่วโมงแล้ว ให้นำไอศกรีมในตู้เย็นออกมา แล้วตักส่วนผสมใส่ลงในเครื่องปั่นอาหาร
    – และค่อยๆ ทยอยเติมไข่ขาวลงไปทีละน้อยจนหมด
    – แล้วกดปั่นให้เนื้อไอศกรีมมีความเนียนนุ่ม จึงค่อยเทส่วนผสมใส่ลงไปในชามสแตนเลสใบใหม่ ทำเช่นนี้จนหมดเนื้อไอศกรีม
    – จากนั้นให้นำไอศกรีมที่ปั่นแล้วนั้นเข้าไปแช่ในช่องฟรีอีก 2 ชั่วโมง
    – พอครบตามเวลาที่กำหนด ก็ใช้ช้อนคนเนื้อไอศกรีมให้เนียนเข้ากันอีกรอบ
    – แช่ไอศกรีมต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง
    – เมื่อครบ 1 ชั่วโมงแล้ว ให้เตรียมถ้วยใบเล็กๆ สำหรับตักไอศกรีมจัดเสิร์ฟ
    – ใส่เนื้อขนุนเชื่อมลงไปในถ้วยเล็กน้อย
    – และใช้ที่ตักไอศกรีม ตักเนื้อไอศครีมประมาณ 3-4 ลูก ตามลงไป
    – แล้วก็ปิดท้ายด้วยการโรยถั่วลิสงคั่วเล็กน้อย

    สูตรวิธีทำไอศครีมกะทิสด สูตรที่ 2

    ส่วนผสมไอศกรีมกะทิสด (สูตรทรงเครื่อง)

    – กะทิคั้นสด 2 ถ้วยตวง
    – น้ำมะพร้าวน้ำหอม ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
    – ใบเตย 4-5 ใบ
    – เนื้อมะพร้าวน้ำหอมหั่นเต๋าลูกเล็ก 5 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ไข่ขาวจากไข่ไก่ 2ฟอง

    ส่วนผสมเครื่องเคียงไอศกรีมกะทิสด

    – วุ้นมะพร้าว
    – ถั่วแดงต้มน้ำตาล
    – ลูกตาลลอยแก้ว
    – กล้วยเชื่อม
    – ข้าวเหนียวมูน
    – ลูกชิด
    – แห้วต้มน้ำตาล

    วิธีการทำไอศกรีมกะทิสด (สูตรทรงเครื่อง)

    – สำหรับส่วนผสมหลักของไอศกรีมกะทิสด ก็คือกะทิ โดยจะใช้มะพร้าวทึนทึกขูดฝอยด้วยเครื่อง
    – จากนั้นให้ทำการคั้นกะทิจากมะพร้าวขูดฝอย ให้ได้ในปริมาณ 2 ถ้วยตวงครับ
    – นำน้ำกะทิที่คั้นเสร็จ เทลงในชามผสม ตามด้วยเติมน้ำมะพร้าวน้ำหอม น้ำตาลทรายและเกลือป่นครับ
    – คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน และรอจนกระทั่งน้ำตาลทรายละลายจนหมด
    – เทส่วนผสมใส่หม้อ และยกตั้งไฟความร้อนปานกลาง เมื่อส่วนผสมเริ่มเดือด ให้ใส่ใบเตย 4-5 ใบ ลงไปต้มจนส่งกลิ่นหอม ต้มประมาณ 2 นาที แล้วตักใบเตยทิ้งไป
    – เมื่อส่วนผสมเดือดจัด ให้ยกลงจากเตา แล้วพักให้คลายความร้อนประมาณ 20 นาที
    – นำส่วนผสมของกะทิที่เย็นตัวลงแล้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง 1 รอบ แล้วเทใส่ในชามสแตนเลส
    – ใส่เนื้อมะพร้าวน้ำหอมที่หั่นเต๋าเตรียมไว้ลงไป คนให้เข้ากัน
    – นำชามส่วนผสมแช่ในช่องฟรีซตู้เย็น 2-3 ชั่วโมง จนส่วนผสมแข็งตัว
    – เมื่อส่วนผสมแข็งตัวแล้วให้นำออกมา จากนั้นให้ตักเนื้อไอศกรีมที่เริ่มเซ็ตตัวบ้างแล้ว ลงไปปั่นในเครื่องปั่น
    – เทไข่ขาวลงไปทีละนิด และปั่นผสมรวมกับเนื้อไอศกรีมไปเรื่อยๆ จนหมด
    – นำไอศกรีมที่ปั่นเทลงไปในภาชนะอีกรอบ แล้วเอาเข้าไปแช่ในช่องฟรีซต่ออีก 2 ชั่วโมง
    – พอครบเวลาที่ตั้งไว้ จึงค่อยนำช้อนคนให้เนื้อไอศกรีมเนียนเข้ากันอีกรอบ และแช่ต่อไปอีก 1 ชั่วโมง
    – เมื่อครบอีก 1 ชั่วโมง เราจะได้ไอศกรีมกะทิสดเนื้อเนียน น่ารับประทาน ทั้งนี้ให้จัดเสิร์ฟโดยตักไอศกรีม 4-5 ลูก ลงในถ้วย และตักเครื่องเคียงต่างๆ ลงไปด้วยตามใจชอบ ทั้งวุ้นมะพร้าว ลูกชิด ลูกตาลลอยแก้ว แห้วต้มน้ำตาล ก็จะช่วยเพิ่มความน่ารับประทานมากยิ่งขึ้นด้วยครับ

    การขายไอศครีมกะทิสด

  • 12 วิธีรวยเร็วที่สุด

    ผมได้รวบรวมวิธีรวยเร็วที่สุดด้วยวิธีการต่างๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ จากที่ต่างๆ ถ้าท่านถนัดอย่างไหน ก็ให้ทำอย่างนั้น หนทางที่จะทำให้รวยนั้นมีมากมาย แต่ใจของท่านของปรารถนาในความรวยจริงๆ เอาหล่ะครับ มาดูวิธีการรวยเร็วมีอะไรบ้าง

    1. รับมรดก

    นี่คือวิธีทำให้คุณรวยเร็วที่สุดในโลกปัจจุบันด้วยเงินที่เก็บสะสมมาจากครอบครัว ในทศวรรษที่ 1800 ถึงต้นทศวรรษ 1900 ซึ่งเป็นเวลาที่ก่อนจะมีกฎหมายทรัพย์สิน ภาษีเงินได้ และความเที่ยงตรงทางการเมือง ครอบครัวอเมริกันสร้างอาณาจักร และสร้างรายได้มหาศาลจากธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมนํ้ามัน ธนาคาร นํ้าตาล การขนส่ง ที่ดิน โรงเหล้า หรือธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ซึ่งตกทอดกันมาหลายรุ่น และต้องมีรุ่นใดรุ่นหนึ่งประสบความสำเร็จกับธุรกิจเหล่านี้ และนี่คือวิธีที่ง่ายที่สุดและรวดเร็วในการสร้างความรํ่ารวย อาจจะโชคไม่ดีนักถ้าคุณเกิดมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือศีลธรรม

    2. แต่งงานกับคนรวย

    ถ้าคุณไม่มีมรดกกองโตให้ได้รับ นี่คือวิธีที่จะทำให้คุณรวยได้อย่างรวดเร็วเป็นอันดับที่สอง นั่นก็คือ แต่งงานกับคนรวย บางครั้งคนที่คุณแต่งงานด้วยอาจจะใจดี มีเมตตา น่ารัก แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น คุณก็อาจหย่ากับคนนั้น อย่างน้อยคุณก็ยังคงได้รับสินสมรสอยู่

    3. เป็นดารา

    การเป็นดาราก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เรามีเงินเป็นกอบเป็นกำได้เหมือนกัน แถมเดินไปไหนมามองก็มาแต่มอง มีแต่คนอยากถ่ายรูปด้วย อย่างดีนี้มั้ยหล่ะครับ หนทางในการไปเป็นดาราก็มีหลายอย่าง ตั้งแต่เรียนการแสดง เพื่อไปสมัครเป็นนักแสดง หรือจะเอาดีทางด้านร้องเพลง เพื่อไปนักร้อง หรือต่อยอดไปเป็นนักแสดงต่อไป ซึ่งหานทางการเป็นดารามีหลายทางเหลือเกิน บางคนมาจากการเป็นนักกีฬามีชื่อเสียง แล้วเข้าวงการการแสดง ซึ่งการเป็นดาราก็จะต้องใช้ความมุมานะพยายามหน่อยนะครับ เพราะมีการแข่งขันกันสูง แต่ถ้าคุณไม่ละความพยายามหล่ะก็ ที่ว่างสำหรับคุณมีแน่นอนครับ

    5. เสิ่ยงดวง

    ถ้าคุณไม่มีมรดกกองโตให้ได้รับ และไม่ได้แต่งงานกับคนรวย และทำงานอย่างไรก็ไม่รวย ก็ลองเสี่ยงดวงดู ล็อตเตอรี่มีมากมาย และเราก็ซื้อล็อตเตอร็รี่กันเป็นประจำ ซึ่งต้องมีบางคนถูกแน่ แต่โชคร้ายตรงที่คุณอยากมีโอกาสมากหน่อยในการถูกลอตเตอรี่ ก็ต้องจ่ายเงินซื้อหลายใบ ซึ่งมันก็ใช้เงินมาก และก็เสี่ยงที่จะไม่ถูกเลยสักใบ เพราะว่ามันคือการเสี่ยงดวงนั่นเอง

    6. เป็นนักลงทุน

    ถ้าคุณไม่มีมรดกกองโตให้ได้รับ ไม่ได้แต่งงานกับคนรวย ทำงานอย่างไรก็ไม่รวย และไม่มีโชคทางการเสี่ยงดวง ก็ลงทุนทำอะไรสักอย่าง มี 2 ทางที่จะแนะนำในการลงทุน คือ ลงทุนกับตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น ดูจากข้อมูลการลงทุน ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะโตเฉลี่ย 10% ต่อปี ข้อนี้สามารถทำได้แม้จะเป็นพนักงานประจำ แต่ต้องฉลาดในการเลือกลงทุน ตอนนี้มีหลายคนที่ทำงานประจำไปด้วย แต่ลงทุนในหุ้นไปด้วย ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมที่ดี แต่การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยงหมด ดังนั้นก่อนที่จะลงทุนไม่ว่าจะเป็นการลงทุนประเภทใดต้องศึกษาให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นจากที่จะได้เงินงอกเงยขึ้นมา เงินนั้นอาจจะหายวับไปกับตาก็ได้ ดังนั้นอาจจะใช้เวลานานกว่าคุณจะรํ่ารวย และยังใช้เงินมาก และตลาดหุ้นก็เป็นวิธีการลงทุนที่ดีเช่นกัน และตลาดหุ้นนั้นอัตราการเพิ่มขึ้นของมูลค่าก็สูงมาก และสามารถทำเงินให้คุณได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่คุณก็ต้องมีเงิน และเลือกหุ้นที่สามารถให้ผลตอบแทนได้ดีเท่านั้น

    7. เป็นเจ้าของกิจการ

    ใครๆก็รู้ว่าการเป็นเจ้าของกิจการ ย่อมต้องมีรายได้ดีกว่าทำงานประจำอยู่แล้ว แต่ความยากมันอยู่ตรงที่จะทำธุรกิจอะไร และทำอย่างไรให้ธุรกิจนั้นอยู่รอดและมีกำไรนี่สิเรื่องใหญ่ ซึ่งเรามีคำแนะนำคือ

    – สำรวจดูว่ามีงานอดิเรกหรือความชำนาญอะไรเป็นพิเศษ เช่น ทำขนม ทำอาหาร ความเก่งในสิ่งพวกนี้อาจนำมาสู่การดำเนินธุรกิจขนาดย่อมๆก็ได้
    – มองดูรอบๆ ตัว เช่นในชุมชน มีบริการอะไรบ้างที่คนในชุมชนต้องการ เช่น มีเด็กเล็กๆ ที่พ่อแม่อยากจะได้พี่เลี้ยงมาดูแล เรื่องเหล่านี้สามารถนำมาทำเป็นธุรกิจได้
    – คำนวณดูว่าถ้าต้องเริ่มทำธุรกิจต้องใช้เงินสักเท่าไหร่
    – ทำธุรกิจต้องคิดด้วยว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้คนอื่นทราบ อาจจะเป็นการโฆษณา ประชาสัมพันธ์

    8. เป็นผู้บริหารระดับสูง

    วิธีนี้อาจจะต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะประสบการณ์ และต้องพบกับการแข่งขันที่สูงมาก เพราะคนทำงานประจำก็เหมือนกับพีระมิด ที่ตรงยอดจะเล็กแต่ฐานใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ คุณสามารถทำได้ถ้ามีความพยายามในการพัฒนาตัวเอง ทั้งเรื่องความรู้ บุคลิกภาพ ความเป็นผู้นำ หาความถนัดของตัวเองให้เจอ คุณก็มีโอกาสที่จะได้รับเงินเดือนสูงๆ ซึ่งผู้บริหารที่มีฝีมือจริง สามารถสร้างผลงานจนได้รับความไว้ใจจากผู้ถือหุ้น จนขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่ง เบอร์สองของบริษัทสามารถทำรายได้ปีละ 5-10 ล้านบาทได้อย่างสบาย

    9. เป็นนักธุรกิจขายตรง

    เมื่อเอ่ยถึงขายตรง หลายคนอาจเบือนหน้าหนี แต่ความจริงแล้วการขายตรง เช่นประกันชีวิต สามารถสร้างคนที่ไม่มีอะไร ให้ขึ้นมามีทุกอย่างได้จริง และเป็นงานที่ต้องใช้ความสามารถสูงมาก งานขายตรงอย่างประกันชีวิต เครื่องสำอางหรือยาชูกำลังสารพัด มักได้ค่านายหน้าประมาณ 30% ส่วนผู้บริหารทีมงานจะได้ค่าบริหารประมาณ 30% ของค่านายหน้าของลูกทีมอีกที ซึ่งจะตกประมาณ 10%ของยอดขายสินค้ารวม ถ้าทีมงานสร้างยอดขายต่อปีได้ถึง 100 ล้านบาท ผู้บริหารทีมงานก็จะมีรายได้ถึง 10 ล้านบาทต่อปีทีเดียว

    10. เป็นนักวิชาชีพผู้ประสบความสำเร็จ

    วิชาชีพเฉพาะทางก็สามารถสร้างความร่ำรวยได้เช่นกัน เช่นแพทย์เฉพาะทาง ,ทนายความ ,สถาปนิก, ศิลปิน อาชีพเหล่านี้ถ้ามีผลงานโดดเด่นและมีฝีมือจริง รายได้จะสูงมาก

    11. ทำงาน

    ถ้าคุณไม่มีมรดกกองโตให้ได้รับ และไม่ได้แต่งงานกับคนรวย คุณก็ทำงาน มีส่วนน้อยที่จะร่ำรวยจากการทำงาน ส่วนมากคนที่มีบริษัทจะสามารถหาเงินได้มากกว่า หรือไม่ก็ประดิษฐ์สิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคม เช่น ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ทำประโยชน์ให้กับคนหมู่มาก หรือสร้างเว็บไซต์ดีๆ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มหนึ่งๆ ได้

    12. ทำงานที่ความเสี่ยงสูง คืองานที่คนทั่วไปเค้าไม่ทำกัน เพราะความเสี่ยงมันมาก เช่น เป็นเจ้าหน้าที่เช็ดกระจกอาคาร ซึ่งต้องปืนป่ายใช้สลิงโหนตัวออกไปนอกอาคาร หรือเป็นช่างทาสีตกสูงๆ ซึ่งเมืองนอกได้เงินดีมาก หรือเป็นบอดี้การ์ดรักษาความปลอดภัยให้กับนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐี หรือบุคคลสำคัญต่างๆ ซึ่งงานพวกนี้ต้องฝึกมาเฉพาะด้าน และต้องมีความสามารถจริงๆ ถึงจะทำได้ครับ

    วิธีรวยเร็วที่สุดผมหามาได้ 12 วิธีนี่แหล่ะครับ ถ้าท่านใดมีความคิดเห็นเพิ่มเติม ก็เขียนลงใน comment ข้างล่างนี้ได้เลยนะครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำลูกเดือย พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำลูกเดือย

    น้ำลูกเดือย สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    1. ลูกเดือยแห้ง 100 กรัม
    2. น้ำสะอาด 6 ถ้วย
    3. น้ำตาลทราย (ปริมาณตามชอบ)

    วิธีทำ

    1. แช่ลูกเดือยในน้ำสะอาด 1 คืน
    2. นำลูกเดือยที่แช่น้ำไว้ มาล้างทำความสะอาด แล้วพักไว้ในกระชอน
    3. ปั่นลูกเดือยกับน้ำสะอาดในเครื่องปั่น แล้วกรองเอาแต่น้ำลูกเดือยด้วยผ้าขาวบางหรือกระชอน ใส่ในภาชนะ
    4. นำน้ำลูกเดือยไปต้มด้วยไฟอ่อน ให้เดือดปานกลาง แล้วปิดไฟยกลงครับ
    5. เมื่อจะดื่ม ตักน้ำตาลใส่ ในปริมาณที่ต้องการ หรือสามารถดื่มโดยไม่ต้องเดิมน้ำตาลก็ได้ครับ

    น้ำลูกเดือย สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    1. ลูกเดือยแห้ง 100 กรัม
    2. งาดำ 2 ช้อนชา
    3. น้ำสะอาด 8 ถ้วย
    4. น้ำตาลทราย

    วิธีทำ

    1. แช่ลูกเดือยในน้ำสะอาด 1 คืน
    2. นำลูกเดือยมาล้างให้สะอาด และทำให้สะเด็ดน้ำในกระชอน
    3. นำลูกเดือยไปปั่นพร้อมงาดำ แล้วกรองอาแต่น้ำ
    4. เปิดไฟอ่อน ต้มน้ำลูกเดือยงาดำให้เดือดปานกลาง แล้วยกลง
    5. ตักใส่ถ้วยพร้อมใส่น้ำตาลในปริมาณที่ชอบ ดื่มเมื่อต้องการได้เลยครับ

    น้ำลูกเดือย สูตรที่ 3

    ส่วนผสม

    1. ลูกเดือยแห้ง 100 กรัม
    2. น้ำต้มดอกอัญชัน 6 ถ้วย
    3. น้ำตาลทราย

    ส่วนผสม

    1. นำลูกเดือยไปแช่ทิ้งไว้ 1 คืน
    2. ล้างลูกเดือยให้สะอาด ในกระชอน
    3. ใส่น้ำต้อมดอกอัญชันและลูกเดือยในเครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด
    4. เมื่อปั่นแล้ว เทออกในกระชอน หรือผ้าขาวบาง ใช้แต่น้ำ แยกกากทิ้งครับ (กากปั่นซ้ำได้จนกว่าน้ำจะหมด)
    5. นำน้ำลูกเดือยอัญชันไปต้มให้สุก โดยเมื่อเดือกแล้ว ก็ยกลง
    เมื่อจะดื่ม ตักใส่แก้ว ใส่น้ำตาล ชงให้เข้ากัน เป็นเครื่องดื่มร้อน
    หากต้องการเครื่องดื่มเย็น นำไปแช่เย็นก่อน เมื่อจะดื่ม ตักใส่แก้ว ใช้น้ำตาลผสมน้ำร้อนทำเป็นน้ำเชื่อมผสมกับน้ำลูกเดือยงาดำ ในปริมาณตามชอบได้ครับ

    น้ำลูกเดือย สูตรที่ 4

    ส่วนผสม

    1. ลูกเดือยแห้ง 100 กรัม
    2. น้ำสะอาด 8 ถ้วย
    3. ใบเตย 5 ใบ
    4. น้ำตาลทราย

    วิธีทำ

    1. แช่ลูกเดือยในน้ำสะอาด 8 ชั่วโมง ถึง 1 คืน
    2. ล้างลูกเดือยให้สะอาด
    3. ซอยใบเตยเป็นฝอย
    4. นำใบเตย ลูกเดือย และน้ำสะอาด ปั่นรวมกัน เทใส่ผ้าขาวบางเพื่อคั้นเอาแต่น้ำ
    5. นำน้ำลูกเดือยใบเตยไปต้มให้เดือด แล้วปิดไฟ ยกลง
    6. ตักน้ำลูกเดือยใบเตยใส่แก้ว ใส่น้ำตาลตามชอบ ดื่มตอนร้อนๆ คล่องคลอมากครับ หากต้องการดื่มเย็น จะใส่น้ำตาลตามชอบแล้วแช่เย็นไว้เพื่อนำมาดื่มภายหลังก็ได้ครับ หรือจะเติมน้ำแข็งก็สามารถทำได้เช่นกันครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำขนุน พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำขนุน

    น้ำขนุน

     

    สูตรน้ำขนุน สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำขนุน

    – เนื้อขนุนฉีก 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 250 กรัม
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
    – น้ำ 1 ลิตร
    – น้ำแข็งบด

    วิธีการทำน้ำขนุน

    – ล้างเนื้อขนุนให้สะอาด แล้วพักในกระชอนให้สะเด็ดน้ำ
    – นำขนุนใส่ในหม้อ ตามด้วยเติมน้ำลงไป นำไปต้ม จนขนุนนิ่ม แล้วกรองน้ำขนุนในกระชอน แยกเก็บเนื้อขนุนไว้ต่างหาก
    – เปิดไฟอ่อน นำน้ำขนุนไปต้มอีกครั้ง โดยใส่ น้ำตาลและเกลือลงไป คนให้เข้ากัน ปิดไฟยกลง
    – ตักน้ำแข็งใส่แก้ว รินน้ำขนุนลงไป และ ใส่เนื้อขนุน เพื่อตกแต่ง ยกเสิร์ฟได้ครับ

    สูตรน้ำขนุน สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำขนุน

    – เนื้อขนุน ½ ถ้วย
    – น้ำเชื่อม ½ ถ้วย
    – นมสด 1 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ ¼ ช้อนชา
    – น้ำแข็งบด ½ ถ้วย

    วิธีการทำน้ำขนุน

    – หั่นเนื้อขนุนเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อสะดวกในการปั่น
    – นำขนุนที่หั่นแล้ว ไปใส่ในเครื่องปั่น และใส่น้ำเชื่อม น้ำต้มสุก เกลือ นมสด น้ำแข็งบด ลงไป แล้วปั่นให้ละเอียด
    – เมื่อเสร็จแล้วเทใส่แก้วดื่มได้เลยครับ

    สูตรน้ำขนุน สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำขนุน

    – เนื้อขนุน 500 กรัม
    – น้ำสะอาด 1.5 ลิตร
    – น้ำตาลทราย 500 กรัม หรือตามชอบ

    วิธีการทำน้ำขนุน

    – ล้างเนื้อขนุน แล้วคว้านเมล็ดขนุนออก
    – หั่นขนุนเป็นชิ้นเล็กๆ
    – ค่อยๆ แบ่งตักเนื้อขนุนใส่ และค่อยๆ ตักน้ำใส่ตามลงไป อาจต้องทยอยปั่น 2-3ครั้ง โดยแบ่งปริมาณ เนื้อขนุนและน้ำ ใส่เครื่องปั่น ให้พอดี
    – ขนุนที่ปั่นแล้ว กรองในกระชอน ใช้ทัพพี ยีเนื้อขนุนบนกระชอนเพื่อ รีดให้ได้น้ำให้มากที่สุด
    – เมื่อได้น้ำขนุนแล้ว ให้นำไปต้ม โดยใส่น้ำตาลทรายลงไปด้วย คนให้น้ำตาลละลาย และให้น้ำขนุนเดือดเล็กน้อย เสร็จแล้วพักให้เย็น นำมาใส่เหยือกเก็บไว้ในตู้เย็น
    – เมื่อต้องการดื่มเพียงตักน้ำแข็งใส่แก้ว รินน้ำขนุนใส่ก็ดื่มเป็นเครื่องดื่มดับกระหายยามว่างได้ครับ
    – หากต้องการทำน้ำขนุนปั่น เพียง ใส่น้ำขนุนปั่น 1ถ้วย(16ช้อนโต๊ะ) เติมน้ำแข็งบด แล้วปั่นให้ละเอียด รินใส่แก้ว ดื่มได้เลยครับ หรืออาจเพิ่มรสชาติได้อีก เมื่อทำเครื่องดื่มปั่น โดยการเพิ่ม นมสดรสหวานลงไป 50-100 มล. หรือ เติมโยเกิร์ตรสธรรมชาติลงไป ประมาณ 50-100 มล. ด้วยก็ได้ครับ

    การขายน้ำขนุน

  • วิธีการทำธุรกิจที่ซาอุ พร้อมสินค้ายอดฮิตที่นำเข้าและส่งออกไปซาอุ

    ประเทศซาอุดิอาระเบีย

     

    สำหรับประเทศซาอุดิอาระเบีย หรือชื่อเต็มคือราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย (The Kingdom of Saudi Arabia) จัดได้ว่าเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในแถบตะวันออกกลาง มีความมั่งคั่งจากการเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ซาอุดิอาระเบียจึงเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง นอกจากนี้ รัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ยังตระหนักถึงภาวะเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันมากเกินไป จึงมีนโยบายที่จะกระจายการผลิตด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมโรงงานและการเกษตร และส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น นับเป็นโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเสาะหาลู่ทางการค้าการลงทุนในประเทศซาอุดิอาระเบีย

    ข้อดีในการทำธุรกิจที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย

    – ซาอุดิอาระเบียมีระบบเศรษฐกิจที่รัฐมีบทบาทนำ (State-led Economy)
    – ซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันอันดับ 1 ของโลก มีปริมาณน้ำมันสำรองมากติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก (รองจากรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา)
    – รายได้จากการส่งออกน้ำมันคิดเป็น 90-95% ของรายได้การส่งออกทั้งหมด เศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบียจึงมีการพึ่งพาภาคน้ำมันดิบสูงมาก
    – มีบทบาทสำคัญใน OPEC และในการรักษาเสถียรภาพราคา และระดับอุปทานน้ำมันในตลาดโลก ในแต่ละปี ผลผลิตภาคน้ำมันของซาอุดิอาระเบียคิดเป็นประมาณ 40% ของ GDP
    – จากที่ซาอุดิอาระเบียเคยพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบมาเป็นเวลานาน ตอนนี้ซาอุดิอาระเบียกำลังพยายามขับเคลื่อนให้ภาคเอกชนมีการขยายตัวเติบโตขึ้น ภายใต้โครงการ “ซาอุดิ วิชั่น 2030” เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อพาประเทศเข้าสู่ยุคหลังน้ำมันอย่างเต็มตัว เช่น การผลักดันภาคเอกชนที่ไม่ใช่น้ำมันให้มีบทบาทมากขึ้น การจัดการสินทรัพย์ต่างประเทศของซาอุดิอาระเบียที่เข้มงวดขึ้น ลงทุนในเหมืองแร่
    – รัฐบาลซาอุดิอาระเบีมีโครงการลงทุนในธุรกิจก่อสร้างหลายโครงการ อาทิ การก่อสร้างเมืองอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชน ปรับปรุงระบบการคมนาคม การก่อสร้างโรงแรม และการขยายสนามบินนานาชาติ นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนทั้งในส่วนอาคารเพื่ออยู่อาศัย และอาคารเพื่อการพาณิชย์ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
    – ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 3-5% ต่อปี

    ข้อเสียในการทำธุรกิจที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย

    – ข้อจำกัดในการให้ตรวจลงตราแก่นักธุรกิจไทย ซึ่งกระทบกับการขยายช่องทางการติดต่อ และการเพิ่มมูลค่าการค้า ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยได้หาทางขยายตลาดในซาอุดิอาระเบีย โดยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่เมืองเจดดาห์ และที่กรุงริยาด ซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่จะได้รับการตรวจลงตราจากฝ่ายซาอุดิอาระเบีย ซึ่งปัจจุบันนี้ซาอุดิอาระเบียก็ได้ผ่อนคลายมาตรการเกี่ยวกับการตรวจลงตราแล้ว
    – ซาอุดิอาระเบียเน้นนโยบายพัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรมเพื่อลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน ทดแทนการนำเข้า และสร้างงาน ดังนั้นจึงมีการปกป้องอุตสาหกรรมบางชนิดที่ผลิตภายในประเทศด้วยการตั้งกำแพงภาษีที่มีอัตราสูงถึง 20%
    – ซาอุดิอาระเบียยังไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่ม WTO การประเมินราคาเพื่อจัดเก็บภาษีจึงไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของกลุ่ม WTO กล่าวคือการประเมินจะไม่คำนึงมูลค่าตามใบกำกับสินค้า แต่กรมศุลกากรกระทรวงการคลังและเศรษฐกิจแห่งชาติของซาอุดิอาระเบียมีหน้าที่ประเมินราคาสินค้าทุกชนิดที่นำเข้าไปในประเทศ และจะใช้วิธีการกำหนดราคาขั้นต่ำเป็นเกณฑ์โดยพื้นฐานจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ราคาท้องถิ่น และการติดต่อสอบถามจากโรงงานโดยตรง
    – ซาอุดิอาระเบียมีปัญหาการว่างงาน เนื่องจากคนซาอุดิอาระเบียยังไม่นิยมทำงานหนัก หรืองานที่ต้องใช้ทักษะความรู้เฉพาะด้าน ทำให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะจำกัดจำนวนแรงงานต่างชาติให้ไม่เกิน 20% ของประชากรซาอุดิอาระเบียทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 25 ล้านคน ซึ่งก็คือมีแรงงานต่างชาติได้ประมาณ 5 แสนคน ซึ่งรัฐบาลซาอุดิอาระเบียได้กำหนดเป้าหมายที่จะเร่งลดจำนวนแรงงานต่างชาติให้ถึงปีละ 100,000 คน เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานชาวซาอุดิอาระเบียเข้ามาแทนที่

    นโยบายการส่งเสริมการลงทุนของประเทศซาอุดิอาระเบีย

    – รัฐบาลซาอุดิอาระเบียเล็งเห็นว่าประเทศได้พึ่งพิงรายได้จากน้ำมันเป็นหลัก จึงมีการกำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจสำคัญสองประการ คือ
    1. การกระจายการผลิต ลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมโรงงานและการเกษตร
    2. ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งซาอุดิอาระเบียมีการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน The Saudi Arabian General Investment Authority (SAGIA) เมื่อปี พ.ศ. 2453 และได้มีการปรับปรุงกฎหมายส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Investment) เมื่อปี พ.ศ. 2545 เพื่อเป็นการจูงใจให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในซาอุดิอาระเบียมากยิ่งขึ้น

    สิทธิประโยชน์ของผู้ลงทุนจากประเทศไทย

    ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการไทยนั้น ประเทศไทยและซาอุดิอาระเบียมีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจหลายฉบับ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทย เช่น

    – ความตกลงว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (พ.ศ. 2537)
    – ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีกิจการขนส่งทางอากาศ (Agreement for the Reciprocal Exemption of Taxes on the Activities of Air Transport Enterprises)
    – เอกสารพิธีการ (Proces-Verbal) เพื่อการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารความตกลง เพื่อการเว้นการเก็บภาษีจากกิจการขนส่งทางอากาศ (พ.ศ. 2539)
    – ความตกลงการบิน (ได้มีการเจรจาเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงบริการขนส่งทางอากาศระหว่างกันที่เมืองเจดดาห์ โดยฝ่ายซาอุดิอาระเบียเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2548 เป็นผลให้ บริษัทการบินไทย ตกลงจะทำการบินไปซาอุดิอาระเบียอีกหลังจากหยุดดำเนินการมาเป็นเวลา 14 ปี รวมทั้งเพิ่มสิทธิ์การบินไปยังเมืองเจดดาห์ (จากเดิมที่มีสิทธิ์การบินไปเมืองริยาด เมืองดัมมัม และเมืองดาห์ราน เท่านั้น) ขณะที่สายการบิน Saudi Arabian Airlines ได้ตกลงจะทำการบินมาไทยอีกครั้ง หลังหยุดมาหลายปี และจะมีการใช้ชื่อเที่ยวบินร่วมกัน หรือ Code Sharing ระหว่างทั้งสองสายการบิน)

    การทำธุรกิจที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย

    ข้อแนะนำในการทำธุรกิจที่ซาอุดิอาระเบีย

    – ซาอุดิอาระเบียมีนโยบายการค้าเสรีบนพื้นฐานการแข่งขัน ไม่มีการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ไม่มีข้อจำกัดปริมาณ และโควตาการนำเข้าสินค้า และไม่มีการควบคุมราคา เพื่อให้มีสินค้าเข้าสู่ตลาดอย่างเสรี และเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ และราคาไม่แพง ยกเว้นสินค้าบางรายการที่ห้ามนำเข้าเนื่องจากขัดต่อบทบัญญัติทางศาสนา และความมั่นคงของประเทศ
    – ทางการซาอุดิอาระเบียมีนโยบายการนำเข้าสินค้าอาหารที่เข้มงวด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ โดยใช้มาตรการ และแนวทางของสหภาพยุโรปเป็นหลัก หากสหภาพยุโรปดำเนินมาตรการใด ซาอุดิอาระเบียก็จะดำเนินการตามทันทีโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังสุ่มตรวจสอบสินค้าที่นำเข้าทุกรายการด้วย
    – ชาวซาอุมักจะตัดสินใจเลือกทำธุรกิจกับคู่เจรจาที่พวกเขารู้จัก และชื่นชอบ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขา ซึ่งนอกจากภาพลักษณ์ขององค์กรที่เข้มแข็ง และมั่นคงแล้ว การสร้างความเชื่อใจ และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในการติดต่อเจรจาธุรกิจกับชาวซาอุ และมักจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเท่านั้น กล่าวคือขณะที่คู่เจรจาชาวซาอุรู้สึกเป็นมิตรกับเรา แต่เขาอาจจะไม่รู้สึกเช่นเดียวกันกับบุคคลอื่นในบริษัทของเรา นั่นหมายความว่าการเปลี่ยนตัวผู้แทนเจรจาธุรกิจจากเราไปเป็นผู้อื่นมาแทน อาจส่งผลให้เกิดการยกเลิกข้อตกลงก็เป็นได้
    – ผู้ประกอบการไทยควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในซาอุดีอาระเบีย เกี่ยวกับรายละเอียดในสัญญาซื้อขายก่อนตัดสินใจลงนามในสัญญาธุรกิจ ทั้งนี้ไม่ควรพาทนายความ หรือที่ปรึกษาทางกฎหมายมาร่วมโต๊ะลงนามสัญญาด้วย เนื่องจากนักธุรกิจชาวซาอุอาจมองว่าเป็นการไม่เชื่อใจกัน
    – นักธุรกิจชาวซาอุส่วนใหญ่มีลักษณะการทำงานแบบหลายอย่างในเวลาเดียวกัน และบ่อยครั้งที่มักจะเปลี่ยนเรื่องเจรจา ทั้งที่ยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องเดิม หรือกลับมาเจรจาเรื่องเดิมที่ได้ข้อสรุปยุติไปแล้ว นอกจากนี้พวกเขาอาจจะขอคุยโทรศัพท์หรือขัดจังหวะการประชุม ซึ่งไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดี แต่เพียงต้องการยืดเวลา และสร้างอำนาจในการต่อรองเท่านั้น ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรระมัดระวังเรื่องการแสดงออกทางความรู้สึกต่อสถานการณ์ดังกล่าวด้วย โดยควรยืนยันเงื่อนไขข้อตกลง และประเด็นที่ต้องการเจรจา เพื่อแสดงถึงความจริงจัง และสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาของคู่เจรจา
    – การจัดหาผู้แทนในท้องถิ่นเพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง เป็นอีกเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก เนื่องจากพวกเขาสามารถช่วยเหลือในเรื่องการแนะนำคู่เจรจาที่เหมาะสม และช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ และวัฒนธรรมที่แตกต่างของทั้งสองฝ่ายได้
    – แม้ว่านักธุรกิจหญิงชาวไทยจะมีหนังสือรับรองตำแหน่งจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กร แต่ก็อาจไม่ได้รับความเชื่อถือจากคู่เจรจาชาวซาอุเนื่องจากสถานะทางสังคมของผู้หญิงในประเทศนี้ยังอยู่ในกรอบจำกัด และด้อยกว่าผู้ชาย ดังนั้นหากจำเป็นต้องเดินทางไปร่วมเจรจาธุรกิจในซาอุดีอาระเบีย อาจจะให้เพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้ชายทำหน้าที่ในการเจรจา โดยนักธุรกิจหญิงไทยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแทน

    กฎระเบียบการนำเข้าสินค้าเข้าซาอุดิอาระเบีย

    สินค้านำเข้าในราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย เพื่อการค้าทุกประเภทไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใด จะต้องมีเอกสารประกอบการนำเข้า ดังนี้

    – ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice) ซึ่งด้านบนเอกสารจะต้องมีชื่อบริษัทผู้ส่งออก พร้อมทั้งชื่อและสถานที่ติดต่อของผู้ส่งและผู้รับสินค้า มีการระบุรายละเอียดที่ชัดเจนของสินค้า ส่วนประกอบ เครื่องหมายการค้า ชื่อเรือหรือสายการบิน วันขนส่งสินค้า เมืองต้นทางและปลายทาง น้ำหนักสุทธิรวม ปริมาณ ราคาต่อหน่วย ราคารวมของสินค้าแต่ละกลุ่มหรือชนิด ราคารวมทั้งหมด จำนวนบรรจุแต่ละหีบห่อและคอนเทนเนอร์ เงินตราจำนวน L/C (หากมี) รวมทั้งค่าขนส่งและประกันภัย
    – หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin)
    – ใบขนส่งสินค้า (Bill of Lading or an Airway Bill)
    – หนังสือรับรองจากบริษัทเดินเรือ หรือสายการบิน
    – กรมธรรม์ประกันภัย (Insurance Certificate)
    บัญชีหีบห่อสินค้า (Packing List)
    – เอกสารอื่นๆ ขึ้นอยู่กับชนิด หรือประเภทสินค้าตามที่กฎระเบียบกำหนด

    ส่งออกสินค้าอะไรไปประเทศซาอุดิอาระเบียดี

    สินค้าส่งออกไปจากไทยไปซาอุดิอาระเบียส่วนใหญ่ ได้แก่

    – รถยนต์และส่วนประกอบ
    – เครื่องปรับอากาศ และส่วนประกอบ
    – เคมีภัณฑ์
    – ตู้เย็น/ตู้แช่
    – เครื่องจักรกล
    – ผลิตภัณฑ์ยาง
    – เสื้อผ้าสำเร็จรูป
    – ผ้าผืน
    – อาหารทะเลแปรรูป
    – ปลาแห้ง

    ทั้งนี้ สินค้าไทยมีภาพลักษณ์ที่ดี และได้รับการยอมรับในตลาดซาอุดีอาระเบีย มีราคาที่แข่งขันได้ และมีคุณภาพทัดเทียมสินค้าของประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ

    นำเข้าสินค้าอะไรจากซาอุดิอาระเบียมาขายดี

    ส่วนใหญ่แล้วไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ามาโดยตลอด โดยไทยเป็นฝ่ายนำเข้าสินค้า เช่น

    – น้ำมันดิบ/น้ำมันสำเร็จรูป
    – ก๊าซธรรมชาติ
    – ผลิตภัณฑ์เหล็ก
    – สารเคมี
    – ปุ๋ย
    – ยาฆ่าแมลง
    – เส้นใยประดิษฐ์สำหรับทอผ้า
    – กระดาษ

    ข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับธุรกิจประเทศซาอุดิอาระเบีย

    ตลาดส่งออกที่สำคัญของซาอุดิอาระเบีย คือ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ อินเดีย และสิงคโปร์
    ตลาดนำเข้าออกที่สำคัญของซาอุดิอาระเบีย คือ สหรัฐอเมริกา จีน เยอรมัน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อินเดีย เกาหลีใต้ และอิตาลี
    สินค้าส่งออกที่สำคัญของซาอุดิอาระเบีย คือ น้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม
    สินค้านำเข้าที่สำคัญของซาอุดิอาระเบีย คือ เครื่องจักรและปัจจัยการผลิตต่างๆ อาหาร เคมีภัณฑ์ รถยนต์และชิ้นส่วนเครื่องยนต์ สิ่งทอ เครื่องปรับอากาศ สินค้าเกษตร

    ในปัจจุบัน สินค้าที่มีการขยายตัวและมีอนาคตเชิงธุรกิจในตลาดซาอุดิอาระเบียสูง ได้แก่ อุปกรณ์โทรคมนาคม อุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์การกลั่นน้ำทะเล อะไหล่รถยนต์ สินค้าที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย สินค้าเกษตร ผักผลไม้สด อาหารฮาลาล เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทต่างๆ

    ผู้หญิงที่ซาอุดิอาระเบียสามารถทำธุรกิจได้แล้ว

    ซาอุดีอาระเบียอนุญาตให้ผู้หญิงในประเทศสามารถเริ่มตั้งธุรกิจของตัวเองได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตสามี หรือญาติที่เป็นผู้ชายก่อนแล้ว เพื่อผลักดันให้เกิดการเติบโตในภาคเอกชนของประเทศ

    กระทรวงพาณิชย์และการลงทุนของซาอุดีอาระเบีย ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่าอนุญาตให้ผู้หญิงเริ่มตั้งธุรกิจของตัวเองได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตสามี หรือญาติที่เป็นผู้ชายก่อนแล้ว ซึ่งกฎระเบียบห้ามผู้หญิงทำธุรกิจ มีมายาวนานกว่า 10 ปี

    ทั้งนี้ภายใต้ระบบผู้ปกครอง ซึ่งเป็นกฎเก่า ผู้หญิงชาวซาอุดีอาระเบียต้องขออนุญาตจากผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้ชาย ซึ่งตามปกติจะเป็นสามี หรือบิดา หรือพี่ชาย ก่อน เพื่อทำเอกสารทางราชการ เอกสารเกี่ยวกับการเดินทาง หรือเอกสารสมัครเข้าเรียน

    ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เกิดจากซาอุดีอาระเบียเดินหน้าปฏิรูป จากประเทศที่พึ่งพาเพียงรายได้จากการผลิตน้ำมันดิบ มาขยายภาคธุรกิจเอกชนในประเทศมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มการจ้างงานสตรีภายใต้แผนปฏิรูปต่างๆ เป็นการให้เสรีภาพกับสตรีเพศมากขึ้น

    สำหรับความพยายามในการปฏิรูปประเทศของซาอุดิอาระเบียนั้น เริ่มตั้งแต่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าสนามกีฬาได้ ไปจนถึงอนุญาตให้ขับรถ และสามารถจดทะเบียนบริษัททางออนไลน์ได้เอง

    สรุป

    การไปลงทุนทำธุรกิจที่ซาอุดิอาระเบีย ท่านที่สนใจจะต้องศึกษากฎระเบียบทางธุรกิจต่างๆ ให้มาก ทางที่ดีจ้างที่ปรึกษาทางธุรกิจที่เคยไปทำธุรกิจที่ซาอุดิอาระเบีย หรือตะวันออกกลางมาก่อน เค้าจะรู้รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับ มารยาททางธุรกิจ ข้อตกลงทางธุรกิจต่างๆ เพื่อให้การเจรจาธุรกิจเป็นไปอย่างลุล่วงด้วยดี ไม่มีอะไรติดขัด สำหรับบทความที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจที่ซาอุดีอาระเบียนี้ก็ขอจบลงแต่เพียงเท่านี้นะครับ

  • วิธีการเปิดร้านล้างรถให้ประสบความสำเร็จ

    การทำธุรกิจเปิดร้านล้างรถ
     

    ทุกวันนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะมีคนขับรถยนต์กันมากขึ้นๆ อีกทั้งยังมีนโยบายของรัฐในเรื่องโครงการรถคันแรกเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมากระตุ้นต่อมคนไทยให้ควักกระเป๋าซื้อรถกัน ส่วนใครมีกำลังทรัพย์มากหน่อยก็ขับรถยี่ห้อดัง รุ่นดีๆ ซักคัน เมื่อเราเป็นเจ้าของรถซักคันแล้วก็จะเกิดอาการหวงแหนรักรถของตัวเองเหมือนกับรถคือคู่หูที่คบกันมานมนาน ดังนั้นเพื่อให้คู่หูคู่ใจของเรามีสภาพภายนอกดีและเงาวับเหมือนใหม่เห็นแล้วชื่นใจ ธุรกิจล้างรถคือหนึ่งในคำตอบที่ช่วยปัดเป่าความสกปรกของรถโดยเฉพาะ

    ธุรกิจล้างรถ หรือที่เรียกกันว่า คาร์แคร์ เป็นธุรกิจบริการที่เน้นทำความสะอาดรถเป็นหลัก และทำให้รถแห้งหลังจากล้างด้วยน้ำให้สะอาดแล้ว รวมถึงมีบริการเคลือบสีรถ, ทำความสะอาดภายในรถแบบต่างๆ และอาจมีบริการขจัดคราบอื่นๆ ตอบสนองคนไทยที่มีรถ อาทิ รถเก๋ง, รถกระบะ, รถตู้, รถบรรทุก ธุรกิจล้างรถเหมาะกับพื้นที่ที่มีอากาศร้อนอย่างบ้านเราอยู่แล้ว เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน ที่หากขับรถออกนอกบ้านเมื่อไหร่ก็จะเจอกับฝุ่นละอองหรือฝนตกทำให้เกิดคราบสกปรกได้ง่าย

    ใครที่สนใจอยากเปิดธุรกิจล้างรถจะต้องมีความอดทนสูงและมีพนักงานที่มีฝีมือล้างรถ (เจ้าของกิจการก็ควรมีสกิลการล้างรถและขัดเงารถด้วย) ส่วนการลงทุนจะเน้นที่อุปกรณ์, สถานที่, พนักงาน, ฯลฯ แล้วแต่ว่าจะเปิดกิจการล้างรถแบบไหน

    ธุรกิจล้างรถมีกี่แบบกัน

    ทำความสะอาดเบื้องต้น : เป็นการล้างรถที่คิดราคาไม่แพงมาก แต่ไม่ได้ทำความสะอาดรถแบบครบวงจรที่ใช้ค่าใช้จ่ายสูงกว่า การล้างแบบนี้จะเน้นการใช้น้ำและเป่าให้แห้ง เหมาะกับการตอบสนองลูกค้าที่ต้องการให้รถของตนสะอาดแต่ใช้เวลาไม่นาน

    บริการล้างและเคลือบสี : เพิ่มเรื่องเคลือบสีมาเป็นของแถม เจ้าของรถส่วนใหญ่ต้องการให้สีรถของตัวเองเงางามตลอดไปอยู่แล้ว บางกิจการจะมีบริการเคลือบสีรถซึ่งจะทำให้สีของรถเงางาม, ป้องกันแสงแดดแรงกล้าที่นับวันจะแรงกล้ามากขึ้นๆ, ป้องกันรอยขีดข่วนที่อาจเกิดขึ้นขณะขับรถ ฯลฯ ซึ่งลูกค้าบางท่านอาจนำน้ำยาแว๊กซ์มาเอง ก็อาจคิดค่าบริการเป็นค่าแรงได้ บางกิจการอาจมีบริการเคลือบแก้ว หรือ Glass Coating ซึ่งว่ากันว่าเป็นการเคลือบที่แพงมาก ตอบโจทย์ให้กับเจ้าของรถที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลรถของตนเอง เพราะการเคลือบแก้วจะปกป้องสีรถได้นานเพราะมีชั้นป้องกันสีรถที่หนาขึ้น ส่วนความเงางามจะมากกว่าการเคลือบสีแบบแว๊กซ์ หากเจ้าของกิจการสนใจจะเปิดบริการในส่วนของเคลือบแก้วด้วย คนที่ทำต้องมีความชำนาญด้วย

    ทำความสะอาดภายในรถ : จะเน้นทำความสะอาดภายในของรถตามชื่อเลย เช่น ดูดฝุ่น, ฟอกหรือเคลือบเบาะ, ฟอกพรม, อบโอโซน, ฯลฯ ซึ่งพนักงานจะใช้ทักษะทำความสะอาดตามจุดต่างๆ โดยใช้อุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดภายในรถโดยเฉพาะ

    ทำความสะอาดแบบครบวงจร : เป็นโปรแกรมการทำความสะอาดแบบจัดเต็มทั้งในและนอกตัวรถ บางร้านที่ให้บริการอาจมีให้เลือกเป็นแพ็คเกจแล้วแต่ว่าลูกค้าจะเลือกแบบไหน

    จำหน่ายสินค้าทำความสะอาดรถ : ข้อนี้ตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากหาซื้อสินค้าไปทำความสะอาดรถสุดรักของตนที่บ้านแทน เช่น ฟองน้ำ, น้ำยาทำความสะอาด, น้ำยาขัดเงา, ผ้าเช็ด, เครื่องฉีดน้ำ, เครื่องดูดฝุ่น, ฯลฯ หรือบางคนอยากหาเช่าอุปกรณ์ ซึ่งบางร้านก็มีบริการให้เช่า

    บริการซ่อมบำรุงรถ : เน้นการบำรุงรักษารถ ตรวจสอบระบบภายในรถหรือบริการเปลี่ยนอะไหล่ต่างๆ เช่น น้ำมันเครื่อง, ยางรถ, เบรก, แบตเตอรี่ ฯลฯ ซึ่งเจ้าของควรนำรถมาเช็คซ่อมบำรุงสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเวลาใช้รถเดินทางและใช้รถได้นานๆ

    รูปแบบร้านสำหรับเปิดบริการ

    ร้านล้างรถแบบเปิดกิจการเอง : ข้อนี้ตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากหาซื้อสินค้าไปทำความสะอาดรถสุดรักของตนที่บ้านแทน เช่น ฟองน้ำ, น้ำยาทำความสะอาด, น้ำยาขัดเงา, ผ้าเช็ด, เครื่องฉีดน้ำ, เครื่องดูดฝุ่น, ฯลฯ หรือบางคนอยากหาเช่าอุปกรณ์ ซึ่งบางร้านก็มีบริการให้เช่าร้านล้างรถแบบเปิดกิจการเอง : แล้วแต่ว่ามีทุนน้อยหรือมาก เจ้าของกิจการจะเลือกเปิดร้านเล็กๆ ต้นทุนไม่มากหรือร้านใหญ่หลายห้อง เจ้าของกิจการเลือกได้ว่าจะทำแบบทำเองคนเดียวหรือมีพนักงานช่วย คุณอาจเคยเห็นบางท่านเปิดร้านภายในบ้าน, ตามปั๊มน้ำมัน, ตั้งร้านใหญ่ๆ มาแล้ว เจ้าของกิจการจะดำเนินการในส่วนการตลาดและบริการทำความสะอาดรถเอง เรียกได้ว่าเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

    ร้านเฟรนไชส์ : สำหรับคนที่จับต้นชนปลายไม่ถูกแต่ต้องการระบบการจัดการสำเร็จรูปและมีเงินทุนมากพอสมควร เฟรนไชส์เป็นตัวเลือกอีกตัวหนึ่งของร้านล้างรถ อีกทั้งยังมียี่ห้อที่เป็นตัวเรียกลูกค้าที่เน้นใช้บริการร้านที่น่าเชื่อถือ แต่มีข้อจำกัดที่เจ้าของกิจการต้องปฏิบัติตามกฏที่ทางเฟรนไชส์ได้วางไว้ด้วย

    รายได้จากการบริการ และขายสินค้า

    การให้บริการล้างรถจะได้รายได้มากเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าได้เลือกใช้บริการแบบไหนและมากน้อยแค่ไหนด้วย เช่น การล้างรถอย่างเดียวจะได้รายได้ไม่มากนัก เพราะต้นทุนก็ไม่สูงมาก แต่ถ้ามีบริการที่ใช้ความสามารถพอสมควร ก็จะได้รายได้มากขึ้น เช่น แพ็คเกจแบบทำความสะอาดครบวงจร, การเคลือบแก้ว

    รายได้อีกแบบหนึ่งคือ การเปิดให้สมัครสมาชิกเพื่อได้รับส่วนลดการให้บริการด้วย เป็นวิธีที่ดึงลูกค้าให้มาใช้บริการร้านบ่อยๆ หรือเปิดพื้นที่ขายสินค้าสำหรับทำความสะอาดเพื่อดึงลูกค้ามาจับจ่ายซื้อของ

    ส่วนลูกค้าที่ไม่ค่อยมีเวลานำรถมาล้าง ทางร้านอาจเพิ่มช่องทางโดยการให้บริการล้างรถให้ถึงบ้านหรือที่ทำงาน แต่คิดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเดินทาง, ค่าน้ำ, ฯลฯ ไปด้วย

  • สูตรวิธีทำน้ำมะขาม พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำมะขาม

    สูตรน้ำมะขาม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำมะขาม

    – มะขามเปียกรสเปรี้ยว ครึ่งกิโลกรัม
    – น้ำสะอาดต้มสุก ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด 2 ลิตร
    – น้ำตาลทรายขาว 5 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทรายแดง ครึ่งถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำมะขาม

    – เลือกมะขามเปียกรสเปรี้ยวให้ได้ครึ่งกิโลกรัม แล้วนำไปแช่ลงในน้ำสะอาดต้มสุกครึ่งถ้วยตวงให้เนื้อมะขามนิ่ม ประมาณ 30 นาที
    – เมื่อครบเวลาแล้ว ให้นวดมะขามเปียกกับน้ำให้เข้ากัน จนได้น้ำมะขามเปียกเข้มข้น จากนั้นก็เอากากมะขามทิ้งไป
    – นำน้ำมะขามเปียกที่ได้ เทลงบนผ้าขาวบางแล้วกรอง 1 รอบ เพื่อคัดเอาเศษเปลือกมะขามและเนื้อที่ติดมาออกไปให้หมด
    – เทน้ำมะขามเปียกที่คั้นแล้ว ใส่ลงในหม้อต้ม
    – ตามด้วยเติมน้ำเปล่าสะอาด 2 ลิตร
    – จากนั้นเติมน้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดงและเกลือป่นลงไป
    – คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน รอจนน้ำตาลเริ่มละลายตัวลงเล็กน้อย
    – ยกหม้อขึ้นตั้งไฟร้อนปานกลาง แล้วต้มประมาณ 20 นาที หรือรอจนกระทั่งน้ำตาลทั้งสองชนิดละลายจนหมด
    – เมื่อน้ำมะขามเดือดทั่วทั้งหม้อ และน้ำตาลทรายละลายจนหมดแล้วก็ปิดไฟ และยกหม้อลงมาพักให้น้ำมะขามเย็นตัวลง ประมาณ 30-40 นาที
    – ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้วให้เต็ม แล้วตักน้ำมะขามเติมลงไป เท่านี้ก็พร้อมดื่มน้ำมะขามที่เย็นชื่นใจแล้วครับ
    – หรือจะกรอกใส่ขวดพลาสติกแล้วแช่เย็นไว้รับประทาน โดยต้องรีบรับประทานภายในระยะเวลา 3-5 วัน หลังจากทำน้ำมะขามนะครับ เพราะสูตรนี้ไม่ใส่วัตถุกันเสีย หากทิ้งไว้นานนอกจากน้ำมะขามจะเสียแล้ว ยังมีรสชาติเปลี่ยนไปด้วยครับ

    สูตรน้ำมะขาม สูตรที่ 2 (น้ำมะขาม+น้ำผึ้ง)

    ส่วนผสมน้ำมะขาม+น้ำผึ้ง

    – มะขามเปียกรสเปรี้ยว ครึ่งกิโลกรัม
    – น้ำสะอาดต้มสุก ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด 2 ลิตร
    – น้ำผึ้ง 4 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมะนาวคั้นสด 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทรายแดง ครึ่งถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำมะขาม

    – นำมะขามเปียกรสเปรี้ยวครึ่งกิโลกรัมแช่ลงในน้ำต้มสุกทิ้งไว้ให้เนื้อมะขามนิ่ม ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
    – จากนั้นก็นวดมะขามเปียกในน้ำต้มสุก คั้นให้ได้น้ำเข้มข้นแล้วกรองบนผ้าขาวบาง 1 รอบ
    – เทน้ำมะขามที่กรองแล้วใส่ลงในหม้อ ตามด้วยน้ำตาลทรายแดงและน้ำผึ้ง
    – ตามด้วยใส่เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วจึงเติมน้ำเปล่าสะอาด 2 ลิตรลงไป
    – คนส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นก็ยกหม้อขึ้นไฟที่ความร้อนปานกลาง
    – ต้มน้ำมะขามประมาณ 20 นาที คนให้น้ำตาลทรายแดงละลายจนหมด
    – เมื่อน้ำมะขามเดือดจนทั่วแล้ว ให้ปิดไฟแล้วยกหม้อลงจากเตา
    – พอยกหม้อน้ำมะขามลงมาแล้วให้เติมน้ำมะนาวและคนให้เข้ากัน พักไว้ให้น้ำเย็นตัวลง 30 นาที
    – ตักน้ำแข็งป่นใส่ในแก้วให้เต็ม แล้วเติมน้ำมะขามลงไป หรือตักใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น แช่ให้เย็นก่อนรับประทาน

  • วิธีการเปิดร้านขายสินค้า 10 บาทให้ประสบความสำเร็จ

    เคยเข้าไปในร้านขายสินค้า ที่ทุกอย่างในร้านขายแค่ 10 บาทมั้ยครับ เป็นอะไรที่ถูกมากๆ และแน่นอนว่าส่วนใหญ่คนที่ซื้อจะไม่ได้ซื้อกันแค่ชิ้นเดียว จะซื้อกันหลายๆ ชิ้น เหตุเพราะว่าสินค้ามีราคาถูกมากยังไงหล่ะครับ ในบทความนี้ก็จะขอนำเสนอธุรกิจขายสินค้า 10 บาท ว่ามียากง่ายเพียงใด มาเริ่มศึกษารายละเอียดกันดีกว่าครับ

    ความรู้ในการทำธุรกิจ

    แน่นอนว่าจะทำธุรกิจ ต้องมีความรู้ทางธุรกิจเป็นอันดับแรก บางคนมีแต่เงินทุน แต่ไม่มีความรู้ในทางธุรกิจ การทำธุรกิจก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาเรื่องธุรกิจให้ทะลุปุโปร่ง ถ้าเราไม่ได้จบคณะบริหารธุรกิจจะทำอย่างไรหล่ะ ในปัจจุบันนี้ตามร้านหนังสือ มีหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจมากมายให้เลือกอ่าน เราอาจจะใช้ทุนทรัพย์ในการหาซื้อหนังสือมาอ่าน หรือถ้าเค้ามีเปิดเข้าคอร์สอบรมผู้ประกอบการหน้าใหม่ ก็น่าสนใจ เพราะจะได้ไปฟังประสบการณ์จริงๆ ในการทำธุรกิจจากผู้บรรยาย เป็นการศึกษาจากชีวิตจริง ก็น่าจะได้อะไรดีๆ มาบ้าง

    เงินลงทุน

    เงินลงทุนสำคัญมาก ในการทำธุรกิจ มีความรู้เต็มเปี่ยม แต่ไม่มีเงินลงทุนก็จบ การขายสินค้าทุกอย่าง 10 บาท ข้อดีคือ ใช้เงินทุนไม่สูงนัก ตีไปว่ามีเงินอยู่ในมือ 2 แสนบาท เอาไว้เป็นเงินลงทุนซื้อสินค้าสัก 1 แสนบาท เงินทุนหมุนเวียน 5 หมื่นบาท เอาไว้ซื้อสินค้าหมุนเวียนไว้ในสต็อค และเป็นเงินทุนสำรอง 5 หมื่นบาท เรื่องเงินลงทุนผมคิดว่า ถ้าเป็นเงินที่เป็นเงินเย็นของเราจะดีกว่า คือเป็นเงินที่มีการจากออมเงินจากรายได้งานประจำ จนเก็บเงินได้ครบ 1 แสน และออกมาทำธุรกิจตัวเอง การกู้หนี้ยืมสินมาทำธุรกิจ ถือเป็นเงินร้อน เราต้องจ่ายดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้ การใช้เงินเย็นของเรา ผมคิดว่านาจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า

    ทำเล

    ทำเล สิ่งนี้ก็สำคัญ เจ้าของธุรกิจท่านใด ได้ทำเลทอง ถือว่าโชคดีมากทีเดียว ซึ่งทำเลทอง ส่วนใหญ่แล้วจะมีค่าเข่าที่แพง เพราะใครๆ ต่างก็ต้องการจะมาเปิดธุรกิจในทำเลทองนั้นๆ ทำเลทอง คือ ทำเลที่มีผู้คนเดินพลุกพล่าน เช่น ที่ตลาด หน้าโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัย หน้าโรงงานอุตสาหกรรม ในห้างสรรพสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสินค้า 10 บาท จะเห็นได้ตามตลาดต่างๆ อาจจะเป้นเพราะที่ตลาดค่าเช่าไม่แพง และก็คนเดินหนาแน่น เรื่องทำเลนี้ก็ต้องเลือกให้ดีนะครับ เป็นสิ่งสำคัญมากเลยครับ

    ขายแค่ 10 บาทจะได้กำไรหรือ

    ก็ต้องขอตอบว่า ได้กำไรครับ แต่ได้น้อย เฉลี่ยทุนจะอยู่ที่ 2-9 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า การขายสินค้าราคาแบบนี้ ต้องเน้นปริมาณครับ สมมติว่าขายได้กำไรชิ้นละ 5 บาท เราจะต้องขาย 100 ชิ้น ถึงจะได้กำไรวันละ 500 บาท ถ้า 200 ชิ้นก็ได้กำไร 1000 บาท สเกลธุรกิจจะเป็นประมาณนี้

    ซื้อสินค้าจากที่ไหนกัน

    ถ้าในกรุงเทพ ก็ต้องเป็นตลาดสำเพ็งหล่ะครับ ตลาดสำเพ็งเป็นแหล่งค้าส่งขนาดใหญ่ ไปเลือกดูสินค้าได้เลยครับ ถ้าจะให้ดี สินค้าที่เหมาะสมจะนำมาขายราคาทุนต้องไม่เกิน 7 บาทนะครับ เกินกว่านี้เดี๋ยวกำไรจะน้อยครับ ถ้าจะถามว่าสินค้าในสำเพ็งส่วนใหญ่นำมาจากไหน ส่วนใหญ่นั้นนำเข้ามาจากจีนครับ ที่เค้าเอามาขายส่งให้เรา นั่นเค้าบวกกำไรไปแล้วนะครับ เห็นอย่างนี้แล้ว เราก็คงอยากนำเข้าสินค้าจากจีนมาขายบ้างแล้วใช่มั้ยครับ เพราะได้ราคาถูกกว่ากันเห็นๆ แต่เนื่องจากการนำเข้าสินค้าจากจีนมาขายมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก บางทีต้องไปเข้าคอร์สศึกษาวิธีนำเข้าสินค้าจากจีนกันเลยหล่ะครับ แต่ถ้าทำได้ ก็จะเป็นผลดีในทางลดต้นทุน เราก็จะได้ของที่ถูกกว่าสำเพ็งครับ แต่เดี๋ยวนี้ก็มีร้านค้าออนไลน์หลายร้านที่ขายส่งสินค้าราคาถูกให้ถึงบ้านโดยที่ไม่ต้องเป็นแฟรนไชส์ เช่น ร้านสำเพ็ง76

    แฟรนไชส์ 10 บาท ดีมั้ย

    แฟรนไชส์ 10 บาทก็ดีครับ เค้าก็จะมีทุกอย่างให้เราพร้อม ไม่ต้องไปเสียเวลาดูสินค้าที่สำเพ็ง เค้ามีสินค้ามาส่งให้ที่บริษัทขนส่ง แล้วเราก็ไปรับสินค้ามา ข้อดีของการซื้อแฟรนไชส์คือ เค้าทำระบบต่างๆ ไว้หมดแล้ว ทำให้การทำธุรกิจมีความติดขัดน้อย จะยากก็ตอนเริ่มทำใหม่ๆ อาจจะมีติดขัดบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าอยู่ตัวแล้วก็กินยาวครับธุรกิจนี้ ตัวอย่างแฟรนไชส์ 10 บาท ในปัจจุบันนี้ก็คือ Strawberry Club มีสินค้าเช่น กิ๊ฟช็อป, ของใช้, อุปกรณ์ IT, กระเป๋าช้อปปิ้ง, งานไม้, อุปกรณ์เสริมสวย แต่ที่ Strawberry Club จะเน้นพวกสินค้ากิ๊ฟช็อปเป็นพิเศษ

    บันทึกรายรับจ่าย

    ในการทำธุรกิจนั้น การบันทึกรายรับจ่ายเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การทำธุรกิจหน้าร้าน เพราะเราจะได้รู้ถึงยอดขายในแต่ละวัน ว่ารายได้หักลบกับต้นทุนแล้วได้กำไรมั้ย รวมทั้งการสังเกตเอาไว้ ว่าสินค้าใดขายดี เอามาไม่เท่าไหร่เดี๋ยวก็หมด หรือสินค้าใดขายไม่ดี เพื่อเป็นแนวทางในการทำธุรกิจให้ได้ผลกำไรเพิ่มขึ้นต่อไป

    สินค้าอะไรขายดี

    กลุ่มสินค้าที่ขายได้ขายดีตลอดทุกเทศกาล คือ ปากกา ดินสอ สมุดเขียนหนังสือ แม๊ก กระจกแบบพกพา ตะเกียบ ไม้จิ้มฟัน กล่องใส่กระดาษทิชชู่ ไฟแช็ค แก้วน้ำพลาสติก ไม้ปัดขนไก่ พรมเช็ดเท้า ถุงขยะ ถังกะละมังต่างๆ ของพวกนี้ต้องมีสำรองมาเติมไว้อย่าให้หมด เพราะขายได้เรื่อยๆ

    การตลาดสำคัญมั้ย

    ถ้าร้านของเราอยู่ในทำเลที่ดี มีคนเดินไปเดินพลุกพล่าน เช่น ในตลาด นั่นถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะไม่นานร้านของเราก็จะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ จากลูกค้าขาประจำที่มาซื้อของที่ตลาด และแวะมาซื้อที่ร้านเรา สำหรับธุรกิจประเภทนี้ ถ้าทำเลดี การตลาดแทบไม่ต้องเลย ของดีอยู่ที่ไหนก็ดี แต่ถ้าเราขายแล้ว ยอดขายของร้านเราตกไปจากเดือนก่อนๆ ก็จำเป็นต้องงัดกลยุทธ์การตลาดมาใช้ อาจจะจ้าง พริตตี้ หรือ MC มาโฆษณาร้านเราให้กับผู้คนที่เดินสัญจรไปมา หรือในร้านอาจจะมีแถมสินค้า 1 ชิ้นทุกวัน สำหรับท่านที่ซื้อสินค้าครบ 200 บาท อย่างนี้เป็นต้น

    สรุป

    การทำธุรกิจขายสินค้า 10 บาท ก็ถือได้ว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะราคาจำกัดอยู่แค่ 10 บาท ทำให้ลูกค้าไม่ลังเลรีรอที่จะซื้อ และจากความหลากหลายของสินค้า แน่นอนว่าส่วนใหญ่ไม่ซื้อชิ้นเดียว จะซื้อหลายชิ้น ติดไม้ติดมือกลับบ้าน เรียกว่าถ้าเปิดร้านในทำเลที่มีคนพลุกพล่าน ก็ขายได้เรื่อยๆ กินยาวๆ จนกว่าจะมีคู่แข่งขายสินค้า 10 บาทมาเปิดใกล้ๆ กัน เพราะเห็นว่าขายดี เพื่อขอแย่งชิ้นเค้กทางการตลาด อันนี้ก็ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ทางแก้คือต้องใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเข้าช่วย ให้เอาชนะร้านที่มาเปิดใหม่ให้ได้

    ธุรกิจสินค้า 10 บาทนี้น่าสนใจ สามารถทำเงินได้ระยะยาว ผมก็ขออวยพรให้ท่านที่ทำธุรกิจขายสินค้า 10 บาท ประสบความสำเร็จ และร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำแตงโมปั่น พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำแตงโมปั่น

    น้ำแตงโมปั่น
     

    สูตรน้ำแตงโมปั่น สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำแตงโมปั่น

    – เนื้อแตงโม 100 กรัม
    – น้ำเชื่อม 3 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น เล็กน้อย
    – น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำแข็งบด 300 มล.

    วิธีการทำน้ำแตงโมปั่น

    – แกะเมล็ดแตงโมออก
    – ใส่ส่วนผสมทุกอย่างในเครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด เทใส่แก้วรับประทานได้ครับ

    สูตรน้ำแตงโมปั่น สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำแตงโมปั่น

    – เนื้อแตงโม 100 กรัม
    – น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1/5 ช้อนชา
    – น้ำแข็งบด 300 มล.

    วิธีการทำน้ำแตงโมปั่น

    แกะเมล็ดแตงโม แล้วใส่ในเครื่องปั่น พร้อมกับส่วนผสมอื่นๆ แล้วปั่นให้ละเอียด เทใส่แก้ว ดื่มชื่นใจครับ

    สูตรน้ำแตงโมปั่น สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำแตงโมปั่น

    – เนื้อแตงโม 150 กรัม (แกะเมล็ดออก)
    – น้ำเชื่อม 5 ช้อนโต๊ะ
    – นมสดรสจืด หรือนมคาเนชั่น 100 มล.
    – น้ำแข็งบด 300 มล.

    วิธีการทำน้ำแตงโมปั่น

    – ใส่ส่วนผสมในเครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด
    – เทใส่แก้ว ได้น้ำแตงโมปั่นนมสด ดื่มชื่นใจครับ

    สูตรน้ำแตงโม สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำแตงโมปั่น

    – เนื้อแตงโม 150 กรัม
    – น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ
    – ใบมิ้น 1 ใบ
    – น้ำแข็งบด 300 มล.

    วิธีการทำน้ำแตงโมปั่น

    – แกะเมล็ดแตงโมออกให้หมด แล้วใส่ส่วนผสมทุกอย่าง ในเครื่องปั่น
    – ปั่นส่วนผสมทุกอย่างให้ละเอียด เทใส่แก้ว ได้น้ำแตงโมปั่นหอมกลิ่นมิ้นอ่อนๆ เมื่อดื่มจะชื่นใจทำให้อารมณ์ดีครับ

    สูตรน้ำแตงโมปั่น สูตรที่ 5

    ส่วนผสมน้ำแตงโมปั่น

    – แตงโม 1 ซีก
    – นมสดรสจืด 100 มล.
    – น้ำเชื่อม 100 มล.หรือตามชอบ
    – น้ำแข็ง 300 มล.

    วิธีการทำน้ำแตงโมปั่น

    – แกะเมล็ดแตงโมออก หั่นเป็นชิ้น
    – ใส่แตงโมในโถปั่น แล้วตามด้วยใส่ นมสด น้ำเชื่อม และน้ำแข็ง ลงไป ปั่นรวมกันให้ละเอียด
    – เมื่อปั่นเสร็จแล้ว เทใส่แก้ว ยกเสิร์ฟได้ครับ

    การขายน้ำแตงโมปั่น

error: Content is protected !!