Author: admin

  • วิธีการทำธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาให้ประสบความสำเร็จ

    การทำธุรกิจโรงเรียนสอนภาษา

     

    ในยุคที่กำลังจะย่างเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแบบนี้ ธุรกิจที่น่าจะโต และทำรายได้ในระยะยาว คงไม่พ้นธุรกิจสถานบันสอนภาษาต่างๆ ทั้งการสอนภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาอื่นๆ ให้กับคนไทย หรือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจที่น่าทำทั้งสิ้น วันนี้ผมก็จะขอเสนอบทความรวยด้วยการทำธุรกิจโรงเรียนสอนภาษา มาเริ่มอ่านกันได้เลยครับ

    การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจโรงเรียนสอนภาษา

    ก่อนที่จะเริ่มตั้งโรงเรียนสอนภาษา เราก็ต้องไปจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจกันก่อนนะครับ

    ธุรกิจประเภทบุคคลธรรมดา

    มีลักษณะเป็นกิจการที่มีเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดา คนเดียว หรือหลายคน หรือห้างหุ้นส่วนสามัญประเภทไม่จดทะเบียน ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจสอนภาษาไทย และหรือภาษาต่างประเทศ ประเภทบุคคลธรรมดา ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์

    ประเภทนิติบุคคล บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล

    ผู้ประกอบการธุรกิจต้องจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

    สถานที่ยื่นขอจดทะเบียน

    – กรุงเทพมหานคร ยื่นขอจดทะเบียน ณ สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 1 – 7 และส่งจดทะเบียนธุรกิจกลาง สำนักทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
    – ต่างจังหวัด ยื่นขอจดทะเบียน ณ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ที่ห้างหุ้นส่วนบริษัทมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่

    ค่าธรรมเนียม

    จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วน
    – ผู้เป็นหุ้นส่วนไม่เกินสามคน 1,000 บาท
    – ผู้เป็นหุ้นส่วนเกินสามคน ชำระเพิ่มสำหรับจำนวนในที่เกินอีก คนละ 200 บาท
    จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด
    – จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ 500 – 25,000 บาท
    – จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด 5,000 – 250,000 บาท

    ภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม

    ผู้ประกอบธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาไทย และหรือภาษาต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ และไม่มีหน้าที่ต้องยื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

    ภาษีป้าย

    ผู้ประกอบธุรกิจโรงเรียนสอน ตามระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 จะได้รับการยกเว้นภาษีป้ายที่ติดตั้งไว้หน้าสถานประกอบการ

    กฎหมาย และระเบียบเฉพาะธุรกิจ

    – การขออนุญาตจัดตั้งโรงเรียน และใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการ ครูใหญ่ และครู หากธุรกิจให้บริการสอนภาษาไทย และหรือภาษาต่างประเทศ มีลักษณะเป็นโรงเรียนตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาตรา 4 กล่าวคือ เป็นโรงเรียนเอกชน อันได้แก่สถานศึกษา หรือสถานที่ที่บุคคลจัดการให้การศึกษา ในระดับที่ต่ำกว่าขั้นปริญญาตรีแก่นักเรียนทุกผลัดรวมกันเกินเจ็ดคนขึ้นไป ต้องขออนุญาตจัดตั้งโรงเรียน และขออนุญาตการเป็นบุคลากรประจำโรงเรียน

    สถานที่ขออนุญาต

    – กรุงเทพมหานครยื่นขอ ณ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ
    – ต่างจังหวัด ยื่นขอ ณ สำนักงานศึกษาธิการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอ แห่งท้องที่นั้น

    ค่าธรรมเนียม

    – ใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน ฉบับละ 1,000 บาท
    – ใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการ ฉบับละ 50 บาท
    – ใบอนุญาตให้เป็นครูใหญ่ ฉบับละ 25 บาท
    – ใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการ ฉบับละ 15 บาท

    นอกจากนี้ยังมีกฎและระเบียบด้านลิขสิทธิ์ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม สวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานที่ต้องถือปฏิบัติ

    การลงทุนโรงเรียนสอนภาษา

    ค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนเริ่มต้น จะแตกต่างกันตามขนาด และลักษณะของกิจการจากข้อมูลเฉลี่ยของการสำรวจการลงทุนเริ่มต้นของผู้ประกอบธุรกิจ จำแนกดังนี้
    – ค่าตกแต่งอาคาร เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้สำนักงาน คิดเป็นร้อยละ 74
    – ค่าเครื่องมือ และอุปกรณ์การเรียน การสอน คิดเป็นร้อยละ 4 ประกอบด้วย กระดาน และแถบบันทึกเสียง เป็นต้น
    – เงินทุนหมุนเวียน อัตราส่วนร้อยละ 22 ส่วนใหญ่เป็นค่าเช่าสถานที่ เงินเดือนครูผู้สอน เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำประปา และไฟฟ้า เป็นต้น

    อัตราผลตอบแทนทางการเงิน

    อัตราผลตอบแทนทางการเงินของธุรกิจขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจ และความสามารถในการบริหารธุรกิจของผู้ประกอบกิจการ จากการสำรวจพบว่า ผลตอบแทนที่ได้รับจากรายได้ทั้งปี ประมาณร้อยละ 8 ส่วนผลตอบแทนที่ได้จากเงินลงทุนทั้งหมด ประมาณร้อยละ 14 ต่อปี โดยจะได้รับเงินลงทุนทั้งหมดคืนภายในระยะเวลาประมาณ 4 ปี

    การตั้งราคา และโครงสร้างราคา

    ปัจจัยการตั้งราคา

    ปัจจัยการตั้งราคาประกอบด้วย
    – ต้นทุน
    – ทำเลที่ตั้ง
    – ชื่อเสียงของโรงเรียน
    – ปริมาณผู้เรียน และระยะเวลาการสอน ในแต่ละหลักสูตร
    – ค่าบริการของสถาบันสอนภาษาในระดับเดียวกันในท้องตลาด

    ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าราคาที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

    โครงสร้างราคา

    โครงสร้างราคาคำนวณโดย ต้นทุนผันแปร + ต้นทุนคงที่จัดสรร + กำไรรที่ต้องการ
    – ต้นทุนผันแปร เช่น ค่าจ้างอาจารย์พิเศษ เป็นต้น
    – ต้นทุนคงที่จัดสรร เช่น ค่าเช่าสถานที่ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า และค่าเสื่อมราคาสิ่งปลูกสร้าง เครื่องมืออุปกรณ์ เป็นต้น

    การบริหารจัดการ

    การบริหารจัดการภายในโรงเรียน

    1. ต้องมีความรู้พื้นฐานในธุรกิจให้บริการของตนเอง และติดตามความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
    2. ต้องมีความเป็นผู้นำ และพื้นฐานความรู้ด้านการบริหารจัดการ
    3. ดำเนินการทางธุรกิจให้ถูกต้องต่อกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับ
    4. จัดทำแผนธุรกิจที่เหมาะสม ทั้งภายในและภายนอกองค์กร
    5. ต้องให้ความสำคัญ และให้เวลากับการบริหารอย่างใกล้ชิด
    6. ด้านการบริหาร ต้องรับผิดชอบด้านการเงิน บัญชี จัดซื้อ บุคคล ธุรการ ดูแลความสะอาด ต้อนรับลูกค้า และบริหารงานทั่วไป
    7. ด้านการสอน มีหน้าที่ในการจัดหลักสูตร จัดตารางสอน คัดเลือกอาจารย์ผู้สอน กำกับดูแลด้านการสอน ประเมินผล และออกใบรองรองเมื่อจบหลักสูตร และดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.)

    พนักงาน และการอบรมพนักงาน

    1. พนักงานประจำเพื่อทำงานทั่วไปด้านการเก็บเงิน ต้อนรับลูกค้า ทำความสะอาด และสอน เป็นต้น โดยจำนวนจะขึ้นไปตามขนาดของโรงเรียน
    2. สำหรับจำนวนครูผู้สอน จะขึ้นอยู่กับจำนวนหลักสูตรที่เปิดสอน ในการคัดเลือกครูผู้สอน เจ้าของธุรกิจจะให้ทดลองสอนก่อน ซึ่งวุฒิการศึกษาของครูนั้น ส่วนใหญ่ต้องจบการศึกษาขั้นต่ำระดับอาชีวศึกษา(ปวช./ปวส.) จนถึงระดับปริญญาตรี
    3. ส่งเสริมและให้โอกาสพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจในลักษณะแบ่งปันผลประโยชน์จากรายได้
    4. ให้ความสำคัญกับการสรรหา และฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรในโรงเรียน
    5. ให้ผลตอบแทน และสิ่งจูงใจที่เหมาะสมเพื่อให้แรงกระตุ้นในการปฏิบัติงานของพนักงาน
    6. ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการบริหาร หรือเสนอความคิดเห็น จะทำให้พนักงานมีความรัก และภักดีต่อองค์กร

    ข้อดี และข้อเสียของธุรกิจ

    ข้อดี

    1. เป็นธุรกิจที่ไม่มีความสลับซับซ้อนม และใช้พนักงานน้อย
    2. ใช้เงินลงทุนไม่สูง และให้ผลตอบแทนในเกณฑ์ดี
    3. เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ หาซื้อได้ง่าย และราคาไม่แพง

    ข้อเสีย

    1. ทำเลย่านในธุรกิจการค้า หรือแถบโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยที่มีคนสัญจรไปมาจำนวนมาก หายาก และมีค่าเช่าที่ค่อนข้างสูง
    2. ขั้นตอนการจัดตั้งยุ่งยากเล็กน้อย เนื่องจากต้องขออนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ
    3. การจัดหาครูสอนที่มีความรู้ และทักษะในการสอน หาค่อนข้างยาก

    โอกาส และอุปสรรคของธุรกิจ

    โอกาส

    1. ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น ทำให้มีผู้สนใจเรียนรู้ด้านภาษาเพิ่มมากขึ้น
    2. คนทำงานมาเรียนจำนวนมาก เพราะบางบริษัทจ่ายค่าภาษาเพิ่ม ถ้ามีทักษะด้านภาษาอื่นๆ
    3. การเปิดเสรีการค้าทำให้คนไทยต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมากขึ้น เพื่อสื่อสารทำธุรกิจกับชาวต่างชาติ
    4. ผู้ปกครองมักให้การสนับสนุนให้บุตรหลานมาเรียน เพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

    อุปสรรค

    1. ถ้าช่วงใดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จะทำให้มีผู้มาเรียนน้อยลง
    2. มีโรงเรียนสอนภาษาไทย และภาษาต่างประเทศจำนวนมาก และเปิดสอนในลักษณะเป็นแฟรนไชส์ มีมาตรฐานสูง เป็นที่เชื่อถือมากกว่าสถาบันขนาดเล็ก

    การตลาด

    หลักสูตรการสอน

    1. สรรหาเฉพาะแต่อาจารย์ผู้สอนที่มีความรู้ความสามารถสูงและมีทักษะในการถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียน และมีอัธยาศัยที่ดีกับนักเรียน
    2. มีการทดสอบระดับความรู้ของผู้เรียนและให้เรียนในหลักสูตรที่สอดคล้องกับระดับพื้นฐานความรู้
    3. จัดหลักสูตรการสอนใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละขณะ
    4. จัดหลักสูตรการสอนนอกสถานที่ โดยสอนเป็นกลุ่ม ณ สถานประกอบกิจการที่ผู้เรียนทำงานอยู่ โดยการประสานขอความร่วมมือกับผู้ประกอบกิจการ
    5. จัดทำหลักสูตรเฉพาะตามความต้องการของผู้ประกอบกิจการแต่ละแห่งเพื่อพัฒนาความรู้ด้านภาษาแก่พนักงาน
    6. สร้างมาตรฐานด้านการให้บริการและอัตราค่าบริการ
    7. มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองการเรียน เมื่อผู้เรียนผ่านการประเมินผลตามเกณฑ์ที่กำหนด

    สถานที่ตั้งโรงเรียน

    1. เลือกทำเลที่ตั้งให้เหมาะสมโดยเลือกในย่านสถานศึกษาต่างๆ หรือแหล่งห้างสรรพสินค้าต่างๆ
    2. ตกแต่งสถานที่ให้โอ่โถง ไม่แออัดจนเกินไป ดูสะอาด และมีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนครบครัน

    การส่งเสริมการขาย

    1. ทำป้ายโฆษณาหน้าสถานบริการให้สะดุดตา
    2. ทำโบว์ชัว แผ่นพับ แนะนำบริการ แจกแก่กลุ่มเป้าหมาย
    3. ลงโฆษณาในสื่อที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจำนวนมากด้วยต้นทุนต่ำ
    4. ให้ส่วนลดพิเศษในกรณีที่นักเรียนรวมกลุ่มมาเรียนโดยขอให้ทางโรงเรียนจัดหลักสูตรให้เป็นการเฉพาะกลุ่ม
    5. การให้ส่วนลดพิเศษแก่นักเรียนที่มาเรียนเป็นกลุ่ม เช่น พี่น้องมาเรียนด้วยกัน
    6. ให้ส่วนลดพิเศษแก่นักเรียนที่เคยมาเรียนในหลักสูตรอื่นของของเรียนมาก่อน

    การบัญชี และการเงิน

    1. ไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายประจำมากเกินไป
    2. มีโครงสร้างเงินลงทุนที่เหมาะสม ไม่ก่อภาระหนี้มากเกินไป
    3. บริหารการเงินอย่างเหมาะสมเพื่อให้ธุรกิจมีสภาพคล่องทางการเงิน
    4. นำกำไรจากการดำเนินงานเป็นเงินทุนสำรอง หรือสำหรับการขยายธุรกิจ
    5. แยกบัญชีระหว่างบัญชีธุรกิจ และบัญชีส่วนตัว เพื่อสามารถควบคุม และวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของธุรกิจได้ถูกต้อง
    6. ควรจัดทำงบการเงินให้ถูกต้อง
    7. นำระบบคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีมาช่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน

    แนวคิดในการทำธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาไทย

    ซึ่งในวันนี้ก็อยากจะแนะนำ ธุรกิจสถาบันสอนภาษาไทย เพราะอะไรหน่ะหรือ กุญแจสู่ความสำเร็จนี้นั้นคือความต่าง เพราะใครๆ ต่างก็เปิดสถาบันสอนภาษาอังกฤษ และภาษาจีนที่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดในช่วง 1 ถึง 2 ปีนี้ ฉะนั้นการเปิดสถาบันสอนภาษาไทยจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากที่สุด เพราะว่าแน่นอน AEC เข้ามาเมื่อไหร่ คนต่างชาติจะหลั่งไหลเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น กลุ่มคนต่างชาติมีน้อยนักที่จะรู้ภาษาไทย ดังสุภาษิต เข้าเมืองตาหลิวต้องหลิวตาตาม ฉะนั้นมาอยู่ประเทศไทย ไม่รู้ภาษาไทยก็ยังไงๆ อยู่ แน่นอนว่ากลุ่มคนต่างชาติเหล่านี้ จะต้องแห่มาเรียนภาษาไทยกันอย่างแน่นอน

    ซึ่งหากคุณพอมีทุนในระดับนึง ธุรกิจนี้เป็นที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว เพราะภาษาไทยเป็นภาษาแม่ที่คนไทยทุกคนคุ้นเคยกันอยู่แล้ว การจัดจ้างบุคลากรย่อมหาง่ายกว่าภาษาอื่นๆ และค่าจ้างก็ไม่แพงถ้าเทียบกับอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีน แบบเรียนตามหลักสูตรต่างๆ นั้นมีอยู่เกลื่อนให้เลือกใช้สอย เพียงแค่ลงทุนสถานที่ และตกแต่งนิดหน่อยมากน้อยตามกำลังทรัพย์

    ในเรื่องของทำเลก็มีส่วนสำคัญว่าธุรกิจของคุณจะรอดหรือร่วง ทำเลดีๆ ก็มักจะมีราคาสูงตามไปด้วย ฉะนั้นควรศึกษาพื้นที่ก่อนลงทุนกันไว้ก่อน ดีกว่าลงทุนแล้วขาดทุน ถ้าคุณมีเครดิตที่ดี การกู้ธนาคารเป็นอีกตัวเลือกนึงที่จะทำให้ธุรกิจคุณเป็นจริงได้ หากคุณมีทุนน้อย และมีความรู้ภาษาไทยดีเป็นทุนเดิม หาทำเลไม่ได้ ควรเริ่มจากเล็กๆ นั่นคือ ใช้พื้นที่ 1 ห้อง จัดวางเฟอร์นิเจอร์สำหรับการสอนเอาไว้ รับสอนกลุ่มเล็กๆ วิธีนี้นั้น คุณสามารถครีเอทการสอนได้ด้วยตัวเอง เพราะปัจจุบันมีวิธีการสอนหลากหลายแบบ โดยเฉพาะการเรียนผ่านกิจกรรมต่างๆ จะทำให้ผู้เรียนไม่เบื่อ และรู้สึกสนุกตามไปด้วย

    ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ธุรกิจสอนภาษานั้น เป็นการลงทุนที่ได้ผลกำไรแบบระยะยาว และอาศัยการบริหารงานแบบมืออาชีพ เพราะธุรกิจนี้มีอัตราการแข่งขันสูงแน่นอนในอนาคต แต่หากคุณมีทีมงานบริหารที่ดี ธุรกิจสอนภาษาของคุณจะไปได้สวย กินยาวแน่นอน ทั้งนี้รายได้นั้นขึ้นอยู่กับการวางแผนคอร์สเรียนเป็นหลัก ปัจจุบันสถาบันต่างๆ มีคอร์สแบบนับชั่วโมงเรียน เรียนตามตารางที่กำหนด เรียนแบบฟุตเฟ่ต์เหมาจ่าย แล้วแต่จะเลือกกันตามเห็นสมควร หากใครสนใจธุรกิจนี้หล่ะก็ จะต้องมีการยื่นคำร้องทาง สช. (สำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน) สช. จะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ถ้าผ่าน 15-30 วัน ก็อนุมัติ และเอกสารต่างๆ อีกพอสมควร ดูแล้วอาจจะยุ่งยากสักนิด แต่รับรองไปได้ชัวร์

    เจาะลึกสถานที่ไหนเหมาะกับการเปิดสถาบันหรือโรงเรียนสอนภาษา

    ถ้าพูดถึงการหาทำเลแล้วหล่ะก็ หลายๆ คน คงนึกไปถึงแหล่งที่คนพลุกพล่านอย่าง ย่านสีลม สยาม ราชประสงค์ อนุสาวรีย์ชัย ซึ่งคุณคิดไม่ผิดหรอก เพราะพื้นที่เหล่านี้เป็นทำเลทอง ค้าขายอะไรก็รวย เพราะเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่มีกลุ่มคนสัญจรไปมาตลอดทั้งวัน แต่หากยิ่งคนพลุกพล่านมากเท่าไหร่ ราคาค่าเช่าก็แพงตามขึ้นไปด้วย ซึ่งหากคุณเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจหล่ะก็ ควรมองข้ามทำเลแสนแพงเหล่านี้ไปได้เลย

    การเปิดสถาบันสอนภาษานั้น พื้นที่มีส่วนสำคัญมากๆ โจทย์ยังคงเป็นสถานที่ ที่เป็นแหล่งคนพลุกพล่าน แน่นอนว่าตัวเลือกที่ดีที่สุดคงเป็นห้างสรรพสินค้า ช้อปปิ้งมอลล์ หากคุณกำลังคิดว่าจะพาไปดูทำเลตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ หล่ะก็ เสียใจด้วยเพราะวันนี้จะมาแนะนำสถานที่ ช้อปปิ้งมอลล์สตรีทที่น่าสนใจ ราคาระดับเอาไว้ให้เป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่กำลังอยากจะเริ่มธุรกิจนี้กัน

    เสนา เฟส

    เป็นโครงการไลฟ์สไตล์มอลล์ เพื่อรองรับประชากรย่านคลองสาน และธนบุรี สถานที่เดินทางไม่ลำบากมาก อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า สามารถเดินทางได้ทั้งทางบก และทางน้ำ พื้นที่โครงการ 4 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวาความกว้างที่ดิน ด้านหน้าติดถนนเจริญนครกว้าง 60 เมตร ด้านหน้าติดถนนกรุงธนบุรีกว้าง 115 เมตร ทางฝั่งธนเป็นพื้นที่กำลังเติบโต 2-3 ปีมานี้มีโครงการคอนโด ผุดขึ้นมามากมายตามแนวรถไฟฟ้า ฉะนั้น เสนา เฟส เป็นทำเลที่น่าจับตามอง ในอนาคตน่าจะเป็นศูนย์รวมของคนฝั่งธนได้ ภายในตัวอาคารเองมีด้วยกัน 3 ชั้น ซึ่งชั้นบนได้จัดไว้เป็นโซนการศึกษาเฉพาะด้วย

    ออมนิ คอมมูนิตี้มอลล์

    ตั้งอยู่บนถนนใหญ่ ซอยลาดพร้าว 116 ที่ตั้งโครงการอยู่ใจกลางระหว่างชุมชนแยกลำสาลี และทางพิเศษฉลองรัช รามอินทราตัดใหม่ด้วยทำเลที่ตั้งท่ามกลางแหล่งชุมชนที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ เหมาะแก่การสร้างแหล่งนัดพบระยะทางไม่ห่างจาก Big C ลาดพร้าวมากนัก จัดว่าเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ 2 ชั้น พื้นที่กว้างขวางเหมาะแก่การทำสถาบันสอนภาษามากๆ อัตราค่าเช่าระดับปานกลาง

    เดอะปอร์ติโก

    คอมมิวนิตี้มอลล์ ซอยหลังสวน ทำเลงามชาวต่างชาติเยอะ เหมาะแก่การเปิดสถาบันสอนภาษาไทยมากๆ เดอะปอร์ติโก เป็นศูนย์การค้าแบบเปิด การสร้างเน้นความโปร่งโล่งสบาย ด้วยการทำพื้นที่ตรงกลางเป็นโถงเปิดโล่งถึง 5 ชั้น วิธีการเดินทางสะดวกไม่ยุ่งยาก เพราะสามารถมาได้ทางรถไฟฟ้าบีทีเอส

    มาร์ค พลาส

    มาร์ค พลาส คือ มินิมอลล์ในชุมชนซอยแจ้งวัฒนะ 10 ที่รวมเอาร้านค้า และร้านบริการขนาดเล็กหลากหลายประเภทเข้าไว้ด้วยกันเพื่อความสะดวกสบายในการซื้อสินค้า และประหยัดเวลาเดินทางของผู้อยู่อาศัย แม้ที่นี่จะอยู่ในซอย แต่ถือว่าเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ คนพลุกพล่านเข้าออกตลอด ด้วยตัวของมอลล์ที่ติดริมถนน ทำให้ผู้สัญจรไปมานั้น มองเห็นสถาบันสอนภาษาได้ง่ายขึ้น ถือว่าเป็นทำเลที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว

    4 ที่ 4 สไตล์ต่างสถานที่ หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจจะทำธุรกิจสถาบันสอนภาษาอยู่ไม่มากก็น้อยนะครับ

  • ขั้นตอนในการซื้อขายที่ดิน

    วิธีขายที่ดิน

    ซึ่งการขายที่ดินนั้น มีขั้นตอนในการเตรียมและดำเนินการ ดังนี้

    ขั้นตอนที่ 1 สำรวจที่ดินตนเอง ว่ามีความน่าซื้อมากแค่ไหน เพราะในยุคนี้ตนต้องการจะซื้อที่ดินแบบที่พร้อมใช้งานมากกว่าที่ดินที่จะต้องไปทำการปรับปรุงเอง อย่างน้อยที่ดินก็อาจจะทำการถมที่ไว้ก่อนก็ได้ ซึ่งจะช่วยให้ที่ดินมีความน่าดึงดูดมากกว่า และราคาของการถมที่ก็ต้องรวมเข้าไปในราคาที่ดินด้วยเช่นกัน
    ขั้นตอนที่ 2 คือขั้นตอนการประเมินราคาที่ดิน การกำหนดราคาที่ดินที่เหมาะสมเราสามารถกำหนดได้อย่างน้อยคือ ตามราคาขั้นต่ำของที่ดินที่ได้รับการประเมินจากทางราชการด้วยซึ่งรวมกับค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ดินที่ผู้ขายต้องเสีย ณ ณ สำนักงานที่ดิน ประกอบไปด้วย ค่าธรรมเนียมตามราคาประเมินที่ดิน ค่าภาษีการโอน ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าอากรแสตมป์และค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
    ขั้นตอนที่ 3 ช่วยหาแหล่งเงินกู้ให้ลูกค้า เพราะการซื้ออสังหาริมทรัพย์ พวกนี้สามารถกู้หรือนำเข้าจำนองกับทางธนาคารหรือสถาบันทางการเงินได้ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายที่ดิน และเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ขายอีกด้วย อย่างไรก็ตามวงเงินที่ทางธนาคารหรือสถาบันทางการเงินปล่อยให้กู้ยืมนั้นมักจะไม่ใช้เต็มวงเงินตลอด มีบางส่วนที่ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินเอง เช่น เงินดาวน์ หรือเงินส่วนต่าง เป็นต้น
    ขั้นตอนที่ 4 ทำการโฆษณาและประชาสัมพันธ์การขายที่ดิน รวมถึงการเปิดให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาดูที่ดินที่ทำการขาย โยในการโฆษณาจำเป็นต้องมีข้อความหลักๆ 3 ส่วนเป็นอย่างน้อย คือ ที่ตั้งของที่ดิน ราคา และช่องทางการติดต่อผู้ขายนั่นเอง
    ขั้นตอนที่ 5 หาที่ปรึกษาทางกฎหมาย เพื่อจัดการเอกสารต่างๆที่ต้องใช้ในการซื้อขายที่ดิน และยังช่วยให้การซื้อขายที่ดินมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงจากการโดนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาอีกด้วยตามข้อกำหนดของสัญญา ดังนั้นควรมีนักกฎหมายอยู่ในขณะที่ทำสัญญาซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ด้วย ทั้งนี้เรื่องของเอกสารที่ใช้ในการซื้อขายที่ดินแนะนำว่าต้องเตรียมไว้ให้พร้อมตลอดเวลา เพื่อลดช่องว่างของเวลาที่ต้องรอในการเตรียมเอกสารที่อาจนานเป็นสัปดาห์ลงนั่นเอง

    ขายที่ดินอย่างไร

    การจะขายที่ดินให้ได้กำไรนั้น ผู้ที่ถือครองที่ดินจะต้องรอเวลาที่ราคาที่ดินขึ้นสูง อย่างน้อยๆต้องรอจนกว่าราคาของอสังหาริมทรัพย์โดยรวมหรือในย่านที่ที่ดินของตนเองอยู่นั้นมีราคาสูงขึ้นกว่าตอนที่เราซื้อที่ดินมานั่นเอง
    โดยปกติแล้วราคาขายของที่ดินนั้นจะขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย เช่น ทำเลที่ตั้งของที่ดิน ราคาที่ดินแปลงใกล้เคียงที่มีการตั้งราคาไว้หรือราคาของที่ดินใกล้เคียง ร่วมกับราคาที่ดินที่ได้รับการประเมินจากทางราชการด้วย ซึ่งจะทำให้สามารถตั้งราคาที่ดินที่จะทำการขายได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้การตั้งราคาขายที่ดินนั้นอาจจะรวมกับค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ดินหรือไม่ก็ได้ แต่ควรระบุให้ชัดเจนว่าราคาขายนั้นรวมหรือยังไม่รวมค่าธรรมเนียมเหล่านั้นหรือยังในประกาศขายที่ดิน
    การซื้อขายที่ดินนั้น ผู้ขายควรจัดเตรียมเอกสารสำหรับการซื้อขายที่ดินให้เรียบร้อย เช่น โฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามกฎหมาย ซึ่งบางเอกสารก็ต้องทำการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินที่ที่ดินแปลงนั้นตั้งอยู่ด้วย ซึ่งเราอาจจะเลือกทำสัญญาซื้อขายทั้งหมดที่เดียวกันหรือคนละที่ตามความสะดวกเลยก็ได้ และในส่วนของค่าธรรมเนียมที่ต้องมีการเสีย ณ สำนักงานที่ดิน ประกอบไปด้วย
    1.ค่าธรรมเนียมตามราคาประเมินที่ดินที่ทางราชการ ร้อยละ 2 บาท
    2.ค่าภาษีการโอนเสียตามราคาประเมินที่ดินที่ทางราชการประเมิน คิดเป็นภาษีอัตราก้าวหน้า สามารถอ้างอิงได้จากสำนักงานที่ดินที่ที่ดินแปลงนั้นตั้งอยู่
    3.ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีถือครองที่ดินไม่เกินห้าปีนับแต่วันจดทะเบียน หรือกรณีที่ได้ที่ดินมาพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย มีผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินในทะเบียนบ้านไม่เกินหนึ่งปี ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3 โดยเสียตามราคาประเมินของทางราชการ หรือราคาซื้อขาย แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่าก็ให้เสียตามราคาที่สูงกว่า เช่น ดังนี้ ถือครองที่ดิน 1 ปี หักค่าใช้จ่ายได้ 92% 2 ปี หักได้ 84% 3 ปี หักได้ 77% 4 ปี หักได้ 71% 5 ปี หักได้ 65% 6 ปี หักได้ 60% 7 ปี หักได้ 55% 8 ปีขึ้นไป หักได้ 50% เป็นต้น
    4.ค่าอากรแสตมป์ร้อยละ 0.50 ตามราคาประเมินของทางราชการ หรือราคาซื้อขายแล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า ก็ให้เสียตามราคาที่สูงกว่า
    5.ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งจะคิดตามจำนวนปีที่ถือครองที่ดิน และสามารถอ้างอิงได้จากสำนักงานที่ดินที่ที่ดินแปลงนั้นตั้งอยู่

    ขายเองหรือผ่านนายหน้า แบบไหนดี

    หากคุณเป็นหนึ่งคนที่มีที่ดินอยู่ในมือ และต้องการสร้างเงินและกำไรจากที่ดินที่ตนเองถือครองอยู่นั้น อาจจะเกิดอาการสงสัยสักครั้งหนึ่งว่าการขายที่ดินแบบที่ประกาศขายด้วยตนเองและการประกาศขายผ่านนายหน้านั้นแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน และกำไรที่ได้นั้นจะเป็นอย่างไร งั้นลองมาดูกันว่าข้อดี-ข้อเสียของการประกาศขายที่ดินด้วยตนเองหรือผ่านทางนายหน้านั้นมีอะไรบ้าง
    ข้อดีของการประกาศขายที่ดินด้วยตนเอง คือ
    1. เลือกราคาขายได้ตามต้องการ อย่างน้อยก็เท่าๆราคาที่ดินในบริเวณใกล้เคียง
    2. สามารถเลือกผู้ซื้อได้ด้วยตนเอง การได้เลือกผู้ซื้อที่มีแนวโน้มไว้วางใจ ย่อมดีกว่าการขายให้ใครก็ไม่รู้อย่างแน่นอน
    3. ไม่ต้องเสียค่านายหน้า ซึ่งมักจะคิดค่าดำเนินการต่างๆไว้จากราคาที่ดินหรืออาจจะหักออกไปจากเงินที่ได้จากการขายที่ดินก็ได้
    4. สามารถเลือกเวลา สถานที่ หรือรายละเอียดข้อตกลงต่างๆในการขายที่ดินตามใจตนเอง
    ส่วนข้อเสียของการประกาศขายที่ดินด้วยตนเอง คือ
    1. เสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์เพื่อทำการขายที่ดิน ยิ่งทำมากและนานก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นด้วย
    2. ขาดประสบการณ์ ทักษะในการเจรจาเพื่อโน้มนาวใจหรือต่อรอง ซึ่งอาจจะทำให้ที่ดินขายได้ช้าลงนั่นเอง
    3. การตั้งราคาขายที่ดินอาจจะไม่เหมาะสม เพราะการตั้งราคามีหลายปัจจัยด้วยกัน
    4. อาจเกิดปัญหาในขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ต่างๆ เพราะจะต้องมีความรู้ในกฎหมายและข้อบังคับพอสมควร
    5. เสียเวลา เพราะผู้ขายต้องแนะนำที่ดินด้วยตนเอง ยิ่งมีคนติดต่อมาเยอะก็เสียเวลาเยอะขึ้นด้วย
    ข้อดีของการประกาศขายที่ดินผ่านนายหน้า คือ
    1. มั่นใจว่าจะขายได้ เพราะนายหน้าจะมีประสบการณ์ ทักษะในการเจรจาเพื่อโน้มนาวใจหรือต่อรองทำให้ที่ดินขายได้เร็ว
    2. จ่ายแค่ครั้งเดียว เพราะการทำสัญญากับนายหน้า สัญญาจะรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้หมด
    3. สะดวกและประหยัดเวลา เพราะไม่ต้องลงมาขายด้วยตนเอง และยังหมดปัญหายิบย่อยทางด้านกฎหมายและระเบียบต่างๆอีกด้วย
    4. เป็นที่ปรึกษาในเรื่องต่างๆได้ เช่น เรื่องบ้าน การตกแต่งบ้าน การดูแลรักษาบ้าน การทำธุรกรรมเกี่ยวกับเรื่องบ้าน เป็นต้น
    ส่วนข้อเสียของการประกาศขายที่ดินผ่านนายหน้า คือ
    1. เสียค่านายหน้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 3% ของราคาขาย
    2. ปัญหาการโกงจากนายหน้าที่ไม่ดี ซึ่งเป็นปัญหาทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ดังนั้นศึกษาบริษัทที่จะใช้บริการให้ดี รวมถึงขั้นตอนการซื้อขายบ้าน เพื่อให้รู้ทันนายหน้านั่นเอง
    3. อาจถูกนายหน้ากดราคาให้ลงเพื่อเจรจาต่อรองกับผู้ซื้อ เพื่อขายบ้านและที่ดินได้เร็วๆ
    4. อาจโดนเอาเปรียบจากช่องว่างของสัญญา

  • สูตรวิธีทำขนมขี้หนู พร้อมคำแนะนำในการขายขนมขี้หนู

    ขนมขี้หนู
     

    สูตรวิธีการทำขนมขี้หนู (ขนมทราย) สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมขี้หนู

    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
    – มะพร้าวแก่ผ่า 1 ซีก (นำไปขูดเป็นเส้นฝอย)
    – น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วยตวง
    – น้ำลอยดอกไม้ 1 ถ้วยตวง
    – สีผสมอาหารตามชอบ
    – เทียนอบหอม

    วิธีการทำขนมขี้หนู

    – นวดแป้งข้าวเจ้ากับน้ำลอยดอกไม้ 1/2 ถ้วยตวง ค่อยๆโรยน้ำดอกไม้ลงไปในแป้งให้ได้ส่วนผสมที่เท่ากัน ระวังอย่าให้แป้งแชะเกินไป ทำการนวดแป้งให้เบามือที่สุด เพราะการนวดแป้งทำขนมขี้หนูต้องนวดให้แป้งไม่เกาะดันเป็นก้อนจนดูไม่น่ารับประทาน
    – เสร็จแล้วห่อด้วยผ้าขาวบางจากนั้นนำแป้งที่นวดนำไปใส่ถุงผ้าและมัดปากถุงให้แน่น หาก้อนหินหรือของหนักมาทับเพื่อให้น้ำที่อยู่ในแป้งแห้ง
    – จากนั้นจึงนำแป้งที่แห้งแล้วไปยีให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วผึ่งแดดให้พอหมาด จากนั้นจึงนำไปร่อน ให้สิ่งสกปรกออก
    – นำแป้งที่ร่อนแล้วไปใส่ในผ้าขาวบางและทำการนึ่งจนสุก
    – จากนั้นนำน้ำตาลทรายไปผสมกับน้ำลอยดอกไม้และสีผสมอาหารตามที่ชอบ นำไปตั้งบนไฟอ่อนๆ คนจนน้ำตาลละลายดี จึงปิดไฟและกรองน้ำเชื่อมด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง
    – นำแป้งที่นึ่งสุกแล้วใส่ลงในอ่างน้ำเชื่อม ใช้ไม้พายคนเบาๆ หาฝาหม้อปิดแป้งที่นึ่งไว้สักครู่เพื่อให้แป้งฟู จากนั้นคนต่ออีกครั้ง เพื่อให้แป้งกับน้ำเชื่อมเข้ากัน จากนั้นจึงนำไปอบด้วยควันเทียนให้ได้กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์
    – ตักแป้งใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ก่อนเสิร์ฟโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดหยาบๆที่คลุกเกลือเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสชาติ และพร้อมรับประทานได้ทันที

    สูตรวิธีการทำขนมขี้หนู (ขนมทราย) สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมขี้หนู (สำหรับรับประทาน 5 คน)

    – แป้งข้าวเจ้า 2 1/2 ถ้วย
    – น้ำลอยดอกมะลิ 3/4 ถ้วย
    – ไข่แดงเน้นไข่ไก่ 2 ช้อนชา
    – น้ำเชื่อม 1 ถ้วย
    – น้ำตาลมะพร้าว 1 ถ้วย
    – น้ำลอยดอกมะลิ 3/4 ถ้วย
    – มะพร้าวทึนทึก (สำหรับโรยหน้า) 3 ถ้วย
    – เกลือป่น 1 ช้อนชาสำหรับคลุกกับมะพร้าวทึนทึก

    วิธีการทำขนมขี้หนู

    – ร่อนแป้งข้าวเจ้าแล้วตวงให้ได้ปริมาณที่กำหนด
    – ใส่ไข่แดงเคล้ากับแป้งให้เข้ากัน การใส่ไข่แดงจะช่วยในเรื่องของการทำแป้งให้นุ่ม
    – ค่อยๆ ใส่น้ำลอยดอกมะลิทีละน้อยและคลุกเคล้าให้เข้ากัน
    – ปูผ้าขาวบางในซึ้ง ใช้แก้วน้ำทรงเตี้ยคว่ำไว้ตรงกลางผ้าขาวบาง
    – ยีแป้งละเอียดลงในซึ้งจนหมด พยายามยีแป้งให้ทั่วอย่าให้แป้งซ้อนกัน
    – นำไปนึ่งด้วยไฟแรงประมาณ 30 นาที
    – เคี่ยวน้ำเชื่อมให้ได้น้ำเชื่อม 1 1/2 ถ้วย แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางทิ้งไว้ให้เย็น
    – เมื่อแป้งสุกให้รีบเทลงในน้ำเชื่อมขณะที่ยังร้อนอยู่ จากนั้นคนให้ทั่วแล้วปิดฝาไว้จนเย็นแล้วใช้ส้อมซุยให้แป้งที่สุกเป็นปุยๆ
    – นำมะพร้าวทึนทึกขูดโรยหน้าแล้วนึ่ง 10 นาที จากนั้นยกลงจากเตา
    – นำมะพร้าวทึนทึกที่ขูดไว้มาคลุกเคล้ากับเกลือป่นเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสชาติ
    – จัดขนมลงภาชนะที่เตรียมแล้วโรยด้วยมะพร้าวทึนทึกเพื่อเพิ่มรสชาติ
    – รับประทานได้ทันที

    สูตรวิธีการทำขนมขี้หนู (ขนมทราย) สูตรที่ 3

    เครื่องปรุงและส่วนผสมต่างๆ
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 2 ถ้วยตวง
    – สีผสมอาหารตามความชอบ ½ ช้อนชา
    – มะพร้าวทึนทึกขูด 1 ผล
    – เกลือจำนวนเล็กน้อย

    วิธีการทำขนมขี้หนู

    – นำแป้งข้าวเจ้าที่ทับน้ำจนแห้งแล้ว เทลงใส่ถาด
    – ค่อยๆเกลี่ยแป้งออก แล้วผึ่งแป้งให้พอหมาดไม่ต้องแห้งมากเพราะแป้งจะแข็ง เมื่อแป้งหมาดแล้วจึงนำแป้งมายีกับตะแครงที่มีช่องถี่ ยีจนแป้งเป็นผงละเอียดคล้ายๆกับเม็ดทราย
    – ใช้ผ้าขาวบางวางรองซึ้งทับกันไว้สัก 2-3 ชั้น จากนั้นนำแป้งที่ยีใส่ในซึ้งปิดฝานึ่งด้วยไฟแรง เมื่อแป้งสุกนำแป้งยกลงจากเตาทันที และพักแป้งไว้สักพัก
    – นำมะพร้าวทึนทึกที่ขุดมาเตรียมไว้เพื่อทำการโรยหน้าขนม
    – นำน้ำลอยดอกมะลิเทลงไปในกระทะทองเหลืองที่เตรียมไว้ นำน้ำตาลทรายมาเทผสมลงไปตั้งไฟและเคี่ยวให้เดือดจนเป็นยางมะตูม แล้วพักลงเตา พักทิ้งไว้ให้เย็น
    – นำแป้งที่พักไว้ก่อนหน้านี้มาวางบนภาชนะ จากนั้นนำน้ำเชื่อมที่เคี่ยวไว้จนเย็นมาโรยบนตัวแป้ง
    – ใช้ทัพพีเคล้าแป้งกับน้ำเชื่อมให้เข้ากันเบาๆ แนะนำว่าอย่าพรมน้ำเชื่อมจนเปียกมากเกินไป เพราะจะทำให้ขนมแฉะไม่น่ารับประทาน
    – นำไปใส่ภาชนะแล้วอบให้หอมดอกมะลิสดเพื่อให้เกิดกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์
    – ก่อนรับประทาน นำมะพร้าวทึนทึกที่ขูดไว้มาโรยหน้าเพื่อเพิ่มรสชาติ ใส่เกลือลงไปเล็กน้อยเพิ่มทำให้เกิดรสชาติก็ได้เช่นกัน
    – เสิร์ฟบนโต๊ะและพร้อมรับประทาน

    การขายขนมขี้หนู

  • สูตรวิธีทำขนมหัวล้าน พร้อมคำแนะนำในการขายขนมหัวล้าน

    ขนมหัวล้าน
     

    สูตรวิธีการทำขนมหัวล้าน

    ส่วนผสมของขนมหัวล้าน (ส่วนไส้)

    – ถั่วเขียวเลาะเปลือก 100 กรัม
    – น้ำตาล 1/2 ถ้วย
    – น้ำกะทิ 5 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ 1/8 ช้อนชา

    วิธีทำขนมขนมหัวล้าน (ส่วนไส้)

    – เริ่มจากการทำไส้ก่อน (ทำล่วงหน้าสำหรับขั้นตอนนี้ )ให้นำถั่วเขียวเลาะเปลือกไปล้างน้ำหลายๆครั้งจนไม่มีฝุ่นหรือเศษตะกอน แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ค้างคืนเพื่อให้ถั่วนิ่มซึ่งจะทำให้นำมาทำสุกได้ไวและง่ายกว่าไม่แช่ทิ้งไว้
    – นำถั่วที่แช่ค้างคืนไว้มาล้างให้สะอาดอีกรอบแล้วนำไปนึ่งจนสุก (ให้ใช้ผ้าขาวบางรองในซึ้งสำหรับนึ่ง )เมื่อถั่วคลายร้อนจึงนำมาบดให้ละเอียด
    – เมื่อบดถั่วนึ่งจนละเอียดแล้วให้นำส่วนนี้ไปใส่กระทะหรือภาชนะที่จะใช้กวน โดยผสมกะทิลงไปก่อนตามด้วยน้ำตาล และเกลือ แล้วจึงกวนให้เข้ากันโดยใช้ไฟกลางๆกวนจนเหนียวหรือจับดูว่าสามารถปั้นเป็นก้อนได้จึงยกลงจากเตาพักให้คลายร้อนแล้วปั้นเป็นลูกกลมๆขนาดพอดีไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไปแล้วพักไว้สำหรับทำขั้นตอนต่อไป

    ส่วนผสมของขนมหัวล้าน (ส่วนแป้ง)

    – แป้งข้าวเหนียว 100 กรัม
    – น้ำอุ่น 1/3 ถ้วย (โดยประมาณแต่สามารถเพิ่มได้หากไม่พอ)
    – กะทิสำหรับราดขนม
    – หัวกะทิ 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ 1/8 ช้อนชา

    วิธีทำขนมขนมหัวล้าน (ส่วนแป้ง)

    -ในส่วนของตัวขนม ให้นำแป้งข้าวเหนียวนวดด้วยน้ำอุ่น (แนะนำให้ใช้น้ำอุ่นเท่านั้น ) โดยนวดไปเรื่อยๆจนแป้งไม่ติดมือ (ค่อยๆเติมน้ำลงบนแป้งแล้วนวดไปเรื่อยๆจนแป้งเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน) หลังจากนั้นให้ปั้นเป็นก้อนๆขนาดพอดีแล้วแผ่ออกนำไส้ที่เตรียมไว้วางตรงกลาง ห่อให้มิดไส้แล้ววางเรียงใส่ถาดไว้
    -เตรียมภาชนะใส่น้ำตั้งไฟให้เดือด (ตั้งรอไว้ระหว่างปั้นแป้ง) เมื่อห่อขนมเสร็จให้นำมาต้มในน้ำเดือดเมื่อขนมสุกจะลอยขึ้นมา (คล้ายๆบัวลอย) แนะนำให้ปั้นสักลูกหรือสองลูกแล้วต้มดูก่อนว่าแป้งหนาหรือบางไปจะได้ปรับได้ในลูกต่อๆไป
    -เมื่อต้มจนสุกให้นำขึ้นพักไว้ รอรับประทาน ก่อนรับประทานให้ราดด้วยน้ำกะทิ (หัวกะทิ) ที่เคี่ยวกับน้ำตาลไว้ โดยแบ่งหัวกะทิมาเคี่ยวกับน้ำตาลเตรียมไว้รสขาดไม่หวานหรือเค็มเมื่อทานกับขนมจะให้ความอร่อยที่พอดี

    สูตรขนมหัวล้านปักษ์ใต้ (หัวล้านน้ำ)

    วิธีทำขนมขนมหัวล้าน (ส่วนไส้)

    – ถั่วเขียวเลาะเปลือก
    – น้ำตาล
    – น้ำกะทิ
    – เกลือ

    วิธีการทำขนมขนมหัวล้าน (ส่วนไส้)

    -นำถั่วเขียวเลาะเปลือกมาล้างน้ำให้สะอาดแล้วจึงนำต้มให้สุกจนถั่วนิ่ม (แต่ไม่เละ )หลังจากนั้นให้เทน้ำต้มออกแล้วให้แล้วเติมกะทิลงไปต้มต่อจนถั่วนิ่มมากและเริ่มเละ หลังจากนั้นให้เติมน้ำตาลทรายกะปริมาณตามชอบว่าต้องการหวานมากหรือหวานน้อยแล้วกวนถั่วไปเรื่อยๆจนถั่วแห้งและจับมาปั้นเป็นก้อนได้
    -พักถั่วไปจนหายร้อนแล้วให้นำมาปั้นเป็นก้อนๆกลมรอไว้สำหรับนำไปห่อกับแป้ง

    วิธีการทำขนมขนมหัวล้าน (ส่วนน้ำ)

    – ใช้กะทิคั้นข้นๆ หรือใช้กะทิคั้นสำเร็จก็ได้ (หัวเยอะกว่าหาง) นำมากะทิมากรองผ่านผ้าขาวบางก่อนแล้วจึงนำไปต้ม ขณะต้มให้ต้องหมั่นคนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้กะทิเดือดจนข้นและจับตัวเป็นลูก
    – แนะนำให้ใส่ใบเตยล้างสะอาดหั่นท่อนใหญ่ๆ ลงไปต้มด้วยเพื่อให้กะทิมีกลิ่นหอมอ่อนๆของใบเตย
    – เมื่อเดือดให้เติมน้ำตาลและเกลือชิมรสตามชอบเสร็จแล้วพักไว้

    ส่วนผสมของขนมหัวล้าน (ส่วนแป้ง)

    – แป้งข้าวเหนียว
    – ฟักทองนึ่งสุกนิ่มๆ
    – น้ำใบเตยคั้นข้นๆ
    – น้ำดอกอัญชันคั้นข้นๆ

    วิธีการทำขนมขนมหัวล้าน (ส่วนแป้ง)

    – แบ่งแป้งข้าวเหนียวที่เตรียมไว้มานวดกับฟักทอง (จะได้สีเหลือง) ใส่น้ำอุ่นเล็กน้อยเพื่อให้นวดง่ายนวดไปเรื่อยๆจนแป้งและฟักทองเข้ากันดีดูจากการที่ไม่มีแป้งติดมือ เมื่อนวดส่วนนี้เสร็จแล้วพักไว้ นำแป้งที่เหลือแบ่งมานวดกับน้ำใบเตย และ น้ำดอกอัญชัน (เตรียมไว้ก่อนและควรให้อุ่นพอประมาณ )แบ่งนวดที่ละสีเพื่อจะได้แป้งขนมสีเขียว และสีฟ้า นวดจนแป้งไม่ติดมือเช่นเดียวกับนวดแป้งฟักทอง
    – เมื่อนวดแป้งทั้งสามสีเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงนำไส้ที่ปั้นไว้มาห่อ ในระหว่างที่ห่อแป้งนั้น ให้ต้มน้ำรอไว้เมื่อปั้นเสร็จและน้ำเดือดแล้วให้นำแป้งที่ปั้นห่อไส้เรียบร้อยลงไปต้มเมื่อขนมสุกก็จะจะลอยขึ้นมา
    – นำขนมที่ต้มสุกแล้วไปใส่ในกะทิที่เตรียมไว้พร้อมตักเสิร์ฟรับประทานได้เลย
    เคล็ดลับขนมหัวล้าน
    – การนวดแป้งให้นวดด้วยน้ำอุ่น ไม่ว่าจะทำเป็นสีไหนก็ตามเพราะแป้งข้าวเหนียวเหมาะกับการนวดด้วยน้ำอุ่นและจะทำให้นวดง่านเนื้อแป้งเนียนไว แต่ต้องค่อยๆเติมน้ำไม่แนะนำให้เทครั้งเดียวจะทำให้แฉะและนวดไม่ขึ้น
    – ถั่วสำหรับไส้ ควรนำแช่นำค้างคืนก่อนจะทำให้นึ่งแล้วสุกได้ไว หรือสามารถนำมากวนได้โดยไม่ต้องนึ่งหรือบดก่อน
    – รสชาติของไส้ขนมหัวล้านจะไม่หวานจัดหรือเค็มจัด
    – กะทิสำหรับราดหรือน้ำกะทิที่รับประทานคู่กันนั้นจะต้องมีรสหวานเค็มประแหล่มๆ ไม่จัดไปทางใดทางหนึ่ง

    การขายขนมหัวล้าน

    เครื่องหมาย และฉลากของขนมหัวล้าน

    กล่องพลาสติกที่ใส่ขนมหัวล้านทุกกล่อง อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมหัวล้านหอมหวาน ขนมหัวล้านสุดอร่อย หรืออื่นๆ
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

  • สูตรวิธีการทำครีมนวดผม พร้อมคำแนะนำในการขายครีมนวดผม

    เมื่อพูดถึงครีมนวดผม หลายๆ ท่านมักจะถึงคุณผู้หญิงมากกว่าคุณผู้ชาย เพราะผู้ชายส่วนใหญ่จะผมสั้น สระผมด้วยยาสระผมอย่างเดียว ไม่ได้ต่อด้วยครีมนวดผม ไม่เหมือนกับผู้หญิงที่มีผมยาวกว่า และเวลาสระผมมักจะใช้ยาสระผม ควบคู่ไปกับการใช้ครีมนวดผม เพื่อให้ผมดูเงาสลวย มีน้ำหนัก ไม่ดูยุ่งกระเซะกระเซิง เวลาพูดกันถึงเรื่องเส้นผมแล้ว ตามธรรมชาติแล้ว คนเรามีผมประมาณ 100,000 เส้น ร่วงทุกวันประมาณถึง 100 เส้น เป็นปกติ แต่ส่วนใหญ่เรามักจะไม่รู้ตัวว่ามันร่วงถึงวันละ 100 เส้น อาจจะสังเกตได้จากหมอนที่เราใช้หนุนนอน ตรงนั้นจะเป็นจุดสังเกตได้ดีทีดียว ว่าผมของเราร่วงไปมากน้อยแค่ไหน เพราะจะทิ้งเส้นผมไว้ให้เราเห็นทุกวัน

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ร่างกายเราสร้างน้ำมันมาทุกวันจากหนังศีรษะ มาโดนมลพิษ สิ่งสกปรก ฝุ่นๆ ต่างๆ จากในชีวิตประจำวัน เราก็อยากทำความสะอาดผมโดยการใช้ยาสระผม ซึ่งเป็นตัวดักจับไขมันอย่างอ่อนนุ่ม แล้วมาดูดสิ่งสกปรกออกไป แต่ว่าชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันเป็นยา มันมีคุณสมับัติเป็นด่าง เอาความชุ่มชื้นไปด้วย จึงเกิดความกระด้างเหลืออยู่ เพราะฉะนั้นหากเราไม่ใช้ครีมนวดผมตามแล้ว ผมอาจจะเกิดความกระด้าง หยาบ หรือชี้ฟู พวกครีมนวดผม เลยกลายเป็นส่วนคล้ายโปรตีน มาหล่อลื่นเพื่อให้ผมจัดทรงได้ง่าย ดังนั้น ถามว่าครีมนวดผมจำเป็นมั้ย อาจจะไม่จำเป็น แต่การจัดทรงจะยากขึ้น ความชุ่มชื้นน้อยลง ผมกระด้าง ไม่เป็นมันวาว ดังนั้นเพื่อลดปัญหาผมแห้งเสีย เพียงลงครีมนวดหลังสระ ผสานศาสตร์การกดไล่ให้ผมนุ่มสลวยด้วยมือเรา ยาสระผมมักคู่กับครีมนวด

    แต่ผลสำรวจของ Kantar World Panel หน่วยงานที่มีหน้าที่สำรวจผู้บริโภคในด้านต่างๆ แจ้งสถิติอันน่าแปลกใจว่า สาวไทยจำนวนร้อยละ 40 ใช้เพียงยาสระผมชำระล้างทำความสะอาดผม โดยปราศจากการลงครีมนวดผมซ้ำ เพราะหลายคนคิดว่าทำให้เสียเวลาหรือใช้แล้วผมมัน ปัญหาผมแห้งเสียแตกปลายจึงเป็นปัญหาเส้นผมของสาวไทยที่พบในอันดับต้นๆ เลยครับ

    เพราะฉะนั้นถ้าให้ผมออกมาดูสลวยแล้ว ใช้ครีมนวดผมจะดีกว่าไม่ใช้ครับ

    วันนี้ผมก็จะมาแนะนำวิธีการทำครีมนวดผม ท่านใดจะนำไปใช้เอง หรือจะนำไปทำขายก็แล้วแต่นะครับ แต่ถ้านำไปทำขายก็ต้องศึกษากลยุทธ์ทางธุรกิจกันต่อนะครับ

    สูตรการทำครีมนวดผมสูตรที่ 1

    ส่วนผสมครีมนวดผม

    1. รินคอมปาว 1 กิโลกรัม
    2. คาโคล 1 กิโลกรัม
    3. กรดมะนาว 1 ขีด
    4. น้ำหอม 4-5 ออนซ์
    5. สีเหลือง 1 ห่อ
    6. ACETAMIDE MEA 2 ออนซ์
    7. น้ำกลั่น 28 ลิตร

    วิธีทำครีมนวดผม

    เทน้ำใส่กะละมัง เติมคาโคล รินคอมปาว กรดมะนาว นำขึ้นตั้งไฟและค่อยๆคนจนส่วนผสมทั้งหมดละลายเข้ากันดี ยกลงจากเตาคนต่อไปเรื่อยๆจนส่วนผสมเย็นตัวลง นำสีมาละลายน้ำแล้วเติมลงไป ใส่กลิ่นน้ำหอม คนไปเรื่อยๆ น้ำยาจะข้นขึ้น คนจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดีจึงนำไปบรรจุภาชนะตามต้องการ

    สูตรการทำครีมนวดผมสูตรที่ 2

    ส่วนผสมครีมนวดผม

    1. บาควอท ซีที-429 (3.50%)
    2. คาโคล 60 (3.20%)
    3. กรดมะนาวแอนไฮดรัส (0.01%)
    4. น้ำหอม (0.50-1.00%)
    5. น้ำ (92.79-92.29%)

    วิธีทำครีมนวดผม

    1. นำส่วนผสมข้อ 1,2,3,5 ใส่ในภาชนะ แล้วยกไปตั้งในกาละมังที่ตั้งบนเตาเคี่ยวจนสารละลายเป็นเนื้อเดียวกันประมาณ 70-80 องศาเซลเซียส แล้วให้ยกลง รอจนอุณหภมิลดลงเหลือ 40 องศาซี ค่อยเติมน้ำหอม คนให้เข้ากันแล้วทิ้งไว้ให้เย็น
    2. ถ้าต้องการรักษาหรือป้องกันผมแตกปลายให้เติม ACETAMIDE MEA ในอัตรา 3.0-5.0% โดยการลดส่วนของน้ำลงในอัตราเท่ากันกับ ACETAMIDE MEA

    สูตรการทำครีมนวดผมสมุนไพร

    การเลือกสมุนไพร

    สมุนไพรที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบ จะต้องคัดเลือกสมุนไพร ดังนี้

    – ว่านหางจระเข้ เลือกว่านหางจระเข้ที่มีอายุ 1 ปี ขึ้นไปจะให้วุ้นที่ดีที่สุดตัดเอาใบแก่ขนาดใหญ่ที่อยู่ล่างสุด
    – มะกรูด เลือกผลที่สมบูรณ์โดยสังเกตจากลักษณะผลเต่งตึงเปลือกสีเขียวเข้มเป็นมันโชย กลิ่นหอมบางเบา
    – ขมิ้นชัน เลือกเหง้าหรือหัวที่แก่จัดมีสีเข้ม

    การเตรียมสมุนไพรสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบ จะต้อง จัดเตรียม ดังนี้

    การเตรียมว่านหางจระเข้

    1. นำว่านหางจระเข้ ล้างให้สะอาด ปอกเปลือกออกให้หมด นำไปล้างเอาเมือกออกอีกครั้ง
    2. หั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้นๆ
    3. เอาว่านหางจระเข้ใส่เครื่องปั่น เติมน้ำปั่นให้ละเอียด

    การเตรียมมะกรูด

    1. ล้างมะกรูดให้สะอาด
    2. ฝานมะกรูดบางๆ เตรียมไว้

    การเตรียมขมิ้นชัน

    1. ฝานขมิ้นบางๆ
    2. ตากแดดให้แห้ง
    3. นำมาบดให้ละเอียดจะได้ขมิ้นผง

    ส่วนผสม

    การทำแชมพูสระผมสมุนไพร แต่ละครั้งต้องเตรียม ส่วนผสมให้ครบถ้วนตามอัตราส่วนที่เหมาะสม จึงจะได้แชมพูสระผมที่มี
    คุณภาพดี มีส่วนผสมดังต่อไปนี้

    สมุนไพร

    – ว่านหางจระเข้ 2 ถ้วยตวง
    – มะกรูด 5 ผล
    – ขมิ้นชันผง 2 ช้อนโต๊ะ

    สารเคมี

    – Wax AB 400 กรัม
    – น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ 200 กรัม
    – หัวน้ำหอม 25 ซีซี
    – น้ำ 4 ลิตร

    วิธีทำครีมนวดผม

    การทำครีมนวดผมสมุนไพร มีขั้นตอนและวิธีทำ ดังนี้

    1. ตวงน้ำสะอาด 1 ลิตรตั้งไฟให้เดือด
    2. ใส่ว่านหางจระเข้ที่ปั่นแล้ว
    3. ใส่มะกรูดที่ฝานแล้ว
    4. ใส่ขมิ้นผง คนให้เข้ากัน ต้มให้เดือด
    5. นำส่วนผสมทั้งหมดกรองเอากากทิ้งด้วยที่กรองหยาบ
    6. กรองอีกครั้งด้วยที่กรองละเอียด
    7. นำขึ้นตั้งไฟ เติมน้ำที่เหลือ 3 ลิตร ให้เดือดอีกครั้ง
    8. ใส่ Wax AB คนให้ละลายจนหมด** ยกลงจากเตา คนเรื่อยๆ พออุ่น
    9. ใส่ AC คนให้เข้ากัน ครีมจะเริ่มข้นขึ้น มีลักษณะเป็นครีมข้น
    10. ใส่หัวน้ำหอม คนให้เข้ากัน

    การบรรจุขวด ให้ตักครีมนวดผมเทใส่กรวยลงสู่ขวด

    สูตรการทำครีมนวดผมสมุนไพร ดอกอัญชัน

    ส่วนผสมครีมนวดผม

    1. น้ำดอกอัญชัน 4 ลิตร
    2. Wax AB 400 กรัม
    3. น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ 200 กรัม
    4. หัวน้ำหอม 25 ซีซี

    วิธีทำครีมนวดผม

    1. ตวงน้ำสะอาด 4 ลิตร ตั้งไฟให้เดือด ใส่ดอกอัญชันสด 200 กรัม หรือดอกอัญชันชนิดแห้ง 100 กรัม ต้องดึงเกสรและขั้วของดอกอัญชันออกให้หมด เพราะถ้าไม่ดึงออกให้หมดเวลาใช้ทำให้คัน คนให้เข้ากัน ต้มให้เดือด
    2. นำมากรองเอากากทิ้งด้วยที่กรองหยาบ แล้วนำขึ้นตั้งไฟให้เดือดอีกครั้ง
    3. ใส่ Wax AB คนให้ละลายจนหมด ยกลงจากเตา คนเรื่อย ๆ พออุ่น
    4. ใส่น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ คนให้เข้ากัน ครีมจะเริ่มข้นขึ้น มีลักษณะเป็นครีมข้น
    5. ใส่หัวน้ำหอม คนให้เข้ากัน ตักครีมนวดผมเทใส่กรวยลงสู่ขวด

  • Interactive Marketing คืออะไร

    การสื่อสารที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นก็เกิดย่อมมาจากการที่ทั้งสองฝั่งมีการตอบสนองระหว่างกันทั้งในฝั่งผู้ส่งสารและผู้รับสาร “Interactive Marketing” ก็เช่นกันการทำการตลาดแนวนี้ก็เกิดจากแนวขึ้นที่ทั้งสองฝั่งการกิจกรรมการตอบสนองระหว่างกัน และแน่นอนการที่ทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อเกิดกิจกรรมและการตอบสนองระหว่างกันมากเพียงใดความสำเร็จของแผนการตลาดและการขายนั้นย่อมมีประสิทธิภาพมากตามไปด้วย

    ในโลกยุคนี้ “Interactive Marketing” ถูกผนวกรวมเข้ากับการตลาดออนไลน์หรือ Internet Marketing เหมือนดังการตลาดแนวอื่นอื่นที่เกิดขึ้นในช่วงหลังแต่หากจะหยิบยกแนวทางการตลาดอย่าง “Interactive Marketing” มาใช้เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจแล้วนั้นการทำความเข้าใจในแก่นแท้ของการตลาดแล้วนี้คือสิ่งสำคัญ โดยปัจจัยหลักของแนวคิดนี้ก็คือการส่งผ่านข้อมูล กิจกรรม ความคิดจากผู้ส่งสารสู่ผู้รับสารโดยทั้งสองฝั่งจะต้องมีการโต้ตอบระหว่างกัน และนั่นจะถือประสบความสำเร็จในขบวนการขั้นตอนนี้โดยไม่ว่าเหล่าขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์หรือโลกออฟไลน์ก็ตาม

    ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมายในยุคนี้ก็เกิดมาจากการวางแผนการตลาด “Interactive Marketing” ได้อย่างมีประสิทธิภาพและโดยมากนั้นความสำเร็จจะเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เสียส่วนใหญ่ เพราะปัจจัยหลักเลยก็คือพฤติกรรมของผู้บริโภคนั้นเองหากลองสังเกตได้ว่า หากต้องบูทประชาสัมพันธ์กลางห้างดัง พร้อมมีกิจกรรมเล็กน้อยเพียงเป็นการกระตุ้นและแฝงการนำเสนอสินค้าและบริการนั้น จะมีผู้เข้าร่วมและประสบความสำเร็จน้อยกว่าการที่เลือกลงข้อมูลและร่วมกิจกรรมผ่าน Social Media มากพอสมควรเลยที่เดียว

    อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ของวงการค้าปลีกที่ประสบความสำเร็จกับการทำการตลาดแนวนี้อย่าง Top Supermarket โดยการสร้างสรรค์ Application อย่าง Top Mobile ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นการให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ Top Mobile จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างกิจกรรมร่วมกันกับลูกค้าหรือเหล่า Shopper ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการสแกนบาร์โค๊ดเพียงสะสมแต้มและการสร้าง Shopping list ส่วนตัวเพื่อความสะดวกในการซื้อของครั้งต่อไป อีกทั้งการทำกิจกรรมบน Social Network พร้อมทั้งกิจกรรมร่วมกับ Brand ลูกของตนเองเพื่อการขยายความต้องการและความสนใจออกเป็นวงกว้าง และนั่นก็นับว่าเป็นการสร้างความสำเร็จให้กับการใช้การตลาดในรูปแบบนี้เป็นอย่างมาก

    การให้ความสำคัญกับการตลาดในรูปแบบนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่องค์กรและผู้ประกอบธุรกิจมุ่งเน้นเป็นอย่างมากการที่สร้างความสัมพันธ์และการตอบสนองระหว่างตัวธุรกิจเองและกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มผู้บริโภคเองนั้นถือเป็นการเข้าใกล้และลดช่องว่างระหว่างสินค้าและผู้บริโภคไปได้อีกหนึ่งถึงสองขั้นเลยที่เดียว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่การทำการตลาดในรูปแบบนี้จะประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง

  • IMC Marketing คืออะไร

    การตลาดนับว่าเป็นช่องทางของการสื่อสารประเภทหนึ่งเช่นกัน “IMC หรือ Integrated Marketing Communication” หรือการสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร ในธุรกิจไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการในปัจจุบันนั้นการมีคุณภาพของสินค้าดีเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่พอ แต่หากการสื่อสารออกไปอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ถูกทางก็นับประสบความสำเร็จได้ยากแน่นอน ฉะนั้นการสื่อสารการตลาดจึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะเข้ามาขับเคลื่อนความก้าวหน้าขององค์กรและธุรกิจได้อย่างดี

    สำหรับ IMC นั้นมีความหมายโดยตรงหมายถึง ”การสื่อสารการตลาด” และนั้นก็หมายถึงการสร้างความก้าวหน้าโดยการพัฒนาขั้นตอนในสายพานการติดต่อสื่อสารในทุกทุกช่องทาง โดยมีเป้าหมายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของเหล่ากลุ่มลูกค้า กลุ่มผู้บริโภคเพื่อสร้างความตราตรึงให้เข้าไปอยู่ในหัวใจของกลุ่มผู้บริโภคเหล่านั้นได้ โดยอาจจะผ่านช่องทางมากมายหลายช่องทางไม่ว่าจะเป็น การโฆษณาการประชาสัมพันธ์ การขายตรง การทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย หรือแม้จะเป็นการสร้างฐาน Customer Relationship ก็เช่นกัน โดยวิธีการหลักหรือหัวใจหลักของ IMC นั้นก็คือการสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้

    Advertisement การสื่อสารผ่านสื่อการโฆษณาเพื่อสร้างโปรโมชั่น หรือการสร้างพื้นที่ยืนอย่าง Brand Positioning แต่นั้นการส่งโฆษณา การสร้างสื่อต่างๆเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีสู่สังคมทั้งนี้ในวิธีการนี้จะสามารถนำเสนอได้ทั้ง ส่วนลด กิจกรรมร่วมกันระหว่างองค์กรและผู้บริโภคและรวมไปถึงการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดีสู่สังคม

    Sales man การสื่อสารผ่านบุคคลสู่บุคคล หรือการขายและนำเสนอผ่าน Sales Man ขององค์กรแต่วิธีการนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นวิธีการแบบเก่าที่เคยได้รับความนิยมมาแล้วในอดีต แต่หากไม่มีการจัดการบริหารและเทคนิคการนำเสนอที่ดี วิธีการนี้อาจจะเป็นจุดบอดของช่องทางการนำเสนอช่องทางหนึ่งก็เป็นได้

    Direct way การเจาะตรงตามกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้วิธีที่แตกต่างกันออกไป หากยังคงจำได้ในอดีตการสั่งสินค้าผ่านแคทตาล็อกเคยได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นอีกช่องทางหนึ่งยังสามารถทำเงินได้ แต่ขั้นตอนและวิธีการอาจจะถูกเปลี่ยนมาเป็นเส้นทางบนอินเตอร์เน็ตเพียงเท่านั้น หรือจะเป็นการทำการตลาดการขายแบบ Tele Marketing หรือการขายผ่านโทรศัพท์โดยช่องทางการขายแบบนี้จำเป็นจะต้องอาศัยข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า และนั่นก็หมายถึงว่าจะสามารถเข้าถึงกลุ่มและผู้ที่ต้องการสินค้าและบริการนั้นจริงจริง

    นอกจากนี้ IMC ยังเป็นอีกกลยุทธ์ที่จะสามารถสร้างความแตกต่างของสินค้า และเอกลักษณ์ของสินค้าได้อย่างชัดเจนและนั่นก็รวมไปถึงการสร้าง การเพิ่มเติมและการรักษาคุณค่าของ Brand ที่ถูกนำเสนอได้อย่างชัดเจนและตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่แรก และจะสังเกตได้ว่าสิ่งที่ IMC ต้องการเพื่อสร้างข้อมูลหรือสารที่จะถูกนำเสนอออกไป นั้นก็คือฐานข้อมูลที่ชัดเจน การวางแผนที่รอบคอบ และรวมไปถึงการวิเคราะห์ ประเมินเพื่อการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไป

  • วิธีการทำธุรกิจห้องเช่าให้ประสบความสำเร็จ

    บริหารธุรกิจห้องเช่าอย่างไรให้อยู่รอด

    ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นหนึ่งในประเภทธุรกิจห้องเช่า กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน ซึ่งไม่เพียงแต่ธุรกิจห้องเช่าเท่านั้น หากแต่ยังมี คอนโด หอพัก อพาร์ทเม้นท์ บ้านมือสอง ฯลฯ ที่ผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่ามีห้องแค่เพียงห้องเดียว ก็สามารถทำเงินได้แบบไม่ต้องลงทุนอะไร ประมาณว่าเป็นเสือนอนกิน พอถึงสิ้นเดือนก็รอรับทรัพย์อย่างเดียว ยิ่งใครที่มีธุรกิจห้องเช่า หลายห้อง มีบ้านให้เช่าหลายหลัง ประกอบกับทำดี ผู้เช่าพอใจ ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น และมีการเช่าในระยะยาว ทำให้หลายๆคน เล็งเห็นกำไรที่จะเกิดในอนาคต จนเป็นเหตุให้ใครอีกหลายๆ คนมักจะซื้อห้องเปล่าไว้สำหรับปล่อยเช่า การทำธุรกิจห้องเช่าจะต้องมีการศึกษาทั้งข้อดี ข้อเสีย ก่อนที่จะเริ่มลงทุน รวมถึงการบริหารจัดการ เพื่อที่จะได้เป็นการลงทุนที่มีผลกำไรแบบระยะยาว

    การเริ่มต้นคิดก่อนทำธุรกิจห้องเช่า

    หากใครที่จะทำธุรกิจห้องเช่า อาจจะกำลังคิดไว้ว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไรดี และจะต้องใช้เงินทุนเท่าไหร่ ต้องบริหารจัดการอย่างไร หากทำไปแล้วจะคุ้มไหม และต้องเสียภาษีเท่าไร เรียกว่าเป็นคำถามสารพัดที่วนเวียนในหัว ดังนั้นการทำธุรกิจห้องเช่า จะต้องทำการศึกษาข้อมูลให้เข้าใจเสียก่อน หากคุณมีเพียงแค่ห้องเดียว ก็อาจจะไม่ยุ่งยากอะไร เพราะเพียงแค่ทำสัญญาเช่า ก็จบ ส่วนใครที่คิดจะทำเป็นธุรกิจห้องเช่าแบบเป็นกิจจะลักษณะ ที่อาจเริ่มตั้งแต่การสร้างตึก การวางแปลน จัดห้อง แบ่งชั้น รวมถึงการจัดสวนหรือทำบริเวณโดยรอบให้น่าอยู่และปลอดภัย

    ธุรกิจห้องเช่ากับบริการเสริม

    ธุรกิจห้องเช่ามีการให้บริการเพิ่มขึ้นมาก คนที่มีธุรกิจห้องเช่า แล้วมาทำเซอร์วิสเสริมขึ้นไป ซึ่งกลายเป็นว่าการบริการเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าของธุรกิจห้องเช่าประสบผลสำเร็จ เพราะปัจจุบันมีธุรกิจห้องเช่า มากมายที่มีการแข่งขันกันหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องการทำเล เรื่องราคา รวมถึงการบริการของธุรกิจห้องเช่า เพราะหากบริการหรือในส่วนกลางไม่ดี ก็อาจทำให้ผู้เช่าตัดสินใจย้ายออกได้ และอาจมีการแชร์ต่อๆ กันไป ถึงข้อเสียหลายๆ อย่าง ที่อาจทำให้เสียชื่อเสียง

    ความแตกต่างของการทำธุรกิจห้องเช่า

    เพราะในปัจจุบัน มีการเปิดธุรกิจห้องเช่ากันมาก ทำให้ผู้ที่กำลังจะเปิดธุรกิจประเภทนี้ต้องหาข้อแตกต่างในการทำธุรกิจห้องเช่า ด้วยการเพิ่มเซอร์วิสห้องเช่าที่แตกต่างจากที่อื่นๆ เพื่อให้ลูกค้าเกิดการประทับใจ โดยในการเริ่มต้นการลงทุน ผู้ประกอบ การ จะต้องกำหนดกลุ่มหรือเป้าหมายลูกค้า โดยคำนึงว่า จะหาลูกค้าจากไหน และลูกค้าคือใคร ที่สำคัญจะต้องมาดูว่าการทำเลที่ตั้งของคุณเหมาะสมหรือไม่ นอกเหนือจากนี้คุณยังต้องมองไปให้ไกลอีกว่า จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปหรือไม่ เพื่อที่จะได้กำหนดทิศทางการลงทุนและต้องเป็นลูกค้าที่คุณสามารถมองเห็นอยู่แล้ว ว่ามีอยู่จริงจะได้ทำให้มันใจในการที่จะก่อสร้างเพื่อทำเป็นธุรกิจห้องเช่าขึ้นมา

    สำรวจตลาดก่อนเปิดธุรกิจห้องเช่า

    นอกเหนือจากการมองกลุ่มเป้าหมายแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องมองว่าในย่านที่คุณจะก่อสร้างเพื่อทำธุรกิจห้องเช่านั้น ซึ่งคุณอาจจะได้เนื้อที่ในการทำเล ใกล้กับแหล่งชุมชนก็จริง แต่ก็อาจจะมีธุรกิจห้องเช่า ที่ทำอยู่ก่อนหน้านั้น ซึ่งก็เปรียบเสมือนมีคู่แข่ง และทำให้คุณต้องมาคิดว่าจะสร้างความแตกต่างในการทำธุรกิจห้องเช่าให้เกิดขึ้นอย่างไรและจะทำให้โครงการประสบความสำเร็จได้หรือไม่ รวมถึงการเดินทางโดยสะดวกสบาย การรักษาความปลอดภัยที่ดี ซึ่งนอกเหนือจากนี้ยังอาจเพิ่มเซอร์วิสห้องพักให้กับลูกค้าเพื่อให้เกิดความประทับใจ อย่างกรณีธุรกิจห้องเช่าอยู่ท้ายซอย อาจจะชดเชยด้วยการบริการรถรับส่ง ในช่วงกลางคืนเพื่อให้ผู้เช่ามีความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นจุดที่สามารถแก้ไขความไม่สะดวกสบายได้

    การจดทะเบียนการทำธุรกิจห้องเช่า

    การจดทะเบียนสำหรับการทำธุรกิจห้องเช่า จะต้องมีหลักฐานที่บ่งบอกถึงความเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นผู้เช่าหรืออาจจะครอบครองโดยกรรมสิทธิ์ ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือ อาจจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน รวมถึงตัวอาคาร ก็สามารถทำการจดทะเบียนธุรกิจห้องเช่าได้ แต่หากไปทำธุรกิจห้องเช่าในที่ดินสาธารณะ และจะมาจดทะเบียนห้องเช่าถ้าเป็นการเช่า อาจจะไม่สามารถทำได้ แต่ในความเป็นจริง กฎหมายธุรกิจห้องเช่าเป็นกฎหมายของสังคม สาธารณ และบริการตามกฎหมายการปกครอง หากเจ้าหน้าที่ไม่จดทะเบียนให้ ก็สามารถฟ้องได้

    ต้นทุนในการดำเนินการธุรกิจห้องเช่า

    การทำธุรกิจห้องเช่าซึ่งหากมีการก่อสร้างอยู่ในย่านใจกลางเมือง ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ หรือมีรสนิยมสูง ซึ่งเข้าของธุรกิจห้องเช่า จะได้อัตราค่าเช่าที่สูง เดือนหนึ่งเป็นหลักแสน และลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกที่ค่อนข้างดี ประมาณว่าที่พักหรูเหมือนโรงแรม 5 ดาว แต่ราคาถูกกว่า ซึ่งค่าออกแบบในการทำธุรกิจห้องเช่าระดับหรูๆจะต้องคำนึงถึง ค่าก่อสร้างตัวอาคาร การตกแต่งภายในรวมเฟอร์นิเจอร์ สำหรับคนทำงานอาจมีการตกแต่งไม่หรูมาก สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ไม่สูงมาจะไม่เน้นการดีไซด์ที่หรูแต่ทำให้ดูดี และมีการใช้วัสดุที่ทนทาน

    สรุป

    การที่จะดำเนินธุรกิจห้องเช่าให้ประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องมองเรื่องการตลาด การขาย การหาลูกค้าใหม่ๆ พร้อมกับการพัฒนาการบริการให้ลูกค้าเก่าเกิดความประทับใจซึ่งจะต้องอาศัยสิ่ง และหมั่นดูแลสถานที่ให้มีอยู่ในสภาพที่ดี สะอาดและทันสมัยอยู่เสมอ รวมถึงระบบเข้า ออกและรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันเหตุร้าย การลงทุนธุรกิจห้องเช่าจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

  • เป้าหมายธุรกิจ ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึง

    เป้าหมายธุรกิจ
     

    เมื่อพูดถึงคำว่า “เป้าหมายของธุรกิจ SMEs” ย่อมหมายถึงว่า “การไปสู่สิ่งที่เป็นสิ่งมุ่งหวังของผู้ประกอบการ SMEs ” ดังนั้น ถ้าต้องการความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ย่อมต้องมีการตั้งเป้าหมาย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งเป้าหมายในส่วนของอัตราการเติบโตของธุรกิจ หรือ Growth Rate จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีวิธีการที่เป็นระบบมารองรับการตั้งเป้าหมาย การตั้งเป้าหมายอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จ

    นอกจากนั้นแล้ว การตั้งเป้าหมายจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจ SMEs สามารถแยกแยะได้ว่ากิจกรรมใดเป็นประโยชน์ และกิจกรรมใดไม่เป็นประโยชน์ ดังนั้นจึงสามารถเลือกทำแต่ในกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารเวลาของผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ที่ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่มักละเลย

    การตั้งเป้าหมายธุรกิจ

    ซึ่งในการตั้งเป้าหมายทางธุรกิจ หรือเป้าหมายใดก็แล้วแต่ เป้าหมายนั้นจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

    1. มีความเฉพาะเจาะจง และมีความชัดเจน

    ความเฉพาะเจาะจง และความชัดเจน จะช่วยให้ท่านสามารถใช้ทรัพยากร หรือกำลังที่ท่านมีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านพูดประโยคสองประโยคต่อไปนี้ คือ ประโยคแรก คือ

    “ต้องการได้เงินทุนสักก้อนหนึ่ง”

    ประโยคที่สองท่านพูดว่า

    “ต้องการเงินทุน 1,000,000 บาท ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2560”

    จะเห็นได้ว่าประโยคสองประโยคนี้ดูเผินๆ แล้ว จะแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ความจริงไม่ใช่เลย ประโยคสองประโยคนี้ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ประโยคแรกนั้นเป็นประโยคที่ไม่มีความชัดเจนเลย เนื่องจากไม่ได้พูดถึงเลยว่าต้องการเท่าไหร่ และต้องการเมื่อใด ฟังดูแล้ว มันช่างเป็นความหวังที่ลมๆ แล้งๆ เสียจริง เมื่อเปรียบเทียบกับประโยคที่สองนั้น ดูแล้วหนักแน่นจริงจัง กล่าวคือ ต้องการ 1,000,000 บาท และต้องการภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2560

    2. ต้องมีความเชื่อว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จะเป็นจริงอย่างแน่นอน

    ท่านจะสังเกตุได้ว่า บุคคลที่ประสบสำเร็จในชีวิต โดยเฉพาะบุคคลที่ประสบผลสำเร็จในระดับโลกนั้น ล้วนแล้วแต่อาศัยพลังแห่งความเชื่อ ยกตัวอย่างเช่น บิล เกตต์ มีความเชื่อว่า “การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ไม่ได้ให้ในสิ่งที่เขาต้องการอย่างแท้จริง” ดังนั้น เขาจึงลาออกจากมหาวิทยาลัย Harvard ตั้งแต่ปีหนึ่ง เพื่อออกมาตั้งบริษัทเขียนโปรแกรม ผลลัพธ์แห่งความเชื่ออันแรงกล้า ก็คือ Microsoft Corps ในปัจจุบัน แล้วท่านหล่ะ มีความเชื่อในตัวเองหรือไม่ ว่าจะทำสิ่งที่ท่านมุ่งหวังให้ประสบผลสำเร็จ

    3. ต้องมีความเป็นไปได้

    การตั้งเป้าหมายที่ดี นอกจากจะต้องมีความชัดเจน เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นแล้ว ยังต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ ต้องมีการคิดอย่างมีเหตุมีผล ถึงความเป็นไปได้ของเป้าหมายนั้น ด้วยการวิเคราะห์การดำเนินการในอดีต และเฝ้าสังเกตสถานการณ์ปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ธุรกิจของท่านสามารถทำยอดขายได้เฉลี่ยเดือนละ 100,000 บาท แต่จู่ๆ ในปีที่สี่ ท่านก็ตั้งเป้าหมายว่าจะให้ได้เดือนละ 1,000,000 บาท โดยที่ไม่ได้วิเคราะห์สถานการณ์ หรือความเป็นไปได้เลย ดังนั้นท่านจะต้องวิเคราะห์ความเป็นไปได้ก่อนที่จะตั้งเป้าหมาย การตั้งเป้าหมายที่ปราศจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ถือว่าเป็นการตั้งเป้าหมายที่มีความเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง

    4. เป้าหมายต้องมีทั้งระยะสั้น และระยะยาว

    การเป็นผู้ประกอบการในยุคปัจจุบัน จะต้องมีทักษะในการตั้งเป้าหมายที่มีคุณสมบัติทั้งสามคุณสมบัติข้างต้น ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ระยะสั้นอาจจะเป็นช่วง 6-12 เดือนแรก ถ้าเป็นเป้าหมายระยะยาว อาจจะเป็นในช่วงปีที่ 2, 5, 10 หรือมองไปไกลถึงในอีก 20 ปีข้างหน้า

    นี่คือ คุณสมบัติที่จำเป็นของการตั้งเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายของผู้ประกอบการ SMEs ยุคใหม่

    การจินตนาการในเป้าหมายธุรกิจ

    ถ้าในวันนี้ ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ประกอบการ SMEs อยู่แล้ว หรือกำลังคิดที่จะก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจ SMEs ท่านจำเป็นจะต้องเรียนรู้การวางแผน สิ่งแรกที่ท่านต้องทำ ก็คือ หยิบกระดาษเปล่ามาหนึ่งใบ แล้วเขียน “เป้าหมายทางธุรกิจ” ของท่านลงไปในกระดาษใบนั้น หลังจากนั้น ให้นำกระดาษใบนี้ไปถ่ายเอกสารสัก 10-20 แผ่น ต่อจากนั้นนำไปติดไว้ในจุดที่ท่านเห็นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น White Board บนโต๊ะทำงานของท่าน, ในห้องน้ำ, แปะบนกระจกเงา, หน้าตู้เย็น

    ในเวลาที่ท่านเริ่มเขียน “เป้าหมายทางธุรกิจ” ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการนำตัวท่านไปสู่ความสำเร็จที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ขอให้ท่านระลึกถึง สิ่งนี้เหมือนกับว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ นอกเหนือไปจากการสร้าง “เป้าหมายทางธุรกิจ” แล้ว สิ่งสำคัญประการหนึ่ง ก็คือ การสร้างกำหนดเวลา หรือ Milestone ให้กับความสำเร็จของเป้าหมายย่อยๆ ของ “เป้าหมายธุรกิจ” ของท่านด้วย

    สิ่งที่ผมต้องการให้ท่านทำก็คือ ขอให้ท่านลองหลับตา และจินตนาการว่า ท่านได้ไปสู่ความสำเร็จตาม “เป้าหมายทางธุรกิจ” ที่ท่านได้ตั้งไว้แล้ว จงพยายามสร้างจินตนาการที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยกตัวอย่างเช่น ณ จุดนั้น ท่านกำลังแต่งกายอย่างไร สถานะภาพ หรือฐานะของคุณเป็นอย่างไร คุณกำลังทำอะไร และรู้สึกอย่างไรที่ประสบผลสำเร็จ จงจินตนาการแบบนี้ทุกๆ วัน และฝึกให้เป็นนิสัย

    ยกตัวอย่างเช่น ท่านจินตนาการว่า ท่านเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหาร ก็ให้จินตนาการให้เห็นธุรกิจร้านอาหารของท่าน มีคนจองเต็มทุกๆ วัน ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีหนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ มาขอสัมภาษณ์ท่าน มีผู้คนมากมายสนใจในธุรกิจร้านอาหารของท่าน และต้องการขอซื้อแฟรนไชส์ ไม่ว่าท่านจะไปที่ไหน ก็มีแต่คนชื่นชมธุรกิจร้านอาหารของท่าน เป็นต้น

    ที่สำคัญที่สุด ขอให้ท่านเขียนวิสัยทัศน์ หรือภาพพึงประสงค์ในอนาคตที่เกี่ยวกับ วิถีชีวิตของท่านที่ท่านต้องจะให้มันเป็นด้วย

    – จงปลดปล่อยจินตนาการของให้ท่านให้เป็นอิสระ แล้วสร้างพลังแห่งการมองภาพในอนาคต
    – จงมองไปที่จินตนาภาพแห่งความสำเร็จ แล้วเดินก้าวไปข้างหน้าด้วยพลังแห่งจินตนาการที่ท่านสร้างขึ้นในมโนทัศน์ของท่าน
    – จงอย่าคิดไปก่อน วิสัยทัศน์ที่ท่านคาดหวังไว้ ไม่น่าจะมีทางเป็นไปได้

    ข้อแตกต่างประการสำคัญระหว่าง ผู้ที่ประสบความสำเร็จ กับผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ก็คือบุคคลที่ประสบความสำเร็จจะเชื่อ และมุ่งมั่นที่จะทำตามจินตนาการที่ตนเองกำหนดไว้ แต่บุคคลที่ไม่ประสบความสำเร็จ จะคิดไปก่อนว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ เมื่อคิดอย่างนี้เสียตั้งแต่ทีแรก ก็เลยไม่สานต่อจินตนาการนั้น

    สิ่งผมกล่าวไปข้างต้น คือ พลังแห่งมองภาพแห่งความสำเร็จ หรือ Power of Visualization ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของผู้ประกอบการ และของบุคคลทั่วไป ที่ต้องประสบความสำเร็จในชีวิต SMEs

    เทคนิคเหล่านี้ เป็นหลักการที่เรียกว่า “Visualization” ซึ่งจะช่วยสร้างมโนภาพในลักษณะ “Positive Thinking” ให้เกิดกับท่าน และสร้างพลังแห่งการทุ่มเท ให้การดำเนินธุรกิจ หรือการดำเนินการใดๆ ก็แล้วแต่ของท่าน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญประการแรกของการวางแผนเพื่อไปสู่ความสำเร็จ หรือ “Plan for Success”

  • เคล็ดลับการค้าขายของคนจีน

    การค้าขายแบบซื่อสัตย์ของชาวจีน

    จุดเด่นอย่างหนึ่งของชาวจีนสมัยก่อนในเรื่องทำการค้าคือ นอกจากจะต้องฉับไวแล้ว ต้องรักษาคุณธรรมด้วย คุณธรรมแห่งความซื่อสัตย์ที่มีมานานแสนนาน ชาวจีนส่วนใหญ่นมัสการกราบไหว้บูชาเทพเจ้า โดยเฉพาะเทพเจ้ากวนอู ซึงเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ ชาวจีนสมัยก่อนทำการค้าโดยยึดหลักคุณธรรมความชื่อสัตย์ หรือที่เรียกว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” นั่นเอง หรือ “หมั่นรักษาความซื่อสัตย์ ให้เหมือนดั่งเม็ดเกลือที่รักษาความเค็ม” ชาวจีนสมัยก่อนถือว่าความชื่อลัตย์คือความดีอย่างหนึ่ง ซึ่งจะสะท้อนผลดีไม่วันใดก็วันหนึ่ง

    ชาวจีนสมัยก่อนยึดถือคุณธรรมความซื่อสัตย์ในการค้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือว่าลูกหลานจะได้รับการชื่นชมยินดีไปด้วย ชาวจีนได้รับความสำเร็จในการค้า ด้วยการวางแผนงานที่รอบคอบ มีการบริการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี อีกทั้งในแนวทางแห่งความเป็นนักคิดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคน ซึ่งนั่นก็เป็นบทสรุปที่ง่ายๆ ในการที่จะนำเอามาอ้างอิง ชาวจีนได้ทำการสืบต่อแนวทางแห่งความคิดกันในรูปแบบนี้มาได้จากการใช้วิสัยทัศน์ของตนเองในแต่ละบุคคล อย่างเช่น พ่อเลียนแบบปู่ และลูกก็เลียนแบบพ่ออีกทอดหนึ่ง

    จะเห็นได้ว่าการค้าขายของชาวจีนสมัยก่อนได้ถูกจัดให้อยู่ในรูปแบบของการค้ากันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย กล่าวคือการยึดหลักการในแนวความคิด แบบอย่างเดียวกันที่ว่า ค้าขายกันโดยอาศัยแนวทางของคุณธรรมมาเป็นข้อกำหนด ค้าขายกันแบบพึงพาอาศัยกันไปไม่ใช่ต่างคนต่างขาย หากเปรียบเทียบในยุคนี้แล้ว การค้าในรูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง ญาติสนิท มิตรสหายก็ตาม เขาจะไม่สนใจกัน ต่างคนต่างค้าขาย นานๆ ถึงจะมีการลดทิฐิบ้างก็ตอนที่ของขาดตลาด คนค้าขายในยุคนี้เมื่อจะหยิบยืมของกันก็กล้าๆ กลัวๆ เกรงว่าลักวันหนึ่งเขาจะมายืมเราบ้าง อีกทั้งคอยระแวงกันเอง เพราะต่างคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคู่แข่ง หากลูกค้ารู้จะไปซื้อร้านนั้น หรือกลัวว่าเขาเอาไป จะไปขายของตัดราคากัน

    ชาวจีนในอดีตที่ได้เข้ามาเปิดกิจการค้าขายกันในต่างแดน และนับคำกล่าวที่ว่าพวกเขาได้ค้าขายกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนั้น พวกเขาไม่ได้มีความคิดที่จะแก่งแย่งชิงลูกค้าซึ่งกันและกันเลย การหยิบยืมของจึงดูเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ ความซื่อสัตย์ ไม่โอ้อวด พ่อค้าชาวจีนสมัยก่อนทุกคนไม่ว่าจะยึดอาชีพเดียวกัน หรือต่างกัน ทุกคนต่างล้วนระลึกอยู่เสมอว่า พวกเขามายืนหยัดอยู่ ณ จุดนี้เพื่ออะไร พวกเขาซึ่งเป็นชาวจีนด้วยกัน บางคนลงเรือลำเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน ทุกคนไม่ต่างกันจากการเป็นพี่น้องเพื่อนพ้องร่วมชนชาติเดียวกัน และตั้งมั่นอยู่ในอุดมการณ์ หลักการคุณธรรมเดียวกัน รักใคร่ปรองดองกัน

    การหาเงินของคนจีน

    ในโลกนี้มีวิธีการหาเงินมากมายหลายวิธี แต่ทุกๆ วิธีนั้นจะมีจุดร่วมกันอยู่จุดหนึ่ง นั่นก็คือการปรับเปลี่ยนการค้าของตนเองให้เป็นไปตามสถานการณ์ ไม่ว่าจะตกอยู่ในลถานการณ์แบบใด ชาวจีนโพ้นทะเลก็สามารถแก้ไข ดัดแปลงการค้าของตนให้ได้ตามกันไป เช่น เมื่อครั้งนั้าท่วมสมัยหลายปีก่อน ขาวจีนโพ้นทะเลก็จะนำเอาสิ่งของใช้ที่จำเป็นมาทำการค้าขาย กรณียุคเงินดอลลาร์สหรัฐวิกฤติชาวจีนโพ้นทะเลก็สามารถปรับเปลี่ยนการค้าของตนให้กลายเป็นหลักฐานที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น หรืออย่างในกรณีสงครามโลก ชาวจีนโพ้นทะเลเล็งเห็นว่าสินค้าต่างๆ ล้วนมีความจำเป็นทั้งสิ้น โดยเฉพาะเครื่องบริโภคปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ ตามด้วยสินค้าอุปโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

    หลายคนพูดว่าชาวจีนโพ้นทะเลเป็นคนฉกฉวยแสวงหาผลประโยชน์เข้าสู่ตนเอง ในขณะที่คนอื่นเดือดร้อน ซึ่งตามหลักความเป็นจริง ชาวจีนโพ้นทะเลไมได้เป็นเช่นนั้นเลย พวกเขาสามารถปรับเปลี่ยนการค้าของตนเองให้เป็นไปตามสภาวการณ์ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เรียกว่า เป็นการวางแนวความคิดในการช่วงชิงโอกาสทองด้วยปัญญาไหวพริบในโลกธุรกิจการค้า ที่ไม่ได้แข่งกันแต่กำไรอย่างเดียว พวกเขาต้องสร้างประสิทธิภาพ และชื่อเสียงในผลิตผลนั้นๆ ด้วยการลดต้นทุนจากการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อต้องการจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่ถูก เป็นการเอากำไรแต่น้อย เพื่อที่จะให้ลูกค้าได้มีการซื้อหาสินค้ามาเพื่อทำการทดลองใช้ ดังนั้นการที่จะกล่าวหาว่าชาวจีนโพ้นทะเลเป็นพวกฉกฉวย หรือแสวงหาแต่ผลประโยชน์ ฟังดูแล้วออกจะเป็นคำกล่าวหาที่รุนแรงกันเกินไป

    ชาวจีนโพ้นทะเลทำงานโดยยึดหลักรูปแบบของตนเอง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการค้าในรูปแบบใหม่ ๆ แต่ชาวจีนโพ้นทะเลจะยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตนเองไว้ การเปลี่ยนอาชีพของชาวจีนโพ้นทะเลจะดูจากโอกาสวาระที่เห็นสมควร เช่น หากใครค้าขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ก็จะพัฒนาเป็นร้านตัดเสื้อ ใครเคยเปิดร้านตัดผม ก็เปลี่ยนมาเปิดเปีนกิจการทำวิกผม ออกแบบทรงผมแบบแปลกๆ ใหม่ๆ ใครเคยอยู่เบื้องหลังการปรุงอาหาร หรือเกี่ยวข้องกับตำราอาหาร ก็พัฒนาเปิดร้านขายอาหาร โดยการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นการพัฒนาไปเรื่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ต่อยอดของเดิมให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

    เจ้าสัวจีนไม่เดินตามรอยเท้าผู้อื่น

    นักธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จในการค้าขายไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจในชนชาติใด ๆ ก็ตามแต่ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีการละเลยปิดกั้นโอกาสทองของตัวเอง การจำหน่ายค้าขายสินค้ามากมายหลายชนิด มันเป็นการยากที่จะคาดเดาได้ว่า สินค้าในชนิดไหนที่ขายดีกว่ากัน? การวิเคราะห์ในจุดนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการวิเคราะห์จากข่าวสาร และข้อมูลต่างๆ ประกอบกับการใช้ วิจารณญาณในการออกสำรวจตลาดการค้าว่า ในขณะนี้ความต้องการของตลาดทางการค้านั้นต้องการอะไรกันบ้าง? การตามสภาวะของตลาดให้ทัน จึงเป็นเรื่องที่นักธุรกิจทุกคนต้องให้การเรียนรู้ ศึกษา และเจาะลึกกันลงไปในกลุ่มของผู้ซื้อให้ได้โดยละเอียด

    เจ้าสัวจีนทราบกันดีอยู่แล้วว่า การเดินตามรอยเท้าของผู้อื่น หาได้ใช่นักค้าขายตัวจริงไม่ พวกเขามักที่จะชอบทำอะไรก่อนหน้าใคร ๆ คือ จะเป็นผู้บุกเบิกกันให้จงได้ แต่ทว่าถ้าเข้าตาจนกันจริงๆ เสือลำบากตัวนี้ก็จะ นำเอาความคิดของผู้อื่นมาเสริมเติมกันในส่วนที่คิดว่าดีเลิศ จากนั้นก็จะผสมผสานกันเข้ากับความคิดที่วิเศษสุดของตนเอง เมื่อความคิดที่ว่าดีเลิศกับความคิดที่วิเศษสุดมาเจอกัน ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะต้องเยี่ยมยอด ไม่มีความคิดของผู้ใดที่จะมาเทียบเทียมรัศมีได้ การไม่เดินตามรอยผู้อื่นจึง เป็นเรื่องที่สมควรกระทำกันเป็นอย่างยิ่ง เจ้าสัวจีนจะไม่เดินตามรอยผู้อื่น หากแต่ว่าจะแกะรอยความคิดความอ่านที่เป็นเพียงบางส่วนของความคิดในด้านที่ดีเลิศจริงๆ เท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องไปทาบรัศมีรอยเท้าของผู้อื่นให้ได้ตรงตามขนาดที่เรียกได้ว่า พอดีเป็ะ มันไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย อย่าได้เข้าใจกันไปแบบผิดๆ

    การค้าขายของคนจีนมีเครดิต และไม่จำเป็นอย่าให้มีหนี้สูญ

    ประโยคที่ลูกหนี้ไม่อยากได้ยินมากนัก ก็คือประโยคที่ว่า การเป็นหนี้ไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องจ่าย เมื่อเราไปทวงหนี้ ถ้าผู้ที่เป็นลูกหนี้เกิดควบคุมสติอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่ ก็อาจจะมีการแสดงความไม่พอใจกันออกมาให้เห็น บางทีโมโหเป็นการกลบเกลื่อน หรือเราในบานะเจ้าหนี้อาจจะถึงขนาดตัดขาดการติดต่อซื้อขายกันเป็นไปเลย เพราะเค้าอาจจะติดเงินเราไว้มาก ชาวจีนหลายต่อหลายคนครับ ที่อยู่ในสภาพของการเป็นลูกหนี้นั้น มักที่จะยึดคำพูดอยู่ในใจที่ว่า การเป็นหนี้ช้าหรือเราเร็วก็ต้องจ่าย เราก็จำเป็นจะต้องจ่ายเงินให้เจ้าหนี้อยู่วันยังค่ำ ซึ่งการผ่อนชำระหนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการต่อรองกันในระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียเครดิตไปมากกว่าเดิม

    แต่การชำระหนี้ในรูปแบบตังกล่าว เจ้าหนี้บางคนก็เห็นชอบด้วย ประมาณว่าก็ยังดี ดีกว่าไม่ยอมจ่ายเอาซะเลย หรือเจ้าหนี้บางรายก็อาจที่จะเกิดความไม่พอใจกับการที่ต้องชำระเงินเช่นกันในแบบนี้ โดยเขาอาจจะมีการโต้แย้งกลับออกมาว่า

    “เวลาลื้อหยิบยืมอั้ว เอาเงินก้อนใหญ่ไป แต่ครั้นพอเวลาจ่ายอั้ว กลับจ่ายกันเป็นเศษเงิน”

    อันนี้ก็ว่ากันไป นานาจิตตัง แล้วแต่ว่าใครจะมีความคิดเห็นกันอย่างไร เรื่องนี้มันจะเป็นเรื่องที่พูดได้ และมันก็ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้เลยสักที บางทีเป็นญาติกันบ้าง เป็นเพื่อนกันบ้าง แต่ในอารมณ์ของเจ้าหนี้ น่าจะมีหลุดๆ กันบ้างตามประสามนุษย์ปุถุชนคนเดินดิน

    ซึ่งหนี้สินของคนเราส่วนใหญ่นั้นเกิดจากการขอหยิบขอยืมทรัพย์กันมาใช้ก่อน อาจจะด้วยเงินหมุนไม่ทัน หรืออาจจะเกิดจากการเปิดบัญชีเครดิตทางการค้า ด้วยการนำสินค้าไปขายก่อนแล้วค่อยคิดผ่อนชำระเงินกันในภายหลัง ซึ่งเรื่องนี้ผู้ประกอบการหลายๆ ท่าน น่าจะทราบกันเป็นพื้นฐาน

    ชาวจีนนั้นไม่ว่าพวกเขาจะตกอยู่ในฐานะลูกหนี้ ก็จะไม่ยอมให้ตัวเองเสียเครดิตที่ตนที่ได้สร้างสมมาแล้วนั้น ต้องสูญเสียกันไปได้อย่างง่ายดาย เรียกว่าได้ว่าไม่ยอมให้ชื่อเสียงของตัวเองต้องเสียลงไปในวันเดียว จะหามาจ่ายทันทีเมื่อถึงเวลาจ่าย หรือถ้าหากในกรณีไม่มีจ่ายจริงๆ ก็จะยอมขายทรัพย์สินอื่นๆ ที่ตัวเองมีอย่างเช่น สร้อยคอ นาฬิกา แหวนมีค่า เอาไปใช้หนี้ไปพลางๆ ก่อน และในกรณีที่พวกเขาไม่มีทรัพย์สินใดๆ เลย พวกเขาก็จะไปหยิบยืมเงินจากญาติพี่น้อง เพื่อนำเอาไปใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้ ดูๆ ไปแล้วมันก็เป็นการแก้ไขปัญหาที่เป็นดินพอกหางหมู ซึ่งเป็นการยืมต่อๆ กันไป แต่ด้วยความรักในพี่น้อง ชาวจีนทำได้ เพราะมันเป็นการรักษาเครดิตให้กับพี่ให้กับน้องกันเอาไว้ก่อนที่จะสูญสิ้นเครดิต

    กลับกันถ้าหากว่าชาวจีนอยู่ในฐานะของการเป็นเจ้าหนี้บ้าง พวกเขาจะมีหลักวิธีในการทวงหนี้ เพี่อพยายามไม่ให้เป็นหนี้สูญขึ้นมาได้ แต่ว่าขั้นตอนในการทวงหนี้ของพวกเขายังไม่เป็นการเปิดเผยอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ตามสไตน์ของแต่ละคน บางคนใจดี บางคนอารมณ์ร้อน บางคนต้องการเงินให้ได้

    ผู้ค้าหน้าใหม่บางคนให้เครดิตกับลูกค้าอย่างพร่ำเพรื่อ จนเป็นช่องโหว่ทำให้ผู้ค้าหน้าใหม่เกิดหนี้สินเพราะหมุนเงินไม่ทัน และตัวลูกค้าเองก็ยังคงไม่มีเงินที่จะนำมาจ่าย ผู้ค้าหน้าใหม่ก็คิดกันเพียงว่าจะปล่อยสินค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะความใหม่จึงต้องการกำไรให้ได้มากที่สุด ไม่เหมือนกับผู้ค้าหน้าเก่ายอมเอากำไรที่น้อยกว่าเพื่อให้เงินหมุนได้ทัน ดังนั้นในการคิดของผู้ค้าหน้าใหม่จึงเป็นสาเหตุใหญ่อย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการเป็นหนี้กันแบบงูกินหาง

    และที่ต้องระวังให้มากที่สุด คือการที่ผู้ค้าหน้าใหม่ปล่อยบัญชีให้กับลูกค้า โดยที่สินค้าของตนเองนั้นนำเข้ามาในสต๊อกแบบจ่ายเงินสด เนื่องจากว่าผู้ค้าหน้าใหม่ยังไม่ได้รับความเชื่อถือจากโรงงานในเรื่องของการเปิดบัญชีเครดิตให้นั่นเอง

    ชาวจีนที่มีความชำนาญในเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ พวกเขาจะมองดูลูกค้าที่เข้ามาหาแบบจับเสือมือเปล่า คือลูกค้าที่ชั่วโมงบินสูงในเรื่องการเล่นตุกติก ลูกค้าเงินเชื่อในแต่ละคนนั้นยากที่จะผ่านการตรวจสอบจากผู้ค้าชาวจีนที่มากไปด้วยประสบการณ์ได้ มันจึงดูเป็นการยากที่จะทำให้พวกเขาต้องสูญเสียสินค้าไปโดยปราศจากความไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ลองสังเกตดูกันให้ดีๆ ถ้าไม่จำเป็นกันจริงๆ แล้ว ผู้ค้าชาวจีนจะไม่ยอมเป็นเจ้าหนี้ของใครโดยเด็ดขาด ขนาดร้านกาแฟ หรือร้านขายก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ที่อยู่ในซอยแคบ ๆ ก็ยังมีการขึ้นป้ายบอกเอาไว้เลยว่า “กินวันนี้จ่ายวันนี้ งดเชื่อเบื่อทวง” หรือร้านขายของชำบางร้านที่ติดป้ายว่า “จ่ายสด งดเชื่อ เบื่อทวง”

    คติการค้าคนจีน ขยัน อดทน และขยับขยาย

    การประกอบอาชีพของชาวจีนกับคำว่า “ผู้ค้าที่มีคุณภาพ” จึงเป็นสิ่งที่จะต้องให้อยู่คู่กันมาโดยตลอด เป็นที่รู้ ๆ กันดีอยู่แล้วว่าชาวจีนนั้นมีความขยัน มีความอดทนอดกลั้นที่เป็นเลิศ ถ้าพวกเขาต้องการในสิ่งใดก็จะทำการเที่ยวเสาะแสวงหา ถึงแม้ว่าของสิ่งนั้นจะต้องใช้ความยากลำบากในการเสาะแสวงหากันอย่างมากมายเพียงใดก็ตาม เพราะว่าทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการนั้นมันมีความสำคัญกันเป็นอย่างยิ่ง

    พวกเขาจะต้อง พยายามสร้างสรรค์ทำความฝันให้ได้กลายเป็นจริง โดยการอดทนอดกลั้น ในการทำการติดต่อซื้อหากันมาให้จงได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็ตรงที่ว่าพวกเขาจะใช้ความสามารถพิเศษเฉพาะตัวที่ตนเองมีอยู่ เป็นต้นว่าพูดชักจูงให้เกิดการยินยอม เพื่อที่จะให้เจ้าของได้งานในสิ่งของตังกล่าวให้ได้ และอีกอย่างพวกเขาก็จะใช้ความสามารถในการต่อรอง อย่างเช่นจะใช้การแลกของ โดยกำหนดให้ของที่นำเอาไปแลกนั้น จะต้องมีมูลค่าที่มากกว่าของที่ตนต้องการจะได้มา

    หลายคนก็อาจที่จะนึกเอะใจว่า แล้วมันคุ้มค่ากันหรือเปล่ากับการเสียเปรียบคนอื่นเขา? แต่ชาวจีนกลับคิดว่ามันเป็นการเสียเปรียบที่ทำให้ฝันของพวกตนเป็นจริง จะเรียกว่าเป็นการกล้าได้กล้าเสีย ก็คงจะไม่ผิดเพี้ยน

    เห็นไหมล่ะว่า สิ่งใด ๆ ก็ตามที่ใครคิดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะแสวงหามา พวกเขาก็จะต้องหามาให้จงได้ ยกเว้นในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้จริง ๆ ก็คงจะไม่ต้องบอกหรอกว่ามันเป็นอะไร

    ชาวจีนมักจะชอบ ขยับขยายกิจการของตนเองไปทีละนิดทีละน้อย ไม่ใช่ว่าจะต้องขยายกันออกไปแบบเร่งรัด รวดเร็ว และบทสุดท้ายก็จะต้องพบกับความผิดพลาดกันไปในที่สุด การขยับขยายกิจการกันแบบเร่งรัด เป็นการทำให้หลักทรัพย์ที่หามาได้ รวมทั้งเงินทุนสำรองที่ต้องมามีอันจมปลักอยู่กับที่ มันไม่ได้เป็นการสร้างสรรค์ แต่มันเป็นการทำลายตนเองที่มองเห็นกันได้อย่างชัดเจน อีกทั้งการรวดเร็วฉับไวเกินกว่าความจำเป็น หรือขาดความชำนาญในการที่จะไต่เต้าก้าวขึ้นบันไดได้ในชั้นสูง ๆ มันจะเป็นการทำให้ตนเองลื่นไถลตกลงมากระแทกลงพื้นดินในลักษณะแบบเดียวกันกับนกปีกหัก ยิ่งบินสูงและบินเร็วได้มากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งตกลงมาจนทำให้ต้องเจ็บตัวได้มากขึ้นเท่านั้น

    ชาวจีนจะยึดถือแนวแห่งความคิดอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ความร่วมมือร่วมใจในการผลิตผลงานที่ดีมีคุณภาพสูงออกมาโดยที่ไม่ต้องเกี่ยงงานกัน ยึดถือเอาหลักสำคัญของความเป็นญาติมิตร เพื่อนพ้องในอุดมการณ์เดียวกันมาเป็นหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ใช่ว่าใครที่ได้ดีกว่า แล้วเกิดความอิจฉาริษยาแกมหมั่นไส้ ชาวจีนมืความคิดในการที่จะผลักดันซึ่งกันและกัน เกื้อหนุนจุนเจือกันมาโดยตลอดจนกลายเป็นอุปนิสัยส่วนตัวกันไปโดยตลอด และนั่นมันก็เป็นเรื่องที่ดี สมควรอยู่แล้วมิใช่หรือกับการกระทำที่น่าให้การยกย่องสรรเสริญกันไปในรูปแบบนี้

    การสนทนากันของนักธุรกิจจีนเป็นอย่างไร

    ข่าวสารที่แน่นอน และละเอียด ที่มีความเป็นจริงทุกๆ กระเบียดนิ้ว ไม่มีการสอดแทรกด้วยข่าวลือ หรือข่าวที่ทำให้ผู้อื่นต้องได้รับความเสียหาย เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ข่าวสารที่เที่ยงตรงนั้นถือเป็นอาหารอันโอชารสของนักธุรกิจทั้งหลาย ไม่ว่าเขาเหล่านี้จะเป็นชนชาติใดๆ ก็ตาม ข่าวสารที่มีความกระจ่างชัด และได้ผ่านจากการกลั่นกรองกันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นักธุรกิจทุกคนต่างก็ล้วนมีความต้องการอยากได้มาเป็นข้อมูลด้วยกันทั้งน้น ขออย่างเดียวคือ ข่าวที่ได้มาจะต้องเป็นข่าวที่ให้ความเชื่อถือได้ไม่ใช่ข่าวลวง

    แต่จะว่ากันไปแล้วจะมีใครรู้บ้างไหมนะว่าข่าวสารใดเป็นข่าวที่ถูกต้อง และข่าวสารใดที่เป็นข่าวถูกบิดเบือนจากความเป็นจริง

    เจ้าสัวจีนจะมีความคิดอ่านอยู่อย่างหนึ่งที่ดูออกจะสอดคล้องกันก็ตรงที่ว่า เมือได้มาถึงแหล่งที่มาของข่าวสารแล้ว จะทำการวิเคราะห์กันว่าแหล่งข่าวนั้นเชื่อถือได้เลยหรือไม่? ถ้าหากว่าแหล่งที่มาของข่าวนั้นไม่เป็นที่น่าให้ความเชื่อถือ ก็จะไม่เก็บเอาข่าวสารนั้นมาทำให้การดำเนินงานในแต่ละครั้งต้องเกิดความเสียหาย แต่ทั้งนี้พวกเขาก็มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบกันเป็นอย่างดีให้แน่นอนเสียก่อนว่า ข่าวสารต่างๆ ที่ได้มาเหล่านั้นจะเป็นข่าวจริงๆ หรือเป็นข่าวที่ปราศจากข้อมูลแห่งความเป็นจริง

    เจ้าสัวจีนทุกคนรู้ดีแล้วว่า แหล่งข่าวสารต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากคำพูดและการกระทำของคน และจากจุดตรงนี้เองที่ทำให้พวกเขาชอบที่จะหาโอกาสพบปะและพูดคุยกัน โดยการหยิบยกเอาปัญหาต่างๆ มาเล่าบรรยายสู่กันฟัง คนจีนมักชอบแลกเปลี่ยนข่าวสารกันอยู่อย่างนี้มาข้านานแล้วสีบทอดต่อๆ กันมาจนถึงในยุครุ่นของลูกหลาน พวกเขาชอบที่จะพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติซึ่งกันและกัน โดยไม่ได้มีจุดประสงค์เป็นอย่างอื่น จากนั้นก็จะเอาข้อมูลมาทำการจับประเด็นวิเคราะห์ และใช้วิจารณญาณในการคิดคำนึงกันถึงในส่วนที่มันจะเป็นไปได้

    หัวข้อเรื่องส่วน ใหญ่แล้วก็จะเป็นเรื่องราวของการค้าการขาย รองลงมาก็คือ เรื่องราวของการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน นอกเหนือจากนั้นก็เป็นเรื่องลัพเพเหระต่างๆ ในขณะ ที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน ลองจับใจความแล้วเหมือนกับว่าพวกเขาไม่ได้มีความลับปกปิดอะไรกันเลย ใครไม่รู้จะคิดว่าพวกเขาชอบคุยโวโอ้อวด แต่ที่จริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ พวกเขาเพียงเพื่อต้องการที่จะส่งข่าวคราวของการดำเนินงานต่อกัน มันไม่ใช่เป็นการคุยโวโอ้อวดหรือไม่ใช่เป็นการคุยโม้ แต่มันเป็นการเสนอเรื่องราวที่ดีๆ พอที่จะให้ดูสนทนาเก็บเอาไปใช้เป็นบทเรียน หรือเป็นแบบอย่างในการดำเนินงานกันในครั้งต่อๆ ไปในภายภาคหน้า

    ส่วนใหญ่แล้วชาวจีนเวลาที่พวกเขาได้มาพบปะสังสรรค์ หรือพูดคุยกันในระหว่างพรรคพวกเดียวกัน ลองสังเกตดูให้ดีๆ พวกเขาจะไม่มีความลับต่อกันเลย ทุกอย่างที่ต้องแสดงออกมานั้น ดูเป็นการโจ่งแจ้งเปิดเผย มันจึงเป็นเรื่องที่ชวนให้ต้องคิดว่าทำไมหนอพวกเขาถึงยอมเผื่อแผ่กันได้ถึงเพียงนี้? ตอบกันจนเป็นที่กระจ่างชัดได้ก็ต่อเมื่อมีข้อความอยู่ตอนหนึ่งที่กล่าวเอาไว้แล้วว่า

    “พวกเราลงเรือลำเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน ใจคอต้องหนักแน่นเข้าไว้ พวกเราจะไม่ทำร้ายกันเองโดยเด็ดขาด นอกจากนำเสนอ ความคิดของตัวเราเอง เพื่อที่จะสร้างตำนานแห่งการค้าให้มันยิ่งใหญ่ เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวโลก และพวกเราก็พร้อมแล้วที่จะก้าวเดินต่อไป และก้าวเดินไปอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยให้คงเอาไว้ซึงความเป็นมิตรภาพแห่งเพื่อนพ้องที่ดีต่อกัน”

    เจตนารมณ์ทุกอย่างนั้นจะยังความยืนหยัดอยู่บน อุดมการณ์เดียวกันมาโดยตลอดไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหากว่าชาวจีนมีโอกาสที่จะเปิดฉากสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนนอก แน่่นอนล่ะการสนทนานั้นก็จะเกิดขึ้นมาจากฝ่ายตรงข้ามกันเพียงอย่างเดียว คู่สนทนาของชาวจีนยิ่งพูดออกมามากเท่าใด ความลับของพวกเขา ก็จะถูกเปิดเผยออกมามากขึ้นเท่านั้น พ่อค้าชาวจีนจะนึ่งฟังเพียงอย่างเดียว และก็อาจที่จะมีการพูดคุยโต้ตอบกลับไปบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อไม่ให้คู่สนทนานั้นเกิดความกังขา จนทำให้จับไต้ และเกิดการหยุดชะงัก เพราะถ้าหากว่าคู่สนทนาหยุดชะงักคำพูดหรือเกิดการลังเลในการที่จะพูดคุยต่อ ซึ่งนั่นก็ย่อมที่จะต้องหมายความถึง การหยุดส่งข่าวสารของเขานั่นเอง เรื่องแบบนี้พ่อค้าแม่ค้าชาวจีนส่วนใหญ่รู้กันเป็นอย่างดี

    เคล็ดลับการค้าจีน ซื้อเมื่อเขาอิ่ม ขายเมื่อเขาหิว

    การตัดสินใจอย่างรวดเร็วและฉับพลัน อีกทั้งยังไม่เป็นการทำให้ตนเองนั้นต้องตกจากอานม้า นักธุรกิจที่มองการณ์ไกลจะหยั่งรู้ได้เลยในทันทีว่า โอกาสทองในช่วงนั้นเหมาะสมหรือไม่ ที่จะไขว่คว้าเอาไว้ หรืออาจจะปล่อยให้มันหลุดลอยไปตามกระแสลมอย่างหน้าตาเฉย พ่อค้ามือฉมังจะใช้ความสามารถในการดำเนินนโยบายได้ด้วยตนเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใครๆ

    การรีบไขว่คว้าโอกาสทอง ไม่เพียงแต่ใช้ความฉับไวกันแค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งที่ต้องคำนึงกันให้มากที่สุดก็คือ โอกาสทองที่ได้ก้าวเข้ามาเยือนถึงถิ่น โดยเฉพาะการเข้ามาในขณะที่ผู้ค้าคนนั้นกำลังตกอยู่ในภาวะการณ์ฉุกเฉิน จึงถือเป็นการหลอกล่ออย่างหนึ่ง หลอกล่อเพื่อที่จะให้หลงดีใจ แล้วรีบไขว่คว้าโอกาสทองนั้นกันไว้ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งจอมปลอม เป็นการเย้ายวนล่อใจจากแผนการของคู่แข่งที่อยู่ในฝั่งตรงข้าม ใช่แล้วถ้าหากว่าผู้ค้าคนนั้นขาดความยั้งคิด บวกกับสภาวะฉุกเฉินของกิจการที่อยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่ จะรีบไขว่คว้าเอาไว้อย่างไม่ลืมหูลืมตา ตอนนี้ก็เท่ากับว่าผู้ค้าดวงตกคนนั้น ต้องมาติดบ่วงของนายพรานล่าเนื้อกันอย่างช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลยจรีงๆ ดังประโยคทองที่ว่า “ซื้อเมื่อเขาอิ่ม ขายเมื่อเขาหิว”

    ชาวจีนถึงแม้ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน เป็นเสือลำบากที่จนมุมไม่มีทางไป ก็จะไม่ยอมปลดปล่อยให้จิตวิญญาณต้องตกเป็นเหยื่อของภาพลวงตากันไปได้อย่างเด็ดขาด ดังคำกล่าวที่ว่า “หมดหนทางต่อสู้ ประตูทางออกถูกปิดตาย ก็จะขอเอาพลังแห่งความคิดมางัดข้อกับสิ่งเลวร้ายที่มันกำลังสุมรุมคุกคามอยู่” ชาวจีนดั้งเดิมไม่ใช่ว่าจะต้องเก่งกล้าไปชะหมดทุกเรื่อง ที่น่าแปลกคนเราก็มีสองมือ สองเท้า หนึ่งความคิดเหมือนกันทุกคน แต่ความคิดอ่านของชาวจีนทำไมถึงได้กว้างยาวและไกลกันนัก?

    พวกเขาคิดกันได้อย่างไร? โอกาสทองมันเป็นโอกาสทองของพวกเขาเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นน่ะหรือ? มืหลายคนคิดเช่นนั้น ซึ่งอันที่จรืงแล้วมันไม่ได้ เป็นเช่นนั้น โอกาสทองเป็นของทุกคนแต่มันขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นช่องทาง ที่จะเข้าถึงโอกาสกันในแต่ละครั้ง ชาวจีนมีการเล็งเห็นถึงช่องทางที่ จะเข้าถึงโอกาสทองกันในทุกครั้งที่มืจังหวะ ช่องทางที่เปิดให้ได้ก้าวเดินเข้าไป เพื่อจะแสวงหาในผลประโยชน์ ตอนนี้มันก็ต้องขึ้นอยู่ที่ว่าใครสามารถที่จะไขว่คว้าเอาโอกาสทองนั้นมาไว้ในอุ้งมือได้มากน้อยแค่ไหน? และทำได้อย่างไร?

    การกระจายการลงทุนของชาวจีน

    การค้าการขายนั้นมันเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงกันได้อยู่ตลอดเวลา มีได้ก็ต้องมีเสีย และมีเสียก็ต้องมีได้ ได้กับเสียจึงเป็นเรื่องธรรมดามาก ไม่ใช่เป็นเรื่องราวที่มันใหญ่โต ดังนั้นการที่ชาวจีนจะคิดทำการค้ากันในแต่ละครั้ง พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้หวังเพียงแต่จะต้องได้อย่างเดียวเท่านั้น ยังมีการเผื่อในส่วนที่เสียกันเอาไว้ด้วย เพราะถ้าหากว่าเกิดการผิดพลาดกันขึ้นมาครั้งคราใด ก็จะได้หาหนทางแก้ไขกันได้อย่างทันท่วงที

    ชาวจีนจะมีความคิดอยู่ในรูปแบบอย่างเดียวกันตรงที่ว่า พวกเขาเหล่านั้นจะพยายามหาหนทางในการที่จะกระจายทรัพย์สิน เพื่อให้เกิดคุณค่ามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ การกระจายทรัพย์สินของพวกเขาจึงเป็นเรื่องที่ดูจะสำคัญยิ่ง อย่างเช่น ชาวจีนจะนำเอาทรัพย์สินส่วนหนึ่งไปลงทุน เพื่อที่จะทำการค้าอีกอย่างหนึ่ง โดยอาจจะเข้าหุ้นกันกับพรรคพวก หรือทำการค้าส่วนตัวก็สุดแล้วแต่ และบางคนก็จะนำเอาทรัพย์สินไปซื้อหุ้นกัน แต่ในกรณีเช่นนี้พวกเขาต้องมีความมั่นใจกันเป็นอย่างดีแล้วว่าหุ้นที่ซื้อมาแล้วนั้นจะต้องไม่มีวันร่วง ตกหล่น หรืออาจจะมีการนำเอาทรัพย์สินมาซื้อที่ดิน เพื่อจะมาซื้อบ้าน ซื้อตึกแถว แล้วจัดแจงตกแต่งให้แลดูสวยสดงดงามตา เป็นวิมานในฝันที่น่าอยู่ จากนั้นก็จะปล่อยให้เช่า แล้วก็เก็บค่าเช่ากันเป็นรายเดือน เข้าทำนองที่ว่า “เสือนอนกิน” นอนรอให้มีคนเดินเข้ามาอย่างเดียวก็เพียงพอ

    แต่จะอย่างไรก็ตามในการกระจายทรัพย์สินของชาวจีน พวกเขาจะต้องเล็งเห็นกันมาจนเป็นอย่างดีแล้วว่าการนำเอาทรัพย์สินไปทำอะไรก็ตาม จะต้องมองกันให้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งกันไปเลยว่า สิ่งที่พวกเขาได้ลงทุนไปนั้นจะต้องไม่เป็นการสูญเปล่า ถ้าหากว่าไม่เห็นผลกำไรอย่างน้อยๆ กิจะต้องเสมอตัว ถือว่าวิธีการในลักษณะเช่นนี้เป็นการนำเอาเงินไปต่อเงิน ความหมายนั้นก็คือ การนำเอาเงินไปปันผลกันในส่วนอื่นๆ เป็นการกระจายทรัพย์สินออกไปเพื่อให้ได้ถึงคุณค่า ยังดีกว่าปล่อยให้เงินจมปลักอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้มีผลประโยชน์อันใดงอกเงยกันขึ้นมาเลย

    แต่ยังมีชาวจีนส่วนหนึ่งซึ่งยังมีความคิดเป็นอื่นที่มากไปกว่าการเก็งกำไรกันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อย่างเช่น การซื้อบ้าน ซื้อตึกแถว ถ้าหากว่าไม่มีใครตามติดต่อขอซื้อ หรือขอเช่า พวกเขาก็จะเก็บเอาไว้ในยามที่ตัวเองเกิดภาวะฉุกเฉิน เป็นการวางหมากเพื่อเอาไว้ใช้ยามที่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ พวกเขามองว่ามันเป็นการเตรียมความพร้อมกันเอาไว้นั่นเอง

    ทำไมชาวจีนสมัยก่อนคาดคะเนเรื่องการค้าได้อย่างแม่นยำ

    หลายคนมักที่จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ชาวจีนในยุคสมัยก่อนที่มาแบบเสื่อผืนหมอนใบน่าที่จะไปยึดอาชีพเป็นซินแสหมอดู คอยทำนายทายทักพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ที่มัน ยังไม่ได้เกิดขึ้น

    เข้าใจว่าถ้าทำได้แบบนี้หรือยึดอาชีพดังกล่าวนี้กันจริงๆ คงได้มีชาวจีนในรุ่นใหม่ๆ ยึดอาชีพนี้กันเป็นว่าเล่น แต่ก็มีอยู่อีกหลายต่อหลายคนที่ได้กล่าวกันมาด้วยว่า ชาวจีนในยุคสมัยก่อนมีความสามารถในการคาดเดาเหตุการณ์ต่างๆ นานากันได้เป็นอย่างดี เผลอๆ เก่งกว่าซินแสหมอดูทั้งหลายซะอีก

    การหยั่งรู้อนาคตได้ล่วงหน้าและยังคาดเดาเหตุการณ์กันได้อย่างตรงจุดตรงประเด็น มันเป็นเรื่องของความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล เชื่อไหมล่ะว่า เรื่องไม่เป็นเรื่องเหล่านี้นอกจากจะทำให้พวกเขาขำกลิ้ง กันแล้ว มันยังทำให้พวกเขากระหยิ่มยิ้มย่อง คิดไม่ถึงว่าชาวโลกจะมองพวกเขาเป็นเช่นนั้นจริงๆ

    น่าแปลกแท้ๆ ที่คนธรรมดาอยู่ๆ ก็ได้ถูกอุปโลกน์ให้กลายเป็นซินแสเป็นผู้วิเศษ แถมยังมีญาณทิพย์อีกต่างหาก ความสามารถเฉพาะตัวของพวกเขาเกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ การคาดเดาเหตุการณ์กันได้ อย่างทั้งหมดนี้ มันเกิดขึ้นจากการใช้วิจารณญาณการวิเคราะห์กันถึงเรื่องราวต่างๆ ผนวกเข้ากับความคิดที่มันควรจะเป็นไปได้โดยอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมา จึงสามารถที่จะคาดหมาย และเดาเหตุการณ์ล่วงหน้ากันได้ และอีกอย่างพวกชาวจีนในยุคสมัยก่อนนั้นจะแสวงหารวบรวมถึงเรื่องราวต่างๆ ที่มันได้ผ่านพ้นไปแล้ว พวกเขาจะเก็บเกี่ยวเรื่องราวเหล่านี้ โดยการนำเอามาบันทึกเป็นข้อมูลกึ่งตำราแห่งบทเรียนการค้ากันเลยทีเดียว

    การดำเนินชีวิตทางการค้าของชาวจีน

    ในแต่ละก้าวของชาวจีนโพ้นทะเลที่ต้องใช้ความอดทน ใช้ความพยายาม และความมุมานะในการดำเนินชีวิต จำเปินต้องใช้ความสามารถ การดำเนินชีวิตจะอาศัยความเก่งอย่างเดียวคงไม่พอ ชาวจีนโพ้นทะเลยังได้อาศัยหลักโดยยึดแบบอย่างของเทพเจ้าที่ตนบูชา เข้ามาเพื่อช่วยประกอบอาชีพให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เทพเจ้ากวนอู (เทพเจ้าแห่งความชื่อสัตย์) เทพเจ้าฮก ลก ซิ่ว (ตัวแทนของการดำเนินชีวิต 3 รูปแบบ) และเทพเจ้าแห่งโชคลาภ หรือที่ชาวจีนเรียกก้นว่า “ไฉ่ซิ้งเอี้ย” เปีนต้น การอาศัยหลักการของเทพ เจ้าในการดำเนินชีวิตและการงาน จึงเป็นเรื่องของการมีความเชื่อถือส่วนบุคคล การนับถือเทพเจ้าถือเป็นเรื่องดี กล่าวคือทำให้รูสิกเติมเต็มความเชื่อมั่นในการทำงาน มีกำลังใจ ประกอบกับมีคุณธรรม

    ปัญหาอีกนานัปการถ้าหากรู้จักควบคุมทุกอย่างย่อมเป็นไปได้ด้วยดี ชาวจีนโพ้นทะเลมีลักษณะเช่นนี้สืบทอดต่อกันมานาน การเรียนรู้จากคนมีประสบการณ์เป็นของธรรมดา คนเก่งกว่าย่อมเป็นครู ก้าวแรกของบันไดแห่งความสำเร็จจึงเป็นจุดสำคัญที่ต้องอาศัยความสามารถ ความสุชุมรอบคอบ รู้จักควบคุมจังหวะในการก้าวเดินขึ้นไปแบบช้าๆ ไมรีบร้อน หากรีบเร่ง ไม่รู้จักควบคุมจังหวะ ก็ไม่ต่างจากคนที่ขาดสติ สติจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคนผู้นั้นขาดสติ ย่อมขาดความรับผิดชอบ ซึ่งอาจนำความเดือดเนื้อร้อนใจมาสู่คนรอบข้าง ชาวจีนโพ้นทะเลจีงมีสุภาษิตว่า

    “ทุกจังหวะในการก้าวเท้าเดิน ไม่ว่าจะเร็วหรอช้า จะเดินขึ้นหรือเดินลง หากขาดการควบคุมจังหวะ ย่อมทำให้สะดุด แทนทีจะก้าวไปสู่ความสำเร็จ กลับต้องสะดุดหยุดชะงัก แบบไม่น่าจะให้เกิดขึ้นเลย”

    วิธีการค้าขายกับคนหมู่มากแบบเจ้าสัวจีน

    “โอกาสทองกำลังจะหลุดลอยไป ถ้าหากยังมัวเอาความกังวลใจมาคล้องคอไว้” เป็นคำเตือนว่าจะมัวมาวิตกหรือกังวลใจทำไม ในเมื่อโอกาสทองอยู่เพียงแค่เอื้อมแล้ว คำกล่าวนี้จึงดูมีค่าและเป็นที่ยอมรับกันของเจ้าสัวชาวจีนโดยทั่วไป อีกทั้งยังเป็นการสร้างกำลังใจให้ฮึกเหิมเตรียมพร้อมต่อไป ไม่ใช่มานั่งกอดเข่า สายตามองไปอย่างไร้จุดหมาย เหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก ความคิดในการที่จะไขว่คว้าหาทางที่จะสอยโอกาสลงมาเพื่อปรับปรุงนั้น ยังไม่สายเกินไปนัก

    จงระลึกอยู่เสมอว่า “ตั้งต้นในเวลานื้ เริ่มต้น กันในวินาทีนี้ มันก็ยังจะดีเสียกว่านอนเอามือก่ายหน้าผาก หรือนั่งกอดเข่ารออัศวินม้าขาวมาช่วย”

    กระแสความต้องการของคนหมู่มากนั้น จะมีอยู่ในช่วงของระยะเวลาเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้น กับคำพูดที่ว่า “เห่อของใหม่” ความต้องการของคนหมู่มากจะมีมากยิ่งขึ้น ถ้าหากว่ามีผู้ให้การตอบสนอง หรือมีผู้รู้ใจ รู้ว่าพวกเค้าทั้งหมดอยากได้อะไร ต้องการอะไร ครั้งหนึ่งมีพ่อค้าชาวต่างประเทศได้ทำการค้าแบบสวนกระแส โดยหารู้ไม่ว่าตนเองนั้นได้เดินหมากผิดรูปแบบกันไปซะแล้ว การค้ากันในรูปลักษณะที่ว่าสวนกระแสนั้น จะกระทำกันได้ก็ต่อเมื่อ สินค้าเป็นชนิดเดียวกัน เกรดเดียวกัน แต่ราคาของเราจะต้องถูกกว่าในท้องตลาด จึงเรียกได้ว่าเป็นการค้าขายแบบสวนกระแส แต่ทว่าการค้าแบบนี้เป็นการขายของไม่ทันตามยุคสมัย ขายกันตามความพอใจในรูปแบบของตนเอง ใช้ตนเองเป็นหลักในการกำหนดรูปแบบสินค้า โดยไม่คำนึงถึงความต้องการของคนทั่วไป

    ที่มีการกล่าวกันว่ากระแสความต้องการของคนหมู่มากมีระยะเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขอขยายความเพื่อให้ได้เข้าใจกันต่อไปดังนี้ ความต้องการของคนหมู่มากนั้นเป็นความต้องการที่ไม่คงที่ กล่าวคือ พวกเขามีความต้องการกันในแบบที่ไม่เป็นการถาวรหรือไม่ตายตัว คือ เมื่อมีของที่ใหม่กว่า พวกเขาก็จะลืมของเดิมๆ และเมื่อใดที่มีของใหม่กว่า ของใหม่ที่มีมาก่อนก็กลายเป็นของเก่าไปโดยปริยาย

    ดังนั้นเหล่าเจ้าสัวจีนจึงจับจุดการค้ากับคนหมู่มากว่า มีความต้องการสินค้าในช่วงระยะเวลาที่สั้นๆ เจ้าสัวจีนจึงมีแนวความคิดในเชิงการค้าว่าจะไม่มีการกักตุนสินค้า ค้าขายกันแบบหมดแล้วค่อยหามาเพิ่ม และการหามาเพิ่มในครั้งต่อไปนั้น ก็ใช่ว่าจะต้องหามาให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม น้อยกว่าเดิม หรือเท่าเดิม ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่ว่าความสนใจของมหาชน มันถึงเวลาของจุดอิ่มตัวกันแล้วหรือยัง จะเสี่ยงต่อไปดีไหม หรือว่าจะหยุดเพียงเท่านี้ ชาวจีนโพ้นทะเลจะมีการวิเคราะห์ไปถึงการหาข้อผูลที่น่าจะเป็นไปได้ของความต้องการจากความต้องการของคนหมู่มากในแต่ละครั้ง จนทำให้ผลผลิตเหล่านั้นเป็นที่น่าพึงพอใจกับความต้องการของคนทั่วไป นี่แหละที่เขาเรียกกันว่าเป็นการค้าขายกันตามกระแสความต้องการของคนหมู่มากโดยแท้จริง

  • วิธีการเปิดร้านขายดอกไม้ให้ประสบความสำเร็จ

    เริ่มต้นแนวคิดเปิดร้านขายดอกไม้

    ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบสิ่งหอมๆ อย่างเช่น ดอกไม้ หรือถ้าคุณได้เคยลองจัดดอกไม้ แล้วคิดว่าเราก็มีฝีมือในทางด้านทางนี้ ลองหันมาทำธุรกิจเปิดร้านขายดอกไม้ดูไหมครับ รับรองธุรกิจนี้ไปได้สวยอย่างแน่นอน เพราะดอกไม้เป็นของขวัญชั้นดี ที่แทนความรู้สึกของผู้ให้ได้ทุกโอกาส ทุกเทศกาล ดังที่เราจะเห็นผู้คนมอบดอกไม้ให้กันและกัน ไม่ว่าช่วงไหน เวลาใด และแถมราคาในการจัดดอกไม้แต่ละช่อราคาก็ไม่เบาเลยทีเดียว ท้งที่ต้นทุนจริงๆ แล้วไม่สูงมากนัก เราสามารถหาแหล่งดอกไม้ที่หาง่ายและถูก และบวกอุปกรณ์ตกแต่งที่ไม่เยอะมาก แต่อาศัยไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ก็เป็นอันขายได้ครับ

    ลักษณะธุรกิจ

    ลักษณะของธุรกิจร้านขายดอกไม้สด จัดอยู่ในผลิตภัณฑ์ประเภทอายุไม่ยืน ถ้าไม่มีลูกค้ามาซื้อ ดอกไม้ก็จะเหี่ยวเฉาไปในที่สุด และเราก็จะสูญเงินไปเปล่าๆ ถ้าไม่มีคนมาซื้อดอกไม้ และต้องทิ้งดอกไม้ไปบ่อยๆ ธุรกิจอาจเจ๊งได้ครับ ฉะนั้นตรงนี้ต้องทำการตลาดให้ดีๆ หาทำเลให้ดีๆ หรือหาลูกค้าประจำให้ได้มากๆ ครับ

    คุณสมบัติผู้ที่จะเปิดร้านดอกไม้

    ซึ่งการขายดอกไม้นั้นจัดเป็นธุรกิจที่มีอายุสั้น ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดอ่อนละเมียดละไม ผู้ที่จะทำธุรกิจชนิดนี้จึงต้องคิดทบทวนให้ดี เพราะหากประกอบธุรกิจไม่ตรงกับที่ใจรัก ก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จนะครับ เราก็มาดูคุณสมบัติผู้ที่จะเปิดร้านดอกไม้กันเลยครับ

    – การหยิบจับดอกไม้ต้องทำด้วยความระมัดระวัง ต้องมีความรู้ และความสามารถในด้านการจัดตกแต่งดอกไม้เป็นอย่างดี
    – เรียนรู้จากหนังสือ เว็บไซค์ หรือตามคอร์สต่างๆ เรื่องการจัดดอกไม้เพื่อหาความแปลกใหม่ ความสร้างสรรค์เพื่อนำมาพัฒนาการจัดแต่งดอกไม้อยู่เป็นประจำ
    – มีความรับผิดชอบสูง เพื่อให้ได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
    – สถานการณ์ปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง เจ้าของร้านดอกไม้จะต้องมีศักยภาพในการบริหารร้านที่ดี เนื่องจากลูกค้ามีโอกาสที่จะเลือกซื้อดอกไม้ได้หลายแห่ง ดังนั้นธุรกิจร้านดอกไม้ต้องหันมาพัฒนาคุณภาพและรูปแบบของสินค้า และบริการของตนเองอยู่ตลอดตามสภาพแวดล้อม และพฤติกรรมของลูกค้า

    ทำเล

    สำหรับทำเลการตั้งร้านขายดอกไม้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเปิดในแหล่งชุมชนที่มีคนพลุกพล่านทั้งวัน ยกตัวอย่างเช่น ในแหล่งชุมชน ในตลาด ในห้างสรรพสินค้า หน้าโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าที่ไหนก็ได้ที่มีคน เราจะไปตั้งร้านตรงนั้น และเราควรจะหลีกเลี่ยงการตั้งร้านดอกไม้ ใกล้กับร้านดอกไม้ใหญ่ๆ จะทำให้ร้านเราโดนบดบังรัศมีได้ ซึ่งจะกระทบต่อยอดขาย เพราะคนไปซื้อร้านใหญ่กันหมด มาซื้อที่ร้านเรานิดเดียว หรือถ้าเราคิดร้านเรามีดีมากพอก็สู้เลย งัดการตลาดใหม่ๆ ขึ้นมา หรือทางที่ดีก็คือควรที่จะตั้งร้านดอกไม้ให้ห่างจากจุดที่มีร้านขายดอกไม้ในโซนนั้น เพื่อแบ่งเค้กทางการตลาดไปแบบให้เหมาะสมกันครับ

    เงินทุน

    แน่นอนว่าทุกธุรกิจใช้เงินทุน ไม่มีธุรกิจไม่ใช้เงินทุน ปัญหาก็จะอยู่ที่ว่าจะไปหาเงินทุนมาจากไหน ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีถึงหลักล้าน หรือหลักเฉียดล้าน ผมบอกไม่ได้โดยตรงว่าคุณต้องใช้เงินเท่าไหร่ ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของร้าน และทำเลของร้าน

    สำหรับเงินทุนผมไม่อยากให้คุณไปกู้หนี้ยืมสินมาทำ ถ้าคุณทำแล้วมันเจ๊ง คุณจะหนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งมันไม่คุ้มเลย ทางที่ดีให้ใช้เงินของเราเอง ถ้าคุณเป็นพนักงานบริษัทอยู่ ถ้าคุณจะเปิดร้านขายดดอกไม้จริงๆ หล่ะก็ ผมแนะนำให้คุณทำงานที่ร้านขายดอกไม้เลย หรือบริษัทที่ขายเกี่ยวกับดอกไม้ หรือรับตกแต่งด้วยดอกไม้ ให้คุณคลุกคลีอยู่กับงานเหล่านี้ จะดีกว่าที่คุณทำงานในบริษัทที่ไม่เกี่ยวกับดอกไม้ คุณจะไม่มีประสบการณ์ตรงนี้เลย เมื่อมาเปิดร้านจริงๆ คุณจะต้องใช้เวลาปรับตัวค่อนข้างมาก

    เมื่อคุณทำงานในวงการเกี่ยวกับดอกไม้แล้ว ให้คุณเก็บเงินเก็บหอมรอมริบ จนจำนวนเงินมากพอสมควร บวกกับประสบการณ์ที่เป็นมือโปรในการจัดดอกไม้ เมื่อนั้นให้ออกมาทำธุรกิจของเราได้เลย

    การตั้งราคา

    การตั้งราคาก็จะขึ้นอยู่กับดอกไม้ชนิดนั้นๆ บวกกับฝีมือการจัดดอกไม้ ยิ่งจัดสวยก็จะสามารถเพิ่มราคาสูงขึ้นไปอีก เพราะในเมื่อร้านขายดอกไม้หลายๆ ร้าน ก็มีดอกไม้เหมือนกันไปหมด สุดท้ายอาจจะวัดกันที่ฝีมือในการจัดแต่งดอกไม้ ว่าทำให้สวยชวนให้ลูกค้าซื้อเพียงไหน ซึ่งบางท่านก็ได้นำผัก ผลไม้ หรือสมุนไพร เข้ามาในการตกแต่งช่อดอกไม้ ให้แปลกตา และกลมกลืนเข้ากัน และในเทศกาลสำคัญที่ต้องใช้ดอกไม้ ในช่วงนี้ราคาดอกไม้ก็จะดีดตัวขึ้นตามราคาของตลาด เราก็สามารถเพิ่มราคาตามราคาตลาดได้ เป็นช่วงกอบโกย ซึ่งเมื่อถึงเทศกาลสำคัญๆ เราก็ต้องทำการตลาดให้ดีๆ และเตรียมดอกไม้ไว้ให้พร้อมครับ

    และถ้าร้านขายดอกไม้ของเราอยู่ในทำเลที่แพงๆ ค่าเช่าสูงๆ เราก็จำเป็นต้องตั้งราคาขายดอกไม้ให้สูงขึ้นไปอีกหน่อย ตามราคาค่าเช่าครับ

    การจัดร้าน

    เริ่มแรกเราอาจจะเริ่ม จากการเปิดเป็นร้านขายดอกไม้เล็กๆ จัดร้านให้ดูเก๋ มีสไตล์ สะดุดตา ต่อผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมา ซึ่งการจัดหน้าร้านสำหรับร้านดอกไม้มีความสำคัญมาก ไม่ควรให้ดูเรียบจนเกินไป ถ้าต้องการลูกค้าจากหน้าร้าน เราควรจะนำดอกไม้สวยๆ มาวางตั้งโชว์ที่หน้าร้านเสมอ ให้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้รู้สึกทึ่งกับความสวยของดอกไม้ร้านเรา

    ส่วนการจัดวางภายในร้าน ก็ต้องทำให้เป็นระเบียบดูเรียบร้อยสะอาดตา เพราะดอกไม้คือของหอม ร้านของเราก็ควรจะสะอาดตามไปด้วย พื้นไม่ควรให้สกปรก หรือมีกลิ่นเหม็นตามจุดใดๆ ที่วางดอกไม้ จุดไหนที่มีกลิ่นอับควรจะหาดอกไม้แห้งมาวาง หรือแขวนไว้ เพื่อดับกลิ่นอับนั้น

    และเราก็ต้องวางดอกไม้แยกประเภทแยกพันธุ์ให้ลูกค้าเห็นได้อย่างชัดเจน การวางดอกไม้ในร้านไม่ควรวางต่ำเกินไป จนลูกค้าต้องก้มไปดูทุกครั้ง ควรจะวางบนโต๊ะที่สูงสักขนาดเอว เพื่อให้ลูกค้าชม และสูดกลิ่นดอกไม้ได้อย่างสบาย

    การบริการ

    สำหรับธุรกิจร้านขายดอกไม้ ถ้าดอกไม้ดี ร้านสะอาด ทำเลดี แต่การบริการไม่ดี ก็ถือว่าจบกัน ซึ่งการบริการที่ดี จะทำให้เกิดการซื้อซ้ำอีกครั้ง และอีกครั้ง เคยมั้ยที่เราไปทานอาหาร แล้วแม่ค้าหน้าไม่ยิ้มเลย ถามอะไรก็ไม่ตอบ แต่ทำอาหารอร่อย เวลาเราจะไปทานครั้งต่อไป ก็จะนึกถึงแม่ค้าคนนั้น ทำให้ไม่อยากไปทานอีก เปลี่ยนไปทานร้านอื่น ถึงอาหารจะไม่อร่อยเท่า แต่บริการดี ซึ่งก็ทดแทนกันได้

    แล้วลองคิดดูนะครับ ถ้าดอกไม้ดี ร้านสะอาด ทำเล และบริการดี ร้านเราจะเยี่ยมเพียงไหน เจ้าของร้านขายดอกไม้ก็ต้องใส่ใจกับจุดนี้ด้วยนะครับ

    การจัดซื้อดอกไม้เข้าร้าน

    สำหรับการจัดซื้อดอกไม้เข้าร้านนับเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จของร้านขายดอกไม้เลยก็ว่าได้ เพราะการซื้อดอกไม้ หลักการจัดซื้อดอกไม้ที่ มีเทคนิคสั้นๆ คือ จะต้องกะปริมาณจำนวนดอกไม้ เมื่อหมดวันแล้วให้มีดอกไม้เหลือ หรือค้างอยู่น้อยที่สุด เนื่องจากดอกไม้มีอายุการเก็บรักษาที่สั้น เหี่ยวเฉาไปตามเวลา เมื่อเหี่ยวเฉาแล้วก็ต้องทิ้ง อย่างนี้เป็นต้น

    การตลาดร้านขายดอกไม้

    – ขายหน้าร้านโดยตรง ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเข้ามาสั่งซื้อเพราะเห็นว่าร้านนี้มีดอกไม้สวยดี
    – ลูกค้าโทรศัพท์มาสั่งซื้อ ลูกค้าประเภทนี้จะเจาะจงมาที่ร้านโดยเฉพาะ มาทำการสำรวจดอกไม้ ความสวยความหอมของดอกไม้ และอาจเป็นลูกค้าขาประจำมีการให้เครดิตแต่เป็นระยะสั้นประมาณหนึ่งเดือน
    – ซึ่งในปัจจุบันร้านขายดอกไม้ ก็จะต้องเว็บไซต์ หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้อง Fanpage ของตนเอง เพื่อให้ลูกค้าได้มาดูว่า ร้านเราขายดอกไม้ชนิดไหนบ้าง ราคาอยู่ในระดับไหน ร้านอยู่แถวไหน เพื่อเป็นประกอบการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

    กลุ่มลูกค้า

    จะเห็นได้ว่าดอกไม้ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามาก เช่น เมื่อเจ้านายป่วยเข้าโรงพยาบาล ลูกน้องก็ต้องซื้อตอกไม้ไปเยี่ยม หรือเพื่อนรับปริญญา เราก็ต้องดอกไม้ไปให้ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มลูกค้าก็จะแบ่งออกดังนี้

    – กลุ่มลูกค้าคนทำงานที่มีรายได้น้อย จะไม่เน้นรูปแบบดอกไม้ แต่เน้นปริมาณการจัดดอกไม้ต้องมีราคาไม่แพง
    – กลุ่มลูกค้าคนทำงานที่มีรายได้ระดับปานกลาง เน้นรูปแบบดอกไม้ ไม่เน้นปริมาณและราคา จะต้องไม่ถูกหรือแพงเกินไป
    – ระดับสูง เป็นกลุ่มลูกค้านักธุรกิจที่มีรายได้สูงเน้นรูปแบบดอกไม้ ไม่เน้นปริมาณ เป็นกลุ่มผู้มีฐานะทางการเงิน มีการพบปะสังสรรค์ในสังคม ทำให้ขายในราคาสูงได้
    – กลุ่มลูกค้ายังรวมไปถึงรับจัดดอกไม้ตามงานแต่งงาน หรืองานมงคลต่างๆ รวมถึงเข้าไปเป็นสปอนเซอร์จัดแต่งฉากให้กับละครทางโทรทัศน์

    การจัดส่งดอกไม้

    ซึ่งแน่นอนว่านอกจากเราจะขายดอกไม้ในหน้าร้าน เราก็จะต้องรับออเดอร์ดอกไม้จากทางโทรศัพท์ด้วย เราจำเป็นที่จะต้องจ้างพนักงานขนส่งไว้ประจำ ถ้ายังไม่มีทุนมากก็อาจจะเป็นมอเตอไซต์ 1 คัน มีกล่องที่กันดอกไม้จากลม และฝุ่นละอองต่างๆ อยู่ด้านหลังคนขับ ซึ่งจะไปส่งได้เพียงครั้งละ 1 ดอกเท่านั้น ซึ่งถ้าเราไม่มีเงินทุนมาก ก็ต้องใช้วิธีนี้ไปก่อน เมื่อเริ่มมียอดออเดอร์สั่งดอกไม้มากขึ้น ก็ซื้อรถกระบะมาเพิ่มเติม 1 คัน เพื่อใช้จัดส่งดอกไม้ และเราต้องระบุด้วยว่า ถ้าสั่งซื้อและให้ไปส่ง ดอกไม้จะมีค่าส่งด้วยเท่านี้ๆ ต้องบอกลูกค้าให้ชัดเจน จะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง

    สำหรับพนักงานขนส่งดอกไม้ ควรจะต้องเลือกแต่ผู้ที่มือเบาเท่านั้น ยิ่งรักดอกไม้ด้วยยิ่งดี เพราะดอกไม้ช้ำไม่ได้ เพราะลูกค้าอาจตีกลับได้ ขั้นตอนการขนส่ง เจ้าของร้านดอกไม้ ก็ต้องใส่ใจเป้นพิเศษด้วย

    ปัญหาในการเปิดร้านขายดอกไม้

    ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ก็เป็นปัญหาที่ทุกๆ ร้านน่าจะมีเหมือนกัน ผมก็ได้รวบรวมมาให้อ่านนะครับ

    – การดูแลและเงื่อนไขเกี่ยวกับวัตถุดิบขึ้นอยู่กับฤดูกาล บางครั้งวัตถุดิบขาดแคลน และราคาขื้นลงไม่แน่นอน เช่น ในช่วงเทศกาลปีใหม่ วันวาเลนไทน์ หรือวันคริสต์มาส ซึ่งในช่วงนี้ดอกไม้จะเป็นที่ต้องการของลูกค้า และจะมีราคาสูง และขายดี ทำให้ผลิตไม่ทันกับความต้องการ ทำให้ต้องมีการจ้างช่างจัดดอกไม้ หรือต้องหาลูกมือมาช่วย
    – การขนส่งก็มีปัญหาเกี่ยวกับผู้บริโภคเช่นกัน เมื่อมาถึงร้าน ดอกไม้บางดอกช้ำ
    – บางครั้งลูกค้าส่วนมากจะเลือกหรือหยิบจับดอกไม้เอง ทำให้ดอกไม้ช้ำเสียหาย
    – การร้านเปิดใหม่ ต้องใช้เวลาในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า
    – การสั่งซื้อวัตถุดิบในช่วงแรกๆ อาจจะยังไม่ได้รับเครดิตจากผู้ขาย เราจะต้องจ่ายเงินสดทุกครั้ง อาจจะทำให้ขาดสภาพคล่องในการหมุนเวียนเงินสด
    – การบริหารเองโดยไม่มีลูกมือ อาจจะทำให้งานล่าช้า ถ้ามีการสั่งซื้อมากๆ อาจทำให้เสียโอกาสได้
    – ถ้าเงินทุนในการซื้อดอกไม้น้อย ถ้ามีการสั่งซื้อมากๆ อาจทำให้เสียโอกาสได้เช่นกัน
    – เศรษฐกิจไม่ดีก็มีผลกระทบต่อยอดขายมาก เป็นต้น

    สรุป

    แม้ว่ามันอาจจะไม่ง่าย ในการเริ่มต้น แต่ถ้ามีก้าวแรก ก็ต้องมีก้าวต่อไปเสมอ ค่อยๆ เรียนรู้ธุรกิจไปก่อนที่เราจะเปิดร้าน ไม่ต้องรีบเร่ง ให้เป็นไปตามธรรมชาติ บางครั้งการรีบเร่งการไปจะทำให้เราสะดุดในภายหลังได้ เราอาจจะซื้อหนังสือเกี่ยวกับการเปิดร้านขายดอกไม้มาอ่าน ศึกษาพันธุ์ดอกไม้ ศึกษาการจัดดอกไม้ รวมไปถึงศึกษาการตกแต่งร้าน ศึกษาให้ทะลุปุโปร่ง เมื่อพร้อมแล้วทั้งคุณสมบัติ และเงินทุน จึงค่อยเปิดครับ

    ผมก็ขอให้ทุกท่านเปิดร้านขายดอกไม้ จนประสบกับความสำเร็จ และร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

error: Content is protected !!