Author: admin

  • วิธีการเปิดร้านให้เช่าชุดราตรีให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการเปิดร้านให้เช่าชุดราตรี
     

    ด้วยความที่คุณผู้หญิงเวลาจะไปออกงาน ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ ที่จะต้องมีชุดราตรีสวยๆ ไว้ใส่ออกงาน แต่ความที่ชุดราตรีนั้นมีราคาแพง และส่วนใหญ่คุณผู้หญิงจะใส่ชุดราตรีชุดหนึ่งๆ เพียงแค่ครั้งเดียว และเมื่อไปงานสังสรรค์ใหม่ๆ ก็จะหาชุดราตรีชุดใหม่มาใส่

    ด้วยเหตุนี้ร้านให้เช่าชุดราตรีจึงเกิดขึ้น เพื่อตอบโจทย์ข้อนี้ ไปเช่าที่ร้านให้เช่าชุดดีกว่า ไม่ต้องไปซื้อแพงๆ แล้วใส่แค่ครั้งหรือสองครั้ง ซึ่งร้านให้เช่าจะมีชุดมากมายหลายทรงหลายสีหลายแนวให้เลือกลองกันอย่างจุใจเลยครับ

    และร้านให้เช่าชุดราตรีนี้ ถ้าทำออกมาแล้วฮิต คนไปใช้หาเช่าชุดกันมาก นั่นหมายถึงเม็ดเงินที่เราจะได้ก็มากตามจำนวนคนที่มาเช่า ซึ่งร้านให้เช่าชุดราตรีที่สระสบความสำเร็จมีรายได้กันหลักแสนถึงหลักล้านก็มีอยู่มากมาย ซึ่งในบทความนี้ผมจะมาแนะนำการทำธุรกิจให้เช่าชุดราตรีให้ประสบความสำเร็จนะครับ

    คุณสมบัติของเจ้าของร้านให้เช่าชุดราตรี

    แน่นอนว่าประการแรกต้องมีใจรักในเรื่องเสื้อผ้าความสวยความงาม และต้องมีความรู้ในเรื่องการเย็บปักถักร้อยอยู่พอสมควร คือ ต้องเย็บผ้าเป็น วัดตัวเป็น แก้ sizeเป็น รู้จักลักษณะผ้าแต่ละชนิดว่าเป็นอย่างไร และมีใบประกาศใส่กรอบติดข้างฝาไว้ยิ่งดี เพื่อทำให้ลูกค้าหน้าใหม่อุ่นใจว่าเรามีฝีมือจริงๆ มีใบรับรอง หรือถ้าไม่ได้ไปเรียนแบบมีใบรับรอง แต่เคยเป็นลูกมือร้านให้เช่าชุดมาก่อน อันนี้ก็ต้องใช้ประสบการณ์ชีวิตที่ได้คลุกคลีตรงนั้น พูดหรือแสดงชุดต่างๆ ที่เราได้เย็บมาแล้วให้ลูกค้าใหม่ๆ มั่นใจในตัวเรา และต้องสามารถแนะนำชุดราตรีให้เข้ากับรูปร่าง และลักษณะงาน โดยไม่กดดัน หรือบังคับลูกค้า และเจ้าของร้านจะต้องมีความใจเย็น เพราะงานให้เช่าชุด เป็นงานที่จุกจิก อาจจะมีการแก้ชุดหลายครั้ง จนกว่าลูกค้าจะพอใจ ว่าเค้าใส่แล้วสวยใส่แล้วโอเค และสุดท้ายต้องหมั่นติดตามข่าวสารด้านแฟชั่นเป็นประจำเพื่อให้ชุดที่ร้านดูอินเทรนด์เข้ากับกระแสในขณะนั้นๆ

    เงินทุนในการเปิดร้าน

    แน่นอนว่าการทำธุรกิจใดๆ เงินทุนนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะขับเคลื่อนธุรกิจนั้นๆ ให้ประสบความสำเร็จได้ สำหรับธุรกิจร้านให้เช่าชุดราตรี สำหรับร้านเล็กๆ ผมตีทุนเริ่มต้นอยู่ที่ 1 แสนบาท เงินทุนหมุนเวียนอยู่ที่ 6 หมื่นบาทต่อเดือน

    ราคาชุด

    ราคาชุดราตรีก็ขึ้นอยู่กับแบรนด์ด้วยครับเป็นแบรนด์อะไร ถ้าเราทำเป็นร้านเล็กๆ ก็ไม่ต้องซื้อชุดหรูมาก เอาเฉลี่ยอยู่ที่ชุดละหลักพันถึงเต็มที่หมื่นบาทพอสำหรับการเริ่มต้น ถ้าทำธุรกิจไปเรื่อยๆ แล้วประสบความสำเร็จทุนหนาขึ้น ค่อยเล็งไปถึงการซื้อชุดราคาแพงมาต้อนรับลูกค้ากระเป๋าหนา

    ค่าเช่าชุด

    อันนี้แล้วแต่แบรนด์ของร้านเราครับ ว่าแบรนด์หรูขนาดไหน เจาะกลุ่มแนวไหร ถ้าเป็นร้านให้เช่าชุดราตรีทั่วไป ก็จะอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 บาทต่อชุด แต่ถ้าเจาะกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนา ราคาเช่าชุดก็อาจจะขึ้นไปถึง 5 พันถึง 1 หมื่นบาทต่อชุดเลยครับ

    มีกี่ชุดดี

    ถ้าเป็นร้านเล็กๆ ผมคิดว่าควรจะอยู่ประมาณ 50 ชุด ร้านเล็ก และเป็นร้านใหม่ไม่ควรลงจำนวนมากเกินไป เพราะต้องดูตลาดลองตลาดก่อนสักระยะก่อนว่าลูกค้าเป็นใคร ส่วนใหญ่อายุเท่าไร ซึ่งอายุของลูกค้าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางชุด ไม่ว่าจะเป็นสี และแบบของชุด

    สีของชุดราตรี

    สีของชุดราตรีจะเป็นตัวกำหนดแบบชุดต่างๆ ซึ่งสีชุดราตรีที่เป็นสีที่เป็นที่นิยมตลอดกาล คือ สีชมพู สีทอง สีส้ม ส่วนสีอื่น เช่น สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ก็ได้รับความนิยมแต่น้อยมาก ชุดราตรี 1 สี จะมีแบบให้ลูกค้าเลือกประมาณ 10 แบบ โดยชุดสั้นทุกแบบจะได้รับความนิยม และแฟชั่นที่ได้รับความนิยมที่สุด คือ ชุดที่ไม่ต้องตกแต่งมากเกินไป โดยที่ความ เรียบหรูแต่ดูดี แบบชุดราตรีของที่ร้านให้เช่าชุด ส่วนใหญ่จะมาจากช่างที่ตัดให้ รวมถึงแบบที่เราให้ช่างออกแบบให้ ฉะนั้นเจ้าของร้านต้องหมั่นติดตามข่าวสารด้านแฟชั่นเป็นประจำ เพื่อจะได้ทราบทิศทางของแฟชั่นในแต่ละช่วงเวลา

    ขนาดชุดราตรี

    เรื่องขนาดของชุดก็เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นปัญหาที่สุด โดย size ตามมาตรฐานของชุดราตรีจะมี 3 size คือ L, XL, และ XXL ซึ่งขนาดมาตรฐานของหญิงไทย คือ size L อย่างไรก็ตาม แม้ขนาดชุดจะเข้ากับรูปร่างของผู้สวมใส่ แต่ก็ต้องมีการแก้ขนาดตามจุดต่างๆ เพื่อให้พอดีกับลูกค้าทุกคน

    อายุการใช้งานของชุดราตรี

    ชุดราตรีที่ให้เช่าแต่ละชุดจะใช้งานได้ไม่เกิน 4-5 ครั้ง เพราะการเช่าแต่ละครั้งต้องใช้เวลาราว 4-5 วัน โดยหลังจากที่ลูกค้าคืนชุด ทางร้านต้องนำไปซักแห้ง ส่วนการโละชุดแต่ละครั้งต้องดูว่าชุดเก่า, หมอง, ขาด หรือมีรอยเปื้อนที่ซักไม่ออกหรือไม่

    บริการเสริมในร้าน

    ส่วนบริการที่นอกเหนือจากการให้เช่าชุดราตรีแล้ว ที่ผมแนะนำเลยคือ มีบริการให้ยืมเครื่องประดับต่างๆ เช่น ตุ้มหู กระเป๋าคลัช กำไล สร้อยต่างๆ พ่วงไปด้วยโดยไม่คิดค่าเช่า และไม่จำกัดจำนวนชิ้น

    กลุ่มลูกค้า

    ธุรกิจนี้คือการเจาะกลุ่มผู้หญิง 100% สำหรับอายุก็ตั้งแต่วัยรุ่นไปถึงวัยคุณป้า คุณน้า คุณอา ซึ่งยอดเช่าส่วนใหญ่จะอยู่ที่วัยทำงานเสียส่วนมากประมาณอายุ 25-40 วัยนี้จะออกงานบ่อย ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ

    ทำเล

    ทำเลของร้านให้เช่าชุดราตรี แน่นอนว่าถ้าเป็นไปได้ต้องอยู่แถวในเมือง แถวที่มีบริษัทเยอะๆ ยิ่งดี เราจะเจาะกลุ่มสาวออฟฟิทเป็นหลัก ถ้าเราเริ่มใหม่ๆ ทำเป็นธุรกิจเล็กๆ ไม่ควรไปหาทำเลที่ไม่น่าจะมีคนมาร้านบ่อย ถ้าเป็นในเมือง ค่าเช่าจะแพง แต่ก็คุ้มค่า เราตั้งใจจะจำธุรกิจสักอย่างแล้ว ต้องทำให้ดีที่สุด ทำเลที่ถูกและดีไม่มีในโลก ยกเว้นเสียแต่ว่าทำเลทองของเรานั้น เป็นบ้านของเราเองที่อยู่ติดถนนใหญ่ อยู่ติดมหาวิทยาลัย ติดบริษัทใหญ่ๆ

    บริการต้องดี

    การบริหารในร้านของเราของดี สมมติว่าเราคือเจ้าของร้าน รับลูกค้าเองทุกวัน และจ้างลูกมือคอยเย็บชุด จัดการชุดให้ เมื่อลูกค้ามาเราก็ต้องถามไถ่ว่าเค้าอยากได้แบบไหน ไปงานอะไร อย่าปล่อยให้ลูกค้าเข้ามาในร้านแล้วยืนเก้ๆ กังๆ มองหาคนขาย อย่างนี้จะทำให้เสียลูกค้าได้ และการเช่าชุดราตรีแต่ละครั้งต้องไปๆ มาๆ ที่ร้านประมาณ 3 ครั้ง คือ มาดูชุด มารับชุด และเอาชุดมาคืน ถ้าลูกค้ามารับชุดแล้วเกิดใส่ไม่ได้ หรือไม่ถูกใจที่เราเย็บ เราก็จำเป็นต้องแก้ให้ใหม่อีกครั้งนึง งานร้านให้เช่าชุด อาจจะงานที่ดูจุกจิก เจ้าของร้านก็ต้องมีอารมณ์เย็น สุขุม แก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ให้ลุล่วงไป

    การตลาด

    สำหรับการทำการตลาดในสมัยปัจจุบันนี้ สื่อออนไลน์กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เช่น Facebook, Line, Instagram เจ้าของร้านควรใช้สื่อออนไลน์เหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด โดยลงรูปชุดที่จะให้เช่าไว้ในสื่อออนไลน์ เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้กดเข้าไปดูก่อน ถ้าสนใจจะเช่าจริงๆ ค่อยมาดูของจริงที่ร้าน เรื่องการตลาดใน Facebook, Line, Instagram นั้น เราควรจะต้องศึกษาเพิ่มเติม นอกไปจากความรู้ในเรื่องการเย็บปักถักร้อย เพราะสื่อออนไลน์ก็สามารถดึงผู้ที่สนใจมาที่ร้านเราได้เรื่อยๆ ได้เหมือนกัน การทำธุรกิจสมัยนี้ต้องเก่งในหลายๆ ด้าน ถ้าเราช้าไม่ทันโลก ธุรกิจเราก็อาจจะสะดุดลงได้ อย่างเช่น การแจกใบปลิวตามสะพานลอย หรือตามรถไฟฟ้า ก็สู้การโฆษณาใน Facebook ที่เจาะกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบชุดราตรีไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้โทรศัพท์รุ่นใหม่ มีเน็ต มี Facebook กันเกือบหมดแล้ว ก็ใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์นะครับ

    สรุป

    การทำธุรกิจให้เช่าชุดราตรีนั้นไม่ยากครับ ถ้าเราตั้งใจ มีความสามารถเป็นทุนเดิม หรือถ้าไม่มีความสามารถทางด้านนี้ ก็ต้องไปสมัครทำงานเป็นลูกมือก่อน เมื่อมีฝีมือ มีทุน ค่อยมาเปิดร้านของตัวเอง ไม่ผิดหรอกที่เราเก่ง แล้วเราจะแยกวง เจ้าของร้านเดิมที่เราเคยเป็นลูกมือ อาจจะไม่ค่อยพอใจที่เราทำแบบนี้ คือ เก่งแล้วแยก มันเป็นวิถีของผู้ที่รักความก้าวหน้า แต่เจ้าของร้านเดิมบางท่าน ก็ยินดีที่เราจะออกมา และรอดูความสำเร็จของเรา สุดท้ายความตั้งใจจริงจะทำให้เราฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้ ขวากหนามมีไว้ให้ข้าม ประสบการณ์มีไว้ให้เรียนรู้ ขอให้ท่านที่ทำธุรกิจร้านให้เช่าชุด ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย กันทุกท่านครับ

  • แนวทางการทำธุรกิจส่วนตัวให้ประสบความสำเร็จ

    แนวทางการทำธุรกิจส่วนตัวให้รวย ถ้าพูดถึงเรื่องการทำธุรกิจส่วนตัว ในช่วงนี้ใครก็ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจค่อนข้างซบเซา ไม่เฟื่องฟูเหมือนสมัยเศรษฐกิจก้าวหน้า ซึ่งในช่วงนั้นจะมีเงินสะพัดเป็นอย่างมาก แต่ทุกวันนี้ก็มีธุรกิจส่วนตัวเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน เป็นพ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่ที่มีความหวังจะขอส่วนแบ่งในตลาด ตามแต่กำลังจะสามารถทำได้

    บางคนเค้าบอกว่า ใครอะไรก็แข่งกันได้ แต่แข่งวาสนากันแข่งไม่ได้ บางทีก็ดูเหมือนจะจริงว่า บางคนทำธุรกิจใดๆ ก็เจ๊งทุกอย่าง ส่วนอีกคนทำเหมือนกัน กลับเจริญก้าวหน้า บางคนอาจจะลืมในจุดนี้ไปว่า ยิ่งทำบุญ ธุรกิจของท่านยิ่งเจริญก้าวหน้า บุญเปรียบเสมือนมือที่มองไม่เห็นที่ยังอุ้มเราอยู่ คนที่เชื่อย่อมพบแต่สิ่งดีๆ ธุรกิจส่วนตัวเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป

    ผลบุญทำให้คุณผ่านพ้นช่วงเวลาที่คุณเองยังต้องส่ายหัวไปได้อย่างหวุดหวิด แข่งขันกันในโลกธุรกิจอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องแข่งวาสนากันด้วย ฉะนั้นถ้าอยากรวยด้วยธุรกิจส่วนตัว จะต้องฉลาดทั้งในเรื่องธุรกิจของตัวเองที่ทำ และฉลาดในเรื่องการทำบุญต่อบุญให้ตัวเองเจริญก้าวหน้าในชีวิต และการงานที่สร้างอยู่ ในเรื่องของการทำบุญผมคงไม่ต้องบอกนะครับว่าทำบุญยังไง เราสามารถทำบุญกันได้ทุกวันอยู่แล้วตามแต่ปัจจัยจะเอื้ออำนวย อาจจะหักไว้ 5-10% ของเงินที่ได้มา เพื่อที่จะนำไปทำบุญ และถ้าทำต้องทำให้ต่อเนื่อง บุญนั้นจะส่งผลกับเราได้อย่างสม่ำเสมอ

    แต่ถ้าท่านไม่ทำบุญเลย แล้วบอกว่าธุรกิจส่วนตัวของเราดีแล้ว ไม่เห็นต้องงมงายทำอะไรเพิ่มเลย นั่นคือท่านกำลังกินของเก่าอยู่ ของเก่าท่านยังไม่หมด แต่ท่านไม่รู้ตัวว่าท่านเคยทำไว้มาก่อนแล้ว แต่มันยังเหลืออยู่ แต่ถ้าวันใดบุญนั้นหมด กิจการของท่านจะกระท่อนกระแท่นทันที ขายดีไม่ได้เหมือนเดิม โดยที่ท่านเองก็ไม่รู้ถึงสาเหตุนั้น ไปจ้างซินแสต่างๆ นาๆ มาจัดฮวงจุ้ยห้างร้านใหม่ หมดเงินไปหลายแสน แต่ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิมไม่กระเตื่องขึ้น หารู้ไม่ว่าแค่ทำบุญเพิ่มประคองตัว กิจการก็ก้าวหน้าเหมือนเดิมแล้ว

    เอาหล่ะครับ ขอวกกลับมาที่การทำธุรกิจส่วนตัวในโลกปัจจุบันต่อ การทำธุรกิจส่วนตัวนั้นเป็นเรื่องที่ดีสำหรับหลายๆ คนที่ไม่ชอบเป็นลูกน้องคนอื่น ชอบความอิสระในการทำงาน แต่ท่านก็ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งทั้งการบริหาร การจัดการ ประชาสัมพันธ์ และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นถ้าอยากลองทำธุรกิจส่วนตัวกันแล้ว ก็ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยง ถ้าอยากเดินหน้าก็อย่ากลัวว่าจะสะดุด และควรมีความมั่นใจสุดๆ ด้วย ถึงจะฝ่าฟันไปถึงความฝันที่วาดหวังไว้ ซึ่งการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ก็มีองค์ประกอบที่จะต้องมีก็เช่น

    1. มีเป้าหมายที่ตัวเองอยากทำซะก่อน

    เพราะบางคนก็อยากทำแค่ธุรกิจเล็กๆ อย่างมี รถเข็นขายก๋วยเตี๋ยว ขายน้ำผลไม้ หรือขายผลไม้เต็มตัวไปเลยก็พอ แต่บางท่านก็อยากทำธุรกิจใหญ่ขึ้นมาอีกนิด แบบต้องมีพื้นที่หลักแหล่งแน่นอน เช่น เปิดร้านขายหนังสือ หรือร้านขายอุปกรณ์กีฬา หรือทำเป็นสำนักงานขายตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ จึงขึ้นอยู่กับคุณแล้วหล่ะว่า อยากทำอะไร และสิ่งที่อยากทำนั้นมีวี่แววจะไปรอดหรือไม่ ต้องคำนึงถึงตรงนี้ไว้ด้วย อย่าลืมซะหล่ะครับ

    2. มีไอเดียที่แตกต่าง

    การทำอะไรซ้ำๆ ตามๆ กัน ใครทำ เราก็ทำ นั่นคือทำธุรกิจรอเวลาเจ๊งครับ การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ธุรกิจของเราต้องแตกต่างครับ อย่าทำตามกัน นั่นไม่ได้ทำให้คุณรวย ถ้าคุณอยากรวยคุณต้องทำอะไรที่แตกต่างออกไป ธุรกิจมีเอกลักษณ์ชัดเจน ทำให้ต่างให้ได้ แล้วลูกค้าจะจำแบรนด์คุณได้เร็ว และบอกต่อตามๆ กันไป เป็น viral marketing อีกทาง นี่เป็นผลพลอยได้จากการทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น

    3. ศึกษาในสิ่งที่ทำ อย่างทะลุปรุโปร่ง

    รู้อะไรอย่างลึกซึ้งแต่เพียงอย่างเดียว จะดีกว่ารู้หลายอย่าง แต่ไม่ดีสักอย่าง ถ้าคุณเชี่ยวชาญในการทำกาแฟ คือเป็นบาริสต้า มาก่อน ชื่นชอบกาแฟมากๆ แต่พอจะทำธุรกิจ กลับมองว่าร้านกาแฟเปิดเยอะแล้วกลัวเจ๊ง ไปเปิดร้านขายมักกะโรนีดีกว่า ส่วนกาแฟเอาไว้ชงกินยามว่างๆ ในกรณีนี้คุณไปในเส้นทางที่คุณไม่รู้ ที่คุณคิดว่ามันน่าจะดี คนยังทำน้อย แต่คุณไม่ได้ทำด้วยจิตวิญญาณของคุณ ทำไปสักพักเดี๋ยวคุณก็เบื่อ กลับไปหาจุดของตัวเองอีกครั้ง ทีนี้กลับมาเปิดร้านกาแฟ คุณมีความสุข ยิ้มให้กับทุกคนที่เข้าร้าน กาแฟของคุณในตอนนี้อร่อยมาก เพราะคุณใส่จิตวิญญาณในการทำลงไปด้วย ร้านของคุณดูมีชีวิตชีวามาก เพราะคุณชอบกาแฟ คุณจึงตกแต่งมันเป็นอย่างดีอย่างที่มันควรจะเป็น ถ้ารูปการณ์เป็นอย่างนี้ โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จในธุรกิจกาแฟมีสูงครับ

    4. ต้องลงทุนมากน้อยแค่ไหน

    ช่วยตรวจสอบสุขภาพทางการเงินของตัวด้วยนะ หากมีทุนน้อยก็อย่าคิดการใหญ่ หรืออยากทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เดี๋ยวก็เจ๊ากะเจ๊งแล้วก็ได้ท้อใจกันพอดี ถ้ามีทุนน้อยก็ทำธุรกิจเล็กๆ ไปก่อน แล้วค่อยขยับขยายลงทุนไปสู่ธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น หรือถ้าคุณมีเงินทุนหนาอยู่แล้ว และมีความรู้ในทางธุรกิจ เช่น อาจจะเรียนมา อย่างนี้ก็ลุยได้เลยครับ แต่ท่านที่มีแต่ทุน แต่ไม่มีความรู้ทางธุรกิจ ท่านต้องศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้งในธุรกิจของท่านให้ดีก่อนนะครับ

    5. จะลงทุนคนเดียวหรือลงทุนกับเพื่อน

    บางคนกลัวการลงทุนคนเดียว จึงอยากมีหุ้นส่วน จะได้หารต้นทุนแล้วไม่ต้องเสี่ยงลงทุนมากก็ว่ากันไป แต่บางคนหมอดูทักว่าอย่าไปลงทุนกับคนอื่น แม้แต่กับเพื่อนตัวเอง เพราะเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร เสียเพื่อนกันเพราะเงินก็มีให้เห็นตัวอย่างกันเยอะแล้ว ท่านตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ซะก่อน แล้วจะค่อยๆ มองเห็นเค้ารางว่าควรทำธุรกิจอะไรชัดขึ้น

    6. มีทำเลที่ดี

    การมีทำเลทางธุรกิจที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ทำเลที่ดีอยู่ตรงไหน ที่ไหนมีคนสัญจรไปมาเยอะนั่นคือทำเลที่ดี เพราะคนเหล่านี้จะมาซื้อของท่าน จะมาใช้บริการที่ร้านท่าน ในทาง Internet Marketing เค้าบอกไว้ว่า traffic คือ เงิน ในโลกแห่งความเป็นจริงก็เช่นกัน คนอยู่ที่ไหน เงินอยู่ที่นั่น

    7. รู้เรื่องการตลาด

    ก่อนจะธุรกิจใดๆ นอกจากมีเป้าหมาย มีเงินลงทุน ทำทำเลที่ดีแล้ว ถ้าเปิดบริษัท หรือเปิดร้าน โดยไม่มีการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง ขายไปวันๆ อย่างนี้โอกาสรวยยากครับ แม้แต่ธุรกิจขนาดเล็กก็ต้องทำการตลาดครับ ทำเลดีๆ นั้นโอเคครับ แต่การตลาดที่ดีจะทำให้คนมาใช้บริการที่ร้านของท่าน หรือมาซื้อสินค้าที่ร้านของท่านเยอะขึ้นครับ

    ก็ขอจบบทความทำธุรกิจให้รวยไว้แต่เพียงเท่านี้ ผมก็ขอให้ประสบความร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • สูตรวิธีทำมาการอง พร้อมคำแนะนำในการขายมาการอง

    มาการอง (สูตรอิตาเลียนเมอแรงค์)

    ส่วนผสมฝามาการอง

    – อัลมอนด์ป่น 300 กรัม
    – น้ำตาลไอซิ่ง 300 กรัม
    – ไข่ไก่ (ไข่ขาว 1) 110 กรัม
    – สีผสมอาหารแบบผง ¼ ช้อนชา
    – น้ำเปล่า 75 กรัม
    – น้ำตาลทราย 255 กรัม
    – ไข่ไก่ (ไข่ขาว 2) 110 กรัม

    ไส้ครีมชอกโกแลต

    – ดาร์กช็อกโกแลตชนิดเม็ด 300 กรัม
    – วิปปิ้งครีมชนิด Dairy 300 กรัม
    – ผงโกโก้ 20 กรัม

    วิธีการทำฝามาการอง

    – วอร์มเตาอบอุณภูมิ 160 องศาเซียส ไฟบน-ล่าง เตรียมไว้ก่อนนะครับ
    – เตรียมถาดอบ ผมใช้วิธีซ้อนถาด 2 ชั้นนะครับ ตัวมาการองจะได้ไม่ไหม้ก้น และเลือกใช้ถาดที่เคลือบเทฟล่อนไว้ ใครไม่มีใช้แผ่นซิลิโคนรองอบก็ได้ครับ
    – นำอัลมอนด์ป่นและน้ำตาลไอซิ่งปั่นผสมรวมกันในเรื่องผสมอาหารแล้วนำไปร่อนใส่ในชามผสมอีกทีนะครับ
    – เติมสีผงที่เตรียมไว้ลงไป ใครอยากได้สีไหนก็ใส่เลยนะครับ คนผสมให้เข้ากันกับผงอัลมอนด์
    – ใส่ไข่ขาว 1 ลงในชามผสมคนให้เข้ากันด้วยพายยางนะครับ ปิดฝาแล้วพักไว้ก่อน
    – ขั้นตอนต่อไปเรามาทำอิตตาเลี่ยนเมอแรงค์ กันนะครับ โดยเริ่มจากนำน้ำเปล่าและน้ำตาลทรายใส่ลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟ จนได้อุณหภูมิ 117-118 องศาเซลเซียส ใครไม่มีที่วัดอุณหภูมิ สังเกตเอาก็ได้ว่าน้ำตาลเริ่มเดือดปุดๆนะครับ (แต่ผมแนะนำให้ซื้อเถอะนะครับ มาการองนี่งานยากหน่อย ต้องใช้ครับถ้าไม่ชำนาญจริงๆ )
    – ระหว่างที่รอน้ำเชื่อมเมอแรงค์ เราก็มาตีไข่ขาวรอไว้ ใช้ที่ตีหัวตะกร้อ ตีเป็นฟองหยาบๆเกือบตั้งยอดอ่อน พอน้ำเชื่อมได้ที่ เรานำมาเทใส่ไข่ขาวเลยนะครับ ระหว่างเทก็เปิดความเร็วของการตีเป็นสปีดสูงสุดจนตั้งยอดแข็งไปเลยนะครับ
    – จากนั้นนำเมอแรงค์ที่ได้แบ่งเป็น 3 ส่วน มาตะล่อมใส่ส่วนผสมอัลมอนด์ที่เราพักไว้ในตอนแรกนะครับ แบ่งใส่ทีละส่วนตะล่อมเบาๆอย่าคนนานนะครับ ใส่เมอแรงค์จนหมด ตะล่อมจนเข้ากัน ทีนี้ก็เตรียมใส่ถุงบีบได้เลยครับ
    – นำมาการองมาบีบใส่ถาด โดยแต่ละอันควรบีบให้เท่ากันนะครับ เวลาจับคู่จะได้สวยพอดีครับ (มีเทคนิคง่ายๆคือให้นับในใจตอนบีบ ถ้านับ 1-5 ก็ให้1-5 ทุกอัน ประมาณนี้นะครับ)
    – เสร็จแล้วเคาะก้นถาดเบาๆนะครับแล้วพักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงกันไปเลยครับเพื่อพักผิวมาการองครับ (สังเกตเอาก็ได้ถ้าเอามือแตะผิวแล้วไม่ติดมือถือว่าใช้ได้ครับ )
    – ลดอุณหภูมิในเตาลงเหลือ 135-140 องศาเซลเซียสนะครับแล้วจึงนำมาการองเข้าเตาอบ
    – อบนาน 14 นาที ขามาการองจะขึ้นรูปสวยเลยครับ (จริงขาจะเริ่มเห็นตั้งแต่นาทีที่ 5-6 แล้วครับ )
    – ครบตามเวลาแล้วจึงเอามาการองออกจากเตาอบ มาพักไว้ให้เย็นแล้วจึงแกะออกจากถาด วางบนตะแกรงทิ้งให้เย็นสนิทค่อยนำมาประกอบร่างนะครับ

    วิธีการทำไส้ครีมช็อกโกแลต

    – เทวิปปิ้งครีมใส่หม้อ นำไปตั้งไฟอ่อนรอให้เดือดปุดๆนะครับ
    – ใส่ผงโกโก้ลงไปคนจนเข้ากันเสร็จแล้วยกลงนะครับ พักไว้ก่อนครับ
    – ตุ๋นช็อกโกแลตด้วยวิธี double boiler / หรือจะเอาเข้าไมโครเวฟทีละ 10 วินาทีแล้วเอาออกมาคนก็ได้นะครับ แล้วตาถนัดเลย
    – เมื่อช็อกโกแลตละลายดีแล้วเอาวิปปิ้งครีมที่ผสมผงโกโก้ไว้แล้วมาค่อยแบ่งใส่ทีละครึ่ง คนให้เข้ากันครับ (อย่าคนแรงเดี๋ยวช็อกโกแลตเป็นฟอง ) พักไว้ให้เย็นนะครับแล้วเอาเข้าตู้เย็นให้ครีมเซ็ตตัวอีก 30 นาที – 1 ชั่วโมง ครับ
    – พอจะเอาออกมาใช้ เราต้องตีให้ครีมคลายตัวลงอีกนิดนะครับ เพราะช็อกโกแลตเวลาโดนความเย็นจะแข็งไป ครับ จากนั้นก็บีบไส้มาการองลงบนฝาแล้วก็นำมาประกบกันได้เลย
    – มาการองจะอร่อย ต้องแช่ตู้เย็นสัก 1 คืนนะครับ เอาใส่กล่องปิดฝาแล้วแช่เย็นไว้ เนื้อด้านสัมผัสด้านในจะต่างกันลิบลับเลยครับ แต่ถ้าใครชอบกรอบมากๆ จะทานเลยก็ได้ครับ แต่ขอบอกถ้าอดใจรออีกนิดรับรองไม่ผิดหวังแน่ครับ

    เคล็ดลับในการทำมาการอง

    – ดินฟ้าอากาศมีผลอย่างมากนะครับในการทำ ถ้าวันไหนอากาศดูชื้นๆเหมือนฝนจะตกนี่ ผ่านไปทำอย่างอื่นก่อนเลยครับ เพราะโอกาสที่จะทำมาการองแล้วไม่เป็นมาการองนี่ง่ายมากๆเลยครับ
    – บางสูตรเค้าแยกไข่ขาวแช่ตู้เย็นไว้ 1 คืนก่อนนำมาทำนะครับแล้วมาการองจะขึ้นรูปสวยแต่ผมเองก็ยังไม่เคยลองเหมือนกันครับ เค้าแนะนำมาอีกที
    – มาการองที่สมบูรณ์แบบ ต้องกรอบนอก นุ่มใน เนื้อเต็มไม่เป็นโพรง ไม่หนืดเกินไปถ้าทำแล้วมีโพรงข้างในแสดงว่าเราใส่อัลมอนด์น้อยเกินไปนะครับ แต่ถ้าข้างในเต็มแต่เหนียวๆ แสดงว่าใส่อัลมอนด์มากไปครับ
    – ถ้าที่บ้านไม่มีเตาอบไฟฟ้าใช้แบบเตาแก๊ส ก็ให้เปิดไฟล่าง แล้วลอุณหภูมิที่อบลงเหลือ 135 องศาเซลเซียสไปเลยครับ และอบให้นานขึ้นอีกนิดนัก 20 นาที
    – รสชาติของตัวฝามาการองจะคล้ายๆกันนะครับ จะแตกต่างกันตรงไส้ที่ใส่ ใครอยากปรับเปลี่ยนไส้เป็นรสอะไรก็ตามแต่ที่อยากได้เลยนะครับ

  • สินค้าที่ขายดีตลอดกาล มีอะไรบ้าง

    หลายๆ ท่านที่เริ่มต้นคิดจะทำธุรกิจ อาจจะมีปัญหาหนักอก คือ ไม่รู้จะขายอะไรดี หรือจะขายอะไรรวย อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ดี หรือบางท่านเกิดความกลัว กลัวว่าเอาสินค้านี้มาขาย แล้วจะขายไม่ดี ไม่มีคนซื้อ ซึ่งในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ โอกาสทางธุรกิจของเราในการล้มแล้วลุกใหม่อาจจะมีไม่มาก บางท่านเก็บหอมรอมริบ นำเงินมาสร้างธุรกิจ แต่ขายสินค้าแปลกๆ ที่คนไม่ซื้อกัน หรือขายสินค้าตามเทรน ซึ่งเมื่อหมดเทรนก็ขายใครต่อไม่ได้

    ซึ่งบทความขายอะไรดีขายอะไรรวยนี้ก็จะตอบโจทย์ข้อนี้ให้กับคุณผู้อ่าน ที่จะทำให้คุณได้ทราบว่าสินค้าขายดีนั้น คือ สินค้าอะไร ถึงแม้วันเวลาผ่านไป มันจะยังมีคนซื้อมั้ย หรือเข้าหน้าร้อน ผ่านไปหน้าหนาวแล้วมันจะยังขายดีมั้ย ผมอยากบอกว่าปัจจัยเหล่านี้ไม่มีผลครับ สินค้าที่ผมจะบอกคุณนี้ อยู่เหนือกาลเวลา ตราบใดที่ยังมีคนอยู่บนโลกนี้ ตราบนั้นยังขายได้อยู่แน่นอน

    ผมจะอธิบายให้กับท่านผู้อ่านให้ทราบว่าจะขายอะไรรวย เอาหล่ะมาเริ่มดูสินค้าขายดีตลอดกาลกันเลยนะครับ

    1. สินค้าที่ทำให้คนดูดีในสังคม

    คุณคงไม่ปฏิเสธใช่มั้ยครับ ว่าคุณก็อยากสวย อยากหล่อ อยากดูดีเมื่อไปปรากฏตัวในสังคม ไม่ว่าจะงานเลี้ยง งานแต่งงาน งานบวช หรือการออกเดท คุณย่อมอยากที่จะดูดีเสมอเมื่อปราฏตัว เช่นกันครับคนอื่นๆ ก็อยากดูดีเมื่อปรากฏตัวในสังคมเช่นเดียวกัน ดังนั้นสินค้าชนิดนี้จึงขายได้ทุกฤดูกาลครับ ยกตัวยอย่างเช่น พวกสินค้าที่ให้เราสวยขึ้น หล่อขึ้น พวกครีมชะลอความแก่ ครีมกระชับสัดส่วน รวมไปถึงพวกน้ำหอมชนิดต่างๆ หรืออาจจะเปิดเป็นศูนย์ที่ทำให้คนที่มารับบริการดูดีขึ้น เช่น ศูนย์ดูแลผิวภัณท์ หรือเสริมความงามต่างๆ เป็นต้น

    2. สินค้าที่ซื้อให้กับคนที่คุณรัก

    แน่นอนว่าเวลาที่คุณซื้อสินค้าให้กับคนที่คุณรัก คุณจะกั๊กเงินไว้มั้ยครับ คุณย่อมซื้อของที่ดีที่สุดให้กับคนที่คุณรักใช่มั้ยครับ สินค้าประเภทนี้จะค่อนข้างกว้างมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วหนีไม่พ้น ที่เป็นกระเช้าอย่างเช่นพวกซุปไก่ หรือรังนกครับ หรือพวกสินค้าที่บำรุงร่างกายชนิดอื่นๆ ครับ

    3. สินค้าที่แก้ความทุกข์ให้กับคน

    สินค้าชนิดนี้ก็เป็นสินค้าขายดีตลอดกาล เพราะไม่มีใครในโลกนี้ไม่เจ็บ ไม่ป่วย เนื่องจากร่างกายคนเราไม่ได้ทำมาจากเหล็ก ที่ไม่มีวันผุพัง จึงทำให้คนเราแสวงหายารักษาโรค หรือรักษาร่างกายตัวเองกันอยู่เสมอๆ ที่นิยมกันเป็นอมตะน่าจะเป็น ยาลดความอ้วน เพราะเวลาคนเราอ้วนแล้วทุกข์มั้ยครับ ถ้าคนเราทุกข์ก็ต้องขวนขวานหาทางทำให้ความทุกข์นั้นหมดไปใช่มั้ยครับ ถ้านึกสินค้าที่จะขายในหมวดนี้ไม่ออกลองนึกย้อนไปตั้งแต่ศรีษะไปจนถึงเท้าว่า คนเราสามารถเจ็บป่วยตรงไหนได้บ้าง ถ้าทำเป็นทีละหัวข้อออกจะได้ไอเดียในการขายสินค้าได้เยอะเลยนะครับ

    4. สินค้าที่ตอบสนองงานอดิเรกของคน

    สินค้าชนิดนี้ไม่กว้าง สินค้าชนิดนี้จะเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม แต่ขายดีตลอดกาลเหมือนกัน เพราะสินค้าเรื่องราวเฉพาะกลุ่มยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าคนๆ นั้นจะเปลี่ยนความสนใจไปสู่สิ่งใหม่ แต่ก็จะยังมีคนใหม่มาสนใจเรื่องราวเฉพาะกลุ่มนั้นๆ ต่อไป ยกตัวอย่างเช่น สินค้ากลุ่มแต่งรถ สินค้ากลุ่มที่ชอบออกกำลังกาย fitness หรือสินค้าสำหรับผู้ที่ชอบเต้นรำอย่างเช่นพวกชุด หรือรองเท้า เป็นต้น

    5. สินค้าที่สร้างความหวัง

    สินค้าชนิดนี้จะเป็นสินค้าที่เราจะนำไปขายต่อไป เช่นเรารับสินค้าจากผู้ผลิตมา ผู้ผลิตก็ให้ความหวังว่าสินค้าชนิดนี้ยังไม่มีในประเทศไทย นำไปขายได้แน่นอน เช่น มือถือรุ่นใหม่ๆ สินค้าแปลกๆ ใหม่ๆ รวมไปถึงแฟรนไชส์ต่างๆ ที่เราซื้อ และนำมาบริหารจัดการต่อ

    6. สินค้าเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ

    ดูอาจจะเป็นเรื่องที่คนพูดถึงกันน้อย แต่บางสิ่งบางอย่างถ้าเป็น ก็ต้องขวนขวานหายามารักษา สินค้าเกี่ยวกับเรื่องทางเพศก็ถือว่าเป็นสินค้าขายดี แต่เวลาเราจะไปกล่าวกับคนอื่นว่าเราขายอะไร เราจะดูไม่ดีไปในทันที ถ้าคิดจะขายสินค้าชนิดนี้ต้องมองข้ามในบางเรื่องไป ให้ถือซะว่ายังเป็นอาชีพสุจริต ไม่ได้ไปลักขโมยใคร

    สรุป

    เป็นอย่างไรกันบ้างครับท่านผู้อ่าน ก่อนอ่านบทความนี้อาจจะมีคำถามว่าจะขายอะไรดีขายอะไรรวย ตอนนี้เมื่ออ่านจบกันแล้ว อาจจะเกิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา อยากจะไปขายของให้ได้ในตอนนี้เลย สินค้าขายดีนั้นจริงๆ แล้วก็อยู่รอบตัวเรา เป็นสิ่งที่ต้องใช้ทุกวัน ใช้แล้วหมดไป มีการซื้อซ้ำ หลักการมีเท่านี้เองครับ และเมื่อเราหาสินค้าที่คาดว่าจะขายดีได้แล้วนั้น มีสินค้าอยู่ในมือแต่คนไม่รู้จักก็เปล่าประโยชน์ครับ ขั้นตอนต่อไปต้องหาช่องทางในการโปรโมทให้สินค้าของเรานั้นมีคนรู้จักมากขึ้น เพื่อที่จะขายได้มากขึ้น

    เราไปวางของขายตามตลาดนัด จะได้ลูกค้าแถบเฉพาะตลาดนัดนั้น แต่ถ้าเราเอาไปขายในออนไลน์ จะมีคนรู้จักสินค้าเรามากมาย โอกาสได้เงินมีมากกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งช่องทางออนไลน์ก็เป็นช่องทางการทำเงินที่ทำเงินได้มากในสมัยนี้

    น่าจะหมดคำถามขายอะไรดีขายอะไรรวย แล้วนะครับขอให้พบสินค้าขายดีกันไวๆ นะครับ

    ขอให้ร่ำรวยกันทุกท่านครับ

  • อยากรู้มั้ยทำธุรกิจอะไรได้กำไรถึง 130 เท่า

    Stanford University

     

    หลายๆ ท่านที่กำลังทำธุรกิจกันในตอนนี้ก็อาจจะปวดหัวกับสภาพการขายสินค้า คือไม่รู้จะขายอะไร หรือขายสินค้าหรือบริการต่างๆ ที่ทำกำไรได้ไม่เข้าเป้าสักที ถ้าอย่างงั้นมาลองอ่านบทความนี้นะครับ เผื่อจะได้ไอเดียอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาบ้างครับ

    ถ้าสมมติว่าวันนี้เราสามารถมีเงินเริ่มทำธุรกิจได้เพียงแค่ 150 บาท หรือประมาณ 5 เหรียญสหรัฐ เราจะทำยังไง จะทำยังไงให้มันเกิดกำไรสูงขึ้นมาแบบทะลุขีดจำกัดไปถึง 130 เท่า แน่นอนว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะทำได้ แต่ด้วยไอเดียดีๆ ทุกอย่างเป็นไปได้ครับ

    ศาสตราจารย์ Tina Seelig สอนวิชานวัตกรรมสร้างสรรค์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แคลิฟอร์เนีย ได้ให้โจทย์ทางธุรกิจกับนักศึกษาว่า สมมติคุณมีเงินเริ่มธุรกิจได้แค่ 5 เหรียญ คุณจะทำยังไงให้ได้กำไรกลับมาสูงสุด ให้โจทย์นี้กับนักศึกษาที่ถูกแบ่งเป็น 14 ทีม และให้เวลาเพียงแค่ 1 อาทิตย์ไปคิดหาวิธีมา และให้เวลา 2 ชั่วโมงสำหรับภาคปฏิบัติในการทำเงินให้ได้กำไรกลับมาสูงสุด แล้วให้มารายงานหน้าชั้นเรียนเป็นเวลา 3 นาที

    ถ้าเป็นคุณผู้อ่านเจอโจทย์แบบนี้จะคิดหาไอเดียอย่างไรดี

    เราลองมาดูไอเดียที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดแต่ละทีมได้เลือกทำกันจากเงิน 5 เหรียญนี้

    กลุ่มที่หนึ่ง เอาเงินไปซื้อมะนาว น้ำตาล และมาทำน้ำมะนาวขายหน้ามหาวิทยาลัย อืม…ก็เข้าท่า

    กลุ่มที่สอง ได้ไปรับจ้างเติมลมยางรถจักรยานหน้ามหาวิทยาลัย คิดเงินคันละ 1 เหรียญ จนกระทั่งพวกเขาค้นพบว่า ถ้าขอเป็นเงินบริจาคจะได้เยอะกว่า เลยเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคแทน อันนี้ออกแนวการกุศล

    กลุ่มที่สาม ได้เงินมากกว่าทั้งสองกลุ่ม และมีคิดสร้างสรรค์ได้ค่อนข้างดี คือ พวกเขาตัดสินใจเลือกทำงานในคืนวันศุกร์ และให้เพื่อนผู้ชายขับรถพาสาวๆ ไปทิ้งไว้หน้าร้านอาหารที่คนแน่น แล้วให้ไปจองคิวตามร้านอร่อยที่ลูกค้าต้องยืนรอกันเกือบชั่วโมง พอได้คิวแล้วก็เอาคิวไปขายให้ลูกค้าคนอื่นที่เพิ่งมา คิดเงินคิวละ 20 เหรียญ ได้ลัดคิวกันไปเลยไม่ต้องยืนรอ กลุ่มนี้หาเงินได้หลายร้อยเหรียญในเวลา 2 ชั่วโมง เพราะใครๆ ก็อยากมาแล้วได้ทานอาหารเลย

    กลุ่มที่สี่ กลุ่มที่ชนะเลิศในครั้งนี้ สามารถหาเงินได้ถึง 650 เหรียญ เป็นกำไรถึง 130 เท่าตัว และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขาไม่ได้ใช้เงิน 5 เหรียญนั้นเลย เขาทำได้อย่างไรกัน

    หลังจากที่พวกเขาประชุมกันนาน ทุกคนในกลุ่มโหวตว่า พวกเขาจะขายเวลา นักศึกษากลุ่มนี้เฉลยว่า พวกเขานั่งประชุมกันนานว่า จะทำอะไรกันดี บางคนบอกไปซื้อลอตเตอรี่ดีกว่า ไปลาสเวกัส และอื่นๆ แต่ในที่สุดทุกคนสรุปว่า ต้นทุนที่ดีที่สุดที่พวกเขามีไม่ใช่เงิน 5 เหรียญ แต่เป็นเวลา 3 นาทีต่างหาก สำหรับการนำเสนอแผนธุรกิจหน้าห้องเรียนที่เต็มไปด้วยนักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดจำนวนเป็นร้อยๆ คน ที่ต้องการนั่งฟังรายงานโดยไม่ลุกไปไหน

    นักศึกษากลุ่มนี้จึงหาบริษัทที่ต้องการขายสินค้า แล้วก็ได้ขายเวลา 3 นาทีที่ตัวเองต้องพรีเซ็นต์ ให้กับบริษัทที่ต้องการเวลา 3 นาทีโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตัวเองแทน (ไม่ต้องเหนื่อยกันเลยทีเดียว) พอถึงวันที่ต้องรายงาน นักศึกษากลุ่มนี้ก็ไม่ต้องทำอะไร นอกจากฟังเพื่อนพรีเซ็นต์และพอถึงเวลาของตัวเอง ก็ให้บริษัทที่ตกลงกันไว้มาพรีเซ็นต์สินค้า เสร็จแล้วทางบริษัทได้จ่ายเงิน 650 เหรียญสำหรับเวลา 3 นาทีที่มีค่าให้กับทีมนักศึกษาที่ขายเวลาให้ เรียกได้ว่าไอเดียดีจริงๆ ครับ

    และอาจารย์ปลื้มใจที่ลูกศิษย์คิดได้นอกกรอบเหลือเชื่อ

    What I Wish I Knew When I Was 20

    บทความนี้มาจากหนังสือชื่อ What I Wish I Knew When I Was 20

    น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ตอนอายุ20

    ตอนนี้มีพิมพ์ออกมาในภาษาไทยแล้ว ชื่อหนังสือว่า น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ตอนอายุ 20
    Tina Seelig

    ผู้เขียนคือ Tina Seelig จาก มหาวิทยาลัย Standford

    ถือได้ว่าเป็นบทความที่ดี ที่อ่านแล้วได้ข้อคิดอะไรหลายๆ อย่าง ถ้าเรารู้จักใช้ไอเดียที่มีให้เป็นประโยชน์ ไอเดียดีๆ จะสร้างเงินให้เรากลับมาได้หลายเท่าเลยทีเดียวครับ

    แนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสือน่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ตอนอายุ 20

    เริ่มต้น ทำไมคุณน่าจะรู้แบบนี้ ตั้งแต่ตอนอายุ 20 ปี
    บทที่ 1 ซื้อหนึ่ง แถมสอง

    มองปัญหาให้เป็นโอกาส : เธอได้ให้โจทย์นักเรียนคือแบ่งทีมกัน และใช้เงินทุนเพียง 5 ดอลลาร์หรือ 150 บาทเท่านั้น ทีมที่หาได้มากสุดคือ 650 ดอลลาร์หรือ 19,500 บาทในเพียง 2 ชั่วโมงของการทำงาน ส่วนทีมที่ล้มเหลวคือการซื้อล็อตเตอรี่ เพราะความเสี่ยงที่ขาดทุนมีมากที่สุด

    เธอบอกว่าหลายคนมักกลัวปัญหา ซึ่งความกลัวไม่เป็นเรื่องแปลก แต่ความกลัวนั้นจะสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม จนไปต่อไม่ได้เลยทีเดียว เธออยากให้มองปัญหาของตัวเองและคนอื่นเป็นโอกาส สิ่งที่ทำให้ทีมได้รับเงินมากขนาดนั้นคือการเปิดรับบริการฝากซื้อของจากคนที่ไม่ต้องการต่อแถวนานๆ ซึ่งในอเมริกาการยืนต่อแถวซื้อของนั้นหลายครั้งแถวจะยาวมาก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายคนในอเมริกาเลยทีเดียว

    บทที่ 2 ละครสัตว์แบบกลับตาลปัตร

    ตีลังกามองโลก : บทนี้พูดธุรกิจละครสัตว์แบบเดิมที่กำลังตกต่ำ เพราะตลาดอิ่มตัว หรือเบื่อละครสัตว์แบบเดิมๆ เขาเลยทำสวนสัตว์แบบใหม่ โดยไปถามลูกค้าหลายคนที่เบื่อแบบเดิมว่าไม่ชอบอะไรบ้าง จากนั้นตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เพิ่มมูลค่าเพิ่ม และการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆให้ดูดีขึ้น อย่างในไทยให้นึกถึง Thai Fight ในปัจจุบัน เปรียบเทียบกับมวยไทยในวัดแบบยุคเก่า คุณจะเห็นภาพได้ชัดครับ สิ่งที่สำคัญของบทนี้ก็คืออย่าให้ตัวเรายึดติดความคิดในระบบเก่าจนไปต่อไม่ได้ เพราะหลายคนยึดติดกับระบบเก่าจนล้มเหลวได้ครับ

    บทที่ 3 ซูชิหน้าแมลงสาบ

    เปลี่ยนเรื่องเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เธอเล่าเรื่องที่ดูเพี้ยนที่สุดอย่างซูชิหน้าแมลงสาบ ธุรกิจที่มีอยู่จริงในโลกนี้ และขายดีมากในบางประเทศ เปรียบเทียบในบ้านเราก็มีเรื่องการขายแมลงทอดที่แรกๆดูบ้าสุดๆ แต่ก็ขายดีจนถึงทุกวันนี้ได้ ซึ่งเธอบอกว่าไอเดียที่ดูบ้า,เพี้ยนสุดๆ นั้นอาจเป็นไอเดียที่ดีที่สุดก็ได้ จงอย่ามองข้ามมัน

    โดยรวม เธอจะเล่าให้ฟังว่าคนเรามีสองประเภท ประเภทหนึ่งคือคนที่บอกว่าต้องทำอะไรถึงจะยอมทำ ประเภทที่สองคือไม่ต้องสั่ง มีไอเดียของตัวเองก็พร้อมที่จะทำ ซึ่งแบบที่สองจะประสบความสำเร็จ คุณต้องมีแนวคิดแบบที่สอง คืออนุญาตให้ใจตัวเองประสบความสำเร็จก่อนเลย จากนั้นลงมือทำเลย ที่สำคัญคือกล้าตัดสินใจที่แตกต่างจากคนอื่นๆ กล้าที่ล้มเหลวเพราะคนที่ประสบความสำเร็จหลายคนเคยล้มเหลวกันมาทั้งนั้น กล้าที่จะมองปัญหาของคนอื่นๆเป็นโอกาส กล้าจะรวมกลุ่มทำธุรกิจ กล้าที่จะทำงานที่รักรวมกับมีความสามารถในงานนั้น หรือหาคนที่รักงานนั้นรวมกับความสามารถในงานนั้นมาทำ เพราะคนที่รักในงานชนิดนั้นรวมกับมีฝีมือด้านนั้นจะทำให้ผลงานออกมาดีที่สุด

    เธอยังบอกต่อว่าคนที่โชคดีเพราะเขาลงมือทำเท่านั้น คนที่ไม่ทำอะไรเลยนั้นจะไร้ซึ่งโชค เพราะโอกาสจะยิ่งน้อย ที่สำคัญก็คือการโฟกัสให้ความสำคัญกับสิ่งที่ต้องการให้ประสบความสำเร็จมากกว่าจะทำเพียงเพื่อให้ผ่านไปวันๆ

    บทสรุป หนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนทั่วไปที่จะเริ่มทำธุรกิจและมีธุรกิจอยู่แล้วและอยากได้เงินมากขึ้น ถามว่าคุ้มค่าไหม ที่ราคาเล่มละ 170 บาทแลกกับความรู้ ผมว่าคุ้มครับ เพียงแต่คุณต้องตีโจทย์ให้แตก เพราะหนังสือเล่มนี้เหมือนเล่าเรื่องไปเรื่อยๆเหมือนครูสอนนักเรียน ถ้าไม่จับใจความที่มีประโยชน์ในคำพูดที่ยาวเหยียด การเอาไปลงมือทำก็อาจเกิดข้อผิดพลาดได้มากกว่าเดิมครับ

    ที่สำคัญที่สุด ถ้าอยากประสบความสำเร็จต้องลงมือทำด้วยนะครับ

  • อสังหาริมทรัพย์คืออะไร อธิบายให้อ่านแบบกระชับ เข้าใจง่ายๆ

    ท่านผู้อ่านอยากทราบมั้ยครับ ว่าจริงๆ แล้วคำว่า อสังหาริมทรัพย์ ที่เราเรียกกันติดปาก จริงๆ แล้ว ความหมายเต็มๆ ของมันคืออะไรกันแน่ วันนี้ผมจะมาอธิบายให้กระจ่างกันไปเลยครับว่าอสังหาริมทรัพย์คืออะไร

    อสังหาริมทรัพย์คืออะไร

    อสังหาริมทรัพย์ คือ ตัวที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินมีลักษณะเป็นถาวร เช่น บ้าน อาคาร สำนักงาน โรงงาน รวมไปถึงสิ่งที่อยู่ติดกับที่ดินซึ่งเคลื่อนที่ไม่ได้ เช่น ต้นไม้ยืนต้น รวมไปถึงทรัพยากรตามธรรมชาติที่อยู่ในอาณาบริเวณที่ดินนั้น ก็จัดได้ว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ด้วย เช่น หิน แร่ กรวด ทราย บึง แม่น้ำ และหมายความรวมไปถึงสิทธิ์ที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น สิทธิ์ในครอบครองที่ดิน และสิทธ์ในการอยู่อาศัย ซึ่งก็ถูกจัดเอาไว้ในหมวดหมู่นี้ด้วย

    ถ้าจะให้อธิบายสั้นๆ แต่เป็นวิชาการ ก็จะเป็นดังนี้ครับ

    อสังหาริมทรัพย์ หมายถึง ที่ดิน และทรัพย์อันติดกับที่ดิน หรือที่ประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน รวมไปถึงสิทธิ์ทั้งหลาย อันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินด้วย

    จากนิยามดังกล่าวนี้ ผมจะอธิบายความหมายย่อยๆ ออกได้ดังนี้

    ที่ดิน คือ พื้นดินทั่วๆ ไป รวมไปถึงภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง ลำน้ำ เกาะ ทะเลสาบ และที่ชายทะเลด้วย

    ทรัพย์อันติดกับที่ดิน ได้แก่ อาคาร โรงเรือน หรือสิ่งก่อสร้างบนที่ดิน ไม้ยืนต้น เช่น

    บ้าน คือ สิ่งก่อสร้างที่สร้างอยู่หลังเดียว พร้อมทั้งโรงครัว โรงรถ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของบุคคลในครัวเรือนเดียวกัน หรือสิ่งก่อสร้างที่สร้างอยู่หลายหลังภายในบริเวณรั้วเดียวกัน และเป็นที่อยู่อาศัยของบุคคลภายในครัวเรือนเดียวกัน
    ทาวน์เฮาส์ คือ ตึกที่สร้างติดต่อกันตั้งแต่ 2 คูหาขึ้นไป โดยมีผนังร่วมกันด้านหนึ่ง หรือสองด้านขึ้นไป อาจเป็นชั้นเดียว หรือหลายชั้นก็ได้ ตัวตึกอยู่ลึกเข้ามาจากริมถนน และมีบริเวณใช้สอยที่ว่างหน้าทาวน์เฮาส์ อาจจะใช้เป็นที่จอดรถ หรือทำประโยชน์อย่างอื่นได้
    คอนโดมีเนียม คือ กลุ่มห้องอันเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของครัวเรือน โดยกลุ่มห้องนี้จะต้องมีห้องนอน ห้องครัว และห้องน้ำ ตลอดจนทางเข้าทางออกของห้องเป็นของตนเอง ซึ่งสามารถแยกการถือกรรมสิทธิ์ออกเป็นส่วนๆ โดยแต่ละส่วนประกอบด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคล และกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง
    โรงงาน คือ สิ่งก่อสร้างที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับประกอบกิจการอุตสาหกรรมโดยใช้ ฃเครื่องจักร ซึ่งเทียบได้เกิน 5 แรงม้าเป็นปัจจัย และมีโกดัง คือ สิ่งก่อสร้างที่ใช้เพื่อเก็บสินค้า
    อาคารพาณิชย์ คือ อาคารที่ใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งจะห่างจากทางสาธารณะ หรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะไม่เกิน 20 เมตร
    หอพัก คือ ห้องชุด ตามปกติประกอบด้วยห้องนอน ห้องครัว ห้องน้ำพร้อมอยู่ในชั้นเดียวกัน และรวมอยู่ในตึกหลังใหญ่สำหรับอยู่อาศัยหรือให้เช่า

    3. ทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน ได้แก่ แม่น้ำ คลอง ดิน กรวด ทราย แร่ธาตุ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือที่มนุษย์นำมารวมไว้กับที่ดิน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นดินตามธรรมชาติ

    4. สิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ได้แก่ กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่มีโฉนด สิทธิ์ครอบครองในที่ดินที่ไม่มีโฉนด ภาระจำยอม สิทธิ์อาศัย สิทธิ์เหนือพื้นดิน

    สรุปความหมายของอสังหาริมทรัพย์ง่ายๆ แบบชาวบ้านเข้าใจว่า อสังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้นั่นเองครับ ถ้าเป็น สังหาริมทรัพย์ ก็จะเป็นทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ครับ

    เอาหล่ะครับ สำหรับความหมายของอสังหาริมทรัพย์ ผมก็ได้อธิบายไปจบแล้วนะครับ ต่อไปก็จะมาในเรื่องความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นะครับ

    ลักษณะของอสังหาริมทรัพย์คืออะไร

    ลักษณะของอสังหาริมทรัพย์คือ คือจะเป็นทรัพย์สินที่มีอายุยืนยาวมาก โดยในทางเศรษฐกิจทั่วไปจะกำหนดอายุอสังหาริมทรัพย์เอาไว้ที่ประมาณ 50 ปี แต่ในความเป็นจริง ตัวอาคาร บ้านเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ นั้น นั้นมีอายุจริงๆ อยู่ที่ประมาณ 100 ปีเลยทีเดียว ดังนั้น ผู้ที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ อยู่ หากนำไปใช้ในการสร้างเม็ดเงินเข้ากระเป๋า ก็จะยิ่งคุ้มค่ามากขึ้นไปอีกในระยะยาว

    มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์

    มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์นั้น จะมีองค์ประกอบหลักๆ เลย คือ ทำเลที่ตั้ง และสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นๆ ซึ่งถ้าหากเศรษฐกิจซบเซา ราคาของอสังหาริมทรัพย์ก็จะลดลงไปด้วย ซึ่งช่วงนี้ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาซื้อของนักเก็งกำไรที่มีเงินก้อนอยู่ในกระเป๋า ซื้อไว้เพื่อนำไปขายต่อในภายหลังเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาครับ

    ข้อดีของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

    ข้อดีของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ คือ ราคาอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยปกติจมีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่มีลดลง ถ้ามีเงินนิ่งๆ จำนวนมาก ผมแนะนำเลยให้ถือครองเอาไว้ในระยะยาว เพราะในระยะสั้นราคาอาจจะปรับขึ้นลงเล็กน้อยได้ตามสภาพเศรษฐกิจ และถึงทำเลที่ตั้งในขณะนั้นด้วย การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีเงินทุนหนาพอสมควร

    ข้อเสียของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

    ข้อเสียของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ คือ อสังหาริมทรัพย์นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเงินค่อนข้างช้า ใช้ระยะเวลานาน ส่งผลให้การถือครองมีความเสี่ยงมากกว่าการถือครองเงินสดนิ่งๆ แต่นักลงทุนสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วย การนำอสังหาริมทรัพย์ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์เพื่อให้มีเงินเข้ามา เช่น การปล่อยให้เช่า หรือการประกอบธุรกิจส่วนตัวบนอสังหาริมทรัพย์ที่เราเป็นเจ้าของ เป็นต้น

    สรุป

    สำหรับบทความนี้ ผมก็หวังว่าทุกๆ ท่านที่มีความสงสัยเรื่อง อสังหาริมทรัพย์คืออะไร จะได้รับความกระจ่างแล้วนะครับ ว่าอสังหาริมทรัพย์คืออะไร ขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้นะครับ สวัสดี

  • โรงงานรับผลิตสินค้า (OEM) คืออะไร สำคัญอย่างไร

    OEM คืออะไร
     

    สำหรับในบททความนี้ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การทำธุรกิจที่ผู้ประกอบการไม่ได้ผลิตสินค้าด้วยตัวเอง แต่จะจ้างโรงงานที่รับผลิต ผลิตสินค้าให้เราแทน ซึ่งโรงงานที่รับจ้างผลิตสินค้านี้ มีคำเรียกในภาษาอังกฤษสั้นๆ ว่า OEM หรือชื่อเต็มคือ Original Equipment Manufacturer

    OEM นั้นจะคอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการทั้งหลาย ที่ต้องการมีสินค้าเป็นของตนเอง โดยไม่ต้องมีโรงงาน ไม่ต้องมีเครื่องจักร ไม่ต้องไปจ้างพนักงานมาผลิต เพียงแค่มีงบประมาณไปจ่ายให้กับ OEM เท่านั้น

    ข้อดีของการจ้างให้โรงงานผลิตสินค้าให้

    – OEM ทำให้ผู้ประการหน้าใหม่ลดความเสี่ยงในการขาดทุนไปได้มาก แทนที่จะเอาเงินไปจมกับการซื้อหรือเช่าที่ทำโรงงาน การสร้างโรงงาน การซื้อเครื่องจักรอุตสาหกรรม การจ้างพนักงงาน เราก็ตัดขั้นตอนตรงนี้ไป เอาเวลาไปบริหารธุรกิจดีกว่า และก็เงินตรงนั้นไปจ้าง OEM แทน
    – เราสามารถทำธุรกิจได้ แม้ไม่เชียวชาญในการผลิตสินค้านั้นๆ
    – เราสามารถเป็นเจ้าของสินค้าที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐานในการผลิต
    – เราสามารถสั่งผลิตสินค้าได้ในปริมาณที่ต้องการ
    – มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการผลิตสินค้า

    ข้อเสียของการจ้างให้โรงงานผลิตสินค้าให้

    – เราอาจจะไม่เข้าใจในตัวสินค้าเหมือนกับการผลิตสินค้าของตัวเอง
    – เราไม่สามารถควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานการผลิตได้ บางโรงงานรับผลิตอาจจะแค่ผ่านมาตรฐาน แต่ถ้าเราผลิตเองอาจจะทำได้ดีกว่านั้น
    – ถ้าสั่งผลิตสินค้าน้อย ต้นทุนต่อหน่วยจะสูง
    – ถ้าโรงงานผลิตขาดความรับผิดชอบในตัวสินค้า ย่อมส่งผลกระทบของธุรกิจเราในภาพรวม

    จ้างผลิตสินค้าอะไรดี

    คำถามนี้จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ที่ว่ายากคือ ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ ประสบการณ์ยังน้อย ไม่รู้ว่าจะขายอะไรดี เราก็ต้องทำการบ้านอย่างหนัก ดูข่าวธุรกิจ ดูทิศทางเศรษฐกิจ ดูความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันนี้ และที่สำคัญต้องดูเทคโนโลยีว่าไปถึงไหนแล้ว ส่วนที่ว่าง่ายก็คือ บางท่านมีประสบการณ์ทางธุรกิจอยู่แล้ว เช่น เคยทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทมาก่อน มีความรู้เกี่ยวสินค้าที่จะขาย หรือทางบ้านขายสินค้านี้มาก่อน จะออกมาต่อยอดสินค้าเพิ่ม เช่นนี้เป็นต้น

    ซึ่งจริงๆ แล้วโรงงานรับผลิตสินค้า หรือ OEM สามารถผลิตสินค้าได้ทุกประเภท ถ้าท่านใดนึกไม่ออกว่าจะขายสินค้าชนิดใด ผมก็จะจำแนกประเภทไว้คร่าวๆ นะครับ

    – อาหารและเครื่องดื่ม เช่น อาหาร อาหารเสริม ชา กาแฟ น้ำดื่ม
    – ผลิตภัณฑ์ความงาม เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สปา สบู่ ยาสระผม โฟมล้างหน้า โรลออน
    – ยาแผนโบราณ และสมุนไพร เช่น ยาดม ยาหม่อง ยาสมุนไพร น้ำมันนวดตัว
    – สินค้าเพื่อการเกษตร เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี
    – สินค้าที่ใช้ทั่วๆ ไป เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ร่ม
    – งาน hand mad เช่น งานไม้ต่างๆ

    โดย OEM จะดูแลในเรื่องกระบวนผลิตทั้งหมด ตั้งแต่สูตรที่จะใช้ผลิตสินค้า จะเป็นของเราเฉพาะ ทั้งการออกแบบฉลาก และบรรจุภัณฑ์ โดยจะช่วยดูแลตรวจสอบสินค้าให้มีคุณภาพ และผ่านมาตรฐานตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุไว้

    พิจารณา OEM ก่อนไปจ้างผลิตสินค้า

    ซึ่งในปัจจุบันนี้มี OEM เกิดขึ้นมากมาย จนเราไม่รู้ว่าจะไปจ้าง OEM ที่ไหนผลิตสินค้าให้เราดี เราอาจจะพิจารณาได้จากตัวอย่างสินค้า ที่โรงงานเคยผลิตมาแล้ว ซึ่งสินค้าที่เค้าเคยผลิตมาแล้วจะสะท้อนความสามารถในการผลิตของโรงงานนั้นๆ ว่ามีคุณภาพ หรือได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคหรือไม่

    ศึกษาข้อมูลให้พร้อมก่อนไปจ้างผลิต

    เราต้องศึกษาหาข้อมูลมาว่า จะผลิตสินค้าอะไร วัตถุดิบที่จะใช้เป็นเกรดไหน แพ็คเก็จจิ้งเป็นอย่างไร พร้อมไอเดียในการทำธุรกิจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้ประกอบการจะมีข้อมูลเพื่อไปบอกให้กับผู้ผลิตได้ทราบถึงความต้องการ

    สูตรในการผลิตสินค้า

    สูตรในการผลิตสินค้า ทาง OEM ต้องให้สูตรที่เป็นเฉพาะของตัวเราเอง เพื่อเป็นการสร้างจุดขายให้กับผลิตภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น เราจ้างผลิตน้ำหอมจากโรงงานรับผลิตน้ำหอมแห่งหนึ่ง น้ำหอมสูตรของเราจะต้องไม่มีกลิ่นซ้ำๆ กับกลิ่นอื่นๆ ที่มีอยู่ในโรงงานนั้น ซึ่งอาจจะต่างกันแค่วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต 1 ชนิด ซึ่งสูตรจะต้องไม่ซ้ำกับผู้ที่จ้างผลิตท่านอื่น ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องเช็คดูด้วยนะครับว่าสูตรมีการซ้ำกันมั้ย

    ตรวจสอบคุณภาพสินค้า

    เราต้องตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่เราไปจ้างผลิตเสมอ เพื่อความมั่นใจในตัวผลิตภัณฑ์ เช่น เราสั่งผลิตโลชั่นทาผิว เราก็ต้องเอามาทาเอง หรือให้เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ได้ทดลองใช้สินค้า ว่าทาผิวแล้วเกิดอาการระคายเคืองหรือไม่ เพื่อที่เราจะปรับปรุงพัฒนาสินค้าของเราให้มีคุณภาพ และมีมาตรฐานก่อนถึงมือผู้บริโภค

    การออกแบบบรรจุภัณฑ์

    เราควรเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสินค้าของเราเอง เพื่อสร้างจุดแข็ง และสร้างความแตกต่าง ไม่ไห้ซ้ำกับสินค้าที่มีอยู่มากมายตามท้องตลาด เพราะความแตกต่างเพียงเล็กน้อย จะช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับตัวสินค้า ซึ่งจะช่วยให้สินค้าเป็นที่จดจำได้ง่ายในเวลาอันรวดเร็ว

    การขอ อย.

    สำหรับการขอ อย. ในกรณีที่สินค้าเป็นอาหารและยา สินค้าต้องได้รับการรับรองคุณภาพ และมาตรฐาน อย. จึงจะสามารถนำออกไปจำหน่ายได้ ซึ่งทาง OEM เอง เค้าก็จะไปขอ อย. สินค้าที่เราจ้างผลิต มาให้เราเอง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นข้อดีของ OEM นะครับ

    จ้างผลิตจากจำนวนน้อย

    ด้วยการที่เราเป็นผู้จ้างผลิต เราอาจจะทำความตกลงกับทางโรงงานว่า จะขอให้ผลิตสินค้าในจำนวนตามขั้นต่ำที่โรงงานได้กำหนดไว้ก่อน เพื่อเอาไปทดลองตลาดก่อน หากผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ จะค่อยสั่งผลิตสินค้าให้มากขึ้น

    สรุป

    จากวิธีการที่ได้กล่าวมาในบทความนี้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจ มีสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน ภายใต้แบรนด์ของเราเอง ทำให้เราหมดห่วงในเรื่องการผลิต และเอาไปเวลาไปโฟกัสในเรื่องการขาย การตลาด การบริหารธุรกิจให้ได้กำไรยิ่งๆ ขึ้นไป การทำธุรกิจต่างๆ ยากแค่ตอนเริ่มต้นเท่านั้น แต่ถ้าอยู่ตัวแล้ว มีประสบการณืมาบ้างแล้ว ทีนี้เราจะสนุกกับการทำธุรกิจ ความกังวลใจจะลดน้อยลง เพราะหลายๆ คนที่มาทำธุรกิจ จะกลัวกันมาก คือ เรื่องการขาดทุน แต่ถ้าเรามีการศึกษาเรื่องธุรกิจมาดี มีการเตรียมตัวมาดี โอกาสที่จะทำธุรกิจแล้วรวยก็มีมาก ผมก็ขอให้ผู้ประกอบการทุกท่านได้ร่ำรวยจากการขายสินค้าที่ดีมีคุณภาพกันทุกท่านนะครับ

  • หลักการตลาด 4P คืออะไร

    4P คืออะไร
     

    หลักการตลาด 4P หรือเรียกอีกอย่างว่า ส่วนผสมทางการตลาด (Marketing Mix) มีอยู่ด้วยกัน 4 ประการคือ

    1.ผลิตภัณฑ์ (Product)

    ธุรกิจมีองค์ประกอบซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญประการแรก คือ ผลิตภัณฑ์สินค้า (Goods) หรือบริการ (Services) สำหรับสินค้านั้นจำแนกเป็น สินค้าที่จับต้องได้ และสินค้าที่จับต้องไม่ได้ สำหรับการบริการจำแนกเป็น บริการแบบมีส่วนร่วม และบริการแบบไม่มีส่วนร่วม ด้งนั้นสินค้าและบริการจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยจะต้องมีคุณลักษณะสำคัญ คือ คุณภาพ (Quality) สำหรับคุณภาพนั้นยังมีความหมายรวมถึงความเหมาะสมในการใช้งาน คุณภาพจากการออกแบบ และคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด นอกจากนั้นคุณภาพยังเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงภาพลักษณ์ของธุรกิจอีกด้วย

    2.ราคา (Price)

    การตั้งราคานับเป็นกลยุทธ์สำคัญประการหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ มักขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ขนาดของธุรกิจ ประเภทของสินค้า ค่าใช้จ่าย สิ่งแวดล้อมทางการตลาด กฎหมาย ความผันแปรของราคาวัตถุดิบ ระบบการจัดจำหน่าย ต้นทุน การผลิต การส่งเสริมการขาย เป็นต้น

    สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก การกำหนดราคาขายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากราคาเป็น สิ่งเดียวที่ใช้วัดค่าและประโยชน์ของสินค้า และเป็นสิ่งที่จะกำหนดว่าจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปในทิศทางใด จะ ขายสินค้าอย่างไร จำนวนเท่าใด ราคาจะเป็นเครื่องปงชี้ความสามารถในการทำกำไรของกิจการ ทั้งนี้เนื่องจากกำไรคิดจาก รายรับหักด้วยต้นทุน และรายรับไต้จากปริมาณหน่วยที่ขายคูณด้วยราคาขายต่อหน่วย อนึ่งกลยุทธ์การขายสินค้าที่นำมาใช้กัน อย่างแพร่หลาย ได้แก่ การให้ส่วนลด (Discount) การขายเชื่อ (Credit) และการฝากขาย (Consignment)

    นโยบายการตั้งราคาจำแนกเป็น

    นโยบายราคาเพียงราคาเดียว (One Price Policy) เป็นยุทธวิธีของการเสนอขายสินค้าหรือบริการในราคามาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะซื้อมากหรือน้อย เช่น ราคาน้ำมัน ค่ารถโดยสาร คิดตามระยะทาง ค่าขนส่ง สินค้าคิดตามนํ้าหนัก หรือธุรกิจขายสินค้าราคาเดียวทั้งร้าน

    นโยบายราคาที่แตกต่างกัน (Variable Price Policy) มีมูลเหตุความแตกต่างในด้านคุณลักษณะเฉพาะของสินค้าหรีอบริการ และมาจากนิสัยในการเจรจาต่อรองของลูกค้า จึงทำให้มีการดั้งราคาขายแตกต่างกัน เช่น สินค้าที่มีคุณภาพดีมักจะขายในราคาที่แพงกว่าสินค้าที่มีคุณภาพรองลงมา เช่น ราคารถยนต์ ยุโรปและรถยนต์ญี่ปุน ราคาตั๋วเข้าชมภาพยนตร์ที่นั่งธรรมดา กับที่นั่งพิเศษ ราคาเสื้อผ้าที่มียี่ห้อดังกับยี่ห้อธรรมดา

    นโยบายกำหนดราคาขายสินค้าทีละหลายชิ้นรวมกัน (Multiple Unit Package Pricing Policy) เป็นการกำหนดราคาขายโดยเปรียบเทียบความแตกต่างในด้านปริมาณสินค้าที่ชื้อ กล่าวคือถ้าซื้อจำนวนมากจะมีราคาถูกกว่าซื้อครั้งละน้อย เช่น นํ้าอ้ดลม ผงซักฟอก สินค้าอุปโภคบริโภค

    นโยบายกำหนดราคาเป็นสายราคา (Price Lining-Policy) เป็นลักษณะการกำหนดราคาเป็นแบบต่อเนื่องตามขนาดและปริมาณสินค้า โดยแบ่งเป็นขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่พนักงานขายและลูกค้า เช่น ถ่านไฟฉาย ยาสีฟัน

    นโยบายกำหนดราคาเชิงจิตวิทยา (Psychological-Pricing Policy) ธุรกิจอาจใช่วิธีการกำหนดราคาที่เป็นลักษณะเฉพาะของสินค้า โดยอาศัยหลักทางจิตวิทยาซึ่งเชื่อว่าจะมีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าหรือผู้บริโภค เช่น สินค้าที่มีราคาลงท้ายด้วยเลขตัวเดียวเหมือนกันคือ 59,49,39 เป็นตัน

    นโยบายกำหนดราคาตามจำนวน (Unit Pricing-Policy) เป็นการตั้งราคาให้แตกต่างกัน โดยยึดนํ้าหนักของสินค้าต่อหน่วยเป็นเกณฑ์ เช่น ซื้อสินค้าที่มีน้ำหนัก 100, 50 และ 20 กรัม จะมีราคาไม่เท่ากัน

    3.ช่องทางการจำหน่าย (Place)

    เป็นกิจกรรมทางธุรกิจที่ทำให้สินค้าที่ผลิต หรือขายถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้าย ทั้งโดยยึดหลักประสิทธิภาพ ความถูกต้อง ความปลอดภ้ย และความรวดเร็ว เป็นสำคัญ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการบริหาร การจัดช่องทางการจำหน่ายสินค้าของกิจการอย่างได้ผล สำหรับประเภทช่องทางการจำหน่าย สินค้าจำแนกออกเป็น

    – ช่องทางตรงระหว่างผู้ผลิตไปผู้บริโภค
    – ช่องทางจำหน่ายผ่านพ่อค้าขายปลีก
    – ช่องทางจำหน่ายผ่านพ่อค้าขายส่งและขายปลีก
    – ช่องทางจำหน่ายผ่านตัวแทนคนกลางและพ่อค้าขาย ปลีก
    – ช่องทางจำหน่ายผ่านตัวแทนคนกลางและพ่อค้าขายส่ง

    4.การส่งเสฺริมการจำหน่าย (Promotion)

    ความสำเร็จทางด้านธุรกิจ คือ การขายสินค้าหรือบริการให้ได้จำนวนมาก ปัญหาอยู่ที่ทำอย่างไร การส่งเสริมการจำหน่าย หรือการส่งเสริมการขายจึงมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้น กิจกรรมตังกล่าวจะประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ เมื่อธุรกิจทราบว่าลูกค้าต้องการอะไร มีรสนิยมแบบไหน เพื่อที่จะสร้างเครื่องมือให้เข้าถึงจิตใจสนองลูกค้าไต้โดยตรง อย่างไรก็ตามการส่งเสริมการขายมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับงบประมาณค่าใช้จ่ายที่จะต้องพยายามให้ใต้ผลอย่างคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งมีหลายวิธีดังนี้

    การโฆษณา (Advertising) อาจใช้ภาษาพูด หรือภาษาเขียน และความหมายที่จะทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกและภาพพจน์ที่ดีต่อสินค้านั้น รวมทั้งจูงใจให้เกิดความอยากจะทดลองใช้สินค้าหรือบริการ

    การขายตรงโดยพนักงานขาย (Direct Sales) เป็นการใช้พนักงานขายเข้าไปติดต่อถึงต้วลูกค้า โดยการอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ของสินค้าให้ลูกค้าได้ทราบ ซึ่งเรียกว่าการนำเสนอ โดยจะต้องอาศัยเทคนิคหรือวิธีการที่น่าสนใจ

    การส่งเสริมการขายทางด้านลูกค้า (Consumer Promotion) เป็นรูปแบบของการสร้างสิ่งดึงดูดใจให้กับลูกค้าโดยตรง เช่น การลด แลก แจก แถม หรือการเล่นเกมชิงรางวัล ทำให้เป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความสนใจ หรือมีความหวังในประโยชน์ที่จะได้รับจากตัวสินค้า

    การบริการ (Service) เป็นรูปแบบการให้บริการทั้งก่อนการขาย (การอธิบายคุณลักษณะที่ดีและการใช้สินค้าก่อนที่ลูกค้าจะซื้อ เพื่อเป็นการเชื้อเชิญ) การบริการขณะขาย (การสาธิตให้ลูกค้าได้ขมก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ หรืออาจเป็นการให้ลูกค้าทดลองทำดูก่อน) และการบริการหลังการขายสินค้านั้นให้กับลูกค้า (การซ่อมบำรุงตรวจสอบสินค้าเมื่อลูกค้าได้ซื้อไปแล้วโดยจะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าในระยะยาว)

  • สูตรวิธีทำขนมชั้น พร้อมคำแนะนำในการขายขนมชั้น

    ขนมชั้น

     

    ในบทความนี้ก็จะขอกล่าวถึงสูตร และวิธีการทำขนมชั้น ขนมไทยสุดอร่อย หอมหวาน ใครทานเป็นต้องติดใจกลับมาทานใหม่ ด้วยความอร่อยนี้ถึงแม้จะเป็นขนมไทยโบราณ ถึงจะเก่าแก่ขนาดไหน แต่ของดีของอร่อยก็ไม่ได้สูญหายไปตามกาลเวลา จะยุดสมัยโน้นกับยุดสมัยนี้ ก็ยังมีคนทานขนมชั้นได้รับความนิยมไม่ต่างกัน

    ในปัจจุบันนี้มีพ่อค้าแม่ค้ามากมายที่เปิดร้านขายขนมไทย และมีขนมชั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้รวมอยู่ด้วย ซึ่งก็ยังขายดิบขายดี ถือเป็นหนึ่งในขนมไทยหลายๆ อย่าง ที่จัดอยู่ในประเภทขายดีตลอดกาล เอาหล่ะครับถ้าเราจะขายขนมชั้นบ้าง เราก็ต้องมาเริ่มกันจากทราบประวัติของขนมชั้นกันก่อนนะครับ

    ขนมชั้นนั้นเป็นขนมไทยโบราณ ที่มีมานานหลายร้อยปี ขนมชั้นจะนำไปใช้ในงานพิธีมงคล โดยมีความเชื่อกันว่าจะต้องหยอดขนมให้ได้ 9 ชั้น เพราะถือเคล็ดให้ได้เสียงว่า เก้า (ก้าวหน้า) จึงจะเป็นศิริมงคลเจริญก้าวหน้าแก่เจ้าภาพ

    ขนมชั้นนอกจากพบในประเทศไทยแล้ว ในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย เวียดนาม ก็ยังมีขนมชั้น เพียงแต่รูปทรง และรสชาติก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ สำหรับคนมาเลเซียจะเชื่อว่า ขนมชั้นมาจากประเทศอินโดนีเซีย ส่วนคนอินโดนีเซียจะเชื่อว่า ขนมชั้นมีอิทธิพลมาจากชาวดัชต์ หรือเนเธอร์แลนด์ในสมัยก่อน

    ขนมชั้นมีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Layer Sweet Cake

    ซึ่งขนมชั้นนั้นมีรูปทรงหลากหลายแบบ ซึ่งผมก็จะเสนอวิธีการทำไว้หลายๆ แบบให้ผู้ที่สนใจได้ลองไปทำกันดูนะครับ

    สูตรวิธีการทำขนมชั้นสูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมชั้น

    – แป้งมันสำปะหลัง 200 กรัม
    – แป้งท้าวยายม่อม 25 กรัม
    – แป้งข้าวจ้าว 25 กรัม
    – น้ำกะทิ 750 กรัม
    – น้ำตาลทราย 350 กรัม
    – น้ำสีผสม 50 กรัม

    วิธีการทำขนมชั้น

    1. ขั้นแรกให้ทำน้ำเชื่อมกะทิก่อน โดยการแบ่งน้ำกะทิออกมาประมาณ 200 กรัม และเทน้ำตาลทรายใส่ลงไปให้หมด
    2. นำไปตั้งไฟระดับกลาง รอให้น้ำตาลทรายละลายหมด อาจจะใช้การคนช่วยให้น้ำตาลละลาย เมื่อน้ำเดือดสักพัก ให้นำออกมาพักไว้ให้เย็น
    3. นำแป้งทั้ง 3 ชนิดดังส่วนผสมข้างต้น นำมาใส่ชาม หรืออ่างผสม ให้ผสมรวมกัน และให้นำน้ำกะทิที่เหลือมาใส่ แต่ไม่ต้องหมด ใส่ให้พอที่จะนวดแป้งได้
    4.นวดแป้งต่อไปประมาณ 10 นาที หรือบางท่านก็อาจจะนวดแป้งถึง 15 นาที นวดให้แป้ง และส่วนผสมเข้ากัน เมื่อเรียบร้อยแล้วให้นำน้ำเชื่อมกะทิที่เราได้ทำแล้ว เทใส่ให้หมดลงในชาม เพื่อเป็นการคลายแป้ง และใส่น้ำกะทิที่ยังเหลือ คนแป้งให้เข้ากัน
    5. ต่อมาให้นำแป้งไปกรองด้วยกระชอนตาถี่ เอาเศษแป้งที่ยังละลายไม่หมดออก

    ขั้นตอนการทำสีขนมชั้น

    1. ขอยกตัวอย่างการทำขนมชั้นแบบ 4 สีนะครับ สีละ 1 อัน ไม่ใช่ 1 อันมี 4 สีนะครับ ให้นำน้ำเปล่ามา 50 กรัม มาหาร 4 ก็จะได้น้ำสีละ 12.5 กรัม
    2. ใส่สีผสมอาหารลงไปละลาย ถ้าใครใช้สีธรรมชาติจากดอกไม้หรืออื่นๆ ก็คั้นน้ำให้ได้ 12.5 กรัมเช่นกัน หรือถ้าใครจะทำสีขาวด้วย ก็ให้ใช้กระทิ 12.5 กรัม แทนน้ำเปล่า
    3. ต่อมาก็เทสีต่างๆ ลงไปผสมกับแป้งที่เราเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าเราทำ 4 สี เราก็ต้องแบ่งแป้งเป็น 4 ส่วน ใส่สีแป้งอันละ 12.5 กรัม

    การทำพิมพ์ขนมชั้น

    1. ต่อมาก็เป็นการทำพิมพ์ขนมชั้น เพื่อให้ขนมขั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ตามแต่เราต้องการ ซึ่งก่อนลงมือทำขั้นตอนนี้ก็ให้ลองใช้ช้อนตวงเทลงไปในพิมพ์เพื่อกะความหนาของขนมก่อนนึ่ง เพื่อจะได้กะการตักขนมได้พอดี
    2. ก่อนที่เราจะเทส่วนผสมลงพิมพ์ ให้เราคนส่วนของแป้งให้เข้ากันดีเสียก่อน เพื่อที่แป้งจะได้ไม่ตกตะกอน
    3. นำพิมพ์ขนมไปนึ่งให้ร้อนเสียก่อน แล้วค่อยเทแป้ง เพื่อไม่ให้แป้งไปติดพิมพ์ เวลาแกะออกมาจะได้แกะง่ายๆ
    4. ต่อมาเมื่อพิมพ์ร้อนได้ที่แล้ว ให้เราเทแป้งลงไปในพิมพ์ ส่วนความหนาบางของตัวแป้งแล้วแต่ว่าเราชอบแบบไหน แล้วนึ่งไว้สัก 3 นาที
    3. พอหยอดชั้นแรกสุก ก็หยอดทำชั้นต่อไปให้สุกเช่นกัน แต่ละชั้นนึ่งประมาณ 3 นาที ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนเต็มพิมพ์
    4. เมื่อนึ่งจนเสร็จแล้ว ก็พักไว้ให้เย็นสนิท และแกะออกมาจากแม่พิมพ์ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำขนมชั้นครับ

    สูตรวิธีการทำขนมชั้นสูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมชั้น

    – แป้งมัน 100 กรัม
    – แป้งข้าวเจ้า 40 กรัม
    – น้ำตาลทราย 180 กรัม
    – น้ำกะทิ 500 มิลลิลิตร
    – น้ำเปล่า 50 มิลลิลิตร
    – น้ำใบเตย 50 มิลลิลิตร
    – ถาดหรือพิมพ์สำหรับใส่ขนม (ทาน้ำมันพืชบางๆ ให้ทั่ว)

    วิธีการทำขนมชั้น

    – ขั้นแรกเลยให้ใส่น้ำกะทิ และน้ำตาลลงไปในหม้อ และนำมาขึ้นตั้งไฟ คนน้ำตาลให้ละลาย พอน้ำเดือดก็ปิดไฟ และนำมาพักไว้เพื่อคลายความร้อนให้อุ่นลง
    – เทแป้งมัน และแป้งข้าวเจ้าใส่ลงในชามผสม
    – ตักหัวกะทิจากในหม้อในข้อ 1 นำมาใส่ลงในแป้ง และนวดให้เป็นก้อน
    – เทกะทิจากข้อ 1 ที่ยังอุ่นๆ อยู่ ใส่ลงไปในแป้งทีละหน่อย จนกะทิหมด และให้นวดต่อไปอีกสัก 10 นาที
    – แบ่งส่วนผสมออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกให้ใส่น้ำใบเตย และคนให้เข้ากัน ส่วนที่สองให้ใส่น้ำเปล่า และคนให้เข้ากัน
    – ขั้นตอนต่อมาก็ได้เวลานึ่งขนมกัน นำซึ้งใส่น้ำไว้ นำมาขึ้นตั้งไฟแรง เมื่อรอจนน้ำเดือดแล้วให้วางถาดหรือพิมพ์ที่เราจะใช้นึ่งลงไป
    – ให้เรานึ่งถาดหรือพิมพ์ให้พอร้อน ให้ตักแป้งสีเขียว (แป้งที่ใส่น้ำใบเตย) วางลงไปบางๆ 1 ชั้นพอ และปิดฝานึ่งไว้สัก 5 นาที ให้สังเกตดูว่าแป้งดูสุกใส ให้หยอดแป้งสีขาว (แป้งที่ใส่น้ำเปล่า) วางทับลงไป และให้นึ่งต่อสัก 5 นาที
    – ให้ทำสลับสีไปเรื่อยๆ สีเขยว มาสีขาว มาสีเขียว มาสีขาว ทำกี่ชั้นแล้วแต่ความพอใจของเรา แต่ที่นิยมคือทำ 9 ชั้นครับ และในระหว่างที่นึ่งขนมชั้น เราต้องคอยดูอย่าให้น้ำในซึ้งแห้งด้วยนะครับ
    – เมื่อขนมชั้นสุกแล้ว เราต้องรอให้ขนมชั้นเย็นลงก่อนที่เราจะเอามาตัดเป็นทรงต่างๆ หรือก่อนออกจากพิมพ์นะครับ เวลาที่ขนมชั้นเย็นลงแล้วจะสามารถเอาออกจากพิมพ์ได้ง่ายขึ้น

    สูตรวิธีการทำขนมชั้นสูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมชั้น

    – แป้งมัน 1 3/4 ถ้วย
    – แป้งข้าวจ้าว 1 ถ้วย
    – แป้งท้าวยายม่อม 1/4 ถ้วย
    – หัวกะทิ 1 ถ้วย
    – หางกะทิ 2 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 2 1/2 ถ้วย
    – สีผสมอาหาร

    วิธีการทำขนมชั้น

    – มาถึงขั้นตอนแรกเลยนะครับ ให้ผสมน้ำตาลทราย เข้ากับหางกะทิ และคนให้น้ำตาลทรายละลาย และพักเอาไว้สักครู่
    – ต่อมานะครับ ให้ผสมแป้งมัน แป้งข้าวจ้าว และแป้งท้าวยายม่อม เข้าด้วยกัน ให้เราค่อยๆ นวดด้วยหัวกะทิ นวดประมาณสักไม่เกินครึ่งชั่วโมง
    – ให้เราใส่หัวกะทิทั้งหมดที่เหลือ และใส่หางกะทิที่เราผสมกับน้ำตาลไว้ คนให้เข้ากันแล้วกรองนะครับ
    – แยกแป้งออกมา ผสมสีลงไปตามที่เราต้องการ
    – เตรียมซึ้งนึ่ง ใส่น้ำลงไป และต้มรอให้เดือด
    – นำพิมพ์มาวาง แล้วหยอดขนม ซึ่งถ้าเป็นเป็นพิมพ์ซิลิโคนจะสามารถหยอดก่อนนึ่งได้ แต่ถ้าเป็นพิมพ์โลหะต้องนึ่งพิมพ์ให้ร้อนก่อนหยอดขนมนะครับ
    – หยอดขนม และรอให้สุกเป็นชั้นๆ เราจะใช้เวลานึ่งแต่ละชั้นสักไม่เกิน 10 นาที ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นขนม
    – เมื่อนึ่งเสร็จเรียบร้อย ให้รอให้ขนมชั้นเย็นลงก่อน แล้วค่อยแกะออกจากพิมพ์

    สูตรวิธีการทำขนมชั้นสูตรที่ 4

    ส่วนผสมขนมชั้น

    – แป้งท้าวยายม่อม 2 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 5 ถ้วยตวง
    – กะทิ 6 ถ้วยตวง
    – น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วยตวง
    – น้ำดอกอัญชัญ 2 ช้อนโต๊ะ (หรือน้ำใบเตยคั้นสด หรือใช้สีผสมอาหารตามแต่สีที่ต้องการ)

    วิธีการทำขนมชั้น

    – สำหรับขั้นตอนแรกให้นำดอกอัญชันมาล้างน้ำให้สะอาด และนำไปปั่นใส่น้ำ และกรองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อเตรียมทำน้ำดอกอัญชัน
    – ถ้าเราต้องการทำสีเขียวจากใบเตย ก็ให้นำใบเตยไปล้างน้ำให้สะอาด และนำไปปั่นใส่น้ำ และกรองด้วยผ้าขาวบาง กรณีต้องการสีอื่นนอกจากนี้ อาจใช้สีผสมอาหารแทน
    – ต่อมาให้นำน้ำลอยดอกมะลิไปตั้งไฟอ่อนๆ และผสมน้ำตาลทรายลงไป ให้คนจนน้ำตาลทรายละลายแล้ว พักไว้ให้เย็น
    – นำแป้งท้าวยายม่อม และแป้งข้าวเจ้า ผสมเข้ากับกะทิ และนวดให้เหนียว จากนั้นใส่น้ำลอยดอกมะลิที่ผสมน้ำตาลแล้ว ใส่ลงไปผสมให้เข้ากัน
    – ให้เราแบ่งแป้งที่ผสมเสร้จแล้วออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกแบ่งไว้ทำสีม่วง และส่วนที่สองไว้ทำสีขาว โดยให้เติมน้ำดอกอัญชัน หรือน้ำใบเตย หรือสีผสมอาหาร ลงไปคนให้เข้ากัน
    – ให้เรานำถาดแบบที่ต้องการ หรือแบบพิมพ์ที่เตรียมไว้ ใส่บนซึ้ง ตั้งไฟแรงๆ
    – เมื่อน้ำเดือด ให้เปิดฝาออก และตักแป้งสีขาวเทใส่ลงในถาด เกลี่ยให้ทั่วถาดบางที่สุด และปิดฝาเพื่อให้สุกสัก 5 นาที เมื่อเราเปิดดูแป้งจะเห็นมีลักษณะสุกใส
    – ต่อมาให้เราตักแป้งสีม่วง หรือสีที่ผสมลงไป ใส่ลงไป ทำสลับกันจนแป้งหมด
    – เราควรใช้ภาชนะที่มีความจุเท่ากันในการตวงแป้งเทแต่ละชั้น เพราะว่าจะได้แป้งที่มีความหนาเท่าๆ กัน
    – ก่อนที่จะเทแป้งเพื่อทำชั้นต่อไปทุกครั้ง จะต้องแน่ใจว่าขนมในชั้นล่างนั้นสุกแล้วจริงๆ ไม่เช่นนั้น แป้งชั้นนั้นจะไม่สุกเลย ถึงแม้จะใช้เวลานึ่งนานเท่าใดก็ตาม
    – ให้นึ่งจนขนมชั้นสุกทั้งหมด แล้วยกลงพักไว้ให้เย็นประมาณ 2 ชั่วโมง
    – เมื่อเย็นแล้ว สามารถจะนำมาตัดเป็นชิ้นได้

    การขายขนมชั้น

    การบรรจุกล่องขนมชั้น

    – ให้บรรจุขนมชั้นในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้
    – น้ําหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของขนมชั้นในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากขนมชั้น

    ที่ภาชนะบรรจุขนมชั้นทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมชั้นแสนอร่อย ขนมชั้นสุดหวาน
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายขนมชั้น

    สำหรับการขายขนมชั้น ก็ถือได้ว่าเป็นขนมไทยที่มีวางขายอยู่เกือบทุกตลาดนัด เราสามารถนับได้เลยว่าตลาดนัดไหน ไม่มีขนมชั้นบ้าง ด้วยเหตุนี้จะว่าขนมชั้นขายง่ายก็ได้ หรือจะว่าขนมชั้นขายยากก็ได้ ที่ว่าขายง่ายคือ คนกินเยอะ ถ้ามีลูกค้าประจำ ยังไงก็น่าจะขายได้หมด ที่ว่าขายยากคือ ตลาดไหนก็มี บางทีตลาดที่เราจะไปลงขาย เค้ามีร้านที่ขายขนมชั้นอยู่แล้ว เราก็ต้องดูว่าจะสู้ไหวมั้ย หรือจะเปลี่ยนไปลงตลาดนัดอื่นแทน

    การขายขนมชั้นเนี่ย เราสามารถทำเป็นแบรนด์ของเราได้นะครับ โดยการบรรจุกล่องอย่างดี ส่งขายตามร้านค้าตามท้องตลาดทั่วไป ผมมองว่าขนมชั้นติดแบรนด์ของเรา ยังมีช่องทางอีกเยอะ ขอให้หาลูกค้าที่จะมารับไปขายตามตลาดให้ได้เยอะ หาฐานให้ได้เยอะๆ แล้วเราจะติดเครื่องทำเงินล้านได้เอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขนมชั้นที่เราทำต้องอร่อยด้วยนะครับ เราต้องรักษาความอร่อยนี้ไว้ บวกกับความสะอาดของกล่องที่ใส่ ทำให้ผู้ที่ทานขนมชั้นแบรนด์เราชมกันแบบปากต่อปาก ว่าขนมชั้นของเราอร่อย สะอาด เค้าก็อาจจะสั่งซื้อมาที่เราโดยตรง อย่างสั่งไปในงานบุญ หรืองานสำคัญๆ ต่างๆ ครับ

    ผมก็ขอให้ขายขนมชั้นจนร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • วิธีการเป็นนักเขียนการ์ตูนให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการเป็นนักเขียนการ์ตูนให้ประสบความสำเร็จ

     

    ถ้าพูดถึงอาชีพนักเขียนการ์ตูน ในปัจจุบันนี้มีคนจำนวนมากที่มีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูน อาจจะเกิดจากแรงบันดาลใจในวัยเด็ก ที่ชื่นชอบตัวการ์ตูนต่างๆ หรืออาจจะเป็นเพราะความหลงไหลในงานศิลปะการวาดภาพ ในวันนี้ผมก็จะขอพูดถึงการเข้าสู่อาชีพนักเขียนการ์ตูนว่ามีความยากง่ายอย่างไร มาเริ่มกันเลยครับ

    อาชีพนักเขียนการ์ตูนนั้น ถ้าดูผิวเผินเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ ต้องใช้จินตนาการสูงมากในการสร้างสรรค์ตัวการ์ตูนออกมาให้ผู้อ่านนิยมชมชอบ ต้องอาศัยการเขียนแล้วเขียนอีกๆ เพื่อให้ได้ตัวการ์ตูนที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่ซ้ำแบบใครออกมา

    อาชีพนักเขียนการ์ตูนนั้น ส่วนใหญ่จะเขียนคนเดียว ทำคนเดียว อยู่กับจินตนาการของตนเองจนสร้างสรรค์ผลงานออกมา โดยมีระยะเวลาการทำงานจากสำนักพิมพ์เป็นตัวกำหนดว่าจะให้เวลาในการทำงานนานเท่าไหร่ ซึ่งในบางครั้งเราอาจจะต้องใช้เวลาในการจินตนาการ หรือหาแรงบันดาลใจค่อนข้างนาน หรือในบางทีเราก็สามารถเขียนการ์ตูนออกมาได้ในเวลาที่รวดเร็ว ส่งงานก่อนกำหนดก็มี

    สำหรับความกดดันในงานเขียนการ์ตูนก็คือ ความจำกัดของเวลา และการหมดไอเดียในการเขียน ซึ่งนักเขียนที่จะก้าวจากมือสมัครเล่นไปเป็นมืออาชีพนั้น จะต้องแก้ปัญหาในตรงจุดนี้ให้ได้ ซึ่งการหมดไอเดียในการเขียนอาจจะแก้ได้โดยการไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ การไปในสถานที่ที่ไม่เคยไป หรือหานิยายแนวแฟนซีมาอ่าน

    คุณสมบัติที่ต้องมีสำหรับนักเขียนการ์ตูน

    – คุณสมบัติสำคัญที่สุดของนักเขียนการ์ตูนก็คือ ทักษะในการวาดรูปการ์ตูน ซึ่งผู้ที่จะอาชีพนี้ควรจะต้องมีพื้นฐาน และมีเทคนิคการวาดในแบบเฉพาะตน นักเขียนการ์ตูนอาจจะไม่ต้องวาดรูปสวยเลิศเลอ แต่ควรที่จะมีเอกลักษณ์เส้นสายการวาดในแบบฉบับของตนเอง เมื่อผู้อ่านอ่านการ์ตูนก็จะทราบว่าผู้เขียนคือใคร
    – เป็นคนมีจินตนาการสร้างสรรค์ตัวการ์ตูน ซึ่งตัวการ์ตูนในแต่ละเรื่องจะมีหน้าตาไม่เหมือนกัน นั้นเป็นเพราะจินตนาการในสร้างสรรค์งานของนักเขียนแต่ละท่านไม่เหมือนกัน บางทีภาพตัวการ์ตูนอาจจะได้มาจากการอ่านนิยาย อ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งมาจากความฝัน งานนักเขียนการ์ตูนเป็นงานที่ต้องใช้จินตนาการอย่างมาก
    – มีความสามารถในการเล่าเรื่องราวการ์ตูน และสามารถถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นให้ผู้อ่านอ่านได้แบบเข้าใจง่ายๆ ได้ใจความ ยกตัวอย่างเช่น เรากำลังเล่าเรื่องการ์ตูนตอนที่กำลังตลก หรือกำลังเศร้า หรือกำลังน่าตื่นเต้น สิ่งที่ผู้อ่านได้รับก็ควรตรงกับสิ่งที่เราต้องการจะถ่ายทอดลงไป ในส่วนของเนื้อเรื่องการ์ตูนนั้นก็ขึ้นอยู่กับจินตนาการของนักเขียนคนนั้นๆ ไม่มีข้อกำหนดว่าต้องเขียนออกมาในรูปแบบใด เพียงแต่สามารถสื่อสาร และถ่ายทอดเนื้อหาได้ก็เข้าใจก็เพียงพอ
    – มีความสามารถในการจัดวางหน้ากระดาษ หรือที่เรียกว่า Layout ระหว่างภาพวาดการ์ตูนของเรา และเนื้อหาที่เราจะเขียนลงไปนั้น เราต้องนำมาจัดวางซ้อนกันให้ออกมาน่าสนใจ น่าติดตาม และเข้ากับเนื้อเรื่อง
    – เป็นคนตรงต่อเวลา เมื่อเรามีฝีมือจนถึงขั้นที่ไปทำงานตามสำนักพิมพ์ต่างๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การตรงต่อเวลา เพราะหนังสือการ์ตูนนั้น มีเวลาการออกจำหน่ายในแต่ละเดือนในช่วงวันที่กำหนดไว้ ฉะนั้นเราจะต้องเขียนการ์ตูนให้เสร็จตรงต่อเวลา หรือเหลือเราคนเดียวที่ยังไม่เสร็จ จะทำให้การออกวางจำหน่ายล่าช้า ทำให้มีผลกับการพิจารณาโอกาสในการทำงานที่สำนักพิมพ์ต่อได้
    – ประการสุดท้าย ในยุคของเทคโนโลยีอย่างเช่นในปัจจุบันนี้ นักเขียนการ์ตูนนอกจากจะวาดรูปลงในแผ่นกระดาษได้แล้ว ยังควรมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ ในการวาดรูปลงบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ คือเราจะสามารถวาดการ์ตูน และลงสีลงไปในคอมพิวเตอร์ได้เลย สำหรับอุปกรณ์นั้นเราจะต้องมี Macbook Imac หรือคอมพิวเตอร์แบบอื่นๆ ที่ตนเองถนัด เช่น Intous 5 wacom และ Gpen สำหรับทำงานนอกสถานที่ ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์ และเม้าส์ปากกาที่ไว้ใช้สำหรับวาดภาพ และลงสีลงไปบนคอมพิวเตอร์ สำหรับการหาเทคนิคใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ทันสมัย และรวดเร็ว ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการทำงานเขียนการ์ตูน เพื่อให้สามารถทำงานเสร็จตรงตามเวลา และมีลูกเล่นในชิ้นงานที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วย

    ผลงานการ์ตูนลงบนแผ่นฟิล์ม

    ถ้าผลงานของเราดี เข้าตากรรมการ ผลงานของเราจะถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มทำเป็นภาพยนตร์ โดยจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยทำงาน มีรายละเอียด มีขั้นตอนหลายขั้นตอนตามกระบวนการผลิต และการถ่ายทำ ช่วยทำให้ภาพการ์ตูนเคลื่อนไหวเหมือนจริง และสวยงามมากขึ้น หรือที่เรียกกันติดปากว่าภาพ Animation ซึ่งในการผลิตภาพยนตร์การ์ตูน จะต้องการภาพการ์ตูนที่มากขึ้น จะใช้ภาพประมาณ 16 – 24 ภาพ ในแต่ละท่วงท่าของการเคลื่อนไหว หรือปรับให้ทันสมัย ใช้เป็นต้นแบบประกอบในการวาดการ์ตูนการเล่นทางคอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต

    รายได้ของนักเขียนการ์ตูน

    สำหรับรายได้ของงานนักเขียนการ์ตูน จะได้รับเงินแบบเหมาเป็นเรื่องๆ ไป หรือเป็นเงินส่วนแบ่งจากยอดขายของสำนักพิมพ์ที่นำการ์ตูนไปพิมพ์ หรือได้รับรายได้แบบเป็นการซื้อลิขสิทธิ์แบบซื้อขาด รายได้ที่เราจะได้รับจากสำนักพิมพ์ ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของเรา และผลงานที่ผ่านมาของเราด้วย

    ถ้าหนังสือการ์ตูนของใครขายดี รายได้ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย งานก็จะเข้ามาเยอะขึ้น โอกาสต่างๆ ในชีวิตก็จะเข้ามา เรียกได้ว่าเริ่มมีชื่อในวงการแล้ว รายได้ขึ้นอยู่กับว่าเราทำแบบพนักงานบริษัท หรือทำแบบ freelance ถ้าทำแบบพนักงานก็ได้เงินเดือน และค่าต้นฉบับด้วย ส่วนถ้าทำเป็น freelance จะได้ค่าต้นฉบับบอย่างน้อย 10 % ของยอดที่พิมพ์ และพิมพ์ซ้ำได้เพิ่มอีก 10 % และข้อดีคือเรายังสามารถรับงานเสริมจากสำนักพิมพ์อื่นได้อีก ซึ่งนักเขียนการ์ตูนมีการทำงานค่อนข้างที่จะเป็นอิสระ เพราะทำงานเป็นชิ้น หรือเหมาทั้งงาน แต่ก็ต้องทำงานให้เสร็จทันตามเวลาที่ทางสำนักพิมพ์ได้กำหนดเอาไว้

    หรือถ้าเรากลัวว่ารับรายได้จากสำหนักพิมพ์จะได้ค่าตอบแทนไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เราก็เป็นผู้ผลิตเอง ขายเอง เราก็จะได้เงินจากการพิมพ์หนังสือการ์ตูนขายเองแบบเต็มๆ แต่เราจะเสียเงินไปกับการโปรโมทหนังสือของเราด้วย ซึ่งเป็นข้อเสียของการเขียนเอง ขายเอง

    สรุป

    อาชีพนักเขียนการ์ตูนเป็นอาชีพที่สนุก ได้ทำในสิ่งตนเองรัก และยังได้เงินอีกต่างหาก อาชีพดีๆ แบบนี้หายากนะครับ ใครจะว่าว่ามีรายได้น้อย ไม่มีเงินพอกิน แต่ถ้าเราทำแล้วมีความสุข ถึงจะได้เงินน้อย แต่เราก็ภาคภูมิใจในงานของเรา งานศิลปะมีค่ามากกว่าเงิน บางทีเราวาดภาพการ์ตูนเพียงภาพเดียว แต่ทำเงินได้มากมายก็มี เพราะมีคนซื้อ มีคนเห็นคุณค่าในภาพการ์ตูนนั้น เส้นทางนี้แม้อาจจะไม่รวย แต่ถ้าคุณมีความฝัน ทำเถอะครับ ทำความฝันให้เป็นจริง

    ส่วนทางรวยในการเขียนการ์ตูนก็มีอยู่ คือ การพัฒนาความสามารถของเราให้มีชื่อในวงการ เราจะได้รายได้ที่สูงขึ้น มีงานที่มากขึ้น งานนี้จะว่ารวยง่ายก็ว่าง่าย จะว่าจะไม่รวยเลยก็เป็นไปได้ อยู่ที่ขอบเขตชีวิตของเราครับว่า ว่าจะเอาระดับไหน ถ้าขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจ แล้วทำได้หมดว่าจะเอาระดับไหน ขอให้มุ่งมั่นจนประสบความสำเร็จในอาชีพนักเขียนการ์ตูนนะครับ

  • สูตรวิธีทำชูครีม พร้อมคำแะนำในการขายชูครีม

    ชูครีมสูตรที่ 1 ชูครีมคัสตาร์ด

    ส่วนผสมแป้งชูครีม

    – แป้งสาลีเอนกประสงค์ 1 ¼ ถ้วยตวง
    – ไข่ไก่เบอร์ 2 4 ฟอง
    – เนยสด 110 กรัม
    – เกลือป่น ½ ช้อนชา
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

    ส่วนผสมของไส้คัสตาร์ด

    – เนยสดรสจืดซอยเป็นชิ้นเล็กๆ 30 กรัม
    – นมสด 2 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวโพด ¼ ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย(ส่วนที่ 1) 1/4 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย(ส่วนที่ 2) 1/4 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    – กลิ่นวนิลลา 1 ช้อนชา
    – ไข่แดง (ไข่เบอร์ 0 ) 4 ฟอง

    วิธีทำแป้งชูครีม

    1. วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เปิดไฟบนล่าง ไม่เปิดพัดลมนะครับ
    2. ร่อนแป้งเอนกประสงค์เตรียมไว้
    3. นำเนยสด เกลือป่นและน้ำเปล่า เทผสมรวมกันในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟ คนให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้จนเดือดปุดๆ
    4. เทแป้งที่ร่อนเตรียมไว้ใส่ลงในส่วนผสมที่เดือด เบาไฟ คนเร็วๆจนเนื้อแป้งไม่ติดหมอและขึ้นเงา ยกลงจากเตาครับ
    5. คนจนอุณหภูมิลดลงแบบอุ่นๆเกือบเย็นนะครับ แล้วจึงใส่ไข่ทีละฟอง กวนแป้งกับไข่จนเข้ากันแล้วจึงใส่ไข่ใบต่อไป ทำซ้ำแบบเดิมจนครบครับ
    6. ตักแป้งใส่ถุงปีบที่เตรียมไว้ ใครมีแผ่นรองอบใช้เลยครับวางลงบนถาดเตรียมอบ ใครไม่มี ใช้กระกระดาษไขรอง 2 ชั้นได้นะครับ
    7. บีบแป้งชูลงไป ครั้งนี้ทำขนาดเล็กพอดีคำครับ (ใครจะบีบแบบลูกใหญ่ก็ได้ครับ )
    8. นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส อบนาน 10 นาทีนะครับ แล้วลดอุณหภูมิลงเหลือ 180 องศาเซลเซียส อบต่ออีก 10-15 นาทีแล้วแต่ขนาดของชูครีมครับ (ระหว่างอบ ห้ามเปิดเตาอบเด็ดขาดนะครับ แป้งชูครีมพองไม่เต็มที่แล้วจะยุบตัวครับ )
    9. พอได้ที่เอาออกจากเตาอบ แกะออกจากกระดาษ พักไว้ที่ตะแกรงจนเย็น รอใส่ไส้ครีมคัสตาร์ดครับ
    วิธีทำครีมคัสตาร์ด
    1. นำไข่แดงน้ำตาลทรายส่วนที่ 1 ตีผสมจนน้ำตาลทรายละลายหมด
    2. ใส่แป้งข้าวโพดลงในส่วนผสมของไข่แดงที่เตรียมไว้ คนจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นหาอะไรก็ได้นะครับปิดฝา อย่าให้ไข่แดงโดนลมแล้วพักไว้
    3. ขั้นต่อไปนำนมสด น้ำตาลทรายส่วนที่ 2 กลิ่นวนิลลาและเกลือป่นเทผสมลงในหม้อแล้วยกขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟอ่อนตั้งแค่อุ่นๆนะครับ เสร็จแล้วยกลง
    4. ตักแบ่งส่วนผสมของนมสด ใส่ลงในถ้วยของไข่แดงที่เตรียมไว้ ไม่ต้องใส่มากก็ได้นะครับ ประมาณ 50 มิลลิลิตรก็พอ คนจนเข้ากัน แล้วเทกลับคืนมาที่หม้อนม (ที่ทำแบบนี้เพราะเพื่อปรับอุณหภูมิของไข่แดงก่อนเวลาทำมาใส่ผสมนมจะได้ไม่แข็งหรือจับตัวเป็นก้อนครับ )
    5. เสร็จแล้วยกขึ้นตั้งไฟอีกครั้งครับ ใช้ไฟอ่อน ( เอาอ่อนสุดๆไปเลยนะครับจะได้ไม่ต้องมากินครีมคัสตาร์สไหม้ ) กวนครีมคัสตาร์ดบนไฟอ่อนไปเรื่อยๆ อย่าหยุดคนนะครับ คนไปจนเหนียวได้ที่ แล้วจึงใสเนยสด ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆเตรียมไว้ลงไป คนจนเข้ากันดี ยกลงจากเตา พักให้เย็นแล้วนำเตรียมมาใส่ถุงบีบกันครับ ถุงบีบที่เตรียมไว้ใส่หัวบีบขนาดเล็กนะครับ
    6. จากนั้น นำครีมคัสตาร์ดที่ได้มาประกอบร่างรวมกันแป้งชูที่เราเตรียมไว้เลยครับ แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ไม่ยากเกินไปใช่ไหมครับ

    ชูครีมสูตรที่ 2 ชูครีมช็อกโกแลต

    ส่วนผสมแป้งชูครีมช็อกโกแลต

    – น้ำเปล่า ½ ถ้วยตวง
    – เนยสดจืดหั่นชิ้นเล็กๆ ¼ ถ้วยตวง
    – ไข่ไก่ 2 ฟอง
    – แป้งบัวแดง ¾ ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    – เกลือ 1/8 ช้อนชา
    – ผงโกโก้สีเข้ม 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำแป้งชูครีมช็อกโกแลต

    1. วอร์มเตาอบเตรียมไว้ที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียสนะครับ
    2. นำน้ำเปล่า ผงโกโก้ เนย น้ำตาลและเกลือใส่ลงในหม้อเลยครับเสร็จแล้วยกขึ้นตั้งไฟจนเดือดปิดไฟยกลง
    3. เทแป้งบัวแดงที่เตรียมไว้ลงในหม้อ เทลงไปพรวดเดียวเลยนะครับ แล้วรีบคนๆให้เข้ากัน ยกขึ้นตั้งไฟอีกครั้งใช้ไฟอ่อนนะครับ กวนจนไม่มีแป้งติดหม้อปิดไฟ
    ( ที่เลือกใช้แป้งบัวแดงเพราะต้องการให้แป้งออกมานุ่มๆครับ ส่วนใครที่ชอบแป้งที่แข็งกว่าจะใช้แป้งว่าวก็ได้ครับ )
    4. กวนต่อไปจนอุณหภูมิลดลงจนอุ่นๆ แล้วค่อยใส่ไข่ลงไปทีละฟองกวนผสมกันจนครบนำใส่ถุงบีบครับ
    5. บีบแป้งชูลงในถาดที่รองด้วยแผ่นรองอบ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส นาน 10นาที แล้วลดอุณหภูมิลงเป็น 180 องศาเซลเซียส อบต่ออีก 10 นาทีนะครับครบเวลาก็เอาออกมาพักไว้ให้เย็นบนตะแกรง รอบีบไส้ครับ

    ส่วนผสมไส้ช็อกโกแลต

    – นมจืด 1 ถ้วยตวง
    – ไข่แดง 4 ฟอง
    – น้ำตาลทราย ½ ถ้วยตวง
    – แป้งเค้ก ¼ ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
    – ช็อกโกแลต 6 ออนซ์
    – เนยจืดละลาย 4 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ ¼ ช้อนชา

    วิธีทำไส้ช็อกโกแลต

    1. เตรียมนมใส่หม้อยกขึ้นตั้งไฟจนเดือดเสร็จแล้วเทนมลงในชามผสมที่ช็อกโกแลตอยู่ คนจนช็อกโกแลตละลายหมดแล้วพักไว้ครับ
    2. นำไข่แดง น้ำตาลทรายและเกลือ ตีผสมกันจนเป็นเนื้อเดียวกันครับ
    3. จากนั้นนำแป้งเค้กและแป้งข้าวโพดที่เตรียมไว้ใส่ลงในชามผสมไข่แดงนะครับ คนจนเข้ากันดี จนมองไม่เห็นแป้งเป็นเม็ดนะครับ
    4. นำส่วนผสมของช็อกโกแลตและนำที่เตรียมไว้ ผสมรวมกัน ส่วนผสมของแป้งไข่ แล้วขำขึ้นตั้งไฟครับ ใช้ไฟอ่อนสุดๆเช่นเคย คนเรื่อยๆอย่าหยุด ระวังก้นหม้อไหม้นะครับ คนต่อไปจนครีมช็อกโกแลตคัสตาร์ดเหนียวข้นได้ที่ ยกลง คนต่อไปจนอุณหภูมิลดลง นำใส่ถุงบีบพักไว้
    5. นำไส้ช็อกโกแลตที่ได้ มาบีบใส่แป้งชูครีมนะครับ สูตรนี้ตัวผมชอบทานเย็นๆ จะเอาเข้าไปแช่ไว้ในตู้เย็นก่อนนำออกมารับประทาน แป้งชูครีมก็ยังนิ่มๆไม่แข็งครับ

  • วิธีการขายเครปญี่ปุ่นให้ประสบความสำเร็จ

    เรื่องปากเรื่องท้องสำหรับคนไทยนั้น สำคัญเสมอ หากจะลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับของกินหล่ะก็ขายได้แน่นอน และในธุรกิจขายขนมเครปญี่ปุ่น ธุรกิจนี้นั้นลงทุนไม่มาก ทำง่ายขายคล่อง ไม่ยุ่งยาก ซึ่งวันนี้นั้นมีเทคนิคเคล็ดลับในการเริ่มต้นอาชีพขายขนมเครปญี่ปุ่นประยุกต์มาแนะนำ

    ซึ่งเครปจริงๆ แล้ว เป็นอาหารญี่ปุ่นที่สามารถเข้ามาตีตลาดบ้านเราและเป็นที่ถูกใจของหลายๆ คนมาแล้ว เป็นอาหารที่เพิ่มความสดชื่นหลังจากกลับจากโรงเรียนหรือที่ทำงานได้ดี แรกเริ่มเครปจะทานคู่กันกับไอศกรีมหรือผลไม้ใส่จานเรียกน้ำย่อยหลังอาหาร แต่เดี๋ยวนี้มีร้านเครปหลายร้านที่ทำเครปแบบใส่กระดาษห่อเดินทานได้สบายๆ หากเราเฉียดไปใกล้ร้านทำเครปร้อนขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะชนเข้ากับกลิ่นหอมเย้ายวนใจขึ้นมาจนอาจต้องหัน 180 องศาเพื่อควักเงินซื้อเครปทานซักอัน ทำรายได้ให้กับเจ้าของกิจการได้ดีโดยเน้นความอร่อยและราคาเป็นกันเอง ประกอบกับอุปกรณ์การทำไม่มากเหมือนการทำขนมแบบอื่น

    เครปอร่อยๆ แบ่งได้ตามนี้

    เครปร้อน : เครปร้อนๆ มีให้เห็นบ่อยมากๆ ตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านเล็กๆ ติดถนนใหญ่ เน้นความกรอบหอมเป็นหลัก ควรทานตอนที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เพราะหากปล่อยไว้ซักพักเมื่ออุณหภูมิลดลง ตัวแป้งเครปจะไม่กรอบอร่อยเหมือนตอนเพิ่งทำเสร็จจากเตาใหม่ๆ เครปร้อนสามารถใส่ไส้ได้ทั้งคาวและหวานแล้วแต่ลูกค้าชอบแบบไหน เช่น ถ้าเป็นไส้คาวจะมีไส้แฮม, ไส้กรอก, หมูหยอง, น้ำพริกเผา, ปูอัด, ไข่นกกระทา, ฯลฯ ส่วนไส้หวาน เช่น กล้วยหอม, สังขยา, แยมผลไม้, วานิลลา, ช็อคโกแลต, ฯลฯ ส่วนซอสที่ไว้ราดเครปอีกที ก็แล้วแต่ว่าไส้เครปเป็นไส้คาวหรือหวาน ถ้าเป็นไส้คาว จะเลือกราดซอสมายองเนส, ซอสมะเขือเทศ, ซอสพริก ถ้าเป็นไส้หวานจะใช้ซอสสตอเบอร์รี่, ซอสช็อคโกแลต

    เครปเย็น : อันนี้จะตรงข้ามกับเครปร้อนตรงที่เน้นที่ความนุ่มของแป้ง แท็คทีมคู่กันกับไอศกรีม, วิปปิ้งครีม, ผลไม้สดต่างๆ หรือจะเป็นของคาวก็ได้แล้วแต่ลูกค้าจะเลือก เครปเย็นจะทำร้อนๆ จากเตาด้วยเช่นกัน แต่หลังจากใส่ไส้ต่างๆ ที่มีความเย็นเสร็จแล้ว เนื้อแป้งจะเริ่มนุ่มลง ไส้ของเครปเย็นแบ่งได้เป็นแบบของหวานหรือของคาว ถ้าเป็นแบบของหวานจะเป็น ไส้ผลไม้สด เช่น สตรอเบอร์รี่, กล้วยหอม, กีวี่, คอนเฟลค, โอริโอ้ หรือใส่ไอศกรีมรสต่างๆ ส่วนซอสราดจะเป็นซอสช็อคโกแลต, ซอสสตรอเบอร์รี่, ซอสคาราเมล ถ้าเป็นแบบของคาวจะเป็น แฮม, เบคอน, ไส้กรอก, ไข่, ชีส, ทูน่า, พิซซ่า ฯลฯ ส่วนซอสราดจะเป็น มายองเนส, ซอสพิซซ่า

    เครปเค้ก : อันนี้ใช้ศาสตร์และศิลป์กันหน่อย เป็นเค้กที่นำแป้งเครปมาต่อซ้อนกันๆ เป็นชั้นเห็นได้ชัดเจนประมาณ 20 ชั้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเครปเค้กแตกต่างจากเค้กแบบอื่น เป็นขนมที่ทำได้ยากและใช้สมาธิพอสมควร คนที่ทำเครปเค้กเก่งจะได้เนื้อเค้กนิ่ม ไม่แข็ง ลองใช้ส้อมตัดเนื้อเค้กดูจะรู้เลยว่านิ่มมากขนาดไหน เครปเค้กจะเน้นความหวานอร่อยด้วยซอสหวานแบบต่างๆ หรือประดับด้วยผลไม้ เครปเค้กจะเน้นตรงรสชาติและหน้าตาที่ถูกใจลูกค้า ซึ่งเดี๋ยวนี้มีการทำรสชาติอร่อยๆ ออกมาเป็นสิบๆ รสชาติ เช่น รสวานิลลา, สตรอเบอร์รี่, ช็อคโกแลต, ชาเชียว, ใบเตย, บลูเบอร์รี่, ส้ม, มะม่วง ฯลฯ ส่วนซอสที่จะราดก็แล้วแต่ว่าจะเป็นเครปเค้กรสอะไร เช่น เครปเค้กรสสตรอเบอร์รี่ก็จะราดซอสสตรอเบอร์รี่ ถ้าทำเครปเค้กอร่อยได้ล่ะก็ คนกินต้องเอามือทาบแก้ม ตาเป็นประกายแน่นอน เครปเค้กจะเป็นขนมที่เป็นที่ต้องตาต้องใจของลูกค้านักชิมที่ตั้งใจเดินทางมาเพื่อทานเครปเค้กโดยเฉพาะอยู่แล้ว

    ต้นทุนของเครป

    ค่าใช้จ่ายๆ ต่างในการทำเครปใช้เงินลงทุนไม่มาก ประมาณ 10,000 บาท ซึ่งเบื้องต้นต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ดังต่อไปนี้

    – เตาเครป (อาจเป็นเตาไฟฟ้าหรือเตาแก๊ส), โต๊ะ
    – ไม้ปาดเครป, เกรียง (แบบเหล็กหรือสแตนเลส)
    – อื่นๆ เช่น วัตถุดิบสำหรับทำเครป เช่น แป้งเครป, ไส้เครปต่างๆ, ฯลฯ ซองกระดาษสำหรับใส่เครป, ทัพพีกลม, ฯลฯ กรณีทำเครปเย็นอาจมีค่าใช้จ่ายในส่วนการแต่งหน้าเครปด้วย เช่น วิปปิ้งครีม, ครีมสด, ฯลฯ
    – แต่ถ้าเป็นการทำเครปเค้กจะใช้อุปกรณ์ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องใช้เตาเครปเหมือนเครปร้อนหรือเครปเย็น ประกอบด้วย กระทะเทปรอนขนาดเล็ก, ทัพพี, ชามผสม, ตะกร้อตีไข่, กระดาษซับมัน, ตะแกรงสำหรับวางแป้ง ฯลฯ

    ในการซื้ออุปกรณ์เหล่านี้นั้นมีแหล่งจำหน่ายทั่วไปทั้งในห้างสรรพสินค้า หรือตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ซึ่งบางร้านก็แพงมาก บางร้านถูกมากแต่คุณภาพแย่ วิธีเลือกก็แค่ดูตามความเหมาะสมของการใช้งาน เน้นคุณภาพเป็นหลักเพราะต้องใช้ทุกวัน ขอเน้นความคงทนนิดนึง ในส่วนของวัตถุดิบนั้น หลัก ๆ เลยคือตัวแป้งเครป ซึ่งในเว็บไซต์หรือหนังสือสูตรทำขนมนั้นมีให้เลือกมากมายหลายสูตร ก็เลือกกันตามชอบได้เลย ส่วนไส้ที่ใส่นั้นสามารถนำมาประยุกต์เองได้ แล้วแต่ความครีเอทสร้างสรรค์ของแต่ละคน ถ้ามีไอเดียเยอะ ร้านของคุณก็จะมีชนิดขนมที่หลากหลาย ดึงดูดใจลูกค้าได้เป็นอย่างดี

    ทำเลในการขาย

    ส่วนพื้นที่ตั้งทำเลนั้นเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตายสำหรับการขายขนมเครปเลยทีเดียว แหล่งที่น่าขายมากที่สุดคือตามตลาดต่าง ๆ เพราะเป็นสถานที่ ที่คนพลุกพล่านอยู่ตลอดเช่น หน้าอพาร์ทเม้น หอพัก แหล่งชุมชนต่าง ๆ ขายได้ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ และอีกสถานที่นึงที่ขายได้แน่ ๆ คือ ตามหน้าโรงเรียน เพราะกลุ่มเป้าหมายหลักคือ เด็กนักเรียน ซึ่งในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้น การในการตั้งราคา ควรคำนึงถึงปัจจัยนี้ด้วย ไม่ควรตั้งราคาแพงเกินไป

    เครปญี่ปุ่นทำรายได้ได้หรือ?

    ปัจจุบันนี้เครปร้อนจะขายกันในราคาประมาณ 20 บาท ถ้าใส่ไส้เพิ่มหลายไส้ อาจคิดราคาเพิ่มขึ้น ส่วนเครปเย็นจะอัพราคาขึ้นมาหน่อยอยู่ที่ ประมาณ 40-65 บาท แล้วแต่การเลือกใส่ไส้ของลูกค้าด้วย ส่วนเครปเค้กจะราคาสูงขึ้นมาอีก ขึ้นอยู่กับว่าจะขายเป็นปอนด์หรือแยกขายเป็นชิ้น ยิ่งร้านไหนทำเครปเค้กได้โดดเด่น เนื้อนุ่มอร่อยได้ล่ะก็ ราคาตกชิ้นละเกือบร้อยบาทได้ ถ้าขายแบบปอนด์ส่วนใหญ่จะนิยมขายแบบ 2-3 ปอนด์ มีช่วงราคาตั้งแต่ประมาณ 500-พันกว่าบาท

    เครปร้อนจะเหมาะกับการทำรายได้จากลูกค้าทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ เพราะกลิ่นหอมของแป้งเครปร้อนๆ ช่วยดึงดูดใจผู้คนที่เดินผ่านแถมใช้เวลาทำไม่นานมากนัก ส่วนเครปเย็นจะเน้นกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นหรือชาวต่างชาติ เพราะเครปเย็นจะเน้นใส่ครีมสดซึ่งเป็นที่ถูกใจของชาวต่างชาติที่เน้นอาหารที่ผสมครีมอยู่แล้ว บวกกับวัยรุ่นที่ชื่นชอบขนมที่มีสีสันสะดุดตา ส่วนเครปเค้กก็เช่นเดียวกันกับเครปเย็น

    เปรียบเทียบเครปญี่ปุ่นกับเบเกอรี่

    หากลองเปรียบเทียบการขายขนมเครปญี่ปุ่นกับขนมเบอเกอรี่แล้ว ถึงแม้ว่าขนมเบอเกอรี่นั่นอาจมีตัวเลือกเยอะกว่า เพราะมีหลากหลายขนิด แต่ต้นทุนในการทำก็ใช้เม็ดเงินมากกว่าการลงทุนขายขนมเครปด้วย ข้อดีอีกข้อของขนมเครปญี่ปุ่นคือ สดใหม่กว่า เพราะต้องทำสด ๆ เดี๋ยวนั้นเลย เมื่อได้กินร้อน ๆ ขนมเครปญี่ปุ่น เลยเป็นที่ติดอกติดใจของเด็ก ๆ ได้มากกว่า ขนมเบอเกอรี่ และไม่ต้องมีวิธีขั้นตอนยุ่งยากเหมือนการอบเบอเกอรี่ ที่ต้องใช้เวลาในการทำ และมีขั้นตอนที่เยอะมากกว่าจะอบออกมาเป็นเบอเกอรี่

    สรุป

    แน่นอนว่ามองดูจากความเป็นไปได้แล้ว ธุรกิจเล็ก ๆ นี้สามารถทำเงินให้คุณได้มากทีเดียว ซึ่งคุ้มค่ากับการลงทุนเริ่มต้นที่ไม่ต้องใช้ทุนมากนัก แต่คืนกำไรได้เร็ว ซึ่งนอกจากจะทำเป็นธุรกิจหลักแล้ว สำหรับคนที่มีงานประจำ กำลังมองหาอาชีพเสริม ธุรกิจนี้เป็นอีกตัวเลือกที่ดีในการทำเป็นอาชีพเสริมด้วย เพราะคุณสามารถทำขายในวันหยุดตามตลาดนัด เพื่อเป็นรายได้เสริมที่ได้กำไรครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว

error: Content is protected !!