Author: admin

  • สูตรวิธีทำเต้าฮวยนมสด พร้อมคำแนะนำในการขายเต้าฮวยนมสด

    สูตรวิธีทำเต้าฮวยนมสด สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    -ถั่วเหลือง ครึ่งกิโลกรัม
    -น้ำตาลทราย 10 ช้อนโต๊ะ
    -นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
    -นมรสจืด 4 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำเปล่าสะอาด 10 ช้อนโต๊ะ
    -ผงวุ้น 5 ช้อนโต๊ะ
    -ผงเจลาติน 3 ช้อนโต๊ะ
    -นมข้นรสจืด (สำหรับราดหน้า)
    -ลูกเดือยต้มสุก
    -เม็ดแมลงลักละลายน้ำ
    -ถั่วแดงต้มสุก

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกให้ล้างถั่วเหลืองให้สะอาด เลือกเม็ดที่แตกหักไม่ได้คุณภาพทิ้งไป
    -จากนั้นให้แช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ หากมีเวลาน้อยให้แช่ประมาณ 6 ชั่วโมง แต่ถ้ามีเวลามากให้แช่น้ำ 1 คืน ทิ้งไว้ เพื่อให้เมล็ดถั่วเหลืองอิ่มน้ำเต็มที่
    -หลังจากแช่ถั่วเหลืองเสร็จแล้ว ให้ล้างน้ำสะอาดอีกรอบ แล้วพักไว้บนกระชอนรอให้สะเด็ดน้ำเล็กน้อย
    -เตรียมเครื่องปั่นอาหารสำหรับปั่นตัวถั่วเหลือง
    -ตักถั่วเหลืองใส่ลงไปในโถปั่นอาหาร แล้วกดปั่นให้เนื้อถั่วละเอียด
    -จากนั้นให้เทถั่วที่ปั่นละเอียดแล้วลงบนผ้าขาวบาง แล้วคั้นเอาแต่น้ำถั่วเหลืองเข้มข้น พักใส่หม้อรอเอาไว้
    -ทำการปั่นถั่วเหลือง และคั้นเอาแต่น้ำไปเช่นนี้เรื่อยๆ จนถั่วหมด
    -นำนมรสจืด นมข้นหวานและน้ำตาลทรายใส่ลงในหม้อน้ำถั่วเหลือง แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากัน ตามด้วยเติมน้ำเปล่าสะอาด
    -จากนั้นเติมผงวุ้นตามลงมา แล้วรีบคนอย่างรวดเร็ว ให้ผงวุ้นละลายลงไปในน้ำถั่วเหลืองจนหมด ไม่จับตัวเป็นก้อน
    -ต่อมาก็ใส่ผงเจลาตินแล้วคนให้ละลายเข้ากันกับตัวน้ำถั่วเหลือง
    -นำหม้อถั่วเหลืองยกขึ้นตั้งไฟที่ความร้อนระดับปานกลาง
    -คนส่วนผสมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งน้ำถั่วเหลืองในหม้อเดือดจนทั่วทั้งหม้อ
    -จากนั้นให้ปิดไฟแล้วยกหม้อลงจากเตา พักไว้ให้ส่วนผสมเย็นตัวลงเล็กน้อย
    -คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง และเทใส่ลงในภาชนะทนความร้อนที่เตรียมไว้ เช่น แก้ว ถ้วย หรือชาม
    -เทส่วนผสมตัวเต้าฮวยลงไปให้เหมาะสมระวังอย่าให้ล้นภาชนะ
    -หลังจากนั้นพักส่วนผสมให้เซ็ตตัวก่อนประมาณ 10 นาที แล้วจึงนำเข้าไปแช่เย็นอีก 20 นาที
    -และเมื่อครบเวลาที่กำหนดไว้ ก็นำตัวเต้าฮวยออกมาจัดเสิร์ฟ โดยใส่เครื่องเคียงต่างๆ ลงไปด้วย ตักลูกเดือยต้มสุก เมล็ดแมลงลักละลายน้ำ และถั่วแดงต้มสุกลงไปให้เหมาะสมกับปริมาณของภาชนะ
    -ขั้นตอนสุดท้ายให้ราดหน้าด้วยนมข้นรสจืด เท่านี้ก็พร้อมรับประทานแล้วครับ หรือจะนำไปแช่เย็นอีกรอบ แล้วค่อยรับประทานก็ได้เช่นกัน โดยเต้าฮวยนมสดสูตรนี้สามารถปรับเปลี่ยนการใส่เครื่องเคียงอย่างอื่นได้อีกตามความชื่นชอบครับ

    สูตรวิธีทำเต้าฮวยนมสด สูตรที่ 2

    ส่วนผสมเต้าฮวยนมสด (โกโก้+ไข่มุก)

    ส่วนผสม

    -ถั่วเหลือง ครึ่งกิโลกรัม
    -น้ำตาลทราย 10 ช้อนโต๊ะ
    -นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
    -นมรสจืด 4 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำเปล่าสะอาด 10 ช้อนโต๊ะ
    -ผงวุ้น 5 ช้อนโต๊ะ
    -ผงเจลาติน 3 ช้อนโต๊ะ
    -นมข้นรสจืด ครึ่งถ้วยตวง
    -ผงโกโก้ 3 ช้อนโต๊ะ
    -ไข่มุกต้มสุก

    วิธีทำ

    -นำถั่วเหลืองครึ่งกิโลกรัมแช่ลงในน้ำสะอาดประมาณ 10 นาที เพื่อคัดแยกเมล็ดที่ไม่ได้คุณภาพทิ้งไป แล้วล้างเมล็ดถั่วให้สะอาดอีก 2 รอบ
    -จากนั้นให้เติมน้ำสะอาดใส่ลงในถั่วเหลือง แช่ทิ้งไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง เพื่อรอให้เมล็ดถั่วอิ่มน้ำ ถ้ามีเวลามากกว่านี้แนะนำให้แช่ถั่วเหลืองในน้ำเป็นเวลา 1 คืน เนื่องจากถั่วเหลืองจะนิ่ม อิ่มน้ำเต็มที่และปั่นให้ละเอียดได้โดยง่าย
    -เมื่อแช่เมล็ดถั่วเหลืองจนครบตามเวลาแล้ว ก็ล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้ง แล้วพักไว้บนกระชอนรอให้สะเด็ดน้ำ
    -ตักถั่วเหลืองใส่ลงในโถปั่นอาหาร แล้วกดปั่นให้ละเอียด
    -เทถั่วเหลืองที่ปั่นละเอียดลงบนผ้าขาวบาง คั้นเอาแต่น้ำถั่วเหลืองแล้วตักกากทิ้งไป
    -นำน้ำถั่วเหลืองที่ได้เทใส่หม้อเตรียมไว้ ทำการปั่นถั่วและคั้นเอาแต่น้ำจนถั่วหมด
    -เติมน้ำตาลทราย นมข้นหวานและนมรสจืด คนให้เข้ากัน
    -จากนั้นเติมน้ำสะอาด แล้วใส่ผงวุ้น ผงเจลาติน รีบคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ไม่ให้ผงวุ้นและเจลาตินจับตัวเป็นก้อน
    -ยกหม้อถั่วเหลืองขึ้นตั้งไฟร้อนปานกลาง รอให้น้ำถั่วเหลืองเดือด หมั่นคนส่วนผสมเรื่อยๆ เพื่อให้น้ำตาลทรายละลายจนหมด
    -เมื่อส่วนผสมเดือดจนทั่วแล้ว ให้ปิดไฟแล้วยกลงจากเตา พักไว้ให้คลายความร้อนสัก 10 นาที
    -จากนั้นก็เทส่วนผสมใส่ลงในถ้วยทนความร้อน ตามความเหมาะสม แล้วนำไปแช่เย็น 30 นาที รอให้เนื้อเต้าฮวยเซ็ตตัว
    -ระหว่างที่รอให้ต้มไข่มุกสำหรับใส่ในเต้าฮวยนมสดสูตรนี้ โดยต้มน้ำเปล่าสะอาดประมาณ 1 ลิตร รอจนน้ำเดือดจัด
    -ใส่ไข่มุกที่เป็นแป้งลูกกลมๆ สีดำลงไปต้มประมาณ 50 นาที และในระหว่างที่ต้ม ให้หมั่นคนอยู่เรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ไข่มุกติดก้นหม้อ
    -เมื่อไข่มุกสุกได้ที่แล้ว ให้ตั้งออกจากหม้อ แล้วรีบใส่ลงไปแช่ในน้ำเย็นจัด 2 นาที
    -ตักไข่มุกออกจากน้ำเย็นแล้วพักไว้บนกระชอน รอให้สะเด็ดน้ำ
    -ต่อมาก็ทำน้ำราดหน้าเต้าฮวย โดยใช้ผงโกโก้ชงกับนมข้นรสจืด คนส่วนผสมให้ละลายจนหมด แล้วนำไปเข้าไมโครเวฟอีก 2 นาที
    -เมื่อผงโกโก้กับนมข้นรสจืดเข้ากันดีแล้ว ก็นำไปแช่ในตู้เย็นให้ได้ความเย็นเล็กน้อย
    -และก็มาถึงการจัดเสิร์ฟ โดยนำเต้าฮวยที่แช่เย็นออกมา แล้วตักไข่มุกลงไปตามความชื่นชอบ จากนั้นก็ราดหน้าเต้าฮวยด้วยนมข้นรสจืดที่ผสมกับผงโก้โก้ให้ท่วมตัวเต้าฮวย เพียงเท่านี้ก็ได้ลิ้มลองเต้าฮวยนมสดที่ไม่เหมือนใครแล้วล่ะครับ

  • สูตรวิธีทำเต้าฮวยน้ำขิง พร้อมคำแนะนำในการทำเต้าฮวยน้ำขิง

    สูตรวิธีทำเต้าฮวยน้ำขิง

    ส่วนผสมตัวเต้าฮวย

    -ถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
    -น้ำเปล่าสะอาด 2 ลิตร
    -ผงหินเต้าหู้ 10 ช้อนโต๊ะ
    -แป้งมันสำปะหลัง 5 ช้อนโต๊ะ
    -แป้งข้าวโพด 5 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำเปล่าสะอาดเล็กน้อย

    ส่วนผสมน้ำขิง

    -ขิงแก่จัด ครึ่งกิโลกรัม
    -น้ำตาลทรายแดง ครึ่งกิโลกรัม
    -น้ำเปล่าสะอาด 2 ลิตร

    ส่วนผสมปาท่องโก๋กรอบตัวเล็ก (ทานคู่กับเต้าฮวยน้ำขิง)

    -แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วยตวง
    -น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    -ผงฟู 1 ช้อนชา
    -เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
    -เกลือป่น ครึ่งช้อนชา
    -น้ำปูนใส 10 ช้อนโต๊ะ
    (นำปูนแดง ครึ่งช้อนโต๊ะ แช่ลงในน้ำสะอาดปริมาณครึ่งลิตร รอให้ปูนแดงตกตะกอน แล้วรินเอาแต่น้ำใสๆ)
    -แป้งสาลีอเนกประสงค์เล็กน้อย (สำหรับโรยทำตัวนวลแป้ง)

    วิธีทำ

    -สำหรับการทำเต้าฮวยน้ำขิง ค่อนข้างที่จะมีรายละเอียดเยอะ แต่ถ้าทำตามทีละขั้นตอน รับรองว่าจะไม่ยุ่งยากเลยค่ะ เริ่มจากทำตัวเต้าฮวยกันก่อน
    -นำถั่วเหลืองล้างน้ำให้สะอาดประมาณ 2-3 รอบ เลือกเม็ดที่ไม่มีคุณภาพทิ้งไป แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน จะได้เม็ดถั่วเหลืองที่อิ่มน้ำ
    -จากนั้นก็นำถั่วเหลืองที่แช่ไว้ไปกรองบนผ้าขาวบาง แล้วพักรอไว้ให้สะเด็ดน้ำเล็กน้อย
    -ตักถั่วเหลืองที่สะเด็ดน้ำแล้ว ใส่ลงในโถปั่นอาหารประมาณครึ่งโถปั่น แล้วกดปั่นให้ละเอียด
    -เทส่วนผสมถั่วเหลืองที่ปั่นละเอียดแล้ว ลงในผ้าขาวบาง แล้วบีบเอาแต่น้ำถั่วเหลืองเข้มข้น เมื่อบีบจนหมดน้ำแล้วก็ตักกากทิ้งไป
    -ปั่นถั่วเหลืองและคั้นเอาแต่น้ำที่เข้มข้น ทำเช่นนี้จนถั่วเหลืองหมด
    -นำน้ำถั่วเหลืองทั้งหมดเทใส่หม้อ แล้วยกขึ้นตั้งไฟที่ความร้อนปานกลาง
    -และในระหว่างที่กำลังต้มน้ำถั่วเหลือง ให้ตักหินเต้าหู้โดยจะมีลักษณะเป็นผง 10 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงไปในชาม ตามด้วยแป้งมันสำปะหลังและแป้งข้าวโพด คนส่วนผสมให้เข้ากัน
    -เติมน้ำเปล่าสะอาดลงไปในชามผสมแป้งเล็กน้อย เติมน้ำให้พอท่วมแป้ง แล้วคนให้ส่วนผสมทั้งหมดละลาย
    -นำส่วนผสมแป้งและผงหินเต้าหู้ที่ละลายน้ำเรียบร้อยแล้ว เทใส่ลงไปในหม้อใบใหญ่ พักรอไว้ก่อน
    -จากนั้นก็กลับมาดูน้ำถั่วเหลืองที่ต้มไว้ หากน้ำเดือดจนทั่วทั้งหม้อแล้ว ก็ให้ปิดไฟ แล้วยกหม้อลงจากเตา
    -นำน้ำถั่วเหลืองที่ต้มแล้ว เทใส่ลงไปในหม้อที่มีแป้งละลายน้ำไว้ แล้วปิดฝาหม้อทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที ตัวน้ำถั่วเหลืองจะผสมเข้ากับตัวผงหินเต้าหู้และแป้ง จนได้เนื้อเต้าฮวยที่เซ็ตตัว พร้อมตักรับประทานกับน้ำขิง

    วิธีทำน้ำขิง

    -เลือกขิงแก่จัด ให้ได้น้ำหนักครึ่งกิโลกรัม แล้วนำไปแช่น้ำทิ้งไว้ 5 นาที
    -จากนั้นล้างขิงให้สะอาด แล้วปอกเปลือกออกให้เกลี้ยง
    -แล้วนำไปล้างน้ำสะอาดอีก 2 รอบ เพื่อให้เนื้อขิงสะอาดหมดจรด ไม่มีเศษสิ่งสกปรกตกค้าง แล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำก่อน
    -ทุบขิงให้บุบพอแตกเล็กน้อย
    -เทน้ำเปล่าสะอาด 2 ลิตร ใส่ลงในหม้อต้ม แล้วยกขึ้นตั้งไฟที่ความร้อนปานกลาง
    -เมื่อน้ำในหม้อเริ่มเดือด ให้ใส่ขิงแก่ที่ทุบเตรียมไว้ลงไปต้ม ใช้เวลาต้มนานประมาณ 30 นาที จนขิงส่งกลิ่นหอม
    -ต่อมาก็เติมน้ำตาลทรายแดงลงไป แล้วต้มให้น้ำตาลละลายอีก 10 นาที
    -เมื่อน้ำตาลละลายจนหมดแล้ว เบาไฟบนเตาให้อ่อนที่สุด แล้วต้มน้ำขิงต่อไป เพื่อรอทำเครื่องเคียงของเต้าฮวยน้ำขิง นั่นก็คือปาท่องโก๋กรอบตัวเล็ก
    -ถ้าใกล้ทอดปาท่องโก๋เสร็จแล้ว เราก็ปิดเตาแล้วยกหม้อน้ำขิงลงมาพักไว้ก่อน

    วิธีทำปาท่องโก๋กรอบตัวเล็ก

    -ขั้นตอนแรกให้ตวงส่วนผสมแป้ง ผงฟู เบกกิ้งโซดาให้ได้ตามสัดส่วน
    -จากนั้นก็ใส่ลงไปในชามผสม แล้วใช้ไม้พายคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
    -นำน้ำตาลทรายใส่ลงไปในน้ำปูนใส แล้วใช้ช้อนคนให้น้ำตาลละลายจนหมด
    -ทำหลุมตรงกลางตัวแป้ง แล้วใส่น้ำปูนใสที่ผสมน้ำตาลทรายไว้แล้วลงไปทีละน้อย แล้วค่อยๆ นวดแป้ง
    -โดยจะใส่น้ำทีละนิด แล้วนวดแป้งไปเรื่อยๆ จนน้ำหมด และตัวแป้งเนียนเข้ากัน
    -เมื่อได้แป้งปาท่องโก๋แล้ว ให้ใส่ในภาชนะไว้ แล้วนำผ้าขาวบางมาคลุมให้มิดชิด พักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ให้แป้งขึ้นฟู และมีเนื้อแน่นมากขึ้น
    -พอครบเวลาแล้ว ก็แบ่งแป้งออกมาเป็นก้อนเล็กๆ ประมาณ 1 กำมือ แล้วใช้ที่คลึงแป้ง คลึงตัวแป้งให้กระจายออกเป็นแผ่น ให้ได้ความหนาประมาณ 1 ซ.ม.
    -จากนั้นก็ตัดแป้งเป็นเส้นยาวเล็กๆ ความกว้าง 2 นิ้ว สำหรับหั่นเป็นชิ้นเพื่อทอดปาท่องโก๋ และในระหว่างที่ทำการหั่นแป้ง หากแป้งเริ่มติดกับพื้นที่กำลังตัดอยู่ ให้โรยนวลแป้งลงไปเล็กน้อย
    -เมื่อได้แป้งเส้นยาวแล้ว ก็ตัดแป้งตามแนวนอน ให้ได้ชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่ากันทุกชิ้น
    -ใช้น้ำสะอาดทาลงที่ตัวแป้งเล็กน้อย แล้วประกบส่วนตรงกลางเข้าหากัน คู่ละ 2 ชิ้น
    -ตัดแป้งและจับประกบคู่ไว้แบบนี้ ทำไปเรื่อยๆ จนหมดแป้ง
    -เทน้ำมันพืชใส่กระทะ แล้วยกตั้งไฟร้อนปานกลาง รอจนน้ำมันเริ่มร้อน ก็เบาไฟลงเล็กน้อย
    -ใส่ปาท่องโก๋ลงทอดทีละน้อย เพื่อไม่ให้แป้งติดกัน ใช้ไม้แหลมยาวๆ คอยเขี่ยปาท่องโก๋ในกระทะ ให้โดนความร้อนจนสุกทั้งชิ้น
    -พอปาท่องโก๋เริ่มมีสีเหลืองนวล น่ารับประทาน ก็ตักปาท่องโก๋ขึ้นจากกระทะ แล้วพักไว้บนกระชอน รอให้สะเด็ดน้ำมัน
    -จากนั้นก็นำปาท่องโก๋ที่ทอดหมดแล้ว พักไว้บนกระดาษซับมันอีกครั้ง รอจนเย็นตัวลง จึงค่อยใส่จานจัดเสิร์ฟ
    -การรับประทานเต้าฮวยน้ำขิง ให้ตักเนื้อเต้าฮวย 1 ทัพพี ใส่ลงในถ้วย แล้วตักตามขิงใส่ตามลงไปจนท่วมตัวเต้าฮวย และเสิร์ฟพร้อมกับปาท่องโก๋กรอบตัวเล็ก

  • สูตรวิธีทำเต้าฮวยฟรุตสลัด พร้อมคำแนะนำในการขายเต้าฮวยฟรุตสลัด

    สูตรวิธีทำเต้าฮวยฟรุตสลัด

    ส่วนผสมเต้าฮวยฟรุตสลัด (นมสด)

    -นมรสจืด 2 ถ้วยตวง
    -นมข้นรสหวาน 5 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำเปล่าสะอาด ครึ่งถ้วยตวง
    -น้ำตาลทราย ครึ่งถ้วยตวง
    -ผงวุ้น 5 ช้อนโต๊ะ
    -ฟรุตสลัดกระป๋อง
    -กลิ่นวนิลา 2-3 หยด
    -นมข้นรสจืด ครึ่งถ้วยตวง+น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ( สำหรับราดหน้า)

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกให้ตวงส่วนผสมนมรสจืด ให้ได้ปริมาณ 2 ถ้วยตวง แล้วเทลงในหม้อ
    -ตามด้วยนมข้นรสหวาน 5 ช้อนโต๊ะ ใส่ตามลงไปเลยครับ
    -จากนั้นก็ใส่น้ำตาลทรายลงไป แล้วคนส่วนผสมให้เข้ากัน หรือคนจนกว่าน้ำตาลทรายละลายจนหมด
    -ต่อมาก็เติมผงวุ้นลงไป แล้วคนส่วนผสมให้เข้ากันด้วยความรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ผงวุ้นจับตัวรวมกันเป็นก้อน
    -คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วยกขึ้นตั้งไฟ ที่ความร้อนปานกลาง
    -ต้มให้ส่วนผสมทั้งหมดเดือด แล้วคนให้เข้ากัน โดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที
    -จากนั้นให้ยกหม้อลง แล้วเติมกลิ่นวนิลาลงไป 2-3 หยด คนให้เข้ากัน
    -มั่นคนส่วนผสมในหม้อให้คลายความร้อนลงเล็กน้อย แล้วเตรียมถ้วย แก้ว หรือภาชนะที่ทนความร้อนได้ สำหรับตักตัวเต้าฮวยใส่ลงไป
    -เทส่วนผสมตัวเต้าฮวยลงไปในถ้วย แก้ว หรือภาชนะทนความร้อน ในปริมาณที่พอเหมาะ
    -จากนั้นนำส่วนผสมเข้าตู้เย็น แช่เพื่อรอให้วุ้นเซ็ตตัวประมาณ 30 นาที
    -ในระหว่างที่รอให้ตักเนื้อฟรุตสลัดในกระป๋อง ออกมาพักไว้ในกระชอน ให้สะเด็ดน้ำ
    -ทำน้ำราดหน้าเต้าฮวยฟรุตสลัด โดยผสมนมข้นรสจืดและน้ำผึ้ง คนให้เข้ากัน รอให้น้ำผึ้งละลายจนหมด
    -และเมื่อเวลาผ่านไป 30 นาที เนื้อเต้าฮวยก็เซ็ตตัวแล้ว
    -ให้ตักฟรุตสลัดลงไปในเนื้อเต้าฮวยประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ
    -ตามด้วยตักน้ำนมที่ผสมไว้ ราดหน้าลงไปตามความเหมาะสม
    -แล้วนำเต้าฮวยฟรุตสลัดเข้าไปแช่ตู้เย็นอีกครั้ง ประมาณ 10 นาที ให้มีความเย็น และค่อยยกออกมาเสิร์ฟ เพื่อจะได้รับประทานเต้าฮวยฟรุตสลัดเย็นอย่างชื่นใจ

  • สูตรวิธีทำเต้าฮวยมะพร้าวอ่อน พร้อมคำแนะนำในการขายเต้าฮวยมะพร้าวอ่อน

    สูตรวิธีทำเต้าฮวยมะพร้าวอ่อน สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    – ถั่วเหลือง ครึ่งกิโลกรัม
    – น้ำตาลทรายขาว 10 ช้อนโต๊ะ
    – นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
    – นมรสจืด 6 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่าสะอาด 10 ช้อนโต๊ะ
    – ผงวุ้น 5 ช้อนโต๊ะ
    – ผงเจลาติน 3 ช้อนโต๊ะ
    – ใบเตยสด 4-5 ใบ
    – นมข้นรสจืด (สำหรับราดหน้า)
    – เนื้อมะพร้าวอ่อน

    วิธีการทำเต้าฮวยมะพร้าวอ่อน

    – ล้างถั่วเหลืองให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง
    – เมื่อครบ 6 ชั่วโมงแล้ว เม็ดถั่วเหลืองจะอิ่มน้ำ ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกรอบครับ แล้วพักไว้บนกระชอน รอให้สะเด็ดน้ำ
    – นำถั่วเหลืองที่พักไว้จนสะเด็ดน้ำแล้ว ใส่ในโถปั่นอาหารแล้วกดปั่นให้ละเอียด
    – เทถั่วเหลืองที่ปั่นละเอียดลงในผ้าขาวบาง แล้วคั้นเอาแต่น้ำถั่วเหลืองเข้มข้นใส่ในหม้อ ส่วนกากที่เหลือก็ตักทิ้งไป
    – ปั่นถั่วเหลืองและคั้นไปเรื่อยๆ จนถั่วหมด
    – นำน้ำถั่วเหลืองในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟร้อนปานกลาง รอให้ถั่วเหลืองเริ่มเดือดเล็กน้อย จึงค่อยเติมน้ำตาลทรายลงไป
    – ตามด้วยนมข้นหวาน น้ำเปล่าสะอาดและนมรสจืด คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
    – นำใบเตยสด 4-5 ใบ มัดรวมกันเป็นก้อน แล้วใส่ลงไปต้มจนใบเตยเปลี่ยนสีและสิ่งกลิ่นหอม จึงค่อยตักใบเตยทิ้งไป
    – จากนั้นก็ใส่ผงวุ้นและผงเจลาตินลงไปครับ รีบคนให้เข้ากันอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ตัวผงวุ้นและเจลาตินจับตัวเป็นก้อน
    – ต้มส่วนผสมต่อไปจนน้ำตาลทรายละลายจนหมด
    – เมื่อส่วนผสมทั้งหมดเดือดจนทั่วแล้ว ให้ปิดไฟแล้วยกหม้อลงจากเตา พักไว้ให้เย็นตัวลงประมาณ 10 นาที
    – หลังจากนั้นก็เทส่วนผสมตัวเต้าฮวยลงในภาชนะ เช่น ถ้วย แก้ว แล้วพักไว้ประมาณ 15 นาที ให้เต้าฮวยเซ็ตตัว
    – ระหว่างที่รอให้ตักเนื้อมะพร้าวอ่อนออกจากกะลามะพร้าว โดยใช้ช้อนขูดออกมาทีละน้อย อย่าให้มีชิ้นใหญ่จนเกินไป
    – ตักเนื้อมะพร้าวอ่อนใส่ในถ้วยเต้าฮวยตามปริมาณความชื่นชอบ และราดหน้าด้วยนมข้นรสจืด
    – นำเต้าฮวยมะพร้าวอ่อนเข้าไปแช่ตู้เย็นประมาณ 30 นาที จึงค่อยหยิบออกมารับประทานครับ

    สูตรวิธีทำเต้าฮวยมะพร้าวอ่อน สูตรที่ 2

    ส่วนผสม (เต้าฮวยมะพร้าวอ่อน+ธัญพืช)

    – นมถั่วเหลืองสำเร็จรูป 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 10 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่าสะอาด ครึ่งลิตร
    – นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
    – นมรสจืด 4 ช้อนโต๊ะ
    – ผงวุ้น 7 ช้อนโต๊ะ
    – ใบเตยสด 4-5 ใบ
    – นมข้นรสจืด (สำหรับราดหน้าเต้าฮวย)
    – เนื้อมะพร้าวอ่อน
    – ข้าวโพดต้มสุก 1 ฟัก
    – ลูกเดือยต้มสุก 5 ช้อนโต๊ะ
    – เม็ดแมลงลักละลายน้ำ 5 ช้อนโต๊ะ
    – ถั่วแดงต้มสุก 4 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำเต้าฮวยมะพร้าวอ่อน

    – เทนมถั่วเหลืองสำเร็จรูปลงในหม้อ
    – ตามด้วยใส่น้ำตาลทรายขาวและน้ำเปล่าสะอาด จากนั้นก็คนส่วนผสมให้เข้ากัน
    – เติมผงวุ้นลงไป แล้วรีบคนให้เข้ากันกับน้ำถั่วเหลือง เพื่อไม่ให้ผงวุ้นจับตัวเป็นก้อน
    – จากนั้นจึงค่อยเติมน้ำผึ้ง นมข้นหวาน และนมรสจืดลงไป
    – ยกหม้อถั่วเหลืองขึ้นตั้งไฟที่ระดับความร้อนปานกลาง
    – เมื่อส่วนผสมเริ่มเดือด ให้นำใบเตยสด 4-5 ใบ มัดรวมกัน แล้วใส่ลงไปต้มประมาณ 6 นาที จนกระทั่งใบเตยเริ่มมีสีอ่อนลง ก็ตักกากใบเตยทิ้งไป
    – คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง รอให้น้ำตาลทรายขาวละลายจนหมด
    – ปิดไฟ แล้วยกหม้อลงจากเตา จากนั้นก็พักส่วนผสมทิ้งไว้ก่อน รอให้คลายความร้อนประมาณ 10-15 นาที
    – ระหว่างที่รอให้เตรียมส่วนผสมเครื่องเคียงอื่นๆ เริ่มจากเนื้อมะพร้าวอ่อน เลือกมะพร้าวอ่อน 1-2 ลูก
    – แล้วปอกเปลือกมะพร้าวออกให้เกลี้ยง กะเทาะเปลือกออกเป็น 2 ซีก หากมะพร้าวอ่อนมีน้ำมากพอสมควร ให้ตวงใส่ขวดแล้วเก็บเอาไว้ทำขนมไทยชนิดอื่นได้ครับ
    – เมื่อแบ่งมะพร้าวออกเป็น 2 ซีกแล้ว ให้ใช้ช้อนชงกาแฟขูดเนื้อมะพร้าวอ่อนออกมา ถ้าเนื้อมะพร้าวชิ้นใหญ่เกินไปให้หั่นแบ่งครึ่ง ให้ได้ขนาดชิ้นพอดีคำ
    – นำเนื้อมะพร้าวอ่อนที่ขูดไว้ใส่ในถ้วย แล้วนำไปแช่ตู้เย็นรอไว้ก่อน
    – เทส่วนผสมเต้าฮวยลงในถ้วยใบเล็กตามความเหมาะสม ประมาณ 1/3 ของถ้วย โดยจะใช้ถ้วยแก้ว หรือถ้วยพลาสติกก็ได้ตามความสะดวก
    – นำเต้าฮวยเข้าไปแช่ในตู้เย็นประมาณ 30 นาที รอให้เซ็ตตัว
    – ละลายเมล็ดแมงลักลงในน้ำเปล่าสะอาด ให้ได้เมล็ดแมลงลักที่พองตัว
    – ต้มลูกเดือย ข้าวโพด และถั่วแดงให้สุก โดยต้มวัตถุดิบแต่ละชนิดให้สุกก่อน จึงค่อยต้มวัตถุดิบชนิดต่อไป
    – เมื่อต้มลูกเดือยและถั่วแดงสุกแล้ว ให้พักไว้บนกระชอน รอให้สะเด็ดน้ำ
    – ส่วนข้าวโพด เมื่อต้มสุกแล้วให้พักไว้จนเย็นตัวลง แล้วใช้มีดฝานข้าวโพดพักไว้ในถ้วย
    – และก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย นั่นก็คือการจัดเสิร์ฟ โดยนำเต้าฮวยออกมาจากตู้เย็น แล้วตักเมล็ดแมลงลักใส่ลงไป ตามด้วยข้าวโพดฝาน ลูกเดือย ถั่วแดง และที่ขาดไม่ได้คือ เนื้อมะพร้าวอ่อน วัตถุดิบหลัก ซึ่งจะใส่เนื้อมะพร้าวในปริมาณที่มากกว่าธัญพืช
    – จากนั้นราดหน้าด้วยนมข้นรสจืดให้พอท่วมตัวเต้าฮวย
    – เมื่อใส่เครื่องเคียงและราดหน้าเต้าฮวยมะพร้าวอ่อนจนครบแล้ว ก็รับประทานได้ทันที หรือจะปิดฝาภาชนะแล้วนำไปแช่เย็นไว้รับประทานในโอกาสอื่นๆ ได้อีกเช่นกัน ซึ่งเต้าฮวยมะพร้าวอ่อนสูตรนี้ไม่ได้มีการใช้วัตถุกันเสีย ควรรีบบริโภคภายในระยะเวลา 5 วัน หลังจากที่ทำเสร็จแล้วครับ

  • สูตรวิธีทำขนมเขียวมรกต พร้อมคำแนะนำในการขายขนมเขียวมรกต

    สูตรวิธีการทำขนมเขียวมรกต สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    – ถั่วเขียวเลาะเปลือก 500 กรัม
    – มะพร้าวทึนทึก 1 ลูก
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น
    – แป้งข้าวเจ้า 2/5 ถ้วยตวง
    – แป้งมันสำปะหลัง 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
    – น้ำปูนใส 7 ถ้วยตวง
    – ใบเตย 4 ใบ

    วิธีการทำขนมเขียวมรกต

    – แช่ถั่วเขียวค้างคืนไว้ 1 คืน เพื่อให้ถั่วนิ่ม เสร็จแล้วทำการล้างให้สะอาดแล้ว นำไปนึ่งให้สุก
    – เตรียมขูดมะพร้าวทึนทึกเป็นเส้นหยาบๆ แล้วนำไปนึ่งให้สุก พักไว้สักครู่
    – นำถั่วเขียว,มะพร้าวขูด,เกลือป่นและน้ำตาลทราย มาคลุกเคล้าให้เข้ากันตามสัดส่วนที่กำหนด เมื่อส่วนผสมเข้ากันแล้ว ทำการชิมรสชาติให้ได้ตามแต่ต้องการ
    – ล้างใบเตย และนำมาหั่นแล้วนำปั่นกับน้ำปูนใสให้ละเอียด บีบเอาแต่น้ำแล้วกรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อเอากากออกให้หมด
    – นำแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน และน้ำตาลทรายผสมกับน้ำใบเตย คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
    – นำแป้งที่ผสมแล้วมาทดลองว่าแข็งหรือนิ่ม โดยการนำแป้งลงละเลงเป็นวงกลมๆ ขนาดเล็กใหญ่ตามต้องการ บนผ้าที่ผูกปากหม้อนึ่งที่น้ำเดือดคล้ายๆกับการทำข้าวเกรียบปากหม้อ แล้วใช้ฝาหม้อปิดไว้ประมาณ 1 นาที เพื่อรอแป้งสุก
    – เมื่อแป้งสุก ใช้ไม้แบนแคะแป้งออกจากผ้าแบบไม่ให้แป้งขาด เพราะหมายถึงแป้งจะนิ่มจนเกินไป
    – ใช้ไม้แคะออกมาวางบนก้นจานที่ทาด้วยหัวกะทิ เพื่อไม่ให้แป้งติดบนก้นจาน
    – นำแป้งที่เตรียมไว้แล้ว มาตักไส้ใส่ประมาณ 1 ช้อนชาแล้วพับครึ่งให้ได้รูปทรงคล้ายกะหรี่ปั๊ป
    – จัดใส่จาน วางใส่ถาดพร้อมสำหรับเสิร์ฟ สามารถรับประทานเป็นอาหารว่าง หรือทานเล่นก็ได้เช่นกัน

    สูตรวิธีการทำขนมเขียวมรกต สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    – แป้งข้าวเจ้า 2/5 ถ้วยตวง
    – แป้งมันสำปะหลัง 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 2/5 ถ้วยตวง
    – น้ำปูนใส 7 ถ้วยตวง
    – ใบเตย 4 ใบ
    – ถั่วเขียวเลาะเปลือก 500 กรัม
    – มะพร้าวทึนทึกขูด ครึ่งลูก
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 2 หยิบมือ

    วิธีการทำขนมเขียวมรกต

    – ทำการล้างใบเตยที่เตรียมไว้มายีและคั้นกับน้ำปูนใสเพื่อให้ได้สีและกลิ่นของใบเตย เมื่อได้สีเข้มข้นตามที่ต้องการแล้ว ก็ทำการกรองเอากากใบเตยออกด้วยผ้าขาวบาง กรองหลายๆครั้งเพื่อให้มีกากน้อยที่สุด แล้วพักทิ้งไว้
    – นำแป้งมัน แป้งข้าวเจ้า น้ำตาลทราย และน้ำใบเตยที่คั้นไว้มาผสมกัน แล้วคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน จนเป็นแป้งขนม
    – ทดลองว่าแป้งแข็งหรือว่านิ่มหรือไม่ โดยการนำแป้งมาละเลงลงบนผ้าขาวบางที่ผูกกับปากหม้อที่ต้องบนเตาเดือด ละเลงแป้งให้เป็นวงกลม ไม่เล็กหรือไม่ใหญ่จนเกินไป ทำการปิดฝาหม้อไว้สักพักแล้วรอจนสุก
    – แคะแป้งที่นึ่งไว้ สังเกตว่า ถ้าแคะแล้วแป้งขาด แสดงว่าแป้งนิ่มจนเกินไป ต้องทำการใส่ส่วนผสมของแป้งเพิ่มไปอีก ให้เข้มข้น
    – เมื่อได้แป้งที่พอดีแล้ว ทิ้งไว้สักพัก เพื่อเตรียมทำไส้ขนม
    – นำถั่วเขียวเลาะเปลือกที่แช่น้ำค้างคืนไว้มาล้างน้ำให้สะอาด แล้วทำการนึ่งจนสุก
    – ระหว่างรอถั่วเขียวนึ่งสุก นำมะพร้าวแก่ทึนทึกมาขูดให้เป็นเส้นฝอยเล็กๆแล้วนำไปนึ่งให้สุกเช่นเดียวกัน
    – นำส่วนผสมของถั่วเขียวนึ่งและมะพร้าวขูดนึ่งมาผสมกัน ปรุงรสชาติให้ได้ตามที่ชื่นชอบ เสร็จแล้วทำการเตรียมทำขนมเขียวมรกต
    – นำแป้งมาละเลงลงบนผ้าขาวบางที่ตั้งหม้อในน้ำเดือด รอให้แป้งเริ่มสุกจึงใส่ไส้ลงไป แล้วพับแป้งให้เป็นครึ่ง
    – พลิกแป้งไปมาให้แป้งสุก เมื่อสุกแล้วนำใส่จาน
    – จัดจานให้สวยงาม รอเสิร์ฟเพื่อรับประทานเป็นของทานเล่นแสนอร่อย

    สูตรวิธีการทำขนมเขียวมรกต สูตรที่ 3

    ส่วนผสม

    – ถั่วเขียว 1 ถุง
    – แป้งมัน 3 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    – ใบเตย 1 กำ
    – สีผสมอาหารสีเขียว 1 ช้อนชา
    – มะพร้าวแก่ขูด 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่นหยิบมือ

    วิธีการทำขนมเขียวมรกต

    – นำถั่วเขียวสำเร็จรูปมาแช่น้ำจนถั่วเขียวนิ่ม แล้วเลาะเปลือกออก นำไปนึ่งให้สุก แล้วพักไว้
    – นำมะพร้าวแก่มาขูดเป็นฝอยเล็กๆ สั้นๆ แล้วนำไปนึ่ง
    – นำมะพร้าวนึ่งและถั่วเขียวนึ่งผสมกัน คลุกเคล้าด้วยน้ำตาลและเกลือ เพื่อทำเป็นไส้ขนม
    – ขั้นตอนการทำแป้งขนม นำแป้งข้าวเจ้า แป้งมันมาผสมกันก่อน แล้วทิ้งไว้สักครู่
    – นำใบเตยมาหั่นเล็กๆ นำมาตำในครกเพื่อให้ได้น้ำใบเตยเข้มข้น จากนั้นนำน้ำร้อนมาใส่แล้วคั้นให้ได้ปริมาณน้ำใบเตยที่เพิ่มขึ้น
    – นำส่วนผสมของแป้งมาผสมกับน้ำใบเตย แล้วเติมสีผสมอาหารสีเขียวลงไปเล็กน้อย ให้ได้สีที่เข้ม คนให้เข้ากัน เป็นแป้งขนมเขียวมรกต
    – นำมาละเลงบนผ้าขาวบางที่อยู่บนฝาหม้อที่ตั้งน้ำเดือด ละเลงแป้งเป็นวงกลม ใส่ไส้ขนมลงไป แล้วพับแป้งเป็นครึ่ง
    – รอแป้งสุก นำลงบนจาน พร้อมสำหรับรับประทาน

  • วิธีการทำธุรกิจโรงแรมให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการทำธุรกิจโรงแรมให้ประสบความสำเร็จ
     

    ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมาก เมื่อมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นจึงทำให้เกิด ธุรกิจโรงแรม มากขึ้นไปด้วย ซึ่งที่พักเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการท่องเที่ยว เพราะที่พักช่วยเพิ่มความสะดวก และเพิ่มความสบายให้กับนักท่องเที่ยวในการพักผ่อนมากยิ่งขึ้น ธุรกิจโรงแรม ในปัจจันนี้มีทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง จนถึงขนาดใหญ่ โดยเรียกเป็นระดับซึ่งก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างที่ทำให้โรงแรมนั้นเป็นที่นิยม หรือมีจำนวนคนพักมาก หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังประกอบ ธุรกิจโรงแรม หรือต้องการทำธุรกิจนี้ ควรเรียนรู้กลยุทธ์ที่จะทำให้ธุรกิจของคุณน่าสนใจ และนักท่องเที่ยวเข้าพักมากขึ้น

    ทำเลที่ดี

    ทำเลสำหรับ ธุรกิจโรงแรม ถือเป็นสิ่งสำคัญมากที่ช่วยทำให้ธุรกิจนี้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น อันดับแรกควรเลือกทำเลที่มีการเข้าออกได้สะดวก หรืออยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวหลายๆ แห่งเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวในการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นทำเลในสถานที่ท่องเที่ยวประเภทป่า ภูเขา ทะเล ควรจะสร้างโรงแรมของคุณให้นักท่องเที่ยวนึกถึงและมาพักเมื่อมาท่องเที่ยวทุกครั้ง

    บรรยากาศดี

    บรรยากาศโดยรอบบริเวณ ธุรกิจโรงแรม ควรเป็นบรรยากาศที่ดีไม่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรม หรือสถานที่ชุมชนที่มีความวุ่นวายจอแจทำให้เกิดมลภาวะทางเสียงแก่นักท่องเที่ยว บรรยากาศนั้นสามารถสร้างได้โดยการปลูกต้นไม้ ดอกไม้ไว้ในส่วนของสวนและบริเวณโดยรอบ ส่วนภายในห้องพักของโรงแรมควรเพิ่มบรรยากาศที่ดีด้วยการตกแต่ง และมีความสะอาดน่าพักผ่อนด้วย

    บริการที่ดี

    บริการที่ดีเป็นหัวใจสำคัญของการทำ ธุรกิจโรงแรม เพราะการเปิดโรงแรมคือการบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าพัก ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริการให้มาก เริ่มตั้งแต่การมีรถรับส่ง หากนักท่องเที่ยวเดินทางมาจากสนามบินควรมีรถรับส่งมายังโรงแรม พนักงานต้อนรับ พนักงานโรงแรมทุกคนจะต้องรักในงานบริการเพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้าพัก

    พนักงานดี

    พนักงานถือเป็นส่วนหนึ่งของ ธุรกิจโรงแรม ที่จะทำให้โรงแรมมีความสมบูรณ์แบบ โดยจะต้องมีพนักงานที่ได้รับการฝึกอบรมในด้านงานโรงแรมมาเป็นอย่างดี เพื่อให้สามารถทำงานภายในโรงแรมได้อย่างมีประสิทธิภาพส่งผลต่องานบริการโดยรมของโรงแรมเป็นไปด้วยดี และที่สำคัญพนักงานควรจะมีความเชี่ยวชาญและมีความเป็นมืออาชีพในตำแหน่งที่ปฏิบัติงานด้วย

    ที่จอดรถสะดวก

    โรงแรมควรจะต้องจัดเตรียมที่จอดรถสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเข้าพัก ซึ่งที่จอดรถนอกจากจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยวที่มีรถยนต์ส่วนตัวเดินทางเข้ามาพักยัง ธุรกิจโรงแรม ของคุณแล้ว โดยที่จอดรถควรจะสร้างให้มีโรงรถเชื่อมกับตัวโรงแรมเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้าพักหากมีฝนตก หรือแดดแรง ที่จอดรถมีความสำคัญมากไม่ว่าจะกับ ธุรกิจโรงแรม หรือธุรกิจประเภทอื่นที่เป็นด้านบริการ

    มีความปลอดภัย

    ความปลอดภัย เป็นการสร้างความมั่นใจและน่าเชื่อถือให้กับ ธุรกิจโรงแรม สำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มความสบายใจในการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สิน โดยโรงแรมควรมีการดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยโดยดูแลในเรื่องการเข้าออก และภายในบริเวณโรงแรม มีการติดกล้องวงจรปิด มีระบบป้องกันขโมย เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวผู้เข้าพัก ความปลอดภัยช่วยสร้างความน่าเชื่อถือส่งผลให้นักท่องเที่ยวเลือกเข้าพักในโรงแรมที่มีความปลอดภัยสูงมากขึ้น

    ราคาประหยัด

    ราคาของการเข้าพักใน ธุรกิจโรงแรม ควรจะเป็นราคาที่มีความเหมาะสม มีราคาให้เลือกหลายระดับเพื่อสร้างความหลากหลายและให้นักท่องเที่ยวผู้เข้าพักสามารถเลือกราคาค่าที่พักโรงแรมได้มากขึ้น โดยราคานั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงมีการระบุราคาชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ควรแจ้งให้นักท่องเที่ยวทราบก่อนเสมอ เพื่อเป็นการแสดงความน่าเชื่อถือให้กับโรงแรม นักท่องเที่ยวมีสิทธิ์ตัดสินใจในการเข้าพักได้

    มีโปรโมชั่น

    การจัดโปรโมชั่นสำหรับ ธุรกิจโรงแรม ถือเป็นการส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้ โดยโปรโมชั่นควรจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเสมอเพื่อกระตุ้นให้เกิดความน่าสนใจแก่นักท่องเที่ยว โดยโปรโมชั่นนั้นสามารถทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการลดราคา การมอบบัตรกำนัลในการเข้าพักครั้งต่อไป การแถมของสมนาคุณ หรืออื่นๆ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความสามารถของ ธุรกิจโรงแรม ของคุณด้วย โปรโมชั่นเป็นแรงดึงดูดที่ช่วยกระตุ้นยอดเข้าพักโรงแรมได้มาก

    มีการประชาสัมพันธ์

    การประชาสัมพันธ์เป็นการทำให้นักท่องเที่ยวรู้จักกับ ธุรกิจโรงแรม โดยวิธีประชาสัมพันธ์ในปัจจุบันมีหลายวิธี โดยโรงแรมจะต้องทำการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งในพื้นที่ตั้งของโรงแรม และประชาสัมพันธ์ในสื่ออย่างอินเตอร์เน็ตเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักมากขึ้น โดยการประชาสัมพันธ์ในอินเตอร์เน็ตควรมีภาพบรรยากาศโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงที่สามารถเดินทางจากโรงแรมไปได้ มีราคาระบุชัดเจน และมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ช่วยสร้างความรู้จักที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวสามารถรู้จักโรงแรมได้จากการประชาสัมพันธ์ ดังนั้นการประชาสัมพันธ์จึงเป็นกลยุทธสำคัญ

    ธุรกิจโรงแรม เป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวจึงทำให้ที่พักนั้นเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวมีความต้องการห้องพักจึงทำให้เกิด ธุรกิจโรงแรม มากขึ้น และทำให้เกิดการแข่งขันในธุรกิจนี้มากขึ้นด้วย ดังนั้นเจ้าของ ธุรกิจโรงแรม จึงควรหากลยุทธ์เพื่อกระตุ้นให้โรงแรมของคุณน่าพัก และดำเนินธุรกิจนี้ต่อไปอย่างไม่มีอุปสรรค

  • สูตรวิธีทำมันเทศเชื่อม พร้อมคำแนะนำในการขายมันเทศเชื่อม

    สูตรวิธีการทำมันเทศเชื่อม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมต่างๆ ที่ต้องเตรียมในการทำ

    ส่วนผสมทำมันเทศเชื่อม

    – มันเทศ 1500 กรัม (1.5 กิโลกรัม)
    – น้ำตาลทรายขาว 1000 กรัม
    – น้ำลอยดอกมะลิ หรือน้ำเปล่า 1000 กรัม (1 กิโลกรัม)
    – มะนาว 1 ลูก (คั้นเอาแต่น้ำ)
    – น้ำปูนใส 2 ลิตร

    ส่วนผสมทำกะทิราดมันเทศเชื่อม

    – หัวกะทิ 1 ถ้วย (250 มิลลิตร)
    – แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีการทำมันเทศเชื่อม

    – นำมันเทศที่ได้ มาปอกเปลือก เอาส่วนที่เป็นสีดำๆออกให้หมด แล้วทำการล้างน้ำให้สะอาด ใช้มือถูดินโคลนที่ติดกับมันเทศออกให้หมด
    – นำมันเทศที่ได้ไปล้างน้ำเปล่าที่ผสมกับเกลืออีกรอบ ล้างเสร็จก็นำใส่ตะกร้า พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
    – นำมันเทศที่สะเด็ดน้ำมาหั่น โดยหั่นเป็นแว่นๆให้ได้ความหนา 1 นิ้ว
    – หั่นเสร็จ ก็นำมันเทศไปแช่ในน้ำปูนใสประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้เนื้อมันเทศหนา กรอบ ไม่เละเวลานำไปเชื่อม แล้วนำไปล้างน้ำเปล่าให้กลิ่นปูนออกหมด
    – เทน้ำตาลทรายกับน้ำลอยดอกมะลิลงไปในกระทะ หากไม่มีน้ำลอยดอกมะลิใช้น้ำเปล่าแทนก็ได้ คนส่วนผสมต่างๆให้เข้ากัน
    – ใส่มันเทศเชื่อมลงไป เคี่ยวให้เนื้อมันเทศดูดซึมความหวานจากน้ำเชื่อม จนน้ำเชื่อมข้น ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลานานพอสมควร
    – ทำการบีบน้ำมะนาวลงไป ในกระทะเชื่อม เพื่อไม่ให้น้ำตาลที่เชื่อมเป็นเกล็ดขาว จากนั้นรอสักพัก แล้วจึงยกลงจากเตา
    – ได้มันเทศเชื่อมเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่น้ำกะทิ
    – น้ำกะทิที่เตรียมมาตั้งไฟ ใส่เกลือกและแป้งมันเล็กน้อย
    – คนส่วนผสมต่างๆจนเข้ากัน รอจนกว่าน้ำกะทิจะเดือด ได้เป็นน้ำกะทิข้นๆ ปิดไฟ ยกลงจากเตา
    – นำมาเทราดกับมันเทศเชื่อม ได้เป็นของหวานที่แสนง่ายและอร่อย
    – ทำทานหรือทำขายก็ได้เช่นกัน

    สูตรวิธีการทำมันเทศเชื่อม สูตรที่ 2

    ส่วนผสมต่างๆ ที่ต้องเตรียมในการทำ

    – มันเทศดิบ 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 4 ถ้วยตวง
    – ปูนแดง 1 ช้อนโต๊ะ
    – หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา

    วิธีการทำมันเทศเชื่อม

    – ปอกมันเทศ หั่นเป็นชิ้นใหญ่ๆ แล้วนำไปแช่น้ำปูนทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง เพื่อให้เนื้อมันเทศกรอบ ไม่เละ เสร็จแล้วทำการล้างน้ำสะอาดให้หมดกลิ่นปูน
    – นำมันเทศที่ล้างสะอาดอีกรอบ นำไปนึ่งให้พอสุก เพื่อให้ง่ายต่อการเชื่อม แล้วพักไว้
    – นำน้ำเปล่าใส่ในกระทะทองเหลือง ตั้งไฟร้อนปานกลาง ใส่น้ำตาลลงไป เคี่ยวจนเหนียวเป็นยางมะตูม เสร็จแล้วนำมันเทศสุกใส่ลงไป เคี่ยวจนน้ำตาลงวดซึมเข้าเนื้อมันเทศจะเปลี่ยนสี พอน้ำเชื่อมเริ่มแห้ง จึงปิดไฟ
    – นำหัวกะทิที่เตรียมไปตั้งบนไฟอ่อน พอเริ่มเดือดจึงใส่เกลือป่นและแป้งข้าวเจ้าลงไป กวนจนส่วนผสมเข้ากัน พอส่วนผสมเริ่มข้น จึงปิดไฟ ยกลงเตา
    – นำมันเทศเชื่อมจัดใส่จาน ราดน้ำเชื่อมมันเทศลงไปเล็กน้อย จากนั้นนำน้ำกะทิตักแยกไว้ หรือราดลงไปเลยก็ได้ ตามความชอบ
    – เป็นอันเสร็จสิ้นการทำมันเทศเชื่อมที่แสนอร่อย และทำง่ายๆ เหมาะกับเป็นของหวานวันหยุด

    สูตรวิธีการทำมันเทศเชื่อม สูตรที่ 3

    ส่วนผสมต่างๆ ที่ต้องเตรียมในการทำ

    – มันเทศ 10 กิโลกรัม (ทั้งเปลือก)
    – น้ำตาลทราย 3 กิโลกรัม
    – น้ำสะอาด 3 กิโลกรัม
    – เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
    – ใบเตย 10 ใบ
    – มะนาว 2 ลูก

    วิธีการทำมันเทศเชื่อม

    – ล้างมันเทศให้ดินและโคลนออกให้มัน พยายามล้างน้ำให้สะอาดหลายๆรอบ จากนั้นหั่นมันเทศให้เป็นชิ้นใหญ่ๆ พักไว้
    – นำมันเทศไปนึ่งพอให้เนื้อนิ่ม ไม่ต้องสุกมาก การนึ่งจะทำให้มันเทศสุกง่าย เวลานำไปเชื่อม ไม่ต้องใช้เวลาเชื่อมนาน
    – ทำการเตรียมเชื่อม โดยนำน้ำตาลทรายเทลงในหม้อ พร้อมน้ำสะอาดและใบเตย เพิ่มความหอม จากนั้นทำการคนให้น้ำตาลกลายเป็นน้ำเชื่อม
    – เมื่อน้ำเชื่อมเริ่มเดือด ใส่มันเทศนึ่งลงไป เคี่ยวให้มันเทศสุก นำฝาหม้อมาปิดกรทะไว้ คอยเปิดดูเรื่อยๆว่าน้ำเชื่อมซึมเข้าเนื้อมันเทศดีหรือยัง โดยสังเกตได้หากน้ำเชื่อมเริ่มข้น กลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม เนื้อมันเทศเริ่มเปลี่ยนสี ถือเป็นอันใช้ได้ แต่หากเปิดฝาหม้อแล้วพบว่าน้ำเชื่อมแห้งเกินไป ก็ทำการน้ำเปล่าลงไปอีก
    – ก่อนทำการยกลงจากเตา ในน้ำมะนาวลงไปในมันเทศเชื่อม จะทำให้เนื้อมันเทศมีสีใส น่าทาน ทิ้งไว้สักพักจึงยกลงจากเตา
    – จัดมันเทศเชื่อมใส่จาน พร้อมสำหรับการรับประทาน หากต้องการเพิ่มรสชาติ สามารถหากะทิมาราดหน้ามันเทศได้อีกที หรือจะทานแบบไม่มีกะทิราดก็ได้อีก
    – มันเทศเชื่อมทำง่ายๆ ได้รสชาติแบบไทยๆ

  • สูตรวิธีทำเครปเย็น พร้อมคำแนะนำในการขายเครปเย็น

    สูตรวิธีการทำเครปเย็น

    ส่วนผสมตัววิปปิ้งครีม

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ผงฟู 2 ช้อนชา
    – นมรสจืด 10 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่าสะอาด 3 ช้อนโต๊ะ
    – ไข่ไก่ 2 ฟอง
    – เนยสดรสจืด 1 ช้อนโต๊ะ
    – กลิ่นวนิลา 2-3 หยด
    – เนยสดรสจืดเล็กน้อย (สำหรับทอดแป้งเครป)

    ส่วนผสมตัวครีม

    – เฮฟวี่วิปปิ้งครีม 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำเครปเย็น

    – ขั้นตอนแรกให้ตวงแป้งสาลีอเนกประสงค์ให้ได้ตามสัดส่วน
    – นำแป้งที่ตวงเรียบร้อยแล้วนั้นมาผสมกับผงฟูและเกลือป่น
    – ร่อนส่วนผสมแป้ง ผงฟูและเกลือป่น 1 รอบ แล้วพักรอไว้ในชามผสม
    – ตอกไข่ไก่ใส่ลงในโถผสมอาหาร ตามด้วยเนยสดรสจืด 1 ช้อนโต๊ะ และนมรสจืด
    – ใส่น้ำตาลทรายตามลงไป และน้ำเปล่าสะอาด 3 ช้อนโต๊ะ แล้วเปิดเครื่องตีด้วยสปีดต่ำ ตีไปเรื่อยๆ จนน้ำตาลทรายและเนยสดละลายจนหมด
    – จากนั้นจึงค่อยตักแป้งที่ร่อนรอไว้ใส่ลงมาในโถผสมอาหาร แล้วตีเบาๆ ต่อไป จนส่วนผสมของแป้งกับไข่เนียนเข้ากัน ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนตัวแป้งหมด
    – เมื่อได้ส่วนผสมแป้งเครปแล้ว ให้นำไปกรองบนกระชอนตาถี่อีก 2 รอบ เพื่อให้ได้แป้งเครปที่เนียนนุ่ม ไร้ฟองอากาศ ไม่มีเศษแป้งที่ไม่ละลายติดลงไป
    – หลังจากนั้นก็หยดกลิ่นวนิลา 2-3 หยด ลงไปในแป้งเครป แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากัน
    – ใช้แรปพลาสติกปิดคลุมภาชนะที่ใส่แป้งเครปไว้ให้มิดชิด แล้วนำไปพักในตู้เย็น ประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อให้แป้งนุ่ม
    – เมื่อพักแป้งไว้ตามเวลาที่กำหนดแล้ว ก็นำแป้งเครปออกมาพักในอุณหภูมิห้องอีกประมาณ 10 นาที เพื่อให้แป้งคลายความเย็นออกไปเล็กน้อย จะช่วยให้ทอดแป้งเครปได้ง่ายขึ้น และแป้งจะสุกอย่างทั่วถึง
    – นำกระทะเทฟลอนสำหรับทอดแป้งเครปขึ้นตั้งไฟ ที่ความร้อนปานกลาง ตั้งไฟประมาณ 2 นาที รอให้ความร้อนกระจายไปทั่วกระทะ แล้วจึงเบาไฟให้อ่อนลง
    – จากนั้นใช้ผ้าขาวบางแผ่นเล็กๆ ทาเนยสดเล็กน้อย เช็ดให้ทั่วกระทะ แล้วตั้งไฟรออีกประมาณ 1 นาที
    – คนส่วนผสมตัวแป้งให้เข้ากัน ตักปริมาณ 1 ทัพพีลงไปในกระทะ แล้วหมุนกระทะเป็นรอบวงกลม เพื่อให้เนื้อแป้งกระจายไปทั่วพื้นที่กระทะในปริมาณที่สม่ำเสมอกัน
    – จับเวลารอให้แป้งสุกด้านละ 2 นาที แล้วใช้ไม้พายสำหรับแซะเนื้อแป้งเครป ตักแป้งขึ้นมา
    – พลิกเนื้อแป้งเครปอีกด้านมาทอด แล้วรอประมาณ 2 นาทีเช่นกันจนแป้งสุก ก็ตักยกมาวางรอบนตระแกรงได้
    – ตักแป้งหยอด แล้วเทไปแบบนี้เรื่อยๆ ครับ เมื่อจะเริ่มทอดแป้งชิ้นใหม่ ก็เอาผ้าขาวบางทาเนยเล็กน้อย ทาให้ทั่วกระทะ แล้วคนส่วนผสมแป้งทุกครั้ง ก่อนจะตักทอด ทำไปเรื่อยๆ จนแป้งหมด
    – ทั้งนี้เวลาทอดแป้งเราต้องใจเย็น ต้องใช้เวลาในการรอให้แป้งสุก ที่สำคัญต้องให้ความร้อนของไฟร้อนสม่ำเสมอ ไม่อย่างนั้นแป้งจะจับตัวเป็นก้อน เนื้อแป้งไม่เรียบเนียน สุกไม่ทั่วทั้งแผ่น
    – เมื่อทอดแป้งเครปครบแล้ว ให้เอาผ้าขาวบางชุบน้ำ มิดให้แห้ง มาคลุมตัวแป้งที่ทอดแล้วเอาไว้ก่อน เพื่อไม่ให้แป้งโดนลมจะมีเนื้อกระด้าง
    – จากนั้นเราก็จะเตรียมทำวิปครีมที่จะใส่ไส้ตัวเครปกันครับ
    – เริ่มจากใช้เฮฟวี่วิปปิ้งครีม 1 ถ้วยตวง เทใส่ลงในโถผสมอาหาร ตามด้วยน้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ แล้วใช้หัวตีตระกร้อตีด้วยความเร็วสปีดต่ำ แล้วค่อยปรับระดับจนเร็วสุด
    – ตีไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวิปปิ้งครีมตั้งยอด มีเนื้อฟูแน่น โดยเคล็ดลับการตีวิปปิ้งครีมให้ตั้งยอดอย่างรวดเร็ว ก็คือนำเฮฟวี่วิปปิ้งครีมตวงใส่ภาชนะ แล้วนำไปแช่เย็นก่อนจะตีประมาณ 30 นาที และรีบตีในขณะที่ตัววิปปิ้งครีมกำลังเย็นตัวอยู่ ก็จะตั้งยอดได้โดยง่าย
    – นำวิปปิ้งครีมที่ตีเสร็จแล้ว ตักออกจากโถผสมอาหารแล้วใส่ชามรอไว้ก่อน
    – เมื่อได้ทั้งตัวแป้งเครป และตัววิปปิ้งครีมแล้ว ก็จะเตรียมประกอบแป้งกับไส้เข้าด้วยกัน เพื่อจัดเสิร์ฟ
    – นำแป้งเครป 2 แผ่น วางลงบนจานใบใหญ่ แล้วตักวิปปิ้งครีม 3 ช้อนโต๊ะ ละเลงลงไปบนแผ่นแป้งเครปให้ทั่ว เกลี่ยให้เนื้อครีมสม่ำเสมอกันทั่วทั้งแผ่นเครป หากชอบทานครีมเยอะก็ตักเพิ่มอีกได้ในปริมาณตามใจชอบ
    – จากนั้นพับแป้งเครปจากมุมทั้ง 4 ด้าน เข้ามาหาแป้งตรงกลาง ให้ได้ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส
    – นำด้านที่พับแป้งเข้ามา วางลงบนจานที่จะจัดเสิร์ฟ แล้วนำเข้าไปแช่เย็นประมาณ 30 นาที
    – พอครบเวลาแล้ว ก็นำเครปเย็นออกมารับประทานได้ครับ โดยเนื้อแป้งจะเริ่มแข็งตัวเล็กน้อย แต่ยังคงความนุ่มละมุน โดยเครปเย็นสูตรนี้ มีวิธีทำที่ง่าย สามารถประยุกต์ทำเป็นครีมรสชาติต่างๆ ได้ หรือจะใส่ไส้ผลไม้เข้าไป เช่น กล้วย สตอเบอรี่ก็ได้เช่นกัน
    – ก่อนรับประทานสามารถใช้ซอลรสช็อคโกแลต แยมรสชาติต่างๆ ราดหน้าเพื่อความสวยงามได้นะครับ
    – หรือจะตักไอศกรีมรสชาติต่างๆ จัดเสิร์ฟและตกแต่งให้สวยงาม ทั้งนี้หากต้องการเพิ่มสีสันให้กับเครปเย็น ให้ใช้สีผสมอาหารเล็กน้อย ใส่ลงไปในขั้นตอนการทำแป้ง หรือแบ่งแป้งเป็นสีต่างๆ แล้วทอด ก็จะช่วยเพิ่มความน่ารับประทานมากยิ่งขึ้นครับ

  • สูตรวิธีทำเครปโรลฝอยทอง พร้อมคำแนะนำในการขายเครปโรลฝอยทอง

    สูตรวิธีการทำเครปโรลฝอยทอง

    ส่วนผสมตัวแป้งเครป

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 8 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – ผงฟู 3 ช้อนชา
    – นมรสจืด ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด 5 ช้อนโต๊ะ
    – ไข่ไก่ 4 ฟอง
    – เนยสดรสจืด 2 ช้อนโต๊ะ
    – กลิ่นวนิลา 2-3 หยด
    – เนยสดรสจืดเล็กน้อย (สำหรับใช้ทอดแป้งเครป)
    – ฝอยทอง (สำหรับใส่ไส้)

    ส่วนผสมตัวครีม

    – เฮฟวี่วิปปิ้งครีม 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำเครปโรลฝอยทอง

    – ตวงแป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ถ้วยตวง จากนั้นให้ใส่ผงฟูและเกลือป่น ผสมให้เข้ากัน
    – ร่อนแป้ง 1 รอบ แล้วพักใส่ภาชนะรอไว้
    – ตอกไข่ไก่ 4 ฟองลงในชามผสม ตามด้วยนมรสจืด และน้ำตาลทราย
    – ใช้ตระกร้อมือตีให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน แล้วพักไว้
    – นำเนยสดรสจืด ใส่ถ้วยเล็กๆ แล้วนำเข้าไมโครเวฟ 2 นาที ให้เนยละลายจนหมด
    – พักเนยละลายไว้ให้เย็นตัวลง แล้วใส่ลงไปในชามผสมไข่ไก่ ใช้ตระกร้อมือคนเบาๆ ให้เข้ากัน
    – จากนั้นก็ทยอยตักแป้งสาลีที่ร่อนไว้แล้ว ใส่ลงไปทีละน้อย แล้วใช้ตระกร้อมือคนตะล่อมให้เข้ากัน
    – คนส่วนผสมตัวแป้งเครปไปเรื่อยๆ ให้เข้ากัน รอจนน้ำตาลทรายละลายจนหมด
    – นำแป้งเครปที่ได้มากรองบนกระชอนตาถี่อีกครั้ง ให้ได้แป้งเนื้อเนียน
    – หยดกลิ่นวนิลา 2-3 หยดลงไปในตัวแป้ง แล้วคนส่วนผสมให้เข้ากัน
    – นำแรปพลาสติกมาปิดภาชนะที่ใส่แป้งให้มิดชิด แล้วนำแป้งไปแช่ตู้เย็น พักไว้ให้เนื้อแป้งนุ่ม ประมาณ 3-4 ชั่วโมง
    – ระหว่างรอให้เตรียมทำตัววิปปิ้งครีม สำหรับใส่ไส้
    – ตวงเฮฟวี่วิปครีมใส่ในภาชนะ แล้วนำไปแช่เย็นประมาณ 30 นาที
    – จากนั้นจึงเทใส่ในโถผสมอาหาร และเตรียมหัวตีไฟฟ้า
    – เติมน้ำตาลทรายตามลงไป แล้วตีด้วยความเร็วสปีดสูง ตีต่อเนื่องเรื่อยๆ จนเนื้อวิปปิ้งครีมขึ้นฟูตั้งยอดและมีเนื้อแน่น
    – ตักเนื้อวิปปิ้งครีมใส่ในภาชนะ แล้วปิดให้มิดชิดด้วยแรปพลาสติก จากนั้นก็นำไปแช่ในตู้เย็นรอไว้
    – เมื่อครบเวลา 3 ชั่วโมง ก็นำแป้งเครปที่พักไว้ในตู้เย็นออกมา พักรอด้านนอกอีก 10 นาที ให้แป้งคลายความเย็นลงเล็กน้อย
    – ตั้งกระทะเทฟลอนบนไฟร้อนปานกลาง รอให้ความร้อนกระจายทั่วกระทะ
    – จากนั้นก็เบาไฟให้อ่อนลง แล้วใช้เนยสดเล็กน้อยทาบางๆ ให้ทั่วกระทะ
    – ตั้งไฟให้ร้อนประมาณ 1 นาที แล้วจึงตักเนื้อแป้งเครป 1 ทัพทีใส่ลงไปกลางกระทะ ก่อนหยอดแป้งเครปลงทอด ให้คนส่วนผสมให้เข้ากันก่อนทุกครั้ง
    – พอหยอดแป้งลงไปแล้ว ให้หมุนกระทะเป็นรูปวงกลม กลิ้งให้แป้งกระจายไปทั่วกระทะ และใช้ไม้พายเกลี่ยแป้งเครปให้เรียบสม่ำเสมอกัน
    – ทอดเครปด้านละประมาณ 2 นาที แล้วค่อยกลับเนื้อแป้งอีกด้านลงไปทอดอีก 2 นาที
    – เมื่อทอดแป้งเสร็จแล้วในแต่ละแผ่น ให้พักรอไว้บนตระแกรง แล้วเอาผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาด คลุมไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ลมโดนแป้งจนมีเนื้อที่กระด้าง
    – ทอดแป้งต่อไปเรื่อยๆ และก่อนทอดในแต่ละครั้ง ให้ทาเนยลงไปบางๆ แล้วตักแป้งหยอด 1 ทัพที ทำเช่นนี้ไปจนกว่าแป้งจะหมด
    – และเมื่อทอดแป้งเครปหมดแล้ว ให้รอแผ่นแป้งเย็นตัวลงก่อน จึงค่อยใส่ไส้แล้วม้วน
    – นำแป้งเครป 2 แผ่นซ้อนกัน จากนั้นก็วางลงบนจานพื้นเรียบ แล้วตักตัววิปปิ้งครีมใส่ลงไปประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ
    – เกลี่ยเนื้อครีมให้ทั่วแผ่นแป้ง ให้เนื้อครีมเรียบสม่ำเสมอกัน
    – ฉีกเส้นฝอยทองในปริมาณที่เหมาะสม ใส่ลงไปตรงกึ่งกลางแผ่นแป้ง
    – จากนั้นก็ค่อยๆ ม้วนแป้งด้านใดด้านหนึ่งเข้ามา จนสุดขอบแป้งอีกด้าน ก็จะได้เครปฝอยทองโรล
    – นำแป้งมาใส่ไส้ครีมและฝอยทอง แล้วม้วนเป็นโรลจนหมด
    – จากนั้นจึงค่อยนำแป้งที่ม้วนเสร็จแล้ว ใส่จานวางเรียงกัน เข้าไปแช่ตู้เย็นประมาณ 2 ชั่วโมง รอให้แป้งและครีมเช็ตตัว
    – เมื่อครบเวลาก็นำเครปโรลฝอยทองออกมา แล้วใช้มีดหั่นให้เป็นชิ้นเท่าๆ กัน ตัดส่วนหัวและท้ายของขอบแป้งที่ไม่เท่ากันออกไป ก็จะได้เครปโรลเป็นชิ้นพอดีคำ พร้อมจัดเสิร์ฟลงจาน และสามารถเก็บลงกล่องแช่เย็นไว้รับประทานได้
    – สำหรับเครปโรลสูตรนี้สามารถปรับเปลี่ยนไส้ได้ตามความเหมาะสม นอกเหนือจากตัวฝอยทอง เช่น แยมรสผลไม้ต่างๆ เนื้อผลไม้สด โดยเฉพาะหน้าร้อนนี้มะม่วงสุกกำลังเป็นที่นิยมรับประทานอย่างมาก เมื่อถึงขั้นตอนในการทาตัวครีมลงไปบนแผ่นแป้งเครป เราก็หั่นมะม่วงสุกเป็นชิ้นเล็กๆ ลงไปเรียงบริเวณกึ่งกลางของแผ่นแป้งแล้วม้วนเป็นโรล นำไปแช่เย็น จากนั้นก็หั่นเป็นชิ้นเท่าๆ กัน
    – หรือจะใส่ไส้มะพร้าวอ่อน โดยนำมะพร้าวอ่อนหั่นเป็นเส้นยาวๆ ใส่ลงในหม้อ แล้วเติมน้ำเปล่าสะอาดเล็กน้อย ใส่น้ำตาลทรายขาวลงไปเล็กน้อย แล้วต้มด้วยไฟอ่อนๆ จนเนื้อมะพร้าวและน้ำตาลเข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นก็พักเนื้อมะพร้าวให้เย็นตัวลง และตักใส่ลงไปบริเวณกึ่งกลางของแผ่นเครป แล้วม้วนเป็นโรลนำไปแช่เย็น ก่อนจะนำออกมาหั่นเป็นชิ้นเท่าๆ กัน เท่านี้ก็จะได้เครปโรลไส้มะพร้าวอ่อนเพิ่มมาอีกหนึ่งไส้แล้วครับ

  • สูตรวิธีทำขนมปังสังขยาใบเตย พร้อมคำแนะนำในการขายขนมปังสังขยาใบเตย

    สูตรวิธีการทำสังขยาใบเตย สูตรที่ 1

    ส่วนผสมสังขยาใบเตย (สูตรเข้มข้น)

    – ใบเตยแก่ 20 ใบ
    – น้ำต้มสุก 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย ครึ่งถ้วยตวง
    – กะทิคั้นสด ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด 6 ช้อนโต๊ะ
    – แป้งข้าวโพด 5 ช้อนโต๊ะ
    – ไข่ไก่ 3 ฟอง
    – เกลือป่น ครึ่งช้อนชา
    – กลิ่นแต่งอาหาร กลิ่นใบเตย 3 หยด
    – สีผสมอาหารสีเขียวเล็กน้อย
    – นมสด สำหรับราดหน้าสังขยาเล็กน้อย

    วิธีการทำขนมปังสังขยาใบเตย

    – หั่นใบเตยทั้งหมดให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่ลงในเครื่องปั่น
    – เติมน้ำที่ต้มสุกลงไป 1 ถ้วยตวง แล้วกดปั่นจนใบเตยละเอียด
    – เทส่วนผสมที่ปั่นเสร็จแล้ว ลงบนผ้าขาวบาง กรองเอากากใบเตยทิ้งไป แล้วนำน้ำใบเตยเข้มข้นที่ได้ เทใส่หม้อรอไว้ก่อน
    – ตอกไข่ไก่ลงในชามผสม ตามด้วยน้ำตาลทรายและเกลือป่น จากนั้นก็ใช้ส้อมตีส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน และใช้ทัพพีคนไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำตาลทรายจะละลายจนหมด
    – เติมกะทิคั้นสดลงไปในชามผสม แล้วคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง
    – เทส่วนผสมลงมาในหม้อที่มีน้ำใบเตยรออยู่
    – ตักแป้งข้าวโพด 5 ช้อนโต๊ะลงไปในน้ำใบเตย และคนอย่างรวดเร็ว ให้แป้งละลาย ไม่จับตัวรวมกันเป็นก้อน
    – เติมสีผสมอาหารสีเขียวลงไปเล็กน้อย แล้วตามด้วยกลิ่นใบเตยประมาณ 3 หยด
    – จากนั้นให้ใช้หม้อที่มีขนาดใหญ่กว่าหม้อใส่น้ำใบเตย เติมน้ำ แล้วยกตั้งไฟที่ความร้อนปานกลาง เราจะใช้วิธีตุ๋นสังขยาใบเตยในน้ำร้อน เพื่อให้ได้สังขยาเนื้อเนียนน่ารับประทาน
    – เมื่อนำหม้อใบใหญ่ตั้งไฟ รอจนน้ำเริ่มเดือด ให้นำหม้อใบเตยลงไปวาง โดยที่เราจะใช้มือจับด้ามหม้อ หรือหูหม้อ ไว้ 1 ข้าง แล้วมืออีกข้างก็ใช้ไม้พายคนส่วนผสมไปเรื่อยๆ ซึ่งคนไปในทิศทางเดียวกัน จนเนื้อสังขยาเริ่มเดือดเล็กน้อย ก็คนต่อไปอย่างเบามือ หากส่วนผสมเริ่มมีความหนืด คนต่อไม่คล่องมือ ให้ทยอยเติมน้ำเปล่าสะอาดลงไปทีละน้อย แล้วคนต่อไปอีก โดยจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 30 นาที ส่วนผสมเนื้อสังขยาใบเตยก็จะสุก และส่งกลิ่นใบเตยหอมๆ
    – ใช้ไม้พายตักเนื้อสังขยาขึ้นมาทดสอบ ถ้าเนื้อเริ่มมีความเหนียว มีความเข้มข้น ก็ให้ยกลงจากหม้อ
    – จากนั้นจึงค่อยปิดไฟ และพักให้เนื้อสังขยาใบเตยเย็นตัวลง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
    – โดยสังขยาใบเตยมักจะต้องทานคู่กับขนมปังกะโหลก เนื้อหนา ที่เพิ่งนึ่งร้อนๆ ออกมาจากลังถึง หรือไม่ก็ทานคู่กับปาท่องโก๋ทอดร้อนๆ และยังสามารถเก็บใส่โหล ไว้ทำเป็นแยมทาขนมปังได้อีกด้วย
    – สำหรับการจัดเสิร์ฟ ไม่ว่าจะทานคู่กับขนมปัง หรือจะทานคู่กับปาท่องโก๋ ให้ตักเนื้อสังขยาใบเตยใส่ถ้วยเล็กๆ แล้วราดหน้าด้วยนมสดในปริมาณพอเหมาะครับ

    สูตรวิธีการทำสังขยาใบเตย สูตรที่ 2

    ส่วนผสมสังขยาใบเตย (สูตรคลีน)

    – ใบเตยแก่ 20 ใบ
    – น้ำต้มสุก 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย ครึ่งถ้วยตวง
    – ไข่ไก่ 4 ฟอง
    – นมรสจืด ไขมัน 0 % ครึ่งถ้วยตวง
    – กลิ่นใบเตย 3 หยด
    – นมสดรสจืด ไขมัน 0% เล็กน้อย (สำหรับราดหน้าสังขยาใบเตย)

    วิธีการทำขนมปังสังขยาใบเตย

    – ขั้นตอนแรกให้เตรียมใบเตยแก่ จำนวน 20 ใบ แล้วล้างใบเตยให้สะอาด จากนั้นก็หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่ลงไปในเครื่องปั่นอาหาร
    – ต่อมาจึงเติมน้ำต้มสุกลงไป กดปั่นจนใบเตยละเอียด และได้น้ำสีเขียวเข้มข้น
    – เทน้ำใบเตยลงบนผ้าขาวบาง กรองเอากากใบเตยออก 1 รอบ
    – แล้วเทน้ำใบเตยใส่รอในหม้อไว้ก่อน
    – ตอกไข่ไก่ลงในชามผสม แล้วใช้ส้อมตีให้ขึ้นฟู จากนั้นก็เติมน้ำตาลทรายลงไป ตีให้เข้ากันอีกครั้ง
    – เติมนมรสจืดไขมัน 0 % ตามลงไป และใช้ไม้พายคนให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน และคนไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำตาลทรายจะละลายจนหมด
    – หยดกลิ่นใบเตยลงไปประมาณ 3 หยด คนให้เข้ากันอีกครั้ง
    – นำส่วนผสมของไข่ไก่ เทลงไปในหม้อที่มีน้ำใบเตย แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากัน
    – ใช้หม้อใบใหญ่เติมน้ำ แล้วยกตั้งไฟ ปรับระดับความร้อนปานกลาง
    – รอจนน้ำเดือดจัด จึงค่อยยกหม้อสังขยาใบเตยขึ้นมาวาง โดยจะทำการตุ๋นให้เนื้อสังขยาสุก ผ่านความร้อนจากไอน้ำที่กำลังเดือด
    – ให้ใช้ไม้พายคนส่วนผสมไปเรื่อยๆ ในทิศทางเดียวกัน เมื่อส่วนผสมสังขยาเริ่มเดือด จึงค่อยเว้นระยะการคนให้ห่างออกไป ซึ่งสังขยาสูตรคลีน เราไม่ได้ใช้แป้งข้าวโพดและกะทิ อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าสูตรปกติเล็กน้อย ที่จะต้องรอให้ส่วนผสมมีความเข้มข้นจนได้ที่ โดยจะใช้เวลาประมาณ 50 นาที
    – หากน้ำในหม้อตุ๋นเหลือน้อยลง ก็ค่อยเติมน้ำเพิ่ม เปิดไฟแรงให้น้ำเดือดจัด จึงค่อยวางหม้อสังขยาลงไปอีกรอบ และคนให้เนื้อเนียนเข้ากันต่อไป
    – ทำการทดสอบโดยใช้ไม้พายตักเนื้อสังขยาขึ้นมาเล็กน้อย สังเกตดูว่าเนื้อส่วนผสมเริ่มมีความหนึบ และมีความเข้มข้น ก็ให้ปิดไฟ แล้วยกหม้อสังขยาลงมาพักไว้ก่อน
    – รอให้ส่วนผสมสังขยาใบเตยเย็นตัวลงประมาณ 20 นาที
    – ขั้นตอนการจัดเสิร์ฟ ให้นำขนมปังชิ้นหนา มาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วนำไปนึ่งในลังถึงให้ได้ไอร้อน เนื้อขนมปังจะนุ่ม จากนั้นก็ตักเนื้อสังขยาใบเตยใส่ถ้วยเล็กๆ แล้วราดด้วยนมสดรสจืดเล็กน้อย รับประทานคู่กัน เป็นขนมปังจิ้มสังขยาใบเตยสูตรคลีน ที่เหมาะกับคนลดน้ำหนัก และคนไม่ทานรสหวานมาก
    – ทั้งนี้สามารถตักเก็บสังขยาใบเตยใส่โหล ไว้ทาขนมปังแผ่น รับประทานเป็นอาหารเช้าได้ด้วยนะครับ

  • วิธีการทำอาชีพอิสระให้ประสบความสำเร็จ

    ในความเป็นจริงแล้ว อาชีพอิสระนั้น เป็นอาชีพแรกของโลก เพราะเป็นอาชีพที่เริ่มมาจากตัวของคนทำ ที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวจนทำให้เกิดอาชีพขึ้นมา ก่อนที่รวมกลุ่มกันจนกลายเป็นองค์กร เริ่มมีผู้นำ และมีผู้ตามในตามหลัง

    ช่วงที่เศรษฐกิจประเทศไทยวิกฤต หรือไม่วิกฤต อาชีพอิสระก็ยังมาแรงไม่เคยตกไปจากความนิยมของคนที่รักงานอิสระ ทีต้องการไข่คว้าหาความสำเร็จด้วยมือของตนเอง โดยที่ไม่ต้องมานั่งเป็นลูกน้องใครให้เขาบงการชีวิต

    ความมีอิสระของอาชีพอิสระ

    เมื่อเราคิดที่จะประกอบอาชีพอิสระแล้วนั้น เราจะต้องมองไปข้างหน้าว่า เราจะเป็นยังไงเมื่อได้ทำ เราจะอยู่ยังไงเมื่อไม่มีอาชีพประจำแล้ว บางครั้งถ้ามองกันตามความเป็นจริง มันคือการเอาตัวรอดให้ได้ อยู่ให้ได้ด้วยความสามารถที่เรามี เพราะจะไม่มีเจ้านายมาคอยส่งเงินเดือนให้ทุกสิ้นเดือน แม้ว่าประสิทธิภาพการทำงานของเราบางครั้งจะทำไม่ได้อย่างที่เค้าหวังก็เถอะ แต่ก็ยังถือว่าได้เงินทุกเดือน

    แต่ถ้ามองในแง่ดี การประกอบอาชีพอิสระจะมีความสุขมากๆ ที่ได้เป็นอิสระเสรี ตื่นสายก็ได้ ทำงานเวลาไหนก็ได้ เพราะเราเป็นคนควบคุมเอง อาจจะทำงานตอนเที่ยง หกโมงเย็นก็เลิก ตอนกลางคืนก็พักผ่อน อ่านหนังสือ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นไปได้

    จริงๆ แล้ว คนเราไม่จำเป็นต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมงอย่างที่สังคมกำหนด แต่เราสามารถที่จะกำหนดได้เองด้วยตัวเรา เราไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตในกรอบที่คนอื่นสร้างไว้ ทุกอย่างเราสามารถดีไซน์ขึ้นมาเอง อย่าลืมว่าชีวิตนี้เป็นของเรา เราจะประสบความสำเร็จก็เพาะตัวเรา เราจะล้มเหลวก็เพราะตัวเรา ฉะนั้นเมื่อมีชีวิตที่เป็นอิสระแล้ว ใช้ความอิสระนั้นให้คุ้มค่า ความสุขจริงๆ อาจจะไม่ใช่มีเงินทองก้อนโต แต่กลับไม่มีเวลาใช้ แต่ความสุขจริงๆ เป็นการมีเวลาที่จะทำอะไรต่าง ๆ ได้ดังใจ หรือตามที่ตัวเองปรารถนาต่างหาก

    ข้อดี และข้อเสียของอาชีพอิสะ

    ซึ่งแน่นอนว่าทุกๆ คน ย่อมอยากทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ หรือต้องการทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เพื่อก้าวให้ถึงความสำเร็จในชีวิต มีผู้คนมากมายที่ไม่ต้องการที่จะทำงานประจำ เป็นลูกน้องใคร ดังนั้นอาชีพอิสระจึงเหมาะกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งอาชีพอิสระก็มีข้อดี และข้อเสีย อยู่ในในตัว ดังต่อไปนี้ คือ

    1.ทำอาชีพอิสระที่ตัวเองใฝ่ฝัน หรือตัวเองรัก

    ข้อดี คือ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ที่ตัวเองใฝ่ฝัน ที่ตัวเองมุ่งมั่นเอาไว้ จะทำให้ได้ใช้ความสามารถ และความชอบที่ตัวเองมีให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด

    ข้อเสีย คือ อาจจะเสี่ยงต่อความล้มเหลว เสี่ยงต่อการไม่ได้รับความนิยมจากการทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แม้จะเป็นอาชีพอิสระก็ตาม หรือเป็นอาชีพอิสระที่ไม่ตอบรับความต้องการของตลาด ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในแง่ทางธุรกิจ

    2.ทำอาชีพอิสระที่ต้องเลี้ยงชีพ แต่ตนเองไม่ได้รัก

    ข้อดี คือ ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงมาก เพราะเป็นการทำอาชีพอิสระที่รองรับความต้องการของตลาด ประมาณว่า ทำแล้วมีคนซื้อ มีคนมาขอรับบริการแน่ ๆ และมีความเป็นได้ในการสร้างความเติบโตในอาชีพอิสระอาชีพนี้มากขึ้น ทั้งความนิยม และทางด้านตัวเงิน

    ข้อเสีย คือ คุณอาจจะไม่ได้ทำในสิ่งตัวเองรัก หรือถนัด เป็นการทนทำไปเพื่อหาเลี้ยงตนเอง และครอบครัว แต่มันได้เงิน ซึ่งคุณอาจจะอยู่กับอาชีพอิสระนี้ไม่ได้นาน และล้มเหลวเอาได้เช่นกัน

    นี่คือข้อดี และข้อเสียของการประกอบอาชีพอิสระครับ ซึ่งแนวทาง และการแนะแนวอาชีะอิสระที่ถูกต้องในสองลักษณะ จึงเป็นสิ่งที่ต้องมีการชี้แจง และวางแนวทางให้ถูกต้องเพื่อก้าวเดินไปบนเส้นทางสายอาชีพได้อย่างมั่นคง เพื่อที่ทุกๆ คนจะได้ประสบความสำเร็จในชีวิต

    เช็คความพร้อมก่อนทำอาชีพอิสระ

    อาชีพอิสระนี้เรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่มีอิสระเสรี แต่ก็ต้องอาศัยความอดทน ความขยันหมั่นเพียร เพราะถ้าคุณไม่ทำ คุณก็ไม่ได้เงินกลับมา

    ถ้าตอนนี้คุณได้ทำงานประจำอยู่ แต่เบื่องานประจำเหลือทน ให้คุณลองคิดดูก่อนว่าคุณแบกรับความเสี่ยงได้หรือเปล่า เวลาคุณได้เงินมา นั่นคือเป็นเรื่องที่ดี แต่เวลาที่คุณไม่มีคนมาจ้าง นั่นก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่คุณต้องขวนขวายให้มากขึ้น ดังนั้นเรามาลองเช็คความพร้อมก่อนออกจากงานประจำ มาทำอาชีพอิสระ ถ้าคุณคิดว่าสิ่งเหล่านี้ใช่

    – เงินเดือนที่ได้รับแต่ละเดือนมันน้อยเกินไป ไม่เท่ากับความสามารถที่เรามี สู้ออกมาทำเองน่าจะได้เยอะกว่า
    – งานที่ทำอยู่ ดูๆ แล้วคงไม่ก้าวไปไหน ทำแล้วเหมือนพายเรือในอ่าง
    – เจ้านายขี้งก ไม่ยอมขึ้นเงินเดือนให้ หรือขึ้นให้น้อยมาก
    – ทำงานคนเดียวได้ ไม่เหงา
    – จิตใตของคุณต้องการก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มที่ จนไม่อยากให้งานประจำเงินเดือนคงที่มารั้งคุณไว้
    – เบื่อที่จะทำงานให้บริษัท ได้ค่าคอมมิชชั่นมาก็เข้าบริษัท เราได้เงินแค่ส่วนหนึ่งไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าออกมาทำเอง เราก็อาจจะคิดค่าบริการต่างๆ น้อยกว่า แต่เราจะได้รับค่าตอบแทนนั้นเต็มจำนวน

    ถ้าคุณคิดว่าใช่ในข้อใดข้อหนึ่ง นั่นแสดงว่าขาของคุณได้ก้าวออกมาแล้วข้างหนึ่ง สำหรับการที่จะก้าวไปข้างหน้า เหลืออีกข้างหนึ่งที่ยังคงทำงานประจำอยู่ เหลือเวลาที่จะก้าวขาอีกข้างออกมา ที่พร้อมจะยืนด้วยขาทั้งสองข้างด้วยตัวเอง ทั้งหมดอยู่ที่การตัดสินใจของคุณว่าจะเลิกเส้นทางไหนที่จะเหมาะสมกับความต้องการของคุณมากที่สุด

    จากนั้นนำจุดแข็ง และจุดอ่อนของตัวเอง และโอกาสทางธุรกิจ มาประเมินว่าควรทำอะไร แล้วเลือกขนาดของการลงทุน เพราะบางคนต้องการทำแค่ธุรกิจเล็กๆ เช่น รถเข็นขายก๋วยเตี๋ยว ขายน้ำผลไม้

    แต่บางท่าน ต้องการทำธุรกิจใหญ่ขึ้นมาอีกนิด มีพื้นที่หลักแหล่งแน่นอนเพื่อขายหนังสือ ขายอุปกรณ์กีฬา หรือทำเป็นสำนักงานขายตั๋วเครื่องบิน รวมทั้งจะลงทุนคนเดียว หรือมีหุ้นส่วน บางคนกลัวการลงทุนคนเดียว กลัวรวยคนเดียว จึงอยากมีหุ้นส่วนร่วมด้วย จะได้หารต้นทุน แล้วไม่ต้องเสี่ยงลงทุนมาก แต่ถ้ายังนึกไม่ออก ควรดูๆ อยู่เฉยๆ หาลู่ทาง และศึกษาเรียนรู้ไปก่อน เพราะต้องเดินก้าวแรกให้ได้ก่อน ถึงจะก้าวขึ้นต่อๆ ไปได้

    ประกอบอาชีพอิสระอะไรดี

    แต่ทั้งนี้มักจะเกิดคำถามขึ้นในใจของคนที่ต้องการจะประกอบอาชีพอิสระว่า จะประกอบอาชีพอิสระอะไรดี คำตอบนั้น ก็คือลองพิจารณาอาชีพที่คุณสนใจ หรือทำในสิ่งที่คุณรัก และในอีกทางก็คือ พิจารณาอาชีพอิสระที่ตลาดต้องการ ซึ่งมีทางเสี่ยงน้อยที่สุด ดังนั้นหากต้องการประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงชีพ โดยไม่ได้มุ่งหมายว่า เพื่อตอบสนองในความรัก และความสนใจของตนเอง ควรนึกให้ออก และพิจารณาให้รอบคอบว่า

    – ตนเองต้องการจะทำอะไร
    – ตัวเองชอบอะไร
    – ถ้าไม่ประสบความสำเร็จขึ้นมา จะเผชิญกับวิกฤษทางการเงินหนักกว่าเดิมหรือไม่
    – ธุรกิจมีความเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน
    – ดูจุดแข็ง จุดอ่อนของตัวเองก่อน แล้วก็มองหาโอกาสทางธุรกิจ

    ปัจจัยหลัก 4 ประการของการประกอบอาชีพอิสระ

    ปัจจัยของการเริ่มต้นประกอบอาชีพอิสระ คือ จะทำอาชีพอะไร ต้องศึกษาหาความรู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร และควรคำนึงถึงปัจจัยหลักที่สำคัญ ก่อนเริ่มการประกอบอาชีพอิสระ

    ปัจจัยแรก คือ ทุน

    ทุน คือ สิ่งที่จะเป้นปัจจัยพื้นฐานของการประกอบอาชีพอิสระ โดยจะต้องวางแผนแนวทางการดำเนินธุรกิจไว้ลว่วงหน้าเพื่อให้ทราบว่าจะต้องใช้เงินทุนประมาณเท่าไหร่ แล้วพิจารณาว่า มีเงินทุนเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอจะหาแหล่งเงินทุนจากที่ใด

    อาจได้จากการรวมหุ้นลงทุนกันในหมู่ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนฝูง หรือได้จากการกู้ยืมจากหน่วยราชการ หรือสถาบันการเงินต่างๆ อย่างไรก็ตามในระยะแรกไม่ควรลงทุนมากเกินไป เนื่องจากยังไม่ทราบความต้องการของตลาดที่แท้จริง ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี และคนตกงานยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก

    ปัจจัยที่สอง คือ ความรู้

    ความรู้ในสายงานอาชีพที่จะมาประกอบอาชีพ เราจำเป็นจะต้องศึกษา และฝึกฝนขวนขวายหาความรู้ และยิ่งในปัจจุบันมีเปิดให้เรียนจากสถาบันที่ให้ความรู้ด้านอาชีพ ซึ่งมีทั้งของรัฐบาล และของเอกชน หรือสมัครเรียนกับชมรมต่าง ๆ หรือทำงานเป็นลูกจ้างคนอื่น หรือทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อให้มีความรู้ เกิดทักษะ มีความชำนาญ และประสบการณ์ในการประกอบอาชีพอิสระนั้นๆ

    ปัจจัยที่สาม คือ การจัดการ

    เป้นความสามารถในการบริหารงานของแต่ละบุคคล ในการจัดการเกี่ยวกับอาชีพของตัวเอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนการทำงานในเรื่องคน เรื่องเงิน เครื่องมือ เครื่องใช้ และกระบวนการในการทำงานต่างๆ

    ปัจจัยที่สี่ คือ การตลาด

    ซึ่งเป้นปัจจัยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง เพราะหากสินค้า และบริการที่ผลิตขึ้นไม่เป็นที่ติดหูติดตาของผู้บริโภค ก็ถือว่ากระบวนการทั้งระบบไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากไม่สามารถแปรสินค้า และบริการเหล่านั้นให้เป้นตัวเงินได้ ดังนั้นการวางแผนการตลาด ซึ่งในปัจจุบันมีการแข่งขันสูง จึงควรได้รับการสนใจในการพัฒนาเทคนิคด้านต่าง ๆ ให้ทันสมัย เพื่อให้เป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมาย

    คุณสมบัติ 10 ประการของผู้ประกอบอาชีพอิสระ

    1. ต้องกล้าเสี่ยง

    อาชีพอิสระเป็นการประกอบธุรกิจส่วนตัว จึงต้องมีการลงทุน ในขณะที่ตัวเองเป็นลูกจ้าง ไม่ต้องลงทุนอะไร ซึ่งแน่นอนว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง เพราะไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ดังนั้นก่อนที่จะตกลงใจประกอบอาชีพอิสระใด ต้องพิจารณา วิเคราะห์ และไตร่ตรองอย่างดีเสียก่อน

    2. ต้องมีความคิดสร้างสรรค์

    การประกอบอาชีพอิสระนั้นมิได้ยึดติดกับรูปแบบใด ๆ เนื่องจากผู้ประกอบอาชีพอิสระต้องเป้นนายของตัวเอง ฉะนั้นในการปรับปรุงสินค้า หรือบริการ สามารถจะทำได้อย่างอิสระ เพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรในการดำเนินธุรกิจ

    3. ต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเอง

    ธุรกิจแต่ละประเภทต้องการการตัดสินใจที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบอาชีพอิสระจึงต้องเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ในสภาวการณ์ที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ธุรกิจบางประเภทสามารถสวนกระแสเศรษฐกิจโดยรวมได้ ดังนั้น ผู้ประกอบอาชีพอิสระจึงต้องมีความมั่นใจ เพื่อจะได้นำพาธุรกิจของตนให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ได้

    4. ต้องมีความอดทน ไม่ท้อถอย

    การประกอบอาชีพอิสระ ย่อมมีทั้งกำไร และขาดทุน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มประกอบการใหม่ จะต้องประสบปัญหาและอุปสรรคบ้าง ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผู้ประกอบอาชีพอิสระจึงต้องพร้อมที่จะรับข้อผิดพลาด และนำมาแก้ไขตนเองด้วยความอดทน และไม่ย่อท้อ

    5. ต้องมีวินัยในตัวเอง

    การที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพของตัวเอง เป็นเจ้าของกิจการจำเป็นจะต้องมีวินัย มีกฎระเบียบการทำงานอย่างสม่ำเสมอ ถ้าขาดวินัยการประกอบอาชีพก็อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ การเป็นผู้มีวินัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบอาชีะทุกประเภท เพราะวินัยจะเป็นสิ่งที่คอยกำหนดให้ผู้ประกอบการปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้

    6.ต้องมีทัศคติที่ดีต่ออาชีพ

    ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานที่มีเกียรติหรือไม่นั้น ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้องรักในงานที่ทำ และให้เกียรติกับงานนั้นๆ เสมอ

    7. ต้องมีความรู้ในการประกอบอาชีพอิสระ

    ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระจะต้องรับรู้ข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ประโยชน์ของการรับรู้ข่าวสารจะทำให้สามารถปรับปรุงธุรกิจของตนเองให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ผลที่ได้ก็คือ กำไรที่เพิ่มมากขึ้น

    8. ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

    การประกอบอาชีพอิสระจะต้องมีมนุษยสัมพันธ์อันดีเพื่อผลประโยชน์ในธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า บุคคลรอบข้าง หรือคู่แข่งขันก็ตาม เพราะการมีมนุษยสัมพันธ์อันดี จะทำให้มีความคล่องตัวในการดำเนินงานเป็นอย่างดี

    9. ต้องมีความซื่อสัตย์

    ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้องมีความซื่อสัตย์ และจริงใจต่อลูกค้า การบริการลูกค้าให้เกิดความประทับใจในการขายสินค้า หรือบริการ และกลับมาใช้บริการอีกเป็นกัวใจสูงสุด เพื่อผลประโยชน์ต่อธุรกิจ และต่อตนเองในที่สุด

    10. ต้องมีความรู้พื้นฐานในการเริ่มทำธุรกิจ

    การที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เราควรรู้จักสิ่งที่จะทำ อย่างน้อยให้รู้ว่าสิ่งนั้นทำจากอะไร ซื้อวัตถุดิบจากไหน ตลาดอยู่แหล่งใด เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลในการสร้างธุรกิจ

    สรุป

    อาชีพอิสระนี้ทำเงินให้เราได้จริง แต่ต้องขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจ เพาะถ้าเราไม่ทำ ก็ไม่มีใครนำเงินมาให้เราแบบตอนเราทำงานกินเงินเดือน รายได้ขึ้นอยู่กับตัวเราแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เวลามีงานเข้ามาเราก็ได้รับเงินแบบเต็มที่ เวลาไม่มีงานเข้ามา เราก็ต้องขวนขวายให้เต็มที่

    ขอให้เพื่อนๆ ทุกท่านมีความสุขกับการเป็นเจ้านายตัวเอง และร่ำรวยจากอาชีพอิสระกันทุกคนนะครับ

  • วิธีการทำธุรกิจรถเช่าให้ประสบความสำเร็จ

    หนึ่งในธุรกิจที่เริ่มต้นได้ไม่ยาก ทำได้ง่ายๆ สบายๆ คือธุรกิจรถเช่า เป็นธุรกิจที่ให้บริการรถเช่าเป็นหลัก และลงทุนซื้อรถครั้งเดียวสามารถปล่อยให้เช่าไปได้อีกนานหลายปี โดยคุณทำหน้าที่บริหารจัดการ ดูแลรถ และจัดหาลูกค้ามาเช่ารถ เพียงเท่านี้คุณจะเห็นว่า มันมีรูปแบบการทำธุรกิจที่ง่ายมาก ชนิดที่ว่าคุณสามารถใช้รถที่อยู่ที่บ้านของคุณเองปล่อยเช่าได้เลย แต่วันนี้เราจะมาพูดและคุยกัน เกี่ยวกับการทำธุรกิจรถเช่าเป็นหลัก ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลา เราไปดูกันเลยว่าธุรกิจรถเช่าเขาทำกันยังไง

    ค่าใช้จ่ายหลักนอกเหนือจากค่ารถ

    1. ค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรถ รวมถึงค่าเสื่อมของรถตามกาเวลา
    2. ค่าประกันของรถ
    3. ค่าสึกหรอต่างๆ
    4. ค่าทะเบียน
    5. ค่าภาษี

    เอกสารที่ต้องใช้สำหรับใช้ในการเช่ารถในธุรกิจเช่ารถของคุณ

    1. จำเป็นมาก บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง
    2. ใบอนุญาตให้ขับขี่รถยนต์
    3. ต้องมีบุคคลเซ็นยืนยันค้ำประการการเช่ารถ
    4. ต่อมาต้องมีเงินมัดจำส่วนหนึ่ง
    5. และถ้าเป็นชาวต่างชาติ ก็ต้องมี VISA PASS ด้วย

    ขั้นตอนก่อนการเช่ารถ

    1. ให้เลือกประเภทรถที่ต้องการมีความประสงค์ที่จะขอเช่ารถ
    2. จากนั้นทำการยื่นเอกสารประจำตัว ของผู้เช่า
    3. ต่อมากรอกสัญญาการการขอเช่ารถให้เรียบร้อย
    4. ทำการตรวจเซ็นสภาพรถ ก่อนการเช่าเสมอ
    5. ชำระค่าเงินค่าเช่ารถ
    6. และสุดท้ายทำการส่งรถคืนภายในระยะเวลาที่กำหนดตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่า

    อยากทำธุรกิจรถเช่าบ้าง

    1. งบประมาณการลงทุน

    ในการทำธุรกิจรถเช่านั้น เรื่องงบประมาณในการลงทุนถือว่าสูงมาก เพราะคุณต้องลงทุนจัดซื้อรถมากมาย หลากหลายชนิด เพื่อนำมาให้บริการเช่า ตัวอย่างเช่น รถตู้ Toyota Hiace Commuter ที่มีหลังค้างสูงหน่อย ราคาก็เป็นล้านแล้ว แถมคุณต้องซื้อประกันภัยชั้น 1 อีก และถ้าไม่ใช่เงินสดคุณต้องส่งผ่อนอีกหลายละหลายหมืน โดยประมาณก็ 20,000 – 35,000 บาทต่อเดือน ต่อคัน ดังนั้นคุณควรให้น้ำหนักความสำคัญในการควบคุมงบประมาณไว้ให้ดี และควรมีแผนการใช้จ่ายที่เป็นระบบ รวมถึงการจัดการทำบัญชีของธุรกิจอย่างเป็นระบบอีกด้วย

    2. การบริหารจัดการ

    เรื่องของพนักงาน คุณต้องสอนงาน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการทำสัญญาให้ละเอียด เพื่อลดภาระในการจัดการดูแลของคุณ และพนักงานทุกคนต้องเป็นมิตร มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า เพื่อทำให้ลูกค้าประทับใจและกับมาใช้บริการอีกในภายหลัง ดังนั้นคุณต้องอย่าลืมอบรมเรื่องการดูแลบริการ ของพนักงานอยู่เป็นประจำเสมอๆ ด้วย

    เรื่องของภาพลักษณ์ นอกจากที่คุณจะเน้นไปที่เรื่องการให้บริการด้วยหัวใจที่รักงานบริการแล้ว คุณต้องดูแลรถของคุณให้อยู่ในสภาพดี สภาพพร้อมใช้งาน ดูสะอาดหูสะอาดตา เหมือนไม่มีใครใช้งานมาก่อนได้ยิ่งดี เพราะมันจะส่งถึงภาพลักษณ์ของธุรกิจเช่ารถของคุณ ว่าเป็นมืออาชีพมากน้อยแค่ไหน

    เรื่องต่อมาเป็นเรื่องการจัดการบริหาร โดยรวมทั้งหมด คุณต้องจัดการทำและบริหารทุกอย่างทั้งหมดให้เป็นระบบมากที่สุด มีการบันทึกกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธุรกิจเช่ารถของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการลางานของพนักงาน การขาดงาน หรือวันหยุดตามปกติของพนักงาน คุณก็ต้องจัดทำบันทึกอย่างเป็นระบบ เพราะถ้าคุณทำธุรกิจรถเช่าและไม่มีการจัดการที่เป็นระบบโอกาสที่คุณจะขาดทุนมีสูงมาก

    3. ที่ตั้งของบริษัททำธุรกิจเช่ารถ

    ถ้าคุณไม่ได้อยู่ย่านการทำธุรกิจ คุณก็ไม่ควรเลือกทำเลที่ตั้งที่มันหากใกล้จากตัวเมืองมากนัก ยิ่งอยู่ในกลางเมืองได้เลยยิ่งดี เพราะคุณจะได้ลดต้นทุนมนการจัดการทำการตลาดให้คนรู้จัก และไว้วางใจในการใช้บริการขอเช่ารถจากบริษัทของคุณ

    4. การตลาดที่ดีที่สุด

    อย่างแรกเลยคุณควรยึดผู้คนในกลุ่มเขตพื้นที่ ที่คุณทำธุรกิจเช่ารถเป็นหลักก่อน ทำให้พวกเขาเล่านั้นเชื่อมั่น และวางใจ อยากใช้บริการจากคุณ ต่อมาให้คุณบริการให้สุดความสามารถทำให้เขาประทับใจให้ได้ เพื่อเป็นการรักษาลูกค้าเก่าเอาไว้ และสร้างฐานลูกค้าขึ้นมา เพราะคนที่เคยเช่ารถขับ พวกเขาเหล่านี้จะมีแนวโน้มในการเช่ารถอยู่ตลอดทั้งปี เมื่อคุณมีฐานลูกค้าที่มากพอสมควรแล้ว คุณค่อยเริ่มคิด เริ่มต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ ขยายฐานลูกค้าของคุณออกไปหรือทำการตลาดเพิ่มออกเป็นอีก ในเขตพื้นทีใกล้เคียง และพื้นที่ ที่ไกลออกไป เริ่มจากทีละเล็กทีละน้อยก็ได้ คุณจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก และอีกหนึ่งเคล็ดลับที่สามารถช่วยคุณขยายตลาดได้โดยที่คุณไม่ต้องเหนื่อยคือ การขอให้ลูกค้าแนะนำเพื่อนๆ หรือคนรู้จักให้กลับมาใช้บริการจากธุรกิจรถเช่าของคุณ วิธีนี้เป็นวิธีทำการตลาดแบบปากต่อปากที่ได้ผลดีมาก

    สรุป

    ทุกธุรกิจมันจบไม่ลง เพราะทุกธุรกิจต้องเติบโตและก้าวไปข้างหน้า ธุรกิจรถเช่าก็เหมือนกัน ถ้าคุณหยุดที่จะเติบโต หยุดที่จะพัฒนา และหยุดที่จะเรียนรู้ ธุรกิจของคุณก็จะกลายเป็นธุรกิจที่กำลังจะหยุดหายใจ และรอวันตาย ถ้าคุณไม่อยากเป็นธุรกิจที่กำลังจะหมดลมหายใจ คุณต้องหมั่นเรียนรู้ ที่จะความคุมต้นทุน และจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบ รวมถึงการต่อยอดทางธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจรถเช่าของคุณเติบโต และก้าวไปสู่ความสำเร็จในอนาคตข้างหน้า

error: Content is protected !!