Author: admin

  • สูตรวิธีทำวุ้นลูกชุบ พร้อมคำแนะนำในการขายวุ้นลูกชุบ

    สูตรวุ้นลูกชุบ สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    ส่วนผสมสำหรับทำลูกชุบ

    • ถั่วเขียวผ่าซีก 220 กรัม (นึ่งสุกบดละเอียด)
    • น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    • น้ำกะทิ 1 ถ้วย
    • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    ส่วนผสมการทำวุ้น

    • น้ำเปล่า 3 ถ้วย
    • ผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย ถ้าหากชอบหวานให้เพิ่มอีก 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำผลไม้ หรือน้ำสมุนไพร 1 ถ้วย

    ส่วนผสมวุ้นชุบ ลูกชุบ

    • ผงวุ้น 2 ช้อนชา
    • น้ำเปล่า 2 ถ้วย
    • น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย

    อุปกรณ์อื่นๆ

    • ไม้เสียบลูกชิ้น (ขนาดเล็ก)
    • แผ่นโฟม
    • พู่กันทาสี
    • สีผสมอาหาร

    วิธีการทำวุ้นลูกชุบ

    • เราจะเริ่มด้วยการทำลูกชุบก่อน อันดับแรกให้นำถั่วนึ่งสุก, น้ำตาลทราย, น้ำกะทิ, เกลือ ส่วนผสมทั้งหมดมาใส่เครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด
    • หลังจากได้ส่วนผสมของถั่วที่ปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกันแล้วก็จะเริ่มกวนถั่ว ให้ใส่ถั่วลงในกระทะ แล้วตั้งไฟปานกลาง ค่อย ๆ กวนจนขนมล่อนจากกระทะ หลังจากนั้นก็ลดไฟลงให้เป็นไฟ จานนั้นก็กวนต่อไป จนเนื้อขนมเนียน มีความเหนียว สามารถปั้นได้ ก็ปิดไฟ วางทิ้งให้เย็น
    • เมื่อเนื้อขนมเย็นพอปั้นได้แล้ว ก็นำมาปั้นตามรูปที่ต้องการ อาจจะเป็นรูปผลไม้ต่าง ๆ ตามความชอบ เมื่อปั้นเสร็จก็เสียบไม้ลูกชิ้น ปักทิ้งไว้
    • ต่อมาเราจะค่อย ๆ ระบายสีขนมให้สวยงาม เมื่อระบายสีแล้ว ก็รอให้สีแห้ง ก่อนจะไปชุบวุ้นต่อไป
    • สำหรับวุ้นที่เราจะชุบนั้น ก็ให้เตรียมน้ำเปล่าตั้งไฟ แล้วใส่ผงวุ้นเคี่ยวไฟอ่อน ๆ ประมาณ 25 นาที เมื่อวุ้นละลายใสแล้ว ก็ใส่น้ำตาล แล้วเคี่ยวต่ออีก 15 นาที ก็พร้อมที่จะชุบขนมได้
    • การชุบวุ้นนั้น ให้ชุบ 2 ครั้ง ครั้งแรกนำขนมจุ่มในวุ้น 1 ครั้งแล้วหมุนไม้ขึ้น แล้วก็รอให้แห้ง แล้วจึงนำไปชุบอีกครั้ง ต้องระวังเมื่อชุบแล้ว ต้องปักขนมให้เว้นระยะห่างกัน ไม่ให้วุ้นติดกัน พอวุ้นเย็นแห้งแล้ว ก็ถือว่าเสร็จขั้นตอนของลูกชุบ อาจจะแยกลูกชุบตามประเภทที่ปั้นไว้
    • จากนั้นเราจะทำวุ้นเพื่อจะหยอดลงในถ้วย โดยให้ผสมน้ำกับผงวุ้นเข้าด้วยกัน จากนั้นก้ตั้งไฟปานกลางแล้วก็เคี่ยววุ้นให้ละลาย พอวุ้นละลายดีแล้ว ถึงจะใส่น้ำตาล ลดไฟเป็นไฟอ่อน เคี่ยวต่ออีกประมาณ 5 นาที เมื่อวุ้นใสได้ที่ ก็สามารถเติมน้ำสมุนไพรได้ แล้วก็ทำการเคี่ยวต่ออีก 5 นาที เสร็จแล้วก็นำไปหล่อในน้ำร้อน แล้วไปหยอดในถ้วยที่เตรียมไว้
    • การหยอดวุ้นนั้น ให้หยอดวุ้นเพียง 3 ใน 4 ส่วนของถ้วยเท่านั้น แล้วจึงปล่อยให้วุ้นในถ้วยเย็นตัวลง จากนั้นเมื่อวุ้นเย็นตัวลงแล้ว ก็ให้หยอดน้ำวุ้นลงไปเพิ่มอีกนิดหน่อย เพื่อจะใช้เป็นตัวเชื่อลูกชุบกับวุ้น แล้วนำลูกชุบที่เตรียมไว้ลงวางบนวุ้นที่หยอดไว้ให้ติดกัน ต่อด้วยการตักน้ำวุ้นราดลงบนลูกชุบให้สวยงาม พอดีขอบถ้วย ก็จะได้วุ้นลูกชุบที่มีสีสันสวยงาม พร้อมรับประทาน

    สูตรวุ้นลูกชุบ สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    ส่วนผสมของลูกชุบ

    • ถั่วเขียวซีก 230 กรัม
    • น้ำตาลทราย 230 กรัม
    • กะทิ 130 กรัม
    • วุ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลทราย 1ช้อนโต๊ะ
    • น้ำ 300 กรัม

    ส่วนผสมของวุ้นใส

    • วุ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลทราย 115 กรัม
    • น้ำ 500 กรัม
    • ใบเตยหอม 1 ใบ

    ส่วนผสมของวุ้นกะทิ

    • วุ้นผง 2 ช้อนชา
    • น้ำตาลทราย 60 กรัม
    • น้ำ 300 กรัม
    • กะทิ 150 กรัม
    • แป้งข้าวโพด 2 ช้อนชา
    • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
    • ใบเตยหอม 1 ใบ

    วิธีการทำวุ้นลูกชุบ

    • เราจะมาทำลุกชุบก่อน ด้วยการนำถั่วเขียวเลาะเปลือก มาล้างน้ำให้สะอาดสัก 2 – 3 ครั้ง แล้วเติมน้ำให้ท่วมถั่วเขียว แล้วต้มจนสุกให้นิ่ม แล้วก็พักให้เย็น จากนั้นก็ผสมน้ำตาลทราย กะทิและน้ำเปล่า กะปริมาณให้สามารถเครื่องปั่นสามารถปั่นได้ แล้วปั่นให้ละเอียด
    • จากนั้นก็ตั้งไฟ ใช้ไฟแรง เทถั่วลงกระทะทองแล้วก็ทำการกวน พอกวนสักพักก็ทำการปรับลดเป็นไฟปานกลาง
    • กวนด้วยไฟค่อนข้างแรงพอเดือดแล้วจึงปรับลดเป็นไฟปานกลาง เราจะกวนจนกระทั่งเนื้อขนมแห้งปั้นเป็นก้อนได้
    • เมื่อกวนจนได้ขนมที่จะปั้นแล้ว จากนั้นก็ตักใส่ภาชนะแล้วปิดด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆวางพักไว้ให้อุ่น
    • จากนั้นก็นวดถั่วกวนให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ทำการแบ่งถั่วกวนเป็นก้อนเล็กๆ กลม ๆ ประมาณ 5 กรัม ปิดด้วยผ้าขาวบางน้ำบิดหมาดๆ
    • โดยขนมที่ปั้นแล้วตั้งใจให้เป็นผลส้ม ก็ให้ชุบขนมลงในสีส้ม แล้วถ้าอยากได้สีเหลืองมะนาวก็นำผสมกับสีเหลืองมะนาวเติมน้ำให้เจือจางนำขนมที่ปั้นไว้ลงชุบให้ทั่ว ส่วนที่เป็นผลเชอรี่เขียว ชุบในสีเขียวแอปเปิ้ลผสมกับสีเขียวแก่เติมน้ำให้เจือจางนำขนมที่ปั้นไว้ลงชุบให้ทั่ว และส่วนที่ผลเชอรี่แดง ชุบในสีแดงผสมกับสีส้มเติมน้ำให้เจือจางนำขนมที่ปั้นไว้ลงชุบให้ทั่วจากนั้นปักไว้บนแผ่นโฟมพักไว้ให้สีแห้ง
    • ต่อมาเราจะทำวุ้นสำหรับชุบลูกชุบ ผสมวุ้นผง,น้ำตาลทราย,น้ำ ทุกอย่างรวมกันใส่ในหม้อแล้วตั้งไฟเคี่ยวจนวุ้นใสและละลายหมด จากนั้นก็ตักใส่ถ้วย แล้วนำลูกชุบหลังชุบขึ้นสักครู่ให้วุ้นแห้ง แล้วก็นำไปปักไว้บนแผ่นโฟมให้วุ้นแห้งแล้วชุบช้ำอีกครั้งจนวุ้นติดเป็นเงาแวววาว แล้วก็พักไว้จนเย็นสนิท หลังจากก็สามารถถอดไม้ออกและ ตัดแต่งวุ้นส่วนเกินออกพักไว้
    • จากนั้นเราจะมาทำวุ้นกะทิ ด้วยการผสมใส่วุ้นผง น้ำ น้ำตาลทรายและใบเตยหอม ตั้งไฟให้เดือดแล้วคนให้ผสมทุกอย่างให้ละลาย
    • จากนั้นก็ผสมแป้งข้าวโพด,เกลือป่นลงในกะทิคนให้เข้ากัน ต่อมาก็ให้เทใส่ลงในวุ้นที่เคี่ยวทิ้งไว้จากนั้นก็คนสม่ำเสมอไม่ให้กะทิเป็นก้อน เคี่ยวจนเดือดแล้วให้ตักใบเตยหอมออก ก็ทำการปิดฝาหม้อไว้ขณะรอหยอดลงถ้วย
    • ต่อมาเราก็จะทำวุ้นใส เริ่มจากการใส่วุ้นผง น้ำตาลทราย น้ำและใบเตยหอมลงในหม้อตั้งไฟให้เดือด จนวุ้นละลายหมดจนได้ลักษณะวุ้นจะใส แล้วก็ยกลง ตักใบเตยหอมออก ก็ทำการปิดฝาหม้อไว้ขณะรอหยอดลงถ้วย
    • ขั้นตอนสุดท้ายแล้วจะทำการหยอดวุ้นกับลูกชุบ เราจะใช้ถ้วยวุ้นพลาสติก แล้วให้ตักส่วนวุ้นกะทิลงก้นถ้วย 1/3ของถ้วย
    • หยอดจนหมดทุกถ้วย รอให้วุ้นเริ่มแข็ง ก็ให้นำลูกชุบที่ปั้นไว้มาวางลงตรงกลางถ้วย แล้วก็ตักวุ้นใสหยอดลงในถ้วยต่อไปจนเต็มถ้วย แล้วก็พักไว้ให้วุ้นแข็ง ตกแต่งใส่ใบแก้วให้สวยงามหรือจะไม่ใช้ก็ได้ จากนั้นเก็บเข้าตู้เย็นก็สามารถรับประทานได้

  • สูตรวิธีทำวุ้นสังขยา พร้อมคำแนะนำในการขายวุ้นสังขยา

    สูตรวุ้นสังขยา สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    ส่วนผสมสังขยา

    • ไข่ไก่เบอร์ 0 1+1/2 ฟอง
    • น้ำตาลปีบ 1/2 ถ้วยตวง (110 กรัม)
    • กะทิกล่อง (อร่อยดี) 125 กรัม
    • ใบเตย 5 ใบ

    ส่วนผสมวุ้น

    • วุ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำสะอาด 1+1/2 ถ้วย
    • น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ
    • ใบเตย 5 ใบ

    วิธีการทำวุ้นสังขยา

    • อันดับแรกเราจะทำสังขยากันก่อน เริ่มจากให้นำไข่ไก่ น้ำตาลปีบ กะทิ และใบเตย มาผสมใส่ลงในชามผสมใบเล็กแล้วก็ใช้มือขยำให้น้ำตาลปีบละลายเพื่อไม่ให้เป็นก้อนใหญ่ ๆ หรือถ้ามีเป็นก้อน ๆ ให้ใช้ปลายนิ้วบี้ให้ละลายให้หมด แล้วละลายน้ำตาลปีบจนไม่เป็นก้อนแล้ว ก็ทำการขยำใบเตยจนใบเตยช้ำและเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อจะช่วยลดกลิ่นคาวของไข่และทำให้สังขยาหอม
    • จากนั้นเราจะกรองสังขยาด้วยกระชอนตาถี่หรือผ้าขาวบางเพื่อจะเอาใบเตย ลิ่มไข่และสิ่งสกปรกที่อาจปะปนอยู่ในน้ำตาลปีบออก จากนั้นก็พักสังขยาไว้ก่อน
    • แล้วเราก็จะทำตัววุ้นกัน ให้นำผงวุ้น น้ำสะอาดและใบเตย มาใส่ลงในหม้อใบย่อม ๆ แต่กะขนาดให้หม้อใหญ่พอที่จะใส่สังขยาลงไปแล้วไม่ล้น คนผงวุ้น กับใบเตยด้วยทัพพีหรือตะกร้อมือให้ส่วนผสมนั้นเข้ากันดี
    • ทำการตั้งไฟแรงแล้วนำหม้อวุ้นขึ้นตั้งไฟ ใช้ทัพพีหรือตะกร้อมือคอยคนเป็นระยะไม่ให้ผงวุ้นติดก้นหม้อ ให้ตั้งไฟไปเรื่อย ๆ จนวุ้นเดือด แรก ๆ วุ้นจะขุ่นและจะค่อย ๆ ละลายไปเรื่อย ๆ น้ำจะใสขึ้นเรื่อย ๆ
    • ตอนที่ตั้งไฟจนวุ้นเดือดแรงจัด ให้ระวังจะล้นหม้อ อาจจะไม่ต้องคนตลอดเวลาแต่ให้คนเป็นระยะ คอยให้เดือดแรง ๆ สักพักจึงลดไฟลงอ่อนจากนั้นก็ให้เคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อนสักพักจนได้วุ้นใสและหอมกลิ่นใบเตย แล้วใส่น้ำตาลทราย ใช้ทัพพีหรือตะกร้อมือคนเล็กน้อย เคี่ยวให้น้ำตาลทรายละลายให้หมด วุ้นจะใสและข้นขึ้นเล็กน้อย จรข้นเกือบนมข้นหวานหรือยางมะตูมอ่อน ๆ ก็ให้ตักใบเตยออก
    • ต่อมาเราก็เทสังขยาที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในหม้อระวังอย่าให้ล้น จากนั้นก็เร่งไฟแรงเพื่อให้ไข่สุก ให้ใช้ทัพพีหรือตะกร้อมือคนก้นหม้อเพื่อลดภาวะสังขยาจมอยู่ก้นหม้อ ต้องระวังอย่าให้สังขยาไหม้ติดก้นหม้อ เมื่อเราทำไปสักพักวุ้นจะเดือดแรงขึ้นและสังขยาจะจับตัวเป็นก้อน เราจะปล่อยให้เดือดสักพักจึงปิดไฟได้
    • จากนั้นเราจะนำวุ้นที่ได้ ไปหยอดใส่พิมพ์ตามต้องการ แล้วนำวุ้นแช่เย็นจนเซ็ทตัวดีจึงแกะออกจากพิมพ์ จัดใส่จานพร้อมรับประทานได้

    สูตรวุ้นสังขยา สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    • วุ้นผง 10 กรัม
    • น้ำลอยดอกมะลิ 450 กรัม
    • น้ำตาลทราย 150 กรัม
    • หัวกะทิ 100 กรัม
    • ไข่ไก่ 2 ฟอง
    • ใบเตย

    วิธีการทำวุ้นสังขยา

    • เราจะเริ่มจากการทำสังขยาก่อน ให้ผสมหัวกะทิกับน้ำตาลและไข่ไก่ โดยจะใช้ใบเตยขยำให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน และน้ำตาลละลายดี จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้ไปทำการกรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อเอาสิ่งสกปรกออก
    • จากนั้นก็ให้ตั้งกระทะทองเหลืองบนไฟอ่อนๆ แล้วใส่น้ำลอยดอกมะลิและวุ้นผงลงไป คนจนส่วนผสมละลายเข้ากันดี แล้วจึง ใส่ส่วนผสมไข่กะทิ ที่ทำการกรองเรียบร้อยลงไป เปิดไฟให้แรงขึ้น รอจนส่วนผสมเดือด แล้วจึงคนไปเรื่อย ๆ จนวุ้นมีลักษณะเหนียวเป็นยางมะตูม แล้วจึงปิดไฟ
    • ขั้นตอนต่อมาให้เทส่วนผสมวุ้นสังขยาลงในแบบหรือพิมพ์ที่เตรียมไว้ จากนั้นก็ให้ทิ้งไว้ให้หายร้อนสักพัก แล้วจึงนำไปใส่ในตู้เย็น
    • หลังจากใส่ในตู้เย็นจนวุ้นแข็งตัวดีแล้ว ก็เคาะวุ้นออกจากแบบ จัดใส่จาน พร้อมรับประทานได้ทันที แต่ถ้ายังไม่รับประทาน ควรเก็บ ไว้ในตู้เย็นก่อน

    สูตรวุ้นสังขยา สูตรที่ 3

    ส่วนผสม

    ส่วน ผสมวุ้น

    • วุ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำสะอาด 3 ถ้วย
    • น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี 1/2 ถ้วย
    • ใบเตยหอมประมาณ 3 ใบ

    ส่วนผสมสังขยา

    • หัวกะทิ 1 ถ้วย
    (คั้นจากมะพร้าวขูดขาว 300 กรัมกับน้ำอุ่น 1/4 ถ้วย)
    • ไข่ไก่ (ฟองใหญ่) 3 ฟอง
    • น้ำตาลปึก 1 ถ้วย
    • ใบเตยหอมหรือใบตอง 4-5 ใบ

    วิธีการทำวุ้นสังขยา

    • ขั้นตอนแรกจะเริ่มจากการทำสังขยา ให้ผสมกะทิกับ น้ำตาลปึก จากนั้นให้คนกะทิ กับน้ำตาลปึกให้เข้ากันจนละลาย แล้วตอกไข่ไก่ใส่ลงไปแล้วใช้มือขยำพร้อมกับใบเตยให้เนื้อไข่กับกะทิเข้ากัน แล้วก็ขยำสักพักจนใบเตยฉีกเป็นชิ้นเล็กและส่วนผสมเป็นเนื้อเนียน จากนั้นก็กรองด้วยผ้าขาวบาง พักไว้
    • ส่วนตัววุ้นนั้น เราจะละลายผงวุ้นกับน้ำเย็นลงในหม้อ อย่าให้วุ้นขณะน้ำเดือดจัด ควรจะนำผงวุ้นไปละลายกับน้ำเย็นก่อน แล้วจึงใส่หม้อ ไม่งั้นวุ้นอาจจะจับตัวเป็นก้อนได้ แล้วนำไปตั้งไฟ ระหว่างนี้ต้องหมั่นคนไม่ให้วุ้นตกตะกอน จากนั้นใส่ใบเตยสัก 3-4 ใบ แล้วก็เคี่ยวผงวุ้นกับใบเตยเข้าด้วยกัน จนวุ้นเริ่มเดือดสักพักแล้วจึงค่อยลดไฟลง จากนั้นก็ใส่น้ำตาลทรายแล้วเคี่ยวไปเรื่อยๆจนวุ้นใส
    • ต่อจากนั้นเราเร่งไฟให้แรงขึ้น แล้วค่อยๆเทส่วนผสมสังขยาลงไป ให้ใช้ทัพพีคนด้านล่างเบาๆอย่าให้สังขยาตกตะกอน แล้วต้องคอยระวังวุ้นอย่าให้เดือดจนท่วมหม้อ ทำการเคี่ยวต่อจนสังขยาเริ่มจับตัว แล้วยกลงทิ้งไว้สักพัก จากนั้นตักใส่พิมพ์ตามต้องการ จากนั้นนำไปแช่เย็น เมื่อวุ้นเซ็ตตัวดีแล้ว ก็เคาะออกจากพิมพ์ จัดใส่จานพร้อมรับประทานได้

  • การออมเงินคืออะไร

    ถ้าจะพูดถึงเรื่องการออมเงินคืออะไร หรือการออมเงินหมายถึงอะไร ส่วนใหญ่แล้วเราจะรู้จักความหมายในคำๆ นี้ เป็นอย่างดี ต่างคนก็อาจจะต่างทฤษฎีกันไป ตามแต่ว่าแต่ละท่านใช้วิธีไหนแล้วได้ผล บางท่านต้องใช้ทฤษฎีการออมเงินแบบเจ้าของกิจการ บางท่านต้องใช้ทฤษฎีการออมเงินแบบพนักงาน เพราะต่างอาชีพต่างวิธีการ บางท่านก็ไม่มีทฤษฎีการออมเงิน เก็บเงินออมเงินแบบตามใจฉัน มีก็เก็บ ไม่มีก็เก็บ ก็หลากหลายวิธีกันไปครับ

    แต่ถ้าจะอธิบายกันเชิงทฤษฎีแล้ว การออมเงินคือ ส่วนต่างของรายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ หรือ รายได้ลบรายจ่ายเท่ากับเงินออม อาจกล่าวได้ง่ายๆ ว่า เงินออมเป็นเงินรายได้ที่เหลือจากค่าใช้จ่ายแล้วนำมาเก็บสะสมทีละเล็กที่ละน้อยให้เพิ่มขึ้นขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

    สำหรับท่านที่รู้จักการเก็บเงินออมเงินในวันนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เพราะการออมเป็นการยอมเสียสละที่จะไม่ใช้จ่ายในวันนี้ แต่เลือกที่จะเก็บสะสมเงินเพื่อใช้จ่ายในวันข้างหน้า ทำให้เงินทองทรัพย์สินของท่านเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจะว่าไปแล้ว คนรวยส่วนใหญ่นั้น เค้าไม่ได้ร่ำรวยมีเงินทองมาเพราะมีโชคอย่างการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลใหญ่ หรือส่งรายการชิงโชคต่างๆ แล้วแจ๊คพอตได้เงินล้าน หรือชีวิตเกิดมาบนกองเงินกองทอง แต่คนรวยเหล่านั้นนั้นเขามีความคิดที่จะรู้จักการเก็บหอมรอมริบ ผสมเล็กผสมน้อย และรู้จักการวางแผนการใช้เงิน เพราะฉะนั้นความสามารถในการออมจะมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถในการเพิ่มรายได้ และหาวิธีการลดรายจ่ายของแต่ละบุคคล

    ยกตัวอย่างการออมเงิน เช่น เดือนนี้คุณมีรายได้ 20,000 บาท มีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจำนวน 15,000 ดังนั้นคุณจะมีเงินเหลือ 5,000 บาท และหากคุณตัดสินใจไม่ใช้จ่ายเงินที่เหลือนี้ แต่นำไปเก็บออมเดือนละ 5,000 บาท ต่อไปเรื่อยๆ ลองคิดดูว่าเมื่อครบหนึ่งปีคุณจะมีเงินออมทั้งสิ้น ถึง 60,000 บาท 10 ปีก็ได้ 600,000 บาท 20 ปี ก็ได้ 1,200,000 บาท นี่ไม่นับรวมถึงในอนาคตเงินเดือนคุณอาจจะเพิ่มขึ้น การเก็บออมของคุณอาจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    อาจะมีหลายท่านบอกว่า ทุกวันนี้หาเงินก็แทบจะไม่พอใช้อยู่แล้ว จะให้ไปหาเงินออมมาจากที่ไหน เราก็ต้องมองไปว่าในเดือนๆ หนึ่ง เราใช้จ่ายเงินไปกับเรื่องใดบ้าง เอาเฉพาะที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ ส่วนที่สัพเพเหระมีอะไรบ้างที่เราอดใจไม่ได้ที่จะต้องนำเงินมาใช้ เพราะเงินทองไม่สามารถเดินออกไปเอง ถ้าเราไม่ใช้มัน อยู่ที่ว่าเราจะรู้จักหา และเก็บออมเงินอย่างไร

    การออมเงินคืออะไร เราก็ได้กล่าวไปแล้ว เราจะมากล่าวถึงข้อดีการออมเงินบ้างดีกว่า การออมเงินสามารถสร้างความเป็นอยู่ฐานะด้านการเงินในอนาคตให้ดีขึ้น ทำให้เรามีเงินไปลงทุนในด้านต่างๆ และที่สำคัญที่สุด ทำให้เราไม่เป็นหนี้ ซึ่งถ้าเราอยากออมเงินให้ได้ทุกเดือน เราจะต้องมีจุดมุ่งหมายในการออม เช่น ตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะต้องมีบ้าน หรือคอนโด เป็นของตนเองในอนาคตให้ได้ และเงินออมจะทำให้เป้าหมายของเราเป็นจริงได้ และเงินออมยังมีประโยชน์ในยามฉุกเฉิน เช่น ยามเจ็บป่วย หรือในคราวที่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนจริงๆ เงินออมตรงนี้ก็จะถูกออกนำมาใช้ได้

    การที่เรามีเป้าหมายในชีวิตไว้อย่างแน่นอน ที่จะต้องใช้เงินไปเติมเต็มในสิ่งนั้น จะทำให้เราเกิดความกระตือลือล้นในการออมเงินเป็นอย่างมาก ซึ่งเป้าหมายของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปตามความฝันของแต่ละคน บางคนอาจจะไม่อยากได้ บ้าน หรือคอนโด เพราะมีแล้ว อาจจะอยากต้องการการศึกษาที่สูงขึ้นไป หรือบางท่านอยู่วัยเกษียณแล้ว เก็บเงินมาทั้งชีวิต ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ก็อาจจะนำเงินนั้นมาตั้งกองทุนการกุศล ไปบริจาคให้แก่ผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคม หรือบริจาคเข้างานบุญต่างๆ เงินออมตรงนี้ก็มีส่วนช่วยท่านได้

    ส่วนเรื่องของการออมเงินที่จะออมอย่างไรนั้น ในปัจจุบันมีอยู่หลายวิธีที่เราจะสามารถเลือกใช้ในการออมเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นการฝากประจำ และไม่ประจำกับทางธนาคาร หรือเลือกที่จะออมเงินไว้ที่ตัวเราเองก็ได้ แต่วิธีนี้เราต้องมีระเบียบวินัยที่สูงในการออม เพราะเงินอยู่ใกล้ตัว เราสามารถนำออกมาใช้จ่ายได้ตลอดเวลา

    จุดเริ่มต้นของการออม ให้ถือว่าเงินออมเป็นรายจ่ายส่วนหนึ่งที่ต้องชำระทุกๆ สิ้นเดือน เป็นการบังคบตัวเองนิดหนึ่ง แต่การอดเปรี้ยวไว้กินหวานย่อมเป็นผลดีกับตัวเองเสมอครับ

    สำหรับวิธีการออมเงินแบบต่างๆ ในเว็บนี้ก็มีหลายๆ บทความเกี่ยวกับการออมเงินให้ท่านผู้อ่านได้ลองอ่านกัน เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ทางการออมเงินครับ

  • สูตรวิธีทำวุ้นซากุระ พร้อมคำแนะนำในการขายวุ้นซากุระ

    สูตรวิธีการทำวุ้นซากุระ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมต่างๆที่ต้องเตรียมในการทำวุ้นซากุระ

    – ผงทำเต้าฮวยเย็นกลิ่นมะลิ 1 ซอง
    – น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร
    – ผงวุ้นสำหรับทำขนม 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทรายขาว 1/2 ถ้วยตวง
    – ดอกซากุระหมักเกลือ
    – แม่พิมพ์รูปดอกไม้

    วิธีการทำวุ้นซากุระ

    – นำดอกซากุระหมักเกลือที่ซื้อมาจากญี่ปุ่นหรือตามห้างสรรพสินค้า มาแช่น้ำเพื่อละลายความเค็ม
    – นำผงเต้าฮวยสำเร็จรูปมาละลายในน้ำร้อนเพื่อให้ได้เป็นน้ำเต้าฮวย จากนั้นทำไปแช่ตู้เย็นให้เต้าฮวยจับตัวแข็ง
    – ขั้นตอนต่อไป คือการทำส่วนผสมวุ้น ทำการเทน้ำเปล่าลงในหม้อ นำผงวุ้นใส่ลงไป และคนให้ผงวุ้นละลายเข้ากับน้ำ ต้มโดยใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที เติมน้ำตาลทรายขาวลงไป และคนต่ออีก 10 นาที หรือจนน้ำตาลละลายจนหมด
    – ยกหม้อไปที่ไฟอ่อนๆ จากนั้นให้คนวุ้นไปเรื่อยๆ จนน้ำเดือดเต็มที่ จึงทำการหรี่ไฟลง จะเห็นวุ้นใสๆ ไม่ติดทัพพี นั้นคือวุ้นได้ละลายหมดแล้ว
    – นำพิมพ์เต้าฮวยที่แช่ไว้ออกมาจากตู้เย็น เทส่วนผสมวุ้นลงไป แล้ววางซากุระตามลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะวุ้นแข็งตัวไวมาก หากวางช้าจะทำให้ดอกซากุระที่วางลงไม่สวยงาม เมื่อวานจนครบแล้ว จึงนำกลับไปแช่ตู้เย็นอีกรอบ รอจนกว่าวุ้นจะแข็งตัว
    – เมื่อวุ้นแข็งตัวแล้ว นำออกจากแม่พิมพ์รูปดอกไม้ จัดใส่จานให้สวยงาม
    – พร้อมสำหรับการรับประทาน นับว่าเป็นวุ้นสไตล์ญี่ปุ่นที่สวยงามและสามารถทำทานได้อย่างง่ายดาย

    สูตรวิธีการทำวุ้นซากุระ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมต่างๆที่ต้องเตรียมในการทำวุ้นซากุระ

    – ผงวุ้น 1 ซอง ยี่ห้อใดก็ได้ตามความชอบ
    – นม 100 ml. หรือเครื่องดื่มรสผลไม้ที่ให้สีชมพูเข้ากับสีของดอกซากุระ
    – น้ำ 200 ml.
    – น้ำตาล 300g
    – ผงสำหรับทำเต้าฮวย 1 ซอง
    – น้ำเปล่า 300 ml.
    – น้ำตาลทราย 30g
    – กลิ่นซากุระสังเคราะห์ 1 ซอง
    – กลีบดอกซากุระ 6-8 ดอก
    – แม่พิมพ์รูปดอกซากุระ

    วิธีการทำวุ้นซากุระ

    – เริ่มทำส่วนผสมของวุ้นชั้นล่าง โดยการส่วนผสมของน้ำ น้ำตาล ผงวุ้น นมหรือเครื่องดื่มสีชมพูคล้ายสีของดอกซากุระ ลงไปในหม้อต้ม ใช้ไฟอ่อนต้มให้ส่วนผสมทั้งหมดเดือด หรือหากต้องการแบบสะดวกสามารถนำผงเต้าฮวยสำเร็จรูปมาละลายน้ำร้อนแล้วคนให้ผงเต้าฮวยละลาย
    – นำส่วนผสมที่ละลายเรียบร้อยแล้ว เทลงไปในแม่พิมพ์รูปดอกซากุระหรือรูปทรงต่างๆตามความชอบ จากนั้นเทส่วนผสมที่ละลายลงในแม่พิมพ์ เทลงเพียงครึ่งเดียว สำหรับทำวุ้นชั้นบน
    – ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องหรือนำไปแช่ตู้เย็น รอส่วนผสมต่างๆแข็งตัว ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
    – นำกลับดอกซากุระมาล้างน้ำให้สะอาด ให้เกลือที่คลุกติดมากับดอกซากุระออกให้หมด ทิ้งดอกซากุระให้แห้งสักพัก เพื่อให้ตกแต่งตัววุ้นด้านบน
    – นำกลิ่นซากุระสังเคราะห์มาละลายในน้ำ เพื่อให้ได้กลิ่นที่หอมของซากุระ หรือหากไม่มีก็สามารถนำดอกซากุระมาต้มน้ำ เพื่อให้ได้กลิ่นของดอกซากุระ
    – นำผงวุ้นมาต้มในน้ำเดือด คนวุ้นให้ละลาย รอจนผงวุ้นละลาย แล้วเทวุ้นที่ได้ใส่ลงบนพิมพ์ที่มีวุ้นด้านล่างอยู่แล้ว จากนั้นจึงรีบนำดอกซากุระมาวางไว้บนตัววุ้นด้านบน อย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้วุ้นแข็งจนไม่สามารถวางดอกซากุระได้
    – ใช้มีดหรือไม้ปลายแหลม ช่วยกดดอกซากุระลงไปภายในวุ้น อย่าวางดอกซากุระไว้ด้านบนสุด เพราะจะทำให้ดูไม่น่ารับประทานแล้ว ดอกซากุระอาจหลุดหายได้ และเพื่อไม่ให้หน้าวุ้นเละ
    – วางวุ้นที่เทเรียบร้อยแล้วทิ้งไว้ด้านนอกประมาณ 30 นาที เมื่อวุ้นแข็งตัวแล้ว ก็นำเข้าตู้เย็น เพื่อเพิ่มความอร่อยให้แก่วุ้นซากุระ
    – นำออกจากตู้เย็น เคาะวุ้นออกจากแม่พิมพ์ ตกแต่งใส่จานตามที่ชอบ จะได้วุ้นซากุระที่สวยงาม น่ารับประทาน

    สูตรวิธีการทำวุ้นซากุระ สูตรที่ 3

    ส่วนผสมต่างๆที่ต้องเตรียมในการทำวุ้นซากุระ

    – ผงวุ้น 1 ซอง
    – ชากลิ่นซากุระ
    – ดอกซากุระ (ถ้ามี)
    – น้ำตาลทราย 3 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่า 4 ถ้วยตวง
    – แม่พิมพ์

    วิธีการทำวุ้นซากุระ

    – นำผงวุ้น 1 ซอง มาเทรวมกับน้ำเปล่าใส่ในหม้อ เปิดไฟกลางๆ แล้วต้มจนผงวุ้นละลายดี เติมน้ำตาลและชาซากุระเพื่อแต่งกลิ่นให้คล้ายกลิ่นดอกซากุระ คนไปเรื่อยๆให้ส่วนผสมเข้ากัน
    – ต้มส่วนผสมทั้งหมดจนน้ำเดือด จากนั้นเทส่วนผสมที่เดือด ลงในแม่พิมพ์ที่เตรียมไว้
    – เมื่อได้ที่นำดอกซากุระที่ล้างจนสะอาดแล้ว มาวางแล้วกดลงไปในวุ้นที่กำลังแข็งตัว หากไม่มีดอกซากุระ ก็หาดอกไม้อื่นๆหรือไม่ต้องใส่ก็ได้ จากนั้นรอสัก 30 นาทีให้วุ้นเริ่มแข็งตัว
    – นำไปแช่ตู้เย็น จนวุ้นแข็งตัวเรียบร้อยดี แล้วนำวุ้นออกจากแม่พิมพ์
    – จัดวุ้นใส่จาน ตกแต่งให้สวยงามตามความชอบ อาจจะตกแต่งด้วยดอกซากุระไว้ด้านนอกวุ้นก็ได้เช่นกัน
    – สามารถรับประทานเป็นของหวานหรืออาหารว่าง ให้สดชื่นก็ได้เช่นกัน วุ้นซากุระสามารถทำได้แบบง่ายๆ

  • สูตรวิธีทำวุ้นปีโป้นมสด พร้อมคำแนะนำในการขายวุ้นปีโป้นมสด

    สูตรวิธีการทำวุ้นปีโป้นมสด สูตรที่ 1

    ส่วนผสมต่างๆที่ต้องเตรียมในการทำวุ้นปีโป้นมสด

    – นมสด 300 มิลลิลิตร
    – น้ำเปล่า 200 มิลลิลิตร
    – ผงวุ้น 1 ซอง
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    – ปีโป้ มากน้อยตามความชอบ

    วิธีการทำวุ้นปีโป้นมสด

    – นำผงวุ้นผสมกับน้ำเปล่า คนให้ผงวุ้นเข้ากันกับน้ำ แล้วทิ้งไว้ให้วุ้นอิ่มน้ำสัก 15 นาที
    – นำวุ้นไปตั้งไฟ เติมน้ำตาลลงไป หากต้องการความหวานมากให้เติมมากหน่อย รอจนวุ้นเริ่มเดือด จึงใส่นมสดลงไป คนให้นมเข้ากับวุ้น รอสักพัก จึงยกวุ้นลงจากเตา
    – นำวุ้นนมสดที่ยกลงเตาไปแช่ในน้ำเย็น เพื่อลดอุณหภูมิ ก่อนที่จะนำวุ้นไปผสมกับปีโป้
    – นำปีโป้ลงในแม่พิมพ์ วางแนวไหนก็ได้ ตามที่ต้องการ จะหั่นปีโป้เป็นชิ้นๆก็ได้เช่นกัน
    – นำวุ้นนมสดเทลงไปในปีโป้ที่เรียง ตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องสักพัก ก่อนที่จะนำเข้าตู้เย็น เพื่อให้เซ็ตตัว เข้าตู้เย็นประมาณ 15 นาที แล้วนำออกมา
    – กลับด้านพิมพ์ เพื่อเทวุ้นออก จะได้วุ้นปีโป้นมสด น่ารับประทาน สามารถหั่นออกมาเป็นชิ้นๆคล้ายๆ ชิ้นเค้ก เพื่อง่ายต่อการรับประทานก็ได้เช่นกัน
    – เป็นอีกหนึ่งขนมหวานที่ทำทานได้ง่าย

    สูตรวิธีการทำวุ้นปีโป้นมสด สูตรที่ 2

    ส่วนผสมต่างๆที่ต้องเตรียมในการทำวุ้นปีโป้นมสด

    – นมสดรสชาติใดก็ได้ 1 ขวด
    – กะทิสำเร็จรูป 1 กล่อง
    – ผงวุ้น 1 ซอง
    – น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ
    – ปีโป้หรือเยลลี่ยี่ห้อต่างๆ 10 ถ้วย

    วิธีการทำวุ้นปีโป้นมสด

    – เทนมสด กะทิและผงวุ้นลงไป ตั้งไฟ คนส่วนผสมให้ละลาย แนะนำว่าควรจะต้องคนให้ตลอดระยะเวลาการต้มวุ้น
    – ใส่น้ำตาลลงไป สามารถใส่มากกว่าที่ปริมาณตัวอย่างกำหนดก็ได้ ตามความชอบ คนวุ้นให้ละลายพร้อมน้ำตาล คนไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมเดือด แล้วคนสักพัก จึงปิดฝาหม้อ ยกลงจากเตา
    – เทวุ้นนมสดลงไปในแม่พิมพ์ หรือสามารถหาภาชนะขนาดใหญ่ก็ได้ เช่น ถาดเค้ก เทวุ้นลงถาดเค้กรอสักพักให้วุ้นเย็นตัว
    – ระหว่างที่รอให้วุ้นเย็น สามารถหั่นปีโป้ไว้รอ แล้วจึงนำปีโป้ที่หั่น ใส่ลงไปบนหน้าวุ้น
    – รอให้วุ้นเย็นดีแล้วจึงเข้าตู้เย็น ไม่ควรนำวุ้นที่ยังร้อนๆเข้าตู้เย็น เพราะจะทำให้ตู้เย็นต้องทำงานหนัก เนื่องจากมีของร้อนเข้าไป
    – แช่ตู้เย็นไว้จนกว่าจะแข็งตัว นำออกจากตู้เย็น
    – คว่ำถาดวุ้นออก จะได้วุ้นปีโป้ จากนั้นทำการตัดเป็นชิ้นๆใส่จาน รับประทานได้เลย

    สูตรวิธีการทำวุ้นปีโป้นมสด สูตรที่ 3

    ส่วนผสมต่างๆที่ต้องเตรียมในการทำวุ้นปีโป้นมสด

    – ผงวุ้นตราโทรศัพท์ 1 ซอง
    – ปีโป้สีต่างๆ 10 ถ้วย
    – นมสดรสจืดหรือรสอื่นๆ 1 ขวด
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    – ผลไม้ต่างๆ ส้ม กีวี สตรอเบอร์รี่ ฯลฯ
    – น้ำเปล่า ½ ถ้วยตวง

    วิธีการทำวุ้นปีโป้นมสด

    – นำผงวุ้นตราโทรศัพท์เทลงไปในน้ำเปล่า ½ ถ้วยตวง เพื่อให้น้ำเปล่าช่วยให้วุ้นไม่ข้นจนเกินไป เมื่อผสมกับนม แล้วเทนมสดลงไป ในขั้นตอนนี้ขอเลือกนมสดรสหวาน เพื่อจะได้เพิ่มรสชาติและความหอมเพิ่มขึ้นจากที่ใส่แค่น้ำตาล แล้วใส่น้ำตาลลงไปเพียงเล็กน้อย
    – นำส่วนผสมตั้งไฟ คนส่วนผสมไปเรื่อยๆ รอให้ส่วนผสมเดือด จึงยกลงจากเตา
    – รอส่วนผสมเย็นสักพัก โดยการนำหม้อส่วนผสมไปแช่ส่วนผสมวุ้นลงในน้ำเย็น เพื่อลดความร้อน
    – หลังจากที่รอก็ทำการหั่นปีโป้เป็นชิ้น แว่นๆ และหั่นผลไม้ต่างๆ เป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดเล็กกว่าปีโป้
    – เมื่อได้ส่วนผสมที่หั่นแล้ว นำไปจัดลงในแม่พิมพ์ พิมพ์ที่ใช้ จะเป็นพิมพ์กลมๆ ขนาดไม่ใหญ่ เพื่อง่ายต่อการรับประทาน
    – เมื่อได้ส่วนผสมของปีโป้และผลไม้แล้ว จึงเทวุ้นนมสดลงไป ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง รอให้วุ้นแข็งตัวสักพัก นำเข้าตู้เย็น ทิ้งไว้พอให้วุ้นเย็น
    – นำออกจากตู้เย็น เคาะวุ้นออกจากพิมพ์ จะได้วุ้นปีโป้ในพิมพ์ทรงกลมๆ น่ากิน
    – เป็นวุ้นปีโป้ผลไม้ที่ทำได้ง่ายๆ สามารถทำทานคลายร้อนได้ ด้วยความหอมของนมและความอร่อยของปีโป้กับผลไม้ต่างๆที่ผสมกัน
    – สามารถทำวุ้นปีโป้ใส่แม่พิมพ์เค้ก แล้วตัดออกมาทานเป็นชิ้นๆก็ได้

  • สูตรวิธีทำว่านหางจระเข้ลอยแก้ว พร้อมคำแนะนำในการขายว่านหางจระเข้ลอยแก้ว

    ว่านหางจระเข้ลอยแก้ว

     


    สูตรวิธีการทำว่านหางจระเข้ลอยแก้ว สูตรที่ 1

    ส่วนผสมว่านหางจระเข้ลอยแก้ว

    – ว่านหางจระเข้ กาบใหญ่ๆ 1-2 กาบ
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
    – น้ำดอกอัญชันคั้นเข้มข้น 3 ช้อนโต๊ะ
    – ใบเตยหอมหั่นเป็นท่อน 3 ใบ
    – น้ำเปล่าสำหรับทำน้ำเชื่อม 2 ถ้วยตวง
    – แป้งมันสำปะหลัง 1-2 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำแข็งบด 1 ถ้วย

    วิธีการทำว่านหางจระเข้ลอยแก้ว

    – ปอกเปลือกว่านหางจระเข้ให้เหลือแต่เนื้อใสๆ ล้างยางอกให้หมด หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า แล้วเตรียมไว้
    – ต้มน้ำเปล่าให้เดือด ใส่เนื้อว่านหางจระเข้ลงไป ลวกพอให้ร้อน ไม่ต้องสุกมาก จากนั้นตักใส่ตะแกรง พักให้สะเด็ดน้ำ
    – จากนั้นใส่เนื้อว่านหางจระเข้ที่ลวกลงในแป้งมัน คลุกให้ทั่วเนื้อ แล้วใส่ตะแกรง เขย่าแป้งส่วนเกินออก ใส่ลงต้มในน้ำเดือดจัด
    – รอให้ว่านหางจระเข้คลุกแป้งสุก ลอยขึ้นมาจากน้ำเดือด จึงตักขึ้นจากหม้อ และใส่ลงในน้ำเปล่าผสมน้ำแข็งให้คลายความร้อน และเนื้อว่านหางจระเข้กรอบ
    – นำน้ำตาลทรายและน้ำเปล่าใส่ลงในหม้อ คนส่วนผสมให้ละลาย พอเดือดทำการใส่ใบเตยที่มัดไว้ลงไปเคียว เบาไฟลง รอจนน้ำเชื่อมข้น
    – เมื่อน้ำเชื่อมข้น ทำการตักใบเตยออก แล้วใส่น้ำดอกอัญชันลงไป เร่งไฟให้แรงพอเดือด แล้วยกลงพักให้เย็น
    – ตักว่านหางจระเข้ ใส่ถ้วย ราดน้ำเชื่อม เพิ่มความหวานเย็น ชื่นใจด้วยน้ำแข็งบด ทานแล้วสดชื่น

    สูตรวิธีการทำว่านหางจระเข้ลอยแก้ว สูตรที่ 2

    ส่วนผสมว่านหางจระเข้ลอยแก้ว

    – ว่านหางจระเข้ กาบใหญ่ ๆ 1-2 กาบ
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
    – ใบเตยหอมหั่นเป็นท่อน 3 ใบ
    – น้ำเปล่าสำหรับทำน้ำเชื่อม 2 ถ้วยตวง
    – แป้งมันสำปะหลัง 1-2 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำแข็งบด 1 ถ้วย

    วิธีการทำว่านหางจระเข้ลอยแก้ว

    – ค่อยๆใช้มีดปอกเปลือกว่านหางจระเข้ ล้างยางออกให้หมด โดยล้างในน้ำสะอาดหลายๆครั้ง
    – หลังจากยางเหลืองออกหมดแล้ว หั่นเนื้อว่านหางจระเข้เป็นชิ้นเล็กๆ ล้างน้ำให้สะอาดอีกรอบ ลวกน้ำร้อน 1 ครั้งเมือกจำทำให้เหนียวๆจะหายไป พักให้สะเด็ดน้ำ
    – ต้มน้ำให้เดือด ใส่วุ้นว่างหางจระเข้ น้ำตาลกรวด หรือน้ำตาลทรายแดงตามความชอบ จากนั้นใส่น้ำตาลกรวด และเกลือป่นนิดๆ ชิมรสชาติ
    – เสร็จเรียบร้อย สามารถทานแบบอุ่นๆ ใส่น้ำแข็ง หรือแช่เย็นก็ได้ จะได้ว่านหางจระเข้ลอยแก้วที่หวานเย็นชื่นใจ

    สูตรวิธีการทำว่านหางจระเข้ลอยแก้ว สูตรที่ 3

    ส่วนผสมว่านหางจระเข้ลอยแก้ว

    – ว่านหางจระเข้ 2 ถ้วย (ที่ยังไม่ปอกเปลือกก็ได้)
    – น้ำตาลทราย 2 1/2 ถ้วย
    – น้ำเปล่า 2 1/2 ถ้วย
    – น้ำแข็งบด 1 ถ้วย
    – น้ำหวานสีต่างๆ ตามความชอบ

    วิธีการทำว่านหางจระเข้ลอยแก้ว

    – ปอกว่านหางจระเข้แล้วล้างยางออกให้หมด โดยการล้างน้ำสะอาด 3 ครั้ง จากนั้นหั่นให้เป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าหรือเป็นเส้นตามแต่สะดวกในการทาน
    – นำวุ้นว่านหางจระเข้ไปสะดุ้งน้ำร้อน พอให้เนื้อว่านหางจระเข้ถูกความร้อนเล็กน้อย ไม่ต้องลวกจนนานเกินไป จากนั้นนำว่านหางจระเข้ที่สะดุ้งน้ำไปแช่ในน้ำที่ผสมน้ำแข็ง เพื่อให้ได้วุ้นว่านหางจระเข้ที่กรอบ
    นำน้ำเปล่าและน้ำตาลใส่หม้อ ตั้งไฟปานกลาง เคี่ยวน้ำตาลให้ข้นเหนียว พอน้ำเชื่อมเดือด ยกลงจากเตา ทิ้งไว้ให้พออุ่นเล็กน้อย
    – นำน้ำเชื่อมผสมกับน้ำหวานสีที่ชื่นชอบ เช่นสีแดงหรือสีเขียว ลงไป ตามด้วยน้ำแข็งบด เป็นอันเสร็จขั้นตอนในการทำ
    – สามารถทานว่านหางจระเข้ลอนแก้ในอุณหภูมิปกติได้ แต่รสชาติจะอร่อยน้อยกว่าแช่เย็น
    – สามารถนำว่านหางจระเข้ไปแช่ตู้เย็น แยกกับน้ำเชื่อมได้ เพื่อเก็บไว้รับประทานในวันที่อากาศร้อนๆ หรือทานเป็นของหวาน อร่อย ชื่นใจ

  • สูตรวิธีทำลำไยลอยแก้ว พร้อมคำแนะนำในการขายลำไยลอยแก้ว

    ลำไยลอยแก้ว
     

    สูตรวิธีการทำลำไยลอยแก้ว สูตรที่ 1

    ส่วนผสมลำไยลอยแก้ว

    – ลำไยสด 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า ½ ลิตร
    – ใบเตยหั่นหยาบ 1 กำมือ
    – น้ำแข็งทุบ

    วิธีการทำลำไยลอยแก้ว

    – แกะเนื้อลำไยคว้านนำเมล็ดออก กะจำนวนมากน้อยตามใจชอบ แต่ในที่นี้ใช้ลำไยจำนวน1 กิโลกรัม กับน้ำตาลทราบแดง 1/2 กิโลกรัม
    – จากนั้นทำการแกะเนื้อลำไยให้เสร็จเรียบร้อยโดยที่ไม่ต้องล้างน้ำ เพราะจะทำให้เนื้อลำไยจืด
    – นำลำไยที่ได้ใส่ลงหม้อ เติมน้ำเปล่า 3/4 ของหม้อ แล้วเติมน้ำตาลทรายแดงลงไปพร้อมกัน ต้มด้วยไฟอ่อนๆ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
    – นำหั่นใบเตยหยาบใส่ลงไป ต้มพร้อมกับส่วนผสมต่างๆ เพื่อให้ได้กลิ่นหอมของใบเตย ต้มจนได้กลิ่นของใบเตยและลำไยลอยมาเตะจมูก ยกลงจากเตา กรองด้วยผ้าขาวบาง เอาสิ่งสกปรกออก
    – นำเนื้อลำไยแยกออกจากน้ำเชื่อมที่ต้มเดือด แล้วพักเนื้อลำไยไว้
    – น้ำเชื่อมที่ได้ จะมีสีแดงๆ ได้จากสีของน้ำตาลทรายแดง และมีกลิ่นหอมของใบเตย
    – หากต้องการรับประทาน สามารถนำเนื้อลำไยที่แยกออก มาใส่ลงไปในน้ำเชื่อม พร้อมกับใส่น้ำแข็งลงไปเพื่อความเย็นชื่นใจได้อีก

    สูตรวิธีการทำลำไยลอยแก้ว สูตรที่ 2

    ส่วนผสมลำไยลอยแก้ว

    – ลำไย 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทรายขาว 1 กิโลกรัม
    – ดอกคำฝอย 500 กรัม
    – น้ำแข็งทุบหยาบๆ
    – เกลือป่นเล็กน้อย

    วิธีการทำลำไยลอยแก้ว

    – เตรียมลำไยจากพวง มาแช่เกลือไว้ก่อน แช่ไว้สัก 3 ชั่วโมงก็ได้ เกลือที่แช่ลำไยจะช่วยเรื่องแก้ร้อนในได้ เสร็จแล้วนำขึ้นมาพักให้แห้งสักครู่
    – นำเมล็ดออก โดยการผ่าลำไยครึ่งลูกหรือจะให้เต็มลูกก็ได้ตามความชอบ ทำล้างน้ำให้สะอาดแช่เกลือไว้ เพื่อไม่ให้เป็นร้อนใน เวลารับประทาน จากนั้นแช่ตู้เย็นหรือจะพักทิ้งไว้แบบไม่แช่ก็ได้
    – นำดอกคำฝอยใส่น้ำตั้งหม้อต้มให้เดือด ใช้ไฟปานกลาง รอให้น้ำเดือด จะเห็นสีของดอกคำฝอยออกจนดอกเป็นสีจาง ใส่น้ำตาลทรายขาวพร้อมเกลือป่นลงไปนิดๆ ส่วนผสมต่างๆที่ใส่ลงไป ควรให้พอเหมาะกับเนื้อลำไยที่เตรียม
    – ส่วนผสมเดือด จึงทำการชิมรส เน้นให้รสหวานเข้มสักนิด เผื่อไว้สำหรับเติมน้ำแข็ง
    – เสร็จแล้ว นำไปกรองบนผ้าขาวบางหรือตะแกรงเพื่อนำกากดอกคำฝอยต้มออกให้หมด แยกส่วนที่เป็นเนื้อลำไยออก พักทิ้งไว้จนเย็น แล้วจึงนำเข้าตู้เย็น
    – เมื่อลำไยลอยแก้ว เย็นได้ที่แล้ว นำน้ำแข็งมาทุบให้ละเอียด ตักลำไยใส่ถ้วย ใส่น้ำดอกคำฝอย พร้อมเสิร์ฟไว้ทานแก้ร้อน เป็นเมนูที่อร่อย ทำได้ง่ายๆ

    สูตรวิธีการทำลำไยลอยแก้ว สูตรที่ 3

    ส่วนผสมลำไยลอยแก้ว

    – ลำไยสด 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า ½ ลิตร
    – ใบเตยหั่นแบบหยาบๆ 1 กำ
    – น้ำเชื่อม 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ สำหรับแช่ลำไย

    วิธีการทำลำไยลอยแก้ว

    – นำลำไยที่ได้มาแช่ไว้ในน้ำเกลือ โดยที่ไม่ต้องปอกเปลือก แช่ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ไว้ รอให้เนื้อลำไยแห้ง การแช่ลำไย จะช่วยในเรื่องลดอาการร้อนใน
    – เมื่อนำลำไยที่แช่ออกมาจากน้ำเกลือจนแห้งแล้ว ทำการปอกเปลือก แกะเมล็ดออกให้หมด พักทิ้งไว้โดยไม่ต้องล้างน้ำเปล่า
    – นำเมล็ดลำไยสัก 5 เมล็ดมาบดตำให้แตก เตรียมใส่ลงในน้ำต้ม เมล็ดลำไยบดตำจะช่วยให้ได้กลิ่นของลำไยที่เป็นเอกลักษณ์
    – ต้มน้ำเดือด ใส่น้ำตาลทรายขาวลงไป สูตรนี้ไม่ควรใส่น้ำตาลทรายแดงเพราะจะทำให้สีที่ได้ ไม่น่ารับประทาน คนน้ำตาลให้ละลายพร้อมน้ำเดือด เติมน้ำเชื่อม เมล็ดลำไยบดตำและใบเตยหั่นลงไป เพิ่มความหอม
    – รอจนใบเตยส่งกลิ่นหอม ยกลงจากเตา และกรองเอากากใบเตยและเมล็ดลำไยออก
    – พักน้ำเชื่อมที่ได้ไว้จนเย็น นำเนื้อลำไยใส่ลงไป จากนั้นตั้งเตาใช้ไฟอ่อนๆ ต้มไว้ 3 นาที รอให้น้ำเชื่อมเข้าเนื้อลำไย
    – ยกลงจากเตา พักไว้สักครู่ เตรียมบดน้ำแข็ง ใส่ลงในลำไยลอยแก้ว หรือจะรอจนเย็นแล้วใส่ลำไยลอยแก้วในตู้เย็น
    – จะได้ลำไยลอยแก้ว แสนอร่อย เนื้อลำไยสีขาวใส น่ารับประทาน
    – สามารถเก็บลำไยลอยแก้วไว้รับประทานได้ ทานเป็นของว่างหลังอาหารหรือจะคลายร้อนได้หรือจะแช่ในตู้เย็นเก็บไวทานนานๆก็ได้เช่นกัน

    การขายลำไยลอยแก้ว

  • สูตรวิธีทำลูกตาลลอยแก้ว พร้อมคำแนะนำในการขายลูกตาลลอยแก้ว

    ลูกตาลลอยแก้ว
     

    สูตรวิธีการทำลูกตาลลอยแก้ว สูตรที่ 1

    ส่วนผสมลูกตาลลอยแก้ว

    – ลูกตาลอ่อน 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทราย 500 กรัม
    – น้ำเปล่า 6 ถ้วยตวง (ครึ่งหม้อ)
    – ใบเตยเพิ่มความหอม 3 – 4 ใบ หั่นหยาบๆ

    วิธีการทำลูกตาลลอยแก้ว

    – ล้างลูกตาล และปลอกเปลือกสีน้ำตาลออกให้หมด แนะนำให้ใช้ช้อนกลางในการปอกเพราะจะไม่กินเนื้อลูกตาลมากเกินไป และปอกง่ายกว่า ใช้มีดปอก
    – หั่นเนื้อลูกตาลโดยไม่ใช้เขียง แต่จะเอาลูกตาลวางในมือแล้วค่อยๆ หั่นตามแนวขวางบางๆไว้ในหม้อ ไม่ต้องล้างน้ำออก เพราะความหวานจากลูกตาลจะหายไป
    – ต้มน้ำเชื่อม โดยการใส่น้ำเปล่า น้ำตาล และใบเตยหั่นหยาบๆลงไป คนให้น้ำตาลละลายจนหมด ต้มน้ำเชื่อมให้เริ่มเดือด จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อให้ได้น้ำเชื่อมที่ใส ปราศจากฝุ่นหรือสิ่งสกปรกต่างๆ
    – ใส่เนื้อลูกตาลที่หั่นลงไปต้มในน้ำเชื่อมที่กำลังเดือด ต้มไปสักพัก ไม่ต้องต้มนานมาก เพราะเนื้อตาลจะเละเกินไป จากนั้นนำลงจากเตา รอไว้ให้เย็น
    – ใส่น้ำแข็งทุบหรือแช่เย็น ก็ทานได้เช่นกัน เนื้อตาลที่นุ่มจะเข้ากับน้ำเชื่อมลอยแก้วได้เป็นอย่างดี

    สูตรวิธีการทำลูกตาลลอยแก้ว สูตรที่ 2

    ส่วนผสมลูกตาลลอยแก้ว

    – ลูกตาลอ่อนแช่แข็งในถุง 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทราย 500 กรัม
    – น้ำเปล่า 6 ถ้วยตวง
    – ใบเตยสดมัดเป็นกำ 3 ใบ

    วิธีการทำลูกตาลลอยแก้ว

    – นำลูกตาลสดที่แช่แข็งมาวางไว้ให้ละลายน้ำแข็ง
    – นำลูกตาลที่ละลายแล้วแกะออกจากถุง ใส่ชามไว้แล้วใส่น้ำลงไปเล็กน้อย
    – เอามือรูดเปลือกลูกตาลออกเบาๆ จะรู้เลยทันทีว่าเปลือกลูกตาลปอกไม่ยากเท่าที่ควร อาจใช้ช้อนกลางแบบสั้น มาแคะเอาเปลือกออกก็ได้เช่นกัน เนื้อที่เสียไปจะออกมาติดเปลือกน้อยที่สุด
    – จากนั้นนำลูกตาลมาหั่น โดยผ่าลูกตาลเป็นครึ่งเปิดออก แต่ไม่ต้องผ่าออกเป็นครึ่งจนเนื้อลูกตาลสองข้างแยกออก แล้วหั่นลูกตาลเป็นชิ้นๆตามแนวยาว พักเตรียมไว้
    – นำน้ำเปล่า น้ำตาลทรายขาว และใบเตย ใส่ลงในหม้อ เปิดไฟ คนส่วนผสมให้เข้ากัน ต้มจนเดือด
    – ใส่ลูกตาลที่หั่นไว้ลงไป รอให้เดือดแล้วสักพัก ปิดไฟ ยกลงจากเตา
    – ตักใส่ถ้วย พร้อมเสิร์ฟ หรือนำไปแช่ตู้เย็นก่อนรับประทาน ช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น

    สูตรวิธีการทำลูกตาลลอยแก้ว สูตรที่ 3

    ส่วนผสมลูกตาลลอยแก้ว

    – ลูกตาลสด 1 ถุง (หั่นแนวยาว)
    – น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ้วย
    – น้ำสะอาด 3 ถ้วย
    – ใบเตย 5 ใบ

    วิธีการทำลูกตาลลอยแก้ว

    – นำลูกตาลสดเป็นถุงที่หาซื้อได้ตามตลาดมาล้างน้ำ เอามีดคว้านเปลือกออก หั่นครึ่งตามแนวกลางๆ ลูกตาลอ่อนจะมีน้ำลูกตาลหวานๆออกมา อย่าทิ้ง เก็บไว้สำหรับรอต้มในน้ำเชื่อม
    – นำน้ำสะอาด น้ำตาลทราย และใบเตย ลงในหม้อ เปิดไฟต้มจนเดือด พยายามอย่าใส่น้ำเยอะเกินไปเพราะจะทำให้น้ำเชื่อมมากเกินกับตัวลูกตาล คนส่วนผสมทั้งหมดให้ละลาย และได้กลิ่นใบเตยที่ใส่ลงไป
    – ตัดใบเตยที่ต้มในน้ำเชื่อมออก ใส่ลูกตาลที่หั่นไว้ลงไป รอให้เดือดแล้วยกลง
    – ทิ้งลูกตาลลอยแก้วไว้ให้เย็น แล้วนำใส่ตู้เย็น เมื่อเย็นแล้ว สามารถรับประทานได้
    – ไม่แนะนำให้ใส่น้ำแข็งทานคู่กัน เพราะจะทำให้เสียรสชาติ อีกทั้งความหวานที่ได้จากเนื้อตาลกับน้ำลอยแก้วก็ทำให้รสชาติออกมาพอดีแล้ว เหมาะกับเป็นของว่าง ทานให้ชื่นใจ

    การขายลูกตาลลอยแก้ว

  • สูตรวิธีทำมะกรูดลอยแก้ว พร้อมคำแนะนำในการขายมะกรูดลอยแก้ว

    สูตรวิธีการทำมะกรูดลอยแก้ว สูตรที่ 1

    ส่วนผสมมะกรูดลอยแก้ว

    – มะกรูดอ่อน (มีจุกและเปลือกขรุขระ)
    – เกลือสมุทร
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 1 ลิตร

    วิธีการทำมะกรูดลอยแก้ว

    – นำมะกรูดมาปอกผิวขรุขระออกให้หมด จากนั้นผ่าครึ่งมะกรูดตามแนวขวาง นำไส้ออกให้เหลือแต่เนื้อขาว ๆ พักเตรียมไว้
    – ใส่เกลือสมุทร น้ำและมะกรูดลงไป ขยำมะกรูดและบีบน้ำออกให้หมด และใส่น้ำลงไปขยำอีกครั้ง ขยำมะกรูดแบบเดิมกับน้ำจนครบ 5 ครั้ง จากนั้นบีบน้ำออกจากมะกรูดจนแห้ง
    – นำมะกรูดมาแช่ในน้ำเกลือทิ้งไว้อีก 1 คืน เพื่อให้ได้เนื้อมะกรูดที่ฟูนิ่มขึ้นจากเดิม
    – นำมะกรูดมาขยำกับน้ำอีก 3 ครั้ง บีบน้ำออกจนแห้ง เตรียมไว้
    – ทำน้ำเชื่อมโดยใส่น้ำตาลทรายและน้ำลงในหม้อ เคี่ยวส่วนผสมทั้งหมดด้วยไฟอ่อนๆ จนถึงปานกลาง จากนั้นใส่มะกรูดลงไป หมั่นคนมะกรูดกับน้ำเชื่อมตลอดเวลา เชื่อมมะกรูดไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จนเนื้อมะกรูดใส
    – ทำการปิดไฟ ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น
    – ตักใส่ถ้วย ใส่น้ำแข็ง พร้อมเสิร์ฟ แช่ในตู้เย็น เป็นมะกรูดลอยแก้วแสนอร่อย

    สูตรวิธีการทำมะกรูดลอยแก้ว สูตรที่ 2

    ส่วนผสมมะกรูดลอยแก้ว

    – มะกรูด 7 ผล
    – เกลือสำหรับหมัก 500 กรัม
    – น้ำสะอาด 1 ลิตร
    – น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม

    วิธีการทำมะกรูดลอยแก้ว

    – เริ่มจากการนำมะกรูดมาขูดเอาผิวขรุขระออก จนได้มะกรูดผิวขาวๆ จากนั้นผ่ามะกรูดออกเป็นครึ่ง คว้านเอาไส้ในและเมล็ดออกจนหมด
    – นำมะกรูดที่คว้านเมล็ดไปแช่เกลือ เพื่อให้เนื้อมะกรูดแปลงสภาพขึ้นฟู เนื้อเริ่มใส ทำการแช่ไว้ 1 คืน ก่อนที่จะนำมาล้างน้ำ
    – ล้างมะกรูดด้วยน้ำสะอาด หลายๆน้ำ บีบเอาน้ำเค็มๆที่ติดจากมะกรูดออก แนะนำว่าควรล้าง 5 ครั้ง ถึงจะล้างเกลือออก
    – หลังจากที่ล้างมะกรูดน้ำสุดท้ายแล้ว ทำการบีบมะกรูดให้แห้งจนน้ำแห้ง แล้วพักไว้ เตรียมทำน้ำเชื่อม
    – ทำน้ำเชื่อม โดยการตั้งเตาไฟ ให้ไฟปานกลาง ไม่ใช่ไฟแรงเกินไป เพราะหากทำการเคี่ยวน้ำตาลจะทำให้น้ำตาลไหม้ ใส่น้ำสะอาด 1 ลิตร รอน้ำเดือดจึงใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปเคี่ยวในน้ำ เคี่ยวไปเรื่อยๆจนน้ำตาลเหนียว
    – นำมะกรูดที่พักไว้ลงไปเคี่ยว เรื่อยๆ ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง จนมะกรูดเริ่มใส จึงยกลง
    – รอจนน้ำเชื่อมและมะกรูดเย็นตัว จึงนำเข้าตู้เย็น รอจนมะกรูดเย็น จึงสามารถนำมารับประทานได้
    – ใส่น้ำแข็งทุบเข้ากับมะกรูดลอยแก้วเล็กน้อย เพิ่มรสชาติและความเย็นชื่นใจ
    – สามารถทานได้โดยไม่ต้องแช่ตู้เย็นก็ได้เช่นกัน แต่รสชาติอาจจะหวานบาดคอได้ เหมาะสำหรับคนชอบรสหวานจริงๆ มะกรูดลอยแก้ว เมนูทำทานได้ง่ายๆ

  • สูตรวิธีทำมะยงชิดลอยแก้ว พร้อมคำแนะนำในการขายมะยงชิดลอยแก้ว

    มะยงชิดลอยแก้ว
     

    สูตรวิธีการทำมะยงชิดลอยแก้ว สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    – มะยงชิด 1 ถ้วย
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะหรือมากกว่านั้นก็ได้ ตามความชอบ
    – เกลือ ½ ช้อนชา

    วิธีการทำมะยงชิดลอยแก้ว

    – นำมะยงชิดมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วปอกเปลือก หั่นเนื้อออกเป็นชิ้นๆ พอดีคำ พักเตรียมไว้
    – นำมะยงชิดที่ล้าง หั่นแล้ว มาแช่ในน้ำ ให้ปริมาณน้ำที่แช่ท่วมเนื้อมะยงชิดเล็กน้อย ทำการเติมน้ำตาลลงไป มากน้อยตามแต่ความชอบ
    – นำมะยงชิดที่ผสมน้ำตาลไปต้มให้น้ำตาลละลายจนหมด หรือหากต้องการขั้นตอนแบบเร่งด่วน สามารถนำเข้าเตาไมโครเวฟได้ โดยอุ่นประมาณ 2 นาที แล้วนำออกมาคนน้ำตาลให้ละลายหมด อาจจะใส่เกลือลงไปด้วยก็ได้ เพื่อให้รสชาติตัดกัน ระหว่างความหวานของน้ำตาล ความเปรี้ยวของมะยงชิด หรืออาจไม่ต้องใส่เกลือก็ได้ ตามแต่ความต้องการ แล้วพักไว้ให้เย็น
    – นำมะยงชิดลอยแก้วไปแช่ตู้เย็น เพิ่มรสชาติความอร่อย มะยงชิดที่ได้นั้น จะมีรสชาติหวานๆอมเปรี้ยว เนื้อมะยงชิดจะนิ่มอร่อย
    – สามารถทุกน้ำแข็ง ใส่ลงไปได้ แต่ไม่ควรใส่เยอะจนทำให้รสชาติน้ำเชื่อมจืด
    – มะยงชิดลอยแก้วแสนอร่อย ทำทานได้ง่ายๆ คลายร้อน

    สูตรวิธีการทำมะยงชิดลอยแก้ว สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    – มะยงชิด 500 กรัม (สำหรับรับประทาน 2 ท่าน)
    – น้ำตาลแดงทราย ½ กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
    – ใบเตยบิดให้แตกแล้วหั่น 5 ใบ

    วิธีการทำมะยงชิดลอยแก้ว

    – เตรียมทำน้ำเชื่อมสำหรับลอยแก้วมะยงชิด โดยเทน้ำใส่หม้อตามปริมาณของเนื้อมะยงชิด ใส่น้ำตาลทรายแดงและน้ำ ตั้งบนไฟ เคี่ยวให้ละลายแล้วนำใบเตยที่บิดจนแตกแล้วลงไปให้หม้อ ต้มพร้อมกันจนเดือด จะได้กลิ่นหอมของใบเตย แสดงว่าน้ำเชื่อมเหนียวได้ทีแล้ว
    – นำใบเตยที่ต้มออก พักน้ำเชื่อมไว้ให้เย็น
    – ทำการปอกเปลือกมะยงชิด สำหรับมะยงชิดที่เปรี้ยว แต่หากต้องการนำมะยงชิดหวานมาทำ สามารถนำมาทำได้เลยโดยไม่ต้องปอก หั่นครึ่งพอคำ คว้านเมล็ดออก
    – นำมะยงชิดที่หั่นชิ้นมาวางบนจานที่เตรียม ราดด้วยน้ำเชื่อมที่เย็นแล้ว เติมน้ำแข็งทุบลงไป เพิ่มความอร่อย
    – แช่ในตู้เย็นไว้ สำหรับเก็บไว้รับประทานได้ในวันต่อๆไป

    สูตรวิธีการทำมะยงชิดลอยแก้ว สูตรที่ 3

    ส่วนผสม

    – มะยงชิดหวาน เปรี้ยว ตามความชอบ 10 ลูก
    – น้ำตาลทราย 1-1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่า ½ ถ้วยตวง
    – เกลือป่นเพิ่มรสชาติ
    – ใบเตยมัดเพิ่มความหอม 1 มัด

    วิธีการทำมะยงชิดลอยแก้ว

    – เลือกมะยงชิดลูกที่เนื้อแข็ง รสเปรี้ยวหรือหวานก็ได้ ตามความชอบ มาน้ำยางที่ติดอยู่ที่คั่วออก
    – น้ำเสร็จแล้ว ทำการผสมมะยงชิดกับเกลือเล็กน้อย ตัดหัวและท้ายของคั่วมะยงชิดออก คว้านเมล็ดออก จะได้ลูกมะยงชิด ไร้เมล็ด กลวงๆ สามารถผ่าครึ่งเป็นชิ้นๆได้ เพื่อให้พอดีคำ
    – ต้มน้ำเพื่อทำน้ำเชื่อม โดยการตวงน้ำให้ได้ปริมาณน้ำพอท่วมมะยงชิด อาจจะลองเทน้ำใส่ชามแล้วใส่มะยงชิดลงไป เพื่อวัดปริมาณ
    – เมื่อได้ปริมาณน้ำที่เหมาะสมกับเนื้อมะยงชิดแล้ว นำน้ำไปตั้งไฟ จนน้ำเดือด ใส่น้ำตาลทรายลงไป คนให้ละลายเข้ากับน้ำ ใส่ใบเตยเพิ่มความหอม เติมเกลือป่นลงไปเล็กน้อย
    – พอน้ำเชื่อมเดือด ตักใบเตยออก ทิ้งน้ำเชื่อมไว้จนเย็น
    – นำมะยงชิดที่หั่นลงไปใส่ในน้ำเชื่อม ใส่น้ำแข็งลงไป เพิ่มรสชาติ
    – หากรับประทานไม่หมด สามารถใส่มะยงชิดกับน้ำเชื่อมในขวด แล้วแช่ตู้เย็นนาน 1 คืน เพื่อให้ความหวานซึมเข้าไปในเนื้อมะยงชิด สามารถเก็บไว้ทานได้
    – เมนูแก้ร้อน ทำง่าย ทานง่าย ได้รสชาติที่อร่อย

    การขายมะยงชิดลอยแก้ว

error: Content is protected !!