Author: admin

  • สูตรวิธีทำขนมกะลอจี๊ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมกะลอจี๊

    สูตรวิธีการทำขนมกะลอจี๊ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมแป้งกะลอจี๊

    1.แป้งข้าวเหนียว 200 กรัม
    2.แป้งท้าวยายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
    3.น้ำร้อน 170 กรัม
    4.ใบเตย 1 ต้น (ใช้แต่งกลิ่น มีหรือไม่มีก็ได้)
    5.น้ำมันพืชสำหรับพักแป้ง และใช้ทอด

    ส่วนผสมน้ำตาลสำหรับคลุกแป้งกะลอจี๊

    1.น้ำตาลทราย 300 กรัม
    2.งาดำ, งาขาวคั่วบุบพอแตก 100 กรัม
    3.ถั่วลิสงคั่วบุบหยาบ 100 กรัม
    4.เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีทำขนมกะลอจี๊

    1. ผสมแป้งข้าวเหนียวรวมกับแป้งท้าวยายม่อมเข้าด้วยกันอย่างละเอียดจากนั้น ค่อย ๆ เติมน้ำร้อน นวดจนแป้งนุ่มดีจนทั่ว
    2. ปั้นแบ่งแป้งเป็นก้อนขนาดพอดี
    3. นวดแผ่แป้งออกเป็นแผ่นกลม ให้มีความหนาประมาณ ครึ่งนิ้ว
    4. นำแป้งมาต้มในน้ำเดือดผสมใบเตยที่เตรียมไว้ จนแป้งสุกลอยขึ้นมา จากนั้น ตักขึ้นพักไว้ในน้ำเย็น แล้วสะเด็ดน้ำเตรียมไว้
    5. ทาแป้งที่ปั้นโดยน้ำมันพืชทั้งชิ้นให้ทั่ว จากนั้น พักไว้จนเย็นสนิท
    6. นำแป้งมาทอดในน้ำมันพืช ใช้ไฟประมาณปานกลางจนเหลืองกรอบทั้ง 2 ด้าน
    7. ตัดขนมออกเป็นชิ้นพอดี ขนาดพอกินตามขนาดที่ต้องการ คลุกลงในส่วนผสมกับน้ำตาลที่คลุกไว้

    สูตรผสมขนมกะลอจี๊ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมแป้งกะลอจี๊ (รสต้นตำหรับ)

    1.แป้งท้าวยายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
    2.แป้งข้าวเหนียว 200 กรัม
    3.น้ำร้อน 170 กรัม
    4.ใบเตย 1 ต้น
    5.น้ำมันพืชสำหรับพักแป้ง และใช้ทอด

    ส่วนผสมน้ำตาลสำหรับคลุก (น้ำจิ้ม )

    1.น้ำตาลทราย 300 กรัม
    2.งาดำ, งาขาวคั่วบุบพอแตก 100 กรัม
    3.ถั่วลิสงคั่วบุบหยาบ 100 กรัม
    4.เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีทำขนมกะลอจี๊

    1. ผสมแป้งข้าวเหนียวเข้ากับแป้งท้าวยายม่อมเข้าด้วยกันอย่างละเอียดจากนั้น ค่อย ๆ เติมน้ำร้อน นวดจนแป้งนุ่มดีพอดี2. แบ่งแป้งออกเป็นก้อนขนาดพอดี
    3. นวดแผ่แป้งออกเป็นแผ่นขนาดกลม ให้มีความหนาประมาณครึ่งนิ้ว
    4. ต้มแป้งในน้ำเดือด จนแป้งเริ่มสุกลอยตัวขึ้น ตักขึ้นพักไว้ในน้ำเย็น สะเด็ดน้ำเตรียมไว้
    5. ทาน้ำมันพืชให้ทั่วทั้งชิ้น จากนั้นพักไว้จนเย็นสนิท
    6. ทอดแป้งลงในน้ำมันพืช โดยใช้ไฟปานกลางให้สุกเหลืองทั้งสองด้าน
    7. ตัดขนมเป็นชิ้นพอดีคำ คลุกลงในส่วนผสมน้ำตาลทรายที่เตรียมไว้

    วิธีทำน้ำตาลสำหรับคลุก

    – นำส่วนผสมน้ำตาลทรายทุกอย่างมารวมผสมเข้าด้วยกัน
    – ชิมรสให้ออกรสชาติหวาน มีรสเค็ม แล้วนำไปคลุกกับกะลอจี๊

    สูตรวิธีการทำขนมกะลอจี๊ สูตรที่ 3

    ส่วนผสมของขนมกะลอจี๊

    1. แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
    2.แป้งท้าวยายม่อม 1 ช้อนโต๊ะ ไม่มีก็ใช้แป้งมันสำปะหลังหรือแป้งข้าวโพดแทนได้
    3.น้ำร้อน ¾ ถ้วยตวง
    4.เกลือป่น นิดหน่อย
    5.งาดำและงาขาวคั่ว ปริมาณตามชอบ
    6.น้ำตาลทราย ปริมาณตามชอบ
    7.น้ำมันพืชสำหรับทอด

    วิธีทำขนมแป้งกะลอจี๊

    1.นำแป้งข้าวเหนียวและแป้งท้าวยายม่อมมาผสมรวมกันในชามอ่าง
    2.ค่อยๆเทน้ำร้อนใส่ลงไปในอ่างผสมแป้ง ค่อยๆเททีละนิด อย่าเททีเดียวหมด เพราะเดี๋ยวจะแฉะมากไป
    3.คนให้แป้งกับน้ำรวมให้เข้ากัน ถ้าแป้งแห้งไปก็ค่อยๆเติมน้ำร้อนที่เหลือ แล้วนวดจนแป้งละเอียดเนียนนุ่ม
    4.ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมแบนหนาประมาณครึ่งนิ้ว แล้วแต่ขนาดที่เราชอบกิน
    5.ตั้งหม้อตั้งใฟโดยเอามาน้ำสะอาดมาใส่จนเดือด ใส่แป้งที่ปั้นไว้ลงไปต้ม
    6.ต้มจนแป้งสุก ลอยตัวขึ้นมาบนปากหม้อ
    7.ตักแป้งที่ต้มสุกแล้วพักใส่ไว้ในชามน้ำเย็น
    8.ตักออกมาให้สะเด็ดน้ำ จากนั้น ทาน้ำมันพืชให้ทั่วแป้งที่ต้มสุกแล้ว ใส่จานพักทิ้งไว้
    9.นำน้ำมันใส่ลงในกระทะ ตั้งไฟขนาดปานกลาง พอร้อนแล้วจึงใส่แป้งต้มลงไปทอดจนเหลืองกรอบทั้ง 2 ด้านตักออกได้
    สะเด็ดน้ำมันเสร็จแล้วก็ใส่จานไว้
    10.เมื่อจะทานก็นำกรรไกรตัดเป็นชิ้นพอดีคำตามความชอบของแต่ละคน
    11.นำงาดำมาผสมรวมกับงาขาวคั่ว ทุบๆนิดนึงจะได้กลิ่นหอมของงา จากนั้นใส่น้ำตาลทรายลงไปตามความชอบ เกลือป่นเล็กน้อยและนำมาคลุกรวมกัน จากนั้น ตักโรยบนแป้งที่ทอดเสร็จแล้ว จะได้รสชาติที่กรอบอร่อยเวลาทานร้อนๆ

    สูตรวิธีการทำขนมกอลอจี๊ สูตรที่ 4

    ส่วนผสมขนมกะลอจี๊

    1. แป้งข้าวเหนียว 200 กรัม
    2.แป้งมันสำปะหลัง 2 ช้อนโต๊ะ
    3. เกลือ 1/4 ช้อนชา
    4. น้ำร้อน 160 มิลลิลิตร
    5.น้ำมันรำข้าว สำหรับทอด

    ส่วนผสมสำหรับทำน้ำตาลคลุก

    1.น้ำตาลทราย 100 กรัม
    2.งาขาว (คั่ว) 20 กรัม
    3.งาดำ (คั่ว) 10 กรัม
    4.ถั่วลิสง (คั่ว) 50 กรัม
    5. เกลือ 1/4 ช้อนชา

    วิธีทำขนมกะลอจี๊

    1. นำแป้งข้าวเหนียวมาผสมรวมกับ แป้งมันสำปะหลังเข้าด้วยกัน จากนั้นใส่เกลือลงไป จากนั้นค่อยๆเทใส่น้ำร้อนลงไปใช้ทัพพีคนอย่างรวดเร็ว พอแป้งเริ่มจับตัวกันให้ใช้มือนวดแป้งให้นุ่มเนียนพอดี นำแป้งมานวดเป็นก้อนกลมแบนแผ่ 4 ก้อน
    2. ต้มน้ำให้เดือด นำแป้งลงไปต้มในน้ำ เป็นเวลา 3 นาที ตักออกมาพักในน้ำเย็นจัด
    3. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันรำข้าวลงไปเล็กน้อยให้พอเคลือบกระทะ พอน้ำมันร้อนดีแล้วจึงลดไฟลง จากนั้นนำแป้งกะลอจี๊ลงไปจี่บนกระทะจนกรอบให้มีสีเหลืองสวยตามชอบ
    4.นำงาขาวและงาดำมาคั่วรวมกัน แล้วนำถั่วลิสงไปคั่วบดให้ละเอียด พักทั้งหมดให้เย็นแล้วนำไปผสมรวมกับน้ำตาลทรายและเกลือ
    5. ใช้กรรไกรตัดแป้งกะลอจี๊เป็นชิ้นๆขนาดพอดีคำ นำลงไปคลุกกับน้ำตาลที่เตรียมไว้

  • สูตรวิธีทำครองแครง พร้อมคำแนะนำในการขายครองแครง

    สูตรขนมครองแครง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมครองแครง

    1. แป้งมัน 2 ถ้วยตวง
    2. แป้งมันสำหรับโรยนวล 2 ถ้วย
    3. พิมพ์สำหรับกดตัวครองแครง 1 อัน
    4. ผ้าขาวบาง 1 ผืน
    5. น้ำแข็ง
    6. อ่างผสม 1 ใบ
    7. หากต้องการสีสัน ก็สามารถใช้สีผสมน้ำในการปั้นแป้งได้

    ส่วนผสมน้ำกะทิ

    1. น้ำกะทิ 500 กรัม
    2. น้ำตาลทราย 6 ช้อนโต๊ะ หรือตามชอบ
    3. เกลือป่น 2/4 ช้อนชา
    4. งาขาวคั่ว 6 ช้อนโต๊ะ
    5. ใบเตย 1 ใบ

    วิธีทำ

    1. ตั้งน้ำร้อนเดือด
    2. นำแป้งมันเทใส่อ่างผสม แล้วเทน้ำเดือดลงไปทีละนิด รีบคนแป้งและน้ำให้ทั่วถึงกันโดยเร็ว พอแป้งเหนียว ให้ใช้แป้งมันโรยนวลแล้วค่อยนวดแป้งจนกว่าแป้งจะล่อน เหนียวนุ่ม ไม่เหนียวเละ ใช้แป้งขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆ คลุมแป้งขนมไว้ก่อน
    ขั้นตอนนี้หากต้องการสีสัน ก็ต้องแบ่งแป้งตามจำนวนสี ต้มน้ำทีละสี โดยพอน้ำเดือดก็ค่อยใส่สีผสมอาหารลงไป การปั้นแป้งต้องปั้นแป้งสีนั้นๆ ทันที ต้องทำทีละสีครับ เพราะการนวดแป้งต้องใช้น้ำร้อนจัดเท่านั้น เมื่อปั้นแป้งแล้วใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดคลุมพักไว้ เพื่อรอพิมพ์ลายครองแครงครับ
    ส่วนสีที่ใช้ จะเป็นสีผสมอาหารธรรมดาหรือสีผสมอาหารจากธรรมชาติก็ได้
    3. ค่อยๆแบ่งแป้งออกมาปั้น โดยคลึงเป็นแป้งเส้นยาว ใช้แป้งนวลทามือทานิ้วแล้วบิออกมาปั้นเป็นก้อนกลม ที่ละเม็ด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร โรยแป้งนวลบนพิมพ์ แล้ววางเม็ดแป้งลงบนพิมพ์แล้วกลิ้งแป้งโดยไช้นิ้วโป้งกดเนื้อแป้งให้กลิ้งลงมาตามพิมพ์ ขั้นตอนนี้ต้องใช้แป้งนวลช่วยตลอด
    4. พักแป้งไว้ในชาม โรยแป้งนวลให้ทั่วๆอีกครั้ง
    5. ตั้งน้ำร้อนด้วยไฟกลาง พอน้ำเริ้มร้อน ให้นำครองแครงมา ล่อนเอาแป้งนวลออกด้วยตะแกรงเบาๆ แล้วเทครองแครงลงในน้ำร้อน พอน้ำเดือดและครองแครงสุก ตัวครองแครงจะลอยขึ้นมา
    6. นำชามมาใส่น้ำสะอาดและเติมน้ำแข็ง ใช้กระชอนตักครองแครงที่สุกขึ้นมาใส่ลงไปเพื่อเป็นการน๊อคตัวครองแครงให้หยุดสุก ขั้นตอนนี้จะทำให้เราได้ตัวครองแครงที่ใสและเด้ง น่ารับประทานมากเลยครับ
    หลังจากนั้นก็ตักครองแครงขึ้นมาสะเด็ดน้ำในระชอนพักไว้ก่อน

    วิธีทำกะทิ

    1. นำกะทิใส่หม้อทองเหลืองถ้าไม่มีใช้หม้อธรรมดาได้ ใส่เกลือ ใส่น้ำตาล ใส่ใบเตยมัด แล้วนำขึ้นตั้งไฟอ่อน
    2. พอกะทิร้อน เริ่มจะเดือด ห้ามเดือดจนแตกมันนะครับ ก็ปิดไฟ โรยงาขาวคั่วลงไป 3 ช้อนโต๊ะ อีก 3 ช้อนโต๊ะ เก็บเอาไว้โรยหน้ากะทิในถ้วยขนมเพื่อตกแต่งเมื่อเสิร์ฟ เสร็จขั้นตอนการทำครับ

    สูตรขนมครองแครง สูตรที่ 2 (ครองแครงกรอบ)

    ส่วนผสมครองแครงกรอบ

    1. แป้งสาลีเอนกประสงค์ 250 กรัม
    2. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    3. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
    4. ไข่ไก่เบอร์ 1 ฟอง
    5. หัวกะทิ 120 กรัม
    6. น้ำปูนใส 2 ช้อนโต๊ะ
    7. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
    8. พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
    9. น้ำมันสำหรับทอด 2 ถ้วยตวง
    10.แป้งสาลีเอนกประสงค์ 1 ถ้วยตวง เพื่อใช้ทำแป้งนวล แยกไว้ต่างหาก

    ส่วนผสมน้ำตาลเคลือบตัวครองแครงกรอบ

    1. พริกไทยเม็ด 1 ช้อนโต๊ะ
    2. กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
    3. รากผักชี 2 ช้อนโต๊ะ
    4. น้ำตาลปีบ 1/4 ถ้วยตวง
    5. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ

    1. ร่อนแป้ง 1 รอบ แล้วใส่น้ำตาลทราย และพริกไทยป่นลงไปผสมในเนื้อแป้ง ทำการร่อนส่วนผสมทั้งหมดอีกครั้ง แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ในชามผสม
    2. ทำแป้งให้เป็นหลุม แล้วนำ ไข่ไก่ น้ำปูนใส น้ำกะทิ น้ำมันพืชและเกลือ เทลงตางกลางหลุมแป้ง กลบแป้งลงและทำการคลุกเคล้าส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน ทำการนวดแป้งให้มี ลักษณะ เหนียม นุ่ม ร่อน
    ระหว่างนวด ถ้าแป้งแห้งเกินไป ใช้น้ำสะอาดเติมได้ทีละ ครึ่งช้อนโต๊ะ แต่ถ้าเหนียวและ
    เหลวเกินไป เติมแป้งนวลได้ที่ละนิดเช่นกัน
    3. เมื่อนวดแป้งเสร็จแล้ว นำแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม. วางพักไว้ในชาม ทำจนหมดแป้ง ขั้นตอนนี้ควรใช้แป้งนวลช่วยตลอด โดยใช้มือเราคอยหยิบแป้งนวลทามือ เวลาหยิบและปั้นแป้ง
    4. นำแป้งก้อนกลมมากดลงบนพิมพ์ เบาๆ ให้แบนด้วยนิ้วโป้ง แล้วใช้นิ้วโป้งแตะหัวแป้งออกมา
    ให้ค่อยๆ งอไปที่ปลาย แต่อย่าให้ม้วนเยอะนะครับ แป้งก็จะออกจากพิมพ์เป็นลายครองแครงครับ ทำจนครบ
    ต้องคอยใช้แป้งนวลทานิ้วมือ และดรยที่พิมพ์ตลอดกันแป้งติดพิมพ์ครับ
    5. นำครองแครงไปทอดด้วยไฟกลาง ให้เหลืองกรอบ โดยต้องใช้ตะหลิวคนแป้งกลับไปกลับมาตลอด เกลี่ยและกลิ้งครองแครงในน้ำมันให้ทั่วๆ ครับ พอครองแครงสุก เหลือง กรอบ แล้ว ยกลงพักในกระชอนให้สะเด็ดน้ำมัน

    วิธีทำครองแครงกรอบเคลือบน้ำตาล

    1. โขลกพริกไทยเม็ด กระเทียม รากผักชี รวมกันทั้งหมด ให้ละเอียด เรียกว่าสามเกลอ
    2. น้ำมันที่ใช้ทอดครองแครง แบ่งออกมา 2 ช้อนโต๊ะ ใส่กระทะ ตั้งไฟกลาง พอน้ำมันเริ่มร้อน ใส่สามเกลอโขลกลงไปผัด ตามด้วยการใส่ น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำสะอาด 1 ช้อนโต๊ะ ผัดให้น้ำตาลละลายและมีความข้นเล็กน้อย ปิดไฟ
    3. นำครองแครงมาเทใส่และคลุกเคล้าน้ำตาลให้ทั่วถึงครองแครงทั้งหมดทุกชิ้นโดยเร็ว เวลาลงมือคลุก ต้องคลุกเคล้าเร็ว จนมีลักษณะแห้ง ให้นำไปพักในถาดโดยพยายามเกลี่ยครองแครงให้กระจายให้มากที่สุด นำมารับประทานได้ หรือจะเก็บใส่ภาชนะปิดฝาเพื่อเก็บไว้รับประทานวันอื่นได้อีกด้วยครับ

  • สูตรวิธีทำขนมจาวตาลเชื่อม พร้อมคำแนะนำในการขายขนมจาวตาลเชื่อม

    สูตรขนมจาวตาลเชื่อม สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    • จาวตาล 1 กิโลกรัม
    • สารส้มผสมน้ำ (สำหรับล้างจาวตาล )
    • น้ำตาลทราย 500 กรัม
    • น้ำเปล่า (สำหรับต้ม)

    วิธีทำ ขนมจาวตาลเชื่อม

    • ขั้นตอนแรกเราจะปอกเปลือกจาวตาลก่อน เมื่อปอกเปลือกจาวตาลแล้ว ก็นำมาล้างน้ำให้สะอาด เราสามารถใช้ใช้ใบตองฉีกแล้วก็นำมาขัดผิวของจาวตาลจะช่วยให้เมือกขาวๆ ของจาวตาลออกง่าย เมื่อล้างสะอาดแล้ว ก็นำไปแช่ในน้ำผสมสารส้ม จากนั้นก็ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วก็นำไปล้างน้ำเปล่าอีกครั้งให้สะอาด จากนั้นก็สะเด็ดน้ำ พักไว้ก่อน
    • ตั้งไฟใช้ไฟแรงต้มน้ำเปล่าให้เดือด แล้วให้ใส่จาวตาลลงไปเพื่อลวกใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที เมื่อจาวตาลสุก โดยให้สังเกตที่ผิวของจาวตาล ว่าเริ่มมีสีเหลือง ก็ถือว่าเริ่มสุกแล้ว ก็ให้ตักขึ้นสะเด็ดน้ำแล้วพักไว้
    • จากนั้นเราจะทำการเชื่อมจาวตาล ด้วยการนำหม้อมาเพื่อใส่จาวตาล แล้วก็ใส่น้ำตาลทรายลงไป ประมาณ 250 กรัม แล้วก็เติมน้ำเปล่าลงไปพอท่วม จากนั้นก็ปิดฝาหม้อ เปิดไฟใช้ไฟแรงต้มจนเดือดอาจจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที
    • เมื่อน้ำเดือดจัดแล้วก็เปิดฝาแล้วให้พรมน้ำสะอาดด้านบนจาวตาลที่ได้เชื่อมไว้ ให้ใส่น้ำตาลทรายที่เหลืออีกคือ 250 กรัมลงไปแล้ว ปิดฝาหม้อ ตั้งไฟต่ออีกครั้งรอจนเดือด แล้วค่อยกลับด้านจาวตาลจากบนลงล่างเพื่อจะให้จาวตาลดูดซึมน้ำเชื่อมได้ทั่วถึงและเท่า ๆ กัน แล้วทำการเคี่ยวต่อไปเรื่อย ๆ จนน้ำเชื่อมเดือดและเหนียว ระหว่างนั้นต้องหมั่นช้อนฟองออก เมื่อได้ความเหนียวได้ที่แล้วก็ ปิดไฟ
    • จัดใส่จานพร้อมรับประทาน

    สูตรขนมจาวตาลเชื่อม สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    • จาวตาล 50 ลูก
    • น้ำตาลทราย 8 ถ้วยตวง
    • น้ำ 4 ถ้วยตวง
    • สารส้มสำหรับล้างจาวตาล
    • ใบตองขัดจาวตาล

    วิธีทำ ขนมจาวตาลเชื่อม

    • ขั้นตอนแรกเราจะทำความสะอาดจาวตาลก่อน ปอกเปลือกจาวตาลเป็นอันดับแรก จากนั้นก็นำจาวตาลไปทำความสะอาด ด้วยการนำไปล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นจะล้างจาวตาลให้หมดเมือกด้วยใบตองฉีกฝอยแล้วนำขัดผิวด้านนอกให้หมดคราบขาว ๆ จะได้จาวตาลที่ขาวใส แล้วนำไปแช่สารส้มเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้จาวตาลที่สะอาดจริง ๆ เมื่อแช่สารส้ม ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ต่อจากนั้นก็นำมาล้างน้ำอีกครั้ง เพื่อให้จาวตาลสะอาดไม่มีสารส้มในตัวจาวตาล แล้วก็สะเด็ดน้ำ พักไว้
    • ตั้งไฟต้มน้ำให้เดือดจัด แล้วนำจาวตาลไปลวกในน้ำเดือดใช้เวลาประมาณ 20 นาที คอยสังเกตดู เมื่อพอดูแล้วจาวตาลเริ่มสุก ให้ตักขึ้นมาไปแช่ในน้ำเย็นธรรมดา แล้วตักขึ้น เพื่อให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นก็พักไว้
    • จากนั้นเราจะ แบ่งน้ำตาลทรายเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจะนำมาเชื่อมจาวตาล ด้วยการนำน้ำตาลทรายมา ผสมน้ำตั้งไฟปานกลาง แล้วคนจนน้ำตาลละลาย จากนั้นก็ให้ตั้งไฟแรงจนเดือดแล้วให้ตักจาวตาลที่ลวกไว้แล้ว เพื่อใส่ในน้ำเชื่อมที่เดือดโดยจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที จากนั้นให้เติมน้ำตาลส่วนที่เหลืออีกครึ่ง เพื่อจะใช้เชื่อมต่อจนน้ำเชื่อมเหนียวดีแล้ว ระหว่างเชื่อม ควรจะคอยกลับให้จาวตาลเชื่อมน้ำตาลทรายได้ทั่วทั้งชิ้นและทุกชิ้น เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ปิดไฟได้
    • จากนั้นทิ้งไว้สักพักให้เย็น แล้วจึงจัดใส่จานนำมารับประทานได้

    สูตรขนมจาวตาลเชื่อม สูตรที่ 3

    ส่วนผสม

    • จาวตาลสด 7 กิโลกรัม
    • น้ำตาล 4 กิโลกรัม
    • น้ำลอยดอกมะลิ 4 ถ้วยตวง
    • สารส้ม นำมาล้างจาวตาลให้สะอาด
    • ฟางนำมาขัดจาวตาล ให้สะอาดไม่มีเมือกขาวๆ

    วิธีทำขนมจาวตาลเชื่อม

    • เริ่มต้นจากการทำความสะอาดจ้าวตาลก่อน ด้วยการปอกเปลือกจาวตาลให้เรียบร้อย ให้ตัดตรงส่วนที่เป็นรากของจาวตาลออกด้วย เนื่องจากส่วนนั้นจะแข็ง ไม่น่ารับประทาน จากนั้นก็นำจาวตาลไปล้างน้ำสะอาดก่อน1 น้ำ หลังจากนั้นก็นำจาวตาลมาขัดด้วยฟาง เพื่อจะขจัดเมือกของจาวตาลออกได้ ให้จาวตาลมีลักษณะใส ไม่ขุ่นมัว แล้วก็นำจาวตาลไปแช่สารส้มสัก15 นาทีเพื่อให้จาวตาลสะอาด แต่ต้องล้างน้ำอีกครั้งเพื่อไม่เหลือสารส้มบนผิวจาวตาล ดังนั้นเมื่อแช่สารส้มแล้วก็นำไปล้างน้ำให้ล้างให้สะอาดอีกหนึ่งครั้ง โดยล้างให้สารส้มออกให้หมด
    • ต่อไปเราจะทำการเชื่อมจาวตาล โดยจะเป็นการเชื่อมด้วยน้ำตาลทราย ให้ใส่น้ำตาลทรายลงในหม้อ แล้วจากนั้นให้ตั้งหม้อใช้ไฟแรงเพื่อต้มน้ำให้เดือดจนน้ำตาลทรายละลายดีแล้ว ก็ให้นำจาวตาลที่ล้างสะอาดลงไปต้มใช้เวลาอีกประมาณ 15 นาที แล้วก็ให้ใส่น้ำตาลลงไปจากนั้นต้มต่อให้เป็นน้ำตาลกลายเป็นน้ำเชื่อม ต้องคอยดูให้จาวตาลได้น้ำเชื่อมทั่วตลอดชิ้นและทุกชิ้น
    • จากนั้นให้ เติมน้ำลอยดอกมะลิลงไปด้วย เพื่อให้จาวตาลมีความหอมมากขึ้น ต่อจากนั้นก็ต้มเชื่อมจาวตาลต่อไปอีกประมาณ 20 นาที ให้สังเกตว่าให้ลูกตาลมีลักษณะเหลืองนุ่ม น่ารับประทาน
    • ทิ้งไว้สักพักจนจาวตาลเชื่อมเย็นลงแล้ว สามารถจัดใส่จานพร้อมรับประทานได้ หรือจะราดน้ำกะทิเพื่อให้หอมหวานมากยิ่งขึ้นก็ได้

  • สูตรวิธีทำซาหริ่ม พร้อมคำแนะนำในการขายซาหริ่ม

    สูตรขนมซาหริ่ม สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    1. แป้งถั่วเขียว 1 ถ้วย
    2. น้ำใบเตยสำหรับกวนแป้ง 500 กรัม
    3. น้ำต้มใบเตย 1 ถ้วย
    5. กะทิสด 500 กรัม
    6. น้ำตาลทราย 250 กรัม
    7.น้ำแข็งป่น

    วิธีทำ

    1. ในกระทะทองหรือกระทะเคลือบ ถ้าไม่มีใช้กระทะธรรมดาได้ ใส่น้ำใบเตยและแป้งถัวเขียว นำขึ้นตั้งไฟอ่อน กวน ตลอดโดยให้ไม้พายติดก้นกระทะเวลากวนด้วยนะครับ กวนจนแป้งสุกและข้นหนืด
    2. นำหม้อใส่น้ำเย็น ใส่น้ำแข็งได้ ตักแป้งที่กวนใส่กระบอกกด แล้วดันกระบอกกด ตัวแป้งที่ถูกกด จะกลายเป็นเส้นเล็กๆ ลงสู่น้ำเย็น เสร็จแล้วใช้กระชอนช้อนซาหริ่มขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำ
    3. นำน้ำสะอาดมาต้ม โดยใส่ใบเตยมัด 2 ใบ ต้มด้วยไฟอ่อน พอน้ำร้อน ให้ใส่น้ำตาลลงไปเคี่ยวจนน้ำตาลละลาย มีกลิ่นหอม ยกลง ไม่ต้องนำใบเตยออก เทน้ำกะทิลงไปทันที คนให้เข้ากัน
    4. ตักซาหริ่มใส่ถ้วย ใส่น้ำแข็ง ราดน้ำกะทิลงบนน้ำแข็ง ยกเสิร์ฟได้ครับ

    สูตรซาหริ่ม สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    1. แป้งถั่วเขียว 1 ถ้วย
    2. น้ำดอกอัญชัน 500 กรัม ใช้ดอกอัญชัน 10-20 ดอก ต้มน้ำให้ได้สี พักให้เย็นรอไว้
    3. น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ 1 ถ้วย
    5. กะทิสด 600 กรัม
    6. น้ำตาลทราย 300 กรัม
    7.น้ำแข็งป่น

    วิธีทำ

    1. นำน้ำดอกอัญชันและแป้งถั่วเขียวผสมกันในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟอ่อน กวนจนแป้งสุกทั่วถึงกันและมีลักษณะข้นเป็นครีม ยกลงพักไว้ก่อน
    2. นำหม้อมาใส่น้ำและน้ำแข็ง ตักแป้งที่กวนแล้วใส่ในกระบอกกด นำไปกดแป้งลงในหม้อ จะได้เส้นซาหริ่มในน้ำเย็น กดจนหมดแป้ง (แป้งติดค้างในกระบอกกดนิดหน่อยไม่เป็นไรครับ)
    3. ตักซาหริ่มที่ได้ขึ้นมาสะเด็ดน้ำในกระชอน พักไว้ ไปทำน้ำกะทิกันครับ
    4. น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ ผสม น้ำตาล ในหม้อ แล้วนำขึ้นตั้งไฟ เคียวให้น้ำตาลละลายกลายเป็นน้ำเชื่อม แล้วเทน้ำกะทิใส่ลงไปแล้วปิดไฟในเตาทันที่ แล้วคนกะทิและน้ำเชื่อมให้เข้ากัน
    5. ตักซาหริ่มใส่ถ้วย ราดกะทิ ตักน้ำแข็งใส่ แล้วราดกะทิบนน้ำแข็งนิดหน่อยให้ดูน้ากิน รับประทานได้ครับ

    สูตรซาหริ่ม สูตรที่ 3

    ส่วนผสม

    1. แป้งถั่วเขียว 1 ½ ถ้วย
    2. น้ำใบเตย 250 กรัม คั้นหรือบด แยกกากออก
    3. แครอท หรือ ฟักทอง 250 กรัม คั้นหรือบด แยกกากออก
    4. น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ 250 กรัม
    3. น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ 1 ½ ถ้วย
    5. กะทิสด 900 กรัม
    6. น้ำตาลทราย 450 กรัม
    7.น้ำแข็งป่น

    วิธีทำ

    1. นำแป้งถั่วเขียวมา แบ่งเป็น 3 ส่วนเท่าๆกัน โดยจะได้ปริมาณครึ่งถ้วยตวง ต่อส่วน
    2. นำน้ำใบเตย ผสม แป้งถั่วเขียวสวนที่หนึ่งที่แบ่งออกไว้เป็นสัดส่วนปริมาณครึ่งถ้วยตวงนั้น นำขึ้นตั้งเตากวน ให้ได้เป็นเนื้อครีม ใบเตยนี้จะให้สีเขียวแก่เส้นซาหริ่มครับ
    3. เตรียมภาชนะ ใส่น้ำและใส่น้ำแข็งลงไป
    4. ตักแป้งกวนใส่กระบอกกด กดแป้งลงในน้ำเย็น เมื่อได้เส้นให้ใช้กระชอนตักไปพักให้สะเด็ดน้ำ
    5. สำหรับน้ำแครอทหรือน้ำฟักทอง และ น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ นั้นให้ทำขั้นตอนและวิธีเดียวกันกับน้ำใบเตยครับ
    (แครอทหรือฟักทองจะให้เส้นซาหริ่มสีส้มหรือสีเหลือง ส่วน น้ำสะอาดลอยดอกมะลิให้เส้นซาหริ่มสีขาวครับ)
    6. น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ 1 ½ ถ้วย ผสม น้ำตาลในหม้อ กวนให้น้ำตาลละลายและมีความเหนียว ปิดไฟแล้ว เทกะทิลงไปทันที คนให้เข้ากันครับ
    7. ตักซาหริ่มใส่ถ้วย ตักน้ำแข็งใส่ แล้วราดด้วยน้ำกะทิผสมน้ำเชื่อม ทานได้ครับ

    สูตรซาหริ่ม สูตรที่ 4

    ส่วนผสม

    1. แป้งถั่วเขียว 1 ½ ถ้วย
    2. น้ำสะอาด 750 ม.ล.
    3. น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ 1 ½ ถ้วย
    5. นมสด 900 กรัม
    6. น้ำตาลทรายแดง 450 กรัม (น้ำตาลทรายที่ไม่ฟอกสี)
    7.น้ำแข็งป่น
    8. สีผสมอาหาร 2สี ใช้สีชมพู และ สีเขียว

    วิธีทำ

    1. แบ่งแป้งถั่วเขียว 3 ส่วน เท่าๆ กัน จะได้ ส่วนละครึ่งถ้วยตวง
    2. แบ่งน้ำสะอาด เป็น 3 ส่วนเช่นกันครับ จะได้ส่วนละ 250 ม.ล. พอดีเท่าๆกัน แยกไว้นะครับ เราจะผสมแป้งและทำทีละสีครับ
    3. นำกระทะมาตั้งบนเตา ใส่ น้ำสะอาด 250 ม.ล. ใส่แป้งถั่วเขียว หยดสีผสมอาหารลงไป คนผสมให้เข้ากันก่อน (ถ้าเป็นเส้นขาวไม่ต้องหยดสีในขั้นตอนนี้ครับ) แล้วเปิดไฟอ่อน เริ่มกวนผสมให้เข้ากัน จนได้เนื้อแป้งที่สุกทั่วกันเป็นเนื้อแป้งเหนียวข้น ยกลงได้
    4. นำหม้อมาทำการ ใส่น้ำและใส่น้ำแข็ง เตรียมไว้ สำหรับขั้นตอนการกดแป้งให้เป็นเส้นครับ
    5. ตักแป้งที่กวนแล้ว ใส่กระบอกกด นำไปกดลง ในหม้อน้ำแข็งที่เตรียมไว้ ต้องเป็นน้ำเย็นนะครับจึงจะได้เป็นเส้น ถ้าเป็นน้ำธรรมดาเส้นอาจไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นักเพราะจะไม่ค่อยเป็นตัว เมื่อได้เส้นแล้ว ใช้กระชอนตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำ จัดใส่ภาชนะไว้ ทำให้ครบทุกสีนะครับ
    6. ทำน้ำเชื่อม โดย นำหม้อมาใส่น้ำลอยดอกมะลิและน้ำตาล นำขึ้นตั้งบนไฟอ่อน เคี่ยวให้น้ำตาลละลาย เป็นน้ำเชื่อม มีความเหนียว แล้วปิดไฟพักไว้ครับ
    7. ใช้ส้อมม้วนเส้นซาหริ่มมาไว้ในถ้วยที่ละสี ตักน้ำเชื่อมราด ตามด้วยราดนมสดอีกครั้ง เมนูนี้จะทานกับน้ำเชื่อมนมสดเฉยๆ หรือจะมีน้ำแข็งป่นใส่ในขนมด้วยก็ได้ครับ

  • สูตรวิธีทำขนมด้วง พร้อมคำแนะนำในการขายขนมด้วง

    สูตรขนมด้วง สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    1. แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม
    2. แป้งมัน 25 กรัม (ส่วนนี้ใช้ตอนปั้นแป้งครับ)
    3. น้ำเปล่า 260 กรัม
    4. กะทิ 250 กรัม
    5. น้ำตาลทราย 150 กรัม
    6. งาขาวคั่ว 100 กรัม (ยังไม่ต้องคั่วนะครับ นำมาคั่วภายหลัง)
    7. แป้งข้าวเจ้า (สำหรับใส่กะทิ) 10 กรัม
    8. เกลือป่น 5 กรัม
    9. แป้งมัน (สำหรับทำแป้งนวล) 50 กรัม (แป้งนวลคือแป้งข้าวเจ้ากับแป้งมันที่ผสมกันแล้วคนใน
    กระทะจนติดเป็นก้อนครับ)
    10. มะพร้าวทึนทึกขูดเส้น 10 ลูกและ สีผสมอาหาร สีชมพู เขียว เป็นต้น

    วิธีทำ

    1. ล้างงาขาวให้สะอาด ใส่กระชอนพักให้สะเด็ดน้ำ คั่วจนกระทั่งเหลืองหอมด้วยไฟเบา ตักขึ้นพักไว้ให้เย็นแล้วบุบพอแตก ผสมกับน้ำตาลทรายพักเตรียมไว้
    2.ทำกะทิหยอดหน้า โดยผสมกะทิ เกลือป่น แป้งข้าวเจ้าคนให้เข้ากัน ยกขึ้นตั้งไฟคนจนกะทิข้น แล้วยกลงครับ
    3. ผสมแป้งข้าวเจ้ากับแป้งมัน ค่อย ๆ เติมน้ำลงไปทีละน้อยคนผสมให้เข้ากัน
    4. แล้วนำขึ้นตั้งไฟ กวนจนแป้งข้นเป็นก้อนล่อนจากกระทะ พักไว้พออุ่น
    5. นวดแป้งนวล(ที่ได้จากข้อ3และข้อ4)จนนวลเนียน ใส่สีผสมอาหารแค่พอให้มีสีอ่อน ๆ ผสมให้เข้ากัน
    6. คลึงเป็นตัวเล็ก ๆ ยาวประมาณ ๓ ซม. ให้หัวแหลมปลายมน
    7. ต้มในน้ำเดือด พอสุกจะลอยขึ้นมาเองครับ แล้วค่อยๆใช้กระชอนตักขึ้นมาให้สะเด็ดน้ำ
    8. ใส่ลงในมะพร้าวขูดที่นึ่งและคลุกเกลือแล้ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จาน
    เสิร์ฟพร้อมกะทิและน้ำตาลผสมงาคั่ว

    สูตรขนมด้วง สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    1. แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
    2. แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ
    3. มะพร้าวขูด 2 ขีด
    4. น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
    5. งาขาวคั่ว ¼ ถ้วยตวง
    6. น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วยตวง (นำดอกมะลิล้างสะอาดไปลอยไว้ในน้ำสะอาดให้มีกลิ่นหอมเพื่อใช้น้ำนั้นมาทำขนมครับ)
    7. มะพร้าวทึนทึก 1 ซีก
    8. เกลือป่น 1 ช้อนชา
    9. แป้งมันสำหรับทำแป้งนวล ½ ถ้วยตวง
    10. สีผสมอาหารสีอ่อนๆ เช่น สีเขียว สีชมพู สีเหลือง

    วิธีทำ

    1. ทำการผสมแป้งข้าวจ้าวและแป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะเข้าด้วยกัน ละลายกับน้ำดอกมะลิ 1 ถ้วยตวง กวนจนแป้งข้นเป็นก้อนกลม และล่อนจากกระทะทองเหลืองจึงยกลง
    2. แบ่งเป็นเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนผสมสีผสมอาหารสีอ่อนๆ แล้วนวดกับแป้งมันให้กลายเป็นแป้งนวล จนแป้งเหนียวนุ่มไม่ติดมือ
    3. คลึงแป้งที่นวลแล้ว เป็นตัวเล็กๆ กลมๆ หัวข้างหนึ่งมน อีกข้างหนึ่งแหลมยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร
    4. ปูรังถึง(ซึ้งนึ่ง)ด้วยผ้าขาวบาง นำขนมที่ปั้นเรียงบนผ้าขาวบางแล้วนำไปนึ่งให้สุก(ประมาณ 20-25 นาที)
    5. ใส่น้ำมะพร้าวลงในมะพร้าวขูด ใช้ผ้าขาวบางบิดให้ได้หัวน้ำกะทิข้นๆ
    6. เมื่อนึ่งสุกแล้วใส่ลงในชามใหญ่ พรมด้วยน้ำหัวกะทิในขณะที่ขนมยังร้อนอยู่ แล้วใช้ไม้พายคนเบาๆให้ตัวด้วงและกะทิคลุกเคล้าเข้ากัน
    7. นำมะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นผสมกับ งาขาว เกลือ น้ำตาลทราย เอาไว้ใช้โรยขนมเมื่อจะตักขนมมารับประทานครับ

    สูตรขนมด้วง สูตรที่ 3

    ส่วนผสมตัวแป้ง

    1. แป้งข้าวเจ้า 140 กรัม
    2. แป้งท้าวยายม่อม 3 ช้อนโต๊ะ
    3. กะทิ 300 กรัม
    4. สีผสมอาหาร(ตามชอบ)
    5. มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้น 200 กรัม

    ส่วนผสมกะทิราด

    1. หัวกะทิ 150 กรัม
    2. เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

    ส่วนผสมน้ำตาลงา

    1. งาขาวคั่ว 15 กรัม
    2. น้ำตาลทราย 50 กรัม
    3. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีทำขนมด้วง

    1. ทำตัวแป้งโดยการ ผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งท้าวยายม่อมลงในกระทะทองเหลือง ค่อยๆเติมกะทิทีละน้อยละลายแป้งจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เติมกะทิจนหมดใส่สีผสมอาหารคนให้สีเข้ากัน
    2. เปิดเตาแก๊สใช่ไฟกลางกวนแป้งจนแป้งเริ่มจับตัวเป็นเจล เปลี่ยนไฟเป็นไฟอ่อนแล้วกวนต่อจนแป้งร่อนจากกระทะ พักให้อุ่นแล้วนำมานวดต่อจนแป้งนวลเนียน
    3. นำแป้งที่ได้มาปั้นให้มีลักษณะเป็นเส้นปลายเรียวแต่ตรงกลางมีลักษณะปล่อง หรือคล้ายนิ้วมือแต่ไม่ต้องใหญ่มาก
    4. นำไปนึ่งให้สุก หรือใช้วิธีต้มให้สุกโดยการต้มถ้าตัวด้วงสุกจะลอยขึ้นมาเองใช้กระชอนตักออกมาใส่ชามไว้ นำแป้งสุกที่ได้เป็นตัวด้วงแล้วมาคลุกกับมะพร้าวขูด
    6. ทำกะทิราดโดยนำหัวกะทิใส่หม้อ ปรุงรสด้วยเกลือ ตั้งไฟพอเดือด พักไว้ ไว้ราดขนมเมื่อจะรับประทาน
    7. ทำน้ำตาลงาโดยการบุบงาขาวที่คั่วแล้วพอแตก ผสมกับน้ำตาลทรายและเกลือป่น รับประทานพร้อมกะทิราดและขนมด้วง

    สูตรขนมด้วง สูตรที่ 4

    ส่วนผสม

    1. แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ
    2. แป้งข้าวจ้าว 1 ถ้วย
    3. แป้งมันสำหรับทำแป้งนวล ½ ถ้วย
    4. มะพร้าวทึนทึกขูดขาว 200 กรัม
    5. น้ำตาลทราย ½ ถ้วย
    6. งาขาวคั่ว ¼ ถ้วย
    7. น้ำดอกมะลิ 2 ถ้วย
    8. หัวกะทิ 1 ถ้วย
    9. เกลือ 1 ช้อนชา
    10. สีผสมอาหารตามชอบ (ใช้สีที่อ่อนๆหน่อยนะครับ ใช้หลายสีได้ตามชอบครับ)

    วิธีทำ

    1. แป้งมันและแป้งข้าวจ้าวผสมเข้าด้วยกัน ค่อยๆเทน้ำดอกมะลิลงไป กวนด้วยกระทะทองเหลืองจนแป้งเป็นก้อนร่อนจากกระทะทองเหลืองจึงยกลง
    2. นำแป้งมานวดมือ โดยผสมสีผสมอาหารลงไปตามชอบ นวดจนแป้งนุ่มและไม่ติดมือ คลึงแป้งเป็นตัวด้วงปลายแหลมด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งมน ยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร
    3. นำไปนึ่งในซึ้งโดยปูรองด้วยผ้าขาวบาง เมื่อนึ่งขนมสุก นำขนมที่นึ่งสุกแล้วจัดใส่จาน พรมด้วยหัวกะทิโรยด้วย มะพร้าวขูด งาขาว น้ำตาลทราย
    4.หากไม่สะดวกในการนึ่งก็สามารถเปลี่ยนเป็นการนำแป้งที่ปั้นแล้วไปต้มแทนได้ โดยต้มในน้ำเดือด ไฟอ่อนถึงไฟกลาง แล้วรอให้แป้งสุกโดยเนื้อแป้งที่สุกจะลอยขึ้นมาเอง แล้วจึงใช้กระชอนตักช้อนแป้งสุกขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำ จัดใส่จาน พรมด้วย หัวกะทิ โรยด้วยมะพร้าวขูด งาขาวและน้ำตาลทรายครับ

  • สูตรวิธีทำขนมต้ม พร้อมคำแนะนำในการขายขนมต้ม

    สูตรขนมต้ม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมต้ม

    1. แป้งท้าวยายม่อม 10 กรัม
    2. แป้งข้าวเหนียว 100 กรัม
    3. น้ำใบเตย 100 มิลลิลิตร
    4. มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นยาว 100 กรัม
    5. น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
    6. น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
    7. เกลือป่น ½ ช้อนชา
    8. มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นยาว 70 กรัม สำหรับคลุก
    9. เกลือป่น สำหรับมะพร้าวคลุก ½ ช้อนชา

    วิธีทำขนมต้ม

    1. เริ่มต้นด้วยการทำไส้ขนม นำมะพร้าวทึนทึก น้ำตาลปี๊บ น้ำเปล่า เกลือป่น ไปผสมแล้วกวนให้เข้ากันในกระทะ ใช้ไฟอ่อนๆ ประมาณ 10 นาที เมื่อส่วนผสมเริ่มแห้ง ให้ยกลงจากเตาแล้วพักไว้ให้เย็น
    2. ระหว่างที่ไส้ขนมยังร้อน ให้หันมาทำตัวแป้ง ด้วยการร่อนแป้งข้าวเหนียว แป้งท้าวยายม่อมรวมกัน แล้วค่อยๆ เติมน้ำใบเตยลงไป จากนั้นนวดให้เข้ากันดี นวดจนกว่าเนื้อแป้งจะนุ่มเหนียว เมื่อได้ที่แล้วให้ปั้นเป็นก้อนกลมขนาดประมาณ 1 ½ นิ้ว แล้วพักไว้ก่อน แต่ต้องปิดคลุมไว้ด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆ
    3. เตรียมมะพร้าวทึนทึกขูดสำหรับคลุกขนม ด้วยการนำไปนึ่งในซึ้งให้ร้อน แล้วคลุกด้วยเกลือ
    4. เมื่อไส้เย็นแล้ว ให้ปั้นไส้เป็นทรงกลมขนาดประมาณ 1 นิ้ว แล้วนำแป้งที่ปั้นไว้ในข้อ 2 มากดให้แบน แล้วนำไส้ใส่ไปตรงกลาง แล้วห่อแป้งให้มิดตัวไส้
    5. ตั้งน้ำให้เดือด นำขนมที่เราห่อไว้ลงต้มให้สุก แล้วตักขึ้นมาคลุกกับมะพร้าวที่เราเตรียมไว้ คลุกให้ทั่วทั้งลูกจากนั้นตักใส่จานเสิร์ฟได้ทันที

    สูตรขนมต้ม สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมต้ม

    1. แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วย
    2. น้ำใบเตยคั้น 3 ช้องโต๊ะ
    3. มะพร้าวขูด สำหรับทำไส้ 2 ½ ถ้วย
    4. น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วย
    5. น้ำตาลทราย ½ ถ้วย
    6. มะพร้าวขูดขาวสำหรับคลุก 2 ถ้วย
    7. เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    8. น้ำสะอาด 3 ช้อนโต๊ะ
    9. เทียนอบขนม

    วิธีทำขนมต้ม

    1. เริ่มกันที่ทำไส้ขนมก่อน ตั้งกระทะทองเหลืองบนไฟปานกลาง ใส่น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ และมะพร้าวขูดสำหรับทำไส้ที่เตรียมไว้ลงไป กวนไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำตาลละลาย แล้วเคี่ยวต่ออีกประมาณ 15 นาที สังเกตให้มะพร้าวอิ่มน้ำตาล จึงค่อยยกลงจากเตา แล้วพักไว้ให้เย็น และเมื่อไส้เย็นแล้ว ให้ปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วจัดการเรียงใส่ภาชนะที่สามารถปิดได้สนิท เพื่อนำไปอบด้วยควันเทียน เพื่อเพิ่มความหอมให้แก่ไส้ขนม
    2. เตรียมมะพร้าวขูดสำหรับคลุกขนม ด้วยการน้ำมะพร้าวขูดไปนึ่งให้ร้อน แล้วนำไปคลุกกับเกลือ
    3. ได้เวลาที่เราจะมานวดแป้งกันแล้ว เทแป้งข้าวเหนียวลงอ่างผสม ค่อยๆ เทน้ำเปล่าและน้ำใบเตยลงบนแป้ง แล้วค่อยๆ นวดจนเนื้อแป้งนุ่ม เมื่อแป้งนุ่มได้ที่ จึงปั่นแป้งเป็นก้อนทรงกลม แล้วกดให้แบนเป็นแผ่นวงกลมบางๆ ดูให้แป้งค่อนข้างบางสักหน่อย เพราะหากหนาแล้วจะไม่อร่อย วางไส้ที่เราปั้นเตรียมไว้ในข้อที่ 1 ลงตรงกลางแป้ง ห่อให้มิดไส้ อย่าให้เห็นตัวไส้
    4. ต้มน้ำด้วยไฟปานกลาง แล้วนำขนมที่เราห่อในข้อ 3 เรียบร้อยแล้ว ลงต้มจนสุก ซึ่งสังเกตง่ายๆ เมื่อขนมสุกจะลอยตัวขึ้นมา ให้ใช้ทัพพีตักขนมขึ้นมาคลุกกับมะพร้าวที่เราเตรียมไว้
    5. จัดเสิร์ฟลงจานได้หลังจากคลุกมะพร้าวทั่วตัวขนมแล้ว

    สูตรขนมต้ม สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมต้ม

    1. แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วย
    2. มะพร้าวทึนทึกขูด สำหรับทำไว้ 2 ถ้วย
    3. มะพร้าวทึนทึกขูด สำหรับคลุก 2 ถ้วย
    4. น้ำตาลปี๊บ ½ ถ้วย
    5. หัวกะทิ ¼ ถ้วย
    6. น้ำใบเตยคั้นข้นๆ ½ ถ้วย
    7. เกลือป่นเล็กน้อย

    วิธีทำขนมต้ม

    1. ขั้นตอนการเตรียมไส้ ตั้งกระทะไฟปานกลาง ใส่มะพร้าวทึนทึกและน้ำตาลลงในกระทะ กวนไปเรื่อยๆ จนกว่ามะพร้าวจะเหนียวแห้ง พอจะปั้นได้ เมื่อได้ที่แล้วยกลงพักไว้ให้เย็นตัว เมื่อเย็นแล้วให้ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาด 1 ซ.ม. จนหมด พักเตรียมไว้ หากอยากให้หอมควันเทียน สามารถอบควันเทียนได้
    2. นำมะพร้าวทึนทึกสำหรับคลุก มานึ่งให้ร้อน แล้วคลุกด้วยเกลือ เตรียมเอาไว้
    3. ขั้นตอนการนวดแป้ง เทแป้งข้าวเหนียวลงในกะละมังสำหรับนวด แล้วค่อยๆ เทหัวกะทิ และน้ำลงไป นวดไปเรื่อยๆ จนกว่าแป้งจะนุ่มเหนียวได้ที่ เมื่อเห็นว่าได้ที่แล้ว ให้ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมๆ ขนาดประมาณ ½ นิ้ว แล้วแผ่ออกให้เป็นแป้งบางๆ ใส่ไส้ที่เราปั้นเตรียมไว้ลงไป แล้วหุ้มแป้งให้มิดทั้งก้อน ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าแป้งและไส้จะหมด
    4. ตั้งน้ำในหม้อให้เดือด แล้วนำขนมที่ปั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วในข้อ 3 ลงต้ม เมื่อขนมลอยขึ้น แปลว่าขนมสุกแล้ว ให้ตักขึ้นแล้วนำไปคลุกในมะพร้าวทึนทึกที่เตรียมไว้ได้เลย
    5. ตักขึ้นใส่จานแล้วเสิร์ฟได้เลย เคล็ดลับที่ยากคือ การเลือกมะพร้าวทึนทึก ควงเลือกที่ค่อนข้างอ่อน เพราะจะทำให้ขูดเป็นเส้นง่าย และให้รสชาติของไส้ขนมที่หอม มัน อร่อยด้วย

  • สูตรวิธีทำขนมเปี๊ยะ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมเปี๊ยะ

    สูตรวิธีทำขนมเปี๊ยะ ไส้ถั่วไข่เค็ม

    ส่วนผสมไส้ถั่วไข่เค็ม

    1. ถั่วเขียวเราะเปลือก 300 กรัม (ถั่วทอง)
    2. น้ำตาลทราย 320 กรัม
    3. น้ำมันพืช 50 กรัม
    4. ไข่เค็มต้มสุก

    ส่วนผสมแป้งชั้นนอก

    1. แป้งสาลีอเนกประสงค์ (ตราบัวแดง) 250 กรัม
    2. แป้งสาลีอเนกประสงค์ (ตราว่าว) 170 กรัม
    3. น้ำตาลไอซิ่ง 20 กรัม
    4. น้ำมันพืช 150 กรัม
    5. น้ำเย็น 180 กรัม

    ส่วนผสมแป้งชั้นใน

    1. แป้งสาลีอเนกประสงค์ (ตราบัวแดง) 250 กรัม
    2. แป้งสาลีอเนกประสงค์ (ตราว่าว) 170 กรัม
    3. น้ำมันพืช 100 กรัม

    หมายเหตุ สำหรับการใช้แป้งทำขนม เพื่อความสะดวกอาจใช้เพียงแป้งสาลีอเนกประสงค์ ยี่ห้อ บัวแดง ในปริมาณ 330
    กรัม ได้เลยนะครับ

    แต่ถ้าต้องการให้ขนมมีความนุ่มนิ่มผสมกับความแข็งนิดหน่อย ก็ควรใช้แป้งสาลีอเนกประสงค์ (ตราบัวแดง) และ แป้งสาลีอเนกประสงค์ (ตราว่าว) ผสมกันตามสูตรครับ จะทำให้มีความลงตัวมากขึ้น เพราะขนมเปี๊ยะที่ได้จะไม่นิ่ม ไม่หลุดร่วน เกินไป เมื่อกัดลงไปจะมีความแข็งเล็กน้อยเป็นสเน่ห์ของขนมเปี๊ยะ อีกอย่างหนึ่งครับ

    วิธีทำไส้ขนมเปี๊ยะ

    1. นำถั่วเขียวเลาะเปลือกหรือที่เรียกว่าถั่วทอง ลงแช่ในน้ำทิ้งไว้ 4ชั่วโมง หรือ 1 คืน เพื่อทำให้ถั่วนิ่มและพองตัว
    2. เมื่อแช่ถั่วแล้ว ให้นำไปทำการต้มให้สุก และให้นำถั่วที่ต้มสุกจนนิ่มแล้วนั้น ไปทำการปั่นหรือบดให้ละเอียด โดยปั่นรวมกันทั้งถั่วแลน้ำที่ต้มถั่ว แต่น้ำไม่ต้องเทมากนะครับ ให้ระดับน้ำแค่พอเสมอถั่วเมื่ออยู่ในเครื่องปั่น
    3. ในกระทะทองเหลือง หรือกระทะเคลือบ ใส่ถั่วทองที่บดในโถปั่นลงไปทั้งหมด ตามด้วยการเทน้ำตาลทราย เคียวไฟอ่อน ใช้พายกวนไปเรื่อยๆ ให้น้ำตาลละลายเป็นเนื้อเดียวกันกับถั่ว จึงทำการใส่น้ำมันพืชลงไป และกวนต่อจนถั่ว แห้ง และเหนียว ลักษณะที่สามารถปั้นได้ ปิดไฟ ยกลงได้ครับ
    4. นำไข่เค็ม มาคว้านเอาเฉพาะไข่แดง แล้วแบ่งไข่ออกเป็น 8 ชิ้น ต่อ ไข่แดง 1 ฟอง
    5. ปั้นไส้ถั่วเป็นลูกกลม ให้ใหญ่กว่าไข่เค็มที่แบ่งชิ้นแล้วนิดหน่อย ปั้นให้จำนวนไส้เท่าจำนวนไข่เค็มที่แบ่งชื้นเอาไว้
    6. นำไส้ที่ปั้นกลม มาบีบในฝ่ามือให้แบน แล้วหยิบชิ้นไข่แดงวงลงบนใส้ แล้วใช้ไส้ถั่วห่อห้มให้มิดชิ้นไข่แดง แล้วปั้นกลมอีกครั้ง ทำจนครบทั้งหมด

    วิธีทำแป้งชั้นนอก

    1. นำ แป้งสาลีอเนกประสงค์ ทั้งตราว่าวและตราบัวแดง รวมทั้งน้ำตาลไอซิ่ง มาผสมกลุกเคล้าในชามผสมและนำไปร่อนทั้งหมด 2ครั้ง
    2. ขุดหลุมตรงกลางแป้ง แล้วเทน้ำมันพืชและน้ำเย็นลงตรงกลางหลุม แล้วกลบแป้งลงทับ เริ่มผสมให้ทั้งหมดเข้ากัน โดยใช้พายค่อยๆกวนวนจากด้านในไปด้านนอก กวนไปเรื่อยๆ จนแป้งเป็นก้อน และมีลักษณะ นิ่ม และ ลื่น

    วิธีทำแป้งชั้นใน

    1. แป้งสาลีอเนกประสงค์ ทั้งตราว่าว และตราบัวแดง มาคลุกเคล้าผสมกันในชามผสม และนำไปร่อนอีก 2 ครั้ง
    2. ทำหลุมกลางแป้ง แล้วเทน้ำมันพืชลงกลางหลุม กลบแป้งลงมาทับ กวนผสมกัน โดยวนจากด้านในไปด้านนอก
    กวนจนแป้งเป็นก้อน จนได้แป้งที่เนียนๆมันๆ แต่ค่อนข้างแข็ง
    วิธีทำ

    1. นำแป้งชั้นในมาคลึงเป็นแนวยาว ตัดแบ่งให้ได้ 20 ก้อน พยายามให้แป้งที่ตัดแบ่งมีขนาดเท่าๆกันนะครับ
    2. นำแป้งชั้นนอกมาคลึงเป็นแนวยาว ให้ขนาดแล้วความยาว เท่ากันกับ แป้งชั้นใน แล้วตัดแบ่งให้ได้ 20 ก้อน
    เท่าๆกัน
    3. แผ่แป้งชั้นนอกให้เป็นแผ่นแล้ววางแป้งชั้นในบนแป้งชั้นนอก แล้วนำแป้งชั้นนอกห่อคลุม แป้งชั้นในให้มิดแล้วปั้นเป็นลูกกลมๆ ให้ครบทั้งหมด
    4. เมื่อนำแป้งชั้นนอก ห่อแป้งชั้นใน หมดแล้ว นำก้อนแป้งที่ปั้นกลมมารีดทีละลูก
    5. การรีดแป้งครั้งที่ 1 โดยใช้ไม้คลึงขนม รีดแป้ง ขึ้น ลง ให้เป็นแนวยาว แล้วม้วนแผ่นแป้งลงมาทั้งหมด เหมือนการม้วนกระดาษ
    6. การรีดแป้งครั้งที่ 2 แป้งที่ม้วนชิ้นเดิม จับวางนอนตามแนวตั้ง หรือนอนยาว ให้ส่วนหัวอยู่ด้านบน ส่วนท้ายอยู่ทางตัวของผู้รีดแป้ง แล้วรีดแป้งตามยาว ขึ้น ลง อีกครั้ง รีดเสร็จแล้วม้วนแป้งครับ แล้วตัดแบ่งเป็น 4 ท่อน
    7. แป้งที่แบ่งเป็นท่อนนั้น นำมาบีบให้แบน แล้วหยิบไส้ขนมที่ปั้นไว้มาวางตรงกลาง ห่อแป้งปิดไส้ขนมให้หมด คลึงเบาๆช่วยให้แป้งปิดไส้ได้ครับ แล้ววางส่วนที่ผิดไส้ไว้เป็นฐาน เป็นการซ่อนส่วนที่เราปิดไส้ขนมครับ ที่ด้านบนขนมราจะเห็นเป็นลายสวยๆแล้วล่ะครับ วางแป้งลงบนถาดที่จะนำไปอบ ทำไปเรื่อยๆ ให้ครบทั้งหมด
    8. นำไข่แดงมาตีไข่ในชาม โดยผสมน้ำนิดหน่อย แล้วนำมาป้ายบนหน้าขนม จากนั้น แต้มจุดเล็ก ที่กลางหน้าขนม ที่กำลังจะนำไปอบ ใช้สีผสมอาหาร เลือกเป็นสีสันไหนก็ได้ ตามที่เราชอบครับ ให้สีเข้มกว่าสีของไข่แดงนะครับ
    9. วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เมื่อเตาอบร้อนทั่วแล้ว ให้ลดไฟในเตาอบ เหลือที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เมื่ออบจนขนมสุกทั่วถึงกันทั้งหมด จึงปิดไฟ ยกถาดขนมออกมาพักให้เย็นครับ
    10. นำขนมที่พักไว้จนเย็นมาเรียงใส่ในภาชนะที่มีฝาปิดได้ แล้วทำการอบควันเทียน ประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ขนมมีกลิ่นหอมครับ จากนั้นนำมาเสิร์ฟได้ครับ

  • สูตรวิธีทำขนมเบื้อง พร้อมคำแนะนำในการขายขนมเบื้อง

    สูตรวิธีทำขนมเบื้อง

    ส่วนผสมตัวแป้งขนมเบื้อง

    -แป้งข้าวเจ้า 3 ถ้วยตวง
    -แป้งถั่วเขียว 1 ถ้วยตวง
    -ไข่ไก่เบอร์ 0 จำนวน 2 ฟอง
    -น้ำตาลทราย ครึ่งถ้วยตวง
    -น้ำปูนใส 2 ถ้วยตวง
    (ตักปูนแดงประมาณ 1 ช้อนชา ละลายในน้ำเปล่าสะอาด แล้วพักไว้ให้ปูนแดงตกตะกอน แล้วเลือกรินเฉพาะน้ำใสๆ ของปูนออกมา ให้ได้ปริมาณ 2 ถ้วยตวง)

    วิธีทำตัวแป้งขนมเบื้อง

    -ในส่วนของขั้นตอนแรก ให้ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งถั่วเขียวและน้ำตาลทรายแดงเข้าด้วยกันค่ะ ตอกไข่ไก่ลงไป โดยใช้ไม้พายคนให้เข้ากัน
    -จากนั้นทยอยใส่น้ำปูนใส สลับกับการนวดแป้งให้เข้ากัน ทำเช่นนี้จนน้ำปูนใสหมด
    -เมื่อใส่น้ำปูนจนหมดแล้ว ให้ใช้มือนวดต่อไป หรือจะใช้ไม้พายคนตัวแป้งให้เข้ากัน และคนจนกว่าน้ำตาลทรายแดงจะละลาย
    -และเมื่อทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้ผ้าข้าวบางคลุมภาชนะที่บรรจุตัวแป้งไว้ พักไว้ก่อน

    ส่วนผสมตัวครีมขนมเบื้อง

    -ไข่ขาวจากไข่เป็ด จำนวน 4 ฟอง
    -น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
    -เกลือป่น 1 ช้อนชา

    วิธีทำตัวครีมขนมเบื้อง

    -สำหรับการทำตัวครีม จำเป็นต้องใช้หัวตีไฟฟ้าและโถผสมอาหาร เนื่องจากต้องใช้ความเร็วในการตีเพื่อให้ไข่ขาวขึ้นฟูและตั้งยอด
    -เราจะเริ่มจาก ทำการแยกไข่ขาวของไข่เป็ดออกจากไข่แดง แล้วเทใส่ในโถผสมอาหาร
    -ต่อให้ก็ใส่น้ำตาลทรายลงไปให้หมด แล้วเปิดเครื่องตีให้ทำงานด้วยสปีดความเร็วสูง
    -จากนั้นให้ตีตัวครีมต่อเนื่องประมาณ 10-15 นาที จนไข่ขาวฟู หรือทดสอบว่าตัวครีมตั้งยอด ถึงจะใช้งานได้ค่ะ
    (ทดสอบการตั้งยอดของตัวครีม ให้ใช้หัวตี ตักครีมขึ้นมา ตั้งไว้ หากยอดแหลม และไม่ล้มลง ถือว่าผ่าน)
    -ขั้นตอนสุดท้าย ก็ตักครีมออกจากโถผสม ใส่ภาชนะแล้วเก็บพักในตู้เย็น เพื่อไม่ให้ครีมละลายไว

    ส่วนผสมการทำไส้ขนมเบื้อง 3 ไส้

    ไส้หวาน

    ส่วนผสมไส้หวาน

    -ฝอยทอง 1 ถ้วยตวง
    -มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย ครึ่งถ้วยตวง
    -งาขาวคั่วแล้ว 3 ช้อนโต๊ะ
    -เกลือป่นเล็กน้อย

    วิธีทำ

    -หั่นฝอยทองให้มีขนาดความยาวพอเหมาะ ไว้สำหรับหยอดหน้าขนมเบื้อง
    -ขูดมะพร้าวด้วยกระต่ายมือ ขูดให้เป็นเส้นเรียงตัวสวยงาม ผสมเกลือป่นลงไปเล็กน้อย
    -คั่วงาขาวให้มีกลิ่นหอม แล้วตักใส่ถ้วยพักไว้ให้หายร้อน

    ไส้ฝอยทองใบเตย

    ส่วนผสมไส้ฝอยทองใบเตย
    -ฝอยทองสีเขียว(ใบเตย) 1 ถ้วยตวง
    -มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย ครึ่งถ้วยตวง
    -งาขาวคั่วแล้ว 3 ช้อนโต๊ะ
    -เกลือป่นเล็กน้อย

    วิธีทำไส้ฝอยทองใบเตย
    (เหมือนกับการทำไส้หวานทุกขั้นตอน เพียงแค่เปลี่ยนตัวฝอยทองมาเป็นสีเขียวจากใบเตยเท่านั้น)

    ไส้เค็ม

    ส่วนผสมไส้เค็ม
    -รากผักชี 2 ราก
    -พริกไทยขาว 5 เม็ด
    -กระเทียมแกะเปลือก 5 กลีบ
    -เกลือป่น 2 ช้อนชา
    -น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    -กุ้งสดลับละเอียด ครึ่งถ้วยตวง
    -มะพร้าวขูดฝอย 1 ถ้วยตวง
    -สีผสมอาหารสีส้มเข้มเล็กน้อย
    -น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำไส้เค็ม

    -ในขั้นตอนแรก เราจะทำการล้างผักชีให้สะอาด โดยเฉพาะส่วนราก อย่าให้มีเศษดินติดอยู่เด็ดขาด เมื่อล้างสะอาดให้ตัดรากผักชีมาตำให้ละเอียด พร้อมกับใส่กระเทียมที่แกะเปลือกออกแล้วลงไป และตามด้วยพริกไทยเม็ดสีขาว โขลกให้ละเอียด จนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน
    -ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันพืชลงไป นำกุ้งสับละเอียดผัดให้สุก ตามด้วยส่วนผสมของรากผักชี กระเทียมและพริกไทยที่โขลกไว้ลงไป ผัดให้เข้ากัน จนกลิ่นหอมๆ แทรกซึมเข้าเนื้อกุ้ง
    -จากนั้นใส่มะพร้าวขูดฝอยลงไปผัด แล้วพักให้ส่วนผสมทั้งหมดใส่ภาชนะ รอให้เย็นตัวก่อน
    -แล้วจึงค่อยใส่สีผสมอาหารสีส้มเล็กน้อย คลุกให้เข้ากัน เพื่อสีสันที่ชวนรับประทาน
    -นำไส้ที่ผัดเสร็จแล้ว ใส่ภาชนะเตรียมไว้ เพื่อรอขั้นตอนการประกอบร่างของขนมเบื้อง

    เมื่อเตรียมตัวแป้ง และไส้ชนิดต่างๆ ของขนมเบื้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการประกอบร่างของขนมเบื้อง

    ขั้นตอนการทำขนมเบื้อง พร้อมใส่ไส้ต่างๆ

    -ตั้งกระทะเทปล่อน ใช้ไฟปานกลาง
    -จากนั้นให้ใช้ ไม้พายคนส่วนผสมตัวแป้งให้เข้ากันทุกครั้ง ก่อนจะทำการละเลงตัวแป้ง โดยใช้กระจ่าตักขนมเบื้องขึ้นมา 1 ครั้ง แล้วหยอดลงบนกระทะ ละเลงให้ทั่ว จนได้แป้งลักษณะกลมๆ
    -เว้นที่ว่าง ระหว่างกระทะเทฟลอน แล้วหยอดแป้งอีกเช่นเคย
    -จากนั้นรอจนแป้งใกล้สุก สังเกตจากฟองอากาศที่ตัวแป้งจะค่อยๆ ผุดขึ้นมา
    -ตักครีมพอประมาณ ปาดลงไปบนหน้าขนมเบื้อง
    -ตามด้วยการวางไส้ชนิดต่างๆ เช่น ไส้หวาน ให้ใส่มะพร้าวขูดนิดหน่อย ตามด้วยฝอยทอง และโรยงาเล็กน้อย
    ไส้ฝอยทองใบเตย ก็ทำในลักษณะเดียวกัน ใส่ครีมแล้ว จึงค่อยใส่มะพร้าวขูด ตามด้วยฝอยทองใบเตย และโรยงาเล็กน้อย
    ต่อมาจะเป็นไส้เค็ม ซึ่งขั้นตอนจะไม่ยุ่งยาก สามารถตักไส้ในปริมาณที่เหมาะสม วางลงบนตัวครีมได้เลย
    -เมื่อใส่ไส้ทุกอย่างเสร็จแล้ว ให้ใช้เกียงสำหรับแซะขนม ตักขนมเบื้อง โดยพับครึ่ง แล้วตักขึ้นมาพักไว้บนตะแกรงก่อน
    -เมื่อขนมเบื้องเย็นตัวลง ก็จัดเสิร์ฟลงจานเล็กๆ น่ารัก เลือกไส้ชนิดต่างๆ ตามใจชอบ ทั้งนี้สามารถทานกับชา หรือกาแฟได้ตามความชื่นชอบเลยนะ เพื่อเพิ่มความอร่อย

  • สูตรวิธีทำขนมถ้วยฟู พร้อมคำแนะนำในการขายขนมถ้วยฟู

    สูตรขนมถ้วยฟู สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมถ้วยฟู

    1. แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย
    2. น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
    3. ผงฟู ½ ช้อนชา
    4. สีขนม ½ ช้อนชา
    5. น้ำดอกมะลิ
    6. ถ้วยตะไล

    วิธีทำขนมถ้วยฟู

    1. เตรียมอ่างผสม นำแป้งข้าวเจ้า เทผสมกับน้ำลอยดอกมะลิ โดยใส่น้ำทั้งหมด 3 ถ้วย คนให้ละลายเข้ากันดี จากนั้นใส่น้ำตาลทราย ผงฟูและสีของขนมที่เราต้องการ แล้วคนให้ส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วพักทิ้งไว้ให้แป้งขึ้นตัว ประมาณ 45 นาที
    2. ตั้งน้ำในหม้อนึ่ง ใช้ไฟแรงให้น้ำเดือด
    3. ตักแป้งที่ผสมไว้ ใส่ในถ้วยตะไล กะประมาณ 3 ส่วนของถ้วยตะไล เพราะเมื่อแป้งสุกจะฟูขึ้นมาเต็มถ้วยพอดี
    4. นำจัดเรียงใส่ในลังถึง แล้วนึ่งให้สุก โดยจะใช้เวลานึ่งประมาณ 15 นาที แล้วจึงยกลงปล่อยให้เย็น ก็รับประทานได้เลย

    สูตรขนมถ้วยฟู สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมถ้วยฟู

    1. แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม
    2. น้ำตาลทราย 80 กรัม
    3. น้ำ 180 กรัม
    4. ยีสต์ ½ ช้อนชา

    วิธีทำขนมถ้วยฟู

    1. นำแป้งข้าวเจ้า น้ำตาลทราย น้ำ และยีสต์ ผสมเข้าด้วยกัน ควรผสมในภาชนะที่มีฝาปิด เพราะต้องปิดฝาหมักไว้ให้แป้งขึ้นตัว
    2. ใช้ตะกร้อมือ หรือทัพพี คนให้ส่วนผสมเข้ากันดี เมื่อเห็นว่าเข้ากันดีแล้วให้ปิดฝา แล้วตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง ควรตั้งไว้นิ่งๆ ห้ามเคลื่อนย้าย ห้ามคน หรือเขย่าเด็ดขาด โดยต้องตั้งทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง เพื่อให้แป้งขึ้นตัว
    3. เมื่อได้ที่แป้งหมักจะมีฟองอากาศขึ้นมา และจะได้กลิ่นหอมของแป้งหมัก
    4. เตรียมซึ้งสำหรับนึ่ง ตั้งน้ำให้เดือด แล้วเรียงถ้วยตะไลลงในลังถึงให้เรียบร้อย
    5. นำแป้งที่เราหมักออกมา แล้วคนให้ส่วนที่ตกตะกอนเข้ากันดีอีกครั้ง แล้วค่อยๆ ตักใส่ถ้วยตะไลที่เราเตรียมไว้ แล้วยกขึ้นตั้งไฟ ปิดฝา นึ่งด้วยไฟปานกลางประมาณ 15-20 นาที
    6. เมื่อขนมสุก จะเห็นว่าฟูขึ้นมาสวยงามและน่ากินมากๆ
    7. เคล็ดลับคือ ก่อนนึ่งให้เช็ดน้ำที่ฝาของซึ้งออกให้หมด เพราะน้ำเหล่านั้นมักจะหยดลงขนม จะทำให้ขนมเละไม่น่ากิน

    สูตรขนมถ้วยฟู สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมถ้วยฟู

    1. แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    2. น้ำตาลทราย ½ ถ้วย
    3. ยีสต์ 1 ช้อนชา
    4. ผงฟู 1 ช้อนชา
    5. น้ำลอยดอกมะลิ ½ ถ้วย

    วิธีทำขนมถ้วยฟู

    1. นำแป้งข้าวเจ้าที่เตรียมไว้มานวดกับน้ำลอยดอกมะลิ แต่ให้ใส่น้ำแค่เล็กน้อยเท่านั้น เมื่อแป้งรวมตัวกันเป็นก้อนดี ให้ใส่ยีสต์ แล้วนวดต่อไปอีก จากนั้นค่อยใส่น้ำตาลลงไป แล้วนวดจนกว่าน้ำตาลจะละลาย แล้วค่อยๆ ใส่น้ำลอยดอกมะลิที่เหลือลงไปทั้งหมด คนให้ส่วนผสมเข้ากันดี แล้วนำใส่ภาชนะที่มีฝาปิด ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 45 นาที แป้งจะค่อยๆ ขึ้นฟอง
    2. เมื่อใกล้จะครบ 45 นาที ให้ เริ่มตั้งซึ้งให้น้ำเดือดพล่าน แล้ววางถ้วยตะไลลงในซึ้ง แล้วนึ่งถ้วยเปล่าให้ร้อนก่อน
    3. นำแป้งที่หมักจนครบเวลาแล้วออกมา เทผงฟูลงในแป้งที่เราหมักได้ แล้วคนให้เข้ากัน
    4. ตักส่วนผสมหยอดลงตะไลได้ทันที ปิดฝา นึ่งประมาณ 20 นาที
    5. เมื่อขนมสุกแล้ว พักเอาไว้ให้เย็น แคะออกจากถ้วยตะไลแล้วจัดเสิร์ฟ

    สูตรขนมถ้วยฟู สูตรที่ 4

    ส่วนผสมขนมถ้วยฟู

    1. แป้งข้าวจ้าวร่อนแล้ว 1 ½ ถ้วยตวง
    2. แป้งเชื้อ ¾ ถ้วยตวง
    3. มะพร้าวขูดขาว 250 กรัม
    4. น้ำตาลทราย ¾ ถ้วยตวง
    5. ส่วนผสมสำหรับทำแป้งเชื้อ ลูกแป้งข้าวหมาก 1 ลูก, น้ำข้าวหมาก 1/3 ถ้วย, แป้งข้าวเจ้าร่อนแล้ว 1 ถ้วย, น้ำ ¼ ถ้วย

    วิธีทำขนมถ้วยฟู

    1. เริ่มต้นด้วยการทำแป้งเชื้อก่อน โดยการนำลูกแป้งข้าวหมากมาบดให้ละเอียด แล้วนำไปผสมกับน้ำข้าวหมากที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากันดี แล้วนำไปเทลงในแป้งข้าวเจ้า ใช้มือหรือทัพพีคนให้เข้ากัน แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง
    2. จากนั้นเริ่มทำขนมถ้วยฟูต่อด้วยการ นำมะพร้าวมาคั่นกะทิ โดยใส่น้ำเปล่า ½ ถ้วย แล้วคั่นให้ได้กะทิ 1 ถ้วย เมื่อได้กะทิแล้ว ให้นำกะทิผสมกับน้ำตาล นำตั้งไฟกลาง คนให้น้ำตาลละลาย ดูแค่พอกะทิร้อน ให้ยกลง แล้วนำไปกรองกับผ้าขาวบาง แล้วจึงนำไปตั้งไฟอีกครั้งให้เดือด เมื่อเดือดแล้วให้ยกลง ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น
    3. เทแป้งข้าวเจ้าลงในกะละมังนวด แล้วค่อยๆ เติมกะทิที่เราเคี่ยวในข้อ 2 ที่ละน้อย นวดจนแป้งนุ่ม และกะทิหมด คนให้ส่วนผสมเข้ากัน แล้วหมักทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อให้แป้งขึ้นตัว
    4. เมื่อครบกำหนดเวลา ให้เตรียมตั้งน้ำในหม้อซึ้งให้น้ำเดือดจัด เรียงถ้วยตะไลในลังถึงให้เต็ม แล้วตักแป้งลงในถ้วยตะไล นึ่งให้สุกโดยใช้เวลาประมาณ 35 นาที
    5. เมื่อสุกดีแล้ว ให้ยกลง ทิ้งไว้ให้เห็น แล้วแคะออกจากถ้วยตะไล จัดเสิร์ฟใส่จานได้เลย

  • สูตรวิธีทำข้าวแต๋น (ขนมนางเล็ด) พร้อมคำแนะนำในการขายข้าวแต๋น

    สูตรวิธีการทำข้าวแต๋น (ขนมนางเล็ด) สูตรที่ 1

    ส่วนผสมที่ใช้ในการทำข้าวแต๋น (ขนมนางเล็ด)

    – ข้าวเหนียว 400 กรัม
    – น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ 1/4 ช้อนชา
    – น้ำแตงโม 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำสะอาด 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
    – น้ำตาลปึก 2 ถ้วย

    วิธีการทำข้าวแต๋น (ขนมนางเล็ด)

    – นำข้าวเหนียวไปแช่น้ำร้อนไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แช่น้ำร้อนแค่พอข้าวเหนียวนิ่ม ไม่ต้องสุก จากนั้นนำข้าวเหนียวไปนึ่งให้สุกประมาณ 30 นาที
    – จากนั้นนำน้ำแตงโม น้ำตาลทราย น้ำเปล่าเล็กน้อยและเกลือมาผสมและคนให้เข้ากัน เมื่อข้าวเหนียวสุก ทำการเทใส่ชาม เทน้ำแตงโม ลงไปแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน
    – จากนั้นนำพลาสติก ลักษณะกลมๆก้นตื้นๆ และนำข้าวเหนียวที่นึ่งแล้วไปใส่ในพิมพ์ใส่ให้ทั่ว โดยการทำให้บางๆ หากทำหนาจะทำให้ตอนทอด ข้าวเหนี่ยวไม่กรอบพอง
    – ทำการปั้นข้าวเหนียวแล้วเรียงใส่ถาด ตากแดดไว้ 1-2 วันหรือจนกว่าข้าวเหนียวแห้งสนิท
    – เมื่อข้าวเหนียวแห้งได้ที่แล้ว นำมาทอดในน้ำมันร้อนๆ โดยใช้ไฟกลางๆ ทอดให้ข้าวเหนียวพองสวยทั้งสองด้าน เสร็จแล้วตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน
    – ขั้นตอนการทำน้ำตาลราดหน้าขนม โดยใส่นำสะอาดกับน้ำตาลปึกลงในหม้อ จากนั้นตั้งไฟ คนไปเรื่อยๆ จนน้ำตาลละลายและเหนียวจึงยกลง เติมน้ำผึ้งลงไปคนให้เข้ากัน พักไว้ให้เย็นแล้วจึงนำน้ำตาลไปโรยหน้านางเล็ด
    – เมื่อน้ำตาลจับตัวกันดี จึงทำการห่อใส่ถุงพลาสติกหรือภาชนะอื่นๆให้มิชิดกันลมเข้า เพราะหากลมเข้าแล้วจะทำให้ขนมนางเล็ดไม่กรอบ เหนียว ไม่อร่อย
    – สามารถเก็บไว้รบประทานได้หลายวัน

    สูตรวิธีการทำข้าวแต๋น (ขนมนางเล็ด) สูตรที่ 2

    ส่วนผสมที่ใช้ในการทำข้าวแต๋น (ขนมนางเล็ด)

    – ข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวงหรือ 300 กรัม
    – น้ำตาลอ้อยหรือน้ำตาลมะพร้าวขูดละเอียด 1 ถ้วยตวง
    – น้ำมันสำหรับทอด 4 ถ้วยตวง

    วิธีการทำข้าวแต๋น (ขนมนางเล็ด)

    – ก่อนอื่นทำการล้างข้าวเหนียวให้สะอาด และแช่น้ำไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นนำไปนึ่งใช้เวลาครึ่งชั่วโมง แล้วนำมาแผ่ข้าวเหนียวที่นึ่งให้บางๆ และใช้พิมพ์กดขนม กดเป็นชิ้นกลมๆ หรือทำการปั้นเป็นก้อนกลมและบีบให้แบน แล้วจึงนำไปตากแดดให้แห้งสนิท
    – เตรียมตั้งน้ำมันให้ร้อน โดยใช้ไฟกลางๆ แล้วนำข้าวเหนียวที่ตากแห้งแล้ว มาทอดให้พองกรอบ น่าทาน จากนั้นพักไว้สักครู่
    – นำน้ำตาลอ้อยขูดละเอียดหรือน้ำตาลมะพร้าวก็ได้เช่นกัน มาใส่หม้อต้มด้วยไฟอ่อนเคี่ยวให้น้ำตาลเหนียวจนได้กลิ่นหอม จึงนำไปโรยบนข้าวเหนียวที่ทอด แนะนำว่า เมื่อเคี่ยวน้ำตาลแล้ว ควรนำไปราดทันที พอน้ำเชื่อมเย็นจะจับตัวแข็งเกาะกับข้าวเหนียวที่ทอด ได้มาเป็นขนมนางเล็ดแสนอร่อย
    – สามารถเก็บใส่ภาชนะขวดโหล หรือพร้อมรับประทานได้ทันที

    สูตรวิธีการทำข้าวแต๋น (ขนมนางเล็ด) สูตรที่ 3

    ส่วนผสมที่ใช้ในการทำข้าวแต๋น (ขนมนางเล็ด)

    – ข้าวเหนียว 1000 กรัม (สำหรับผู้รับประทาน 5 คนหรือสำหรับขาย)
    – น้ำตาลปีบ 500 กรัม
    – น้ำสะอาด 1 ถ้วย
    – น้ำมันพืช 1 ขวด (ลิตร)
    – น้ำแตงโม (จะมีหรือไม่มีก็ได้ เพราะใส่เพื่อให้ได้กลิ่นหอม)
    – พิมพ์ 2-3 อัน

    วิธีการทำข้าวแต๋น (ขนมนางเล็ด)

    – ทำการล้างข้าวเหนียวให้สะอาดเพื่อขจัดฝุ่นและเศษต่างๆออกจากข้าว แล้วแช่น้ำไว้ 1 คืนให้ข้าวเหนียวอ่อนนิ่ม
    – เมื่อแช่ข้าวจนนิ่มแล้ว นำข้าวเหนียวมานึ่งจนสุก เมื่อสุกแล้วนำข้าวเหนียวที่กำลังร้อนๆได้ที่ ค่อยๆกดลงในพิมพ์กลมๆที่เตรียมไว้ให้ข้าวเหนียวเป็นแผ่นบางๆทำจนหมดที่เตรียมไว้
    – จากนั้นนำแผ่นขนมที่ได้ไปเรียงในถาดหรือกระด้ง และตากแดดให้แห้งสนิทเป็นเวลา 1-2 วัน หากต้องการแบบเร่งด่วน สามารถนำเข้าเตาอบได้ อบพอให้ข้าวเหนียวแห้งสนิท ไล่ความชื่นออก ไม่ต้องไหม้
    – เมื่อแห้งสนิทแล้ว นำข้าวเหนียวแห้งลงไปทอดในน้ำมันร้อนๆ ให้พองกรอบจนข้าวเหนียวเป็นสีขาวๆหรือเหลืองอ่อนๆอย่าทอดจนเป็นสีน้ำตาลหรือไหม้เกินไปเพราะจะทำให้ไม่น่ารับประทาน ทำให้มีรสชม เมื่อทอดเสร็จแล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
    – เคี่ยวน้ำตาลปีบกับน้ำเปล่าให้มีลักษณะเหนียวเป็นยางมะตูมและได้กลิ่นน้ำตาลหอมไหม้ๆ เป็นเอกลักษณ์ แล้วยกลงจากเตา หากต้องการใช้มีกลิ่นหอมก็สามารถนำน้ำแตงโม น้ำตาลและน้ำเปล่ามาผสมและเคี่ยวในกระทะได้เช่นกัน จะใส่น้ำแตงโมหรือไม่ใส่ก็ได้ตามความชอบ
    – จากนั้นนำน้ำตาลที่เคี่ยวมาโรยลงบนแผ่นนางเล็ดที่ทอดไว้ ควรโรยทันทีขณะที่น้ำตาลยังร้อนๆ เพราะหากน้ำตาลเย็นจะจับตัวเป็นก้อนทำให้โรยบนข้าวทอดได้ยาก เมื่อโรยเสร็จทำการผึ่งให้น้ำตาลเย็นเป็นก้อนแข็งๆบนข้าวทอด
    – ทำการเก็บใส่ภาชนะปิดฝาหรือบรรจุถุงพลาสติกพร้อมทานและพร้อมขาย
    – รับประทานได้ทันทีหรือเก็บไว้ทานก็ได้

  • สูตรวิธีทำขนมปุยฝ้าย พร้อมคำแนะนำในการขายขนมปุยฝ้าย

     

    สูตรวิธีทำขนมปุยฝ้าย สูตรที่ 1 (แบบดั้งเดิม)

    ส่วนผสม

    – แป้งสำหรับทำเค้ก 300 กรัม
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    – ผงฟู 1 ช้อนชา
    – SP สารเสริมคุณภาพสำหรับทำขนม 4 ช้อนชา
    – ไข่ไก่เบอร์ 0 จำนวน 3 ฟอง
    – นมข้นรสจืด 3 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่า สะอาด (อุณหภูมิห้อง) ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำมะนาวคั้นสด 1 ช้อนชา
    – กลิ่นแต่งเลียนแบบธรรมชาติ กลิ่นมะลิ หรือนมแมว 3 หยด

    วิธีการทำขนมขนมปุยฝ้าย

    – ในขั้นตอนแรกเริ่มจากการเตรียมแป้งเค้ก ตวงให้ได้ตามปริมาณที่กำหนดไว้ ทำการร่อนแป้งเค้กหนึ่งรอบ และร่อนผงฟูใส่ในชามผสมพักไว้ก่อน
    – ใส่น้ำตาลทราย ตามด้วยตอกไข่ไก่ลงไปในชามผสมจำนวน 3 ฟอง ใช้ไม้พายคนให้เข้ากัน
    – จากนั้นตามด้วยการใส่น้ำเปล่าสะอาดลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง จนส่วนผสมเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน จึงค่อยเดิมสารเอสพี SP ในปริมาณ 4 ช้อนชาลงไปครับ และใช้ไม้พายคนให้เข้ากัน ค่อยๆ ตะลอมส่วนผสมให้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว
    – ตามด้วยเทส่วนผสมทั้งหมดลงในโถตีแป้ง ใส่นมข้นรสจืด และน้ำมะนาวตามลงไป โดยเริ่มใช้ความเร็วที่สปีดต่ำๆ แล้วจึงค่อยเพิ่มสปีดให้เร็วขึ้น จนถึงขั้นสูงสุด เราจะใช้เวลาในขั้นตอนนี้ประมาณ 5 นาทีเท่านั้นครับ
    – ตักส่วนผสมออกจากโถตีแป้ง ใส่ชามผสมพักไว้ นำผ้าสะอาดชุบน้ำหมาดๆ มาคลุมชามผสมแป้ง เพื่อรอให้แป้งปุยฝ้ายที่ตีไว้นั้น ขึ้นฟูอีก 3 เท่า ใช้เวลารอในขั้นตอนนี้ ประมาณ 30-40 นาที ให้สังเกตว่าแป้งมีความฟูเพิ่มขึ้นหรือไม่ หากยังฟูไม่มาก ให้ปิดผ้าพักต่อไว้อีกสัก 5 นาทีครับ
    – เมื่อส่วนผสมฟูได้ขนาดที่พอใจ ก็หยดกลิ่นเลียนแบบธรรมชาติ โดยเลือกกลิ่นใดกลิ่นหนึ่ง ระหว่างดอกมะลิ หรือกลิ่นนมแมว หยดลงไปในชามพักแป้งจำนวน 3 หยด คนให้เข้ากัน ให้กลิ่นหอมซึมเข้าไปในตัวแป้ง
    – พักแป้งไว้ประมาณ 2-3 นาที และระหว่างนี้ให้นำหม้อชุดนึ่งตั้งไฟแรง รอให้น้ำเดือดพล่าน
    – ตักเนื้อแป้งปุยฝ้ายหยอดลงถ้วยจีบไซส์กลาง เลือกสีถ้วยตามใจชอบได้เลยครับ และหยอดส่วนผสมให้เหมาะสมกับขนาดของถ้วยจีบ
    – นำถ้วยจีบเรียงลงในลังถึง โดยเว้นระยะห่างกันเล็กน้อย เมื่อเรียงเสร็จเรียบร้อย ยกตั้งบนซึ้ง ใช้ไฟแรงในการนึ่งประมาณ 15-20 นาที
    – เมื่อครบเวลาให้เปิดฝาลังถึงออก ให้ไอร้อนได้ออกมาจากตัวขนม และขนมจะหน้าแตกเป็นแฉกสวยงาม แล้วค่อยให้ที่ครีบ ครีบลงมาวางบนถาดเพื่อพักให้ขนมหายร้อน เมื่อขนมเย็นลง ให้ตักใส่จานเสิร์ฟได้ทันทีเลยครับ

    สูตรวิธีทำขนมปุยฝ้าย สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    – แป้งสำหรับทำเค้ก 300 กรัม
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    – ผงฟู 1 ช้อนชา
    – SP สารเสริมคุณภาพสำหรับทำขนม 4 ช้อนชา
    – ไข่ไก่ 3 ฟอง
    – นมข้นรสจืด 3 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่าสะอาด ปริมาณครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
    – กลิ่นแต่งเลียนแบบธรรมชาติ กลิ่นมะลิ หรือนมแมว 3 หยด
    – สีผสมอาหารสีแดงอ่อนๆ 4 หยด
    – สีผสมอาหารสีแดงเข้มสำหรับตกแต่งหน้าขนม (ปริมาณตามจำนวนขนม)

    วิธีการทำขนมขนมปุยฝ้าย

    – สำหรับขั้นตอนแรกนะครับ ให้แยกส่วนผสมที่เป็นของแห้ง และของเหลวออกจากกัน เพื่อความเข้าใจง่ายในการผสม โดยผสมผงฟูกับแป้งเค้ก คนให้เข้ากัน แล้วร่อนแป้งก่อน 1 รอบ พักไว้ในชามผสม
    – จากนั้นให้เตรียมโถผสมอาหาร ใส่แป้งเค้กและผงฟูที่ร่อนไว้แล้วลงไป ตามด้วยน้ำตาลทราย ใช้ไม้พายคนให้เข้ากัน เติมสารเอสพีสำหรับทำขนมลงไป 4 ช้อนชา
    – ตอกไข่ไก่ลงใบ 3 ใบ ตามด้วยน้ำมะนาวคั้นสด และกลิ่นมะลิ หรือกลิ่นนมแมวตามความชื่นชอบ
    – ใส่สีผสมอาหารลงไป ก็จะได้เนื้อแป้งขนมปุยฝ้ายที่มีสีชมพูระเรื่อ น่ารับประทาน และถือเป็นขนมมงคลสำหรับใช้ไหว้เจ้าด้วยครับ
    – และขั้นตอนต่อมา ก็เริ่มเปิดเครื่องตีอาหาร โดยเริ่มแรกให้ใช้แบบสปีดต่ำ แล้วค่อยเร่งไปถึงสปีดสูงสุดของกำลังเครื่องตีแป้ง ซึ่งจะใช้เวลานานประมาณ 5-8 นาที หากส่วนผสมของตัวแป้งมีความเข้มขนมาก จนทำเนื้อติดกันเกินไป ให้ทยอยเติมน้ำเปล่าลงไปทีละนิด แล้วเปิดเครื่องตีอย่างต่อเนื่อง จนส่วนผสมขึ้นฟู
    – ต่อมาให้ตักส่วนผสมทั้งหมดจากโถผสมอาหารมาใส่ชามพักไว้ก่อน นำผ้าสะอาดมาคลุมไว้ เพื่อรอให้แป้งขยายตัวขึ้นอีก 3-4 เท่า ขั้นตอนตรงนี้ใช้เวลานานประมาณ 30 นาที
    – ระหว่างที่รอแป้งขึ้นฟู ให้เรียงถ้วยจีบสีแดงรอบนลังถึง ตั้งน้ำในหม้อนึ่งให้เดือดพล่าน
    – ตักแป้งขนมปุยฝ้ายหยอดลงในถ้วยจีบ ให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมกับถ้วย
    – ใช้หลอด หรือตะเกียบจุ่มสีผสมอาหารสีแดงหยดลงไปในถ้วยจีบ กะระยะให้ได้จุดศูนย์กลางของขนมปุยฝ้าย เพื่อความสวยงาม
    – เมื่อน้ำเริ่มเดือดจัด ให้ยกลังถึงขึ้นตั้งไฟแรงนาน 15-20 นาที ขนมจะแตกได้หน้าที่สวยงาม พร้อมกับมีสีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ในการไหว้เจ้า ตกแต่งเด่นชัดอยู่ระหว่างกลางของขนม
    – ขั้นตอนสุดท้าย เราก็ตักขนมออกจากลังถึง พักให้หายร้อนเล็กน้อย แล้วจึงค่อยจัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

  • สูตรวิธีทำขนมตาล พร้อมคำแนะนำในการขายขนมตาล

    ขนมตาล
     

    สูตรขนมตาล สูตรที่ 1

    ส่วนผสม ขนมตาล
    1. ลูกตาลสุก 2-3 ลูก
    2. แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย
    3. น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    4. กะทิ 1 ถ้วย
    5. หัวกะทิ ½ ถ้วย
    6. มะพร้าวทึนทึกขูดฝอยสำหรับโรยหน้า
    7. เกลือป่น 1 ช้อนชา
    8. ถ้วยใบตองสำหรับนึ่ง

    วิธีทำขนมตาล

    1. นำลูกตาลที่เตรียมปลอกเปือกออกแล้วขูดเอาเนื้อตาล แยกใส่ถ้วยไว้ ส่วนลูกตาลที่เหลือให้เอาไปขยำกับน้ำสะอาดเล็กน้อย พยายามขยำให้เนื้อที่ติดอยู่ที่เส้นใยหลุดออกมาให้หมด แล้วนำเนื้อตาลที่ได้ทั้ง 2 ส่วนมาผสมกัน กรองด้วยกระชอนแล้วเทใส่ผ้าขาวบาง มัดปากถุงให้เรียบร้อย แขวนตากไว้ให้น้ำหยดออกหมด ซึ่งจะใช้เวลา 1 คืน รุ่งเช้าเราจะได้เนื้อตาลสีเหลืองๆ เนียนๆ อยู่ในผ้าขาวบางที่เราแขวนไว้
    2. นำกะทิ ขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทรายลงไป เคี่ยวจนน้ำตาลละลายดี ยกลงจากเตาแล้วตั้งทิ้งไว้ให้เย็น
    3. นำเนื้อตาลที่เราได้ มาผสมกับแป้งข้าวจ้าว ใช้มือนวดให้เข้ากันดี แล้วจึงค่อยๆ เทกะทิที่เย็นแล้วลงไป ใช้มือนวดจนกว่าส่วนผสมทุกอย่างจะเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำแป้งที่เรานวดแล้วใส่ภาชนะที่ปิดฝาได้ ตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 5 ชั่วโมง การตั้งทิ้งไว้แป้งจะทำปฏิกิริยากับเนื้อตาลซึ่งมียีสต์ธรรมชาติอยู่ ทำให้ไม่ต้องใส่ผงฟูช่วย และหากได้ที่แล้วสังเกตได้ง่ายๆ ว่าแป้งจะมีฟองผุดขึ้นมา
    4. นำแป้งหยอดใส่กระทงใบตองที่เราเตรียมไว้ แล้วนำใส่ซึ้งนึ่งประมาณ 10-15 นาที เมื่อสุกแล้วให้จัดใส่จาน โรยหน้าด้วยมะพร้าวทึนทึก ก็เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย

    สูตรขนมตาล สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมตาล

    1. เนื้อตาล ½ ถ้วย
    2. แป้งข้าวเจ้า 160 กรัม
    3. กะทิ 1 ถ้วยตวง
    4. แป้งเชื้อ 1 ช้อนโต๊ะพูน
    5. น้ำตาลทรายและน้ำตาลปี๊บ 160 กรัม
    6. มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย ½ ถ้วยตวง
    7. เกลือ 1 ช้อนชา

    วิธีทำขนมตาล

    1. แป้งเชื้อ ในที่นี่หมายถึง ขนมตาล ที่เรายังไม่ได้นึ่ง แล้วเก็บไว้เล็กน้อย เพื่อใช้เติมเป็นเชื้อในการทำขนมตาลครั้งต่อไป แต่หากเป็นการทำขนมตาลครั้งแรก ก็ต้องเริ่มที่ทำแป้งเชื้อก่อน โดยการนำเอาเนื้อตาล 1 ช้อนชา แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย ¼ ช้อนชา น้ำเล็กน้อย ผสมเข้าด้วยกัน จะได้ลักษณะแป้งเหลวๆ แล้วจากนั้นปิดฝาหมักทิ้งไว้ 1 คืน เช้าวันรุ่งขึ้นเปิดออกมาแป้งจะฟูขึ้นและมีกลิ่นเปรี้ยว จึงเรียกว่าแป้งเชื้อ
    2. ในวันที่ทำแป้งเชื้อ ให้เตรียมเนื้อลูกตาลได้ด้วยเลย เพราะต้องทิ้งระยะไว้ 1 คืนเท่ากัน โดยเริ่มจาก ล้างผลลูกตาลสุกให้สะอาด ปอกเปลือก แบะผลตาลออก และอย่าลืมดึงไส้ตรงกลางออก เพราะตรงส่วนนั้นเรียกว่า ดีตาล ซึ่งจะทำให้ขนมมีรสขม
    3. เมื่อดึงดีตาลออกแล้วเรียบร้อย ให้เอายีผลตาลในกะละมัง ใส่น้ำเล็กน้อย ให้เนื้อตาลหลุดออกง่าย แล้วกรองด้วยกระชอน แล้วเทเนื้อตาลและน้ำที่ได้ใส่ลงในผ้าขาวบาง แล้วแขวนทิ้งไว้ 1 คืน
    4. ในวันรุ่งขึ้น เราจะได้แป้งเชื้อ และเนื้อตาล เรียบร้อย ให้นำกะทิ ตั้งไฟอ่อนๆ ต้องคนตลอดเวลา พอเดือดเล็กน้อย ให้ยกลงจากเตาแล้วพักไว้ให้เย็น
    5. นำแป้งข้าวเจ้ามาผสมกับเนื้อตาลแล้วนวดให้เข้ากัน เติมกะทิเล็กน้อย เมื่อรู้สึกว่าแห้ง ใช้เวลานวดประมาณ 10 นาที เมื่อนวดได้ที ใส่แป้งเชื้อและน้ำตาล นวดอีกครั้งให้น้ำตาลละลาย แล้วค่อยๆ ใส่กะทิที่เหลือลงไป ซึ่งคือกะทิที่เราทำในข้อ 4 แต่ต้องรอให้เย็นก่อน
    6. เมื่อนวดจนน้ำตาลละลายและส่วนผสมเหนียวได้ที่ ให้ปิดฝา หมักแป้งทิ้งไส้ประมาณ 4-5 ชั่วโมง
    7. เมื่อครบกำหนดเวลา ให้ตักขนมที่เราหมักไว้ลงในกระทง หรือถ้วยตะไลให้เต็ม แล้วแต่งหน้าด้วยมะพร้าวขูดทึนทึก แล้วเรียงนึ่งในซึ้งด้วยไฟแรงประมาณ 15 นาที

    สูตรขนมตาล สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมตาล

    1. ลูกตาลสุก 1 ผล
    2. ข้าวสารเก่า 2 ถ้วยตวง
    3. แป้งท้าวยายม่อม ¼ ถ้วยตวง
    4. น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
    5. หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
    6. มะพร้าวขูดฝอย คลุกเกลือเล็กน้อย สำหรับโรยหน้า

    วิธีทำขนมตาล

    1. ทำความสะอาดลูกตาล แล้วปอกเปลือกออกให้หมด จากนั้นขูดเอาเนื้อสีเหลืองให้ได้เยอะที่สุด ตัวลูกตาลที่เหลือให้แช่น้ำไว้ แล้วพยายามยี้เอาเนื้อตาลออกมา ใช้ผ้ากรองเอาเนื้อตาล แล้วเทเอาเนื้อและน้ำที่ละลายเนื้อตาลที่ได้ผูกมัดปากแขวนหรือทับไว้ให้น้ำไหลออกจนแห้ง ใช้เวลาประมาณ 1 คืน
    2. นำข้าวสารไปแช่น้ำ แล้วโม่ข้าวให้ละเอียด แล้วทับไว้ให้แห้ง
    3. ผสมข้าวสารที่โม่และทับจนแห้งแล้ว กับแป้งท้าวยายม่อม และเนื้อลูกตาลที่เราแขวนไว้จนแห้งแล้ว นวดส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันจนแป้งเป็นเนื้อเนียน ใช้เวลานวดประมาณ 45 นาที จากนั้นใส่น้ำตาลและหัวกะทิสลับกันไป นวดจนน้ำตาลละลายและหัวกะทิเข้ากันดีกับแป้ง แล้วปิดฝาพักส่วนผสมทิ้งไว้ 5-10 ชั่วโมง
    4. ตักแป้งที่พักไว้ใส่ในกระทงหรือถ้วยตะไล โรยหน้าด้วยมะพร้าวทึนทึกขูด เอาเข้านึ่งให้สุก เมื่อสุกแล้วให้นำออกจากภาชนะแล้วจัดจากพร้อมเสิร์ฟได้ทันที่

    การขายขนมตาล

error: Content is protected !!