Author: admin

  • สูตรวิธีทำบานอฟฟี่ พร้อมคำแนะนำในการขายบานอฟฟี่

     

    สำหรับท่านที่ชื่นชอบความอร่อยของบานอฟฟี่ ต้องไม่พลาดบทความนี้ เพราะผมจะมาบอกวิธีทำบานอฟฟี่ที่สุดแสนจะอร่อย ว่ามีวิธีการทำอย่างไร และสำหรับท่านที่เปิดร้านขายเค้กอยู่ ถ้าจะนำบานอฟฟี่ไปเป็นหนึ่งในเมนูอร่อยของร้าน ก็คงจะดีไม่น้อยนะครับ เอาหล่ะครับ ก่อนอื่นผมก็จะขอบอกประวัติความเป็นมาของบานอฟฟี่อย่างคร่าวๆ นะครับ

    บานอฟฟี่ มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Banoffee โดยเป็นการรวมคำมาจากคำว่า Banana ที่แปลว่า กล้วย และ Toffee ที่แปลว่า ทอฟฟี่ หรือคาราเมล มารวมคำกันเป็น Banoffee ซึ่งบานอฟฟี่เป็นขนมหวานของประเทศอังกฤษ ที่ผสมผสานกล้วย และทอฟฟี่ เข้าด้วยกัน และวางอยู่บนชั้นของแป้งพายกรุบกรอบแต่งหน้าด้วยครีมสด ให้รสสัมผัสที่หอมละมุนด้วยกลิ่นของกล้วยและคาราเมล ทำให้หลายๆ ท่านเมื่อได้ทานก็ติดใจ

    ซึงผู้ที่คิดค้นบานอฟฟี่ขึ้นมา นี่ก็คือ คือ คุณนิเกล แม็กเคนซี และ คุณเอียน ดาวดิง ซึ่งพวกเขาเป็นเจ้าของร้านและพ่อครัวในร้านอาหารเดอะฮังกรีมังก์ ในเมืองเจวิงตัน อีสต์ซัสเซกซ์ โดยพวกเขาระบุว่าเขาได้คิดค้นพายนี้ขึ้นมาในปี พ.ศ. 2514 โดยแก้ไขสูตรมาจาก “พายบลัมส์คอฟฟี่ทอฟฟี่” ซึ่งเป็นพายอเมริกัน โดยใส่ทอฟฟี่เหลวกับนมข้นหวาน หลังจากได้มีการเปลี่ยนส่วนผสมจากแอปเปิ้ล หรือส้มแมนดาริน แม็กเคนซีได้ใช้กล้วยแทน และตั้งชื่อว่า “บานอฟฟี่” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    บานอฟฟี่นั้นมีหลายรูปแบบ สามารถทำใส่ในถ้วย หรือจะทำเป็นปอนด์ที่เรียกว่า บานอฟฟี่ พาย ก็ได้เช่นกัน ส่วนประกอบหลักๆ คือ ฐานของขนมที่ทำจากแครกเกอร์ บิสกิต หรือคุกกี้ บดละเอียด ทอฟฟี่คาราเมล กล้วยหอม และตกแต่งหน้าด้วยวิปปิ้งครีม บีบเป็นรูปทรงต่างๆ คาราเมลที่ใช้ในบานอฟฟี่มีวิธีทำหลากหลายสูตร เช่น คาราเมลสำเร็จรูป หรือคาราเมลแบบที่ทำจากน้ำตาล เนย นมข้นหวาน นำมาเคี่ยว หรือคาราเมลแบบที่นำนมข้นหวานต้มจนเป็นสีน้ำตาล วิธีการคือ ตั้งน้ำที่ไฟปานกลางและนำกระป๋องนมข้นลงไปต้มทั้งกระป๋องโดยไม่ต้องเปิดฝา ต้มประมาณ 2 ชั่วโมง (หากต้องการให้คาราเมลมีสีน้ำตาลเข้มมากก็ให้ต้มนานขึ้น) ซึ่งการทำทอฟฟี่คาราเมลวิธีนี้ใช้เวลาค่อนข้างนาน หลายๆสูตรจึงนิยมทำคาราเมลโดยใช้น้ำตาลทรายผสมกับนมข้นหวานแทน

    ส่วนฐานบานอฟฟี่อาจเลือกใช้ไดเจสทีฟบิสกิต คุกกี้เนย คุกกี้ช็อกโกแลต หรือแครกเกอร์รสที่ชอบ ก่อนทำ บดให้ละเอียดคลุกเคล้ากับเนยละลายให้เข้ากันแล้วกรุลงพิมพ์ และที่สำคัญคือต้องแช่ตู้เย็นช่องธรรมดาให้ฐานเซ็ทตัวอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนนำมาใช้ในขั้นตอนต่อไป ส่วนขั้นตอนการทำคาราเมลแบบที่ใช้น้ำตาล เมื่อต้มน้ำตาลด้วยไฟกลาง (ใช้หม้อที่ทนความร้อน) จนน้ำตาลละลายเป็นสีอำพันตามต้องการแล้ว ใส่วิปปิ้งครีมอุ่นลงไป เพื่อไม่ให้คาราเมลกระเด็น และตามด้วยใส่ส่วนผสมที่เหลือ เช่น นมข้นหวาน เนย หรือเกลือ

    สูตรวิธีการทำบานอฟฟี่พาย

    ส่วนผสมฐานพาย

    – โอริโอ้คุกกี้บดละเอียด 150 กรัม
    – เนยจืดละลาย 75 กรัม

    ส่วนผสมตัวพาย

    – น้ำตาลทราย 150 กรัม
    – น้ำเปล่า 1 ช้อนชา
    – วิปปิ้งครีมส่วนที่หนึ่ง 1 ถ้วยตวง
    – ช็อกโกแลต 50 กรัม
    – กล้วยหอม 4 ลูก
    – วิปปิ้งครีมส่วนที่สอง 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำ

    – บดโอริโอ้ให้ละเอียด และละลายเนยที่เตรียมไว้นะครับ
    – นำโอริโอ้บดผสมกับเนยละลายให้เข้ากัน นำไปกรุเป็นฐานพิมพ์ แช่ช่องแข็งรอไว้ 30 นาที
    – ขั้นตอนต่อไปมาทำตัวพายกันนะครับโดยเริ่มจากการทำคาราเมลก่อนนะครับ นำวิปครีมส่วนที่ 1 ไปตั้งอุ่นในไมโครเวฟพักไว้
    – น้ำตาลทรายและน้ำเปล่าเทลงในหม้อผสมให้เข้ากันแล้วนำไปตังไฟ ใช้ไฟอ่อนนะครับหมุนวนหม้อไปเรื่อยๆจนน้ำตาลละลายและสีเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง นะครับแล้วนำวิปปิ้งครีมที่เราอุ่นไว้เทใส่ลงไป ยังใช้ไฟเบาเหมือนเดิมนะครับใช้ตะกร้อมือคนๆ ตลอดเวลา อย่าหยุดคนนะครับเดี๋ยวไหม้ ไม่เป็นคาราเมลกันพอดี เมื่อผสมเขากันดีแล้ว พักไว้ก่อนนะครับ
    – นำช็อกโกแลตไปละลายแล้วนำมาทาตรงฐานพิมพ์ที่เตรียมไว้นะครับทาให้ทั่วเลย
    – นำกล้วยหอมที่เตรียมไว้วางเรียงให้เต็มพิมพ์ แล้วราดทับด้วยคาราเมล
    – ตีวิปครีมส่วนที่เหลือราดทับลงบนกล้วยแล้วนำเข้าแช่ตู้เย็น 21 ชั่วโมงนะครับแล้วนำออกจากพิมพ์ ก่อนเสิร์ฟโรยด้วยผงโกโก้หนาๆนะครับ ตัดเสิร์ฟคู่กับช็อกโกแลตซอส หรือ รับประทานเดี่ยวๆเลยก็ได้ครับ

    สูตรวิธีการทำบานอฟฟี่เนยถั่ว

    ส่วนผสมฐานคุกกี้

    – บิสกิต 1 ถ้วย
    – เนยละลาย 1/2 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1+1/2 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมคาราเมลเนยถั่ว

    – เนยละลาย 1/2 ถ้วย
    – น้ำตาลทรายแดง 1/2 ถ้วย
    – กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา
    – นมข้นหวาน 150 มิลลิลิตร
    – เนยถั่ว 1/2 ถ้วยตวง

    ส่วนผสมท็อปปิ้ง

    – วิปปิ้งครีม 1 ถ้วยตวง
    – กล้วยหอม 5 ลูก
    – ผงโกโก้

    วิธีการทำ

    – ก่อนอื่นเตรียมถ้วยที่เราจะใส่บานอฟฟี่ไว้ก่อนนะครับ
    – บดบิสกิตให้ละเอียด เติมเนยละลายและน้ำตาลทรายลงไป คนผสมให้เข้ากัน นำไปอุ่นในไมโครเวฟให้มีกลิ่นหอมๆก่อนนะครับแล้วนะมาตักใส่ลงในถ้วยแก้วอัดให้แน่นประมาณ 1/4 แก้ว จากนั้นนำไปแช่เย็น เตรียมไว้
    – ทำคาราเมลเนยถั่วโดยใช้หม้อหู เพื่อง่ายต้อการคนนะครับ ใส่น้ำตาลทรายลงไป เนยละลาย และกลิ่นวานิลลา คนให้เข้ากัน นำขึ้นตั้งไฟใช้ไฟอ่อนนะครับ ใช้วิธียกหม้อหมุนไปเรื่อยๆคนทุกอย่างเข้ากันดีและเริ่มเดือดปุดๆ
    – เติมนมข้นหวานลงไปขั้นตอนนี้ต้องใช้ตะกร้อมือช่วยแล้วครับ คนส่วนผสมตลอดเวลาจนส่วนผสมเหนียวเป็นคาราเมล ใส่เนยถั่วตามลงไปคนเร็วๆแล้วยกลงครับ
    – ตักใส่ลงในแก้วคุกกี้ที่เตรียมไว้นะครับ จากนั้นนำไปแช่เย็นประมาณ 2 ชั่วโมง
    – ครบเวลาหั่นกล้วยหอมใส่ลงในแก้วบานอฟฟี่
    – ตีวิปครีมที่เตรียมไว้จนตั้งยอดแข็งใส่ปิดทับด้านบน
    – โรยผงโกโก้อีกชั้นเป็นอันเสร็จ พร้อมยกเสิร์ฟได้ครับ

    สูตรวิธีการทำบานอฟฟี่ทาร์ต

    ส่วนผสมแป้งทาร์ต

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 230 กรัม
    – เนยสดชนิดเค็ม หั่นเป็นชิ้นเล็ก 100 กรัม
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง
    – น้ำเย็นจัด 1-2 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมทอฟฟี่ซอส

    – น้ำตาลทราย 300 กรัม
    – น้ำเปล่า 60 กรัม
    – วิปครีมชนิดจืด 250 กรัม
    – เนยสดชนิดเค็ม 50 กรัม

    ส่วนผสมครีมทอฟฟี่

    – วิปครีมชนิดจืด 500 กรัม
    – ทอฟฟี่ซอส ½ ถ้วยตวง
    – เจลาตินชนิดแผ่น 1 แผ่น
    – กล้วยหอมสุกหั่นแว่นบาง 5 ลูก

    วิธีการทำ

    – นำแป้งสีอเนกประสงค์เทลงชามผสม ใน่เนยเย็นตามลงไปใช้ที่ตัแป้วสับเนยจนเป็น
    ก้อนเล็กๆ จนส่วนผสมเข้ากันดี เติมไข่ไก่ เติมน้ำเย็นลงผสมตามลำดับ เคล้าพอแป้งจับตัวเป็นก้อน อย่านวดนะครนับเดี๋ยวแป้งจะหนืดไป เสร็จแล้วนำไปแช่ในตู้เย็นพักไว้ประมาณ 5-10 นาที
    – ครบเวลาเอาแป้งออกมารีดให้เป็นแผ่น บางประมาณ 0.3 เซนติเมตร ตัดแป้งให้พอดี
    กับพิมที่จะกรุ
    – กรุแป้งลงพิมพ์ ใช้ส้อมเจาะบริเวณก้นพิมพ์เพื่อให้แป้งสุกแบบไม่พอง นำถุงที่ทับพิมพ์(เอาไว้ทับเวลาอบแป้งทาร์ต มีขายตามตลาด หรือทำเองโดยการเอาเมล็ดถั่ง ห่อด้วยฟอยด์ขนาดเท่าพิมที่จะใช้) วางทับลงบนแป้งทาร์ตนำเข้าอบที่อุณหภูมิ 175องศาเซลเซียส ประมาณ 15-20 นาที ครบเวลาเอาออกพักไว้ครับ
    – โดยผสมน้ำตาลทราย และน้ำเปล่าเข้าด้วยกัน ตั้งไฟอ่อนคนไปเรื่อยๆนะครับ ใจเย็นๆ จนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทอง เติมวิปครีมและเนยสด คนพอเข้ากันดี พักไว้จนเย็น เท่านี้ก็จะได้ทอฟฟี่ซอสแล้วครับ
    – ต่อมามาทำครีมทอฟฟี่ โดยแช่เจลาตินในน้ำเย็นจัดจนแผ่นมีลักษณะอ่อนนิ่ม นำอุ่นด้วยไมโครเวฟ 10 วินาที ให้ละลายพักไว้
    – ตีวิปครีมด้วยหัวตีตะกร้อโดยใช้ความเร็วสูงสุดจนตั้งยอดแข็ง เติมทอฟฟี่ซอสและเจ
    ลาตินละลายลงผสมคนพอเข้ากัน
    – ขั้นตอนสุดท้ายนำทอฟฟี่ครีมใส่ในแป้งทาร์ตที่อบสุก วางกล้วยหอมหั่นลงไปแล้วราด
    ด้วยทอฟฟี่ซอสที่เหลือ นำเข้าแช่ในตู้เย็น 10 นทก่อนยกเสิร์ฟครับ

    เคล็ดลับในการทำบาน๊อฟฟี่

    – การทำคาราเมลควรใส่น้ำตาลให้กระจายทั่วก้นหม้อ ระหว่างเคี่ยวไม่ควรคน เพราะน้ำตาลจะตกผลึก ถ้ากลัวไหม้ให้ใช้วิธีเขย่าหม้อเบาๆ
    – ข้อควรระวังในการทำคาราเมลคือ ไม่ควรใส่ของเหลวที่เย็น ลงในคาราเมลร้อนๆ เพราะจะทำให้คาราเมลกระเด็น และเป็นอันตรายได้ เพราะเหตุนี้เราจึงต้องนำวิปปิ้งครีมตั้งไฟให้พออุ่น ก่อนที่จะใส่ลงในคาราเมล
    – ควรเลือกใช้กล้วยหอมสุก เพราะรสชาติจะหวานกว่ากล้วยหอมที่ยังไม่สุก

    การขายบานอฟฟี่

    บานอฟฟี่นั้นก็เรียกได้ว่าเป็นของหวานที่กำลังมาแรงเลยทีเดียว ถ้าเราเปิดร้านเค้กอยู่ ถ้าจะใส่เมนูนี้เพิ่มเข้าไปในเมนูเค้กในร้านเรา ก็จะเพิ่มความหลากหลายของเมนูให้มากขึ้น หรือเราจะเปิดเป็นร้านที่ขายเฉพาะบานอฟฟี่อย่างเดียวเลยก็ได้ แล้วก็คิดค้นบานอฟฟี่ไว้หลายๆ เมนู อย่างเช่น บานอฟฟี่พาย คาราเมล, บานอฟฟี่พาย สูตรกล้วยหอม, บานอฟฟี่เนยถั่ว ,บานอฟฟี่ทาร์ต, บานอฟฟี่พายถ้วยจิ๋ว และอื่นๆ ตามแต่จะคิดค้นขึ้นมาได้ เป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ บวกกับประสบการณ์การทำบานอฟฟี่ ก็จะได้บานอฟฟี่แบบแปลกๆ ใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ หรือจะศึกษาจากตำราบานอฟฟี่ของต่างประเทศว่าเค้ามีการครีเอททำบานอฟฟี่แบบไหนบ้าง แล้วเราก็เอาปรับใช้ในร้านของเรา ร้านของเราก็เต็มไปด้วยบานอฟฟี่เมนูหลากหลาย บวกกับการหาทำเลเยี่ยมๆ สักที่ และความรู้ในการทำธุรกิจ เท่านี้ก็เปิดร้านขายบานอฟฟี่ได้แล้วครับ

    การทำธุรกิจทุกอย่างต้องใช้ระยะเวลา และความอุตสาหะ ท่านที่ต้องการเปิดร้านขายบานอฟฟี่ นอกจากจะต้องมีฝีมือในการทำบานอฟฟี่แล้ว ควรจะศึกษาเรื่องธุรกิจเอาไว้ให้มากๆ เพราะบางท่านเก่งทำอาหาร แต่ไม่เก่งทำธุรกิจ ทำให้ทำธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จ บางท่านเก่งธุรกิจ แต่ไม่เก่งทำอาหาร ถึงจุดนี้ถ้าเราต้องการเป็นเจ้าของร้านบานอฟฟี่ เราก็ต้องเก่งทั้งทำอาหาร เก่งทั้งธุรกิจ การทำธุรกิจจึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ ผมก็ขออวยพรให้ขายบานอฟฟี่จนร่ำรวยกันทุกท่านครับ

  • สูตรวิธีทำเครปเค้ก พร้อมคำแนะนำในการขายเครปเค้ก

     

    สำหรับในบทความนี้ ก็จะเป็นเรื่องของเครปเค้ก (Crepe Cake) ว่าเครปเค้กมีทั้งหมดกี่ประเภท และเครปเค้กมีวิธีการทำอย่างไร รวมไปการการนำเครปเค้กไปเป็นหนึ่งในเมนูทำเงินของร้านเค้ก หวังว่าจะถูกใจคอเครปเค้กไม่มากก็น้อยนะครับ

    สำหรับประเภทของเครปเค้ก ก็จะแบ่งได้ออกเป็น 5 ประเภทดังนี้นะครับ

    – Crepe Cake ลองจินตนาการถึงเครปที่วางซ้อนกันถึง 20 ชั้นเพื่อให้เป็นเค้ก แล้วในระหว่างชั้นของเครปเค้ก นั้นก็สลับกับวิปปิ้งครีมที่มีความหนาเท่ากันในทุกๆ ชั้น เท่านั้นยังไม่พอยังราดด้วยซอสสตอเบอรี่ลงไปอีก ลองคิดดูว่ารสชาติจะกลมกล่อมขนาดไหน ครบครันไปด้วยความหวาน ความหอม ความมัน และเปรี้ยวนิดๆ เป็น เครป เค้ก ที่ลงตัวเลยทีเดียว ขอแนะนำว่าสถานที่ขายเครป เค้กที่อร่อยขึ้นชื่อลือชาต้องไปลองชิมกันที่ร้าน Something Sweet นวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว

    – Fresh Coconut Cake หรือเค้กมะพร้าวอ่อน ด้วยความที่ตัวเค้กเป็นเค้กที่ไม่มีความหวานจัดจ้าน สลับชั้นด้วยครีมสด แถมหน้าด้านบนสุดของตัวเค้กยังโรยด้วยมะพร้าวอ่อนขูดเป็นเส้นๆ ได้ความมันจากตัวครีมสด และก็มะพร้าวอ่อนไปเต็มๆ ร้านแนะนำสำหรับเค้กมะพร้าวอ่อนนี้ก็คือร้าน ภัค เบเกอรี่ since 1979 แถวซอยสุขุมวิท 23

    – Fruity Special Cake หรือเค้กผลไม้ที่รวบรวมผลไม้อยู่บนเค้กถึง 9 ชนิดด้วยกัน ซึ่งเค้กผลไม้นี้ประกอบไปด้วย กีวี พีช ลิ้นจี่ แคนตาลูปที่มีทั้งสีเหลืองสีเขียว องุ่น ส้ม และมะละกอ ที่ถูกจัดวางสลับกับชั้นของครีมสดเนื้อเค้กก็นุ่มลิ้น รสชาติความหวานจากผลไม้นานาชนิดผสมผสานกับตัวครีมสด ทำให้เค้กผลไม้ชิ้นนี้มีรสชาติที่ละมุนและชุ่มคอเล็กๆเป็นอย่างมาก ร้านแนะนำคือร้าน Secret Recipe ที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า

    – Strawberry Chocolate Cake เค้กรสช็อกโกแลตที่มาพร้อมกับสตอเบอรี่ผลโตวางอยู่ในตัวเค้ก รสชาติหวานๆปนขมนิดๆจากช็อกโกแลตผสานกับความหวานอมเปรี้ยวจากสตอเบอรี่ก็สุดแสนจะเข้ากันทำให้เค้กชนิดนี้เป็นที่ติดอกติดใจของสาวสาวและกลุ่มคนที่ชื่นชอบการกินเค้กเป็นอย่างมาก ร้านที่ขอแนะนำคือร้าน Vanilla Industry ที่สาขาสยามเท่านั้นนะครับ ไปสาขาอื่นอาจไม่มีเมนูนี้ให้ชิมก็ได้นะครับ

    – Soft Chocolate Cake เค้กที่มีช็อกโกแลตหน้าเนียนนุ่มลิ้น ด้วยรสชาติของช็อกโกแลตที่หวานๆปนขมนิดๆทำให้เวลาที่กินเค้กนี้แล้วรู้สึกได้ว่ากะปรี้กะเปร่าขึ้นมาเลยทีเดียว ยิ่งตอนที่กินเค้กเข้าไปแล้วสัมผัสถึงกลิ่นของเค้กช้อกโกแลตที่ส่งกลิ่นหอมขึ้นมาเกี่ยวที่จมูก ก็ทำให้เวลาได้กินเค้กชิ้นนี้แล้วมีความสุขเป็นที่สุด ร้านที่ขอแนะนำให้ต้องไปลองชิมเค้กกันก็คือที่ร้านกัลปพฤกษ์ ตรงถนนประมวลแถวสีลม

    สูตรวิธีการทำเครปเค้ก สูตรที่ 1 (เครปเค้กสตรอเบอรี่)

    ส่วนผสมแป้งเครป

    – แป้งเค้ก 200 กรัม
    – ผงฟู 1/2 ช้อนชา
    – ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 6 ฟอง
    – นมสดจืด 250 กรัม
    – วิปครีมแท้ (Daily cream) 200 กรัม
    – น้ำเปล่า 300 กรัม
    – น้ำตาลทราย 100 กรัม
    – น้ำมันพืช 80 กรัม
    – เกลือ 1/2 ช้อนชา
    – กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา

    ส่วนผสมซอสสตรอเบอรี่

    – สตรอเบอรี่ 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วยตวง

    ส่วนผสมของครีม

    – วิปครีม Non Daily 2 ถ้วยตวง
    – วิปครีมแบบ Daily 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลไอซิ่ง 4 ถ้วยตวง

    วิธีการทำ

    – เรามาเริ่มกันที่ตัวแป้งก่อนนะครับ เอาแป้งเค้ก ผงฟู เกลือ ร่อนผสมรวมกันแล้วพักไว้ (ผมเลือกใช้แป้งพัดโบกนะครับ จะได้เนื้อแป้งเครปที่เบานุ่มเลยทีเดียว)
    – ตอกไข่ 6 ใบ ใส่ในชามผสม ตามด้วยน้ำตาลทราย ตีให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือจนน้ำตาลละลายหมด
    – นำส่วนผสมของแป้งที่เราเตรียมไว้ มาแบ่งทีละครึ่ง (เพื่อให้เข้ากันได้ง่าย) เทลงในชามผสมค่อยๆ คน แบบเบาๆ นะครับ แป้งจะได้ไม่แน่น
    – เดิมนมสด วิปครีมแท้ น้ำมันพืช กลิ่นวานิลลาลงไปคนเบาๆ เช่นเคย แล้วเอาไปแช่เย็นให้แป้งเซ็ทตัวอย่างน้อย 30 นาทีนะครับ
    – ครบเวลานำแป้งที่เตรียมไว้มาร่อนในกระทะ ผมเลือกใช้กระทะเทฟล่อนขนาด 9 นิ้วนะครับ นำกระทะตั้งไฟอ่อนๆ ตักแป้งประมาณ 1.5 – 2 ช้อนโต๊ะร่อนบนกระทะ (ยิ่งไฟอ่อนจะยิ่งทำแผ่นแป้งบางๆ ได้ง่ายนะครับ) พอแป้งเริ่มร่อนจากกะทะให้เอาออกพักไว้ ใครชอบขอบกรอบๆก็ทิ้งไว้นานนิดนึงนะครับ ทำให้ได้อย่างน้อย 20แผ่นขึ้นไปกำลังสวย ทิ้งไว้ให้เย็นครับ
    – ระหว่างรอแผ่นเครปเย็นเรามาตีครีมรอดีกว่าครับ นำวิปครีมที่เตรียมไว้ทั้ง 2 ชนิด เทลงในอ่างผสม ใช้เครื่องตีเร่งความร็วสูงสุดเลยครับ ตีจนเป็นฟองเบาความเร็วลง เทน้ำตาลไอซิ่งลงไป (ลองชิมครีมที่ผสมกันก่อนนะครับว่าชอบหวานมากหรือน้อย เวลาใส่ไอซิ่งจะได้ไม่หวานเกิน) เพิ่มความเร็วเป็นสูงสุดอีกครั้ง ตีจนตั้งยอดครับ พอแผ่นเครปเย็นลง เอามาปาดกับแป้งเครป สลับกันไปมา ความหนาของครีมแล้วแต่ชอบเลยครับ (แต่ผมชอบครีมบางๆ ครับ) ได้ประมาณ 20 ชั้น หรือสูงประมาณ 3 นิ้วนี่กำลังดีครับ นำไปพักไว้ในตู้เย็น อย่างน้อย 2 ชั่วโมงนะครับ ค่อยเอาออกมาตัดเสิร์ฟ
    – ทีนี้ชั้นตอนสุดท้ายทำซอสสตรอเบอรี่กันครับ ไม่มีอะไรมากแค่นำสตรอเบอรี่ที่เตรียมไว้ปั่นให้ละเอียด ย้ำขึ้นตั้งไฟกลางค่อนไปทางอ่อน เทน้ำตาลทรายลงไป คนเร็วๆ อย่าให้ไหม้ก้นหม้อนะครับ คนจนเดือดปุดๆเป็นอันใช้ได้ครับ (ผมอยากได้ซอสสตรอเบอรี่ที่มีเนื้อข้นๆ เลยไม่ได้ใส่น้ำลงไปเลย) พักไว้ให้เย็นแค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย รอเสิร์ฟคู่กับเครปเค้กนุ่มๆ ของเราที่เตรียมไว้ครับ

    สูตรวิธีการทำเครปเค้ก สูตรที่ 2 (เครปเค้กสตรอเบอรี่)

    ส่วนผสมแป้งเครป

    – ไข่ไก่ 6 ฟอง
    – น้ำตาลทราย 80 กรัม
    – นมสด 250 กรัม
    – นมข้นจืด 200 กรัม
    – น้ำเปล่า 300 กรัม
    – แป้งเค้ก 250 กรัม
    – เกลือ 1/4 ช้อนชา
    – น้ำมันพืช 100 กรัม
    – กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

    ส่วนผสมวิปปิ้งครีม

    – วิปปิ้งครีม 4 ถ้วยตวง
    – ไอซิ่ง 5 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมซอสสตอเบอรี่

    – สตรอเบอร์รี่ 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 100 กรัม
    – น้ำมะนาวนิดหน่อย

    วิธีการทำ

    – ผสมทุกอย่างรวมกันใน mixing bowl จะใช้ whisk หรือ automatic hand mixer ในการผสมก็ได้นะครับ ตีจนกว่าส่วนผสมจะเป็นเนื้อเดียวกัน ใช่เวลาประมาณ 5-7 นาที
    – จากนั้นนำส่วนผสมแป้งที่เราได้มากรองกับกระชอน (ไม่ใช่ผ้าขาวบาง) กรองเสร็จแล้ว ก็นำไปแช่ตู้เย็นสักชั่วโมงครับ ให้แป้งเซ็ตตัว
    – คราวนี้ก็ถึงขั้นตอนที่ต้องอดทนพยายามเพื่อความสวยเนียนของแป้งเครป ก็คือการทอดแป้งครับ ขั้นตอนแรกเราต้องเตรียมกระทะเทฟล่อน ใช้ทิชชู่ หรือผ้าชุบน้ำมันเล็กน้อยเช็ดให้ทั่วกระทะ เพื่อที่เวลาเราจะร่อน มันออกมาจะได้ง่ายครับ
    – ตักแป้งประมาณหนึ่งกระบวยลงบนกระทะ แล้วร่อนวนแป้งไปรอบๆ ให้แป้งเคลือบกับกระทะ ขั้นตอนนี้ต้องใช้ไฟอ่อนๆ นะครับ เดี๋ยวแป้งมันจะสุกก่อนที่เราจะร่อนแป้งเสร็จ
    – ทิ้งไว้สักพักให้ด้านแรกสุก (อย่าให้ไหม้) แล้วจึงใช้ spatula ค่อยๆ แซะแป้งกลับด้านเพื่อทอดอีกด้านหนึ่ง
    – เมื่อสุกแล้วก็นำแป้งที่ได้พักไว้บนตะแกรงให้เย็นแล้วค่อยทำแผ่นที่ 2 ต่อไป ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าแป้งหมดครับ อาจจะใช้เวลานานหน่อย
    – สำหรับการทำวิปปิ้งครีม ให้ตีส่วนผสมทั้งสอง คือ วิปปิ้งครีม 4 ถ้วยตวง และไอซิ่ง 5 ช้อนโต๊ะ จนตั้งยอด แล้วนำไปปาดบนแป้งเครปที่เย็นแล้ว ปาดบางๆ นะครับ เพราะเรายังต้องปาดกันอีกหลายชั้น จนกระทั่งครบทั้ง 20 แผ่น
    – สำหรับการทำซอสสตอเบอรี่ ให้นำสตรอเบอร์รี่ น้ำมะนาวและน้ำตาล มารวมกันในหม้อ แล้วตั้งไฟปานกลางเคี่ยวให้สตรอเบอร์รี่เปื่อย จะมีลักษณะคล้ายแยม พักให้เย็นแล้วค่อยนำมาแต่งหน้าเค้กของเรา
    – ขั้นตอนสุดท้าย ก็คือการนำทุกอย่างมารวมกันครับ นำเค้กที่เราได้มาบีบวิปครีมรอบๆ ใครถนัดยังไงก็ละเลงกันเลยครับ แล้วก็ปิดท้ายด้วยซอสสตรอเบอร์รี่ราดไปบนหน้าเครปเค้ก ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

    สูตรวิธีการทำเครปเค้ก สูตรที่ 3 (เครปเค้กใบเตยมะพร้าวอ่อน)

    ส่วนผสมแป้งเครป

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม
    – ไข่ไก่ (เบอร์ 2) 8 ฟอง
    – น้ำตาลทราย 150 กรัม
    – เนยเค็ม 150 กรัม
    – นมข้นจืด 150 มิลลิลิตร
    – น้ำเปล่า 200 มิลลิลิตร
    – ใบเตย 5 ใบ

    ส่วนผสมครีมมะพร้าว

    – วิปครีม 200 มิลลิลิตร
    – น้ำตาลไอซิ่ง 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันมะพร้าว 3 ช้อนโต๊ะ
    – เนื้อมะพร้าวอ่อนหั่นชิ้นเล็ก 4 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำ

    – เรามาทำแป้งเครปกันเลยนะครับ ขั้นแรกเตรียมน้ำใบเตยก่อนนะครับ นำใบเตยล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปปั้นผสมกับน้ำเปล่าที่เตรียมไว้ คั้นให้ได้น้ำ 200 มิลลิลิตรนะครับ
    – นำน้ำใบเตยที่ได้ มาผสมกับนมข้นจืด เอาขึ้นตั้งไฟจนเดือน พักทิ้งไว้ให้อุ่นๆครับ
    – จากนั้นเอาไข่ไก่ และน้ำตาลทรายเทลงชามผสม ใช้ตะกร้อมือตีจนน้ำตาลละลายหมดนะครับ
    – นำแป้งสาลีเอนกประสงค์ร่อนใส่ในชามผสมเลยนะครับ คนเบาๆจนเข้ากันสังเกตว่าแป้งไม่เป็นเม็ด
    – เสร็จแล้วเอาน้ำนมใบเตยอุ่นมาใส่ในส่วนผสมของแป้งไข่ โดยรินใส่ลงไปทีละน้อยช้าๆนะครับอีกมือนึงก็คนไปด้วยเพราะถ้าใส่เร็วไปหรือไม่คน แป้งอาจจะสุกแล้วจับตัวเป็นก้อนครับ
    – ขั้นสุดท้ายเทเนยที่เตรียมไว้คนจนเข้ากันแล้วนำไปแช่เย็นให้แป้งเซ็ทตัวอย่างน้อย 30 นาทีนะครับ
    – ครบเวลาเอาแป้งมาร่อนในกระทะ ให้ได้อย่างน้อย 20 แผ่น พักไว้ให้เย็น
    – ทีนี้เราก็มาเตรียมครีมมะพร้าวอ่อนกัน ไม่ยากครับแค่นำส่วนผสมของ วิปครีม น้ำตาลไอซิ่งและน้ำมันมะพร้าวเทรวมกันในอ่างผสม ตีจนตั้งยอดอ่อนเสร็จแล้วเอาเนื้อมะพร้าวมาเทใส่ตีต่อไปจนตั้งยอดเกือบแข็งเลยครับ (สูตรนี้ถ้าได้เนื้อมะพร้าวที่อ่อน อ่อนมากจนเนื้อเกือบใสได้เลยยิ่งดีครับ)
    – ทีนี้เราเอาแผ่นเครปที่เตรียมไว้ มาทาด้วยครีมมะพร้าวอ่อนสลับกันไปมาจนครบ 20 ชั้น
    – นำไปแช่เย็นอย่างน้อย 2 ชั่วโมงนะครับ ค่อยเอาออกมาตัด เวลารับประทานจะทานเฉยๆ หรือจะหาครีมสังขยามาทานคู่ก็อร่อยไปอีกแบบครับ

    การขายเครปเค้ก

    ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่ามีร้านขายเครปเค้กเกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากความอร่อยหวานนุ่มละมุนของตัวเครปเค้ก ทำให้ผู้ที่ทาน เมื่อทานแล้ว ต่างก็ติดใจในรสชาติความอร่อย ร้านที่ขายเครปเค้กแต่ละร้าน ก็จะมีสูตรเด็ดเป็นของตนเอง ให้เป็นความอร่อยที่ไม่ซ้ำใคร สำหรับร้านของเราก็ควรจะทำอย่างนั้นบ้าง คิดค้นเครปเค้กสูตรเฉพาะของร้านเรา มีอยู่หนึ่งเดียว ซึ่งการคิดค้นเมนูเครปเค้ก ทางเจ้าของร้านอาจจะต้องเข้าคอร์สศึกษาการทำเครปเค้กเพิ่มเติม ให้รู้แบบทะลุปุโปร่ง หรือศึกษาจากตำราต่างประเทศ ซึ่งจะมีการครีเอทเมนูเครปเค้กไว้เยอะพอสมควร พอเป็นไอเดีย เพื่อนำมาปรับใช้การสร้างสูตรใหม่ๆ ของเรา บวกกับการหาทำเลเยี่ยมๆ สักที่ และความรู้ในการทำธุรกิจ เท่านี้ก็เปิดร้านขายเครปเค้กได้แล้วครับ

    การทำธุรกิจทุกอย่างต้องใช้ระยะเวลา และความอุตสาหะ ท่านที่ต้องการเปิดร้านขายเครปเค้ก นอกจากจะต้องมีฝีมือในการทำเครปเค้กแล้ว ควรจะศึกษาเรื่องธุรกิจเอาไว้ให้มากๆ เพราะบางท่านเก่งทำอาหาร แต่ไม่เก่งทำธุรกิจ ทำให้ทำธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จ บางท่านเก่งธุรกิจ แต่ไม่เก่งทำอาหาร ถึงจุดนี้ถ้าเราต้องการเป็นเจ้าของร้านเครปเค้ก เราก็ต้องเก่งทั้งทำอาหาร เก่งทั้งธุรกิจ การทำธุรกิจจึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ ผมก็ขออวยพรให้ทุกท่านที่เปิดร้านขายเครปเค้ก ประสบความสำเร็จร่ำรวยกันทุกท่านครับ

  • สูตรวิธีทำเค้กฝอยทอง พร้อมคำแนะนำในการขายเค้กฝอยทอง

     

    เมื่อเอ่ยถึง เค้กฝอยทอง หลายๆ ท่านที่เคยทาน ก็คงจะนึกถึงความอร่อยของเค้กฝอยทองได้เป้นอย่างดี ในบทความนี้ก็จะขอเอาใจท่านที่ชื่นชอบเค้กฝอยทอง จะเป้นวิธีการทำ และก็จะเป็นวิธีการขายเค้กฝอยทอง เชิญติดตามอ่านกันได้เลยครับ

    สูตรวิธีการทำเค้กฝอยทอง สูตรที่ 1 (ชิฟฟ่อนฝอยทอง 2 ปอนด์)

    ส่วนผสม

    – ฝอยทอง 200 กรัม
    – แป้งเค้ก 60 กรัม
    – นมผง ¾ ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ ¼ ช้อนชา
    – ผงฟู ¾ ช้อนชา
    – น้ำมันดอกทานตะวัน 30 กรัม (ใครไม่มีจะใช้น้ำมันพืชอะไรก็ได้นะครับ)
    – ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 2 ฟอง
    – นมข้นจืด 25 กรัม
    – กะทิสด 20 กรัม
    – กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
    – ครีมออฟทาทาร์ ¼ ช้อนชา
    – น้ำตาลทรายป่น 45 กรัม
    – น้ำตาลทราย 45 กรัม

    วิธีการทำ

    – วอร์มเตาที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ทั้งไฟบนไฟล่างนะครับ
    – วางถาดใส่น้ำขนาดที่พอใส่พิมพ์ 2 ปอนด์ได้ ไว้ในเตาอบตั้งแต่ตอนเริ่มเปิดเตาเลยนะครับ อุณหภูมิในเตาจะได้สม่ำเสมอ เวลาเอาเค้กใส่อบครับ ระดับน้ำเอาสูงแค่ 0.5-1 เซนติเมตรพอครับ
    – เตรียมพิมพ์ขนาด 2 ปอนด์ อย่าลืมปูรองด้วยกระดาษไขนะครับ
    – วางฝอยทองที่ยีจนแตกตัวให้ทั่วพิมพ์ กดให้แน่นเสมอกัน พักไว้ (จริงๆ หนาบางเท่าไร เอาที่เราชอบเลยนะครับ แต่ไม่ควรเกิน 0.5 เซนติเมตรนะครับ เดี๋ยวเค้กสุกยาก)
    – ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู น้ำตาลทรายป่น นมผง และเกลือ ลงในชามผสมใบใหญ่ ทำเป็นหลุมๆ คล้ายป่องภูเขาไฟ พักไว้
    – แยกไข่แดงออกจากไข่ขาว ใช้แร็ปพลาสติกใส (หรืออะไรก็ได้) ปิดไข่ขาวไว้ไม่ให้โดนลม เดี๋ยวหน้ากระด้างนะครับ
    – นำไข่แดงที่ได้ ใส่ชามผสมใบเล็ก ตามด้วยน้ำมันดอกทานตะวัน นมข้นจืด กะทิสด และกลิ่นวานิลลา คนผสมด้วยตะกร้อมือจนเข้ากันดี
    – เสร็จแล้วเทส่วนผสมไข่แดงลงในของแห้งที่เตรียมไว้ คนจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียวด้วยตะกร้อมือนะครับ แต่อย่าคนแรงมากไป เอาแค่มองไม่เห็นแป้งเป็นเม็ดๆ ก็ใช้ได้แล้วครับ ปิดฝา อย่าให้โดนลม
    – ที่นี้เรามาจัดการกับไข่ขาวที่แยกไว้ โดยเอาไข่ขาวใส่ในชามผสม ตามด้วยครีมออฟทาทาร์ ใช้เครื่องตีหัวตะกร้อตี ค่อยๆ เพิ่มสปีดความเร็วไปที่ระดับกลาง ตีจนเป็นฟองหยาบๆ
    – ค่อยๆ เทน้ำตาลทรายส่วนที่เหลือลงไปทีละครึ่ง เพิ่มสปีดความเร็วไปที่ระดับสูง ตีจนได้ครีมตั้งยอดอ่อนเกือบแข็ง ก็ลดระดับความแรงของเครื่องตีลงต่ำนะครับ เพื่อตัดฟองอากาศ เนื้อเค้กจะได้เนียนละเอียดครับ ทีนี้ก็ได้เป็นเมอแรงค์ไข่ขาวแล้ว
    – นำส่วนผสมของเมอแรงค์ไข่ขาวที่ได้ ใส่ในส่วนผสมไข่แดง ค่อยแบ่งใส่ 2-3 ครั้งก็ได้นะครับ ตะล่อมๆ อย่างเบามือครับ เนื้อเค้กจะได้ไม่แน่น พอเข้ากันเป็นเนื้อเดียวแล้วก็นำมาเทใส่พิมพ์ ที่มีฝอยทองปูรองก้นไว้ได้เลยครับ เวลาเท ให้เทต่ำนะครับ เค้กจะได้ไม่ยุบตัว
    – นำเค้กเข้าอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส โดยวางไว้ในถาดที่เราหล่อน้ำเอาไว้ครับ
    – อบนานประมาณ 20-25 นาทีนะครับ พอสังเกตว่าเค้กสุกแล้ว ยกออกจากเตาแล้วคว่ำลงบนตะแกรงทันทีเลยครับ ไม่งั้นเค้กจะยุบตัวลงไปอีก
    – พักไว้ให้เย็นนะครับ ก่อนเอาเข้าตู้เย็น ใส่กล่องหรือจะทานตอนที่เย็นแล้วก็ได้เลยนะครับ

    สูตรวิธีการทำเค้กฝอยทอง สูตรที่ 2 (เค้กฝอยทองใบเตย ครีมสด)

    ส่วนผสมตัวเค้ก

    – แป้งเค้ก 100 กรัม
    – แป้งข้าวโพด 10 กรัม
    – ผงฟู 1 ช้อนชา
    – ใบเตย 5 ใบ
    – น้ำเปล่า 30 มิลลิลิตร
    – ไข่ไก่ (เบอร์ 2) 3 ฟอง
    – น้ำตาลทราย 80 กรัม
    – สารเสริม SP 10 กรัม
    – เนยสดเค็ม ละลาย 80 กรัม
    – กะทิสด 20 กรัม
    – นมข้นจืด 20 กรัม

    ส่วนผสมครีมสดกะทิ

    – Diary Cream 1 ถ้วยตวง
    – Non Diary Cream 1 ถ้วยตวง
    – น้ำมะพร้าวอ่อน (แช่เย็น) ¼ ถ้วยตวง

    วิธีการทำ

    – ร่อนแป้งเค้ก แป้งข้าวโพด และผงฟู รวมกัน เอาไปผึ่งแดดประมาณ 30 นาที
    – วอร์มเตาอบ ไฟบไฟนล่าง ไม่เปิดพัดลมนะครับ วอร์มไว้ที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสครับ
    – เตรียมพิมพ์ขนาด 9 นิ้ว หรือ 3 ปอนด์ วางกระดาษไขรองก้นนะครับ
    – ปั่นใบเตยกับน้ำเปล่า นำมาคั้นให้ได้น้ำ 30 มิลลิลิตรนะครับ ถ้าไม่ถึง ก็ให้เดิมน้ำเพิ่มได้ครับ
    – นำน้ำใบเตยที่ได้ ใส่อ่างผสม ตามด้วยไข่ไก่ สารเสริม SP ใช้ที่ตีหัวตะกร้อตีที่สปีดกลาง ค่อยเทน้ำตาลลงทีละครึ่งส่วน ปรับความเร็วสปีดสูงสุด ตีจนเนื้อเค้กหนืดข้นนะครับ
    – ปรับสปีดความเร็วลงต่ำสุด เติมส่วนผสมแป้งลงไป แบ่งใส่ 2-3 ครั้งก็ได้นะครับ พอใส่หมด ปรับความเร็วเครื่องเป็นสปีดกลางครับ ตีนาน 1 นาที
    – เมื่อครบ 1 นาทีแล้ว เบาสปีดกลับมาที่ความเร็วต่ำสุดเช่นเดิมนะครับ นำนมข้นจืดใส่ลงไป ตามด้วยกะทิ และเนยสดละลาย นานประมาณ 1 นาที
    – ปิดเครื่องปาดอ่างครับ ใช้พายตะล่อมให้ถึงก้นอ่างนะครับ พอเข้ากันดีแล้วเทลงพิมพ์ครับ เตรียมเอาเข้าเตาอบได้เลย
    – เช็คอุณหภูมิที่ 180 องศาเซลเซียสนะครับ อบนาน 30 นาที พอเค้กสุกดีแล้ว เอาออกตากเตาอบครับ
    – รีบเอาออกจากพิมพ์ มาพักให้หายร้อนที่ตะแกรงพัก รอแต่งหน้าเค้กกันครับ
    – ทำส่วนผสมของครีม Non Diary Cream และน้ำมะพร้าวอ่อนที่แช่เย็น ตีผสมกันจนตั้งยอดแข็งแล้ว นำวิปครีมแบบ Diary Cream ค่อยเทลงไป ตีจนตั้งยอด ได้ที่แล้วนำมาปาดแต่งเค้กได้เลยครับ
    – ขั้นตอนสุดท้ายทำฝอยทองที่เตรียมไว้มาแต่งหน้าเค้กตามชอบ หรือใครจะใส่ลูกชุบ หรือขนมไทยอะไรเพิ่มก็เก๋ไปอีกนะครับ จัดใส่จาน ยกเสิร์ฟ แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วหล่ะครับ

    การบรรจุกล่องเค้กฝอยทอง

    – ให้บรรจุเค้กฝอยทองในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของเค้กฝอยทองในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากเค้กฝอยทอง

    ที่ภาชนะบรรจุเค้กฝอยทองทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น เค้กฝอยทองหอมหวาน เค้กฝอยทองแสนอร่อย
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายเค้กฝอยทอง

    ในส่วนี้ ผมก็ขอจะแนะนำการเปิดร้านเค้กฝอยทอง นั่นคือทั้งร้านจะมีแต่เค้กฝอยทองครับ มาติดตามอ่านต่อได้เลยครับ

    สำหรับการทำธุรกิจธุรกิจ ก็ต้องมีจุดเริ่มต้น เริ่มแรก เราก็ต้องถามตัวเราก่อน ว่าจะจริงจังลงทุนทำในธุรกิจนี้มั้ย เพราะคนประสบความสำเร็จก็มี คนล้มเหลวก็มี ถ้ามั่นใจว่าจะทำ ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว เราก็ต้องไปศึกษาตำราเค้กฝอยทองที่มีทั้งของไทย และต่างประเทศ ศึกษาให้ทะลุปุโปร่ง ว่าเค้ามีเมนูเค้กฝอยทอง ที่มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ในร้านเราจะมีเมนูเค้กฝอยทองชนิดใด เราจะต้องฝึกทำเค้กฝอยทองจนชำนาญ และอร่อย อาจจะเพื่อนๆ หรือญาติพี่น้องลองชิมดู ว่าทานแล้วรู้สึกอย่างไร เราจะได้มาข้อดีและข้อด้อยมาปรับปรุงสูตรของเราต่อไป

    ขั้นต่อมา ก็คือการหาทำเลแหล่งชุมชนที่มีคนพลุกพล่าน เช่น หน้าโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัย หรือไปจับจองดูพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า เมื่อได้ทำเลแล้วต่อไปก็ทำการตลาด ซึ่งการทำตลาดตอนนี้มีมากมายหลายวิธี การตลาดออนไลน์ก็น่าสนใจ ลองศึกษาดูนะครับ

    เมื่อเรามีทำเล และมีหน้าร้านแล้ว ในตอนเริ่มแรก เราอาจจะขายแค่หน้าร้านอย่างเดียว และการที่มีลูกค้าซื้อเค้กฝอยทองของเรากลับบ้าน เราก็ต้องใส่กล่องให้สวยงาม ติดชื่อแบรนด์ของเราให้เรียบร้อย

    เมื่อเราทำการตลาด จนร้านเราเริ่มมีชื่อเสียงแล้ว เราอาจจะฝากขายไปยังร้านขนมไทย หรือร้านขนมหวานที่ดังๆ มีชื่อเสียง เพื่อเป็นการกระจายรายได้ของเราเพิ่มมากขึ้น

    และสุดท้ายก็คือการขายขยายสาขา เมื่อสาขาประสบความสำเร็จแล้ว มีกำไรเหลือเฝือแล้ว การมีสาขาที่สอง สาขาที่สาม นั่นเป็นความคิดที่ดี วิธีการสร้างสาขาที่สอง ก็ให้ทำเหมือนสร้างสาขาแรก ซึ่งถ้าทำสาขาแรกประสบความสำเร็จแล้ว สาขาที่สองก็น่าจะไม่ยากจนเกินไป แต่เราต้องดูแลให้ทั่วถึง และหาลูกน้องที่ไว้ใจได้ทั้งสองสาขา เพราะเราอาจจะสลับไปๆ มาๆ ระหว่างสองสาขานี้ และแน่นอนว่าสองสาขาประสบความสำเร็จ ก็ต้องมีสาขาสาม สี่ ห้า ตามมา อยู่ที่ว่าเราจะทำไหวหรือเปล่า หรือทำแค่สาขาเดียวพอกินพออยู่พอ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเรา เจ้าของธุรกิจครับ

  • สูตรวิธีทำเค้กช็อกโกแลต พร้อมคำแนะนำในการขายเค้กช็อกโกแลต

     

    ในบทความนี้ก็ขอแนะนำเกี่ยวกับวิธีทำเค้กช็อกโกแลตสุดแสนอร่อย ท่านใดชื่นชอบเค้กช็อกโกแลตไม่ควรพลาดบทความเลยนี้นะครับ ซึ่งการทำเค้กช็อกโกแลตก็อาจจะมีวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนนิดนึง ถ้าเราทำครั้งแรกๆ หรือ 2-3 ครั้งแรก ยังไม่ประสบความสำเร็จ อย่าล้มเลิกครับ ให้ทำต่อไป ศึกษาข้อผิดพลาดในครั้งก่อนๆ ถ้าทำไมถึงทำไม่สำเร็จ หรือว่าทำไมถึงทำไม่อร่อย เอาหล่ะครับ เรามาดูกันกว่าว่าเค้กช็อกโกแลตมีวิธีการทำอย่างไร

    สูตรวิธีการทำเค้กช็อกโกแลต (เค้กช็อกโกแลตฟัดจ์)

    ส่วนผสมตัวเค้ก (ช็อกโกแลตสปันจ์)

    – แป้งเค้ก 90 กรัม
    – ผงโกโก้ 10 กรัม
    – เบคกิ้งโซดา ½ ช้อนชา
    – ผงฟู ¼ ช้อนชา
    – กลิ่นโกโก้ 1 ช้อนชา
    – เนยสดจืด 70 กรัม
    – เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    – ไข่ไก่ เบอร์ 0 3 ฟอง
    – น้ำเปล่า 40 กรัม
    – สารเสริม SP 10 กรัม
    – น้ำตาลทราย 110 กรัม

    ส่วนผสมช็อกโกแลตราดเค้ก

    – ผงวุ้น 1 ช้อนชา
    – น้ำเปล่า 300 กรัม
    – นมข้นจืด (1) 200 กรัม
    – นมข้นจืด (2) 150 กรัม
    – น้ำตาลทราย 200 กรัม
    – ผงโกโก้สีเข้ม 50 กรัม
    – แป้งข้าวโพด 40 กรัม
    – เนยสด 150 กรัม

    วิธีการทำตัวสปันจ์เค้ก

    – วันนี้เราจะใช้เตาอบแก็สแบบ 2 ชั้นครับ วางเค้กด้านบนอย่างเดียว เปิดไฟล่างเท่านั้นนะครับ ให้วอร์มเตาที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส
    – เตรียมพิมพ์ ขนาด 3 ปอนด์ หรือ 9 นิ้วครับ รองก้นด้วยกระดาษไข ใครจะใช้สเปรย์ไขก็ได้นะครับ แล้วแต่ความถนัดครับ
    – ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู ผงโกโก้ เบคกิ้งโซดา ไว้บนถาด ร่อนสัก 2-3 รอบนะครับ เสร็จแล้วนำไปผึ่งแดดสัก 30 นาทีครับ (วันไหนไม่มีแดด ไม่ต้องผึ่งก็ได้ครับ แต่เค้กอาจจะแน่นกว่าทุกวันนิดนึง)
    – ตอกไข่ไก่ น้ำเปล่า สารเสริม SP กลิ่นโกโก้ลงในชามผสมเลยครับ ใช้ Mixer ที่ตีหัวตะกร้อเริ่มที่สปีดกลาง ค่อยๆ เทน้ำตาลลงไปทีละครึ่ง จนหมดแล้วเพิ่มความเร็วเป็นสปีดสูงสุดเลยครับ ตีสัก 5-8 นาที เนื้อเค้กก็จะหนืดๆ ข้นๆ ครับ
    – ทีนี้ก็เบาความแรงลง เทแป้งลงไปในเครื่องผสม ทีละน้อยนะครับ ตีด้วยความเร็วต่ำสุด พอแป้งหมดเพิ่มความเร็วระดับกลาง 1 นาที จนแป้งไม่เป็นเม็ด
    – แล้วก็เบาเครื่องอีกครั้ง เดิม นม และเนย ตามลงไป เวลาริน ให้รินทีละน้อยเป็นสายๆ นะครับ อย่าเทพรวดเดียว เดี๋ยวส่วนผสมจะเข้ากันยาก ตีเบาๆ จนครบ 2 นาที ยกมาปาดอ่างนิดนึงนะครับ ดูว่าตรงก้นอ่างเข้ากันดีหรือยัง ถ้าเรียบร้อยแล้วก็เตรียมเทลงพิมพ์ได้เลยครับ
    – นำเค้กที่ได้เทลงพิมพ์นะครับ เค้กจะเหลือห่างจากขอบพิมพ์ประมาณครึ่งนิ้ว แต่พออบเสร็จก็เต็มพิมพ์พอดีครับ เคาะพิมพ์เบาๆ 1-2 ครั้งครับ (เทคนิคไล่ฟองอากาศ คือ ใช้ไม้ลูกชิ้นจุ่มไปในเนื้อเค้ก ลากไปมานะครับ สัก 2-3 รอบ เพื่อไล่ฟองอากาศ)
    – เช็คดูความร้อนที่เตาอบนะครับ ว่าได้อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียลตามที่ต้องการไหม ถ้าได้ ก็นำเค้กเข้าเตาอบโลด
    – อบนาน 30 นาทีนะครับ ตอน 25 นาที ผมเอาเค้กออกมาเช็ค ยังชุ่มอยู่ เลยรีบเอากลับเข้าตู้อบต่อจนครบเวลา กลิ่นหอมมาเลยครับ
    – พอได้ที่แล้วเอาเค้กออกจากเตาอบ รีบเอาออกจากพิมพ์ คว่ำเค้กไว้แบบนั้นก่อนนะครับ รอจนเค้กเย็น ค่อยหงายหน้าเค้กกลับมา สไลด์เค้กเป็น 3 ชั้น เราจะได้เค้กเนื้อเนียนละเอียดมากๆ เลยครับ พักไว้เตรียมรอแต่งหน้ากันต่อครับ

    วิธีการทำช็อคโกแลต

    – ขั้นตอนต่อไป เรามาทำตัวช็อกโกแลตกันครับ โดยนำแป้งข้าวโพด และนมข้นจืด (2) ผสมกันใส่ถ้วยพักไว้ก่อนครับ
    – นำผงวุ้น น้ำเปล่า นมข้นจืด (1) น้ำตาลทราย ผงโกโก้สีเข้มใส่ลงในหม้อ ผสมให้กันแล้วเอามากรองซัก 1 รอบนะครับ ครีมช็อกโกแลตที่ได้จะเนียนสวยครับ เสร็จแล้วยกขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟกลางค่อนไปทางอ่อน คนด้วยตะกร้อมือเบาๆ เรื่อยๆ พอเริ่มเดือด นำส่วนผสมของแป้งข้าวโพดและนมข้นจืด (2) ที่เตรียมไว้ มารินใส่ครับ อีกมือก็คนไป อย่าหยุดนะครับ (เคยลองแล้วครับ ก้นไหม้ กลิ่นไหม้มาเต็มเลยครับ)
    – คนไปเรื่อยๆ จนเนื้อครีมช็อกโกแลตข้นๆ ยกตะกร้อขึ้นแล้วเห็นเป็นรอยตะกร้อมือ ก็ใส่เนยลงเลยไปครับ ตอนนี้เบาไฟสุดเลยนะครับ คนจนเนยละลาย จนครีมช็อกโกแลตคลายความร้อนเป็นใช้ได้ เตรียมนำมาราดบนเค้กครับ
    – ขั้นตอนประกอบร่างเค้กไม่ยาก เราใช้พิมพ์แบบถอดก้นได้ วางเค้กชั้นแรกลงไป ตักครีมช็อกโกแลต 4 ช้อนโต๊ะ ราดลงไป ปาดให้ทั่วเค้กแล้ววางชั้นต่อไปทับ กดเบาๆ เพื่อให้เค้กอยู่ตัว ทำสลับจนมาถึงชั้นที่ 3 เทครีมช็อกโกแลตที่เหลือทั้งหมดลงไปเลยครับ
    – พอเสร็จแล้ว อาจเหลือพื้นที่ด้านข้างที่ช็อกโกแลตไม่ไหลเข้าไปนะครับ ตอนนี้อย่ากระแทกพิมพ์ครับ ให้หมุนพิมพ์ไปมาสักพัก ครีมช็อกโกแลตจะไหลเข้าไปเองครับ
    – สุดท้ายนำเค้กที่ได้ ใส่เข้าตู้เย็นในช่องธรรมดานะครับ เพื่อให้เค้กเซ็ตตัว อย่างน้อยสัก 2 ชั่วโมงนะครับ (อย่าใจร้อนเอาใส่ช่องแช่เข็งนะครับ เพราะถ้าใส่ช่องแช่เข็ง เวลาเอาเค้กมาไว้ที่อุณหภูมิห้อง ตัวน้ำแข็งจะละลายแล้วเค้กจะเละๆ ไม่น่ารับประทานครับ) ครบ 2 ชั่วโมงแล้วให้ยกออกจากพิมพ์ จัดแบ่งชิ้น ยกเสิร์ฟได้เลยครับ
    – สูตรนี้ใครจะต่อยอดเอาไปแต่งหน้าด้วยผลไม้สดก็ได้นะครับ ช็อกโกแลตกับ ผลสดรสเปรี้ยวๆ อมหวาน เพื่อตัดความขมของช็อกโกแลต อร่อยมากเลยครับ

    การขายเค้กช็อกโกแลต

    เค้กช็อกโกแลต ถ้าเราทำขายก็เยี่ยม ตอนนี้เค้กช็อกโกแลตเป็นเค้กยอดนิยมประจำร้านเค้กไปแล้ว ถ้าเราเปิดร้านขายเค้ก แล้วใส่เมนูเค้กช็อกโกแลตเพิ่มเข้าไป จะทำให้เมนูของร้านเรามีสีสันขึ้นมามากทีเดียว ซึงถ้าเราเปิดร้านขายเค้กอยู่ การจะทำเค้กช็อกโกแลตอาจจะไม่ใช่เรื่องยาก และเรื่องง่าย ขึ้นอยู่กับความชำนาญในการทำเค้กช็อกโกแลตของเรา ซึ่งตำราของต่างประเทศก็มีตำราเค้กช็อกโกแลตมากมาย ให้เราไปศึกษา และนำมาปรับใช้กับการทำเค้กช็อกโกแลตของเรา เมนูนี้ถ้าทำอร่อย คนทานติดใจแน่นอน

  • วิธีปลูกบวบ พร้อมคำแนะนำในการขายบวบ

    สำหรับบทความนี้ก็จะเป็นเรื่องของผักชนิดหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมในการนำมาทำอาหารมาก ซึ่งผักชนิดนี้ก็คือ บวบ นั่นเองครับ ซึ่งบวบเป็นพืชตระกูลเดียวกับมะระ จัดอยู่ในกลุ่มของพืชเถา สามารถขึ้น และเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่แถบร้อน จึงเป็นที่นิยมปลูกเป็นอย่างมากในประเทศเขตร้อน เช่น ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ลักษณะทางกายภาพของบวบ

    สำหรับบวบจัดเป็นพืชที่มีดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน แต่แยกคนละดอก ผลจะมีความยาวและผิวขรุขระเล็กน้อย บางชนิดหากมีผลแก่เต็มที่ก็สามารถนำมาใช้ประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้ต่างๆ ได้ โดยลำต้นจะมีสีเขียว หากเป็นต้นแก่เต็มที่จะเห็นขี้ผึงฉาบบริเวณผิว น้ำที่ได้จากลำต้นปัจจุบันนิยมนำมาทำเครื่องสำอาง และยาสมุนไพร

    การเตรียมพื้นที่ปลูกบวบ

    เนื่องจากบวบเป็นผักที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศร้อน ด้วยเหตุนี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างมากที่จะปลูกในประเทศไทย หรือประเทศทีอยู่ในบริเวณที่มีอากาศร้อนประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส รวมไปถึงอากาศ และแสงแดดตลอดทั้งวัน แต่ทั้งนี้จะต้องมีความชื้นในดินที่คงที่ และสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาในการ โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง และช่วงที่กำลังติดผล ช่วงนี้จะขาดน้ำไม่ได้เลย ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูกจะเป็นช่วงฤดูฝน

    บวบเป็นผักที่มีระบบรากลึกหยั่งเข้าไปในดินระดับปานกลาง สำหรับการเตรียมดินเกษตรกรจะต้องขุดไถลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร ระหว่านทำการไถจะต้องมีการใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวแล้วให้เข้ากันกับเนื้อดิน

    วิธีการปลูกบวบ

    1.การปลูกบวบส่วนใหญ่แล้วจะนิยมปลูกแบบยกร่องสูง 75 เซนติเมตร กว่าง 1.5 เมตร โดย 1 ร่องสามารถทำการปลูกบวบได้ 2 แถว
    2.เกษตรกรนิยมใช้วิธีการหยอดเมล็ดของบวบลงในแปลงเลย สาเหตุที่ไม่ค่อยนิยมเพาะกล้าเนื่องจาต้นกล้าของบวบมีความเปราะ หักและตายได้ง่าย
    3.หยอดลงหลุมที่ลึกประมาณ 2-4 เซนติเมตร จำนวน 3-5 เมล็ด
    4.ระยะห่างของการปลูกต้นบวบแต่ละต้นคือ 75-100 เซนติเมตร
    5.จากนั้นทำการกลบด้วยดินที่ผสมปุ๋ยคอก รดน้ำให้ชุ่ม
    6.เพื่อเป็นการรักษาความชื้นเกษตรกรสามารถปกคลุมปากหลุมด้วยฟาง หรือหญ้าแห้ง

    การดูแลรักษาบวบ

    1.เมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 15 วัน ในช่วงนี้ให้เกษตรกรทำการถอนต้นที่อ่อนแอทิ้งไป ให้เพียงหลุมละ 2 ต้นเท่านั้น
    2.สำหรับการปลูกในช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงทีบวบสามารถเจริญเติบโตได้ดีทีสุด ดังนั้นการเว้นช่วงระยะห่างจะต้องเพิ่มมาขึ้น
    3.เมื่อบวบอายุได้ 15-20 วันจะต้องมีการทำค้างเพื่อที่บวบจะได้เกาะสูงขึ้นไปเพื่อรับแสงแดดได้อย่างเต็มที่

    การทำค้างบวบ

    1.การใช้ไม้ตีเป็นร้าน เพื่อที่บวบจะได้เลื้อยขึ้นเจริญเติบโตอยู่ด้านบนของร้าน การเลือกวิธีการทำร้านเวลาที่มีการออกผล ผลของบวบจะได้ห้อยลงมา สะดวกและง่ายต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต
    2.การปักไม้ค้าง โดยการใช้ไม้รวกยาวประมาณ 2-2.5 เมตร แล้วทำการปักของแต่ละหลุมที่มีการปลูกบวบ จากนั้นทำการรวบไม้เข้าหากันผูกเชือกบริเวณปลายไม้ที่รวบ จากนั้นใช้ไม้พาดแต่ละช่วงที่ห่างกัน 40-50 เซนติเมตร
    3.สุดท้ายคือการใช้กิ่งไม้หรือต้นไม้แห้งปักไว้ให้บวบเลื้อยขึ้นเองตามธรรมชาติ หากเกษตรกรไม่ทำค้างเพื่อที่ให้บวบเลื้อยขึ้นไป จะทำให้บวบเลื้อยไปตามพื้นดิน ผลออกมามาจะเบี้ยว ไม่สวยและไม่เป็นที่นิยม

    การให้น้ำ

    ในการให้น้ำบวบ จะต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดระยะเวลาที่ทำการปลูก และจะต้องระวังอย่าให้บวบขาดน้ำอย่างเด็ดขาด แนะนำว่าเกษตรกรควรทะระบบการให้น้ำแบบร่องดีที่สุด เพราะใบของบวบจะได้ไม่ต้องเปียกน้ำที่เสี่ยงต่อการเน่าได้นั่นเอง

    การพรวนดินและการจำกัดวัชพืช

    การพรวนดินและกำจัดวัชพืช จะต้องทำในครั้งเดียวกัน หลังจากถอนควรมีการพรวนดินทันที เมื่อบวบโตแล้วจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องวัชพืช
    สำหรับการให้ปุ๋ย ก่อนที่จะมีการเพาะเมล็ดพันธุ์จะใช้ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายแล้วรองก้น สำหรับปุ๋ยเคมี นิยมใช้สูตร 5-10-5 ในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแยกใส่เป็น 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ใส่เพื่อรองก้นหลุม และที่เหลือจะใส่เมื่อบวบมีอายุได้ประมาณ 20-30 วัน วิธีการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 จะโรยบริเวณข้างแถว จากนั้นค่อยๆ พรวนกลบลงในดิน รดน้ำตาม เพื่อให้ปุ๋ยละลาย ปุ๋ยไนโตรเจนให้ใส่ในอัตรา 3-5 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ในช่วง 15 วันแรกที่มีการปลูก

    การเก็บเกี่ยวบวบ

    การปลูกบวบจะมีช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวหลังจาการปลูกประมาณ 40-60 วัน โดยคนส่วนใหญ่นิยมทานผลอ่อน ซึ่งเกษตรกรจะต้องเริ่มเก็บก่อนที่บวบจะแก่และแข็ง ไม่ควรปล่อยให้บวบแก่และติดกับต้นมากนัก เพราะจะส่งผลให้บวบชุดหลังมีขนาดที่เล็ก ปกติแล้วผลผลิตจะอยู่ที่ 860-1,050 กิโลกรัมต่อไร่ ในการเก็บเมล็ดพัน ในประเทศไทยของเราจะมีการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้สำหรับการเพาะปลูกในชุดต่อไปเอง โดยการปล่อยให้บวบแก่กับต้น เมื่อบวบแก่จะมีเมล็ดพันธุ์สีดำ เปลือกหนา จะมีผิวเป็นคลื่นร่างแห ขอบเมล็ดจะไม่คม

    การขายบวบ

    ใน 1 ปี เกษตรกรจะปลูกบวบได้ประมาณ 3 รอบ ในการปลูกรอบแรก คือการยกร่องเป็นแปลงเสร็จ ก็ขุดหลุมหยอดเมล็ดพันธ์ุ จากนั้นก็นำไม้มาทำเป็นค้าง และขึงตาข่ายให้บวบเลื้อย และดูแลใส่ปุ๋ย ให้น้ำ จนอายุประมาณ 35 วัน ก็จะเริ่มให้ผลผลิต โดยจะเริ่มเก็บผลผลิตไปได้ทุกวันต่อเนื่องประมาณ 1-2 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลบวบ หากดูแลดีๆ ก็เก็บเกี่ยวได้เกือบ 2 เดือน หลังจากเก็บเกี่ยวครบ 1-2 เดือน ก็หมดรุ่น สามารถถางที่ และปลูกต่อได้เลย ซึ่งปีนึงได้ 3 รอบ ในรอบหนึ่งๆ เกษตรก็จะได้กำไรพอสมควร ขึ้นอยู่กับจำนวนไร่ที่เราปลูกบวบด้วย ยิ่งจำนวนไร่เยอะ ผลผลิตยิ่งเยอะ ถ้ามีพื้นที่สัก 5-10 ไร่ ในรอบๆ หนึ่งก็จะมีกำไรเป็นหลักแสน

    กิจวัตรประจำวันของเกษตรกรที่ปลูกบวบก็คือ จะต้องออกไปตัดบวบ เสร็จแล้วก็จะมาเรียงใส่ถุงขาย แนะนำให้ใส่ถุงละ 5 กิโลกรัม และต้องตัด และเรียงใส่ถุงพร้อมส่งให้เรียบร้อย ที่สำคัญเวลาเรียงก็ต้องเรียงให้ดี ทะนุถนอม เนื่องจากบวบลูกใหญ่ และยาว หากไม่ระวังบวบก็จะหักได้ง่ายๆ เมื่อเสร็จแล้วก็จะนำบวบไปขายส่งให้พ่อค้าแม่ค้าที่จะนำบวบไปขายปลีกต่อ

    ซึ่งบวบที่นำไปขายจะต้องลูกใหญ่และยาว เฉลี่ยบวบที่นำไปขายจะมีน้ำหนักลูกละประมาณ 500 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ราคาที่ขายส่งตอนนี้อยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 20 บาท สำหรับราคานั้นก็ไม่ใช่ว่าจะดีแบบนี้ทั้งปี บางช่วงก็ราคาถูก แต่โดยรวมก็ถือได้ว่าการขายบวบสามารถทำกำไรได้เป็นอย่างดี

  • วิธีปลูกองุ่น พร้อมคำแนะนำในการขายองุ่น

    องุ่นเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่จัดว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้จะต้องเลือกนำมาใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับชนิดและพันธุ์นั้นๆ ด้วยนะคะ นอกจากทานสดๆ แล้วยังมากมายไปด้วยประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตากแห้งเป็นลูกเกด ทำเหล้าองุ่น คั้นเป็นน้ำองุ่น หรือจะเป็นองุ่นบรรจุกระป๋อง

    ชนิดและพันธุ์ขององุ่นนั้นมีมากมายเป็นหมื่นเป็นพันชนิด โดยเกษตรกรมักจะนำพันธุ์ต่างๆ ที่มีอยู่นั้นมาทำการผสมพันธุ์กัน โดยเฉพาะพันธ์ที่มาจากยุโรปและอเมริกา เพื่อจะได้พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และภูมิอากาศในท้องถิ่นนั้นด้วยๆ ส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปลูกได้แก่ การตลาด เพราะบางพันธุ์สำหรับทานสด บางพันธุ์ไว้สำหรับตากแห้ง เป็นต้น

    พื้นที่เหมาะสมสำหรับเพาะปลูกองุ่น

    บอกเลยว่าสำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจจะลองหันมาปลูกองุ่นนั้น ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด แต่ทั้งนี้จะต้องมีการศึกษารายละเอียดให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน เริ่มต้นที่สถานที่ที่เหมาะสมจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
    ดินดี
    คือลักษณะของดินจะต้องมีความอุดมสมบูรณ์ ปราศจากเชื้อโรค หรือแมลงรบกวน ในจุดนี้สำคัญมากๆ องุ่นนั้นบอกก่อนเลยว่าสามารถขึ้นและเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ดินเกือบทุกชนิด แต่ที่เมืองไทยถือว่าเป็นเมืองร้อน ดังนั้นลักษณะของดินจะต้องมีการระบายน้ำและมีการถ่ายเทของอากาศได้สะดวก แนะนำให้เป็นดินร่วนปนดินทราย ช่วยให้รากของต้นองุ่นสามารถชอนไชหาอาหารมาช่วยเสริมให้ลำต้นเกิดความอุดมสมบูรณ์ได้ง่ายยิ่งขึ้น องุ่นสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งมีค่า pH ระหว่าง 5.5-5.6
    ลักษณะภูมิอากาศที่เหมาะสม

    ประเทศไทยจัดว่าเหมาะสมสำหรับการปลูกองุ่นเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่าองุ่นชอบพื้นที่ที่มีอุณหภูมิค่อนข้างสูง แสงแดดจัด ความชื้นในอากาศต่ำ ระดับของฝนที่ตกลงมานั้นไม่ควรน้อยกว่า 15 นิ้ว แต่ไม่ควรเกิน 40 นิ้ว
    ในการเพราะปลูกแม้ว่าองุ่นจะชอบพื้นที่อุณหภูมิสูงแต่ก็ต้องการน้ำในการเจริญเติบโตไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นในการเพาะปลูกจะต้องไม่ขาดแคลนน้ำ ในการเพาะปลูกอีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องระมัดระวังคือแมลง และศัตรูพืชที่มารบกวน โดยเฉพาะฤดูการให้ผลผลิต

    การขยายพันธุ์องุ่น

    องุ่นจัดว่าเป็นผลไม้ที่เกษตรกรสามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด แต่ส่วนมาก เกษตรกรอาศัยการเลือกซื้อต้นพันธ์แทนการขยายพันธุ์ เนื่องจากสะดวกและรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ก็ยังมีค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย ดังนั้นหากท่านไหนที่ต้องการมีไร่องุ่นเป็นของตัวเองจะต้องศึกษา และมีความรู้เรื่องการขยายพันธุ์องุ่นได้เอง โดยสามารถทำได้ถึง 6 วิธีได้แก่
    การเพาะเมล็ด
    การตัดกิ่งปักชำ
    การติดตา
    การทาบกิ่ง
    การตอนกิ่ง
    การต่อเสียบ

    วิธีการปลูกองุ่น

    เตรียมพื้นที่
    พื้นที่ทราย สำหรับพื้นที่ที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ สามารถแก้ไขได้ด้วยการปลูกถั่ว เพื่อบำรุงดินไว้ล่วงหน้า และมีออกดอกให้ทำการไถกลบหน้าดินเหล่านั้น
    ดินเหนียว ที่นำท่วมถึง ให้ทำการยกร่องให้สูงอย่าให้มีน้ำท่วมถึงได้อย่างเด็ดขาด จากนั้นบำรุงหน้าดินด้วยการใส่ปุ๋ยหมัก และทรายหยาบลงไปเพื่อดินที่โปร่งและร่วนซุยมากยิ่งขึ้น
    พื้นที่ดินลอน หรือลาดเขา ให้ทำการแก้ไขด้วยการไถให้ลูก ตากหน้าดินไว้อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ บำรุงหน้าดินด้วยการปลูกพืชตระกูลถั่ว และค่อยดำเนินการไถกลบทับเมื่อออกดอก

    วิธีการปลูก

    เมื่อเกษตรกรได้เตริมพื้นที่สำหรับการปลูกองุ่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อมาเริ่มต้นด้วยการขุดหลุมโดยเว้นระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 2.5 – 3.00 เมตร ระหว่างแถว ประมาณ 4 เมตร ในการเพาะปลูกจะต้องขึ้นอยู่กับสภาพของดินในพื้นที่นั้นๆ ด้วย หากเป็นดินเหนียวให้มีถี่ลงกว่านี้ สำหรับแถวที่มีการปลูกองุ่นจะต้องมีการยกเป็นลูกฟูกตลอดแนว กว่า 1.5 เมตร
    ขนาดของหลุมที่ขุดกว่าง 1 เมตร ลึก 1 เมตร แยกดินปากหลุม และก้นหลุมไว้ ตากให้แห้งประมาณ 15-20 วัน จากนั้นทำการผสมดินปากหลุมกับปุ๋ยคอกรองที่ก้นหลุม ส่วนดินก้นหลุมก็ผสมกับปุ๋ยคอก ไว้ที่ปากหลุมสลับกัน เมื่อนำต้นองุ่นลงปลูก ตัดแต่งกิ่งเล็กกิ่งน้อยออกไป เหลือลำต้นมีตาแค่ 2-3 ตา แล้วค่อยๆ นำดินที่อยู่ปากหลุมกลบลำต้นให้พูน ปักด้วยหลัดเพื่อป้องกันต้นโยกคลอน เสร็จเรียบร้อยแล้วทำการรดน้ำใช้ใบมะพร้าวหรือใบไม้ เพื่อกำบังแสงแดด การปลูกองุ่นแนะนำให้ปลูกฤดูฝนจะเป็นการประหยัดน้ำ
    เมื่อต้นองุ่นเจริญเติบโตได้พอประมาณ จะต้องทำค้าง เพื่อที่ลำต้นได้เลื้อย ไม่อย่างนั้นจะเลื้อยไปตามดินและเจริญเติบโตช้า ผลที่ออกมาก็จะเกาะกับพื้นดิน เกิดการเน่าเสีย และให้ผลผลิตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

    การบำรุงรักษาองุ่นหลังการเพาะปลูก

    การให้ปุ๋ย ทั่วไปแล้ว จะให้ปุ๋ย 3 ชนิดได้แก่
    1.ธาตุไนโตรเจน เพื่อเสริมหากสังเกตเห็นลำต้นองุ่น เจริญเติบโตช้าผิดปกติ แคระแกรน ใบเหลืองซีด ก้านเปราะ ผลสุกช้า
    2.ฟอสฟอรัส หากต้นองุ่นขาดธาตุนี้จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า รากไม่เจริญเติบโต ผลแก่ช้ากว่าปกติ
    3.โปแตสเซียม เส้นใบและขอบใบมีสีเหลือง ริมใบมีสีน้ำตาล
    การให้น้ำ แม้ว่าองุ่นจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศที่มีอุณหภูมิสูง และไม่ค่อยชอบดินแฉะหรือพื้นที่ที่มีน้ำในปริมาณที่มากจนเกินไป แต่น้ำก็จะช่วยบำรุง แต่งผลให้ดูดี สวยงาม ดังนั้นในช่วงฤดูกาลให้ผลผลิตองุ่นจะขาดน้ำไม่ได้เลย อาจมีการจัดเตรีมนำสำรองไว้ในส่วนนี้ในปริมาณที่เพียงพอ

  • วิธีปลูกแอปเปิ้ล พร้อมคำแนะนำในการขายแอปเปิ้ล

    แอปเปิ้ลเป็นผลไม้เมืองหนาวประเภทผลัดใบ มีแหล่งกำเนิดที่ประเทศแถบยุโรป คือทวีปอเมริกา เซ็น โซเวียด ประเทศจีน ออสเตรเรีย รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์ ส่วนในด้านของประเทศไทยนั้นได้มีการนำเข้ามาเมื่อไม่นานนี้เอง

    ลักษณะของต้นและใบแอปเปิ้ล

    เป็นไม้เนื้อแข็ง ใบและยอด หากมีการเจริญจะมีความแตกต่างไปตามแต่ละสายพันธ์ โดยทั่วไปแล้วลำต้นจะมีลักษณะเป็นทรงกลม บางพันธ์สูง แต่บางพันธ์ลำต้นต่ำ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวสีเขียว ขอบเป็นหยัก
    ผลของแอปเปิ้ลมีลีกษณะคล้ายกับผลชมพู่มีรอยปุ่มด้านบนและก้นผล เล็กน้อยไม่ลึกมาก มีสีที่แตกต่างกันออกไปบางผลมีสีเหลืองคล้ำ จนถึงแดงเข้ม เนื้อมีสีขาวหยาบ จัดเป็นพืชอยู่ในตระกูล Rosaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ Malus domestica

    สภาพดินฟ้า อากาศ ในกาปลูกแอปเปิ้ล

    สำหรับแอปเปิ้ล จัดเป็นพืชเมืองหนาว ดังนั้นในการเพาะปลูกย่อมต้องการอากาศที่หนาวเย็นเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน โดยลักษณะภูมิอากาศที่จะทำให้ระยะฟักตัวของแอปเปิ้ลยุติลงได้ คือ 60-85 องศาฟาเรนไฮต์ ในกรณีที่อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาฟาเรนไฮต์ จัดเป็นอันตรายต่อระบบรากเป็นอย่างมาก

    ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกแอปเปิ้ล

    ดินร่วนปนดินทราย ที่มีความเป็นกรดด่างอยู่ที่ 5.0-6.8 แม้ว่าแอปเปิ้ลต้องการสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่ทังนี้มันไม่ต้องการ และไม่ชอบลักษณะดินที่มีน้ำขังบริเวณราก

    พันธุ์แอปเปิ้ล

    พันธุ์ของแอปเปิ้ลมีมากมายประมาณ 2000 กว่าพันธุ์ แต่ที่เกษตรกรนิยมปลูกจะมีอยู่ 4 พันธุ์ได้แก่
    1.พันธุ์แอนนา เป็นพันธ์ที่ถูกผสมขึ้นมาใหม่ ในประเทศอิสราเอล ลักษณะของผลสำหรับผลเมื่อแก่จะเป็นสีเหลืองสด ขนาดปานกลางจนถึงขนาดใหญ่ รูปร่างค่อนข้างยาวกว่าแอปเปิ้ลทั่วไป
    2. พันธุ์เอนเชเมอ ลักษณะของผลแอปเปิ้ลพันธ์นี้ค่อนข้างกลม และมีขนาดเล็กกว่าพันธ์แอนนา ที่ได้กล่าวมาในข้างต้น มีสีเหลืองสดเมื่อแก่ สำหรับแอปเปิ้ล 2 พันธ์นี้ ได้มีการทดลองปลูกที่ดอยอ่างข่าง ปัจจุบันจัดว่ากำลังให้ผลผลิตอย่างงาม
    3. พันธุ์โรม บิวตี้ สำหรับพันธุ์นี้พิเศษตรงที่สามารถปล่อยละอองเรณูหลังจากที่ได้ออกช่อ ทำให้ช่อสามารถรับเชื้อได้ ดังนั้นพันธุ์นี้ไม่มีประโยชน์หากเกษตรกรคนไหนที่ต้องการใช้เป็นตัวถ่ายละออกเรณูเพื่อไปผสมพันธ์กับพันธ์อื่นๆ ได้
    4. พันธุ์แกลนด์อเลกเซนเตอร์

    การขยายพันธุ์ของแอปเปิ้ล เพื่อการเพาะปลูก สามารถทำได้หลากหลายวิธี

    การติดตา

    เริ่มจากการเตรียมต้นตอ ซึ่งอาจจะได้จากการตอนกิ่ง หรือปักชำมาจากต้นเดิม แต่สำหรับเทคนิคและวิธีการปลูก หรือเตรียมต้นแอปเปิ้ลให้ได้ปริมาณมากในระยะเวลาที่แสนสั้นง่ายๆ เพียงแค่ทำการปลูกต้นแอปเปิ้ลลงไปก่อน แล้วทำกาตัดต้นแอปเปิ้ลให้เหลือแต่ตอ ในส่วนของตอนี้จะแตกกิ่งก้านสาขาออกมาจำนวนมาก ให้เกษตรกรใช้ดินกลบโคนที่กิ่งเหล่านั้น เพียงไม่กี่วันก็จะแตกรากออกมา และเมื่อรากงอกออกดีแล้ว ให้ทำการขุดและตัดเอาไปลงถุงเพาะชำต่อไป

    สำหรับต้นตอที่ใช้ในประเทศไทย จะเป็นพันธ์ เอ็ม เอ็ม 106 เป็นพันธ์ที่ค่อนข้างแคระ และที่สำคัญสามารถขยายพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว
    การปลูกและการปฏิบัติดูแลรักษาต้นแอปเปิ้ล

    ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าการปลูกแอปเปิ้ล โดยทั่วไปแล้วจะมี 2 ลักษณะ ดังนี้

    ระบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า

    สำหรับการปลูกในลักษณะนี้ จะเป็นการปลูกต้นไม้ให้เป็นมุมฉากกัน โดยจะอยู่กันคนละมุมของสี่เหลี่ยมผืนผ้า การปลูกเช่นนี้เหมาะสำหรับการปลูกไม้แซม สะดวกต่อการพรวนดิน และง่ายต่อการดูแลรักษา จะทำให้ต้นแอปเปิ้ลได้รับแสงแดดได้อย่างเต็มที่

    การปลูกแอปเปิ้ลแนวระดับเดียวกัน

    จะมีการปลูกในแนวระดับเดียวกัน อาจมีการคดเคี้ยวไปตามระยะทางที่ห่างกัน อีกด้านเป็นระยะจำกัด การปลูกต้นแอปเปิ้ลในลักษณะนี้จะช่วยลดการสึกกร่อนของดิน เหมาะสำหรับพื้นที่การเพาะปลูกที่มีลักษณะเป็นเนินเขาลาดชัน

    การเตรียมดิน

    ในการปลูกแอปเปิ้ล ก็เหมือนกับการปลูกผลไม้ทั่วๆ ไปนั่นล่ะค่ะ โดยการเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูก เริ่มต้นด้วยการขุดหลุม กว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร และลึก 1 เมตร นำดินที่ขุดออกมากองไว้ด้านบนปากหลุม 1 กอง และไว้ก้อนหลุมส่วนหนึ่ง แต่ละกองผสมด้วยปุ๋ยคอกในอัตราส่วนเท่าๆ กัน โดยเอาดินที่อยู่ปากหลุมรองก้น เวลาที่ปลูก ส่วนดินที่อยู่ก้นหลุมนำมากลบโคนต้นแอปเปิ้ลให้พูนขึ้นมาจากปากหลุมเล็กน้อย

    ระยะห่างที่เหมาะสมสำหรับการปลูกคือ 3×3 เมตร หรือ 4×4 เมตร ประมาณการแล้วหนึ่งไร่จะได้ 100-177 ต้น การที่ต้นแอปเปิ้ลจะได้รับการกระทบกระเทือนน้อยที่สุด แนะนำให้ปลูกในช่วงฤดูหนาว

    การดูและรักษาและการให้ปุ๋ย

    สำหรับการให้ปุ๋ยแอปเปิ้ลนั้นส่วนใหญ่แล้วจะให้ประมาณ 2 ครั้งต่อปี โดยในช่วงแรกนั้นจะเริ่มให้ในฤดูการที่ต้นแอปเปิ้ลกำลังออกดอก โดยจะใช้สูตร 13-13-21 และอีกครั้งหนึ่งในช่วงหลังเก็บเกี่ยว ใช้สูตร 15-15-15 สำหรับอัตรา จะขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของต้นแอปเปิ้ลด้วย วิธีการให้ปุ๋ยที่ถูกต้องคือการพรวนดิน แล้วค่อยโรยปุ๋ยลงไปบริเวณที่พรวนดิน จากนั้นรดน้ำตาม

    เทคนิคต่างๆ ที่จะทำให้แอปเปิ้ลมีดอกและผล

    1.ในประเทศอินโดนีเซียใช้วิธีการการโน้มกิ่งและปลิดใบทิ้ง เพื่อบังคับให้บริเวณต้นแอปเปิ้ลมีตาแตกออกมา วิธีการดังกล่าวจะทำให้แอปเปิ้ลออกผลได้ปีละ 2
    2.การตัดแต่งกิ่งแอปเปิล วิธีการนี้จะเกษตรกรนิยมทำกันในช่วงที่ต้นแอปเปิ้ลพักตัวในฤดูหนาว เป็นช่วงที่ต้นกำลังสลัดใบทิ้ง สะดวกในการตัดตกแต่งกิ่งอย่างมาก
    3.การปลิดผลทิ้ง ทำก็ต่อเมื่อต้นแอปเปิ้ลมีผลผลิตที่มากจนเกินไป เพราะไม่อย่างนั้นผลที่ได้มานั้นจะมีขนาดเล็ก ไม่สวย และอาจทำให้ลำต้นขาดสารอาหารและตายได้

  • วิธีปลูกขิง พร้อมคำแนะนำในการขายขิง

    บทความนี้ก็จะเป็นเรื่องของเครื่องเทศชนิดหนึ่ง ที่พ่อครัวแม่ครัวจะต้องมีติดเอาไว้เสมอ นั่นคือก็คือ ขิง นั่นเองครับ บทความก็จะเป็นการอธิบายถึงวิธีการปลูกขิง ว่าเริ่มต้นปลูกยังไง และการขายขิง ว่าขายกันอย่างไร

    ลักษณะทั่วไป

    ขิงเป็นพืชล้มลุก ที่มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกเป็นสีน้ำตาลแกมเหลือง แต่ภายในเป็นสีเหลืองนวล จะมีการแทงหน่อ หรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอ ประกอบไปด้วยกาบ หรือโคนหุ้มซ้อนกัน

    ลักษณะของใบจะเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ออกเรียงสลับกันเป็นสองแถว เป็นรูปหอกเกลี้ยงๆ ความกว้างอยู่ที่ 1.5-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12-20 เซนติเมตร หลังใบห่อจีบเป็นรูปร่าง โคนใบสองแคมจะเป็นกาบหุ้มลำต้นเทียม

    พันธุ์ขิงของไทย

    – ขิงใหญ่ จะมีแง่งใหญ่ มีข้อห่าง และมีเนื้อละเอียด เสี้ยนเนื้อน้อย ความเผ็ดปานกลาง เนื้อข้างในดูแล้วไม่มีสี หรือถ้ามีก็จะเป็นสีที่อ่อนจาง ตาขิงจะออกกลมมน ขิงใหญ่เหมาะสำหรับทานเป็นขิงอ่อนสดๆ หรือจะทำเป็นขิงดองก็ได้
    – ขิงเล็ก หรืออีกชื่อคือ ขิงเผ็ด จะมีแง่งที่เล็กกว่าขิงใหญ่ ข้อถี่และสั้น เนื้อมีเสี้ยนค่อนข้างเยอะ ขิงเล็กเป็นขิงที่มีรสชาติ เผ็ดจัด ถ้าลองลอกเปลือกอก จะเห็นเป็นสีน้ำเงิน หรือน้ำเงินอมเขียว ตาขิงมีลักษณะแหลม ขิงเล็กนิยมนำมาใช้ทำยา ลแะทำขิงแห้ง ขิงเล็กไม่นิยมในการปลูกขาย

    การขยายพันธุ์

    สำหรับการขยายพันธุ์ สามารถขยายพันธุ์ด้วยการใช้เหง้า ปลูกในดินร่วนซุยผสมปุ๋ยหมัก หรือดินเหนียวปนดินทราย อีกหนึ่งวิธีคือการขยายพันธ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ วิธีการนี้อาจมีต้นทุนที่สูง แต่คุ้มค่า จะได้พันธุ์ที่ปลอดเชื้อ และโรคที่มากับท่อนพันธุ์ขิง

    ลักษณะของดินที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกขิง

    ขิงชอบดินร่วนซุย ที่มีการระบายน้ำได้ดี แนะนำให้เป็นดินร่วนปนดินทรายหรือดินเหนียวปนดินทรายจะดีที่สุด ในการปลูกจะต้องมีการเตรียมดินปลูกให้มีสภาพที่เหมาะสมสำหรับการปลูก ขิงสามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจะกระทั่งมีความสูงประมาณ 1500 เมตร ชอบอากาศที่ค่อนข้างชื้นและมีอุณหภูมิที่สูงพอสมควร

    การเตรียมพันธุ์ของท่อนขิง

    การคัดเหง้า หรือพันธ์ขิงจะต้องเป็นขิงแก่ที่มีอายุตั้งแต่ 10-12 เดือน เอามาผึ่งลมให้แห้ง แล้วหั่นเป็นท่อนๆ ยาวท่อนละ 2 นิ้ว มีตาประมาณ 2-3 ตา

    วิธีการปลูกขิง

    สำหรับการปลูกขิงด้วยวิธีการใช้เหง้า เกษตรกรมักใช้วิธีการยกร่องเพื่อให้มีการระบายน้ำได้ดี มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 50-70 เซนติเมตร โดยร่องเองจะต้องมีความสูงอยู่ที 15-25 เซนติเมตร ในส่วนของความยาวนั้นไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับพื้นที่ของการเพาะปลูก สำหรับขั้นตอนในการปลูกขิงก็ไม่ยากครับ สามารถทำได้โดยวางท่อนพันธุ์ลงในหลุมลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร หลุมละ 1 ท่อน ระยะห่างระหว่างหลุมอยู่ที่ 25-35 เซนติเมตร

    ฤดูกาลที่เหมาะสมสำหรับการปลูกขิง

    ช่วงระยะเวลาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนมีนาคม หากเกษตรกรทำการเพาะปลูกในช่วงนี้ จะสามารถเก็บเกี่ยวขิงอ่อนได้ประมาณเดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม สำหรับขิงแก่ สามารถปล่อยไว้และเก็บในได้ในเดือนพฤศจิกายน – เดือนมกราคม

    อีกหนึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกจะเป็นเดือนเมษายน – เดือนพฤษภาคม หากมีการเพาะปลูกในช่วงนี้ เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณช่วงเดือนกันยายน – เดือนตุลาคม และเก็บเกี่ยวขิงแก่ได้ในช่วงเดือนมกราคม – เดือนกุมภาพันธ์

    การดูแลรักษา

    การปลูกขิง จะต้องมีการให้น้ำที่เพียง เพราะหากมีการขาดน้ำ และอยู่ในอุณหภูมิที่สูงจะทำให้เป็นขิงเป็นโรคใบไม้ และมีอาการเหี่ยวได้ โดยเฉพาะขิงที่มีแง่งขนาดเล็ก มีส่วนทำให้ชะงักการเจริญเติบโต แห้งตายในที่สุด ก่อนการเพาะปลูกเกษตรกรจะต้องมีการเตรียมการและวางแผนในส่วนนี้เป็นอย่างดี โดยการวางระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ สำหรับพื้นที่ที่อาศัยชลประทานอาจมีการจัดทดน้ำเข้าในสวน วิธีการสามารถควบคุมปริมาณสำหรับการเพาะปลูกได้

    การให้ปุ๋ย

    ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า ขิง เป็นพืชที่ต้องการธาตุอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต โดยปุ๋ยที่นำมาใช้ในแปลงปลูกแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

    ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสดหรืออาจใส่กากถั่วต่างๆ โดยจะมีการใส่ในขณะที่เตรียมดิน และหลังจากทีมีการปลูกขิงไปแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกใส่ขณะที่ขิงมีอายุได้ประมาณ 2 เดือน และครั้งที่ 2 ใส่เมื่อขิงมีอายุ 4 เดือน
    ปุ๋ยเคมี การใส่ปุ๋ยเคมีถ้าไม่จำเป็นไม่แนะนำ ไม่ควรใส่ เพราะมันมีผลทำให้เกิดโรคเน่ามากขึ้นซึ่งการใส่ปุ๋ยเคมีจะใส่ก็ต่อเมื่อปลูกขิ่งจำนวนมากหลายๆไร่

    การป้องกันกำจัดวัชพืช

    ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในการปลูกขิง คือโรคและศตรูพืชบางชนิด จะคอยมาสร้างความเสียหายให้แก่ต้นขิงจำนวนไม่น้อยในแต่ละแปลง โดยเฉพาะโรคเน่าที่เกิดกับแง่งขิงใต้ดิน มักเกิดกับพื้นที่แฉะและมีน้ำขัง สำหรับการเพาะปลูกขิงดำ หรือขิงเผ็ดจะค่อนข้างที่คงทนได้ดีกว่าขิงหยวก
    โรคที่พบบ่อยสำหรนับขิงได้แก่ โรคแอนแทรคโนส หรือที่เรารู้จักกันว่าโรคใบจุด สำหรับโรคนี้จะเกิดขึ้นจากเชื่อรา โรครากปมเกิดจากไส้เดือนฝอย โรคขิงเน่า ในส่วนนี้มีหลากหลายสาเหตุอาจเกิดจากแบคทีเรียและเชื้อรา

    สำหรับเกษตรกรที่ทำการปลูกขิงจะต้องดูแลอย่างทั่วถึง และหมั่นตรวจสอบแปลงขิงอยู่บ่อยครั้ง รวมไปถึงการวางแผนเพื่อป้องกันโรค หรือวัชพืชมาทำร้ายขิง หากมีเกิดการเสียหายจะต้องรีบจัดการอย่าปล่อยให้เกิดโรคระบาด โดยการย้ายที่ปลูก หรือหาพืชชนิดอื่นมาปลูกทดแทนเสียก่อน รวมไปถึงการนำท่อนพันธ์ไปแช่น้ำยากับเชื้อราก็สามารถลดความเสี่ยงในจุดนี้ได้ค่อนข้างมาก

    การขายขิง

    เมื่อเรามีสวนขิง และได้ทำการเก้บเกี่ยวแล้ว ต่อมาก็ถึงขั้นตอนการนำไปขาย ในที่นี้ ขอกล่าวถึงแบบขิงขายส่งนะครับ

    – เมื่อเราถอนขิงอกจากไร้ หรือจากสวนแล้ว ก็ต้องนำมาแพ็กใส่ถุง ถุงละประมาณ 5 กิโลกรัม เพื่อเตรียมส่งขาย
    – ในตลาดนั้นการแข่งขันสูง พ่อค้าแม่ค้าอาจจะขายตัดหน้า ตัดราคากันเอง
    – การขายขิงแบบขายส่ง ส่วนมากการซื้อขายจะเป็นเงินผ่อนมากกว่า เป็นลักษณะบิลชนบิล และการค้าขายแบบนี้อาศัยการเชื่อใจกันมากกว่า หรือทำหรือค้าขายกันมายาวนานแล้ว
    – สำหรับการขายปลีก พ่อค้าแม่ค้าในตลาดนั้นละที่ต่างต้องแย่งลูกค้าใต้ให้ได้มากที่สุด ส่วนตัวสินค้าก็คือ ขิงเหมือนกัน ราคาต้องถูกกว่า หรือถ้าขิงราคาเท่ากัน ขิงต้องสวยกว่า หรือขิงต้องใหญ่กว่า
    – ข้อเสียของการขายขิง ก็คือขิงเป็นสินค้าที่เสียง่าย และผู้ซื้อก็เลือกของอย่างมากด้วย
    – ตลาดสี่มุมเมือง เป็นตลาดที่แข่งขันกันมากอีกที่หนึ่ง ที่นี้จะเปิดเป็นรอบๆ ช่วงที่ค้าขายแบบขายส่งกันมากคือรอบดึก ตีหนึ่ง ขึ้นไป จะมีพวกพ่อค้าแม่ค้านำรถที่จะมาขนผักไปขายในตลาดต่างๆ ในกรุงเทพ มาซื้อขิงกัน ถ้าวางแผนการขายไม่ดี มีของเน่าเยอะก็ขายกันไม่ออกเลยก็มี เมื่อขายส่งไม่ได้ ก็จะมีลานผักให้เราได้ขายปลีกต่อจนเช้า 9 โมงเช้าเลยครับ
    – การค้าขายสินค้าเกษตรที่เป็นผัก เราต้องเข้าใจธรรมชาติของสินค้าของเราด้วย คือ ของเน่าเสียง่าย และสินค้ามีมาขายกันเยอะ เช่น มากันเป็นรถสิบล้อ และพ่อค้าแม่ค้าต้องการหั่นเราคาเราอย่างเดียว คือซื้อของถูก แต่ไปขายแพง กดราคาเรา ประเภทที่ว่า คุณไม่ขายให้ฉัน คุณเอากับไปบ้านก็เสีย และสุดท้ายเมื่อเราเขายส่งที่ตลาด ขายไม่ได้ก็ต้องลดราคากันไป ของเน่าก็ต้องทิ้งไป
    – ดังนั้นใครที่เป็นเกษตรกรที่ต้องการขายขิง หรือผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ต้องระวังเรื่องที่สำคัญคือ เงิน และระบบบิลชนบิลที่พ่อค้าเดียวนี้ทำกัน ก็ต้องบริหารการเงินของเราให้ดีนะครับ

    ตั้งแต่เดือนกรกฏาจนถึงเดือนกันยายน ขิงอ่อนสวยๆ ก็จะเริ่มออกสู่ตลาด เส้นทางของขิงก็จะไป 3 เส้นทาง คือ

    – ขิงเข้าโรงงานดอง คือ ขิงที่ส่งเข้าไปโรงงานเพื่อดองทำเป็น ขิงดอง
    – ขิงตลาด คือ ขิงที่ส่งขายในตลาดขายส่งใหญ่ๆ เช่น ตลาดไท ศรีเมือง สี่มุมเมือง
    – ขิงแก่ คือปล่อยให้ขิงมีอายุมากขึ้น จนไปเป็นขิงแก่ ซึ่งก็สามารถนำไปขายส่งในตลาดได้เช่นกัน

    ก็ขอให้ท่านผู้อ่านที่สนใจจะขายขิง ขายขิงจนร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • วิธีปลูกพริก พร้อมคำแนะนำในการขายพริก

    ต้นพริก
     

    พริกจัดว่าเป็นพืชผักสวนครัวที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากเป็นสวนที่สำคัญในการประกอบอาหารในชีวิตประจำเป็นอย่างมาก มีรสชาติที่ค่อนข้างเผ็ดร้อน ส่วนใหญ่นิยมปลูกบริโภคในครัวเรือน ปลูกเพื่อการค้า และปลูกเพื่อใช้สำหรับการแปรรูปไม่ว่าจะเป็นพริกแห้ง พริกป่น น้ำพริกเผา ซอสพริก และอื่นๆ อีกมากมาย

    การปลูกและการดูแลรักษาพริก

    การเตรียมดิน

    1.ก่อนอื่นเลยจะต้องมีการเตรียมพื้นที่ และแปลงสำหรับการเพาะปลูกด้วยการไถดะ และตากดินทิ้งไว้ 5-7 วัน ค่อยไถพรวน 1 ครั้ง
    2.ตามด้วยการใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักลงไป 3-4 ตันต่อไร่ ใส่ปุ๋ยตราบัวทิพย์สูตร 2 ในอัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ด้วยการหว่านให้ทั่วพื้นที่ แล้วค่อยพรวนกลบหน้าดินอีกครั้งหนึ่ง

    วิธีการเพราะปลูก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของดินที่ที่ต้องการเพาะปลูกด้วย

    การปลูกแบบไม่ยกแปลง
    การปลูกในลักษณะนี้เหมาะสำหรับการปลูกบนพื้นที่ที่สามารถระบายน้ำได้ดี มีการปรับระดับของพื้นที่ได้อย่างสม่ำเสมอ การปลูกแบบนี้สามารถปลูกเป็นแถวเดียวกัน ให้มีระยะห่างระหว่างแถวอยู่ที่ 60-70 เซนติเมตร และระหว่างต้นอยู่ที่ 50 เซนติเมตร
    ปลูกแบบยกแปลง
    ลักษณะของการปลูกยกแปลง เหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับพื้นที่ปลูกที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง ระบายน้ำออกได้ยาก โดยการเตรียมพื้นที่จะต้องยกแปลงกว้าง 1.5 เมตร มีร่องน้ำกว้าง 50 ซม. ลึก 50 ซม. โดยใช้วิธรการปลูก 2 แถวบนแปลงเดียวกัน เป็นแถวคู่ไป

    การเพาะปลูก

    1.เริ่มต้นด้วยการใช้เมล็ดพริก หยอกหลุม หลุมละ 3-5 เมล็ด สำหรับพริกหวาน เปอร์เซ็นในการรอดประมาณ 80% ที่หยอดลงไป ดังนั้น 1 ไร่ จะใช้เมล็ดเพียงแค่ 60-90 เมล็ดเพียงเท่านั้นเองนะคะ การปลูกวิธีการนี้นิยมสำหรับการปลูกในแปลงขนาดใหญ่ ที่ไม่มีแรงงานพอที่จะเพาะพันธ์และย้ายต้นกล้า ซึ่งก็มีจุดอ่อนคือต้นพริกอ่อนแอ และเสี่ยงต่อการโดนมด หรือแมลงอื่นๆ มาคอยกัดกินใบ สิ้นเปลืองและสูญเสียเมล็ดพันธ์จำนวนไม่น้อย
    2.การเพาะเมล็ดให้งอก อนุบาลให้ลำต้นแข็งแรงจากนั้นค่อยนำไปหยอดหลุม กลบด้วยดินบางๆ วิธีการนี้ก่อนที่จะมีการเพาะแนะนำให้เอาเมล็ดพันธ์แช่น้ำ ห่อด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ ทิ้งไว้ 2 วันเมล็ดก็จะงอกจากนั้นนำไปลงแปลงได้
    3. เพาะเมล็ดในแปลงเพาะก่อนที่จะนำไปลงสู่แปลงจริง สำหรับวิธีการนี้อาจมีหลากขั้นตอน แต่เมื่อเทียบกับเปอร์เซ็นต์ที่รอด หรือได้นั้น ถือว่ามีโอกาสมากที่สุด ก่อนที่จะมีการเพาะปลูกในแปลงจะต้องใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปริมาณ 100 กรัมต่อตารางเมตร คลุกดินลึกประมาณ 5-8 นิ้ว จากนั้นทำการหว่านเมล็ด ทิ้งไว้ 10 วัน เมื่อเห็นว่าเมล็ดเริ่มงอก แยกต้นออกหากเห็นว่ามีลำต้นที่หนา

    เมื่อกล้าอายุได้ 18 วัน ให้ทำการรดด้วยปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟตละลายน้ำ แล้วรดน้ำตามทันที สังเกตุหากต้นกล้าสูงประมาณ 6 นิ้ว ก็สามารถย้ายลงแปลงเพาะปลูกได้แล้ว โดยรวมแล้วใช้เวลาอยู่ที่ 30-40 วัน บางที่จะมีการย้ายต้นกล้า 2 ครั้ง เพื่อที่ต้นกล้าจะแข็งแรงได้อย่างเต็มที่ โดยจะเริ่มย้ายสู่ถุงเพาะชำในครั้งที่ 1 เมื่อต้นกล้าโต มีใบจริง รดน้ำ ทุกวัน เมื่อเห็นว่าต้นกล้าโตพอที่จะสามารถลงเพาะปลูกสู่แปลง ใช้เวลาโดยประมาณ ในถุงเพาะชำ 2-3 อาทิตย์ ก่อนที่จะมีการนำต้นกล้าลงเพาะปลูกในแปลง แนะนำให้มีการฉีดสารละลายน้ำตาลทรายให้ทั่ว เพื่อที่ใบจะได้ดูดซึมน้ำตาลได้เป็นปริมาณสูง

    การบำรุงรักษาต้นพริก

    สำหรับพริกจัดว่าเป็นพืชที่ปลูกและดูแลค่อนข้างง่ายที่สุดแล้ว เองจากเป็นพืชที่ทนแล้งดีกว่าทนน้ำ ดังนั้นพริกจึงไม่ค่อยชอบน้ำเท่าไหร่นัก แต่ในช่วงที่พริกกำลังออกดอก หรือให้ผลผลิตจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ ดังนั้นหากเกษตรกรให้น้ำในปริมาณที่น้อยกว่าที่พริกต้องการ ประกอบกับสภาพอากาศที่แห้งแล้ง มีส่วนทำให้ดอกบาน ดอกอ่อน และผลอ่อนร่วงได้

    แต่สำหรับสภาพอากาศที่เย็นก็มีผลทำให้พริกไม่ค่อยติดผล เจริญเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อมีการติดดอก ดอกจะไม่ค่อยแข็งแรงและร่วงโรยในที่สุด สังเกตได้เลยว่าการให้น้ำกับต้นพริกสำคัญไม่น้อยหากต้นพริกได้รับน้ำในปริมาณที่น้อยจนเกินไปอาจทำให้ดอกร่วง และถ้าได้รับน้ำในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้ผลมีสิไม่สวย และรากอาจเน่าตายในที่สุด

    การให้น้ำสำหรับต้นพริก

    หลังการปลูก ในช่วง 3 วันแรก แนะนำให้มีการรดน้ำ เช้า – เย็น 4 วันต่อมาให้รดเพียงแค่วันละครั้ง จากนั้นจนถึงสัปดาห์ที่ 4 ให้รดน้ำอาทิตย์ละ 3 ครั้ง และลดเหลือสัปดาห์ละ 2 ครั้งในสัปดาห์ที่ 5-7 หลังจากนั้นให้รดเพียงแค่สัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอแล้วค่ะ แต่ทั้งนี้เกษตรกรจะต้องสังเกตุ และรดน้ำให้เหมาะสมกับสภาพของดินในพื้นที่นั้นๆ ด้วย

    การให้ปุ๋ย

    ในการให้ปุ๋ยแก่ต้นพริก จะต้องดูและขึ้นอยู่กับสภาพของดินที่ได้มีการเพาะปลูกด้วย เริ่มต้นด้วยการใส่ปุ๋ยบัวทิพย์ สูตร 2 อัตราส่วน 50 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่
    1.เริ่มต้นด้วยการรองพื้นก่อนย้ายปลูกและหลังย้ายปลูกแล้ว 1 เดือน
    2.อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการโรยใส่กึ่งกลางของแถวต้นกล้า แล้วพรวนดินกลบ การให้ในระยะนี้จะช่วงที่ตาเริ่มออก และยังไม่ติดดอก หลังจากนี้อาจมีการใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักลงไปบ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์นะคะ
    มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยสำหรับการเพาะปลูกพริก เกษตรกรยุคใหม่สามารถดัดแปลง และดูแลเพื่อเพิ่มผลผลิตได้ในปริมาณที่มากกว่าเดิม

  • วิธีปลูกสับปะรด พร้อมคำแนะนำในการขายสับปะรด

    สับปะรดเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่หลายคนชื่นชอบ มีคุณสมบัติ และประโยชน์มากกว่าที่เราคิด ทั้งช่วยป้องกันโรคต่างๆ และนำมาแปรรูปได้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะกวน เชื่อม อบแห้ง ในรูปแบบของแยม หรือคั้นทานเป็นน้ำผลไม้ อร่อยชื่นใจ วันนี้เรามาเรียนรู้ถึงการปลูกและดูรักษาสับปะรดให้มากขึ้นกันดีกว่า

    สำหรับต้นสับปะรดสามารถเจริญเติบโตได้ดีในร้อนแห้ง แล้ง ในดินที่ปนดินทราย ผลจะมีขนาดใหญ่กว่าลำต้น ใบมีลักษณะเรียวยาวแข็งแรงมีคุณสมบัติในการกักน้ำได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีเส้นใยที่แข็งมาก ส่วนเปลือกจะแข็งมีประกอบได้ตาอยู่รอบๆ เนื้อจะมีรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว ชุ่มน้ำ

    พันธุ์สับปะรดที่นิยมปลูกกันทั่วไปจะเป็นปัตตาเวีย และพันธุ์ภูเก็ต ทุกวันนี้บ้านเรามีพันธุ์นางแล ภูแล เพชรบุรี ศรีราชา ขายแล้ว

    สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับการปลูกสับปะรด

    1.อยู่ในเกษตรเศรษฐกิจสับปะรด
    2.เป็นพื้นที่ราบหรือพื้นที่ดอน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 600 เมตร และมี่ความลาดเอียงอยู่ที่ 1-3 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน 5-10 เปอร์เซ็นต์
    3.เป็นสถานที่ที่มีการคมนาคมสะดวก ไม่มีน้ำท่วมขังและห่างไกลจากแหล่งมลพิษ
    ลักษณะของดินที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกสับปะรด
    มีลักษณะเป็นดินร่วนปนดินทราย สามารถระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้เป็นอย่างดี มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ในระดับกลาง โดยมีอินทรียวัตถุไม่ต่ำกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ ความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 4.5-5.5 และที่สำคัญหน้าดินจะต้องมีความลึกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร

    สภาพภูมิอากาศ

    ต้องเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนกระจายอย่างสม่ำเสมอ 1000-1500 มิลิกรัมต่อปี อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตประมาณ 24-30 องศาเซลเซียส และมีแสงแดดค่อนข้างจัด

    แหล่งน้ำ

    ในการเลือกสถานที่เพาะปลูกสับปะรดจะต้องดูรวมไปถึงแหล่งน้ำที่เพียงพอ และจะต้องเป็นน้ำที่ปราศจากสารอินทรีย์ มีสารพิษเจือปน
    1.สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำแนะนำให้ปลูกในช่วงฤดูฝน สำหรับเกษตรกรที่ปลูกในช่วงนี้ให้ปลุกด้วยหน่อ
    2.ในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำให้ทยอยปลูกได้ทั้งปี และควรปลูกด้วยจุก เพื่อเป็นการกรระจายการผลิต

    การเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูก

    1.ในพื้นที่ที่เคยปลูกสับปะรดมาก่อนให้ไถสับใบและต้นทิ้งไว้ประมาณ 2-3 เดือนและค่อยไถกลบอีกครั้งหนึ่ง
    2.สำหรับพื้นที่ที่ไม่เคยปลุกมาก่อนให้ทำการไถครั้งหนึ่งแล้วตากหน้าดินประมาณ 7-10 วัน พรวน 1-2 ครั้งจากนั้นให้ดำเนินการยกแปลงสูง 15 เซนติเมตร
    3.สำหรับพื้นที่ที่มีความลาดเอียงกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ จะต้องเพิ่มการทำร่อง เพื่อที่จะได้ไว้สำหรับการป้องกันการชะล้างหน้าดิน

    วิธีการปลูกสับปะรด

    1.การปลูกด้วยหน่อ เริ่มต้นด้วยการคัดหน่อที่มีขนาดเดียวกันเพื่อปลูกในแปลงเดียวกัน เวลาเก็บเกี่ยวจะได้เก็บเกี่ยวในเวลาไล่ๆ กัน โดยหน่อจะมี 3 ขนาดให้ได้ทำการเลือก ไม่ว่าจะเป็นหน่อขนาดเล็ก น้ำหนักอยู่ที่ 300-500 กรัม หน่อขนาดกลาง 500-700 กรัม และหน่อขนาดใหญ่ 700-900 กรัม เมื่อได้หน่อสับปะรดมาแล้วไม่ควรเก็บไว้นานเกินไว้
    2.การปลูกด้วยจุก สำหรับการปลุกด้วยจุดให้คัดเลือกจุกที่มีขนาด 180 กรัมขึ้นไป และช่วงก่อนปลุกจะต้องมีการชุบสารป้องกันโรครากเน่า หรือต้นเน่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

    การดูแลรักษา

    ธาตุอาหารหลักที่สับปะรดต้องการคือ N P และ K ในแต่ละฤดูการผลิต โดยเกษตรกรจะต้องให้
    1.ไนโตเจน 6-9 กรัมต่อต้น หรือจะใช้ปุ๋ยยูเรีย 116-169 กิโลกรัมต่อไร่
    2.ฟอสฟอรัสP2 O5 ในอัตราส่วน 2 – 4 กรัมต่อต้น / ทริพเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต
    3.โพแทสเซียมK2 O ในอัตราส่วน 8-14 กรัมต่อต้น อาจใช้โพแทสเซียมคลอไรด์เสริมก็ได้

    การให้น้ำต้นสับปะรด

    สำหรับการให้น้ำต้นสับปะรดในช่วงฤดูฝน หากมีฝนตกอย่างสม่ำเสมอ เกษตรกรไม่จำเป็นต้องให้น้ำเพิ่ม แต่สำหรับฤดูแล้งเป็นเป็นช่วงที่ฝนกำลังทิ้งช่วงนั้น ควรให้น้ำสัปดาห์ละ 1-2 ลิตรต่อต้น และหลังใส่ปุ๋ยครั้งสุกท้าย และไม่มีฝน เกษตรกรจำเป็นที่จะต้องให้น้ำอีกครั้งเพื่อที่ต้นสับปะรดจะได้ใช้ปุ๋ยได้หมด

    การให้น้ำในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวจะต้องให้ก่อนและหลังการออกดอก ค่อยหยุดในช่วง 15-30 วันก่อนการเก็บเกี่ยว

    ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม

    1.การเก็บเกี่ยวสำหรับสับปะรดที่ส่งยังโรงงาน จะต้องดูที่ความสุกแก่ตามมาตรบาน และที่สำคัญต้องห้ามใช้สารเคมีในการเร่งเพื่อที่สับปะรดจะได้สุกก่อนกำหนดอย่างเด็ดขาด
    2.สับปะรดสำหรับบริโภคสด ในส่วนนี้เกษตรกรสามารถดำเนินการเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ตาสับปะรดเริ่มเปิด 2-3 ตา หรือสังเกตหากมีผิวเปลือกเป็นสีเหลืองประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

    วิธีการเก็บเกี่ยว

    สำหรับสับปะรดที่จะต้องนำส่งโรงงานแนะให้เกษตรกรใช้มือหักโดยไม่ต้องเหลือก้าน แล้วค่อยหักจุกออก แต่สำหรับสับปะรดบริโภคใช้มีดตัดก้านยาวติดผลประมาณ 10 เซนติเมตร ไม่ต้องหักจุกออก

    ต้นตอหลังการเก็บเกี่ยว

    สำหรับต้นตอสามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 2-3 ครั้งหลังการเก็บเกี่ยว โดยเกษตรกรจะต้องมีการตัดต้นสับปะรดระดับเหนือดินประมาณ 20-30 เซนติเมตร โดยตัดใบเหลือเพียง 10 เซนติเมตร ใช้ต้นและใบสับปะรดที่ตัดออกปกคลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชื้น และป้องกันการงอกของวัชพืช ในส่วนของหน่อสามารถหักไปขยายพันธุ์ต่อได้เหลือไว้เพียงต้นตอเท่านั้น การปลูกสับปะรดไม่ได้ยากอย่างที่คิด ดูแลง่ายและรายได้งามอีกด้วยนะครับ

  • วิธีปลูกกระเทียม พร้อมคำแนะนำในการขายกระเทียม

    กระเทียมจัดว่าเป็นผักที่มีความจำเป็นในด้านการปรุงอาหารในลักษณะของเครื่องเทศ เนื่องจากมีกลิ่นฉุน และมีรสชาติที่เผ็ด ช่วยในการดับกลิ่นคาวได้เป็นอย่างดี สังเกตได้เลยว่าอาหารไทยแทบทุกชนิดล้วนแต่มีกระเทียมเป็นเครื่องปรุงเกือบทั้งสิ้น กระเทียมจัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับหัวหอมใหญ่ จะแตกต่างกันตรงโครงสร้างของหัว โดยตัวกระเทียมจะมีลักษณะเป็นหัวเล็กๆ รวมกันอยู่ แล้วจะมีเปลือกมาหุ้มอีกชันหนึ่ง สามารถนำหัวในส่วนนี้ไปขยายพันธ์ได้ กระเทียมจัดว่าเป็นเครื่องเทศที่ได้รับความนิยมทั่วโลก

    ขั้นตอนการเตรียมและวิธีการปลูกกระเทียม

    กระเทียมสามารถขึ้นและเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีลักษณะร่วนซุย ชอบความเป็นกรดเป็นด่างปานกลาง ประมาณ 5.5 – 6.8 ในระยะแรกที่มีการเพาะปลูกกระเทียมต้องการพื้นดินที่ค่อนข้างชื้น และต้องการพื้นที่ที่มีลักษณะดินแห้งในช่วงหัวแก่ ยิ่งหากใกล้เก็บเกี่ยว เป็นช่วงที่ต้องการแสงแดดเต็มที่ ตลอดวัน อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก 13 -24 องศาเซลเซียส

    ในประเทศไทยฤดูกาลที่เหมาะสมที่สุดในการปลูกกระเทียมได้แก่ พฤศจิกายน จนถึงมกราคม แต่ทั้งนี้เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกได้ตั้งแต่ตุลาคมไปจนถึงเดือนมีนาคมเลยทีเดียวนะครับ

    การจัดเตรียมพื้นที่สำหรับการปลูก

    ในการปลูกกระเทียม เนื่องจากเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น ดังนั้นในการจัดเตรียมดิน เกษตรกรจะต้องทำการขุดดินที่มีความลึกเพียงแค่ 15 – 20 เซนติเมตร ซึ่งในการเตรียมดิน แนะนำให้มีการผสมปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักลงไปคลุกเคล้าด้วย รวมไปถึงทำการย่อยดินให้ละเอียดแล้วยกแปลงกว่าง 1.5 เมตร ระยะห่างระหว่างต้นที่ปลูกจะอยู่ที่ 10-15 เซนติเมตรเท่านั้นเอง

    การปลูกต้นกระเทียม
    1.การเลือกหัวกระเทียมสำหรับการเพาะปลูก จะต้องเป็นหัวที่สดใหม่ ไม่ได้เก็บไว้ในระยะนาน เพื่อที่จะได้ต้นกระเทียมที่สมบูรณ์
    2.จำนวนหัวกระเทียมที่จำเป็นต้องใช้ในการเพาะปลูก อยู่ที่ 80-100 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่
    3.ก่อนที่จะนำต้นกระเทียมไปเพาะในแปลงแนะนำว่าให้แกะกลีบกระเทียมออกจากหัวก่อน แต่ก่อนที่จะแกะออกควรทำการตัดใบที่แห้งและตกแต่งรากก่อน
    4.ในการปลูกเมื่อได้เม็ดกระเทียมให้ทำการดำลงไป ในดินที่ค่อนข้างชื้น โดยการกดให้จมดินลึกประมาณ 2 ใน 3 ของกลีบ
    5.จากนั้นให้คลุมด้วยฟาง หรือเศษหญ้าแห้ง หนาพอสมควร ทั้งนี้เพื่อรักษาความชิ้นในหน้าดิน และเพื่อควบคุมป้องกันการเกิดวัชพืช

    วิธีการดูแลรักษากระเทียม

    การให้น้ำและปุ๋ยแก่ต้นกระเทียมหลังจากปลูก จะต้องมีการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ จะต้องระวังอย่าให้ดินขาดความชื้น เมื่อหัวกระเทียมเริ่มแก่ก็เริ่มงดน้ำได้เลย
    การให้ปุ๋ยแนะนำให้เลือกใช้สูตร N:P:K = 1:1:2 โดยอาจเลือกปุ๋ยเคมีเช่น สูตร 10-10-5 และ 13-13-21 ในปริมาณ 50-100 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ ทั้งนี้การให้ปุ๋ยจะต้องขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของพื้นที่ที่มีการเพาะปลูก โดยการใส่ปุ๋ยสำหรับการปลูกกระเทียมจะใส่ก่อนที่มีการปลูก ครึ่งหนึ่ง และใส่หลังจากที่มีการเพาะปลูกได้ 30 วัน แต่อย่างไรก็ตามหากคุณต้องการให้ต้นกระเทียมเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดี ควรเสริมด้วยปุ๋ยเสริมไนโตรเจน อย่างเช่น ปุ๋ยยูเรีย หรือ แอมโมเนียมซัลเฟต จะดีที่สุดหากมีการใส่หลังจากมีการปลูก 15 วัน อัตราส่วย 25-30 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่

    การกำจัดวัชพืช

    ในการปลูกกระเทียม เรื่องการดูและการกำจัดวัชพืชเป็นส่วนที่สำคัญ เพราะไม่อย่างนั้นวัชพืชเหล่านั้นจะคอยแย่งน้ำและอาหารของต้นกระเทียม ขั้นตอนที่ดีคือการกำจัดตั้งแต่ก่อนที่จะมีการลงปลูก หากไม่มีการกำจัดก่อนการปลูกอาจส่งผลกระทบต่อหัวกระเทียม

    นอกจากมีการให้น้ำและปุ๋ยแล้ว การคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น อีกหนึ่งทางเลือกใหม่ ในการป้องกันการเกิดวัชพืชได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ความหนาของฟาง หรือเศษหญ้าจะช่วยให้ต้นพืชเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากรได้ดีในระดับหนึ่ง

    การเก็บเกี่ยวกระเทียม

    ฤดูการเก็บเกี่ยวสำหรับการปลูกต้นกระเทียม โดยทั่วไปแล้วพันธุ์เบาจะใช้ระยะเวลา 75-90 วัน พันธุ์กลางจะใช้ระยะเวลาในการเพาะปลูกตลอดจนเก็บเกี่ยว 90-120 วัน และพันธุ์หนักจะใช้ระยะเวลาประมาณ 150 วันขึ้นไป

    สำหรับการเก็บเกี่ยวนั้น วิธีการสังเกตว่าหัวกระเทียวแก่เต็มที่หรือไม่นั้นให้ดูที่ใบของกระเทียมเป็นหลัก ว่าใบแห้ง หรือมีก้านชูดอกหรือไม่ เพราะหากทิ้งไว้นานจนเกินไป เมื่อขุดขึ้นมากลีบที่ได้จะร่วงออกจากกัน คุณภาพของกระเทียมก็จะลดลงไปด้วย

    โดยวิธีการเก็บเกี่ยวง่ายๆ โดยเกษตรกรสามารถทำการถอนหัวกระเทียมออกจากแปลงได้ด้วยมือ แล้วนำออกมาผึ่งแดด 4-5 วัน ระวังอย่าให้ถูกน้ำค้าง หรือละอองฝนในเวลากลางคืน เมื่อผึ่งแดดเสร็จแล้วให้นำไปเก็บในโรงเรือนโปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก จนกระทั่งแห้งสนิทค่อยทำความสะอาดและคัดขนาดของหัวกระเทียม พร้อมๆไปกับการมัดเป็นช่อและเป็นพวง เพื่อออกจำหน่าย และนำไปปรุงอาหารต่อไป

  • วิธีปลูกกล้วยไข่ พร้อมคำแนะนำในการขายกล้วยไข่

    กล้วยไข่เป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมทานและส่งออกต่างประเทศ ด้วยเนื้อที่แน่น หอม หวาน และเปลือกบาง ทำให้ใครหลายๆ คนต่างชื่นชอบและเลือกทานกล้วยไข่ ที่สำคัญเป็นพืชที่เกษตรกรเลือกปลูกกันมากเป็นอันดับแรกๆ เหมือนกับกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอม

    ลักษณะที่โดดเด่นของกล้วยไข่

    1.สายพันธ์ที่แนะนำคือ กล้วยไข่กำแพงเพชร ทองร่วง หรือค่อมเบา เคบี-2 และเคบี-3 เป็นที่นิยมกันมากที่สูดเนื่องจากผลใหญ่ มีรสชาติหวานติดเปรี้ยวนิดๆ
    2.เกษตรกรนิยมปลูกในช่วงปลายฤดูหนาวประมาณช่วงเดือนสิงหา-กันยา เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นกล้วยออกผลผลิตในช่วงหน้าแล้ง
    3.พื้นที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก สำหรับกล้วยไข่ ชอบดินที่มีลักษณะเป็นดินร่วนปนดินทราย มีอินทรียวัตถุมากๆ ไม่ชอบอาหารที่ร้อน หรือหนาวจัดจนเกินไปเพราะพื้นที่อากาศหนาวส่งผลให้ต้นกล้วยออกผลช้า และจะทำให้ใบกล้วยไหม้ ต้นโตช้า แคระแกรนได้ในพื้นที่อากาศร้อนจัด
    4.ไม่ค่อยชอบพื้นที่ที่มีน้ำขัง เวลาปลูกจะต้องมีการเตรียมแปลง หรือยกแปลงให้สูงๆ รวมไปถึงการระบายน้ำไม่ให้มีน้ำขังบริเวณโคนต้นกล้วย

    การเตรียมหน่อกล้วยสำหรับการเพาะปลูก

    สำหรับหน่อกล้วยไข่ที่จะให้ผลผลิตได้ดี จะต้องเป็นหน่อ หูกวาง ซึ่งจะมีความสูง 50 เซนติเมตร แตกใบประมาณ 2-3 ใบ โดยใบยังไม่คลี่ออกคล้ายๆกับหูกวาง ก่อนปลูกแนะนำว่าให้นำหน่อกล้วยจุ่มลงไปในน้ำที่ผสมด้วยฟูราดาน 3 ช้องแกง ปุ๋ยเกล็ด 2 ช้อนแกง ยาเร่งราก 1 ช้อนแกง ผสมกับน้ำ 50 ลิตร
    หน่อที่ได้มาแล้วแนะนำให้ปลูกเลยนะครับ ไม่ควรเก็บไว้นาน แต่บางกรณีที่จำเป็นต้องเก็บไว้นานให้พรมน้ำและทำการห่อหุ้มเหง้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ รากที่ติดมากับเหง้าไม่ควรตัดทิ้งปลูกพร้อมกับรากเดิมไปเลย แต่ทั้งนี้ในการขุดจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพื่อไม่ให้หน่อกล้วยช้ำ รวมไปถึงเวลาที่ขนย้าย หรือนำลงปลูก อย่าให้กระทบกระเทือนมากจนเกินไปโดยเฉพาะราก เพราะรากของกล้วยไข่สามารถเจริญเติบโตต่อจากรากเดิมได้นั่นเอง

    วิธีการเตรียมการปลูกกล้วยไข่

    1.จะต้องมีการเตรียมพื้นที่สำหรับการปลูก ระยะที่ปลูก 2.5 x 2 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกกล้วยไข่ได้ 320 ต้น เกษตรกรไม่ควรปลูกชิดหรือห่างไปมากกว่านี้ เนื่องจากกล้วยไข่เองต้องอาศัยในการบังแดด และลมซึ่งกันและกัน
    2.เริ่มต้นด้วยการปรับสภาพหน้าดิน ด้วยการไภผาน 7 เพื่อทำลายหญ้าและตากหน้าดินไว้ประมาณ 10 วัน ครั้งที่สองไถด้วยผาน 4 เป็นการปรับหน้าดินพร้อมปลูก พักหน้าดิน 10 วันเพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน ช่วงนี้สามารถใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าลงไปด้วย
    3.ปลูกกล้วยไข่แบบหลุมตื้น หรือให้เหง้าเสมอกับผิวดิน ขุดหลุมให้มีความลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร จากนั้นให้ใช้ดินมาพูนบริเวณโคนต้น วิธีการนี้จะช่วยให้กล้วยไข่เจริญเติบโตได้เร็วกว่าการปลูกหลุมลึก
    4.เพื่อเป็นการรักษาความชุ่มชื่น แนะนำให้มีการนำเศษหญ้าแห้งมาคลุมหนาๆ บริเวณโคนต้น จะช่วยเก็บความชุ่มชื่นของหน้าดิน ที่สำคัญส่งผลให้หน่อแตกรากใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

    การดูแลรักษา

    1.เมื่อกล้วยอายุ 15 วัน ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ครึ่งกำมือ แล้วตามด้วยสูตร 15-15-15 เมื่อต้นกล้วยมีอายุได้ประมาณ 1 เดือน ครั้งที่ 3 และ 4 ใส่สูตรเดียวกัน ระยะห่าง 1 เดือน
    2.ในครั้งที่ 5 และ 6 เปลี่ยนเป็นสูตร 20-0-0 ผสมกับสูตร 15-15-15 อัตราส่วน 1กำมือต่อต้น
    3.เมื่อกล้วยไข่อายุเข้าเดือนที่ 7 สังเกตได้ว่าจะเริ่มออกปลี ช่วงนี้เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 15-3-15 อัตราส่วน 2 ช้องแกงต่อปริมาณน้ำ 20 ลิตร ฉีดบริเวณก้านของปลี เพื่อที่ปุ๋ยจะได้เข้าไปตามกาบกล้วย
    4.ระยะที่กล้วยเริ่มเจริญเติบโต จะเริ่มมีหน่อแทงออกมา หน่อและใบที่แตกออกมาเหล่านี้จะคอยแย่งอาหารจากต้นแม่ ให้ใช้มีดตัด ส่วนใบเหลือไว้เพียง 10 ใบต่อต้น สำหรับหัวปลีออกมาได้ประมาณ 10 วันตัดหัวปลีออก หลังจากนี้ 45-50 วันก็สามารถตัดเครือกล้วยออกขายได้แล้ว

    สำหรับการปลุกกล้วยไข่ 1 ครั้ง เกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตได้นานถึง 3 ปี กล้วยปีที่ 2 จะให้ผลผลิตได้ดีกว่ารุ่นแรก และปีที่ 3 แต่การใส่ปุ๋ยจะน้อยลงกว่าปีแรก

    ข้อแนะนำสำหรับเกษตรกรมือใหม่

    สำหรับการลงทุน หากมีต้นทุนที่ต่ำ จะช่วยให้ได้ผลกำไรสูงขึ้น ดังนั้นเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว ที่เกษตรกรสามารถทำได้ คือการประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของปุ๋ยชีวภาพแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้มะม่วงสุก เศษผักผลไม้ รวมไปถึงหอยเชอรี่ และกากน้ำตาลหมักไว้เป็นเวลา 3 เดือน แล้วกรองเอากากออก นำน้ำหมักที่ได้เหล้านั้นเพียงแค่ 3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 2 อาทิตย์เพียงเท่านี้ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายได้แล้ว

error: Content is protected !!