Category: สูตรอาหาร

  • สูตรวิธีทำน้ำโกโก้ พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำโกโก้

    สูตรน้ำโกโก้ สูตรที่ 1 (โกโก้ร้อน)

    ส่วนผสมโกโก้ร้อน

    – ผงโกโก้ 4 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    – นมข้นรสหวาน 6 ช้อนโต๊ะ
    – นมข้นรสจืด 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำร้อน 2 แก้วชงกาแฟ
    – นมยูเอชที 7 ช้อนโต๊ะ (สำหรับตีฟองนม)

    วิธีการทำโกโก้ร้อน

    -เริ่มขั้นตอนแรกในการทำน้ำโกโก้แบบร้อน ด้วยการต้มน้ำเปล่าสะอาดให้เดือดจัด
    -จากนั้นก็พักน้ำร้อนให้เย็นตัวลงสักเล็กน้อย แล้วค่อยตวงใส่แก้วชงกาแฟจำนวน 2 แก้ว
    -เทน้ำร้อนในแก้วชงกาแฟ ใส่เทลงในแก้วชงใบใหญ่
    -เติมผงโกโก้ลงไป แล้วคนให้ละลายจนหมด
    -ตามด้วยเติมนมข้นรสหวาน น้ำตาลทราย และนมข้นรสจืดลงไปชงให้เข้ากัน แล้วพักรอไว้ก่อน
    -ขั้นตอนต่อมาก็นำนมยูเอชทีที่ใช้สำหรับตีฟองนมมาเทใส่แก้ว แล้วใช้เครื่องตีฟองนมแบบไฟฟ้า ตีนมจนขึ้นฟอง
    -เทน้ำโกโก้ร้อนใส่แก้ว แล้วตักฟองนมราดหน้า พร้อมโรยผงโกโก้ตกแต่งหน้าเล็กน้อย

    สูตรน้ำโกโก้ สูตรที่ 2 (โกโก้เย็น+ไข่มุก)

    ส่วนผสมโกโก้เย็น+ไข่มุก

    – ผงโกโก้ 4 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    – นมข้นรสหวาน 6 ช้อนโต๊ะ
    – นมข้นรสจืด 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำร้อน 2 แก้วชงกาแฟ
    – นมข้นรสจืด (สำหรับราดหน้า)
    – น้ำแข็งป่น
    – ไข่มุกต้มสุก

    วิธีการทำโกโก้เย็น+ไข่มุก

    – ต้มน้ำร้อนแล้วพักไว้ให้พออุ่น จึงค่อยเทลงใบในแก้วชงจำนวน 2 แก้วชงกาแฟ
    – จากนั้นให้ใส่ผงโกโก้ลงไป แล้วชงให้เข้ากัน
    – เติมน้ำตาลทราย นมข้นรสหวานและนมข้นรสจืดตามไปลง ชงให้เข้ากัน รอให้น้ำตาลทรายละลายจนหมด
    – เมื่อชงน้ำโกโก้เสร็จแล้ว ให้นำไปแช่เย็นก่อน
    – และในระหว่างที่รอค่อยต้มไข่มุก โดยนำน้ำเปล่าสะอาดเทใส่ลงในหม้อประมาณ 1 ลิตร
    – ต้มน้ำให้เดือดจัด แล้วใส่ไข่มุกที่ทำจากแป้งสีดำลงไป รีบคนไม่ให้ไข่มุกเกาะตัวกัน
    – ต้มไข่มุกไปเรื่อยๆ จนเริ่มสุกทั้งเม็ด โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที
    – พอไข่มุกสุกทั่วทั้งเม็ดแล้ว ให้รีบปิดไฟ แล้วยกหม้อเทไข่มุกกรองลงบนกระชอนตาถี่ เพื่อแยกส่วนน้ำออกไป
    – นำไข่มุกที่ได้ลงไปแช่ในน้ำเย็นจัดประมาณ 2 นาที จะทำให้ไข่มุกมีเนื้อที่หนึบและเคี้ยวอร่อย
    – ตักไข่มุกขึ้นจากน้ำเย็น แล้วพักไว้บนกระชอนอีกครั้ง รอให้สะเด็ดน้ำ
    – จากนั้นตักไข่มุกใส่ลงไปในแก้วเล็กน้อยตามความเหมาะสม
    – และเติมน้ำแข็งป่นตามลงไปให้เต็มแก้ว จากนั้นก็นำน้ำโกโก้แช่เย็นเติมลงไป
    – ราดหน้าโกโก้เย็นด้วยนมข้นรสจืดตามใจชอบ

  • สูตรวิธีทำเค้กมะพร้าวอ่อน พร้อมคำแนะนำในการขายเค้กมะพร้าวอ่อน

    เค้กมะพร้าวอ่อน สูตร 1 ( ชิฟฟ่อนมะพร้าวอ่อน )

    ส่วนผสมตัวเค้ก

    – แป้งเค้ก 90 กรัม
    – แป้งข้าวโพด 5 กรัม
    – ผงฟู ½ ช้อนชา
    – เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    – น้ำตาลทรายป่น 50 กรัม
    – กะทิ 33 กรัม
    – น้ำมะพร้าว 24 กรัม
    – น้ำมันดอกทานตะวัน 33 กรัม
    – ไข่แดง ( ใช้ไข่ไก่เบอร์ 0 ) 3 ฟอง
    – ไข่ขาว ( ใช้ไข่ไก่เบอร์ 0 ) 3 ฟอง
    – ครีมออฟทาทาร์ ¼ ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 50 กรัม

    วิธีทำ

    1. วอร์มเตาที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ไฟล่างนะครับ วันนี้เราใช้เตาไฟฟ้า ไม่เปิดพัดลมครับ
    2. นำแป้งเค้ก แป้งข้าวโพด ผงฟู และเกลือป่น ร่อนรวมกันพักไว้
    3. นำน้ำตาลทรายป่น กะทิ น้ำมะพร้าว น้ำมันดอกทานตะวัน และไข่แดงเทลงในชามผสมใบเล็ก คนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวด้วยตะกร้อมือ
    4. นำส่วนผสมข้อที่ 2 ใส่อ่างผสมใบใหญ่ ทำเป็นหลุมไว้ เทส่วนผสมข้อ 3 ลงไป ในส่วนนี้ยังใช้ตะกร้อมือคนส่วนผสมจนเข้ากันนะครับแล้วพักไว้
    5. เตรียมพิมพ์ที่อบเค้ก รองด้วยกระดาษไข ไม่ทาไขมันด้านข้างนะครับ เดี๋ยวเค้กไม่ขึ้นฟู วันนี้เราใช้พิมพ์ 9 นิ้วนะครับ
    6. ขั้นตอนต่อไปเราจะไปทำเมอแรงค์ไข่ขาว โดยการนำไข่ขาวเทลงในอ่างผสมที่สะอาด (ที่สะอาดในที่นี้ หมายถึงอ่างต้องไม่มีคราบมันเลยนะครับ เพราะการขึ้นฟูของเค้กชิฟฟ่อนนี่ ขึ้นอยู่กับความคงตัวของเมอแรงค์ไข่ขาวเลยครับ) เทครีมออฟทาทาร์ลงไป ใช้ที่ตีหัวตะกร้อ ตีโดยค่อยๆเพิ่มสปีดความเร็วเป็นสปีดกลางครับ ตีจนเป็นฟองคล้ายๆฟองสบู่นะครับ แล้วค่อยๆเทน้ำตาลลงไป ตีต่อไปอีกนิด เพิ่มความเร็วของสปีดขึ้น ตีจนตั้งยอดอ่อนเกือบแข็งเป็นอันใช้ได้
    7. นำส่วนผสมของเมอแรงค์ที่ได้แบ่งเป็น 3 ส่วน ค่อยๆเทลงในส่วนผสม ที่พักไว้(ส่วนผสมข้อที่ 2+3) ใส่ทีละส่วนนะครับ ตะล่อมเบาๆ อย่าคนแรง เดี๋ยวเมอแรงยุบตัว เค้กแข็งกันพอดี เมื่อตะล่อมจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียวแล้ว ก็เตรียมเทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ได้เลยครับ เวลาเท เทต่ำๆนะครับ ฟองอากาศของไข่ขาวจะได้ไม่แตกตัว เสร็จเรียบร้อยแล้วเอาเข้าเตาอบเลยครับ
    8. อบด้วยอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ไฟล่างอย่างเดียว นาน 20 นาที แล้วลดอุณหภูมิเหลือ 150 องศาเซลเซียส ปรับไฟบนล่าง อบต่ออีก 5 นาที เช็คว่าเค้กสุกแล้วเอาอกจากเตา กระแทกพิมพ์เบาๆ 1 ครั้งให้เค้กเซ็ทตัว พักไว้จนเย็นค่อยนำออกจากพิมพ์

    สูตรไส้ครีมมะพร้าวอ่อน

    – น้ำมะพร้าว 200 มิลลิลิตร
    – กะทิสด (เราใช้ หัวกับหางกะทิคั้นรวม) 100 มิลลิลิตร
    – วิปปิ้งครีมผง 2-3 ช้อนโต๊ะ
    – เนื้อมะพร้าวอ่อน 100 กรัม
    – น้ำตาลทราย 50 กรัม
    – แป้งกวนไส้ 30 กรัม
    – เนยสด 20 กรัม
    – เกลือ ¼ ช้อนชา

    วิธีทำ

    1. นำเนื้อมะพร้าวมาขูดเป็นเส้นบางๆ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน
    2. นำส่วนผสมทั้งหมด ยกเว้น เนยและเนื้อมะพร้าว ½ ส่วน ใส่ลงในโถปั่นผสมอาหาร ปั่นลงจนเป็นเนื้อเดียวกัน
    3. เทส่วนผสมที่ปั่นไว้ใส่หม้อ เอาเนื้อมะพร้าวส่วนที่เหลือใส่รวมกันนะครับ ทีนี้ยกขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟกลาง ใช้ตะกร้อมือคนไปเรื่อยๆ ระหว่างตั้งไฟ จนได้เนื้อครีมข้นๆคล้ายเนื้อคัสตาร์ด
    4. ใส่เนยลงไป คนจนกว่าเนยจะละลายหมดยกลงจากเตาพักไว้ให้คลายร้อนครับ

    ครีมสดปาดหน้าเค้ก

    สูตรนี้เราใช้ วิปปิ้งครีม Non Dairy 400 มิลลิลิตร นะครับ ตีจนตั้งยอดแล้วเอามาปาดเค้กได้เลยครับ
    ข้อดีของวิปปิ้งครีมประเภทนี้ คือจะอยู่ตัวมากกว่าในอากาศบ้านเรานะครับ เลยเลือกใช้แบบนี้ แต่ข้อเสียคือบางคนบอกว่ามันไม่อร่อยเท่าแบบ Dairy Cream ก็แล้วแต่ความชอบนะครับ อันนี้ไม่ว่ากัน ได้เวลาประกอบร่างแล้วครับ วันนี้เราแบ่งเค้กเป็น 3 ชั้น เอาเนื้อเค้กวางปาดด้วยวิปปิ้งครีมแล้วทาทับด้วย ไส้ครีมมะพร้าวอ่อน ทำสลับกันไปจนครบ 3 ชั้น เสร็จแล้วเอาเข้าตู้เย็นแช่ให้เค้กเซ็ตตัวสักพัก ค่อยเอาออกมาตัดรับประทานจะอร่อยอย่าบอกใครเลยครับ

    เค้กมะพร้าวอ่อน สูตร 2 ( สปันจ์เค้กใบเตยมะพร้าวอ่อน )

    ส่วนผสม
    – แป้งเค้ก 100 กรัม
    – ผงฟู 1 ช้อนชา
    – ไข่ไก่เบอร์ 2 3 ฟอง
    – สารเสริม SP 10 กรัม
    – ใบเตย 5 ใบ
    – น้ำตาลทราย 80 กรัม
    – นมข้นจืด 50 กรัม
    – หัวกะทิ 50 กรัม
    – เนยเค็มละลาย 80 กรัม
    – กลิ่นวานิลา ½ ช้อนชา
    – เนื้อมะพร้าวอ่อนขูดเส้น (ยิ่งอ่อนมากยิ่งดี) 100 กรัม

    วิธีทำ

    1. ร่อนแป้งและผงฟูรวมกันพักไว้
    2. เตรียม กะทิ นมข้นจืดและใบเตย ปั่นผสมรวมกันแล้วนะมากรองเอากากออก
    3. นำน้ำกะทิที่ได้ใส่อ่างผสม ตามด้วยไข่ไก่ น้ำตาลและสารเสริม SP ใช้ที่ตีหัวตะกร้อนะครับ สปีดการตีสูงสุดครับ ตีไปจนได้เนื้อครีมข้นๆแบบที่ยกตะกร้อแล้วไม่ไหลลงเป็นอันใช้ได้
    4. ค่อยๆใส่ส่วนผสมแป้งในข้อ1ลงไป โดยแบ่งใส่ 2-3 ครั้งก็ได้นะครับ ใช้สปีดต่ำสุดครับ (เปิดแรงแป้งกระจายแล้วเนื้อเค้กก็แน่นด้วยนะครับ) ใส่แป้งไปหมดแล้วปรับความเร็วเครื่องเป็นสปีดกลางอีก 1 นาทีครับ
    5. ครบ 1 นาทีลดสปีดเครื่องผสมอีกครั้งนะครับ ค่อยเทเนยและกลิ่นวานิลลาใส่ลงไปครับ ตีประมาณ 1/2 นาที พักปาดอ่าง
    6. นำเนื้อมะพร้าวอ่อนที่เตรียมไว้ใส่ลงไป แล้วตีต่ออีก 1/2 นาที เป็นอันเรียบร้อย เทใส่พิมพ์ 9 นิ้ว อย่าลืมรองพิมพ์ด้วยกระดาษไขนะครับ ( สูตรนี้เราชอบ เพราะแบบมีเนื้อมะพร้าวปนครับ ได้เคี้ยวเนื้อมะพร้าวด้วย อร่อยๆ )
    7. นำเข้าเตาที่วอร์มอุณหภูมิไว้ 180 องศาเซลเซียส คราวนี้ใช้ไฟบนล่างครับ ใช้เวลาอบ 30 นาทีครับ (แต่เราเอาออกมาเช็กตั้งแต่นาทีที่ 28 แล้วเพราะกลิ่นมันหอมแรงมาก ปรากฏว่า เค้กมันสุกแล้วเลยเอาออกจากเตาก่อนเวลาครับ )
    8. รีบเอาออกจากพิมพ์ มาพักไว้ที่ตะแกรงให้เย็น เตรียมแต่งหน้าเค้กครับ
    ครีมแต่งหน้าเค้ก

    สูตรนี้เราใช้วิปครีมแบบ Diary Cream และ Non Diary Cream ผสมกัน อย่างละ 200 มิลลิลิตร นะครับ ตีจนตั้งยอด แล้วนำไปปาดเค้กได้เลยครับ การแต่งหน้าสูตรนี้ก็ไม่มีอะไรมาก เราเอาเนื้อมะพร้าวอ่อน ไปนึ่งก่อนนะครับ แล้วเอาไปโรยให้ทั่วหน้าเค้ก แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

  • สูตรวิธีทำเค้กส้ม พร้อมคำแนะนำในการขายเค้กส้ม

    สูตรเค้กส้ม

    ส่วนผสมตัวเค้ก (วันนี้เราใช้เค้กเนื้อสปันจ์นะครับ)

    – แป้งเค้ก (เราใช้พัดโบกครับ) 100 กรัม
    – แป้งข้าวโพด (ไม่ใส่ก็ได้นะครับ) 5 กรัม
    – ผงฟู ¾ ช้อนชา
    – เบคกิ้งโซดา ¼ ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 80 กรัม
    – น้ำเปล่า 30 กรัม
    – นมข้นจืด 30 กรัม
    – ไข่ไก่ (เราใช้เบอร์ 2 นะครับ) 3 ฟอง
    – เนยสด รสเค็มละลาย 80 กรัม
    – สารเสริม SP 10 กรัม
    – ผิวส้มขูด/กลิ่นส้ม 1 ช้อนชา
    – กลิ่นวานิลลา (ไม่ใส่ก็ได้แต่เราชอบ) ½ ช้อนชา
    – สีเหลืองแบบน้ำ 1 – 2 หยด

    วิธีทำตัวเค้กส้ม

    1. วอร์มเตาที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ไฟล่างอย่างเดียวครับ ( เตาอบที่บ้านเราใช้เตาอบแบบแก๊ส เวลาอบเอาเข้าชั้น 2 อย่างเดียวครับ ถ้าเอาวางชั้นล่าง ก้นเค้กจะไหม้ก่อนสุกทั่วถึงนะครับ )
    2. เตรียมพิมพ์ขนาด 9 นิ้ว วางรองก้นด้วยกระดาษไข ไม่ต้องทาด้านข้างด้วยเนยนะครับ
    3. เตรียมของแห้งโดยการร่อนแป้งเค้ก ผงฟูและเบคกิ้งโซดาเข้าด้วยกันครับ แล้วเอาไปผึ่งแดดไว้สัก 30นาที (เพื่อความนุ่มฟูของเค้กนะครับ)
    4. นำน้ำเปล่า ไข่ไก่ ใส่ลงในอ่างผสม เอาสารเสริม SP ใส่ลงไป คนใช้เข้ากันด้วยตะกร้อมือก่อนนะครับ สารเสริม SP จะได้ไม่ติดอยู่ที่ก้นอ่าง
    5. ใช้ที่ตีหัวตะกร้อ ตีของเหลวในอ่างผสมด้วยความเร็วสูงสุด ค่อยๆเทน้ำตาลใส่ลงไป โดยแบ่งเททีละครึ่งนะครับ ใส่ผิวส้มขูด (หรือที่บ้านใครไม่มีใช้กลิ่นส้มแทนได้ครับ) และกลิ่นวานิลลาลงไป ตีด้วยความเร็วสูงสุดไปเรื่อยๆจนได้เนื้อเค้กแบบครีมๆ ครับ (แบบที่ยกตะกร้อขึ้นแล้วของเหลวไม่หยดลงเป็นอันใช้ได้) ใช้เวลาประมาณ 3 – 5 นาที แล้วแต่ความแรงของเครื่องผสมรุ่นที่ใช้ด้วยนะครับ
    6. เมื่อของเหลวได้ที่ เบาสปีดของผสมเป็นต่ำสุด ค่อยๆเทส่วนผสมของแห้งในข้อ 3 ลงไป โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ( ค่อยเทนะครับระวังแป้งฟุ้งกระจาย )
    7. เมื่อเทแป้งหมดแล้ว ให้ปรับความเร็วของเครื่องผสมมาที่ สปีดกลาง ตีไป 1-2 นาที นะครับ (เราเคยตีเกิน เนื้อเค้กที่ได้แน่นๆ ไม่ค่อยฟูครับ)
    8. ครบเวลา ลดสปีดเครื่องผสมมาที่เบาสุดอีกครั้งนะครับ เพื่อตัดฟองอากาศ ในระหว่างนั้นค่อยๆเทนมข้นจืดลงไป ( รินให้เป็นสายๆ อย่าเทพรวดเดียวนะครับ เดี๋ยวเค้กไม่นิ่มนะเอ้า !)
    9. แล้วก็ตามด้วยเนยละลาย ค่อยๆรินใส่อีกเช่นกันครับ ความเร็วของเครื่องยังเบาสุดนะครับ (อ้อ! ลืมบอกไปครับ ระยะเวลาที่เท นมและเนย นี่ต้องไม่เกิน 2 นาทีนะครับ)
    10. ครบเวลายกลงแล้วจากเครื่องผสม เอาพายตะล่อมเบาๆให้ลึกถึงก้นอ่างผสมเลยนะครับ แล้วเตรียมนำมาเทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ เคาะพิมพ์ 2 ครั้งเพื่อไล่ฟองอากาศ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสได้เลยครับ
    11. อบนาน 25-30 นาทีนะครับ เช็คว่าเนื้อเค้กสุกหรือยังให้เอาไม้จิ้มฟัน เจาะลงไปตรงกลางเลยครับ ถ้าไม่มีเศษเค้กติดขึ้นมาเป็นอันว่าสุกใช้ได้ ยกออกจากเตาได้ครับ
    12. เมื่อเอาเค้กออกจากเตาอบแล้ว ให้รีบเอาเค้กออกจากพิมพ์โดยการคว่ำเนื้อเค้กลงในตะเกรง เอากระดาษไขที่รองก้นออก พักไว้ให้เนื้อเค้กเย็นสนิท แล้วค่อยหงายหน้าเค้กขึ้นโดยใช้ตะแกรงอีกอันวางบนก้นเค้กแล้วพลิกกลับ รอแต่งหน้าเค้กด้วยซอสส้มอีกทีครับ
    ซอสส้ม

    ส่วนผสมหน้าซอสส้ม

    – น้ำเปล่า 300 กรัม
    – น้ำส้มซันควิซ 50 กรัม
    – น้ำตาลทราย 120 กรัม
    – แป้งกวนไส้ 25 กรัม
    – เนยสดรสเค็ม 20 กรัม
    – สีผสมอาหารแบบน้ำสีแดงสด 1 หยด
    (ถ้าไม่ชอบสีส้มเข้มๆ ไม่ต้องใส่ก็ได้ครับ)

    วิธีทำหน้าซอสส้ม

    1. นำน้ำเปล่า น้ำส้มซันควิซ น้ำตาลทราย แป้งกวนไส้ และสีผสมอาหารเทลงในหม้อ คนให้เข้ากันจนแป้งและน้ำตาลละลายหมด
    2. น้ำของเหลวที่ได้ไปกรองด้วยกระชอน 1 ครั้ง (เพื่อความเนียนของตัวซอสเวลาเทราดบนเนื้อเค้ก)
    3. ยกหม้อขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟกลาง คนด้วยตะกร้อมือเบาๆไปเรื่อยๆ จนน้ำซอสข้นแบบยกตะกร้อขึ้นแล้วเห็นเป็นรอยตะกร้อชัดเจน ( ระวังอย่าให้ความร้อนสูงมากเพราะซอสส้มจะไหม้ก้นหม้อได้ )
    4. ยกลงจากเตา เทเนยที่เตรียมไว้ลงไปคนจนเลยละลายหมดและซอสส้มคลายความร้อนลงจนเนื้อซอสอุ่นๆเป็นอันใช้ได้
    วิธีประกอบร่าง
    1. เตรียมเนื้อเค้กมาตัดแบ่งไว้เป็นชั้นๆ 2-3 ชั้นก็ได้ ( เราแบ่งเป็นแค่ 2 ชั้นพอเพราะชอบให้ซอสด้านบนหนาๆ )
    2. นำซอสที่อุ่นแล้วค่อยราดลงบนเนื้อเค้กทีละชั้น โดยชั้นแรกใส่ซอสลงไปประมาณ 4-5 ช้อนโต๊ะพอนะครับเกลี่ยให้ทั่ว ใส่มากเดี๋ยวเค้กชั้นบนเลื่อนไปมาเซ็ทตัวยากครับ
    3. นำเค้กอีกชั้นวางด้านบน กดเนื้อเค้กเบาๆเพื่อให้เค้กเซ็ทตัวไม่เลื่อนไปมา ค่อยๆเทซอสส้มที่เหลือลงบนเค้ก เทต่ำๆ นะครับ หน้าเค้กจะได้เนียน เทจนหมดซอสส้มจะคลุมเนื้อเค้กด้านข้างทั้งหมดเองครับ
    4. นำเค้กเข้าตู้เย็น ช่องธรรมดานะครับ ให้เค้กเซ็ทตัว ( อย่าใส่ช่องแช่แข็งเชียวนะครับ เดี๋ยวหน้าเค้กกระด้างไม่เนียน ) 1-2 ชั่วโมง ครบเวลาเอาออกมาตัดเสิร์ฟได้เลยครับ

    *** สำหรับมือใหม่ที่ ผมแนะนำให้เอาเนื้อเค้กใสพิมพ์แบบทอดก้น ก่อนราดซอสก็ได้นะครับ จะได้ไม่เสียเนื้อซอสส้มไปฟรีๆ แต่ถ้าใครไม่อยากใช้ จะราดเลยแบบเราก็ได้ครับ ***

  • สูตรวิธีทำน้ำตะไคร้ พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำตะไคร้

    สูตรน้ำตะไคร้ สูตรที่ 1

    ส่วนผสม น้ำตะไคร้

    1. น้ำ 5 ถ้วย
    2. โคนตะไคร้ซอย 2 ถ้วย
    3. ใบตะไคร้หั่นฝอย 1 ถ้วย
    4. น้ำเชื่อมตามชอบ

    วิธีทำ น้ำตะไคร้

    1. เทน้ำใส่หม้อ แล้วต้มด้วยไฟปานกลางจนเดือด เมื่อเดือดแล้วให้ใส่โคนตะไคร้ลงไปต้ม นาน 7 นาที เมื่อครบ 7 นาทีให้ใส่ใบตะไคร้ลงไปต้ม แล้วต้มต่อไปอีก 3 นาที
    2. จะเห็นว่าน้ำเริ่มมีสีเขียวและมีกลิ่นหอมของตะไคร้ ให้ปิดไฟแล้วยกลงจากเตา
    3. นำน้ำตะไคร้ที่ได้มากรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วเทใส่ภาชนะที่เตรียมไว้
    4. เมื่อจะดื่มให้รินใส่แก้วที่ใส่น้ำแข็ง แล้วเติมน้ำเชื่อมตามความชอบ

    สูตร น้ำตะไคร้ สูตรที่ 2

    ส่วนผสม น้ำตะไคร้

    1. ตะไคร้ทั้งต้นและใบ 1 กิโลกรัม
    2. น้ำเปล่า 4 ลิตร
    3. น้ำตาลทราย 500 กรัม
    4. กรดมะนาว 0.5 กรัม

    วิธีทำ น้ำตะไคร้

    1. น้ำตะไคร้ไปล้างให้สะอาด แล้วตัดเป็นท่อนๆ พักไว้
    2. นำน้ำใส่หม้อแล้วต้มให้เดือด ใส่ตะไคร้ที่ล้างไว้ลงต้ม โดยใช้เวลาต้มประมาณ 5 นาที
    3. จากนั้นยกลงจากเตา กรองให้สะอาดด้วยผ้าขาวบาง ควรทำผ้าขาวบางเป็น 2 ชั้น เพื่อไม่ให้มีเศษตะกอนของใบตะไคร้หลงเหลืออยู่
    4. เมื่อได้น้ำตะไคร้ที่ใส่สะอาดแล้วให้เติมน้ำตาลลงไป คนจนกวาน้ำตาลจะละลาย แล้วเติมกรดมะนาวลงไป เพื่อเพิ่มความชุ่มคอ แล้วกรองให้สะอาดอีกครั้ง แล้วตั้งไฟให้เดือดอีก 1-2 นาที แล้วยกลงจากเตากรองใส่ขวดได้เลย

    สูตรน้ำตะไคร้ สูตรที่ 3

    ส่วนผสม น้ำตะไคร้

    1. ตะไคร้ 5 ต้น
    2. ใบเตย 3 ใบ
    3. น้ำสะอาด 2 ลิตร

    วิธีทำ น้ำตะไคร้

    1. นำน้ำใส่หม้อแล้วนำขึ้นตั้งไฟ ใส่ใบเตยและตะไคร้ที่ล้างสะอาดแล้วลงไป ปิดฝาให้สนิท แล้วต้มต่อไปเรื่อยๆ ประมาณ 15 นาที
    2. เมื่อครบ 15 นาที ให้ยกลงจากเตา แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางให้สะอาด กรอกใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้รับประทาน

    สูตรน้ำตะไคร้ สูตรที่ 4

    ส่วนผสม น้ำตะไคร้

    1. น้ำ 1 ลิตร
    2. ใบเตยหั่นเป็นชิ้นเล็ก 5 ใบ
    3. ตะไคร้ทุบ 3 ต้น
    4. น้ำตาลทราย 100 กรัม
    5. น้ำมะนาว ปริมาณตามชอบ

    วิธีทำ น้ำตะไคร้

    1. นำน้ำใส่ลงในหม้อ ตามด้วยตะไคร้ และใบเตย จากนั้นนำไปต้มให้เดือด เมื่อน้ำเริ่มเปลี่ยนสีให้ยกลงจากเตา แล้วกรองเอากากออกให้หมด
    2. นำน้ำตะไคร้ใบเตยที่ได้ต้มต่อไปอีก แล้วใส่น้ำตาลทรายลงไป คนให้น้ำตาลละลาย แล้วยกลงจากเตา ตั้งพักไว้จนกว่าจะเย็น
    3. เมื่อจะรับประทาน ให้ตักน้ำตะไคร้ใส่แก้ว บีบมะนาวใส่ลงไปตามชอบ แล้วเติมน้ำแข็ง

    สูตรน้ำตะไคร้ สูตรที่ 5

    ส่วนผสม น้ำตะไคร้

    1. ตะไคร้ 3 ต้น
    2. ใบกระเพรา 1 กำมือ
    3. ใบเตยหอม 5 ใบ
    4. น้ำตาลทรายแดง ปริมาณตามชอบ
    5. น้ำเปล่า

    วิธีทำ น้ำตะไคร้

    1. นำตะไคร้ที่เตรียมไว้มาล้างให้สะอาด แล้วมัดให้เป็นกำเตรียมเอาไว้ ต่อจากนั้นนำใบกะเพราแลใบเตยมาล้างให้สะอาด โดยใบเตยให้มัดเป็นท่อนเช่นกัน
    2. เอา ตะไคร้ ใบเตย และใบกะเพรา มาใส่ลงในหม้อ เติมน้ำพอประมาณแล้วนำขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ ประมาณ 15 นาที จากนั้นให้กรองให้สะอาด เติมน้ำตาลทรายตามชอบ กรอกใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น

    สูตรน้ำตะไคร้ สูตรที่ 6

    ส่วนผสม น้ำตะไคร้

    1. ต้นตะไคร้ 10 ต้น (ใช้ทั้งต้นและใบ)
    2. ใบเตย 5 ใบ
    3. น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    4. น้ำสะอาด 1 ลิตร
    5. เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    6. น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
    7. มะนาว ครึ่งซีก

    วิธีทำ น้ำตะไคร้

    1. เริ่มจากการนำใบเตยมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อนๆ เตรียมเอาไว้
    2. ล้างตะไคร้ให้สะอาด แล้วหั่นเป็นแว่นๆ แต่ต้องแยกระหว่างต้นกับใบเอาไว้
    3. จากนั้นต้มน้ำให้เดือด แล้วใส่ใบเตย และต้นตะไคร้ที่ทุบเล็กน้อยลงไป ปิดฝาหม้อแล้วต้มจนกว่าจะเดือด
    4. เมื่อน้ำเดือดแล้วให้ใส่ใบตะไคร้ที่หั่นเตรียมไว้ลงไป แล้วต้มให้เดือดอีกครั้ง จากนั้นยกลงจากเตา เติมน้ำตาล เกลือ น้ำผึ้งและมะนาวลงไป แล้วค้นให้เข้ากัน เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย

    สูตรน้ำตะไคร้ สูตรที่ 7

    ส่วนผสม น้ำตะไคร้

    1. ตะไคร้ 10 ต้น
    2. ดอกอัญชัน 20 ดอก
    3. น้ำสะอาด 1.25 ลิตร
    4. น้ำตาล ครึ่งถ้วยตวง

    วิธีทำ น้ำตะไคร้

    1. ตะไคร้มาล้างให้สะอาด หั่นโคนตะไคร้และใบแยกกันเอาไว้
    2. ตั้งน้ำในหม้อให้เดือด จากนั้นใส่ต้นตะไคร้ที่หันไว้ลงไป ต้มประมาณ 10 นาที จากนั้นใส่ใบตะไคร้ตามลงไป ซึ่งไม่นานจะเห็นว่าน้ำตะไคร้เริ่มเป็นสีเขียวมากขึ้น
    3. ต้มต่อไปอีกประมาณ 10 นาที ให้เติมน้ำตาลทราย แล้วคนจนกว่าน้ำตาลจะละลาย
    4. แล้วจากนั้นใส่ดอกอัญชันลงไปต้มต่อไปจนน้ำเปลี่ยนสี หากชอบเข้มก็ต้มนานหน่อย เมื่อได้สีของน้ำตามที่ต้องการแล้วให้ปิดไฟ แล้วตั้งพักไว้ให้น้ำตะไคร้เย็น
    5. แล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่ขวดหรือเยือกแช่ไว้ในตู้เย็น เวลารับประทานสามารถบีบมะนาวลงไปเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความสดชื่นได้

  • สูตรวิธีทำพุดดิ้งชาไทย พร้อมคำแนะนำในการขายพุดดิ้งชาไทย

    สูตรพุดดิ้งชาไทย สูตรที่ 1

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาไทย

    1. น้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร
    2. ชาไทยโบราณ 3 ช้อนโต๊ะ
    3. น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    4. นมข้นหวาน 1 ช้อนโต๊ะ
    5. น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    6. ผงเจลาติน 1 ช้อนชา
    7. วิปปิ้งครีม ½ ถ้วยตวง

    วิธีทำ พุดดิ้งชาไทย

    1. ตวงน้ำมาตั้งให้เดือด โดยใช้น้ำ 250 มิลลิลิตร แล้วนำมาชงชา แล้วกรอกเอาใบออกให้เรียบร้อย
    2. ละลายผงเจลาตินกับน้ำร้อนที่เหลือ 50 มิลลิลิตร คนให้พอเข้ากัน จากนั้นเดิมน้ำตาลทราย นมข้นหวาน และวิปปิ้งครีม คนให้ส่วนผสมเข้ากัน
    3. จากนั้นชาที่ชงไว้ มาผสมลงในส่วนผสมข้อที่ 2 คนให้เข้ากันดี แล้วตักแบ่งใส่ถ้วยตามที่ต้องการ
    4. แล้วนำไปแช่ตู้เย็นให้พุดดิ้งเซ็ทตัว เมื่อเซ็ทตัวดีแล้วให้นำออกมาตบแต่งตามที่ต้องการแล้วจัดเสิร์ฟได้ทันที

    สูตรพุดดิ้งชาไทย สูตรที่ 2

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาไทย

    1. ชาไทยสำเร็จรูป 1.5 ลิตร
    2. เจลาติน 2 แผ่น
    3. น้ำเย็น

    วิธีทำ พุดดิ้งชาไทย

    1. นำเจลาตินแผ่นที่เตรียมไว้แช่ลงในน้ำเย็นให้พองตัว
    2. เทชาไทยลงใหม่หม้อ แล้วตั้งไฟกลาง รอจนกว่าจะเริ่มเดือด เมื่อเดือดแล้วให้เบาไฟ แล้วใส่เจลาตินที่บีบน้ำออกแล้วลงไปในหม้อ คนให้ละลายเข้ากันดี แล้วปิดไฟ นำส่วนผสมที่ได้มาเทใส่แก้ว วางทิ้งไว้สักครู่ให้เย็นก่อน แล้วจึงทำเข้าตู้เย็น รอให้ส่วนผสมเซ็ทตัวก็จะได้พุดดิ้งชาไทยแล้ว

    สูตรพุดดิ้งชาไทย สูตรที่ 3

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาไทย

    1. นมสดรสจืด 150 กรัม
    2. ผงชาไทยสำเร็จรูป 80 กรัม
    3. น้ำเปล่า 100 กรัม
    4. ผงเจลาติน 5 กรัม
    5. น้ำเปล่าสำหรับแช่เจลาติน 30 กรัม
    6. วิปปิ้งครีม เวเฟอร์สอดไส้ช็อคโกแลต ใบสะระแหน่ สำหรับแต่งหน้า

    วิธีทำ พุดดิ้งชาไทย

    1. เทน้ำเปล่า 30 กรัม ใส่แก้ว แล้วเทเจลาตินลงไปผสม คนให้เข้ากัน แล้วตั้งพักไว้ประมาณ 15 นาที
    2. นำน้ำเป่า 100 กรัมผสมเข้ากับนมสดแล้วนำไปเข้าไมโครเวฟด้วยไฟ 500 วัตต์ ประมาณ 2 นาที เมื่อครบ 2 นาที ให้นำออกมาเทชาไทยและเจลาตินที่แช่น้ำไว้ใส่ลงไป จากนั้นคนให้ทุกอย่างละลายเข้ากันดี
    3. เมื่อส่วนผสมเข้ากันดี ให้นำใส่แก้วหรือภาชนะที่เตรียมไว้ นำไปแช่ให้เย็นประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้พุดดิ้งเซ็ทตัว
    4. แล้วตบแต่งหน้าด้วยวิปปิ้งครีม เวเฟอร์สอดไส้ช็อคโกแล็ต แต่งหน้าด้วยใบสะระแหน่ ตามชอบ

    สูตรพุดดิ้งชาไทย สูตรที่ 4

    ส่วนผสมพุดดิ้งชาไทย

    1. ผงชาไทย ½ ถ้วย
    2. น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย
    3. นมข้นหวาน 1/3 ถ้วย
    4. นมข้นจืด 1/3 ถ้วย
    5. ผงเจลาติน 2 ช้อนโต๊ะ
    6. น้ำเปล่า 2 ถ้วย สำหรับต้มชา
    7. น้ำเปล่า ½ ถ้วย สำหรับผสมเจลาติน

    วิธีทำ พุดดิ้งชาไทย

    1. เริ่มต้นด้วยการผสมเจลาตินผงกับน้ำเปล่า แล้วคนให้เข้ากัน พักทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที โดยไม่ต้องใส่ตู้เย็น
    2. จากนั้นหันมาชงชา ด้วยการต้มน้ำให้เดือด แล้วเทผงชาใส่ในถุงชงชา เมื่อน้ำเดือดให้เทลงในถึงชงชา แล้วตั้งแช่ไว้ประมาณ 5 นาที จะได้น้ำชาสีเข้มกลิ่นหอม ให้ตั้งพักไว้ให้เย็นประมาณ 5 นาที ถ้าไม่มีถุงชงชา ให้ต้มน้ำให้เดือดเมื่อเดือดแล้วยกลงจากเตา นำชาเทลงไปแช่ไว้ประมาณ 5 นาที แล้วน้ำผ้าขางบางกรองใบชาออก
    3. เมื่อได้น้ำชาไทยแล้วให้ตวงออกมา 1 ½ ถ้วย แล้วใส่น้ำตาลทรายลงไป คนให้ละลาย ใส่นมข้นหวาน ตามด้วยนมข้นจืด แล้วคนให้เข้ากัน ซึ่งตอนนี้สีชาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนแล้ว
    4. เมื่อส่วนผสมเข้ากันดี ให้เทเจลาตินผสมลงไป คนให้เข้ากันดี เมื่อทุกอย่างละลายเข้ากันดีแล้ว ให้เทใส่แก้ว แล้วนำเข้าดูเย็นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง หรือดูจนกว่าพุดดิ้งจะเซตตัว
    5. เมื่อได้พุดดิ้งที่เซ็ทตัวดีแล้ว ให้นำมาตบแต่งด้วยวิปครีมตามที่ชอบ

    สูตรพุดดิ้งชาไทย สูตรที่ 5

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาไทย

    1. น้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร
    2. ชาไทยโบราณตรามือ 3 ช้อนโต๊ะ
    3. น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    4. นมข้นหวาน 1 ช้อนโต๊ะ
    5. น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    6. ผงเจลาติน 1 ช้อนชา
    7. Halfcream 4 ออนซ์

    วิธีทำ พุดดิ้งชาไทย

    1. ต้มน้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร แล้วแบ่งใส่หม้อชา 250 มิลลิลิตร กรองใบชาออกให้ได้น้ำชาที่สะอาด และไม่ต้องแช่ชานาน เพราะจะทำให้ชามีรสเฝื่อนได้
    2. นำน้ำต้มที่เหลืออีก 50 กรัม ใส่ผงเจลาตินลงไป คนให้เจลาตินละลาย จากนั้นเติมน้ำตาล นมข้นหวาน และเติม Halfcream คนให้ส่วนผสมเข้ากัน
    3. นำชามาเทใส่ลงในส่วนผสมข้อ 3 แล้วคนให้เข้ากัน แล้วจัดการเทใส่แก้วที่เตรียมไว้ แล้วนำไปแช่ตู้เย็นอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือแช่ค้างคืนไว้ก็ได้ เพราะจะทำให้ขนมเซ็ทตัวดี
    4. เมื่อต้องการจัดเสิร์ฟให้แต่งหน้าด้วยนมสด หรือตบแต่งได้ตามที่ต้องการ

  • สูตรวิธีทำพุดดิ้งชาเขียว พร้อมคำแนะนำในการขายพุดดิ้งชาเขียว

    สูตรพุดดิ้งชาเขียว สูตรที่ 1

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาเขียว

    1. ผงชาเขียว 3 ช้องโต๊ะ
    2. ครีม 300 มิลลิลิตร
    3. น้ำตาลทราย 100 กรัม
    4. นมสด 200 มิลลิลิตร
    5. ไข่ไก่ 4 ฟอง
    6. ไข่แดง 2 ฟอง
    7. ผงชาเขียวสำหรับตกแต่ง
    8. วิปครีมสำหรับตกแต่ง
    9. น้ำร้อน ½ ถ้วยตวง

    วิธีทำ พุดดิ้งชาเขียว

    1. นำน้ำร้อนผสมเข้ากับผงชาเขียว คนให้ผงชาเขียวละลายดี แล้วพักไว้ก่อน
    2. นำนมสดและครีมผสมกันลงในหม้อ แล้วนำไปตั้งไฟโดยใช้ไฟปานกลาง เมื่อเดือดให้เติมชาเขียวลงไป แล้วคนให้เข้ากัน
    3. ตีไข่ไก่ ไข่แดง และน้ำตาลทรายให้เข้ากัน แล้วนำชาเขียวที่ผสมนมในข้อที่ 2 มาเทลงไป แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากันดี
    4. เทส่วนผสมลงในแก้วที่ต้องการ แล้วนำวางลงในภาชนะสำหรับอบขนมที่ใส่น้ำร้องเอาไว้แล้ว นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที แต่ก่อนนำเข้าอบควรวอร์มเตาอบก่อน
    5. จากนั้นให้นำออกจากภาชนะที่ใช้อบแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น อย่างน้อย 2 ชั่วโมง
    6. เมื่อจะเสิร์ฟให้ตบแต่งด้วยวิปครีม หรือโรยด้วยผงชาเขียว

    สูตรพุดดิ้งชาเขียว สูตรที่ 2

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาเขียว

    1. นมสด 2 ถ้วย
    2. น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
    3. ผงชาเขียว 2 ช้อนชา
    4. วิปปิ้งครีม ½ ถ้วย
    5. แผ่นเจลาติน 3 แผ่น
    6. น้ำตาลทรายแดง ½ ถ้วย

    วิธีทำ พุดดิ้งชาเขียว

    1. ต้มน้ำ ½ ถ้วยให้เดือด เมื่อเดือดแล้วเทน้ำตาลทรายแดงลงไป คนให้น้ำตาลทรายแดงละลายแล้ววางพักไว้ก่อน
    2. นำแผ่นเจลาตินที่เตรียมไว้แช่ลงในน้ำเย็นแล้วทิ้งไว้ก่อน
    3. นำนมสด 1 ถ้วยที่เตรียมไว้เทลงในหม้อ แล้วนำไปตั้งไฟอ่อนๆ จากนั้นเทน้ำตาลลงไปคนให้ละลาย ให้ยกออกจาเตา แล้วเทผงชาเขียวลงไป คนให้ผงชาเขียวละลาย
    4. นำเจลาตินแผ่นที่แช่เอาไว้บีบน้ำออกให้หมด แล้วใส่ลงในส่วนผสมข้อ 3 ที่ทำไว้ คนให้ละลาย แล้วใส่นมสดที่เหลืออีก 1 ถ้วยลงไป ตามด้วยวิปปิ้งครีม คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี
    5. เทส่วนผสมที่ได้ลงในแก้วที่ต้องการ แล้วแช่ลงในน้ำเย็นก่อน เพื่อให้พุดดิ้งเย็นลง แล้วจึงนำเข้าดูเย็น ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง
    6. เมื่อจะเสิร์ฟให้ราดด้วยซอสน้ำตายทรายแดงที่เราทำไว้

    สูตรพุดดิ้งชาเขียว สูตรที่ 3

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาเขียว

    1. ผงชาเขียว 1.5 ช้อนโต๊ะ
    2. นมสด 100 มิลลิลิตร
    3. ครีม 150 มิลลิลิตร
    4. น้ำตาลทรายขาว 50 กรัม
    5. ไข่ 2 ฟอง
    6. ไข่แดง 1 ฟอง
    7. วิปครีม และผงชาเขียว สำหรับตบแต่ง

    วิธีทำ พุดดิ้งชาเขียว

    1. วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส
    2. นำผงชาเขียวมาผสมกับน้ำร้อน 3 ช้อนโต๊ะ คนให้ผงชาเขียวละลายเข้ากันดี จากนั้นตั้งพักเอาไว้ก่อน
    3. นำหม้อออกมา เทนมและครีมผสมเข้าด้วยกัน ตั้งไฟปานกลาง รอจนกระทั้งเดือด ให้เติมชาเขียวที่ละลายแล้วลงไป
    4. ตีไข่ 2 ฟอง และไข่แดงอีก ฟอง ผสมให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำตาล ตีให้น้ำตาลละลาย แล้วเติมส่วนผสมที่ทำไว้ในข้อ 3 ลงไป คนส่วนผสมให้เข้ากันดี
    5. เมื่อได้ส่วนผสมที่เจ้ากันดีแล้ว ให้เทใส่ถ้วยที่เตรียมไว้ แล้วนำถ้วยไปวางไว้ในภาชนะอบขนมที่ใส่น้ำร้อนเอาไว้ อบประมาณ 30 นาที
    6. นำออกจากเตาอบและจากภาชนะอบขนม วางไว้ข้างนอกให้ขนมเย็นเล็กน้อย แล้วนำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 1-2 ชั่วโมง
    7. ก่อนเสิร์ฟให้โรยด้วยผงชาเขียว และตบแต่งด้วยวิปครีม

    สูตรพุดดิ้งชาเขียว สูตรที่ 4

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาเขียว

    1. ชาเขียวชนิดซอง 2-3 ซอง
    2. นมข้นหวาน 1/3 ถ้วย
    3. เนยสด 2 ช้อนโต๊ะ
    4. ไข่แดง 2 ฟอง
    5. วิปครีม
    6. แป้งข้าวโพด 3 ช้อนโต๊ะ
    7. น้ำร้อน 3 ถ้วย
    8. เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    9. สีผสมอาหารสีเขียว (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

    วิธีทำ พุดดิ้งชาเขียว

    1. นำชาเขียวชนิดซองมาชง คนให้เข้ากันดี แล้วเติมนมข้นหวานและเกลือลงไป จากนั้นให้แบ่งส่วนผสมที่ได้ออกมาประมาณ ¼ ถ้วย แล้วเทแป้งข้าวโพดลงไปผสมคนให้แป้งเข้ากันดี แล้วเทกลับลงไปในส่วนผสมเดิม คนให้เข้ากันอีกครั้ง
    2. ใส่สีผสมอาหารลงไป แล้วนำขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ แต่ต้องคนตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าเริ่มเดือดให้ใส่เนยลงไป เมื่อเนยละลายตัวแล้วให้ยกลงจากเตา
    3. เมื่อยกลงจากเตาให้ใส่ไข่แดงลงไปคนให้ส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้นำขึ้นตั้งไฟอีกครั้งด้วยไฟอ่อน จนเดือด แล้วยกลงจากเตาตั้งพักไว้ให้อุ่น จึงตักใส่ถ้วยที่เตรียมไว้ เพื่อนำไปแช่ตู้เย็นจนเซ็ทตัว
    4. เมื่อพุดดิ้งชาเขียวเซ็ทตัวดีให้ตบแตงหน้าด้วยวิปครีม แล้วจัดเสิร์ฟได้

  • สูตรวิธีทำบลูเบอรี่ชีสพาย พร้อมคำแนะนำในการขายบลูเบอรี่ชีสพาย

    สูตรบลูเบอรี่ชีสพาย

    ส่วนผสม

    – ขนมปังกรอบตรา Hup Seng (Cream Cracker) 1 ห่อ
    – เนยสดละลาย 250 กรัม
    – ครีมชีส 250 กรัม
    – ครีมข้น 1 กระป๋อง
    – นมข้นหวาน 1/4 กระป๋อง
    – นมข้นจืด 2 ช้อนโต๊ะ
    – เจลาตินผง 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเย็น 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – บลูเบอรี่เชื่อม
    1 กระป๋อง
    วิธีทำ

    1. เตรียมฐานพายได้นำขนมปังกรอบมาบดให้ละเอียดนะครับ จะใช้ใส่ถุงแล้วใช้ที่นวดแป้งบด หรือว่าจะใช้เครื่องปั่นปั่นเอาก็ได้ครับแล้วแต่สะดวกเลย เมื่อบดเสร็จเอเทลงชามผสม นำเนยที่เตรียมไว้ไปอุ่นให้ละลายแล้วใส่ในชามผสมคลุกให้เข้ากันกับขนมปังกรอบครับ
    2. นำขนมปังผสมเนยที่ได้มากรุลงในพิมพ์ วันนี้ใช้พิม์ฟอยด์ขนาด 9 นิ้ว 3 พิมพ์นะครับ กรุให้ทั่วพิมพ์ นำใส่เตาอบ อบประมาณ 10 นที ให้ได้กลิ่นขนมปังกับเนยลอยออกมาเลยนะครับเสร็จแล้วยกออกเอามาพักไว้ให้เย็นแล้วนำเข้าแช่ตู้เย็นอีก 30 นาทีครับ
    3. ระหว่างนั้นเรามาทำเนื้อชีสพายดีกว่าครับ นำครีมชีสที่เตรียมไว้ ใส่เครื่องผสม ใช้ที่หัวตะกร้อ ตีให้ขึ้นฟู ใส่ครีมข้น นมข้นหวาน นมข้นจืดและน้ำมะนาวผสมจนเข้ากัน
    4. นำเจลาตินมาแช่ในน้ำเย็นจนเจลาตินaนำเข้าไมโครเวฟ 10 วินาที พอเจลาตินละลายหมดค่อยๆเทลงในโถผสมครีมชีส ตีจนเข้ากัน
    5. นำครีมชีสที่ได้เทลงใส่ในถ้วยขนมปังที่เราเตรียมไว้แล้วนำไปแช่เย็นต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมง เป็นอันว่าใช้ได้
    6. ก่อนเสิร์ฟตักบลูเบอรี่เชื่อมราดหน้าครีมชีสแค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว

  • สูตรวิธีทำช็อคโกแลตชีสเค้ก พร้อมคำแนะนำในการขายช็อคโกแลตชีสเค้ก

    สูตรช็อคโกแลตชีสเค้ก สูตรที่ 1 ช็อคโกแลตชีสเค้ก (Chocolate Cheese Cake) แบบใช้เตาอบ

    ส่วนผสมฐานชีสเค้ก

    – แครกเกอร์ หรือคุกกี้บดละเอียด 150 กรัม
    (ครั้งนี้ผมใช้ขนมปังฮับเส็งครับ)
    – เนยสดรสจืด 100 กรัม
    – ผงโกโก้(สีเข้ม) 1 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ ¼ ช้อนชา
    ส่วนผสมครีมชีส
    – ครีมชีสอุณหภูมิห้อง 500 กรัม
    – น้ำตาลทรายบดละเอียด 1 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
    – ไข่ไก่เบอร์ 0 3 ฟอง
    – วิปปิ้งครีม 1/2 ถ้วยตวง
    – กลิ่นวานิลา 1 ช้อนชา.
    – ดาร์กช๊อกโกแลต 250 กรัม
    – (ส่วนตัวผมชอบใช้ดาร์กชอกโกแลตและรสชาติที่ได้จะเข้มข้นมากครับ)

    วิธีทำ

    1. ขั้นตอนแรกเตรียมพิมพ์ปอนด์ทาเนยปูกระดาษไขก้นพิมพ์และรอบ ๆ พิมพ์ แต่ถ้าใครอบในถ้วยฟอยด์ ไม่ต้องทาเนยครับ
    2. ขั้นตอนต่อมาเรามาทำฐานชีสเค้กกันก่อนนะครับ โดยนำ แครกเกอร์ เนยสดรสจืด เกลือและผงโกโก้มาผสมในชามผสมคลุกเค้าให้เข้ากัน แล้วนำไปกรุลงในพิมพ์ที่จะใช้อบเค้ก เอาความสูงประมาณ 0.5 -0.7 เซนติเมตรนะครับ ถ้าหนาไปเดี๋ยวเค้กสุกยากครับ เสร็จแล้วนำเข้าตู้เย็นสัก 5 – 10 นาทีพอครับ
    3. วอร์มเตาที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส ไฟล่าง คราวนี้เราจะอบแบบหล่อน้ำนะครับ โดยวางถาดใส่น้ำในเตาอบตั้งแต่เริ่มด้วย
    4. ทีนี้เรามาทำตัวชีสเค้กชอกโกแลตกันนะครับ โดยนำช็อกโกแลตตุ๋นจนบนไอน้ำหรือถ้าใครไม่ถนัดจะใช้ไมโครเวฟละลายก็ได้นะครับ ก็แค่เอาเข้า ไมโครเวฟครั้งละ 10 วินาที่ แล้วเอาออกมาคนๆสลับกันไปจนช็อกโกแลตละลายหมดครับ
    5. นำครีมชีสออกมาตั้งทิ้งไว้ให้คลายความเย็นลงแล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ในโถผสมแล้วใช้ที่ตีหัวตระกร้อ เปิดความเร็วของเครื่องตีระดับกลางตีให้ขึ้นฟู ค่อยๆเทน้ำตาลทรายป่นลงไป ตีให้เข้ากัน
    6. เบาสปีดการตีจนต่ำสุด ใส่แป้งข้าวโพดลงไป ตีต่อจนเนียน ปิดเครื่อง (ช่างหลังจากนี้ผมใช้พายยางตะล่อมเอานะครับเนื้อเค้กจะนุ่มเบาฟูกว่า
    7. ใส่ไข่ไก่ที่ละฟอง ตะล่อมจนเข้ากัน จนครบ 3 ฟอง ใส่กลิ่นวานิลา ตามด้วยวิปปิ้งครีม ตะล่อมจนเข้ากันจนเนียนดี
    8. สุดท้ายใส่ช็อกโกแลตตุ๋นลงไป ตะล่อมอย่างเบามือนะครับ พอเข้ากันดีเตรียมเทลงพิมพ์ครับ
    9. เทลงพิมพ์ ประมาณ ¾ ของพิมพ์ นำเข้าเตาอบ อบนานประมาณ 45-50 นะครับแต่ถ้าใครชอบแบบข้างในแข็งหน่อย ก็ 60 นาทีไปเลยก็ได้ครับ
    10. ครบเวลา ปิดไฟเตาอบ อย่าเพิ่งเอาเค้กออกจากเตานะครับ ให้แง้มฝาเตาอบไว้ อุณหภูมิภายในเตาอบจะค่อยๆลดลง ช่วงป้องกันเองหน้าเค้กแตก ไม่สวยได้ครับ
    11. พออุ่นแล้วเอาออกจากเตาอบ ทำเข้าตู้เย็นอีกสัก 4 ชั่วโมง หรือข้ามคืนไปเลยก็ได้ครับเช้าค่อยเอาออกมาตัดรับประทานก็ได้ อร่อยไม่ผิดหวังแน่ๆครับ

    สูตรช็อคโกแลตชีสเค้ก สูตรที่ 2 ช็อคโกแลตชีสเค้ก (Chocolate Cheese Cake) แบบไม่ใช้เตาอบ

    ส่วนครัสท์ (ฐาน)

    – ช็อคโกแล็ตคุกกี้โอริโอ้บดละเอียด 150 กรัม
    – เนยละลาย 4 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    ส่วนผสมตัวชีสเค้ก
    – ครีมชีส 150 กรัม
    – น้ำตาล 40 กรัม
    – ดาร์กช็อกโกแลต (1) 200 กรัม
    – วิปครีม 120 กรัม
    – โยเกิร์ต 120 กรัม
    – นมจืด 40 กรัม
    – เจลาตินแผ่น 2 แผ่น
    – น้ำเย็นสำหรับแช่เจลาติน 1 ถ้วย
    – แผ่นพลาสติก

    วิธีทำ

    1. เตรียมพิมพ์แบบถอดก้นได้
    2. นำส่วนผสมของฐานครัสท์ มาผสมให้เข้ากัน น้ำเข้าในไมโครเวฟ กรุลงในฐานพิมพ์นำเข้าตู้เย็น 10 นาทีให้เซ็ทตัว นะครับ
    3. ตีวิปครีมที่เตรียมไว้จนตั้งยอดแข็งเสร็จแล้วพักไว้ครับ
    4. นำเจลาตินที่เตรียมไว้แช่น้ำเย็นจนนิ่ม
    5. อุ่นนมจืดให้พออุ่นๆพอนะครับแล้วนำเจลาตินที่แช่น้ำเย็น บีบน้ำออกให้หมดใส่ลงในนำที่อุ่นไว้ คนให้ละลาย แล้วพักไว้
    6. หั่นครีมชีสเป็นชิ้นเล็ก ใส่ชามผสม ใช้ที่ตีหัวตะกร้อ ตีจนขึ้นฟูครับแล้วค่อยๆใส่น้ำตาลป่นลงไป ตีจนเข้ากัน
    7. เติมโยเกิร์ตลงไปนะครับ ตอนนี้เริ่มใช้พายยางตะล่อมเอาครับ ผสมจนเข้ากันแล้วพักไว้
    8. ขั้นต่อไปเราก็นำวิปปิ้งครีมที่เราพักไว้มาผสมกับครีมชีส ตะล่อมจนให้เข้ากัน
    9. เติมนมอุ่นผสมเจลาตินลงไป ตะล่อมให้เข้ากันแล้วพักไว้
    10. นำช็อกโกแลตไปตุ๋นจนละลาย ทิ้งไว้คลายความร้อนลงเล็กน้อยนะครับ แล้วนำมาผสมกับครีมชีสตะล่อมจนเข้ากันดี เทใส่พิมพ์แช่ตู้เย็นให้เซ็ทตัว ประมาน 40-60 นาทีนครับ ครบเวลาแล้วนำออกจากพิมพ์ (เวลาถอดพิมพ์ ใช้มีดปลายแหลงเลาะเค้กออกจากพิมพ์ก่อนถอดพิมพ์ออก) ตักเสิร์ฟได้เลยครับ เวลาเสิร์ฟ ใครจะทานคู่กับชอกโกแลตซอส หรือ ผลไม้ลดก็ได้แล้วแต่ความชอบเลยครับ

  • สูตรวิธีทำบลูเบอรี่ชีสเค้ก พร้อมคำแนะนำในการขายบลูเบอรี่ชีสเค้ก

    สูตรบลูเบอรี่ชีสเค้ก (บลูเบอรี่ชีสเค้กแบบอบ)

    ส่วนผสมฐานชีสเค้ก

    – เครกเกอร์ 1 แถว
    – น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ
    – เนยละลาย 5-6 ช้อนโต้ะ

    ส่วนผสมชีสเค้ก

    – ครีมชีส 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย
    – นม 6 ช้อนโต๊ะ
    – ไข่ไก่ 2 ฟอง
    – น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
    – ซาวด์ครีม 1/2 ถ้วย
    – กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – แป้งสาลีเอนกประสงค์ 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ

    1. วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียสนะครับ ใส่ถาดน้ำไปในเตาอบตั้งแต่เริ่มวอร์มเตาเลยครับ
    2. เตรียมฐานชีสเค้กโดยนำขนมปังมาบดละเอียด ผสมกับแป้งและน้ำตาลทรายแดงจนเข้ากัน เอากรุลงก้มพิมพ์
    3. เอฟอยด์หุ้ม รอบๆพิมพ์ เค้กไว้
    4. เอาครีมชีสมาไว้ที่อุณภูมิห้องจนคลายความเย็นและอ่อนตัวลงแล้วนำไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
    5. ผสมครีมชีสกับน้ำตาลในเครื่องผสมตีจนเนียนและขึ้นฟูแล้วเทนมที่เตรียมไว้ผสมให้เข้ากัน
    6. เบาความเร็วของเครื่องตีเป็นต่ำสุดค่อยๆใส่ไข่ลงไปทีละใบ ผสมให้เข้ากันดี เติมซาวด์ครีม กลิ่นวานิลลาปิดเครื่องได้เลยครับ
    7. ใช้พายยางตะล่อมอีกครั้งที่ก้นอ่าง เทแป้งสาลีอเนกประสงค์ลงไป ตะล่อมจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
    8. เติมน้ำมะนาวลงไป ตะล่อมจนเข้ากันเป็นครั้งสุดท้ายครับ
    9. เทเนื้อชีสเค้กลงในพิมพ์ที่กรุด้วยขนมปังกรอบไว้
    10. เอาเข้าเตา เปิดไฟล่างอย่างเดียวและหล่อน้ำไว้ด้วยนะครับเวลาอบ อบเป็นเวลา 45-50 นาทีแต่ถ้าชอบเนื้อแข็งๆลากยาวถึง 60 นาทีได้เลยครับ เมื่ออบเสร็จให้ปิดเตาอบ แล้วทิ้งเค้กใว้ในเตาอบ แง้มฝาเตาอบไว้ ประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อกันไม่ให้เค้กหน้าแตก เมื่อครบเวลาแล้วนำเข้าแช่ตู้เย็นไว้ 1 คืนนะครับ ก่อนเสิร์ฟอย่าลืมราดด้วยบลูเบอรี่อีกทีนะครับ

  • สูตรวิธีทำทาร์ตไข่ พร้อมคำแนะนำในการขายทาร์ตไข่

    สูตรทาร์ตไข่ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมแป้งพาย

    1. แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1.5 ถ้วยตวง (แป้งว่าว)
    2. น้ำมันพืช 1/4 ถ้วยตวง
    3. เนยสด (เย็น) 1/4 ถ้วยตวง
    4. เกลือ 1/2 ชช
    5. น้ำตาลไอซิ่ง 2 ชต.
    6. ไข่แดง 1 ฟอง
    7. น้ำเปล่า 1-2 ชต.

    ส่วนผสมไส้คัสตาร์ด

    1. ไข่ไก่ 3 ฟอง
    2. นมข้นจืด 2/3 ถ้วยตวง ( ถ้วยตวงของแห้ง)
    3. นมสด (ยี่ห้ออะไรก็ได้ครับ) 2/3 ถ้วยตวง ( ถ้วยตวงของแห้ง)
    4.น้ำตาลทราย 2/3 ถ้วยตวง
    5. เกลือ 1/4 ช้อนชา
    6.วานิลา 1 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมน้ำเชื่อมคาราเมล

    1. น้ำตาลทราย 100 กรัม
    2. น้ำสะอาด 50 กรัม
    วิธีทำ
    3. นำแป้งสาลีอเนกประสงค์ เกลือ และน้ำตาลไอซิ่ง ผสมจนเข้ากันครับเสร็จแล้วทำเป็นหลุมตรงกลางคล้ายปล่องภูเขาไฟไว้เลยนะครับ
    4. นำน้ำมันพืช เทลงในหลุมแป้งที่เราทำไว้ครับแล้วนำเนยสดเย็นใส่ตามลงไปเลยครับ ใช้ที่ตัดแป้งโดว์ สับๆเนยเคล้าๆกันกับแป้งให้เนยเป็นก้อนเล็กๆขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวนะครับ
    5. ใส่ไข่แดงตามลงไปครับผสมให้เข้ากัน อย่านวดนะครับเดี๋ยวแป้งจะเหนียวยืดขึ้นรูปไม่ได้ หลังจากนั้นค่อยๆเทน้ำเย็นลงไปผสมให้เข้ากัน อย่าใส่พรวดเดียวหมดนะครับ เดี๋ยวแป้งจะเหลวไป นำแป้งที่ได้ไปพักไว้ในตู้เย็นสัก 20-30 นาทีนะครับ
    6. ขั้นตอนต่อไปเรามาทำคัสตาร์ดกันนะครับโดยผสม ไข่และน้ำตาลทราย ชามผสม
    7. นำขึ้นตุ๋นแบบดับเบิ้ลโบ ในกะละมังน้ำร้อนจัด คนเรื่อยนะครับจนน้ำตาลละลาย เติมนมสด นมข้นจืด เกลือและกลิ่นวนิลาตามลงไป ปิดไฟแล้วนำมากรองครับ เนื้อคัสตาร์ดจะได้เนียนๆ พักไว้ก่อนนะครับ
    8. นำแป้งที่เราเตรียมไว้มากรุลงพิมพ์ครับ เวลากรุ เอาให้แป้งเลยพ้นขอบพิมพ์มาหน่อยนะครับ เวลาอบขอบจะบานออกอีกสวยดีครับ
    9. หลังจากกรุแป้งจนครบพิมพ์ทาร์ตไข่ทุกถ้วยแล้ว นำเนื้อคัสตาร์ที่เราเตรียมไว้มาเทลงในพิมพ์ครับ
    10. วอร์มเตาเอา ไฟบนล่าง ที่อุณหภูมิ 220 องศาเซลเซียสนะครับ
    11. ระหว่างรอเตาอบเรามาทำน้ำเชื่อมคาราเมลเอาไว้ทาหน้าทาร์ตไข่นะครับ
    โดยนำน้ำตาลผสมน้ำตามส่วน ตั้งไฟคนจนเหนียวได้ที่ ( สังเกตง่ายๆ แค่เห็นฟอง
    หยาบๆ เริ่มกลายเป็นฟองละเอียดเล็กลงฟูขึ้นมาถือว่าน้ำเชื่อมเหนียวได้ที่ )พักไว้จนเย็น
    12. ทีนี้เราหันกลับไปที่ตัวทาร์ตกันดีกว่าครับ เช็คอุณหภูมิว่าได้ที่แล้วนำตัวทาร์ ต
    เข้าอบ ได้เลยครับ อบนานประมาณ 20 นาทีนะครับ เอาออกจากเตาอบ เช็คดูว่า
    เนื้อคัสตาร์ดสุกรึยัง ถ้าสุกแล้วนำน้ำเชื่อยมคาราเมลที่เตรียมไว้ ทาที่หน้าทาร์ไข่ได้
    เลยครับ
    13. นำเข้าเตาอบอีกครั้ง อบต่อจนหน้าทาร์ตดูสีเกรียมเป็นอันใช้ได้ครับ ปิดเตายกออกได้
    เลยครับ

    เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

    สูตรนี้ถ้าใครจะดัดแปลงให้เป็นทาร์ตไข่ช็อกโกแลตก็ไม่ยากครับแค่ใส่ผงโกโก้ลงไป จากสูตรนี้ ก็ใส่ประมาณ 20 กรัม แล้วแต่ใครชอบเข้มมาก เข้มน้อยนะครับ ใส่ไปตั้งแต่ตอนที่ผสมไข่กับน้ำตาลได้เลยครับ แค่นี้ก็เป็นทาร์ตไข่ช็อกโกแลตได้แล้วนะครับ

    สูตรทาร์ตไข่ สูตรที่ 2 ทาร์ตไข่สูตรง่าย (สูตรฐานขนมปัง)

    ส่วนผสม

    – ขนมปังตัดขอบ 8 แผ่น
    – ไข่ 3 ฟอง
    – กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
    – วิปปิ้งครีม (Daily Cream) 1 ถ้วย
    – น้ำตาล 1/4 ถ้วย
    – น้ำเชื่อมคาราเมล

    วิธีทำ

    1. เตรียมฐานทาร์ตโดยนะขนมปังมาตัดขอบออก แล้วคลึงให้แบด้วยที่นวดแป้งนะครับ แต่เวลาคลึง อย่ากดแรงเกินไปนะครับ เดี๋ยวขนมปังขาดหมด เรียบร้อยแล้วนำขนมปังที่ได้ไปกรุใส่พิมพ์เลยนะครับ พอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตัดขอบขนมปังที่เกินพิมพ์ออกให้เรียบร้อย พักไว้ก่อนครับ
    2. นำไข่ไก่ใส่ลงในชามผสมครับแล้วดีเอาแค่พอแตกออกแล้วค่อยๆน้ำตาลลงไป ตีจนเข้ากัน แต่ไม่ต้องให้ฟูนะครับ
    3. เติมวิปปิ้งครีมลงไปค่อยเติมทีละน้อยนะครับ ผสมจนเข้ากัน ทำสลับกันจนวิปปิ้งครีมหมดแล้วเติมกลิ่นวนิลาลงไป ผสมจนเข้ากันนำมากรองอีกที เนื้อขนมจะได้เนียนๆครับ
    4. . วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาไฟบนล่างนะครับ
    5. นำส่วนของคัสตาร์ดที่เตรียมเทใส่แป้งทาร์ตขนมปังได้เลยครับ
    6. นำเข้าเตาอบ อบนานประมาณ 20 นาที พอครบเวลา ก็เอาออกมาทาน้ำเชื่อมคาราเมลแล้วอบต่อจนหน้าขนมเป็นเกรียมๆเป็นอันใช้ได้ครับ ยกออกตากเตาพักไว้ครับรอให้เย็นลงนิดนึงแล้วยกเสิร์ฟได้เลยครับ สูตรนี้เหมาะกับคนที่เร่งรีบ ไม่ค่อยมีเวลา แต่อยากทำทานเองก็ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ

  • สูตรวิธีทำครัวซองต์เนยสด พร้อมคำแนะนำในการขายครัวซองต์เนยสด

    สูตรครัวซองต์เนยสด

    ส่วนผสม

    – แป้งขนมปัง 500 กรัม
    – นมผง 100 กรัม
    – น้ำตาลทราย 40 กรัม
    – ยีสต์ 10 กรัม
    – เกลือ 7 กรัม
    – สารเสริมคุณภาพ (Bread Improver) 5 กรัม
    ( จะไม่ใส่ก็ได้นะครับผมใช้ KS505 ของอมพีเรียล ใครจะใช้ยี้ออื่นก็ได้นะครับ )
    – น้ำเย็น 275 มิลลิลิตร
    – เนยสดชนิดจืด 250 กรัม

    วิธีทำ

    1. ขั้นตอนแรกเตรียมส่วนผสมของแห้งครับ โดยนำแป้งขนมปัง นมผง ยีสต์ และสารเสริม ผสมรวมกันในอ่างผสมครับใช้มือหรือพายยางคนๆให้เข้ากันก่อนครับ
    2. ใส่เกลือและน้ำตาลตามลงไปในอ่างผสมคนให้เข้ากันอีกที (ที่ผมไม่ใส่เกลือกับน้ำตาลลงไปตอนแรกเพราะถ้าเกลือและน้ำตาลสัมผัสกับยีสต์โดยตรงจะทำให้ยีสต์เสื่อมคุณภาพครับ ผมเลยเลี่ยงดีกว่า )
    3. เติมน้ำเย็นลงไปนวดจนแป้งเข้ากัน หยาบๆแต่จะต้องไม่มียีสต์,น้ำตาลและเกลือจับตัวกันเป็นก้อนและไม่เนียนเกินไปครับ เพราะถ้าเนียนมากเวลาที่เรารีดแป้งโดว์กับเนยแป้งจะขาดแล้วเนยจะทะลุออกมาไม่เป็นเนื้อเดียวกับแป้งครัวซองต์ของเราครับ
    4. รีดแป้งโดว์ที่ได้เป็นแผ่นสีเหลี่ยมผืนผ้า แล้วนำเข้าแช่ช่องฟรีซของตู้เย็น จนแป้งเย็นทั้งแผ่นประมาณ 1-2 ชั่วโมง(บางคนแนะนำให้แช่ข้ามคืน แต่ผมว่าแค่นี้พอแล้วครับ)ครบเวลาเอาออกมาไว้ช่องธรรมดาเพื่อให้แป้งคลายตัวลงสักหน่อยครับ
    5. นำเนยที่เตรียมไว้ ถุงพลาสติก หรือ พลาสติกแรปอาหารก็ได้นะครับเสร็จแล้วนำมาทุบหรือรีด( แล้วแต่ใครถนัดแบบไหนไม่จำกัดครับ )ให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดเล็กกว่าแป้งที่เตรียมไว้สัก 1ใน 3ของแป้งนะครับ
    6. เอาแป้งที่เตรียมไว้ออกจากตู้เย็นนำเนยมาวางทับบนแป้งตรงกลางแล้วพับแป้งลงมา2ข้างให้มาบรรจบกันตรงกลางแล้วรีดแป้งตามนาวตั้งได้เลยครับ
    7. เมื่อรีดได้ตามขนาดที่ต้องการให้กลับแป้งเป็นแนวนอนแล้วพับเข้าหากันเป็น 3 ทบครับ (พับด้านขวามาแล้วพับด้านซ้ายทับอีกที่ จะได้แป้ง 3 ทบครับ)
    8. ทำซ้ำขั้นตอนเดิมอีกครั้งคือรีดแป้งแล้วพับ 3 ทบอีกครั้ง (การพับแบบนี้ทำให้เนื้อครัวซองต์จะเป็นชั้นๆเมื่ออบเสร็จครับ) เสร็จแล้วนำเข้าตู้เย็น ช่องธรรมดานะครับ เวลาประมาณ 30 นาทีเพื่อให้แป้งและเนยไม่ละลาย
    9. เมื่อครบเวลา 30 นาทีให้นำแป้งโดว์ออกจากตู้เย็น เช็คดูว่าแป้งไม่นิ่มหรือแข็งเกินไป นำแป้งมารีดรีดตามแนวตั้งเพื่อให้แป้งขยายออก เสร็จแล้วขยับรีดแป้งตามแนวนอน ให้ได้ขนาดยาวกว่าเดิม เพื่อเมื่อพับ 3 ทบครั้งสุดท้ายนี้แป้งจะต้องบางกว่า 2 ครั้งแรก เพื่อให้ง่ายต่อการรีดเพื่อขึ้นรูปครัวซองต์นะครับ
    10. รีดเสร็จเรียบร้อยแล้วนำแป้งเข้าตู้เย็นช่องธรรมดาอีก 1 คืน
    11. ครบ 1 คืนแล้วนำแป้งมารีดตามแนวยาว ให้ได้แป้งที่มีความบางประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เมื่อบางได้ที่แล้วนะแป้งโดว์มาตัด โดยวางแผ่นครีวซองต์เป็นแนวนอน ตัดเป็นแผ่น 3 เหลี่ยมแบบสลับฟันปลา โดยให้ฐานครัวซองต์ กว้างเป็น 1 ส่วน ความสูงของยอดเป็น 2 ส่วน (เช่นความสูงของครัวซองต์เท่ากับ 6 นิ้ว ฐานต้องมีขนาด 3 นิ้ว โดยประมาณครับ) เมื่อตัดเป็นแผ่นแล้ว หากแป้วนิ่มไป ให้เอาไปแช่ตู้เย็นก่อนนะครับ
    12. ทีนี้เรามาขึ้นรูปครัวซองต์กันครับ โดย นำแป้งเป็นแผ่นสามเหลี่ยม วางบนถาด ใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งกดที่ฐานสามเหลี่ยมเอาไว้นะครับ แล้วใช้มือข้างที่เหลือให้ดึงแป้งด้านยอดของสามเหลี่ยมให้ยาวออกไป จากนั้นให้ยืดมุมแป้งของฐานสามเหลี่ยมทั้งสองข้างออกเล็กน้อย แล้วใช้ปลายนิ้วทั้งสองข้างม้วนแป้งจากฐานขึ้นไปจนสุดให้ปลายยอดแหลมและให้ทับอยู่ด้านล่าง
    13. พักแป้ง เพื่อให้แป้งขึ้น อันนี้ระยะเวลาไม่แน่นอนนะครับแล้วแต่ความร้อนของอุณภูมิของห้องที่พักแป้งไว้ สังเกตุดูว่าครัวซองต์จะมีขนาดใหญ่ขึ้นชั้นที่ม้วนไว้ก็จะขยายออกมาเป็นชั้นๆอย่างชัดเจนก็เป็นอันไช้ได้ครับ
    14. ระหว่างที่เราพักแป้งนั้นเราก็มาวอร์มเตาอบไว้ที่อุณหภูมิไว้ที่ 180 องศาเซลเซียส
    15. พอแป้งขึ้นได้ที่ นำแป้งมาวางเรียงที่ถาดที่มีกระดาษไขรองอบอยู่ นำไข่มาทาที่ผิวของครัวซองต์ที่ขึ้นได้ที่แล้ว
    16. นำเข้าเตาอบ อบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส อบนาน 20 นาที่ โดย อบ 10 นาทีแรก เอาออกมากลับถาดเพื่อให้สุกทั่วเสมอกัน แล้วอบต่ออีก 10 นาทีครับ
    17. เมื่อครัวซองต์ครบเวลา ให้เอาออกมาพักไว้แล้วเอาออกจากถาดครับ ตัวผมชอบรับประทานตอนอบเสร็จใหม่เลยครับ หอมเนย อร่อยสุดๆเลยครับ

    เกร็ดเล็กเกล็ดน้อย

    ใครไม่ชอบนมผงสามารถใช้นมสดแทนได้ครับ เช่น ในสูตรใช้นมผง 100 กรัม ก็ให้ใช้นมสด 100 กรัมแทน แล้วลดปริมาณน้ำเย็นลง 100 กรัมด้วยนะครับ และอย่าเทนมสดใส่ลงไปหมดภายในครั้งเดียวนะครับ ให้ผสมนมลงไปซักประมาณ 50 กรัมก่อน นวดไปซักพักแล้วค่อยเติมที่เหลือไปทีละนิดจนกว่าแป้งจะได้ที่ครับ

  • สูตรวิธีทำขนมปังปอนด์ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมปังปอนด์

    สูตรขนมปังปอนด์ สูตรที่ 1

    ส่วนผสม ขนมปังปอนด์

    1. แป้งขนมปัง 480 กรัม
    2. แป้งเค้ก 120 กรัม
    3. ยีสต์ 10 กรัม
    4. น้ำเปล่า 310 กรัม
    5. เกลือ 1 ช้อนชา
    6. น้ำตาลทราย 150 กรัม
    7. ไข่ไก่ 1 ฟอง (เบอร์ 0)
    8. เนยสดจืดนุ่ม 90 กรัม

    วิธีทำ ขนมปังปอนด์

    1. นำแป้งขนมปังและแป้งเค้ก ผสมให้เข้ากันในอ่างผสม จากนั้นใส่ยีสต์ลงไป แล้วผสมให้เข้ากัน พักไว้ก่อน
    2. เทเกลือ น้ำตาลทราย และไข่ไก่ ลงในน้ำเปล่า คนให้เข้ากัน พยายามให้ไข่ไก่ละลายให้หมด เพราะหากว่าเป็นก้อนอยู่จะทำให้ขนมปังไม่สวย เมื่อเห็นว่าเข้ากันดีแล้ว ให้เทลงในส่วนผสมแป้งที่เตรียมไว้ในข้อ 1 แล้วใช้หัวตีตะขอดีไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วปานกลาง ให้แป้งเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน หรือจะใช้มือนวดก็ได้
    3. เติมเนยลงไป แล้วตีด้วยความเร็วปานกลางเท่าเดิม จนกระทั้งแป้งเนียนเป็นเนื้อสวย ให้เทลงในภาชนะที่ผิดฝาได้ หรือใช้พลาสติกแลปไว้ ก่อนจะเทลงในชามอะไรให้ใช้เนยขาวทาที่ชามเพื่อไม่ให้แป้งติดที่ก้นชาม หมักแป้งทิ้งไว้ประมาณ 45 นาที แป้งจะฟูขึ้นเป็น 2 เท่า
    4. เมื่อครบตามเวลากำหนดให้นำแป้งโดออกมาชกไล่ลม แล้วตัดแบ่งแป้งโดออกมาประมาณ 600 กรัม แล้วนำมาคลึงให้เป็นก้อนตามขนาดพิมพ์ที่เราเตรียมไว้ พยายามม้วนแป้งให้แน่นอย่างให้เป็นช่องว่าง เพราะจะทำให้ขนมปังเป็นรูปได้
    5. นำพิมพ์ที่จะใช้มาทาเนยขาวให้เรียบร้อย แล้วนำแป้งโดใส่ลงไปในพิมพ์ แล้วปิดฝาตั้งทิ้งไว้อีก 40-60 นาที
    6. แล้วนำไปอบที่ไฟบนล่าง อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นานประมาณ 25-30 นาที
    7. เมื่อสุกแล้วให้นำออกจากเตา แล้วทิ้งไว้ให้เย็นก่อนค่อยตัดเป็นแผ่นๆ

    สูตรขนมปังปอนด์ สูตรที่ 2

    ส่วนผสม ขนมปังปอนด์

    ส่วนผสมที่ 1

    – แป้งขนมปัง 750 กรัม
    – ยีสต์ 3 ช้อนโต๊ะ
    – นมสด 600 กรัม

    ส่วนผสมที่ 2

    – แป้งขนมปัง 350 กรัม
    – นมผง 70 กรัม
    – สารเสริมเคเอส 505 จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ
    – เลชิเท็กช์ (ผงนุ่ม) 1 ½ ช้อนชา

    ส่วนผสมที่ 3

    – นมสด 430 กรัม
    – เกลือป่น 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 120 กรัม
    – แป้งโฮลวีท 200 กรัม
    – ข้าวโอ๊ต 200 กรัม
    – ไข่ไก่ 3 ฟอง
    – วานิลลา 1 ช้อนชา
    – เนยสด 130 กรัม

    วิธีทำ ขนมปังปอนด์

    1. นำส่วนผสมที่ 1 ที่มีแป้งขนมปัง ยีสต์ นมสด มาผสมและนวดให้เข้ากัน จากนั้นหมักทิ้งไว้ในภาชนะปิดฝาได้ หรือพลาสติกแลปไว้ เป็นเวลา 2 ชั่วโมง
    2. นำส่วนผสมที่ 2 ที่มีแป้งขนมปัง นมผง สารเสริม 505 และเลชิเท็กช์ ผสมรวมกันพักรอไว้
    3. แล้วนำส่วนผสมที่ 3 ที่มี น้ำตาลทราย เกลือป่น นมสด เทรวมกันในอ่างผสม จากนั้นเทข้าวโอ๊ต และแป้งโฮลวีทลงไป นวดให้เข้าที่แล้วหมักปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 1 ½ ชั่วโมง ก็จะได้เวลาที่พอดีกับส่วนผสมที่ 1
    4. เมื่อส่วนผสมที่ 3 ครบเวลา 1 ½ ชั่วโมง ให้ใส่ไข่และวานิลลาลงไป ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปเทใส่ในอ่างแป้งของส่วนที่ 2 แล้วผสมให้เข้ากันอีกครั้ง พอเข้ากันดีให้เติมเนยสด หากใช้เครื่องนวดให้ใช้หัวตะขอความเร็วต่ำ
    5. จากนั้นให้นำส่วนผสมที่ 1 ที่หมักครบเวลาแล้วเทลงไป แล้วเพิ่มความเร็วเป็นปานกลาง นวดต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าแป้งจะเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน
    6. เมื่อแป้งเนียนได้ที่แล้ว ให้นำมาตัดแบ่งเป็นก้อนๆ ละ 500 กรัม ซึ่งจะได้จำนวน 6 ก้อน แล้วคลึงให้กลม ตั้งพักไว้อีก 15 นาที
    7. จากนั้นนำแป้งที่ฟูได้ที่มารีดเป็นแผ่นบางๆ ยาวประมาณ 15 นิ้ว หนา 7 นิ้ว แล้วม้วนกลมๆ ยาวๆ พร้อมบีบตะเข็บให้แน่น แล้ววางลงในพิมพ์ที่ทาไขมันแล้ว ควรใช้พิมพ์ขนาด 4×9×4 นิ้ว แล้วหมักไว้ให้ขึ้นฟูเป็น 2 เท่า ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
    8. นำเข้าเตาอบด้วยไฟ 170 องศาเซลเซียส นานประมาณ 30-35 นาที หรือดูจนกว่าขนมปังจะหน้าเหลืองสวยกำลังดี
    9. เมื่อสุกดีแล้ว ค่อยนำออกมาจากพิมพ์ แล้วตั้งพักไว้ให้เย็นก่อน แล้วนำใส่ถุงแช่ตู้เย็นไว้ 1 คืน แล้วจึงนำมาหั่นเป็นชิ้นๆ ตามที่ต้องการ

    สูตรขนมปังปอนด์ สูตรที่ 3

    ส่วนผสม ขนมปังปอนด์

    1. แป้งขนมปัง 200 กรัม
    2. ยีสต์ 4 กรัม
    3. น้ำ 128 หรือ 2/3 ถ้วย
    4. เกลือ ¼ ช้อนชา
    5. เนยขาว 1 ช้อนโต๊ะ
    6. น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำขนมปังปอนด์

    1. จัดการเอาแป้ง ยีสต์ และเกลือ ผสมเข้าด้วยกันในอ่างผสม
    2. ละลายน้ำตาลในน้ำที่เตรียมไว้ แล้วเทลงในส่วนผสมข้อ 1 แล้วใส่เนย.ตามลงไป จากนั้นนวดไปเรื่อยจนกว่าแป้งจะไม่ติดมือ สามารถเทส่วนผสมลงบนโต๊ะแล้วนวดได้
    3. แล้วทำเป็นก้อนทรงกลม ใส่ในภาชนะที่ปิดฝาได้ หรือคลุมด้วยผ่าขาวบางบิดหมาดๆ แล้วตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง เพื่อให้แป้งขึ้นตัวประมาณ 45 นาที
    4. เมื่อครบเวลาแป้งจะฟูขึ้นมาเป็น 2 เท่า ให้นำแป้งออกมาแล้วกดไล่อากาศ จากนั้นคลึงให้กลมอีกครั้ง แล้วตั้งพักไว้อีก 15 นาที
    5. นำแป้งที่พักไว้มารีดเป็นแผ่น แล้วพับจากด้านบนลงล่าง จากนั้นวางลงในพิมพ์ที่ทาเนยขาวเอาไว้ โดยควรจะวางชิดด้านใดด้านหนึ่งของพิมพ์ แล้วหมักไว้จนแป้งฟูขึ้นเต็มพิมพ์
    6. นำเข้าเตาอบอุณหภูมิไฟ 200 องศาเซลเซียส เมื่อสุกดีแล้ว ให้นำออกจากพิมพ์แล้วพักไว้ให้เย็นก่อนที่จะนำมาสไลด์เป็นชิ้นตามที่ต้องการ

error: Content is protected !!