Category: สูตรอาหาร

  • สูตรวิธีทำน้ำมะละกอ พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำมะละกอ

    น้ำมะละกอ
     

    สูตรน้ำมะละกอ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำมะละกอ

    – มะละกอสุก 3 ชิ้น
    – เกลือป่นเล็กน้อย
    – น้ำมะนาว ½ ช้อนชา
    – น้ำต้มสุก 2 ถ้วยตวง

    วิธีการทำน้ำมะละกอ

    – นำมะละกอสุกมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆเตรียมไว้ แล้วนำไปแช่ตู้เย็นให้เนื้อมะละกอเย็น
    – เมื่อมะละกอเย็นแล้ว นำมาผสมกับน้ำเชื่อม เกลือป่นและน้ำต้มสุกเล็กน้อยในเครื่องปั่น
    – ทำการปั่นส่วนผสมต่างๆให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่แก้วหรือโถ แล้วนำไปแช่ตู้เย็นจนน้ำมะละกอเย็น
    – เทน้ำมะละกอที่แช่ตู้เย็นจนเย็นแล้วใส่ในแก้ว
    – อร่อยกับน้ำมะละกอปั่นที่นุ่มละมุนลิ้นทั้งรสชาติและคุณประโยชน์
    – สามารถทำทานเพื่อคลายร้อนในน่าร้อนได้ มะละกอช่วยในเรื่องการขับถ่ายที่ดี

    สูตรน้ำมะละกอ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำมะละกอ

    – มะละกอสุก 2 ชิ้น
    – น้ำเย็น1/2 ถ้วย
    – น้ำแข็ง ½ ถ้วย
    – น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
    – น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
    – มะนาวฝาน 1 ชิ้น
    – ใบสะระแหน่ 2 ต้น

    วิธีการทำน้ำมะละกอ

    – นำมะละกอสุกมาปอกเปลือก อย่าปอกเปลือกเยอะเกินจนกินถึงเนื้อมะละกอ แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆให้ได้ 1 ถ้วย
    – ทุบน้ำแข็งให้ละเอียด แล้วนำไปใส่ลงในโถปั่น อย่าใส่น้ำแข็งจนเยอะเกินไป เพราะจะทำให้รสชาติของมะละกอเปลี่ยนและไม่อร่อย ใส่ลงไปพร้อมกับมะละกอ น้ำผึ้งเพื่อเพิ่มรสชาติและความหอมที่ต่างจากการใส่น้ำตาล และใส่น้ำเย็นลงไป
    – ทำการปั่นส่วนผสมต่างๆให้เข้ากันจนกลายเป็นเนื้อสมูทตี้
    – เทน้ำมะละกอปั่นที่เสร็จเรียบร้อยแล้วลงในแก้ว ตกแต่งด้วยมะนาวฝานบางๆและใบสะระแหน่ให้สวยงาม
    – ได้น้ำมะละกอปั่นทำเองได้ ที่แสนอร่อย คลายร้อนในช่วงหน้าร้อน

    สูตรน้ำมะละกอ สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำมะละกอ

    – เนื้อมะละกอสุก 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น ½ ช้อนชา
    – น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
    – น้ำแข็งบดละเอียด

    วิธีการทำน้ำมะละกอ

    – นำเนื้อมะละกอมาปอกเปลือก หั่น แล้วบดด้วยมือเล็กน้อย ทิ้งไว้สักครู่
    – นำเนื้อมะละกอบด น้ำตาลทราย น้ำเชื่อม เกลือป่นลงไป ปั่นให้ละเอียดแล้วชิมรส สามารถใส่น้ำแข็งลงไปได้ขนาดที่ทำการปั่น หากใครต้องการทานน้ำมะละกอแบบเนื้อละมุนลิ้น
    – เมื่อได้ที่แก้ว ให้นำน้ำปั่นมะละกอมารองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อเอากากออก
    – คั้นจนได้น้ำมะละกอที่แสนอร่อย จึงทำการนำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 1 ชั่วโมง
    – นำน้ำมะละกอออกมา พร้อมกับเทใส่แล้วที่มีน้ำแข็งบดอยู่
    – สามารถทานได้เลยตามแต่สะดวก
    – น้ำมะละกอปั่น เป็นน้ำผลไม้สุขภาพยามว่างที่ทำเองได้แบบง่ายๆ

    การขายน้ำมะละกอ

  • สูตรวิธีทำชาดำเย็น พร้อมคำแนะนำในการขายชาดำเย็น

    สูตรชาดำเย็น สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    -ผงชาดำ ครึ่งถ้วยตวง
    -น้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตร
    -น้ำตาลทรายขาว
    -น้ำแข็งป่น

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกให้ตวงส่วนผสมของผงชาครึ่งถ้วยตวง
    -จากนั้นเทผงชาลงในกุงกรองชา แล้ววางใส่ลงไปในหม้อต้มชา
    -ต้มน้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตร ให้เดือดจัด
    -และเติมน้ำร้อนลงไปในหม้อต้มชา ประมาณ ¾ ของหม้อต้ม
    -ใช้ช้อนคนผงชาในถุงกรองให้สีของชาเริ่มละลายออกมา แล้วแช่ทิ้งไว้ในน้ำร้อนประมาณ 20 นาที
    -เมื่อครบ 20 นาที ให้ยกถุงกรองชาออก แล้วทิ้งกากออกไปให้หมด
    -ใช้น้ำร้อนทำความสะอาดถุงกรองชาอีกครั้ง
    -คนน้ำชาในหม้อชงให้เข้ากัน จากนั้นก็เทใส่ลงในแก้วชงกาแฟ โดยเทผ่านถุงกรองชาที่ทำความสะอาดแล้ว
    -เติมน้ำตาลทรายใส่ลงไปในน้ำชาเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสหวานประมาณ 2 ช้อนชา
    -ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้วให้เต็ม แล้วเทน้ำชาดำเย็นตามลงไป

  • สูตรวิธีทำชานมไข่มุก พร้อมคำแนะนำในการขายชานมไข่มุก

    สูตรชานมไข่มุก สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    -ผงชาดำเย็น 3 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำเปล่าสะอาด 1 ถ้วยตวง
    -นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
    -ครีมเทียม 2 ช้อนโต๊ะ
    -นมสดรสจืด
    -ไข่มุกต้มสุก
    -น้ำเชื่อม
    – น้ำแข็งป่น

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกให้ต้มน้ำเปล่าสะอาด 1 ถ้วยตวง รอจนน้ำเดือดจัด
    -ตักผงชา 3 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงในถุงกรองชา แล้ววางทิ้งไว้ในหม้อต้ม
    -เติมน้ำร้อนลงไป พร้อมกับเขย่าถุงกรองชาเล็กน้อย ให้ชาเริ่มมีสีที่เข้มข้นออกมา
    -พักถุงกรองชาไว้ในน้ำร้อนประมาณ 10 นาที แล้วค่อยทิ้งกากออกไป
    -ต่อมาก็ทำการชงชานม โดยเติมนมข้นหวานและครีมเทียมลงไป คนให้ครีมเทียมละลาย
    -จากนั้นก็ทำการต้มไข่มุกและน้ำเชื่อม เริ่มจากต้มน้ำสะอาดให้เดือด แล้วใส่ไข่มุกในปริมาณตามความต้องการลงไปต้ม
    ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที
    -ตักไข่มุกที่ต้มสุกแล้ว มาแช่ในน้ำเย็นจัดอีก 2 นาที แล้วพักไว้บนกระชอนรอให้สะเด็ดน้ำ
    -ทำน้ำเชื่อมสำหรับนำไข่มุกลงไปแช่ โดยผสมน้ำตาลทรายกับน้ำเปล่าสะอาดให้เข้ากัน คำนวณปริมาณตามความเหมาะสม โดยดูจากอัตราส่วนของไข่มุก
    -ต้มน้ำเชื่อมให้เดือด แล้วรอจนน้ำตาลทรายละลายหมด พักไว้ให้เย็นตัวลงและจึงค่อยใส่ไข่มุกลงไปแช่ทิ้งไว้ให้มีรสชาติ
    หวาน
    -วิธีการจัดเสิร์ฟชานมไข่มุก ให้ตักไข่มุกใส่แก้วกาแฟลงไปก่อนเล็กน้อย แล้วเติมน้ำแข็งป่นให้เต็มแก้ว
    -จากนั้นก็เติมชานมที่ชงไว้ลงไปจนเกือบเต็มแก้ว ราดหน้าไข่มุกต้มอีกเล็กน้อย
    -แล้วเทนมสดรสจืดตามลงไปตามความชื่นชอบ

    สูตรชานมไข่มุก สูตรที่ 2

    ส่วนผสมชานมไข่มุกปั่น+วิปปิ้งครีม
    -ผงชาดำเย็น 3 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำเปล่าสะอาด 1 ถ้วยตวง
    -นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
    -ครีมเทียม 2 ช้อนโต๊ะ
    -นมสดรสจืด 3 ช้อนโต๊ะ
    -ไข่มุกต้มสุก
    -น้ำเชื่อม
    -น้ำแข็งป่น
    -วิปปิ้งครีม (สำหรับตกแต่ง)

    วิธีทำ

    -ตักผงชาใส่ลงในถุงกรอง แล้ววางรอไว้ในหม้อต้มชา
    -จากนั้นต้มน้ำเปล่าสะอาดให้เดือดจัด แล้วเติมลงไปในหม้อชา
    -คนส่วนผสมในถุงกรองชาเล็กน้อย แล้วพักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จนได้น้ำชาเข้มข้น
    -หลังจากนั้นก็เอาถุงกรองชาออกแล้วเทกากชาทิ้งไป
    -แล้วใส่นมข้นหวาน ครีมเทียมและนมสดรสจืดลงไปในหม้อชา คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
    -เมื่อชงชานมเสร็จแล้ว ก็เตรียมทำน้ำเชื่อมและต้มไข่มุก โดยจะเริ่มทำน้ำเชื่อมรอไว้ก่อน
    -เติมน้ำสะอาดลงในหม้อประมาณครึ่งถ้วยตวง แล้วเติมน้ำตาลทรายลงไปเล็กน้อย ต้มให้เดือดแล้วพักทิ้งไว้ให้เย็น
    -ต่อมาก็ต้มน้ำให้เดือด แล้วใส่ไข่มุกลงไปต้มให้สุกประมาณ 20-30 นาที แล้วตักออกมาแช่ในน้ำเย็นจัด
    -พักไข่มุกไว้บนกระชอนรอให้สะเด็ดน้ำเล็กน้อย แล้วค่อยแช่ลงไปในน้ำเชื่อมประมาณ 10 นาที ให้มีรสชาติหวาน
    -และขั้นตอนสุดท้ายก็ตักไข่มุกใส่แก้วกาแฟรอไว้ก่อน แล้วนำน้ำแข็งใส่เครื่องปั่น ตามด้วยใส่ชานมลงไป
    -กดปั่นให้ได้ชานมเนื้อเนียน แล้วเทใส่แก้ว ตักไข่มุกราดหน้าตามความชื่นชอบ และตกแต่งด้วยการบีบวิปปิ้งครีม

  • สูตรวิธีทำชาเขียว พร้อมคำแนะนำในการขายชาเขียว

    สูตรชาเขียว สูตรที 1

    ส่วนผสมชาเขียวร้อน

    -ผงชาเขียว 1 ช้อนโต๊ะ
    -นมข้นหวาน 2 ช้อนชา
    -น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    -น้ำเปล่าสะอาด

    วิธีทำ

    -เตรียมแก้วสำหรับชงชาเขียว แล้วตักผงชาเขียว 1 ช้อนโต๊ะ ใส่รอไว้ก่อน
    -จากนั้นต้มน้ำเปล่าสะอาดให้เดือด แล้วเทลงไปในแก้วชงชาประมาณ ¾ ของขนาดแก้ว
    -เติมน้ำตาลทรายลงไป 2 ช้อนชา และตามด้วยนมข้นหวาน 2 ช้อนชา
    -คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน รอให้น้ำตาลทรายและผงชาเขียวละลายจนหมด
    -เทชาเขียวร้อนใส่แก้วกาแฟ แล้วทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที เพื่อไม่ให้ชาเขียวมีอุณหภูมิที่ร้อนจนเกินไป

    สูตรชาเขียว สูตรที 2

    ส่วนผสมชาเขียวเย็น+นมสดตีฟอง
    -ผงชาเขียว 1 ช้อนโต๊ะ
    -นมข้นหวาน 2 ช้อนชา
    -น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    -น้ำเปล่าสะอาด
    -นมรสจืดสำหรับตีฟองนม
    -ผงชาเขียว (สำหรับตกแต่ง)
    -น้ำแข็งป่น

    วิธีทำ

    -ต้มน้ำเปล่าสะอาด แล้วรอให้น้ำเดือดจัด
    -ตักผงชาเขียวแล้วใส่ลงไปในแก้วชงกาแฟ
    -จากนั้นจึงค่อยเติมน้ำร้อนลงไปในแก้วชงกาแฟ ประมาณ ¾ ส่วนของปริมาณแก้ว
    -เติมน้ำตาลทรายและนมข้นหวานลงไป คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
    -ขั้นตอนต่อมาให้ใช้นมรสจืดสำหรับตีฟองนม เทลงไปในชามผสม
    -ใช้เครื่องตีฟองนมไฟฟ้าตีจนนมขึ้นฟอง
    -ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้ว แล้วเทน้ำชาเขียวที่ชงไว้เรียบร้อยแล้วลงไป
    -ตักฟองนมประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ ตกแต่งบนเครื่องดื่ม
    -แล้วโรยผงชาเขียวเล็กน้อยบนฟองนม เพื่อเพิ่มความสวยงาม

    สูตรชาเขียว สูตรที 3

    ส่วนผสมชาเขียวปั่น+วิปปิ้งครีม

    -ผงชาเขียว 1 ช้อนโต๊ะ
    -นมข้นหวาน 2 ช้อนชา
    -น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    -น้ำเปล่าสะอาด
    -น้ำแข็งป่น
    -ผงชาเขียว (สำหรับตกแต่ง)
    -วิปปิ้งครีม (สำหรับตกแต่ง)
    ใบมิ้นท์ (สำหรับตกแต่ง)

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกให้ตวงผงชาเขียว นมข้นหวานและน้ำตาลทราย ใส่รอในแก้วชงกาแฟ
    -จากนั้นเติมน้ำเปล่าสะอาดใส่กาต้มน้ำร้อน แล้วต้มให้น้ำเดือดจัด
    -เติมน้ำร้อนลงในแก้วชงกาแฟ ในปริมาณ ¾ ของแก้ว
    -คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน จนน้ำตาลทรายและผงชาเขียวละลายหมด
    -ใส่น้ำแข็งป่นลงในเครื่องปั่นประมาณครึ่งโถปั่น
    -เติมน้ำชาเขียวลงไป แล้วกดปั่นให้ละเอียด จนได้ชาเขียวปั่นเนื้อเนียน
    -เทชาเขียวปั่นใส่แก้วสวยงาม แล้วบีบวิปปิ้งครีมลงไปเล็กน้อย
    -โรยหน้าวิปปิ้งครีมด้วยผงชาเขียวเล็กน้อย
    -ใช้ใบมิ้นท์ 1-2 ใบตกแต่งเพิ่มความสวยงาม

  • สูตรวิธีทำชามะนาว พร้อมคำแนะนำในการขายชามะนาว

    ส่วนผสมชามะนาว

    -ผงชาดำ ครึ่งถ้วยตวง
    -น้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตร
    -น้ำตาลทรายขาว
    -น้ำแข็งป่น
    -มะนาว 1 ลูก

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนในการทำชามะนาวจะมีวิธีทำที่เหมือนกับชาดำเย็นครับ แต่จะเพิ่มรสเปรี้ยวจากมะนาวที่ทำให้รับประทานแล้วรู้สึกสดชื่นมากยิ่งขึ้น
    -เริ่มแรกตวงผงชาให้ได้ครึ่งถ้วยตวง แล้วใส่ลงไปในถุงกรองชา
    -วางถุงกรองชาลงในหม้อต้มชา พักรอไว้ก่อน
    -จากนั้นให้ต้มน้ำเปล่าสะอาด รอจนน้ำเดือดจัด
    -เทน้ำร้อนที่ต้มเสร็จแล้วลงในหม้อต้มชา แล้วแช่ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที
    -หลังจากนั้นคนผงชาให้ละลายออกมาจนหมด แล้วนำถุงกรองชาออกจากหม้อ
    -เทกากชาทิ้งให้หมด แล้วล้างทำความสะอาดถุงกรองชาให้สะอาด
    -เทน้ำชาดำเย็นลงใส่ในแก้วชงกาแฟ โดยเทผ่านถุงกรองชา เพื่อเอาเศษผงชาที่ติดอยู่ออกไปให้หมด
    -แล้วเติมน้ำตาลทรายลงไปเล็กน้อย แล้วคนให้เข้ากันจนน้ำตาลทรายละลายหมด
    -ฝ่านมะนาวเป็นซีกเล็กๆ 1-2 ซีก แล้วบีบเอาแต่น้ำใส่ตามลงไปในชาดำเย็น
    -คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
    -เติมน้ำแข็งป่นใส่ลงในแก้วให้เต็ม แล้วเติมน้ำชามะนาวลงไป
    -หั่นมะนาวเป็นชิ้นกลมบางๆ แล้วตกแต่งบริเวณขอบแก้ว เพื่อเพิ่มความสวยงาม
    -และหากใครชอบทานน้ำผึ้งก็สามารถใส่เพิ่มเติมลงไปเพื่อเพิ่มความหวาน หรือใช้แทนน้ำตาลทรายได้ครับ

  • สูตรวิธีทำชาสมุนไพร พร้อมคำแนะนำในการขายชาสมุนไพร

    สูตรชาสมุนไพร สูตรที่ 1

    ส่วนผสมชาสมุนไพรตระไคร้+น้ำผึ้ง

    -ใบชาอบแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำเปล่าสะอาด 1 ถ้วยตวง
    -น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    -ตระไคร้สด
    -น้ำผึ้ง

    วิธีทำ

    -เริ่มจากเทน้ำเปล่าสะอาดใส่ลงในกาต้มชา แล้วต้มน้ำให้เดือดจัด
    -เติมใบชาอบแห้งลงไป แล้วต้มต่อไปอีกประมาณ 5-10 นาที
    -จากนั้นกรองเอากากใบชาออกให้หมด
    -ใส่น้ำตาลทรายลงไป แล้วคนให้น้ำตาลทรายละลายจนหมด
    -ทุบตระไคร้สดพอบุบ แล้วหั่นใส่ลงไปประมาณ 6 ชิ้น
    -ต้มน้ำชาในกาต่อไปอีก 5 นาที จนตระไคร้ส่งกลิ่นหอม
    -ยกกาต้มชาลงจากเตา แล้วพักทิ้งไว้ให้คลายความร้อนเล็กน้อย
    -เทน้ำชาสมุนไพรใส่แก้ว โดยกรองเอาแต่น้ำ แล้วเติมน้ำผึ้งก่อนรับประทานเล็กน้อย
    -หากไม่ชอบรับประทานชาร้อน ให้นำเข้าตู้เย็นก่อน หรือเติมน้ำแข็งเพื่อเพิ่มความสดชื่น

    สูตรชาสมุนไพร สูตรที่ 2

    ส่วนผสมชาสมุนไพรขิง+ใบเตย

    -ใบชาอบแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำเปล่าสะอาด 1 ถ้วยตวง
    -น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    -ใบเตยสด 3 ใบ
    -ขิงสด 2 แง่ง
    -น้ำผึ้ง

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกให้เตรียมต้มใบชา โดยใส่ใบชาลงในหม้อแล้วเติมน้ำเปล่าสะอาดลงไป
    -ต้มให้ใบชาส่งกลิ่นหอม แล้วตักกากทิ้งไปให้หมด
    -ล้างใบเตยสดให้สะอาด แล้วมัดรวมกันใส่ตามลงไป
    -จากนั้นให้ล้างขิงแก่ให้สะอาด ทุบพอบุบแล้วใส่ลงไปต้มอีก 10 นาที
    -เมื่อน้ำชาเดือดจนทั่วแล้วให้ตักขิงและใบเตยทิ้งไป
    -รินเอาแต่น้ำเสิร์ฟใส่แก้ว หากอยากได้รสชาติหวานเพิ่มเติมให้หยดน้ำผึ้งใส่ลงไปเล็กน้อยก่อนรับประทาน

    สูตรชาสมุนไพร สูตรที่ 3

    ส่วนผสมชาสมุนไพรกุหลาบ+ใบมิ้นท์

    -ใบชาอบแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
    -ดอกกุหลาบอบแห้ง 6-7 ดอก
    -น้ำเปล่าสะอาด 1 ถ้วยตวง
    -น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    -ใบมิ้นท์หรือใบสะระแหน่ 4-5 ใบ

    วิธีทำ

    -เติมน้ำเปล่าสะอาดใส่ลงในหม้อต้มชา แล้วต้มจนได้น้ำเดือดจัด
    -จากนั้นจึงค่อยเติมใบชาอบแห้งและดอกกุหลาบอบแห้งลงไป แล้วต้มต่อไปอีก 10 นาที
    -ตักกากใบชาและดอกกุหลาบทิ้งไป แล้วเติมน้ำตาลทรายตามลงไป คนให้น้ำตาลทรายละลายจนหมด
    -ขั้นตอนในการเสิร์ฟ ให้รินน้ำชาใส่ในแก้ว แล้วใส่ใบมิ้นท์สดลงไป 4-5 ใบ คนให้เข้ากัน ใบมิ้นท์จะส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ
    -หากอยากได้รสชาติหวานเพิ่มเติมให้หยดน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย หลังจากนั้นก็คนให้เข้ากันก่อนดื่ม
    -และถ้าใครที่กำลังลดน้ำหนักและอยากจะดื่มชาสมุนไพรเพื่อเพิ่มความสดชื่น ให้งดการเติมน้ำตาลทรายและน้ำผึ้ง

  • สูตรวิธีทำกาแฟลาเต้ พร้อมคำแนะนำในการขายกาแฟลาเต้

    สูตรลาเต้ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมลาเต้ร้อน

    -เมล็ดกาแฟคั่วบดละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำร้อนสำหรับต้มกาแฟ ครึ่งถ้วยตวง
    -นมสดร้อน ครึ่งแก้วชงกาแฟ
    -นมข้นหวาน 2 ช้อนโต๊ะ
    -นมรสจืด (สำหรับตีฟองนม)
    -ผงโกโก้ (สำหรับตกแต่ง)

    วิธีทำ

    -นำเมล็ดกาแฟคั่วใส่เครื่องบดด้วยมือ แล้วบดให้ได้ผงกาแฟที่ละเอียด จำนวน 2 ช้อนโต๊ะ
    -นำผงกาแฟที่ได้ใส่ลงในหม้อต้ม แล้วเติมน้ำร้อนจัดลงไปครึ่งถ้วยตวง
    -จากนั้นคนให้ผงกาแฟละลายกับน้ำร้อน แล้วนำกาแฟเทใส่ในกาที่มีฝากรอง เพื่อเอากากออกไป
    -เทกาแฟร้อนใส่ลงในแก้วชงกาแฟประมาณ ¾ ของแก้ว แล้วเติมนมสดร้อนตามลงไป
    -ใส่นมข้นหวาน 2 ช้อนโต๊ะ แล้วคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
    -นำนมรสจืดที่ใช้สำหรับตีฟองนมเทลงในถ้วย แล้วใช้เครื่องตีฟองนมไฟฟ้า ตีให้ขึ้นฟอง
    -นำลาเต้ร้อนที่ชงเสร็จเรียบร้อยแล้วใส่ในแก้วกาแฟที่มีรูปทรงสวยงาม แล้วตักฟองนมตกแต่งประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยโรยผงโกโก้บนฟองนมอีกเล็กน้อย

    สูตรลาเต้ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมลาเต้เย็น+นมสด

    -เมล็ดกาแฟคั่วบดละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำร้อนสำหรับต้มกาแฟ ครึ่งถ้วยตวง
    -นมสดร้อน ครึ่งแก้วชงกาแฟ
    -นมข้นหวาน 2 ช้อนโต๊ะ
    -นมข้นรสจืด
    -น้ำแข็งป่น
    -นมรสจืด (สำหรับตีฟองนม)
    -ผงโกโก้ (สำหรับตกแต่ง)

    วิธีทำ

    -สำหรับขั้นตอนแรกให้บดเมล็ดกาแฟคั่วให้ละเอียด ด้วยเครื่องบดแบบใช้มือ
    -จากนั้นนำผงกาแฟที่บดเสร็จแล้ว ใส่ลงในกาต้มที่มีช่องกรองกากกาแฟ จำนวน 2 ช้อนโต๊ะ
    -ต้มน้ำเปล่าสะอาดครึ่งถ้วยตวงให้เดือด แล้วเทใส่ลงไปในกาต้มกาแฟ
    -คนกาแฟกับน้ำร้อนให้เข้ากัน แล้วพักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที
    -หลังจากนั้นค่อยเทน้ำกาแฟใส่ลงในแก้วชง
    -เติมนมสดร้อนและนมข้นหวาน คนส่วนผสมให้เข้ากัน
    -เทนมรสจืดที่ใช้สำหรับตีฟองลงในภาชนะ แล้วใช้เครื่องตีให้ขึ้นฟอง
    -ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้ว แล้วเทลาเต้ที่ชงเสร็จเรียบร้อยลงไป
    -เทนมข้นรสจืดตามลงไปในปริมาณที่เหมาะสม
    -ตักฟองนมที่ตีจนขึ้นฟูลงไปตกแต่งหน้ากาแฟ แล้วโรยผงโกโก้เล็กน้อย
    -โดยการทำลาเต้เย็นนอกจากจะใช้ฟองนมตกแต่งแล้ว ยังสามารถใช้วิปปิ้งครีมสำเร็จรูปบีบลงไปตกแต่งได้ และราดด้วยครีมช็อคโกแลตหน้าหน้าวิปปิ้งครีม นอกจากนี้สูตรการชงลาเต้สามารถประยุกต์ทำเป็นลาเต้ปั่นได้ครับ

  • สูตรวิธีทำกาแฟมอคค่า พร้อมคำแนะนำในการขายกาแฟมอคค่า

    สูตรมอคค่า สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    -ผงกาแฟสำเร็จรูป 4ช้อนชา
    -ผงโกโก้ 3 ช้อนชา
    -นมข้นหวาน 4 ช้อนชา
    -น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
    -นมสดร้อน 1 แก้วกาแฟ
    -น้ำร้อน 1 แก้วกาแฟ
    -นมรสจืด (สำหรับตีฟองนม)

    วิธีทำ

    -เริ่มจากต้มน้ำร้อนให้เดือด แล้วตวงตามสัดส่วน 1 แก้วชงกาแฟ
    -จากนั้นตักผงกาแฟสำเร็จรูปและผงโกโก้ใส่ภาชนะชงกาแฟ
    -แล้วเติมน้ำร้อนลงไปทันที คนส่วนผสมให้ละลายเข้ากันกับน้ำ
    -เติมนมสดร้อน นมข้นหวานและน้ำตาลทรายตามลงไป
    -คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน รอจนน้ำตาลทรายละลายหมด
    -ต่อมาก็ทำการตีฟองนมสำหรับตกแต่ง โดยเทนมรสจืดสำหรับใช้ตีฟองนมเฉพาะ เทใส่ในภาชนะ
    -จากนั้นให้ใช้เครื่องตีฟองนมไฟฟ้าตีให้ส่วนผสมขึ้นฟู เป็นฟองนมที่น่ารับประทาน
    -จัดเสิร์ฟมอคค่าร้อนโดยเทกาแฟใส่ในแก้วที่สวยงาม แล้วตักฟองนมที่ตีเสร็จแล้วประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ ตกแต่งให้น่ารับประทาน

    สูตรมอคค่า สูตรที่ 2

    ส่วนผสมมอคค่าเย็น

    -ผงกาแฟสำเร็จรูป 4ช้อนชา
    -ผงโกโก้ 3ช้อนชา
    -นมข้นหวาน 4 ช้อนชา
    -น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
    -นมสดร้อน 1 แก้วกาแฟ
    -น้ำร้อน 1 แก้วกาแฟ
    -น้ำแข็งป่น
    -วิปปิ้งครีม (สำหรับตกแต่ง)
    -ครีมช็อคโกแลต (สำหรับตกแต่ง)
    -ครีมคาราเมล (สำหรับตกแต่ง)

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกให้ทำการต้มน้ำเปล่าสะอาด โดยต้มน้ำให้ร้อนจัด แล้วพักทิ้งไว้ให้เย็นตัวลงสักเล็กน้อย
    -ต่อมาก็ตักส่วนผสมทั้งผงกาแฟและผงโกโก้ใส่ลงในภาชนะชงกาแฟ
    -ตวงน้ำร้อนที่ต้มเรียบร้อยแล้วนั้น ให้ได้ปริมาณ 1 แก้วชงกาแฟ
    -แล้วเทใส่ลงไปในผงกาแฟกับผงโกโก้ จากนั้นก็คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
    -เติมนมสดร้อนลงไป และตามด้วยนมข้นหวาน น้ำตาลทราย
    -คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วพักไว้ให้มอคค่าร้อนเย็นตัวลงก่อน ประมาณ 5 นาทีครับ
    -ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้วกาแฟให้เต็ม แล้วเทมอคค่าลงไป
    -บีบวิปปิ้งครีมตกแต่ง และราดด้วยครีมช็อกโกแลตหรือครีมคาราเมล
    -และมอคค่าเย็นสูตรนี้ ยังสามารถประยุกต์เป็นมอคค่าปั่นได้อีกด้วย โดยตักน้ำแข็งใส่ลงไปในเครื่องปั่นประมาณ ¾ ของเครื่อง
    -แล้วเทมอคค่าทั้งหมดลงไป จากนั้นก็กดปั่นให้ละเอียด แล้วตักใส่แก้วกาแฟ
    -บีบวิปปิ้งครีมเล็กน้อยเพื่อตกแต่งแก้วกาแฟ และเพิ่มสีสันให้น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น ด้วยการบีบครีมช็อกโกแลตหรือครีมคาราเมลลงไปบนวิปปิ้งครีม

  • สูตรวิธีทำกาแฟคาปูชิโน่ พร้อมคำแนะนำในการขายกาแฟคาปูชิโน่

    สูตรคาปูชิโน่ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมคาปูชิโน่ร้อน

    -ผงกาแฟเอกเปรสโซ่สำเร็จรูป 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำร้อน ครึ่งแก้วกาแฟ
    -นมสดร้อน ครึ่งแก้วกาแฟ
    -นมข้นหวาน 4 ช้อนชา
    -นมรสจืด (สำหรับตีฟองนม)

    วิธีทำ

    -เริ่มจากตวงผงกาแฟสำเร็จรูปใส่ภาชนะชงกาแฟรอไว้ก่อน
    -จากนั้นก็นำน้ำร้อนที่ต้มจนเดือดแล้ว เติมลงไปปริมาณครึ่งแก้วกาแฟ
    -คนให้ผงกาแฟละลาย แล้วค่อยเติมนมสดร้อนลงไปจนหมด
    -ต่อมาก็เติมนมข้นหวาน และส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
    -หลังจากนั้นเตรียมทำฟองนม โดยใช้นมรสจืดสำหรับตีฟองนมเฉพาะ
    -เทนมรสจืดเล็กน้อยในปริมาณที่เหมาะสมลงในภาชนะ แล้วใช้เครื่องตีฟองนมไฟฟ้า ตีจนขึ้นฟู จะได้ฟองนมที่นุ่ม
    -เทคาปูชิโน่ร้อนลงในแก้วกาแฟ แล้วราดหน้าด้วยฟองนมประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ

    สูตรคาปูชิโน่ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมคาปูชิโน่เย็นวิปปิ้งครีม

    -ผงกาแฟเอกเปรสโซ่สำเร็จรูป 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำร้อน ครึ่งแก้วกาแฟ
    -นมสดร้อน ครึ่งแก้วกาแฟ
    -นมข้นหวาน 4 ช้อนชา
    -น้ำแข็งป่น
    -วิปปิ้งครีมสำเร็จรูป
    -ครีมรสช็อกโกแลต

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกให้ต้มน้ำร้อนเตรียมรอไว้ก่อน
    -ระหว่างที่ต้มน้ำร้อน ให้เทนมสดใส่ลงในถ้วย แล้วนำเข้าไปอุ่นให้ร้อนในไมโครเวฟประมาณ 3 นาที
    -ตักผงกาแฟสำเร็จรูปใส่ลงในภาชนะชงกาแฟ แล้วเติมน้ำร้อนและนมสดร้อนลงไป ให้คนผงกาแฟละลาย
    -เติมนมข้นรสหวานตามลงไป แล้วคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน แล้วพักไว้ให้คลายความร้อนเล็กน้อย 2-3 นาที
    -ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้วกาแฟให้เต็ม แล้วเติมคาปูชิโน่ลงไป
    -ตกแต่งหน้าด้วยการบีบวิปปิ้งครีมสำเร็จรูป พร้อมกับราดครีมรสช็อกโกแลตลงไป เพื่อเพิ่มสีสันให้ดูน่ารับประทาน
    -และถ้าชอบทานคาปูชิโน่แบบจัดเต็มล่ะก็ สามารถเพิ่มท็อปปิ้งอย่างไข่มุกเข้าไปได้ครับ
    -โดยต้มน้ำในหม้อให้เดือด แล้วใส่ไข่มุกสีดำลงไปต้ม จนเม็ดไข่มุกสุก ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที ก็จะได้ไข่มุกเนื้อหนึบ เคี้ยวอร่อย
    -จากนั้นให้รีบตักไข่มุกที่ต้มสุกแล้วใส่ในกระชอนหรือตะแกรงตาถี่เล็กๆ เอาไปแช่ในน้ำเย็นจัดประมาณ 2 นาที แล้วตักขึ้นมาพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
    -ทำน้ำเชื่อมไข่มุก โดยต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่น้ำตาลทรายลงไปเล็กน้อย แล้วพักไว้ให้น้ำเชื่อมเย็นตัวลง
    -ตักไข่มุกลงไปแช่ในน้ำเชื่อมทิ้งไว้ แล้วค่อยตักใส่ในแก้วกาแฟก่อนที่จะใส่น้ำแข็ง น้ำกาแฟครับ
    -หลังจากนั้นก็บีบวิปปิ้งครีมตกแต่งเพิ่มความน่ารับประทาน

  • สูตรวิธีทำกาแฟอเมริกาโน่ พร้อมคำแนะนำในการขายกาแฟอเมริกาโน่

    สูตรอเมริกาโน่ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมอเมริกาโน่ร้อน

    -ผงกาแฟเอสเปรสโซ่สำเร็จรูป 1 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำร้อน ครึ่งแก้วชงกาแฟ
    -น้ำเย็น ครึ่งแก้วชงกาแฟ
    -น้ำเชื่อมหรือน้ำตาลทรายแบบก้อน

    วิธีทำ

    -อันดับแรกเริ่มจากตักผงกาแฟสำเร็จรูปใส่เตรียมไว้ในแก้วชงกาแฟ แล้วเติมน้ำร้อนลงไปก่อน คนให้ผงกาแฟละลายจนหมด
    -จากนั้นจึงค่อยเติมน้ำเย็นจัดลงไปแล้วคนให้เข้ากัน โดยอุณหภูมิของกาแฟจะมีความอุ่นปานกลาง ไม่ร้อนมาก
    -เมื่อชงอเมริกาโน่เสร็จแล้ว ให้เทใส่ในแก้วกาแฟ จัดใส่จานรอง และเสิร์ฟคู่กับน้ำเชื่อมหรือน้ำตาลทรายขาวชนิดก้อน
    สำหรับผู้ที่ต้องการเติมรสหวาน
    -และสำหรับอเมริกาโน่สูตรนี้เหมาะกับผู้ที่ไม่มีเครื่องบดกาแฟ และมือใหม่ที่อยากจะลองชงกาแฟทานเองครับ นอกจากนี้สามารถเปลี่ยนมาใช้กาแฟสดที่บดละเอียดได้ หากต้องการทานกาแฟแบบเข้มข้น
    -โดยจะใช้กากกาแฟที่บดจากเมล็ดกาแฟสด ใส่ลงในถุงกรองชา แล้วเติมน้ำร้อนลงไปตามอัตราส่วนของผงกาแฟ
    -และตวงเอาแต่น้ำกาแฟเข้มข้นใส่ในแก้วชงกาแฟ ผสมด้วยน้ำเย็น ซึ่งจะแบ่งส่วนของกาแฟครึ่งนึง และน้ำเย็นครึ่งนึง คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วเทลงในแก้วกาแฟ เสิร์ฟพร้อมกับน้ำเชื่อมใส่ถ้วยเล็กๆ แยกไว้ต่างหาก หรือน้ำตาลทรายชนิดก้อนประมาณ 1-2 ก้อน

    สูตรอเมริกาโน่ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมอเมริกาโน่

    -ผงกาแฟเอสเปรสโซ่สำเร็จรูป 1 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำร้อน ครึ่งแก้วชงกาแฟ
    -น้ำเย็น ครึ่งแก้วชงกาแฟ
    -น้ำเชื่อมหรือไซรัป
    -น้ำแข็งป่น
    -นมสดรสจืด (สำหรับตีฟองนม)

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกให้เตรียมส่วนผสมน้ำร้อนและน้ำเย็นรอไว้ โดยน้ำร้อนต้องต้มให้เดือดจัดแล้วนำมาใช้ทันที จะช่วยให้ได้รสชาติของกาแฟที่เข้มข้น
    -จากนั้นก็ตักผงกาแฟสำเร็จรูปใส่ในแก้วชงกาแฟ แล้วเติมน้ำร้อนลงไปประมาณครึ่งแก้ว คนให้เข้ากันจนผงกาแฟละลายหมด
    -ต่อมาก็เติมน้ำเย็นลงไปทันที คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง
    -เติมน้ำเชื่อมหรือไซรัปลงไปเล็กน้อย ไม่ต้องหวานมาก เพราะเน้นรสชาติกาแฟที่เข้มข้น แต่สำหรับใครที่ชอบทานกาแฟแบบมีรสหวานเล็กน้อย หากไม่มีไซรัปให้ใช้น้ำเปล่าสะอาดและน้ำตาลผสมกัน ต้มจนได้น้ำเชื่อมที่เข้มข้น แล้วตักผสมในอเมริก่าโน่เล็กน้อยก็ได้เช่นกัน
    -เทนมสดรสจืดที่ใช้สำหรับตีฟองลงในภาชนะ แล้วใช้เครื่องตีฟองนมไฟฟ้าค่อยๆ ตีจนนมขึ้นฟอง
    -ตักน้ำแข็งป่นใส่ลงในแก้ว แล้วเติมอเมริกาโน่ลงไป ปิดท้ายด้วยการตักฟองนมตกแต่งหน้ากาแฟ เพิ่มความสวยงาม ชวนให้อเมริกาโน่น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น

  • สูตรวิธีทำกาแฟเอสเปรสโซ่ พร้อมคำแนะนำในการขายกาแฟเอสเปรสโซ่

    สูตรเอสเปรสโซ่ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมเอสเปรสโซ่ร้อน

    -ผงกาแฟเอสเปรสโซ่สำเร็จรูป 1 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำร้อน 1 แก้วชงกาแฟ
    -นมข้นหวาน 2 ช้อนชา
    -ครีมเทียม 1 ช้อนชา
    -นมรสจืด (สำหรับตีฟองนม)
    -ผงโกโก้ (สำหรับตกแต่ง)
    -วิปปิ้งครีมสำเร็จรูป (สำหรับตกแต่ง)

    วิธีทำ

    -สำหรับการชงกาแฟเอสเปรสโซ่ร้อนสูตรนี้ เหมาะสำหรับมือใหม่หัดชงกาแฟ และที่สำคัญเหมาะกับผู้ที่ไม่มีเครื่องบดเมล็ดกาแฟ โดยใช้เวลาในการทำไม่นานแต่รสชาติยังเหมือนออกไปสั่งที่ร้าน
    -เริ่มจากต้มน้ำร้อนแล้วตวงมาใช้ในปริมาณ 1 แก้วชงกาแฟครับ
    -เทน้ำร้อนใส่ในภาชนะชง แล้วเติมผงกาแฟเอสเปรสโซ่สำเร็จรูปลงไป คนให้ผงกาแฟละลายจนหมด
    -จากนั้นจึงค่อยเติมนมข้นหวานและครีมเทียมตามลำดับ คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันอีกครั้ง
    -พักส่วนผสมของกาแฟรอไว้ก่อน ระหว่างนี้เราจะตีฟองนมสำหรับนำมาตกแต่ง
    -เทนมรสจืดที่ใช้สำหรับตีฟองนมเทใส่ลงในภาชนะ แล้วค่อยๆ ตีด้วยเครื่องไฟฟ้าจนขึ้นฟอง
    -หลังจากนั้นก็เทเอสแปรสโซ่ร้อนลงในแก้วกาแฟ ตกแต่งด้วยฟองนมประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ แล้วโรยผงโกโก้เล็กน้อย
    -หรือตกแต่งหน้ากาแฟอีกแบบ ด้วยการบีบวิปปิ้งครีมลงไป แล้วโรยด้วยผงโกโก้
    -ทั้งนี้การเสิร์ฟเอสเปรสโซ่ร้อน สามารถเพิ่มขนมทานเล่นที่เข้ากัน อย่างบราวนี่ช็อกโกแลต หรือคุกกี้เนยสด ไว้รับประทานเป็นเมนูของหวานเพิ่มความอร่อยได้ครับ

    สูตรเอสเปรสโซ่ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมเอสเปรสโซ่เย็น

    -ผงกาแฟเอสเปรสโซ่สำเร็จรูป 1 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำร้อน 1 แก้วชงกาแฟ
    -นมข้นหวาน 2 ช้อนชา
    -ครีมเทียม 1 ช้อนชา
    -นมรสจืด (สำหรับตีฟองนม)
    -ผงโกโก้ (สำหรับตกแต่ง)
    -วิปปิ้งครีมสำเร็จรูป (สำหรับตกแต่ง)
    -ครีมรสช็อกโกแลต
    -น้ำแข็งป่น

    วิธีทำ

    -เริ่มจากต้มน้ำเปล่าสะอาดให้เดือดจัด แล้วตวงตามปริมาณ 1 แก้วชงกาแฟ
    -จากนั้นตักผงกาแฟเอสเปรสโซ่สำเร็จรูปใส่ลงในภาชนะชงกาแฟ
    -เติมน้ำร้อนลงไป คนให้ผงกาแฟละลายจนหมด
    -ต่อมาก็เติมนมข้นหวานและครีมเทียมลงไป คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
    -ทำฟองนม โดยใช้นมรสจืดสำหรับตีฟองนมเทลงในภาชนะ แล้วใช้เครื่องตีไฟฟ้าตีจนขึ้นฟอง
    -ตักน้ำแข็งใส่แก้วกาแฟ แล้วเติมเอสเปรสโซ่ลงไปจนเกือบเต็มแก้ว ตกแต่งด้วยฟองนมเล็กน้อย โรยผงโกโก้ปิดท้าย
    -หากชอบรับประทานวิปปิ้งครีม ให้เปลี่ยนจากการใส่ฟองนมมาเป็นตัววิปปิ้งครีมสำเร็จรูปแทน แล้วราดด้วยครีมรสช็อกโกแลตเข้มข้น รับรองว่าจะต้องเป็นเอสเปรสโซ่เย็นที่อร่อยถึงใจเลยทีเดียว

  • สูตรวิธีทำเค้กกล้วยหอม พร้อมคำแนะนำในการขายเค้กกล้วยหอม

    สูตรเค้กกล้วยหอม สูตร 1 (คัฟเค้ก)

    ส่วนผสมเค้กกล้วยหอม

    – แป้งเค้ก (ในสูตรนี้เราใช้แป้งพัดโบกครับ) 180 กรัม
    – แป้งข้าวโพด 1 ช้อนชา
    – ผงฟู 3/4 ช้อนชา
    – เบคกิ้งโซดา 3/4 ช้อนชา
    – น้ำตาลทรายป่น 180 กรัม
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
    – น้ำมันพืช 170 กรัม
    – ไข่ไก่เบอร์ 0 2 ฟอง
    – กลิ่นกล้วยหอม 1 ช้อนชา
    – กล้วยหอมสุกงอม ( ยิ่งเปลือกดำยิ่งดี ) 200 กรัม
    – นมข้นจืด กรัม
    – โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 30 กรัม
    – น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

    วิธีการทำเค้กกล้วยหอม

    1. วอร์มเตาให้อุณหภูมิคงที่ ที่ 200 องศาเซลเซียส ไฟบนล่างนะครับ ( ที่บ้านเราใช้เตาอบแบบแก๊สครับ ใครที่ใช้แบบไฟฟ้า ไม่ต้องเปิดพัดลมนะครับ )
    2. เตรียมส่วนผสมของแห้งโดยนำแป้งพัดโบก แป้งข้าวโพด ผงฟูและเบคกิ้งโซดา ร่อนผสมเข้าด้วยกัน ในถาดที่ปูกระดาษรองอบ นำไปผึ่งแดดประมาณ 30 นาที ( อันนี้เป็นเทคนิคที่คุณแม่ให้มานะครับ มันช่วยให้แป้ง เบา นุ่มและฟูมากๆ ครับ )
    3. นำเกลือและน้ำตาลทรายป่น ผสมลงในส่วนผสมของแป้งที่เตรียมไว้เทลงในชามผสมใบใหญ่แล้วพักไว้ ( น้ำตาลที่เราใช้เราป่นเองนะครับ ไม่ได้ใช้น้ำตาลไอซิ่งสำเร็จรูปเพราะน้ำตาลไอซิ่งมีส่วนผสมของแป้งอยู่ด้วยครับ สูตรนี้เราใส่แป้งข้าวโพดไปแล้ว )
    4. นำกล้วยสุก นมข้นจืด โยเกิร์ตและน้ำมะนาวที่เตรียมไว้ใส่เครื่องปั่น ปั่นผสมกันจนละเอียดเข้ากันดี พักไว้ (ใครที่ชอบแบบที่ เวลาทานมีเนื้อกล้วยปน ไม่ต้องปั่นจนละเอียดก็ได้ปั่นแค่นิดหน่อยพอ)
    5. นำไข่ไก่และน้ำมันพืชที่เตรียมไว้ เทในชามผสมใบเล็ก คนเบาๆให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือ
    6. เทส่วนผสมของไข่และน้ำมันพืช ลงในส่วนของแห้งที่เตรียมไว้ในชามผสมใบใหญ่ คนให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือ จนส่วนผสมเข้ากันดี
    7. ค่อยๆเทส่วนผสมของกล้วย ลงในชามผสม เราแบ่งเป็น 2 ส่วนเททีละครึ่ง คนจนเข้ากัน เทส่วนที่เหลืออีกครึ่งลงไปครั้งนี้ตะล่อมเบาๆ นะครับ จนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
    8. เตรียมถ้วยกระดาษใส่พิมพ์เตรียมอบ
    9. นำส่วนผสมที่เตรียมไว้ ใส่ถุงบีบ ค่อยๆหยอดใส่ถ้วยกระดาษที่เตรียมไว้ 2/3 ของถ้วย
    10. นำเข้าเตาอบที่วอร์มอุณหภูมิไว้ 200 องศาเซลเซียส อบนาน 10 นาที แล้วลดอุณหภูมิลงเหลือ 180 องศาเซลเซียส จนเค้กสุก ( รวมเวลานานประมาณ 15-18 นาที )
    11. นำเค้กออกจากเตา พักไว้จนเกือบเย็น ยกถ้วยกระดาษออกจากพิมพ์ พักไว้บนตะแกรงจนเย็น
    เท่านี้ก็ยกเสิร์ฟ พร้อมทานได้เลยนะครับ

    สูตรเค้กกล้วยหอม สูตร 2 ( เค้กกล้วยหอมโฮลวีท )

    ส่วนผสมเค้กกล้วยหอม

    1. แป้งโฮลวีท 1 ¾ ถ้วยตวง
    2. ซินเนมอนผง (อบเชย ) 1/2 ช้อนชา
    3. เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
    4. น้ำร้อน 1/4 ถ้วยตวง
    5. น้ำมันพืช (เราใช้น้ำมันเมล็ดทานตะวันครับ) 3/4 ถ้วยตวง
    6. ไข่ไก่เบอร์ 0 2 ฟอง
    7. น้ำผึ้ง 1/4 ถ้วยตวง
    8. กล้วยหอมสุก 3 ลูก
    9. น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
    10. เกลือ 1/2 ช้อนชา
    11. กลิ่นกล้วยหอม/กลิ่นวานิลา 1 ช้อนชา
    12. เมล็ดอัลมอนด์ สับหยาบ 1 – 2 ช้อนโต๊ะ
    13. ลูกเกดดำและขาว ผสมกัน 1- 2 ช้อนโต๊ะ
    14. เมล็ดทานตะวันกะเทาะเปลือก 1 -2 ช้อนโต๊ะ
    15. เมล็ดฟักทองกะเทาะเปลือก 1 – 2 ช้อนโต๊ะ
    ( ข้อ 11-14 ใครจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้นะครับ ไม่ว่ากัน แต่เราชอบเลยใส่ไปเลยอร่อยดี )

    วิธีการทำเค้กกล้วยหอม

    1. วอร์มเตาไว้ที่อุณหภูมิ 165 องศาเซลเซียสนะครับ ( ใช้ไฟร้อนกว่านี้ข้างนอกจะไหม้ แล้วข้างในจะไม่สุกครับ )
    2. กล้วยหอม 3 ลูกที่เตรียมไว้ มาบดหยาบๆนะครับ จะได้ประมาณ 1 ถ้วยตวง แล้วใส่น้ำมะนาวคนผสมกันพักไว้ ( น้ำนะมาวจะช่วยให้กล้วยหอมไม่ดำครับ สีของขนมจะได้ไม่เข้มมาก)
    3. เทน้ำมันดอกทานตะวันลงในชามผสมตามด้วยน้ำผึ้งและใส่ไก่ลงไป คนผสมจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
    4. นำกล้วยหอมที่เตรียมไว้ เทผสมลงไปชามผสมเลยครับ
    5. ตามมาด้วยเกลือ กลิ่นวานิลาหรือกลิ่นกล้วยก็ได้นะครับ แล้วก็ผงซินเนมอน คนจนเข้ากัน
    6. ทีนี้มาถึงตานางเอกของเราครับ “แป้งโฮลวีท” ใส่ตามลงไปเลยครับ อ้อ ! ลืมบอกไป แป้งที่เราใช้มีข้าวโอ๊ตผสมอยู่แล้วถ้าของใครไม่มีจะใส่เพิ่มก็ได้นะครับ คนๆจนเข้ากัน แป้งจะหนืดๆ ไม่ต้องตกใจไปครับ
    7. ต่อไปเราก็เอาน้ำร้อนที่เตรียมไว้ผสมกับเบคกิ้งโซดา แล้วเทลงไปในชามผสมที่มีแป้งหนืดๆอยู่เลยนะ ค่อยๆตะล่อมๆคนอย่างเบามือครับ เนื้อเค้กจะได้ไม่แน่นมาก
    8. สุดท้ายนำเมล็ดฟักทอง อัลมอนด์สับหยาบ ลูกเกดและเมล็ดทานตะวันที่เตรียมไว้ใส่ลงไปครับ ค่อยๆตะล่อมนะครับ เน้นว่า!…ค่อยๆ ครับ (ลืมบอกไปอีกอย่าง ลูกเกดก่อนเอามาใช้ เราเอาแช่น้ำพักนึงครับ เวลาอบแล้วลูกเกดจะนุ่มๆฟูกว่าแบบไม่แช่น้ำนะครับ)
    9. เตรียมพิมพ์อบขนมเค้ก เราใช้พิมพ์ขนมปังขนาด 12 นิ้ว ทาด้วยน้ำมัน แล้วเทเค้กที่เราเตรียมไว้ใส่ลงไปเลยครับ (แอบเอาน้ำมันกรีดเป็นแนวยาวบนเนื้อเค้ก เวลาอบหน้าจะแตกเราชอบครับ น่ากิน )
    10. เอาเค้กเข้าเตาอบ ที่วอร์มไว้แล้ว อบนานประมาณ 30-45 นาทีเลยครับ (ของเราอบที่ 40 นาทีครับ เราไม่ชอบเนื้อเค้กแห้งๆเท่าไร )
    11. พอสุกแล้วเอาพักไว้ในพิมพ์จนเย็นครับ สูตรนี้ไม่ต้องเอากระดาษรองอบก็ได้ครับเพราะเนื้อเค้กจะไม่นุ่มมากและร่อนออกเองได้ เอาออกจากพิมพ์ง่ายครับ…แค่นี้ ก็เสร็จแล้วล่ะครับ สาวๆที่รักษาหุ่นก็ทานได้นะครับ ไฟเบอร์เยอะเชียวครับ อร่อย อยู่ท้อง ลองทำกันดูนะครับ

error: Content is protected !!