Category: สูตรอาหาร

  • สูตรวิธีทำขนมหม้อแกง พร้อมคำแนะนำในการขายขนมหม้อแกง

    สวัสดีครับ วันนี้ผมก็จะนำพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับขนมสุดแสนอร่อยที่น้อยคนจะไม่รู้จัก ซึ่งนั่นก็คือขนมหม้อแกงครับ มาดูกันว่าขนมหม้อแกงมีที่มาอย่างไร ทำกันอย่างไร และขายกันอย่างไร ซึ่งบทความนี้จะนำเสนอคุณเอง ตามมาดูเลยครับ

    ก่อนอื่นเลยก็ต้องขอบอกว่าคอนเซ็ปของขนมหม้อแกงก็คือ เป็นขนมที่ใช้ไข่ ใช้แป้ง และใช้กะทิ มาเป็นส่วนประกอบหลัก นำผสมกันตามสัดส่วน และต้องนำไปอบให้หน้าของขนมหม้อแกงมีสีน้ำตาลทอง ซึ่งในปัจจุบันขนมหม้อแกงมีการใช้เผือก หอมเจียว เม็ดบัว และถั่ว นำมาผสม และแต่งหน้าขนมหม้อแกง ทำให้ขนมหม้อแกงมีรสชาติต่างๆ มากขึ้น

    ตามประวัติของขนมหม้อแกง ก็คงต้องย้อนกลับไปหลายร้อยปี ผู้ที่เป็นคนริเริ่มทำขนมต่างๆ ในอดีตซึ่งก็คือ นางมารี กีมาร์ หรือชื่อภาษาไทยคือ ท้าวทองกีบม้า และท้าวทองกีบม้านี้เองได้เริ่มทำขนมที่ใช้ไข่มาเป็นส่วนประกอบหลัก อาทิ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมผิง ขนมพล ขนมโปร่ง ขนมทองม้วน ขนมสัมปันนี รวมมาจนถึงขนมหม้อแกง ด้วยรสชาติของไข่และน้ำตาลซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของขนมหม้อแกง ทำให้ขนมหม้อแกงได้รับความนิยมชมชอบจากชนชั้นสูงในวัง และได้รับการขนานนามว่า ขนมกุมภมาส (เมื่อก่อนจะเรียกว่า ขนมกุมภมาส ซึ่งในปัจจุบันนี้จะเรียกว่า ขนมหม้อแกง)

    ต่อมาเมื่อลูกมือของท้าวทองกีบม้าได้แต่งงาน ก็ได้นำสูตรวิธีการทำขนมหม้อแกงออกมาถ่ายทอด ทำให้ชาวบ้าน คนธรรมดา ได้มีโอกาสรู้จักกับขนมหม้อแกง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    ซึ่งขนมหม้อแกงสมัยก่อนจะทำรับประทานกันเฉพาะในงานสำคัญๆ เช่น งานบวช งานแต่งงาน ในสมัยก่อนขนมหม้อแกงจะถูกอบในเตาถ่านที่ใช้แผ่นสังกะสีมาคลุมบนถาดขนม และใช้ถ่าน หรือกาบมะพร้าวมาจุดไฟ และเกลี่ยให้ทั่วสังกะสี ขนมหม้อแกงจะได้รับความร้อนทั้งด้านบน และด้านล่าง ทำให้หน้าของขนมหม้อแกงมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลทอง สมัยนี้วิธีทำก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา มาเชิญอ่านได้เลยครับ

    สูตรวิธีการทำขนมหม้อแกงถั่ว

    ส่วนผสมขนมหม้อแกงถั่ว

    – ถั่วเขียวนึ่งบดละเอียด 200 กรัม
    – ไข่เป็ด (ขนาดใหญ่) 5 ฟอง
    – ใบเตย
    – น้ำตาลปี๊บ 250 กรัม บางสูตรอาจใช้ 280 กรัม (แล้วแต่ความต้องการในรสชาติความหวาน)
    – หัวกะทิ 400 กรัม
    – หอมแดงซอย 50 กรัม (หรือมากน้อยตามชอบ)
    – น้ำมันพืช

    วิธีการทำขนมหม้อแกงถั่ว

    – สำหรับขนมหม้อแกงถั่วจะมีการทำหลายขั้นตอนโดยเริ่มจากการนึ่งถั่วเขียวให้ล้างถั่วเขียวให้สะอาดและแช่น้ำไว้ก่อนประมาณ 1-2 ชั่วโมงแล้วจึงนำไปนึ่งจนสุกแล้วจึงลอกเปลือกออกให้หมดเพื่อนำไปบดให้ละเอียด
    – เจียวหอมแดง ซอยหอมแดงปริมาณตามต้องการ วิธีการเจียวหอมแดงให้เจียวในน้ำมันร้อนๆไฟไม่แรงมากเจียวพอเหลือง (ไม่เหลืองจนเกรียม) เมื่อเสร็จแล้วให้พักจนสะเด็ดน้ำมันรอไว้สำหรับโรยหน้าขนม
    – การทำตัวขนมเริ่มจากล้างใบเตยให้สะอาดใส่ในภาชนะใหญ่ๆ แล้วตอกไข่ตามลงไปหลังจากนั้นใช้มือขยำไข่กับใบเตยจนไข่มีลักษณะขึ้นฟูแล้วจึงเติมน้ำตาลปี๊บลงไปขยำให้ไข่กับน้ำตาลเข้ากันแล้วเติมหัวกะทิขยำให้ส่วนผสมเข้ากันอีกรอบ
    – หลังจากนั้นให้นำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง 2 ครั้ง แล้วจึงเติมถั่วเขียวที่บดไว้ลงไปขยำหรือคนให้เข้ากันไม่ให้ถั่วจับเป็นก้อนแล้วจึงนำไปกวนในกระทะตั้งไฟกลางๆ แนะนำให้เติมน้ำมันเจียวหัวหอมลงไปสักเล็กน้อยเพื่อให้มีกลิ่นหอม กวนจนเนื้อขนมข้นขึ้นประมาณ 5-7 นาที
    – หลังจากนั้นจึงนำมาเทใส่พิมพ์ขนมหม้อแกงเกลี่ยให้หน้าขนมเสมอกัน แล้วนำเข้าเตาอบที่ อุณหภูมิ 180 – 200 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณนาน 40 นาที เป็นอันเสร็จเมื่อขนมคลายร้อนก็โรยหอมเจียวที่เตรียมไว้เป็นอันเรียบร้อย

    สูตรวิธีการทำขนมหม้อแกงเผือก

    ส่วนผสมขนมหม้อแกงเผือก

    – เผือกนึ่งบดประมาณ 1 ถ้วยตวง (ใช้เผือกหัวกลางๆ )
    – ไข่เป็ด (ถ้าไม่มีใช้ไข่ไก่ได้) 3 ฟอง
    – กะทิ (ใช้หัวกะทิ) 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลปี๊บ 220 กรัม ( ¾ ถ้วยตวง)
    – เกลือ ¼ ช้อนชา
    – ใบเตย 3-5 ใบ
    – น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
    – หอมแดงซอย หรือลูกบัว แล้วแต่ชอบสำหรับใส่หน้าขนม

    วิธีการทำขนมหม้อแกงเผือก

    – นำเผือกไปปอกเปลือกล้างให้สะอาดนึ่งจนสุกและนำมายีเพื่อเตรียมไว้สำหรับผสม
    – นำไข่มาตอกใส่ภาชนะสำหรับผสมและใส่ใบเตยลงไปหลังจากนั้นให้ขยำให้เข้ากันและดูว่าไข่ขึ้นฟูหรือไม่ขยำไปเรื่อยๆจนไข่ขึ้นฟู
    – เมื่อไข่ฟูแล้วให้เติมน้ำตาลปี๊บและเกลือลงไปผสมและขยำต่อไปจนเข้ากันดี แล้วจึงเทหัวกระทิใส่ลงไปขยำต่อจนเข้ากันดีแล้วจึงนำไปกรองด้วยผ้าขาวบางประมาณสองครั้งเพื่อให้เนื้อขนมไม่มีตะกอน
    – นำส่วนผสมที่กรองแล้วมาผสมกับเผือกบด โดยใช้วิธีการคนหรือขยำจนเข้ากันดีและเนื้อเผือกไม่จับตัวเป็นก้อน และใส่น้ำมันเจียวหอม หรือน้ำมันพืชลงไปเล็กน้อยประมาณ 2 ช้อนโต๊ะเพื่อให้มีกลิ่นหอม
    – นำส่วนผสมทั้งหมดไปกวนจนเนื้อขนมเนียนข้นประมาณ 5 นาทีใช้ไฟอ่อนๆและระวังไม่ให้ขนมแตกมัน
    – หลังจากวนจนเนื้อขึ้นเนียนแล้วก็นำมาเทใสถาดขนมหม้อแกงและนำไปอบที่ความร้อนประมาณ 350 องศาฟาเรนไฮต์ ใช้เวลา30-40 นาที เมื่อสุกแล้วจะแต่งหน้าด้วยหอมเจียวหรือโรยเม็ดบัวก็ได้

    สูตรวิธีการทำขนมหม้อแกงไข่

    ส่วนผสมขนมหม้อแกงไข่

    – ไข่เป็ด 10 ฟอง
    – หัวกะทิ 2½ ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย ½ ถ้วยตวง
    – น้ำตาลปีบ 1 ½ ถ้วยตวง
    – ใบเตย 3 ใบ
    – หัวหอมเจียว 1 ถ้วยตวง
    – แป้งสาลี 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมหม้อแกงไข่

    – ตอกไข่เป็ดทั้งหมดใส่ในภาชนะสำหรับผสม แล้วจึงเติมน้ำตาลทราย, น้ำตาลปี๊บ,ใบเตย ลงไปในชามผสมหลังจากให้ใช้มือขยำจนส่วนผสมเข้ากันดีโดยจะมีลักษณะขึ้นฟูของไข่
    – ให้นำแป้งสาลีมาละลายกับหัวกะทิคนจนแป้งและกะทิเข้ากัน แล้วจึงนำไปเทรวมกับส่วนผสมแรกที่เตรียมไว้และขยำให้เข้ากันอีกครั้ง
    – นำส่วนผสมที่ขยำจนเข้ากันดีแล้วไปกรองผ่านผ้าขาวบางโดยให้กรอง 2 ครั้งหรือมากกว่านั้นก็ได้โดยดูว่าในส่วนผสมไม่มีตะกอนตกอยู่
    – ให้นำส่วนผสมที่กรองแล้วในพิมพ์ขนมหม้อแกงและเทหัวกระทิราดหน้าขนมอีกครั้ง และนำไปอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส โดยจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที หลังจากนำออกจากเตาแล้วก็ให้โรยด้วยหอมเจียว

    เคล็ดลับสำหรับการทำขนมหม้อแกง

    – ทุกสูตรจะใช้วิธีการขยำส่วนผสมแทนการตีด้วยเครื่องเพื่อให้กลิ่นของใบเตยออกมาทำให้มีความหอม ในบางสูตรจะใช้ไข่เป็ดเพราะต้องการความมันหอมของไข่ แต่หากทำในปริมาณมาก (ทำขาย ) แนะนำให้ขยำไข่และใบเตยจนกลิ่นหอมก่อนแล้วจึงใส่ส่วนผสมอื่นก่อนใช้เครื่องตีหรือใช้เครื่องผสม
    – การกรองจะใช้ผ้าขาวบางกรองเพื่อไม่ให้มีตะกอนของส่วนผสมหลงเหลืออยู่และการกรองหลายๆครั้งจะทำให้เนื้อขนมมีความเนียนน่ารับประทาน
    – การใช้น้ำมันหอมเจียวใส่ผสมลงไปจะเพิ่มกลิ่นและความหอมมากกว่าการใช้น้ำมันพืชธรรมดา
    – การแต่งหน้าขนมหม้อแกงสามารถใช้ได้ทั้งหอมเจียว , เม็ดบัว , เม็ดแป๊ะก๊วย หากเป็นสองอย่างหลังแนะนำให้ต้มให้สุกก่อนและแต่งหน้าหลังนำออกจากเตาไม่ควรโรยในตอนอบเพราะทั้งสองอย่างจะจมไปในขนมและจะมีลักษณะแห้งแข็งทำให้ไม่น่าทาน

    การบรรจุถาดเหล็กใส่ขนมหม้อแกง

    – ให้บรรจุขนมหม้อแกงในถาดเหล็กที่สะอาดที่ไว้บรรจุขนมหม้อแกงโดยเฉพาะ หรือบรรจุขนมหม้อแกงในภาชนะบรรจุอื่นๆ ที่สะอาด
    – น้ําหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของขนมหม้อแกงในแต่ละถาด หรือหรือภาชนะบรรจุอื่นๆ ต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากของขนมหม้อแกง

    ถาดเหล็กที่ใส่ขนมหม้อแกง หรือภาชนะบรรจุขนมหม้อแกงทุกอัน อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมหม้อแกงหวานอร่อย ขนมหม้อแกงสุดฮิป ขนมหม้อแกงหอมหวาน หรืออื่นๆ
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายขนมหม้อแกง

    สำหรับการขายขนมหม้อแกงนั้น เราอาจจะไม่จำเป็นต้องไปขายที่ จ.เพชรบุรี แต่อย่างเดียว ผมคิดว่าจังหวัดอื่นก็ขายได้ มีคนทาน เพียงแต่แหล่งหลักๆ ที่ขายกันเยอะๆ ก็คือ จ.เพชรบุรี ขายเยอะ และก็ทำอร่อยด้วย เรียกได้ว่า ขนมหม้อแกงเมืองเพชรขึ้นชื่อมาก ใครไปเมืองเพชร ไม่ซื้อขนมหม้อแกงไปฝากญาติพี่น้องก็ดูจะกระไรอยู่ เมื่อผมไปซื้อขนมหม้อแกงที่เมืองเพชร ร้านที่ขายดี ก็ขายดีจริงๆ มีคนต่อคิวซื้อกันตลอด ขนมหม้อแกงที่นี่จึงสดใหม่ เพราะว่าทำของใหม่กันตลอด เอามาวางก็หมด เอามาวางก็หมด รายได้วันนึงน่าจะเยอะอยู่

    เมื่อผมเขียนอย่างนี้ หลายๆ ท่านที่อยากจะเปิดร้านขายขนมหม้อแกงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็อาจจะอยากไปดูทำเลดีๆ ที่เมืองเพชรกันเลย ซึ่งถ้าท่านได้เจอทำเลดีๆ แล้วสู้ราคาได้ ก็เอาเลยครับ ถ้ามีโอกาสต้องทำ ถ้าอยากรวยต้องกล้า ทำเลดีบวกขนมหม้อแกงอร่อย มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ อีกครึ่งนึงต้องใช้การตลาดเข้าช่วย ถ้าเราเตรียมตัวมาดี คำว่า เศรษฐี จะไปไหนไกลครับ

    แต่หลายท่านก็อาจจะมีคำถาม แล้วถ้าไม่ขายที่เมืองเพชรหล่ะ ขายที่เชียงใหม่ ขายที่อุดร ขายที่ระยอง ขายที่สงขลา แล้วจะซื้อคนซื้อรึเปล่า ก่อนอื่นเลย ผมก็ต้องขอบอกว่าขนมหม้อแกงเนี่ย เป็นขนมไทยที่คนไทยนิยมทานกันมาก ไม่ว่าจะไปขายภาคไหน ผมก็คิดว่าน่าจะขายได้ ถ้าเราทำอร่อย และเราได้ทำเลดีๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ไม่ต้องกลัว่าจะแตกต่าง เช่น อยู่เชียงใหม่ ร้านอื่นขายข้าวซอยกัน แต่ร้านเราขายแต่ขนมหม้อแกง ซึ่งมองในแง่ดี ถ้าเราขายข้าวซอยไปสู้ มีร้านข้าวซอย ตั้งเป็นสิบร้านต่อๆ กัน ถ้าเราทำไม่ดี เราอาจจะเจ๊งได้ แต่เราแหวกแนวมาขายขนมหม้อแกง แล้วดันอร่อย แล้วทำเลดี มีร้านหม้อแกงร้านเดียวในแถบข้าวซอย ใช้การตลาดเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าเราก็มีโอกาสโต และประสบความสำเร็จได้เหมือนกันครับ

    ถนนสายขนมหม้อแกงนี้ ยังมีที่ว่างให้ท่านอีกหลายที่ เศรษฐีคนใหม่อาจจะเป็นชื่อท่านก็ได้ครับ

  • สูตรวิธีทำขนมปลากริมไข่เต่า พร้อมคำแนะนำในการขายขนมปลากริมไข่เต่า

    สูตรวิธีการทำขนมปลากริมไข่เต่า สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมปลากริมไข่เต่า

    ส่วนผสมตัวแป้งขนมปลากริมไข่เต่า

    – แป้งข้าวเจ้า 250 กรัม
    – แป้งมัน 250 กรัม
    – น้ำ 1 ถ้วย
    – หัวกะทิ 2 1/2 ถ้วย
    – เกลือ 1/4 ช้อนชา

    ส่วนผสมน้ำลอยขนมปลากริมไข่เต่า

    – น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม
    – น้ำตาลมะพร้าว 1 กิโลกรัม
    – น้ำ 2 ถ้วย
    – ใบเตย (มัดไว้ลอยแต่งกลิ่น) 1-2 มัด

    ส่วนผสมน้ำลอยไข่เต่า

    – หางกะทิ 2 1/2 ถ้วย
    – เกลือ 1/4 ช้อนชา

    อุปกรณ์ที่ใช้ทำขนม

    – หม้อ
    – กระทะทองเหลือ
    – ที่กดขนม

    วิธีการทำขนมปลากริมไข่เต่า

    1.น้ำลอยปลากริม (รสหวาน)
    กระทะทองเหลืองใส่น้ำตาลทรายลงไป ตั้งไฟอ่อนผัดให้เป็นสีเหลืองเข้มออกสีเหลืองคาราเมล ค่อยๆใส่น้ำสองถ้วยจนหมด เพื่อช่วยคลายน้ำตาลที่ร้อนจัด ใส่น้ำตาลมะพร้าวลงไป เตาใช้ไฟกลาง คนให้ละลายให้ส่วนผสมเข้ากัน ใส่ใบเตยมัดเตรียมไว้ลงไป รอให้น้ำเดือดอีกครั้ง จากนั้น ปิดไฟพักไว้

    2.น้ำลอยไข่เต่า (รสเค็ม)
    ตั้งหม้อใส่หางกะทิลงไป ตั้งไฟแรง จากนั้นใส่เกลือ คนให้ละลายให้ส่วนผสมเข้ากันจากนั้นรอให้เดือด แล้วจึงปิดไฟพักไว้

    3.ตัวแป้งปลากริมไข่เตา
    ตั้งหม้อใส่แป้งข้าวเจ้า แบ่งตักออกไว้ทำส่วนของแป้งนวล 3/4 ถ้วยด้วย ใส่น้ำลงไป 1 ถ้วย คนละลายดูให้แป้งข้นพอประมาณ ตักแป้งแล้วเทดูให้หนืดๆเหนียวข้น ตั้งไฟให้ร้อนเป็นเวลา 1 นาที พยายามคนตลอดเวลา เพื่อกันแป้งติดก้นหม้อ พอเริ่มสุกๆ ดิบๆ ยกลง หลังจากนั้น พักไว้ให้พออุ่น

    4. แป้งมัน
    นำไปผสมกับแป้งข้าวเจ้าที่เราพักไว้ ใส่หัวกะทิลงไป 1/2 ถ้วย นวดแป้งจนรู้สึกนุ่มมือ นวดระยะเวลาประมาณ 20-30 นาที นำใส่หม้อและตามด้วยใส่หัวกะทิ 1 ถ้วย เพื่อให้ตัวแป้งนุ่มและหอม จากนั้นใส่เกลือและคนให้ละลาย ยกขึ้นตั้งไฟให้พอเดือดแล้วจากนั้น ยกลง กวนให้พอสุกๆ ดิบๆ แบ่งเป็น 2 ส่วน แบ่งส่วนของตัวไข่เตาให้มากกว่าส่วนของปลากริม

    4.1 ตัวปลากริม
    นวดรวมกับน้ำเปล่า 1/2 และใส่แป้งมันที่ตักออกไว้ นวดให้ส่วนผสมเข้ากันประมาณ 20 นาทีเป็นอย่างน้อย เพื่อทำให้ตัวแป้งนิ่มและมีความเหนียวนุ่ม แป้งขนมปลากริมไม่ควรเหลวหรือแข็งจนเกินไป จากนั้นนำไปต้มโดยกดผ่านพิมพ์ขนมปลากริม เมื่อสุกแล้ว ใช้กระชอนตักขึ้น สะเด็ดน้ำแล้วไปลอยในน้ำตาล เคี่ยวรวมกับน้ำตาลปีบ รอให้ตัวแป้งดูดน้ำจนอิ่มตัว แป้งจะมีรสหวานสีน้ำตาลแดงและเหนียวนุ่ม

    4.2 ตัวไข่เต่า
    นวดกับหัวกะทิ 1/2 ถ้วย ให้เข้ากันประมาณ 20 นาทีเป็น อย่างน้อย เพื่อที่จะทำให้แป้งนิ่มและมีความเหนียว จากนั้นนำไปต้มโดยกดการผ่านพิมพ์ เมื่อสุกแล้วใช้กระชอนตักขึ้นสะเด็ดน้ำ ใส่ลงไปลอยอยู่ในน้ำกะทิ ลักษณะของตัวไข่เต่าจะแข็งกว่าตัวปลากริม รอให้ตัวแป้งของตัวไข่เต่าดูดน้ำกะทิจนอิ่มตัวแล้ว แป้งจะมีรสชาติเค็มลักษณะสีขาว

    5.การต้มแป้ง
    นำหม้อใส่น้ำ ต้มน้ำให้เดือด หรี่ไฟอ่อนลงจนถึงกลาง ใช้แป้นพิมพ์วางบนปาก นำแป้งไปกดลงบนตัวพิมพ์ ให้ออกเป็นเส้นไหลลงในหม้อน้ำร้อน จากนั้นรอให้แป้งลอยตัวขึ้นมาอยู่บนผิวน้ำเป็นอันแสดงว่าแป้งสุกดีแล้ว

    6.การตักขนม
    ควรตักตัวแดงหรือตัวปลากริมก่อน 1/2 ทัพพี ตัวขาวหรือไข่เต่า 1 1/2 ทัพพี ตักตัวขาวให้มากกว่าตัวแดงเพราะตัวแดงมีรสชาติหวานจัด ตัวขาวมีรสชาติเค็มและมัน เมื่อถึงเวลารับประทานต้องผสมให้เข้ากันจึงจะมีรสชาติหวานมันเค็มเข้ากันอย่างพอดี

    สูตรวิธีการทำขนมปลากริมไข่เต่า สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมปลากริมไข่เต่า

    – แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย
    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    – แป้งมัน 1/2 ถ้วย
    – น้ำร้อนเดือด 1 ถ้วย
    – มะพร้าวขูดขาว 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
    – น้ำตาลปีบ 1/2 ถ้วย
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำดอกไม้สด 3 ถ้วย

    วิธีการทำขนมปลากริมไข่เต่า

    – นำแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า แป้งมัน มาคลุกเนื้อรวมกัน แล้วเทน้ำเดือดลงไปผสม ใช้พายคนให้ส่วนผสมต่างๆเข้ากัน หลังจากนั้นนวดจนแป้งมีลักษณะเหนียวนุ่มมือแล้วหมักและพักไว้ประมาณ 30 นาที
    – ระหว่างหมักแป้งนั้น เราเตรียมกะทิ โดยการคั้นมะพร้าว ด้วยน้ำดอกไม้สดที่เตรียมไว้ แบ่งคั้นทั้งหมดสองครั้งให้ได้น้ำกะทิ ประมาณ 4 ถ้วย
    – เตรียมหม้อสองหม้อ เพื่อนำมาทำน้ำกะทิเตรียมไว้ โดยหม้อแรกเราจะทำน้ำกะทิส่วนของขนมปลากริม โดยผสมกะทิเกลือและน้ำตาล จากนั้นตั้งไฟให้พอเดือด พักเอาไว้ หม้อที่สองทำส่วนน้ำกะทิของขนมไข่เต่า โดยการนำกะทิมาผสมกับน้ำตาลปีบ ตั้งไฟให้เดือด จากนั้นพักไว้
    – เมื่อหมักแป้งได้ที่แล้ว ก็นำแป้งมาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกปั้นให้เป็นลักษณะก้อนกลมๆ สำหรับเป็นส่วนของไข่เต่า และปั้นเป็นลักษณะยาวๆ รีๆ หัวท้ายแหลมๆ ให้เป็นส่วนของปลากริม
    – นำแป้งที่ปั้น ไปลวกลงในน้ำร้อนเดือดๆ ให้สังเกตว่าถ้าแป้งที่นำไปลวกและสุกแล้ว จะลอยขึ้นมาบนตัวน้ำ
    – ตักแป้งมาแช่ลงในน้ำเย็นที่เตรียมไว้
    – นำแป้งที่ลวกแล้วไปใส่ในหม้อกะทิปลากริม และหม้อกระทิไข่เต่า ตั้งไฟไว้ให้ย่ำเดือด พอเดือดแล้วปิดไฟ
    – วิธีเสริฟเวลาตักขนม ให้ตักส่วนของไข่เต่าครึ่งหนึ่งของถ้วย แล้วจึงตักตัวขนมปลากริมใส่ข้างบน เป็นอันเสร็จเรียบร้อยพร้อมทาน

  • สูตรวิธีทำขนมกระเช้าสีดา พร้อมคำแนะนำในการขายขนมกระเช้าสีดา

    ขนมกระเช้าสีดา
     

    สูตรวิธีการทำขนมกระเช้าสีดา สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมกระเช้าสีดา

    ส่วนผสมตัวกระเช้าสีดา

    – แป้งอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
    – เกลือป่น ¼ ช้อนชา

    ส่วนผสมไส้มะพร้าวแก้ว

    – มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นยาว 2 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – น้ำเปล่า ½ ถ้วย
    – สีผสมอาหารตามชอบ

    วิธีการทำขนมกระเช้าสีดา

    – นำแป้งอเนกประสงค์ผสมกับน้ำมันพืช เนยขาวและเกลือผสมเข้าด้วยกัน แล้วเติมน้ำเย็นเข้าไปประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ และนวดคลึงผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน
    – แป้งที่ผสมเสร็จเรียบร้อยแล้วนำมากดให้เรียบเป็นแผ่น โดยกดด้วยพิมพ์วงกลม แล้วเอาลงในพิมพ์ถ้วยขนาดเล็กๆ ใช้ส้อมหรือไม้จิ้มฟันจิ้มให้ทั่วก้นพิมพ์ ถ้าแป้งที่ผสมนั้นเหลือสามารถนำไปทำเป็นหูหิ้วเล็กๆ ปั้นให้เป็นเส้นยาวๆ แล้วใส่ถาดภาชนะเพื่อนำไปอบ
    – จากนั้นก็นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสหรือใช้เวลาอบอยู่ที่ประมาณ 10 – 15 นาที เมื่อแป้งเริ่มสุกแล้วให้นำออกจากพิมพ์ทันที
    – ต่อไปเป็นขั้นตอนการทำไส้ขนมกระเช้าสีดา ให้ตั้งไฟกระทะปานกลางใส่น้ำเปล่าผสมเข้ากับน้ำตาลคนให้เข้ากัน รอจนน้ำเดือด น้ำเดือดพอได้ที่จึงใส่มะพร้าวทึนทึกขูดลงไปผัด ผัดให้เข้ากัน ระวังไม่ควรให้น้ำตาลเป็นก้อน ให้น้ำตาลเคลือบทั่วมะพร้าว ผัดจนหอมอย่านานเกินไป พร้อมยกลง หลังจากนั้นใส่สีผสมอาหารลงไปตามใจชอบ
    – ตักไส้มะพร้าวที่ผัดใส่กระเช้าที่อบเอาไว้ แล้วนำแป้งที่ปั้นเป็นหูกระเช้ามาประกอบติดกับตัวกระเช้า ปล่อยไว้จนเย็นสนิท หูกระเช้าก็จะติดกับตัวกระเช้าทันที

    สูตรวิธีการทำขนมกระเช้าสีดา สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมกระเช้าสีดา

    ส่วนผสมตัวกระเช้า

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
    – เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
    – น้ำเย็น 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
    – เนยขาว 1 ช้อนโต๊ะ
    – พิมพ์
    – ไม้คลึงแป้ง
    – ถาด

    ส่วนผสมมะพร้าวแก้ว

    – มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้น 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทรายขาว 1/2 ถ้วย
    – น้ำ 1/4 ถ้วย

    วิธีการทำกระเช้าสีดา

    – วิธีทำตัวกระเช้า ให้ผสมแป้งสาลีเข้ารวมกันกับน้ำมัน เนยขาว และเกลือ ให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำเย็นลงไป ให้แป้งรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน
    – นำแป้งที่ผสมไว้มานวดคลึงเป็นแผ่นบางๆ ตัดให้เป็นแผ่นกลมๆแล้วกดลงในแม่พิมพ์ที่เตรียมไว้ จากนั้นใช้ส้อมจิ้มแป้งที่ก้นพิมพ์ให้ทั่ว ทำแบบนั้นจนหมด และนำเข้าเตาอบ ตั้งไฟ 350 องศาฟาเรนไฮต์ ใช้เวลานานประมาณ 10 นาที แป้งที่เหลือให้ตัดเป็นเส้นเล็ก ๆ จับเป็นหูกระเช้า แล้ววางบนถาด จากนั้นให้เอาไปอบให้สุก
    – ต่อไปวิธีทำมะพร้าวแก้ว ให้ใส่น้ำผสมกับน้ำตาลลงในกระทะทองเหลือง ตั้งไฟให้พอเดือด แล้วค่อยใส่มะพร้าวทึนทึก เคี่ยวจนน้ำตาลจับตัวกับมะพร้าว แล้วยกลง
    – ขณะที่ร้อนให้รีบตักใส่กระเช้าสีดาทันที และเอาหูกระเช้าที่อบเสร็จแล้วเสียบในตัวกระเช้า ปล่อยทิ้งให้แห้ง หูกระเช้านั้นจะติดกับตัวกระเช้า เป็นอันเสร็จสิ้น

  • สูตรวิธีทำขนมใส่ไส้ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมใส่ไส้

    สำหรับบทความนี้ ก็เป็นเรื่องของขนมใส่ไส้ที่สุดแสนจะหอมหวานอร่อย ทำทานเองก็อร่อย ทำขายก็มีคนซื้อ เพราะขนมใส่ไส้เป็นขนมที่มีชื่อเสียงมานานแล้วด้านความอร่อย ทุกวันนี้ก็ยังมีพ่อค้าแม่ค้าขายขนมใส่ไส้อยู่เป็นจำนวนมากตามตลาดต่างๆ สำหรับวิธีทำก็ไม่ยากนะครับ ลองศึกษา ลองทำดู เมื่อทำแล้วก็ลองทานเอง หรือให้ญาติพี่น้องลองชิมดูฝีมือของเราดูว่าอร่อยมั้ย รสชาติต้องปรับปรุงมั้ย ทำบ่อยๆ เข้า เดี๋ยวก็ทำขนมใส่ไส้ได้เองหล่ะครับ

    สำหรับขนมใส่ไส้ นี่นะครับ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ขนมสอดไส้ แต่ปัจุจุบันนี้จะเรียกว่าขนมใส่ไส้มากกว่า

    สำหรับวิธีทำก็ไม่ยากไม่ง่าย ลองมาศึกษาวิธีทำขนมใส่ไส้กันดีกว่าครับ

    สูตรวิธีการทำขนมใส่ไส้ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมใส่ไส้

    – แป้งข้าวเหนียวขาว 1 ถ้วย
    – แป้งข้าวเหนียวดำ 1 ถ้วย
    – น้ำอุ่น 1 ถ้วย
    – มะพร้าวขูด ½ กิโลกรัม
    – แป้งข้าวเจ้า ½ ถ้วย
    – เกลือ ½ ช้อนโต๊ะ
    – น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วย
    – มะพร้าวทึนทึกขูด 200 กรัม
    – น้ำตาลปี๊บ 200 กรัม
    – น้ำธรรมดา ¼ ถ้วย

    วิธีการทำขนมใส่ไส้

    – เริ่มต้นทำขนมใส่ไส้กันด้วยการทำตัวแป้งกันก่อน โดยการนำเอาแป้งข้าวเหนียวขาวและแป้งข้าวเหนียวดำที่เตรียมไว้มาผสมเข้าด้วยกัน ค่อยๆ เติมน้ำอุ่น แล้วใช้มือนวดแป้งไปเรื่อยจนกว่าจะเข้ากันดี เมื่อเห็นว่าแป้งเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ก็ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดประมาณ ½ นิ้ว พักเอาไว้ แต่ต้องนำผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆ มาคลุมไว้ เพื่อรักษาความชื้นของแป้ง
    – ขั้นตอนที่ 2 ทำหน้าขนม ด้วยการคั่นมะพร้าวขูด ½ กก. ที่เตรียมไว้กับน้ำลอยดอกมะลิ หากไม่มีน้ำลอยดอกมะลิให้ใช้น้ำเปล่าธรรมดาแทนก็ได้ โดยให้ได้หัวกะทิ 4 ถ้วย เมื่อได้หัวกะทิปริมาณตามต้องการแล้ว ให้นำไปผสมกับแป้งข้าวเจ้า เติมเกลือ แล้วนำขึ้นตั้งไฟ ให้ใช้ไฟอ่อน และต้องคนตลอดเวลา อย่าให้แป้งจับตัวเป็นก้อน เอาแค่ข้นๆ พอ จากนั้นยกลงพักไว้ก่อน
    – แล้วหันมาทำไส้ต่อ ด้วยการมะพร้าวทึนทึกที่ขูดเตรียมไว้ มาผสมกับน้ำตาลและน้ำ ยกขึ้นตั้งไฟกลาง คนไปเรื่อยๆ จนเห็นว่ามะพร้าวเหนียวพอที่จะปันได้ ให้ยกลงแล้วทิ้งไว้จนกว่าจะเย็น เมื่อเย็นก็จัดการปั้นเป็นก้อนกลมๆ
    – มาถึงขั้นตอนการห่อขนม เริ่มที่การนำแป้งที่เราปั้นเป็นก้อนกลมๆ ไว้ในข้อ 1 มาแผ่ออก แล้วใส่ไส้ จากนั้นห่อแป้งปิดไส้ให้มิดชิด นำบรรจุลงในใบตองที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมตัดหน้าขนมที่เราทำไว้ใส่ประมาณ 2-3 ช้อนชา แล้วห่อเป็นทรงตามแบบฉบับของขนมใส่ไส้ คาดด้วยทางมะพร้าวและกัดด้วยไม่กลัดด้านบน
    – นำไปนึ่งประมาณ 10 นาที ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมรับประทาน แต่ควรจะรอให้ขนมเย็นสักพักถึงจะรับประทานได้ เพราะในช่วงที่นึ่งเสร็จใหม่ๆ หน้าขนมจะร้อนและยังไม่เซ็ตตัว จึงควรให้เย็นก่อน

    สูตรวิธีการทำขนมใส่ไส้ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมใส่ไส้

    – น้ำตาลปี๊บ 200 กรัม
    – เกลือป่น ½ ช้อนชา สำหรับทำไส้ และ เกลือป่น 1 ช้อนชา สำหรับทำหน้าขนม
    – มะพร้าวทึนทึกขูด
    – แป้งข้าวเหนียว 350 กรัม
    – น้ำใบเตยปั่นละเอียด 300 มิลลิลิตร
    – กะทิ 800 มิลลิลิตร
    – แป้งข้าวเจ้า 80 กรัม
    – กลิ่นมะลิ 1 ช้อนชา

    วิธีการทำขนมใส่ไส้

    – การเตรียมใบตองสำหรับห่อขนม ควรเตรียมใบตอง 2 ขนาด คือใบตองชั้นนอกขนาด 5 นิ้ว และใบตองสำหรับใช้ในขนาดประมาณ 4 นิ้ว นำมาตัดมุมให้เป็นทรงวงรี แล้วจัดการเช็ดทำความสะอาด และสามารถนำไปลนไฟเล็กน้อยก็ได้ เพื่อให้ห่อขนมได้ง่ายขึ้น
    – ขั้นตอนการทำไส้ขนม นำมะพร้าวขูดทึนทึก เกลือ ½ ช้อนชา และน้ำตาลปี๊บ ลงไปกวนในกระทะทองเหลือง ผัดไปเรื่อย ใช้ไฟอ่อน กวนจนกว่าจะครบ 20 นาที เมื่อเห็นว่ามะพร้าวเริ่มแห้งดี ให้ยกลงแล้วพักไว้ให้เย็น
    – ทำตัวแป้ง ด้วยการนำแป้งข้าวเหนียวที่เตรียมไว้ มานวดกับน้ำใบเตย ค่อยเติมน้ำและนวดไปเรื่อยๆ จนกว่าแป้งจะเริ่มเป็นก้อน เมื่อแป้งเป็นก้อนดีให้คลุมไว้ด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำ หรือพาสติกแรป
    – ทำหน้าขนม จากกะทิทั้งหมด 800 มิลลิลิตร ให้นำกะทิ ¼ ของที่เราเตรียมมาผสมกับแป้งข้าวเจ้า เกลือป่น กลิ่นมะลิ นำขึ้นตั้งไฟ โดยใช้ไฟอ่อน คนให้ส่วนผสมเข้าไปไม่จับตัวเป็นเม็ด แล้วค่อยๆ เทกะทิส่วนที่เหลือลงไป และคนต่อไปเรื่อยๆ จนกะทิเหนียวข้นอย่างที่เราต้องการ แล้วยกลงจากเตาพักทิ้งไว้ให้เย็น
    – การเตรียมปั้นแป้ง สามารถปั้นแป้งในข้อ 3 ให้เป็นก้อนกลมๆ ประมาณ 1 นิ้วครึ่ง คลุมผ้าเตรียมเอาไว้
    – เมื่อเห็นว่าไส้เริ่มเย็นจนเราสามารถจับได้แล้ว ให้ปั่นไส้เป็นก้อนกลมขนาด 1 นิ้ว
    – เมื่อปั้นแป้งและไส้จนหมดเรียบร้อยแล้ว ให้เตรียมใบตอง และอุปกรณ์การห่อได้เลย โดยเริ่มจากการแผ่แป้งที่ปั้นเอาไว้ให้เป็นแบนๆ แล้ววางไส้ลงตรงกลาง แล้วจัดการห่อแป้งให้มิดไส้ นำใบตองที่ตัดไว้ 2 ขนาดมาว่าประกบกัน ด้วยการให้หน้านวลของทั้ง 2 แผ่นชนกัน นำขนมที่เราได้ปั้นไว้มาว่าลงบนใบตอง แล้วราดด้วยหน้าขนมที่เราทำไว้ ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วพับใบตองเป็นทรงสูงคาดด้วยใบมะพร้าวและกลัดด้วยไม่กลัด
    – เตรียมตั้งน้ำ และหม้อนึ่ง เมื่อน้ำเดือดจัด นำขนมวาง ประมาณ 30 นาที ยกลงได้ โดยต้องเสิร์ฟตอนที่ขนมเย็นแล้วเท่านั้น เพราะตอนที่ขนมยังร้อนอยู่หน้าขนมที่เป็นกะทิจะยังไม่เซ็ตตัว แล้วจะเละดูไม่น่ากิน

    การบรรจุกล่องขนมใส่ไส้

    – ให้บรรจุขนมใส่ไส้ในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้ เช่น บรรจุขนมใส่ไส้ลงในกล่องพลาสติก
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของขนมใส่ไส้ในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากขนมใส่ไส้

    ที่ภาชนะบรรจุขนมใส่ไส้ทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมใส่ไส้แสนอร่อย ขนมใส่ไส้หอมหวาน หรืออื่นๆ
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายขนมใส่ไส้

    สำหรับการขายขนมใส่ไส้นะครับ ก็ไม่ยากเลย เนื่องจากขนมใส่ไส้ได้รับความนิยมจากอดีตสู่ปัจจุบัน มีผู้คนรู้จักขนมชนิดนี้กันมาก เริ่มเลยเลยเราอาจจะหาทำเลดีๆ สักที่ เพื่อเปิดร้านขายขนมใส่ไส้ ทำเลดีๆ มักจะอยู่ในที่ชุมชน เป็นที่ที่คนเดินไปเดินมา เพื่อให้มีคนเห็นร้านเราให้ได้มากที่สุด เช่น ไปเช่าพื้นที่ในโซนการค้าในพื้นที่ที่เราอยู่ เมื่อได้ทำเลก็เปิดขายหน้าร้าน เพื่อทดสอบตลาด ว่ามีคนมาซื้อเยอะแค่ไหน คุ้มกับค่าเช่าหรือใหม่ แต่ถ้าใครมีบ้านอยู่แถวชุมชนก็ดีเลย จะได้ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่

    เมื่อลองตลาดได้สักระยะ จนอยู่ตัว อาจจะสัก 6 เดือน เริ่มรู้แล้วว่ารายได้ของเราอยู่ในระดับไหน พอค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ ในแต่ละเดือนมั้ย และที่สำคัญมีเงินเก็บมั้ย ทรัพย์สินย์จะเพิ่มมากขึ้นอก็อยู่ที่เงินเก็บนี่หล่ะครับ

    เมื่อทำธุรกิจจนอยู่ตัวแล้ว ขั้นต่อมาเราก็จะพัฒนารูปแบบของขนมใส่ไส้ ให้มันไปอยู่ในกล่องพลาสติก ติดสติ้กเกอร์ชื่อร้านค้าลงไปให้เรียบร้อย (เดี๋ยวนี้มีขนมใส่ไส้ที่ไม่ได้อยู่ในใบตอง แต่อยู่ในกล่องพลาสติก ลองศึกษาเพิ่มเติมดูนะครับ) เพื่อทำการฝากวางขายที่ร้านขนมไทยดังๆ ในละแวกพื้นที่ของเรา เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น

    หนทางเถ้าแก่ที่รวยด้วยการขายยขนมใส่ไส้ ก็เป็นหนทางที่มีความเป็นไปได้ บางคนทำ 5 ปี 10 ปี ทำจนรวย อย่างที่เราๆ ท่านๆ เคยเห็นในพวกนิตสารอาชีพ ว่ามีพ่อค้าแม่ค้ายืนหยัดขายขนมไทยจนรวยได้ อยู่ที่ความมุ่งมั่น ความขยัน ความอดทน ด้วยครับ ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ในที่สุดครับ

  • สูตรวิธีทำขนมโคกะทิ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมโคกะทิ

    ขนมโคกะทิ
     

    สูตรวิธีการทำขนมโคกะทิ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมโคกะทิ

    ส่วนผสมแป้ง
    – แป้งข้าวเหนียว
    – แป้งมัน
    – น้ำร้อน
    – น้ำฟักทอง
    – น้ำอัญชัญ
    – น้ำใบเตย

    ส่วนผสมไส้
    – มะพร้าวทึนทึกขูดกระฉีก
    – น้ำตาลโตนด
    – น้ำลอยดอกมะลิ
    – เกลือ
    – เทียนอบขนม (แล้วแต่ชอบ)

    ส่วนผสมน้ำกะทิ
    – หัวกะทิ
    – น้ำตาลทรายขาว
    – แป้งข้าวเจ้า
    – เกลือป่น

    วิธีการทำขนมโคกะทิ

    – นำแป้งที่เตรียมไว้มาผสมกัน โดยใช้อัตราส่วนแป้งข้าวเหนียวอยู่ที่ 5 ส่วน และแป้งมันอยู่ที่ 1 ส่วน นำแป้งทั้งหมดออกมาแบ่งเป็นสี่ส่วน ผสมสีฟ้าที่ได้จากดอกอัญชัน สีเหลืองที่ได้จากผลฟักทอง และสีเขียวที่ได้จากใบเตย โดยสีขาวนั้นไม่ต้องผสมสีให้ใช้น้ำลอยดอกมะลิแทน หลังจากนั้นนำแป้งมานวดรวมกับน้ำร้อนให้แป้งมีลักษณะเนียนและนุ่ม เมื่อเสร็จแล้วให้พักทิ้งเอาไว้ โดยใช้ผ้าขาวบางนำมาชุปน้ำให้หมาดคลุมแป้งไว้เพื่อไม่ให้ตัวแป้งนั้นแห้ง
    – นำน้ำตาลโตนดมาผสมรวมกับน้ำลอยดอกมะลิให้ละลายเข้ากัน หลังจากนั้นนำไปนวดรวมเข้ากับมะพร้าวขูดกระฉีก เมื่อเสร็จแล้วจึงนำไปตั้งไฟกลางค่อนข้างอ่อน ในกระทะทองเหลือง กวนให้เข้ากันจนไส้เริ่มเหนียวมีลักษณะแฉะเล็กน้อย
    – ถ้าอยากได้กลิ่นควันเทียนให้นำไส้ไปอบควันเทียนทิ้งไว้สักประมาณ 6 ชั่วโมงหรือทิ้งไว้ตลอดทั้งคืน แต่ต้องรอให้ไส้เย็นก่อนจึงค่อยนำไปอบควันเทียน
    – หลังจากนั้นนำแป้งมาวางแผ่เป็นลักษณะวงกลมบางๆ แล้วจึงนำไส้นั้นมาวาง ห่อแป้งให้หุ้มไส้ไว้ นวดคลึงให้เป็นก้อนกลมๆลักษณะเรียบเนียน
    – ขั้นตอนต่อไปนำแป้งที่ห่อแล้วลงไปต้มในน้ำเดือดจัด ให้สังเกตุดูได้จากถ้าแป้งสุกได้ที่ ตัวขนมจะลอยตัวขึ้นมาเหนือผิ วน้ำ จากนั้นให้ตักเอามาผ่านน้ำเย็นเพื่อไม่ให้ขนมนั้นติดกัน
    – เมื่อเสร็จแล้วเราก็มาทำส่วนของน้ำกะทิ โดยการนำแป้งข้าวจ้าวมาผสมรวมกับน้ำตาล และเกลือเล็กน้อยแล้วมาละลายในน้ำกะทิ เอาขึ้นไปตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวไปเรื่อยๆอย่าพักมือ จนกว่าน้ำกะทิจะข้นได้ที่ ก็เป็นอันใช้ได้ ควรระวังอย่าให้น้ำกะทิเดือดเด็ดขาดเพราะจะทำให้น้ำกะทิแตกมันจนทะลักหม้อขึ้นมา
    – หลังจากนั้นให้ตักขนมโคกะทิลงใส่ในถ้วย แล้วราดด้วยน้ำกะทิ โรยงาขาวคั่วหอมกรุ่ม เสริฟพร้อมทาน

    สูตรวิธีการทำขนมโคกะทิ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมโคกะทิ

    ส่วนผสมตัวแป้ง
    – แป้งข้าวเหนียวขาว 1 ถ้วย
    – น้ำเดือด 1 ถ้วย

    ส่วนผสมไส้
    – มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 1/2 ถ้วย
    – น้ำตาลบีบ 1/2 ถ้วย
    – น้ำลอยดอกมะลิ 1/4 ถ้วย

    ส่วนผสมน้ำกะทิ
    – กะทิ 2 ถ้วย
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    – ใบเตย

    อุปกรณ์ที่ใช้การทำขนมโคกะทิ
    – กระทะทอง
    – หม้อ
    – ชามผสม

    วิธีทำขนมโคกะทิ

    – นำกระทะทองมาใส่น้ำตาลทราย มะพร้าว น้ำลอยดอกมะลิ และตั้งไฟให้อ่อนปานกลาง เคี่ยวพอละลายให้เข้ากัน จากนั้นใส่มะพร้าวทึนทึกฝอยที่ขูดเตรียมไว้ แล้วกวนเรื่อยๆจนพอให้มีน้ำหล่อออกมา ให้มีลักษณะเหนียวหนึบเล็กน้อย พอได้ที่ก็ตักใส่ภาชนะที่เตรียมพักเอาไว้
    – จากนั้นมาทำวิธีการทำน้ำกะทิ นำกระทิใส่ลงในภาชนะหม้อที่เตรียมไว้ แล้วตามด้วยเกลือป่น น้ำตาลทราย และแป้งข้าวเจ้า ผสมกันแล้วเคี่ยวเรื่อยๆให้เนื้อเข้ากัน รอให้น้ำกระทิที่เราผสมนั้นเดือดปุดๆ ระวังอย่าใช้ไฟแรงมากเกินไปเพราะจะทำให้ตัวกะทิแตกมันแล้วทะลักออกนอกหม้อ พอเดือดได้ดีน้ำกะทิหอมข้น เราจึงปิดไฟ และนำใบเตยมาพับทบแล้วมัดเป็นห่อๆและก็ใส่ใบเตยลงไปในหม้อน้ำกระทิ
    – นำอ่างมาใส่แป้งข้าวเหนียวขาว แล้วผสมเข้ากับน้ำเดือดจัด ใช้พายยางพัดตลบไปมาให้ข้าวเหนียวขาวที่ผสมกับน้ำเดือดให้เป็นเนื้อเดียวกันคนแล้วนวดจนแป้งข้าวเหนี่ยวขาวนั้นมีความนุ่มมือ
    – กรณีที่แป้งข้าวเหนียวขาวนั้นแห้งไม่นวลนุ่มให้เติมน้ำเข้าผสมเล็กน้อยได้ หรือถ้าแป้งข้าวเหนียวขาวดูเหลวและนิ่มเกินไปให้เติมแป้งข้าวเหนี่ยวขาวเพิ่มได้หลังจากที่แป้งข้าวเหนียวขาวรวมเป็นเนื้อเดียวทีลักษณะนวลเป็นก้อน ให้แบ่งแป้งข้าวเหนียวขาวเป็นลักษณะก้อนกลมเล็กๆแล้วแผ่แป้งให้แบนออก และใส่ไส้ นำแป้งมาหุ้มใส้ให้มิด
    – นำไปต้มในหม้อแล้วใส่น้ำ ตั้งไฟปานกลางอย่าให้น้ำเดือดแรง ใส่ก้อนแป้งที่ปั่นห่อใส้ใส่ลงในหม้อต้ม พอก้อนแป้งลอยตัวขึ้นมาบนผิวน้ำ ให้ตักขึ้น แล้วนำมาผ่านน้ำเย็นอีกรอบ ยกขึ้นจากน้ำเย็นแล้วนำมาสะเด็ดน้ำ
    – ตักใส่ภาชนะที่เตรีนมไว้ แล้วราดด้วยน้ำกะทิ

    สูตรวิธีการทำขนมโคกะทิ สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมโคกะทิ

    ส่วนผสมไส้ขนม

    – น้ำตาลมะพร้าว
    – น้ำเปล่า
    – มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย

    ส่วนผสมน้ำกะทิ

    – กะทิอบควันเทียนสำเร็จรูปแบบกล่อง
    – น้ำตาลทราย
    – แป้งข้าวเจ้า เล็กน้อย
    – เกลือป่น
    – งาขาวคั่ว (เพื่อเพิ่มความหอม)

    ส่วนผสมแป้งขนม

    – แป้งข้าวเหนียว
    – น้ำเปล่า
    – น้ำใบเตยสีเขียว
    – น้ำอัญชันสีม่วง

    วิธีทำขนมโคกะทิ

    – วิธีทำไส้ขนม โดยนำน้ำตาลมะพร้าวผสมกับน้ำเปล่าเข้าด้วยกัน เคี่ยวจนน้ำตาลละลายแล้วใส่มะพร้าว เคี่ยวให้เข้ากัน แล้วนำไปใส่หม้อแล้วตั้งไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ใช้เวลาเคี่ยวประมาณ 5 นาที เคี่ยวไปเรื่อยๆรอจนกว่าไส้ขนมจะเเห้ง พอแห้งได้ที ก็ปิดไฟ แล้วนำมาพักไว้รอจนอุ่นแล้วปั้นให้เป็นลักษณะกลมๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วนำมาอบควันเทียนก่อนเพื่อความหอม
    – ต่อไปขั้นตอนการทำน้ำกะทิ โดยนำกะทิกับแป้งข้าวเจ้า น้ำตาลทราย และเกลือป่นเล็กน้อยผสมกันใส่ลงไปในหม้อ แล้วเคี่ยวให้เนื้อแป้งละลาย พอเนื้อแป้งละลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้วก็ตั้งไฟให้อ่อนสุด เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนเดือดเล็กน้อย แล้วยกลงจากเตา พักทิ้งไว้
    – จากนั้นมาทำแป้งขนมโค โดยการนวดแป้งข้าวเหนียวรวมกับน้ำเปล่า น้ำใบเตยหรือน้ำดอกอัญชัน นวดให้นุ่มจนสามารถปั้นได้ จากนั้นแผ่แป้งให้เป็นแผ่นบาง ๆ จัดส่วนผสมลงไปไส้ตรงกลาง ห่อแป้งหุ้มไส้ให้มิด นวดคลึงเป็นก้อนกลม ๆ เตรียมไว้
    – ต้มน้ำจนเดือด แล้วนำขนมที่ใส่ไส้แล้วลงมาต้มให้สุกจนลอยขึ้นบนผิวน้ำ จากนั้นตักก้อนแป้งขึ้นแล้วผ่านน้ำเย็นอีกรอบ เพื่อไม่ให้ก้อนแป้งนั้นติดกัน
    – ตักแป้งขนมโคใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ราดหน้าด้วยน้ำกะทิ และตกแต่งโรยหน้าด้วยงาขาวคั่วหอม เป็นอันเสร็จสิ้น

    การขายขนมโคกะทิ

  • สูตรวิธีทำขนมกง พร้อมคำแนะนำในการขายขนมกง

    ขนมกง
     

    สูตรวิธีการทำขนมกง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมกง

    ส่วนของขนมกง

    – ถั่วเขียวคั่วบด 4 ¼ ถ้วย
    – แป้งข้าวเหนียว ¼ ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 2 ½ ถ้วย
    – กะทิ 2 ¼ ถ้วย

    ส่วนของแป้งสำหรับชุบ

    – แป้งสาลี
    – ไข่แดง
    – น้ำ
    – น้ำมันพืช
    – เกลือ
    – น้ำมันพืชสำหรับทอด

    วิธีการทำขนมกง

    – นำกะทิและน้ำตาลทรายผสมเข้าด้วยกันในกระทะทองเหลือง แล้วยกขึ้นตั้งไฟขนาดกลาง พอน้ำกะทิเริ่มเดือดให้ใส่ถั่วเขียวบดกับแป้งข้าวเหนียวลงไปรวมกัน
    – กวนจนแป้งทั้งหมดที่ได้ให้มีลักษณะเหนียว จนสามารถปั้นได้
    – ปั้นถั่วกวนที่ได้เป็นลักษณะก้อนกลมๆ 2 ขนาด ขนาดที่เล็กกว่าให้คลึงเป็นเส้นยาว 2 เส้น วางพาดบนวงกลมให้เป็นรูปกากบาท ทำเรื่อยๆจนหมด แล้วเตรียมไว้ทอด
    – จากนั้นมาเตรียมแป้งสำหรับชุบ ผสมแป้งสาลี ไข่แดง น้ำ เกลือ และน้ำมันพืช ใช้ตะกร้อมือหรือเครื่องตีไข่ ตีผสมทั้งหมดให้เนื้อเข้ากัน
    – นำขนมที่เตรียมไว้ ลงชุบแล้วนำลงทอดในน้ำมัน ให้แป้งสุกเหลือง ตักขึ้นทิ้งให้สะเด็ดน้ำมัน หรือใช้กระดาษซับมันได้

    สูตรวิธีการทำขนมกง สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมกง

    – ถั่วเขียวโม่ละเอียด 2 ถ้วย
    – น้ำตาลปี๊บ 1/2 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
    – มะพร้าว 1 1/4 กิโลกรัม คั้นข้นๆ 1 ถ้วย

    ส่วนผสมของแป้งชุบขนมกง

    – แป้งข้าวเจ้าอย่างดี 1/2 ถ้วย
    – แป้งท้าวยายม่อม 1 ช้อนโต๊ะ
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง
    – หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
    – น้ำปูนใส 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำขนมกง

    – ล้างถั่วให้สะอาดแล้วนำมาคั่วให้หอม นำเปลือกออกให้หมด โม่ทีละน้อยให้ละเอียด จากนั้นพักเอาไว้
    – ละลายน้ำตาลปีบรวมกับหัวกะทิ ตั้งไฟขนาดกลาง นำมาเคี่ยวไฟให้พอเป็นยางมะตูมอ่อนๆ จากนั้นยกลงคนรวมกับน้ำตาลทรายจนเย็น แล้วจึงนำมาผสมกับแป้งถั่วนวดให้เข้ากัน ให้พอปั้นเป็นก้อนได้
    – ปั้นแป้งเป็นก้อนๆกลมขนาดเท่าเม็ดพุทรา แล้ววางคลึงบนกระดานให้ยาว 3 นิ้วครึ่ง ให้ทำเป็นวงกลมเหมือนวงแหวน แล้วเอาแป้งน้อยกว่าเล็กน้อย คลึงให้เป็นเส้นเล็กกว่า วางพาดกลางเป็นรูปกากบาท แล้วปั้นแป้งเม็ดกลมเล็กๆ อีก 5 อัน วางที่มุมตัดกัน 4 มุม และตรงกลางอีก 1 เม็ด เรียงลงตะแกรงผึ่งไว้

    วิธีผสมแป้งชุบขนมกง

    – นวดแป้งข้าวเจ้ารวมกับแป้งท้าวยายม่อม ไข่และน้ำปูนใส แล้วค่อยๆเทน้ำกะทิผสมให้จนแป้งละลายไม่เป็นเม็ด จากนั้นกรองซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
    – ตั้งกระทะ ใช้น้ำมันเยอะ ไฟขนาดกลาง พอน้ำมันเริ่มร้อนให้หยิบขนมที่ปั้นไว้ลงชุบแป้งทีละอัน ลงในกระทะแต่อย่าให้มากนัก พอขนมเริ่มเหลืองให้ตักขึ้น ซับน้ำมันบนกระดาษ พอเย็นแล้วเก็บใส่ขวดโหลไว้รับประทาน

    สูตรวิธีการทำขนมกง สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมกง

    ส่วนผสมตัวขนมกง

    – ถั่วทอง 4 ถ้วย
    – มะพร้าวขูด 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
    – น้ำมันพืชสำหรับทอด

    ส่วนผสมแป้งชุบขนมกง

    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    – แป้งสาลี 1 ถ้วย
    – ไข่แดง (ไข่เป็ด) 1 ฟอง
    – น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำปูนใส 1/2 ถ้วย
    – น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
    * น้ำสะอาด 1 ถ้วย

    วิธีการทำขนมกง

    – นำถั่วทองไปล้างให้สะอาด และนำไปบดละเอียด พักเตรียมไว้
    – นำมะพร้าวขูดที่เตรียมไว้ไปคั้น ให้ได้น้ำกะทิ ประมาณ 2 ถ้วย
    – นำน้ำกะทิที่คั้นเตรียมไว้ ไปตั้งบนไฟร้อนกลาง ใส่น้ำตาลลงไปผสมรวมกับกะทิ คนจนน้ำตาลละลายเป็นเนื้อเดียวแล้ว เคี่ยวต่อให้เหนียวข้นพอประมาณ เป็นยางมะตูม จึงปิดไฟพักไว้
    – ใส่ถั่วทองบดที่เตรียมไว้ลงไปผสมกับส่วนผสมน้ำกะทิและ น้ำตาล คนทั้งหมดให้เข้ากันดี จากนั้นปิดเตา พักไว้ให้เย็น
    – นำส่วนผสมที่เตรียมไว้มาปั้นเป็นตัวขนม โดยแบ่งวีธีทำเป็นสามส่วนย่อย
    – นำส่วนผสมปั้นเป็นเส้นลักษณะกลมยาวประมาณ 2 นิ้ว จากนั้นจึงจับปลายทั้งสองข้างชนกัน จัดรูปทรงให้เป็นวงกลม
    – ปั้นตัวขนมเป็นเส้นกลมยาวประมาณ 1 นิ้ว 2 เส้น จากนั้นนำไปวางพาดบนขอบของตัวขนม ที่ทำไว้ในขั้นตอนก่อนหน้านี้ โดยพาดเป็นลักษณะกากบาท
    – ปั้นเป็นตุ่มกลม 5 ลูก และนำไปแปะบนตัวขนมกง ตรงตำแหน่งของปลายเส้น พาดทั้งสองด้าน ของทั้งสองเส้น รวม 4 จุด และตรงกลาง อีก 1 จุด
    – พักทุกอย่างไว้ และทำแป้งสำหรับชุบตัวขนม โดยนำส่วนผสมทั้งหมด ผสมกันในกะละมัง หรือชามขนาดใหญ่ นวดรวมกันจนนิ่มและส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว หลังจากนั้นใส่น้ำลงไปผสมลงด้วย ผสมให้ส่วนผสมทุกอย่าง เข้ากันดี เนียนและแป้งไม่เป็นเม็ด พักเอาไว้
    – นำตัวขนมที่ปั้นเสร็จแล้ว จุ่มลงในแป้งชุบที่เตรียมไว้ หลังจากนั้นจึงนำไป ทอดในกระทะที่ตั้งไฟปานกลาง โดยทอดให้เหลือง สีสวย กรอบ และสุกดีแล้ว จึงนำขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน โดยวางทิ้งไว้บนตะแกรงหรือวางไว้กระดาษซับมัน
    – ตั้งขนมทิ้งไว้ให้กรอบ จัดขนมทั้งหมดใส่จานเสริฟ สามารถได้โดยการใส่กล่องภาชนะที่มิดชิด เก็บไว้ทานได้หลายวัน

     

    การขายขนมกง

  • สูตรวิธีทำขนมดอกโสน พร้อมคำแนะนำในการขายขนมดอกโสน

    ขนมดอกโสน
     

    สูตรวิธีการทำขนมดอกโสน สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมดอกโสน

    – ดอกโสน 200 กรัม
    – แป้งข้าวเจ้า 500 กรัม
    – น้ำตาลปี๊บ 250 กรัม
    – หัวกะทิ 1 ถ้วย
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – มะพร้าวทึนทึกขูด

    วิธีการทำขนมดอกโสน

    – นำดอกโสนที่ซื้อมา เด็ดก้านออกให้หมด แล้วนำมาล้างให้สะอาด แค่ 1 ครั้งพอ และต้องล้างอย่างเบามือ เพราะดอกโสนช้ำง่าย ใส่ลงกระชอนให้ดอกโสนสะเด็ดน้ำและแห้งที่สุด
    – เตรียมอ่างผสมที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เพื่อให้คลุกได้สะดวก เทแป้งข้าวเจ้าลงไป ค่อยๆ เทน้ำกะทิลงไปที่ละน้อย แล้วใช้มือค่อยๆ ขยำๆ จนกว่าน้ำกะทิจะหมด แล้วตั้งแป้งทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที
    – เมื่อครบ 20 นาที ให้เอากระชอน หรือตะแกรงที่สามารถร่อนแป้งได้ นำแป้งค่อยๆ เทใส่แล้วยีไปกับกระช่อน เอากะละมังรองด้านล่าง เพื่อให้ได้แบบที่ละเอียด และไม่ติดกันเป็นลูก
    – นำดอกโสนที่เราสะเด็ดน้ำไว้ มาคลุกกับแป้ง แล้วนำไปนึ่งในซึ้ง โดยต้องเอาผ้าขาวบางรองซึ้งไว้ ใช้เวลานึ่งประมาณ 15 นาที
    – เมื่อขนมสุกดี ให้เอามาโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด และน้ำตาล หรือหากไม่ชอบน้ำตาล อาจจะใช้น้ำตาลปี๊บผสมกับเกลือนิดหน่อยละลายในน้ำอุ่น แล้วราดไปที่ตัวขนมก็ได้

    สูตรวิธีการทำขนมดอกโสน สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมดอกโสน

    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    – ดอกโสน 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
    – มะพร้าวทึนทึกขูด 1 ถ้วย
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำมะพร้าวน้ำหอม ½ ถ้วย

    วิธีการทำขนมดอกโสน

    – นำก้านของดอกโสนออก แล้วใส่มะพร้าวขูด คลุกเคล้าให้เข้ากัน
    – นำน้ำมะพร้าวมาผสมเกลือ ½ ช้อนชา แล้วคนให้เกลือละลายดี แล้วนำน้มะพร้าวที่ได้มาพรมให้ทั่วดอกโสน ดูแค่ให้ดอกโสนชื้นๆ ไม่ต้องเปียกมาก แล้วใส่แป้งข้าวเจ้า ทีละน้อย ใช้มือค่อยเคล้าเบาๆ ให้แป้งติดที่ตัวดอกโสน ต้องใช้ความเบามือ เพื่อไม่ให้ดอกโสนช้ำ
    – นำดอกโสนที่คลุกแป้งใส่ลงในซึ้งที่รองด้วยผ้าขาวบาง นึงประมาณ 10-15 นาที เมื่อสุกดีให้ตักใส่จาน แล้วโรยด้วยมะพร้าวขูด เกลือเล็กน้อย แล้วคลุกๆ ให้เข้ากัน จากนั้นโรยด้วยน้ำตาลอีกครั้ง ตักเสิร์ฟใส่จานได้ทันที

    สูตรวิธีการทำขนมดอกโสน สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมดอกโสน

    – มะพร้าวขูดขาว 400 กรัม
    – ดอกโสนเด็ดเอาแต่ดอก 2 ถ้วย
    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
    – แป้งมัน ¼ ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – เกลือป่น ½ ช้อนชา

    วิธีการทำขนมดอกโสน

    – เริ่มต้นการทำด้วยการ แบ่งมะพร้าวขูดออกมาประมาณ 100 กรัม แล้วใช้น้ำอุ่นคั่นเอาน้ำกะทิออกมาให้ได้ 1 ¼ ถ้วย
    – นำดอกโสนที่เด็ดออกจากก้านเรียบร้อยแล้ว มาหั่นให้เล็กลง เทลงอ่างผสม แล้วนำแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาล กะทิ มาเทแล้วคนเข้าด้วยกันจนน้ำตาลละลายดี
    – เมื่อส่วนผสมเข้าที่แล้ว ให้เทใส่ถาดขนาด 8×8 นิ้ว แล้วโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดที่เหลือที่เราแบ่งไว้ นำไปนึ่งในซึ้งที่มีน้ำเดือดๆ ประมาณ 25 นาที
    – เมื่อขนมสุก ให้ตัดแบ่งเป็นชิ้น ตามต้องการ

    สูตรวิธีการทำขนมดอกโสน สูตรที่ 4

    ส่วนผสมขนมดอกโสน

    – ดอกโสน 500 กรัม
    – แป้งข้าวเจ้า 500 กรัม
    – มะพร้าวขูด 500 กรัม
    – เกลือ 1 ช้อนชา
    – น้ำเปล่า ½ ถ้วย
    – น้ำตาลปี๊บ หรือ น้ำตาลทราย

    วิธีการทำขนมดอกโสน

    – นำดอกโสนมาเด็ดก้านออก ล้างน้ำให้สะอาด แล้วผึ่งให้แห้ง ควรล้างอย่างเบามือ เพราะดอกโสนช้ำง่าย
    – นำน้ำเปล่า มาผสมกับเกลือ แล้วคนให้เกลือละลาย จากนั้นนำน้ำเกลือไปพรมให้ทั่วดอกโสน ไม่ต้องให้เปียกมาก
    – แล้วนำแป้งข้าวเจ้าโรยลงบนดอกโสน ที่ละน้อย ค่อยๆ ใช้มือเคล้าให้ทั่ว จนกว่าแป้งจะหมด
    – ใส่มะพร้าวขูดลงบนดอกโสน แล้วเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง สามารถชิมได้ว่าแป้งมีรสเค็มๆ แล้วหรือยัง ถ้ายังให้เติมเกลือป่นได้เล็กน้อย
    – เอาน้ำใส่ซึ้ง แล้วนำผ้าขาวบางปูลงในซึ้ง เมื่อน้ำเดือด ให้เทขนมดอกโสนของเราลงไป ไม่ต้องกดขนม ให้ดูโปร่งๆ หลวมๆ ขนมจะได้ไม่ติดกันเป็นก้อน จากนั้นปิดฝานึ่งในไฟปานกลางนานประมาณ 30 นาที
    – เมื่อขนมสุก ทานต้องร้อนๆ แป้งจะนิ่มรวนอร่อย ก่อนทานให้ตัดใส่จานแล้วโรยด้วยน้ำตาลทราย หรือจะใส่น้ำตาลปี๊บก็ได้ แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน

    สูตรวิธีการทำขนมดอกโสน สูตรที่ 5

    ส่วนผสมขนมดอกโสน

    – ดอกโสน 2 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
    – น้ำลอยดอกมะลิ ½ ถ้วยตวง
    – มะพร้าวทึนทึกขูดเส้น 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น ½ ช้อนชา
    – ใบเตย 2-3 ใบ

    วิธีการทำขนมดอกโสน

    – เด็ดดอกโสนเอาแต่ดอก แล้วล้างให้สะอาด สะเด็ดน้ำผึ่งไว้ให้แห้ง
    – นำดอกโสนที่สะเด็ดน้ำแล้ว ใส่ลงในอ่างผสม เติมเกลือ แป้งข้าวเจ้า ลงไป ใช้มือคลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยระหว่างคลุกให้พรมน้ำลอยดอกมะลิไปที่ละน้อย ดูให้แป้งติดกับดอกโสน ถือว่าใช้ได้
    – นำซึ้งใส่น้ำขึ้นตั้งไฟให้เดือด แล้วนำผ้าขาวบางไปปูปิดรูให้ลังซึ้ง แล้ววางใบเตยลงบนผ้าขาวบาง ดูใบเตยกระจายตัวให้ทั่ว แล้วนำดอกโสนที่เราคลุกไว้แล้วเทลงทับใบเตย
    – นึ่งในน้ำเดือดประมาณ 20-30 นาที เมื่อสุกให้ตักใส่จาน แล้วโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด น้ำตายทราย เสิร์ฟได้เลยครับ

    การขายขนมดอกโสน

  • สูตรวิธีทำขนมกรอก พร้อมคำแนะนำในการขายขนมกรอก

    สูตรวิธีการทำขนมกรอก สูตรที่ 1

    ส่วนผสมแป้งขนมกรอก

    – แป้งเอนกประสงค์ 250 กรัม
    – หัวกะทิ 70-80 กรัม
    – ไข่ไก่ฟองเล็ก 1 ฟอง
    – น้ำปูนใส 2 ช้อนชา
    – น้ำมัน 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ 1/4 ช้อนชา

    ส่วนผสมน้ำตาลเคลือบขนมกรอก

    – น้ำตาลปี๊บ 150 กรัม
    – รากผักชีโขลก 3-5 ราก
    – พริกไทยเม็ดโขลก 3-4 ช้อนชา
    – น้ำ 3 ช้อนโต๊ะ
    – แบะแซ 30 กรัม
    – น้ำปลา 1+1/2 – 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำขนมกรอก

    – นำแป้งมาร่อนเตรียมเอาไว้
    – ตีไข่ให้ฟูโดยใช้ซ้อมหรือที่ตีไข่ก็ได้
    – นำเกลือ น้ำมันพืช กะทิ น้ำปูนใสลงไปแล้วผสมเข้าด้วย จากนั้นเทแป้งที่ร่อนเอาไว้ลงไป นวดทั้งหมดรวมให้เท่ากันระยะเวลาพอประมาณ ไม่ควรนวดนานเกินไป
    – นำแป้งมารีด ไม่ต้องพักแป้งทิ้งไว้ จากนั้นระหว่างรอมาตั้งกระทะใส่น้ำมัน ปรับไฟปานกลาง รีดแป้งให้บางที่สุดเพื่อจะได้กรอบเวลานำมาทอด
    – ตั้งน้ำมันจนร้อนจัด นำแป้งลงไปทอดจนเหลืองกรอบ ตรวจสอบด้วยการหักดูแป้งว่าเหลือทั้งสองด้านไหม เมื่อทอดเสร็จแล้วพักแป้งที่ทอดไว้
    – ระหว่างรอให้เตรียมน้ำตาลเคลือบ โดยการผสมน้ำ น้ำตาลปี้บ แบะแซ พริกไทยป่นและรากผักชีป่น ลงทั้งหมดไปในกระทะตั้งไฟอ่อน ไม่ต้องคนบ่อยมากนัก เพราะจะทำให้น้ำตาลตกผลึก จากนั้นรอจนฟองเดือดละเอียดและน้ำตาลใส
    – นำแป้งทอดลงไปคลุกรวมกับน้ำตาลที่ตั้งไฟอยู่ ค่อยๆคลุกเพื่อแป้งจะได้ไม่แตก
    – ปิดไฟ แล้วเทใส่ถาดทิ้งไว้ให้เย็น เพื่อให้กรอบและขึ้นเงาสวย จากนั้นใส่ภาชนะเก็บไว้ทานได้หลายวัน
    – สูตรนี้สามารถทำได้ 2 กล่องใหญ่ๆ

    สูตรวิธีการทำขนมกรอก สูตรที่ 2

    ส่วนผสมตัวแป้งขนมกรอก

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ (ว่าว) 2 1/2 ถ้วย + 1 ช้อนโต๊ะ
    – แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วย +1 ช้อนโต๊ะ
    – ไข่ไก่ตีพอเข้ากัน 1/2 ฟอง
    – น้ำปูนใส 1/4 ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำ 1/4 ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันพืช 6 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมน้ำตาลสำหรับคลุกขนมกรอก

    – รากผักชีหั่น 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – กระเทียมแกะเปลือก 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – พริกไทเม็ด 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ(สำหรับผัดส่วนผสม)
    – น้ำปลา 3-4 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลมะพร้าว (น้ำตาลปี๊บอย่างดี) 1 1/2 ถ้วย หรือจะใส่ 2 ถ้วยก็ได้ถ้าชอบหวานๆ

    วิธีการทำขนมกรอก

    – ร่อนแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน จากนั้นใส่ส่วนผสมตัวแป้งเข้าด้วยกันทั้งหมด แล้วค่อยๆนวด นวดให้เนียนพอประมาณ อย่านานเกินไป จะทำให้แป้งเหนียวได้ ถ้าส่วนผสมเหลวก็สามารถเติมแป้งลงไปได้เพื่อแก้ปัญหา
    – ตัดแบ่งเป็นก้อนเท่าๆ กันแล้วคลึงให้บางๆ ทำจนหมดแป้ง ทำรูปร่างลักษณะตามใจชอบ
    – ตั้งกระทะไฟขนาดกลางจนกระทะเดือด สามารถทดสอบได้โดยการใส่ขนมลงไปทอด 1 ชิ้น ถ้าขนมลอยฟูทันทีแสดงว่าน้ำมันร้อนใช้ได้เหมาะสำหรับทอดแล้ว นำขนมที่เหลือลงทอดจนเหลืองทั่ว อย่าให้สุกจนเกินไป ให้เหลืองพอดี ลองหักขนมดูสักชิ้นว่าเหลือทั้งในและนอกไหม เมื่อเสร็จแล้วตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน
    – ระหว่างสะเด็ดน้ำมัน นั้น ตั้งกระทะเตาไฟอ่อน นำน้ำตาลสำหรับคลุกโดยโขลกรากผักชี กระเทียม พริกไท ผัดจนมีกลิ่นหอม ใส่น้ำปลา น้ำตาล เคี่ยวให้เป็นยางนิดๆ แล้วจะใส่แบะแซก็ได้ แบะแซจะทำให้ขนมวาว น่ากิน จากนั้นนำขนมที่พักทิ้งไว้มาผัดรวมกับน้ำตาลที่คลุก อย่าคนน้ำตาลบ่อยจะทำให้น้ำตาลตกผลึก ค่อยๆผัดขนม เบาๆไม่ให้แตก จากนั้นเมื่อคลุกโดยรอบ นำขนมขึ้นตั้งให้กรอบ พร้อมรับประทาน

  • สูตรวิธีทำขนมบุหงาบุดะ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมบุหงาบุดะ

    ขนมบุหงาบุดะ

     

    สูตรวิธีการทำขนมบุหงาบุดะ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมบุหงาบุดะ

    ส่วนผสมไส้ขนม สำหรับทำขนมบุหงาบุดะ

    – มะพร้าวขูดขาว 2 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทรายขาว 1 กิโลกรัมครึ่ง
    – ใบเตยหรือสีผสมอาหาร
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำสะอาด 1 ถ้วย

    ส่วนผสมของแป้ง สำหรับทำขนมบุหงาบุดะ

    – แป้งข้าวเหนียว 2 กิโลกรัม
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา
    – น้ำสะอาด 2 ถ้วย

    วิธีการทำขนมบุหงาบุดะ

    วิธีการทำไส้ขนมบุหงาบุดะ

    – ขูดมะพร้าวขาวให้สะอาด
    – นำเนื้อมะพร้าวขูดขาวมาผสมเข้ากับน้ำตาลทรายขาวให้เป็นเนื้อเดียว
    – หลังจากนั้นตามด้วยสีผสมอาหารหรือสีที่ได้จากธรรมชาติใส่ลงไป เช่นจากดอกอัญชัน และใบเตย เพื่อเพิ่มความโดดเด่นของสีให้ดูจัดจ้านสวยงาม น่ารับประทาน และเติมเกลือลงไปซักเล็กน้อย
    – จากนั้นให้นำใบเตยหอมใส่ลงในหม้อตามด้วยน้ำสะอาดแร้วตั้งไฟเดือดพอปานกลาง น้ำเริ่มเดือดให้นำเนื้อมะพร้าวใส่ลงไปในหม้อแล้วเคี่ยวจนเนื้อมะพร้าวและส่วนผสมทั้งหมดแห้งสนิทก็สามารถนำไปใช้ได้

    วิธีการทำแป้งขนมบุหงาบุดะ

    – นำแป้งข้าวเหนียวมาผสมกับน้ำเปล่าแล้วใส่เกลือซักเล็กน้อย คลุกเคล้าให้แป้งข้าวเหนียวกับน้ำเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
    – แล้วนำกระทะมาตั้งไฟปานกลาง พอกระทะเริ่มรู้สึกว่าร้อนได้ที่ ให้นำแป้งข้าวเหนียวที่ผสมเสร็จมาร่อน ค่อยๆร่อนลงในกระทะ ทำให้แป้งกลายเป็นลักษณะแผ่นๆ
    – จากนั้นนำไส้ขนมที่ทำเตรียมไว้ไปใส่รวมผสมกัน แล้วจึงนำมาพับให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายๆกับหมอน
    – พักขนมที่ทำเสร็จแล้วไว้สักครู่ จากนั้นตั้งทิ้งไว้บนกระทะสักพัก เพื่อให้ขนมนั้นแข็งตัว
    – เมื่อขนมแข็งตัวพอดีแล้ว จึงนำขนมเข้าไปเก็บในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด พยายามระวังอย่าให้ขนมโดนลม

    สูตรวิธีการทำขนมบุหงาบุดะ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมการทำขนมบุหงาบุดะ

    – มะพร้าวแก่ 1 กิโลกรัม
    – แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม
    – ดอกอัญชันและใบเตย หรือใช้สีผสมอาหาร
    – เกลือ 1 ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 700 กรัม

    อุปกรณ์การทำขนมบุหงาบุดะ

    – กระทะเหมือนกระทะโรตี
    – ตะแกรง
    – กะละมัง
    – เตาแก๊ส
    – กระปุกเก็บขนม

    วิธีการทำขนมบุหงาบุดะ

    วิธีการทำไส้ขนมบุหงาบุดะ

    – นำมะพร้าวแก่มาขูดให้มีลักษณะฝอย
    – ดอกอัญชัน กับใบเตย มาคั่นเพื่อเอาน้ำสีใส่ในไส้
    – มะพร้าวมาแช่รวมในน้ำสี จากนั้นจึงนำไปตากกลางแดดทิ้งไว้ให้มันแห้ง
    – ตั้งกระทะไฟอ่อน ใส่มะพร้าวที่ตากแดดกับน้ำตาลทราย เคี้ยวให้เข้ากันจนแห้ง
    – นำไปตากแดดทิ้งไว้ประมาณครึ่งวัน หรือ 3-4 ชั่วโมง

    วิธีการทำแป้งขนมบุหงาบุดะ

    – เริ่มจากนำแป้งข้าวเหนียวมาคั่วในกระทะประมาณ 10-15 นาที ตั้งไฟอ่อน
    – จากนั้นนำแป้งข้าวเหนียวมาพรมน้ำเกลือใส่ให้พอประมาณ ระวังอย่าให้เปียกชุ่มจนเกินไป
    – เตรียมนำกระทะมาขึ้นเตาตั้งไฟอ่อนๆ
    – จากนั้นนำตะแกรงมาใส่แป้งประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วค่อยๆ โรยบนกระทะบางๆ พอประมาณ แป้งจะจับรวมตัวกันเป็นลักษณะแผ่น หลังจากนั้นแล้วจึงใส่ไส้ลงไปในกระทะ
    – พับแป้งขนมให้เป็นลักษณะมุมสี่เหลี่ยม ขณะที่ยังร้อนอยู่ ยกลงจากกระทะ สามารถนำมารับประทานได้ทันที

    สูตรวิธีการทำขนมบุหงาบุดะ สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมบุหงาบุดะ

    – มะพร้าวแก่ 1.5 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – แป้งข้าวเหนียว 1.5 กิโลกรัม
    – เกลือ 1 ช้อนชา
    – ใบเตยหรือดอกอัญชัน หรืออาจจะใช้สีผสมอาหารโทนอ่อนก็ได้

    วิธีการทำขนมบุหงาบุดะ

    วิธีการทำไส้ขนมบุหงาบุดะ

    – ขูดมะพร้าว ขาวและล้างให้สะอาด
    – จากนั้นนำเนื้อมะพร้าวมาผสมรวมเข้ากับน้ำตาลทรายขาว และตามด้วยใส่สีผสมอาหารหรือสีที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น ดอกอัญชันและใบเตย เพื่อเพิ่มความโดดเด่นน่ารับประทานของสีใส้ขนม เติมเกลือใส่ลงไปเล็กน้อย
    – ขั้นตอนต่อไปนำใบเตยหอมไปต้มบนเตา ตั้งไฟกลางๆและเอาน้ำมาผสมรวมเข้าด้วยกัน กวนจนเนื้อมะพร้าวและส่วนผสมทั้งหมดแห้งสนิทก็เป็นอันใช้ได้

    วิธีการทำแป้งขนมบุหงาบุดะ

    – นำแป้งข้าวเหนียวมาผสมรวมกับน้ำเปล่า ใส่เกลือลงไปซักเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากันจนแป้งได้ที่
    – จากนั้นนำกระทะขึ้นตั้งไฟให้ร้อนโดยใช้ไฟปานกลาง นำแป้งที่ผสมเตรียมไว้ไปร่อนลงในกระทะ จนแป้งกลายเป็นแผ่น
    – แล้วนำไส้ที่เตรียมไว้ไปใส่รวมในกระทะ จากนั้นพับเป็นสี่เหลี่ยมรูปทรงคล้ายกับหมอน
    – นำขนมที่ทำเสร็จแล้วมาพักไว้ ตั้งทิ้งไว้บนกระทะสักพัก เพื่อให้ขนมนั้นแข็งตัว
    – เมื่อขนมนั้นแข็งตัวแล้วจึงนำไปเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดระวังอย่าให้โดนลม แล้วจึงนำมาบรรจุลงในบรรจุภัณฑ์ เพื่อวางจำหน่ายหรือรับประทาน

    การขายขนมบุหงาบุดะ

  • สูตรวิธีทำบานอฟฟี่ พร้อมคำแนะนำในการขายบานอฟฟี่

     

    สำหรับท่านที่ชื่นชอบความอร่อยของบานอฟฟี่ ต้องไม่พลาดบทความนี้ เพราะผมจะมาบอกวิธีทำบานอฟฟี่ที่สุดแสนจะอร่อย ว่ามีวิธีการทำอย่างไร และสำหรับท่านที่เปิดร้านขายเค้กอยู่ ถ้าจะนำบานอฟฟี่ไปเป็นหนึ่งในเมนูอร่อยของร้าน ก็คงจะดีไม่น้อยนะครับ เอาหล่ะครับ ก่อนอื่นผมก็จะขอบอกประวัติความเป็นมาของบานอฟฟี่อย่างคร่าวๆ นะครับ

    บานอฟฟี่ มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Banoffee โดยเป็นการรวมคำมาจากคำว่า Banana ที่แปลว่า กล้วย และ Toffee ที่แปลว่า ทอฟฟี่ หรือคาราเมล มารวมคำกันเป็น Banoffee ซึ่งบานอฟฟี่เป็นขนมหวานของประเทศอังกฤษ ที่ผสมผสานกล้วย และทอฟฟี่ เข้าด้วยกัน และวางอยู่บนชั้นของแป้งพายกรุบกรอบแต่งหน้าด้วยครีมสด ให้รสสัมผัสที่หอมละมุนด้วยกลิ่นของกล้วยและคาราเมล ทำให้หลายๆ ท่านเมื่อได้ทานก็ติดใจ

    ซึงผู้ที่คิดค้นบานอฟฟี่ขึ้นมา นี่ก็คือ คือ คุณนิเกล แม็กเคนซี และ คุณเอียน ดาวดิง ซึ่งพวกเขาเป็นเจ้าของร้านและพ่อครัวในร้านอาหารเดอะฮังกรีมังก์ ในเมืองเจวิงตัน อีสต์ซัสเซกซ์ โดยพวกเขาระบุว่าเขาได้คิดค้นพายนี้ขึ้นมาในปี พ.ศ. 2514 โดยแก้ไขสูตรมาจาก “พายบลัมส์คอฟฟี่ทอฟฟี่” ซึ่งเป็นพายอเมริกัน โดยใส่ทอฟฟี่เหลวกับนมข้นหวาน หลังจากได้มีการเปลี่ยนส่วนผสมจากแอปเปิ้ล หรือส้มแมนดาริน แม็กเคนซีได้ใช้กล้วยแทน และตั้งชื่อว่า “บานอฟฟี่” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    บานอฟฟี่นั้นมีหลายรูปแบบ สามารถทำใส่ในถ้วย หรือจะทำเป็นปอนด์ที่เรียกว่า บานอฟฟี่ พาย ก็ได้เช่นกัน ส่วนประกอบหลักๆ คือ ฐานของขนมที่ทำจากแครกเกอร์ บิสกิต หรือคุกกี้ บดละเอียด ทอฟฟี่คาราเมล กล้วยหอม และตกแต่งหน้าด้วยวิปปิ้งครีม บีบเป็นรูปทรงต่างๆ คาราเมลที่ใช้ในบานอฟฟี่มีวิธีทำหลากหลายสูตร เช่น คาราเมลสำเร็จรูป หรือคาราเมลแบบที่ทำจากน้ำตาล เนย นมข้นหวาน นำมาเคี่ยว หรือคาราเมลแบบที่นำนมข้นหวานต้มจนเป็นสีน้ำตาล วิธีการคือ ตั้งน้ำที่ไฟปานกลางและนำกระป๋องนมข้นลงไปต้มทั้งกระป๋องโดยไม่ต้องเปิดฝา ต้มประมาณ 2 ชั่วโมง (หากต้องการให้คาราเมลมีสีน้ำตาลเข้มมากก็ให้ต้มนานขึ้น) ซึ่งการทำทอฟฟี่คาราเมลวิธีนี้ใช้เวลาค่อนข้างนาน หลายๆสูตรจึงนิยมทำคาราเมลโดยใช้น้ำตาลทรายผสมกับนมข้นหวานแทน

    ส่วนฐานบานอฟฟี่อาจเลือกใช้ไดเจสทีฟบิสกิต คุกกี้เนย คุกกี้ช็อกโกแลต หรือแครกเกอร์รสที่ชอบ ก่อนทำ บดให้ละเอียดคลุกเคล้ากับเนยละลายให้เข้ากันแล้วกรุลงพิมพ์ และที่สำคัญคือต้องแช่ตู้เย็นช่องธรรมดาให้ฐานเซ็ทตัวอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนนำมาใช้ในขั้นตอนต่อไป ส่วนขั้นตอนการทำคาราเมลแบบที่ใช้น้ำตาล เมื่อต้มน้ำตาลด้วยไฟกลาง (ใช้หม้อที่ทนความร้อน) จนน้ำตาลละลายเป็นสีอำพันตามต้องการแล้ว ใส่วิปปิ้งครีมอุ่นลงไป เพื่อไม่ให้คาราเมลกระเด็น และตามด้วยใส่ส่วนผสมที่เหลือ เช่น นมข้นหวาน เนย หรือเกลือ

    สูตรวิธีการทำบานอฟฟี่พาย

    ส่วนผสมฐานพาย

    – โอริโอ้คุกกี้บดละเอียด 150 กรัม
    – เนยจืดละลาย 75 กรัม

    ส่วนผสมตัวพาย

    – น้ำตาลทราย 150 กรัม
    – น้ำเปล่า 1 ช้อนชา
    – วิปปิ้งครีมส่วนที่หนึ่ง 1 ถ้วยตวง
    – ช็อกโกแลต 50 กรัม
    – กล้วยหอม 4 ลูก
    – วิปปิ้งครีมส่วนที่สอง 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำ

    – บดโอริโอ้ให้ละเอียด และละลายเนยที่เตรียมไว้นะครับ
    – นำโอริโอ้บดผสมกับเนยละลายให้เข้ากัน นำไปกรุเป็นฐานพิมพ์ แช่ช่องแข็งรอไว้ 30 นาที
    – ขั้นตอนต่อไปมาทำตัวพายกันนะครับโดยเริ่มจากการทำคาราเมลก่อนนะครับ นำวิปครีมส่วนที่ 1 ไปตั้งอุ่นในไมโครเวฟพักไว้
    – น้ำตาลทรายและน้ำเปล่าเทลงในหม้อผสมให้เข้ากันแล้วนำไปตังไฟ ใช้ไฟอ่อนนะครับหมุนวนหม้อไปเรื่อยๆจนน้ำตาลละลายและสีเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง นะครับแล้วนำวิปปิ้งครีมที่เราอุ่นไว้เทใส่ลงไป ยังใช้ไฟเบาเหมือนเดิมนะครับใช้ตะกร้อมือคนๆ ตลอดเวลา อย่าหยุดคนนะครับเดี๋ยวไหม้ ไม่เป็นคาราเมลกันพอดี เมื่อผสมเขากันดีแล้ว พักไว้ก่อนนะครับ
    – นำช็อกโกแลตไปละลายแล้วนำมาทาตรงฐานพิมพ์ที่เตรียมไว้นะครับทาให้ทั่วเลย
    – นำกล้วยหอมที่เตรียมไว้วางเรียงให้เต็มพิมพ์ แล้วราดทับด้วยคาราเมล
    – ตีวิปครีมส่วนที่เหลือราดทับลงบนกล้วยแล้วนำเข้าแช่ตู้เย็น 21 ชั่วโมงนะครับแล้วนำออกจากพิมพ์ ก่อนเสิร์ฟโรยด้วยผงโกโก้หนาๆนะครับ ตัดเสิร์ฟคู่กับช็อกโกแลตซอส หรือ รับประทานเดี่ยวๆเลยก็ได้ครับ

    สูตรวิธีการทำบานอฟฟี่เนยถั่ว

    ส่วนผสมฐานคุกกี้

    – บิสกิต 1 ถ้วย
    – เนยละลาย 1/2 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1+1/2 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมคาราเมลเนยถั่ว

    – เนยละลาย 1/2 ถ้วย
    – น้ำตาลทรายแดง 1/2 ถ้วย
    – กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา
    – นมข้นหวาน 150 มิลลิลิตร
    – เนยถั่ว 1/2 ถ้วยตวง

    ส่วนผสมท็อปปิ้ง

    – วิปปิ้งครีม 1 ถ้วยตวง
    – กล้วยหอม 5 ลูก
    – ผงโกโก้

    วิธีการทำ

    – ก่อนอื่นเตรียมถ้วยที่เราจะใส่บานอฟฟี่ไว้ก่อนนะครับ
    – บดบิสกิตให้ละเอียด เติมเนยละลายและน้ำตาลทรายลงไป คนผสมให้เข้ากัน นำไปอุ่นในไมโครเวฟให้มีกลิ่นหอมๆก่อนนะครับแล้วนะมาตักใส่ลงในถ้วยแก้วอัดให้แน่นประมาณ 1/4 แก้ว จากนั้นนำไปแช่เย็น เตรียมไว้
    – ทำคาราเมลเนยถั่วโดยใช้หม้อหู เพื่อง่ายต้อการคนนะครับ ใส่น้ำตาลทรายลงไป เนยละลาย และกลิ่นวานิลลา คนให้เข้ากัน นำขึ้นตั้งไฟใช้ไฟอ่อนนะครับ ใช้วิธียกหม้อหมุนไปเรื่อยๆคนทุกอย่างเข้ากันดีและเริ่มเดือดปุดๆ
    – เติมนมข้นหวานลงไปขั้นตอนนี้ต้องใช้ตะกร้อมือช่วยแล้วครับ คนส่วนผสมตลอดเวลาจนส่วนผสมเหนียวเป็นคาราเมล ใส่เนยถั่วตามลงไปคนเร็วๆแล้วยกลงครับ
    – ตักใส่ลงในแก้วคุกกี้ที่เตรียมไว้นะครับ จากนั้นนำไปแช่เย็นประมาณ 2 ชั่วโมง
    – ครบเวลาหั่นกล้วยหอมใส่ลงในแก้วบานอฟฟี่
    – ตีวิปครีมที่เตรียมไว้จนตั้งยอดแข็งใส่ปิดทับด้านบน
    – โรยผงโกโก้อีกชั้นเป็นอันเสร็จ พร้อมยกเสิร์ฟได้ครับ

    สูตรวิธีการทำบานอฟฟี่ทาร์ต

    ส่วนผสมแป้งทาร์ต

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 230 กรัม
    – เนยสดชนิดเค็ม หั่นเป็นชิ้นเล็ก 100 กรัม
    – ไข่ไก่ 1 ฟอง
    – น้ำเย็นจัด 1-2 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมทอฟฟี่ซอส

    – น้ำตาลทราย 300 กรัม
    – น้ำเปล่า 60 กรัม
    – วิปครีมชนิดจืด 250 กรัม
    – เนยสดชนิดเค็ม 50 กรัม

    ส่วนผสมครีมทอฟฟี่

    – วิปครีมชนิดจืด 500 กรัม
    – ทอฟฟี่ซอส ½ ถ้วยตวง
    – เจลาตินชนิดแผ่น 1 แผ่น
    – กล้วยหอมสุกหั่นแว่นบาง 5 ลูก

    วิธีการทำ

    – นำแป้งสีอเนกประสงค์เทลงชามผสม ใน่เนยเย็นตามลงไปใช้ที่ตัแป้วสับเนยจนเป็น
    ก้อนเล็กๆ จนส่วนผสมเข้ากันดี เติมไข่ไก่ เติมน้ำเย็นลงผสมตามลำดับ เคล้าพอแป้งจับตัวเป็นก้อน อย่านวดนะครนับเดี๋ยวแป้งจะหนืดไป เสร็จแล้วนำไปแช่ในตู้เย็นพักไว้ประมาณ 5-10 นาที
    – ครบเวลาเอาแป้งออกมารีดให้เป็นแผ่น บางประมาณ 0.3 เซนติเมตร ตัดแป้งให้พอดี
    กับพิมที่จะกรุ
    – กรุแป้งลงพิมพ์ ใช้ส้อมเจาะบริเวณก้นพิมพ์เพื่อให้แป้งสุกแบบไม่พอง นำถุงที่ทับพิมพ์(เอาไว้ทับเวลาอบแป้งทาร์ต มีขายตามตลาด หรือทำเองโดยการเอาเมล็ดถั่ง ห่อด้วยฟอยด์ขนาดเท่าพิมที่จะใช้) วางทับลงบนแป้งทาร์ตนำเข้าอบที่อุณหภูมิ 175องศาเซลเซียส ประมาณ 15-20 นาที ครบเวลาเอาออกพักไว้ครับ
    – โดยผสมน้ำตาลทราย และน้ำเปล่าเข้าด้วยกัน ตั้งไฟอ่อนคนไปเรื่อยๆนะครับ ใจเย็นๆ จนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทอง เติมวิปครีมและเนยสด คนพอเข้ากันดี พักไว้จนเย็น เท่านี้ก็จะได้ทอฟฟี่ซอสแล้วครับ
    – ต่อมามาทำครีมทอฟฟี่ โดยแช่เจลาตินในน้ำเย็นจัดจนแผ่นมีลักษณะอ่อนนิ่ม นำอุ่นด้วยไมโครเวฟ 10 วินาที ให้ละลายพักไว้
    – ตีวิปครีมด้วยหัวตีตะกร้อโดยใช้ความเร็วสูงสุดจนตั้งยอดแข็ง เติมทอฟฟี่ซอสและเจ
    ลาตินละลายลงผสมคนพอเข้ากัน
    – ขั้นตอนสุดท้ายนำทอฟฟี่ครีมใส่ในแป้งทาร์ตที่อบสุก วางกล้วยหอมหั่นลงไปแล้วราด
    ด้วยทอฟฟี่ซอสที่เหลือ นำเข้าแช่ในตู้เย็น 10 นทก่อนยกเสิร์ฟครับ

    เคล็ดลับในการทำบาน๊อฟฟี่

    – การทำคาราเมลควรใส่น้ำตาลให้กระจายทั่วก้นหม้อ ระหว่างเคี่ยวไม่ควรคน เพราะน้ำตาลจะตกผลึก ถ้ากลัวไหม้ให้ใช้วิธีเขย่าหม้อเบาๆ
    – ข้อควรระวังในการทำคาราเมลคือ ไม่ควรใส่ของเหลวที่เย็น ลงในคาราเมลร้อนๆ เพราะจะทำให้คาราเมลกระเด็น และเป็นอันตรายได้ เพราะเหตุนี้เราจึงต้องนำวิปปิ้งครีมตั้งไฟให้พออุ่น ก่อนที่จะใส่ลงในคาราเมล
    – ควรเลือกใช้กล้วยหอมสุก เพราะรสชาติจะหวานกว่ากล้วยหอมที่ยังไม่สุก

    การขายบานอฟฟี่

    บานอฟฟี่นั้นก็เรียกได้ว่าเป็นของหวานที่กำลังมาแรงเลยทีเดียว ถ้าเราเปิดร้านเค้กอยู่ ถ้าจะใส่เมนูนี้เพิ่มเข้าไปในเมนูเค้กในร้านเรา ก็จะเพิ่มความหลากหลายของเมนูให้มากขึ้น หรือเราจะเปิดเป็นร้านที่ขายเฉพาะบานอฟฟี่อย่างเดียวเลยก็ได้ แล้วก็คิดค้นบานอฟฟี่ไว้หลายๆ เมนู อย่างเช่น บานอฟฟี่พาย คาราเมล, บานอฟฟี่พาย สูตรกล้วยหอม, บานอฟฟี่เนยถั่ว ,บานอฟฟี่ทาร์ต, บานอฟฟี่พายถ้วยจิ๋ว และอื่นๆ ตามแต่จะคิดค้นขึ้นมาได้ เป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ บวกกับประสบการณ์การทำบานอฟฟี่ ก็จะได้บานอฟฟี่แบบแปลกๆ ใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ หรือจะศึกษาจากตำราบานอฟฟี่ของต่างประเทศว่าเค้ามีการครีเอททำบานอฟฟี่แบบไหนบ้าง แล้วเราก็เอาปรับใช้ในร้านของเรา ร้านของเราก็เต็มไปด้วยบานอฟฟี่เมนูหลากหลาย บวกกับการหาทำเลเยี่ยมๆ สักที่ และความรู้ในการทำธุรกิจ เท่านี้ก็เปิดร้านขายบานอฟฟี่ได้แล้วครับ

    การทำธุรกิจทุกอย่างต้องใช้ระยะเวลา และความอุตสาหะ ท่านที่ต้องการเปิดร้านขายบานอฟฟี่ นอกจากจะต้องมีฝีมือในการทำบานอฟฟี่แล้ว ควรจะศึกษาเรื่องธุรกิจเอาไว้ให้มากๆ เพราะบางท่านเก่งทำอาหาร แต่ไม่เก่งทำธุรกิจ ทำให้ทำธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จ บางท่านเก่งธุรกิจ แต่ไม่เก่งทำอาหาร ถึงจุดนี้ถ้าเราต้องการเป็นเจ้าของร้านบานอฟฟี่ เราก็ต้องเก่งทั้งทำอาหาร เก่งทั้งธุรกิจ การทำธุรกิจจึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ ผมก็ขออวยพรให้ขายบานอฟฟี่จนร่ำรวยกันทุกท่านครับ

  • สูตรวิธีทำเครปเค้ก พร้อมคำแนะนำในการขายเครปเค้ก

     

    สำหรับในบทความนี้ ก็จะเป็นเรื่องของเครปเค้ก (Crepe Cake) ว่าเครปเค้กมีทั้งหมดกี่ประเภท และเครปเค้กมีวิธีการทำอย่างไร รวมไปการการนำเครปเค้กไปเป็นหนึ่งในเมนูทำเงินของร้านเค้ก หวังว่าจะถูกใจคอเครปเค้กไม่มากก็น้อยนะครับ

    สำหรับประเภทของเครปเค้ก ก็จะแบ่งได้ออกเป็น 5 ประเภทดังนี้นะครับ

    – Crepe Cake ลองจินตนาการถึงเครปที่วางซ้อนกันถึง 20 ชั้นเพื่อให้เป็นเค้ก แล้วในระหว่างชั้นของเครปเค้ก นั้นก็สลับกับวิปปิ้งครีมที่มีความหนาเท่ากันในทุกๆ ชั้น เท่านั้นยังไม่พอยังราดด้วยซอสสตอเบอรี่ลงไปอีก ลองคิดดูว่ารสชาติจะกลมกล่อมขนาดไหน ครบครันไปด้วยความหวาน ความหอม ความมัน และเปรี้ยวนิดๆ เป็น เครป เค้ก ที่ลงตัวเลยทีเดียว ขอแนะนำว่าสถานที่ขายเครป เค้กที่อร่อยขึ้นชื่อลือชาต้องไปลองชิมกันที่ร้าน Something Sweet นวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว

    – Fresh Coconut Cake หรือเค้กมะพร้าวอ่อน ด้วยความที่ตัวเค้กเป็นเค้กที่ไม่มีความหวานจัดจ้าน สลับชั้นด้วยครีมสด แถมหน้าด้านบนสุดของตัวเค้กยังโรยด้วยมะพร้าวอ่อนขูดเป็นเส้นๆ ได้ความมันจากตัวครีมสด และก็มะพร้าวอ่อนไปเต็มๆ ร้านแนะนำสำหรับเค้กมะพร้าวอ่อนนี้ก็คือร้าน ภัค เบเกอรี่ since 1979 แถวซอยสุขุมวิท 23

    – Fruity Special Cake หรือเค้กผลไม้ที่รวบรวมผลไม้อยู่บนเค้กถึง 9 ชนิดด้วยกัน ซึ่งเค้กผลไม้นี้ประกอบไปด้วย กีวี พีช ลิ้นจี่ แคนตาลูปที่มีทั้งสีเหลืองสีเขียว องุ่น ส้ม และมะละกอ ที่ถูกจัดวางสลับกับชั้นของครีมสดเนื้อเค้กก็นุ่มลิ้น รสชาติความหวานจากผลไม้นานาชนิดผสมผสานกับตัวครีมสด ทำให้เค้กผลไม้ชิ้นนี้มีรสชาติที่ละมุนและชุ่มคอเล็กๆเป็นอย่างมาก ร้านแนะนำคือร้าน Secret Recipe ที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า

    – Strawberry Chocolate Cake เค้กรสช็อกโกแลตที่มาพร้อมกับสตอเบอรี่ผลโตวางอยู่ในตัวเค้ก รสชาติหวานๆปนขมนิดๆจากช็อกโกแลตผสานกับความหวานอมเปรี้ยวจากสตอเบอรี่ก็สุดแสนจะเข้ากันทำให้เค้กชนิดนี้เป็นที่ติดอกติดใจของสาวสาวและกลุ่มคนที่ชื่นชอบการกินเค้กเป็นอย่างมาก ร้านที่ขอแนะนำคือร้าน Vanilla Industry ที่สาขาสยามเท่านั้นนะครับ ไปสาขาอื่นอาจไม่มีเมนูนี้ให้ชิมก็ได้นะครับ

    – Soft Chocolate Cake เค้กที่มีช็อกโกแลตหน้าเนียนนุ่มลิ้น ด้วยรสชาติของช็อกโกแลตที่หวานๆปนขมนิดๆทำให้เวลาที่กินเค้กนี้แล้วรู้สึกได้ว่ากะปรี้กะเปร่าขึ้นมาเลยทีเดียว ยิ่งตอนที่กินเค้กเข้าไปแล้วสัมผัสถึงกลิ่นของเค้กช้อกโกแลตที่ส่งกลิ่นหอมขึ้นมาเกี่ยวที่จมูก ก็ทำให้เวลาได้กินเค้กชิ้นนี้แล้วมีความสุขเป็นที่สุด ร้านที่ขอแนะนำให้ต้องไปลองชิมเค้กกันก็คือที่ร้านกัลปพฤกษ์ ตรงถนนประมวลแถวสีลม

    สูตรวิธีการทำเครปเค้ก สูตรที่ 1 (เครปเค้กสตรอเบอรี่)

    ส่วนผสมแป้งเครป

    – แป้งเค้ก 200 กรัม
    – ผงฟู 1/2 ช้อนชา
    – ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 6 ฟอง
    – นมสดจืด 250 กรัม
    – วิปครีมแท้ (Daily cream) 200 กรัม
    – น้ำเปล่า 300 กรัม
    – น้ำตาลทราย 100 กรัม
    – น้ำมันพืช 80 กรัม
    – เกลือ 1/2 ช้อนชา
    – กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา

    ส่วนผสมซอสสตรอเบอรี่

    – สตรอเบอรี่ 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วยตวง

    ส่วนผสมของครีม

    – วิปครีม Non Daily 2 ถ้วยตวง
    – วิปครีมแบบ Daily 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลไอซิ่ง 4 ถ้วยตวง

    วิธีการทำ

    – เรามาเริ่มกันที่ตัวแป้งก่อนนะครับ เอาแป้งเค้ก ผงฟู เกลือ ร่อนผสมรวมกันแล้วพักไว้ (ผมเลือกใช้แป้งพัดโบกนะครับ จะได้เนื้อแป้งเครปที่เบานุ่มเลยทีเดียว)
    – ตอกไข่ 6 ใบ ใส่ในชามผสม ตามด้วยน้ำตาลทราย ตีให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือจนน้ำตาลละลายหมด
    – นำส่วนผสมของแป้งที่เราเตรียมไว้ มาแบ่งทีละครึ่ง (เพื่อให้เข้ากันได้ง่าย) เทลงในชามผสมค่อยๆ คน แบบเบาๆ นะครับ แป้งจะได้ไม่แน่น
    – เดิมนมสด วิปครีมแท้ น้ำมันพืช กลิ่นวานิลลาลงไปคนเบาๆ เช่นเคย แล้วเอาไปแช่เย็นให้แป้งเซ็ทตัวอย่างน้อย 30 นาทีนะครับ
    – ครบเวลานำแป้งที่เตรียมไว้มาร่อนในกระทะ ผมเลือกใช้กระทะเทฟล่อนขนาด 9 นิ้วนะครับ นำกระทะตั้งไฟอ่อนๆ ตักแป้งประมาณ 1.5 – 2 ช้อนโต๊ะร่อนบนกระทะ (ยิ่งไฟอ่อนจะยิ่งทำแผ่นแป้งบางๆ ได้ง่ายนะครับ) พอแป้งเริ่มร่อนจากกะทะให้เอาออกพักไว้ ใครชอบขอบกรอบๆก็ทิ้งไว้นานนิดนึงนะครับ ทำให้ได้อย่างน้อย 20แผ่นขึ้นไปกำลังสวย ทิ้งไว้ให้เย็นครับ
    – ระหว่างรอแผ่นเครปเย็นเรามาตีครีมรอดีกว่าครับ นำวิปครีมที่เตรียมไว้ทั้ง 2 ชนิด เทลงในอ่างผสม ใช้เครื่องตีเร่งความร็วสูงสุดเลยครับ ตีจนเป็นฟองเบาความเร็วลง เทน้ำตาลไอซิ่งลงไป (ลองชิมครีมที่ผสมกันก่อนนะครับว่าชอบหวานมากหรือน้อย เวลาใส่ไอซิ่งจะได้ไม่หวานเกิน) เพิ่มความเร็วเป็นสูงสุดอีกครั้ง ตีจนตั้งยอดครับ พอแผ่นเครปเย็นลง เอามาปาดกับแป้งเครป สลับกันไปมา ความหนาของครีมแล้วแต่ชอบเลยครับ (แต่ผมชอบครีมบางๆ ครับ) ได้ประมาณ 20 ชั้น หรือสูงประมาณ 3 นิ้วนี่กำลังดีครับ นำไปพักไว้ในตู้เย็น อย่างน้อย 2 ชั่วโมงนะครับ ค่อยเอาออกมาตัดเสิร์ฟ
    – ทีนี้ชั้นตอนสุดท้ายทำซอสสตรอเบอรี่กันครับ ไม่มีอะไรมากแค่นำสตรอเบอรี่ที่เตรียมไว้ปั่นให้ละเอียด ย้ำขึ้นตั้งไฟกลางค่อนไปทางอ่อน เทน้ำตาลทรายลงไป คนเร็วๆ อย่าให้ไหม้ก้นหม้อนะครับ คนจนเดือดปุดๆเป็นอันใช้ได้ครับ (ผมอยากได้ซอสสตรอเบอรี่ที่มีเนื้อข้นๆ เลยไม่ได้ใส่น้ำลงไปเลย) พักไว้ให้เย็นแค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย รอเสิร์ฟคู่กับเครปเค้กนุ่มๆ ของเราที่เตรียมไว้ครับ

    สูตรวิธีการทำเครปเค้ก สูตรที่ 2 (เครปเค้กสตรอเบอรี่)

    ส่วนผสมแป้งเครป

    – ไข่ไก่ 6 ฟอง
    – น้ำตาลทราย 80 กรัม
    – นมสด 250 กรัม
    – นมข้นจืด 200 กรัม
    – น้ำเปล่า 300 กรัม
    – แป้งเค้ก 250 กรัม
    – เกลือ 1/4 ช้อนชา
    – น้ำมันพืช 100 กรัม
    – กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

    ส่วนผสมวิปปิ้งครีม

    – วิปปิ้งครีม 4 ถ้วยตวง
    – ไอซิ่ง 5 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมซอสสตอเบอรี่

    – สตรอเบอร์รี่ 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 100 กรัม
    – น้ำมะนาวนิดหน่อย

    วิธีการทำ

    – ผสมทุกอย่างรวมกันใน mixing bowl จะใช้ whisk หรือ automatic hand mixer ในการผสมก็ได้นะครับ ตีจนกว่าส่วนผสมจะเป็นเนื้อเดียวกัน ใช่เวลาประมาณ 5-7 นาที
    – จากนั้นนำส่วนผสมแป้งที่เราได้มากรองกับกระชอน (ไม่ใช่ผ้าขาวบาง) กรองเสร็จแล้ว ก็นำไปแช่ตู้เย็นสักชั่วโมงครับ ให้แป้งเซ็ตตัว
    – คราวนี้ก็ถึงขั้นตอนที่ต้องอดทนพยายามเพื่อความสวยเนียนของแป้งเครป ก็คือการทอดแป้งครับ ขั้นตอนแรกเราต้องเตรียมกระทะเทฟล่อน ใช้ทิชชู่ หรือผ้าชุบน้ำมันเล็กน้อยเช็ดให้ทั่วกระทะ เพื่อที่เวลาเราจะร่อน มันออกมาจะได้ง่ายครับ
    – ตักแป้งประมาณหนึ่งกระบวยลงบนกระทะ แล้วร่อนวนแป้งไปรอบๆ ให้แป้งเคลือบกับกระทะ ขั้นตอนนี้ต้องใช้ไฟอ่อนๆ นะครับ เดี๋ยวแป้งมันจะสุกก่อนที่เราจะร่อนแป้งเสร็จ
    – ทิ้งไว้สักพักให้ด้านแรกสุก (อย่าให้ไหม้) แล้วจึงใช้ spatula ค่อยๆ แซะแป้งกลับด้านเพื่อทอดอีกด้านหนึ่ง
    – เมื่อสุกแล้วก็นำแป้งที่ได้พักไว้บนตะแกรงให้เย็นแล้วค่อยทำแผ่นที่ 2 ต่อไป ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าแป้งหมดครับ อาจจะใช้เวลานานหน่อย
    – สำหรับการทำวิปปิ้งครีม ให้ตีส่วนผสมทั้งสอง คือ วิปปิ้งครีม 4 ถ้วยตวง และไอซิ่ง 5 ช้อนโต๊ะ จนตั้งยอด แล้วนำไปปาดบนแป้งเครปที่เย็นแล้ว ปาดบางๆ นะครับ เพราะเรายังต้องปาดกันอีกหลายชั้น จนกระทั่งครบทั้ง 20 แผ่น
    – สำหรับการทำซอสสตอเบอรี่ ให้นำสตรอเบอร์รี่ น้ำมะนาวและน้ำตาล มารวมกันในหม้อ แล้วตั้งไฟปานกลางเคี่ยวให้สตรอเบอร์รี่เปื่อย จะมีลักษณะคล้ายแยม พักให้เย็นแล้วค่อยนำมาแต่งหน้าเค้กของเรา
    – ขั้นตอนสุดท้าย ก็คือการนำทุกอย่างมารวมกันครับ นำเค้กที่เราได้มาบีบวิปครีมรอบๆ ใครถนัดยังไงก็ละเลงกันเลยครับ แล้วก็ปิดท้ายด้วยซอสสตรอเบอร์รี่ราดไปบนหน้าเครปเค้ก ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

    สูตรวิธีการทำเครปเค้ก สูตรที่ 3 (เครปเค้กใบเตยมะพร้าวอ่อน)

    ส่วนผสมแป้งเครป

    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม
    – ไข่ไก่ (เบอร์ 2) 8 ฟอง
    – น้ำตาลทราย 150 กรัม
    – เนยเค็ม 150 กรัม
    – นมข้นจืด 150 มิลลิลิตร
    – น้ำเปล่า 200 มิลลิลิตร
    – ใบเตย 5 ใบ

    ส่วนผสมครีมมะพร้าว

    – วิปครีม 200 มิลลิลิตร
    – น้ำตาลไอซิ่ง 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมันมะพร้าว 3 ช้อนโต๊ะ
    – เนื้อมะพร้าวอ่อนหั่นชิ้นเล็ก 4 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำ

    – เรามาทำแป้งเครปกันเลยนะครับ ขั้นแรกเตรียมน้ำใบเตยก่อนนะครับ นำใบเตยล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปปั้นผสมกับน้ำเปล่าที่เตรียมไว้ คั้นให้ได้น้ำ 200 มิลลิลิตรนะครับ
    – นำน้ำใบเตยที่ได้ มาผสมกับนมข้นจืด เอาขึ้นตั้งไฟจนเดือน พักทิ้งไว้ให้อุ่นๆครับ
    – จากนั้นเอาไข่ไก่ และน้ำตาลทรายเทลงชามผสม ใช้ตะกร้อมือตีจนน้ำตาลละลายหมดนะครับ
    – นำแป้งสาลีเอนกประสงค์ร่อนใส่ในชามผสมเลยนะครับ คนเบาๆจนเข้ากันสังเกตว่าแป้งไม่เป็นเม็ด
    – เสร็จแล้วเอาน้ำนมใบเตยอุ่นมาใส่ในส่วนผสมของแป้งไข่ โดยรินใส่ลงไปทีละน้อยช้าๆนะครับอีกมือนึงก็คนไปด้วยเพราะถ้าใส่เร็วไปหรือไม่คน แป้งอาจจะสุกแล้วจับตัวเป็นก้อนครับ
    – ขั้นสุดท้ายเทเนยที่เตรียมไว้คนจนเข้ากันแล้วนำไปแช่เย็นให้แป้งเซ็ทตัวอย่างน้อย 30 นาทีนะครับ
    – ครบเวลาเอาแป้งมาร่อนในกระทะ ให้ได้อย่างน้อย 20 แผ่น พักไว้ให้เย็น
    – ทีนี้เราก็มาเตรียมครีมมะพร้าวอ่อนกัน ไม่ยากครับแค่นำส่วนผสมของ วิปครีม น้ำตาลไอซิ่งและน้ำมันมะพร้าวเทรวมกันในอ่างผสม ตีจนตั้งยอดอ่อนเสร็จแล้วเอาเนื้อมะพร้าวมาเทใส่ตีต่อไปจนตั้งยอดเกือบแข็งเลยครับ (สูตรนี้ถ้าได้เนื้อมะพร้าวที่อ่อน อ่อนมากจนเนื้อเกือบใสได้เลยยิ่งดีครับ)
    – ทีนี้เราเอาแผ่นเครปที่เตรียมไว้ มาทาด้วยครีมมะพร้าวอ่อนสลับกันไปมาจนครบ 20 ชั้น
    – นำไปแช่เย็นอย่างน้อย 2 ชั่วโมงนะครับ ค่อยเอาออกมาตัด เวลารับประทานจะทานเฉยๆ หรือจะหาครีมสังขยามาทานคู่ก็อร่อยไปอีกแบบครับ

    การขายเครปเค้ก

    ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่ามีร้านขายเครปเค้กเกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากความอร่อยหวานนุ่มละมุนของตัวเครปเค้ก ทำให้ผู้ที่ทาน เมื่อทานแล้ว ต่างก็ติดใจในรสชาติความอร่อย ร้านที่ขายเครปเค้กแต่ละร้าน ก็จะมีสูตรเด็ดเป็นของตนเอง ให้เป็นความอร่อยที่ไม่ซ้ำใคร สำหรับร้านของเราก็ควรจะทำอย่างนั้นบ้าง คิดค้นเครปเค้กสูตรเฉพาะของร้านเรา มีอยู่หนึ่งเดียว ซึ่งการคิดค้นเมนูเครปเค้ก ทางเจ้าของร้านอาจจะต้องเข้าคอร์สศึกษาการทำเครปเค้กเพิ่มเติม ให้รู้แบบทะลุปุโปร่ง หรือศึกษาจากตำราต่างประเทศ ซึ่งจะมีการครีเอทเมนูเครปเค้กไว้เยอะพอสมควร พอเป็นไอเดีย เพื่อนำมาปรับใช้การสร้างสูตรใหม่ๆ ของเรา บวกกับการหาทำเลเยี่ยมๆ สักที่ และความรู้ในการทำธุรกิจ เท่านี้ก็เปิดร้านขายเครปเค้กได้แล้วครับ

    การทำธุรกิจทุกอย่างต้องใช้ระยะเวลา และความอุตสาหะ ท่านที่ต้องการเปิดร้านขายเครปเค้ก นอกจากจะต้องมีฝีมือในการทำเครปเค้กแล้ว ควรจะศึกษาเรื่องธุรกิจเอาไว้ให้มากๆ เพราะบางท่านเก่งทำอาหาร แต่ไม่เก่งทำธุรกิจ ทำให้ทำธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จ บางท่านเก่งธุรกิจ แต่ไม่เก่งทำอาหาร ถึงจุดนี้ถ้าเราต้องการเป็นเจ้าของร้านเครปเค้ก เราก็ต้องเก่งทั้งทำอาหาร เก่งทั้งธุรกิจ การทำธุรกิจจึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ ผมก็ขออวยพรให้ทุกท่านที่เปิดร้านขายเครปเค้ก ประสบความสำเร็จร่ำรวยกันทุกท่านครับ

  • สูตรวิธีทำเค้กฝอยทอง พร้อมคำแนะนำในการขายเค้กฝอยทอง

     

    เมื่อเอ่ยถึง เค้กฝอยทอง หลายๆ ท่านที่เคยทาน ก็คงจะนึกถึงความอร่อยของเค้กฝอยทองได้เป้นอย่างดี ในบทความนี้ก็จะขอเอาใจท่านที่ชื่นชอบเค้กฝอยทอง จะเป้นวิธีการทำ และก็จะเป็นวิธีการขายเค้กฝอยทอง เชิญติดตามอ่านกันได้เลยครับ

    สูตรวิธีการทำเค้กฝอยทอง สูตรที่ 1 (ชิฟฟ่อนฝอยทอง 2 ปอนด์)

    ส่วนผสม

    – ฝอยทอง 200 กรัม
    – แป้งเค้ก 60 กรัม
    – นมผง ¾ ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ ¼ ช้อนชา
    – ผงฟู ¾ ช้อนชา
    – น้ำมันดอกทานตะวัน 30 กรัม (ใครไม่มีจะใช้น้ำมันพืชอะไรก็ได้นะครับ)
    – ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 2 ฟอง
    – นมข้นจืด 25 กรัม
    – กะทิสด 20 กรัม
    – กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
    – ครีมออฟทาทาร์ ¼ ช้อนชา
    – น้ำตาลทรายป่น 45 กรัม
    – น้ำตาลทราย 45 กรัม

    วิธีการทำ

    – วอร์มเตาที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ทั้งไฟบนไฟล่างนะครับ
    – วางถาดใส่น้ำขนาดที่พอใส่พิมพ์ 2 ปอนด์ได้ ไว้ในเตาอบตั้งแต่ตอนเริ่มเปิดเตาเลยนะครับ อุณหภูมิในเตาจะได้สม่ำเสมอ เวลาเอาเค้กใส่อบครับ ระดับน้ำเอาสูงแค่ 0.5-1 เซนติเมตรพอครับ
    – เตรียมพิมพ์ขนาด 2 ปอนด์ อย่าลืมปูรองด้วยกระดาษไขนะครับ
    – วางฝอยทองที่ยีจนแตกตัวให้ทั่วพิมพ์ กดให้แน่นเสมอกัน พักไว้ (จริงๆ หนาบางเท่าไร เอาที่เราชอบเลยนะครับ แต่ไม่ควรเกิน 0.5 เซนติเมตรนะครับ เดี๋ยวเค้กสุกยาก)
    – ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู น้ำตาลทรายป่น นมผง และเกลือ ลงในชามผสมใบใหญ่ ทำเป็นหลุมๆ คล้ายป่องภูเขาไฟ พักไว้
    – แยกไข่แดงออกจากไข่ขาว ใช้แร็ปพลาสติกใส (หรืออะไรก็ได้) ปิดไข่ขาวไว้ไม่ให้โดนลม เดี๋ยวหน้ากระด้างนะครับ
    – นำไข่แดงที่ได้ ใส่ชามผสมใบเล็ก ตามด้วยน้ำมันดอกทานตะวัน นมข้นจืด กะทิสด และกลิ่นวานิลลา คนผสมด้วยตะกร้อมือจนเข้ากันดี
    – เสร็จแล้วเทส่วนผสมไข่แดงลงในของแห้งที่เตรียมไว้ คนจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียวด้วยตะกร้อมือนะครับ แต่อย่าคนแรงมากไป เอาแค่มองไม่เห็นแป้งเป็นเม็ดๆ ก็ใช้ได้แล้วครับ ปิดฝา อย่าให้โดนลม
    – ที่นี้เรามาจัดการกับไข่ขาวที่แยกไว้ โดยเอาไข่ขาวใส่ในชามผสม ตามด้วยครีมออฟทาทาร์ ใช้เครื่องตีหัวตะกร้อตี ค่อยๆ เพิ่มสปีดความเร็วไปที่ระดับกลาง ตีจนเป็นฟองหยาบๆ
    – ค่อยๆ เทน้ำตาลทรายส่วนที่เหลือลงไปทีละครึ่ง เพิ่มสปีดความเร็วไปที่ระดับสูง ตีจนได้ครีมตั้งยอดอ่อนเกือบแข็ง ก็ลดระดับความแรงของเครื่องตีลงต่ำนะครับ เพื่อตัดฟองอากาศ เนื้อเค้กจะได้เนียนละเอียดครับ ทีนี้ก็ได้เป็นเมอแรงค์ไข่ขาวแล้ว
    – นำส่วนผสมของเมอแรงค์ไข่ขาวที่ได้ ใส่ในส่วนผสมไข่แดง ค่อยแบ่งใส่ 2-3 ครั้งก็ได้นะครับ ตะล่อมๆ อย่างเบามือครับ เนื้อเค้กจะได้ไม่แน่น พอเข้ากันเป็นเนื้อเดียวแล้วก็นำมาเทใส่พิมพ์ ที่มีฝอยทองปูรองก้นไว้ได้เลยครับ เวลาเท ให้เทต่ำนะครับ เค้กจะได้ไม่ยุบตัว
    – นำเค้กเข้าอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส โดยวางไว้ในถาดที่เราหล่อน้ำเอาไว้ครับ
    – อบนานประมาณ 20-25 นาทีนะครับ พอสังเกตว่าเค้กสุกแล้ว ยกออกจากเตาแล้วคว่ำลงบนตะแกรงทันทีเลยครับ ไม่งั้นเค้กจะยุบตัวลงไปอีก
    – พักไว้ให้เย็นนะครับ ก่อนเอาเข้าตู้เย็น ใส่กล่องหรือจะทานตอนที่เย็นแล้วก็ได้เลยนะครับ

    สูตรวิธีการทำเค้กฝอยทอง สูตรที่ 2 (เค้กฝอยทองใบเตย ครีมสด)

    ส่วนผสมตัวเค้ก

    – แป้งเค้ก 100 กรัม
    – แป้งข้าวโพด 10 กรัม
    – ผงฟู 1 ช้อนชา
    – ใบเตย 5 ใบ
    – น้ำเปล่า 30 มิลลิลิตร
    – ไข่ไก่ (เบอร์ 2) 3 ฟอง
    – น้ำตาลทราย 80 กรัม
    – สารเสริม SP 10 กรัม
    – เนยสดเค็ม ละลาย 80 กรัม
    – กะทิสด 20 กรัม
    – นมข้นจืด 20 กรัม

    ส่วนผสมครีมสดกะทิ

    – Diary Cream 1 ถ้วยตวง
    – Non Diary Cream 1 ถ้วยตวง
    – น้ำมะพร้าวอ่อน (แช่เย็น) ¼ ถ้วยตวง

    วิธีการทำ

    – ร่อนแป้งเค้ก แป้งข้าวโพด และผงฟู รวมกัน เอาไปผึ่งแดดประมาณ 30 นาที
    – วอร์มเตาอบ ไฟบไฟนล่าง ไม่เปิดพัดลมนะครับ วอร์มไว้ที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสครับ
    – เตรียมพิมพ์ขนาด 9 นิ้ว หรือ 3 ปอนด์ วางกระดาษไขรองก้นนะครับ
    – ปั่นใบเตยกับน้ำเปล่า นำมาคั้นให้ได้น้ำ 30 มิลลิลิตรนะครับ ถ้าไม่ถึง ก็ให้เดิมน้ำเพิ่มได้ครับ
    – นำน้ำใบเตยที่ได้ ใส่อ่างผสม ตามด้วยไข่ไก่ สารเสริม SP ใช้ที่ตีหัวตะกร้อตีที่สปีดกลาง ค่อยเทน้ำตาลลงทีละครึ่งส่วน ปรับความเร็วสปีดสูงสุด ตีจนเนื้อเค้กหนืดข้นนะครับ
    – ปรับสปีดความเร็วลงต่ำสุด เติมส่วนผสมแป้งลงไป แบ่งใส่ 2-3 ครั้งก็ได้นะครับ พอใส่หมด ปรับความเร็วเครื่องเป็นสปีดกลางครับ ตีนาน 1 นาที
    – เมื่อครบ 1 นาทีแล้ว เบาสปีดกลับมาที่ความเร็วต่ำสุดเช่นเดิมนะครับ นำนมข้นจืดใส่ลงไป ตามด้วยกะทิ และเนยสดละลาย นานประมาณ 1 นาที
    – ปิดเครื่องปาดอ่างครับ ใช้พายตะล่อมให้ถึงก้นอ่างนะครับ พอเข้ากันดีแล้วเทลงพิมพ์ครับ เตรียมเอาเข้าเตาอบได้เลย
    – เช็คอุณหภูมิที่ 180 องศาเซลเซียสนะครับ อบนาน 30 นาที พอเค้กสุกดีแล้ว เอาออกตากเตาอบครับ
    – รีบเอาออกจากพิมพ์ มาพักให้หายร้อนที่ตะแกรงพัก รอแต่งหน้าเค้กกันครับ
    – ทำส่วนผสมของครีม Non Diary Cream และน้ำมะพร้าวอ่อนที่แช่เย็น ตีผสมกันจนตั้งยอดแข็งแล้ว นำวิปครีมแบบ Diary Cream ค่อยเทลงไป ตีจนตั้งยอด ได้ที่แล้วนำมาปาดแต่งเค้กได้เลยครับ
    – ขั้นตอนสุดท้ายทำฝอยทองที่เตรียมไว้มาแต่งหน้าเค้กตามชอบ หรือใครจะใส่ลูกชุบ หรือขนมไทยอะไรเพิ่มก็เก๋ไปอีกนะครับ จัดใส่จาน ยกเสิร์ฟ แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วหล่ะครับ

    การบรรจุกล่องเค้กฝอยทอง

    – ให้บรรจุเค้กฝอยทองในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของเค้กฝอยทองในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากเค้กฝอยทอง

    ที่ภาชนะบรรจุเค้กฝอยทองทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น เค้กฝอยทองหอมหวาน เค้กฝอยทองแสนอร่อย
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายเค้กฝอยทอง

    ในส่วนี้ ผมก็ขอจะแนะนำการเปิดร้านเค้กฝอยทอง นั่นคือทั้งร้านจะมีแต่เค้กฝอยทองครับ มาติดตามอ่านต่อได้เลยครับ

    สำหรับการทำธุรกิจธุรกิจ ก็ต้องมีจุดเริ่มต้น เริ่มแรก เราก็ต้องถามตัวเราก่อน ว่าจะจริงจังลงทุนทำในธุรกิจนี้มั้ย เพราะคนประสบความสำเร็จก็มี คนล้มเหลวก็มี ถ้ามั่นใจว่าจะทำ ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว เราก็ต้องไปศึกษาตำราเค้กฝอยทองที่มีทั้งของไทย และต่างประเทศ ศึกษาให้ทะลุปุโปร่ง ว่าเค้ามีเมนูเค้กฝอยทอง ที่มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ในร้านเราจะมีเมนูเค้กฝอยทองชนิดใด เราจะต้องฝึกทำเค้กฝอยทองจนชำนาญ และอร่อย อาจจะเพื่อนๆ หรือญาติพี่น้องลองชิมดู ว่าทานแล้วรู้สึกอย่างไร เราจะได้มาข้อดีและข้อด้อยมาปรับปรุงสูตรของเราต่อไป

    ขั้นต่อมา ก็คือการหาทำเลแหล่งชุมชนที่มีคนพลุกพล่าน เช่น หน้าโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัย หรือไปจับจองดูพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า เมื่อได้ทำเลแล้วต่อไปก็ทำการตลาด ซึ่งการทำตลาดตอนนี้มีมากมายหลายวิธี การตลาดออนไลน์ก็น่าสนใจ ลองศึกษาดูนะครับ

    เมื่อเรามีทำเล และมีหน้าร้านแล้ว ในตอนเริ่มแรก เราอาจจะขายแค่หน้าร้านอย่างเดียว และการที่มีลูกค้าซื้อเค้กฝอยทองของเรากลับบ้าน เราก็ต้องใส่กล่องให้สวยงาม ติดชื่อแบรนด์ของเราให้เรียบร้อย

    เมื่อเราทำการตลาด จนร้านเราเริ่มมีชื่อเสียงแล้ว เราอาจจะฝากขายไปยังร้านขนมไทย หรือร้านขนมหวานที่ดังๆ มีชื่อเสียง เพื่อเป็นการกระจายรายได้ของเราเพิ่มมากขึ้น

    และสุดท้ายก็คือการขายขยายสาขา เมื่อสาขาประสบความสำเร็จแล้ว มีกำไรเหลือเฝือแล้ว การมีสาขาที่สอง สาขาที่สาม นั่นเป็นความคิดที่ดี วิธีการสร้างสาขาที่สอง ก็ให้ทำเหมือนสร้างสาขาแรก ซึ่งถ้าทำสาขาแรกประสบความสำเร็จแล้ว สาขาที่สองก็น่าจะไม่ยากจนเกินไป แต่เราต้องดูแลให้ทั่วถึง และหาลูกน้องที่ไว้ใจได้ทั้งสองสาขา เพราะเราอาจจะสลับไปๆ มาๆ ระหว่างสองสาขานี้ และแน่นอนว่าสองสาขาประสบความสำเร็จ ก็ต้องมีสาขาสาม สี่ ห้า ตามมา อยู่ที่ว่าเราจะทำไหวหรือเปล่า หรือทำแค่สาขาเดียวพอกินพออยู่พอ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเรา เจ้าของธุรกิจครับ

error: Content is protected !!