Category: ธุรกิจต่างๆ

  • วิธีการเปิดร้านขายผัดไทยให้ประสบความสำเร็จ

    การเปิดร้านขายผัดไทย

     

    “ใครๆ ก็ขายผัดไทย” ผัดไทยเป็นอาหารยอดนิยมของประเทศไทยที่ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวประเทศไทย จะต้องมาลิ้มลองชิมรสของผัดไทย เรียกได้ว่าผัดไทยมีขายกันในเกือบทุกร้านอาหารตามสั่ง เนื่องจากรสชาดอร่อยถูกปากคนไทย และราคาก็อยู่ในระดับหาทานได้ในชีวิตประจำวันไม่แพงจนเกินไป ร้านอาหารใดมีผัดไทยผมรับรองว่าถ้าทำอร่อยต้องขายได้อย่างแน่นอน หรือบางเจ้าขายอาหารตามสั่ง แต่มีคนสั่งผัดไทยบ่อย ก็เปลี่ยนร้านกลายเป็นขายผัดไทยไปอย่างเดียวเลยก็มี

    ประวัติผัดไทย

    ผัดไทยได้กลายเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้รณรงค์ให้ประชาชนหันมานิยมรับประทานก๋วยเตี๋ยว เพื่อลดการบริโภคข้าวภายในประเทศ เนื่องจากในช่วงนั้นสภาวะเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ ข้าวมีราคาแพง แต่เพราะกระแสชาตินิยมที่มองว่าก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารจีนจึงได้รังสรรค์ให้ผัดไทยเป็นอาหารไทย ทั้งนี้ผัดไทยในยุคนั้นจะไม่มีหมูเป็นส่วนประกอบ เพราะมองว่าหมูเป็นอาหารของคนจีน และเรียกเปลี่ยนชื่อก๋วยเตี๋ยวผัด เป็นก๋วยเตี๋ยวผัดไทยตามชื่อใหม่ของประเทศ ปัจจุบันเรียกกันโดยย่อเหลือเพียงแค่ผัดไทย ปัจจุบันผัดไทยได้กลายเป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติไทย

    ลักษณะของผัดไทย

    ผัดไทยโดยทั่วไปจะนำเส้นเล็กมาผัดด้วยไฟแรงกับไข่ ใบกุยช่ายสับ ถั่วงอก หัวไชโป๊สับ เต้าหู้เหลือง ถั่วลิสงคั่ว และกุ้งแห้ง ปรุงรสด้วยพริก น้ำปลา และน้ำตาล เสิร์ฟพร้อมกับมะนาว ใบกุยช่าย ถั่วงอกสด และหัวปลีเป็นเครื่องเคียง ร้านผัดไทยบางแห่งจะใส่เนื้อหมูลงไปด้วย บางที่อาจจะใช้เส้นจันท์ซึ่งเหนียวกว่าเส้นเล็ก เรียกว่าผัดไทยเส้นจันท์ หรือใช้วุ้นเส้น เรียกว่าวุ้นเส้นผัดไทย รวมทั้งผัดหมี่โคราชที่มีลักษณะคล้ายผัดไทย กินกับส้มตำ นอกจากนี้ยังมีผัดไทยประยุกต์ โดยนำส่วนผสมทุกอย่างผัดให้เข้ากัน แล้วนำไข่เจียวมาห่อผัดไทยทีหลัง เรียกว่าผัดไทยห่อไข่ หรือบางที่อาจจะใส่กุ้งสดแทนกุ้งแห้ง เรียกว่า ผัดไทยกุ้งสด ร้านขายผัดไทยมักจะขายหอยทอดหรือขนมผักกาดควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากเครื่องปรุงที่ใช้มีหลายอย่างใช้ร่วมกัน

    ความแตกต่างของผัดไทยในแต่ละพื้นที่

    ผัดไทยในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันบ้าง เช่น

    – ผัดไทยประตูผี แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร ใส่กุ้งสดตัวโต ใช้เส้นจันท์ และห่อไข่
    – ผัดไทยที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ปรุงรสด้วยน้ำตาลโตนด
    – ผัดไทยแถบเยาวราช ใส่กุ้งต้มที่ออกรสเค็ม ขายในกระทงใบตอง
    – ผัดไทยที่วัดท้องคุ้ง จังหวัดอ่างทอง รสหวานนำ กินคู่กับมะม่วงหรือมะเฟืองเปรี้ยว
    – ผัดไทยที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ใส่ถั่วเหลืองต้มและหมูสามชั้น
    – ผัดไทยที่อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ใส่ถั่วฝักยาวและหมูแดง
    – ผัดไทยในจังหวัดชุมพร ใส่น้ำพริกแกงส้ม ผัดกับกะทิ ใส่ปูม้า
    – ผัดไทยทางภาคตะวันออก เช่น จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี ใส่น้ำโล้ซึ่งเป็นน้ำพริกที่ปรุงจากพริกแห้ง หอม กระเทียม เคี่ยวกับน้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะขามเปียก

    วิธีทำผัดไทยให้อร่อย

    วิธีที่ 1

    ต้องปรุงน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ เกลือนิดหน่อย เคี่ยวน้ำทิ้งไว้นำ เต้าหู้เหลืองหั่นเป็นแผ่นเล็กๆ หัวไชโป้ว หั่นฝอยกุ้งแห้งแบบบางๆ ใบกุ่ยฉ่าย ถั่วลิสง พริกป่น ผัดรวมกันให้หอมก่อน แล้วพักไว้

    ควรใช้เส้นจันทร์ มีความเหนียวนุ่ม ใส่กะทะ ตักน้ำที่เคี่ยวไว้ลงไปผัด พอเส้นนุ่มใส่เครื่องที่เราผัดไว้ ใส่ไข่เป็ด ปรุงรสอีกครั้งด้วยน้ำตาลทราย น้ำปลา ใส่ถั่วงอก ตักเสริฟกับหัวปลี มะนาวฝาน ต้นกุยช่าย ถั่วงอกดิบ

    เคล็ดลับอยู่ที่เส้นจันทร์ พริกป่น ถั่วลิสงบดหยาบ ต้องใหม่ จะมีความหอม เส้นนุ่มเหนียว เปรี้ยว หวาน เค็มได้ที่ หรือแก้เลี่ยนได้ด้วยผักต่างๆ

    ซอสผัดไทย นอกจากมะขามเปียก น้ำตาล และน้ำปลาแล้ว บางท่านจะผสมน้ำส้มสายชูด้วย เพื่อไม่ให้ซอสออกหวานมากไป คือความเปรี้ยวของมะขามเปียกจะออกเปรี้ยวหวานๆ นิดๆ บางเคล็ดลับ เขาผสมน้ำสับปะรด ในซอสผัดไทย

    วิธีที่ 2

    ผัดไทยอร่อยๆ หากินยากจริงๆครับ ผมแนะนำว่าควรจะเคี่ยวน้ำปรุงรสไว้ ส่วนผสมก็แล้วแต่จะนิยม ส่วนตัวมักจะใช้ น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำมะขาม เคี่ยวรวมกันให้ข้นๆ ใช้ปรุงรส หรือถ้าเป็นในโรงแรม นิยมให้ผัดไทย มีสีออกแดงๆ ก็จะผสมซอสมะเขือเทศลงไปด้วย (แต่ส่วนหลายท่านอาจจะไม่ชอบ)

    วัตถุดิบอื่นๆ ก็ต้องสดใหม่ ใช้ของมีคุณภาพ โดยเฉพาะ ถั่วลิสงป่น พริกป่น และกุ้งแห้ง ถั่วและพริกเน้นว่า ควรจะคั่วและบดเอง เพราะจะทำให้มีกลิ่นหอม เวลาผัดอย่าใส่น้ำมันมากเกินจะเลี่ยนไม่อร่อย และก็ไม่ควรให้แฉะเกินไป

    สูตรนี้จะใส่หอมแดงซอย หรือสับ ลงไปผัดกับน้ำมันก่อนให้หอมแล้วจึงใส่เครื่องอื่นๆ ตามลงไป อันนี้ความเห็นส่วนตัว ผัดไทยที่ผัดบนเตาถ่าน จะให้กลิ่นและรสที่อร่อยกว่าผัดบนเตาแก๊ส อีกอย่างถ้าใช้ใบตองห่อ หรือรองก้นจาน หรือกล่อง จะช่วยให้มีกลิ่นหอมมากขึ้น

    สุดท้าย ก่อนจะออกไปขาย ต้องฝึกผัดให้รสชาติอร่อยคงที่ก่อน เพราะถ้าลูกค้ามาซื้อแล้วไม่อร่อย จะไม่กลับมาซื้ออีกเลย แม้ว่าเราจะทำอร่อยขึ้นแล้วก็ตาม

    การบริการ

    ไม่ว่าคุณทำออกมารสไหน ให้บริการแบบไหนก็ตาม ขอให้คงเส้นคงวา ยืนหยัดให้ได้สักระยะ ก็จะมีลูกค้ากลุ่มที่พึงพอใจคุณภาพแบบของคุณไปทานกันเองครับ คุณทำผัดไทยออกหวาน คนชอบหวานก็จะไปทาน คนไม่ชอบก็จะไม่ไปอีก คุณชอบผัดเปียกๆ คนชอบแห้งๆ ก็จะไม่มาทานอีก แต่คนชอบเปียกๆ ก็มีอีกเยอะ

    คุณจะทำเร็วทำช้า เสิร์ฟเร็วเสิร์ฟช้า ลูกค้าจะชั่งใจเองว่าคุ้มค่ากับการนั่งรอทานผัดไทยของคุณรึป่าว แต่ขอให้คงเส้นคงวา ไม่ใช่เมื่อวานรอ 5 นาที วันนี้ติดใจมากินอีกรอไปครึ่งค่อนชั่วโมง

    คุณต้องกำหนดมาตรฐานการผลิตให้ดีว่าร้านคุณจะรองรับลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน ระยะเวลาในการเสิร์ฟแต่ละออร์เดอร์กี่นาที ลองคิดดูว่าถ้าเกิดมีคนมากินผัดไทยคุณวันละ 100 จาน คุณจะทำยังไงให้ผัดไทยของคุณได้คุณภาพและปริมาณเท่าๆ กัน ทุกจาน ทุกวัน แล้วถ้าเกิดพ่อครัวหรือแม่ครัวลาออก คุณจะหาใครมาทำต่อ หรือในระหว่างนี้คุณทำเองได้มั้ย

    ทำอาหารขายให้ประสบความสำเร็จ ขายดีมีกำไร ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาดว่าอร่อยแบบไหน อร่อยยังไง เรื่องที่ต้องวางแผนให้มากๆ คือกระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพ ทั้งด้านคุณภาพอาหารและคุณภาพการบริการ นี่เป็นเหตุผลที่หลายคนสงสัยว่าบางร้านอยู่ได้ยังไงทั้งที่รสชาดยังงั้น และบางร้านฝีมือดีใครชิมใครชอบ แต่ทำไมถึงเจ๊งไม่เป็นท่า

    ก็ลองดูนะครับ อาหารอร่อย ทำเลเยี่ยม บริการดี ไปรุ่งแน่นอนครับ

  • วิธีขายส่งผลไม้ดองให้ประสบความสำเร็จ

    ผลไม้ดอง

     

    การขายส่งผลไม้ดอง ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ยังทำเงินได้เรื่อยๆ ตลอดมา เพราะคนไทยนิยมทานผลไม้ดองกันมาก เราจะเห็นได้จากเวลามีพ่อค้าเข็นรถเข็นมาขายผลไม้แถวหน้าบ้านเรา จะต้องมีมีผลไม้ดองรวมอยู่ด้วย เช่น มะม่วงดอง มะขามดอง กระท้อนดอง พุทราดอง ฝรั่งดอง มะดันดอง มะปรางดอง มะยมดอง องุ่นดอง เป็นต้น ซึ่งรสชาดของผลไม้ดองก็เปรี้ยวและผสมด้วยพริกกะเกลือก็ทำให้รสชาดออกมาอร่อยถูกปากผู้ที่ชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง

    การดองผลไม้

    ผลไม้ที่ใช้ในการดองควรมีลักษณะที่เหมาะสมในการดอง เช่น เนื้อแน่น สด สะอาด ปราศจากตำหนิหรือรอยช้ำ รูปร่างขนาดพอเหมาะ ไม่มีร่องรอยของเชื้อรา และไม่เคลือบแว็กซ์ เนื่องจากน้ำดองไม่สามารถทะลุผ่านแว็กซ์ จนทำให้ผลไม้ดองกรอบได้ หากจำเป็นต้องใช้จริงๆ ควรหั่นให้เป็นชิ้นๆ ก่อนการดอง นอกจากนี้หากต้องการให้ผลไม้ดองมีคุณภาพดีควร นำผลไม้มาดองมาทำการผลิตทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมงหลังการเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาในห้องเย็น หรือ เก็บไว้ในที่เย็นและอากาศถ่ายเทได้ดี ผลไม้ที่ใช้ควรเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างดิบ เพื่อให้เนื้อสัมผัสของผลไม้ดองแน่นและกรอบ

    ประโยชน์ของการดองผลไม้

    – ทำให้อาหารมีรสและกลิ่นดีขึ้น
    – ทำให้อาหารมีสี มีกลิ่นและรสต่างออกไป เช่น ผักและผลไม้ดอง เป็นต้น
    – ทำให้เกิดอาหารชนิดใหม่หลายอย่าง เช่น แอลกอฮอล์ และน้ำส้มสายชู ซึ่งเกิดจากการหมักอาหารแป้งและน้ำตาล
    – เปลี่ยนอาหารเป็นพิษ หรือบริโภคไม่ได้ให้บริโภคได้ เช่น ลูกตำลึงดิบมีรสขมกินไม่ได้ แต่ถ้าดองแล้วจะหายขม ลูกท้อกินไม่ได้ แต่ถ้าดองแล้วจะกินได้ เป็นต้น
    – เสริมคุณค่าทางโภชนาการ เช่น เต้าเจี้ยวและเต้าหู้ยี้จะมีประโยชน์สูงกว่าถั่วสุกธรรมดาในปริมาณเท่ากันเพราะมีราซึ่งประกอบด้วยโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุผสมอยู่ด้วย

    ข้อเสียของการดองผลไม้

    – ผลไม้ดองมีโซเดียมสูงครับ
    – มีสารกันเชื้อรา สี สารกันเสีย สารฟอกสีในผักดอง เช่น ผักกาดดอง หน่อไม้ดอง
    – หากเป็นผลไม้ดองมักพบว่าใช้ขัณฑสกรหรือสารให้ความหวานชนิดอื่นๆ ผสมอยู่ด้วย

    สถานที่ขายส่งผลไม้ดองในกรุงเทพ

    1. ตลาดสะพานขาว (ตลาดมหานาค) ช่วงเช้ามืดจะมีสินค้ามาก
    2. ตลาดสี่มุมเมือง เป็นแหล่งที่มีผลไม้ดองเยอะเหมือนกัน

    สรุป

    ถ้าท่านซื้อในปริมาณเยอะๆ ท่านอาจจะต้องจ้างสามล้อเจ้าประจำเพื่อไปขนของมา หรือถ้ามีรถส่วนตัวก็จะดีเพื่อจะได้ขนผลไม้กลับมาขายได้สะดวกหน่อย การขายส่งผลไม้ดองก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับท่านที่ยังตกงานอยู่ หรืออยากเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่างที่ไม่อยากขาดทุน เพราะผลไม้ยังไงก็มีคนทาน แต่เสียอยู่อย่างเดียว คือ ผลไม้ถ้าจะขายต้องขายให้หมด เพราะผลไม้บางชนิดจะมีอายุของมันไม่กี่วัน ซึ่งท่านอาจจะศึกษาธรรมชาติของผลไม้ชนิดนั้น แต่ถ้าว่ากันถึงผลไม้ดองจะอยู่ได้นานหน่อย ทำให้ท่านหายกังวลในจุดนี้ และทุ่มไปกับการหาทำเลขาย หรือการหาลูกค้าแทน

  • วิธีทำธุรกิจ Dropship ให้ประสบความสำเร็จ

    ตลาดการค้าในประเทศไทยของเรานั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจ เพราะด้วยจำนวนประชากรกว่า 65 ล้านคน และมีความหลากหลายทั้งในด้านธุรกิจ และอื่นๆ ทำให้การทำการตลาดการค้าในเมืองไทยเป็นอะไรที่น่าลงทุนมากๆ และหนึ่งในธุรกิจที่น่าสนใจและกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน คือ ธุรกิจ Dropship สำหรับใครที่ลงทุนทำธุรกิจ Dropship หรือกำลังเริ่มต้นทำธุรกิจ Dropship อยู่แล้ว แนวทางด้านล่างนี้เหมาะสมสำหรับผู้สนใจอย่างมาก ลองมาดูกันว่าหากทำธุรกิจ Dropshipแล้ว มีวิธีการทำอย่างไรบ้าง

    1.มองหาตลาดก่อนเสมอๆ

    สิ่งแรกก่อนที่คุณนั้นจะทำธุรกิจ Dropship คุณจะต้องมองหาตลาดสำหรับการค้าขายของคุณให้เจอเสียก่อน ว่าคุณนั้นต้องการที่จะขายสินค้าอะไร และขายที่ไหนขายให้ใคร อย่าคิดแต่ว่าจะทำธุรกิจ Dropshipเลย โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าตลาดของคุณนั้นอยู่ตรงไหน เพราะหากเป็นอย่างนี้แล้ว โอกาสสูงมากที่จะเกิดความผิดพลาดขึ้นมาได้ ดังนั้นจงสำรวจเสียก่อนว่าตลาดการทำธุรกิจ Dropshipของคุณนั้นอยู่ที่อะไร

    2.มองหาสินค้าที่ดี และมีคุณภาพ

    เมื่อมองหากลุ่มตลาดเจอแล้ว ส่วนต่อมาคือคือ การเลือกสินค้าที่มีคุณภาพ และสามารถเจาะกลุ่มลงไปได้ โดยปกติแล้วสินค้าที่เราเลือกมาทำ Dropship นั้นต้องเป็นสินค้าที่มีราคาถูก และเป็นสินค้าที่สามารถนำมาปั้นแบรนด์ของตนเองได้อย่างไม่ยากนัก อีกทั้งมีการทำสัญญากับคู่แข่งน้อยรายด้วย

    3.เน้นในเรื่องของราคาทุนเป็นสำคัญ

    ทุนคืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ Dropship ดังนั้นจงสำรวจด้วยว่าคุณนั้นต้องใช้ทุนเท่าไหร่ หรือว่าใช้งบประมาณในการลงทุนเท่าไหร่ เพื่อที่ว่าจะได้เป็นแนวทางอย่างง่ายๆในการลองดูว่าธุรกิจนั้นๆ จะสามารถที่จะขยายโอกาสทางธุรกิจออกไปได้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้นสำรวจและเติมเงินทุนของคุณให้แน่นหนาเสมอๆ

    4.อย่าให้มีคู่แข่งมาทำตลาดเดียวกัน

    หากเป็นไปได้การเลือกสินค้าหรือบริการสำหรับการทำธุรกิจ Dropshipของคุณนั้นเน้นอย่าให้มีคู่แข่งเข้ามาทำการแข่งขันในตลาดเดียวกันกับคุณ หรือว่าถ้าหากมีนั้นก็ขอให้มีจำนวนน้อยๆ เพราะว่าถือเป็นแนวทางเป็นไอเดีย ว่า หากคุณมีคู่แข่งในตลาดน้อย และตลาดของคุณนั้นเป็นตลาดที่เรียกว่า Blue Ocean แล้ว ย่อมส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วมากขึ้น

    5.สร้างแบรนด์ด้วยศรัทธา

    สิ่งต่อมาที่คุณนั้นจะต้องทำคือ เมื่อทำธุรกิจ Dropshipแล้ว จงปั้นแบรนด์ของคุณให้ดังขึ้นมา ทำให้ใครหลายๆคนนั้นรู้จักกับแบรนด์ของคุณ ไม่ว่าคุณนั้นจะทำการโปรโมตผ่านเว็บไซต์ หรือเป็นการโปรโมตผ่านสื่อช่องทางอื่นๆอะไรก็ตาม จงเน้นเรื่องของการสร้างแบรนด์ของคุณ ทำให้คนรู้จักคุณให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

    6.เน้นการบริการที่ดีและรวดเร็ว

    การบริการที่ดีและมีความรวดเร็ว ถือเป็นหนึ่งในหัวใจของการทำงานของคุณให้ประสบความสำเร็จได้ โดยเฉพาะการทำธุรกิจ Dropship ที่ต้องอาศัยทั้งความรวดเร็ว และความแตกต่างของธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่ลูกค้าของเราทุกคน ดังนั้น จงเน้นไปที่การบริการที่ดี และรวดเร็วเป็นสำคัญเสมอ

    7.อย่าให้แบรนด์มีปัญหา

    จงระวัง อย่าทำอะไรที่ส่งผลกระทบต่อการสร้างแบรนด์ของตนเอง เช่นการโปรโมตที่ไม่ได้คำนึงถึงหลักจริยธรรม การขายสินค้าโดยการเอากำไรมากกว่า 45% ของราคาต้นทุนที่คุณนั้นนำมาขาย หรือการตอบโต้กับลูกค้าของคุณ เพราะสิ่งเหล่านี้นั้นส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ของคุณทั้งสิ้น หากมันเกิดขึ้น จงหาวิธีแก้ไขให้ดีที่สุดครับ

    8.เลือกพรีเซนเตอร์ที่ดีมีผลต่อธุรกิจ

    เมื่อคุณทำธุรกิจ Dropship จงมองหาคนที่จะมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับคุณ ควรเลือกคนที่สะท้อนความเป็นผลิตภัณฑ์ตัวนั้นๆมาด้วยเสมอๆ เพราะพรีเซนเตอร์ในปัจจุบันนั้นต่างมีผลที่ดีต่อการสร้างภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ของเราทั้งสิ้น และโปรดคำนึงถึงเบื้องหลังของพรีเซนเตอร์คนนั้นด้วยเสมอๆ หากประวัติไม่ดี อย่าเลือกมาเด็ดขาด

    9.เขียนบทความส่งเสริมธุรกิจของคุณ

    ลองเขียนบทความเกี่ยวกับธุรกิจ Dropshipของคุณ หรือว่าสินค้าของคุณ จากนั้นทำการโพสต์ลงตามเว็บไซต์ต่างๆ บทความที่ดีจะช่วยในเรื่องของการขยายคุณค่าของธุรกิจ Dropshipของคุณให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับให้มากขึ้นด้วย ลองเขียนดูนะครับ แนะนำว่าทำสักเดือนละ 10 บทก็เพียงพอแล้ว

    10.สร้างเว็บไซต์

    หากคุณยังไม่มีเว็บไซต์ สำหรับธุรกิจ Dropshipของคุณ จงอย่าลืมสร้างมันขึ้นมาด้วย เพราะเว็บไซต์จะเปรียบเสมือนหน้าตาของธุรกิจนี้ เป็นเสมือนช่องทางในการเพิ่มของรายได้ของเราอีกหนึ่งทาง

    11.ศึกษาโมเดลการตลาดในรูปแบบใหม่ๆ เสมอๆ

    ข้อสุดท้ายคือ พยายามหมั่นศึกษาถึงโมเดลการตลาดยุคใหม่ว่า จะต้องลงมือทำอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจ Dropshipของเรานั้นเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะในแต่ละวันที่ผ่านไปนั้นต่างมีนวัตกรรมทางการตลาดใหม่ๆเข้ามาเสมอๆ และนั่นส่งผลต่อธุรกิจของเราด้วย ดังนั้นจงเรียนรู้โมเดลใหม่ๆเพื่อนำมาพัฒนาธุรกิจของเรา

    สรุป

    จะเห็นว่า ธุรกิจ Dropship ถือเป็นธุรกิจที่สามารถทำได้อย่างไม่ยากนัก และคุณก็สามารถเริ่มต้นกับการทำธุรกิจนี้ได้เช่นกัน ขอเพียงแค่มีความชอบในการทำธุรกิจ Dropship และเรียนรู้หลักแนวทางทั้ง 11 ประการข้างต้นและนำไปประยุกต์ใช้ ก็จะช่วยให้คุณนั้นสามารถเริ่มต้นและทำกำไรจากธุรกิจนี้ได้อย่างแน่นอน ลองนำไปใช้เป็นแนวทางในการลงมือทำดูนะครับ

  • วิธีทำธุรกิจขายน้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้และสมุนไพร

    น้ำมันหอมระเหย

     

    ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่าน้ำหอมที่สกัดได้มาจากดอกไม้ และสมุนไพรชนิดต่างๆ นั้นมีราคาค่อนข้างแพง ประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านการผลิตน้ำหอมก็คือ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ ประเทศโปรตุเกส ประเทศเยอรมัน ประเทศอิตาลี ประเทศอเมริกา และประเทศอื่นๆ ส่วนประเทศที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกด้านการผลิตน้ำหอมที่มีคุณภาพดีคือ ประเทศฝรั่งเศส

    ซึ่งหัวน้ำหอมที่ส่งมาจากประเทศฝรั่งเศสจะมีราคาแพงมาก ประเทศไทยต้องเสียดุลการค้าด้านนี้ไม่น้อย เพราะในประเทศไทยยังไม่มีใครกลงทุนด้านนี้อย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีดอกไม้มากไม่แพ้ฝรั่งเศส โดยเฉพาะดอกกล้วยไม้ ประเทศไทยเรามีชื่อเสียงมาเป็นเวลานาน

    ในการผลิตน้ำหอมจากดอกไม้ เราจะต้องลงทุนด้านวัตถุดิบในปริมาณสูงมาก เช่น ดอกมะลิน้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม อาจจะผลิตหัวน้ำหอมบริสุทธิ์ได้เพียงครึ่งถึงหนึ่งลิตรเท่านั้น แต่หัวน้ำหอมบริสุทธิ์ 1 ลิตรนี้ สามารถนำไปใช้ผลิตเป็นหัวน้ำหอม และทำประโยชน์ด้านอื่นอีกมหาศาล

    ขั้นตอนการผลิตหัวน้ำหอมบริสุทธิ์จากดอกไม้ และสมุนไพร

    ดอกไม้ที่นำมาผลิตน้ำหอมได้ คือ

    – ดอกมะลิ
    – ดอกกุหลาบ
    – ดอกกล้วยไม้
    – ดอกดมแมว
    – ดอกจำปี
    – ดอกกระดังงา
    – ดอกพุดซ้อน

    และดอกไม้พันธุ์อื่นๆ ที่มีกลิ่นหอม

    สมุนไพรที่สามารถนำมาผลิตเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ คือ

    – ต้นมินต์
    – ไพร
    – ตะไคร้หอม

    และสมุนไพรชนิดอื่นๆ ที่มีน้ำมันหอมระเหย

    อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการสกัดน้ำมันหอมจากดอกไม้และสมุนไพร (ใช้หลักการเดียวกัน)

    1. แหล่งกำเนิดไอน้ำ
    2. ภาชนะบรรจุวัตถุดิบ
    3. เครื่องควบแน่น
    4. เครื่องมือดักน้ำมันหอม

    อุปกรณ์ที่จำเป็นเหล่านี้ ท่านสามารถออกแบบเองได้ โดยอาศัยหลักการดังต่อไปนี้ เป็นพื้นฐานในการออกแบบเครื่องมือผลิตน้ำมันหอม

    ปกติการเก็บน้ำมันหอมของดอกไม้ หรือสมุนไพร อาจจะนำไปผสมกับน้ำมันพืชบริสุทธิ์ ที่ปราศจากสี และกลิ่น เช่น น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ผสมเก็บไว้ในอัตราส่วน 1:1 เป็นหัวน้ำมันหอมที่เก็บเอาไว้ได้นาน

    การผลิตน้ำหอมจากน้ำมันหอมง่ายมาก โรงงานทำน้ำหอมทั่วโลกใช้หลักการเดียวกัน กล่าวคือนำน้ำมันหอมระเหยมาผสมกับแอลกอฮอล์ชนิดเอธธิลแอลกอฮอล์ 95% ตามอัตราส่วนที่ทั่วโลกแบ่งเกรดของน้ำหอมออกเป็น 4 เกรด

    1.เพอร์ฟูม มีหัวน้ำหอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 16-25 %
    2.ออเดอเพอร์ฟูม มีหัวน้ำหอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 11-15 %
    3.ออโดทอยเล็ท มีหัวน้ำหอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 7-10 %
    4.ออเดอโคโลญจน์ มีหัวน้ำหอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 4-6 %

    ส่วนกลิ่นที่มีความแตกต่างกัน เป็นเพราะฝีมือการผสมข้ามกลิ่นของดอกไม้แต่ละชนิดซึ่งเป็นสูตรของแต่ละคน และเป็นลิขสิทธิ์ที่เป็นลับเฉพาะของผู้คิดค้น

    ขั้นตอนในการผลิตน้ำหอมมีความซับซ้อนในด้านสูตร ป็นความสามารถเฉพาะบุคคล ที่จะสรรหาดอกไม้มาสกัดหัวน้ำมันหอม แล้วนำหัวน้ำมันหอมมาผสมกันให้เกิดกลิ่นใหม่ๆ จึงไม่มีสูตรและตำรากำหนดเอาไว้อย่างตายตัว ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างมา 1 ตัวอย่าง คือ

    การทำน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์

    ส่วนผสมและอุปกรณ์

    – ดอกลาเวนเดอร์
    – กระดาษเช็ดมือ
    – น้ำมันมะกอก
    – เหยือก
    – ลาสติกคลุมอาหาร
    – ยางรัด
    – ตะแกรง
    – ขวดแก้ว

    วิธีทำ

    1. นำดอกลาเวนเดอร์มารูดดอกออกจากกิ่ง วางลงบนกระดาษทิชชู
    2. บีบให้แน่น ด้วยกระดาษ จากนั้นนำดอกลาเวนเดอร์ใส่ขวดแก้ว
    3. เทน้ำมันมะกอกลงไป ปิดฝาขวดด้วยพลาสติก พร้อมรัดยางให้แน่น และวางทิ้งไว้
    4. กรองดอกลาเวนเดอร์ออกจากน้ำมัน
    5. นำน้ำมันที่ได้ ใส่ขวด คลุมด้วยพลาสติก เก็บไว้ใช้

    ส่วนกรณีสกัดน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพร อาจจะส่งไปให้กับบริษัทยาต่างๆ พิจารณาคุณภาพ เช่น น้ำมันจากมิ้นท์ใช้ทำเป็นยาขับลมได้ ไพรใช้น้ำมันหอมระเหยทำเป็นยาทากันยุงได้ ตะไคร้หอมก็มีคุณภาพกันยุงได้เช่นกัน

    กรรมวิธีการสกัดน้ำมันหอมจากดอกไม้และสมุนไพร มีวิธีการง่ายๆ ถ้าท่านที่สนใจ ลองนำไปใช้ และลงทุนทำดูโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีสูงมาก ทั้งนี้ต้องคำนึงถึง

    1. แหล่งวัตถุดิบ
    2. ขั้นตอนการสร้างอุปกรณ์
    3. ขั้นตอนการจัดจำหน่ายและการหาตลาดเพิ่ม

    ส่วนใครที่ไม่อยากนั่งคิดสูตรขึ้นมาเอง ผมก็ขอแนะนำให้ไปเรียนเป็นเรื่องราวเป็นราว ผมจะยกตัวอย่าง โรงเรียนน้ำมันหอมระเหยเพื่อสุขภาพ ค้นทางรวยกับอโรมาเธอราพี

    โรงเรียนน้ำมันหอมระเหยเพื่อสุขภาพ

    คิดจะเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์อโรมาเธอราพี หรืออยากผลิตสินค้าขายแบรนด์ดัง กระทั่งเชี่ยวชาญจนคิดสูตรขายได้เอง แหล่งเรียนรู้เป็นทางออกสำคัญ ที่คนหัวคิดก้าว น่าจะมาต่อเติมกำลังสมอง ก่อนเดินหน้าเก็บเกี่ยวเม็ดเงินในอนาคต ใครที่กำลังจะเปิดโอกาสให้ตัวเองเรียนรู้ “โรงเรียนน้ำมันหอมระเหยเพื่อสุขภาพ” เป็นอีกทางเลือกที่ลงทุนน้อย แต่เต็มอิ่มทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ

    หลายปีมาแล้วที่โรงเรียนน้ำมันหอมระเหยเพื่อสุขภาพ หรือในชื่อภาษาอังกฤษ คือ Aromatheraphy School ใต้การดูแลของ ดร.จงกชพร พินิจอักษร ผลิตบัณฑิตเต็มภูมิความรู้ด้านอโรมาเธอราพี (Aromatheraphy) มากมายให้โลดแล่นอยู่ในโลกธุรกิจ ด้วยความมุ่งมั่นของผู้บริหาร ที่ต้องการเติมเต็มความรู้สร้างนักวิจัยพัฒนา และนำความคิดดึงผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวพันในชีวิตประจำวันคนไทย เพื่อทดแทนสารเคมี ผ่านความพยายามกว่า 30 ปี

    คุณจงกชพร พินิจอักษร อยู่ในวงการอโรมาเธอราพีมาตลอด ตั้งแต่ปี 2517 ตอนนั้นเรียนปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษาเรื่องการสกัดน้ำมันหอมระเหยเพื่อจำกัดยุง และแมลงวันทอง แต่พอเรียนจบปรากฏว่าหางานทำยากมาก เพราะยังไม่มีบริษัทใดที่อยากทำยาจำกัดศัตรูพืชจากธรรมชาติ มีแต่สารเคมีทั้งเมือง ตอนนั้นคุณจงกชพร มองว่าปล่อยไปอย่างนี้สิ่งแวดล้อมบ้านเราต้องแย่แน่ จึงพยายามผลักดันตัวเองอย่างมุ่งมั่น เพื่อให้ความตั้งใจตรงนี้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้

    หลังจากเรียนจบคุณจงกชพรเริ่มงานแรกด้วยการเป็นอาจารย์อยู่ประมาณ 6 ปี และมาเป็นนักจิตวิทยาการแพทย์ ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อีก 2 ปี ตลอดเวลาก็ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับด้านธรรมชาติมาโดยตลอด หลังจากนั้นจึงตัดสินใจไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมัน คุณจงกชพรกล่าวว่านับเป็นจังหวะที่ดีมาก เพราะที่ประเทศเยอรมันในเวลานั้นกำลังตื่นตัวเรื่องการลดใช้สารเคมี และหันมาใส่ใจเรื่องธรรมชาติ นำหน้าบ้านเราไปไกลแล้ว หลายปีในประเทศเยอรมันจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวความรู้จนมากพอที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านเราได้

    พอกลับมาเมืองไทยในปี 2531 คุณจงกชพรได้เข้าร่วมงานกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง Oriental Princess โดยทำในส่วนงานวิจัยและพัฒนาเรื่องของน้ำมันหอมระเหย และอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ

    และแม้จะสัมผัสงานมาหลากหลายแต่ก็ยังเกี่ยวพันอยู่กับจุดมุ่งหมายเดิม จนเมื่อชิมลางเป็นผู้ประกอบการครั้งแรก ก็เริ่มจากทำดอกไม้แห้งใน แบรนด์ Royal Lotus แต่ทำได้ไม่นานเมื่อราคาตกลงมากจึงตัดสินใจปิดตัวไป

    คุณจงกชพร กล่าวว่าในช่วงแรกๆ พวกบุหงา มันขายเร็ว ขายง่าย เพราะยังไม่ค่อยมีคนทำ ต่อมาไม่นานก็เริ่มเต็มตลาด มีคนทำเยอะมาก จนราคาจากที่เคยขาย กิโลกรัมละ 2,800 บาท ลดลงมาเหลือไม่ถึง 100 บาท เลยคิดว่าทำต่อไปไม่ได้แล้ว จึงตัดสินใจหยุด เมื่อหมดจากงานดอกไม้หอม ก็มีโอกาสเข้าร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ในการจัดวิวัฒนาการเครื่องหอมไทยที่เกษรพลาซ่า จึงถือโอกาสนั้นนำเสนออโรมาเธอราพี โดยเริ่มต้นจากลูกประคบ

    คุณจงกชพร กล่าวว่า พูดได้ว่าเราเป็นรายแรก ที่ทำลูกประคบแห้ง ซึ่งปัจจุบันก็มีขายกันเกร่อ ตอนนั้นอาศัยความรู้เรื่องการสกัดน้ำมันหอมระเหย และความรู้ในการอบดอกไม้แห้ง นับได้ว่าเป็นสินค้าที่ภูมิใจที่ช่วยจุดประกายให้หลายคนร่ำรวยขึ้นมา

    หลังจากนั้นก็ยังมีการทำผลิตภัณฑ์หลายๆ อย่างตามมา แต่ด้วยการมองความคิดอย่างนักถ่ายทอด กับวิชาความรู้ที่มีอยู่เต็มมือ ที่ล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวและดีต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง คุณจงกชพรจึงมองถึงการเปิดโรงเรียนสอน เพื่อถ่ายทอดความรู้ที่มี อย่างนักวิจัยพัฒนาให้กับผู้สนใจ ได้นำความรู้ด้านอโรมาเธอราพีไปสร้างโอกาสที่ดีในชีวิตได้

    คุณจงกชพร กล่าวว่า การเปิดโรงเรียนเป็นความตั้งใจที่มีมานาน เพราะมองว่าความรู้ที่เรามีมันเป็นประโยชน์กับคนไทยมหาศาล อย่างรัฐบาลเองก็สนับสนุนการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ การเปิดสอนเรื่องอโรมาเธอราพี ก็คือเปิดโอกาสให้คนได้เรียนรู้ จึงตัดสินใจเปิดสอนตั้งแต่ปี 2540 ตอนนั้นยังเป็นการทดลองหลักสูตร พอเข้าสู่ปี 2543 ก็เข้าเป็นหลักสูตรกลางของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเรียนจบ ผ่านการสอบ ตามขั้นตอนการวัดผล ก็จะได้ใบประกาศไป

    แนวทางการสอนของโรงเรียนน้ำมันหอมระเหยเพื่อสุขภาพ จะเน้นหนักให้คนเป็นนักวิจัยพัฒนาที่ดี โดยเปิดสอนใน 2 หลักสูตร คือ อโรมาเธอราพีชั้นต้น และอโรมาเธอราพีชั้นสูง ที่จะสอนกันตั้งแต่การเรียนรู้ สมุนไพรไทยที่นำมาใช้ในการสกัด กว่า 100 ชนิด รู้วิธีการปลูก การสกัด วิเคราะห์ การนำไปใช้ การประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพ รวมถึงการแปรรูป ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ ด้วยพื้นฐานของการคิดค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงนัก

    โรงเรียนน้ำมันหอมระเหยเพื่อสุขภาพ จะเป็นการเรียนที่ครบวงจร โดยถ้าเรียนทุกวัน วันละ 8 ชั่วโมง ก็จะจบคอร์สในเวลาประมาณ 1 เดือน แต่ในความเป็นจริงจะหาคนที่มีเวลาเรียนขนาดนั้นยากมาก ส่วนใหญ่จึงใช้เวลาเรียนกันเป็นปี ส่วนค่าเรียนถ้าเทียบกับการเรียนอโรมาเธอราพีทั่วๆ ไป นับว่าถูกมาก คือ คอร์สละ 5 พันบาทเท่านั้น ขณะที่ที่อื่นเขาคิดกัน 4-5 หมื่นบาท เราคิดไม่แพงเพราะอยากให้คนที่ไม่มีเงินมากนัก มีโอกาสได้เรียนด้วย

    คุณจงกชพร กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักเรียนที่ผ่านหลักสูตรกว่าพันรายแล้ว ส่วนใหญ่ผู้ที่มาเรียนจะมีทั้งเจ้าของธุรกิจ และประชาชนทั่วไป หรือที่มาเรียนเพื่อไปแปรรูปผลิตภัณฑ์ของตัวเอง โดยวิธีการสอนคือการชี้ภาพใช้ผู้เรียนเห็นว่าน้ำมันหอมระเหยไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องหอมใช้ในสปาเท่านั้น แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ทำอะไรได้หลายอย่าง อาทิ ยาแก้สิว ยากันยุง สารบำบัดเพื่อช่วยคนที่หลับยาก ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ เฟลเวอร์เพิ่มกลิ่นให้อาหาร ล้วนทำได้ทั้งสิ้น

    ประเด็นสำคัญคือการสอนให้คนเป็นนักวิจัยพัฒนา เพื่อขายสูตรมากกว่าผลิตสินค้าในแบรนด์ของตนเอง การสร้างแบรนด์เองเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ต้องใช้ทั้งเวลาและเงินลงทุนที่สูง ไหนจะต้องไปวุ่นวายกับการทำตลาดอีก แถมยังต้องไปสู้กับแบรนด์ใหญ่ๆ แค่ยาสระผมก็โดนเขาตีตกกระป๋องแล้ว เราเลยต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ คือสร้างนักวิจัยพัฒนา ไม่ใช่สร้างนักก๊อบปี้ ให้มีความเป็นเอกลักษณ์จนได้สินค้าที่ดีที่สุดของตัวเอง เพื่อที่จะได้ขายสูตร ขายไอเดีย ใครไม่ซื้อก็เก็บสูตรไว้ พัฒนาต่อไป และหาทางหนีตลาดให้ได้ เพื่อที่เมื่อวันหนึ่งตลาดใดตัน หมดทางไป ก็จะได้ส่งสินค้าใหม่ๆ ที่มีช่องว่างอยู่ เข้ามาแทนที่

    เอาหล่ะครับ ถ้าสนใจเรื่องเกี่ยวกับการทำน้ำมันหอมระเหย ก็ลองศึกษาข้อมูลได้ที่เว็บ www.thaiaromatherapy.net และไปเริ่มเรียนศึกษาหาความรู้กันได้เลยครับ

  • สูตรสบู่ซักผ้า พร้อมคำแนะนำในการขายสบู่ซักผ้า

    บทความนี้จะเกี่ยวกับเรื่องการขายสบู่ซักผ้าครับ ท่านผู้อ่านเที่ทำอาหารอยู่บ่อยๆ เป็นพ่อครัว หรือแม่ครัว เคยมั้ยครับที่ทำอาหารเสร็จแล้ว ไม่รู้ว่าจะเอาน้ำมันที่ทอดอาหารเสร็จแล้วไปทิ้งที่ไหนดี จะเอาไปขายให้ทำไบโอดีเซล มันก็มีแค่นิดเดียว ในที่สุดก็ต้องทิ้งลงทั้งถังขยะบ้าง เทลงท่อระบายน้ำบ้าง ซึ่งมันก็จะไปก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมาอีก เช่น ทำให้เกิดท่อน้ำอุดตัน หรือถ้าไหลลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ก็ทำให้เกิดน้ำเสียอีก

    แต่วันนี้ผมมีวิธีแก้ปัญหาครับ ไม่ต้องเทน้ำมันจากการทำอาหารทิ้งอีกต่อไป เราสามารถเอาน้ำมันจากการทำอาหารมาใช้ใหม่ได้โดยการแปรรูปไปเป็นสบู่สำหรับซักผ้าครับ ดูเป็นเรื่องแลปกมั้ยครับ ที่มันเอามาเป็นสบู่ซักผ้าได้ มันสามารถเอาไว้ล้างคราบมันได้ดีมากๆ โโยเฉพาะพวกผ้าขี้ริ้ว นี่จะล้างคราบออกได้ดีมากเลยครับ ท่านผู้อ่านสนใจแล้วใช่มั้ยครับ

    วิธีทำก็ทำได้ง่ายๆ ไม่ยากครับ แต่เราต้องป้องกันตัวเองหน่อยนะครับ โดยการใส่ถุงมือยางเพื่อเป็นการป้องกันน้ำด่างที่เวลาเราคน มันจะกระเด็นโดนผิวครับ เพราะเราจะมาทำสบู่ที่ได้จากจากธรรมชาติกันครับ

    ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า สบู่ธรรมชาติคืออะไร คำตอบก็คือ สบู่ธรรมชาติ เกิดจากการทำปฎิกิริยาทางเคมีระหว่างสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์กับน้ำมัน จะเป็นน้ำมันพืช หรือน้ำมันสัตว์ก็ได้ ทำให้ผลผลิตที่ได้กลายเป็นของแข็ง ลื่น มีฟอง ซึ่งในหนึ่งส่วนที่ได้นั้นจะประกอบด้วยสบู่ 5 ส่วน และกลีเซอรีน 1 ส่วน เอาไว้ใช้ทำความสะอาดขจัดคราบสิ่งสกปรกครับ เอาหล่ะครับมาดูส่วนผสม และวิธีทำกันดีกว่าครับ

    สูตรการทำสบู่ซักผ้าสูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    1. น้ำสะอาด 170 กรัม
    2. โซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ) 80 กรัม
    3. น้ำมันที่ใช้แล้ว 500 กรัม
    4. สี และกลิ่นตามชอบครับ

    วิธีทำ

    1. ถ้าน้ำมันมีกลิ่นก็ทุบหอมแดงแช่ไว้แล้วเอาขึ้นตั้งไฟ ทอดหอมแดงสักพัก ปิดไฟกรองผ่านกระชอน เอากระดาษซับที่ใช้ในครัววางรองไว้อักชั้นเพื่อกรองเศษอ่หารที่หลงเหลืออยู่ครับ
    2. เมื่อนำน้ำมันตั้งไฟรวมกับหอมแดงที่ทุบแล้ว เอามาพักให้เย็น อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 40-50 องศาเซลเซียส
    3. ค่อยๆ เทโซดาไฟลงในน้ำ ห้ามเทน้ำใส่โซดาไฟเด็ดขาด เพราะเมื่อโซดาไฟถูกผสมกับน้ำที่อุณหภูมิปกติ อุณหภูมิของสารละลายจะเพิ่มขึ้นทันทีจนเกือบ 100 องศาเซลเซียส เลยนะครับ ถ้าเทน้ำลงในโซดาไฟ จุด Hot Spot สามารถจะหลอมละลายภาชนะได้ หรืออาจจะทำให้เกิดการปะทุ หรือการระเบิดได้ จึงควรค่อยๆ โซดาไฟลงในน้ำ และห้ามใช้อลูมิเนียม หรือสังกะสีเพราะโซดาไฟจะกัดทั้งสองอย่างนี้ครับ
    3. ค่อยๆ คนให้เข้ากัน และให้ตั้งทิ้งไว้ให้อุณหภูมิลดลงเหลือประมาณ 40-50 องศาเซลเซียส ถ้ามีที่วัดอุณหภูมิก็นำมาใช้วัดดูนะครับ
    4. น้ำมันที่อุ่นแล้วก็ให้กรองเศษอาหารออกครับ
    5. ค่อยๆเทโซดาไฟลงในน้ำมันที่ีเตรียมไว้ คนให้เข้ากันต่อเนื่อง ใช้เวลานานอย่างน้อยประมาณครึ่งชั่วโมง หรือจนกว่าสบู่จะจับตัวเหนียวข้นคล้ายนมข้นหวาน เป็นอันใช้ได้
    6. เติมสี หรือเติมกลิ่น และคนให้เข้ากัน
    7. เทใส่พิมพ์ อาจจะใช้กล่องพลาสติกใส่อาหารที่ซื้อตามรัานสะดวกซื้อต่างๆ
    8. ตั้งทิ้งไว้ 1-2 วัน สบู่ก็จะจับตัวเป็นก้อนแข็ง
    9. แกะออกจากพิมพ์ แล้วตัดเป็นก้อน
    10. ห่อด้วยกระดาษไข หรือพลาสติกแรป และให้เก็บไว้อีก 1-2 เดือน เพื่อให้โซดาไฟหมดฤทธิ์จึงจะนำมาใช้ได้

    สูตรการทำสบู่ซักผ้าสูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    1. น้ำมันมะพร้าว 4 กิโลกรัม
    2. น้ำกลั่น 4 ลิตร
    3. โซดาไฟ 8 ขีด
    4. หัวน้ำหอม 3 ออนซ์
    5. สี 1 ห่อ

    วิธีทำ

    1. ให้เตรียมแม่แบบสบู่ตามขนาด และรูปร่างที่เราต้องการ
    2. ค่อยๆ เทโซดาไฟลงในน้ำ และผสมให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้ให้อุณหภูมิเหลือประมาณ 37.7 องศาเซลเซียส (100 องศาฟาเรนไฮน์)
    3. นำน้ำมันมะพร้าวใส่ภาชนะตั้งไฟ คนให้เข้ากันจนได้อุณหภูมิ 37.7องศาเซลเซียส (100 องศาฟาเรนไฮน์) แล้วยกลงจากเตา
    4. เทโซดาไฟในข้อ 2 ลงในน้ำมันในข้อ 3 และคนให้เข้ากัน
    5. ให้ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 4-8 ชั่วโมง จนสบู่จับตัวเป็นก้อนแข็ง ลองใช้นิ้วมือกดดู แล้วจึงเอาออกจากแม่แบบ เก็บต่อไปในระยะเวลา 1-2 เดือน จึงนำไปใช้ หรือนำไปจำหน่ายได้

  • เรียนรู้บุคลิกนักธุรกิจต่างชาติ

    ในปัจจุบันนี้ชาวต่างชาติได้เข้ามาร่วมลงทุนธุรกิจในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก รวมถึงคนไทยเองก็ได้ไปร่วมหุ้น ร่วมธุรกิจกับชาวต่างประเทศเช่นกัน ผมคิดว่านักธุรกิจไทยหลายท่านๆ ต้องเคยพบกับความอึดอัดใจ ยามต้องติดต่อ หรือต้องทำงานร่วมกับนักธุรกิจต่างชาติ ใช่ไหมครับ

    เพราะอะไร เหตุก็คือ เพราะวัฒนธรรมของแต่ประเทศที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี กิริยามารยาทต่างๆ รวมถึงภาษา ทำให้การติดต่อสื่อสารอาจเกิดความเข้าใจที่ผิดพลาด โดยเฉพาะการทำธุรกิจ เกิดการผิดใจ จนกลายเป็นบ่อเกิดแห่งความล้มเหลวในการทำธุรกิจร่วมกัน ระหว่างคุณกับคู่ค้าต่างชาติได้

    สำหรับวันนี้ผมก็จะมาแนะนำว่า นักธุรกิจใน 4 ประเทศนี้ เค้ามีบุคลิก หรือขนบธรรมเนียมกันอย่างไรบ้าง จะได้กระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นครับ

    นักธุรกิจชาวจีน

    ในเรื่องการทักทาย สำหรับนักธุรกิจที่เป็นชาวจีน บางคนอาจทักทายด้วยการพยักหน้า และก้มศีรษะโค้งเล็กน้อย หรือในกรณีการจับมือ อาจจะจับแบบหลวมๆ ซึ่งหากไม่มีการสบตาเกิดขึ้นนั่นถือเป็นเรื่องปกติ เพราะชาวจีนบางท่าน อาจจะไม่คุ้นเคยกับการติดต่อกับนักธุรกิจต่างประเทศ

    ในการพรีเซนต์งาน หากเรามีข้อซักถามควรให้การพรีเซนต์นั้นจบลงเสียก่อนจึงค่อยเริ่มถามคำถาม โดยเฉพาะกับนักธุรกิจชาวจีน เพราะเขาจะถือว่าไม่สุภาพมาก ถ้าไปขัดจังหวะในขณะที่เขากำลังพูดอยู่

    เมื่อเชิญนักธุรกิจชาวจีนมางานเลี้ยง ควรเสิร์ฟอาหารหลัก ไม่ควรเสิร์ฟเครื่องดื่ม หรือขนม และหากคุณถูกเชิญไปงานเลี้ยงอาหารเย็น ควรจะลองชิมอาหารทุกจาน ที่เจ้าภาพเสิร์ฟ และควรเหลืออาหารไว้ในจานเล็กน้อยเมื่ออิ่ม เพราะเจ้าภาพจะถือว่าไม่อิ่มถ้ารับประทานอาหารจนเกลี้ยง และอาจได้รับการเสิร์ฟอาหารไปเรื่อยๆ

    ส่วนการไปทานที่ร้านอาหารจีน การให้ทิปค่อนข้างเหมือนกับประเทศไทย คือจะถูกห้าม เพราะถือว่าเป็นการติดสินบน แต่สมัยนี้ดูจะเป็นเรื่องธรรมดา ไปเสียแล้ว ฉะนั้นหากจะทิป ก็ให้ประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ของบิลในร้านอาหารนั้นเป็นพอ

    สำหรับการให้ของขวัญ ของที่ระลึก พยายามหลีกเลี่ยงสีขาว และสีดำ เพราะคนจีนถือว่าเป็นสีที่ใช้ในงานศพ และหลีกเลี่ยงของขวัญต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ นาฬิกา ร่ม ดอกไม้ขาว ผ้าเช็ดหน้า หรือมีด เพราะสิ่งเหล่านี้แสดงถึงความเศร้าโศกเสียใจ การจากกัน และการตัดสัมพันธ์

    ตัวเลขนำโชคของชาวจีน คือ 8 และ 6 ส่วนตัวเลขขัดลาภคือเลข 4

    นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น

    บุคลิกของนักธุรกิจญี่ปุ่น หรือชาวญี่ปุ่นโดยทั่วไปแล้ว เขาจะค่อนข้างเป็นชาตินิยม ดังนั้นการพูดจาอะไรที่ไม่ดีเกี่ยวกับชาติของเขา หรือไปวิพากษ์วิจารณ์ประเทศของเขา อาจสร้างความไม่พอใจ ผิดใจ จนแตกคอกันทางธุรกิจได้ ควรที่จะคุยเรื่องราวทั่วไปเบาๆ จะเหมาะสมกว่า

    ส่วนการวางตัวต้องสุภาพพอสมควร จะเห็นว่าวัฒนธรรมของเขา ต้องโค้ง ต้องคำนับ เราก็ไม่ต้องถึงขนาดนั้น รักษาความเป็นไทย ทำตัวให้สำรวมสุภาพก็พอแล้ว หรือถ้าท่านใดไปติดต่อธุรกิจที่ประเทศญี่ปุ่น อยากจะทักทายแบบชาวญี่ปุ่น จะลองโค้ง ลองคำนับแบบชาวญี่ปุ่นก็ได้

    ส่วนการเทคแคร์ด้านอาหาร ชาวญี่ปุ่นชาตินิยมมาก อย่างไรก็ตาม เขาย่อมชอบรับประทานอาหารญี่ปุ่น หรืออะไรที่เป็นของชาติญี่ปุ่นอยู่แล้ว ถ้าอยากพาไปสังสรรค์ต่อควรพาไปคาราโอเกะ และห้ามแย่งไมโครโฟนจากเขาเป็นอันขาด

    บุคลิกหนึ่งที่สัมผัสได้คือ นักธุรกิจญี่ปุ่นจะไม่ค่อยชอบไปสังสรรค์เฮฮา กับนักธุรกิจที่เป็นฝรั่งสักเท่าไรนัก ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใดก็ตาม เขารักที่จะทำงานร่วมกับชาวญี่ปุ่นด้วยกันมากกว่า ดังนั้นหากต้องไปร่วมกัน ควรจัดที่นั่งให้ได้ระยะห่างกันพอสมควร และมีคนไทย หรือคนเอเชียด้วยกันคั่นไว้จะเหมาะมาก

    นักธุรกิจชาวอเมริกัน

    เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศเปิด มีอิสระเสรีเหนืออื่นใด ทำให้ครอบคลุมมาถึงเรื่องของการทำงาน ทำธุรกิจ นักธุรกิจชาวอเมริกัน ค่อนข้างเปิดกว้างกับทุกคน กล้าได้กล้าเสีย เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน

    บุคลิกที่เด่นชัดของนักธุรกิจชาวอเมริกันอีกอย่าง คือ ค่อนข้างตรงไปตรงมา ต้องการอะไรก็จะพูดจะบอกกันตรงๆ ดังนั้นเราก็ควรพูดตรงๆ แต่อยู่ในลีลาของความเป็นไทยไปด้วย

    คนอเมริกันเป็นคนขี้คุย เพราะฉะนั้นต้องปล่อยให้เขาคุยมากๆ โดยเราต้องมีข้อมูลทั่วไปเตรียมพร้อมอยู่ในหัว และพร้อมที่จะเออออบ้าง หรือถ้าไม่เห็นด้วยก็คัดค้านบ้างอย่างมีเหตุผล อย่างมีศิลปะ

    นักธุรกิจชาวเยอรมัน

    บุคลิกคนชาติเยอรมันจะค่อนข้างเงียบๆ ไม่ชอบสั่ง ชอบทำอะไรด้วยตัวเอง ดังนั้นการปฏิบัติของเรา ถ้าเรามีนายเป็นชาวเยอรมัน ในฐานะที่เป็นลูกน้อง ก็ต้องเข้าหาเจ้านายให้มากขึ้นเพื่อช่วยงานของเขา ซึ่งการเข้าไปตรงๆ ถือว่าเป็นการเรียนรู้การทำงาน สร้างความเข้าใจกันได้ดียิ่งขึ้น หรือถ้าเป็นนักธุรกิจก็ต้องนัดพูดคุยเจรจากันตรงๆ จะได้เรื่องมากกว่าครับ

    เป็นอย่างไรบ้างครับกับบทความ เรียนรู้บุคลิกนักธุรกิจต่างชาติ ถึงตรงนี้คงทำให้นักธุรกิจทั้งหลายได้มีความเข้าอกเข้าใจ อุปนิสัยใจคอ นักธุรกิจต่างชาติเหล่านี้ดีขึ้นบ้างแล้วนะครับ และถ้าจะนัดเจรจาธุรกิจ กับชาวต่างชาติในครั้งหน้า หวังว่าคุณคงคว้าความสำเร็จมาอยู่ในมือของคุณเองได้ไม่ยากครับ

  • วิธีเปิดร้านขายอาหารเช้าให้ประสบความสำเร็จ

    อาหารเช้าเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคนเลยก็ว่าได้ ด้วยเวลาเร่งรีบในตอนเช้าทั้งวัยเรียน วัยทำงาน อาจจะทำให้พวกเขาละเลยต่อความใส่ใจในสุขภาพ บางคนอาจจะหยิบเพียงชนมปัง 1 แผ่น บางคนอาจจะรีบจนไม่ได้ทานอะไรเลยเพือ่ให้ไปถึงที่หมายอย่างเร็วที่สุด ฉะนั้นแล้วด้วยจุดอ่อนเหล่านี้ ทำให้นึกถึงธุรกิจที่แม้จะไม่ใหญ่โตอะไร แต่ธุรกิจขายอาหารเช้าน่าจะตอบโจทย์ไปสู่ความร่ำรวยได้

    ถ้าหากจะพูดถึงอาหารเช้าก็มีเยอะแยะไปหมด มีหลายสไตล์ด้วยทั้ง break fast แบบฝรั่ง อย่าง ขนมปัง ออมเลต ไข่ดาวแฮม ไส้กรอก หรือจะเป็นสไตล์ไทย ๆ อย่างข้าวต้ม หมูทอด หมูฝอย และอื่น ๆ เยอะแยะเต็มไปหมด ถึงกับจับต้นชนปลายไม่ถูกกันเลยทีเดียว ฉะนั้นวันนี้จะมาแบ่งประเภทของอาหารเช้าเป็นข้อ ๆ แล้วกัน เผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่คิดจะทำธุรกิจนี้อยู่ จะขอแบ่งเป็นประเภทก่อนแล้วกัน
    ประเภท break fast คืออาหารเช้าสไตล์ฝรั่งที่เน้นคาร์โบไฮเดรตเป็นหลักในการให้พลังงานในตอนเช้า โดยอาหารที่น่าสนใจนำมาขายมีดังนี้เลย

    สปาเก็ตตี้ซุปไก่ อาหารชนิดนี้ใช้เวลาทำพอสมควร ซึ่งอยากจะแนะนำให้ทำเตรียมไว้ก่อนจะนำมาขาย วิธีนำมาขายนั้นเห็นใส่แพคเกจไว้เลย เช่นแยกเส้นกับน้ำไว้ต่างหาก สะดวกทั้งผู้ทานสะดวกทั้งผู้ทำ
    ไข่คน อาหารชนิดนี้จะต้องอาศัยอุปกรณ์สักหน่อย เพราะต้องทำสด ควรมีพื้นที่ไว้สำหรับวางแก็สด้วย ไข่คนเป็นอาหารที่ทำง่าย ใช้เวลาทำไม่นาน จึงเหมาะแก่การทำขาย
    แซนวิซขนาดเล็ก ยอดฮิตของคนขายอาหารเช้าเลยทีเดียวสำหรับเจ้าแซนวิซสารพัดไส้ เพราะสะดวกแก่การขายมากที่สุด สามารถทำทิ้งไว้ล่วงหน้าได้ ใช้พื้นที่ในการขายน้อย และที่สำคัญราคาไม่แพง จึงทำให้ขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว แต่หากจะทำแซนวิซขายหล่ะก็ ต้องทำใจนิดนึงตรงที่คู่แข่งเยอะ
    สลัดผลไม้ เหมาะกับสาวๆในยามเช้าที่ไม่ต้องการแคลลอรี่สูง วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากอะไรเลย แถมทำทิ้งไว้ได้อีกตะหาก แพคใส่กล่องไว้ได้เลย น่าจะเหมาะกับการที่ตั้งขายทำเลโซนออฟฟิต

    ประเภทอาหารเช้าสไตล์ไทย ๆ กันบ้าง คนไทยเคยชินกับการทานข้าวเป็นหลัก ฉะนั้นอาหารเช้าก็ต้องมีเช้าเป็นส่วนประกอบเช่นกัน โดยอาหารที่น่าสนใจนำมาขายมีดังนี้

    ข้าวต้ม ทั้งหมู ไก่ กุ้ง ปลา ปลาหมึก ได้หมด การทำข้าวต้มขายอาจจะต้องใช้อุปกรณ์เยอะดังนั้นเลยต้องใช้ทุนและแรงมากกว่าทำอาหารชนิดอื่น ๆ แต่รับรองขายดีชัวร์
    ข้าวผัดไข่ดาว เป็นอาหารพื้น ๆ ที่ทานได้ง่าย สามารถทำใส่กล่องไว้ได้เลย ถึงเวลาตั้งโต๊ะขาย ซื้อง่ายขายคล่อง ยิ่งถ้าคุณมีฝีมือการทำอาหารอยู่แล้วหล่ะก็ รับรองมีกี่กล่องก็ขายหมด
    โจ๊ก อาหารยอดฮิตในตอนเช้าเลยก็ว่าได้ ทำได้ง่าย ๆเพียงแค่ต้มโจ๊กไว้หม้อใหญ่ๆ เพราะสำหรับบางคนแล้วชอบทานอะไรร้อน ๆ ในตอนเช้า

    นี่เป็นเพียงตัวอย่างแนะนำเท่านั้น จริงๆ แล้วยังมีอาหารเช้าอีกเยอะแยะให้คุณเลือกทำขาย หวังว่าคงเป็นประโยชน์ในการที่จะทำให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นบ้าง

    แผนธรุกิจอาหารเช้า

    กลุ่มเป้าหมายคือใคร อาหารเช้าของคุณนั้นจะขายให้กับกลุ่มไหนเป็นหลัก นักเรียน พนักงานออฟฟิต คนกลางคืน หรือพวกแม่บ้าน คนเดินผ่านไปผ่านมา การกำหนดเป้าหมายไปในแผนทีเป็นส่วนสำคัญ เพราะจะทำให้คุณรู้ว่าธีมหลักคุณจะต้องทำอะไรประมาณไหน

    ทำเลสถานที่ตั้ง ข้อนี้ก็สำคัญไม่แพ้ข้อแรกเลย หากคุณมีอาหารที่อร่อยเลิศในสามโลก แต่คุณเปิดขายในโครงการบ้านเดี่ยว หรือขายในซอยที่ไร้ผู้คนที่มีแต่หนูกับแมลงสาบเป็นเพื่อน แบบนี้ธุรกิจของคุณร่วงแน่นอน ธุรกิจจะไปได้สวยหรือเสียก็วัดกันที่ทำเลนี่แหละ ลองมองหาทำเลที่เป็นย่านคนทำงาน หรือสถานที่ ที่มีออฟฟิตเยอะ ๆ รับรองไปได้สวย

    เงินทุน ข้อนี้เป็นตัวชี้วัดกิจการของคุณเลยก็ว่าได้ ทุนเยอะทุนหนา ก็จะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยธุรกิจอาหารเช้าแล้วไม่จำเป็นจะต้องมีทุนเยอะ เพราะเราเน้นของที่ทำง่าย กินง่าย ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก ขอเพียงมีเงินทุนสักก้อนไม่ต้องมาก ก็สามารถเริ่มธุรกิจได้แล้ว

    แหล่งวัตถุดิบ ข้อนี้เป็นเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อย ในการคำนวณต้นทุนว่า ของแต่ละอย่างควรใช้อะไร มีวัตถุดิบแบบไหนบ้างที่ต้องใช้ และจะลงทุนทำอาหารประเภทไหนบ้าง เวลาขายจะได้กำหนดราคาได้อย่างไม่ขาดทุน

    ความคิดสร้างสรรค์ไอเดียบรรเจิด สำหรับยุคนี้การขายไอเดียเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้ว่าจะเป็นการขายอาหารเช้าก็เถอะ หากคุณใส่ไอเดีย สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ลงไปในผลงานบ้าง ก็จะทำให้คนจดจำคุณได้ง่ายขึ้น และนั่นอาจเป็นการเรียกลูกค้าอีกวิธีนึงด้วยที่ไม่ต้องโปรโมตอะไรมากมายด้วย

    เมื่อคุณได้คำตอบทั้งหมดแล้ว ทั้งหมดจะสูญเปล่าถ้าไม่ลงมือทำ ฉะนั้นก้าวแรกสู่ความร่ำรวย คุณต้องลงมือทำแน่นอนว่าในเดือนแรก ๆ อยากคาดหวังเยอะ เพราะยังใหม่อยู่ ให้คุณสู้และปรับทิศทางกลยุทธของร้านให้ลงตัว เมื่อคนติดร้านคุณแล้ว รับรองทำกันจนไม่มีที่จะเก็บเงินเลยทีเดียว

  • วิธีทำธุรกิจค้าส่งให้ประสบความสำเร็จ

    ตลาดของธุรกิจค้าส่งมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น เนื่องจากยุคนี้อะไรๆ ก็สามารถหาได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ใครก็สามารถเข้ามาจับธุรกิจนี้ได้ เพียงแค่มีเงิน แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ดีกันทุกรายไป การประกอบธุรกิจค้าส่งให้มีผลกำไรก็พอจะมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง

    1. อย่าหมดเงินไปกับการหาทำเล

    การประกอบธุรกิจค้าส่งเป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งทำเลที่ดีมากนัก เนื่องจากการทำธุรกิจประเภทนี้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบ B2B (Business to Business) คือร้านค้าส่งถึงร้านค้าปลีก ดังนั้นการหาทำเลไม่ต้องถึงกับติดถนนใหญ่ หรือใกล้แหล่งชุมชน แค่พอเดินทางสะดวกไม่ได้เข้าซอยลึกเป็นสิบกิโลก็เพียงพอแล้ว เหลือเงินไว้สต็อกสินค้าดีกว่า

    2. Stock สินค้าอย่าให้ขาด

    แน่นอนว่าการที่เราจะเป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งให้มีลูกค้าที่เป็นร้านค้าปลีกมาซื้อของกับเราอย่างต่อเนื่อง สิ่งหนึ่งที่ต้องมีให้พร้อมเสมอนั่นคือการ stock สินค้า ไว้รองรับร้านค้าปลีกต่างๆ ที่เข้ามาซื้อสินค้ากับเรา ถ้าเราไม่สามารถตอบสนองความต้องการสินค้าของร้านค้าปลีกได้ ก็อาจทำให้ร้านค้าเหล่านั้นหันไปหาร้านค้าส่งรายอื่นที่มีสินค้าแทน

    3. อย่าให้สินค้าค้าง stock

    หัวใจของธุรกิจค้าส่งคือสินค้า และควรบริหารสินค้าที่มีอยู่ให้เกิดการหมุนเวียนถ่ายออก ไม่ค้างอยู่ใน stock เป็นเวลานาน เพราะจะกลายเป็นสินค้าที่เก่า ไม่ทันสมัย และจะขายยากหรือถึงขั้นขายไม่ออกในที่สุดทำให้จมทุน ยิ่งถ้าเป็นสินค้าที่มีการเน่าเสียได้แล้ว ควรจะต้องให้เกิดการหมุนเวียนออกไปให้เร็วที่สุด ซึ่งถ้าไม่สามารถขายออกไปได้ แน่นอนว่าต้องทิ้งเท่านั้น นั่นหมายถึงเงินที่ทิ้งไปฟรีๆ

    4. จัดสินค้าให้น่าซื้อ

    ด้วยธุรกิจค้าส่งเป็นการกักตุนสินค้าให้เพียงพอต่อลูกค้าที่เป็นร้านค้าปลีก การที่มีสินค้าอยู่มาก ปัญหาอย่างหนึ่งที่มักพบเสมอๆ คือการจัดสินค้าบนชั้นวางให้ดูง่าย และน่าซื้อ ถ้าร้านใหญ่ควรจะแบ่งโซนของสินค้าเป็นประเภทต่างๆ เช่น โซนอาหารและเครื่องดื่ม โซนของใช้จิปาถะ โซนสินค้าโปรโมชั่น โซนเครื่องสำอาง โซนของใช้ในบ้าน ฯลฯ ซึ่งการจัดโซนนี้ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าได้ง่ายและสะดวก

    5. มีเงินหมุนเวียนอย่าให้ขาด

    ธุรกิจค้าส่งไม่เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ ที่การซื้อขายเป็นแบบยื่นหมูยื่นแมว คือเงินมาของไป แต่ในบางครั้งลูกค้าต้องการซื้อแบบใช้เครดิต ลูกค้าจะไม่จ่ายในทันทีแต่ขอจ่ายในอีก 30 หรือ 60 วัน ซึ่งถ้าธุรกิจค้าส่งของคุณไม่มีเงินสดพอที่จะบริหารอยู่ได้ ทำให้ไม่เกิดสภาพคล่องภายในร้าน อาจส่งผลให้ธุรกิจเกิดการชะงักไม่สามารถหาเงินสดมาหมุนเวียนใช้จ่ายในร้านได้ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะต้องยุบกิจการได้เลย

    6. สร้างลูกค้าระยะยาว

    การจะประกอบธุรกิจค้าส่งให้ประสบความสำเร็จและมีกำไร ลูกค้าคือบุคคลสำคัญยิ่งกว่าใคร การได้ลูกค้าที่เป็นร้านค้าปลีกซื้อสินค้ากับเราประจำย่อมเป็นผลดีต่อธุรกิจ และสิ่งที่จะทำให้ลูกค้าอยู่กับเราในระยะยาวคือ การบริการที่จริงใจ ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ราคาเหมาะสม และเครดิตที่คุณให้กับลูกค้า

    7. สานสัมพันธ์เครือข่าย

    การออกไปพบปะลูกค้าตามร้านค้าปลีกต่างๆ ที่เป็นลูกค้าประจำหรือไม่เป็นลูกค้าก็ตาม ถามถึงความต้องการสินค้าที่อยากรับไปขาย อยากให้เรามีสินค้าตัวไหน ก็เป็นการช่วยให้ลูกค้าเกิดความเชื่อถือไว้ใจ และให้ความรู้สึกที่ดีกับธุรกิจค้าส่งของเรา รวมถึงการจัดโปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดสายสัมพันธ์กันทางธุรกิจและทางใจ ทำให้ลูกค้าเหล่านี้อยู่กับเราเหนียวแน่นและยาวนาน

    8. สร้างความแตกต่าง

    ในบางครั้งการทำอะไรเหมือนๆ กันมากๆ ก็ทำให้เกิดอาการเฟ้อได้ ซึ่งธุรกิจค้าส่งก็เช่นกัน การที่ร้านค้าส่งต่างๆ มีสินค้าที่เหมือนๆ กัน ซ้ำๆ กันย่อมไม่เป็นเรื่องดี อาจทำให้เกิดการตั้งราคาสินค้าตัดกันเอง รวมถึงสินค้าจะค้าง stock ด้วย เพราะฉะนั้นการสร้างความแตกต่างด้วยการอย่าอยู่นิ่ง หาสินค้าใหม่ๆ ที่น่าสนใจและแตกต่างมาขายอยู่เป็นประจำ ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ดีในการทำธุรกิจ

    9. เพิ่มช่องทาง online

    การจะประกอบธุรกิจในยุคที่เทคโนโลยีของการสื่อสารมีอิทธิพลทางการตลาดให้เกิดกำไรสูงสุด แน่นอนว่าขาดช่องทางนี้ไปไม่ได้เลยทีเดียวนั่นคือ online การประกอบธุรกิจค้าส่งเองก็เช่นกัน นอกจากลูกค้าที่อยู่บริเวณใกล้เคียงแล้ว ยังสามารถหาลูกค้าได้มากมายทั้งๆ ที่อยู่ไกลกันมาก หรืออยู่กันคนละจังหวัด แต่เพราะลูกค้าเห็นสินค้าเราจากใน internet ก็สามารถสั่งสินค้าของเราทาง online ได้โดยง่าย ทำให้เกิดการกระจายสินค้าได้มากยิ่งขึ้นอีกช่องทาง

    10. การประชาสัมพันธ์

    การกระตุ้นตนเองให้เกิดความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาในการทำธุรกิจ จะช่วยให้การประกอบธุรกิจค้าส่งของเราไม่ล้าหลัง และมีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา การอัพเดทสินค้าใหม่สม่ำเสมอ การจัดโปรโมชั่น การประชาสัมพันธ์ เช่น จัดทำแผ่นพับ ใบปลิว แจ้งวันจัดโปรโมชั่น แจ้งสินค้าใหม่ๆ ที่จะเข้ามา จะช่วยให้ลูกค้าเลือกที่จะซื้อสินค้ากับเรามากขึ้น

    เป็นอย่างไรกันบ้างกับเคล็ดลับการทำธุรกิจค้าส่งให้มีกำไร หวังว่าคงจะทำให้ท่านที่ต้องการจะทำธุรกิจนี้ขึ้นมา ได้พอเห็นแนวทางในการประกอบธุรกิจให้เกิดผลกำไร และสามารถดำเนินธุรกิจนี้ได้อย่างมั่นคงและมีเส้นทางที่ชัดเจน และอย่าลืมว่า ลูกค้ามากกำไรก็มากตามมาเช่นกัน

  • เจาะลึกการทำธุรกิจที่แขวงจำปาสัก ประเทศลาว

    สำหรับบทความนี้ก็จะมาเจาะลึกการทำธุรกิจที่แขวงจำปาสัก ประเทศลาว ว่ามีอะไรอย่างไรบ้าง เหมาะสำหรับท่านที่สนใจการทำธุรกิจที่ประเทศลาว โดยเฉพาะเจาะลึกที่แขวงจำปาสักนี้ เชิญอ่านกันได้เลยครับ

    ด้านสภาพทั่วๆ ไป

    – ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของแขวงจำปาสัก เป็นจุดเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมทางบกระหว่างไทย-ลาว-กัมพูชา ตามเส้นทางจังหวัดอุบลราชธานี-จำปาสัก-อัตตะปือ-สตรึงเตรง(กัมพูชา) และจุดเชื่อมต่อไทย-ลาว-เวียดนามโดยเชื่อมต่อไทย กับ ทะเลจีนใต้ ตามเส้นทางอุบลราชธานี-จำปาสัก-ดานัง-เว้ หรือ เชื่อมต่อไทยไปยังปากแม่น้ำโขง ตามเส้นทางอุบลราชธานี-จำปาสัก-โฮจิมินห์-คุชิ-วุงเตา (เวียดนาม)
    – แขวงจำปาสัก มีทั้งหมด 10 เมือง คือ เมืองปากเซ เมืองชนะสมบูรณ์ เมืองบาเจียงเจริญสุข เมืองปากช่อง เมืองปทุมพร เมืองโพนทอง เมืองจำปาศักดิ์ เมืองสุขุมา เมืองมูลปาโมกข์ เมืองโขง
    – แขวงจำปาสักเป็นจุดเชื่อมเครือข่ายคมนาคมทางบกระหว่างประเทศให้กับแขวงอื่นๆ ภายในประเทศ โดยเฉพาะแขวงที่ไม่มีด่านพรมแดน ได้แก่ แขวงสาละวัน เซกอง และอัตตะปือ ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางจากจังหวัดอุบลราชธานี ไปยังตอนใต้ของประเทศลาวจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรที่ด่านช่องเม็ก-วังเต่า รวมทั้งสินค้านำเข้าและส่งออกระหว่างไทยกับลาว
    – การเดินทางทางอากาศสะดวก ตอนนี้มีสนามบินนานาชาติ 1 แห่ง คือ สนามบินปากเซ ซึ่งสามารถบินจากกรุงเทพไปปากเซในแขวงจำปาสักได้เลย และยังมีบินอีกจากหลายจังหวัดในไทยที่ไปปากเซ

    ด้านธุรกิจการลงทุน

    – แขวงจำปาสักมีศักยภาพที่จะพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และมีภูมิอากาศที่พอเหมาะกับการผลิตพืชผลทางเกษตรสำหรับการบริโภคในประเทศ และการส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ข้าว เมล็ดกาแฟ ผักผลไม้ และพืชไร่ต่างๆ โดยเฉพาะเมืองปากช่อง ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบสูง มีสภาพอากาศเย็นตลอดทั้งปี และมีฝนตกชุก เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก นอกจากนั้นแขวงจำปาสักมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจ เช่น น้ำตกคอนพะเพ็ง (อยู่ในเชียงของ ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีขนาดยาวที่สุดในโลก ถึง 10.7 กิโลเมตร) น้ำตกหลี่ผี น้ำตกดอนเฮือง และประสาทหินวัดพู เป็นต้น
    – แขวงจำปาสักเป็น 1 ใน 4 แขวงของประเทศลาว ที่เจ้าแขวงมีอำนาจอนุมัติโครงการลงทุนได้เอง หากมูลค่าโครงการไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้พื้นที่ไม่เกิน 100 เฮกตาร์
    – จำปาสักในลาวเมืองตอนใต้ที่เชื่อมต่อไปยัง 3 ประเทศเพื่อนบ้าน คือ ไทย กัมพูชา และเวียดนาม เมืองมีความเป็นธรรมชาติ น่าท่องเที่ยว และเหมาะแก่การทำเกษตร ทั้ง สับปะรด กาแฟ
    – แขวงจำปาสักมีการเติบโตรายได้ต่อหัวของประชากร มูลค่า 1,034 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในปี พ.ศ. 2558 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,514 ดอลลาร์ต่อคนต่อปีใน พ.ศ. 2561 ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจดี ประชากรมีรายได้สูงกว่าเมืองหลวงเวียงจันทน์ ที่มีรายได้ต่อหัวเพียง 835 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี
    – เช่นเดียวกันกับ GDP สูงถึงปีละ 8% ในปี พ.ศ. 2552 ทำให้กลายเป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุนหลายโครงการจากต่างชาติ อีกทั้งกฎหมายยังเปิดกว้างรับเงินลงทุนต่างชาติ ที่สำคัญยังมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ แม้จะยังมีปัญหาทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยังรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ทัน แต่กระนั้นกลับกลายเป็นโอกาสทองในการเปิดรับทุนจากต่างประเทศ โดยอุตสาหกรรมที่เป็นโอกาส คือ อุตสาหกรรมการเกษตร เช่น กาแฟ ชา ถั่วเหลือง และหวาย รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร
    – แขวงจำปาสักเป็นแหล่งแร่บอกไซต์ขนาดใหญ่ติดอันดับโลก และสถานการณ์จะเปลี่ยนไปมาก หากสำรวจพบก๊าซ และน้ำมันดิบในปริมาณมากพอที่จะผลิตขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ ในแขวงนี้ยังมีเขื่อนผลิตไฟฟ้าอีกหลายแห่ง รวมทั้งเขื่อนกั้นลำน้ำโขงที่ชายแดนไทย 2 แห่ง
    – มีตลาด 25 แห่ง เป็นระดับแขวง 4 แห่ง เมือง 8 แห่ง และหมู่บ้าน 13 แห่ง
    – แขวงจำปาสักตอนนี้กำลังเร่งก่อสร้างปรับปรุงถนน อาคาร ร้านค้า มีรถบรรทุกขนส่งวัสดุก่อสร้าง เหล็กเส้น น้ำมันเชื้อเพลิง และสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยวิ่งกันขวักไขว่ และยังมีโรงแรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลายแห่งรองรับคนไทย และเวียดนามที่เดินทางเข้ามาไม่ขาดสาย
    – ที่ดินผืนใหญ่ในลาว เริ่มหายากขึ้นทุกทีสำหรับโครงการขนาดใหญ่ แต่แขวงจำปาสักกำลังหยิบยื่นโอกาสสำคัญนี้แก่นักลงทุน
    – แขวงจำปาสักยังรวมอยู่ในแผนพัฒนาสามเหลี่ยมมรกต (Emerald Triangle) ระหว่างลาว เวียดนามและกัมพูชาที่ได้รับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น เกาหลี และธนาคารพัฒนาเอเชีย เพื่อให้เขตรอยต่อ 3 ประเทศ กลายเป็นทั้งแหล่งผลิตอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
    – นอกจากนี้รัฐบาลลาวยังเปิดกว้างการลงทุน ด้านการผลิตแปรรูปสินค้าเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน ท่องเที่ยวและบริการ อุตสาหกรรม โลจิสติกส์ รวมถึงการพัฒนาคน

    เมืองสำคัญของแขวงจำปาสัก

    เมืองปากเซ

    เมืองปากเซ เป็นเมืองเอกของแขวงจำปาศักดิ์ และถือเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของลาวตอนใต้ ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง มีประชากรประมาณ 70,000 คน เป็นเมืองที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ประเพณีและวัฒนธรรม ทั้งชาวลาว ชาวจีน และชาวเวียดนาม บรรยากาศทั่วไปเงียบสงบเป็นธรรมชาติ ชาวบ้านมีวิถีชีวิตเรียบง่าย และสนามบินของแขวงจำปาสักก็ได้ตั้งอยู่ที่เมืองปากเซอีกด้วย

    เมืองจำปาศักดิ์

    เมืองจำปาศักดิ์ เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรจำปาสัก และเคยเป็นเมืองเอกของแขวงจำปาสัก ตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ภายหลังการยึดครองของฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2448 เมืองจำปาสักได้ถูกลดความสำคัญลงกลายมาเป็นเมืองบริวารของแขวง โดยย้ายเมืองเอกไปยังเมืองปากเซอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ห่างจากเมืองจำปาสักไปทางทิศเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร

    ด่านพรมแดนที่สำคัญของแขวงจำปาสัก

    – ด่านพรมแดนวังเต่า ติดต่อกับประเทศไทยที่ด่านพรมแดนช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีประมาณ 90 กิโลเมตร
    – ด่านพรมแดนเวินคาม ติดต่อกับประเทศกัมพูชาทางเรือโดยสารตามแม่น้ำโขงไปยังเมืองสตึงแตรง
    – ด่านพรมแดนดงกระลอ ติดต่อกับประเทศกัมพูชาที่ด่านดงกะลอ จังหวัดสตึงแตรง โดยทางหลวงหมายเลข 13 (ใต้) ของลาวเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 7 ของกัมพูชา

    การเดินทางจากพรมแดนไทย

    จากด่านพรมแดนช่องเม็ก สามารถเดินทางผ่านด่านพรมแดนวังเต่าเข้าสู่ประเทศลาว จากนั้นมาตามทางหลวงหมายเลข 16 ซึ่งเป็นถนนลาดยาง ระยะประมาณ 42 กิโลเมตร ข้ามแม่น้ำโขงที่สะพานลาว-ญี่ปุ่น ความยาว 1,380 เมตร เข้าสู่เมืองปากเซ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยสามารถใช้บริการรถโดยสารจากชายแดนไทยที่สถานีขนส่งลาว ห่างจากด่านตรวจคนเข้าเมืองลาวประมาณ 300 เมตร มีทั้งรถโดยสารประจำทาง และรถสองแถววันละหลายเที่ยว (แต่ถ้ามีประมาณ 3-4 คน แนะนำให้ใช้บริการรถยนต์รับจ้าง จะสะดวกและเร็วกว่า) นอกจากนี้ทั้งประเทศลาวและไทยได้ร่วมมือกันจัดเดินรถโดยสารประจำทางระหว่างประเทศ จากตัวเมืองอุบลราชธานี-ปากเซ

  • แหล่งการค้าที่สำคัญในนครหลวงเวียงจันทน์

    แหล่งการค้าที่สำคัญในนครหลวงเวียงจันทน์ (Vientiane Capital) ที่เป็นแหล่งกระจายสินค้าของไทยและต่างชาติ มีดังต่อไปนี้

    ตลาดเช้า

    อยู่ที่มุมถนนล้านช้างตัดกับคูเวียง อยู่ติดกับสถานีจอดรถโดยสาร ของนครเวียงจันทร์ เป็นตลาดหลัก และศูนย์กลางของการค้าขาย เป็นตลาดช้อปปิ้งที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นที่นัดพบปะของผู้คนในนครเวียงจันทน์ เปิดบริการตลอดตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น

    สำหรับตัวตลาดเก่า มีลักษณะเหมือนศาลาวัดขนาดใหญ่มีสองชั้น ปัจจุบันมีการก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม แต่ยังคงไว้ซึ่งตัวหลังคา เป็นเอกลักษณ์ของตลาดเช้า ในรูปแบบของห้างสรรพสินค้าทันสมัย ซึ่งจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองและสินค้าจากต่างประเทศ เช่น เครื่องมุกจากเวียดนาม นาฬิกาจากรัสเซีย ของใช้เบ็ดเตล็ดจากจีน เครื่องแก้วจากเชกโกสโลวาเกีย มีพื้นที่ขายเครื่องเงินเครื่องทองจำนวนมาก อาคารใหม่ของตลาดแห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของสาขาธนาคารต่างๆ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าขายทองคำ เครื่องเงิน และมีลานจัดกิจกรรมในโอกาสเทศกาลต่างๆ อีกด้วย

    โดยสินค้าส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากประเทศไทย และจากประเทศจีน โดยเฉพาะสินค้าวประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า ไอทีและมือถือ นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่นำเข้าจากเวียดนาม มีให้เห็นบ้างประปราย

    ตลาดคัวดิน (Kua Din Market)

    ตั้งอยู่ที่ถนนคัวดิน เป็นตลาดที่อยู่ด้านหลังตลาดเช้า ติดกับสถานีขนส่งโดยสาร เป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ เป็นแหล่งขายส่งสินค้าประเภท เสื้อผ้า ผ้าทอพื้นเมือง จำนวนมาก มองดูคล้ายตลาดโบ้เบ้ ของไทย นอกจากนี้ ก็ยังเป็นแหล่งขายพืชผัก และอาหารสด ป้อนให้กับผู้บริโภค ประชาชนภายในนครหลวงเวียงจันทน์ โดยเฉพาะในยามเช้าของตลาดแห่งนี้ และที่น่าสนใจคือ จากการสอบถามราคาสินค้าภายในตลาดคัวดิน แห่งนี้ถือได้ว่าราคาค่อนข้างถูก

    ตลาดทุ่งขันคำ (Tung Khun Kham Market)

    ตั้งบนถนนดงเมือง ติดกับถนนทุ่งขันคำ เป็นอาคารเปิดโล่งชั้นเดียว หลายอาคารติดต่อกัน มีบริเวณขายอาหารสด เป็นแผงแบบตลาดทั่วไป สินค้าประเภทอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และอีกส่วนจะเป็นสินค้าเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านเครื่องสังฆภัณฑ์ มีอยู่หลายร้าน มีทั้งขายปลีกและขายส่ง โดยสินค้าก็ส่วนใหญ่ผลิตจากประเทศไทย ตามด้วยสินค้าจีน และเวียดนาม

    ตลาดจีน (Chinese Market)

    ตลาดจีนเป็นอาคารหลังใหญ่ ล้อมรอบด้วยอาคารพาณิชย์ ที่มีสินค้าจากจีนมาขายเป็นจำนวนมาก หลากหลายชนิด ทั้งมี สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเลียนแบบ สินค้าแบรนด์แนมที่มีชื่อเสียง เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องมือและเครื่องจักรขนาดเล็ก สำหรับงานช่าง ที่นี่เป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกช้อปปิ้งสินค้าราคาถูก ซึ่งจากการสำรวจพบว่า พ่อค้า แม่ค้า ที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีน แต่บางร้านจะจ้างพนักงานชาวลาว เป็นคนขายหน้าร้าน โดยส่วนใหญ่สินค้าที่นี่มาจากประเทศจีน

    ศูนย์การค้าสากลซังเจียง (Sanjiang Shopping Mall)

    ตั้งอยู่บนถนน T-2 เป็นแหล่งรวบรวมสินค้านำเข้ามาจากประเทศจีนมีหลากหลายมากในพื้นที่อันกว้างใหญ่ สถานที่จอดรถขนาดใหญ่ เป็นศูนย์การค้าของสินค้าจีน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า, กระเป๋า, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องเสียง ของที่ระลึก เสื้อผ้า ผ้าม่าน นอกจากนี้ยังมีอาคารพาณิชย์ สำหรับขายเครื่องมือเครื่องจักร และโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงอาหาร เรียกได้ว่าเป็นศูนย์การค้า china town ของลาวอีกแห่งหนึ่ง เพราะมีชาวจีนเป็นเจ้าของกิจการ และจ้างลูกจ้างชาวลาวในการขายสินค้า ให้แก่นักท่องเที่ยวและประชาชนชาวลาว

  • เทคนิคการเจรจาธุรกิจกับชาวจีน

    การเจรจาทางธุรกิจนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่จะทำให้การตกลงทางธุรกิจประสบความสำเร็จ และการเจรจาธุรกิจกับนักธุรกิจประเทศต่างๆ ก็มีความแตกต่างกัน ตามวัฒนธรรมในประเทศนั้นๆ สำหรับบทความนี้ก็จะมาแนะนำเทคนิคการเจรจาธุรกิจกับชาวจีน ว่ามีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หลายอย่างที่นักธุรกิจไทยจะต้องศึกษาไว้ เพื่อการเจรจราธุรกิจที่ราบรื่น และประสบความสำเร็จกับนักธุรกิจชาวจีน

    คนกลางแนะนำมารู้จัก

    คนจีนไม่ชอบทำธุรกิจกับคนแปลกหน้า ดังนั้นการที่มีคนกลางที่เป็นที่รู้จักทั้งสองฝ่าย เป็นผู้แนะนำให้รู้จักซึ่งกันและกันจะเป็นประโยชน์มาก คนกลางเปรียบเสมือนเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายให้ทพความรู้จักสนิทกันเร็วขึ้น ถ้าคนกลางเป็นคนไทยก้จะดีมาก เพราะจะได้แนะนำมารยาททางการเจรจาธุรกิจกับชาวจีนให้เราได้ทราบ ทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น

    จ้างล่ามดีกว่า ถ้าไม่เชี่ยวชาญภาษาจีน

    คนจีนส่วนใหญ่มักจะใช้ภาษาจีนในการเจรจาแทนภาษาอังกฤษ ดังนั้นเราจำเป็นที่ต้องจ้างล่ามคนไทยที่พูดภาษาจีน และควรเลือกล่ามที่มีประสบการณ์ในการเจรจาทางธุรกิจ และเข้าใจวัฒนธรรมจีนอย่างถ่องแท้ ล่ามที่มีประสบการณ์เจรจาธุรกิจจะมีส่วนช่วยในการเจรจาให้ประสบความสำเร็จได้ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับนักธุรกิจจีนรุ่นใหม่ ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศก็มีมาก และกลับมาสืบทอดธุรกิจของพ่อแม่ ในกลุ่มนี้จะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว

    สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

    การให้เกียรติอีกฝ่ายซึ่งจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ซึ่งการทำให้อีกฝ่ายได้หน้าถือเป็นการให้เกียรติทางหนึ่ง จะส่งผลให้บรรยากาศในการเจรจาราบรื่น และสะท้อนถึงมิตรภาพ เช่น การชมข้อดีของอีกฝ่าย อาจจะเป็นความสามารถ การศึกษา บุคคลิกภาพ หรือรูปร่างหน้าตา ส่วนการทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า เช่น ไม่ทำการนัดหมายล่วงหน้าก่อนพบปะกัน หรือไปถึงสถานที่นัดหมายช้ากว่ากำหนดโดยไม่แจ้ง หรือแสดงความคิดเห็นที่ตรงเกินไป หรือปฏิเสธคำเชิญร่วมรับประทานอาหาร เหล่านี้อาจทำให้เสียโอกาสทางการค้าได้

    ตำแหน่งของผุ้เจรจาต้องเท่ากัน

    คนจีนให้ความสำคัญกับเรื่องลำดับชั้นตำแหน่ง หรือความอาวุโสมาก การติดต่อเจรจาธุรกิจควรส่งตัวแทนที่มีตำแหน่งในระดับเดียวกับผู้ที่จะไปเจรจาด้วย การส่งคนตำแหน่งต่ำกว่าไปเจรจาแสดงถึงการไม่ให้เกียรติ อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น ผู้ใหญ่ติดภารกิจเร่งด่วน ควรขอเลื่อนนัด และแสดงความขอโทษ หรือขอนัดกับผู้ที่มีตำแหน่งรองลงมา ที่ตำแหน่งเทียบเท่ากับฝ่ายเรา

    เรียกชื่อคู่สนทนาอย่างให้เกียรติ

    การเรียกชื่อคนจีน ควรนำหน้าด้วย “Mister หรือ Miss แล้วตามด้วยนามสกุล บางครั้งอาจจะเรียกเพียงตำแหน่งเท่านั้นก็ได้ และยิ่งเรียกเป็นภาษาจีน สำเนียงจีน ได้อย่างถูกต้อง จะยิ่งกระชับความสัมพันธ์ขึ้นอีกระดับ เนื่องจากถือเป็นการให้เกียรติคู่สนทนา บางครั้งการเรียกชื่อคนจีนแบบสำนวนไทย อาจจะทำให้คู่สนทนาดูตลกได้ หรือบางครั้งคู่สนทนาอาจไม่มีตำแหน่งในองค์กร หรือปลดเกษียณแล้ว แต่ถ้าทางบริษัทคู่ค้าได้เชิญเข้ามาร่วมเจรจาด้วย แสดงว่าเขาให้เกียรติ และรับฟังความคิดเห็นของผู้นั้น หรือแสดงว่าผู้นั้นยังมีความสัมพันธ์กับองค์กรอยู่ นั่นเพราะชาวจีนจะให้เกียรติผู้อาวุโสเป็นสำคัญ นอกจากนี้การเรียกคู่สนทนาด้วยตำแหน่งที่สูงกว่าก็ถือเป็นการให้เกียรติอีกวิธีหนึ่ง เช่น ถ้ารองผู้จัดการมาต้อนรับแทนผู้จัดการ ก็ให้เรียกเขาว่า “Manager” เฉยๆ หรือจะเรียก Manager แล้วตามด้วยนามสกุลก็ได้ เวลาเรียกผู้จัการตัวจริงก็เรียก Manager แล้วตามด้วยนามสกุลเช่นกัน

    วิธีการแลกนามบัตรกับนักธุรกิจจีน

    การแลกเปลี่ยนนามบัตรกันนั้นนับเป็นโอกาสดีในการสร้างความประทับใจ เพราะการให้และรับนามบัตรตามธรรมเนียมจีน มีความละเอียดอ่อนเรื่องกิริยาและท่าที ส่วนชาวไทยนิยมยื่นนามบัตรให้โดยใช้มือเดียวเพราะมองว่าเป็นเพียงกระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นหนึ่ง แต่สำหรับชาวจีนแล้ว เราต้องรับนามบัตรด้วยสองมือ เช่นเดียวกับเวลายื่นนามบัตร โดยหันชื่อตนเองออกไปเพื่อให้ผู้รับอ่านได้ พร้อมกับก้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย และก่อนจะเก็บนามบัตรก็ต้องแสดงความใส่ใจด้วยการพิจารณาข้อมูลบนนามบัตร ถือไว้สักครู่ จากนั้นพูดว่า “ยินดีที่ได้รู้จักท่าน” (ถ้าพูดเป็นภาษาจีนได้ก็จะยิ่งดี อาจจะฝึกไว้บ้าง) รวมทั้งจับมือ และสบตาคู่เจรจาด้วย ถ้าเป็นการประชุมเจรจาธุรกิจหลายคน ต้องวางเรียงนามบัตรที่ได้รับทั้งหมดไว้บนโต๊ะ เพื่อที่จะได้เรียกชื่อกับตำแหน่งของแต่ละคนได้อย่างถูกต้อง

    เตรียมประเด็นหารือให้พร้อม

    นักธุรกิจไทยควรแจ้งประเด็นหารือให้กับอีกฝ่ายทราบล่วงหน้า เพื่อการเตรียมตัวของทั้งสองฝ่าย ส่วนการหยิบยกประเด็นนอกเหนือจากที่ได้แจ้งไว้อาจนำไปสู่การเสียหน้าของอีกฝ่าย นอกจากจะกระทบความสัมพันธ์แล้ว ยังอาจทำให้อีกฝ่ายมีข้ออ้างที่จะหลีกเลี่ยงการเจรจาด้วยเหตุผลว่า ไม่ได้เตรียมข้อมูลหัวข้อนั้นๆ ไว้ การนำเสนอควรเริ่มจากการพูดถึงภาพรวม ก่อนจะไปยังประเด็นที่เล็กลง การมีข้อมูลเชิงตัวเลขไปด้วย จะช่วยให้นักธุรกิจจีนเข้าใจภาพรวมได้ง่ายขึ้น

    มารยาทบนโต๊ะอาหาร

    นักธุรกิจจีนมักใช้การรับประทานอาหารร่วมกันเป็นเวทีเจรจาธุรกิจ โดยวัฒนธรรมบนโต๊ะอาหารนั้นมีความละเอียดอ่อน และธรรมเนียมปฏิบัติค่อนข้างมาก แต่นักธุรกิจไทยมักแสดงความเป็นกันเองมากเกินไป บางครั้งก็พูดคุยเรื่องสัพเพเหระชวนขำขันเกินพอดี หรือนั่งหารือกันเองของฝ่ายตนมากจนเกินไป สิ่งเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะฝ่ายนักธุรกิจจีนจะเตรียมประเด็นมาเพื่อยื่นเสนอไว้เรียบร้อยแล้ว โดยให้ประธานเป็นผู้กล่าว และเขาก็คาดหวังว่าประธานฝ่ายไทยจะเป็นผู้กล่าวถึงข้อเสนอเช่นกัน ต่างจากฝ่ายไทยที่ชอบให้ผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละคนพูด ส่งผลให้หาข้อสรุปได้ยาก ฉะนั้นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องศึกษาไว้นะครับ

    การทำสัญญา

    สำหรับการทำสัญญาธุรกิจ จำเป็นจะต้องอาศัยนักกฎหมายท้องถิ่น ที่มีความรู้ความเข้าใจกฎหมายท้องถิ่นเป็นอย่างดี เพราะสามารถแนะนำลู่ทางต่างๆ ได้ดี และหลังจากตกลงที่จะทำสัญญากันแล้ว ในการลงนามสัญญาต่างๆ ถ้าเป็นไปได้ให้เชิญผู้ใหญ่ เช่น เจ้าหน้าที่จากสถานทูตไทยที่จีนมาเป็นสักขีพยาน เพื่อร่วมรับรู้สัญญากฎหมาย

    พบปะกัน ไม่ไปมือเปล่า

    พยายามไปมาหาสู่กับบริษัทที่ติดต่อด้วยอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากชาวจีนชอบพบปะพูดคุย สังสรรค์ และควรจะมีของกำนัลหรือของชำร่วยต่าง ๆ เพราะรากฐานวัฒนธรรมอันยาวนาน การไปพบปะกับแขกบ้านแขกเมืองต้องมีของชำร่วยไปมอบให้ทุกครั้งเพื่อเป็นการให้เกียรติ แสดงน้ำใจ แสดงความเคารพ และเป็นหน้าเป็นตา จะไม่ไปมือเปล่าเมื่อการเจรจาธุรกิจเพียงอย่างเดียว

    สรุป

    หากขาดความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่างระหว่างไทยกับจีน ก็จะทำให้การทำการค้ากับจีนก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว นักธุรกิจชาวไทยจึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องภาษา วิถีชีวิต และธรรมเนียมปฏิบัติเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ เพื่อให้การเจรจาทางธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

  • ขายอะไรดีออนไลน์ แนะนำ 10 ประเภทสินค้าที่ขายดีในโลกออนไลน์

    อาหารเสริม

    อาหารเสริมเป็นสิ่งที่ขายได้ตลอดทั้งปี กี่ปีๆ ผ่านไป คนก็ยังกินอาหารเสริมกันอยู่ ประเภทของอาหารเสริมมีอะไรบ้างก็อย่างเช่น

    – อาหารเสริมประเภทบำรุงสุขภาพ สำหรับประเภทนี้สามารถตรวจสอบได้จากสรรพคุณที่โฆษณาว่าเป็นอาหารเสริมสำหรับบำรุงร่างกาย เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดี แข็งแรง
    – อาหารเสริมประเภทป้องกันและรักษาโรค อาหารเสริมประเภทนี้จะมีโฆษณาว่าเมื่อผู้บริโภครับประทาน หรือใช้ภายนอกแล้วจะช่วยป้องกันโรคหรือรักษาโรคต่างๆได้
    – อาหารเสริมประเภทควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำหนัก โดยอาหารเสริมประเภทนี้จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน หรือผู้เป็นโรคอ้วน ซึ่งอาหารประเภทนี้จะช่วยทำให้เมื่อผู้บริโภครับประทานเข้าไปแล้ว จะทำให้ไม่รู้สึกหิว ทานอาหารได้น้อยลง หรือช่วยในการสลายไขมันส่วนเกิน ป้องกันการสะสมของไขมันใหม่
    – อาหารเสริมประเภทเพิ่มพลัง ให้พลังาน ซึ่งอาหารเสริมเพื่อสุขภาพประเภทนี้จะมีสารอาหารที่ให้พลังงานอย่างรวดเร็ว อย่างเช่น เครื่องดื่มเกลือแร่ชนิดต่างๆ
    – ผลิตภัณฑ์ที่เสริมหรือเติมสารอาหาร (fortifiaction) บางชนิดให้มากขึ้น เช่น ใยอาหาร (dietary fiber) แคลเซียม เพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้คนบางกลุ่มที่ได้รับสารอาหารบางชนิดไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

    เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับ

    ในหมวดหมู่นี้ ก็จะเหมาะกับคุณผู้หญิงเสียส่วนใหญ่ อันนี้ก็ขายได้ทั้งปีครับ ของกระจุกกระจิกชิ้นละ 100 บาทนี่ขายดีมากครับ เป็นราคาที่ซื้อได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมากครับ ในหมวดเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับ ถ้าไม่เป็น brand name จะขายดีมากครับ แต่ถ้าเป็น brand name ส่วนใหญ่จะไม่ซื้อทางออนไลน์ครับ จะเดินไปซื้อที่ shop กันเสียส่วนใหญ่ อย่างว่าหล่ะครับสินค้า brand name ของปลอมขายกันในออนไลน์เยอะจริงๆ ครับ
    – เสื้อผ้า จะเป็นเสื้อรวมไปถึงกางเกง และเดรส หรืออื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วจะขายกันเป็น free size ตัวละ 100-200 บาท แต่ก็มีบางร้านที่ขายแบบให้เลือกไซต์ตั้งแต่ไซต์ S-XL
    – รองเท้า อันนี้ต้องระบุขนาดไว้ให้ชัดเจนนะครับ ว่าขนาดเท่าไหร่ เสื้อผ้าใหญ่ไป ยังพอใส่ได้ แต่รองเท้าใหญ่ไป เวลาเดินจะเดินลำบาก มีเปลี่ยนคืนแน่นอนครับ
    – กระเป๋า ก็แนะนำว่าอย่าขายของก็อปนะครับ ให้ขายเป็น brand ของเราดีกว่า แต่เน้นราคาไม่สูงครับ รูปทรงอาจจะคล้ายกับ brand name แต่ขอให้มีจุดที่แตกต่างกันนะครับ
    – เครื่องประดับ ก็จะเป็นพวกตุ้มหู คู่ละ 50 บาทขายดีมาก คุณผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกซื้อกันอย่างเพลินเลยทีเดียว

    สำหรับเสื้อผ้า และรองเท้า เป็นการขายที่วัดใจมากครับ เพราะบางทีลูกค้าซื้อออนไลน์ไปแล้วใส่ไม่ได้ เล็กเกินไป หรือใหญ่เกินไป ก็มีให้เห็นอยู่มาก อาจจะมีการคืนสินค้าขอเปลี่ยนขนาด ซึ่งในจุดนี้พ่อค้าแม่ค้าขายเสื้อผ้า และรองเท้า ก้ต้องเผื่อใจไว้ด้วยครับ แต่อย่างว่าบางทีมันขายดีจริงๆ ครับ บางคนก็ยอมรับในจุดนี้ได้ และยินดีที่จะเปลี่ยนสินค้าให้ผู้ซื้อครับ

    เครื่องสำอาง

    สำหรับเครื่องสำอาง แน่นอนว่าถ้าเราเป็นเจ้าของแบรนด์ และกดราคาขายให้ต่ำลงมากๆ อาจจะทำให้คนซื้อหน้าพังได้ ในหมวดเครื่องสำอาง ไม่ควรกดราคาต่ำ แต่ควรจะใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมาใช้ในการผลิตนะครับ บางคนขี้เกียจผลิตเอง ก็ไปรับยี่ห้อดังๆ มาขายเอากำไรต่อ อย่างนี้ก็ได้ครับ เพราะตอนนี้ยี่ห้อดังๆ ก็ขายเครื่องสำอางกันไม่แพง อยู่ในระดับหลักร้อยที่สามารถซื้อได้ครับ

    ครีมบำรุงผิว

    ครีมบำรุงผิว อันนี้ก็เช่นกัน อาจจะกดราคาลงไม่ได้ ถ้าคุณไปจ้างโรงงานรับผลิต ถ้าเค้าทำขายคุณในราคาที่ถูกมากๆ คุณก็ต้องพิจารณาถึงส่วนผสมอะไรต่างๆ ที่อยู่ในครีมบำรุงผิวว่ามันมีอะไรบ้าง ใช้แล้วเหมือนไม่ได้ใช้หรือเปล่า ก็ต้องดูให้ดีๆ ทุกวันนี้ครีมบำรุงผิวมีเกลื่อนตลาด เราก็ต้องดูจะผลิตเอง ทำการตลาดเอง หรือจะไปรับยี่ห้อดังๆ มาขายต่อ ชอบแบบไหนมากกว่ากัน บางคนชอบทางปั้นแบรนด์ขึ้นมาขายเอง ซึ่งก็ต้องใช้ระยะเวลา บางคนก็เอายี่ห้อดังๆ มาขายเลย เพราะต้องการเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จุดมุ่งหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ก็ว่ากันไปครับ

    งานแฮนด์เมด

    งานแฮนด์เมด จะแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคืองานแฮนด์เมดที่มีอยู่ทั่วๆ ไป เช่น นาฬิกาแฮนด์เมดลายต่างๆ โคมไฟกะลามะพร้าวแฮนด์เมด และอื่นๆ อีกมากมาย ที่เค้าทำออกมากันเยอะๆ สินค้าเหล่านี้ใส่ราคาสูงมากไม่ได้ เดี๋ยวไม่มีคนซื้อ ประเภทที่สองคืองานแฮนด์เมดที่มีชิ้นเดียวในโลก อาจจะเป็นภาพวาดที่มีรูปคุณ นาฬิกาที่มีรูปคุณ อะไรต่างๆ ที่มีคุณเข้าไปเกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านี้จะเรียกราคาได้สูงขึ้น เคยไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แล้วเวลาเราออกมาจากสถานที่นั้น เราจะเห็นรูปเราอยู่บนจาน เค้าจะวางไว้ตรงบริเวณทางเข้าทางออก เวลาเราเห็นรูปเราอยู่บนจาน ก็จะรู้สึกเซอร์ไพรส์นิดนึง ไปถ่ายมาตอนไหนเนี่ย ราคาใบละร้อย ถามว่าซื้อมั้ย ที่ผมเห็นส่วนใหญ่ก็ซื้อนะ เก็บไว้เป็นที่ระลึก ทั้งๆ ที่จานเล็กๆ ต้นทุนใบละ 5-10 บาทเท่านั้นเองครับ

    สินค้า Otop

    เคยได้ยินสโลแกนที่ว่า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์มั้ยครับ นั่นแหล่ะครับสโลแกนของสินค้า Otop ถ้าจะถามว่าสินค้า Otop คืออะไร สินค้า Otop ก็คือสินค้าพื้นเมืองของชาวบ้านตำบลนั้นๆ ผมจะขอยกตัวอย่างนะครับ

    – กาแฟเขาทะลุ กาแฟชื่อดังของจังหวัดชุมพร
    – เสื้อผ้าหม้อห้อม ของจังหวัดแพร่
    – กล้วยตาก Organic ของจังหวัดพิษณุโลก
    – ผ้าขิดไหม ของจังหวัดหนองบัวลำภู

    เหล่านี้เป็นต้นนะครับ จริงๆ ยังมีอีกมาก ถ้าจะไล่ไปทุกจังหวัด ต้องมีเขียนเพิ่มอีกบทความครับ เอาเท่านี้ก่อนนะครับ สินค้า Otop เป็นสินค้าที่เราเอามาลงขายออนไลน์ได้เรื่อยๆ นะครับ มีคนซื้อครับ แม้จะไม่หวือหวาเหมือนสินค้าตามกระแส

    สินค้าไอที และอุปกรณ์อิเล็คโทรนิค

    สินค้าพวกนี้ขายได้เรื่อยๆ และถ้ายิงโฆษณาเยอะๆ หน่อย ก็นั่งนับตังค์เลย สินค้าไอทีมีอะไรบ้าง ก็อย่างเช่น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้ค เม้าส์ ลำโพงคอมพิวเตอร์ เครื่องปริ้นเอกสาร Tablet Ipad ส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีอะไรบ้าง ก็อย่างเช่น กล้องถ่ายรูป วิทยุ โทรทัศน์ และพวกอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลาย

    โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์สื่อสาร

    โทรศัพท์มือถือ ในปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับยุคนี้ เราพกโทรศัพท์มือถือติดตัวกันตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลานอนบางคนก็ต้องไว้ข้างๆ ตัวเผื่อใครโทรมาตอนกลางคืน ส่วนโทรศัพท์มือถือยี่ห้อที่ดังๆ ที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ส่วนใหญ่นำเอามาขาย แน่นอนก็คือ Iphone กับ Samsung สองยี่ห้อนี้กินส่วนแบ่งในตลาดโทรศัพท์มือถือไว้พอสมควร ส่วนยี่ห้ออื่นๆ ที่ไม่ดัง ก็ใช่ว่าจะขายไม่ดีนะ บางคนรวยเงียบๆ จากการขายมือถือยี่ห้อไม่ดังก็มี เพราะส่วนใหญ่จ้องจะไปขายยี่ห้อดังๆ กันหมด ก็ต้องศึกษาตลาดให้ดีๆ ขายโทรศัพท์มือถือยังขายได้อีกนาน ตลาดนี้มีแต่จะบูมขึ้นเรื่อยๆ ส่วนสินค้าที่อยู่ในหมวดอุปกรณ์สื่อสาร ก็อย่างเช่น ที่ช้าตแบต powerbank หูฟัง ลําโพงบลูทูธ เป็นต้น

    ของใช้ในบ้าน

error: Content is protected !!