Category: ธุรกิจต่างๆ

  • วิธีการทำธุรกิจ Logistics ให้ประสบความสำเร็จ

    ความหมายของคำว่า Logistics

    1. ความหมายของคำว่า Logistics จาก The Chartered Institute of Logistics and Transport : CILT
    Logistics หมายถึง
    – การจัดการวางตำแหน่งทรัพยากร ที่สัมพันธ์กับเวลา คือบริหารทรัพยากรในการดำเนินงานที่ถูกสถานที่ ถูกเวลา หรือการจัดการ Supply chain โดยรวม
    – Supply Chain หรือโซ่อุปทาน คือ วงจรของเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความพอใจแก่ลูกค้า
    – กิจกรรมของ Logistic และ Supply Chain รวมตั้งแต่ การจัดซื้อ การจัดหา การผลิต และการกระจายสินค้า การกำจัดของเสีย การจัดเก็บและ IT
    – การประยุกต์ใช้ Logistics จำเป็นต่อการจัดการ Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพ
    – การขนส่งจะเป็นส่วนของการบูรณาการ (Integral Part) คือพิจารณากระบวนการต่างๆ ที่ทำงานด้วย ไม่ได้สนใจเฉพาะเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันเท่านั้น

    2. ความหมายของคำว่า Logistics จาก The Council of Logistical Management : CLM
    Logistics
    หมายถึง ส่วนหนึ่งของกระบวนการ Supply Chain เพื่อช่วยในการวางแผน การสนับสนุน การควบคุมการไหลอย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปยังจุดสุดท้าย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

    3. ความหมายของคำว่า Logistics จาก Air Force Institute of Technology, Graduate School of Acquisition and Logistics
    Logistics หมายถึง กระบวนการที่กำหนดความต้องการสนับสนุนสำหรับระบบใหม่ เน้นที่ขั้นตอนการออกแบบ เป้าหมายหลักของ LSA คือ การสร้างความมั่นใจว่าระบบสามารถเป็นไปตามความต้องการ สามารถสนับสนุนและทำให้มันเกิดขึ้นได้จริง

    4. ความหมายของคำว่า Logistics จาก Logistix Partners Oy, Helsinki, FI, 1996
    Logistics ตามนิยามทางธุรกิจ หมายถึง โครงสร้างของการวางแผนทางธุรกิจ สำหรับการบริหารจัดการวัตถุดิบ การบริการการไหลของข้อมูล และเงินทุน รวมไปถึงข้อมูลการติดต่อสื่อสารที่ซับซ้อน และกระบวนการควบคุม ให้ตรงตามความต้องการสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบัน

  • วิธีการเปิดร้านให้เช่าชุดราตรีให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการเปิดร้านให้เช่าชุดราตรี
     

    ด้วยความที่คุณผู้หญิงเวลาจะไปออกงาน ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ ที่จะต้องมีชุดราตรีสวยๆ ไว้ใส่ออกงาน แต่ความที่ชุดราตรีนั้นมีราคาแพง และส่วนใหญ่คุณผู้หญิงจะใส่ชุดราตรีชุดหนึ่งๆ เพียงแค่ครั้งเดียว และเมื่อไปงานสังสรรค์ใหม่ๆ ก็จะหาชุดราตรีชุดใหม่มาใส่

    ด้วยเหตุนี้ร้านให้เช่าชุดราตรีจึงเกิดขึ้น เพื่อตอบโจทย์ข้อนี้ ไปเช่าที่ร้านให้เช่าชุดดีกว่า ไม่ต้องไปซื้อแพงๆ แล้วใส่แค่ครั้งหรือสองครั้ง ซึ่งร้านให้เช่าจะมีชุดมากมายหลายทรงหลายสีหลายแนวให้เลือกลองกันอย่างจุใจเลยครับ

    และร้านให้เช่าชุดราตรีนี้ ถ้าทำออกมาแล้วฮิต คนไปใช้หาเช่าชุดกันมาก นั่นหมายถึงเม็ดเงินที่เราจะได้ก็มากตามจำนวนคนที่มาเช่า ซึ่งร้านให้เช่าชุดราตรีที่สระสบความสำเร็จมีรายได้กันหลักแสนถึงหลักล้านก็มีอยู่มากมาย ซึ่งในบทความนี้ผมจะมาแนะนำการทำธุรกิจให้เช่าชุดราตรีให้ประสบความสำเร็จนะครับ

    คุณสมบัติของเจ้าของร้านให้เช่าชุดราตรี

    แน่นอนว่าประการแรกต้องมีใจรักในเรื่องเสื้อผ้าความสวยความงาม และต้องมีความรู้ในเรื่องการเย็บปักถักร้อยอยู่พอสมควร คือ ต้องเย็บผ้าเป็น วัดตัวเป็น แก้ sizeเป็น รู้จักลักษณะผ้าแต่ละชนิดว่าเป็นอย่างไร และมีใบประกาศใส่กรอบติดข้างฝาไว้ยิ่งดี เพื่อทำให้ลูกค้าหน้าใหม่อุ่นใจว่าเรามีฝีมือจริงๆ มีใบรับรอง หรือถ้าไม่ได้ไปเรียนแบบมีใบรับรอง แต่เคยเป็นลูกมือร้านให้เช่าชุดมาก่อน อันนี้ก็ต้องใช้ประสบการณ์ชีวิตที่ได้คลุกคลีตรงนั้น พูดหรือแสดงชุดต่างๆ ที่เราได้เย็บมาแล้วให้ลูกค้าใหม่ๆ มั่นใจในตัวเรา และต้องสามารถแนะนำชุดราตรีให้เข้ากับรูปร่าง และลักษณะงาน โดยไม่กดดัน หรือบังคับลูกค้า และเจ้าของร้านจะต้องมีความใจเย็น เพราะงานให้เช่าชุด เป็นงานที่จุกจิก อาจจะมีการแก้ชุดหลายครั้ง จนกว่าลูกค้าจะพอใจ ว่าเค้าใส่แล้วสวยใส่แล้วโอเค และสุดท้ายต้องหมั่นติดตามข่าวสารด้านแฟชั่นเป็นประจำเพื่อให้ชุดที่ร้านดูอินเทรนด์เข้ากับกระแสในขณะนั้นๆ

    เงินทุนในการเปิดร้าน

    แน่นอนว่าการทำธุรกิจใดๆ เงินทุนนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะขับเคลื่อนธุรกิจนั้นๆ ให้ประสบความสำเร็จได้ สำหรับธุรกิจร้านให้เช่าชุดราตรี สำหรับร้านเล็กๆ ผมตีทุนเริ่มต้นอยู่ที่ 1 แสนบาท เงินทุนหมุนเวียนอยู่ที่ 6 หมื่นบาทต่อเดือน

    ราคาชุด

    ราคาชุดราตรีก็ขึ้นอยู่กับแบรนด์ด้วยครับเป็นแบรนด์อะไร ถ้าเราทำเป็นร้านเล็กๆ ก็ไม่ต้องซื้อชุดหรูมาก เอาเฉลี่ยอยู่ที่ชุดละหลักพันถึงเต็มที่หมื่นบาทพอสำหรับการเริ่มต้น ถ้าทำธุรกิจไปเรื่อยๆ แล้วประสบความสำเร็จทุนหนาขึ้น ค่อยเล็งไปถึงการซื้อชุดราคาแพงมาต้อนรับลูกค้ากระเป๋าหนา

    ค่าเช่าชุด

    อันนี้แล้วแต่แบรนด์ของร้านเราครับ ว่าแบรนด์หรูขนาดไหน เจาะกลุ่มแนวไหร ถ้าเป็นร้านให้เช่าชุดราตรีทั่วไป ก็จะอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 บาทต่อชุด แต่ถ้าเจาะกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนา ราคาเช่าชุดก็อาจจะขึ้นไปถึง 5 พันถึง 1 หมื่นบาทต่อชุดเลยครับ

    มีกี่ชุดดี

    ถ้าเป็นร้านเล็กๆ ผมคิดว่าควรจะอยู่ประมาณ 50 ชุด ร้านเล็ก และเป็นร้านใหม่ไม่ควรลงจำนวนมากเกินไป เพราะต้องดูตลาดลองตลาดก่อนสักระยะก่อนว่าลูกค้าเป็นใคร ส่วนใหญ่อายุเท่าไร ซึ่งอายุของลูกค้าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางชุด ไม่ว่าจะเป็นสี และแบบของชุด

    สีของชุดราตรี

    สีของชุดราตรีจะเป็นตัวกำหนดแบบชุดต่างๆ ซึ่งสีชุดราตรีที่เป็นสีที่เป็นที่นิยมตลอดกาล คือ สีชมพู สีทอง สีส้ม ส่วนสีอื่น เช่น สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ก็ได้รับความนิยมแต่น้อยมาก ชุดราตรี 1 สี จะมีแบบให้ลูกค้าเลือกประมาณ 10 แบบ โดยชุดสั้นทุกแบบจะได้รับความนิยม และแฟชั่นที่ได้รับความนิยมที่สุด คือ ชุดที่ไม่ต้องตกแต่งมากเกินไป โดยที่ความ เรียบหรูแต่ดูดี แบบชุดราตรีของที่ร้านให้เช่าชุด ส่วนใหญ่จะมาจากช่างที่ตัดให้ รวมถึงแบบที่เราให้ช่างออกแบบให้ ฉะนั้นเจ้าของร้านต้องหมั่นติดตามข่าวสารด้านแฟชั่นเป็นประจำ เพื่อจะได้ทราบทิศทางของแฟชั่นในแต่ละช่วงเวลา

    ขนาดชุดราตรี

    เรื่องขนาดของชุดก็เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นปัญหาที่สุด โดย size ตามมาตรฐานของชุดราตรีจะมี 3 size คือ L, XL, และ XXL ซึ่งขนาดมาตรฐานของหญิงไทย คือ size L อย่างไรก็ตาม แม้ขนาดชุดจะเข้ากับรูปร่างของผู้สวมใส่ แต่ก็ต้องมีการแก้ขนาดตามจุดต่างๆ เพื่อให้พอดีกับลูกค้าทุกคน

    อายุการใช้งานของชุดราตรี

    ชุดราตรีที่ให้เช่าแต่ละชุดจะใช้งานได้ไม่เกิน 4-5 ครั้ง เพราะการเช่าแต่ละครั้งต้องใช้เวลาราว 4-5 วัน โดยหลังจากที่ลูกค้าคืนชุด ทางร้านต้องนำไปซักแห้ง ส่วนการโละชุดแต่ละครั้งต้องดูว่าชุดเก่า, หมอง, ขาด หรือมีรอยเปื้อนที่ซักไม่ออกหรือไม่

    บริการเสริมในร้าน

    ส่วนบริการที่นอกเหนือจากการให้เช่าชุดราตรีแล้ว ที่ผมแนะนำเลยคือ มีบริการให้ยืมเครื่องประดับต่างๆ เช่น ตุ้มหู กระเป๋าคลัช กำไล สร้อยต่างๆ พ่วงไปด้วยโดยไม่คิดค่าเช่า และไม่จำกัดจำนวนชิ้น

    กลุ่มลูกค้า

    ธุรกิจนี้คือการเจาะกลุ่มผู้หญิง 100% สำหรับอายุก็ตั้งแต่วัยรุ่นไปถึงวัยคุณป้า คุณน้า คุณอา ซึ่งยอดเช่าส่วนใหญ่จะอยู่ที่วัยทำงานเสียส่วนมากประมาณอายุ 25-40 วัยนี้จะออกงานบ่อย ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ

    ทำเล

    ทำเลของร้านให้เช่าชุดราตรี แน่นอนว่าถ้าเป็นไปได้ต้องอยู่แถวในเมือง แถวที่มีบริษัทเยอะๆ ยิ่งดี เราจะเจาะกลุ่มสาวออฟฟิทเป็นหลัก ถ้าเราเริ่มใหม่ๆ ทำเป็นธุรกิจเล็กๆ ไม่ควรไปหาทำเลที่ไม่น่าจะมีคนมาร้านบ่อย ถ้าเป็นในเมือง ค่าเช่าจะแพง แต่ก็คุ้มค่า เราตั้งใจจะจำธุรกิจสักอย่างแล้ว ต้องทำให้ดีที่สุด ทำเลที่ถูกและดีไม่มีในโลก ยกเว้นเสียแต่ว่าทำเลทองของเรานั้น เป็นบ้านของเราเองที่อยู่ติดถนนใหญ่ อยู่ติดมหาวิทยาลัย ติดบริษัทใหญ่ๆ

    บริการต้องดี

    การบริหารในร้านของเราของดี สมมติว่าเราคือเจ้าของร้าน รับลูกค้าเองทุกวัน และจ้างลูกมือคอยเย็บชุด จัดการชุดให้ เมื่อลูกค้ามาเราก็ต้องถามไถ่ว่าเค้าอยากได้แบบไหน ไปงานอะไร อย่าปล่อยให้ลูกค้าเข้ามาในร้านแล้วยืนเก้ๆ กังๆ มองหาคนขาย อย่างนี้จะทำให้เสียลูกค้าได้ และการเช่าชุดราตรีแต่ละครั้งต้องไปๆ มาๆ ที่ร้านประมาณ 3 ครั้ง คือ มาดูชุด มารับชุด และเอาชุดมาคืน ถ้าลูกค้ามารับชุดแล้วเกิดใส่ไม่ได้ หรือไม่ถูกใจที่เราเย็บ เราก็จำเป็นต้องแก้ให้ใหม่อีกครั้งนึง งานร้านให้เช่าชุด อาจจะงานที่ดูจุกจิก เจ้าของร้านก็ต้องมีอารมณ์เย็น สุขุม แก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ให้ลุล่วงไป

    การตลาด

    สำหรับการทำการตลาดในสมัยปัจจุบันนี้ สื่อออนไลน์กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เช่น Facebook, Line, Instagram เจ้าของร้านควรใช้สื่อออนไลน์เหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด โดยลงรูปชุดที่จะให้เช่าไว้ในสื่อออนไลน์ เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้กดเข้าไปดูก่อน ถ้าสนใจจะเช่าจริงๆ ค่อยมาดูของจริงที่ร้าน เรื่องการตลาดใน Facebook, Line, Instagram นั้น เราควรจะต้องศึกษาเพิ่มเติม นอกไปจากความรู้ในเรื่องการเย็บปักถักร้อย เพราะสื่อออนไลน์ก็สามารถดึงผู้ที่สนใจมาที่ร้านเราได้เรื่อยๆ ได้เหมือนกัน การทำธุรกิจสมัยนี้ต้องเก่งในหลายๆ ด้าน ถ้าเราช้าไม่ทันโลก ธุรกิจเราก็อาจจะสะดุดลงได้ อย่างเช่น การแจกใบปลิวตามสะพานลอย หรือตามรถไฟฟ้า ก็สู้การโฆษณาใน Facebook ที่เจาะกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบชุดราตรีไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้โทรศัพท์รุ่นใหม่ มีเน็ต มี Facebook กันเกือบหมดแล้ว ก็ใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์นะครับ

    สรุป

    การทำธุรกิจให้เช่าชุดราตรีนั้นไม่ยากครับ ถ้าเราตั้งใจ มีความสามารถเป็นทุนเดิม หรือถ้าไม่มีความสามารถทางด้านนี้ ก็ต้องไปสมัครทำงานเป็นลูกมือก่อน เมื่อมีฝีมือ มีทุน ค่อยมาเปิดร้านของตัวเอง ไม่ผิดหรอกที่เราเก่ง แล้วเราจะแยกวง เจ้าของร้านเดิมที่เราเคยเป็นลูกมือ อาจจะไม่ค่อยพอใจที่เราทำแบบนี้ คือ เก่งแล้วแยก มันเป็นวิถีของผู้ที่รักความก้าวหน้า แต่เจ้าของร้านเดิมบางท่าน ก็ยินดีที่เราจะออกมา และรอดูความสำเร็จของเรา สุดท้ายความตั้งใจจริงจะทำให้เราฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้ ขวากหนามมีไว้ให้ข้าม ประสบการณ์มีไว้ให้เรียนรู้ ขอให้ท่านที่ทำธุรกิจร้านให้เช่าชุด ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย กันทุกท่านครับ

  • วิธีการเป็นนักเขียนการ์ตูนให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการเป็นนักเขียนการ์ตูนให้ประสบความสำเร็จ

     

    ถ้าพูดถึงอาชีพนักเขียนการ์ตูน ในปัจจุบันนี้มีคนจำนวนมากที่มีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูน อาจจะเกิดจากแรงบันดาลใจในวัยเด็ก ที่ชื่นชอบตัวการ์ตูนต่างๆ หรืออาจจะเป็นเพราะความหลงไหลในงานศิลปะการวาดภาพ ในวันนี้ผมก็จะขอพูดถึงการเข้าสู่อาชีพนักเขียนการ์ตูนว่ามีความยากง่ายอย่างไร มาเริ่มกันเลยครับ

    อาชีพนักเขียนการ์ตูนนั้น ถ้าดูผิวเผินเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ ต้องใช้จินตนาการสูงมากในการสร้างสรรค์ตัวการ์ตูนออกมาให้ผู้อ่านนิยมชมชอบ ต้องอาศัยการเขียนแล้วเขียนอีกๆ เพื่อให้ได้ตัวการ์ตูนที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่ซ้ำแบบใครออกมา

    อาชีพนักเขียนการ์ตูนนั้น ส่วนใหญ่จะเขียนคนเดียว ทำคนเดียว อยู่กับจินตนาการของตนเองจนสร้างสรรค์ผลงานออกมา โดยมีระยะเวลาการทำงานจากสำนักพิมพ์เป็นตัวกำหนดว่าจะให้เวลาในการทำงานนานเท่าไหร่ ซึ่งในบางครั้งเราอาจจะต้องใช้เวลาในการจินตนาการ หรือหาแรงบันดาลใจค่อนข้างนาน หรือในบางทีเราก็สามารถเขียนการ์ตูนออกมาได้ในเวลาที่รวดเร็ว ส่งงานก่อนกำหนดก็มี

    สำหรับความกดดันในงานเขียนการ์ตูนก็คือ ความจำกัดของเวลา และการหมดไอเดียในการเขียน ซึ่งนักเขียนที่จะก้าวจากมือสมัครเล่นไปเป็นมืออาชีพนั้น จะต้องแก้ปัญหาในตรงจุดนี้ให้ได้ ซึ่งการหมดไอเดียในการเขียนอาจจะแก้ได้โดยการไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ การไปในสถานที่ที่ไม่เคยไป หรือหานิยายแนวแฟนซีมาอ่าน

    คุณสมบัติที่ต้องมีสำหรับนักเขียนการ์ตูน

    – คุณสมบัติสำคัญที่สุดของนักเขียนการ์ตูนก็คือ ทักษะในการวาดรูปการ์ตูน ซึ่งผู้ที่จะอาชีพนี้ควรจะต้องมีพื้นฐาน และมีเทคนิคการวาดในแบบเฉพาะตน นักเขียนการ์ตูนอาจจะไม่ต้องวาดรูปสวยเลิศเลอ แต่ควรที่จะมีเอกลักษณ์เส้นสายการวาดในแบบฉบับของตนเอง เมื่อผู้อ่านอ่านการ์ตูนก็จะทราบว่าผู้เขียนคือใคร
    – เป็นคนมีจินตนาการสร้างสรรค์ตัวการ์ตูน ซึ่งตัวการ์ตูนในแต่ละเรื่องจะมีหน้าตาไม่เหมือนกัน นั้นเป็นเพราะจินตนาการในสร้างสรรค์งานของนักเขียนแต่ละท่านไม่เหมือนกัน บางทีภาพตัวการ์ตูนอาจจะได้มาจากการอ่านนิยาย อ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งมาจากความฝัน งานนักเขียนการ์ตูนเป็นงานที่ต้องใช้จินตนาการอย่างมาก
    – มีความสามารถในการเล่าเรื่องราวการ์ตูน และสามารถถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นให้ผู้อ่านอ่านได้แบบเข้าใจง่ายๆ ได้ใจความ ยกตัวอย่างเช่น เรากำลังเล่าเรื่องการ์ตูนตอนที่กำลังตลก หรือกำลังเศร้า หรือกำลังน่าตื่นเต้น สิ่งที่ผู้อ่านได้รับก็ควรตรงกับสิ่งที่เราต้องการจะถ่ายทอดลงไป ในส่วนของเนื้อเรื่องการ์ตูนนั้นก็ขึ้นอยู่กับจินตนาการของนักเขียนคนนั้นๆ ไม่มีข้อกำหนดว่าต้องเขียนออกมาในรูปแบบใด เพียงแต่สามารถสื่อสาร และถ่ายทอดเนื้อหาได้ก็เข้าใจก็เพียงพอ
    – มีความสามารถในการจัดวางหน้ากระดาษ หรือที่เรียกว่า Layout ระหว่างภาพวาดการ์ตูนของเรา และเนื้อหาที่เราจะเขียนลงไปนั้น เราต้องนำมาจัดวางซ้อนกันให้ออกมาน่าสนใจ น่าติดตาม และเข้ากับเนื้อเรื่อง
    – เป็นคนตรงต่อเวลา เมื่อเรามีฝีมือจนถึงขั้นที่ไปทำงานตามสำนักพิมพ์ต่างๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การตรงต่อเวลา เพราะหนังสือการ์ตูนนั้น มีเวลาการออกจำหน่ายในแต่ละเดือนในช่วงวันที่กำหนดไว้ ฉะนั้นเราจะต้องเขียนการ์ตูนให้เสร็จตรงต่อเวลา หรือเหลือเราคนเดียวที่ยังไม่เสร็จ จะทำให้การออกวางจำหน่ายล่าช้า ทำให้มีผลกับการพิจารณาโอกาสในการทำงานที่สำนักพิมพ์ต่อได้
    – ประการสุดท้าย ในยุคของเทคโนโลยีอย่างเช่นในปัจจุบันนี้ นักเขียนการ์ตูนนอกจากจะวาดรูปลงในแผ่นกระดาษได้แล้ว ยังควรมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ ในการวาดรูปลงบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ คือเราจะสามารถวาดการ์ตูน และลงสีลงไปในคอมพิวเตอร์ได้เลย สำหรับอุปกรณ์นั้นเราจะต้องมี Macbook Imac หรือคอมพิวเตอร์แบบอื่นๆ ที่ตนเองถนัด เช่น Intous 5 wacom และ Gpen สำหรับทำงานนอกสถานที่ ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์ และเม้าส์ปากกาที่ไว้ใช้สำหรับวาดภาพ และลงสีลงไปบนคอมพิวเตอร์ สำหรับการหาเทคนิคใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ทันสมัย และรวดเร็ว ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการทำงานเขียนการ์ตูน เพื่อให้สามารถทำงานเสร็จตรงตามเวลา และมีลูกเล่นในชิ้นงานที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วย

    ผลงานการ์ตูนลงบนแผ่นฟิล์ม

    ถ้าผลงานของเราดี เข้าตากรรมการ ผลงานของเราจะถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มทำเป็นภาพยนตร์ โดยจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยทำงาน มีรายละเอียด มีขั้นตอนหลายขั้นตอนตามกระบวนการผลิต และการถ่ายทำ ช่วยทำให้ภาพการ์ตูนเคลื่อนไหวเหมือนจริง และสวยงามมากขึ้น หรือที่เรียกกันติดปากว่าภาพ Animation ซึ่งในการผลิตภาพยนตร์การ์ตูน จะต้องการภาพการ์ตูนที่มากขึ้น จะใช้ภาพประมาณ 16 – 24 ภาพ ในแต่ละท่วงท่าของการเคลื่อนไหว หรือปรับให้ทันสมัย ใช้เป็นต้นแบบประกอบในการวาดการ์ตูนการเล่นทางคอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต

    รายได้ของนักเขียนการ์ตูน

    สำหรับรายได้ของงานนักเขียนการ์ตูน จะได้รับเงินแบบเหมาเป็นเรื่องๆ ไป หรือเป็นเงินส่วนแบ่งจากยอดขายของสำนักพิมพ์ที่นำการ์ตูนไปพิมพ์ หรือได้รับรายได้แบบเป็นการซื้อลิขสิทธิ์แบบซื้อขาด รายได้ที่เราจะได้รับจากสำนักพิมพ์ ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของเรา และผลงานที่ผ่านมาของเราด้วย

    ถ้าหนังสือการ์ตูนของใครขายดี รายได้ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย งานก็จะเข้ามาเยอะขึ้น โอกาสต่างๆ ในชีวิตก็จะเข้ามา เรียกได้ว่าเริ่มมีชื่อในวงการแล้ว รายได้ขึ้นอยู่กับว่าเราทำแบบพนักงานบริษัท หรือทำแบบ freelance ถ้าทำแบบพนักงานก็ได้เงินเดือน และค่าต้นฉบับด้วย ส่วนถ้าทำเป็น freelance จะได้ค่าต้นฉบับบอย่างน้อย 10 % ของยอดที่พิมพ์ และพิมพ์ซ้ำได้เพิ่มอีก 10 % และข้อดีคือเรายังสามารถรับงานเสริมจากสำนักพิมพ์อื่นได้อีก ซึ่งนักเขียนการ์ตูนมีการทำงานค่อนข้างที่จะเป็นอิสระ เพราะทำงานเป็นชิ้น หรือเหมาทั้งงาน แต่ก็ต้องทำงานให้เสร็จทันตามเวลาที่ทางสำนักพิมพ์ได้กำหนดเอาไว้

    หรือถ้าเรากลัวว่ารับรายได้จากสำหนักพิมพ์จะได้ค่าตอบแทนไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เราก็เป็นผู้ผลิตเอง ขายเอง เราก็จะได้เงินจากการพิมพ์หนังสือการ์ตูนขายเองแบบเต็มๆ แต่เราจะเสียเงินไปกับการโปรโมทหนังสือของเราด้วย ซึ่งเป็นข้อเสียของการเขียนเอง ขายเอง

    สรุป

    อาชีพนักเขียนการ์ตูนเป็นอาชีพที่สนุก ได้ทำในสิ่งตนเองรัก และยังได้เงินอีกต่างหาก อาชีพดีๆ แบบนี้หายากนะครับ ใครจะว่าว่ามีรายได้น้อย ไม่มีเงินพอกิน แต่ถ้าเราทำแล้วมีความสุข ถึงจะได้เงินน้อย แต่เราก็ภาคภูมิใจในงานของเรา งานศิลปะมีค่ามากกว่าเงิน บางทีเราวาดภาพการ์ตูนเพียงภาพเดียว แต่ทำเงินได้มากมายก็มี เพราะมีคนซื้อ มีคนเห็นคุณค่าในภาพการ์ตูนนั้น เส้นทางนี้แม้อาจจะไม่รวย แต่ถ้าคุณมีความฝัน ทำเถอะครับ ทำความฝันให้เป็นจริง

    ส่วนทางรวยในการเขียนการ์ตูนก็มีอยู่ คือ การพัฒนาความสามารถของเราให้มีชื่อในวงการ เราจะได้รายได้ที่สูงขึ้น มีงานที่มากขึ้น งานนี้จะว่ารวยง่ายก็ว่าง่าย จะว่าจะไม่รวยเลยก็เป็นไปได้ อยู่ที่ขอบเขตชีวิตของเราครับว่า ว่าจะเอาระดับไหน ถ้าขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจ แล้วทำได้หมดว่าจะเอาระดับไหน ขอให้มุ่งมั่นจนประสบความสำเร็จในอาชีพนักเขียนการ์ตูนนะครับ

  • วิธีการขายเครปญี่ปุ่นให้ประสบความสำเร็จ

    เรื่องปากเรื่องท้องสำหรับคนไทยนั้น สำคัญเสมอ หากจะลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับของกินหล่ะก็ขายได้แน่นอน และในธุรกิจขายขนมเครปญี่ปุ่น ธุรกิจนี้นั้นลงทุนไม่มาก ทำง่ายขายคล่อง ไม่ยุ่งยาก ซึ่งวันนี้นั้นมีเทคนิคเคล็ดลับในการเริ่มต้นอาชีพขายขนมเครปญี่ปุ่นประยุกต์มาแนะนำ

    ซึ่งเครปจริงๆ แล้ว เป็นอาหารญี่ปุ่นที่สามารถเข้ามาตีตลาดบ้านเราและเป็นที่ถูกใจของหลายๆ คนมาแล้ว เป็นอาหารที่เพิ่มความสดชื่นหลังจากกลับจากโรงเรียนหรือที่ทำงานได้ดี แรกเริ่มเครปจะทานคู่กันกับไอศกรีมหรือผลไม้ใส่จานเรียกน้ำย่อยหลังอาหาร แต่เดี๋ยวนี้มีร้านเครปหลายร้านที่ทำเครปแบบใส่กระดาษห่อเดินทานได้สบายๆ หากเราเฉียดไปใกล้ร้านทำเครปร้อนขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะชนเข้ากับกลิ่นหอมเย้ายวนใจขึ้นมาจนอาจต้องหัน 180 องศาเพื่อควักเงินซื้อเครปทานซักอัน ทำรายได้ให้กับเจ้าของกิจการได้ดีโดยเน้นความอร่อยและราคาเป็นกันเอง ประกอบกับอุปกรณ์การทำไม่มากเหมือนการทำขนมแบบอื่น

    เครปอร่อยๆ แบ่งได้ตามนี้

    เครปร้อน : เครปร้อนๆ มีให้เห็นบ่อยมากๆ ตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านเล็กๆ ติดถนนใหญ่ เน้นความกรอบหอมเป็นหลัก ควรทานตอนที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เพราะหากปล่อยไว้ซักพักเมื่ออุณหภูมิลดลง ตัวแป้งเครปจะไม่กรอบอร่อยเหมือนตอนเพิ่งทำเสร็จจากเตาใหม่ๆ เครปร้อนสามารถใส่ไส้ได้ทั้งคาวและหวานแล้วแต่ลูกค้าชอบแบบไหน เช่น ถ้าเป็นไส้คาวจะมีไส้แฮม, ไส้กรอก, หมูหยอง, น้ำพริกเผา, ปูอัด, ไข่นกกระทา, ฯลฯ ส่วนไส้หวาน เช่น กล้วยหอม, สังขยา, แยมผลไม้, วานิลลา, ช็อคโกแลต, ฯลฯ ส่วนซอสที่ไว้ราดเครปอีกที ก็แล้วแต่ว่าไส้เครปเป็นไส้คาวหรือหวาน ถ้าเป็นไส้คาว จะเลือกราดซอสมายองเนส, ซอสมะเขือเทศ, ซอสพริก ถ้าเป็นไส้หวานจะใช้ซอสสตอเบอร์รี่, ซอสช็อคโกแลต

    เครปเย็น : อันนี้จะตรงข้ามกับเครปร้อนตรงที่เน้นที่ความนุ่มของแป้ง แท็คทีมคู่กันกับไอศกรีม, วิปปิ้งครีม, ผลไม้สดต่างๆ หรือจะเป็นของคาวก็ได้แล้วแต่ลูกค้าจะเลือก เครปเย็นจะทำร้อนๆ จากเตาด้วยเช่นกัน แต่หลังจากใส่ไส้ต่างๆ ที่มีความเย็นเสร็จแล้ว เนื้อแป้งจะเริ่มนุ่มลง ไส้ของเครปเย็นแบ่งได้เป็นแบบของหวานหรือของคาว ถ้าเป็นแบบของหวานจะเป็น ไส้ผลไม้สด เช่น สตรอเบอร์รี่, กล้วยหอม, กีวี่, คอนเฟลค, โอริโอ้ หรือใส่ไอศกรีมรสต่างๆ ส่วนซอสราดจะเป็นซอสช็อคโกแลต, ซอสสตรอเบอร์รี่, ซอสคาราเมล ถ้าเป็นแบบของคาวจะเป็น แฮม, เบคอน, ไส้กรอก, ไข่, ชีส, ทูน่า, พิซซ่า ฯลฯ ส่วนซอสราดจะเป็น มายองเนส, ซอสพิซซ่า

    เครปเค้ก : อันนี้ใช้ศาสตร์และศิลป์กันหน่อย เป็นเค้กที่นำแป้งเครปมาต่อซ้อนกันๆ เป็นชั้นเห็นได้ชัดเจนประมาณ 20 ชั้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเครปเค้กแตกต่างจากเค้กแบบอื่น เป็นขนมที่ทำได้ยากและใช้สมาธิพอสมควร คนที่ทำเครปเค้กเก่งจะได้เนื้อเค้กนิ่ม ไม่แข็ง ลองใช้ส้อมตัดเนื้อเค้กดูจะรู้เลยว่านิ่มมากขนาดไหน เครปเค้กจะเน้นความหวานอร่อยด้วยซอสหวานแบบต่างๆ หรือประดับด้วยผลไม้ เครปเค้กจะเน้นตรงรสชาติและหน้าตาที่ถูกใจลูกค้า ซึ่งเดี๋ยวนี้มีการทำรสชาติอร่อยๆ ออกมาเป็นสิบๆ รสชาติ เช่น รสวานิลลา, สตรอเบอร์รี่, ช็อคโกแลต, ชาเชียว, ใบเตย, บลูเบอร์รี่, ส้ม, มะม่วง ฯลฯ ส่วนซอสที่จะราดก็แล้วแต่ว่าจะเป็นเครปเค้กรสอะไร เช่น เครปเค้กรสสตรอเบอร์รี่ก็จะราดซอสสตรอเบอร์รี่ ถ้าทำเครปเค้กอร่อยได้ล่ะก็ คนกินต้องเอามือทาบแก้ม ตาเป็นประกายแน่นอน เครปเค้กจะเป็นขนมที่เป็นที่ต้องตาต้องใจของลูกค้านักชิมที่ตั้งใจเดินทางมาเพื่อทานเครปเค้กโดยเฉพาะอยู่แล้ว

    ต้นทุนของเครป

    ค่าใช้จ่ายๆ ต่างในการทำเครปใช้เงินลงทุนไม่มาก ประมาณ 10,000 บาท ซึ่งเบื้องต้นต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ดังต่อไปนี้

    – เตาเครป (อาจเป็นเตาไฟฟ้าหรือเตาแก๊ส), โต๊ะ
    – ไม้ปาดเครป, เกรียง (แบบเหล็กหรือสแตนเลส)
    – อื่นๆ เช่น วัตถุดิบสำหรับทำเครป เช่น แป้งเครป, ไส้เครปต่างๆ, ฯลฯ ซองกระดาษสำหรับใส่เครป, ทัพพีกลม, ฯลฯ กรณีทำเครปเย็นอาจมีค่าใช้จ่ายในส่วนการแต่งหน้าเครปด้วย เช่น วิปปิ้งครีม, ครีมสด, ฯลฯ
    – แต่ถ้าเป็นการทำเครปเค้กจะใช้อุปกรณ์ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องใช้เตาเครปเหมือนเครปร้อนหรือเครปเย็น ประกอบด้วย กระทะเทปรอนขนาดเล็ก, ทัพพี, ชามผสม, ตะกร้อตีไข่, กระดาษซับมัน, ตะแกรงสำหรับวางแป้ง ฯลฯ

    ในการซื้ออุปกรณ์เหล่านี้นั้นมีแหล่งจำหน่ายทั่วไปทั้งในห้างสรรพสินค้า หรือตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ซึ่งบางร้านก็แพงมาก บางร้านถูกมากแต่คุณภาพแย่ วิธีเลือกก็แค่ดูตามความเหมาะสมของการใช้งาน เน้นคุณภาพเป็นหลักเพราะต้องใช้ทุกวัน ขอเน้นความคงทนนิดนึง ในส่วนของวัตถุดิบนั้น หลัก ๆ เลยคือตัวแป้งเครป ซึ่งในเว็บไซต์หรือหนังสือสูตรทำขนมนั้นมีให้เลือกมากมายหลายสูตร ก็เลือกกันตามชอบได้เลย ส่วนไส้ที่ใส่นั้นสามารถนำมาประยุกต์เองได้ แล้วแต่ความครีเอทสร้างสรรค์ของแต่ละคน ถ้ามีไอเดียเยอะ ร้านของคุณก็จะมีชนิดขนมที่หลากหลาย ดึงดูดใจลูกค้าได้เป็นอย่างดี

    ทำเลในการขาย

    ส่วนพื้นที่ตั้งทำเลนั้นเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตายสำหรับการขายขนมเครปเลยทีเดียว แหล่งที่น่าขายมากที่สุดคือตามตลาดต่าง ๆ เพราะเป็นสถานที่ ที่คนพลุกพล่านอยู่ตลอดเช่น หน้าอพาร์ทเม้น หอพัก แหล่งชุมชนต่าง ๆ ขายได้ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ และอีกสถานที่นึงที่ขายได้แน่ ๆ คือ ตามหน้าโรงเรียน เพราะกลุ่มเป้าหมายหลักคือ เด็กนักเรียน ซึ่งในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้น การในการตั้งราคา ควรคำนึงถึงปัจจัยนี้ด้วย ไม่ควรตั้งราคาแพงเกินไป

    เครปญี่ปุ่นทำรายได้ได้หรือ?

    ปัจจุบันนี้เครปร้อนจะขายกันในราคาประมาณ 20 บาท ถ้าใส่ไส้เพิ่มหลายไส้ อาจคิดราคาเพิ่มขึ้น ส่วนเครปเย็นจะอัพราคาขึ้นมาหน่อยอยู่ที่ ประมาณ 40-65 บาท แล้วแต่การเลือกใส่ไส้ของลูกค้าด้วย ส่วนเครปเค้กจะราคาสูงขึ้นมาอีก ขึ้นอยู่กับว่าจะขายเป็นปอนด์หรือแยกขายเป็นชิ้น ยิ่งร้านไหนทำเครปเค้กได้โดดเด่น เนื้อนุ่มอร่อยได้ล่ะก็ ราคาตกชิ้นละเกือบร้อยบาทได้ ถ้าขายแบบปอนด์ส่วนใหญ่จะนิยมขายแบบ 2-3 ปอนด์ มีช่วงราคาตั้งแต่ประมาณ 500-พันกว่าบาท

    เครปร้อนจะเหมาะกับการทำรายได้จากลูกค้าทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ เพราะกลิ่นหอมของแป้งเครปร้อนๆ ช่วยดึงดูดใจผู้คนที่เดินผ่านแถมใช้เวลาทำไม่นานมากนัก ส่วนเครปเย็นจะเน้นกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นหรือชาวต่างชาติ เพราะเครปเย็นจะเน้นใส่ครีมสดซึ่งเป็นที่ถูกใจของชาวต่างชาติที่เน้นอาหารที่ผสมครีมอยู่แล้ว บวกกับวัยรุ่นที่ชื่นชอบขนมที่มีสีสันสะดุดตา ส่วนเครปเค้กก็เช่นเดียวกันกับเครปเย็น

    เปรียบเทียบเครปญี่ปุ่นกับเบเกอรี่

    หากลองเปรียบเทียบการขายขนมเครปญี่ปุ่นกับขนมเบอเกอรี่แล้ว ถึงแม้ว่าขนมเบอเกอรี่นั่นอาจมีตัวเลือกเยอะกว่า เพราะมีหลากหลายขนิด แต่ต้นทุนในการทำก็ใช้เม็ดเงินมากกว่าการลงทุนขายขนมเครปด้วย ข้อดีอีกข้อของขนมเครปญี่ปุ่นคือ สดใหม่กว่า เพราะต้องทำสด ๆ เดี๋ยวนั้นเลย เมื่อได้กินร้อน ๆ ขนมเครปญี่ปุ่น เลยเป็นที่ติดอกติดใจของเด็ก ๆ ได้มากกว่า ขนมเบอเกอรี่ และไม่ต้องมีวิธีขั้นตอนยุ่งยากเหมือนการอบเบอเกอรี่ ที่ต้องใช้เวลาในการทำ และมีขั้นตอนที่เยอะมากกว่าจะอบออกมาเป็นเบอเกอรี่

    สรุป

    แน่นอนว่ามองดูจากความเป็นไปได้แล้ว ธุรกิจเล็ก ๆ นี้สามารถทำเงินให้คุณได้มากทีเดียว ซึ่งคุ้มค่ากับการลงทุนเริ่มต้นที่ไม่ต้องใช้ทุนมากนัก แต่คืนกำไรได้เร็ว ซึ่งนอกจากจะทำเป็นธุรกิจหลักแล้ว สำหรับคนที่มีงานประจำ กำลังมองหาอาชีพเสริม ธุรกิจนี้เป็นอีกตัวเลือกที่ดีในการทำเป็นอาชีพเสริมด้วย เพราะคุณสามารถทำขายในวันหยุดตามตลาดนัด เพื่อเป็นรายได้เสริมที่ได้กำไรครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว

  • วิธีการทำธุรกิจที่ซาอุ พร้อมสินค้ายอดฮิตที่นำเข้าและส่งออกไปซาอุ

    ประเทศซาอุดิอาระเบีย

     

    สำหรับประเทศซาอุดิอาระเบีย หรือชื่อเต็มคือราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย (The Kingdom of Saudi Arabia) จัดได้ว่าเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในแถบตะวันออกกลาง มีความมั่งคั่งจากการเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ซาอุดิอาระเบียจึงเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง นอกจากนี้ รัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ยังตระหนักถึงภาวะเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันมากเกินไป จึงมีนโยบายที่จะกระจายการผลิตด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมโรงงานและการเกษตร และส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น นับเป็นโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเสาะหาลู่ทางการค้าการลงทุนในประเทศซาอุดิอาระเบีย

    ข้อดีในการทำธุรกิจที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย

    – ซาอุดิอาระเบียมีระบบเศรษฐกิจที่รัฐมีบทบาทนำ (State-led Economy)
    – ซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันอันดับ 1 ของโลก มีปริมาณน้ำมันสำรองมากติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก (รองจากรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา)
    – รายได้จากการส่งออกน้ำมันคิดเป็น 90-95% ของรายได้การส่งออกทั้งหมด เศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบียจึงมีการพึ่งพาภาคน้ำมันดิบสูงมาก
    – มีบทบาทสำคัญใน OPEC และในการรักษาเสถียรภาพราคา และระดับอุปทานน้ำมันในตลาดโลก ในแต่ละปี ผลผลิตภาคน้ำมันของซาอุดิอาระเบียคิดเป็นประมาณ 40% ของ GDP
    – จากที่ซาอุดิอาระเบียเคยพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบมาเป็นเวลานาน ตอนนี้ซาอุดิอาระเบียกำลังพยายามขับเคลื่อนให้ภาคเอกชนมีการขยายตัวเติบโตขึ้น ภายใต้โครงการ “ซาอุดิ วิชั่น 2030” เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อพาประเทศเข้าสู่ยุคหลังน้ำมันอย่างเต็มตัว เช่น การผลักดันภาคเอกชนที่ไม่ใช่น้ำมันให้มีบทบาทมากขึ้น การจัดการสินทรัพย์ต่างประเทศของซาอุดิอาระเบียที่เข้มงวดขึ้น ลงทุนในเหมืองแร่
    – รัฐบาลซาอุดิอาระเบีมีโครงการลงทุนในธุรกิจก่อสร้างหลายโครงการ อาทิ การก่อสร้างเมืองอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชน ปรับปรุงระบบการคมนาคม การก่อสร้างโรงแรม และการขยายสนามบินนานาชาติ นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนทั้งในส่วนอาคารเพื่ออยู่อาศัย และอาคารเพื่อการพาณิชย์ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
    – ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 3-5% ต่อปี

    ข้อเสียในการทำธุรกิจที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย

    – ข้อจำกัดในการให้ตรวจลงตราแก่นักธุรกิจไทย ซึ่งกระทบกับการขยายช่องทางการติดต่อ และการเพิ่มมูลค่าการค้า ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยได้หาทางขยายตลาดในซาอุดิอาระเบีย โดยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่เมืองเจดดาห์ และที่กรุงริยาด ซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่จะได้รับการตรวจลงตราจากฝ่ายซาอุดิอาระเบีย ซึ่งปัจจุบันนี้ซาอุดิอาระเบียก็ได้ผ่อนคลายมาตรการเกี่ยวกับการตรวจลงตราแล้ว
    – ซาอุดิอาระเบียเน้นนโยบายพัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรมเพื่อลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน ทดแทนการนำเข้า และสร้างงาน ดังนั้นจึงมีการปกป้องอุตสาหกรรมบางชนิดที่ผลิตภายในประเทศด้วยการตั้งกำแพงภาษีที่มีอัตราสูงถึง 20%
    – ซาอุดิอาระเบียยังไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่ม WTO การประเมินราคาเพื่อจัดเก็บภาษีจึงไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของกลุ่ม WTO กล่าวคือการประเมินจะไม่คำนึงมูลค่าตามใบกำกับสินค้า แต่กรมศุลกากรกระทรวงการคลังและเศรษฐกิจแห่งชาติของซาอุดิอาระเบียมีหน้าที่ประเมินราคาสินค้าทุกชนิดที่นำเข้าไปในประเทศ และจะใช้วิธีการกำหนดราคาขั้นต่ำเป็นเกณฑ์โดยพื้นฐานจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ราคาท้องถิ่น และการติดต่อสอบถามจากโรงงานโดยตรง
    – ซาอุดิอาระเบียมีปัญหาการว่างงาน เนื่องจากคนซาอุดิอาระเบียยังไม่นิยมทำงานหนัก หรืองานที่ต้องใช้ทักษะความรู้เฉพาะด้าน ทำให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะจำกัดจำนวนแรงงานต่างชาติให้ไม่เกิน 20% ของประชากรซาอุดิอาระเบียทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 25 ล้านคน ซึ่งก็คือมีแรงงานต่างชาติได้ประมาณ 5 แสนคน ซึ่งรัฐบาลซาอุดิอาระเบียได้กำหนดเป้าหมายที่จะเร่งลดจำนวนแรงงานต่างชาติให้ถึงปีละ 100,000 คน เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานชาวซาอุดิอาระเบียเข้ามาแทนที่

    นโยบายการส่งเสริมการลงทุนของประเทศซาอุดิอาระเบีย

    – รัฐบาลซาอุดิอาระเบียเล็งเห็นว่าประเทศได้พึ่งพิงรายได้จากน้ำมันเป็นหลัก จึงมีการกำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจสำคัญสองประการ คือ
    1. การกระจายการผลิต ลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมโรงงานและการเกษตร
    2. ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งซาอุดิอาระเบียมีการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน The Saudi Arabian General Investment Authority (SAGIA) เมื่อปี พ.ศ. 2453 และได้มีการปรับปรุงกฎหมายส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Investment) เมื่อปี พ.ศ. 2545 เพื่อเป็นการจูงใจให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในซาอุดิอาระเบียมากยิ่งขึ้น

    สิทธิประโยชน์ของผู้ลงทุนจากประเทศไทย

    ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการไทยนั้น ประเทศไทยและซาอุดิอาระเบียมีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจหลายฉบับ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทย เช่น

    – ความตกลงว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (พ.ศ. 2537)
    – ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีกิจการขนส่งทางอากาศ (Agreement for the Reciprocal Exemption of Taxes on the Activities of Air Transport Enterprises)
    – เอกสารพิธีการ (Proces-Verbal) เพื่อการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารความตกลง เพื่อการเว้นการเก็บภาษีจากกิจการขนส่งทางอากาศ (พ.ศ. 2539)
    – ความตกลงการบิน (ได้มีการเจรจาเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงบริการขนส่งทางอากาศระหว่างกันที่เมืองเจดดาห์ โดยฝ่ายซาอุดิอาระเบียเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2548 เป็นผลให้ บริษัทการบินไทย ตกลงจะทำการบินไปซาอุดิอาระเบียอีกหลังจากหยุดดำเนินการมาเป็นเวลา 14 ปี รวมทั้งเพิ่มสิทธิ์การบินไปยังเมืองเจดดาห์ (จากเดิมที่มีสิทธิ์การบินไปเมืองริยาด เมืองดัมมัม และเมืองดาห์ราน เท่านั้น) ขณะที่สายการบิน Saudi Arabian Airlines ได้ตกลงจะทำการบินมาไทยอีกครั้ง หลังหยุดมาหลายปี และจะมีการใช้ชื่อเที่ยวบินร่วมกัน หรือ Code Sharing ระหว่างทั้งสองสายการบิน)

    การทำธุรกิจที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย

    ข้อแนะนำในการทำธุรกิจที่ซาอุดิอาระเบีย

    – ซาอุดิอาระเบียมีนโยบายการค้าเสรีบนพื้นฐานการแข่งขัน ไม่มีการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ไม่มีข้อจำกัดปริมาณ และโควตาการนำเข้าสินค้า และไม่มีการควบคุมราคา เพื่อให้มีสินค้าเข้าสู่ตลาดอย่างเสรี และเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ และราคาไม่แพง ยกเว้นสินค้าบางรายการที่ห้ามนำเข้าเนื่องจากขัดต่อบทบัญญัติทางศาสนา และความมั่นคงของประเทศ
    – ทางการซาอุดิอาระเบียมีนโยบายการนำเข้าสินค้าอาหารที่เข้มงวด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ โดยใช้มาตรการ และแนวทางของสหภาพยุโรปเป็นหลัก หากสหภาพยุโรปดำเนินมาตรการใด ซาอุดิอาระเบียก็จะดำเนินการตามทันทีโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังสุ่มตรวจสอบสินค้าที่นำเข้าทุกรายการด้วย
    – ชาวซาอุมักจะตัดสินใจเลือกทำธุรกิจกับคู่เจรจาที่พวกเขารู้จัก และชื่นชอบ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขา ซึ่งนอกจากภาพลักษณ์ขององค์กรที่เข้มแข็ง และมั่นคงแล้ว การสร้างความเชื่อใจ และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในการติดต่อเจรจาธุรกิจกับชาวซาอุ และมักจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเท่านั้น กล่าวคือขณะที่คู่เจรจาชาวซาอุรู้สึกเป็นมิตรกับเรา แต่เขาอาจจะไม่รู้สึกเช่นเดียวกันกับบุคคลอื่นในบริษัทของเรา นั่นหมายความว่าการเปลี่ยนตัวผู้แทนเจรจาธุรกิจจากเราไปเป็นผู้อื่นมาแทน อาจส่งผลให้เกิดการยกเลิกข้อตกลงก็เป็นได้
    – ผู้ประกอบการไทยควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในซาอุดีอาระเบีย เกี่ยวกับรายละเอียดในสัญญาซื้อขายก่อนตัดสินใจลงนามในสัญญาธุรกิจ ทั้งนี้ไม่ควรพาทนายความ หรือที่ปรึกษาทางกฎหมายมาร่วมโต๊ะลงนามสัญญาด้วย เนื่องจากนักธุรกิจชาวซาอุอาจมองว่าเป็นการไม่เชื่อใจกัน
    – นักธุรกิจชาวซาอุส่วนใหญ่มีลักษณะการทำงานแบบหลายอย่างในเวลาเดียวกัน และบ่อยครั้งที่มักจะเปลี่ยนเรื่องเจรจา ทั้งที่ยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องเดิม หรือกลับมาเจรจาเรื่องเดิมที่ได้ข้อสรุปยุติไปแล้ว นอกจากนี้พวกเขาอาจจะขอคุยโทรศัพท์หรือขัดจังหวะการประชุม ซึ่งไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดี แต่เพียงต้องการยืดเวลา และสร้างอำนาจในการต่อรองเท่านั้น ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรระมัดระวังเรื่องการแสดงออกทางความรู้สึกต่อสถานการณ์ดังกล่าวด้วย โดยควรยืนยันเงื่อนไขข้อตกลง และประเด็นที่ต้องการเจรจา เพื่อแสดงถึงความจริงจัง และสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาของคู่เจรจา
    – การจัดหาผู้แทนในท้องถิ่นเพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง เป็นอีกเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก เนื่องจากพวกเขาสามารถช่วยเหลือในเรื่องการแนะนำคู่เจรจาที่เหมาะสม และช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ และวัฒนธรรมที่แตกต่างของทั้งสองฝ่ายได้
    – แม้ว่านักธุรกิจหญิงชาวไทยจะมีหนังสือรับรองตำแหน่งจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กร แต่ก็อาจไม่ได้รับความเชื่อถือจากคู่เจรจาชาวซาอุเนื่องจากสถานะทางสังคมของผู้หญิงในประเทศนี้ยังอยู่ในกรอบจำกัด และด้อยกว่าผู้ชาย ดังนั้นหากจำเป็นต้องเดินทางไปร่วมเจรจาธุรกิจในซาอุดีอาระเบีย อาจจะให้เพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้ชายทำหน้าที่ในการเจรจา โดยนักธุรกิจหญิงไทยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแทน

    กฎระเบียบการนำเข้าสินค้าเข้าซาอุดิอาระเบีย

    สินค้านำเข้าในราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย เพื่อการค้าทุกประเภทไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใด จะต้องมีเอกสารประกอบการนำเข้า ดังนี้

    – ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice) ซึ่งด้านบนเอกสารจะต้องมีชื่อบริษัทผู้ส่งออก พร้อมทั้งชื่อและสถานที่ติดต่อของผู้ส่งและผู้รับสินค้า มีการระบุรายละเอียดที่ชัดเจนของสินค้า ส่วนประกอบ เครื่องหมายการค้า ชื่อเรือหรือสายการบิน วันขนส่งสินค้า เมืองต้นทางและปลายทาง น้ำหนักสุทธิรวม ปริมาณ ราคาต่อหน่วย ราคารวมของสินค้าแต่ละกลุ่มหรือชนิด ราคารวมทั้งหมด จำนวนบรรจุแต่ละหีบห่อและคอนเทนเนอร์ เงินตราจำนวน L/C (หากมี) รวมทั้งค่าขนส่งและประกันภัย
    – หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin)
    – ใบขนส่งสินค้า (Bill of Lading or an Airway Bill)
    – หนังสือรับรองจากบริษัทเดินเรือ หรือสายการบิน
    – กรมธรรม์ประกันภัย (Insurance Certificate)
    บัญชีหีบห่อสินค้า (Packing List)
    – เอกสารอื่นๆ ขึ้นอยู่กับชนิด หรือประเภทสินค้าตามที่กฎระเบียบกำหนด

    ส่งออกสินค้าอะไรไปประเทศซาอุดิอาระเบียดี

    สินค้าส่งออกไปจากไทยไปซาอุดิอาระเบียส่วนใหญ่ ได้แก่

    – รถยนต์และส่วนประกอบ
    – เครื่องปรับอากาศ และส่วนประกอบ
    – เคมีภัณฑ์
    – ตู้เย็น/ตู้แช่
    – เครื่องจักรกล
    – ผลิตภัณฑ์ยาง
    – เสื้อผ้าสำเร็จรูป
    – ผ้าผืน
    – อาหารทะเลแปรรูป
    – ปลาแห้ง

    ทั้งนี้ สินค้าไทยมีภาพลักษณ์ที่ดี และได้รับการยอมรับในตลาดซาอุดีอาระเบีย มีราคาที่แข่งขันได้ และมีคุณภาพทัดเทียมสินค้าของประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ

    นำเข้าสินค้าอะไรจากซาอุดิอาระเบียมาขายดี

    ส่วนใหญ่แล้วไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ามาโดยตลอด โดยไทยเป็นฝ่ายนำเข้าสินค้า เช่น

    – น้ำมันดิบ/น้ำมันสำเร็จรูป
    – ก๊าซธรรมชาติ
    – ผลิตภัณฑ์เหล็ก
    – สารเคมี
    – ปุ๋ย
    – ยาฆ่าแมลง
    – เส้นใยประดิษฐ์สำหรับทอผ้า
    – กระดาษ

    ข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับธุรกิจประเทศซาอุดิอาระเบีย

    ตลาดส่งออกที่สำคัญของซาอุดิอาระเบีย คือ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ อินเดีย และสิงคโปร์
    ตลาดนำเข้าออกที่สำคัญของซาอุดิอาระเบีย คือ สหรัฐอเมริกา จีน เยอรมัน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อินเดีย เกาหลีใต้ และอิตาลี
    สินค้าส่งออกที่สำคัญของซาอุดิอาระเบีย คือ น้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม
    สินค้านำเข้าที่สำคัญของซาอุดิอาระเบีย คือ เครื่องจักรและปัจจัยการผลิตต่างๆ อาหาร เคมีภัณฑ์ รถยนต์และชิ้นส่วนเครื่องยนต์ สิ่งทอ เครื่องปรับอากาศ สินค้าเกษตร

    ในปัจจุบัน สินค้าที่มีการขยายตัวและมีอนาคตเชิงธุรกิจในตลาดซาอุดิอาระเบียสูง ได้แก่ อุปกรณ์โทรคมนาคม อุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์การกลั่นน้ำทะเล อะไหล่รถยนต์ สินค้าที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย สินค้าเกษตร ผักผลไม้สด อาหารฮาลาล เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทต่างๆ

    ผู้หญิงที่ซาอุดิอาระเบียสามารถทำธุรกิจได้แล้ว

    ซาอุดีอาระเบียอนุญาตให้ผู้หญิงในประเทศสามารถเริ่มตั้งธุรกิจของตัวเองได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตสามี หรือญาติที่เป็นผู้ชายก่อนแล้ว เพื่อผลักดันให้เกิดการเติบโตในภาคเอกชนของประเทศ

    กระทรวงพาณิชย์และการลงทุนของซาอุดีอาระเบีย ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่าอนุญาตให้ผู้หญิงเริ่มตั้งธุรกิจของตัวเองได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตสามี หรือญาติที่เป็นผู้ชายก่อนแล้ว ซึ่งกฎระเบียบห้ามผู้หญิงทำธุรกิจ มีมายาวนานกว่า 10 ปี

    ทั้งนี้ภายใต้ระบบผู้ปกครอง ซึ่งเป็นกฎเก่า ผู้หญิงชาวซาอุดีอาระเบียต้องขออนุญาตจากผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้ชาย ซึ่งตามปกติจะเป็นสามี หรือบิดา หรือพี่ชาย ก่อน เพื่อทำเอกสารทางราชการ เอกสารเกี่ยวกับการเดินทาง หรือเอกสารสมัครเข้าเรียน

    ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เกิดจากซาอุดีอาระเบียเดินหน้าปฏิรูป จากประเทศที่พึ่งพาเพียงรายได้จากการผลิตน้ำมันดิบ มาขยายภาคธุรกิจเอกชนในประเทศมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มการจ้างงานสตรีภายใต้แผนปฏิรูปต่างๆ เป็นการให้เสรีภาพกับสตรีเพศมากขึ้น

    สำหรับความพยายามในการปฏิรูปประเทศของซาอุดิอาระเบียนั้น เริ่มตั้งแต่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าสนามกีฬาได้ ไปจนถึงอนุญาตให้ขับรถ และสามารถจดทะเบียนบริษัททางออนไลน์ได้เอง

    สรุป

    การไปลงทุนทำธุรกิจที่ซาอุดิอาระเบีย ท่านที่สนใจจะต้องศึกษากฎระเบียบทางธุรกิจต่างๆ ให้มาก ทางที่ดีจ้างที่ปรึกษาทางธุรกิจที่เคยไปทำธุรกิจที่ซาอุดิอาระเบีย หรือตะวันออกกลางมาก่อน เค้าจะรู้รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับ มารยาททางธุรกิจ ข้อตกลงทางธุรกิจต่างๆ เพื่อให้การเจรจาธุรกิจเป็นไปอย่างลุล่วงด้วยดี ไม่มีอะไรติดขัด สำหรับบทความที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจที่ซาอุดีอาระเบียนี้ก็ขอจบลงแต่เพียงเท่านี้นะครับ

  • วิธีการเปิดร้านล้างรถให้ประสบความสำเร็จ

    การทำธุรกิจเปิดร้านล้างรถ
     

    ทุกวันนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะมีคนขับรถยนต์กันมากขึ้นๆ อีกทั้งยังมีนโยบายของรัฐในเรื่องโครงการรถคันแรกเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมากระตุ้นต่อมคนไทยให้ควักกระเป๋าซื้อรถกัน ส่วนใครมีกำลังทรัพย์มากหน่อยก็ขับรถยี่ห้อดัง รุ่นดีๆ ซักคัน เมื่อเราเป็นเจ้าของรถซักคันแล้วก็จะเกิดอาการหวงแหนรักรถของตัวเองเหมือนกับรถคือคู่หูที่คบกันมานมนาน ดังนั้นเพื่อให้คู่หูคู่ใจของเรามีสภาพภายนอกดีและเงาวับเหมือนใหม่เห็นแล้วชื่นใจ ธุรกิจล้างรถคือหนึ่งในคำตอบที่ช่วยปัดเป่าความสกปรกของรถโดยเฉพาะ

    ธุรกิจล้างรถ หรือที่เรียกกันว่า คาร์แคร์ เป็นธุรกิจบริการที่เน้นทำความสะอาดรถเป็นหลัก และทำให้รถแห้งหลังจากล้างด้วยน้ำให้สะอาดแล้ว รวมถึงมีบริการเคลือบสีรถ, ทำความสะอาดภายในรถแบบต่างๆ และอาจมีบริการขจัดคราบอื่นๆ ตอบสนองคนไทยที่มีรถ อาทิ รถเก๋ง, รถกระบะ, รถตู้, รถบรรทุก ธุรกิจล้างรถเหมาะกับพื้นที่ที่มีอากาศร้อนอย่างบ้านเราอยู่แล้ว เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน ที่หากขับรถออกนอกบ้านเมื่อไหร่ก็จะเจอกับฝุ่นละอองหรือฝนตกทำให้เกิดคราบสกปรกได้ง่าย

    ใครที่สนใจอยากเปิดธุรกิจล้างรถจะต้องมีความอดทนสูงและมีพนักงานที่มีฝีมือล้างรถ (เจ้าของกิจการก็ควรมีสกิลการล้างรถและขัดเงารถด้วย) ส่วนการลงทุนจะเน้นที่อุปกรณ์, สถานที่, พนักงาน, ฯลฯ แล้วแต่ว่าจะเปิดกิจการล้างรถแบบไหน

    ธุรกิจล้างรถมีกี่แบบกัน

    ทำความสะอาดเบื้องต้น : เป็นการล้างรถที่คิดราคาไม่แพงมาก แต่ไม่ได้ทำความสะอาดรถแบบครบวงจรที่ใช้ค่าใช้จ่ายสูงกว่า การล้างแบบนี้จะเน้นการใช้น้ำและเป่าให้แห้ง เหมาะกับการตอบสนองลูกค้าที่ต้องการให้รถของตนสะอาดแต่ใช้เวลาไม่นาน

    บริการล้างและเคลือบสี : เพิ่มเรื่องเคลือบสีมาเป็นของแถม เจ้าของรถส่วนใหญ่ต้องการให้สีรถของตัวเองเงางามตลอดไปอยู่แล้ว บางกิจการจะมีบริการเคลือบสีรถซึ่งจะทำให้สีของรถเงางาม, ป้องกันแสงแดดแรงกล้าที่นับวันจะแรงกล้ามากขึ้นๆ, ป้องกันรอยขีดข่วนที่อาจเกิดขึ้นขณะขับรถ ฯลฯ ซึ่งลูกค้าบางท่านอาจนำน้ำยาแว๊กซ์มาเอง ก็อาจคิดค่าบริการเป็นค่าแรงได้ บางกิจการอาจมีบริการเคลือบแก้ว หรือ Glass Coating ซึ่งว่ากันว่าเป็นการเคลือบที่แพงมาก ตอบโจทย์ให้กับเจ้าของรถที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลรถของตนเอง เพราะการเคลือบแก้วจะปกป้องสีรถได้นานเพราะมีชั้นป้องกันสีรถที่หนาขึ้น ส่วนความเงางามจะมากกว่าการเคลือบสีแบบแว๊กซ์ หากเจ้าของกิจการสนใจจะเปิดบริการในส่วนของเคลือบแก้วด้วย คนที่ทำต้องมีความชำนาญด้วย

    ทำความสะอาดภายในรถ : จะเน้นทำความสะอาดภายในของรถตามชื่อเลย เช่น ดูดฝุ่น, ฟอกหรือเคลือบเบาะ, ฟอกพรม, อบโอโซน, ฯลฯ ซึ่งพนักงานจะใช้ทักษะทำความสะอาดตามจุดต่างๆ โดยใช้อุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดภายในรถโดยเฉพาะ

    ทำความสะอาดแบบครบวงจร : เป็นโปรแกรมการทำความสะอาดแบบจัดเต็มทั้งในและนอกตัวรถ บางร้านที่ให้บริการอาจมีให้เลือกเป็นแพ็คเกจแล้วแต่ว่าลูกค้าจะเลือกแบบไหน

    จำหน่ายสินค้าทำความสะอาดรถ : ข้อนี้ตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากหาซื้อสินค้าไปทำความสะอาดรถสุดรักของตนที่บ้านแทน เช่น ฟองน้ำ, น้ำยาทำความสะอาด, น้ำยาขัดเงา, ผ้าเช็ด, เครื่องฉีดน้ำ, เครื่องดูดฝุ่น, ฯลฯ หรือบางคนอยากหาเช่าอุปกรณ์ ซึ่งบางร้านก็มีบริการให้เช่า

    บริการซ่อมบำรุงรถ : เน้นการบำรุงรักษารถ ตรวจสอบระบบภายในรถหรือบริการเปลี่ยนอะไหล่ต่างๆ เช่น น้ำมันเครื่อง, ยางรถ, เบรก, แบตเตอรี่ ฯลฯ ซึ่งเจ้าของควรนำรถมาเช็คซ่อมบำรุงสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเวลาใช้รถเดินทางและใช้รถได้นานๆ

    รูปแบบร้านสำหรับเปิดบริการ

    ร้านล้างรถแบบเปิดกิจการเอง : ข้อนี้ตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากหาซื้อสินค้าไปทำความสะอาดรถสุดรักของตนที่บ้านแทน เช่น ฟองน้ำ, น้ำยาทำความสะอาด, น้ำยาขัดเงา, ผ้าเช็ด, เครื่องฉีดน้ำ, เครื่องดูดฝุ่น, ฯลฯ หรือบางคนอยากหาเช่าอุปกรณ์ ซึ่งบางร้านก็มีบริการให้เช่าร้านล้างรถแบบเปิดกิจการเอง : แล้วแต่ว่ามีทุนน้อยหรือมาก เจ้าของกิจการจะเลือกเปิดร้านเล็กๆ ต้นทุนไม่มากหรือร้านใหญ่หลายห้อง เจ้าของกิจการเลือกได้ว่าจะทำแบบทำเองคนเดียวหรือมีพนักงานช่วย คุณอาจเคยเห็นบางท่านเปิดร้านภายในบ้าน, ตามปั๊มน้ำมัน, ตั้งร้านใหญ่ๆ มาแล้ว เจ้าของกิจการจะดำเนินการในส่วนการตลาดและบริการทำความสะอาดรถเอง เรียกได้ว่าเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

    ร้านเฟรนไชส์ : สำหรับคนที่จับต้นชนปลายไม่ถูกแต่ต้องการระบบการจัดการสำเร็จรูปและมีเงินทุนมากพอสมควร เฟรนไชส์เป็นตัวเลือกอีกตัวหนึ่งของร้านล้างรถ อีกทั้งยังมียี่ห้อที่เป็นตัวเรียกลูกค้าที่เน้นใช้บริการร้านที่น่าเชื่อถือ แต่มีข้อจำกัดที่เจ้าของกิจการต้องปฏิบัติตามกฏที่ทางเฟรนไชส์ได้วางไว้ด้วย

    รายได้จากการบริการ และขายสินค้า

    การให้บริการล้างรถจะได้รายได้มากเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าได้เลือกใช้บริการแบบไหนและมากน้อยแค่ไหนด้วย เช่น การล้างรถอย่างเดียวจะได้รายได้ไม่มากนัก เพราะต้นทุนก็ไม่สูงมาก แต่ถ้ามีบริการที่ใช้ความสามารถพอสมควร ก็จะได้รายได้มากขึ้น เช่น แพ็คเกจแบบทำความสะอาดครบวงจร, การเคลือบแก้ว

    รายได้อีกแบบหนึ่งคือ การเปิดให้สมัครสมาชิกเพื่อได้รับส่วนลดการให้บริการด้วย เป็นวิธีที่ดึงลูกค้าให้มาใช้บริการร้านบ่อยๆ หรือเปิดพื้นที่ขายสินค้าสำหรับทำความสะอาดเพื่อดึงลูกค้ามาจับจ่ายซื้อของ

    ส่วนลูกค้าที่ไม่ค่อยมีเวลานำรถมาล้าง ทางร้านอาจเพิ่มช่องทางโดยการให้บริการล้างรถให้ถึงบ้านหรือที่ทำงาน แต่คิดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเดินทาง, ค่าน้ำ, ฯลฯ ไปด้วย

  • วิธีการเปิดร้านขายสินค้า 10 บาทให้ประสบความสำเร็จ

    เคยเข้าไปในร้านขายสินค้า ที่ทุกอย่างในร้านขายแค่ 10 บาทมั้ยครับ เป็นอะไรที่ถูกมากๆ และแน่นอนว่าส่วนใหญ่คนที่ซื้อจะไม่ได้ซื้อกันแค่ชิ้นเดียว จะซื้อกันหลายๆ ชิ้น เหตุเพราะว่าสินค้ามีราคาถูกมากยังไงหล่ะครับ ในบทความนี้ก็จะขอนำเสนอธุรกิจขายสินค้า 10 บาท ว่ามียากง่ายเพียงใด มาเริ่มศึกษารายละเอียดกันดีกว่าครับ

    ความรู้ในการทำธุรกิจ

    แน่นอนว่าจะทำธุรกิจ ต้องมีความรู้ทางธุรกิจเป็นอันดับแรก บางคนมีแต่เงินทุน แต่ไม่มีความรู้ในทางธุรกิจ การทำธุรกิจก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาเรื่องธุรกิจให้ทะลุปุโปร่ง ถ้าเราไม่ได้จบคณะบริหารธุรกิจจะทำอย่างไรหล่ะ ในปัจจุบันนี้ตามร้านหนังสือ มีหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจมากมายให้เลือกอ่าน เราอาจจะใช้ทุนทรัพย์ในการหาซื้อหนังสือมาอ่าน หรือถ้าเค้ามีเปิดเข้าคอร์สอบรมผู้ประกอบการหน้าใหม่ ก็น่าสนใจ เพราะจะได้ไปฟังประสบการณ์จริงๆ ในการทำธุรกิจจากผู้บรรยาย เป็นการศึกษาจากชีวิตจริง ก็น่าจะได้อะไรดีๆ มาบ้าง

    เงินลงทุน

    เงินลงทุนสำคัญมาก ในการทำธุรกิจ มีความรู้เต็มเปี่ยม แต่ไม่มีเงินลงทุนก็จบ การขายสินค้าทุกอย่าง 10 บาท ข้อดีคือ ใช้เงินทุนไม่สูงนัก ตีไปว่ามีเงินอยู่ในมือ 2 แสนบาท เอาไว้เป็นเงินลงทุนซื้อสินค้าสัก 1 แสนบาท เงินทุนหมุนเวียน 5 หมื่นบาท เอาไว้ซื้อสินค้าหมุนเวียนไว้ในสต็อค และเป็นเงินทุนสำรอง 5 หมื่นบาท เรื่องเงินลงทุนผมคิดว่า ถ้าเป็นเงินที่เป็นเงินเย็นของเราจะดีกว่า คือเป็นเงินที่มีการจากออมเงินจากรายได้งานประจำ จนเก็บเงินได้ครบ 1 แสน และออกมาทำธุรกิจตัวเอง การกู้หนี้ยืมสินมาทำธุรกิจ ถือเป็นเงินร้อน เราต้องจ่ายดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้ การใช้เงินเย็นของเรา ผมคิดว่านาจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า

    ทำเล

    ทำเล สิ่งนี้ก็สำคัญ เจ้าของธุรกิจท่านใด ได้ทำเลทอง ถือว่าโชคดีมากทีเดียว ซึ่งทำเลทอง ส่วนใหญ่แล้วจะมีค่าเข่าที่แพง เพราะใครๆ ต่างก็ต้องการจะมาเปิดธุรกิจในทำเลทองนั้นๆ ทำเลทอง คือ ทำเลที่มีผู้คนเดินพลุกพล่าน เช่น ที่ตลาด หน้าโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัย หน้าโรงงานอุตสาหกรรม ในห้างสรรพสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสินค้า 10 บาท จะเห็นได้ตามตลาดต่างๆ อาจจะเป้นเพราะที่ตลาดค่าเช่าไม่แพง และก็คนเดินหนาแน่น เรื่องทำเลนี้ก็ต้องเลือกให้ดีนะครับ เป็นสิ่งสำคัญมากเลยครับ

    ขายแค่ 10 บาทจะได้กำไรหรือ

    ก็ต้องขอตอบว่า ได้กำไรครับ แต่ได้น้อย เฉลี่ยทุนจะอยู่ที่ 2-9 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า การขายสินค้าราคาแบบนี้ ต้องเน้นปริมาณครับ สมมติว่าขายได้กำไรชิ้นละ 5 บาท เราจะต้องขาย 100 ชิ้น ถึงจะได้กำไรวันละ 500 บาท ถ้า 200 ชิ้นก็ได้กำไร 1000 บาท สเกลธุรกิจจะเป็นประมาณนี้

    ซื้อสินค้าจากที่ไหนกัน

    ถ้าในกรุงเทพ ก็ต้องเป็นตลาดสำเพ็งหล่ะครับ ตลาดสำเพ็งเป็นแหล่งค้าส่งขนาดใหญ่ ไปเลือกดูสินค้าได้เลยครับ ถ้าจะให้ดี สินค้าที่เหมาะสมจะนำมาขายราคาทุนต้องไม่เกิน 7 บาทนะครับ เกินกว่านี้เดี๋ยวกำไรจะน้อยครับ ถ้าจะถามว่าสินค้าในสำเพ็งส่วนใหญ่นำมาจากไหน ส่วนใหญ่นั้นนำเข้ามาจากจีนครับ ที่เค้าเอามาขายส่งให้เรา นั่นเค้าบวกกำไรไปแล้วนะครับ เห็นอย่างนี้แล้ว เราก็คงอยากนำเข้าสินค้าจากจีนมาขายบ้างแล้วใช่มั้ยครับ เพราะได้ราคาถูกกว่ากันเห็นๆ แต่เนื่องจากการนำเข้าสินค้าจากจีนมาขายมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก บางทีต้องไปเข้าคอร์สศึกษาวิธีนำเข้าสินค้าจากจีนกันเลยหล่ะครับ แต่ถ้าทำได้ ก็จะเป็นผลดีในทางลดต้นทุน เราก็จะได้ของที่ถูกกว่าสำเพ็งครับ แต่เดี๋ยวนี้ก็มีร้านค้าออนไลน์หลายร้านที่ขายส่งสินค้าราคาถูกให้ถึงบ้านโดยที่ไม่ต้องเป็นแฟรนไชส์ เช่น ร้านสำเพ็ง76

    แฟรนไชส์ 10 บาท ดีมั้ย

    แฟรนไชส์ 10 บาทก็ดีครับ เค้าก็จะมีทุกอย่างให้เราพร้อม ไม่ต้องไปเสียเวลาดูสินค้าที่สำเพ็ง เค้ามีสินค้ามาส่งให้ที่บริษัทขนส่ง แล้วเราก็ไปรับสินค้ามา ข้อดีของการซื้อแฟรนไชส์คือ เค้าทำระบบต่างๆ ไว้หมดแล้ว ทำให้การทำธุรกิจมีความติดขัดน้อย จะยากก็ตอนเริ่มทำใหม่ๆ อาจจะมีติดขัดบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าอยู่ตัวแล้วก็กินยาวครับธุรกิจนี้ ตัวอย่างแฟรนไชส์ 10 บาท ในปัจจุบันนี้ก็คือ Strawberry Club มีสินค้าเช่น กิ๊ฟช็อป, ของใช้, อุปกรณ์ IT, กระเป๋าช้อปปิ้ง, งานไม้, อุปกรณ์เสริมสวย แต่ที่ Strawberry Club จะเน้นพวกสินค้ากิ๊ฟช็อปเป็นพิเศษ

    บันทึกรายรับจ่าย

    ในการทำธุรกิจนั้น การบันทึกรายรับจ่ายเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การทำธุรกิจหน้าร้าน เพราะเราจะได้รู้ถึงยอดขายในแต่ละวัน ว่ารายได้หักลบกับต้นทุนแล้วได้กำไรมั้ย รวมทั้งการสังเกตเอาไว้ ว่าสินค้าใดขายดี เอามาไม่เท่าไหร่เดี๋ยวก็หมด หรือสินค้าใดขายไม่ดี เพื่อเป็นแนวทางในการทำธุรกิจให้ได้ผลกำไรเพิ่มขึ้นต่อไป

    สินค้าอะไรขายดี

    กลุ่มสินค้าที่ขายได้ขายดีตลอดทุกเทศกาล คือ ปากกา ดินสอ สมุดเขียนหนังสือ แม๊ก กระจกแบบพกพา ตะเกียบ ไม้จิ้มฟัน กล่องใส่กระดาษทิชชู่ ไฟแช็ค แก้วน้ำพลาสติก ไม้ปัดขนไก่ พรมเช็ดเท้า ถุงขยะ ถังกะละมังต่างๆ ของพวกนี้ต้องมีสำรองมาเติมไว้อย่าให้หมด เพราะขายได้เรื่อยๆ

    การตลาดสำคัญมั้ย

    ถ้าร้านของเราอยู่ในทำเลที่ดี มีคนเดินไปเดินพลุกพล่าน เช่น ในตลาด นั่นถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะไม่นานร้านของเราก็จะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ จากลูกค้าขาประจำที่มาซื้อของที่ตลาด และแวะมาซื้อที่ร้านเรา สำหรับธุรกิจประเภทนี้ ถ้าทำเลดี การตลาดแทบไม่ต้องเลย ของดีอยู่ที่ไหนก็ดี แต่ถ้าเราขายแล้ว ยอดขายของร้านเราตกไปจากเดือนก่อนๆ ก็จำเป็นต้องงัดกลยุทธ์การตลาดมาใช้ อาจจะจ้าง พริตตี้ หรือ MC มาโฆษณาร้านเราให้กับผู้คนที่เดินสัญจรไปมา หรือในร้านอาจจะมีแถมสินค้า 1 ชิ้นทุกวัน สำหรับท่านที่ซื้อสินค้าครบ 200 บาท อย่างนี้เป็นต้น

    สรุป

    การทำธุรกิจขายสินค้า 10 บาท ก็ถือได้ว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะราคาจำกัดอยู่แค่ 10 บาท ทำให้ลูกค้าไม่ลังเลรีรอที่จะซื้อ และจากความหลากหลายของสินค้า แน่นอนว่าส่วนใหญ่ไม่ซื้อชิ้นเดียว จะซื้อหลายชิ้น ติดไม้ติดมือกลับบ้าน เรียกว่าถ้าเปิดร้านในทำเลที่มีคนพลุกพล่าน ก็ขายได้เรื่อยๆ กินยาวๆ จนกว่าจะมีคู่แข่งขายสินค้า 10 บาทมาเปิดใกล้ๆ กัน เพราะเห็นว่าขายดี เพื่อขอแย่งชิ้นเค้กทางการตลาด อันนี้ก็ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ทางแก้คือต้องใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเข้าช่วย ให้เอาชนะร้านที่มาเปิดใหม่ให้ได้

    ธุรกิจสินค้า 10 บาทนี้น่าสนใจ สามารถทำเงินได้ระยะยาว ผมก็ขออวยพรให้ท่านที่ทำธุรกิจขายสินค้า 10 บาท ประสบความสำเร็จ และร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • วิธีการทำธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาให้ประสบความสำเร็จ

    การทำธุรกิจโรงเรียนสอนภาษา

     

    ในยุคที่กำลังจะย่างเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแบบนี้ ธุรกิจที่น่าจะโต และทำรายได้ในระยะยาว คงไม่พ้นธุรกิจสถานบันสอนภาษาต่างๆ ทั้งการสอนภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาอื่นๆ ให้กับคนไทย หรือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจที่น่าทำทั้งสิ้น วันนี้ผมก็จะขอเสนอบทความรวยด้วยการทำธุรกิจโรงเรียนสอนภาษา มาเริ่มอ่านกันได้เลยครับ

    การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจโรงเรียนสอนภาษา

    ก่อนที่จะเริ่มตั้งโรงเรียนสอนภาษา เราก็ต้องไปจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจกันก่อนนะครับ

    ธุรกิจประเภทบุคคลธรรมดา

    มีลักษณะเป็นกิจการที่มีเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดา คนเดียว หรือหลายคน หรือห้างหุ้นส่วนสามัญประเภทไม่จดทะเบียน ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจสอนภาษาไทย และหรือภาษาต่างประเทศ ประเภทบุคคลธรรมดา ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์

    ประเภทนิติบุคคล บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล

    ผู้ประกอบการธุรกิจต้องจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

    สถานที่ยื่นขอจดทะเบียน

    – กรุงเทพมหานคร ยื่นขอจดทะเบียน ณ สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 1 – 7 และส่งจดทะเบียนธุรกิจกลาง สำนักทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
    – ต่างจังหวัด ยื่นขอจดทะเบียน ณ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ที่ห้างหุ้นส่วนบริษัทมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่

    ค่าธรรมเนียม

    จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วน
    – ผู้เป็นหุ้นส่วนไม่เกินสามคน 1,000 บาท
    – ผู้เป็นหุ้นส่วนเกินสามคน ชำระเพิ่มสำหรับจำนวนในที่เกินอีก คนละ 200 บาท
    จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด
    – จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ 500 – 25,000 บาท
    – จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด 5,000 – 250,000 บาท

    ภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม

    ผู้ประกอบธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาไทย และหรือภาษาต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ และไม่มีหน้าที่ต้องยื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

    ภาษีป้าย

    ผู้ประกอบธุรกิจโรงเรียนสอน ตามระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 จะได้รับการยกเว้นภาษีป้ายที่ติดตั้งไว้หน้าสถานประกอบการ

    กฎหมาย และระเบียบเฉพาะธุรกิจ

    – การขออนุญาตจัดตั้งโรงเรียน และใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการ ครูใหญ่ และครู หากธุรกิจให้บริการสอนภาษาไทย และหรือภาษาต่างประเทศ มีลักษณะเป็นโรงเรียนตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาตรา 4 กล่าวคือ เป็นโรงเรียนเอกชน อันได้แก่สถานศึกษา หรือสถานที่ที่บุคคลจัดการให้การศึกษา ในระดับที่ต่ำกว่าขั้นปริญญาตรีแก่นักเรียนทุกผลัดรวมกันเกินเจ็ดคนขึ้นไป ต้องขออนุญาตจัดตั้งโรงเรียน และขออนุญาตการเป็นบุคลากรประจำโรงเรียน

    สถานที่ขออนุญาต

    – กรุงเทพมหานครยื่นขอ ณ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ
    – ต่างจังหวัด ยื่นขอ ณ สำนักงานศึกษาธิการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอ แห่งท้องที่นั้น

    ค่าธรรมเนียม

    – ใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน ฉบับละ 1,000 บาท
    – ใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการ ฉบับละ 50 บาท
    – ใบอนุญาตให้เป็นครูใหญ่ ฉบับละ 25 บาท
    – ใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการ ฉบับละ 15 บาท

    นอกจากนี้ยังมีกฎและระเบียบด้านลิขสิทธิ์ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม สวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานที่ต้องถือปฏิบัติ

    การลงทุนโรงเรียนสอนภาษา

    ค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนเริ่มต้น จะแตกต่างกันตามขนาด และลักษณะของกิจการจากข้อมูลเฉลี่ยของการสำรวจการลงทุนเริ่มต้นของผู้ประกอบธุรกิจ จำแนกดังนี้
    – ค่าตกแต่งอาคาร เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้สำนักงาน คิดเป็นร้อยละ 74
    – ค่าเครื่องมือ และอุปกรณ์การเรียน การสอน คิดเป็นร้อยละ 4 ประกอบด้วย กระดาน และแถบบันทึกเสียง เป็นต้น
    – เงินทุนหมุนเวียน อัตราส่วนร้อยละ 22 ส่วนใหญ่เป็นค่าเช่าสถานที่ เงินเดือนครูผู้สอน เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำประปา และไฟฟ้า เป็นต้น

    อัตราผลตอบแทนทางการเงิน

    อัตราผลตอบแทนทางการเงินของธุรกิจขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจ และความสามารถในการบริหารธุรกิจของผู้ประกอบกิจการ จากการสำรวจพบว่า ผลตอบแทนที่ได้รับจากรายได้ทั้งปี ประมาณร้อยละ 8 ส่วนผลตอบแทนที่ได้จากเงินลงทุนทั้งหมด ประมาณร้อยละ 14 ต่อปี โดยจะได้รับเงินลงทุนทั้งหมดคืนภายในระยะเวลาประมาณ 4 ปี

    การตั้งราคา และโครงสร้างราคา

    ปัจจัยการตั้งราคา

    ปัจจัยการตั้งราคาประกอบด้วย
    – ต้นทุน
    – ทำเลที่ตั้ง
    – ชื่อเสียงของโรงเรียน
    – ปริมาณผู้เรียน และระยะเวลาการสอน ในแต่ละหลักสูตร
    – ค่าบริการของสถาบันสอนภาษาในระดับเดียวกันในท้องตลาด

    ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าราคาที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

    โครงสร้างราคา

    โครงสร้างราคาคำนวณโดย ต้นทุนผันแปร + ต้นทุนคงที่จัดสรร + กำไรรที่ต้องการ
    – ต้นทุนผันแปร เช่น ค่าจ้างอาจารย์พิเศษ เป็นต้น
    – ต้นทุนคงที่จัดสรร เช่น ค่าเช่าสถานที่ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า และค่าเสื่อมราคาสิ่งปลูกสร้าง เครื่องมืออุปกรณ์ เป็นต้น

    การบริหารจัดการ

    การบริหารจัดการภายในโรงเรียน

    1. ต้องมีความรู้พื้นฐานในธุรกิจให้บริการของตนเอง และติดตามความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
    2. ต้องมีความเป็นผู้นำ และพื้นฐานความรู้ด้านการบริหารจัดการ
    3. ดำเนินการทางธุรกิจให้ถูกต้องต่อกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับ
    4. จัดทำแผนธุรกิจที่เหมาะสม ทั้งภายในและภายนอกองค์กร
    5. ต้องให้ความสำคัญ และให้เวลากับการบริหารอย่างใกล้ชิด
    6. ด้านการบริหาร ต้องรับผิดชอบด้านการเงิน บัญชี จัดซื้อ บุคคล ธุรการ ดูแลความสะอาด ต้อนรับลูกค้า และบริหารงานทั่วไป
    7. ด้านการสอน มีหน้าที่ในการจัดหลักสูตร จัดตารางสอน คัดเลือกอาจารย์ผู้สอน กำกับดูแลด้านการสอน ประเมินผล และออกใบรองรองเมื่อจบหลักสูตร และดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.)

    พนักงาน และการอบรมพนักงาน

    1. พนักงานประจำเพื่อทำงานทั่วไปด้านการเก็บเงิน ต้อนรับลูกค้า ทำความสะอาด และสอน เป็นต้น โดยจำนวนจะขึ้นไปตามขนาดของโรงเรียน
    2. สำหรับจำนวนครูผู้สอน จะขึ้นอยู่กับจำนวนหลักสูตรที่เปิดสอน ในการคัดเลือกครูผู้สอน เจ้าของธุรกิจจะให้ทดลองสอนก่อน ซึ่งวุฒิการศึกษาของครูนั้น ส่วนใหญ่ต้องจบการศึกษาขั้นต่ำระดับอาชีวศึกษา(ปวช./ปวส.) จนถึงระดับปริญญาตรี
    3. ส่งเสริมและให้โอกาสพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจในลักษณะแบ่งปันผลประโยชน์จากรายได้
    4. ให้ความสำคัญกับการสรรหา และฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรในโรงเรียน
    5. ให้ผลตอบแทน และสิ่งจูงใจที่เหมาะสมเพื่อให้แรงกระตุ้นในการปฏิบัติงานของพนักงาน
    6. ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการบริหาร หรือเสนอความคิดเห็น จะทำให้พนักงานมีความรัก และภักดีต่อองค์กร

    ข้อดี และข้อเสียของธุรกิจ

    ข้อดี

    1. เป็นธุรกิจที่ไม่มีความสลับซับซ้อนม และใช้พนักงานน้อย
    2. ใช้เงินลงทุนไม่สูง และให้ผลตอบแทนในเกณฑ์ดี
    3. เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ หาซื้อได้ง่าย และราคาไม่แพง

    ข้อเสีย

    1. ทำเลย่านในธุรกิจการค้า หรือแถบโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยที่มีคนสัญจรไปมาจำนวนมาก หายาก และมีค่าเช่าที่ค่อนข้างสูง
    2. ขั้นตอนการจัดตั้งยุ่งยากเล็กน้อย เนื่องจากต้องขออนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ
    3. การจัดหาครูสอนที่มีความรู้ และทักษะในการสอน หาค่อนข้างยาก

    โอกาส และอุปสรรคของธุรกิจ

    โอกาส

    1. ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น ทำให้มีผู้สนใจเรียนรู้ด้านภาษาเพิ่มมากขึ้น
    2. คนทำงานมาเรียนจำนวนมาก เพราะบางบริษัทจ่ายค่าภาษาเพิ่ม ถ้ามีทักษะด้านภาษาอื่นๆ
    3. การเปิดเสรีการค้าทำให้คนไทยต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมากขึ้น เพื่อสื่อสารทำธุรกิจกับชาวต่างชาติ
    4. ผู้ปกครองมักให้การสนับสนุนให้บุตรหลานมาเรียน เพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

    อุปสรรค

    1. ถ้าช่วงใดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จะทำให้มีผู้มาเรียนน้อยลง
    2. มีโรงเรียนสอนภาษาไทย และภาษาต่างประเทศจำนวนมาก และเปิดสอนในลักษณะเป็นแฟรนไชส์ มีมาตรฐานสูง เป็นที่เชื่อถือมากกว่าสถาบันขนาดเล็ก

    การตลาด

    หลักสูตรการสอน

    1. สรรหาเฉพาะแต่อาจารย์ผู้สอนที่มีความรู้ความสามารถสูงและมีทักษะในการถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียน และมีอัธยาศัยที่ดีกับนักเรียน
    2. มีการทดสอบระดับความรู้ของผู้เรียนและให้เรียนในหลักสูตรที่สอดคล้องกับระดับพื้นฐานความรู้
    3. จัดหลักสูตรการสอนใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละขณะ
    4. จัดหลักสูตรการสอนนอกสถานที่ โดยสอนเป็นกลุ่ม ณ สถานประกอบกิจการที่ผู้เรียนทำงานอยู่ โดยการประสานขอความร่วมมือกับผู้ประกอบกิจการ
    5. จัดทำหลักสูตรเฉพาะตามความต้องการของผู้ประกอบกิจการแต่ละแห่งเพื่อพัฒนาความรู้ด้านภาษาแก่พนักงาน
    6. สร้างมาตรฐานด้านการให้บริการและอัตราค่าบริการ
    7. มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองการเรียน เมื่อผู้เรียนผ่านการประเมินผลตามเกณฑ์ที่กำหนด

    สถานที่ตั้งโรงเรียน

    1. เลือกทำเลที่ตั้งให้เหมาะสมโดยเลือกในย่านสถานศึกษาต่างๆ หรือแหล่งห้างสรรพสินค้าต่างๆ
    2. ตกแต่งสถานที่ให้โอ่โถง ไม่แออัดจนเกินไป ดูสะอาด และมีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนครบครัน

    การส่งเสริมการขาย

    1. ทำป้ายโฆษณาหน้าสถานบริการให้สะดุดตา
    2. ทำโบว์ชัว แผ่นพับ แนะนำบริการ แจกแก่กลุ่มเป้าหมาย
    3. ลงโฆษณาในสื่อที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจำนวนมากด้วยต้นทุนต่ำ
    4. ให้ส่วนลดพิเศษในกรณีที่นักเรียนรวมกลุ่มมาเรียนโดยขอให้ทางโรงเรียนจัดหลักสูตรให้เป็นการเฉพาะกลุ่ม
    5. การให้ส่วนลดพิเศษแก่นักเรียนที่มาเรียนเป็นกลุ่ม เช่น พี่น้องมาเรียนด้วยกัน
    6. ให้ส่วนลดพิเศษแก่นักเรียนที่เคยมาเรียนในหลักสูตรอื่นของของเรียนมาก่อน

    การบัญชี และการเงิน

    1. ไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายประจำมากเกินไป
    2. มีโครงสร้างเงินลงทุนที่เหมาะสม ไม่ก่อภาระหนี้มากเกินไป
    3. บริหารการเงินอย่างเหมาะสมเพื่อให้ธุรกิจมีสภาพคล่องทางการเงิน
    4. นำกำไรจากการดำเนินงานเป็นเงินทุนสำรอง หรือสำหรับการขยายธุรกิจ
    5. แยกบัญชีระหว่างบัญชีธุรกิจ และบัญชีส่วนตัว เพื่อสามารถควบคุม และวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของธุรกิจได้ถูกต้อง
    6. ควรจัดทำงบการเงินให้ถูกต้อง
    7. นำระบบคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีมาช่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน

    แนวคิดในการทำธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาไทย

    ซึ่งในวันนี้ก็อยากจะแนะนำ ธุรกิจสถาบันสอนภาษาไทย เพราะอะไรหน่ะหรือ กุญแจสู่ความสำเร็จนี้นั้นคือความต่าง เพราะใครๆ ต่างก็เปิดสถาบันสอนภาษาอังกฤษ และภาษาจีนที่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดในช่วง 1 ถึง 2 ปีนี้ ฉะนั้นการเปิดสถาบันสอนภาษาไทยจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากที่สุด เพราะว่าแน่นอน AEC เข้ามาเมื่อไหร่ คนต่างชาติจะหลั่งไหลเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น กลุ่มคนต่างชาติมีน้อยนักที่จะรู้ภาษาไทย ดังสุภาษิต เข้าเมืองตาหลิวต้องหลิวตาตาม ฉะนั้นมาอยู่ประเทศไทย ไม่รู้ภาษาไทยก็ยังไงๆ อยู่ แน่นอนว่ากลุ่มคนต่างชาติเหล่านี้ จะต้องแห่มาเรียนภาษาไทยกันอย่างแน่นอน

    ซึ่งหากคุณพอมีทุนในระดับนึง ธุรกิจนี้เป็นที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว เพราะภาษาไทยเป็นภาษาแม่ที่คนไทยทุกคนคุ้นเคยกันอยู่แล้ว การจัดจ้างบุคลากรย่อมหาง่ายกว่าภาษาอื่นๆ และค่าจ้างก็ไม่แพงถ้าเทียบกับอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีน แบบเรียนตามหลักสูตรต่างๆ นั้นมีอยู่เกลื่อนให้เลือกใช้สอย เพียงแค่ลงทุนสถานที่ และตกแต่งนิดหน่อยมากน้อยตามกำลังทรัพย์

    ในเรื่องของทำเลก็มีส่วนสำคัญว่าธุรกิจของคุณจะรอดหรือร่วง ทำเลดีๆ ก็มักจะมีราคาสูงตามไปด้วย ฉะนั้นควรศึกษาพื้นที่ก่อนลงทุนกันไว้ก่อน ดีกว่าลงทุนแล้วขาดทุน ถ้าคุณมีเครดิตที่ดี การกู้ธนาคารเป็นอีกตัวเลือกนึงที่จะทำให้ธุรกิจคุณเป็นจริงได้ หากคุณมีทุนน้อย และมีความรู้ภาษาไทยดีเป็นทุนเดิม หาทำเลไม่ได้ ควรเริ่มจากเล็กๆ นั่นคือ ใช้พื้นที่ 1 ห้อง จัดวางเฟอร์นิเจอร์สำหรับการสอนเอาไว้ รับสอนกลุ่มเล็กๆ วิธีนี้นั้น คุณสามารถครีเอทการสอนได้ด้วยตัวเอง เพราะปัจจุบันมีวิธีการสอนหลากหลายแบบ โดยเฉพาะการเรียนผ่านกิจกรรมต่างๆ จะทำให้ผู้เรียนไม่เบื่อ และรู้สึกสนุกตามไปด้วย

    ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ธุรกิจสอนภาษานั้น เป็นการลงทุนที่ได้ผลกำไรแบบระยะยาว และอาศัยการบริหารงานแบบมืออาชีพ เพราะธุรกิจนี้มีอัตราการแข่งขันสูงแน่นอนในอนาคต แต่หากคุณมีทีมงานบริหารที่ดี ธุรกิจสอนภาษาของคุณจะไปได้สวย กินยาวแน่นอน ทั้งนี้รายได้นั้นขึ้นอยู่กับการวางแผนคอร์สเรียนเป็นหลัก ปัจจุบันสถาบันต่างๆ มีคอร์สแบบนับชั่วโมงเรียน เรียนตามตารางที่กำหนด เรียนแบบฟุตเฟ่ต์เหมาจ่าย แล้วแต่จะเลือกกันตามเห็นสมควร หากใครสนใจธุรกิจนี้หล่ะก็ จะต้องมีการยื่นคำร้องทาง สช. (สำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน) สช. จะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ถ้าผ่าน 15-30 วัน ก็อนุมัติ และเอกสารต่างๆ อีกพอสมควร ดูแล้วอาจจะยุ่งยากสักนิด แต่รับรองไปได้ชัวร์

    เจาะลึกสถานที่ไหนเหมาะกับการเปิดสถาบันหรือโรงเรียนสอนภาษา

    ถ้าพูดถึงการหาทำเลแล้วหล่ะก็ หลายๆ คน คงนึกไปถึงแหล่งที่คนพลุกพล่านอย่าง ย่านสีลม สยาม ราชประสงค์ อนุสาวรีย์ชัย ซึ่งคุณคิดไม่ผิดหรอก เพราะพื้นที่เหล่านี้เป็นทำเลทอง ค้าขายอะไรก็รวย เพราะเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่มีกลุ่มคนสัญจรไปมาตลอดทั้งวัน แต่หากยิ่งคนพลุกพล่านมากเท่าไหร่ ราคาค่าเช่าก็แพงตามขึ้นไปด้วย ซึ่งหากคุณเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจหล่ะก็ ควรมองข้ามทำเลแสนแพงเหล่านี้ไปได้เลย

    การเปิดสถาบันสอนภาษานั้น พื้นที่มีส่วนสำคัญมากๆ โจทย์ยังคงเป็นสถานที่ ที่เป็นแหล่งคนพลุกพล่าน แน่นอนว่าตัวเลือกที่ดีที่สุดคงเป็นห้างสรรพสินค้า ช้อปปิ้งมอลล์ หากคุณกำลังคิดว่าจะพาไปดูทำเลตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ หล่ะก็ เสียใจด้วยเพราะวันนี้จะมาแนะนำสถานที่ ช้อปปิ้งมอลล์สตรีทที่น่าสนใจ ราคาระดับเอาไว้ให้เป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่กำลังอยากจะเริ่มธุรกิจนี้กัน

    เสนา เฟส

    เป็นโครงการไลฟ์สไตล์มอลล์ เพื่อรองรับประชากรย่านคลองสาน และธนบุรี สถานที่เดินทางไม่ลำบากมาก อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า สามารถเดินทางได้ทั้งทางบก และทางน้ำ พื้นที่โครงการ 4 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวาความกว้างที่ดิน ด้านหน้าติดถนนเจริญนครกว้าง 60 เมตร ด้านหน้าติดถนนกรุงธนบุรีกว้าง 115 เมตร ทางฝั่งธนเป็นพื้นที่กำลังเติบโต 2-3 ปีมานี้มีโครงการคอนโด ผุดขึ้นมามากมายตามแนวรถไฟฟ้า ฉะนั้น เสนา เฟส เป็นทำเลที่น่าจับตามอง ในอนาคตน่าจะเป็นศูนย์รวมของคนฝั่งธนได้ ภายในตัวอาคารเองมีด้วยกัน 3 ชั้น ซึ่งชั้นบนได้จัดไว้เป็นโซนการศึกษาเฉพาะด้วย

    ออมนิ คอมมูนิตี้มอลล์

    ตั้งอยู่บนถนนใหญ่ ซอยลาดพร้าว 116 ที่ตั้งโครงการอยู่ใจกลางระหว่างชุมชนแยกลำสาลี และทางพิเศษฉลองรัช รามอินทราตัดใหม่ด้วยทำเลที่ตั้งท่ามกลางแหล่งชุมชนที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ เหมาะแก่การสร้างแหล่งนัดพบระยะทางไม่ห่างจาก Big C ลาดพร้าวมากนัก จัดว่าเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ 2 ชั้น พื้นที่กว้างขวางเหมาะแก่การทำสถาบันสอนภาษามากๆ อัตราค่าเช่าระดับปานกลาง

    เดอะปอร์ติโก

    คอมมิวนิตี้มอลล์ ซอยหลังสวน ทำเลงามชาวต่างชาติเยอะ เหมาะแก่การเปิดสถาบันสอนภาษาไทยมากๆ เดอะปอร์ติโก เป็นศูนย์การค้าแบบเปิด การสร้างเน้นความโปร่งโล่งสบาย ด้วยการทำพื้นที่ตรงกลางเป็นโถงเปิดโล่งถึง 5 ชั้น วิธีการเดินทางสะดวกไม่ยุ่งยาก เพราะสามารถมาได้ทางรถไฟฟ้าบีทีเอส

    มาร์ค พลาส

    มาร์ค พลาส คือ มินิมอลล์ในชุมชนซอยแจ้งวัฒนะ 10 ที่รวมเอาร้านค้า และร้านบริการขนาดเล็กหลากหลายประเภทเข้าไว้ด้วยกันเพื่อความสะดวกสบายในการซื้อสินค้า และประหยัดเวลาเดินทางของผู้อยู่อาศัย แม้ที่นี่จะอยู่ในซอย แต่ถือว่าเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ คนพลุกพล่านเข้าออกตลอด ด้วยตัวของมอลล์ที่ติดริมถนน ทำให้ผู้สัญจรไปมานั้น มองเห็นสถาบันสอนภาษาได้ง่ายขึ้น ถือว่าเป็นทำเลที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว

    4 ที่ 4 สไตล์ต่างสถานที่ หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจจะทำธุรกิจสถาบันสอนภาษาอยู่ไม่มากก็น้อยนะครับ

  • สูตรวิธีการทำครีมนวดผม พร้อมคำแนะนำในการขายครีมนวดผม

    เมื่อพูดถึงครีมนวดผม หลายๆ ท่านมักจะถึงคุณผู้หญิงมากกว่าคุณผู้ชาย เพราะผู้ชายส่วนใหญ่จะผมสั้น สระผมด้วยยาสระผมอย่างเดียว ไม่ได้ต่อด้วยครีมนวดผม ไม่เหมือนกับผู้หญิงที่มีผมยาวกว่า และเวลาสระผมมักจะใช้ยาสระผม ควบคู่ไปกับการใช้ครีมนวดผม เพื่อให้ผมดูเงาสลวย มีน้ำหนัก ไม่ดูยุ่งกระเซะกระเซิง เวลาพูดกันถึงเรื่องเส้นผมแล้ว ตามธรรมชาติแล้ว คนเรามีผมประมาณ 100,000 เส้น ร่วงทุกวันประมาณถึง 100 เส้น เป็นปกติ แต่ส่วนใหญ่เรามักจะไม่รู้ตัวว่ามันร่วงถึงวันละ 100 เส้น อาจจะสังเกตได้จากหมอนที่เราใช้หนุนนอน ตรงนั้นจะเป็นจุดสังเกตได้ดีทีดียว ว่าผมของเราร่วงไปมากน้อยแค่ไหน เพราะจะทิ้งเส้นผมไว้ให้เราเห็นทุกวัน

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ร่างกายเราสร้างน้ำมันมาทุกวันจากหนังศีรษะ มาโดนมลพิษ สิ่งสกปรก ฝุ่นๆ ต่างๆ จากในชีวิตประจำวัน เราก็อยากทำความสะอาดผมโดยการใช้ยาสระผม ซึ่งเป็นตัวดักจับไขมันอย่างอ่อนนุ่ม แล้วมาดูดสิ่งสกปรกออกไป แต่ว่าชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันเป็นยา มันมีคุณสมับัติเป็นด่าง เอาความชุ่มชื้นไปด้วย จึงเกิดความกระด้างเหลืออยู่ เพราะฉะนั้นหากเราไม่ใช้ครีมนวดผมตามแล้ว ผมอาจจะเกิดความกระด้าง หยาบ หรือชี้ฟู พวกครีมนวดผม เลยกลายเป็นส่วนคล้ายโปรตีน มาหล่อลื่นเพื่อให้ผมจัดทรงได้ง่าย ดังนั้น ถามว่าครีมนวดผมจำเป็นมั้ย อาจจะไม่จำเป็น แต่การจัดทรงจะยากขึ้น ความชุ่มชื้นน้อยลง ผมกระด้าง ไม่เป็นมันวาว ดังนั้นเพื่อลดปัญหาผมแห้งเสีย เพียงลงครีมนวดหลังสระ ผสานศาสตร์การกดไล่ให้ผมนุ่มสลวยด้วยมือเรา ยาสระผมมักคู่กับครีมนวด

    แต่ผลสำรวจของ Kantar World Panel หน่วยงานที่มีหน้าที่สำรวจผู้บริโภคในด้านต่างๆ แจ้งสถิติอันน่าแปลกใจว่า สาวไทยจำนวนร้อยละ 40 ใช้เพียงยาสระผมชำระล้างทำความสะอาดผม โดยปราศจากการลงครีมนวดผมซ้ำ เพราะหลายคนคิดว่าทำให้เสียเวลาหรือใช้แล้วผมมัน ปัญหาผมแห้งเสียแตกปลายจึงเป็นปัญหาเส้นผมของสาวไทยที่พบในอันดับต้นๆ เลยครับ

    เพราะฉะนั้นถ้าให้ผมออกมาดูสลวยแล้ว ใช้ครีมนวดผมจะดีกว่าไม่ใช้ครับ

    วันนี้ผมก็จะมาแนะนำวิธีการทำครีมนวดผม ท่านใดจะนำไปใช้เอง หรือจะนำไปทำขายก็แล้วแต่นะครับ แต่ถ้านำไปทำขายก็ต้องศึกษากลยุทธ์ทางธุรกิจกันต่อนะครับ

    สูตรการทำครีมนวดผมสูตรที่ 1

    ส่วนผสมครีมนวดผม

    1. รินคอมปาว 1 กิโลกรัม
    2. คาโคล 1 กิโลกรัม
    3. กรดมะนาว 1 ขีด
    4. น้ำหอม 4-5 ออนซ์
    5. สีเหลือง 1 ห่อ
    6. ACETAMIDE MEA 2 ออนซ์
    7. น้ำกลั่น 28 ลิตร

    วิธีทำครีมนวดผม

    เทน้ำใส่กะละมัง เติมคาโคล รินคอมปาว กรดมะนาว นำขึ้นตั้งไฟและค่อยๆคนจนส่วนผสมทั้งหมดละลายเข้ากันดี ยกลงจากเตาคนต่อไปเรื่อยๆจนส่วนผสมเย็นตัวลง นำสีมาละลายน้ำแล้วเติมลงไป ใส่กลิ่นน้ำหอม คนไปเรื่อยๆ น้ำยาจะข้นขึ้น คนจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดีจึงนำไปบรรจุภาชนะตามต้องการ

    สูตรการทำครีมนวดผมสูตรที่ 2

    ส่วนผสมครีมนวดผม

    1. บาควอท ซีที-429 (3.50%)
    2. คาโคล 60 (3.20%)
    3. กรดมะนาวแอนไฮดรัส (0.01%)
    4. น้ำหอม (0.50-1.00%)
    5. น้ำ (92.79-92.29%)

    วิธีทำครีมนวดผม

    1. นำส่วนผสมข้อ 1,2,3,5 ใส่ในภาชนะ แล้วยกไปตั้งในกาละมังที่ตั้งบนเตาเคี่ยวจนสารละลายเป็นเนื้อเดียวกันประมาณ 70-80 องศาเซลเซียส แล้วให้ยกลง รอจนอุณหภมิลดลงเหลือ 40 องศาซี ค่อยเติมน้ำหอม คนให้เข้ากันแล้วทิ้งไว้ให้เย็น
    2. ถ้าต้องการรักษาหรือป้องกันผมแตกปลายให้เติม ACETAMIDE MEA ในอัตรา 3.0-5.0% โดยการลดส่วนของน้ำลงในอัตราเท่ากันกับ ACETAMIDE MEA

    สูตรการทำครีมนวดผมสมุนไพร

    การเลือกสมุนไพร

    สมุนไพรที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบ จะต้องคัดเลือกสมุนไพร ดังนี้

    – ว่านหางจระเข้ เลือกว่านหางจระเข้ที่มีอายุ 1 ปี ขึ้นไปจะให้วุ้นที่ดีที่สุดตัดเอาใบแก่ขนาดใหญ่ที่อยู่ล่างสุด
    – มะกรูด เลือกผลที่สมบูรณ์โดยสังเกตจากลักษณะผลเต่งตึงเปลือกสีเขียวเข้มเป็นมันโชย กลิ่นหอมบางเบา
    – ขมิ้นชัน เลือกเหง้าหรือหัวที่แก่จัดมีสีเข้ม

    การเตรียมสมุนไพรสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบ จะต้อง จัดเตรียม ดังนี้

    การเตรียมว่านหางจระเข้

    1. นำว่านหางจระเข้ ล้างให้สะอาด ปอกเปลือกออกให้หมด นำไปล้างเอาเมือกออกอีกครั้ง
    2. หั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้นๆ
    3. เอาว่านหางจระเข้ใส่เครื่องปั่น เติมน้ำปั่นให้ละเอียด

    การเตรียมมะกรูด

    1. ล้างมะกรูดให้สะอาด
    2. ฝานมะกรูดบางๆ เตรียมไว้

    การเตรียมขมิ้นชัน

    1. ฝานขมิ้นบางๆ
    2. ตากแดดให้แห้ง
    3. นำมาบดให้ละเอียดจะได้ขมิ้นผง

    ส่วนผสม

    การทำแชมพูสระผมสมุนไพร แต่ละครั้งต้องเตรียม ส่วนผสมให้ครบถ้วนตามอัตราส่วนที่เหมาะสม จึงจะได้แชมพูสระผมที่มี
    คุณภาพดี มีส่วนผสมดังต่อไปนี้

    สมุนไพร

    – ว่านหางจระเข้ 2 ถ้วยตวง
    – มะกรูด 5 ผล
    – ขมิ้นชันผง 2 ช้อนโต๊ะ

    สารเคมี

    – Wax AB 400 กรัม
    – น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ 200 กรัม
    – หัวน้ำหอม 25 ซีซี
    – น้ำ 4 ลิตร

    วิธีทำครีมนวดผม

    การทำครีมนวดผมสมุนไพร มีขั้นตอนและวิธีทำ ดังนี้

    1. ตวงน้ำสะอาด 1 ลิตรตั้งไฟให้เดือด
    2. ใส่ว่านหางจระเข้ที่ปั่นแล้ว
    3. ใส่มะกรูดที่ฝานแล้ว
    4. ใส่ขมิ้นผง คนให้เข้ากัน ต้มให้เดือด
    5. นำส่วนผสมทั้งหมดกรองเอากากทิ้งด้วยที่กรองหยาบ
    6. กรองอีกครั้งด้วยที่กรองละเอียด
    7. นำขึ้นตั้งไฟ เติมน้ำที่เหลือ 3 ลิตร ให้เดือดอีกครั้ง
    8. ใส่ Wax AB คนให้ละลายจนหมด** ยกลงจากเตา คนเรื่อยๆ พออุ่น
    9. ใส่ AC คนให้เข้ากัน ครีมจะเริ่มข้นขึ้น มีลักษณะเป็นครีมข้น
    10. ใส่หัวน้ำหอม คนให้เข้ากัน

    การบรรจุขวด ให้ตักครีมนวดผมเทใส่กรวยลงสู่ขวด

    สูตรการทำครีมนวดผมสมุนไพร ดอกอัญชัน

    ส่วนผสมครีมนวดผม

    1. น้ำดอกอัญชัน 4 ลิตร
    2. Wax AB 400 กรัม
    3. น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ 200 กรัม
    4. หัวน้ำหอม 25 ซีซี

    วิธีทำครีมนวดผม

    1. ตวงน้ำสะอาด 4 ลิตร ตั้งไฟให้เดือด ใส่ดอกอัญชันสด 200 กรัม หรือดอกอัญชันชนิดแห้ง 100 กรัม ต้องดึงเกสรและขั้วของดอกอัญชันออกให้หมด เพราะถ้าไม่ดึงออกให้หมดเวลาใช้ทำให้คัน คนให้เข้ากัน ต้มให้เดือด
    2. นำมากรองเอากากทิ้งด้วยที่กรองหยาบ แล้วนำขึ้นตั้งไฟให้เดือดอีกครั้ง
    3. ใส่ Wax AB คนให้ละลายจนหมด ยกลงจากเตา คนเรื่อย ๆ พออุ่น
    4. ใส่น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ คนให้เข้ากัน ครีมจะเริ่มข้นขึ้น มีลักษณะเป็นครีมข้น
    5. ใส่หัวน้ำหอม คนให้เข้ากัน ตักครีมนวดผมเทใส่กรวยลงสู่ขวด

  • วิธีการเปิดร้านขายดอกไม้ให้ประสบความสำเร็จ

    เริ่มต้นแนวคิดเปิดร้านขายดอกไม้

    ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบสิ่งหอมๆ อย่างเช่น ดอกไม้ หรือถ้าคุณได้เคยลองจัดดอกไม้ แล้วคิดว่าเราก็มีฝีมือในทางด้านทางนี้ ลองหันมาทำธุรกิจเปิดร้านขายดอกไม้ดูไหมครับ รับรองธุรกิจนี้ไปได้สวยอย่างแน่นอน เพราะดอกไม้เป็นของขวัญชั้นดี ที่แทนความรู้สึกของผู้ให้ได้ทุกโอกาส ทุกเทศกาล ดังที่เราจะเห็นผู้คนมอบดอกไม้ให้กันและกัน ไม่ว่าช่วงไหน เวลาใด และแถมราคาในการจัดดอกไม้แต่ละช่อราคาก็ไม่เบาเลยทีเดียว ท้งที่ต้นทุนจริงๆ แล้วไม่สูงมากนัก เราสามารถหาแหล่งดอกไม้ที่หาง่ายและถูก และบวกอุปกรณ์ตกแต่งที่ไม่เยอะมาก แต่อาศัยไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ก็เป็นอันขายได้ครับ

    ลักษณะธุรกิจ

    ลักษณะของธุรกิจร้านขายดอกไม้สด จัดอยู่ในผลิตภัณฑ์ประเภทอายุไม่ยืน ถ้าไม่มีลูกค้ามาซื้อ ดอกไม้ก็จะเหี่ยวเฉาไปในที่สุด และเราก็จะสูญเงินไปเปล่าๆ ถ้าไม่มีคนมาซื้อดอกไม้ และต้องทิ้งดอกไม้ไปบ่อยๆ ธุรกิจอาจเจ๊งได้ครับ ฉะนั้นตรงนี้ต้องทำการตลาดให้ดีๆ หาทำเลให้ดีๆ หรือหาลูกค้าประจำให้ได้มากๆ ครับ

    คุณสมบัติผู้ที่จะเปิดร้านดอกไม้

    ซึ่งการขายดอกไม้นั้นจัดเป็นธุรกิจที่มีอายุสั้น ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดอ่อนละเมียดละไม ผู้ที่จะทำธุรกิจชนิดนี้จึงต้องคิดทบทวนให้ดี เพราะหากประกอบธุรกิจไม่ตรงกับที่ใจรัก ก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จนะครับ เราก็มาดูคุณสมบัติผู้ที่จะเปิดร้านดอกไม้กันเลยครับ

    – การหยิบจับดอกไม้ต้องทำด้วยความระมัดระวัง ต้องมีความรู้ และความสามารถในด้านการจัดตกแต่งดอกไม้เป็นอย่างดี
    – เรียนรู้จากหนังสือ เว็บไซค์ หรือตามคอร์สต่างๆ เรื่องการจัดดอกไม้เพื่อหาความแปลกใหม่ ความสร้างสรรค์เพื่อนำมาพัฒนาการจัดแต่งดอกไม้อยู่เป็นประจำ
    – มีความรับผิดชอบสูง เพื่อให้ได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
    – สถานการณ์ปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง เจ้าของร้านดอกไม้จะต้องมีศักยภาพในการบริหารร้านที่ดี เนื่องจากลูกค้ามีโอกาสที่จะเลือกซื้อดอกไม้ได้หลายแห่ง ดังนั้นธุรกิจร้านดอกไม้ต้องหันมาพัฒนาคุณภาพและรูปแบบของสินค้า และบริการของตนเองอยู่ตลอดตามสภาพแวดล้อม และพฤติกรรมของลูกค้า

    ทำเล

    สำหรับทำเลการตั้งร้านขายดอกไม้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเปิดในแหล่งชุมชนที่มีคนพลุกพล่านทั้งวัน ยกตัวอย่างเช่น ในแหล่งชุมชน ในตลาด ในห้างสรรพสินค้า หน้าโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าที่ไหนก็ได้ที่มีคน เราจะไปตั้งร้านตรงนั้น และเราควรจะหลีกเลี่ยงการตั้งร้านดอกไม้ ใกล้กับร้านดอกไม้ใหญ่ๆ จะทำให้ร้านเราโดนบดบังรัศมีได้ ซึ่งจะกระทบต่อยอดขาย เพราะคนไปซื้อร้านใหญ่กันหมด มาซื้อที่ร้านเรานิดเดียว หรือถ้าเราคิดร้านเรามีดีมากพอก็สู้เลย งัดการตลาดใหม่ๆ ขึ้นมา หรือทางที่ดีก็คือควรที่จะตั้งร้านดอกไม้ให้ห่างจากจุดที่มีร้านขายดอกไม้ในโซนนั้น เพื่อแบ่งเค้กทางการตลาดไปแบบให้เหมาะสมกันครับ

    เงินทุน

    แน่นอนว่าทุกธุรกิจใช้เงินทุน ไม่มีธุรกิจไม่ใช้เงินทุน ปัญหาก็จะอยู่ที่ว่าจะไปหาเงินทุนมาจากไหน ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีถึงหลักล้าน หรือหลักเฉียดล้าน ผมบอกไม่ได้โดยตรงว่าคุณต้องใช้เงินเท่าไหร่ ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของร้าน และทำเลของร้าน

    สำหรับเงินทุนผมไม่อยากให้คุณไปกู้หนี้ยืมสินมาทำ ถ้าคุณทำแล้วมันเจ๊ง คุณจะหนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งมันไม่คุ้มเลย ทางที่ดีให้ใช้เงินของเราเอง ถ้าคุณเป็นพนักงานบริษัทอยู่ ถ้าคุณจะเปิดร้านขายดดอกไม้จริงๆ หล่ะก็ ผมแนะนำให้คุณทำงานที่ร้านขายดอกไม้เลย หรือบริษัทที่ขายเกี่ยวกับดอกไม้ หรือรับตกแต่งด้วยดอกไม้ ให้คุณคลุกคลีอยู่กับงานเหล่านี้ จะดีกว่าที่คุณทำงานในบริษัทที่ไม่เกี่ยวกับดอกไม้ คุณจะไม่มีประสบการณ์ตรงนี้เลย เมื่อมาเปิดร้านจริงๆ คุณจะต้องใช้เวลาปรับตัวค่อนข้างมาก

    เมื่อคุณทำงานในวงการเกี่ยวกับดอกไม้แล้ว ให้คุณเก็บเงินเก็บหอมรอมริบ จนจำนวนเงินมากพอสมควร บวกกับประสบการณ์ที่เป็นมือโปรในการจัดดอกไม้ เมื่อนั้นให้ออกมาทำธุรกิจของเราได้เลย

    การตั้งราคา

    การตั้งราคาก็จะขึ้นอยู่กับดอกไม้ชนิดนั้นๆ บวกกับฝีมือการจัดดอกไม้ ยิ่งจัดสวยก็จะสามารถเพิ่มราคาสูงขึ้นไปอีก เพราะในเมื่อร้านขายดอกไม้หลายๆ ร้าน ก็มีดอกไม้เหมือนกันไปหมด สุดท้ายอาจจะวัดกันที่ฝีมือในการจัดแต่งดอกไม้ ว่าทำให้สวยชวนให้ลูกค้าซื้อเพียงไหน ซึ่งบางท่านก็ได้นำผัก ผลไม้ หรือสมุนไพร เข้ามาในการตกแต่งช่อดอกไม้ ให้แปลกตา และกลมกลืนเข้ากัน และในเทศกาลสำคัญที่ต้องใช้ดอกไม้ ในช่วงนี้ราคาดอกไม้ก็จะดีดตัวขึ้นตามราคาของตลาด เราก็สามารถเพิ่มราคาตามราคาตลาดได้ เป็นช่วงกอบโกย ซึ่งเมื่อถึงเทศกาลสำคัญๆ เราก็ต้องทำการตลาดให้ดีๆ และเตรียมดอกไม้ไว้ให้พร้อมครับ

    และถ้าร้านขายดอกไม้ของเราอยู่ในทำเลที่แพงๆ ค่าเช่าสูงๆ เราก็จำเป็นต้องตั้งราคาขายดอกไม้ให้สูงขึ้นไปอีกหน่อย ตามราคาค่าเช่าครับ

    การจัดร้าน

    เริ่มแรกเราอาจจะเริ่ม จากการเปิดเป็นร้านขายดอกไม้เล็กๆ จัดร้านให้ดูเก๋ มีสไตล์ สะดุดตา ต่อผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมา ซึ่งการจัดหน้าร้านสำหรับร้านดอกไม้มีความสำคัญมาก ไม่ควรให้ดูเรียบจนเกินไป ถ้าต้องการลูกค้าจากหน้าร้าน เราควรจะนำดอกไม้สวยๆ มาวางตั้งโชว์ที่หน้าร้านเสมอ ให้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้รู้สึกทึ่งกับความสวยของดอกไม้ร้านเรา

    ส่วนการจัดวางภายในร้าน ก็ต้องทำให้เป็นระเบียบดูเรียบร้อยสะอาดตา เพราะดอกไม้คือของหอม ร้านของเราก็ควรจะสะอาดตามไปด้วย พื้นไม่ควรให้สกปรก หรือมีกลิ่นเหม็นตามจุดใดๆ ที่วางดอกไม้ จุดไหนที่มีกลิ่นอับควรจะหาดอกไม้แห้งมาวาง หรือแขวนไว้ เพื่อดับกลิ่นอับนั้น

    และเราก็ต้องวางดอกไม้แยกประเภทแยกพันธุ์ให้ลูกค้าเห็นได้อย่างชัดเจน การวางดอกไม้ในร้านไม่ควรวางต่ำเกินไป จนลูกค้าต้องก้มไปดูทุกครั้ง ควรจะวางบนโต๊ะที่สูงสักขนาดเอว เพื่อให้ลูกค้าชม และสูดกลิ่นดอกไม้ได้อย่างสบาย

    การบริการ

    สำหรับธุรกิจร้านขายดอกไม้ ถ้าดอกไม้ดี ร้านสะอาด ทำเลดี แต่การบริการไม่ดี ก็ถือว่าจบกัน ซึ่งการบริการที่ดี จะทำให้เกิดการซื้อซ้ำอีกครั้ง และอีกครั้ง เคยมั้ยที่เราไปทานอาหาร แล้วแม่ค้าหน้าไม่ยิ้มเลย ถามอะไรก็ไม่ตอบ แต่ทำอาหารอร่อย เวลาเราจะไปทานครั้งต่อไป ก็จะนึกถึงแม่ค้าคนนั้น ทำให้ไม่อยากไปทานอีก เปลี่ยนไปทานร้านอื่น ถึงอาหารจะไม่อร่อยเท่า แต่บริการดี ซึ่งก็ทดแทนกันได้

    แล้วลองคิดดูนะครับ ถ้าดอกไม้ดี ร้านสะอาด ทำเล และบริการดี ร้านเราจะเยี่ยมเพียงไหน เจ้าของร้านขายดอกไม้ก็ต้องใส่ใจกับจุดนี้ด้วยนะครับ

    การจัดซื้อดอกไม้เข้าร้าน

    สำหรับการจัดซื้อดอกไม้เข้าร้านนับเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จของร้านขายดอกไม้เลยก็ว่าได้ เพราะการซื้อดอกไม้ หลักการจัดซื้อดอกไม้ที่ มีเทคนิคสั้นๆ คือ จะต้องกะปริมาณจำนวนดอกไม้ เมื่อหมดวันแล้วให้มีดอกไม้เหลือ หรือค้างอยู่น้อยที่สุด เนื่องจากดอกไม้มีอายุการเก็บรักษาที่สั้น เหี่ยวเฉาไปตามเวลา เมื่อเหี่ยวเฉาแล้วก็ต้องทิ้ง อย่างนี้เป็นต้น

    การตลาดร้านขายดอกไม้

    – ขายหน้าร้านโดยตรง ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเข้ามาสั่งซื้อเพราะเห็นว่าร้านนี้มีดอกไม้สวยดี
    – ลูกค้าโทรศัพท์มาสั่งซื้อ ลูกค้าประเภทนี้จะเจาะจงมาที่ร้านโดยเฉพาะ มาทำการสำรวจดอกไม้ ความสวยความหอมของดอกไม้ และอาจเป็นลูกค้าขาประจำมีการให้เครดิตแต่เป็นระยะสั้นประมาณหนึ่งเดือน
    – ซึ่งในปัจจุบันร้านขายดอกไม้ ก็จะต้องเว็บไซต์ หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้อง Fanpage ของตนเอง เพื่อให้ลูกค้าได้มาดูว่า ร้านเราขายดอกไม้ชนิดไหนบ้าง ราคาอยู่ในระดับไหน ร้านอยู่แถวไหน เพื่อเป็นประกอบการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

    กลุ่มลูกค้า

    จะเห็นได้ว่าดอกไม้ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามาก เช่น เมื่อเจ้านายป่วยเข้าโรงพยาบาล ลูกน้องก็ต้องซื้อตอกไม้ไปเยี่ยม หรือเพื่อนรับปริญญา เราก็ต้องดอกไม้ไปให้ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มลูกค้าก็จะแบ่งออกดังนี้

    – กลุ่มลูกค้าคนทำงานที่มีรายได้น้อย จะไม่เน้นรูปแบบดอกไม้ แต่เน้นปริมาณการจัดดอกไม้ต้องมีราคาไม่แพง
    – กลุ่มลูกค้าคนทำงานที่มีรายได้ระดับปานกลาง เน้นรูปแบบดอกไม้ ไม่เน้นปริมาณและราคา จะต้องไม่ถูกหรือแพงเกินไป
    – ระดับสูง เป็นกลุ่มลูกค้านักธุรกิจที่มีรายได้สูงเน้นรูปแบบดอกไม้ ไม่เน้นปริมาณ เป็นกลุ่มผู้มีฐานะทางการเงิน มีการพบปะสังสรรค์ในสังคม ทำให้ขายในราคาสูงได้
    – กลุ่มลูกค้ายังรวมไปถึงรับจัดดอกไม้ตามงานแต่งงาน หรืองานมงคลต่างๆ รวมถึงเข้าไปเป็นสปอนเซอร์จัดแต่งฉากให้กับละครทางโทรทัศน์

    การจัดส่งดอกไม้

    ซึ่งแน่นอนว่านอกจากเราจะขายดอกไม้ในหน้าร้าน เราก็จะต้องรับออเดอร์ดอกไม้จากทางโทรศัพท์ด้วย เราจำเป็นที่จะต้องจ้างพนักงานขนส่งไว้ประจำ ถ้ายังไม่มีทุนมากก็อาจจะเป็นมอเตอไซต์ 1 คัน มีกล่องที่กันดอกไม้จากลม และฝุ่นละอองต่างๆ อยู่ด้านหลังคนขับ ซึ่งจะไปส่งได้เพียงครั้งละ 1 ดอกเท่านั้น ซึ่งถ้าเราไม่มีเงินทุนมาก ก็ต้องใช้วิธีนี้ไปก่อน เมื่อเริ่มมียอดออเดอร์สั่งดอกไม้มากขึ้น ก็ซื้อรถกระบะมาเพิ่มเติม 1 คัน เพื่อใช้จัดส่งดอกไม้ และเราต้องระบุด้วยว่า ถ้าสั่งซื้อและให้ไปส่ง ดอกไม้จะมีค่าส่งด้วยเท่านี้ๆ ต้องบอกลูกค้าให้ชัดเจน จะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง

    สำหรับพนักงานขนส่งดอกไม้ ควรจะต้องเลือกแต่ผู้ที่มือเบาเท่านั้น ยิ่งรักดอกไม้ด้วยยิ่งดี เพราะดอกไม้ช้ำไม่ได้ เพราะลูกค้าอาจตีกลับได้ ขั้นตอนการขนส่ง เจ้าของร้านดอกไม้ ก็ต้องใส่ใจเป้นพิเศษด้วย

    ปัญหาในการเปิดร้านขายดอกไม้

    ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ก็เป็นปัญหาที่ทุกๆ ร้านน่าจะมีเหมือนกัน ผมก็ได้รวบรวมมาให้อ่านนะครับ

    – การดูแลและเงื่อนไขเกี่ยวกับวัตถุดิบขึ้นอยู่กับฤดูกาล บางครั้งวัตถุดิบขาดแคลน และราคาขื้นลงไม่แน่นอน เช่น ในช่วงเทศกาลปีใหม่ วันวาเลนไทน์ หรือวันคริสต์มาส ซึ่งในช่วงนี้ดอกไม้จะเป็นที่ต้องการของลูกค้า และจะมีราคาสูง และขายดี ทำให้ผลิตไม่ทันกับความต้องการ ทำให้ต้องมีการจ้างช่างจัดดอกไม้ หรือต้องหาลูกมือมาช่วย
    – การขนส่งก็มีปัญหาเกี่ยวกับผู้บริโภคเช่นกัน เมื่อมาถึงร้าน ดอกไม้บางดอกช้ำ
    – บางครั้งลูกค้าส่วนมากจะเลือกหรือหยิบจับดอกไม้เอง ทำให้ดอกไม้ช้ำเสียหาย
    – การร้านเปิดใหม่ ต้องใช้เวลาในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า
    – การสั่งซื้อวัตถุดิบในช่วงแรกๆ อาจจะยังไม่ได้รับเครดิตจากผู้ขาย เราจะต้องจ่ายเงินสดทุกครั้ง อาจจะทำให้ขาดสภาพคล่องในการหมุนเวียนเงินสด
    – การบริหารเองโดยไม่มีลูกมือ อาจจะทำให้งานล่าช้า ถ้ามีการสั่งซื้อมากๆ อาจทำให้เสียโอกาสได้
    – ถ้าเงินทุนในการซื้อดอกไม้น้อย ถ้ามีการสั่งซื้อมากๆ อาจทำให้เสียโอกาสได้เช่นกัน
    – เศรษฐกิจไม่ดีก็มีผลกระทบต่อยอดขายมาก เป็นต้น

    สรุป

    แม้ว่ามันอาจจะไม่ง่าย ในการเริ่มต้น แต่ถ้ามีก้าวแรก ก็ต้องมีก้าวต่อไปเสมอ ค่อยๆ เรียนรู้ธุรกิจไปก่อนที่เราจะเปิดร้าน ไม่ต้องรีบเร่ง ให้เป็นไปตามธรรมชาติ บางครั้งการรีบเร่งการไปจะทำให้เราสะดุดในภายหลังได้ เราอาจจะซื้อหนังสือเกี่ยวกับการเปิดร้านขายดอกไม้มาอ่าน ศึกษาพันธุ์ดอกไม้ ศึกษาการจัดดอกไม้ รวมไปถึงศึกษาการตกแต่งร้าน ศึกษาให้ทะลุปุโปร่ง เมื่อพร้อมแล้วทั้งคุณสมบัติ และเงินทุน จึงค่อยเปิดครับ

    ผมก็ขอให้ทุกท่านเปิดร้านขายดอกไม้ จนประสบกับความสำเร็จ และร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • วิธีการทำธุรกิจการเกษตรให้ประสบความสำเร็จ

    ทำอย่างไรให้ธุรกิจการเกษตรรวยอย่างยั่งยืน

    ปัจจุบันมีผู้คนที่เดินทางจากบ้านเกิดมุ่งสู่การทำงานที่เมืองใหญ่ๆ มากกว่าที่จะทำธุรกิจการเกษตร นั่นเป็น เพราะรายได้ที่เห็นอาจจะแตกต่างกัน ประกอบกับปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ราคาของผลผลิตที่ไม่ยั่งยืน หรือปัญหาแมลงต่างๆ รวมถึงการกู้หนี้ยืมสิน เพื่อซื้อยาฆ่าแมลง หรือแม้แต่การเช่าพื้นที่เพื่อทำธุรกิจการเกษตร ทำให้อาชีพนี้เป็นอาชีพสุดท้ายที่ หลายๆคนเล็งเห็นและอาจจะกลับไปทำธุรกิจการเกษตร ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ที่หลายคนมักจะคิดว่าการได้อยู่กับธรรมชาติและอยู่อย่างพอเพียงในความเป็นธรรมชาติคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่กระนั้นก็ยังมีวัยรุ่นอีกหลายคนที่เล็งเห็นเม็ดเงินจากการทำธุรกิจการเกษตร ทำให้มีการพัฒนาและการประยุกต์ในการทำธุรกิจการเกษตรรูปแบบใหม่ ซึ่งก็ได้ผลเกินคาด

    ความเชื่อในการทำธุรกิจการเกษตร

    ธุรกิจการเกษตร ไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบอาชีพ รวมถึงเจ้าของกิจการยากจนเสมอไปบางคนที่จับทางถูก ทำแล้วร่ำรวย และประสบความสำเร็จมากมายก็มีแต่ทำแล้วล้มเหลว ยากจนก็มีเช่นกัน ซึ่งธุรกิจการเกษตรที่หลายคนคิดอยู่เสมอว่า จะทำอย่างไรให้รวยและยั่งยืน หลายคนคิดว่าการทำธุรกิจการเกษตรจะเป็นทางเลือกท้ายๆ ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหลานของเกษตรกร ที่มักจะคิดว่ามันเป็นเรื่องยากเกินไปที่จะทำให้ธุรกิจการเกษตร ประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ และโดยภาพรวมที่เห็นคือ เกษตรกรมักจะยากจนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้หลายๆคนอยากที่จะเห็นเม็ดเงินการทำงานมากกว่า จึงได้เลือกทำงานอย่างอื่นมากกว่าที่จะไปจมปรักอยู่กับธุรกิจการเกษตรโดยปล่อยให้คนเฒ่า คนแก่ พ่อแม่ ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพอื่น ก้มหน้าก้มตาทำการเกษตรต่อไป

    การเพาะปลูกแบบอุตสาหกรรมเกษตของธุรกิจการเกษตร

    การเพาะปลูกพืชทางการเกษตร ส่วนใหญ่เน้นการเพาะปลูกที่เป็นผลผลิตมากกว่า หรือหากเป็นธุรกิจการเกษตร ถ้าจะให้เข้ากับเหตุการณ์ตอนนี้ ก็คงเป็นเรื่องของการปลูกข้าว และการนำไปจำนำกับทางรัฐบาล ข้อดีของการทำธุรกิจการเกษตร ก็คือ จะได้เงินจากการเพาะปลูกแต่ละรอบเป็นก้อนใหญ่ แต่ข้อเสียคือ ต้องใช้ต้นทุนค่าปุ๋ย ยา และการดูแลรักษาในการเพาะปลูกที่ค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะค่าปุ๋ยที่มีราคาขึ้นทุกปี เพราะปุ๋ยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากน้ำมัน (ปิโตเลียม) ซึ่งจะมีการขึ้นลงตามราคาตลาดโลก ทำให้ควบคุมได้ยาก และการเพาะปลูกธุรกิจการเกษตร จะต้องอาศัยสารเคมีในปริมาณมาก ทำให้ดินเสีย ในระยะยาวแล้ว รวมถึงแหล่งน้ำสกปรกที่มีการปนเปื้อนสารเคมี และยังเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอีกด้วย ที่สำคัญ หากเกษตรกรหันมาเพาะปลูกพืชชนิดเดียวกันมากเกินไปก็จะเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด ทำให้ราคาของพืชผักตกต่ำ และทำให้ธุรกิจการเกษตร อาจมีการขาดทุน

    เพาะปลูกแบบอินทรีย์ของธุรกิจการเกษตร

    ธุรกิจการเพาะปลูกพืชผลที่เป็นการเพาะปลูกแบบอินทรีย์ ส่วนใหญ่จะเน้น ทำการเกษตรปลอดสาร ข้อดีก็คือ ต้นทุนต่ำกว่าการใช้สารเคมี หรือใช้ปุ๋ยเคมี ที่ เพราะปุ๋ยอินทรีย์สามารถทำได้เอง และใช้แบบสารสกัดที่ราคาไม่แกว่งตัวซึ่งทำให้สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ง่ายกว่า และที่สำคัญความนิยมในการบริโภคผักปลอดสารพิษยังคงเป็นกระแสอยู่อย่างต่อเนื่อง และคาดว่าน่าจะอยู่ได้ในระยะยาว ซึ่งทำให้ธุรกิจการเกษตรที่ทำเกี่ยวกับผักผลไม้ปลอดสารพิษ เป็นสินค้าเกษตรปลอดสารที่สามารถขายได้ราคาดีกว่า และยังไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่มีสารเคมีตกค้างซึ่งผู้บริโภคเองก็ไม่เป็นโรคและไม่มีสารพิษสะสม แถมเกษตรกรก็มีสุขภาพแข็งแรงเพราะไม่มีสารเคมีสะสมในร่างกายเช่นกัน และมีแนวโน้มว่าการบริโภคผักปลอดสารพิษจะเป็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ธุรกิจการเกษตรมีโอกาสที่จะเติบโตได้เร็วเช่นกัน

    การขายอุปกรณ์การเกษตรในธุรกิจการเกษตร

    นอกเหนือจากการทำธุรกิจการเกษตรแล้ว ยังมีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือทาการเกษตร เมล็ดพืช ผัก ต่างๆ ปุ๋ย ยา และที่นิยมในปัจจุบันคือ อาหารเสริมสูตรชีวภาพที่ใช้กับพืชผลทางการเกษตร และสามารถนำมาใช้ในครัวเรือน ซึ่งกระแสของธุรกิจการเกษตร ที่เป็นเกษตรปลอดสาร เกษตรชีวภาพ และการบริโภคอาหารที่ปลอดสารพิษ หรืออาหารเพื่อสุขภาพมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แถมในปัจจุบันมีกระแสผู้คนหันมาปลูกผักทานเองในครอบครัวเพราะทำให้มั่นใจ 100% ว่าเราใส่อะไรไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่คนมักจะเลือกแนวทางปลอดสารเคมี เพราะผักที่ปลูกเองนอกจากจะปลอดสารแล้ว ยังรู้สึกดี เพราะเราปลูกเองกับมือ ส่วนในเรื่องของธุรกิจการเกษตร รับรองว่ายังไปได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

    ลงมือทำธุรกิจการเกษตรด้วยตัวเอง

    หากคุณมีโอกาสลงมือทำธุรกิจการเกษตร ด้วยสองมือของตัวเอง จะทำให้เห็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะทำธุรกิจการเกษตรในรูปแบบใดของการเกษตรหากแต่คุณมีการศึกษาข้อมูลที่ดี หรืออาจจะไปขอความรู้จากเกษตรจังหวัด เพื่อที่จะมาแนะนำแนวทางการทำธุรกิจการเกษตรแนวใหม่ หรือแบบเดิมๆ ประกอบกับการดูแลงานให้ดีขณะที่อยู่หน้างาน รวมถึงการศึกษาและหาข้อมูลเพื่อทำเป็นการบ้านสำหรับวางแนวทางให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในทุกๆด้าน มีธุรกิจการเกษตรบางตัว ที่มีการลงทุนไม่สูงมาก ซึ่งจะทำให้ผู้ที่หันมาเริ่มทำธุรกิจการเกษตร อาจจะไม่ต้องทุ่มทุนสูงมากนัก เพียงแค่มีบริเวณ หรือพื้นที่สำหรับการเพาะปลูก ซึ่งหากจะให้ธุรกิจการเกษตรประสบความสำเร็จ อาจจะต้องมีการสำรวจตลาดอีกครั้ง ว่า อะไรคือสิ่งที่คนนิยม อะไรคือสิ่งที่หายาก และความคิดแนวทางในการนำเสนอในรูปแบบและแนวคิดใหม่ๆ จะทำให้คุณประสบความสำเร็จแน่นอน

error: Content is protected !!