Blog

  • ออมเงินแบบไหนดี ขอแนะนำวิธีการออมเงินแบบเลขสิบ

    สำหรับบทความนี้ก็เกี่ยวกับเรื่อง การออมเงินแบบไหนดี ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีวิธีการออมเงินออกมามากมายหลากหลายแบบ จนหลายๆ ท่านก็จะไม่รู้จะไปใช้ทฤษฎีการออมเงินแบบไหนดี ซึ่งตัวผมเองก็อ่านวิธีการออมเงินแบบไหนดีมาสารพัดทฤษฎี สารพัดหนังสือ ซึ่งผมก็พบว่าวิธีการออมเงินนั้นมีมากมายจริงๆ ตามแต่ผู้รู้ทางการเงินจะคิดกันขึ้นมาได้ แต่ทฤษฎีบางอย่างก็ปวดหัวกับการนำมาปฏิบัติ สู้วิธีง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ ปฏิบัติง่ายๆ ไม่ได้ครับ ขอแนะนำวิธีการออมเงินแบบเลขสิบ ผมก็มีตัวเลือกมาให้คุณผู้อ่าน ขอแนะนำวิธีการออมเงินแบบเลขสิบ

    การออมด้วยเลขสิบ หรือว่าการออม 10% นี้ มีอยู่สองวิธี ซึ่งเราอาจจะทำทั้งสองวิธีควบคู่กันไป ก็คือเพิ่มสิบกับลบสิบ วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้รับยอมรับแล้วว่า สามารถออมเงินอย่างได้ผล และช่วยให้เงินเก็บของเราเพิ่มขึ้นขึ้นมากทีเดียว เอาหล่ะเรามาเริ่มศึกษาการออมเงินแบบเลขสิบกันเลยครับ

    ออมเงินแบบไหนดี หลักกการมีอยู่ง่ายๆ คือ ลบสิบ และเพิ่มสิบ

    ออมเงินแบบลบสิบ

    วิธีการนี้เรียกว่า ลบสิบ เป็นวิธีการที่ช่วยให้เราเก็บเงินได้ขึ้น ซึ่งก็มีวิธีการง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เหมาะกับคนที่ไม่ชอบเรื่องอะไรที่ยุ่งยากครับ วิธีนี้เป็นวิธีที่เราดึงเงินออมจากรายได้ของเรา ไม่ว่าเราจะมีเงิน หรือว่ารายได้จากทางไหน เราจะต้องหักออก 10%

    อย่างเราได้ เงินเดือน 10,000 บาท เราก็ดึงออก 1,000 บาท เพื่อเป็นเงินออม หรือเราอาจจะได้เงินจากรายได้พิเศษมา 3,000 บาท เราก็หักออก 300 บาท หรือเราอาจจะขายของได้ 90 บาท ก็หักเงินออมออกมา 9 บาท เป็นต้น ซึ่งเราจะต้องทำอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีเงินออมเหลือเก็บ อย่างแท้จริง

    จากนั้นเราก็นำเงินได้มาไปฝากไว้ในบัญชีธนาคารแบบฝากประจำ เอาแบบที่เราไม่สามารถถอนเงินออกก่อนได้เลย หรือใครใจเด็ดใส่ในกระปุกออมสินของตัวเอง ใส่อย่างเดียว ไม่แคะออกมาเลย สิ่งเหล่านี้เป็นการเพิ่มวินัยในการออมเงินไปในตัวว่าห้ามนำออกมาใช้ก่อนเวลา และเงินจำนวนนี้เราก็เก็บไว้ในยามเกษียณก็ได้รับ อาจจะฟังดูไกลไปหน่อย ผมมีเหตุผลยังงี้ครับ ในช่วงชีวิตการทำงานของคนเรา จะมีแต่ช่วงหนุ่สสาว ไปจนถึงวัยกลางคนเท่านั้นที่เรามีโอกาสทำงานได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าหากเราเกษียณแก่ตัวไปแล้ว เราจะมีโอกาสทำงานน้อยมาก เราจะอยู่กับเงินเก็บในอดีตของเรา หากเราไม่ออมเงินเสียแต่วันนี้ ถ้าวันข้างหน้าเราไม่มีเงินใช้ เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่ออมเราอาจจะจะกลับมาคิดมากเรื่องเงินนะครับ

    ออมเงินแบบเพิ่มสิบ

    วิธีนี้เป็นวิธีที่ตรงกันข้ามกับวิธีที่แล้ว วิธีนี้เป็นวิธีที่ช่วยลดความฟุ่มเฟือยทางการเงินให้กับเราได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้เราเก็บเงินได้มากขึ้นเช่นกัน วิธีการก็ไม่ได้มีความยุ่งยากใดๆ เลย ข้อสำคัญมีอยู่อย่างเดียว คือ ต้องทำให้ได้ครับ

    ซึ่งวิธีลดสิบข้างต้นเป็นวิธีที่หักจากรายได้ แต่เพิ่มสิบเป็นวิธีที่ออมเงินจากการใช้จ่ายของเรา กล่าวคือ เวลาที่เราไปซื้อของอะไรก็ตามก็ให้บวกเงินไปอีก 10% แต่ 10% นั้นไม่ได้เอาไปไหน แต่ว่าเอาเก็บไว้เป็นเงินออมนั่นเอง อย่างเช่นเรา ซื้อเสื้อ 200 บาท ก็ให้เพิ่มเงินเก็บเอาไว้เป็นเงินออม 20 บาท จ่ายค่าโทรศัพท์ 1,000 บาท ก็ให้เพิ่มเงิน 100 บาทเป็นเงินออม ไม่ว่าสินค้าจะราคาใดก็ตาม ให้เพิ่มเงินออกมาออมไว้ วิธีเพิ่มสิบนอกจากจะช่วยเพิ่มการออมเงินแล้ว ยังช่วยทำให้เรารู้จักยั้งคิดก่อนที่จะใช้เงินด้วย เพราะการชื้อของโดยที่ต้องบวก 10% ทุกครั้งจะช่วยทำให้เราหยุดคิด

    วิธีการออมเงินแบบนี้ เราทำไปเพื่อจะมีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ในยามเจ็บป่วยด้วย หรือยามฉุกเฉินด้วย หรือสามารถที่จะเอาไปใช้ในการลงทุนต่างๆ เมื่อมูลค่าของเวินเพิ่มขึ้นในอนาคตได้ด้วย เพราะหากว่าเราไม่รู้จักการเก็บออมเงินไว้ตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตเราอาจจะไม่มีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ในยามที่ต้องการเงินไปใช้จริงๆ นั่นเอง

    วิธีการออมเงินแบบเพิ่มสิบ เป็นวิธีเตือนใจตัวเอง ให้เบรคก่อนการซื้อใดๆ เพราะยิ่งใช้จ่ายมากก็จะยิ่งต้องนำไปออมมาก ยิ่งถ้าคุณซื้อรถราคา 5 แสน คุณต้องเอาไปออม 10% คือ 5 หมื่น คุณจะเสียดายเงิน คุณจะรู้ค่าของเงิน อย่าไปคิดว่าถ้าเรายิ่งใช้มาก เราก็จะยิ่งออมเงินได้มาก เพราะเราจะเหลือแต่เงินออม เราจะไม่มีเงินใช้ แล้วก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน สุดท้ายไม่มีเงินคืน ก็ไปแคะกระปุมการออมเงินแบบเลขสิบของเรา เอาไปใช้หนี้ แล้วก็ไปค้นหาวิธีออมเงินแบบไหนดีแบบใหม่ๆ ซึ่งทฤษฎีการอมเงินทั้งหมดทั้งสิ้นอยู่ที่ วินัยทางการออมเงินของคุณนนั่นเอง

    สรุป

    สำหรับบทความออมเงินแบบไหนดีนี้ ก็หวังว่าคงจะถูกใจท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย ซึ่งไม่ว่าท่านจะใช้วิธีไหน หรือว่าใช้ทั้งสองวิธีผสมกันไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เราจะต้องทำอย่างสมํ่าเสมอ และไม่ขาด เพื่อที่เราจะได้มีเงินออม และสร้างนิสัยที่ดีในการบริหารเงินครับ

  • ตัวอย่างการคำนวณหาจุดคุ้มทุนวิเคราะห์ไม่ยาก

    ซึ่งเมื่อเพื่อนๆ ได้เริ่มทำธุรกิจกัน จะมีอยู่สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดในธุรกิจซึ่งก็คือ ผลกำไร ถ้าทำธุรกิจแล้วไม่มีผลกำไร แล้วเป็นการทำที่เปล่าประโยชน์ใช่มั้ยครับ แต่ปัญหาก็คือ เมื่อเวลาเราทำธุรกิจใหม่ๆ หรือเป็นนักธุรกิจหน้าใหม่นั้น ประสบการณ์ยังมีไม่มากเท่าไหร่ มักจะคาดคะเนได้ยากว่าธุรกิจที่เรากำลังทำจะคุ้มหรือไม่ และจะมีโอกาสคืนทุนเมื่อไหร่ ในช่วงแรกอาจจะกังวลเช่นในทำนองนี้นะครับ ถึงแม้เราจะคำนวณไม่เก่ง แต่การได้ลองคำนวณตัวเลขทางธุรกิจออกมา จะทำให้เรารู้สึกใจชื้นขึ้นเยอะว่าถ้าเราทำตามแผนที่ได้วางมา แล้วธุรกิจไม่สะดุด เราจะได้คืนทุนเท่าไหร่

    ส่วนใหญ่คนทั่วๆ ไปจะเรียกว่าการคืนทุน แต่ในภาษาทางธุรกิจแล้วจะเรียกว่า จุดคุ้มทุน (Break even point) หลายๆ ท่านก็อาจจะเคยสงสัยกับเรื่องการคำนวณหาจุดคุ้มทุน ว่ามันคืออะไร เป็นหลักการทฤษฎีหรือเปล่า เข้าใจได้ได้ยากหรือเปล่า ซึ่งถ้าคุณคือนักธุรกิจหน้าใหม่ คุณจำเป็นที่จะต้องรู้เรื่องจุดคุ้มทุนเอาไว้ ซึ่งถ้าเอากันตามแบบวิชาธุรกิจจริงๆ จะมีกราฟ หรือมีตารางต่างๆ ถ้าใครเรียนเลขแล้วตกเลขทุกเทอม หรือใครที่คำนวณไม่เก่ง ก็อาจะถอดใจกันไปก่อน อาจจะทำให้ข้ามการศึกษาเรื่องจุดคุ้มทุนไป ซึ่งความจริงแล้วเรื่องจุดคุ้มทุนมันไม่ยากเลยครับ ผมจะอธิบายให้ง่ายที่สุดนะครับ เอาหล่ะครับมาเริ่มกันเลย

    จุดคุ้มทุน

    จุดคุ้มทุน คือ การคำนวณรายได้จากการขายสินค้า และต้นทุนในระดับต่างๆ หรือมีความหมายถึง จุดหรือระดับของรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ ที่เท่ากับต้นทุนที่ธุรกิจได้จ่ายออกไป หรือจุดหรือระดับของรายได้ที่ธุรกิจเท่าทุน โดยส่วนที่เลยจุดหรือระดับของรายได้ดังกล่าวคือผลกำไรของธุรกิจ

    ซึ่งผมเขียนแบบนี้อาจจะยังงงๆ อยู่ (ซึ่งจริงๆ ตามทฤษฎีที่เรียนกันในห้องเรียนจะมีรายละเอียดปลีกย่อยอีก อาจจะยากกว่านี้นะครับ) ผมจะขอยกตัวอย่างการคำนวณหาจุดคุ้มทุนให้เห็นภาพดังนี้ครับ

    ตัวอย่างการคำนวณหาจุดคุ้มทุน

    นายเอ (อะไรก็นายเอ) ทำธุรกิจเปิดร้านขายหนังสือ โดยไปหาทำเลดี ๆ ได้ที่บริเวณตลาดที่มีคนพลุกพล่าน เขาได้ลงทุนค่าตกแต่งร้านไปเป็นเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท ซึ่งแต่ละเดือนนายเอก็จะต้องชำระค่าน้ำค่าไฟเป็นจำนวนเงินอีก 10,000 บาท และค่าซ่อมแซมบวกับค่าบำรุงรักษาร้านให้สวยงามเจริญตาอีกเดือนละ 5,000 บาท สรุปต้องจ่ายทุกเดือนเดือนละ 15,000 บาท

    ผมสมมตินะครับว่า เดือนแรกร้านนายเอยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก เพิ่งเปิดใหม่ ขายได้ 30,000 บาท เดือนที่สองเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นขายได้ 40,000 บาท และเดือนที่สามคนรู้จักมากขึ้น คนซื้อมาซื้อกันจากปากต่อปาก ขายได้ 50,000 บาท และเดือนต่อๆ ไป หลังจากนี้ก็ขายได้ในอัตรารายได้ที่คงที่

    เอาหล่ะเรามาเริ่มคำนวณแบบเป็นวิชาการกัน คนไม่เก่งเลขก็คำนวณได้นะครับ จุดคุ้มทุนในทางทฤษฎีเป็นสิ่งที่ไม่ยากนะครับ จะยากตอนควบคุมเรื่องทุนต่างๆ ในชีวิตจริงครับ

    ในเดือนแรกนายเอใช้ต้นทุนในการเปิดร้านไปทั้งหมด 215,000 บาท พอถึงเดือนที่สองต้นทุนก็เป็น 230,000 บาท พอถึงเดือนที่สามต้นทุนก็เป็น 245,000 บาท เรื่อยไปจนถึงเดือนที่เจ็ดต้นทุนก็เป็น 305,000 บาท

    มาดูในส่วนของรายรับกันบ้างเดือนแรกขายได้ 30,000 บาท ต่อมายอดรวมเดือนที่สองรวมกับเดือนแรกเป็น 70,000 บาท เดือนที่สามรวมกันเป็น 120,000 บาท พอทบรวมไปถึงเดือนที่เจ็ดรายรับก็จะอยู่ที่ 320,000 บาท

    เมื่อเราเห็นตรงกันดังนี้แล้ว จุดคุ้มทุนก็จะอยู่ที่เดือนที่เจ็ด เดือนที่เจ็ดจะเป็นเดือนที่เราสามารถจับต้องผลกำไรได้บ้างแล้ว ผ่านจากตรงนี้ไปก็เริ่มขยับตัวได้สบายแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่เป็นการคำนวณหาจุดคุ้มทุนแบบคร่าว ๆ พอกระชับได้ใจความให้เห็นภาพ ซึ่งในการทำธุรกิจจริงๆ เราอาจจะมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นเพิ่มเข้ามาด้วย เช่น การซื้อสินค้าอื่นๆ เพิ่ม ซึ่งเราจะต้องนำค่าใช้จ่ายตรงนี้มารวมในการคำนวณจุดคุ้มทุนด้วย

    สรุปเรื่องจุดคุ้มทุน

    ซึ่งในหลักการธุรกิจ ธุรกิจจะรอดหรือไม่รอดก็มีจุดคุ้มทุนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบนี่แหล่ะครับ ถ้าผ่านจุดคุ้มทุนไปไม่ได้ คือทำเท่าไหร่ก็ไม่คุ้มทุนสักที นั่นเป็นสัญญาณส่อแววที่ไม่ดีแล้วนะครับ ทางที่ดีพยายามหาไอเดีย หรือวิธีการขายเข้ามาช่วยให้ผ่านจุดคุ้มทุนไปให้ได้ตามเวลาที่เรากำหนดไว้นะครับ

    ซึ่งเราจะต้องมีวินัยทางการเงินอย่างมากทีเดียว ถ้าธุรกิจยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน คุณต้องถือเงินที่ได้มานั้นไว้ก่อน ไม่นำไปใช้จ่ายในทางอื่น ให้แยกเงินกันไว้เลยว่าเงินธุรกิจส่วนเงินธุรกิจ เงินให้ครอบครัวก็เป็นส่วนเงินให้ครอบครัว จะไม่นำมาใช้ปะปนกัน เมื่อใดที่ธุรกิจของคุณผ่านจุดคุ้มทุนไปแล้ว นั่นแหล่ะให้นำกำไรที่ได้ไปใช้จ่ายในทางอื่นได้ ส่วนเงินต้นทุนธุรกิจ ผมแนะนำให้คุณเก็บเอาไว้ก่อนอย่าเพิ่งนำไปใช้ใดๆ ที่เป็นการใช้แล้วหมดไป เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าวันข้างหน้าธุรกิจของคุณจะไม่ล้ม ความจริงคือความจริง ถ้าธุรกิจคุณรุ่งนั่นคือสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ถ้าธุรกิจของคุณร่วง แล้วคุณไม่มีเงินทุนก้อนแรกนั้นไว้ติดตัวเลย ทีนี้คุณจะทำอย่างไร แน่นอนอาจจะต้องไปยืมเงินเพื่อนฝูง หรือญาติพี่น้องมา ซึ่งมันจะทำให้คุณติดลบไปเรื่อยๆ

    ฉะนั้นถ้าธุรกิจยังไม่จุดคุ้มทุน อย่าเพิ่งนำเงินไปใช้โดยไม่จำเป็นโดยเด็ดขาด

    เมื่อเราทราบรายละเอียดวิธีการคำนวณจุดคุ้มทุนแล้ว เราจะประเมินธุรกิจของเรา หรือประเมินความน่าลงทุนในธุรกิจต่างๆ ได้ ว่าธุรกิจนั้นเราจะต้องขายสินค้ามากแค่ไหนจึงจะถึงจุดคุ้มทุน

    ผมก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านมอง mind map เกี่ยวกับการคำนวณจุดคุ้มทุนได้มากขึ้นนะครับ

  • วิธีปลูกฝรั่ง พร้อมคำแนะนำในการขายฝรั่ง

    ฝรั่งขาวเมืองชล

    เมื่อได้ยินชื่อ ฝรั่งขาวเมืองชล หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไหร่ แต่ฝรั่งขาวเมืองชลเป็นฝรั่งพันธุ์ไทยแท้ ๆ เลยนะครับ ซึ่งเดาจากชื่อก็พอจะบอกได้ว่ามีถิ่นที่ปลูกกันอยู่แถวไหน ซึ่งก็คือจังหวัดชลบุรีนั่นเอง ซึ่งเค้ามีการปลูกไว้ทานกันมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว

    ข้อดีของฝรั่งขาวเมืองชล คือ ปลูกง่าย และโตเร็ว มีผลดกเกือบตลอดทั้งปี เนื้อข้างในจะเป็นสีขาวเหมือนฝรั่งทั่วไป แต่เนื้อแน่น และจะมีเม็ดน้อย ส่วนเรื่องความอร่อยเมื่อทานตอนแก่จัด จะมีรสหวานบวกเปรี้ยวนิดหน่อย โดยรวมแล้วรสชาติถือว่าอร่อย คนชลให้ผ่าน จะมีวางขายกันในเฉพาะพื้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งก็ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวในการซื้อไปทาน รวมไปถึงได้มีการตอนกิ่งขยายพันธุ์วางขายอีกด้วย มีคนสนใจซื้อไปปลูกต่ออย่างมากมาย จนบางครั้งถึงกับทำให้กิ่งตอนขาดตลาดไปเลยก็มี ในปัจจุบันนี้ได้มีการนำกิ่งตอนฝรั่งขาวเมืองชลออกมาขายกันอีกที ถ้าใครไม่อยากพลาดต้องรีบบึ่งไปที่้เมืองชลเลยนะครับ เดี๋ยวหมดแล้วจะอดกันพอดี

    เอาหล่ะครับ มาดูข้อมูลในเชิงวิทยาศาสตร์ของฝรั่งขาวเมืองชลกันครับ ฝรั่งขาวเมืองชลมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Psidium Guajava Linn เป็นพืชอยู่ในตะกูล Myrtaceae เป็นตะกลูลของพืชใบเลี้ยงคู่ เป็นไม้ยืนต้นสูง 2-4 เมตร เนื้อไม้จะค่อนข้างแข็ง เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลเทา ใบจะเป็นใบเดี่ยวรูปรี มีปลายแหลม แต่โคนมา เมื่อจับใบดูจะสาก ๆ มือ ส่วนดอกจะออกเป็นดอกสีขาว ส่วนผลของฝรั่งขาวเมืองชลเมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดเท่าส้มเขียวหวาน ผิวเปลือกเมื่อจับจะขรุขระเล็กน้อย

    ในปัจุบันนี้วางขายกันกิโลกรัมละหลายบาท เป็นของฝากที่ทำรายได้ให้กับชาวบ้านท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน

    ท่านผู้อ่านเริ่มที่จะสนใจเจ้าฝรั่งขาวเมืองชลนี้แล้วใช่มั้ยหล่ะครับ กิ่งตอนของฝรั่งขาวเมืองชลในกรุงเทพก็มีขายนะครับที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ ที่สวนจตุจักร ทุกวันพุธและพฤหัส ที่โครงการ 21 แผงของคุณพร้อมพันธุ์ ส่วนราคาสามารถถามเจ้าของร้านได้เลยครับ เมื่อซื้อกิ่งตอนไปแล้ว สามารถนำไปปลูกได้ในดินทั่วไป ถ้าจะปลูกไว้ทานเองก็อร่อย หรือถ้าจะปลูกไว้เพื่อขายก็น่าลองดูนะครับ ดีไม่ดีขายแล้วเกิดรวยขึ้นมาใครจะไปรู้หล่ะครับ

  • ใครอยากเป็นเศรษฐีก็ต้องมีคุณสมบัติของเศรษฐี

    เราได้ค้นคว้าหาข้อมูลที่อยู่บนความจริงที่เรียบง่ายเกี่ยวกับเศรษฐี แต่ยังคงมีความจริงอื่น ๆ ที่เรายังคงตามหาคุณสมบัตินั้นอยู่ เราไม่จำเป็นต้องมองไกลหรือกว้างเกินไป ที่จะรู้ว่าวิธีการที่เราจะกลายเป็นเศรษฐีคืออะไรบ้าง ความจริงง่าย ๆ ก็คือในชีวิตคนเราไม่มีเวลาถึงขนาดที่จะไปตามหาคุณสมบัติของเศรษฐีทุกคนบนโลกนี้ ว่าเค้ารวยมาได้ยังไง และมีความแตกต่างกันยังไง ถ้าคุณอยากเป็นเศรษฐี คุณเพียงแค่ต้องพัฒนาทักษะของคุณให้สอดคล้องกับบรรดาเศรษฐีเท่านั้น ต่อไปนี้เป็นคุณสมบัติง่าย ๆ เกี่ยวกับเศรษฐี ที่คุณสามารถทำตามพวกเค้าได้ในการแสวงหาความมั่งคั่งร่ำรวย

    1. เศรษฐีมีชีวิตที่เรียบง่าย คนที่รวยจริง ของจริง จะไม่ฟุ้งเฟื้อใช้เงินมากจนเกินไป เพราะเค้ามีแผนการใช้เงินที่วางไว้อยู่หลายแผน ซึ่งเรา ๆ ท่าน ๆ คนธรรมดา อาจจะมีแผนการเงินไม่เกินคนละ 2 แผนเท่านั้น เศรษฐีจริง ๆ ถึงจะใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แต่ก็แฝงไว้ด้วยการคิดคำนึงถึงอนาคตอย่างเป็นระยะ ๆ ไม่ปล่อยให้ชีวิตเดินไปตามยถากรรมอย่างไร้การวางหมาก

    2. เศรษฐีจัดสรรเงินอย่างมีประสิทธิภาพในรูปแบบที่สร้างความมั่งคั่ง และพวกเขาหลีกเลี่ยงการบริโภคสินค้าสิ้นเปลือง อันนี้จะสอดคล้องกับข้อ 1 พวกบรรดาเศรษฐีจะยอมทานข้าวจานละ 50 บาท แทนข้าวจานละ 500 บาท เพราะเหตุผลว่ามันประหยัดเงินเค้าได้มากกว่า แต่ถ้าเค้าจะทานข้าวมื้อละ 10,000 บาทให้สมฐานะจริง ๆ แล้วล่ะก็ โต๊ะที่เค้านั่งรับประทานอาหารจะต้องมีคนที่เก่งกว่าเค้า เพื่อที่เค้าจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดในเชิงธุรกิจต่าง ๆ ด้วยอย่างแน่นอน

    3. เศรษฐีมีความเชี่ยวชาญในการกำหนดเป้าหมาย และโอกาสทางการตลาด เศรษฐีมีเป้าหมายที่ต้องทำในแต่ละวันอย่างชัดเจน ถ้าเปรียบเหมือนเรือ เค้าคือ กัปตันเรือนั่นเอง มีแปลนไว้อย่างชัดเจน ว่าจะขับเรือถึงฝั่งในเวลากี่วัน ถ้าเจอลมพายุกลางทางจะทำยังไง และเตรียมเรือชูชีพให้กับลูกเรือมากี่ลำ ข้อมูลแน่นพอที่จะทำให้ลูกเรือมั่นใจในตัวเค้าได้

    4. มีโอกาส เศรษฐีต้องคว้าโอกาสมาให้ได้ เศรษฐีไม่ใช่นักฉวยโอกาส แต่เป็นนักคว้าโอกาส เมื่อมีโอกาสดี ๆ มา เค้าจะไม่รอให้อะไรผ่านเวลาเนิ่นนานไป แต่จะทดลองทำสิ่งนั้นในทันที ด้วยการลองผิดลองถูก อันไหนทำเงินได้ ให้ทำสิ่งนั้นต่อ อันไหนทำเงินไม่ได้ให้พัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้จึงมีเศรษฐีนาม Richard Branson ขึ้นมา

    5. เศรษฐีทำงานหนัก ไม่มีเศรษฐีคนใดในโลกทำงานเบา ๆ แล้วกลายมาเป็นเศรษฐี เศรษฐีทุกคนล้วนผ่านการทำงานที่หนักมาแล้วทั้งนั้น บางคนเคยแบกกระสอบทรายมาก่อน บางคนเป็นคนรับจ้างยกของมาก่อน หรือบางคนทำงานทั้งวัน ได้ทานข้าววันละมื้อถึง 2 มื้อมาก่อน แต่เมื่อได้ก้าวมาเป็นเศรษฐีแล้ว เค้าไม่จำเป็นใช้แรงงานหนักทางกายอีกต่อไป แต่ใช้สมองในการคิดสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นมานั่นเอง

    6. เศรษฐีมีความเชี่ยวชาญในการเลือกธุรกิจ หรือาชีพที่เหมาะสมกับตัวเค้าเอง เศรษฐีส่วนใหญ่ถ้าที่บ้านไม่ได้มีกิจการใหญ่โตมาก่อน เค้ามักจะทำตามความฝันของตัวเองโดยเริ่มต้นจากศูนย์ ลองผิดลองถูก ล้มลุกคลุกคลาน ใช้เวลาบ่มเพาะความรู้ของตัวเองให้มีปีกกล้าขาแข็งเพื่อที่จะต่อสู้ก้าวไปข้างหน้าได้

    7. เศรษฐีส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการทำธุรกิจของตนเอง เป็นเจ้าของบริษัทหรือองค์กรที่จะพาทุก ๆ คนให้ประสบความสำเร็จร่วมกับเค้า

    ลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะทั่วไปของเศรษฐีซึ่งถ้าคุณอยากที่จะเป็นเศรษฐีแล้วหล่ะก็ สามารถเลียนแบบได้ครับ แล้วสักวันคุณจะได้เป็นเศรษฐีจริง ๆ ครับ

  • ข้อดีและข้อเสียของการมีหุ้นส่วนธุรกิจ

    ข้อดีและข้อเสียของการมีหุ้นส่วนธุรกิจ
     

     

    ข้อดีและข้อเสียของการมีหุ้นส่วนธุรกิจ ยุคนี้ธุรกิจ SME กำลังมาแรง ทำให้หลายต่อหลายคนเริ่มสนใจจะเข้ามาประกอบธุรกิจ เป็นเถ้าแก่ หรือเถ้าแก่เนี้ยกันเป็นทิวแถว นอกเหนือจากไอเดียที่ว่า คุณจะประกอบธุรกิจอะไรแล้ว อีกหนึ่งคำถามที่คุณควรถามตัวเองก่อนลงมือก่อร่างสร้างกิจการของตัวเอง คือ คุณต้องการ partner หรือผู้ร่วมลงทุนในธุรกิจของคุณหรือไม่ บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงข้อดีข้อเสียของการมีผู้ร่วมทุนทางธุรกิจ เพื่อช่วยในการตัดสินใจของเถ้าแก่มือใหม่

    ข้อดีของการมีหุ้นส่วนธุรกิจ

    – สองหัวดีกว่าหัวเดียว คุณคงเคยได้ยินคำพูดนี้มาบ้าง การที่คุณมีคนมาร่วมหุ้น ไม่ได้หมายถึง แค่ตัวเงิน แต่มันหมายรวมไปถึงว่า คุณจะมีคนช่วยคิด ช่วยตัดสินใจ ในขณะที่มุมมองของคนหนึ่งคนอาจไม่ครอบคลุม การมีหุ้นส่วนคนที่สอง หรือสามเข้ามามันหมายถึงว่าคุณจะได้มุมมองในการทำธุรกิจที่กว้างขวางกว่าเดิม และในกรณีที่คุณพลาดพลั้ง การมีหุ้นส่วนก็หมายถึงยังมีอีกคนที่ยังอยู่ และพร้อมจะลุกขึ้นมาช่วยเหลือกัน

    – คุณไม่จำเป็นต้องอยู่โยงเฝ้าดูแลธุรกิจ เพราะการมีหุ้นส่วน คือ การที่มีคนมาร่วมแชร์ภาระความรับผิดชอบ ซึ่งนั่นก็ หมายถึงว่าคุณจะมีเวลาสำหรับการเที่ยวพักผ่อน หรือเข้ารับการรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

    – การมีหุ้นส่วน คือ การมีเพื่อนร่วมงานที่กระตือรือร้น ไม่ใช่แค่พนักงานที่ทำงานไปวัน ๆ เพื่อรอรับเงินเดือน

    – หากคุณขาดคุณสมบัติบางข้อในการทำธุรกิจ การมีหุ้นส่วนที่รู้ในเรื่องดังกล่าว ย่อมทำให้การบริหารงานสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    – มีคนช่วยแชร์เงินทุน และความเสี่ยง ในกรณีที่ธุรกิจไม่ทำรายได้อย่างที่คิด

    ข้อเสียของการมีหุ้นส่วนธุรกิจ

    – หากธุรกิจประสบความสำเร็จ ต้องทำใจไว้ก่อนเลยว่า เงินทองที่ไหลมาเทมาไม่ใช่ของคุณคนเดียว

    – ความคิดเห็นที่ต่างกันสุดขั้ว ระหว่างคุณ และหุ้นส่วน อาจทำให้การตัดสินใจอะไรทำได้ลำบาก แถมดีไม่ดี คุณอาจเสียอำนาจการตัดสินใจหากว่าหุ้นส่วนของคุณมีชั้นเชิงทางธุรกิจสูงกว่าคุณมาก

    – นอกเหนือจากเงินทอง เรื่องของชื่อเสียงก็เป็นสิ่งที่ต้องแชร์ หากธุรกิจของคุณเกิดประสบความสำเร็จจนเป็นที่กล่าวขาน ถึงแม้โปรเจ็คที่ว่าอาจเกิดจากความคิดของคุณล้วนๆ เลยก็ตาม

    – เลือกหุ้นส่วนผิด มีสิทธิ์ที่จะทำให้ธุรกิจล่มจมได้เหมือนกัน เพราะเขาจะมีส่วนในการตัดสินใจเฉกเช่นเดียวกับคุณ เพราะฉะนั้นจะรับเข้าใครมา ต้องคิดให้รอบคอบทีเดียว

    – คุณอาจต้องเสี่ยงกับการทะเลาะเบาะแว้ง และเสียธุรกิจไป กรณีที่คุณเกิดเข้ากันไม่ได้กับหุ้นส่วน และเขาเกิดมีจำนวนหุ้นมากกว่าคุณ (ซึ่งอาจเกิดจากการแอบไปซื้อหุ้นจากทางอื่นมาเพิ่มโดยที่คุณไม่รู้)

    สรุป

    ไม่ว่าอะไร ย่อมมีทั้งข้อดีข้อเสีย หากแน่ใจแล้วว่า คุณต้องการมีหุ้นส่วนแน่ๆ สิ่งที่ขอแนะนำให้พิจารณาคือ คุณ และหุ้นส่วนควรมีนิสัยในการทำงานที่ใกล้เคียงกัน เช่น ชอบมาทำงานแต่เช้า, ใส่ใจในรายละเอียด และมีมุมมองในการบริหารงานที่คล้ายคลึงกัน เพราะมันจะช่วยให้การทำงานร่วมกันราบรื่นขึ้น

    อีกส่วนที่คนทั่วไปมักคิดถึงก่อนมีหุ้นส่วน คือ คุณ และหุ้นส่วนธุรกิจควรจะมีข้อเด่นข้อด้อยในเรื่องเดียวกัน หรือต่างกัน ข้อนี้ขอบอกว่าขึ้นอยู่กับคุณว่าต้องการแบบไหน การที่คุณและหุ้นส่วนมีความสามารถในงานต่างชนิดกัน ช่วยให้คุณสามารถแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในงานชนิดต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้การบริหารจัดการกับปัญหาทำได้ดีกว่ามาร่วมกันทำก็ได้

    นอกจากนี้ ความสามารถที่ต่างกันทำให้คุณมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ซึ่งจะช่วยชี้ขาดในการตัดสินใจด้านนั้นๆ ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกัน แต่การที่คุณและหุ้นส่วนมีความสามารถในงานที่คล้ายคลึงกัน ก็เปรียบเสมือนคุณได้เพื่อนคู่คิดที่ทำงานประสานไปในทางเดียวกัน แถมเขายังช่วยดูแลงานแทนได้ดี กรณีที่คุณไม่อยู่

    ไม่ว่าจะแบบไหน ประเด็นสำคัญ คือ คุณและหุ้นส่วนธุรกิจทำงานร่วมกันได้ดีแค่ไหนนั่นเอง

  • วิธีเปิดร้านขายอาหารคลีนให้ประสบความสำเร็จ

    สำหรับตอนนี้อาหารคลีน (Clean Food) ก็กำลังมาแรง จะสังเกตได้จาก instragam เหล่าดาราดังๆ ที่มักจะชอบโพสท์รูปอาหารคลีนที่ทานในแต่ละวันอยู่บ่อยครั้ง วันนี้ผมจะพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับอาหารคลีนกันว่า จริงๆ แล้วอาหารคลีนคืออะไร และจะมีช่องทางใดสำหรับการทำธุรกิจอาหารคลีนบ้าง

    อาหารคลีนคืออะไร

    ก่อนจะทำธุรกิจอาหารคลีน ผมก็มีคำจำกัดความในเรื่องอาหารคลีนไว้ดังนี้นะครับ

    อาหารคลีน คือ อาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยสารเคมีต่างๆ เป็นอาหารที่ผ่านการแปรรูปมาน้อยที่สุดนั่นเอง อาหารคลีนเป็นอาหารที่สดสะอาด และไม่ผ่านกระบวนการหมักดอง หรือการปรุงรสใดๆ มามากจนเกินไป เช่น หวานจัด หรือเค็มจัด

    อาหารคลีน คือ การทานอาหารที่สดสะอาด โดยให้เน้นการทานอาหารแบบธรรมชาติไม่ผ่านการปรุงแต่ง และขัดสีด้วยสารเคมีต่างๆ รวมไปถึงกระบวนการหมักดอง และไม่ทานอาหารจั้งฟู้ด และอาหารสำเร็จรูป ที่จะมีปริมาณแป้ง โซเดียม และผงชูรสในปริมาณสูง อย่างอาหารประเภทสำเร็จรูปที่แช่ตู้เย็นนั่นคือตรงกันข้ามเลย เพราะอาหารเหล่านี้มักใส่สารกันเสียเข้าไปด้วยเพื่อให้สามารถเก็บได้นานขึ้น หรือขนมขบเคี้ยวที่ก็จะมีแต่แป้ง และผงชูรส รวมไปถึงน้ำอัดลมหลากสีหลากกลิ่นทั้งหลาย

    อาหารคลีน คือ อาหารสะอาด เป็นการทานอาหารปรุงแต่งน้อยใกล้เคียงธรรมชาติ ใช้วัตถุดิบที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป หรือถ้าผ่านกระบวนการแปรรูปก็ผ่านมาน้อยที่สุด และปรุงแต่งน้อย หรือไม่ผ่านการปรุงแต่งเลย รสชาติไม่หวานมาก ไม่เค็มมาก ไม่เผ็ดมาก แต่ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน

    – สรุปแล้วอาหารคลีน คือ อาหารที่ผ่านการปรุงแต่งดัดแปลงน้อยที่สุด เน้นความเป็นธรรมชาติให้ได้มากที่สุด และได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน การปรุงอาหารแบบคลีนไม่ใช่เน้นทานผักเยอะๆ แต่เป็นการทานอาหารทุกหมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม คือมีทั้งคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และเนื้อสัตว์ที่ใช้ ควรเลือกแบบที่ไม่ใช่สำเร็จรูป หรือผ่านการปรุงรสมาแล้ว

    และอาหารคลีนยังมีสรรพคุณที่ดีสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะอาหารคลีนส่วนใหญ่จะผลิตมาจากธรรมชาติ ไม่ผ่านการปรุงแต่งสังเคราะห์ หรือหากมีการปรุงแต่งก็จะมีการปรุงแต่งที่น้อยที่สุด ซึ่งจะมีผลดีต่อคนที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่เราต้องทานอย่างเหมาะสมถูกหลักโภชนาการ ทานให้พอเหมาะพอดี ไม่ทานน้อยจนเกินไป บวกกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ย่อมส่งผลให้หุ่นเราดูดีขึ้นนั่นเองครับ

    ผู้ที่ทานอาหารคลีนต้องการสิ่งใด

    ผู้ที่ขายอาหารคลีน ต้องทราบว่าผู้ที่ทานอาหารคลีนต้องการสิ่งใด ซึ่งก็มีอยู่ดังต่อไปนี้นะครับ

    – ต้องการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
    – ถ้าเป็นผู้ชายก็ต้องการมีซิกแพค มีกล้ามเนื้อที่คมชัด
    – ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องการมีหุ่นเพรียวบาง ผสมกับมีซิกแพคบ้าง
    – ต้องการลดน้ำหนัก เพราะว่ารู้สึกว่าตัวเองอ้วนแล้ว
    – ต้องการทานอาหารเพื่อสุขภาพ สะอาด ได้สารอาหารครบถ้วน และมีไขมันน้อย

    เมนูอาหารคลีนทำอะไรดี

    ถ้าจะเปิดร้านขายอาหารคลีน อย่าเพิ่งคิดว่าจะทำทุกเมนูที่นึกออกนะครับ เพราะบางทีทำเมนูอาหารคลีนมากไปก็เสียเวลาเปล่าครับ เป็นภาระให้กับตัวเองอีกต่างหาก ถ้าเราบริหารเมนูให้ดีๆ ก็จะได้ไม่ต้องทำมากให้เหนื่อย ยกตัวอย่างเช่น สเต๊ก ราดหน้า ผัดกะเพรา อะไรที่คนนิยมทานกันเยอะๆ ประมาณว่าถ้ามีเมนูนี้มันต้องขายได้ ร้อยละห้าสิบต้องสั่งเมนูเหล่านี้เป็นต้น

    ทีนี้ก็มาดูวัสดุที่จะนำมาประกอบอาหารบ้าง อะไรที่ซื้อโดยตรงกับเกษตรกรเองได้ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางก็ลองติดต่อซื้อดู เพื่อจะได้ลดต้นทุน อาหารคลีนแต่ละอย่างใช้วัตถุดิบไม่เหมือนกัน ดังนั้นบางอย่างจึงมีกำไรดี บางอย่างอาจได้กำไรน้อย บางอย่างใช้เวลาทำนาน บางอย่างทำได้เร็ว ก็อย่าลืมคิดเผื่อในส่วนนี้ด้วยนะครับ

    วัตถุดิบอาหารคลีน

    ส่วนวัตถุดิบอาหารคลีน ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะใช้ไก่ ปลา และหมู เป็นหลัก ส่วนผักควรจะใช้ผักไฮโดรโปนิกส์ที่มาจากฟาร์ม เพื่อให้ได้ผักสดใหม่ ส่วนข้าวควรใช้ข้าวกล้อง ผสมน้ำมันมะกอกในการปรุง โดยการจัดเมนูอาหารให้ลูกค้าแต่ละมื้อ เราต้องพยายามให้ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ บางร้านจึงมีเมนูผลไม้รวมอยู่ในมื้ออาหารด้วยทุกมื้อ เพราะจะได้วิตามินจากผลไม้ด้วย และที่สำคัญเมื่อลูกค้าทานอิ่ม ลูกค้าจะต้องไม่รู้สึกหิวอีก เมื่อทานอาหารของเรา เป็นข้อสำคัญของอาหารคลีน ทานแล้วต้องอิ่ม สารอาหารต้องครบถ้วน

    การทำการตลาดให้กับร้านอาหารคลีน

    สิ่งที่สำคัญที่สุดของธุรกิจอาหารคลีน ก็คือ การทำตลาดครับ อาหารอร่อย แต่ไม่มีคนมาทานก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ครับ เริ่มแรกผู้ขายอาหารคลีน ต้องสามารถทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวสินค้าให้ได้ เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบในการนำมาประกอบอาหาร และปริมาณโปรตีน ไขมัน หรือแคลลอรี่ที่มีต่ออาหารคลีนหนึ่งกล่อง ไม่ให้เกินความต้องการของร่างกาย หรือไม่ให้น้อยจนเกินไป

    การทำการตลาดให้กับร้านอาหารคลีนมีดังต่อไปนี้

    – จุดกำเนิดของร้านเรา อธิบายความเป็นมาเป็นไปของร้านเรา เหมือนการเล่าเรื่อง
    – วัตถุดิบในการทำอาหารคลีนของร้าน มีกระบวนการทำอย่างไร
    – อาจจะทำเป็นวิดีโอลง Youtube เป็น story ของร้านเรา
    – หรือนำวิดีโอโพสท์ลง Fanpage ของร้านเรา
    – ให้ความรู้เรื่องสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารคลีนอยู่บ่อยๆ เช่น ความรู้ในเรื่องหลักการทางโภชนาการหรือวิทยาศาสตร์อาหาร มาเป็นองค์ประกอบในการให้ความรู้แก่ลูกค้า ทั้งการโพสท์ลง Fanpage หรือทำเป็นโบชัวร์วางแจกไว้บนโต๊ะอาหาร
    – ถ้าสามารถทำเว็บไซต์ได้จะดีมาก ใส่ทุกเรื่องราว ทุกวิดีโอ ทุกรูปภาพ ไว้ในเว็บไซต์
    – และถ้ามีบทความอัพลงเว็บไซต์ หรือ Fanpage จะดีมาก ทำให้เราเป็นเหมือนผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารคลีน ทุกแง่ทุกมุมในเรื่องอาหารคลีน ถ้าเขียนได้ควรเขียนเพื่อให้มีคนติดตาม ถ้าเขียนไม่ได้ให้จ้างผู้ให้บริการเขียนบทความเขียนให้ ให้เว็บไซต์ หรือ Fanpage มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ

    การตั้งราคาอาหารคลีน

    การตั้งราคาอาหารคลีน ผมก็ขอแนะนำตั้งราคาตามวัตถุดิบที่เรานำมาทำ บวกกำไรเข้าไป ไม่อยากให้ตั้งราคาถูกเกินไป จนกำไรได้น้อยนิด หรือแพงเกินไปจนคนธรรมดาเอื้อมไม่ถึง ให้ตั้งราคาปานกลางพอดีๆ ถ้าเป็นอาหารคลีนทั่วๆ ไปสูงที่สุดไม่น่าจะเกิน 500 บาท หรือถ้าท่านใดใช้วัตถุดิบชนิดพิเศษที่มีราคาแพงก็ให้ขายตามราคาวัตถุดิบของท่าน อาจจะถึง 1000 บาทต่อกล่อง ก็ว่ากันไปครับ

    ซึ่งการแพคบรรจุกล่องอาหารคลีนให้ดูน่าทาน จะสามารถช่วยเพิ่มราคาการขายต่อกล่องได้ และเราต้องคำนวณต้นทุนว่าหนึ่งกล่องใช้วัตถุดิบเท่าไหร่ ต้นทุนเท่าไหร่ ควรจะขายเท่าไหร่ และสุดท้ายบวกค่าแรงในการทำเข้าไปด้วยครับ

    สร้างบรรยากาศให้ร้านอาหารคลีน

    อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ว่าการทำ story ของร้านลงเว็บไซต์ หรือ Fanpage เป็นสิ่งจำเป็นแล้ว ผมแนะนำให้ติดรูปภาพคำบรรยายความเป็นมาเป็นไปของร้านเรา ให้ผู้ที่มาทานได้นั่งอ่านรอไปพลางๆ และในร้านให้ติดรูปภาพคำบรรยายวัตถุดิบในการทำอาหารคลีนของร้าน มีกระบวนการทำอย่างไร หรือรูปภาพคำบรรยายว่าการทานอาหารให้ครบห้าหมู่มีอะไรบ้าง เป็นต้น

    และนอกจากความอร่อยที่ทางร้านต้องรักษาไว้ให้ได้อย่างสม่ำเสมอ ในร้านเราจำเป็นต้องรักษาความสะอาดด้วยนะครับ ไม่ควรปล่อยให้ร้านสกปรกรกรุงรัง ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามาทานอาหารร้านเราครั้งเดียว แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย

    และบนโต๊ะอาหารควรมีทิชชู่ ไม้จิ้มฟัน เครื่องปรุง ให้พร้อมนะครับ

    กลุ่มลูกค้าอาหารคลีน

    กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่ต้องการลดน้ำหนักแต่ไม่มีเวลาลงมือทำอาหารเอง หรือกลุ่มคนทั่วไป ก็จะเริ่มจากคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ หรือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ไม่ต้องการลดน้ำหนักแบบกินยา ทำให้หันมาทานอาหารที่มีแคลอรีต่ำ แบบกินอิ่ม แต่น้ำหนักไม่เพิ่ม อาหารคลีนจึงอีกทางเลือกหนึ่ง

    กลุ่มลูกค้ามีส่วนสำคัญในการทำธุรกิจประเภทนี้ ช่วงแรกๆ อาจจะเปิดร้านขายอาหารคลีนเล็กๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนในย่านละแวกนั้น อาจจะเป็นคนทำงานที่พักเที่ยง แล้วแวะเวียนมาทานอาหารคลีนที่ร้านของเราเป็นประจำ จากกลุ่มลูกค้าเหล่านี้เอง ที่ทำให้ท่านสามารถต่อยอด และขยายธุรกิจออกไปได้ โดยอาจจะรับทำข้าวกล่อง อาหารและอาหารว่างให้กับหน่วยงานต่างๆ ในการจัดประชุมสัมมนา หรือเมื่อมีงานเลี้ยงเล็กๆ งานพิธีต่างๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ งานบวช งานแต่ง

    ช่วงแรกๆ ก็อาจจะรับงานทำอาหารของกลุ่มลูกค้า และคนสนิทที่คุ้นเคยกันดี เมื่อเรามีฝีมือและมีการบริการที่ดี อาหารอร่อย ไม่เอาเปรียบลูกค้า ก็ทำให้มีงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงอาจจะได้รับเหมาทำอาหารให้กับองค์กรต่างๆ ครับ

    ทำเลร้านอาหารคลีน

    สำหรับทำเลร้านอาหารคลีนก็มีดังต่อไปนี้นะครับ

    – ให้ทำการสำรวจก่อนว่าจุดที่เราจะไปตั้งร้านอาหารคลีน ละแวกนั้นมีร้านอาหารคลีนแล้วรึยัง ถ้ามีมีกี่ร้าน
    – ทำเลที่ควรไปตั้งควรอยู่ในที่ชุมชนที่มีคนพลุกพล่าน เช่น หน้าโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัย ป้ายรถเมล์ หน้าหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานเอกชนต่างๆ
    – หรือจะไปเปิดในห้างสรรพสินค้าก็ได้
    – ค่าเช่าในแต่ละพื้นที่อาจจะถูกแพงแตกต่างกันไป ถ้าเป็นในเมืองแถวสุขุมวิท ทองหล่อ สยาม ราคาต่อเดือนแพงแน่นอน ถ้าท่านไปขายในโซนแถบนี้ ก็จำเป็นต้องขึ้นราคาค่าอาหารให้แพงตามราคาค่าเช่า
    – ถ้าบ้านของท่านอยู่ในโซนที่มีผู้คนพลุกพล่าน นั่นก็เป็นข้อดีเลยครับ ที่จะได้ไม่ต้องเสียค่าเช่าราคาแพงๆ และค่าอาหารต่อจาน หรือต่อกล่อง จะได้มีราคาถูกลงไปด้วยครับ

    การจัดส่งอาหารคลีน

    สำหรับการจัดส่งอาหารคลีน ต้องมีการกำหนดพื้นที่ในการจัดส่งว่าต้องเสียค่าบริการเพิ่มเท่าไหร่ เช่น ในเขตของร้านส่งฟรี นอกเขต 100 บาท หรือถ้าเป็นต่างจังหวัดไม่ได้ส่ง เราจะต้องเขียนไว้ในเว็บไซต์ หรือ Fanpage ให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าร้านเราอยู่กรุงเทพ มีลูกค้าสั่งซื้อจากเชียงใหม่ เราจะทำอย่างไร เราต้องเขียนไว้ให้ชัดเจน เช่น ร้านเราอยู่กรุงเทพ ก็จัดส่งให้เฉพาะในกรุงเทพเท่านั้น ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะไม่ให้ค่าจัดส่งมากเกินไปนั่นเองครับ ซึ่งค่าจัดส่งนั้นลูกค้าต้องออกเอง

    ถ้าอาหารคลีน 1 กล่องราคา 200 บาท ค่าส่ง 200 บาท ลูกค้าก็คงจะบ่นแน่นอนว่าค่าจัดส่งทำไมแพงจัง เนื่องจากตัวร้าน กับบ้านลูกค้านั้นอยู่ไกลกันมาก เช่นนี้เป็นต้น

    และเราจะต้องจ้างพนักงานจัดส่งประจำ อาจจะเป็นรถกระบะ 1 คัน รถมอเตอร์ไซค์ 1 คัน (ในช่วงเวลาที่รถติด) และเรื่องการรักษาเวลาในการส่งสำคัญมาก ถ้าลูกค้าให้มาส่งเที่ยงไม่เกินบ่ายโมง เราไปส่งบ่ายสอง ก็อาจจะโดนลูกค้าบ่นได้

    สรุป

    สำหรับการทำธุรกิจอาหารคลีนนั้นก็ไม่ได้ยากเลยใช่มั้ยครับ อีกทั้งร้านอาหารคลีนตอนนี้ก็ยังมีไม่มากนัก ยังมีช่องทาง และช่องว่างทางการตลาดอีกเยอะครับ อยู่ที่ความสามารถของเราจะไปโกยเงินมาได้แค่ไหน หลักแสนบาทต่อเดือน หรือหลักล้านบาทต่อเดือนเป็นไปได้ครับ ถ้าเราพยายามมากพอ มีหลายท่านที่รวยจากการเปิดร้านอาหารคลีน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องรักอาหารคลีนด้วยนะครับ แล้วคุณจะอยู่กับสิ่งนี้ได้นาน และมีความสุข

    ผมก็ขอให้ท่านที่สนใจจะทำธุรกิจอาหารคลีน ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • 7 วิธีปลดหนี้ให้เร็วที่สุด

    ในการแข่งขันกันทางธุรกิจการค้า หรือการดิ้นรนทำมาหากินในปัจจุบันนี้ คุณอาจจะไม่ใช่คนเดียวที่ประสบปัญหาทางด้านการเงิน เนื่องจากปัจจุบันคนไทยมีอัตราการเป็นหนี้กันมากขึ้น เพราะมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตที่มีการกู้ยืมกันได้ง่าย เพราะการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจ หรือการค้าขายต่างๆ แข่งขันกันค่อนข้างสูง การลดฐานรายได้ของผู้กู้ลง เพียงมีสลิปเงินเดือน และหลักฐานประกอบไม่กี่ชิ้นก็สามารถทำสัญญากู้ยืมเงินกันได้ การเก็บออมเงินเพื่อซื้อสินค้า หรือการลงทุนของผู้คนจึงลดตํ่าลง

    ค่านิยมในการวัดผลความสำเร็จของผู้คนในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปเป็นการวัดความสำเร็จด้วยวัตถุสิ่งของที่มี หรือจำนวนทรัพย์สินย์ที่หามาได้ หลายคนจึงตกที่นั่งเช่นเดียวกัน ด้วยการเป็นหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อ สินค้าเงินผ่อน หรืออย่างอื่นจิปาถะ บางอย่างก็เกินความจำเป็นในชีวิต และผมขอเสนอวิธีปลดหนี้ให้เร็วที่สุดควรเริ่มต้นจาก

    1. สำรวจหนี้สินของตนเอง

    ให้ทำการสำรวจหนี้สินที่มีของตนเองว่ามีหนี้ประเภทใดมากที่สุด แล้วในสัญญาหนี้แต่ละฉบับระบุข้อตกลงร่วมกันไว้อย่างไรบ้าง กรณีเกิดผิดนัดชำระจะมีอะไรบ้าง ตรวจสอบยอดคงเหลือของดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงินต้นที่ส่งคืน ดูว่าดอกเบี้ยมีการคิดเพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่ เก็บให้ทุกรายละเอียด เรื่องเงินทองเป็นของสำคัญ ข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้จะช่วยในการบริหารหนี้ที่มีได้ดีขึ้น

    2. เลือกจ่ายหนี้ที่มีดอกเบี้ยแพงก่อน

    หลังจากทำการสำรวจหนี้สินแล้ว ให้ทำการวางแผน และกำหนดเป้าหมายการชำระหนี้แต่ละประเภทให้ชัดเจนไปว่า หนี้สินแต่ละประเภทจะใช้เวลานานเท่าใดในการสะสาง พิจารณาหนี้ที่มีดอกเบี้ยแพง หรือมีดอกเบี้ยลอยตัวก่อน

    อย่างหนี้บัตรเครดิตใบที่ 1 มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 18% (คิดแบบลอยตัว) กำหนดผ่อนชำระขั้นตํ่า 10% บัตรเครดิตใบที่ 2 มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 15% สามารถผ่อนชำระขั้นตํ่าได้ 5% และค่างวดรถ ต้องผ่อนส่งเดือนละประมาณ 12,000 บาท (รวมดอกเบี้ยแบบคงที่) หากเป็นเช่นนี้ คุณจะต้องเลือกชำระหนี้บัตรเครดิตใบที่ 1 ก่อน เพราะมีดอกเบี้ยแพงวงเงินการผ่อนชำระขั้นตํ่าสูง ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกโปะให้หมดทั้งต้นและดอก และยกเลิกบัตรเครดิตประเภทนึ๋ไปเสีย จากนั้นจัดการกับหนี้เครดิตใบที่ 2 สำหรับค่าผ่อนรถ ให้ผ่อนส่งไปตามปกติ เพราะไม่เกิดประโยชน์อันใดขึ้นมา หากคุณจะโละด้วยเงินก้อนต่องวดมากกว่ากำหนด เนื่องจากยังคงต้องจ่ายดอกเบี้ยเท่าเดิมอยู่ดี และคุณไม่ควรนำวงเงินในบัตรเครดิตใบที่ 3 มากลบหนี้ประเภทอื่น หรือแม้แต่บัตรเครดิตด้วยกัน เพราะบัตรเครดิตส่วนใหญ่มีดอกเบี้ยสูง

    ทางออกที่ดีอีกทางหนึ่งของการชำระหนี้บัตรเครดิตคือการ โอนหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูง กับสถาบันที่เป็นสมาชิกบัตร เพื่อเลือกบัตรใหม่ที่มีดอกเบี้ยตํ่ากว่าเดิม เงื่อนไขในการคิดดอกเบี้ยการโอนจะเป็นแบบคงที่ในระยะเวลาหนึ่งหรือตลอดระยะเวลาที่มีการผ่อนชำระหนี้

    3. ปรับปรุงแก้ไขการใช้จ่ายของตนเอง

    ให้เริ่มคิดจากรายได้ทั้งหมดที่มี แบ่งเป็นการเก็บออมสัก 10% รายจ่ายในชีวิตประจำวันสัก 30% เงินออมเผื่อฉุกเฉินสัก 5% และรายได้ที่เหลือให้นำไปจัดการกับหนี้สินที่ตนเองต้องจ่าย หรือยังค้างชำระอยู่ ยกเลิกการใช้บัตรเครดิตใบที่ยังไม่ได้ใช้เพื่อ ป้องกันการเกิดหนี้สินเพิ่มเติม จัดการหนี้บัตรเครดิตที่เหลือโดยด่วนที่สุด เพราะดอกเบี้ยจะเพิ่มขิ้นมาอย่างต่อเนื่องหากไม่มีการชำระคืนเงินต้นทั้งหมด ใช้วิธีซื้อสินค้าที่ต้องการด้วยเงินสดที่เก็บออม หัดพกเงินสดติดตัวเป็นนิสัย เพราะการใช้จ่ายผ่านเงินสดจะสามารถควบคุมการใช้ได้ง่ายกว่าการพกบัตรเครดิต และทำให้ไม่กังวลเรื่องหนี้สินในภายหลัง

    4. ลดค่าใช้จ่ายในชีวิตลงบ้าง

    เพื่อลดจำนวนเงินที่จะไหลออกไปโดยไม่จำเป็น ควรทำการจดบันทึกรายรับ และรายจ่าย ในแต่ละวันเพื่อทำการตรวจสอบว่ามีสิ่งใดที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตบ้าง สามารถตัดทิ้งไปได้หรือไม่ ยึดหลักการประหยัดไว้เป็นที่ตั้ง เช่น จอดรถไว้บ้าน ใช้บริการรถประจำทางหรือรถไฟฟ้าแทน ในยุคนํ้ามันแพงนี้ ดีกว่าขับรถไปติดอยู่กลางถนนเป็นเวลานานๆ การที่เรามีรถขับอาจจะดูสบาย แต่ถ้าเราเป็นหนี้แล้วยังไม่ปรับเปลี่ยนยังติดหรู เหมือนตัวเองไม่ได้เป็นหนี้ จะทำให้เราเก็บเงินไปโปะหนี้ไม่ทัน การขับรถไปทำงานไปกลับต้องเติมน้ำมันวันละเป็นร้อยบาท แต่ถ้าเรานั่งรถประจำทางอาจจะใช้เงินแค่ไม่เกิน 20-30 บาท ในกรณีที่เราเป็นหนี้อยู่ จะทำให้เราเก็บเงินแบบเก็บเล็กผสมน้อยไปได้เยอะขึ้น

    5. เปลี่ยนทัศนคติใหม่ๆ ให้ชีวิต

    ด้วยการมองปัญหาหนี้สินที่เกิดแบบแยกย่อย มองทีละด้าน พิจารณาทีละเรื่อง อย่านำเรื่องของหนี้สินทั้งหมดที่มีมารวมกัน เพราะมันจะกลายเป็นปัญหาของหนี้สินก้อนใหญ่ที่จะทำให้เกิดความท้อใจได้ง่าย และจะกลายเป็นปัญหาในชีวิตตามมา อาจจะเลยเถิดไปถึงปัญหาทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว จนกระทั่งทำให้เรามีอาการเครียดสะสมจนนำไปสู่โรคต่างๆ ได้ ซึ่งถ้าเราทุกข์ตรงไหนมาก ก็ตัดทุกข์ในส่วนนั้นทิ้งไปก่อน พลิกแพลงชีวิตสู่วิถีที่เรียบง่าย ศึกษาวงจรชีวิตต้นแบบจากผู้ที่มีความสุขอยู่ได้บนรายได้น้อยๆ โดยไม่เดือดร้อนเรื่องหนี้สิน แม้มีเงินน้อยก็มีความสุขได้ คนเป็นหนี้อาจจะต้องใช้ชีวิตแบบพอเพียง มีอะไรแบบพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อจนเกินไป

    6. ออมก่อน ผ่อนทีหลัง

    การเก็บเงินเพื่อซื้อสิ่งของที่ต้องการด้วยเงินสด มีผลดีตรงที่ไม่ต้องจ่ายเงินมากเกินจริงกับอัตราดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระ สินค้าที่ได้จะมีราคาถูกกว่ามากเมื่อซื้อด้วยเงินสด นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกฝนความอดทนและความมีวินัย จากการอดออมอย่างมีเป้าหมายบนการรอคอย เป็นการฝึกตัวเองไม่ให้ต้องตามไปใช้หนี้ก้อนโตในภายหลัง ซึ่งถึงเวลาต้องชำระแล้วถ้าเกิดเงินขาดมือขึ้น จะทำให้ตามแก้เรื่องหนี้กันยากยิ่งขึ้น

    7. ทำอย่างไรเมื่อถูกติดตามทวงถาม

    การหนีหน้าเจ้าหนี้โดยไม่มีการเข้าไปเจรจาประนอมหนี้ หรือขาดการติดต่อ ฝ่ายเร่งรัดหนี้สินจะถูกส่งมาติดตามทวงถามตามแหล่งหลักฐานที่มีการให้ไว้ตั้งแต่วันเริ่มทำสัญญาขอสินเชื่อ รูปแบบการติดตามถามหนี้ของเจ้าหนี้จะไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นหนี้นอกระบบอาจจะถูกข่มขู่ด้วยวาจาทางโทรค้พท์ หรือส่งเจ้าหน้าที่มีหน้าตาดุออกมาทวงหนี้ หรือหนี้ในระบบอาจจะส่งเป็นจดหมายมา แต่เค้าจะไม่มีอำนาจใดๆ มายึดทรัพย์สินคุณได้ นอกจากจะมีการฟ้องร้องต่อศาลแล้วเท่านั้น แต่กรณีการเช่าซื้อรถยนต์ในประเทศไทย เจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้สินสามารถยึดรถกลับไปได้เลย เนื่องจากกรรมสิทธิ์การยึดครองยังเป็นของเจ้าหนี้อยู่ จนกว่าจะมีการผ่อนชำระคืนเงินหมดแล้วเจ้าหนี้จึงจะโอนกรรมสิทธึ้ให้ลูกหนี้

    เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับวิธีปลดหนี้ ทางที่ดีอย่ามีหนี้จะดีที่สุดครับ จะได้ไม่ลำบากในภายหลัง การถือเงินสดอยู่ในมือเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้วครับ

  • วิธีการสะสมแสตมป์ขายให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการสะสมแสตมป์ขายให้ประสบความสำเร็จ

     

    หลายๆ ท่านเคยสะสมแสตมป์ใช่หรือไม่ หากคุณเป็นคนสะสมแสตมป์แล้วหล่ะก็ เตรียมตัวรวยรับทรัพย์กันได้เลย เพราะว่าแสตมป์บางตัวมีมูลค่าที่ดีพอสมควร เช่นแสตมป์เก่าๆ ทั้งที่ยังไม่ได้ใช้งาน และทั้งที่ใช้งานมาแล้ว ล้วนมีมูลค่าทั้งสิ้น คุณอาจจะลองหาตามเว็บบอร์ด หรือแหล่งรับซื้อต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งนักสะสมด้วยกัน

    แสตมป์ที่มีราคาดี เช่น แสตมป์ต่างประเทศ แสตมป์วันสำคัญต่างๆ แสตมป์ที่ผลิตเพียงไม่กี่ชุด เป็นต้น การแลกเปลี่ยน ซื้อขายแสตมป์นั้นควรจะนัดพบกัน เพื่อตรวจสอบคุณภาพก่อนการซื้อขาย เพราะหากเราติดต่อกันผ่านอินเตอร์เน็ตอาจะถูกหลอกลวงจากผู้ไม่หวังดีก็เป็นได้ เช่น รูปที่ให้ดูเป็นแบบนี้ แต่แสตมป์ที่ส่งให้เป็นอีกแบบนึง เราจะต้องดูให้ดีๆ นะครับ

    ประเภทของแสตมป์

    1. แสตมป์ทั่วไป เป็นแสตมป์ที่พิมพ์ออกจำหน่ายเพื่อใช้งานอยู่เป็นประจำ มีการจัดพิมพ์เพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอกับการใช้งานในกิจการไปรษณีย์ไทย ในรูปแบบแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลปัจจุบัน และรูปแบบอื่นตามที่ไปรษณีย์ไทยจัดทำขึ้น

    2. แสตมป์ที่ระลึก เป็นแสตมป์ที่มีภาพสวยงาม จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึก เนื่องในวาระพิเศษหรือเหตุการณ์ และวันสำคัญต่างๆ เช่น ชุดบุคคลสำคัญ วันปีใหม่ วันสงกรานต์ งานกาชาด

    3. แสตมป์พิเศษ เป็นแสตมป์ที่มีภาพสวยงามเช่นกัน จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สิ่งที่น่าสนใจของประเทศเป็นพิเศษ โดยไม่กำหนดวาระ หรือโอกาสเหมือนกับแสตมป์ที่ระลึก เช่น แสตมป์ชุดสถานที่สำคัญ ชุดผลไม้ ชุดสัตว์ป่า ชุดแมลง ซึ่งแสตมป์ที่ระลึก แลแสตมป์พิเศษ เมื่อพิมพ์แล้ว จะไม่มีการพิมพ์เพิ่มเติม

    4. แสตมป์อื่นๆ

    – แสตมป์ม้วน เป็นรูปแบบแสตมป์อีกชนิดหนึ่งที่มีปรากฎให้เห็น โดยแสตมป์ม้วนนี้จะมีรูปแบบที่แตกต่างจากแสตมป์ทั่วไป คือ ตัวแสตมป์จะมีฟันเฉพาะบริเวณรอยต่อหัวกับท้ายของแสตมป์ ส่วนด้านข้างจะไม่มีการปรุฟัน การสร้างแสตมป์ในลักษณะนี้ ก็เพื่อให้ง่ายต่อการจัดจำหน่ายของทางการไปรษณีย์ แต่รูปแบบแสตมป์ม้วนนี้ไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักสะสมมากนัก

    – แสตมป์สามมิติ เป็นแสตมป์ชนิดพิเศษที่มีการจัดสร้างขึ้นโดยประเทศภูฎาน แต่แสตมป์ดวงดังกล่าวไม่ค่อยเป็นที่นิยมนำมาใช้กัน เนื่องจากลักษณะของดวงแสตมป์ที่มีความหนามากเวลาประทับตราประจำวันบนดวงตราแล้ว ก็จะไม่ปรากฎรอยขีดฆ่า สำหรับประเทศไทยได้เคยจัดทำแสตมป์สามมิติราคาดวงละ 3 บาทในชุดพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ชุดที่ 4 ด้วย

    – แสตมป์สามเหลี่ยม เป็นรูปร่างของแสตมป์อีกชนิดหนึ่งที่มีรูปทรงแปลกตา ได้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1853 ที่แหลมกู๊ดโฮป ภาพบนดวงแสตมป์เป็นภาพหญิงสาว ความโดดเด่นของดวงแสตมป์สามเหลี่ยมดวงนี้ ได้รับสมญานามว่า ราชินีของแสตมป์ยุคคลาสสิก สำหรับประเทศไทยแสตมป์สามเหลี่ยมชุดแรก คือ ชุดหน้าบัน ออกจำหน่ายวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2548

    – แสตมป์แผ่นเสียง จัดสร้าง และมีเพียงชุดเดียวในโลก คือ แสตมป์แผ่นเสียงของประเทศภูฏาน ลักษณะของแสตมป์จะเป็นเหมือนแผ่นเสียงทั่วไป และยังสามารถเปิดฟังกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้อีกด้วย แสตมป์แผ่นเสียงจัดได้ว่าหายากมาก

    – แสตมป์สัมพันธภาพ เป็นแสตมป์ที่มีการจัดสร้างด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเน้นในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งลักษณะของดวงแสตมป์ จะเป็นภาพที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และทั้งสองประเทศก็จะพิมพ์แสตมป์ที่มีภาพเดียวกัน หรือหัวข้อเดียวกันแตกต่างกันเพียงชื่อประเทศเท่านั้น

    – แสตมป์ทอง เป็นแสตมป์ที่จัดสร้างขึ้นโดยมีส่วนผสมของทองคำ โดยประเทศแรกที่เริ่มมีการพิมพ์แสตมป์ทอง คือ ประเทศตองกา สำหรับประเทศไทยได้มีการจัดพิมพ์ แสตมป์ทองคำเนื่องในโอกาสสำคัญ ดังนี้
    1. มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกจำหน่ายวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2530
    2. มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ออกจำหน่ายวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2535
    3. งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ออกจำหน่ายวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2539
    4. มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกจำหน่ายวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2542
    5. 150 ปี พระพุทธเจ้าหลวง ออกจำหน่ายวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2546
    6. มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ออกจำหน่ายวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2547
    7. งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ออกจำหน่ายวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2549

    – แสตมป์วงกลม เป็นอีกรูปร่างหนึ่งของแสตมป์ที่ปรากฎให้เห็น เวลาจะฉีกแยกจากแผ่นใหญ่เต็ม จะต้องฉีกตามแนวปรุโดยรอบที่เป็นสี่หลี่ยมออกก่อน แล้วค่อยฉีกตามแนวปรุที่กำหนดให้อีกครั้งหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้เพราะการฉีกแยกดวงแสตมป์วงกลมเพื่อนำมาใช้งาน จะไม่ค่อยสะดวกนัก แต่ก็มีหลายๆประเทศจัดสร้างแสตมป์วงกลมขึ้นมาใช้งาน สำหรับประเทศไทยได้จัดพิมพ์แสตมป์วงกลมชุดแรก เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย-จีน

    – แสตมป์ล็อตเตอรี่ เป็นแสตมป์ชิงรางวัลซึ่งในดวงแสตมป์แต่ละดวง จะมีหมายเลขกำกับเพื่อลุ้นรางวัล โดยผู้ที่โชคดีที่มีหมายเลขตรงกับที่ทางไปรษณีย์ประกาศ ก็จะได้รับรางวัลต่างๆ เช่น ตู้เย็น ทีวี พัดลม ราคาบนดวงแสตมป์จะเป็นราคาที่บวกเพิ่ม เช่น แสตมป์ล็อตเตอรี่ของประเทศญี่ปุ่น สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีแสตมป์ประเภทนี้

    อุปกรณ์การสะสมแสตมป์

    ถ้าท่านรักาารสะสมแสตมป์แล้ว สิ่งที่มีส่วนสำคัญอย่างมากก็คือ อุปกรณ์การสะสมแสตมป์ เพราะจะช่วยรักษาสภาพของแสตมป์ให้เก็บไว้ได้นาน ซึ่งอุปกรณ์ที่จำเป็นมีดังนี้

    1. อัลบั้มเก็บสะสมแสตมป์

    อัลบั้มเก็บสะสมแสตมป์ สิ่งของคู่กายนักสะสมแสตมป์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

    – อัลบั้มเก็บสะสมแสตมป์แบบมาตรฐาน เป็นสมุดที่ใช้เก็บแสตมป์อย่างถาวร เนื่องจากเราสามารถเก็บรักษาสภาพแสตมป์ไว้ได้อย่างดี เหมาะสำหรับเก็บแสตมป์ที่ยังไม่ได้ใช้ เพราะด้านหลังเป็นแผ่นเซลลูลอยด์ทำให้กาวที่อยู่ด้านหลังไม่เกาะติดอัลบั้ม อัลบั้มแสตมป์แบบมาตรฐานสามารถป้องกันความชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดสนิมแสตมป์ได้เป็นอย่างดี อัลบั้มแบบมาตรฐานมีหลายขนาด และราคาให้เลือกซื้อ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพอใจของนักสะสมเป็นสำคัญ
    – อัลบั้มเก็บแสตมป์แบบสต๊อกบุ๊ค เป็นสมุดที่รับแสตมป์ เพื่อรอการจัดเตรียมที่จะนำไปเก็บในอัลบั้มถาวร เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มเก็บสะสมแสตมป์ แต่อัลบั้มชนิดนี้ไม่สามารถรักษาสภาพแสตมป์ได้ดีเท่าที่ควร

    2. ปากคีบแสตมป์

    ปากคีบแสตมป์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้หยิบ หรือจับแสตมป์แทนมือ เพื่อป้องกันเหงื่อ หรือความชื้นของร่างกายไปทำปฏิกริยากับกาวที่อยู่ด้านหลังแสตมป์ ทำให้แสตมป์มีจุดเหลืองๆ ซึ่งนักสะสมเรียกว่าสนิมแสตมป์

    3. มาตรวัดฟันแสตมป์

    มาตรวัดฟันแสตมป์เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ที่จะช่วยบอกขนาดฟันของแสตมป์ ซึ่งแสตมป์แต่ละดวงจะมีขนาดฟันแสตมป์ไม่เท่ากัน แล้วแต่โรงพิมพ์ที่จัดพิมพ์แสตมป์ชุดนั้นๆ ทำให้ผู้สะสมแสตมป์ทราบรายละเอียดการพิมพ์มากขึ้น

    4. วารสารตราไปรษณียากร

    วารสารตราไปรษณียากร เป็นคู่มือที่เหมาะสมกับนักสะสมทุกเพศทุกวัย เราสามารถค้นหารายละเอียดข้อมูล ข่าวสารของแสตมป์ไทย และแสตมป์ต่างประเทศ ได้จากวารสารตราไปรษณียากร ซึ่งเป็นวารสารรายเดือน หาซื้อได้ตามที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่ง

    5. คู่มือแสตมป์

    คู่มือแสตมป์ เป็นคู่มือที่บอกรายละเอียดของแสตมป์ตั้งแต่ชุดแรกจนถึงปัจจุบัน มีทั้งที่ไปรษณีย์ไทยจัดทำ และร้านเอกชนจัดทำ ซึ่งถ้าร้านเอกชนจัดทำจะบอกราคาในท้องตลาดไว้ด้วย

    6. แว่นขยาย

    เอาใช้ในการส่องหารายละเอียดบนดวงแสตมป์ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เช่น ข้อแตกต่างในการพิมพ์ หรือรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ

    วิธีการสะสมแสตมป์

    1. สะสมแสตมป์ที่ใช้แล้ว

    ท่านสามารถหาแสตมป์สวยๆ มาสะสมได้อย่างง่ายดาย โดยนำแสตมป์ที่ผนึกอยู่บนซองจดหมายที่มีมาถึงท่าน หรือบุคคลในครอบครัวมาลอกล้างให้หลุดออกจากซอง

    วิธีที่จะทำให้แสตมป์หลุดจากซอง คือ ตัดแสตมป์ให้ห่างจากฟันแสตมป์ประมาณ 2 ซม. แล้วนำไปแช่น้ำสะอาด ไม่นานนักแสตมป์จะหลุดออกมา เมื่อนำแสตมป์ไปผึ่งบนกระดาษที่ซับน้ำได้พอควร แสตมป์จะแห้งหมาดๆ ให้นำแสตมป์ไปใส่ในสมุดหนาๆ และทับไว้ แสตมป์จะเรียบ และแห้งสนิท

    ผู้เริ่มสะสมแสตมป์ มักเลือกสะสมแสตมป์ใช้แล้ว เพราะจะเป็นการประหยัดในการซื้อหา แต่นักสะสมมักประสบปัญหา คือ ไม่สามารถเก็บให้ครบชุดได้ เพราะแสตมป์ที่พบเห็นส่วนใหญ่มักมีราคาต่ำ ซึ่งเป็นอัตราค่าฝากส่งไปรษณีย์ที่ใช้กันภายในประเทศ

    2. สะสมแสตมป์ที่ยังไม่ใช้

    นักสะสมแสตมป์ส่วนใหญ่เมื่อสะสมแสตมป์ใช้แล้ว นานวันเข้ามักจะเปลี่ยนแนวทางในการสะสมมาเป็นการสะสมแสตมป์ที่ยังไม่ใช้ เนื่องจากแสตมป์ยังไม่ใช้เก็บครบชุดได้ง่าย หาซื้อได้สะดวกสบาย เก็บได้จำนวนมากตามความต้องการของผู้สะสม แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะต้องซื้อหามาสะสม แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปแสตมป์ชุดต่างๆ จำหน่ายหมดจากที่ทำการไปรษณีย์ และเคาน์เตอร์จำหน่ายของไปรษณีย์ไทยแล้ว แสตมป์ยังไม่ใช้เหล่านั้น จะมีราคาสูงขึ้น และหายากในเวลาต่อมา เพราะแสตมป์ที่ระลึก และแสตมป์พิเศษ จะไม่มีการพิมพ์เพิ่มเติม

    เมื่อสะสมแสตมป์แล้ว วันเวลาได้ผ่านไป กระดาษชิ้นน้อยๆ กลับทวีคุณค่ามากขึ้น เพราะแสตมป์บางดวงอาจเหลือเพียงหนึ่งเดียวในโลก แสตมป์บางชุดบันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงสำคัญ แสตมป์จึงเป็นของรักของหวงสำหรับผู้สะสมตลอดมา

    3. สะสมแสตมป์เก่า

    บางท่านที่มีทุนทรัพย์ ต้องการทำเป็นงานอดิเรกที่ทำให้เกิดรายได้ทันที ท่านจะต้องเบนเข็มไปหาแสตมป์เก่า ซึ่งแสตมป์พวกนี้ยิ่งเก่ายิ่งมีราคาซื้อหากันสูง ซึ่งสามารถซื้อมา และนำไปขายต่อเพื่อเอากำไรได้ทันที ไม่ต้องเก็บสะสมรอระยะเวลาอย่างเช่นแสตมป์ใหม่ๆ ซึ่งกว่าท่านจะถึงจุดที่เชี่ยวชาญในแสตมป์เก่า ซื้อมาขายไปได้นั้น ท่านก็จะต้องคลุกคลีอยู่ในวงการแสตมป์พอสมควร จำภาพแสตมป์เก่าๆ ให้แม่น ว่าแสตมป์นั้นๆ มีจุดสังเกตเด่นๆ ตรงไหนบ้าง เพื่อกันการโดนหลอกขาย หรือการโก่งราคา

    เทคนิคในการสะสมแสตมป์

    – ควรเลือกซื้อแสตมป์ใหม่ เฉพาะดวงที่คาดว่าจะเป็นที่ต้องการมาก อาจจะเป็นเพราะสวยงามเป็นพิเศษ หรือสำคัญมาก และควรซื้อเป็นแผ่นๆ เพราะเวลาขาย จะได้ราคาดีกว่าเป็นดวงเดียวโดดๆ และรอยปรุจะไม่ชำรุดง่าย
    – ซองแรกจำหน่ายให้เก็บรักษาไว้ให้ดี อย่าให้สกปรกเปรอะเปื้อน อย่าให้แมลงเข้าไปทำลายได้ อย่าเก็บไว้ในที่ชื้น หรือแสงแดดส่องซึ่งจะทำให้แสตมป์ซีดได้
    – อย่าให้รอยปรุ หรือขอบแสตมป์ ชำรุด ฉีกขาด หรือเสียหายได้ และกาวด้านหลังแสตมป์จะต้องอยู่ในสภาพเดิม ไม่ถูกล้างออก
    – ควรเลือกซื้อแสตมป์เก่าของไทย เลือกเฉพาะดวงที่ หายาก หรือสำคัญ และคาดว่าจะมีค่ามากยิ่งขึ้นในอนาคต เช่น แสตมป์ของประเทศอื่น ที่ประเทศไทยนำมาใช้แทน ก่อนที่จะออกแสตมป์ของประเทศไทยเอง เช่น แสตมป์ไทยชุดแรกๆ เช่น แสตมป์เจ้าฟ้า อากรค่าน้ำ ฤชากร ที่ออกในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้น รวมทั้งแสดมป์ของต่างประเทศด้วย ควรเลือกที่หายาก และสำคัญ
    – แสตมป์เก่าของไทย ที่มีตราประทับไปรษณีย์ชัดเจนว่า ส่งมาจากที่ทำการไปรษณีย์ใด หรือจังหวัดใด ก็เป็นที่ต้องการมาก รวมทั้งแสตมป์ตลก และแสตมป์บล็อก 4 ดวง เป็นต้น
    – ซองจดหมายเก่าที่ปิดแสตมป์ พร้อมตราประทับ และจ่าหน้าซองเป็นลายมือเขียน ในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือรัชกาลที่ 6 ก็เป็นที่ต้องการด้วยเช่นกัน
    – ควรศึกษาประวัติของแสดมป์ ทั้งของประเทศไทย และของต่างประเทศให้ดี เพื่อจะได้รู้ถึงความสำคัญของแสตมป์แต่ละดวงอย่างลึกซึ้ง
    – ควรศึกษา และเรียนรู้ด้านการราคาแสตมป์ จากหนังสือคู่มือการสะสมแสตมป์ไทย ที่ระบุราคาแสตมป์ไว้ด้วย ทั้งยังไม่ได้ใช้ และใช้แล้ว ตามแหล่งซื้อขายแสตมป์ เช่น เต้นท์ซื้อขายแสตมป์ หน้าที่ทำการไปรษณีย์กลางบางรัก, ร้านซื้อขายแสตมป์ แถวถนนเจริญกรุง ถนนราชดำริ ถนนสีลม ตลาดนัดสวนจตุจักร รวมทั้งเว็บไซต์ และเว็บบอร์ดเกี่ยวกับแสตมป์

    ปัจจัยในการกำหนดราคาแสตมป์

    – ราคาแสตมป์ที่ยังไม่ใช้ จะสูงกว่าราคาแสตมป์ที่ใช้แล้ว
    – แสตมป์ใช้แล้วที่มีรอยประทับตราเรียบร้อยแต่ไม่เปรอะเปื้อน ราคาจะสูงกว่าแสตมป์ที่ใช้แล้ว ที่ไม่เรียบร้อยและเปรอะเปื้อน
    – แสตมป์ที่มีสภาพดี สมบูรณ์กว่า ราคาย่อมสูงกว่าสภาพที่ไม่ดี ไม่สมบูรณ์
    – รอยปรุ หรือฟันแสตมป์ อยู่ครบสมบูรณ์ ราคาย่อมสูงกว่าที่ชำรุด ไม่สมบูรณ์
    – ต่างประเทศมักจะให้ราคาแสตมป์สูงกว่าในประเทศไทย แต่ควรคำนึงถึงค่าจัดส่งด้วย
    – ถ้านำแสตมป์ไปประมูล ราคาจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ประมูล จะมีทั้งขาดทุน เท่าทุน และได้กำไร

    สรุป

    การสะสมแสตมป์ เป็นสิ่งที่สนุก ถือได้ว่าเป็นงานอดิเรกที่ทำแล้วเพลิดเลิน และเมื่ออยู่กับมันนานๆ ก็มีความเชียวชาญ สามารถนำมาสร้างเป็นรายได้เสริม สร้างรายได้เพิ่มได้ ผมก็ขอให้ร่ำรวยด้วยการสะสมแสตมป์กันทุกท่านครับ

  • วิธีการขายภาพถ่ายให้ประสบความสำเร็จ

    การขายภาพถ่าย

     

    ในสมัยก่อนการถ่ายภาพออกจะเป็นเรื่องยุ่งยาก ค่ากล้องไม่แพงมาก มีตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักพัน ถ้าพูดถึงหลักพันนี่ก็ถือเป็นกล้องโปรแล้ว แต่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะหมดไปกับค่าฟิล์ม ค่าอัด ซึ่งสิ้นเปลืองพอสมควร และพอเห็นรูปก็อาจเซ็งได้ เพราะอาจไม่ดีอย่างที่หวังเอาไว้ จะแก้ไขอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่ได้

    มาสมัยนี้ยุคดิจิตอล กล้องราคาแพงขึ้น ราคากล้องดิจิตอลมีราคาตั้งแต่พันกว่าบาทไปจนถึงหลักหมื่นหลักแสน แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ลดลงไปมาก อย่างค่าฟิล์มก็ไม่ต้องเสีย ค่าอัดรูปเดี๋ยวนี้บางร้านไม่ถึง 2 บาทด้วยซ้ำ ดังนั้นการลงทุนส่วนใหญ่จึงหมดไปกับกล้องและเลนส์เป็นหลัก จะสังเกตเห็นว่าเวลาไปเที่ยวกันเป็นกลุ่ม สมัยก่อนอาจมีคนถือกล้องไปถ่ายสัก 1 – 2 คน ดีไม่ดีกล้องอาจยืมเพื่อนไปด้วยซ้ำ แต่สมัยนี้คนที่ไปเที่ยวมักมีกล้องติดมือไปด้วยทุกคน

    จึงพอสรุปได้ว่ามีคนสนใจในการถ่ายภาพมากขึ้น และเมื่อเราลงทุนซื้อกล้องกันแล้ว ทำไมเราไม่คิดหารายได้จากภาพที่ถ่ายบ้างล่ะ นั่นอาจเพราะหลายคนยังไม่ทราบวิธีการ หรือคิดว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเกินความสามารถของตัวเอง ซึ่งอาจเป็นความคิดที่ผิด ลองมาติดตามวิธีการขายภาพดูก่อนสิครับ

    อุปกรณ์จำเป็นที่ต้องใช้

    อุปกรณ์จำเป็นสำหรับการถ่ายภาพเพื่อนำไปขายนั้นมีดังนี้ครับ

    กล้อง ถ้าจะให้ดีก็ควรใช้กล้อง DSLR (กล้องที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้) หรือถ้าเป็นกล้องคอมแพ็คก็ควรเป็นกล้องระดับโปรหน่อย เพื่อที่จะได้ภาพถ่ายที่มีคุณภาพมากๆ นั่นเอง ส่วนเลนส์ใช้แค่เลนส์คิตที่ติดกล้องมาก็พอไหว แต่ถ้ามีงบเยอะก็ซื้อเลนส์ดีๆ เพิ่มจะยิ่งช่วยให้การทำงานง่ายมากขึ้น เลนส์คิตคือคำเรียกเลนส์ที่บริษัทขายกล้องแถมมาให้กับกล้องเลย ส่วนมากจะเป็นเลนส์ที่มีช่วงมาตรฐานซึ่งคนส่วนใหญ่ใช้กัน ประมาณ 18 – 50 มม. ระยะนี้ถ่ายวิวก็ได้ ถ่ายคนก็โอเค

    ขาตั้งกล้อง เจ้าตัวนี้จะช่วยให้ภาพมีความคมชัด ขาตั้งกล้องราคาไม่แพงนักเมื่อเทียบกับความคุ้มค่า และอายุการใช้งานก็ยาวนานกว่ากล้องเสียอีก

    แฟลช การซื้อแฟลชแยกมาใช้จะดีกว่าใช้แฟลชที่ติดมากับตัวกล้องมาก แต่ราคาแฟลชค่อนข้างแพง ถ้ายังไม่อยากลงทุนก็เอาแค่กล้องกับขาตั้งกล้องก่อนก็พอครับ

    อุปกรณ์จำเป็นก็มีแค่นี้แหละครับ หลาย ๆ คนคงจะมีอยู่แล้ว ก็เอามาใช้ให้คุ้มค่า ดีกว่าปล่อยไว้เฉย ๆ

    ขายภาพที่ไหนดี

    เมื่อเรามีอุปกรณ์แล้ว ถ่ายภาพสวย ๆ มาแล้ว เราจะเอาภาพไปขายกับใครยังไงล่ะ? การขายภาพถ่ายมีหลายช่องทางครับ อย่างแรกที่คนส่วนใหญ่นึกออกก็คือ ขายให้กับหนังสือ ซึ่งส่วนมากมักจะพ่วงไปกับบทความที่เหมาะสมกับหนังสือนั้น ๆ ด้วย อีกทางก็คือการนำภาพถ่ายไปทำโปสการ์ดขายตามสถานที่ท่องเที่ยว หรือที่นิยมกันก็ตลาดประเภทถนนคนเดิน ซึ่งสองวิธีนี้อาจดูยุ่งยากและต้องลงทุนลงแรงเพิ่ม ที่จะขอแนะนำก็คือขายภาพถ่ายแบบออนไลน์ในเว็บไซต์ครับ

    เว็บไซต์ที่ขายภาพถ่ายออนไลน์เรียกกันว่าไมโครสต็อก ที่จริงแล้วไม่ใช่ซื้อขายภาพกันแบบขายขาดนะครับ แต่จะเป็นการให้ผู้ซื้อจ่ายเงินแล้วดาวน์โหลดภาพของเราไปใช้งาน ซึ่งภาพของเราภาพเดียวอาจจะทำเงินให้เรามหาศาลได้ ถ้ามีคนมาดาวน์โหลดไปใช้เยอะ ๆ ส่วนค่าดาวน์โหลดนั้นจะคิดตามขนาดของภาพ ภาพใหญ่ก็แพงกว่า เมื่อมีคนดาวน์โหลดภาพของเรา ทางเว็บก็จะแบ่งส่วนแบ่งให้กับเราตามที่ระบุไว้ในแต่ละเว็บ

    เว็บไมโครสต็อกที่ดัง ๆ ก็เช่น www.istockphoto.com , www.shutterstock.com , www.fotolia.com ลองไปดูรายละเอียด และทำความเข้าใจกับเว็บผู้ให้บริการเสียก่อน เพราะว่ากฎการส่งรูปภาพของแต่ละเว็บนั้นไม่เหมือนกัน และมีรูปภาพหลายประเภทให้เลือกส่ง

    – เมื่อเรามีรูปภาพที่ต้องการขายแล้ว เราเพียง Upload ขึ้นเว็บไซต์ของแต่ละที่ เราก็จะสามารถขายภาพได้โดยทันที โดยที่ทางเว็บไซต์จะทำการโปรโมตให้เอง
    – จากนั้นเราก็รอรับรายได้ผ่านทาง PayPal หรือ check ส่งมาถึงบ้านคุณทันที ง่ายมั้ยหล่ะครับ

    เตรียมภาพให้พร้อมก่อนนำไปขาย

    ภาพที่เราจะนำไปขายในเว็บแต่ละแห่งนั้น ส่วนมากจะต้องผ่านการพิจารณาอย่างเข้มงวดจากทางเว็บก่อน ยิ่งเว็บไหนดังก็ยิ่งตรวจเข้มมาก แต่ถ้าผ่านก็คุ้มครับ ส่วนหลักเกณฑ์ที่เขาจะนำมาตัดสินภาพเราก็จะคล้าย ๆ กันตัวอย่างเช่น

    องค์ประกอบ เขาจะดูว่าภาพของเราจัดองค์ประกอบดีมั้ย มีอะไรขาดอะไรเกินหรือเปล่า

    ความคมชัด ข้อนี้มีความสำคัญมาก ภาพหลายภาพตอนดูแบบย่อเห็นว่าสวย แต่ถ้าขยายดูแบบ 100% กลับกลายเป็นว่าเบลอๆ หรือมีนอยส์มากเกินไป นอยส์จะมีลักษณะเป็นจุดๆ มักเกิดตอนที่เราถ่ายภาพในที่แสงไม่พอ โปรแกรมตกแต่งภาพหลายโปรแกรมสามารถแก้ไขหรือลบนอยส์ได้บ้าง แต่ถ้ามีมากเกินไปก็ช่วยไม่ไหว จึงควรถ่ายภาพให้ชัดเอาไว้ก่อนดีที่สุด

    ความมืดและสว่างของภาพ ภาพถ่ายที่มืดเกินไปจะมีปัญหาเรื่องนอยส์ ภาพถ่ายที่สว่างเกินไปจะมีปัญหาเรื่องรายละเอียดของภาพ สำหรับการดูความมืดความสว่างของภาพโดยรวมนั้นอย่าเชื่อสายตาตัวเองนัก ให้ดูกราฟใน histogram เอาดีกว่า

    ยังมีอีกหลายข้อ ซี่งคงต้องไปดูว่าแต่ละเว็บกำหนดอะไรไว้บ้าง สำหรับการส่งภาพไปให้เขาตรวจนั้น ถ้าไม่ผ่านมักมีคำแนะนำกลับมาด้วยว่าไม่ผ่านเพราะอะไร ซึ่งเป็นการดีที่เราจะได้นำไปแก้ไขในคราวหลัง

    ภาพประเภทไหนที่ขายได้บ้าง

    นอกจากภาพถ่ายแล้ว ภาพงานกราฟฟิกประเภทเว็คเตอร์ที่สร้างด้วยโปรแกรมอย่าง illustration ก็สามารถนำไปขายได้เช่นกัน คนที่มีไอเดีย มีฝีมือแต่ไม่มีกล้องก็ลองสร้างภาพด้วยวิธีนี้ไปเสนอขายดู

    ส่วนภาพถ่ายไม่ว่าจะเป็นภาพวิว ภาพข้าวของเครื่องใช้ ภาพสัตว์ ภาพอาคาร ภาพบุคคล ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ขายได้ทั้งสิ้น แต่สำหรับภาพที่มีคนอยู่ในภาพจะต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าตัวก่อนนะครับ

    สำหรับคนที่สนใจอยากขายภาพในเว็บไซต์ไมโครสต็อก ขอแนะนำให้ไปหาซื้อหนังสือมาอ่านเพิ่มเติม มีหนังสือหลายเล่มที่สอนเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียด ตั้งแต่วิธีสมัครไปจนถึงวิธีรับเงินกันเลยทีเดียว

    หลายคนอาจคิดว่าทำไมค่าดาวน์โหลดถูกจัง นั่นก็เพราะภาพที่เราส่งไปขายในเว็บไซต์นั้นเป็นการให้สิทธิ์ในการดาวน์โหลดไปใช้แค่นั้นเอง ส่วนภาพยังเป็นของเรา เรายังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เต็ม ๆ ส่วนถ้าใครสนใจอยากขายภาพแบบขายขาด หรือขายลิขสิทธิ์ด้วยนั้นคงต้องประกาศขายเอง ซึ่งก็มีคนทำอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นระดับมืออาชีพ ในส่วนของมือสมัครเล่นอย่างเรา ๆ นั้นมาขายภาพในเว็บไมโครสต็อกจะง่ายกว่าครับ

  • วิธีเปิดร้านขายสเต็กให้ประสบความสำเร็จ

    สเต็ก

     

    หนึ่งในอาหารของเหล่ามหาชนคนไทย ที่ไปร้านไหนก็ต้องแน่นเอี๊ยดนั่นก็คือ สเต็กนั่นเองครับ ผมเองก็เป็นคนชอบทานสเต็กเหมือนกัน หลาย ๆ ร้านก็มีสูตรที่ต่าง ๆ กันไป วันนี้ผมจะพาทุก ๆ ท่านที่อยากรวยกับธุรกิจสเต็ก มาเรียนรู้กันว่า ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้กันครับ

    บ่อยครั้งนักที่การจะทำธุรกิจอะไรนั้น จะต้องมีเรื่องของทำเลที่ตั้งเป็นอันดับแรก อาหารดีทำเลแย่ ก็ขายไม่ออก ทำเลดีอาหารแย่อาจจะขายได้ (แต่คงไม่กลับมาอีกรอบแน่นอน) เพราะฉะนั้นทำเลสำคัญมากครับ หาที่ ๆ จอดรถได้ด้วยยิ่งดี เพราะลูกค้าจะต้องจอดรถมารับประทานอย่างแน่นอน หรืออาจจะเลือกทำเลที่ติดกับรถไฟฟ้า หรือป้ายรถเมล์ยิ่งดีครับ

    อันดับต่อไป คุณอาจจะต้องตัดสินใจซักนิดก่อนว่า จะเลือกเป็นแฟรนไชส์ หรือ ทำด้วยตนเอง ถ้าเลือกแฟรนไชส์ ก็แนะนำสเต็กลุงหนวดเลยครับ คนรู้จักเยอะแยะ ขายดีแน่นอน (ติดต่อได้ที่ร้านลุงหนวดที่แรก แถวประชาชื่น ซึ่งเป็นร้านแรกที่เปิดขาย steak ลุงหนวด ขึ้นรถสาย 66 บอกกระเป๋า ลงที่หน้า รร.ประชาอุปถัมภ์ ทางเข้าการเคหะท่าทราย ร้านจะเปิดราว 1 ทุ่ม ได้พบและคุยกับคุณลุงแน่ ๆ ร้านหยุดทุกวันอาทิตย์ และ ทุกวันที่ 20 นะครับ เบอร์โทร ติดต่อลุงหนวด โทร. 02-591-7109 , 02-5881814 , 081-8322498)

    ถ้าเลือกทำด้วยตนเองก็เหนื่อยนิดนึงครับ ซื้อกระทะขนาดใหญ่ จาน ส้อมและมีด ก็ขึ้นอยู่กับเราอีกแหล่ะครับว่ามีต้นทุนประมาณไหน แล้วก็ซื้อโต๊ะ เก้าอี้ ของแต่งร้าน ถ้าเป็นร้านแบบ Outdoor ควรมีร่มด้วยนะครับ เผื่อฝนตก แดดออกช่วยคุณได้ จัดร้านอะไรเรียบร้อยแล้วก็ไปเลือกเนื้อกันครับ อาจจะนำมาหมักด้วยตัวเอง ลองสูตรด้วยตัวเองก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าไม่อยากเหนื่อยมากก็ซื้อแบบสำเร็จรูปก็ได้ครับ แต่ต้นทุนจะแพงขึ้นมาอีกหน่อย

    เครื่องเคียงก็สำคัญเช่นกันนะครับ พวกผักต่าง ๆ เฟรนช์ฟราย ขนมปังปิ้ง แล้วแต่ต้นทุน และความชอบเลยครับ
    ในส่วนของราคานั้น ส่วนใหญ่ถ้าต้นทุนไม่สูงก็เริ่มต้นที่ 39 บาท มากสุด ก็ไม่น่าจะเกิน 100 บาท เว้นแต่เป็นร้านที่อิมพอร์ตเนื้อมาอย่างดี อันนี้ก็แล้วแต่กรณีครับผม

    เรียบร้อยแล้วครับ ร้านสเต็ก อาจจะไม่ครบถ้วนทุกกระบวนการ แต่ก็พอจะเปิดได้แล้วแหล่ะ
    ขอให้ร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • วิธีบริหารเงินเดือนอย่างไรให้เหลือเก็บ

    คำถามสุดคลาสสิคสำหรับคนทำงานคือ จะบริหารเงินเดือนอย่างไรให้เหลือเก็บ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อาจจะมีปัญหาด้านการเงินไม่มีเงินเหลือเก็บเลย อาจจะใช้เงินเป็นเดือนชนเดือน หรือใช้เงินเดือนหมดก่อนสิ้นเดือนนั้น เราอาจจะต้องหาสาเหตุก่อนว่าทำไม่ถึงไม่มีเงินเก็บ โดยทั่วไปแต่ละคนก็จะมีการบริหารจัดการด้านการเงินแตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าทำงานในกรุงเทพก็อาจจะใช้เงินในการดำเนินชีวิตมากกว่าในต่างจังหวัด เพราะค่าครองชีพจะสูงกว่า และค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ต้องมากขึ้นตามไปด้วย

    รูปแบบแผนของการออมหรือการเก็บเงินในแต่ละเดือนนั้นถ้าสามารถทำได้ก็ควรที่จะเก็บอย่างน้อย 10 % ของเงินเดือนที่เราได้รับ และในส่วนที่เหลือก็อาจจะเป็นค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่จำเป็น เช่น ค่าเช่าหอพัก ค่าเดินทางไปทำงาน ค่าอาหาร และค่าซื้อของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่าง ๆ ในบ้าน เป็นต้น แต่ที่เป็นปัญหาสำหรับคนที่ไม่มีเงินเหลือเก็บหรือเดือนชนเดือนนั้น จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเติมขึ้นมา เช่น ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนบ้าน ค่าหนี้บัตรเครดิต และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในด้านการสังสรรค์ เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เราสามารถที่จะควบคุมได้

    ในที่นี้หมายถึงเราต้องตรวจสอบตัวเองว่า ถ้ามีหนี้ตรงนี้ขึ้นมาเราจะบริหารจัดการอย่างไรให้ไม่ส่งผลกระทบต่อเงินเก็บ หรือเงินออมของเราที่ต้องมีไว้ใช้ในโอกาสที่จำเป็นหรือฉุกเฉินในอนาคต ซึ่งนั้นคือโจทย์ที่สำคัญที่เราต้องบริหารให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

    ทางเลือกอีกทางหนึ่งที่สามารถควบคุมการใช้จ่ายก็คือ การฝากเงินเข้าธนาคารในรูปแบบของการฝากประจำ ซึ่งนอกจากจะสร้างวินัยด้านการเงินให้กับตัวเองแล้ว ยังจะดอกเบี้ยอีกด้วยซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนอีกทางหนึ่งด้ว ยแม้ว่าดอกเบี้ยจะไม่มากเท่าไหร่ก็ตามถ้าฝากในจำนวนที่ไม่เยอะ แต่ถ้ามีโอกาสฝากเงินจำนวนมากขึ้นเท่าไหร่ ดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นตามเงินที่ฝาก แต่ก็คงต้องระมัดระวังด้วย เพราะอาจจะเกิดปัญหาได้เหมือนกันถ้าเราเพิ่มจำนวนเงินฝากมากไป ก็อาจจะเกิดปัญหาตามมาได้เช่นกัน ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาเกี่ยวกับเรื่องการบริหารเงินเดือนให้เหลือเก็บ ก็คงพอจะทราบว่าขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลจริง ๆ ไม่มีข้อใดที่ตายตัว แต่สึ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรตระหนักถึงก็คือ คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ เราควรที่จะใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด

    เรามาดูกันดีกว่าครับ ถ้าเราจะบริหารเงินเดือนกันแบบจริงๆ จัง ในแต่ละวันเรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

    1. ค่ากิน ทุกวันนี้ค่ากินขั้นต่ำ 100 บาทต่อวัน ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ผ่านแบบเฉียดฉิว เพราะค่าข้าวสมัยนี้มื้อเดียวก็จะห้าสิบบาทแล้วครับ สามสิบบาทคือมาตรฐาน และข้าวมื้อหนึ่งไม่ได้มีสารอาหารครบโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกผัก และผลไม้ ซึ่งคุณจะต้องซื้อผลไม้มากินเพิ่มเอง ยิ่งถ้าเป็นพวกอาหารเพื่อสุขภาพ ค่ากับข้าวก็จะแพงขึ้นไปอีก ก็ต้องเลือกนะครับ เราต้องกินอาหารที่ดีเพื่อสุขภาพที่ดี เพี่ะถ้าเรากินกับข้าวที่ไม่มีสารอาหาร แล้วเราป่วย เราก็ต้องเอาเงินไปหาหมอ ซึ่งนั่นก็ไม่คุ้มค่าเลยครับ

    2. รายจ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือนเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต อย่างน้อยประมาณ 3,000 บาทขึ้นไปแน่นอน

    3. ค่าสิ่งอุปโภคบริโภคในบ้าน เช่น สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ยาสระผม โรลออน น้ำหอม น้ำยาล้างห้องน้ำ ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม และอื่น ๆ อีกมากมาย พวกนี้อาจจะซื้อแค่เดือนละครั้ง แต่โดยรวม ๆ ก็ต้องมี 1,000 บาทขึ้นไป (ค่าใช้จ่ายตรงนี้คุณก็ไม่ได้คิดเช่นกัน)

    4. ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์หรือการเดินทาง โอเคของคุณมีค่าผ่อนบ้าน+รถ แต่ไหนค่าน้ำมันล่ะครับ ค่าน้ำมันเดือนนึงผมว่าอย่างน้อยต้องมีประมาณ 3,000 บาทขึ้นไป เพราะเติมน้ำมันครั้งหนึ่งก็ 500-1,000 บาทไปแล้วครับ ซึ่งถ้าไม่มีรถ ก็ต้องเสียค่ารถเมล์ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไม่ก็ค่าแท๊กซี่หรือค่ารถไฟฟ้าอยู่ดี

    5. ค่าใช้จ่ายในการเอนเตอร์เทน อย่างน้อยเราก็คงต้องไปกินข้าวหรือดูหนังกับเพื่อนเดือนละครั้ง ก็ต้องมี 500 บาทเป็นขั้นต่ำ (ถึงจะไปคนเดียวก็ควรจะมีซัก 500 บาทอยู่ดี ไม่งั้นเที่ยวไม่สบายใจ) แต่ถ้ามีแฟนก็ครั้งละ 1,000 ขึ้นไปแน่นอน (แล้วมีแฟนเนี่ยมันจะไม่ใช่เดือนละครั้ง อย่างน้อยต้องอาทิตย์ละครั้งโดยเฉพาะช่วงที่เพิ่งคบกันใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นถ้ามีแฟน เตรียมไว้เถอะอย่างน้อยเดือนละเกือบ 10,000 บาท) และในสังคมทำงานหรือเรียนโทก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเข้าสังคมเพิ่มเข้ามาอีก จะไม่จ่ายก็ได้ครับ แต่ก็อยู่ในสังคมลำบากหน่อย (และเป็นค่าใช้จ่ายที่ทุเรศมาก เพราะบางครั้งเราไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ก็ต้องจ่ายเพราะสังคมมันบีบบังคับเรา)

    วิธีการบริหารเงินเพื่อความมั่นคงในชีวิต

    วิธีการบริหารจัดการเงินเพื่อความมั่นคงในชีวิต “เงิน” เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิตของคนเรา คนส่วนใหญ่ทำงานหาเงินก็เพื่อให้ได้เงินมามากๆ เพราะคิดว่าเมื่อมีเงินก็จะสร้างความสุขสบายในชีวิตได้มากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงคนที่หาเงินมาได้ส่วนใหญ่กลับไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย หรือเมื่อมีรายได้มากๆก็มักจะไม่เก็บออมแต่จะนำเงินไปซื้อความสะดวกสบายให้กับตนเองเช่น นำเงินที่ได้ไปซื้อบ้าน ซื้อรถ

    บางคนเพียงที่มีรายได้ประจำมากขึ้นก็จะนำเงินที่เก็บไปซื้อสิ่งของหรือสินค้าเงินผ่อน ซึ่งนอกจากจะไม่มีเงินเหลือเก็บแล้วยังเป็นการสร้างหนี้หรือนำเงินในอนาคตมาใช้ก่อนอีกด้วย นั้นอาจเป็นเพราะคนเราคุ้นเคยกับการใช้เงินก่อนที่จะหาเงินมาได้นั้นเอง

    การบริหารเงินจึงมีความสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนเราเป็นอย่างมาก เพราะหากเราไม่สามารถบริหารเงินได้เราก็จะไม่สามารถใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนที่เราจะวางแผนในการบริหารเงินสิ่งสำคัญที่จะต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือสำรวจตัวเองก่อนว่า “เรามีเงินไม่พอใช้ หรือเราใช้เงินไม่พอ” ความหมายก็คือการมีเงินไม่พอใช้หมายถึงการหาเงินหรือมีเงินไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตแต่การใช้เงินไม่พอหมายถึงเราหาเงินมาได้เท่าไหร่หรือมีเงินมากแค่ไหนก็ไม่เคยเพียงพอต่อความต้องการของตนเองในการนำไปใช้จ่าย

    เมื่อเราทราบปัญหาแล้วก็นำปัญหานั้นมาวางแผนเพื่อบริหารเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้เรามีเป้าหมายในการใช้เงินที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์มากขึ้น การบริหารเงินไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากเพราะทุกคนผ่านการบริหารเงินมาแล้วแต่อาจไม่รู้ตัว เช่น การที่เราวางแผนว่าวันนี้เราจะใช้เงินซื้ออะไร ใช้เงินอย่างไรให้เพียงพอจนถึงสิ้นเดือน หรือเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือน

    วิธีบริหารเงินมีหลายรูปแบบไม่มีวิธีการหรือกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว แนวทางการบริหารเงินของแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับรายได้และภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบทางการเงิน คนที่มีรายได้มากอาจมีวิธีบริหารเงินเพื่อให้มีเงินเหลือเก็บหลายรูปแบบ สำหรับคนที่มีรายได้น้อยและอาจไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายมักจะไม่ให้ความสำคับกับการบริหารเงินหรือเก็บออมเงิน การที่คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับการบริหารเงิน เพราะมีแนวคิดว่าการบริหารเงิน คือการใช้เงินที่มีอยู่อย่างประหยัด ให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่าย มากกว่าการหารายได้

    เมื่อมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย มักจะโทษปัญหาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา หากทุกคนมีแนวคิดในการหารายได้ ให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้ การบริหารเงินก็จะตามมาได้เอง แนวคิดในการบริหารเงินเพื่อให้มีเงินเหลือเก็บที่ทุกคนควรยึดเป็นแนวทางปฏิบัติก็คือ

    1. บริหารเงินเพื่อเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เป็นการบริหารที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เช่นเก็บออมไว้ใช้ยามเจ็บป่วย ตกงาน หรือมีความจำเป็นสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน การบริหารเงินแบบง่ายๆและเป็นวิธีที่ดีก็คือ การทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้หรือคิดว่ารายได้ไม่เหลือพอที่จะนำไปใช้ส่งเบี้ยประกัน ซึ่งความจริงแล้วถ้ามีการบริหารเงินที่เป็นระบบการทำประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพเป็นวิธีออมเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉินได้ดีที่สุด การออมเงินหรือเก็บเงินจากรายได้ไว้ 10 เปอร์เซ็นต์ทุกครั้ง เพื่อนำมาจ่ายประกันหรือเก็บไว้ยามฉุกเฉิน บางคนอาจมีข้อโต้แย้งว่ามีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายซึ่งหากหักอีกร้อยละ 10 ก็เท่ากับเพิ่มค่าใช้จ่ายให้มากขึ้นหากมองในมุมบวกวิธีนี้เป็นการกระตุ้นการทำงานเพื่อให้เกิดรายได้มากขึ้น

    2. บริหารเงินเพื่อให้เหลือเก็บออม การบริหารเงินให้เหลือเก็บมีหลักการบริหารง่ายๆ ที่หลายคนทราบดีอยู่แล้ว คือไม่ใช้เงินเกินรายได้ที่มีอยู่หากมีความจำเป็นต้องใช้ควรเลือกซื้อหรือเลือกใช้ในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน และต้องไม่สร้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หากเรายังไม่มีความพร้อม เช่นการซื้อรถยนต์เงินผ่อนเพราะนอกจากจะต้องผ่อนชำระงวดรถแล้ว ยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันเพิ่มขึ้น หลายคนลืมคิดถึงภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้เพราะขาดการบริหารเงินที่ดี

    3. บริหารเงินเพื่อความมั่นคงในชีวิต หากเรามีการบริหารการเงินอย่างเป็นระบบ เช่น เมื่อบริหารเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินและมีเงินเก็บออมไว้ใช้ได้แล้ว ทุกคนก็คงต้องการความมั่นคงในชีวิต อาจมีการลงทุนเพิ่มหรือเริ่มต้นทำธุรกิจ ซึ่งอาจประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวได้ตลอดเวลา ดังนั้น คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่คือคนที่มีความมานะอดทน มีความเพียรพยามยาม เปิดใจเรียนรู้ทุกรูปแบบ และต้องมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนแรกอาจมีการเรียนผิดเรียนถูกบ้าง จึงต้องค่อยๆเริ่มจากเล็กไปใหญ่เพื่อลดอัตราความเสี่ยงหรือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้อกจากนั้นก็ยังทำให้เราได้เรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไปซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในที่สุด

    ความไม่แน่นอนในชีวิตเป็นเหตุผลสำคัญที่คนเราต้องบริหารการเงิน เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉินหลักการบริหารเงินเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนสามารถนำไปปฏิบัติได้ทุกคน แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความมีระเบียบวินัยและความมุ่งมั่น ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนทำได้ครับ

error: Content is protected !!