Blog

  • เครดิตบูโรคืออะไร และวิธีเช็คเครดิตบูโรของตัวเองอย่างง่ายๆ

    สำหรับในบทความนี้ ผมก็จะขอไขข้อสงสัยเกี่ยวกับศัพท์ทางการเงิน ที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ ซึ่งศัพท์คำนี้ก็คือ เครดิตบูโร ซึ่งท่านที่จะกำลังจะไปสมัครบัตรเครดิต หรือบัตรกดเงินสด หรือขอสินเชื่อทางธุรกิจ ก็จะต้องมาทำความรู้จักกับคำว่าเครดิตบูโรกันก่อนนะครับ เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะไปสมัคร เราจะได้ไม่ต้องได้ยินคำว่า “คุณสมัครไม่ผ่าน ติดเครดิตบูโรนะครับ” แล้วก็กลับบ้านมือเปล่า

    เอาหล่ะครับ มาเริ่มกันเลยครับ

    ข้อมูลทั่วๆ ไปเกี่ยวกับเครดิตบูโร

    – เครดิตบูโร ภาษาอังกฤษ คือคำว่า Credit Bureau ที่เรียกกันสั้นๆ ติดปากว่า บูโร จริงๆ แล้วชื่อเต็มคือ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือชื่อในภาษาอังกฤษ คือ National Credit Bureau (เนชั่นแนล เครดิต บูโร) เราเรียกบริษัทนี้กันสั้นๆ ว่า บูโร

    – บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เป็นองค์กรที่ได้รับใบอนุญาติ และประกอบธุรกิจการให้ข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน ภายใต้กรอบของกฎหมาย ที่เรียกกันว่า พรบ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545

    – บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ คือ บรืษัทที่เป็นตัวกลางในการจัดเก็บข้อมูลทางธุรกรรมการเงิน ของสมาชิก ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ก็คือ ธนาคารต่างๆ และสถาบันการเงินต่างๆ มีบริการตรวจสอบข้อมูลทางเครดิต จะมีรายงานการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี โดยข้อมูลทางการเงินของเราก็จะได้มาจากธนาคารต่างๆ และสถาบันการเงินต่างๆ ด้วยกันเองที่เป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาตินี้

    – ข้อมูลที่บริษัทจัดเก็บมาทำเครดิตบูโร มีอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า เช่น ชื่อที่อยู่ วันเดือนปีเกิด อาชีพ เลขบัตรประชาชน ส่วนที่สองคือ ประวัติทางการเงินของเรา จะเช็คข้อมูลเกี่ยวกับหนี้สินของเรา ว่ามีหนี้ที่ธนาคารไหนบ้าง สถาบันการเงินไหนบ้าง อย่างนี้เป็นต้น

    – เช็คเครดิตบูโร คือ การเช็คประวัติทางการเงินของเรา ว่ามีหนี้ดี หรือหนี้เสีย อย่างไรบ้าง มีภาระหนี้ขนาดไหน เวลาจ่ายคืน จ่ายตรง หรือไม่ตรง สมมติเราไปกู้เงินธนาคาร A ทางธนาคาร A ก็จะไปเช็คประวัติทางการเงินของเรา ผ่านบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ โดยใช้ข้อมูลอ้างอิงจากธนาคาร B ธนาคาร C ธนาคาร D หรือสถาบันการเงินอื่นที่เราเคยไปทำมาก่อน เมื่อเช็คดูแล้วประวัติทางการเงินดี ไม่มีหนี้ตกค้าง ชำระหนี้เก่าตรงเวลา ทางธนาคาร A เค้าก็จะให้ผ่าน แต่ถ้าติดหนี้ ธนาคาร B หรือสถาบันการเงินอื่นๆ ถ้าเห็นว่าจะกู้เงินก้อนใหม่ไปโปะก้อนเก่า หมุนกันไปหมุนมา ถ้าแบบนี้ทางธนาคาร A ก็อาจจะไม่ให้เรากู้เงินได้

    – ถ้าเราไปทำธุรกรรมทางเงิน แล้วทางธนาคาร หรือสถาบันทางการเงิน บอกว่า คุณติดเครดิตบูโร แสดงว่าเรามีหนี้ที่ยังค้างชำระ หรือชำระครบแล้ว แต่จ่ายไม่ตรงเวลา ต้องทวงแล้วทวงอีก อย่างนี้เราไปจะกู้อีกหลายๆ ที่ก็ไม่ผ่าน เพราะทางธนาคาร และสถาบันทางการเงิน ใช้ข้อมูลอ้างอิงเดียวกัน เราจึงจำเป็นต้องไปเคลียหนี้อันเก่าให้หมดก่อน ส่วนท่านที่จ่ายช้าเป็นประจำ ติดเครดิตบูโร แต่เคลียหนี้เก่าไปแล้ว อันนี้ก็ต้องลุ้นว่าทางธนาคาร หรือสถาบันทางการเงิน จะให้ผ่านหรือไม่ ถ้าให้ผ่าน อันนี้เราก็ต้องแก้ไขพฤติกรรมการจ่ายหนี้ ให้จ่ายให้ตรงเวลา มิเช่นนั้นเราจะติดเครดิตบูโรหลายๆ ที่ จนเราไม่สามารถกู้เงินใดๆ จากธนาคาร หรือสถาบันทางการเงินได้เลย

    – ทางบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติธุรกรรมทางการเงินที่เราไปสมัคร ทางบริษัทให้เพียงข้อมูลทางการเงินของเราเท่านั้น ผู้อนุมัติธุรกรรมทางการเงินก็คือ ธนาคาร หรือสถาบันทางการเงิน ที่เราได้ไปสมัครไว้นั่นเอง

    – ติดเครดิตบูโร ไม่เกี่ยวกับการค้างจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ หรือค่าอินเตอร์เน็ต หรืออื่นๆ ในชีวิตประจำวัน เครดิตบูโรจะเกี่ยวกับการกู้หนี้ยืมสินจากธนาคาร และสถาบันทางการเงินเท่านั้น

    – ขอดูเครดิตบูโรของคนอื่นได้มั้ย ต้องตอบเลยว่าไม่ได้ครับ ถ้าคุณต้องการดูเครดิตแทนคนอื่น เค้าคนนั้นต้องทำหนังสือมอบอำนาจมาให้เราครับ

    วิธีการเช็คข้อมูลเครดิตบูโรของตัวเราเอง

    สำหรับบุคลลธรรมดา สามารถขอดูเครดูบูโรของตนเองได้ ดังนี้

    1. ยื่นคำขอตวรจสอบเช็คเครดิตบูโรผ่านศูนย์ตรวจเครดิตบูโร สาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ อยู่ที่สาขาสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง และที่สาขาอาคารกลาสเฮ้าส์ อยู่ที่ปากซอยสุขุมวิท 25 และที่สาขาห้างเจเวนิว

    – ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาสำนักงานใหญ่ อาคาร 2 ชั้น 2 ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00- 16.30 น. หยุดวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
    – สาขาอาคารกลาสเฮ้าส์ (ชั้นใต้ดิน) ปากซอยสุขุมวิท 25 ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00- 16.30 น. หยุดวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
    – สาขาสถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง (ด้านในสถานี) ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00- 18.00 น. หยุดวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
    – สาขาห้างเจเวนิว (นวนคร) ติดโรงพยาบาลนวนคร ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00- 18.00 น. หยุดวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
    – ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ (ส่วนหน้า) ในวันอังคารถึงพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 08.30- 15.30 น. เว้นวันหยุดทำการของธนาคาร
    – สาขา G point (ห้างเซ้นทรัล เวิลด์ โซนจิวเวลรี่ ชั่น 1 (JW 107) ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 11.00- 18.00 น. หยุดวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

    2. ยื่นคำขอตวรจสอบเช็คเครดิตบูโรผ่านเคาน์เตอร์ของธนาคารธนชาต ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ได้ทุกสาขา ทางบริษัทจะจัดส่งรายงานผ่านทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนภายในระยะเวลา 7 วัน

    3. ยื่นคำขอตวรจสอบเช็คเครดิตบูโร ผ่านตู้เอทีเอ็ม สามารถทำได้ผ่านตู้เอทีเอ็มของธนาคารไทยพานิช และธนาคารกรุงไทย ถ้าท่านใดเป็นลูกค้าของทั้งสองธนาคารนี้ ก็สามารถยื่นขอได้ แต่ขอได้เฉพาะข้อมูลเจ้าของผู้ถือบัตรเท่านั้น บริษัททางจะจัดส่งรายงานทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนภายในระยะเวลา 7 วัน

    4. ยื่นคำขอตวรจสอบเช็คเครดิตบูโร ผ่านระบบออนไลน์ (Internet Banking) ทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ของธนาคารกรุงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา และเราจะต้องมีบัตรเอทีเอ็มของทางธนาคารด้วย เพราะต้องใช้ข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มเพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบผ่านผ่านระบบออนไลน์ บริษัททางจะจัดส่งรายงานทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนภายในระยะเวลา 7 วัน

    สำหรับนิติบุคคล สามารถตรวจสอบเครดิตบูโร ได้ที่ ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร สาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ รับรายงานภายใน 15 นาที หรือรับผ่านทางไปรษณีย์ ทางบริษัทจะจัดส่งรายงานผ่านทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียน ภายในระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่บริษัทได้รับเอกสารครบถ้วน

    อัตราค่าธรรมเนียมในการตรวจเช็คเครดิตบูโร

    ในปัจจุบันบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติได้กำหนด ค่าบริการในการตรวจเช็คเครดิตบูโรไว้ดังนี้
    – บุคคลธรรมดา 100 บาทต่อ 1 ฉบับ ต่อครั้ง
    – นิติบุคคล (บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน) 200 บาทต่อ 1 ฉบับ ต่อครั้ง

    เอกสารประกอบการตรวจสอบเครดิตบูโรกรณีเดินทางไปตรวจสอบด้วยตนเอง

    – บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง หรือหนังสือเดินทางตัวจริง
    – หลังจากที่เราได้ยื่นเอกสาร และชำระค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบข้อมูลเครดิตต่อเจ้าหน้าที่ของบริษัท เราก็สามารถรอรับข้อมูลได้เลย หรือถ้าเราไม่สะดวกที่จะรอ ก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ให้จัดส่งทางไปรษณีย์ได้ โดยจะต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่ม 20 บาท

  • ดูแลตัวเองด้วยอย่ามัวแต่ทำงานอย่างเดียว

    นี่ก็เป็นบทความเกี่ยวกับการดูแลตัวเองที่ผมอยากให้ทุกท่านได้อ่าน เผื่อจะเป็นข้อคิดที่ดีให้กับท่านผู้อ่านทุกท่านนะครับ

    ถ้าการทำงานหนักทำให้เรามีเงินมากมาย แต่ความสุขในชีวิตกลับหล่นหายไปพร้อมกัน การแลกทั้งชีวิตแบบนั้น มันคุ้มค่าจริงแล้วหรือ ตราบใดที่เรายังคงต้องดำเนินชีวิตต่อไป การเดินบนทางที่บางครั้งก็เต็มไปด้วยความทุกข์จึงเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง เพราะไม่ว่าชีวิตใครก็ล้วนแต่แขวนไว้บนเส้นด้ายแห่งความทุกข์และความสุขไปควบคู่กันทั้งนั้น นี่เป็นความจริงที่เราต่างก็พบเจอและรู้กันดีอยู่แล้ว

    ผมจึงคิดว่าหากเราไม่อาจปฏิเสธความทุกข์ที่เข้ามาเยือนชีวิตได้ ถ้าอย่างนั้น เราก็เปิดรับมันเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง เพื่อให้อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือเป็นสัดส่วนของความสุขที่ควรจะมีอยู่ในหัวใจเราบ้างดีไหม อย่างการที่เรามุ่งหน้าตั้งตาทำงานอย่างหนัก ทั้งที่สิ่งได้รับระหว่างวันล้วนคือ ความทุกข์ เพราะเราอาจจะเร่งหาเงิน และที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อหวังทำคะแนนโบนัสพิเศษในปลายปีให้เจ้านายได้เห็นคุณค่าในผลงานที่ทำ อีกทั้งการทำงานล่วงเลยเวลา แม้จะคิดว่านั่นเป็นงาน OT ที่จะปรับตัวเลขเงินให้พุ่งยอดสูงขึ้น หากเราจะรู้ตัวด้วยไหมว่า การทำเช่นนั้นมันเท่ากับเรากำลังปรับอัตราความทุกข์ให้เพิ่มปริมาณสูงขึ้นตามด้วยเช่นกัน

    แล้วมันจะคุ้มหรือ ถ้าหากสุดท้ายวันหนึ่งเรากลับป่วยหนัก ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลทั้งที่วันนั้นเรามีเงินเก็บในบัญชีที่มีตัวเลขให้ยิ้มได้อย่างภูมิใจ หากแท้จริงเมื่อโรคร้ายรุมเร้า เราไม่อาจยิ้มอย่างเต็มที่ได้เลย มันคงไม่คุ้มค่าแน่ใช่ไหมที่เราไม่ดูแลตัวเองเลย ถ้าหากเงินทั้งหมดที่หามาได้ต้องหมดไปกับการรักษาตัวของเรา ใช่แล้วครับหลายคนมองเห็นคำตอบอย่างชัดเจนที่สุดว่าไม่คุ้ม หากแต่ในขณะที่เรากำลังมีแรงพลัง หลายคนก็ยังตั้งหน้าตั้งตาทำงานเช่นนี้ไม่ยอมหยุดพัก ไม่ดูแลตัวเอง

    เงินไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต

    ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟังครับ คุณยายท่านหนึ่ง สมัยก่อนท่านทำงานค้าขายเสื้อผ้าอย่างหนัก นับตั้งแต่ช่วงวัยที่คุณยายเป็นสาวท่านก็อดทนทำงานแบกผ้าหามผ้าเร่ขาย ตากแดดตากลม แม้เหนื่อยเพียงไหน หากก็ไม่ยอมหยุดพักสักนิด นั่นก็เพราะสิ่งจูงใจที่เรียกว่า ‘เงิน’ คุณยายเชื่อว่าการมีเงินเยอะๆ สามารถตอบแทนความสุขที่เฝ้าหามาทั้งชีวิตได้ หากที่สุดแล้ว เมื่อคุณยายต้องอดทนทำงานหนักเพื่อเก็บเงินเป็นระยะเวลามาเกือบทั้งชีวิต จนตอนนี้คุณยายอายุได้กว่า 70 ปีและหยุดค้าขายอย่างลำบากนั่นแล้ว หากสุดท้ายผมก็พบว่าคุณยายท่านนี้เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลบ่อยครั้งมาก โรงพยาบาลแทบจะกลายเป็นบ้านหลังที่สอง ห้องไอซียูแทบจะเป็นห้องนอนที่คุณยายพักผ่อนหลับนอนโดยมีทีมแพทย์พยาบาลคอยเฝ้าดูแลอาการอย่างใกล้ชิด เวลาคุณยายออกจากโรงพยาบาลกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านตามปกติ และในทุกครั้งที่คุณยายจะเดินทางไปไหนก็ตาม ลูกหลานก็จะคอยประคองคอยดูแลอยู่ใกล้อย่างเป็นห่วงเสมอ

    ในขณะที่เงินเก็บในบัญชีคุณยายซึ่งได้มาจากการทำงานหนักมาทั้งชีวิตนั้นต่อให้มีค่ามหาศาลมากมายเพียงไหน หากมันก็ไม่พอที่คุณยายจะซื้อหาความสุขเพื่อปรนเปรอชีวิตตัวเองในยามบั้นปลายได้ น่าเสียดาย ที่คุณยายเฝ้าเพียรแลกทำงานอย่างหนักเพื่อแลกมากับสิ่งที่ทุกคนเรียกว่า ‘เงิน’ กลับไม่อาจซื้อสุขภาพที่แข็งแรงให้ชีวิตคุณยายได้เพราะคุณยายกลับต้องนำเงินเหล่านั้นมารักษาชีวิตตัวเองอยู่ตลอดเป็นระยะเวลาหลายปีทีเดียว นั่นเป็นเพราะคุณยายท่านนี้ได้หาเงินอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้ดูแลตัวเองเลย

    ผมเชื่อว่าการทำงานหนักเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันมอบเงินเดือนและเลี้ยงชีวิตเราได้ แต่การทำงานอย่างมีความสุข ย่อมไม่ใช่ความหมายเดียวกันกับการทำงานอย่างหนักจนลืมดูแลตัวเอง หรือของสุขภาพตัวเองแน่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เพราะถ้าหากเราไม่คิดจะแบ่งเวลามาบริหารความสุขในแต่ละวันให้เกิดขึ้น ให้ชีวิตตัวเองได้พักผ่อนเต็มที่บ้าง ให้การทำงานดำเนินไปพร้อมกับการเก็บเกี่ยวความสุขใส่กระเป๋าหัวใจไปด้วย มันจะไม่ดีกว่าหรือ อย่างน้อยการที่เรามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่แม้แต่เงินก็หาซื้อไม่ได้

    เรื่องราวของคุณยายทำให้ผมคิดไปว่า ต่อให้วันหน้าเรามีเงินเก็บเป็นล้าน ต่อให้ซื้อบ้าน ซื้อรถคันหรูราคาแพงได้ แต่ถามว่าหากต้องอดทนทำงานหนักจนกว่าจะถึงวันนั้น บ้านหลังใหญ่โตเราจะมีชีวิตอยู่ได้สักกี่ปี รถคันหรูเราจะได้นั่งไปได้อีกนานแค่ไหน

    ความสุขในระหว่างวันล้วนรอการเกิดขึ้นทั้งนั้น แม้ความทุกข์จะเดินเข้ามาพร้อมกัน หากทุกอย่างก็ล้วนขึ้นอยู่กับใจของเรา ว่าจะเปิดรับให้สิ่งใดเข้ามาหา และมีอิทธิพลกับชีวิตมากกว่า หากแบ่งเวลาให้ตัวเองได้หยุดพักจากการทำงานไม่ได้มากนัก งั้นก็อย่าบีบบังคับให้ตัวเองต้องเร่งทำงานหนักเพื่อรับเอาความทุกข์มาสุมไว้เพิ่มขึ้นดีไหม เพราะถ้าไม่อาจพาตัวเองหลุดพ้นความทุกข์ไปได้ ก็ขอเพียงอย่าปล่อยมือความสุขให้หลุดหายไปจากชีวิตด้วยก็พอ

    ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง

    ในความเป็นจริงแล้ว คงจะไม่มีใครอยากจะติดต่องาน หรือธุรกิจกับคนขี้โรคหรอกครับ บางทีคู่สนทนาของคุณอาจจะหน้ายิ้ม แต่ในใจก็คิดว่าทำไมคุณถึงปล่อยให้ตัวเองป่วยอย่างนี้ ไม่ดูตัวเองกันบ้างเลยหรือยังไง ขนาดตัวเองยังไม่ดูแล แล้วเรื่องธุกิจจะไปรอดหรือเนี่ย แล้วเวลาครั้งต่อๆ ไป ถ้าคุณยังป่วยขี้โรคอยู่ อาจจะทำให้คู่สนทนาไม่อยากคุยด้วยได้ ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งสำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลตัวเอง รักษาสุขภาพร่างกายไว้ให้ดีอยู่เป็นประจำ อาจจะไม่ต้องเพื่อใคร แต่ทำเพื่อตัวคุณเองนั่นแหล่ะครับ

    การไปออกกำลังฟิตเนสทุกวัน ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีของคนทำงานสมัยนี้ คุณจะได้ห่างไกลจากโรคทั้งหลาย หรือถ้าวันจันทร์ถึงศุกร์ไม่ว่างจริงๆ อาจจะกลับบ้านมาซิตอัพ หรือยกดัมเบลล์เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดีครับ หรือถ้าไม่ว่างๆ จริงๆ ธุรกิจรัดตัวตั้งแต่เช้ายันกลางคืน ก็ให้ออกกำลังกายวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อให้ร่างกายได้มีแรงกำลังวังชา คิดอ่านอะไรจะได้ไม่สะดุดยังไงหล่ะครับ

    นอกจาการออกกำลังกายแล้ว การทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ก็สามารถช่วยเสริมสร้างร่างกายเราให้แข็งแรงได้เหมือนกันครับ และอย่าทานอาหารที่มีไขมันมากเกินไป จะทำให้ไขมันสะสมอยู่ในร่างกายเรา แทนที่ออกกำลังกายแล้วจะหุ่นดี กลับต้องเสียเวลาไปลดน้ำหนักอีกครับ และอาหารที่มีรสเผ็ดจัด หวานจัด เค็มจัด อันี้ก็ไม่ดีต่อสุขภาพเหมือนกันครับ ถ้าทานเข้าไปบ่อยๆ ในระยะยาวจะไม่ส่งผลดีเลยครับ

    นอกจากคุณจะเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยแล้ว คุณยังต้องดูแลตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีด้วย ถ้าคุณรวยล้นฟ้า แต่สุขภาพไม่ดี จะไปเที่ยวไหนก็ลำบาก เดินเหินไม่สะดวก เวลาทานข้าว ก็ทานนั่นไม่ได้ ทานนี่ไม่ได้ เพราะหมอห้ามเอาไว้ ฉะนั้นเงินที่คุณมีมาทั้งหมดก็เอามาทำอะไรไม่ได้เลยครับ

    ผมก็อยากให้ทุกท่านดูแลตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรต่างก็ต้องใช้สุขภาพร่างกายที่ดีในการทำงาน และ “ความไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ” คือลาภที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แม้แต่เงินล้นฟ้าก็ซื้อหามาไม่ได้ครับ

  • วิธีการออมเงิน

    ทำยังไงกันถึงจะมีเงินออม และมีเงินเก็บเพิ่ม หรือมีเทคนิคการออมเงินอย่างไรให้รวย หลายคนยังหาคำตอบให้กับปัญหาข้อนี้ไม่ได้ ถึงแม้ว่าเจ้านายขึ้นเงินเดือนให้ทุกปี รัฐบาลประกาศใช้นโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ แต่หลายคนเงินเหลือเก็บก็ยังเท่าเดิม บางคนเหลือน้อยลงกว่าเดิมอีก ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นละครับ

    ถ้ายังคิดกันไม่ออก ผมจะบอกให้แล้วกันครับ ก็เพราะว่าเมื่อเราได้เงินมา ก็มักจะเอาไปใช้ทันที กว่าจะรู้สึกตัวว่าใช้เงินไปมากแล้ว เงินก็เหลือเก็บนิดเดียว บางคนอาจจะไม่เหลือเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีแก้ ขอแค่มีความฉลาดทางด้านอารมณ์ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้จ่ายเงิน และกันเงินส่วนที่ออมไว้ ก่อนจะเอาเงินที่เหลือไปใช้ แค่นี้เงินออมของทุกคนก็จะเพิ่มมากขึ้น วันนี้เรามาลองอ่านวิธีการออมเงินให้รวยแบบง่ายๆ ด้วยวิธีง่ายๆ ที่ผมนำมาฝากกันครับ

    1. วิธีการออมเงินด้วยการเก็บก่อนใช้

    ถ้าหากเราคิดว่า เราจะเอาเงินไปใช้ก่อน ถ้าเหลือเท่าไหร่แล้วค่อยเก็บ เราจะไม่สามารถเก็บเงินได้เลย แต่ถ้าหากเราตั้งใจที่จะเก็บเงิน เช่น เดือนนี้จะเก็บเงินให้ได้ 10% ของรายได้ ให้เราเก็บเอาไว้ต่างหากเลย เราอาจจะต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ต้องมีวินัยกับตัวเองพอสมควร คนที่ได้จับเงินล้าน ส่วนใหญ่ก็มาจากการออมเงินอย่างเป็นประจำนี่หล่ะครับ เพราะเมื่อไหร่ที่มีรายได้เข้ามา เราต้องควรเก็บก่อนใช้ ควรนำเงินที่ได้มาในแต่ละเดือนจำนวนหนึ่งออกเลย เพื่อเอาไว้ออมเงิน หรือเอาไว้ใช้ในการลงทุน จากนั้นเหลือเท่าไหร่ แล้วค่อยใช้อย่างมีสติ หลังจากที่กันเงินออมหรือเงินลงทุนประจำเดือนออกไปแล้ว ควรจะตั้งสติว่าควรจะใช้จ่ายอย่างไรให้อยู่ได้ครบตลอดทั้งเดือน และควรมีเงินบางส่วนกันไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

    2. วิธีการออมเงินด้วยการทำบัญชีรายรับรายจ่าย

    อันนี้เราทำ เพื่อให้รู้ว่าในแต่ละเดือนเราใช้จ่ายไปเท่าไหร่ และเรามีรายได้จากส่วนไหนบ้าง หรือมีรายจ่ายอะไรที่ไม่จำเป็นบ้าง แล้วคุณอาจจะพบว่า ที่เราบอกกันว่าสิ่งของนั้นๆ จำเป็นนั่นน่ะ จริงๆ แล้วบางอย่างอาจจะไม่จำเป็นเลยก็ได้นะครับ ซึ่งการที่เราทำบัญชีรายรับรายจ่ายของแต่ละวันนั้น เปรียบเสมือนเป็นการวางแผนการเงินใช้จ่ายให้ถูกวิธี และทำให้ตัวเราเองเป็นคนที่มีระเบียบวินัยเพิ่มมากขึ้น พอพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเลขบางท่านถึงกับส่ายหน้าหนี ถึงแม้การทำบันทึกรายรับรายจ่าย หลายๆ ท่านอาจมองว่าเป็นเรื่องที่อยู่ใกลตัว รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากมาย ทำงานมาทั้งวันแล้วยังต้องมานั้งจดนั้งเขียนอยู่อีกเหรอ อันที่จริงการทำบันทึกรายรับรายจ่าย เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด และไม่มีความยุ่งยากอะไรเลยแม้แต่น้อย อยู่ที่เราเห็นประโยชน์เมื่อได้ลงมือจดบันทึกเป็นประจำแล้วจะพบว่า การทำบัญชีรายรับรายจ่ายสามารถทำได้ง่ายๆ แถมยังได้ประโยชน์ต่อเรามากอีกด้วย

    3. วิธีการออมเงินด้วยการตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก

    เช่น ทานกาแฟแก้วละ 60 บาททุกวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นก็ให้ตัดออกไป ให้ทานเป็นกาแฟชงเอง จะราคาถูกกว่า แต่ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ ก็ให้ทานน้อยหน่อย เช่น เหลือสัปดาห์ละ 2 วัน เป็นต้น ทางที่ดีเราควรใช้จ่ายไปในสิ่งที่ต้องจ่ายจริงๆ เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องจ่าย เราจะต้องไม่ใช้จ่ายในสิ่งที่เราต้องการ เราจะต้องแยกให้ออกระหว่างคำว่า จำเป็น กับ ต้องการ

    4. วิธีการออมเงินด้วยการเลิกสะสมสมบัติที่ไม่จำเป็น

    เช่น หลังเงินเดือนออกต้องซื้อเครื่องสำอางค์ทุกครั้ง ก็ให้เรากลับไปเช็คดูว่า เครื่องสำอางค์ที่ซื้อมาอันไหนได้ใช้ไปบ้าง อันไหนหมดอายุแล้ว และที่ใช้จริงๆ น่ะมีอะไรบ้าง แล้วคุณจะเห็นว่า โอ้โหนี่เราซื้อเครื่องสำอางค์มากองไว้เยอะแยะโดยที่ไม่ได้ใช้เลยนะเนี่ย หรือเสื้อผ้าที่เวลาออกงานต้องซื้อทุกครั้ง หรือบางครั้งไม่รู้จะใส่ไปไหนแต่ถูกใจก็เลยซื้อไว้ ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าตัวนั้นเลยก็เป็นได้

    5. วิธีการออมเงินด้วยการจัดระเบียบของที่มีอยู่ในบ้าน และโละของที่ไม่ได้ใช้ออกขายบ้าง

    เช่น เสื้อผ้าที่เราคิดว่าเราเลิกใส่แล้ว แต่ยังดีอยู่ อาจจะเอาออกมาขายเป็นสินค้ามือสอง หรือรองเท้าที่มีมากเสียจนไม่รู้จะเก็บไว้ไหน แต่จริงๆ ใส่แค่ไม่กี่คู่เท่านั้นเอง ก็เอาออกมาขายเป็นของมือสอง เพื่อเราจะได้มีรายได้บ้างจากของที่เราไม่ได้ใช้ เก็บไว้ก็รกเปล่าๆ เราอาจจะไปเปิดท้ายขายของตามตลาดนัด หรือฝากขายสินค้าตามร้านญาติสนิทมิตรสหายของเราครับ บางคนขายไปขายมามีคนมาซื้อเยอะ จับผลัดจับผลูก็ผันตัวไปเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายของมือสองซะเลยครับ

    6. วิธีการออมเงินด้วยการใช้หนี้ให้หมด

    ซึ่งสิ่งนี้สำคัญมาก เราจะมีเงินเก็บไม่ได้เลย หากเรายังเป็นหนี้ โดยใช้หนี้ก้อนใหญ่ก่อน แล้วจึงใช้หนี้ก้อนเล็ก เพราะหนี้ก้อนใหญ่ดอกเบี้ยมักจะสูงตามไปด้วย หากเดือนนี้ไม่ใช้หนี้ก้อนใหญ่ เดือนหน้ายอดจะเพิ่มสูงขึ้น เช่น ใช้หนี้ก้อนใหญ่ด้วยเงินที่มากกว่ายอดขั้นต่ำ แต่ใช้ให้มากที่สุดเท่าที่เราจะใช้ได้ แต่ห้ามไปกู้มาใช้หนี้เด็ดขาด ส่วนหนี้ก้อนเล็กให้ใช้เป็นยอดขั้นต่ำไปก่อน เมื่อหมดหนี้ก้อนใหญ่ เราค่อยเอาเงินที่ควรใช้หนี้ก้อนใหญ่มาโปะหนี้ก้อนเล็ก แต่ทางที่ดีไม่มีหนี้จะดีกว่านะครับ

    7. วิธีการออมเงินด้วยการแบ่งเงินบางส่วนซื้อประกันยามเกษียณไว้

    เพราะการซื้อประกัน ผลที่ตอบแทนที่ได้มักจะคุ้มค่า แม้ตอนที่เราเสียชีวิตเราก็ไม่ต้องรบกวนลูกหลานให้เสียเงินค่าทำศพเรา แต่ถ้าเราไม่เสียชีวิต เราก็จะมีเงินก้อนไว้ใช้ในยามเกษียณ ซึ่งก้อนซื้อเราต้องศึกษารายละเอียดให้ดี เพราะเดี๋ยวนี้ประกันชีวิตมีให้เลือกทำเยอะแยะมากมาย และควรเลือกเลือกซื้อกับนายหน้าที่เราวางใจ

    สมการออมเงินที่นำไปสู่ความรวย

    เราไม่สามารถโต้แย้งข้อเท็จจริงในปัจจุบันได้ว่า ทุกวันนี้เราจะต้องประหยัดเงินเพื่ออนาคตที่ดีกัน หรือเพื่อความร่ำรวยกัน แต่คนส่วนใหญ่ก็จะนำเงินของพวกเขาเพียงเล็กๆ น้อยๆ ไปฝากในบัญชีออมทรัพย์ ที่ไม่รู้ว่าฝากแบบนี้แล้วในอนาคตเมื่อไหร่จะมั่งมี ถ้าคุณอยากรวยด้วยการกินดอกเบี้ยในธนาคาร คุณต้องให้เงินของคุณต้องทำงานอย่างหนักทีเดียว สำหรับการกินดอกเบี้ยก้อนใหญ่ นั่นก็หมายความว่าคุณอาจจะต้องฝากเงินถึงครึ่งหนึ่งของรายได้เลยทีเดียว

    แม้ว่าผมเองพิจารณาการประหยัดเงินเป็นสำคัญเป็นขั้นตอนแรกที่มีต่อการเป็นคนรวย แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอในตัวเองที่จะได้รับอิสรภาพทางการเงิน แน่นอนว่าถ้าคุณฝากเงินต่อเดือนในปริมาณมากแบบฝากประจำ และวันนึงคุณต้องการใช้เงิน แต่ดันถอนไม่ได้ เนื่องจากยังไม่ครบกำหนด นั่นคือคุณกำลังจะเป็นหนี้ให้ตัวเอง

    ฉะนั้นถ้าคุณจะฝากแบบประจำ แบบที่ถอนไม่ได้ ใจคุณต้องใหญ่ว่าจะไม่ไปใช้เงินเกินขนาดอีกต่อไป อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ในตอนแรกคุณจะไม่สนุกกับเงินเพราะคุณกลับไปคุณสะสมมันแทน คุณจะมีความสุขเมื่อได้ใช้เงิน แต่นั่นก็สุขไม่นาน สู้ไว้ในอนาคตแล้วเรามีเงินพอที่จะเอาไปลงทุนในสิ่งต่างๆ เรามั่งมีแล้ว อย่างนั้นน่าจะสนุกกว่าการที่ใช้เงินเยอะๆ ไปแบบเดินชนเดือน หยุดทำงานเมื่อไหร่ก็คือไม่มีเงิน

    เงินเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้ามันเป็นประโยชน์ต่อคุณ และผู้คนในชีวิตและโลกรอบตัวคุณของคุณ หากคุณออมมันไว้ในที่ปลอดภัยอย่างเช่นธนาคาร ไม่ให้มันหลุดออกมานอกกระเป๋าของคุณมากจนเกินไป และจงกลัวที่จะปล่อยเงินให้มันออกมาจากคุณให้ผู้อื่นที่พร้อมที่จะช่วยใช้มัน ให้เงินออกจากประเป๋าของคุณในเหตุที่มันสมควรจะออก หรือให้เงินกับบุคคลที่ควรให้ ซึ่งคุณก็จะรู้อยู่ว่าคุณต้องให้เงินแก่ใครบ้าง

    ผมหวังว่าคุณจะตระหนักว่าการออมเงินอย่างเดียวจะไม่ทำให้คุณรวย แต่คุณควรจะทำอย่างไรกับเงินออมของคุณในอนาคต มากกว่าการประหยัดมันอย่างเดียว ผมจะขอแจกแจงสมการออมเงินที่นำไปสู่ความรวยได้ดังนี้

    เมื่อคุณออมเงิน > ได้เงินก้อนบวกดอกเบี้ย > นำเงินไปลงทุน > ประสบกับความร่ำรวย

    มันอาจจะดูง่ายๆ ไม่มีเทคนิค หรือเคล็ดลับมากมาย แต่แค่นี้บางคนก็ทำได้และรวย ส่วนคนที่ทำไม่ได้นั่นเพราะเค้าล้มเลิกไปเอง หรือไม่ได้ปรารถนาที่จะรวยจริงๆ ครับ

    ซึ่งในช่วงแรกของการเปลี่ยนนิสัยการใช้จ่ายเงินอาจจะยาก ลำบากใจ นิดหน่อย แต่พอเวลาผ่านไปนิสัยนี้มันจะติดตัวคุณไปเอง แล้วคุณก็จะไม่ต้องมานั้งกังวล ว่าทำไมไม่มีเงินเก็บ ว่าไม่มีเงินใช้ ไม่มีเงินที่จะไปลงทุนทำอะไรอีกต่อไป สุดท้ายนี้ผมก็ขอให้ทุกท่าน มั่งคั่ง มั่งมี ร่ำรวยเงินทอง สุขภาพแข็งแรง ตลอดไปครับผม


    บทความนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการเก็บเงินอย่างไรให้รวย ใครๆ ก็อยากรวยใช่มั้ยหล่ะครับ เงินนั้นสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งของชีวิตได้ แต่คนที่เก็บเงินเป็นเท่านั้น จึงจะรวยได้ครับ

    มีใครบ้างที่คิดว่าชาตินี้เราคงไม่อาจมีเงินทองมากมาย ไม่มีบ้าน มีรถ สร้างฐานะของตัวเองให้ดีขึ้นได้ เพราะเหตุผลที่ว่าฐานการเงินในแต่ละเดือนที่ได้มามันช่างน้อยเหลือเกิน ไม่เหมือนกับคนที่เกิดมารวยมีทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม ทั้งบ้าน รถ เงินทอง ตำแหน่งหน้าที่การงานดีที่ตอบแทนรายได้สูงให้ทุกเดือน เมื่อคิดเช่นนี้ ย่อมทำให้เราเกิดการน้อยใจต่อโชคชะตาวาสนา น้อยใจที่ชีวิตถูกฟ้าประทานมาให้แค่นี้ กล่าวโทษและตอกย้ำว่าตัวเองไม่โชคดีเหมือนเช่นชีวิตคนอื่นเขา

    แต่รู้ไหมว่าการที่เรามีชีวิตที่ไม่ได้สมบูรณ์พร้อมมาตั้งแต่เกิด ไม่ได้หมายความว่า ในวันหนึ่งข้างหน้าชีวิตเราจะเหมือนเดิมเช่นนั้นต่อไปเสียหน่อย เพราะหากเรารู้จักพัฒนาศักยภาพของตนเองแล้ว ความสามารถในตัวเราที่เพิ่มขึ้นย่อมสร้างงานสร้างเงินที่ตอบแทนรายได้สูงให้เกิดขึ้นได้ และเราก็โชคดีกว่าคนที่มีเพียบพร้อมกว่าตรงที่ว่า คนอย่างเรารู้จักที่จะทะเยอทะยานเพื่อความก้าวหน้าด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ ต่อให้เจออุปสรรคยากลำบากแค่ไหนเราก็สามารถฮึดสู้เอาชนะให้ผ่านพ้นไปได้

    ขณะเดียวกัน ลองคิดดูสิว่า สำหรับคนที่มีทุกอย่างเพียบพร้อมกว่าเรา โอกาสที่เขาจะได้พิสูจน์ความสามารถตัวเองด้วยความยากลำบาก โอกาสที่จะได้ทะเยอทะยานดิ้นรนต่อสู้ชีวิตเหมือนกับเราก็คงไม่มีจริงไหม เพราะอำนาจของเงินที่เขามีสามารถเนรมิตทุกอย่างให้เขาได้ ซึ่งนั่นจะทำให้เขาไม่เห็นคุณค่ากับทุกสิ่งที่ได้มาเฉกเช่นกับเรา

    ชีวิตธรรมดาอย่างเราอาจเหมือนกับถนนเส้นหนึ่ง ซึ่งกว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ให้รถวิ่งผ่านได้อย่างยาวไกล ก็ย่อมเริ่มต้นจากจุดแรกเริ่มก่อน และค่อยๆ ใช้วันเวลาในการสร้างไปเรื่อยๆ วันเดือนปีผ่าน สุดท้ายถนนอันแข็งแกร่งนั่นก็สร้างสำเร็จ และสามารถให้รถวิ่งผ่านไปถึงปลายทางที่ต้องการได้หลายพันหมื่นไมล์ในที่สุด อนาคตเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าขยัน ไม่ย่อท้อต่อการงาน และยังเก็บเงินไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปห้าปี หรือสิบปีเราอาจกลายเป็นเศรษฐีหน้าใหม่ไปอีกคนก็เป็นได้ ใครจะไปรู้

    เมื่อมีเป้าหมายอันแสนไกล ก็จงค่อยๆ เก็บเงินสร้างตัวไปทีละเล็กละน้อย เหมือนการต่อเติมถนนให้ทอดยาวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงปลายทางสิ้นสุดที่เรากำหนด วันนั้นเราจะพบว่าขีวิตล้วนเต็มไปด้วยความสมบูรณ์พร้อมเต็มตัว

    เอาหล่ะคับเกริ่นมาซะยาว ผมก็จะขอแนะนำแนวคิดวิธีเก็บเงินอย่างไรให้รวยกันนะครับ

    วิธีเก็บเงินให้รวย

    แนวคิดวิธีเก็บเงินให้รวยคุณสามารถทำได้อย่างง่ายดาย และการลงทุนกับเงินที่เราเก็บ เรามาดูรายการคำนวณการเก็บเงินกันนะครับ

    สมมติว่าคุณเก็บเงินวันละ 1 บาท
    หนึ่งเดือนคุณมีเงินเก็บ 30 บาท
    หนึ่งปีคุณมีเงินเก็บ 365 บาท
    10 ปีคุณมี 3,650 บาท

    สมมติว่าคุณเก็บเงินวันละ 10 บาท
    หนึ่งเดือนคุณมีเงินเก็บ 300 บาท
    หนึ่งปีคุณมีเงินเก็บ 3,650 บาท
    10 ปีคุณมี 36,500 บาท

    สมมติว่าคุณเก็บเงินวันละ 100 บาท
    หนึ่งเดือนคุณมีเงินเก็บ 3,000 บาท
    หนึ่งปีคุณมีเงินเก็บ 36,500 บาท
    10 ปีคุณมี 365,000 บาท

    คำนวณการนำเงินเก็บไปลงทุนนะครับ

    สมมติว่าคุณเก็บเงินวันละ 1,000 บาท
    ซื้อขนมราคาชิ้นละ 10 บาทได้ 100 ชิ้น
    นำมาขายต่อชิ้นละ 12 บาทได้เงินกลับมา 1,200 บาท
    คุณมีเงินเพิ่มมา 200 บาทภายในไม่กี่วัน

    สมมติว่าคุณเก็บเงินวันละ 1,200 บาท
    ซื้อขนมราคาชิ้นละ 10 บาทได้ 120 ชิ้น
    นำมาขายต่อชิ้นละ 12 บาทได้เงินกลับมา 1,440 บาท
    คุณมีเงินเพิ่มมา 440 บาทภายในไม่กี่วัน

    สมมติว่าคุณเก็บเงินวันละ 1,440 บาท
    ซื้อขนมราคาชิ้นละ 10 บาทได้ 144 ชิ้น
    นำมาขายต่อชิ้นละ 12 บาทได้เงินกลับมา 1,728 บาท
    คุณมีเงินเพิ่มมา 728 บาทภายในไม่กี่วัน

    จากตัวอย่างด้านบนคุณลองคิดดูว่าแบบไหนคุ้มค่า และรวดเร็วมากกว่ากัน เก็บเงินอย่างเดียว จะได้เงินคงที่อัตราเดิมตลอดไป เช่นเก็บวันละบาท คุณก็ได้เพิ่มวันละบาทตลอดไป แต่หากนำเงินมาลงทุนโดยการเพิ่มมูลค่าหรือทำให้เงินงอกเงยขึ้นมาเป็นการย่นระยะเวลา ที่จะทำให้เรามีเงินเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกมากับความขยัน และกระบวนการคิดหรือการตลาดของคุณด้วย เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะซื้อขนมมา และขายได้หมดทันที

    เคล็ดลับการเก็บเงินให้รวย

    วิธีการเก็บเงินอย่างไรให้รวยเหมือนเป้นความลับที่หลายๆ คนยังไม่รู้ แต่จริงๆ แล้วไม่มีอะไรยากเลย อยู่ที่วินัยในการเก็บออมจองแต่ละคน ถึงแม้เราจะทำงานประจำ หรือมีเงินเก็บน้อย แต่เราก็สามารถเก็บเงินให้รวยได้ แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาเวลาหน่อย แต่เมื่อถึงเวลานั้นคุณจะชื่นใจกับผลการเก็บเงินของคุณว่าคุณก็สามารถจับเงินล้านได้

    1. เก็บเหรียญบาท เหรียญห้า เหรียญสิบ

    เรามาเริ่มการเก็บเงิน โดยเริ่มจากการทำสิ่งที่ง่ายๆ ก่อน ผมเชื่อว่าทุกคนก็ทำได้ ก็แค่เริ่มเก็บเหรียญที่เหลือจากการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นเหรียญบาท เหรียญห้า เหรียญสิบ เก็บให้หมด หลังจากเวลาผ่านไป หนึ่งเดือน สองเดือน หกเดือน หรือหนึ่งปี ตอนที่คุณเอาเหรียญที่เก็บได้ออกมานับ ผมเชื่อว่าคุณคงต้องตกใจแน่ เพราะว่าเหรียญพวกนี้แหละครับ ที่จะทำให้เงินเก็บคุณเพิ่มขึ้นอีกนิด ทำง่ายๆ แต่ได้เยอะเป็นกอง

    ผมมีกลอนสอนใจดีๆ จาก สุนทรภู่ มากฝากครับ

    มีสลึงพึงประจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
    จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน

    2. กำหนดงบประมาณในการใช้จ่าย

    กำหนดงบประมาณจำนวนเงินในแต่ละเดือน และกำหนดงบประมาณเงินในกระเป๋าในแต่ละวัน วิธีการเก็บเงินแบบนี้ผมเชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยทำกัน วิธีนี้จะทำให้เราควบคุมเงินไหลออกได้ดีมาก คำนวณเงินส่วนที่เราต้องใช้ก่อน ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน ค่าของกิน ค่ารถ ค่าบ้าน ค่าบิลโทรศัพท์ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าดอกเบี้ยต่างๆ กันเงินส่วนนี้ออกมาก่อน สำหรับเงินที่เหลือให้เก็บ ง่ายไหมละครับ มันง่ายมาก คุณแค่คิดว่าเดือนนี้คุณต้องใช้เท่าไหร่ในสิงที่จำเป็น แล้วคุณก็ใช้ตามนั้น มันเป็นการสร้างวินัยในการใช้เงินให้กับคุณไปในตัวด้วย แถมเงินเก็บก็เพิ่มขึ้น

    3. แยกงบประมาณออกให้ชัดเจน

    เมื่อเราตั้งงบประมาณแล้วเราก็ควรแยกมันออกให้ชัดเจน มีหลายคนที่ตั้งงบประมาณแล้วแยกมันออกจากกันอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่วายที่จะนำเงินที่แยกออกไปเก็บมาใช้อีก คุณไม่ควรที่จะทำอย่างนั้นนะครับ แยกก็คือแยก เงินที่ต้องใช้ก็คือเงินที่ต้องใช้ เงินที่ต้องเก็บก็คือเงินที่ต้องเก็บ อย่าขาดวินัยตัวเอง ต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ เมื่อไหร่ที่คุณมีวินัย สามารถคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี เมื่อนั้นเงินเก็บออมของคุณก็จะเพิ่มขึ้นอีก

    4. อย่าซื้ออะไรตามใจชอบ

    อย่าซื้ออะไรตามใจชอบ หลายคนเป็นแบบนี้ อันนี่น่าอร่อยนะ ซื้อกินดีกว่า รองเท้าคู่นี้เท่จังซื้อไปสักคู่คงเท่น่าดู มือถือรุ่นใหม่ออกแล้วไปซื้อมาใช้ก่อนคนอื่นดีกว่า เป็นการใช้เงินตามใจ ตามอารมณ์ สุดท้ายก็ไม่มีเงินเหลือ ใครที่เป็นแบบนี้ก็ควรจะปรับตัวได้แล้วนะครับ ซื้อสิ่งที่จำเป็นต้องซื้อเท่านั้น ย้ำอีกครั้งนะครับ จำเป็นเท่านั้น อย่าตามอารมณ์ตามแฟชั่นตามคนอื่น เพราะมันจะทำให้คุณไม่มีเงินเหลือที่จะเก็บ ถ้าคุณทำตามข้อนี้ได้ ผมเชื่อว่าเงินคุณคงเหลือเก็บเยอะเลย

    5. ทำของทานเองที่บ้าน

    ทำของทานเองที่บ้าน ได้ฝึกทำอาหารไปในตัว บางทีเราอาจจะทำอร่อยกว่าที่ร้านก็ได้ อร่อยด้วยประหยัดด้วย ใครที่ชอบออกไปหาอะไรทานนอกบ้าน ชอบปาร์ตี้ ก็ควรลดละลง ถ้าเลิกได้ก็เลิกนะครับ ซื้อของสดมาทำกินเองที่บ้าน เลือกแต่ของดีสะอาด ดีต่อสุขภาพ เราทำเอง เรารู้ว่าเราชอบแบบไหน อาหารแบบไหนถึงจะดีต่อสุขภาพของเรา ได้ทั้งสุขภาพ แถมประหยัดเงินได้อีกเยอะ ถ้าทำข้อนี้ได้ เงินเก็บก็เพิ่มขึ้นแน่นอน

    6. ใช้บัตรเครดิตอย่างระมัดระวัง

    ใช้บัตรเครดิตอย่างระมัดระวัง แต่ผมว่าไม่ใช้จะดีกว่าครับ แต่ถ้าใครใช้ ก็ขอให้ใช้ตามแผนงบการเงินของเราในข้อแรกจะดีมาก และก็ขอให้ชำระยอดหนี้บัตรเครดิตให้เต็มจำนวนเงินทุกครั้ง คุณจะได้ไม่เสียดอกเบี้ยมาก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แค่ให้ใช้ไม่เกินงบการเงินที่คุณกำหนดไว้ในข้อแรก แค่นี้ คุณก็ยังมีเงินเหลือเก็บแล้ว

    7. ไม่ทำตัวรวย

    ไม่ทำตัวรวย ทั้งที่ฐานะการเงินของเรายังไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เช่น มีเงินเดือนสองหมื่น แต่ใช้ของแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า อย่างนี้ก็ไม่น่าจะมีเงินเหลือเก็บอยู่แล้ว ถ้าเราอยากเก็บมีเงินเก็บ เราต้องซื้อของแต่พอเพียง ไม่แพงจนเกินฐานะ เงินเดือนหมดในวันแรก ซึ่งก็มีให้เห็นมากมาย สุดท้ายต้องไปพึ่งบัตรเครดิต เพื่อเอาเงินมาใช้ก่อน และก็ต้องตามจ่ายหนี้บัตรที่ตัวเองสร้างไว้ ฉะนั้นถ้ายังไม่รวย ต้องไม่ทำตัวรวย จะทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บครับ

    8. เป็นคนมัธยัสถ์

    เป็นคนมัธยัสถ์รู้จักเป็นคนที่มีนิสัยประหยัด ลองเก็บเงินซัก 10% ของรายได้ที่คุณมีไปซักระยะหนึ่ง แล้วคุณจะประหลาดใจที่วิธีการนี้สร้างเงินเก็บได้อย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่ของมหาเศรษฐีมีที่ดีมักรู้จักประหยัด พวกเขาไม่ได้ใช้จ่ายเงินของพวกเขาในรายการเล่นๆ ที่ไม่จำเป็น แต่จะเลือกที่จะลงทุนในอนาคตทางการเงินที่มีความปลอดภัยมากกว่า

    9. หารายได้ให้ได้มากขึ้น

    สำหรับคนที่อยากเพิ่มเงินเก็บขึ้นอีก ก็คงต้องหางานพิเศษทำครับ ไม่ว่าจะไปขายของเสาร์อาทิตย์ตามตลาดนัด หรือไม่ก็นำเงินที่เหลือเก็บไปลงทุนขายของออนไลน์ พยายามศึกษาหาข้อมูลทางธุรกิจการค้าบ่อยๆ เพื่อหาช่องทางการเพิ่มรายได้ของตนเองครับ

  • วิธีทำธุรกิจสบู่สมุนไพรให้ประสบความสำเร็จ

    สวัสดีครับ สำหรับบทความนี้ ผมมีธุรกิจแนวสร้างสรรค์ สำหรับคนชอบคิด ชอบทำ มาแนะนำกันอีกแล้วนะครับ โดยวันนี้ขอเสนอการทำสบู่สมุนไพรแฮนด์เมดผลิตจากสมุนไพรธรรมชาติครับ เมืองไทยเราได้ขึ้นชื่อว่ามีพืชพรรณธรรมชาติ ที่มีสรรพคุณในการบำรุงรักษาผิวมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ขมิ้น มะพร้าว มะขาม มะละกอ แครอท หรืออาจจะลองผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง อย่างเช่น มะนาว หรือมะเขือเทศดูบ้าง ก็น่าสนใจนะครับ

    สำหรับรูปแบบของการขาย ถ้าอยากจะเน้นตัวสินค้ากันไปเลย ก็ไม่ต้องเสียเวลาทำแพคเก็จจิ้งกันให้ยุ่งยาก และสิ้นเปลื้อง แถมยังทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นอีกด้วย เน้นขายสบู่กันแบบเพียวๆ ไปเลยดีกว่า โดยอาจตัดเอาไว้เป็นก้อนวางเรียงราย ให้ลูกค้าเลือกหยิบได้อย่างหลากหลายตามใจชอบ แล้วขายแบบชั่งน้ำหนักเป็นขีด หรือเป็นกิโลเอาแทนครับ เป็นไอเดียแปลกอีกแนว ที่น่าลองเลยทีเดียวนะครับ

    โดยจุดขายที่ขอนำเสนอ จะเป็นการใช้สบู่ที่ทำจากสมุนไพร ไม่มีสารเคมีเจือปน ซึ่งสบู่แต่ละก้อนจะทำจากส่วนผสมที่ไม่เหมือนกัน ก็จะเหมาะสมกับสภาพผิวที่แตกต่างกันไปเลยครับ เช่น ผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวแพ้ง่าย เป็นคุณสมบัติอีกอย่างที่แตกต่างจากสบู่ทั่วไป ทั้งยังให้ความสดชื่นแบบเป็นธรรมชาติมากกว่าอีกด้วย

    สำหรับการขายสบู่สมุนไพร ก็เป็นชนิดสบู่ที่กำลังมาแรงในปัจจุบันนะครับ แต่ด้วยความที่อาจจะมีคู่แข่งเยอะ เจ้าใหญ่ครองตลาดอยู่ แล้วเรามาใหม่อยากแจ้งเกิด หรืออยากมีพื้นที่ในตลาดนี้ เราจะทำอย่างไร ผมก็ได้รวบรวมแนวคิด วิธีการในการที่จะไปยืนในตลาดนี้จนถึงความประสบความสำเร็จนะครับ

    แนวคิดและวิธีการสร้างแบรนด์สบู่สมุนไพร

    – กำหนดชื่อแบรนด์ให้ชัดเจน ชื่อที่สื่อถึงผิวพรรณ หรือชื่อไทยๆ เอาชื่อจำง่ายๆ เรียกง่ายๆ ให้ติดหู
    – จ้างออกแบบ Logo ออกแบบฉลาก ทำออกมาเป็นแบบสติ๊กเกอร์ แล้วนำไปติดบนสินค้า
    – บรรยายสรรพคุณของสบู่แต่ละแบบอย่างชัดเจน แต่ไม่อวดสรรพคุณมากจนเกินพอดี ที่สำคัญต้องผ่าน อ.ย. ด้วย
    – เรื่อง Packaging กำลังผลิตยังน้อย หาพลาสติกใส มาห่อให้ดูดี หรือจะซื้อกล่องพลาสติกใสมาใส่ก็ได้ (มีขายที่ 7-11 ที่สาขาใหญ่หน่อยจะมีหลายยี่ห้อเลยครับ) และยังช่วยรักษากลิ่นให้คงทนด้วย
    – การออกแบบฉลากสติ๊กเกอร์สินค้า ต้องเน้นสีสรร ลูกเล่นด้วยนะครับ เช่น ตัวหนังสือสีทอง ตัวหนังสือนูนมันหรือด้าน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า
    – ปรับรูปลักษณ์สินค้า ใส่รูปให้ชัดเจน หรือออกแบบกล่องหรือห่อบรรจุ ให้เหมาะกับตลาดที่จะขาย เช่น อาจจะใส่ความเป็นไทยเพื่อส่งออก
    – ลองทำสินค้าตัวอย่างหลาย ๆ แบบ
    – ทำเว็บไซต์ หรือทำ fanpage ให้ลูกค้าสามารถติดตามได้ ทำอันดับเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกของคำว่า สบู่สมุนไพร
    – รายละเอียดการติดต่อชัดเจน
    – ออกงานบ่อย ๆ สร้างแบรนด์ให้ติดปากติดหู
    – คนซื้อส่วนใหญ่จะดูที่ความหอมของสบู่ ดังนั้นความหอมต้องไม่เป็นรองใคร ยิ่งหากลิ่นใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากตามท้องตลาดได้ยิ่งดี
    – มาตรฐานในเรื่องความสะอาดของสบู่ของต้องมี อาจจะนำไปทดสอบกับคนที่มีกลิ่นตัวแรงว่าเค้าใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ได้ผลมั้ย
    – สำหรับคนที่กลิ่นตัวปกติ ถ้ายิ่งหอมติดตัวนาน คนจะซื้อบ่อย
    – สบู่สมุนไพรบางชนิดที่ใช้แล้วผิวจะดีขึ้น ต้องมีรูป before และ after ของผู้ใช้มาประกอบจะทำให้ผู้บริโภคได้มีข้อมูลประกอบการซื้อ
    – เรื่องราคา ต่อให้หอมและดีแค่ไหน ถ้าไม่จำเป็นอย่าให้เกินก้อนละ 30 บาท
    – ถ้าหากอยากให้สบู่สมุนไพรขายดีมากยิ่งขึ้น ราคาขายควรจะอยู่ที่ก้อนละ 15 บาท และถ้ามีปริมาณมากกว่าเจ้าอื่นจะช่วยในการตัดสินซื้อของผู้บริโภคได้อีกทางหนึ่ง
    – จ้างดาราช่วยโปรโมทสบู่ของเรา ซึ่งอาจจะใช้เงินทุนมาก แต่ถ้าเงินทุนมีเหลือน่าจะลองดูสักครั้ง
    – เมื่อตีตลาดได้แล้ว ให้ขยายสาขาออก หรือส่งสินค้าออกไปขายที่ต่างประเทศ เพื่อผลประกอบการที่มากขึ้น

    ส่วนผสมและวิธีทำสบู่สมุนไพร

    ส่วนผสมสบู่สมุนไพร

    – ส่วนผสมสบู่สมุนไพรอย่างแรกเลย คือ การหาไขมันมาทำสบู่ ได้แก่ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา น้ำมันดอกทานทานตะวัน หรือถ้าจะทำแบบพรีเมี่ยมไปเลย ก็ใช้น้ำมันมะกอกครับ ทั้งนี้อาจจะใส่น้ำนมวัว หรือน้ำนมแพะ เพื่อเพิ่มคุณภาพของสบู่ขึ้นอีกด้วยก็ได้
    – โดยน้ำมันแต่ละชนิดจะมีค่าการชะล้าง และการให้ฟอง ไม่เหมือนกัน จึงเหมาะสมกับสภาพผิวที่แตกต่างกันไปครับ เช่นน้ำมันมะพร้าวค่าการชะล้างสูงจึงไม่เหมาะกับผิวแห้ง ส่วนน้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันถั่วเหลืองจะมีค่าการชะล้างปานกลาง และมีวิตามินอีสูงครับ แต่อายุการใช้งานจะสั้นกว่า
    – ด่าง หรือโซดาไฟเพื่อใช้ทำปฏิกิริยากับไขมันให้เกิดเป็นก้อนสบู่
    – น้ำเปล่า
    – สมุนไพรซึ่งมีทั้งแบบผง แบบคั้นนำ หรือแบบสกัดด้วยแอลกอฮอล์ ก็สามารถใช้ได้หมด

    วิธีทำสบู่สมุนไพร

    – ค่อยๆ เทโซดาไฟผสมกับน้ำให้เข้ากัน แล้วตั้งทิ้งไว้
    – ตุ๋นน้ำมัน หรือไขมัน โดยใช้วิธีนำหม้อใส่น้ำมัน แช่ในหม้อน้ำที่ตั้งไฟเอาไว้ทีอีกหนึ่ง แทนการเอาหม้อน้ำมันตั้งโดนไฟตรงๆ เพราะจะเกิดความร้อนมากเกินไปครับ
    – รอให้ของเหลวที่ได้จากสองข้อแรกอุณหภูมิลดลงจนเหลือ 40 องศา จึงค่อยผสมเข้าด้วยกัน คนกันจนได้ที่ แล้วใส่สมุนไพรที่เตรียมไว้ หากจะใส่น้ำหอมก็สามารถใส่ได้ตอนนี้เลย เสร็จแล้วก็เทใส่แม่พิมพ์ที่เตรียมไว้ครับ
    – รอประมาณสามอาทิตย์ ก็ถือว่าเสร็จสิ้นการทำสบู่สมุนไพร สามารถนำออกจากพิมพ์ แล้ววัดค่าความเป็นกรดเบสให้เหมาะสมที่ประมาณ 8-9 จึงจัดว่าใช้ได้ครับ

    การขายสบู่สมุนไพรถือได้ว่าเป็นไอเดียน่าสนุก น่าลองทำทีเดียวนะครับ การขายก็อาจจะเปิดร้านตกแต่งแนวธรรมชาติ แบบดูอบอุ่น น่ารักๆ หรือเลือกขายออนไลน์ทาง Fanpage หรือเว็บไซต์เอาก็ได้เช่นกันครับ

    สุดท้ายผมขอมอบสโลแกนสบู่สมุนไพรไว้นะครับ

    “หอมนาน ปริมาณเยอะ ราคาถูก สะอาดจริง”

    ขอให้ขายสบู่สมุนไพรขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากันทุกท่านครับ

  • ข้อดี และข้อเสียของการเปลี่ยนงานบ่อย

    ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับวิธีการเป็นคนรวยมาหลายบทความแล้ว วันนี้ก็ขอเขียนเรื่องราวสำหรับคนทำงานบ้าง ในเรื่องการเปลี่ยนงานบ่อยช่วยเพิ่มเงินเดือนหรือไม่

    ซึ่งหลายคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนก็คงจะคิดวิธีต่างๆ ที่จะให้ตัวเองได้รับเงินเดือนมากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่แน่นอนไม่มีสูตรใดที่ตายตัวว่าถ้าทำอย่างนี้ หรืออย่างนั้นจะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นตามที่ต้องการ การเปลี่ยนงานบ่อยๆ เป็นอีกทางหนึ่งที่ใครๆ หลายคนบอกว่าน่าจะประสบความสำเร็จมากที่สุด แต่ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนเช่นกัน การเปลี่ยนงานบ่อย ถ้าในทัศนะการมองของฝ่ายบุคคลนั้นมีทั้งมองในแง่ที่ดีและไม่ดีซึ่งอยู่ที่การสัมภาษณ์ของพนักงานเอง เพราะส่วนใหญ่การถามของฝ่ายบุคคลจะเน้นเรื่องเกี่ยวกับการทำงานมากกว่าก็จริง แต่ถ้ามีประวัติการย้ายงานบ่อยๆ และอยู่กับบริษัทหนึ่งไม่นานมากนักและลาออกไปอาจจะอยู่แค่ 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็อาจจะมองว่าเป็นคนที่ไม่แน่นอนในการทำงาน ไม่เคารพบริษัทเก่า หรืออาจมีปัญหาอื่นๆ ในทางที่ไม่ดี และเมื่อเข้ามาทำงานที่นี้ ก็อาจจะอยู่ได้ไม่นาน หรือสร้างปัญหาให้กับองค์กรได้เช่นกัน

    ซึ่งอาจทำให้ถูกปฏิเสธจากการรับเข้าทำงาน นี่คือแง่ไม่ดีที่ฝ่ายบุคคลจะมองคนที่เปลี่ยนงานบ่อยๆ ส่วนในแง่ที่ดีนั้น ฝ่ายบุคคลก็อาจจะมองในส่วนของความสามารถเป็นหลัก และประสบการณ์การทำงานที่ทำมาหลายบริษัทก็จะเป็นสึ่งที่มองว่ามีความกระตือรือต้นในการทำงาน เพื่อความก้าวหน้าของตนเอง ซึ่งจะได้ส่วนของความตั้งใจเช่นกัน แต่การเปลี่ยนที่ทำงานนั้นส่วนใหญ่ก็ต้องการที่จะออกไปเพื่อได้รับเงินเดือนที่มากกว่า หรือต้องการที่ทำงานใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้ แต่ก็มีบางคนที่ยอมที่เงินเดือนน้อยกว่าที่เก่า อาจจะเป็นเหตุผลอื่นๆ ในการทำงานเช่นกัน เช่นทำงานแล้วไม่มีความสุข ไม่มีสวัสดิการที่ดีพอ งานหนักเกินไปไม่มีเวลาให้ครอบครัว เป็นต้น ซึ่งผมก็จะขอแนะนำถึงข้อดีและข้อเสียในการเปลี่ยนงานให้ท่านผู้อ่านได้ลองพิจารณาดูนะครับ

    ข้อดีของการเปลี่ยนงานบ่อย

    – เงินเดือนได้เพิ่มเยอะขึ้น ในเเต่ละครั้งที่ย้านงาน ลองเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ ที่เริ่มทำงานพร้อมกัน เเต่ไม่ได้ย้ายงานเลย เงินเดือนเเทบบไม่ค่อยขยับเลย ทั้งๆ ที่เขาก็เก่งกว่าด้วยซ้ำ
    – ตำเเหน่งงานที่ก้าวหน้าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ
    – ได้เรียนรู้ระบบงานที่หลากหลายตามระบบบริษัทต่างๆที่เคยทำงานมา
    เงินเดือนเพิ่มไว ในกรณีที่บริษัทใหญ่กว่า แต่ใช้วิธีการทำงานแบบเดิม บางคนสามารถเพิ่มเงินเดือนได้ถึงสองเท่าตัว
    – ทำให้เราได้เจอคนมากขึ้น เจอคนทุกรูปแบบ ทั้งดี และไม่ดี ทำให้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น (เหมาะสำหรับนักศึกษาฝึกงาน หรือคนที่เพิ่งจบใหม่ๆ)
    – ได้เรียนรู้การทำงานจากหลายๆ องค์กร ถึงข้อดี และข้อผิดพลาดต่างๆ ซึ่งข้อดีต่างๆ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับที่ใหม่ๆ ได้

    ข้อเสียของการเปลี่ยนงานบ่อย

    – ทำให้คุณไม่มีประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง เหมือนกับว่ารู้หลายอย่างจากที่ทำงานหลายที่ แต่ก็ยังไม่ลึกซึ้งกับอะไรสักอย่าง
    – ทุกๆ ครั้งที่ย้ายที่ทำงาน คุณก็ต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ และพอคุณจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง คุณก็พบว่างานที่คุณทำอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการ นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่คุณยังไม่ก้าวหน้าไปถึงไหน
    – การเปลี่ยนงานบ่อยก็ไม่ค่อยดี ตำแหน่งหน้าที่จะไม่มั่นคงก้าวหน้าเสียที แต่ถ้ามีทางเลือกงานใหม่ที่พิจารณาดีแล้วว่า เป็นงานที่ดีกว่า อนาคตดีกว่า ก็ต้องลองเปลี่ยนครับ
    – แต่ต้องดูดีๆ นะครับว่าการเปลี่ยนงาน การเริ่มต้นใหม่ มันดีกว่างานเก่าของเราหรือเปล่า บางที่ไปแล้วก็ไม่ต่างกัน ขึ้นอยู่โอกาส ความก้าวหน้า เงิน เพื่อนร่วมงาน และความสบายใจในการทำงาน
    – การเปลี่ยนงาน ต้องไปเริ่มต้นใหม่ กว่าจะเข้าตาเจ้านาย ก็ใช้เวลา ทำให้เจริญก้าวหน้าช้ากว่าเพื่อนๆ
    – การเปลี่ยนงานบ่อยๆ ส่งผลเสียมากกว่าผลดี เมื่อนายจ้างเห็นประวัติการทำงานของคุณในแต่ละที่เป็นแค่ช่วงเวลาสั้น มันเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างที่ไม่ค่อยดีนักให้แก่นายจ้าง ทำให้เขาไม่มั่นใจว่าคุณจะอยู่กับเขาได้นาน หรือทุ่มเททำงานให้เขาอย่างเต็มที่หรือไม่

    สรุป

    โดยทั่วไปแล้วการทำงานในแต่ละที่ควรใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ซึ่งปีแรกสำหรับการเรียนรู้งานในส่วนต่างๆ ปีที่สองสำหรับการทำประโยชน์และสร้างผลงานให้กับองค์กร ดังนั้นกว่าที่คุณจะมีผลงานต่างๆ อาจจะต้องใช้เวลาสะสมชั่วโมงบินถึง 2 ปีด้วยกัน หากคุณเปลี่ยนงานก่อนหน้านั้น ก็เท่ากับว่าคุณยังไม่ทันได้สร้างผลงานให้เกิดขึ้นสักเท่าไหร่ แล้วคุณจะเอาประสบการณ์ตรงไหนมาใช้เพื่อเพิ่มเงินเดือนอย่างที่คุณอยากได้หล่ะครับ

    ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เปลี่ยนงานบ่อย ผมคิดว่าสาเหตุหนึ่ง คุณอาจจะยังหาตัวเองไม่เจอ หรือไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยู่กับงานไหนแล้วมีความสุขมากที่สุด หรืออยู่กับงานไหนสามารถทำได้นานที่สุด อาจจะเริ่มจากการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตก็ได้ ดูว่าเราสนใจในเรื่องใด มีเรื่องให้เราศึกษาเพิ่มเติมได้มากแค่ไหน มีงานที่รองรับในเรื่องราวที่เราสนใจหรือเปล่า หลังจากนั้นก็สอบถามจากเพื่อนที่รู้จักกับคนที่ทำงานในสายงานที่คุณสนใจ เพื่อที่จะพูดคุย ซักถามข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของคุณ เช่น ความคาดหวังขององค์กร สไตล์การทำงาน และบทบาทหน้าที่ในตำแหน่งที่คุณสนใจ ซึ่งคุณอาจจะไม่ได้ข้อมูลทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็จะทำให้คุณได้ไอเดียบางอย่าง เมื่อคุณมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น โอกาสที่จะเปลี่ยนงานบ่อยๆ จะน้อยลง

    ดังนั้นการเพิ่มเงินเดือนตนเองที่น่าจะได้ผลที่ดีที่สุดก็คือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น สร้างผลงานให้เป็นที่ประทับใจ หรือสร้างความสามารถพิเศษของตนเองขึ้นมา เช่น การเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม การศึกษาต่อปริญญาโท หรือการสอบเพื่อให้ได้ประกาศต่างๆ ที่เป็นเครื่องการันตียืนยันถึงความสามารถในสายงานของตนเองที่ทำงานอยู่น่าจะส่งผลที่แน่นอนกว่าการเปลี่ยนงานบ่อยเพื่อเพิ่มเงินเดือน

  • ธุรกิจคืออะไร และประเภทของธุรกิจมีอะไรบ้าง

    วันนี้ผมก็จะมาอธิบายให้ท่านผู้อ่านที่สนใจในธุรกิจให้ท่านได้ทราบว่าความหมายของธุรกิจคืออะไร และประเภทของธุรกิจมีอะไรบ้าง ผมจะอธิบายให้ท่านได้อ่านกันอย่างคร่าวๆ กระชับ ได้ใจความนะครับ เรามาเริ่มกันดีกว่าครับ

    ธุรกิจคืออะไร

    คำว่าธุรกิจ ในภาษาอังกฤษคือคำว่า Business ซึ่งคำนี้ก็มาจากคำว่า Busy ซึ่งแปลว่า ยุ่ง,มีงานมาก, มีธุระยุ่ง

    ธุรกิจเป็นเรื่องของการมุ่งหวังกำไร เพราะฉะนั้นความหมายที่รับรู้กันก็คือว่า ธุรกิจเป็นเรื่องของกิจการที่เข้ามารับความเสี่ยง ดังนั้นธุรกิจจึงเป็นเรื่องที่จะต้องคิด ต้องแก้ปัญหา และต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ธุรกิจมีกำไร หลีกเลี่ยงจากการขาดทุน

    การประกอบธุรกิจ คือ การผลิตสินค้า และบริการ และการนำสินค้า และบริการนั้นมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค ฉะนั้นถ้าการผลิตสินค้าหรือบริการนั้นๆ ได้ถูกนำมาใช้บริโภคเอง ไม่ได้นำไปขายหรือจำหน่ายจึงเรียกว่า การอุปโภคบริโภคของตนเอง แต่ถ้าการผลิตสินค้า และบริการได้ถูกนำไปขาย หรือจำหน่ายต่อไปจึงเรียกว่า การค้า หรือการประกอบธุรกิจ สรุปก็คือว่า ธุรกิจเป็นกระบวนการดำเนินกิจกรรมทางด้านการผลิต การจำหน่าย และการให้บริการนั่นเอง

    ประเภทของธุรกิจ

    อันแรกนี้ ผมจะแบ่งประเภทของธุรกิจแบบเป็นองค์กรธุรกิจก่อนนะครับ ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

    ธุรกิจที่ไม่เป็นนิติบุคคล

    ซึ่งธุรกิจที่ไม่เป็นนิติบุคคลยังสามารถแบ่งแยกย่อยได้คือ

    1. กิจการเจ้าของคนเดียว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นกิจการที่มีขนาดเล็ก
    2. ห้างหุ้นส่วนสามัญ ซึ่งการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญถือได้ว่าเป็นความสมัครใจของบุคคลที่มาทำธุรกิจร่วมกัน โดยมีหลักว่า ต้องเป็นสัญญาระหว่างบุคคล สองบุคคลขึ้นไป ซึ่งจะต้องเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้ว และต้องไม่เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ซึ่งจากข้อนี้สามีภรรยาก็สามารถทำธุรกิจเป็นหุ้นส่วนกันได้

    ธุรกิจที่เป็นนิติบุคคล

    ซึ่งธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลยังสามารถแบ่งแยกย่อยได้คือ

    1. ห้างหุ้นส่วน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ได้แบ่งห้างหุ้นส่วนออกเป็นอีก 2 ประเภท คือ

    – ห้างหุ้นส่วนสามัญ คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทที่มีผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทเดียว โดยผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วน และไม่จำกัดจำนวน ซึ่งห้างหุ้นส่วนสามัญจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล หรือไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็ได้ จึงมีทั้งห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียน ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน มีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และมีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่าห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล

    – ห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วน 2 ประเภท คือ หุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด ได้แก่ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียว หรือหลายคน ซึ่งรับผิดจำกัดเพียงจำนวนเงินที่ตนรับว่าจะลงทุนในห้างหุ้นส่วนเท่านั้น และหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ได้แก่ หุ้นส่วนคนเดียว หรือหลายคน ซึ่งรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน

    2. บริษัทจำกัด คือ บริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยการแบ่งทุนเป็นหุ้น แต่ละหุ้นมีมูลค่าเท่าๆ กัน ผู้ถือหุ้นต่างรับผิดชอบ จำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงิน ที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ บริษัทจำกัดเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยมีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป มีการกำหนดมูลค่าหุ้น บริษัทจำกัดใช้คำนำหน้าว่า “บริษัท” และคำว่า “จำกัด” ต่อท้ายชื่อ

    3. บริษัทมหาชนจำกัด คือ บริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยความประสงค์ที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชน โดยผู้ถือหุ้นมีความรับผิดจำกัดไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ต้องชำระ และบริษัทดังกล่าวได้ระบุความประสงค์เช่นนั้นไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งบริษัทมหาชนจำกัด ตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 กำหนดให้มีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป ซึ่งหุ้นแต่ละหุ้นต้องมีมูลค่าเท่ากัน และต้องชำระค่าหุ้นครั้งเดียวเต็มมูลค่าหุ้น และต้องมีจำนวนกรรมการของบริษัทไม่น้อยกว่า 5 คน และกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งต้องมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งในประเทศไทย บริษัทมหาชนจำกัดใช้คำนำหน้าว่า “บริษัท” และคำว่า “จำกัด (มหาชน)” ต่อท้ายชื่อ

    4. องค์กรธุรกิจจัดตั้ง หรือจดทะเบียนภายใต้กฎหมายเฉพาะ

    ต่อมาผมจะแบ่งประเภทของธุรกิจตามลักษณะของกิจกรรมที่ธุรกิจกระทำ แบ่งออกได้ ดังนี้

    1. ธุรกิจการเกษตร ซึ่งการประกอบธุรกิจการเกษตร ยกตัวอย่างเช่น การทำนา การทำไร่ การทำสวน การทำป่าไม้ การทำปศุสัตว์
    2. ธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจผลิตสินค้าเพื่ออุปโภค แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
    – อุตสาหกรรมในครัวเรือน จัดได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ใช้แรงงานเฉพาะสมาชิกในครอบครัว ลงทุนในเงินทุนไม่สูงนัก ส่วนมากเป็นการใช้เวลาว่างจากการประกอบอาชีพหลัก คือ การทำนาทำไร่ ขณะที่รอเก็บเกี่ยวพืชผลก็ใช้เวลาว่าง มาทำอุตสาหกรรม ในครัวเรือน เช่น อุตสาหกรรมทอผ้า อุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา อุตสาหกรรมทำเครื่องเขิน อุตสาหกรรมทำเครื่องจักสาน
    – อุตสาหกรรมโรงงาน จัดได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ผู้ผลิตสินค้าต้องมีโรงงานเป็นของตนเอง มีเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าได้ครั้งละจำนวนมาก และมีการจ้างแรงงาน เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ โรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูป โรงงานผลิตพลาสติก
    3. ธุรกิจเหมืองแร่ ซึ่งการประกอบธุรกิจเหมืองแร่ ยกตัวอย่างเช่น การทำเหมืองแร่ชนิดต่างๆ การขุดเจาะถ่านหิน การขุดเจาะนำทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ มาใช้
    4. ธุรกิจการพาณิชย์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำหน้าที่กระจายสินค้า ที่ผลิตจากอุตสาหกรรมต่างๆ ไปสู่ผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคได้อุปโภคบริโภคสินค้าตามความต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจพ่อค้าคนกลาง ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก และตัวแทนจำหน่ายสินค้าต่างๆ
    5. ธุรกิจการก่อสร้าง ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำหน้าที่ในการนำวัสดุต่างๆ เช่น อิฐ หิน ปูน ดิน ทราย มาใช้ในการก่อสร้าง เช่น การสร้างถนน สร้างอาคาร สร้างสะพาน
    6. ธุรกิจการเงิน ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำหน้าที่ส่งเสริมให้ธุรกิจอื่นทำงานได้คล่องตัวขึ้น เนื่องจากในการทำธุรกิจจะต้องเริ่มจากการลงทุน ซึ่งต้อง ใช้เงินทุนในการลงทุน เช่น การนำเงินมาซื้อที่ดิน มาสร้างอาคาร จ้างคนงาน ซื้อวัตถุดิบ ซื้อเครื่องจักร ซื้อุปกรณ์ ซึ่งถือว่าธุรกิจการเงินเป็นแหล่งที่ธุรกิจอื่นสามารถติดต่อในการจัดหาทุนได้ นอกจากนั้นในการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ หรือส่งสินค้าไปขายต่างประเทศ ธุรกิจการเงินจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อซื้อขาย ชำระเงินระหว่างกัน ธุรกิจที่จัดเป็นธุรกิจการเงิน ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจประเภทธนาคาร บริษัทการเงิน บริษัทประกันภัย
    7. ธุรกิจให้บริการ ซึ่งเป็นธุรกิจที่อำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้บริโภค ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจการขนส่ง ธุรกิจการสื่อสาร ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจการโรงแรม
    8. ธุรกิจอาหาร ซึ่งเป็นการขายอาหาร ยกตัวอย่างเช่น การขายวัตถุดิบอาหาร ขายอุปกรณ์ในการทำอาหาร หรือขายอาหารโดยตรงต่อผู้บริโภค
    9. ธุรกิจอื่นๆ เป็นธุรกิจที่นอกเหนือจากธุรกิจประเภทที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจ อาชีพอิสระต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น แพทย์ วิศวกร สถาปัตย์ ช่างฝีมือ ประติมากรรม

    เอาหล่ะครับสำหรับบทความธุรกิจคืออะไร และประเภทของธุรกิจมีอะไรบ้าง ผมก็หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รับความรู้กลับไปไม่มากก็น้อยนะครับ ก็ขอจบบทความไว้เพียงเท่านี้นะครับ

  • ธุรกิจ SME คืออะไร

    Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start writing!

error: Content is protected !!